Project City Walk: Bangkok trip 1 – November 2008

โพสต์ที่แล้วเป็นโพสต์ที่เคยเขียนลงบล็อคของวิชาเรียนเมื่อหลายปีก่อนที่เรายังประทับใจในการสอนและสิ่งที่เราได้เรียนรู้จนวันนี้อาจจะไม่ใช่ทั้งหมดที่เราน่าจะได้ แต่เรารู้สึกว่ามันก็ประสบการณ์ที่เปิดหูเปิดตาและเปิดใจเรามากขึ้น

เราเปรยๆไปเมื่อโพสต์ที่แล้วว่าวิธีการเรียนวิชานี้ต่างจากวิชาอื่นๆทั่วไปที่เราเข้าไปเอาความรู้แล้วก็จบ ความรู้นะ ไม่จำเป็นต้องเป็นความเข้าใจ สำหรับวิชานี้มันไม่ใช่แค่ความรู้หรือความเข้าใจในวิชาแต่เป็นความเข้าใจในตัวเองด้วย

เราคิดว่าการเรียนการสอนของไทยขาดสิ่งนี้ไปมาก จริงๆต้องบอกว่าเราคิดว่าการศึกษาไทยขาดเยอะ…มาก นอกจากไม่มองนักเรียนเป็นปัจเจกบุคคลซึ่งมีความสามารถที่ต่างกันแล้วบางครั้งก็เหมือนจะไม่มองเขาเป็นคนด้วยซ้ำ ไม่นับว่ายังชอบสอนเรื่องที่ไม่ค่อยติดกับดิน เป็นคอนเสปต์ สอนเรื่องไกลตัว เรื่องของตัวเรื่องของชุมชน เรื่องการลงไปเจอไปประสบไปลงมือทำหาประสบการณ์ด้วยตัวเองมันไม่ค่อยมี ซึ่งทำให้คนและสังคมพัฒนากันแบบพิกลพิการอย่างที่เห็น

โอเค โพสต์นี้ไม่ได้อยากพูดเรื่องว่าเราคิดว่าการศึกษาของไทยผิดอย่างไร เรื่องนั้นไว้คุยกันวันหลังแล้วกัน ที่อยากบอกคืออาจารย์สรยุทธพยายามสอนวิชานี้ให้ต่างด้วยการใส่การพัฒนาบุคคลที่เรียนด้วย สำหรับเรานั่นนับเป็นก้าวแรกที่สำคัญก่อนที่ก้าวอื่นใดจะตามมา

ดังนั้นนอกจากหนังสือที่เราต้องอ่านแล้ว การบ้านที่เราต้องทำสำหรับวิชานั้นคือ

  • Journal เป็นการเขียนไดอารี่ความคิดอ่านต่างๆ
  • การสนทนาแบบ Dialogue ในวิชาเรียน (เราไม่ขอลงรายละเอียดวิธีการสนทนาแบบDialogueไว้ ณ ที่นี้แต่แนะนำให้อ่าน Learn  How to Learn ของอ.วรภัทร ภู่เจริญสำหรับผู้ที่สนใจ เราพบวิธีการสนทนานี้อีกครั้งตอนเราไปลงเรียนพื้นฐานการสอนของมหาวิทยาลัยที่Calgary ทำให้รู้ว่าเป็นวิธีที่ใช้กันค่อนข้างกว้างขวางทีเดียว…ยกเว้นที่ไทย)
  • นำเสนอโปรเจ็คจากหัวข้อของ Earth Charter อันเกี่ยวข้องกับความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งโปรเจ็คนี้ไม่มีแนวทางให้นอกจากว่าให้เป็นสิ่งซึ่งไปเจอ ไปลงมือทำด้วยตัวเอง ไม่ใช่แค่อ่านหนังสือเอา
  • พวกเรามีบล็อคไว้สำหรับสื่อสารกับคนอื่นๆในคลาสเรียนเดียวกัน ซึ่งพวกเราจะไปโพสต์ความคิดเห็นและประสบการณ์หรือเรื่องราวต่างๆที่อยากบอกเล่ากันไว้

กลับไปดูบล็อคนั้นพบว่าเราเคยเขียนลงไปจริงๆแค่ 3 โพสต์เท่านั้น คือโพสต์แนะนำตัว และรายงานความคืบหน้าโปรเจ็คที่เราต้องนำเสนอตอนปลายภาค บังเอิญว่าของเรา เรารู้สึกว่านำเสนอสิบนาทีคงไม่อาจจับสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดในโปรเจ็คนั้นได้ เลยเขียนลงบล็อคไว้เกือบจะทันทีหลังจากเสร็จสิ้นงานในหนึ่งวัน เรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดถูกบันทึกอยู่ใน Journal ซึ่งเราพกไปด้วยระหว่างทำโปรเจ็ค

วิธีทำโปรเจ็คของเราในตอนนั้นคือออกไปเดินในกรุงเทพฯด้วยความอยากรู้ว่าเมืองกรุงเทพฯจริงๆเป็นอย่างไร เราโตมาที่นี่แหละ แต่เราแค่ผ่านไปผ่านมาไม่ได้รู้จักเมืองกรุงเทพฯจริงๆเท่าไหร่หรอก การเดินเป็นทางเดียวที่เรารู้สึกว่าจะได้ทำให้เรารู้จักเมืองที่เราอยู่ดีขึ้น นั่นคือที่มาของสิ่งที่เราเรียกว่า Project City Walk

ต่อไปนี้จะเป็นโพสต์ที่เราเขียนรายงานการเดินภายในหนึ่งสัปดาห์หลังการเดินครั้งแรกโดยไม่ตัดต่อเพิ่มเติม แน่นอนว่าความเห็นของเราตอนนั้นอาจจะต่างจากตอนนี้ แต่เราชอบความสดใหม่ของมันดี

- – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – -

project report 0.1 – EC6 และการออกไปเดินเมืองครั้งแรก (ขออภัยที่มันยาวววว)

จริงๆเรื่องนี้เป็นเรื่องที่คุยกันในห้องเมื่อวันที่ 2 ธค.ที่ผ่านมา แต่คาบนั้นไม่ได้เข้า เนื่องจากไม่สามารถ“พร้อม”ได้ในวันนั้นจริงๆ เลยตัดสินใจว่าอย่าไปถ่วงคนอื่นจะดีกว่า (ลองคิดสภาพว่าเช็คอินแล้วพูดว่าไม่สามารถพร้อมได้ ชวนงงนิดๆว่ามาทำไม) แล้วจะรายงานความคืบหน้าผ่าน blog แทน

ซึ่งความจริงก็ดี พูดตามตรงว่าประสบการณ์ที่ได้จากการเดินอธิบายเป็นคำพูดลำบาก เลยเขียนได้ช้าหน่อยต้องขออภัย รับสารภาพว่าจับไม่ได้แน่ว่าสิ่งที่พบมีผลต่อเราอย่างไร แต่ที่แน่ๆคือมีบางอย่างที่กระทบใจเราชัดเจนกว่าอย่างอื่น ซึ่งพวกนั้นโดยส่วนมากเราถ่ายภาพเอาไว้ เขียนลงblogเราก็ได้แชร์ภาพพวกนั้นให้ดูได้ด้วย

ขอเล่าถึงproject คร่าวๆก่อนแล้วกัน

ที่มา

ความจริงคือ อยากเดิน ต่อให้ทำหัวข้ออะไรเราก็คงใช้การเดินเป็นตัวยืนอยู่ดี

ที่เลือกจะเดินมีเหตุจากเหตุการณ์ราวหนึ่งปีก่อนหน้านี้ ในตอนนั้นเราใช้การเดินเป็นการเดินทางไปมาละแวกหอและมหาวิทยาลัย เพราะด้วยเหตุอันใดไม่ทราบแม้ระยะทางจะใกล้แสนใกล้แต่ไม่มีรถประจำทางหรือกระทั่งรถสามล้อที่ยอมไปส่ง การเดินในตอนนั้นมีสองเป้าหมาย คือไปทำธุระใกล้ๆ(เป้าหมายภายนอก) และเดินเพื่อให้ได้ออกกำลังกายและสงบจิตใจของตัวเอง(เป้าหมายภายใน)

มีอยู่วันหนึ่งเพื่อนคนหนึ่งชวนไปพันธุ์ทิพย์ด้วย เธอกลัวจะไปคนเดียว เราเลยรับคำว่าจะไปเป็นเพื่อนเพราะยังไงก็ไปเป็นประจำ(ช่วงนั้นนะ) แต่เนื่องจากออกจากหอค่อนข้างเย็นคือราวสี่โมงรถบนถนนเพชรบุรีจะติดมากเราเลยถามเธอว่าเดินไปมั้ย เธอตอบว่าก็ได้ ก็เดินไป ซื้อของ แล้วก็เดินกลับมากินข้าวแถวหอ

ตอนนั่งกินข้าวเธอพูดขึ้นมาว่า เดินนี่ก็ดีนะ ทั้งๆที่อยู่แถวนี้ แต่เหมือนไม่เคยเห็นบริเวณรอบข้างมาก่อน เหมือนได้รู้จักที่ๆตัวเองอยู่ก็วันนี้เอง

นั่นคือจุดที่ทำให้ฉุกคิด ว่าถ้าแค่บริเวณโดยรอบที่เราอยู่อาศัยและใช้ชีวิต เรายังรู้สึกว่าเราไม่รู้จักมันแบบนี้ แล้วเรารู้จักเมืองที่ตัวเองอยู่มายี่สิบปีดีแค่ไหนกันเชียว

แล้วความอยากจะเดินก็เริ่มที่ตรงนั้น แต่ก็ไม่มีวาระซักที(คือไม่ขยับตัวจะทำซักทีนั่นเอง) ตอนที่คิดเรื่องproject ก็นึกถึงความอยากส่วนตัวนี้ขึ้นมา แล้วก็เลยตัดสินใจว่าโอกาสอันดีมาถึงแล้ว ลงมือเลยแล้วกัน

Earth Charter 6 : Prevent harm as the best method of environmental protection and, when knowledge is limited, apply a precautionary approach.

ในตอนแรกเลยตั้งใจว่าจะไม่เลือกหัวข้อจนกว่าจะได้เดินครั้งแรก แต่ก็ดูจะสะดวกกับทุกฝ่ายมากกว่าถ้าเลือกไปเสียให้เสร็จ เลยตัดสินใจว่าเอาข้อหกน่าจะตรงที่สุดกับความพยายามจะมองเห็นเมืองที่เราอยู่ ขอใช้คำว่ามองเห็นเพราะเวลาส่วนใหญ่ของชีวิตเราของสารภาพว่าไม่ได้มองดูมันจริงๆเท่าไหร่เลย และเราเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ซึ่งก็มีภารกิจของตัวเองก็คงไม่ได้สนใจเท่าไหร่ (ภายใต้สมมติฐานว่าเราเป็นมนุษย์กรุงเทพมาตรฐาน)

มันก็น่าสงสัยว่าจริงๆเราเข้าใจชีวิตและผลกระทบของเมืองดีแค่ไหน ขอใช้คำว่าชีวิตเพราะมันเกิดและโตและตายได้ (สืบพันธุ์ได้มั้ย อันนี้ก็ไม่เคยคิดดูเหมือนกัน) และเช่นเดียวกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมามันต้องทิ้งร่องรอยบางอย่างเอาไว้ด้วยกับที่ๆมันอยู่ มันต้องกินต้องขับถ่ายและฝังตัวเองเอาไว้ที่ไหนซักแห่ง

และเราคือคนที่เลือกให้มันเกิดขึ้น เป็นปัจจัยที่ทำให้มันเติบโต กัดกิน ขับถ่าย และตาย

เราป้องกันผลกระทบของมันไม่ได้ถ้าเราไม่รู้ว่าเราทำอะไรลงไปที่ทำให้มันกัดกินและทำลายธรรมชาติรอบๆข้างแบบนั้น และเราอยากจะเชื่อว่าเมื่อความเข้าใจของเราถึงระดับหนึ่ง และจิตสำนึกของคนเราพัฒนากันขึ้นไปอีกหน่อย เราน่าจะสามารถเปลี่ยนมันจากสิ่งที่เห็นได้ชัดว่ากำลังกัดกินทรัพยากรธรรมชาติอย่างปรีเปรม เติบโตอย่างไม่มีข้อจำกัด เป็นสิ่งมีชีวิตที่ถ่อมตัวมากขึ้น สวาปามน้อยลง และขับถ่ายอย่างมีสุขลักษณะ

อืมม…. projectนี้แอบโตออกมาขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย

การเดินTrip 1 : นางเลิ้ง, บางลำภู,เยาวราช,ภูเขาทอง

ตอนเดินไม่ได้กำหนดเป้าหมายชัดเจนเป๊ะๆ แค่คิดว่าอยากไปในบริเวณนี้ซึ่งเป็นพื้นที่อยู่อาศัยมานาน แต่ไม่ได้กำหนดเส้นทาง อยากเดินไปไหนก็ไป เวลาส่วนมากจึงมีความสุขกับการหลงทาง

ยืนยันว่าการหลงทางเป็นเรื่องสนุก เพราะไม่ต้องคิดมาก เดินไปก่อน ผิดทางค่อยหาทางกลับก็ยังไม่สาย

คลองผดุงกรุงเกษม คลองกว้าง น้ำดำ อยากรู้มากว่าข้างล่างมีอะไรอยู่

บ้านบริเวณตลาดนางเลิ้ง บรรยากาศที่ทำให้เกิดความรู้สึกที่ดีโดยไม่รู้ว่าทำไม

วันนั้นเป็นวันหลังลอยกระทง เลยพยายามเดินเลียบคลองเป็นส่วนมากเพื่อดูร่องรอยที่เหลืออยู่ ต้องบอกว่าเจ้าหน้าที่ของกรุงเทพทำงานดีมาก เพราะแทบไม่มีร่องรอยใดๆเหลือ บางทีก็นึกสงสัยเหมือนกันว่าเดี๋ยวนี้ไม่ลอยในคลองเล็กๆกันแล้วเหรอ หรือปีนี้เงียบเหงากว่าปกติ

ซอกหลืบหนึ่งใจกลางเมือง ห่างจากตลาดนางเลิ้งไม่เท่าไหร่ ลมเย็นมาก

ถ่ายมาเพราะมีข้อสังเกตบางอย่างเกี่ยวกับ“ทางน้ำ”ในกรุงเทพ

ขอบตลิ่งแบบผสม(วัสดุ) ที่เห็นได้บ้างตามคลองใหญ่ๆ

ซอกตลิ่งริมแม่น้ำเจ้าพระยา เคยสงสัยมั้ยว่าลอยกระทงแล้วเป็นแบบนี้แล้วจะลอยกันอีกทำไม

จริงๆคอลเลคชั่นภาพเกี่ยวกับทางน้ำต้องมีอีกภาพแต่ตอนนั้นหน่วยความจำเต็มแล้ว คือคลองมหานาคตอนกลางคืนที่เราเดินผ่านหลังจากออกมาจากวัดภูเขาทอง ที่นั่นทำตลิ่งไว้เสียสวยและมีไฟประดับมากมาย ทำให้นึกถึงถนนราชดำเนินขึ้นมา แต่ในอีกมุมก็เห็นการควบคุมเบ็ดเสร็จที่มนุษย์ชอบทำกับสิ่งรอบๆตัว เราทำตลิ่งเพื่อให้เส้นทางน้ำคงเดิม ลอกมันเมื่อมันตื้นเขิน ประดับไฟเมื่อต้องการให้มันสวยงามในตอนกลางคืน เราเปลี่ยนสิ่งที่เคยมีให้กลายเป็นของๆเรา ทำตามอย่างที่เราต้องการ

นึกถึงข้อความหนึ่งจากหนังสือ คงเป็น“Lucifer Principles”(อ่านนานแล้ว แอบลืม) เขาเขียนประมาณว่าสิ่งที่มนุษย์หลงใหลที่สุดคือความรู้สึกว่าเราสามารถควบคุมสิ่งที่อยู่รายล้อมชีวิตเราได้ ที่ศาสนา การแพทย์และวิทยาศาสตร์ ถือกำเนิดขึ้นมาก็อยู่บนความต้องการจะควบคุมนั่นเอง

แต่เขาก็บอกว่าทั้งหมดนั้นเป็นมายา เราควบคุมอะไรไม่ได้แต่ก็หลอกตัวเองอยู่อย่างนั้น มาย้อนคิดดูรอบๆตัวเราก็เหมือนจะส่งสัญญาณว่าประมาณนั้นออกมากันอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว เป็นความรู้สึกที่แฝงอยู่ลึกๆในคำพูดและการกระทำของคน (อิชมาเอลเองก็เหมือนจะมีประเด็นใกล้ๆกันนี้ ไม่ได้พูดเหมือนกันเป๊ะ แต่ก็ประมาณเดียวกัน)

เราก็มีความรู้สึกทำนองนั้นบ่อยๆ

โดนที่สุด

ภาพข้างล่างนี่ภาพสถานที่ที่กระทบความรู้สึกของเราแรงที่สุดในการเดินวันนั้นอย่างหาเหตุผลมิค่อยได้ คือมันเหมือนจะรู้ว่าความรู้สึกนี้โยงมาจากอะไร แต่สาวหาต้นตอกันจริงๆลำบาก

บนถนนเล็กๆเส้นหนึ่งที่ออกมาจากถนนใหญ่อย่างราชดำเนินจะมีคลองที่คนจำนวนมากอาศัยพักผ่อน และในกรณีนี้ คือใช้สร้างบ้านอยู่ด้วย

ตอนแรกเกือบจะไม่เห็นแล้ว แต่เพราะถนนมันแคบเราเลยต้องแอบข้างทางเพื่อหลบรถ และจังหวะนั้นเองที่เราหันไปเห็นบ้านหลังน้อยหลังนี้ บ้านที่มีฟังก์ชั่นของความเป็นบ้านทุกอย่าง (บริเวณที่นอน บริเวณเก็บของ มีประตูหลังบ้านด้วย)

ที่รู้สึกในวูบแรกเลยคือ ทึ่ง!! นึกถึงตอนเด็กๆที่เล่นสร้างบ้านโดยใช้เชือกกับผ้าห่มและเสื่อ แต่อันนี้ของจริงบ้านจริงใช้จริง และทั้งหมดที่ใช้คือของเหลือใช้ ที่คนอื่นเรียกว่า“ขยะ” ขยะที่สร้างบ้านได้ทั้งหลังเลยนะเฟ้ย!!

จำได้ว่าเคยคุยกับเพื่อนคนหนึ่งที่เรียนสถาปัตย์ เขาอยากจะเรียนต่อทางผังเมืองและการจัดการทรัพยากรเมืองมาก ถามเขาว่าทำไม เขาก็เล่าว่ามันเกิดจากการออกไปเที่ยวแล้วเห็นภูเขาที่แหว่งจากการระเบิดหิน ตอนนั้นคือจังหวะฉุกคิดของเขา ว่าการทำลายนี้เกิดขึ้นจากคนที่ต้องการจะสร้างตึก และสถาปนิกที่พยายามสนองความทะเยอทะยานตัวเอง(ใครเคยเห็นเมืองปักกิ่งจะซึ้งถึงทรวง) และเขารู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ผิดมหันต์ เราควรจัดการจากทรัพยากรที่ใช้อยู่แล้วก่อนมากกว่า

เห็นบ้านหลังนี้แล้วนึกถึงเพื่อนคนนั้นขึ้นมาทันที

อันนี้อยู่ในซอยๆหนึ่งย่านเยาวราช เป็นร้านขายไก่….เป็นๆ

ทั้งร้านมีกรงอย่างที่เห็นอยู่นี้เรียงราย ไก่ทั้งหลายร้องกะป้อกๆๆๆๆ เดินไปมาในกรงสี่เหลี่ยมแคบๆที่มีจานข้าวจานน้ำไว้ให้

ยืนอึ้งอยู่หน้าร้าน 5 วินาทีเต็ม แล้วรีบหลบออกมา เพราะกลัวคนในร้านจะเริ่มมอง

เราก็แค่…สะเทือนใจ… แค่นั้นแหละ ไม่มีอะไร

ที่บ้านคุณตาของเราก็เลี้ยงไก่ แต่มันเป็นไก่บ้าน มันสามารถไปไหนมาไหนก็ได้ มีข้าวให้กิน ถึงเวลาก็ตายนั่นแหละ สิ่งมีชีวิตไหนบ้างที่ไม่ตาย แต่อย่างน้อยมันก็มีอิสระที่จะเลือกใช้ชีวิต แต่ไก่พวกนี้และญาติๆของมันในอุตสาหกรรมอาหารทำผิดอะไรมากเลยเหรอ

รู้อยู่เต็มอกหรอกนะว่าสำหรับการเลี้ยงประชากรหกพันล้านเราไม่ได้มีทางเลือกมากนักนอกจากจะปรับเกษตรเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรม สร้างอาหารแบบ mass product แต่เราก็ยังรู้สึกว่ามันไม่ถูกเสียทีเดียว คนหกพันล้านเลี้ยงด้วยโลกหนึ่งใบไม่พอก็จริง แต่ถ้าเพียงแค่สนองความต้องการนี้ต่อไปเรื่อยๆมันจะจบที่ไหนล่ะ ใช้ทั้งระบบสุริยะเลยมะ

กินข้าวมันไก่ไม่ลงไปหลายวัน

เราคงไม่รู้สึกอะไรกับนักถ้าไม่ใช่เพราะเราไม่ได้เห็น ภาพbeforeของภูเขาทองที่ถ่ายไว้สมัยรัชกาลที่ 5 จากคลองที่โอบล้อม แมกไม้ บ้านเรือน ละแวกภูเขาทองเป็นที่ๆสวยมากต่อให้เป็นแค่ภาพขาวดำ

ไม่เคยมาภูเขาทอง แต่มาแล้วก็…. สะเทือนเล็กน้อยถึงปานกลาง จริงๆมันก็ร้อยปีผ่านไป ร้อยปีในศตวรรษที่ความเปลี่ยนแปลงมาแบบติดเจ็ท มันยังเหลือเค้าเดิมได้ก็แปลกน่าดูแล้ว แต่ก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าไม่เหลือเลยวะ ไม่มีเหลือเค้าเลยจริงๆยกเว้นภูเขาทองกับแนวคลองที่ยังเหมือนเดิม

ทั้งหมดนี้เราคิดว่ามันคือความยึดติดในสิ่งที่คิดว่าสวยงามของตัวเราเอง และความงามมันก็คือมาตราวัดของคนเท่านั้นไม่ใช่เหรอ

เราเลยยืนอยู่ตรงนั้นพักหนึ่งแล้วพยายามหาความงามของมันให้เจอ


สรุป….เหรอ?

เขียนมาทั้งหมดนี้ รู้สึกว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับหัวข้อใน Earth Charter ยังไงก็ไม่ทราบ อาจเพราะมีอย่างอื่นที่สามารถกระทบเราได้ชัดเจนกว่า ส่วนหนึ่งคือตอนออกเดินครั้งแรกไปด้วยความตั้งใจว่าจะไปด้วยหัวเปล่าๆ หัวข้อไม่อยู่ในหัว ไม่อ่านอะไรไป ไม่คาดหวังอะไร ไปแบบว่างๆเพื่อรับทุกอย่างที่อาจจะผ่านเข้ามาโดยให้ตัวเราเป็นตัวแปรน้อยที่สุด แล้วดูว่าจะได้อะไรออกมาโดยปล่อยมันออกมาเองตามธรรมชาติ ซึ่งก็ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะตัวเรายังคงเป็นปัจจัยสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อไม่มีอะไรให้มันจดจ่อ มันจะเริ่ม“คิด” เมื่อเริ่มคิดก็เริ่มไม่รับ ตลอดทางก็มีมันโวยวายอยู่ในหัว เงียบไปบ้างบางที แต่ก็ไม่ค่อยเงียบนานๆ

กลับมาคิดดูคิดว่าแบบนี้น่าจะลำบากกว่าการมีโฟกัสในใจ เพราะสิ่งที่มีอยู่รอบตัวนั้นเยอะมาก มีพักหนึ่งที่ตั้งใจว่าจะรับให้ได้มากที่สุด แต่พอตั้งใจแบบนั้นมันก็เหมือนโดนสึนามิถล่ม เพราะมันมากเกินไปจนเรารู้สึกกลัวขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ ในที่สุดก็ต้องใช้กำแพงที่เรียกว่าความเคยชินช่วยบ้าง ไม่อย่างนั้นมันเหมือนสมองจะไม่สามารถกรองอะไรได้ทัน

ตอนขากลับจากภูเขาทองเมื่อความรับรู้เกือบเป็นศูนย์จากอาการเจ็บเท้าและความเหนื่อยก็เลยลองถามตัวเองว่าทำไมถึงไม่สะกิดใจกับประเด็นสิ่งแวดล้อมซักเท่าไหร่ คำตอบที่เสียงในหัวตอบเรามาคือ เพราะทุกอย่างที่เราเห็นกลายเป็น unit ของเมืองไปแล้วหรือเปล่า

อย่างที่ว่าว่าคนเราบ้าการควบคุม ในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพเราควบคุมทุกอย่างไปแล้วจริงๆ คลองต่างๆถูกทำตลิ่ง เราปูทุกที่ด้วยคอนกรีต เราล้อมต้นไม้และตัดแต่งมัน เทปูนไม่ให้มันล้ม ทุกอย่างเราบัญชา เหมือนเด็กเล่นต่อlego

แอบสลดเมื่อคิดแบบนั้น เพราะนั่นหมายความว่าเราเลือกจะแยกตัวออกมาจากส่วนที่เหลือ ทั้งที่ความเป็นจริงเราไม่อาจแยกขาดได้ แต่การทำตัวอย่างนี้ซักวันเราจะหลงลืม “เพื่อนร่วมโลก” ของเรา เพราะเรามองไม่เห็นเขา ไม่รับรู้ถึงเขาเห็นแต่ของที่เป็นของเรา สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าเมืองตัวใหญ่ๆก็จะโตขึ้นๆและคุกคามสิ่งรอบข้างไปเรื่อยๆ

กะบะทรายมันก็มีขนาดจำกัดน่ะนะ เราจะทำยยังไงให้เมืองเลิกเป็นอันธพาลแล้วอยู่กับ“เพื่อน”ดีๆซะที

เท่าที่เรารู้ หลายคนกำลังพยายามอยู่ และเราตั้งใจจะลองศึกษางานของคนเหล่านั้นดู

แผนต่อจากนี้

ความจริงตั้งใจว่าควรไปเดินรอบที่สองได้แล้ว แต่ด้วยสถานการณ์บ้านเมืองและสถานการณ์ของตัวเอง(senior projectที่คลานอย่างช้า…ไปมั้ย) ทำให้แผนการณ์นั้นถูกระงับจนเลยเข้ามาธันวาคม อีกอย่างที่ทำให้ลังเลคือเราไม่แน่ใจว่าตัวเองมี mind set ที่ถูกต้องแล้วหรือยัง เพราะมีแนวโน้มว่าที่เคยคิดว่าเดินสี่ครั้งอาจจะทำได้ไม่ถึง แต่อย่างน้อยอยากให้ได้เดินซักสองครั้ง ดังนั้นครั้งนี้ควรจะได้ผ่านสถานที่ซึ่งทำให้เกิดการฉุกคิดมากๆหน่อย

ส่วนที่จะศึกษาเพิ่มเติม ตอนนี้ประเด็นสิ่งแวดล้อมกำลังร้อนแรงมาก เรื่องของความคิดเห็นและบทความคิดว่าสามารถเก็บรวบรวมได้ไม่ยาก ที่จะอ่านเพิ่มคือCollapse ของ Jared Diamond และศึกษาเรื่องของเมือง
Malmö เมืองใหญ่อันดับ 3 ของ Sweden ที่กำลังปฏิรูปตัวเองเป็น Green City แต่ไม่แน่ใจว่าจะสามารถลงลึกไปได้ขนาดไหน (ภาวนาว่าจะมีข้อมูลภาษาอังกฤษเยอะๆหน่อย)

จบการรายงานแต่เพียงเท่านี้ รบกวนขอข้อเสนอแนะด้วยคะ (โค้งงามๆหนึ่งครั้ง)

- – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – -

ตอนหน้าจะเป็นสรุปการเดินครั้งที่สองซึ่งต่างจากความคาดหวังในครั้งแรกแบบค่อนข้างพลิกโผ บอกได้อย่างเดียวตอนนี้ว่าตอนทำโปรเจ็คน่ะ คนทำน่ะมันส์ และตอนจบนั้นได้ความรู้สึกที่แปลกใหม่จากการทำโปรเจ็คอื่นๆมากทีเดียว

จริงๆถ้าให้ทำอย่างนี้อีกก็เอานะ

ปล. เคยจะลองที่Calgary แล้ว แต่สภาพเมืองไม่ค่อยอำนวยเพราะเป็นเมืองสำหรับรถ เราเลยเดินแบบเพื่อหลงทางไม่ค่อยได้

About these ads

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 30 other followers

%d bloggers like this: