Author Archive

A Fairytale: ราชาและมหาโจร บทที่ 8

Title: A Fairytale
Book II: ราชาและมหาโจร (Thieves and Kings)
Author: vekin
Rate: PG-13
Warning: คนเขียนอ่อนคำราชาศัพท์เป็นอย่างยิ่ง ต้องขออภัยในความผิดพลาดมา ณ ที่นี้
***บุคคล เหตุการณ์และสถานที่ในเรื่องล้วนสมมติขึ้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องพาดพิงกับบุคคลและเหตุการณ์จริงแต่อย่างใด***

Chapter 8
###################################################
ความตึงเครียดที่ลอยอวลอยู่ในอากาศนั้นมากพอจะทำให้เขาหายใจไม่ทั่วท้องทันทีที่เดินเข้ามาในโรงเตี๊ยมที่เขาคุ้นเคย ในตอนแรกเขาคิดว่ามันเป็นเพราะความกดดันของการถูกตามล่า แต่ยิ่งทีเขายิ่งคิดว่ามันไม่ใช่ อาวดริคก็รู้สึกได้ว่าทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว ผู้คนที่มองเขาต่างไม่ยิ้มทักแม้รู้จักเขาในฐานะอาร์ธ เสียงเด็กๆที่เคยส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวอยู่บนถนนก็เงียบหาย แม้แต่บริกรสาวของร้านก็พาลไม่ยอมพูดจา รวมทั้งสหายขี้เมาของเขาก็ไม่มีแม้แต่เงาอยู่ในร้าน

แม้ไม่อยากยอมรับ แต่เขารู้สึกกลัวขึ้นมาอย่างจับจิตจับใจ ดูเหมือนคีธเองจะรู้สึกเช่นกัน เพราะชายหนุ่มกวาดสายตามองไปมาด้วยสีหน้าครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลา แม้เมื่ออาหารวางตรงหน้า เขาก็ดูจะให้ความสำคัญกับของสัพเพเหระในร้านนั้นมากกว่าอาหารของตัวเองจนเขานึกสงสัยไม่ได้ ” มีอะไรหรือเปล่า คีธ “

เสียงกระซิบแผ่วเบาทำให้ชายหนุ่มยิ้ม หากสายตาไม่ได้มีความผ่อนคลายลงแม้แต่นิดเดียว ” ข้าแค่มองไปเรื่อยๆ ไม่มีอะไร “

กระนั้นอาวดริคก็รู้สึกได้ถึงความไม่ไว้ใจ ” ที่นูไฮม์นี้อาร์ธพอจะเป็นที่รู้จักอยู่บ้างหรอก แม้ข้าจะขมุกขมอมก็คงไม่ถึงกับโดนไล่ตะเพิดไป “

แต่สำหรับคีธ แม้ไม่มีสิ่งใดมีน้ำหนักพอไปเถียง แต่เขาก็ยังรู้สึกว่านั่นเป็นความวางใจที่มากเกินไป ” ข้าว่าเราไม่ควรอยู่ที่นี่นานหรอก “

นั่นทำให้อาวดริคเบิกตา ” ทำไมล่ะ “

” เจ้าก็น่าจะรู้ “

ความตึงเครียด ความหวาดกลัว ทำไมพวกเขาจะสัมผัสไม่ได้ แต่สำหรับอาวดริคแล้ว หากไม่ใช่ที่นี่ เขาก็ไม่รู้อีกแล้วว่าที่ไหน ” ข้ามีสหายที่ไว้วางใจได้อยู่คนหนึ่ง เจ้าอย่าห่วงเลย “

ในตอนนั้นเองที่พวกเขาต้องหุบปากเมื่อบริกรสาวเดินกลับมาที่โต๊ะของพวกเขาอีกครั้งพร้อมตะกร้าผลไม้ใบเล็กซึ่งเต็มไปด้วยแอปเปิ้ลสีแดงสุกปลั่งที่ทำให้อาวดริคตาโต ” เจ้าเก็บมาหรือ ลิซ่า “

หล่อนก็เพียงแค่ยิ้มน้อยๆ นั่นอาจเป็นครั้งแรกที่หล่อนดูผ่อนคลายลงบ้าง ” เจ้าชอบไม่ใช่หรือ ข้าเลยแบ่งมาให้ “

” ขอบใจมากนะ ” เขายิ้มรับก่อนจะคว้าขึ้นกินลูกหนึ่ง สายตาพลันสังเกตเห็นบางสิ่งที่ตรงข้ามห้อง ” กระจกบานนั้นเจ้าเพิ่งได้มาหรือ “

หล่อนหันตามสายตาสนอกสนใจของชายหนุ่มไปก่อนจะกล่าวว่า ” อ้อ นั่นน่ะเหรอ ได้มาจากกองคาราวานน่ะ เห็นว่าเป็นของดี ” แล้วหล่อนก็ยักไหล่ ” ข้าน่ะดูไม่ออกหรอก แค่รู้ว่ามันสวย “

” ข้าเองก็รู้แค่นั้นแหละ ” เขาว่าพลางกัดแอปเปิ้ลอีกคำ ” ยังไงก็ขอบใจมากนะลิซ่า ” ได้ยินคำนั้นหล่อนก็ยิ้มให้เขาทีหนึ่งก่อนจะเดินจากไป

กระนั้นความสนใจในกระจกบานนั้นของเขาก็ไม่ได้ลดน้อยลง บางอย่างเกี่ยวกับกระจกบานนั้นเรียกความสนใจของเขาไปมากกว่ากระจกบานอื่นๆ อาจเป็นที่ลวดลายซึ่งคล้ายที่พบเห็นได้ในราชสำนัก แต่มันไม่ใช่ความคิดถึงอาลัย เขาไม่มีบ้านเหลืออีกต่อไปแล้ว แล้วสิ่งที่เขาคิดถึงคือ….

ฉับพลันนั้นภาพบางสิ่งก็แล่นเข้ามา มันเป็นกระจกยาวที่แขวนไว้กับผนัง ในห้องซึ่งพระมารดาของพระองค์ประทับยืนเป็นครั้งสุดท้าย แต่เงาในนั้น เงานั้นไม่ใช่พระมารดา เงานั้น….

” มีอะไรหรือเปล่า อาร์ธ “

นั่นทำให้อาวดริคสะดุ้งก็จริง แต่เขาเงียบดูราวกำลังช่างใจ จนครู่หนึ่งต่อมา ” แค่…ความทรงจำ…”

นั่นทำให้สีหน้าของคีธเคร่งเครียดขึ้นในทันที ” อีกแล้วหรือ “

ความห่วงใยในน้ำเสียงทำให้เขายิ้มน้อยๆ แต่ก็เหมือนกำลังเยาะหยันตนเอง ” ข้าไม่ล้มพับไปหรอก ข้าแค่รู้สึกเหมือนรู้จักมัน ข้ารู้จักความรู้สึกแบบนี้- “

ทันใดนั้นเองร่างท้วมร่างหนึ่งก็พลันทะเล่อทะล่าเข้ามาในร้าน เรียกเอาความสนใจของพวกเขาไป ความร้อนรนอยู่ในดวงตาเด่นชัดขณะที่ชายคุ้นหน้าคนนั้นกวาดสายตาไปทั่วจนคนทั้งหลายแตกตื่น แต่ก็เพียงแค่ครู่เดียวก่อนที่เขาจะพบสิ่งที่มองหาและอาวดริคจำได้ว่าเขาเป็นใคร ” อาร์ธ ” เขาร้องลั่นขณะที่วิ่งเข้ามาหา ” อาร์ธเจ้ามาทำอะไรที่นี่ “

ด้วยความยินดีที่เจอสหายเก่า อาวดริคอดไม่ได้ที่จะยิ้ม ” ข้าก็เดินทางตามปกตินั่นแหละ แล้วท่านล่ะเป็นยังไงบ้าง “

” นี่ไม่ใช่เวลามาถามสารทุกข์สุขดิบข้านะ ” คำตัดบทนั้นทำให้อีกฝ่ายเงียบไปทันที ” ข้ารู้เรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว ตอนนี้- “

” เข้ามาวุ่นวายอะไรในร้านอีกแล้วเนี่ย!! ” เสียงแหลมเสียดประสาทดังก้องขึ้นเมื่อลิซ่า บริกรสาวสาวเท้ามาหาพวกเขาในทันที ” ข้าบอกกี่ครั้งว่าไม่ต้องมา ออกไปได้แล้ว “

ทันใดนั้น ชายหนุ่มสองสามคนก็ปรากฏตัวขึ้นจากประตูร้าน พวกเขากวาดสายตาเพียงครั้งเดียวก็ตรงเข้ามาหาชายชราแล้วลากเขาออกไปทันที ” ลิซ่า นี่เจ้า- “

” ข้าไม่ต้อนรับคนขี้เมา! ” หล่อนตะคอกไล่หลังเขาขณะที่ชายชราถูกลากออกไปอย่างทุลักทุเล มือไม้ยึดตามตัวเขารวมทั้งบนใบหน้า ราวกับเขาเป็นสัตว์ร้ายที่ต้องกักขังไว้ เขาดิ้นรนทุลักทะเล พยายามร้องตะโกนบางอย่างแต่ถูกขัดขวางไว้

พฤติการณ์นั่นทำให้อาวดริคต้องทักท้วง ” นี่ไม่รุนแรงไปหน่อยหรือ ลิซ่า “

แต่หล่อนก็เพียงแค่มองเขาด้วยสีหน้าและแววตาเช่นเดิม ราวกับไม่มีสิ่งใดผิดปกติ ” ตาเฒ่านั่นโดนพิษสุราทำเสียสติไปแล้วล่ะคะ อย่าใส่ใจไปเลย “

ไม่ว่าเพราะอะไรก็ตาม สันหลังของอาวดริคเย็นวาบทันทีที่หล่อนกล่าวเช่นนั้น ” แต่ยังไงเขาก็คนรู้จักของเจ้านะ “

” คะ ข้าทราบ ” หล่อนว่าพลางปรายยิ้ม

ความรู้สึกคลื่นไส้เสียดขึ้นมาอย่างเฉียบพลันทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น ในตอนแรกเขาคิดว่ามันเป็นเพราะท่าทีอันเย็นชาของหญิงสาวราวกับว่านางได้ละทิ้งความยินดียินร้ายในตัวเพื่อนมนุษย์ไปสิ้นแล้ว หรืออาจเพราะเขาลุกขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยร่างกายที่เหนื่อยอ่อน แต่ทว่ามันไม่ยอมหยุด เขาถึงกับโก่งตัวอาเจียนเอาอาหารที่เพิ่งกินเข้าไปออกมาจากแทบไม่เหลือเพียงชั่วอึดใจก่อนทุกอย่างรอบกายค่อยๆเลือนไป

” อาวดริค!! “

เขาได้ยินเสียงนั้น แต่เสียงเรียกกลับดูเหมือนไกลออกไป หูทั้งสองอื้ออึงจนยากจะจับความอะไรได้หากสายตายังคงมองได้แจ่มชัด เขาเห็นคีธขณะที่เข้ามาประคองเขาซึ่งทรุดลง ความนึกคิดเริ่มพร่าเลือนขณะที่เขารู้สึกราวกำลังถูกฉีกจากภายใน ร่างกายไม่เหลือเรี่ยวแรงจะลุกขึ้นยืนอีก แต่เขายังมีแรงพอจะมองใบหน้านั้น ใบหน้าที่เย็นชาของลิซ่า ของคนที่อยู่ในร้านขณะที่ลุกขึ้นและเดินมา มองเขาด้วยสายตาไม่ต่างจากคนที่กำลังมองสิ่งของ ” อโหสิให้พวกข้าเถอะนะ ” หล่อนกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือหากสีหน้าไม่ได้แปรเปลี่ยนไป ” พวกข้าไม่มีทางเลือก “

สำหรับคีธมันชัดเจนในทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาให้อธิบาย เหมือนเงามืดที่เขารู้สึกพลันกลายเป็นรูปร่างที่ชัดเจนขึ้นมา อุ้งหัตถ์ของพระนางเอื้อมมาถึงแล้ว มาพร้อมความกลัวที่คืบคลานเข้าไปในจิตใจของผู้คนจนทำให้พวกเขาไม่อาจแม้กระทั่งคิดอ่านด้วยความถูกต้อง ความกลัวทำให้พวกเขายอมสังเวยทุกอย่างเพื่อความพอใจของพระนาง เพื่อที่อุ้งมือนั้นจะไม่บีบพวกเขาจนถึงตาย แม้นั่นหมายถึงการต้องเสียสละเจ้าชายที่พวกเขาเคยเรียกว่าสหายก็ตาม

” ท่านถอยมาเถอะ ” ชาวบ้านคนหนึ่งพูดขึ้น ” เดี๋ยวทหารม้าก็จะมาแล้ว ถ้าพวกนั้นเห็นท่านเป็นพวกเดียวกันกับเจ้าชายละก็- “

” มันจะฆ่าข้าใช่มั้ย “

ไม่แน่ใจนักว่าเพราะความเหี้ยมเกรียมในน้ำเสียงและรอยยิ้มที่กระตุกขึ้นที่มุมปากอย่างเหยียดหยาม หรือเพราะดาบที่เขาชักออกมาจากข้างตัว ที่ทำให้คนเหล่านั้นชักเท้าถอยอย่างรวดเร็ว แต่คีธรู้ดีว่ามันคงเพียงไม่นาน ไม่ช้าคนพวกนี้จะตระหนักได้ว่าเขาไม่สามารถพาอาวดริคออกไปทั้งอย่างนี้โดยที่ถูกล้อมและทหารม้ากำลังควบขี่อาชาปีศาจของพวกเขามาที่นี่ ” ราพุนเซล! ” เขาตะโกน สิ่งตอบรับมาในคราแรกคือคือความเงียบและแววงุนงงในสายตาของชาวบ้าน แต่เมื่อเขาเรียกครั้งที่สอง เสียงร้องกระทืบเท้าที่เขารอก็ดังตามมา ” มานี่ ราพุนเซล!! ” เขาตะโกนอีกครั้งท่ามกลางความตกใจของผู้คนโดยรอบ และเมื่อย้ำอีกครั้ง ” ราพุนเซล!! “

บานประตูถูกกระทืบลงอย่างง่ายดายขณะที่นางม้าอารมณ์ร้ายทะยานเข้ามาในห้องนั้น เสียงร้องแหลมของนางทำให้หลายคนต้องถอยห่าง หากไม่ใช่เพราะเสียง ก็เพราะเท้าที่กระทืบลงพื้นอย่างฉุนเฉียว ขณะที่นางวิ่งไล่พวกเขาไปมาด้วยท่าทางที่มุ่งร้ายอย่างเห็นได้ชัด นั่นคือจังหวะที่คีธใช้พาอาวดริคออกมาขณะที่นางม้าค่อยๆขยับตามมาทางประตู แม้สายตาของนางยังคงมองผู้คนที่แตกตื่นรอบข้างตัว ความโมโหโกรธาของนางนั้นชัดเจนพอๆกับความร้อนใจขณะที่นางหันกลับมามองผู้เป็นนาย

ตอนนี้อาวดริคไม่เหลือสติใดๆโดยสิ้นเชิงอีกแล้ว ร่างกายอ่อนปวกเปียกจนเหมือนไม่เหลือชีวิตอยู่อีกต่อไป ร่างกายที่ยังอุ่นและลมหายใจแผ่วเบานั้นคงเป็นสิ่งเดียวที่บอกคีธได้ว่าคนตรงหน้ายังไม่ตาย แต่มันก็ไม่ยากที่จะบอกว่าเขาอยู่ใกล้หุบเหวนั่นเพียงไร ” ไปกันราพุนเซล ” เขากระซิบแล้วอุ้มร่างไร้เรี่ยวแรงขึ้นบนหลังนาง ก่อนจะเหวี่ยงร่างขึ้นตามไป มือดึงสายบังเหียนให้นางเริ่มออกวิ่ง

พอดีกับที่เสียงฝีเท้าจำนวนมากเริ่มดังขึ้นในโสตประสาท เขาได้แต่มองร่างที่ต้องกอดไว้แนบอกอย่างชั่งใจ แม้กลัวอาการของอาวดริคจะทรุดลงเพราะการเดินทางแต่เขาไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว ” เต็มฝีเท้า ” เขากระซิบบอกนางพลางกระแทกส้นเบาๆบนสีข้างของนาง ร่างสีขาวพลันตอบรับด้วยการทะยานออกไปรวดเร็วราวกับสายลมที่พัดโหม กระนั้นมันก็ไม่ได้เร็วเท่าที่ใจคีธต้องการ ใจของเขาอยากจะไปให้ถึงที่หมายในตอนนั้น ในขณะที่เขายังรู้ว่าอาวดริคยังมีลมหายใจ

ตอนนี้เขาได้แต่ภาวนาว่าทุกอย่างยังทันการณ์ ขอให้ทันทีเถิด

***
สำหรับนางกำนัลผู้ถวายการรับใช้ ไม่มียามใดที่ราชินีอาร์ดาราผู้เลอโฉมจะน่ากลัวมากกว่ายามที่พระนางนิ่งเงียบ สีพระพักตร์เย็นชาไร้การแย้มยิ้มหรือบึ้งตึง สายพระเนตรเพียงมองไปเบื้องหน้ายังกระจกบานกว้างที่สะท้อนภาพพระนางประทับเอนบนพระแท่นเห็นได้ทั้งองค์ ยากจะบอกว่าพระนางทอดพระเนตรเห็นสิ่งใดเมื่อสายพระเนตรเพียงแค่ทอดมองไปในห้วงความคิดคำนึงที่มืดดำเสียยิ่งกว่าราตรี

ก็ควรอยู่ ในเมื่อข่าวว่ามีกองกำลังเริ่มรวมตัวกันในอดีตอาณาจักรเวสต์เวลล์แว่วมาถึงพระกรรณเมื่อเช้านี้ แม้ไม่อาจยืนยันได้ว่าเป็นกองทัพใหญ่ภายใต้ผู้นำที่แข็งแกร่ง แต่กองทัพเล็กย่อยที่เข้าโจมตีก็ไม่ต่างอะไรจากฝูงแร้งที่รอจังหวะลงกินซาก อาศัยความอ่อนแอของประเทศเข้ารุกราน ยังไม่นับเรื่องที่กองทหารม้าถูกทำลายไปกองหนึ่ง ข่าวซึ่งโด่งดังไปทั่วจนยากจะปิดได้มิด ความระส่ำระสายในอำนาจอาจมองเห็นได้รำไร พระนางทรงดำรัสกำชับเรื่องนี้กับดยุคหนุ่มแห่งโดบรัมไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่าไม่ว่าอย่างไรก็ต้องทำให้ชาวบ้านเงียบ จะมีก็แต่ข่าวเรื่องของรัชทายาทกลายเป็นกบฎที่คงไม่อาจปิดจากโลกภายนอกอีกต่อไป หนทางข้างหน้ามีเพียงให้พระนางกำจัดเจ้าชายและกองกำลังกบฎนั้นให้สิ้นซากอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้อำนาจของราชสำนักถูกสั่นคลอนมากไปกว่าที่เป็นอยู่แล้ว

พระเนตรดุดันพลันเหลือบมององค์เองในกระจกตรงหน้าเบื้องพระพักตร์ หนักแน่นมั่นคงจนน่ากลัว แต่นั่นคือสิ่งที่พระนางทรงต้องการมากที่สุดในขณะนี้ ความหนักแน่นมั่นคงที่ไม่อาจถูกสั่นคลอนเฉกเช่นหินผา บัดนั้นพระพักตร์พลันแลดูบิดเบี้ยวราวกับปีศาจร้ายจนนางกำนัลบางคนถึงกับต้องเอามือปิดปากอุดเสียงแห่งความตกใจไว้ แต่เพียงครู่เดียว พระพักตร์ก็เรียบเฉยเช่นปกติ ราวกับว่าชั่วขณะอันน่าพรั่นพรึงนั้นเป็นเพียงอุปทาน เพราะตอนนี้ตรงหน้านั้นมีเพียงพระราชินีเลอโฉมผู้อมทุกข์เท่านั้น

พระพักตร์ที่แคร่งเครียดแปรเปลี่ยนเมื่อมหาดเล็กเข้ามากราบทูลถึงการมาถึงของดยุคแห่งโดบรัม แต่ราวกับรู้ว่าตนเป็นที่ต้อนรับ ดยุคหนุ่มก้าวเข้ามายืนเบื้องหลังมหาดเล็กผู้นั้นโดยที่พระนางไม่ต้องตรัสอนุญาตเลยแม้แต่น้อย แทนที่จะทรงพิโรธ พระนางกลับเพียงแย้มพระโอษฐ์ก่อนจะยื่นพระหัตถ์ให้คลอเดียสเข้ามาจุมพิต ดยุคหนุ่มเองก็เคร่งเครียดมากกว่าเคย ยิ่งเห็นแววอ่อนล้าจากองค์ราชินี ยิ่งยากที่เขาจะปิดบังความกังวล ” พระอาญาไม่พ้นเกล้า ข่าวลือที่ว่าเวสต์เวลล์เริ่มตั้งกองกำลังแล้วนี่จริงหรือพะยะคะ “

สำหรับคำถามนั้นพระนางเพียงถอนพระทัย ” อย่าเรียกว่าลือเลย ตอนนี้เมืองตามชายแดนตะวันตกส่งสาสน์แจ้งเรื่องนี้เข้ามาไม่ได้หยุด แต่เห็นว่าทหารเหล่านั้นมากันเป็นกองเล็ก คงทำอะไรไม่ได้จนกว่าเราจะอ่อนแอลงกว่านี้เสียก่อน “

ยิ่งเห็นสีพระพักตร์ที่เป็นทุกข์ คลอเดียสยิ่งเจ็บปวดมากเท่านั้น ” พระอาญาไม่พ้นเกล้า ทางข้าพระองค์เองก็มีข่าวจะกราบทูลเช่นกันพะยะคะ “

” ข่าว? ข่าวอะไรหรือ? “

” พระโอรส…. มีคนรายงานเข้ามาว่าพบเจ้าชายอาวดริคที่หมู่บ้านนูไฮม์ทางตะวันตกพะยะคะ ” กราบทูลเช่นนั้นแล้วดยุคหนุ่มก็กลืนน้ำลาย ” ข้าพระองค์สังหรณ์ไม่ดีว่าการก่อการณ์คราวนี้อาจเป็นความร่วมมือของเจ้าชายกับกองกำลังในเวสต์เวลล์ก็เป็นได้ “

” ไม่มีทาง ” ความหนักแน่นในพระสุรเสียงทำให้คลอเดียสต้องเงยหน้าขึ้นสบสายพระเนตรที่เคร่งเครียดนั้น ” ในตอนสงครามกาลัทเทียร์ เราสร้างความแค้นเคืองให้กับเวสต์เวลล์นักหนา เขาไม่มีทางให้ความร่วมมือกับรัชทายาทของไลน์เป็นแน่ “

” แต่ถ้าพวกเขาได้เจ้าชายไป – “

” พวกนั้นคงสับอาวดริคเป็นชิ้นๆก่อนที่พวกเราจะทันรู้เสียอีก ” พระนางตรัสด้วยสุรเสียงสั่นเครือ ” ด้วยวิธีนั้นพวกเราจะไม่มีทางหาอาวดริคพบ ราชบัลลังก์ต้องอยู่ในความวุ่นวายเพราะไร้รัชทายาท และเรื่องการก่อกบฏคาราคาซัง กลืนไม่เข้าคายไม่ออก นั่นคือสภาพที่ย่ำแย่ที่สุดที่จะเป็นไปได้ “

” แต่ไม่ว่าอย่างไรเจ้าชายก็คงไม่อาจล้างมลทินของการสมคบกับโจรกบฎได้ โทษอย่างไรก็เป็นประหารชีวิต ข้าพระองค์ว่าพระองค์ควรหาทางแต่งตั้งรัชทายาทสืบทอดราชบัลลังก์เพื่อความมั่นคงก่อนจะดีกว่า “

” ทั้งที่อาวดริคและกองโจรนั่นยังเป็นอิสระอย่างนั้นหรือ ” แล้วพระนางก็ส่ายพระพักตร์ ” ไม่ คลอเดียส การตั้งรัชทายาทในตอนนี้มีแต่อันตรายเกินไป เขาจะกลายเป็นเป้าหมายไปด้วย เจ้าจะให้คนบริสุทธิ์ต้องรับเคราะห์หรือ “

ได้ยินพระดำรัสเช่นนั้น ดยุคหนุ่มก็ช้อนพระหัตถ์ขึ้นจุมพิตอีกครั้ง ” โปรดประทานอภัยโทษแก่ความเขลาของข้าพระองค์ด้วยพะยะคะ “

น้ำเสียงของดยุคแห่งโดบรัมทำให้พระนางถอนพระทัยอันแฝงไปด้วยความเหนื่อยอ่อน ” ท่านคิดถึงบ้านเมือง ข้าเข้าใจ “

แต่ความหดหู่ในพระสุรเสียงนั้นไม่ได้ลดน้อยลง นั่นยิ่งทำให้คลอเดียสหนักใจมากขึ้น จะทำอย่างไรกันเพื่อให้โฉมงามผู้นี้ทรงผ่อนคลายลงบ้าง ยิ่งด้วยพระนิสัยที่ทรงมุ่งมั่นกับกิจการบ้านเมือง พระนางคงไม่ดำริจะละสายพระเนตรจากเรื่องวุ่นวายที่มีอยู่นี้จนกว่าเรื่องสุดท้ายจะคลี่คลาย ” พระองค์ไม่คิดจะทรงแปรพระราชฐานบ้างหรือพะยะคะ “

นั่นทำให้พระนางนิ่วพระขนงค์ในบัดดล ” ตอนนี้น่ะหรือ “

ความกังวลของพระราชินีนั้นดยุคหนุ่มทราบดี ” การเสด็จแปรพระราชฐานมิได้หมายความว่าพระองค์ต้องทรงละเลยกิจการบ้านเมืองดอกพะยะคะ ตรงกันข้ามการเสด็จแปรพระราชฐานอาจทำให้พระองค์ทรงทอดพระเนตรเห็นเงื่อนงำสำคัญเบื้องหลังเรื่องราวเหล่านี้ที่พวกข้าพระองค์โง่เขลาเกินกว่าจะเข้าใจก็เป็นได้พะยะคะ “

คำกราบทูลนั้นดูจะทำให้ทรงชะงักงันไปชั่วครู่ พระนางดูราวกำลังดำริบางสิ่งก่อนที่จะตรัสตอบไปว่า ” ข้าจะคิดดูก่อนแล้วกัน ” แต่นั่นก็เป็นสัญญาณที่ดีมากแล้ว สำหรับดยุคแห่งโดบรัม

***
ไม่ว่าโลกภายนอกจะวุ่นวายเช่นไรก็ดูเหมือนว่ามันไม่อาจตัดผ่านป่าเขาเข้ามาในป่าลึกรกชัฏร้างผู้คนได้ แต่อาจเพราะความเจริญของเส้นทางจากโดบรัมที่ทำให้การสัญจรบนเขาเงียบเหงาลงไป จะมีก็แต่ชาวบ้าน และคนเก่าคนแก่ที่คุ้นเคยที่ยังคงใช้เส้นทางนี้ แม้ไม่ใช่เพื่อข้ามเขาลูกนี้เช่นเมื่อก่อน ก็เพื่อมาพำนักรักษาตัวจากโรคร้ายที่รุมเร้าจากเบื้องล่าง สำหรับคนเป็นหมอยา ป่าที่สมบูรณ์นี้ก็คือแหล่งพันธุ์ชั้นดีของสมุนไพรหลากหลาย ยิ่งเมื่อเงียบร้างผู้คน พันธุ์ไม้เหล่านั้นยิ่งขึ้นได้ดีจนไม่มีเหตุให้ต้องลงไปยังเบื้องล่างอีก ชาวบ้านเรียกกระท่อมเล็กๆที่ผุดขึ้นท่ามกลางความรกร้างนั้นว่ากระท่อมหมอยาตั้งอยู่บนแนวโขดหินเรียบหนึ่งเดียวบนเนินเขานั้นเอง แทบทุกวันจะต้องมีผู้มาเยือนแวะเคาะประตูขอความช่วยเหลือ เช่นทุกวันที่พ่อหมอต้องถอนใจ วางเครื่องบดพลางบ่นรำพึงกับตัวเอง ” อะไรอีกล่ะวันนี้ “

แต่ทันทีที่เขาเปิดประตู วันนี้ก็ต่างจากทุกวัน เพราะคนตรงหน้านั้นไม่เพียงหอบหายใจรุนแรงจากการเดินทางที่เร่งรีบพร้อมแบกร่างไร้เรี่ยวแรงไว้เบื้องหลัง ยังมีม้าสีขาวท่าทางยะโสที่วิ่งมาจนกีบเท้าแตกเปรอะด้วยเลือดที่ยืนพักอยู่ด้านหลังนั่นอีกตัว ” ขอโทษที่ต้องรบกวนครับ อาจารย์ แต่ข้ามีเรื่องด่วนจริงๆ ” สีหน้าที่เหมือนคนกำลังจะขาดใจทำให้เขาเลิกคิ้ว นานแล้วที่เขาไม่เคยเห็นคนๆนี้มีสีหน้าที่ทุกข์ร้อนเช่นนี้

แต่เขาก็กล่าวเรียบๆเพียงว่า ” เข้ามาสิ ” แล้วเปิดทางให้ลูกศิษย์ตัวดีที่เขาเฉดหัวส่งไปเมื่อเนิ่นนานกลับเข้ามาในบ้านอีกครั้ง

***
สำหรับโจ ครั้งสุดท้ายที่พบกับหัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่านั้นมันนานมากจนเหมือนชาติที่แล้วด้วยซ้ำ แต่นั่นอาจเพราะแต่ละวันในตอนนี้ผ่านไปได้อย่างยากเย็น แต่ละวันที่ทหารม้าจะวนเวียนอยู่รอบหมู่บ้าน แต่ละวันที่ชาวบ้านแทบจะกระดิกตัวออกจากบ้านไม่ได้ด้วยความหวาดกลัว ป่าเขาถูกสำรวจจนราบไม่เหลือซอกหลืบใด ใครก็ตามที่เข้าป่าไปก็ถูกสอบสวนหนักไม่แพ้กัน แต่พวกนั้นก็ไม่พบอะไร ไม่น่าแปลก เพราะตอนนี้บนเขารอบเขตแดนของเมริสมาไม่เหลืออะไรจะให้ค้นอีกต่อไปแล้ว รังเหยี่ยวที่เคยอยู่บนเขาตอนนี้ถูกเหยี่ยวเจ้าของรังทลายทิ้งไปจนหมด เหยี่ยวป่าที่เคยท่องเที่ยวอยู่ในเงาของสุมทุมพุ่มไม้ตอนนี้ก็หายไปในสายหมอกสลายตัวกระจัดกระจายไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ใดบ้าง

วันนี้ถ้าจะรู้ก็แต่ตัวหัวหน้าที่อาศัยหมอกของยามเช้าเล็ดลอดเข้ามาเท่านั้น ” แม่ทูนหัวเจ้าสิ้นลมแล้ว เรื่องนั้นพอรู้อยู่ใช่มั้ย ” ซาร์คก็เพียงแค่ยักหน้ารับ สีหน้าที่หม่นหมองเคร่งเครียดนั้นแทบไม่ขยับจนบอกยากว่าเขากำลังคิดอะไร โจเห็นอย่างนั้นก็ได้แต่ถอนใจ ” ข้าจัดการเรื่องนางให้อย่างดีแล้ว เจ้าอย่าห่วงเลย อย่างน้อยในเรื่องแบบนี้พวกทหารม้าก็ยังไม่ได้เข้ามาก้าวก่าย “

” คนตายไม่มีค่าอะไรนี่นะ ” เด็กหนุ่มกล่าว มือซ้ายของเขากำแน่น

พอได้ยินเช่นนั้นชายหนุ่มก็เดินไปตบหัวเขาเบาๆ ไม่มีอะไรที่เขาพอจะพูดได้นอกจาก ” เพราะคนตายไม่อาจถูกข่มเหงได้อีกแล้วต่างหาก ตอนนี้เจ้าห่วงแต่ตัวเองก่อนเถอะ ” เขารู้ว่าซาร์คเข้าใจเป็นอย่างดี แต่เขาก็รู้นิสัยของหัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่าผู้นี้ดีเกินกว่าจะวางใจได้ ต่อให้โลกนี้ถึงหายนะ ซาร์คาเรียก็คือซาร์คาเรีย เขาไม่มีทางดูดายผู้คนรอบข้างแล้วเอาตัวรอดไปคนเดียวแน่ แต่ความอยู่รอดของเขากลับกลายเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ ” ยังไงก็ตามเจ้าห้ามเคลื่อนไหวอย่างเด็ดขาด ดูเหมือนตอนนี้ทหารม้าจะพยายามตามกลิ่นทั้งพวกเจ้าทั้งเจ้าชายกันเต็มที่ เคลื่อนไหวก็มีแต่ตายเท่านั้นเอง “

พอเอ่ยถึงเจ้าชายรอยยิ้มแกนๆก็พลันปรากฏขึ้นใบหน้าของเด็กหนุ่ม ” เจ้านั่นคงหลบหลีกไปได้นั่นแหละ “

” ข้าไม่ค่อยมั่นใจเรื่องนั้นหรอกนะ ” นั่นทำให้ซาร์คมองหน้าเขาในทันที ” ข้าได้ข่าวมา ไม่รู้ว่าเชื่อถือได้ขนาดไหน แต่เห็นว่ามีคนพบเจ้าชายที่นูไฮม์ ดูเหมือนพวกทหารม้าเองก็พยายามตามข่าวนี้เหมือนกัน “

ฉับพลันที่เขาเห็นประกายวูบหนึ่งในดวงตาของเด็กหนุ่ม เขารู้ทันทีว่าเขาคิดผิดมหันต์ที่พูดเรื่องนี้ขึ้นมา ” มีอะไรมากกว่านี้มั้ย ” คือคำถามที่เขาสังหรณ์แล้วว่าต้องมา

” ไม่มากนักหรอก ” โจว่า ” นอกจากว่ามีชายหนุ่มอีกคนกับม้าสีขาวอยู่กับพระองค์ด้วย ก็เท่านั้น “

เพียงแค่นั้นซาร์คก็ผลุนผลันลุกขึ้น เขาเหวี่ยงเสื้อคลุมทับร่างแล้วคว้าดาบที่วางไว้เร็วจนโจเกือบจะห้ามไม่ทัน แต่ต่อให้รั้งไว้ได้ตอนนี้ เขาก็รู้ดีว่าตนเองไม่อาจห้ามซาร์คได้ตลอดไป สิ่งที่เขาพูดได้มีเพียง ” คนของนูไฮม์เป็นคนของพระราชินี ระวังตัวด้วย “

สำหรับคำเตือนนั้นเด็กหนุ่มก็เพียงแค่ยิ้มรับก่อนจะหายเข้าไปในสายหมอก

***
” พระองค์จะทรงเสด็จแปรพระราชฐาน จริงหรือพะยะคะ “

ความว้าวุ่นกังวลในน้ำเสียงของหัวหน้าอาลักษณ์ผู้เป็นพระสหายทำให้ราชาลุดวิกทรงแย้มสรวลในทันที ” อุตส่าห์ดีขึ้นทั้งที ข้าก็อยากจะไปเยี่ยมเพื่อนบ้างจะผิดปรกติอะไร “

” พระอาการทรงดีขึ้นไม่ได้หมายความว่าพระวรกายจะแข็งแรงดุจเดียวกับเมื่อก่อนนี่พะยะคะ ” หัวหน้าอาลักษณ์กล่าวพลางมุ่นคิ้วนิ่ว “ แล้วพระองค์เสด็จออกไปเช่นนี้ กระหม่อมเกรงว่าจะมีแต่ทำให้พระพลานามัยทรุดโทรมลงเท่านั้น- “

แต่กษัตริย์ชรากลับตัดบทเพียงว่า ” ถ้าเอาแต่นอนน่ะสิ ข้าจะยิ่งทรุดลง ” แล้วพระองค์ก็แย้มพระโอษฐ์เพียงน้อยก่อนจะก้าวมาเบื้องหน้าพระสหาย สายพระเนตรคอยมองข้าราชบริพารโดยรอบที่ต่างขนย้ายข้าวของที่เรียงไว้ในโถงนั้นกันจ้าละหวั่น ” ยังไงระหว่างที่ข้าไม่อยู่รบกวนเจ้าเป็นหูเป็นตาให้ด้วย มีความเคลื่อนไหวใดที่น่าสงสัยให้รีบส่งคนมาบอกข้าในทันที แล้วระวังตัวด้วย “

ดำรัสสั่งหนักแน่นถึงเพียงนั้นหัวหน้าอาลักษณ์ผู้ชราก็ทำได้เพียงกลืนถ้อยคำทัดทานทั้งหลายลงคอไป ” รับด้วยเกล้าพะยะคะ ว่าแต่เรื่องนี้ พระราชินีอาร์ดารา- “

ไม่ทันขาดคำ สุรเสียงหวานล้ำก็ดังขึ้น ” พระองค์จะเสด็จไปไหนอย่างนั้นหรือเพคะ “

ราชาลุดวิกทรงผินพระพักตร์ และในคลองจักษุของพระองค์นั้นก็ปรากฏดวงพักตร์ที่งามยิ่งกว่าผู้ใดในใต้หล้า ดวงเนตรงามคู่นั้นจ้องมองพระองค์ด้วยความเป็นห่วงอย่างสุดซึ้งจนทำให้พระทัยอันอ่อนล้าพลันเต้นแรงขึ้น ถ้าเพียงสิ่งที่พระองค์ทรงทอดพระเนตรเห็นจะเป็นความจริงแท้เท่านั้น ” ข้าอยากจะไปเยี่ยมเพื่อนน่ะ ” พระองค์ตรัสพลางก้าวเท้าเข้าหาพระมเหสีด้วยรอยยิ้มสิเหน่หาบนพระพักตร์ ” สังขารของพวกข้าก็มีแต่จะร่วงโรย ช้ากว่านี้ก็ไม่รู้ว่าจะได้พบกันอีกไหม “

” เรื่องนั้นหม่อมฉันเข้าใจเพคะ ” พระนางตรัสแผ่วเบา ” แต่บ้านเมืองในตอนนี้…. หม่อมฉันเกรงว่าพระองค์จะไม่ปลอดภัย “

” ข้าไปเงียบๆคงไม่เป็นไรดอก “

” กระนั้นก็เถอะเพคะ- “

แต่ก่อนที่พระนางจะได้ตรัสต่อไปปลายนิ้วหยาบกร้านก็ปิดริมฝีปากของพระนางไว้แผ่วเบา รอยยิ้มอาทรของพระสวามีสะท้อนอยู่เต็มเปี่ยมในดวงพระเนตรที่ช้อนมองอย่างห่วงอาลัย ” ข้าไปไม่นานดอก อาร์ดารา ไม่นานข้าก็จะกลับมา เจ้าอย่าห่วงข้าเลยคนดี ” พระองค์ตรัสก่อนจะจุมพิตแผ่วเบาบนพระปรางของพระมเหสี แล้วเสด็จไปยังขบวนขนาดเล็กที่รอพระองค์อยู่ภายนอกนั้น

” รักษาตัวด้วยเพคะ ” คือดำรัสอันอ่อนหวานสุดท้ายที่ลอยมายังพระกรรณ ความห่วงหาในสุรเสียงนั้นทำให้พระองค์ต้องลอบถอนพระทัย

หากเพียงพระองค์จะสามารถครอบครองความรักที่เห็นนี้ได้จริง….พระองค์จะมีความสุขถึงเพียงไหนกัน

เพียงข้าราชบริพารทั้งหลายคล้อยหลังไป ร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่งก็ปรากฏจากเบื้องหลังบานประตูโถง ก้าวเดินมาหยุดยืนที่เบื้องหลังขององค์ราชินีก่อนจะกระซิบว่า ” จะให้กระหม่อมส่งทหารม้าตามไปมั้ยพะยะคะ “

แต่สิ่งที่ตรัสตอบมาคือ ” ทหารรักษาพระองค์จะต้องตามเสด็จไปด้วยอยู่แล้ว ไม่เป็นไรหรอก “

” แต่สถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้ไม่ได้สงบนัก หม่อมฉันเกรงว่า- “

เพียงพระนางผินพระพักตร์มาพร้อมรอยยิ้มน้อยๆก็ทำให้ดยุคแห่งโดบรัมเงียบเสียงลงในทันที ” ข้าขอบใจท่านมากคลอเดียส แต่พระราชาทรงยืนยันว่าเตรียมการไว้ดีแล้ว พวกเราคงไม่ต้องทำสิ่งใด ” แล้วพระนางก็ทรงดำเนินไป หากเพียงไม่กี่ก้าวก็หันกลับมา ” ข้าลืมบอกท่านไป ข้ารับข้อเสนอของท่านแล้ว “

ไม่ว่าก่อนหน้านี้ดยุคแห่งโดบรัมจะคิดอะไรอยู่ ความคิดนั้นก็ถูกความยิ่นดีบดบังจนหมดสิ้น ” จริงหรือพะยะคะ แล้วพระองค์จะทรงแปรพระราชฐานไปที่ใด “

หากพระนางเพียงแค่แย้มพระโอษฐ์น้อยๆก่อนจะตรัสว่า ” ขอข้าคิดดูก่อน แต่ตอนนี้ข้าอยากจะไปเยี่ยมเพื่อนของข้าขึ้นมาจับจิตจับใจ ” แล้วพระนางก็ทรงพระดำเนินลับไปก่อนที่ใครจะนึกเฉลียวใจกับดำรัสของพระองค์

***
เขาเพิ่งเคยรู้สึกว่าเหล้านั้นเฝื่อลิ้นเมื่อไร้เพื่อนคุย เอาให้ถูกคือไม่มีใครเลยที่มีท่าทีสนใจเขา พวกเขาทำเหมือนชายผู้นี้ไม่มีตัวตนอยู่ ต่างคนต่างไปตามทาง ไม่มีใครสบสายตาเขาแม้แต่คนเดียว จะมีใครให้ความสนใจเขาบ้างก็คงเป็นสาวเสิร์ฟของร้านที่ยังต้องยกเหล้ามาให้แม้ไม่เต็มใจนักก็ตาม เวลาอย่างนี้ เขานึกคิดถึงสหายที่คอยนั่งฟังเรื่องเล่าของเขา ชายหนุ่มกิริยาดีที่แวะเข้ามาในหมู่บ้าน หลายต่อหลายครั้งตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา เขาแนะนำตัวเองว่าชื่ออาร์ธ แม้กลิ่นอายรอบตัวจะเตือนเขาว่าชายหนุ่มคนนี้ไม่ธรรมดา เขาก็ไม่เคยนึกเฉลียวใจเลยว่าคนๆนั้นจะเป็นเจ้าชายอาวดริค รัชทายาทแห่งไลน์ไปได้ ความจริงมันอาจดีกว่านั้นมากถ้าไม่มีใครเฉลียวใจ อย่างน้อยตอนนี้เขาอาจกำลังนั่งอยู่ตรงหน้าซักถามด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็นเช่นทุกทีอยู่ก็ได้

” สมใจเจ้าแล้วมั้ยล่ะ ” เขาคำรามเมื่อหญิงสาวเดินผ่านตรงหน้าเขา หล่อนชะงักแต่ไม่กล่าวอะไร เขาพูดต่อ ” สมใจเจ้ามั้ยล่ะ นังตัวดี ” เขาว่าพลางวางแก้วเปล่าลงกับโต๊ะเต็มแรง ใบหน้าสีแดงเข้มบอกชัดว่าเขากำลังเมาจัด ” คิดจะส่งร่างเขากลับราชสำนักเอาความดีความชอบ ชะช่า เป็นไงล่ะ พังไม่เป็นท่า ป่านนี้อาร์ธของเจ้ามันไปตายอยู่ที่ไหนแล้วก็ไม่รู้! “

หล่อนถลึงตามองเขาในทันที ” อะไรของเจ้า เมาแล้วเลอะเลือนหรือไง “

” เลอะเลือนอาไร้ ” แล้วเขาก็หัวเราะ ” เจ้าวางยาเขากับมือเลยใช่มะ ลิซ่า ในแอปเปิ้ลที่เขาชอบนักหนาไง อาร์ธอย่างนั้นอาร์ธอย่างนี้ โด่เอ๊ย เจ้ามันก็ผู้หญิงหากินเห็นแก่ผลประโยชน์ พอรู้ว่าเขาเป็นเจ้าชายกบฏก็ฆ่าซะ “

ไม่ทันขาดคำหญิงสาวก็จ้องเขาตาขวางทันที ” ออกไป “

” อะไรเล่าลิซ่า หรือข้าพูดไม่จริง เจ้าเคยหว่านเสน่ห์เขาสารพัด แต่พอรู้ว่าเป็นกบฎเท่านั้นแหละ… เท่านั้นแหละ ” แล้วเขาก็เงียบไปครู่หนึ่ง ใบหน้าแหงนขึ้นมองเพดานก่อนจะหันกลับลงมาหรี่ตาจ้องหน้าหญิงสาวที่อยู่ตรงข้ามเขา ” เจ้ามันอสรพิษ ที่ทำแบบนั้นเจ้ายังเป็นคนอยู่หรือเปล่า เจ้ากำลังเอาชีวิตคน คนที่มีเลือดเนื้อ แลกกับความดีความชอบบัดซบอะไรนั่น เจ้าทำได้นะลิซ่า เจ้าทำได้ นัง- “

แรงเหวี่ยงของมือตบหน้าเขาจนหัน ตามซ้ำด้วยการผลักเต็มแรงจนเขาล้มกลิ้งลงจากเก้าอี้อย่างไม่เป็นท่า และก่อนที่ชายชราจะทันตั้งตัวติด ชายหนุ่มสองคนในร้านนั้นก็ตรงมาลากเขาทันที ” แกล่ะทำอะไรบ้าง ไอ้บัดซบ ” หล่อนแยกเขี้ยวด่าเขา ” ข้าทำเพื่อพวกเราในตอนที่แกกินเหล้าเมาเหมือนหมูเหมือนหมา ทหารม้าน่าจะฆ่าแกไปซะ! “

นั่นคือเสียงสุดท้ายที่เขาได้ยินก่อนที่ตัวจะถูกลากออกไปนอกประตู เหวี่ยงจนกลิ้งอยู่กับพื้นดิน เขาได้นอนนิ่งอยู่แค่อึดใจเท่านั้นก่อนจะถูกลากต่อไปที่ด้านข้างของร้าน ชายหนุ่มทั้งสองค้นตัวเขาอย่างละเอียด ไม่ว่าจะพบของชิ้นน้อยด้อยค่าเพียงใดเขาก็ยังเอาไป ทิ้งชายชราที่เมาอย่างหมดสภาพนอนกองอยู่กับดินโดยมีเพียงเสื้อผ้าติดตัว ” บัดซบ ” เขาสบถขณะที่สายตาจ้องขึ้นไปยังท้องฟ้าที่ขุ่นมัว ” นังเด็กบัดซบ เลวเหมือนแม่มันไม่มีผิด ข้าไม่น่าหลงผิดเลย “

แล้วเขาก็หัวเราะ หัวเราะให้กับชีวิตโง่ๆของตัวเอง เหมือนหมูเหมือนหมา ใช่ เด็กคนนั้นพูดได้ดี เขาเองยังลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าการเป็นผู้เป็นคนมันเป็นยังไง แม้การเมาไม่ใช่สิ่งที่สนุกสนาน ไม่ได้ช่วยลดทอนความทุกข์ใดๆลงไป แต่การเมากลับเป็นสิ่งที่เขาเลือกจะทำ เขาเสพย์ติดความเมามายแม้มันไม่ได้ช่วยให้เขาลืม การกินเหล้าจะสนุกก็เมื่อมีเพื่อนเมื่อมีเสียงคุยครื้นเครง เขาเองก็เคยมีเพื่อนมากมาย แต่ทุกครั้งที่เขาเมาคนเหล่านั้นก็ค่อยๆหายไป จนสุดท้ายเขาก็อยู่คนเดียว ในร้านเหล้าที่เป็นของภรรยา และนั่งดื่มไปเรื่อยๆเพราะมันเป็นสิ่งที่ดีกว่าการกลับไปเผชิญหน้ากับคนในครอบครัว

การดื่มกับอาร์ธอาจเป็นสิ่งที่สนุกที่สุดหลังจากเวลาเป็นปีที่ไม่ได้ดื่มกับใคร ไม่ว่าคนๆนั้นจะเป็นใคร เขาเพียงรู้สึกว่าคนๆนี้เป็นเพื่อนที่รักคนหนึ่ง แล้วผู้หญิงในชีวิตของเขาก็พรากเอาความสุขเล็กน้อยของเขาไปอีกครั้ง เขาไม่เข้าใจการกระทำของลิซ่าแม้แต่น้อยเมื่อหล่อนและชาวบ้านตัดสินใจวางยาพิษเจ้าชาย ทำเพื่อเราอย่างนั้นหรือ อะไรคือเราสำหรับลิซ่า แต่ไม่ว่ายังไงหล่อนไม่เคยนับหัวพ่อขี้เมาของหล่อนเข้าไปด้วยอยู่แล้ว

การตระหนักเช่นนั้นทำให้เขายิ้มให้ตัวเอง เหล้าคงทำลายเขาไปมากแล้วจริงๆ เพราะเขาน่าจะรู้อยู่แล้วว่าลิซ่าไม่มีทางนึกถึงเขา หล่อนจะนึกถึงอะไรเขาไม่มีสติจะรู้ พอเขาตื่นขึ้นเขาจะจำได้ว่าทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นเพราะอะไร เพียงแต่เขาก็คงไม่อาจยอมรับเหตุผลนั้นได้ การสังเวยคนอื่นเพื่อตัวเองหรือเพื่อใครก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาสรรเสริญทั้งนั้น

” ลุง ” เสียงเรียกที่ไม่คุ้นหูทำให้เขาพยายามฝืนลืมตาขึ้น แล้วก็ยิ้มเมื่อเห็นหญิงสาวคนหนึ่งนั่งอยู่ข้างเขา ดวงตาสีเทาของหล่อนแสดงความห่วงใย ดีจริงที่มีคนเป็นห่วง ” อย่าเพิ่งหลับตอนนี้ ” หล่อนว่า ” บ้านลุงอยู่ไหน “

” อยู่นี่แหละ ” เขาว่าพลางยิ่มเผล่ แล้วดวงตาก็เริ่มปิดลง ” เกิดจากดินต้องกลับสู่ดิน “

เขาได้ยินเสียงถอนใจอย่างขุ่นเคือง ก่อนจะตามมาด้วยคำถาม ” เจ้าชายอาวดริคเคยมาที่นี่เหรอลุง “

ชื่อนั้นทำให้เขาลืมตา…แค่ข้างเดียว ” แล้วไง ” เขาว่าก่อนจะกลับไปเกลือกกลิ้งบนกองดิน ” ป่านนี้คงตายอ่าไปแล้ว “

” เขาไปที่ไหน “

” จะรู้ได้ไง “

อีกครั้งที่เขาได้ยินเสียงของความขัดใจ เขามั่นใจว่ามันฟังดูคล้ายเสียงคำราม สิ่งต่อมาที่เขาได้ยินคือเสียงของผู้ชาย ” เล่ามาเดี๋ยวนี้ว่าเกิดอะไรขึ้น ” เขาต้องยอมรับว่าสติในตอนนั้นเหลือน้อยเต็มแก่ แต่เสียงที่พูดกับร่างที่นั่งอยู่ข้างๆทำให้เขาต้องขยี้ตาซ้ำๆครั้งแล้วครั้งเล่า เขาได้ยินเสียงผู้ชาย เสียงของเด็กหนุ่มที่เพิ่งเจริญวัย แต่ที่นั่งอยู่นี่- ” ลุงเป็นเพื่อนของอาร์ธใช่มั้ย ” คำถามนั้นมาจากริมฝีปากที่บิดด้วยความไม่สบอารมณ์จนดูน่ากลัว ” ถ้าเขาตายเพราะลุงพูดช้าเกินไป ข้าจะตามกลับมาฆ่าลุงแน่นอน ข้าสาบานได้ “

ดาบที่ซ่อนอยู่ในชุดคลุมของผู้หญิงนั้นทำให้ความเมามายใดๆหายไปในพริบตา เขามองกลับไปที่ใบหน้านั้นอีกครั้ง แล้วพลันสมองก็เตือนเขาว่าคนข้างๆเขา ไม่ว่าจะผู้หญิงหรือผู้ชาย จะเป็นอันตรายถึงชีวิตหากเขายังหุบปากเงียบ

***
ไม่เคยมีวันไหนที่คุณผู้หญิงฟรานเชสก้าจะตกใจมากไปกว่าวันที่นางมีทหารรักษาพระองค์เป็นแขกที่หน้าประตูบ้าน ” เจ้าว่าอะไรนะ! “

แต่ความตกใจของนางไม่ได้ทำให้ทหารผู้นั้นสะทกสะท้าน ” ใต้ฝ่าพระบาทจะเสด็จมาที่นี่ในอีกชั่วโมงข้างหน้า ข้าล่วงหน้ามาเพื่อให้แจ้งให้ท่านเตรียมตัวก่อน “

” มาแจ้งตอนนี้จะทันอะไร ” นางบ่นพลางถอนใจแล้วหันไปสั่งการณ์สาวใช้ให้ทำความสะอาดห้องแขกและเก็บกวาดบ้านอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหันกลับมาทางแขกของนาง ” ถ้าไม่ติดว่าเพิ่งเกิดเรื่อง ข้าก็ยังพอจะต้อนรับให้สมพระเกียรติได้หรอก แต่เรือนสวนเพิ่งไฟไหม้ไม่ได้ซ่อมแซม มิหนำซ้ำยังเรื่องกบฏอีก “

” เรื่องนั้นฝ่าพระบาททรงเข้าพระทัยดี ” ว่าแล้วทหารองครักย์ผู้นั้นก็ปรายยิ้มน้อยๆ ” ที่พระองค์ให้ข้ามาแจ้งท่านล่วงหน้าก็เพื่อไม่ให้ตกใจกันจนเกินเหตุเท่านั้น ” แล้วเขาก็หันหลังจากไป ” ข้าจะกลับมาอีกเมื่อพระองค์ใกล้จะเสด็จมาถึง ” นางก็ได้แค่ยักหน้ารับไม่มีแก่ใจกระทั่งจะลุกขึ้นส่งแขกถึงหน้าบ้าน นางไม่รู้จะเรียกเรื่องที่เกิดขึ้นว่าอะไร ความโชคดีสุดขั้ว หรือโชคร้ายสุดขีด แต่นางก็ไม่ได้มีเวลาจะนั่งบ่นรำพึงถึงเรื่องยุ่งยากพวกนี้มากนัก นางรีบลุกขึ้นแล้วตรงขึ้นไปกำกับการเตรียมห้องพักในทันที

” นี่มันอะไรกันคะท่านแม่ ” เป็นบุตรสาวของนางที่เข้ามาทักด้วยความงุนงง เมื่อเห็นประดาคนรับใช้มะรุมมะตุ้มกันในห้องแขกกันจ้าละหวั่น ” ใครจะมาเอากันตอนนี้คะ “

นางหันไปทางบุตรสาวด้วยสีหน้าเรียบเฉยก่อนจะตอบว่า ” พระราชาน่ะสิ “

อนาสตาเซียเงียบไปครู่ใหญ่ ราวกับว่าหล่อนไม่เข้าใจสิ่งที่มารดาพูดแม้แต่น้อย แล้วดวงตาคู่นั้นก็เบิกกว้างก่อนที่หล่อนจะอุทานลั่น ” อะไรนะคะ! “

” พระราชาลุดวิกจะเสด็จมาถึงที่นี่ในอีกหนึ่งชั่วโมงข้างหน้า ” นางย้ำ ” เจ้าอย่ามายืนให้เกะกะดีกว่าอนาสตาเซีย ไปแต่งตัวให้ดีเตรียมรับแขกที่ห้องของเจ้าดีกว่า “

” แต่…. แต่จะให้รับยังไงล่ะคะท่านแม่ ในเมื่อเจ้าชาย- “

แต่ผู้เป็นแม่ก็ขวางเข้ากลางคำทันที ” พระราชาลุดวิกไม่ได้มีพระญาติพระวงศ์เหลืออยู่คนเดียวเสียเมื่อไหร่ แล้วเจ้าจะอยากให้พระองค์จดจำเจ้าในฐานะหญิงสาวที่สมบูรณ์พร้อม หรือแค่ผู้หญิงธรรมดาๆเล่า “

สิ้นคำของแม่ หล่อนก็เข้าใจความหมายในทันที ” เดี๋ยวนี้เลยคะ ” แล้วหล่อนก็รีบวิ่งกลับห้องไปอย่างรวดเร็วจนผู้เป็นแม่ต้องร้องเตือน

แต่ความวุ่นวายนี้ก็ไม่ได้มีเพียงชั้นบนเท่านั้นที่รับรู้ได้ แม้แต่คุณชายน้อยที่เพิ่งก้าวพ้นประตูครัวเข้ามาในบ้านยังจับความตื่นเต้นที่ลอยคลุ้งอยู่ได้ ” เกิดอะไรขึ้นหรือป้า “

แม่นมผู้กำลังขะมักเขม้นกับการเตรียมอาหารไม่มองเขาด้วยซ้ำในตอนที่ตอบว่า ” พระราชากำลังจะมาคะ “

ครู่หนึ่งที่มันเป็นความเงียบก่อนที่เด็กหนุ่มจะถามซ้ำว่า ” อะไรนะ “

” พระราชากำลังจะมาคะคุณ ” นางกล่าวก่อนจะหันมามองเขาด้วยความเอ็นดู ” คุณหนูอาร์เซนอยู่ชั้นบนกับเจสสิก้า กำลังช่วยคนที่เหลือเตรียมห้องนอนรับรองอยู่คะ ” แล้วหล่อนก็ต้องยิ้มขำเมื่อเห็นคุณชายน้อยของหล่อนเดินหายเข้าไปในบ้านรวดเร็วราวกับลมพัดไป

แต่ทันทีที่เด็กชายหันมาเห็นคุณชายน้อยแมกซิมิเลียน คำแรกที่มาจากปากเขาคือ ” ไปแต่งตัวเดี๋ยวนี้เลยครับ ” และนั่นทำให้เด็กหนุ่มยืนงงไปครู่หนึ่ง ช่วงเดียวกันกับตอนที่อาร์เซนหมุนตัวเขาแล้วดันเขาออกไปนอกห้อง ” ทางนี้คนพอแล้วครับ คุณไปแต่งตัวเตรียมรับแขกเร็วเข้าเถอะ “

แต่ทันทีที่พ้นประตูเขาก็หันกลับมา ” รับแขกอะไร “

นั่นทำให้เด็กชายตาโต ” คุณต้องเข้าเฝ้ากับคุณแม่คุณ ไม่รู้เหรอครับ “

คำตอบจากคุณชายน้อยคือการเบ้หน้า ” ท่านพี่คงไปกับท่านแม่อยู่แล้ว “

” แต่คุณเป็นลูกชาย ยังไงคุณก็ต้องไปเข้าเฝ้า ” แล้วเขาก็จับคุณชายน้อยหันแล้วผลักอีกครั้ง ” ไปแต่งตัวเร็วเข้าเถอะครับ “

” แล้วเจ้าล่ะ ” เป็นคำถามของแมกซิมิเลียนที่ได้คำตอบว่า

” ข้าไม่เกี่ยวนี่ ” แล้วประตูห้องแขกก็ปิดลงเร็วเกินกว่าที่คุณชายน้อยจะทันพูดอะไรอีก

นั่นทำให้แมกซิมิเลียนต้องยืนค้างด้วยความงุนงงอยู่ครู่ใหญ่ ความงุนงงแรกมาจากเหตุการ์ที่ผ่านมาและผ่านไปรวดเร็วจนตั้งสติรับแทบไม่ทัน ที่งงต่อมาคืออาร์เซน จะว่ากำลังยุ่งก็ใช่ แต่มันต้องถึงขนาดผลักกันเลยหรือ คิ้วของเขาต้องขมวดนิ่วเมื่อความรู้สึกงุนงงนั้นเปลี่ยนเป็นความหงุดหงิด แต่เขาก็รู้ดีว่าไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากทำตาม จริงอย่างที่เด็กชายว่า ในฐานะที่เขาเป็นลูกชายเพียงคนเดียวมันออกจะเสียมารยาทมากถ้าเขาไม่ปรากฏตัว แต่ตอนนี้ตัวของเขาเหม็นเหงื่อและมอมแมมเกินกว่าที่การเปลี่ยนเสื้อผ้าจะช่วยได้ ระหว่างที่เดินกลับไปที่ห้องนั่นเองที่ร่างอันคุ้นเคยของผู้เป็นมารดาปรากฏขึ้น ดวงหน้าของหล่อนแววแห่งความตกใจและหงุดหงิดอย่างชัดเจน ” เจ้าไปอยู่ที่ไหนมาแมกซิมิเลียน “

” ข้างนอกครับ ” เขาตอบ พยายามคงความมั่นคงของเขาไว้ ” เห็นว่าพระราชาลุดวิกจะเสด็จมาที่นี่หรือครับ “

” มาค้างเสียด้วยน่ะสิ ” คุณผู้หญิงฟรานเชสก้ากล่าวพลางถอนใจ ” พระองค์จะเสด็จมาถึงในอีกไม่ถึงชั่วโมงแล้ว เจ้ารีบไปอาบน้ำแต่งตัวแล้วพบข้าที่ห้องทำงานในอีกสิบห้านาทีด้วย “

คุณชายน้อยก็เพียงแค่รับคำแล้วจากไป ดวงหน้าก้มต่ำพยายามปกปิดรอยยิ้มน้อยๆที่ผุดขึ้นมาจากท่าทีของผู้เป็นแม่เมื่อครู่ เพราะทั้งท่าทางและการออกคำสั่งช่างดูคุ้นตา เขาคิดว่าเขาพอจะเข้าใจสาเหตุที่ทั้งพ่อและแม่ของเขายังสามารถอยู่ร่วมชายคากันได้ทั้งที่คิดเห็นต่างกันถึงขนาดนั้น ” เหมือนกันยังกับแกะ ” แต่ต่อให้พูดไป ท่านแม่ของเขาก็ไม่มีวันยอมรับ ไม่มีทาง

***
บรรยากาศแห่งความตึงเครียดอบอวลอยู่ในห้องรับแขกซึ่งบัดนี้เต็มไปด้วยทหารรักษาพระองค์ จะมีก็แต่ราชาลุดวิกเท่านั้นที่ทรงจิบชาอย่างสบายพระทัยราวกับไม่รู้สึกถึงความตื่นเต้นของเจ้าบ้านที่นั่งอยู่ไม่ไกลแม้แต่น้อย ” ชาที่นี่รสดีมากนะ ” พระองค์ตรัสหลังจากที่ทรงดื่มด่ำกับชาถ้วยนั้นเสียเต็มที่ ” รสชาติไม่ต่างจากเมื่อครั้งสุดท้ายที่ข้ามาที่นี่เลยทั้งที่มันนานมากแล้ว ถึงยี่สิบปีหรือยังข้าก็ไม่มั่นใจ “

สำหรับดำรัสนั้นฟรานเชสก้าได้แต่ยิ้มรับ เพราะการเสด็จมาเยือนในครั้งนั้นเกิดขึ้นนานก่อนที่นางจะเข้ามาในบ้านนี้เสียอีก นางไม่ยักรู้ว่าเคานท์เมริสมารู้จักคุ้นเคยกับประมุขของประเทศมากถึงเพียงนั้น

” แต่ที่นี่ก็เปลี่ยนไปน้อยนัก ” พระองค์ตรัสขณะที่สายพระเนตรมองไปรอบๆห้องนั้น ด้วยสายพระเนตรที่แสดงความคำนึงอย่างเด่นชัด ราวกับว่ามีสิ่งมากมายเกิดขึ้นที่นี่ ” น่าเสียดายที่โจนาธานไม่อยู่ที่นี่เสียแล้ว ข้าคิดถึงเขาจริงๆ เราเคยสนิทกันมากตอนที่โจนาธานเข้าไปเรียนในวัง แต่ตอนหลังๆมีเรื่องวุ่นวายมากมายที่ทำให้ข้าไม่มีโอกาสมาเยี่ยมเขาเลย “

คุณผู้หญิงก็ได้แต่ปรายยิ้ม แม้ภายในลำคอของนางจะขมปร่าไปด้วยความริษยา ” สามีของหม่อมฉันเองก็มีเรื่องวุ่นวายในที่ดินมากมายจนไม่มีโอกาสปลีกตัวไปที่ใดเหมือนกันเพคะ แต่จนวาระสุดท้าย เขาก็ยังคิดถึงพระองค์เช่นกัน “

เมื่อเอ่ยถึงความตายของท่านเคานท์ สีพระพักตร์ของกษัตริย์ชราก็พลันหม่นลงในทันที ” น่าเสียดายที่คนดีๆเช่นนั้นต้องจากไปเร็วเหลือเกิน น่าเสียดายอีกเช่นกันที่ข้าไม่ได้รับรู้ถึงความยากลำบากที่เกิดขึ้นที่นี่ในตอนนั้น โจนาธานน่าจะบอกข้า มันไม่เหลือบ่ากว่าแรงดอกที่ข้าจะช่วย “

นั่นทำให้รอยยิ้มของฟรานเชสก้าเจื่อนลง ” คงเพราะเขาถือเป็นหน้าที่ ขุนนางจ้าวที่ดินย่อมต้องทำงานสุดกำลังเพื่อแบ่งเบาภารกิจของพระองค์อยู่แล้วเพคะ ” สำหรับเรื่องนั้นราชาลุดวิกส่ายพระพักตร์แล้วไม่ดำรัสสิ่งใด ท่าทางเช่นนั้นทำให้ท่านผู้หญิงเมริสมารู้สึกอึดอัดขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ความคิดทั้งหมดของนางพลันมุ่งไปที่ความหมายของการส่ายพระพักตร์นั้น

ในตอนนั้นเองที่บุตรสาวของนางเดินผ่านประตูเข้ามาพร้อมถาดอาหารว่างในมือ เมื่อเห็นบรรยากาศที่อึมครึมนั้นหล่อนก็รีบส่งสายตาหามารดาในทันที ผู้เป็นแม่เห็นเช่นนั้นก็ตระหนักได้ว่านางยังมีสิ่งอื่นที่ต้องสนใจ ” เอ่อ… พระองค์เดินทางมาไกลคงจะทรงอ่อนเพลียเป็นแน่ หม่อมฉันมีสำรับอาหารว่างเล็กน้อยใคร่จะถวายเพคะ ” ว่าจบนางก็ส่งรอยยิ้มอ่อนหวานให้บุตรสาวซึ่งหล่อนรีบถอนสายบัวถวายความเคารพแล้วนำสำรับในมือมาถวายในทันที

ในคราแรกพระองค์ไม่ได้มีท่าทีสนพระทัยมากนัก แต่เมื่อสำรับนั้นอยู่ตรงเบื้องพระพักตร์ พระโอษฐ์ของพระองค์ก็พลันกลายเป็นรอยยิ้มกว้าง ” พุดดิ้งผลไม้อย่างนั้นหรือ ทำได้น่าทานจริงๆนะ “

” บุตรีของหม่อมฉัน อนาสตาเซีย ลงมือเข้าครัวเพื่อถวายพระองค์ด้วยตนเองเลยทีเดียวเพคะ เพราะนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์เสด็จมาเยี่ยมเยียนถึงที่นี่ “

เมื่อสดับเช่นนั้นพระองค์ก็หันไปทางหญิงสาวพลางตรัส ” เจ้าคงจะเป็นบุตรีของท่านเคานเตส ข้าขอบใจเจ้ามากจริงๆ “

” มิเป็นไรมิได้เพคะ ” หล่อนกล่าวพลางหลุบสายตาลงต่ำด้วยมารยาทำเขินอาย ซึ่งมารดาของนางพอใจกับท่าทางที่แสดงออกเป็นอย่างมาก

” จะว่าไป ข้าได้ยินมาว่าท่านมีบุตรชายอีกคนหนึ่งอยู่ในโรงเรียนทหารด้วย ใช่หรือไม่ “

ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้นมันยากเหลือเกินที่สองแม่ลูกจะไม่เปลี่ยนสีหน้าไปอย่างกะทันหันแต่ก็เพียงชั่วครู่ก่อนที่เคานเตสจะกลับมายิ้มแย้มดังเดิม ” อ๋อ ใช่แล้วเพคะ “

นั่นทำให้ราชาลุดวิกอดไม่ได้ที่จะคาดหวัง ” ข้าได้ยินมาว่าเขาต่อสู้ได้อย่างน่าดูชมในการชิงตัวนักโทษที่นี่ ไม่ทราบว่าข้าจะพบเขาได้หรือไม่ “

” ย่อมได้เพคะ ” ฟรานเชสก้ารับคำพร้อมรอยยิ้มภาคภูมิใจทั้งที่แววตาของนางมีความผิดหวังเต็มเปี่ยม นางพยายามเสนออนาสตาเซียอย่างเต็มกำลัง ไฉนพระองค์กลับสนพระทัยบุตรชายของนางหลังจากที่ชำเลืองมองบุตรสาวเพียงวูบเดียวเล่า

และอนาสตาเซียก็รู้ดีว่าถ้าพลาดโอกาสนี้ นางอาจเสียโอกาสตลอดไปก็ได้ ” เดี๋ยวหม่อมฉันจะตามน้องชายเองเพคะ แต่ตอนนี้หม่อมฉันว่าทรงเสวยพุดดิ้งก่อนดีมั้ยเพคะ ” การแทรกขึ้นกลางลำนั้นทำให้มารดาของหล่อนค่อนค้อนในทันที แต่หล่อนไม่ได้มีท่าทีสะทกสะท้าน ถ้าเล่นเกมส์ตามมารยาทสังคมแบบนี้ หล่อนอาจจะหลุดวงโคจรออกไปทันทีที่แมกซิมิเลียนมาถึง หล่อนต้องถ่วงเวลาไว้เท่าที่หล่อนจะทำได้ ต้องทำให้พระองค์สนพระทัย ” หากพระองค์ทรงโปรด หม่อมฉันทำถวายได้อีกเสมอนะเพคะ ” หล่อนว่า สายตานั้นมีความคาดหวังเต็มเปี่ยม

ความคาดหวังที่มารดารีบตัดไฟเสียแต่ต้นลมก่อนจะบานปลายไปมากกว่านี้ ” ระหว่างที่พระองค์ทรงเสวยอยู่นี้ แม่ว่าเจ้าไปตามแมกซิมิเลียนมาเถอะจ๊ะ จะได้ไม่เสียเวลา “

คราวนี้เป็นคราวของหล่อนที่ต้องหันมองแม่บ้าง หล่อนไม่อยากจะเชื่อว่าแม่แท้ๆของหล่อนกำลังหักหลังหล่อนแบบนี้ แต่ตอนนี้ ต่อหน้าพระพักตร์นี้หล่อนรู้ดีว่าตนเองทำอะไรไม่ได้ ” ได้คะท่านแม่ ” หล่อนรับคำ ถอนสายบัว แล้วออกจากห้องรับรองไปอย่างสงบเสงี่ยม ก่อนจะสามารถชักสีหน้าแล้วนำข่าวนี้ไปแจ้งน้องชายที่รออยู่ในห้องนั่งเล่น ” พระองค์เรียกไปเข้าเฝ้า ไปเร็วๆเลยไป “

สาสน์ห้วนๆนั้นทำให้คุณชายน้อยเงยหน้าขึ้นจากหนังสือในมือพร้อมกับเลิกคิ้ว ” ท่านพี่ไปทำเสียเรื่องมาเหรอครับ ถึงได้กลับออกมาเร็วนัก “

นั่นทำให้หล่อนโกรธจัด ” ก็เจ้านั่นแหละที่ทำข้าเสียเรื่องทุกที! “

เสียงที่แผ่ดออกไปทำให้คุณชายน้อยส่ายหน้าก่อนปิดหนังสือแล้วลุกขึ้น ” ก็เป็นเอาเสียอย่างนี้ ถ้าอยู่ได้นานข้าก็จะแปลกใจอยู่ ” แล้วเขาก็เดินสวนหล่อนไปทางห้องรับรอง ปล่อยให้หล่อนกระฟัดกระเฟียดอยู่ตามลำพัง

เขาเองก็คาดว่าจะเจอปฏิกิริยาเดียวกันนั้นจากมารดาในภายหลัง แน่นอนว่าด้วยประสบการณ์อันมากมายนางต้องไม่แสดงสีหน้าใดๆต่อหน้าพระพักตร์อยู่แล้ว และก็เป็นไปดังคาด นางหันมายิ้มให้เขาเมื่อเขาเปิดประตูเข้ามาพร้อมกับแนะนำ ” นี่บุตรชายของหม่อมฉัน แมกซิมิเลียนเพคะ “

เมื่อราชาลุดวิกหันมา คุณชายน้อยก็ต้องตกใจกับเค้าของความชราภาพที่ปรากฏบนพระพักตร์ จริงอยู่ที่เขาเคยเห็นพระองค์เพียงในพระสาทิสลักษณ์ที่ประดับไว้ที่โรงเรียน หากพระสาทิสลักษณ์นั้นเขียนขึ้นก่อนหน้าที่แค่ราวเจ็ดแปดปี และเขาก็รู้ดีว่าพระชนมายุของพระองค์นั้นไม่ได้มากเท่าที่รอยยับและความอิดโรยบนพระพักตร์แสดงแม้แต่น้อย แต่ในเวลาเช่นนั้นเขาก็ทำได้แค่ถวายคำนับแล้วเก็บความแปลกใจนั้นไว้ตามลำพัง

น่าแปลกที่สิ่งแรกที่พระองค์ตรัสกลับไม่ใช่คำถาม ” นั่งลงสิ แมกซิมิเลียน ” แล้วพระองค์ก็ผายพระหัตถ์ไปทางเก้าอี้ว่างตัวหนึ่งซึ่งอยู่ถัดจากเก้าอี้นวมของมารดา และอยู่ใกล้กับพระองค์มากกว่านางด้วยซ้ำ เขาไม่อยากจะหันไปมองสีหน้าแย้มยิ้มอาฆาตของมารดาเลยแม้แต่น้อย แต่ไฉนเลยเขาจะขัดดำรัสของพระองค์ได้ คุณชายน้อยก็เพียงแค่เดินอย่างเงียบๆไปนั่งเก้าอี้ตัวนั้น ไม่หันไปสบสายตาทั้งผู้เป็นแม่และพระราชา ตอนนี้ต่างหากที่พระองค์จะถาม ” ปีนี้เจ้าอายุเท่าไหร่แล้ว “

” สิบเจ็ดปีพะยะคะ ” เขาตอบชัดถ้อยชัดคำ

ชั่วครู่หนึ่งพระองค์มองเขาอย่างครุ่นคิดก่อนจะตรัสว่า ” สิบเจ็ดปี ช่างเป็นวัยที่น้อยนิดนักเทียบกับสิ่งที่เจ้าได้ทำ ข้าต้องขอบใจเจ้ากับความพยายามที่จะต่อสู้กับโจรกบฏ เป็นวีรกรรมที่เป็นที่พูดถึงกันจริงๆ “

รอยยิ้มเอ็นดูบนพระพักตร์ทำให้คุณชายน้อยต้องรีบค้อมศีรษะรับ ” หน้าที่ของทหารคือปกป้องแผ่นดิน ข้าพระองค์เพียงทำตามหน้าที่ ไม่ได้มีความชอบเกินกว่าทหารผู้อื่นที่สู้รบในวันนั้นดอกพะยะคะ “

” ก็จริง ” พระองค์ทรงยักพระพักตร์ ” แต่ข่าวว่าเจ้ารู้จักหัวหน้าของโจรกบฏนั่นด้วยใช่หรือไม่ “

ทั้งคุณชายน้อยทั้งคุณผู้หญิงฟรานเชสก้าต้องสะดุ้งทันทีที่ได้ยิน แมกซิมิเลียนต้องนิ่งไปครู่หนึ่งด้วยนึกไม่ออกว่าควรกราบทูลเช่นใด ” ไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัวพะยะคะ “

ทั้งกษัตริย์และมารดาต่างแปลกใจกับคำตอบนั้น ” ข้าได้ยินมาว่าเจ้าไม่ยินยอมให้ใครอื่นลงมือกับหัวหน้าของพวกมัน ข้าเข้าใจว่าพวกเจ้ามีความแค้นกันอยู่ แต่เจ้าไม่รู้จักมันดอกหรือ “

” โจรกบฏผู้นี้เคลื่อนกำลังผ่านเขตที่ดินของเมริสมา ปล้นชิงคาราวาน และก่อเรื่องบาดหมางกับทางการอยู่หลายครั้งแต่ไม่มีใครปราบปรามได้ ข้าในฐานะคนของเมริสมาและทหารผู้รับใช้ประเทศเพื่อความสงบเรียบร้อยของแผ่นดินอดคิดแค้นใจกับความเหิมเกริมของกองโจรนี้มิได้พะยะคะ แค้นนี้จึงเป็นแค้นส่วนตัวของข้าจริง แต่ข้าพระองค์ไม่ได้รู้จักส่วนตัวกับโจรชั่วนี้แต่ประการใด “

” เจ้ามั่นใจกระนั้นหรือ “

” พะยะคะ “

แล้วในห้องนั้นก็มีแต่ความเงียบ สำหรับแมกซิมิเลียนเสียงหายใจของตัวเขาเองก็เสียงที่ก้องกังวานที่สุดในห้อง กังวานเสียจนเขาได้ยินดำรัสว่า ” ไม่ใช่หรอกหรือ ” เพียงลางๆ แต่เสียงนั้นเองก็เป็นเพียงเสียงกระซิบที่กษัตริย์ชราตรัสขณะที่ถอนพระทัย ราวกับกำลังรำพึงกับพระองค์เองก็ไม่ปาน แต่นั่นก็เพียงครู่เท่านั้นก่อนพระองค์จะทรงหันไปทางเคานเตสฟรานเชสก้าแล้วตรัสว่า ” ท่านช่างมีบุตรชายที่ห้าวหาญน่าชมเชยยิ่งนัก สมเป็นคนของเมริสมาโดยแท้ “

ผู้เป็นมารดาเพียงยิ้มรับราวภาคภูมิใจเสียเต็มประดา ” นับเป็นเกียรติยิ่งเพคะ ” มีแต่เจ้าตัวเท่านั้นที่ไม่อยากรับคำชมนั้นเลยแม้แต่น้อย

แล้วกษัตริย์ชราก็หันมาทางก็หันมาทางแมกซิมิเลียนอีกครั้ง ” ข้าลืมถามเจ้าไปเสียสนิท เจ้าเรียนจบแล้วหรือยัง “

การเปลี่ยนเรื่องอย่างกะทันหันนั้นทำให้เขานิ่งอึ้งไปชั่วขณะหนึ่งก่อนจะตอบว่า ” จะจบในอีกสองปีนี้พะยะคะ “

” อย่างนั้นตราทหารรักษาพระองค์ที่เจ้าสวมในคืนนั้น ก็คงไม่ใช่ของเจ้าสินะ “

แม้มีรอยยิ้มอยู่เต็มพระพักตร์ขณะที่ตรัส แมกซิมิเลียนก็หนาววูบไปทั้งตัว ยิ่งไม่ต้องนึกถึงใบหน้าที่แสดงความตกใจอย่างปิดบังไม่ได้ของคุณผู้หญิงฟรานเชสก้าก่อนที่นางจะหันขวับไปทางบุตรชายราวกับพร้อมจะฉีกเขาเป็นชิ้นๆ

มีแต่ราชาลุดวิกเท่านั้นที่ดูไม่สะทกสะท้าน ” ในตอนแรกข้าก็แปลกใจอยู่ที่ได้ยินว่าบุตรชายของบ้านเมริสมาเป็นทหารรักษาพระองค์ ข้าจึงตั้งใจว่าจะหาความกระจ่างให้ได้ ข้าไม่ได้คาดว่าความจริงจะต่างจากนี้เสียเท่าไหร่ดอกนะ แมกซิมิเลียน ” แล้วพระองค์ก็ทรงเสวยพุดดิ้งบนโต๊ะเบื้องหน้าพระพักตร์อย่างสบายอารมณ์ปล่อยให้เด็กหนุ่มตกใจเสียให้เต็มที่ ” แต่นั่นแสดงว่าฝีมือของเจ้าไม่ได้ด้อยเลยจริงๆจึงสามารถตบตาเหล่าทหารม้าว่าเจ้าเป็นตัวจริงได้ ข้าถือว่านั่นเป็นอีกเรื่องที่ข้าต้องพิสูจน์ด้วยตนเอง ก่อนที่ข้าจะตัดสินใจว่าควรทำอย่างไรกับเจ้าต่อไป “

คนที่ตื่นตกใจที่สุดคงไม่พ้นผู้เป็นมารดา ทันทีที่พระองค์ตรัสจบนางก็สวนขึ้นมาอย่างลืมตัว ” หมายความว่าอย่างไรเพคะ “

แต่ราชาลุดวิกมิได้ทรงถือสาแต่อย่างใด ” ผู้แอบอ้างนามทหารของพระราชาต้องได้รับการลงโทษ แต่ถ้าหากเจ้าสามารถชนะทหารรักษาพระองค์ตัวจริงหรือแม้เพียงต่อสู้อย่างสูสีได้แล้วล่ะก็ ย่อมหมายความว่าเจ้ามีคุณสมบัติที่จะสมอ้างตามนั้น และข้าจะพิจารณาให้รับเจ้าเป็นทหารรักษาพระองค์ทันที ” แล้วพระองค์ก็ทรงยิ้มสรวล การยิ้มสรวลที่ทำให้คุณชายน้อยไม่ทราบว่าควรหัวเราะดีหรือไม่

***
TBC in Chapter 9

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 30 other followers

%d bloggers like this: