Author Archive

A Fairytale: ราชาและมหาโจร บทที่ 6

Title: A Fairytale
Book II: ราชาและมหาโจร (Thieves and Kings)
Author: vekin
Rate: PG-13
Warning: คนเขียนอ่อนคำราชาศัพท์เป็นอย่างยิ่ง ต้องขออภัยในความผิดพลาดมา ณ ที่นี้
***บุคคล เหตุการณ์และสถานที่ในเรื่องล้วนสมมติขึ้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องพาดพิงกับบุคคลและเหตุการณ์จริงแต่อย่างใด***

Chapter 6
####################################################

มันเป็นยามเช้าที่เหมือนทุกวัน ในบ้านนั้นเงียบสงัดและทุกสิ่งสงบนิ่ง จะเว้นก็แต่เสียงจานชามช้อนส้อมที่ถูกวางบนโต๊ะอาหารเตรียมรับคุณๆทั้งหลายที่จะลงมาทานอาหารเช้าในไม่ช้า แต่ทันทีที่มีเสียงฝีเท้า บรรยากาศยามเช้าเดิมๆก็เปลี่ยนไปในทันที ” แหม ไม่นึกว่าจะลงมาจัดโต๊ะแต่เช้านะ อาร์เซน ” เสียงเล็กแหลมตั้งใจกระแนะกระแหนเขาอย่างชัดเจน แต่เด็กชายก็พยายามทำเหมือนเขาไม่ได้ยิน เพียงแค่ค้อมตัวทักทาย

” อรุณสวัสดิ์ครับ คุณหนู ต้องขอโทษด้วยแต่อาหารเช้ายังไม่เรียบร้อยนะครับ “

” อ๋อ…. เรื่องนั้นน่ะไม่เป็นไรหรอก ” หล่อนว่าก่อนจะนั่งลงตรงที่ที่หล่อนนั่งทุกเช้าข้างมารดา ตรงข้ามกับเด็กชายที่กำลังจัดโต๊ะอยู่ตรงที่ของแมกซิมิเลียนพอดี ” ข้าแค่แปลกใจที่เจ้าลงมาทำงานแต่เช้า ข้านึกว่าเจ้าจะลุกไม่ขึ้นเสียอีก “

เด็กชายก็แค่เลิกคิ้ว ” ทำไมละครับ “

รอยยิ้มเปี่ยมเลศนัยพลันปรากฏบนใบหน้าของอนาสตาเซียทันที ” เมื่อคืนเจ้าเข้าห้องไปกับแมกซิมไม่ใช่รึ “

มีดเกือบหลุดลงบาดมือเขาที่คำนั้น แต่สติของเขากลับมาทันที่จะรับมันไว้โดยไม่มีอะไรเสียหาย เขาวางมันลงราวกับไม่เกิดอะไรขึ้นก่อนจะตวัดสายตามองคุณหนูอนาสตาเซียที่ยังคงนั่งยิ่มกรุ้มกริ่มแล้วตอบว่า ” คุณชายน้อยมีเรื่องพูดคุยกับข้าก็เท่านั้นแหละครับ “

” เหรอ… แล้วทำไมถึงไม่คุยกันข้างนอกล่ะ “

เสียงของเด็กชายกร้าวขึ้นทันที ” ข้าไม่คิดว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับคุณเลยนะครับ “

จริงอยู่ว่าหล่อนควรโกรธที่เขาก้าวร้าวใส่ขนาดนั้น แต่ดวงตาที่หรี่มองนั้นกลับไม่มีความโกรธขึงเช่นว่า ดูราวกับว่าหล่อนเห็นบางสิ่งที่ต้องตาหล่อนยิ่งเสียมากกว่า ” ต๊ายตาย เดี๋ยวนี้มีลับลมคมในอะไรกันสองคนแล้วอย่างนั้นหรือนี่ ” แล้วหล่อนก็หัวเราะเริงร่า ” อยากรู้จริงๆว่าท่านแม่รู้เข้าจะเป็นยังไง “

” ข้าไม่รู้หรอกนะครับว่าคุณคิดอะไรอยู่ถึงอยากทำแบบนั้น ” เด็กชายกล่าวด้วยเสียงที่ราบเรียบที่สุดที่เป็นไปได้ หากในดวงตาของเขาโทสจริตกำลังคุกกรุ่น ” แต่ข้าก็ยืนยันเรื่องเดิม เราแค่คุยกัน “

แต่ดูเหมือนว่าคุณหนูอนาสตาเซียจะตกลงปลงใจกับความคิดของหล่อนไปแล้ว ไม่ว่าเขายืนยันอย่างไร รอยยิ้มอันไม่เป็นมิตรนั้นก็ยังคงอยู่บนใบหน้าบ่งบอกชัดเจนว่าหล่อนไม่เชื่อเขา ” แล้วเจ้าคิดว่าท่านแม่จะเชื่อมั้ย “

ทั้งตัวของเขาเย็นวาบในทันที ถ้าเป็นคุณหนูอนาสตาเซียพูดละก็ ต่อให้คุณชายน้อยเป็นคนแก้ต่างก็คง….

” ท่านแม่จะว่ายังไงน้าถ้ารู้ว่าลูกชายคนเดียวดันไปติดเด็กรับใช้ แถมยังเป็นเด็กผู้ชายอีกต่างหาก แมกซิมิเลียนหนอแมกซิมิเลียน ไม่ใช่เด็กน่ารักอะไรนักหนาอยู่แล้วด้วยน้า จะให้ท่านแม่จะทำยังไงกับเจ้าคนวิปริตนั่นดี “

ทุกคำที่หล่อนกล่าวหล่อนพูดโดยจ้องตรงมาที่เขาพลางแย้มยิ้มยามที่เห็นความโกรธที่ไม่อาจระบายได้อยู่ในดวงตา เขาต้องพยายามข่มสีหน้าให้เรียบเฉย และผ่อนคลาย แต่ไม่ว่าพยายามอย่างไรเขาก็ไม่อาจปิดบังความคับแค้นในดวงตา หรือลมหายใจที่เริ่มถี่ขึ้น และอนาสตาเซียก็มองเห็นทุกรายละเอียดเล็กน้อยนั้น หล่อนมองเขาเหมือนจะบอกว่าหล่อนรู้ทุกอย่าง หล่อนรู้ว่าเขาแค้นใจที่ตัวเองทำอะไรไม่ได้เพราะคุณผู้หญิงไม่มีทางฟังเขาโดยเฉพาะเมื่ออนาสตาเซียคือคนที่เป่าหูนาง ดวงตาของหล่อนที่มองมาบอกชัดว่าหล่อนจะให้เขาต้องทรมาน ” ข้าขอร้อง ” เด็กชายกล่าว พยายามข่มเสียงไม่ให้สั่น ” อย่าเอาเรื่องไร้สาระที่คุณปั้นแต่งขึ้นมาไปทำให้คุณผู้หญิงต้องหนักใจเลยครับ ท่านเหนื่อยมากพอแล้วในช่วงนี้ ข้าไม่อยากให้ท่านต้องมาวุ่นวายกับเรื่องนี้อีก “

” ต๊ายตาย ช่างมีน้ำใจจริงหนอ อาร์เซน ” หล่อนว่าพลางหยิบมีดตรงหน้าขึ้นมาแกว่งเล่น ” แต่จริงๆมันก็เพราะเจ้าไม่อยากเสี่ยงถูกเฉดหัวออกจากบ้าน… ไม่สิ เจ้าคงไม่อยากเห็นแมกซิมิเลียนตอนที่ถูกท่านแม่เล่นงานมากกว่า ใช่มั้ย หือ? ” หล่อนยิ้มอย่างมีชัยเมื่อเห็นสีหน้าของเขา เพราะมันบอกอยู่ชัดๆว่าหล่อนเดาถูก

” คุณชายน้อยเป็นผู้มีพระคุณของข้า ข้าว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ข้าจะไม่อยากให้เขาต้องเดือดร้อน “

” ผู้มีพระคุณ? ที่เขาช่วยไม่ให้เจ้าต้องมากับข้าหน่ะหรือ ” แล้วหล่อนก็ปรายยิ้มละไม ” เจ้ามั่นใจหรือว่าเขาทำไปด้วยเจตนาบริสุทธิ์จริงๆ “

อีกครั้งที่เขากลืนน้ำลาย

และอนาสตาเซียก็เห็น หล่อนหัวเราะคิกคักในลำคอก่อนจะวางมีดลงแล้วลุกขึ้น ” เขาช่วยเจ้าเพียงเพราะต้องการช่วยเจ้า หรือเขามีอะไรแอบแฝง ” หล่อนว่าพลางเดินอ้อมโต๊ะมาหยุดอยู่ข้างเด็กชายซึ่งไม่ยอมหันไปมองหน้าแม้แต่น้อย ” เขาไม่ได้ใช้เจ้าเป็นตุ๊กตาจริงหรืออาร์เซน เขาเคยเปลี่ยนทรงผมของเจ้ามั้ย เขาเคยเปลี่ยนเสื้อผ้าของเจ้าหรือเปล่า…. หรือเขาให้เจ้าเปลี่ยน แล้วตัวเองเป็นฝ่ายดู ” มือของเด็กชายกำแน่นขึ้นทันที สัญญาณของความตึงเครียดนั้นชัดเจนขณะที่คุณหนูปลุกปลอบด้วยการสางเส้นผมสีฟางข้าวของเขาเบาๆ ” พวกเราก็เป็นเหมือนกันหมดนั่นแหละ อาร์เซน ในตัวคนเรามันมีบางอย่างที่เจ้าเรียกว่า…ความวิปริต….. หรือเจ้าไม่มี? เจ้ารู้สึกอย่างไรล่ะตอนที่เจ้าจับดาบ ทำไมเจ้าถึงตามน้องชายข้าไปโดยไม่ตั้งข้อสงสัย เจ้าต้องการอะไรจากการจับดาบนั่นอาร์เซน เจ้าจะเก่งขึ้นเพื่อปกป้องใครซักคน เพื่อตามหลังใครซักคน หรือมันเป็นอย่างอื่น หรือเจ้าชอบแรงปะทะของมัน ชอบความเสียหายที่มันก่อขึ้น… ” หล่อนสังเกตได้ว่าลมหายใจของเด็กชายพลันชะงักไป หล่อนยิ้มน้อยๆก่อนจะกล่าวต่อว่า ” หรือเจ้าชอบ…..ตอนที่เห็นเลือดสีแดงหลั่งไหล “

ลมหายใจของเขาขาดห้วงไปในทันที ดูเหมือนเขาอยากจะเดินหนี แต่ร่างกายไม่ยอมทำตาม ลมหายใจที่ค่อยถี่ขึ้นนั้นพลันถี่กระชั้น มือทั้งมองกำพนักเก้าอี้ไว้แน่นราวกับเกรงว่าตัวเองจะล้มลง ” น่าสงสารจริงหนอ ” หล่อนขยี้เส้นผมของเขาเบาๆ ” วันนี้พองานเรียบร้อยแล้วไปรอที่ห้องของข้านะ ” อีกครั้งที่หล่อนอมยิ้มกริ่ม ” เจ้าคงรู้ว่าถ้าไม่ไปจะเป็นยังไง “

เขายักหน้าขณะที่พยายามควบคุมลมหายใจให้เป็นปรกติ เขารอจนกระทั่งชายกระโปรงลูกไม้พลิ้วไสวนั้นลับออกไปจากห้องเท่านั้นจึงยอมพ่ายแพ้ให้ความทรมานในอกแล้วทรุดนั่งลงพิงร่างนั่งหอบกับเก้าอี้ของแมกซิมิเลียนนั้นเอง

***
มันผิดปรกติวิสัยมากสำหรับคุณชายน้อยที่หลังจากอาหารเช้าเขาไม่เห็นอาร์เซนที่ไหนเลยแม้แต่ในครัวที่เด็กชายมักอยู่ช่วยงานเสมอๆ ” เอ ข้าก็ไม่เห็นนะคะคุณชายน้อย ” แม่นมว่าขณะที่นางเก็บล้างครัวที่เลอะเทอะอยู่อย่างขะมักขเม้น ” แต่วันนี้ไม่ได้ไปนาหรอกคะ ตอนนี้เป็นคนอื่นช่วยทำให้อยู่ ว่าแต่คุณชายน้อยมีธุระอะไรหรือคะ “

คำถามสุดท้ายนั้นทำให้เด็กหนุ่มอ้ำอึ้งไปเล็กน้อยก่อนที่เขาจะตอบว่า ” ไม่มีอะไร แค่ไม่เห็นก็เลยถาม อีกอย่างสตีวี่ก็เริ่มดื้อแล้วด้วย “

แววเหนื่อยหน่ายของคุณชายน้อยทำให้แม่นมยิ้มให้เขาด้วยความเอื้อเอ็นดู ” ท่าทางคุณชายน้อยจะไม่สันทัดเรื่องนี้จริงๆด้วยนะคะ ” ว่าพลางนางก็วางข้าวของในมือลง ” พาแกลงมาก็ได้คะ เดี๋ยวข้าดูให้เอง “

” ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวจะรบกวน ” แล้วเด็กหนุ่มก็ชิงเดินหนีไป ส่วนหนึ่งเพราะเขาไม่อยากต้องอธิบายว่าทำไมเขาถึงจะเอาตัวเองเข้าไปจัดการเรื่องยุ่งยากที่ตนเองไม่ได้ถนัด อีกส่วนเพราะความอึดอัดที่ต้องยืนอยู่ตรงหน้าแม่นมผู้ซึ่งชอบยิ้มให้เขาราวกับเล็งเห็นทุกอย่างทะลุปรุโปร่ง ในเมื่อไม่อยู่ก็ไม่อยู่ เขาเองก็ไม่เคยคิดว่าอาร์เซนต้องอยู่ตรงนั้นเสมอเมื่อเขาเรียกหา แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่เป็นห่วง ” ไปไหนของเจ้านะอาร์เซน ” คุณชายน้อยพึมพำก่อนจะเดินขึ้นห้องไป

หากเด็กชายจริงๆแล้วอยู่ห่างจากห้องของคุณชายน้อยไปไม่กี่ช่วงก้าวเท่านั้น ภายในห้องซึ่งปิดมิดชิดของคุณหนูอนาสตาเซียซึ่งกำลังง่วนกับการหวีสางผมของเขาอย่างสนุกมือและวิพากษ์วิจารณ์เขาอย่างสนุกปาก ” ดีจริงที่เจ้ายังไม่ตัดผมนะอาร์เซน ” หล่อนว่าพลางออกแรงดึงผมเขาเล็กน้อยพอให้เด็กชายได้เจ็บ ” เสียดายแต่ดูแลน้อยไปหน่อย แต่นั่นก็ช่วยไม่ได้นี่นะ แล้วเจ้าชินกับคอร์เซตตัวนี้หรือยัง “

พอสูดหายใจจะอ้าปากพูดความอึดอัดก็กลุ้มรุมเขาในทันที ” ยังครับ “

” ก็สมควรหรอกน้า ” หล่อนว่าพลางจับปลายผมของเขาขึ้นมาสาง ” นี่มันคอร์เซตของผู้หญิงที่โตแล้วนี่นา ไม่ใช่ของเด็กสาวที่ข้าเคยเอาให้เจ้าใส่ แต่แบบนี้ดีกว่านะ อาร์เซน เจ้าโตขึ้นมากแล้ว ใส่แบบเดิมคงไม่สวย ” นางว่าพลางหัวเราะคิกคัก ” แต่กว่าข้าจะใส่จนชินได้ยังใช้เวลาเป็นสัปดาห์เลย ” มันก็สมควรอยู่ในเมื่อมันรัดแน่นรอบเอวแน่นถึงขนาดนี้ ยังดีที่ความแตกต่างของสรีระทำให้เขามีช่องส่วนลำตัวให้หายใจได้บ้างไม่อย่างนั้นเขาคงเป็นลมไปนานแล้ว ที่เขาไม่เข้าใจคือผู้หญิงพวกนี้ทนอยู่ในเครื่องทรมานนี้ได้ยังไงกัน

” แต่เสียดายที่ข้าไม่มีเวลาขนาดนั้น ” หล่อนรำพึงอย่างเสียอกเสียใจก่อนจะดึงให้เขาลุกขึ้นส่งให้เขาหน้ามืดจนเกือบเซล้ม กระนั้นอาร์เซนก็ยังพยายามไม่ให้อนาสตาเซียเห็น เขาเรียนรู้มานานแล้วว่าความอ่อนแอมีแต่จะทำให้เขาแพ้ ดังนั้นเขาจึงยืนตรงหน้าหล่อนเหมือนความอึดอัดนั้นไม่รบกวนเขาแม้แต่น้อย ” จริงซินะ เจ้าน่าจะใส่ชุดนี้เนอะ ” แล้วหล่อนก็หันไปลากกล่องใบหนึ่งออกมาจากตู้เสื้อผ้าวางบนเตียง เด็กชายอดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่ามันคุ้นตา หล่อนแกะเชือกรัดกล่องนั้นอย่างเบามือก่อนจะหันมายิ้มให้เขาด้วยรอยยิ้มที่ทำให้สันหลังของเขาเย็นวาบ แต่เมื่อหล่อนเปิดกล่องนั้นออกมา มันเหมือนมีคนเอาน้ำเย็นราดเขาตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า ” เจ้าคงอยากลองมานานแล้วกระมัง ” แล้วหล่อนก็คลี่เสื้อชุดนั้นออกอย่างเบามือ ” ตอนใส่ระวังหน่อยนะ นี่มันชุดมุกของแม่เจ้าเชียวนะอาร์เซน “

นี่มันการทรมานบ้าบออะไรกัน

” เอ้า ใส่เสียสิ ” หล่อนรีบรบเร้าเมื่อเห็นเขายืนนิ่งอยู่นาน แล้วทันใดนั้นหล่อนก็ปรายยิ้มที่แลเหมือนจะเปี่ยมด้วยความเมตตา ” นั่นสินะ เจ้าคงใส่เสื้อแบบนี้ไม่เป็น มันเป็นชุดของผู้ใหญ่นี่นา มานี่สิเดี๋ยวข้าสอนให้ ” ว่าพลางหล่อนก็ดึงมือของเขามาข้างเตียง ” ตั้งใจฟังข้าให้ดีล่ะ ถ้าขาดขึ้นมา…น่าเสียดายตายเลย ของแม่เจ้าเชียวนะ ” แววตาของหล่อนมีแต่ความรื่นเริงขณะที่กำกับให้เขาสวมเสื้อตัวนั้น เสื้อของแม่ที่รักเขาเหมือนลูกแท้ๆ ของรักของนางที่ได้รับจากสามีที่นางรักยิ่ง ของที่นางทนุถนอมไว้อย่างดีจนวาระสุดท้าย ของที่เขาควรจะรักษาไว้แต่ดันปล่อยให้มันอยู่ในมือของผู้หญิงคนอื่น

” พอดีเลย อาร์เซน ” คุณหนูอนาสตาเซียว่าแล้วก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เมื่อแลดูเด็กชายที่อยู่ในชุดมุกหรูหรานั้น ” เจ้าเตี้ยไปหน่อยก็เท่านั้นเอง แต่ไม่เป็นไรหรอก ” แล้วก็อีกครั้งที่หล่อนเดินวนรอบตัวเขา ” เอาล่ะนั่งลงสิ เดี๋ยวข้าทำผมให้ แล้วก็เหลือแต่งหน้าสินะ ” หล่อนยักยิ้ม ” ไม่ต้องห่วงหรอกข้าจะแต่งให้เจ้าสวยเสียจนผู้ชายทุกคนต้องเหลียวเลย ” ตลอดเวลานั้นเขาไม่สามารถพูดอะไรได้แม้แต่คำเดียว เขาปล่อยให้หล่อนสางผูกผมของเขาตามแต่ใจ จะระบายใบหน้าของเขาอย่างไรเขาก็ไม่มีประท้วง จะให้เขาประท้วงอะไรได้เล่า เขาทำอะไรได้

เพราะถ้าเขาทำ อนาสตาเซียจะ….

” เอาล่ะเสร็จแล้ว ลืมตาขึ้นสิ อาร์เซน “

ในครั้งแรกเขากลัวที่จะลืมตาขึ้น ความมืดรอบตัวยามที่หลับตานั้นเป็นมิตรที่สุดแล้วสำหรับเขา เขาไม่อยากเห็นใบหน้าของอนาสตาเซียยามที่หล่อนมองดูเขา สายตาที่แฝงบางสิ่งที่เขาอยากเรียกว่าความบ้าคลั่งจดจ้องเขาตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าแม้ขณะที่หล่อนยังยิ้มแย้มเป็นมิตร ที่เขาไม่อยากเห็นที่สุดคือตัวเขาเอง เขาที่กลายเป็นผู้หญิง ที่พวกผู้หญิงบอกว่าสวยบ้างล่ะ น่ารักบ้างล่ะ แต่ไม่ว่ามองกี่ครั้งเขาก็มีแต่จะสมเพชตัวเอง แต่ยังไงเขาก็ต้องลืมตา และเมื่อลืมตาขึ้นตรงหน้าเขาก็คือภาพเดิมๆของเขาในกระจก

ไม่… มันต่างจากเดิมนิดหน่อย

” ข้าแต่งหน้าให้เจ้าดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ” เช่นเคยที่คุณหนูอนาสตาเซียจะยิ้ม ดวงตาของหล่อนมองเขาจากเงาในกระจก ” ใช้สีแดงเข้มกว่าเดิม ดูสวยดีนะ ข้าชอบ ไม่…ว่าไงดีล่ะ…ไม่ดูใสซื่อไร้เดียงสาอย่างที่เป็นตอนที่เจ้าแต่งเป็นเด็กสาว ” แล้วหล่อนก็เอียงคอ ” หรือเจ้าไม่ชอบแบบนี้ อาร์เซน “

เขากลืนน้ำลาย

” ว่าแล้วเชียว เจ้าชอบแบบน่ารักใสซื่อใช่มั้ยล่ะ ” หล่อนหัวเราะคิกคักราวกำลังพูดเรื่องตลก แต่ถ้อยความของหล่อนไม่ได้เป็นดังนั้น ” เจ้าเป็นอย่างนั้นมาตลอดนี่นะ หนูน้อยอาร์เซนของท่านพี่ซาร์คเดินตามหลังต้อยๆไปไหนมาไหน อาร์เซนเด็กรับใช้ของคุณชายน้อยแมกซิมิเลียน เหมาะกับเจ้าดีจริงๆนั่นแหละ “

” เปล่าครับ “

นั่นทำให้หล่อนเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม ดวงตาคู่นั้นเหมือนกำลังพยายามอ่านใจเขาแม้ขณะที่เขาไม่ได้มองหล่อน ไม่ได้สนใจหล่อน เขายังคงมองตัวเองในกระจกบานนั้น ตัวเองที่ต่างออกไปจากที่เคยเห็นเล็กน้อย จริงอยู่ที่เขาสวมใส่ชุดสีขาวปลอดเหมือนชุดเจ้าสาว แต่หน้าของเขาที่อนาสตาเซียแต่งให้นั้นไม่ใช่ มันไม่ใช่หน้าของคนที่มีความสุขหรือสะอาดบริสุทธิ์ หรืออะไรก็ตามที่ดูจะเกี่ยวกับการเป็นเจ้าสาว มันยากจะอธิบายว่าทำไมครั้งนี้ เขากลับไม่รังเกียจตัวเขาตรงหน้าเท่าไหร่นัก

” อะไรกัน อาร์เซน เจ้าชอบแบบนี้เสียแล้วหรือ ” หล่อนว่าแล้วก็ถอนใจด้วยความเศร้าที่ลวงโลกอย่างที่สุด ” เจ้าเสียความซื่อบริสุทธิ์ให้น้องชายข้าเสียแล้วหรือนี่ ” แต่ไม่ว่าหล่อนจะพยายามแหย่เขามากแค่ไหนก็ดูเหมือนเด็กชายจะไม่ได้สนใจ ความสนใจของเขายังคงอยู่ที่กระจกโดยที่หล่อนไม่เข้าใจว่าทำไม ” มีอะไรในนั้นหรืออาร์เซน “

ตอนนั้นเองที่เด็กชายเหมือนจะออกจากภวังค์ เขาส่ายหน้าแต่ไม่พูดอะไร มือที่จับอยู่บนหน้าท้องทำให้เห็นได้ชัดว่าคอร์เซตกำลังทำให้เขาหายใจลำบากขึ้นทุกที แต่ความเงียบนั้นยิ่งทำให้ความไม่พอใจของอนาสตาเซียคุกโชน ความเงียบเหมือนของแมกซิมิเลียน จะต่างกันก็ตรงที่สายตา แววตาของอาร์เซนไม่ได้แสดงความดูถูกเหยียดหยาม แต่เหมือนจะมองผ่านตัวหล่อนไป กระนั้นคุณหนูของบ้านก็ยังยิ้มกริ่ม มีเพียงความโกรธขึงในดวงตาของหล่อนเท่านั้นที่บอกว่าแท้จริงหล่อนกำลังรู้สึกเช่นไร ” เปลี่ยนเสื้อดีกว่าอาร์เซน ” สายตานั้นมีหรือที่เด็กชายจะไม่เข้าใจ

***
ปฏิกิริยาของแมกซิมิเลียนนั้นค่อนข้างเรียบเฉยเมื่อผู้เป็นมารดาถามเขาว่า ” เจ้าจะให้เด็กคนนั้นร่วมโต๊ะกับเราหรือ ” นางมองกลับไปมาระหว่างเขากับสตีวี่ซึ่งยืนเอาตัวแนบกับขาของเขาราวกับเห็นยักษ์มาร

เขาเพียงแค่ถอนใจแล้วตอบว่า ” ครับ ” ก่อนจะลากเก้าอี้ให้สตีวี่นั่งลงข้างๆที่ของเขาเหมือนมันเป็นเรื่องธรรมดาสามัญอย่างหนึ่ง

คุณผู้หญิงของบ้านก็ได้แต่ถอนใจโดยไม่รู้จะกล่าวอะไรอีก ที่สำคัญนี่คือเวลาอาหาร นางไม่อยากเสียอารมณ์ซักถามบุตรชายเมื่อยังมีเรื่องปวดหัวอีกมากมายรอนางอยู่อีกทั้งบ่าย แต่ที่นางสงสัยนักหนาคือ ” เจสสิก้า ทำไมอนาสตาเซียยังไม่ลงมาอีก “

สาวใช้ก็ได้แต่ยิ้ม ” เมื่อครู่ข้าขึ้นไปตามเห็นบอกว่าจะลงมาอีกซักครู่น่ะเจ้าคะ แต่ก็ไม่รู้ว่าทำไมนานนัก “

ได้ยินเช่นนั้นคุณผู้หญิงฟรานเชสก้าก็ส่ายหน้า ” อะไรกันลูกคนนี้ เกิดเหลวไหลอะไรขึ้นมา- “

” มาแล้วคะ ” เสียงสดใสดังเจื้อยแจ้วมาจากนอกห้องก่อนที่เจ้าของเสียงที่ว่าจะเดินหน้าระรื่นเข้ามา ” ขอโทษด้วยคะท่านแม่ที่ลูกมาช้า ” ว่าแล้วหล่อนก็นั่งลงตรงที่ประจำ นานก่อนที่หล่อนจะสังเกตเห็นเด็กน้อยนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามข้างน้องชายของนาง ” อะไรกันนี่แมกซิมิเลียน นี่มันเด็กที่ไหน “

คุณชายน้อยก็เพียงแค่เหลือบตามองหล่อนก่อนจะถามอย่างเหนื่อยหน่ายว่า ” ท่านพี่ไปอยู่ที่ไหนมาครับ “

” อะไรกัน ตอบพี่ดีๆไม่ได้เหรอ “

” ข้าก็เพียงแค่ถาม เพราะสตีวี่อยู่กับเรามาตั้งหลายวันแล้ว มีท่านเท่านั้นแหละครับที่ไม่รู้เรื่อง “

พอเห็นบุตรสาวทำท่าฮึดฮัดขัดใจพร้อมจะลุกขึ้นเต้นเร้าๆ ผู้เป็นแม่ก็ขัดขึ้นในทันที ” รักษากิริยากันหน่อย โต๊ะอาหารไม่ใช่ที่ให้ทะเลาะเบาะแว้งกัน แมกซิมิเลียน เจ้าเองก็ไม่ควรพูดจากับพี่เขาแบบนั้น มันเสียมารยาท ” คุณชายน้อยรับคำแต่ไม่ได้มองหน้ามารดาแม้แต่วูบเดียว นั่นทำให้นางต้องถอนใจอย่างเหนื่อยหน่าย เมื่อไหร่หนอเมื่อไหร่พวกเขาจะโตพอเลิกทะเลาะกันเสียที แล้วคุณผู้หญิงหันไปซักไซ้บุตรสาวของนาง” แล้วทำไมเจ้าถึงมาช้านัก อนาสตาเซีย มัวทำอะไรอยู่หรือลูก “

” อ๋อไม่มีอะไรคะ ” หล่อนว่าพลางก็ปรายยิ้มหยิบมีดส้อมขึ้นพร้อมรับประทานอาหารตรงหน้า ” ข้าอ่านหนังสือติดพันอยู่ “

” ทำไมไม่เก็บไว้ก่อน ถ้าไปบ้านคนอื่นเขาแล้วเจ้ามาช้าแบบนี้มันเสียมารยาทนะ “

” คะ ” หล่อนตอบเสียงอ่อย แต่บนใบหน้านั้นไม่มีความสำนึกเสียใจอยู่เลยแม้แต่น้อย เหมือนหล่อนกำลังนึกถึงบางอย่างที่ทำให้เป็นสุข จนเมื่อสายตาของมารดามองไปทางอื่นหล่อนก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ แต่รอยยิ้มนั้นก็หุบลงทันทีที่หล่อนเห็นว่าแมกซิมิเลียนกำลังมอง

ไม่มีการต่อล้อต่อเถียงอะไรบนโต๊ะอาหารนั้นมากไปกว่าการประจันสายตา คุณชายน้อยมองดูผู้เป็นพี่ขณะที่เคี้ยวอาหารในปากช้าๆ สายตาที่แสดงความครุ่นคิดนั้นราวกำลังมองหาบางสิ่งจากพี่สาว แต่ก่อนที่อนาสตาเซียจะได้ทันถามว่ามีอะไรเขาก็ละสายตาไป แล้วความสนใจของเด็กหนุ่มก็เปลี่ยนไปอยู่ที่เด็กน้อยข้างตัวเขาเหมือนไม่เคยมองพี่สาวของตนเลยแม้ซักครู่ก่อนหน้า

ความเพิกเฉยนั้นหล่อนอดนึกโมโหไม่ได้ ” อะไรกันนี่ คุณชายน้อยแมกซิมิเลียนกลายเป็นพ่ออุปถัมภ์ของเด็กแถวนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ “

น้ำเสียงเหน็บแนมนั้นทำให้เด็กหนุ่มเหลือบตามองหล่อนด้วยสายตาที่เหี้ยมเกรียมเสียจนหล่อนต้องกลืนน้ำลาย ” ถ้าท่านไม่ทราบละก็ ตอนนี้แม่ของสตีวี่อยู่ในการคุมขังของทหารม้า คงมีแต่คนที่ไร้หัวใจเท่านั้นแหละครับที่จะทิ้งเด็กตัวเท่านี้ให้ต้องดิ้นรนเองตามลำพัง “

ความโกรธเกรี้ยวในน้ำเสียงนั้นชัดเจนจนอนาสตาเซียไม่พบถ้อยคำจะกล่าวต่อ ผู้เป็นมารดาเองยังต้องเหลือบตามองหากสิ่งเดียวที่นางกล่าวคือ ” ที่นี่เป็นโต๊ะอาหาร แมกซิมิเลียน “

แม้ไม่ได้พูดตรงๆมันก็เป็นการตักเตือนอย่างเห็นได้ชัด คุณชายน้อยตอบเพียงว่า ” ขอโทษครับ ” แล้วก็หันไปสนใจอาหารในจานต่อไปเหมือนมันไม่เกิดอะไรขึ้น

หลังจากนั้นทั้งโต๊ะก็ตกอยู่ในความเงียบ แม้ไม่มีใครพูดอะไรมากไปกว่านั้นแต่ความตึงเครียดกลับยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ ทั้งที่คุณชายน้อยไม่ได้เงยหน้ามองใครนอกจากให้สตีวี่ ทั้งที่คุณหนูอนาสตาเซียเพียงแค่ทอดสายตาไปยังน้องชายแต่ไม่ได้ให้ความสนใจอะไร และทั้งที่คุณผู้หญิงฟรานเชสก้าก็ไม่ได้มองหน้าบุตรทั้งสองของนางเลยแม้แต่นิดเดียว แค่นั้นก็มากพอที่เจสสิก้าซึ่งยืนรับใช้อยากจะออกจากห้องนั้นไปให้รู้แล้วรู้รอดกัน หล่อนไม่เข้าใจนักว่ามันเรื่องอะไรที่ทำให้ทั้งบ้านตกอยู่ในความเงียบเช่นนั้น แต่สาวใช้ก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งมาจากความตึงเครียดที่ทหารม้านำพามาด้วย

แมกซิมิเลียนยอมเงยหน้าขึ้นมองมารดาก็เมื่ออาหารในจานของสตีวี่หมด ” ขอตัวก่อนนะครับ ” ซึ่งคุณผู้หญิงก็ยักหน้าเป็นเชิงอนุญาต แต่หล่อนก็ไม่ได้มองขณะที่บุตรชายออกจากห้องนั้นไป

อีกครั้งที่คุณชายน้อยเวียนไปยังห้องครัวหลังบ้าน แต่ก็มีแค่แม่นมคนเดียวเท่านั้นที่อยู่ที่นั่น และนางก็ไม่เห็นเด็กชายมาตั้งแต่เช้า ” ข้าวเที่ยงก็ยังไม่ลงมาทานเลยคะ ” นางกล่าวด้วยท่าทางร้อนใจ ก็คุณหนูของนางหากไม่ใช่ว่าติดงานก็เคยสายกับเขาเสียเมื่อไหร่ แต่นี่หายไปไหนก็ไม่รู้

ยิ่งเห็นแม่นมอยู่ไม่สุข แมกซิมิเลียนก็ยิ่งอยู่ไม่สุขมากกว่าเดิม ลางสังหรณ์ที่ไม่สู้ดีเมื่อเช้ายิ่งรุนแรงขึ้นกว่าเดิม ” ข้าฝากสตีวี่ไว้ซักเดี๋ยวได้มั้ย “

นางยักหน้ารับก่อนจะถามว่า ” คุณชายน้อยจะไปไหนหรือคะ “

” ไปตรวจสอบอะไรหน่อย ” แล้วเขาก็ออกจากที่นั่นไปเร็วเกินกว่าที่นางจะทันได้ซักไซ้อะไรต่อ

เขาสังหรณ์ว่าที่อาร์เซนหายไปเกี่ยวข้องกับอนาสตาเซีย แต่นั่นไม่ใช่ลางสังหรณ์ที่ไม่มีมูลเสียทีเดียว ท่าทางของผู้เป็นพี่ดูร่าเริงเกินกว่าจะเป็นเพราะหนังสือเล่มหนึ่ง จริงอยู่ที่หล่อนไม่ได้ตอแยอาร์เซนนานพอดูแล้ว แต่ใครจะไปรู้ว่าหล่อนจะทำอะไรอีก เพราะอย่างนั้นเขาจึงเอากุญแจออกมาจากที่เก็บแล้วตรงขึ้นไปยังห้องพี่สาวอย่างเงียบเชียบขณะที่หล่อนพูดคุยอยู่กับมารดาที่ชั้นล่าง เขาต้องแปลกใจที่ในห้องนั้นเงียบกริบไร้ร่องรอยของคนในนั้น หนังสือนิยายของอนาสตาเซียก็วางอยู่บนโต๊ะตรงที่หล่อนอ่านค้างก่อนลงไปทานข้าว เขาเปิดตู้เสื้อผ้าของหล่อนออกดู เลิกผ้าคลุมดูใต้เตียง มองหาในทุกที่ที่คิดว่าหล่อนอาจกำลังซ่อนอะไรไว้ ต้องมีอะไรซักอย่างในห้องนี้ที่ดูผิดที่ผิดทาง

หรือไม่ใช่ในห้องนี้

ตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่ว่าเขาจะเข้ามาในห้องนี้กี่ครั้งคุณชายน้อยก็ไม่เคยเข้าไปในห้องเล็กด้านหลังของพี่โดยถือว่านั่นเป็นที่ส่วนตัวที่สุด หล่อนมีอ่างอาบน้ำส่วนตัวในนั้น และในฐานะสุภาพบุรุษเขาไม่คิดว่ามันเป็นที่ๆควรก้าวก่าย แค่คราวนี้ที่เขาจะขอละเมิดข้อบังคับส่วนตัวที่ว่า แต่ห้องนั้นก็ดูปรกติ ผ้าม่านถูกเปิดออกให้แสงอาทิตย์ส่องเข้ามาหน้าต่างเปิดกว้างไว้เพื่อระบายอากาศให้ห้องนั้นแห้ง เหยือกน้ำหรืออ่างล้างหน้าก็ดูแห้งดี และอ่างอาบน้ำ-

อ่างอาบน้ำ-

ความตกใจทำให้คุณชายน้อยตรงเข้าไปดึงร่างที่เห็นอยู่ขึ้นมาจากอ่างเปล่าที่แห้งสนิท เขานึกดีใจที่ร่างนั้นยังอุ่นเพราะในวูบแรกเขานึกว่ามันเป็นเพียงร่างไร้วิญญาณไปแล้ว ครู่ต่อมาเมื่อเขาได้เห็นใบหน้านั้นเขาก็รู้ว่ามันไม่ใช่เด็กสาวจากหมู่บ้านใกล้ๆ

” อาร์เซน “

ที่น่าตกใจมากกว่าคือใบหน้าซีดเผือดและปลายนิ้วที่เย็นเยียบ เขาเหมือนพยายามหายใจ แต่ก็ทำได้แค่หายใจสั้นๆถี่ๆ

คอร์เซต

เด็กหนุ่มพิงร่างนั้นไว้กับตัวแล้วลงมือแกะสายเชือกที่ถักอยู่ด้านหลังในทันที เขาได้แต่นึกสาปแช่งผู้เป็นพี่อยู่ในใจเมื่อเห็นว่าเชือกที่รัดอยู่นั้นมีมากกว่าหนึ่งปมและแต่ละปมแม้ไม่ใช่ก็ใกล้เคียงกับเงื่อนตาย เหมือนตั้งใจให้เด็กชายไม่มีวันแกะมันออกได้เอง เขาได้แต่กัดฟันระงับโทสะที่เพิ่มขึ้นเมื่อเห็นเจตนาของพี่สาวชัดแจ้ง มือที่พยายามแกะปมก็สั่นจนจับเชือกแทบไม่อยู่อีกแล้ว ตอนนี้มีทางเลือกอยู่อีกอย่างเดียว เขาคลำไปที่รองเท้าบูทก่อนจะชักมีดพกออกมาตัดเชือกที่ถักอยู่ให้ขาด กระนั้นระยะเวลาที่ใช้ก็ยังเชื่องช้าจนน่าทรมาน

” ค่อยๆหายใจ อาร์เซน ” เด็กหนุ่มว่าขณะที่เขาถอดคอร์เซตตัวนั้นออกแล้วพิงร่างเด็กชายกับอ่างอาบน้ำ ลมหายใจสั้นๆกลายเป็นการหอบในทันที ” ช้าๆ ค่อยๆหายใจ…ค่อยๆหายใจ ” เขาพึมพำซ้ำไปซ้ำมาเหมือนจะบอกกับตัวเองเมื่อลมหายใจของเขาเองก็กระชั้นขึ้น เขาต้องพยายามอย่างหนักไม่ให้มือสั่นจากทั้งความกลัวความโกรธและความโล่งใจ เขาไม่อยากจะนึกว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเขามาช้ากว่านี้ หรือถ้าเขาไม่มา…

ครู่ใหญ่กว่าอาร์เซนจะมีแรงพอยันตัวเองขึ้นนั่งได้และลมหายใจค่อยกลับเป็นปกติ แต่ก่อนที่เด็กชายจะทันกล่าวขอบคุณ เสียงกัมปนาทก็ดังลอดมาจากประตูห้อง ” ท่านแม่ขาาาาาาา “

ใบหน้าของอาร์เซนที่เริ่มมีฝาดเลือดบ้างแล้วพลันหมดสีในทันที เสียงของอนาสตาเซียที่ดังมาจากหน้าห้องนั้นฟังไม่ได้ศัพท์อีกแล้วสำหรับเขา ประโยคแรกที่เรียกสติของเด็กชายกลับมาคือเสียงของคุณผู้หญิงฟรานเชสก้าพูดจากในห้องเล็กนั้นเอง ” นี่อะไรกัน แมกซิมิเลียน “

พลันใบหน้าของแมกซิมิเลียนก็กลายเป็นความเย็นชาขณะที่เขาลุกขึ้นแล้วหันไปเผชิญหน้ากับมารดา ” ท่านถามท่านพี่ดีกว่ามั้ยครับ ว่าเขาเล่นวิปริตอะไรอยู่ในห้องนี้เมื่อเช้าที่ผ่านมา “

” คนที่เล่นวิปริตมันเจ้ามากกว่ากระมัง แมกซิมิเลียน ” ผู้เป็นพี่ว่า สีหน้าของหล่อนขังขึงมากกว่าคราวไหนๆ ” ข้าให้อาร์เซนรออยู่ในห้องแล้วนี่เจ้าลากเขามาทำบัดสีอะไรในนี้ “

” ทำบัดสี? อาร์เซนเกือบตายเพราะท่านนะ! “

” เกือบตายอะไรกัน ” คุณผู้หญิงฟรานเชสก้าแยกพวกเขาออกอย่างเหลืออด

ตอนนั้นคุณชายน้อยถึงได้ดูสงบลงบ้าง แต่ความโกรธก็ยังชัดเจน ” ท่านพี่รัดคอร์เซตไว้จนแน่นแล้วจับเขาไว้ในอ่างอาบน้ำ เขาเกือบจะหมดลมอยู่แล้วถ้าข้ามาไม่ทัน “

คำกล่าวหานั้นทำให้อนาสตาเซียมุ่นคิ้ว ” จับไว้ในอ่างอาบน้ำ พูดอะไรของเจ้า อ่างอาบน้ำไม่มีอะไรขังเขาไว้ได้ซักหน่อย “

” ท่านก็แค่ต้องให้เขาขาดอากาศมากพอจนไม่มีแรงขัดขืนท่านเท่านั้นแหละ เขาใส่ไอ้เครื่องทรมานนั่นมานานเท่าไหร่แล้วล่ะ “

” พูดจาเสียมารยาทแมกซิม เจ้ามีหลักฐานอะไรว่าข้ารัดเขาไว้แบบนั้น “

คุณชายน้อยกำลังจะหันไปชี้ว่านั่นไง ก่อนที่เขาจะนึกขึ้นได้

เขาตัดมันไปแล้ว

” ท่านใช้เงื่อนตาย “

” รูปร่างของเขาไม่ใช่ผู้หญิง ผูกธรรมดามันไม่อยู่ ข้าจะก็ต้องผูกแบบนั้น เจ้าเอาที่ไหนมาบอกว่าข้าพยายามฆ่าเขา ข้าไม่ได้รัดคอร์เซตแน่นขนาดนั้นเลยนะ “

” แต่ท่านพูดเองรูปร่างของเขาไม่ใช่ผู้หญิง ท่านรั้งมันไว้ได้ยังไงถ้าไม่รัดให้แน่น “

จริงอยู่ที่ว่าหล่อนไม่มีเหตุผลพอจะปฏิเสธข้อนั้นได้ แต่ว่า… ” เจ้าไม่มีหลักฐานอะไรแมกซิม ตัวเจ้าเองต่างหากที่พยายามกล่าวหาข้าเพื่อกลบเกลื่อนเรื่องวิปริตของตัวเอง “

” เรื่องนั้นท่านก็ไม่มีหลักฐาน “

แต่อนาสตาเซียก็เพียงแค่ชี้ไปทางเด็กชาย ” นั่นไงล่ะ “

อาร์เซน ในเสื้อผ้าที่หลุดลุ่ยนั่งสิ้นเรี่ยวแรงพิงอยู่กับขอบอ่างอาบน้ำ คอร์เซตถูกดึงออกจากตัวไปแล้วทิ้งแต่ตัวเขาในสภาพที่ไม่อาจเรียกได้ว่าเรียบร้อย สภาพที่มีแต่จะสนับสนุนการกล่าวหาของอนาสตาเซียถ่ายเดียวเท่านั้น นี่อาจเป็นครั้งแรกที่คุณชายน้อยรู้สึกเหมือนกำลังจะแพ้ เขาไม่มีอะไรที่คัดง้างอนาสตาเซียได้นอกจาก…

” ข้าต้องถอดมันออกเพื่อช่วยเขา สภาพของเขาบอกเพียงแค่ว่าข้าต้องถอดคอร์เซตออกเท่านั้น มันไม่ได้บอกว่าข้าถอดเพื่ออะไร “

ในความเงียบที่ตามมานั้นเองที่คุณผู้หญิงหันไปถามเด็กชาย ” ตกลงเรื่องมันเป็นยังไง อาร์เซน “

ถึงตอนนั้นความมึนงงของเขาก็หายไปแล้ว อย่างน้อยตอนนี้เขาก็ตอบคำถามได้ ” คุณชายน้อยเข้ามาช่วยข้าจริงๆครับ “

” อนาสตาเซียรัดคอร์เซตเจ้าแน่นขนาดที่หายใจไม่ออกเลยหรือ “

” ครับ “

” คนที่ไม่ชินก็หายใจลำบากบ้างเป็นธรรมดาคะท่านแม่ ” คุณหนูรีบแทรกขึ้นทันที ก่อนจะปรายสายตามองน้องชาย ” มันก็แค่บอกว่าร่างกายของเขาต้องถูกรัดไว้ ไม่ได้บอกเจตนาฆ่าแกงแม้แต่นิดเดียว “

คุณชายน้อยได้ยินผู้พี่เล่นลิ้นเช่นนั้นก็ได้แต่กำมือไว้แน่น แต่คุณผู้หญิงก็ไม่ได้สนใจสงครามสายตานั้นนัก นางถามต่อไปว่า ” ข้าสงสัยอยู่อย่างอาร์เซน อนาสตาเซียไม่ได้บอกข้าเลยว่าเขาขอเล่นกับเจ้าและข้าก็ไม่ได้เอ่ยปากอนุญาต เจ้าไม่จำเป็นต้องทำตามเขาก็ยังได้ถ้าไม่ชอบใจ ทำไมถึงมาที่นี่แต่แรก “

คำถามนั้นพลันทำให้ลำคอของเด็กชายแห้งผากจนเป็นผงขณะที่คุณชายน้อยก็เบิกตามองเขาด้วยความแปลกใจ ดวงตาทั้งสองคู่จ้องมองเขารอคอยคำตอบ มีเพียงอนาสตาเซียเท่านั้นที่มองเขาอย่างผู้ชนะ สันหลังของเขาเย็นวาบเมื่อเขาตระหนักถึงเจตนาของหล่อนอย่างชัดแจ้ง ” ไม่มีอะไรครับ ” เขากลืนน้ำลาย ” ตั้งแต่เกิดเรื่องคุณหนูก็ไม่มีใครมาเล่นเป็นเพื่อน… ข้าเพียงแค่คิดว่า แค่ครึ่งวันคงไม่เสียหาย “

พูดเสร็จเขาก็ได้แค่ก้มหน้าไม่กล้าสู้สายตาที่มองมาแม้แต่นิดเดียว กระนั้นเขาก็ยังรู้สึกเหมือนโดนสายตาเหล่านั้นทิ่มแทง ทั้งสายตาที่แสดงความประหลาดใจของคุณผู้หญิง สายตาที่แสดงความเย้ยหยันขบขันของคุณหนู และสายตาที่เขาไม่อยากคิดว่าจะแสดงอะไรของแมกซิมิเลียน

” จริงเหรอ ” เป็นคำถามของคุณผู้หญิงที่แสดงความคลางแคลงใจอย่างชัดแจ้ง ก็คงไม่แปลกในเมื่อเขาต่อต้านการละเล่นบ้าๆแบบนี้มาตลอด ต่อให้เขาทำตามเพราะคำสั่งของคุณผู้หญิงแต่มีหรือที่เขาจะเก็บสีหน้าแสดงความลำบากใจไว้ได้หมด คุณผู้หญิงฟรานเชสก้าต้องรู้ว่ามันมีเหตุผลมากกว่านั้น ” ไหนเจ้ามองหน้าข้าแล้วบอกข้าซิว่ามันจริงหรือไม่จริง “

ความดุดันในน้ำเสียงนั้นทำให้เขากลืนน้ำลาย แต่ตอนที่เขากำลังจะตอบว่าจริงนั้นเองที่สายตาเหลือบมองเห็นสีหน้าของเด็กหนุ่มซึ่งจ้องตรงมาด้วยความกังวลแต่ปราศจากการตำหนิดูแคลน บนใบหน้าของเขาเหมือนจะเขียนคำว่าอย่า แม้มันจะเป็นทางออกเดียวก็อย่ารับเป็นอันขาด

นั่นทำให้เด็กชายก้มหน้ากลับไปนั่งเงียบอีกครั้ง คุณผู้หญิงก็ได้แต่ถอนใจอย่างเหลืออด ” ตกลงมันยังไงกันอาร์เซน เจ้าเป็นคนเดียวนะที่บอกได้ว่าเรื่องมันเป็นยังไง ตกลงอนาสตาเซียตั้งใจแกล้งเจ้าหรือเปล่า แล้วทำไมเจ้าเข้ามาที่นี่แต่แรก “

” แล้วแมกซิมิเลียนมาทำอะไรแน่ด้วยคะ ท่านแม่ ” คุณหนูกล่าวขึงขัง ” ขนาดเข้ามาในห้องส่วนตัวของสุภาพสตรีแบบนี้ รู้ไปถึงไหนอายไปถึงนั่น ” สายตาของหล่อนค้อนคุณชายน้อยปะหลับปะเหลือกหากแมกซิมิเลียนไม่ได้กระดิกจากที่ๆเขายืนอยู่แม้แต่น้อย สายตาของเขายังคงมองที่อาร์เซนเต็มไปด้วยคำถามที่จำต้องเก็บเอาไว้เพราะทั้งพี่สาวและผู้เป็นแม่ยืนอยู่ที่นี่

แต่เด็กชายก็ยังเงียบ ความเงียบที่เขารู้ว่าจะเป็นเกราะป้องกันเดียวที่ใช้ได้ในตอนนี้ จนสุดท้ายคุณผู้หญิงฟรานเชสก้าเป็นฝ่ายหมดความอดทนไปเสียก่อน นางถอนใจก่อนจะออกคำสั่ง ” เปลี่ยนเสื้อผ้าเสียแล้วกลับไปทำงาน แล้วข้าก็คิดว่าเจ้ามีอะไรทำที่ดีกว่าการยืนอยู่ที่นี่นะ แมกซิม ” ความหงุดหงิดของมารดานั้นทำให้คุณชายน้อยเพียงแค่ยักหน้าก่อนจะเดินตามหลังนางออกไป เสียงบ่นพึมพำของนางยังคงได้ยินจนกระทั่งประตูนั้นปิดลง

ทีนี้ก็เหลือเพียงแต่เขากับอนาสตาเซียเท่านั้น” คุณต้องการอย่างนี้หรอกหรือครับ ” เด็กชายกล่าวขณะที่เขาลุกขึ้น ” ไม่ว่าเมื่อเช้าข้าจะมาหรือไม่มา ข้าจะก่อเรื่องให้คุณชายน้อยอยู่ดี “

แต่บนใบหน้าของคุณหนูไม่มีแววสะทกสะท้านกับคำพูดของเขาแม้แต่น้อย ” มันก็แค่เรื่องวุ่นวายเล็กน้อย อาร์เซน ยังดีที่เจ้ารักษาตัวรอดจากเรื่องที่น่าปวดหัวกว่านี้ได้ แต่ก็เกือบแล้วเชียวนะ “

เขาได้ยินเช่นนั้นก็ได้แต่ส่ายหน้า จะมีใครอีกที่สร้างสถานการณ์ทั้งหมดขึ้นจนเกือบจะเอาทั้งตัวเขาทั้งแมกซิมิเลียนอยู่ในฐานะลำบาก อุตส่าห์พยายามตั้งมากมายเพื่อให้เขาจนมุมครั้งแล้วครั้งเล่า เขาไม่เข้าใจความคิดที่บิดเบี้ยวของหล่อนแม้น้อยนิด ” คุณจะทำแบบนี้เพื่ออะไร “

สำหรับคำถามนั้นหล่อนมองเขาเพียงครู่เดียวก่อนจะเดินออกจากห้องเล็กกลับไปยังห้องนอนของหล่อนอีกครั้ง

***
ความหวั่นใจของแม่นมพลันสลายไปเมื่อเด็กชายโผล่พ้นประตูห้องครัวเข้ามา นางแทบจะโผเข้าไปกอดเขาในทันที ” โถๆๆๆๆ คุณหนูของนม ไม่เป็นอะไรใช่มั้ยคะ เจ็บตรงไหนหรือเปล่าคะ ” ว่าพลางนางก็หมุนตัวเขาไปรอบๆ เหมือนพยายามดูให้แน่ใจว่าไม่มีตรงไหนของเขาบุบสลาย ก่อนจะจับเขาหันมาหานางแล้วจับหน้าของเขาไว้ในมือที่สากกร้าน น้ำตาคลอเต็มหน่วยของนางขณะที่มองดูเขา ” ทำไมคุณหนูอนาสตาเซียช่างใจไม้ไส้ระกำอย่างนี้ จะฆ่าจะแกงกันเชียวหรือคะ “

ได้ยินเช่นนั้นเขาก็รีบถอยออกมา ” ป้าได้ยินมาจากใครน่ะ ” แต่ก่อนที่แม่นมจะตอบ สายตาของเขาก็เหลือบเห็นคุณชายน้อยที่มองเขาจากโต๊ะกลางห้องครัวโดยไม่พูดอะไร ข้างๆเขาคือสตีวี่ที่มองมาทางเด็กชายด้วยน้ำตาคลอเบ้าและเจสสิก้าที่เห็นได้ชัดว่าโล่งใจ ในประดาคนทั้งหมดนั้นมีเพียงแมกซิมิเลียนเท่านั้นที่ไม่ได้ผ่อนคลายลงแม้แต่นิดเดียว อาร์เซนนั่งลงตรงหน้าคุณชายน้อย ดวงตาที่จ้องตรงไปแสดงเจตนาที่จะไม่หลบหนีไปที่ใดทั้งนั้น และเขารู้ดีว่าเรื่องนี้เขาต้องเป็นคนที่เริ่มก่อน ” ข้าคงต้องเริ่มเล่าตั้งแต่ต้นเลย ใช่มั้ยครับ “

คำทักท้วงเดียวของคุณชายน้อยคือ ” ที่นี่เลยน่ะเหรอ “

แม่นมกำลังจะก้าวออกไปจากครัวแล้วตอนที่เด็กชายกล่าวว่า ” ครับ ต้องที่นี่ กับทุกคนที่อยู่ตรงนี้ ” ทั้งเจสและแม่นมก็ได้แต่มองหน้ากัน เพราะแม้อาร์เซนจะกล่าวเช่นนั้นเขาไม่ได้มองพวกหล่อนแม้แต่วูบเดียว เขามองอยู่แต่ที่แมกซิมิเลียนจนคุณชายน้อยยักหน้าตกลง ตอนนั้นเด็กชายจึงถอนใจ ดวงตาที่แน่วแน่เมื่อครู่หายไปเมื่อเขาหลับตาลงเหมือนกำลังครุ่นคิดอย่างหนักว่าเขาควรจะเริ่มอย่างไร” เมื่อเช้านี้ข้าเจอคุณหนูอนาสตาเซียที่ห้องอาหารก่อนเวลาปรกติ เขามาเพื่อบอกข้าว่าเขาเห็นตอนที่ข้าเข้าไปในห้องพร้อมกับคุณชายน้อยเมื่อคืน “

คำพูดที่ฟังดูเรียบง่ายนั้นเรียกความตกใจจากกลุ่มคนที่อยู่รอบตัวเขาได้มากกว่าที่คาด และคนที่ตกใจที่สุดคงไม่มีใครเกินแมกซิมิเลียนที่มองเขาราวกับไม่เชื่อว่าเขาจะพูดเรื่องนี้ขึ้นมา ” ข้าไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องที่ควรจะพูดที่นี่นะ ” เป็นคำทักท้วงแผ่วเบาที่มาจากปากคุณชายน้อยราวกับเขาไม่ต้องการให้คนอื่นได้ยิน

” ข้าต้องพูดที่นี่ ” เด็กชายสูดหายใจลึก ” เพราะไม่มีใครในที่นี้ที่เป็น คนนอก “

นั่นทำให้คุณชายน้อยหุบปากเงียบในทันที แล้วเด็กชายจึงเล่าต่อ ” ข้าพยายามบอกเขาว่าเราเพียงแค่มีเรื่องต้องคุยกัน แต่เขายืนยันจะบอกคุณผู้หญิงตามแบบที่ตัวเองเข้าใจ ยกเว้นแต่ข้าจะตามไปที่ห้องของเขาหลังมื้อเช้านั้นเท่านั้น เพื่อกันเรื่องยุ่งยากข้าก็เลยตามไปเพราะคิดว่ามันคงเหมือนทุกที แต่ข้าคิดผิด ” แล้วเขาก็ถอนใจ ” ข้าต้องขอบคุณคุณชายน้อยจริงๆที่ช่วยข้าไว้ ข้าไม่นึกว่าการที่ถูกรัดอยู่ในคอร์เซตแบบนั้นจะทำให้ข้าไม่มีแรงขนาดตอนที่คุณหนูจับเข้าเอาไว้ในอ่างอาบน้ำข้ายังไม่มีปัญญาลุกขึ้นมาได้เองจนเกือบตายอยู่ที่นั่นแล้ว “

” ข้าก็นึกว่าไม่ทันแล้ว ” คุณชายน้อยพึมพำ แต่เขาไม่กล้ามองหน้าเด็กชายแม้แต่นิดเดียว ตอนนั้นเองที่ความโล่งใจค่อยปรากฏออกมา แล้วเขาก็พูดขึ้นว่า ” ที่ข้ายังไม่เข้าใจคือทำไมถึงต้องทำขนาดนั้น “

” ข้าโง่เองครับคุณชายน้อย จริงๆถ้าเขาจะกล่าวหาเรื่องข้ากับคุณในตอนแรกมันก็แทบจะไม่มีมูลอะไรเลย คุณหนูเองก็คงรู้ แล้วรู้ด้วยว่าทางเดียวที่จะทำให้คำกล่าวหาสมจริงที่สุดเมื่อเขามีหลักฐานบางอย่างให้คุณผู้หญิง…. เช่นสภาพของพวกเราที่คุณแม่ของคุณเห็น “

” และเขาก็รู้ว่าเจ้าต้องพยายามช่วยข้า แล้วตัวเจ้าเองก็จะตกหลุมพราง กลายเป็นว่าตัวเจ้าเองพอใจที่จะเป็นตุ๊กตาของเขา ถ้าอย่างนั้นท่านแม่อาจจะปล่อยให้เขามีอำนาจเหนือเจ้า “

” นั่นคือที่คุณพยายามห้ามข้า “

” ดีแล้วที่เจ้าเข้าใจ ข้าพูดอะไรตรงนั้นไม่ได้จริงๆ “

เด็กชายได้แต่ยิ้มเล็กน้อยตอนที่เห็นความกังวลใจ ” ข้าต้องขอบคุณคุณชายน้อยอีกแล้ว “

หญิงสาวได้แต่ศอกแม่นมเฒ่าไม่หยุด ตอนแรกก็ยังไม่เท่าไหร่แต่ยิ่งถี่เข้านางก็ยิ่งรำคาญจนต้องส่งสายตาถามว่า ” อะไร! “

หล่อนก็ได้แต่พยักพเยิดไปทางทั้งสองคน ” ป้าไม่เห็นอะไรเหรอ “

” อะไรเล่าวะ “

” มีอะไรเหรอจ๊ะป้า “

คำถามของอาร์เซนทำให้วงแตกในทันที ” อ๋อ ไม่มีอะไรคะ ” เจสสิก้ารีบตัดบท ” ว่าแต่ที่คุณหนูไปห้องคุณชายน้อยน่ะ ไปทำไมเหรอคะ “

คราวนี้เป็นเด็กชายที่ต้องหันไปมองแมกซิมราวจะถามว่าพูดได้หรือไม่ แต่คุณชายน้อยก็เป็นฝ่ายเอ่ยปากเอง ” ข้าคุยกับเขาเรื่องที่ข้าเห็นที่เรือนสวน “

นั่นทำให้หญิงทั้งสองตาโตในทันที ” คุณชายน้อยไปเรือนสวนมาหรือคะ ไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไปทำไม มันอันตรายนะคะ “

คำถามรัวถี่ยิบของสาวใช้ทำให้เด็กหนุ่มถอนใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะตอบว่า ” ข้าไปเมื่อคืนนี้ ไปดูลาดเลาน่ะไม่มีอะไร “

” ลาดเลา? “

คุณชายน้อยแอบเบ้หน้าทันทีที่รู้ตัวว่าไม่น่าพูดแบบนั้น ” ข้าแค่ไปดูรอบๆที่นั่นมาว่าพวกนั้นใช้ที่นั่นทำอะไรบ้างเท่านั้นเอง “

” แล้ว…แล้วคุณชายน้อยไปคนเดียวหรือคะ ” เป็นแม่นมที่ถาม และทันทีที่เด็กหนุ่มยักหน้า… ” อะไรนะคะ ทำไมคุณถึงทำอะไรเสี่ยงๆแบบนั้น ถ้าพวกมันเกิดนึกสงสัยคุณแล้วขังไว้ที่นั่นจะทำยังไงล่ะคะ คนพวกนั้น- “

” พอน่าป้า ” คุณชายน้อยรีบขัดขึ้นก่อนที่ถ้อยคำจะเลยเถิด ” ความจริงก็ไม่เชิงว่าคนเดียวหรอก ” เด็กชายได้แต่มองหน้าเขางงๆก่อนที่เด็กหนุ่มจะตอบว่า ” ข้าเอาตราไปด้วย “

ดวงตาของแม่นมยิ่งเบิกโพลง ” ของคุณพ่อคุณน่ะหรือคะ ” เขายักหน้าอีกครั้ง ” ตาเถร!!….โถๆๆๆๆๆ ทำไมคุณทำอะไรเสี่ยงๆอย่างนี้คะ นี่ถ้าคุณผู้หญิง… ถ้าพวกมันรู้เข้า…. “

” ข้าถึงบอกท่านแม่ไม่ได้ไง ” เด็กหนุ่มว่าพลางก็ถอนใจเฮือก ” ถ้านางรู้ว่าข้าเอาเมริสมาเข้าไปเสี่ยงเหมือนเจ้านั่นล่ะก็… ” นางจะทำอะไร เขาไม่อยากนึกเลยจริงๆ

” แต่คุณผู้หญิงจะไม่มีวันรู้ ใช่มั้ยครับ ” คราวนี้สิ่งที่ทำให้หญิงทั้งสองต้องหนาววูบคือสายตาของอาร์เซน ดวงตาที่แม้ไม่ดุดันเหมือนของคุณชายน้อยแต่ความแน่วแน่นั้นชัดเจนพอๆกัน พวกหล่อนรู้ดีว่านั่นไม่ใช่ทั้งคำถามและคำสั่ง มันเป็นข้อตกลง จะไม่มีใครพูดเรื่องนี้อีกหลังจากนี้

” ข้ารู้มาว่ามีนักโทษหญิงอยู่คนหนึ่ง… ” แม่นมพูดขึ้นเสียงแผ่ว ” ….นางยังสบายดีอยู่มั้ยคะ “

คุณชายน้อยลังเลใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า ” ตอนนี้พวกมันยังไม่แตะต้องนาง “

นั่นทำให้นางหายใจได้ทั่วท้องอีกครั้ง จริงอยู่ที่นางไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับหญิงคนนี้มากไปกว่าว่านางเป็นแม่ของสตีวี่ แต่ใครเล่าจะอยากให้หญิงสาวต้องตกเป็นจำเลยถูกคุมขังในสถานที่แบบนั้น แต่ความโล่งใจไม่ได้อยู่บนใบหน้าของคุณชายน้อยแม้เพียงนิด ดวงตาสีเข้มคู่นั้นหลบต่ำเสมองไปยังที่ๆไร้ผู้คนเหมือนกำลังครุ่นคิดบางอย่างที่ไม่อยากให้ใครต้องรับรู้

***
อนาสตาเซียอยากจะกรี๊ดให้ลั่นห้องทำงานนั้นทันทีที่ผู้เป็นมารดาพูดจบ ” ท่านจะไม่ทำโทษแมกซิมหรือคะ! “

เสียงแหลมเล็กนั้นเสียดประสาทเสียจนแม้แต่คุณผู้หญิงก็ต้องเงยหน้าขึ้นจากงานแล้วส่ายหน้า ” แล้วจะทำโทษทำไม น้องเจ้าไม่ได้ทำอะไรผิดเสียหน่อย ที่สำคัญถ้าอาร์เซนกำลังแย่อยู่จริงๆก็ต้องขอบคุณเขาที่ช่วยรักษาครอบครัวเราจากเรื่องเสียๆหายๆ “

เดิมที่นางก็แทบบ้าอยู่แล้วยิ่งเมื่อได้ยินมารดากล่าวเช่นนั้น มันทำให้หล่อนทนไม่ได้ ” อะไรกันน่ะ ทั้งที่มันเข้าไปทำเรื่องบัดสีแบบนั้นในห้องข้า ท่านก็ยัง- “

” หยุดโวยวายได้แล้ว อนาสตาเซีย! “

เสียงตะคอกรุนแรงนั้นปิดปากหล่อนในทันที ดวงตาคู่งามเบิกโพลงด้วยความไม่เชื่อกับท่าทีของผู้เป็นแม่

แม่กำลังตะคอกใส่หล่อน

” เจ้ารู้อะไรมั้ย เรื่องมันก็เกิดเพราะเจ้านั่นแหละ ถ้าข้าจะต้องทำโทษประจานแมกซิมแล้วเรื่องที่เจ้าเอาอาร์เซนไปเล่นมันไม่แพร่งพรายออกไปหรือไง เจ้ารู้จักอยู่เงียบๆบ้างมั้ยอนาสตาเซีย อย่าก่อเรื่องให้แม่เถอะ ตอนนี้มันก็วุ่นวายจะแย่อยู่แล้ว “

ความโมโหของมารดานั้นไม่ต่างอะไรจากค้อนที่เหมือนจะกระหน่ำตีตัวหล่อนจากทุกทิศทาง หล่อนจำไม่ได้เลยว่าแม่เคยดุด่าว่าหล่อนเช่นนี้ ถอนใจด้วยความรำคาญเช่นนี้ แล้วก็ไล่หล่อนออกจากห้องอย่างที่ทำอยู่นี่ มันเกินกว่าที่คุณหนูที่ถูกทะนุถนอมอย่างหล่อนจะรับได้

แต่หล่อนจะทำอะไรได้นอกจากวิ่งออกไปจากห้องนั้น วิ่งกลับไปที่ห้องนอนซึ่งเป็นเขตแดนของหล่อน ที่ๆหล่อนเคยคิดว่าหล่อนกำลังจะสร้างแผนการณ์ที่รัดกุมเพื่อทำลายเจ้าน้องชายตัวดีที่เหยียดหยามหล่อนอยู่ทุกค่ำเช้าให้รู้สำนึกเสียบ้าง หล่อนอยากเห็นเขาต้องอับอายทำอะไรไม่ได้ให้อยู่ในสภาพที่น่าสมเพชเวทนาอย่างที่สุด แล้วไง มันกลับกลายเป็นว่าหล่อนไม่ได้อย่างที่หวังไว้มิหนำซ้ำยังโดนแม่แท้ๆของตัวเองขับไล่ไสส่งออกไปพ้นๆสายตาอย่างที่ไม่เคยคิดว่านางจะทำ

หล่อนได้แต่ทิ้งตัวลงบนเตียงแล้วดิ้นไปมา หล่อนจะกรีดร้องทึ้งทำลายทำยังไงก็ได้ให้ความโมโหโกรธาทั้งหมดนี้หมดไป ตัวหล่อนเหมือนจะระเบิดออก หล่อนเกลียด เกลียดแมกซิมิเลียน เกลียดอาร์เซน เกลียดแม่ เกลียดพ่อ เกลียดๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

แต่ในตอนนั้นเองที่หล่อนได้ยินเสียงหวีดเบาๆเสียงหนึ่งดังแว่วมา เหมือนเสียงนกที่กำลังร้องเรียกคู่ จะผิดสังเกตก็แต่ว่านี่มันมืดค่ำไปแล้ว ไม่บ่อยนักที่นกที่ไหนจะร้องกันในเวลานี้ด้วยความสงสัยหล่อนจึงเปิดหน้าต่างออกไป

***
อาร์เซนก็ได้แต่มองออกไปนอกหน้าต่างแล้วกลืนน้ำลายเมื่อเสียงนกร้องดังขึ้น บนใบหน้าของเขามีความกังวลใจจนแม้แต่สตีวี่ก็รู้สึกได้ สำหรับแมกซิมิเลียนปฏิกิริยานั้นชัดเจนจนจริงๆแล้วเขาไม่ควรต้องถามด้วยซ้ำว่า ” เจ้านั่นใช่มั้ย ” ความขุ่นเคืองเจือมาในน้ำเสียงแม้เขาจะพยายามอย่างหนักที่จะปิดบัง

เด็กชายได้แต่ตอบว่า ” ครับ ” แต่เขาก็ยังนั่งอยู่ตรงนั้น พยายามทำเหมือนเขาจะป้อนข้าวให้เด็กน้อยต่อแม้ขณะที่มือของเขาเย็นเยียบไปด้วยเหงื่อแล้วทั้งสองข้าง

แมกซิมิเลียนจึงดึงสำรับอาหารไปจากเขา ” เจ้ารีบไปเถอะ “

” แต่- “

” รีบไปเถอะน่า ” เด็กหนุ่มบอกอย่างรำคาญ ” ปล่อยให้ไอ้นกนั่นร้องอยู่นานๆ เดี๋ยวใครรำคาญมันก็สอยมันร่วงเสียหรอก ” แล้วเขาก็หันไป พยายามทำเหมือนไม่ใส่ใจเด็กชายอีกต่อไป เป็นสัญญาณที่ชัดแจ้งว่าเขาไปได้แล้ว

” ขอบคุณนะครับ ” อาร์เซนกล่าวเสียงแผ่ว ก่อนจะตรงไปที่โรงนาในทันที

สิ่งที่เขาเปิดเข้าไปพบในโรงนาแห่งนั้นคือความมืด มันทำให้ดวงใจของเด็กชายหล่นร่วงลงไปในกองฟางเหล่านั้นในทันทีที่เขาพบว่าสถานที่นั้นแสนจะเงียบงันว่างเปล่า สัตว์ทั้งหลายที่อาศัยอยู่ในที่นั่นก็เพียงแค่พักผ่อนไปตามธรรมดาไม่มีท่าทีว่ามีใครเข้ามารบกวนเลยเม้แต่น้อย แม้ความผิดหวังจะกลุ้มรุมมากเพียงใดอาร์เซนก็ยังพยายามข่มใจให้สงบ ดวงตามองไปในทุกเงามืดที่ปรากฏเผื่อว่าพี่ชายของเขาจะอยู่ที่นั่น

แต่ไม่มีสิ่งใดเคลื่อนไหวนอกจากวัวที่ไกวหางไล่แมลงไปมา ยิ่งนานเข้าความหวังของเขายิ่งริบหรี่ลงทุกที เขาอดคิดไม่ได้ว่ามันเป็นเพราะเขามาช้าเกินไป พี่ชายคงไม่อาจรอเขาได้แล้วและจากไป เด็กชายได้แต่ถอนใจ แต่ก่อนที่เขาจะเดินไปถึงประตูโรงนา อุ้งมือหนึ่งก็เอื้อมมาปิดปากเขาไว้ขณะที่อีกข้างรัดเขาจะด้านหลังดึงเขาเข้าไปในเงาโดยไม่เปิดโอกาสให้ดิ้นหลุดไปได้ เสียงแผ่วเบาบอกเขาว่า ” ข้าเอง “

ความตึงเครียดพลันหายไปจากตัวเด็กชาย ทันทีที่มือคู่นั้นปล่อยจากตัวเขาอาร์เซนก็หันกลับไปกอดเด็กหนุ่มเสียเต็มรัก แล้วมีหรือที่พี่ชายจะไม่เข้าใจความรู้สึกของคนเป็นน้องในเวลาเช่นนี้ ” พี่ขอโทษ ” เขาว่าขณะที่กอดน้องชายไว้แน่น เขาไม่รู้จะพูดอะไรอีกนอกจาก ” พี่ขอโทษจริงๆ อาร์เซน “

แต่เด็กชายก็เพียงแค่ถอยออกมาแล้วส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้ม ” ขอโทษอะไรครับ ไม่มีอะไรเสียหน่อย “

สำหรับซาร์คเองเขาไม่เคยคิดว่ารอยยิ้มนั้นจะทำให้เขาปวดใจถึงขนาดนี้ ” เจ้าซูบไปเยอะเลยนะ ” เขากล่าว เหมือนพยายามจะเปลี่ยนเรื่องไปให้ไกลจากความรู้สึกผิดที่กลุ้มรุมอยู่ในตอนนี้ ความคิดถึงในดวงตาของน้องชายทำให้เขาตระหนักได้ว่ามันยาวนานเพียงใดแล้วที่พวกเขาไม่ได้เจอกัน นั่นคือช่วงเวลาที่เด็กชายต้องต่อสู้ตามลำพัง

กระนั้นอาร์เซนก็ยังยิ้ม ” พี่ก็เหมือนกัน ” เขาตอบ การกอดเพียงครั้งเดียวบอกอะไรหลายอย่างเกี่ยวกับเจ้าของร่างนั้น เขารู้ว่าซาร์คผอมลง ท่าทางอิดโรยมากว่าแต่ก่อนจนรู้สึกได้ แล้วมันจะเป็นเพราะอะไรเสียอีกถ้าไม่ใช่เพราะทหารม้าที่คอยป้วนเปี้ยนอยู่ทั่วเขตที่ดินของเมริสมา และคงไม่มีเรื่องอื่นอีกที่จะทำให้เด็กหนุ่มเสี่ยงมาหาเขาทั้งที่ศัตรูวนเวียนอยู่ทั่วเขตบ้านหลังนี้ ” พี่มาเพราะเรื่องนักโทษใช่ไหมครับ “

ชั่วขณะหนึ่งคือความเงียบ ก่อนที่ผู้พี่จะยักหน้า ความรู้สึกผิดจุกอยู่เต็มคอขณะที่ทำเช่นนั้น แต่อาร์เซนก็ไม่ได้ตัดพ้อ ตรงกันข้ามประกายตาของเด็กชายพลันมีแววมุ่งมั่นขึ้นทันตาความกังวลทำให้เด็กหนุ่มถาม ” เจ้าคงไม่ได้ไปที่เรือนสวนมาหรอกใช่มั้ย “

สำหรับคำถามนั้นเด็กชายส่ายหน้า เขาไม่ได้ไปก็จริง แต่ว่า ” แต่ข้าพอรู้อะไรเกี่ยวกับที่นั่นอยู่บ้าง คิดว่าคงพอเป็นประโยชน์ “

ใจจริงเขาไม่อยากจะดึงอาร์เซนเข้ามาเกี่ยวในเรื่องนี้ด้วยเลย แต่เขารู้ดีว่าตัวเองไม่มีทางเลือกมากนัก ถ้าเขาคิดจะช่วยเหล่านักโทษเขาก็ต้องพึ่งพาอาร์เซน ต้องเอาชีวิตของน้องชายมาเสี่ยงอย่างช่วยไม่ได้ และอาร์เซนก็รู้เพียงแต่การรู้เช่นนั้นเหมือนจะไม่ทำให้เขากลัวเลยแม้แต่น้อย ” ข้ารู้มาว่าคนพวกนั้นจะย้ายนักโทษออกจากที่นี่ในไม่ช้านี้ พวกนั้นพาคนเข้ามาเรื่อยๆจากหมู่บ้านต่างๆจนตอนนี้คนเริ่มมากแล้ว แต่ข้าเองก็ไม่แน่ใจว่ามันจะย้ายไปที่ไหนแต่น่าจะเป็นแถบนี้ “

ซาร์คหน้าเครียดขึ้นมาทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น ” เจ้ารู้หรือเปล่าว่าเมื่อไหร่ “

เด็กชายส่ายหน้า ” ข้าไม่รู้ แต่คิดว่าอีกไม่นานน่าจะเห็นสัญญาณอะไรบ้าง หลังจากที่ท่านโจมตีขบวนนักโทษกลางทางพวกนั้นก็ระมัดระวังตัวมากขึ้น ยังไงต้องเตรียมการพิเศษแน่ถ้าพวกนั้นจะย้ายนักโทษอีก “

เรื่องนั้นเด็กหนุ่มเห็นด้วย แต่นั่นหมายความว่าเขาต้องรอต่อไปอีก

ความร้อนใจบนใบหน้าของพี่ชายทำให้เด็กชายนึกขำ เขารู้ดีว่าซาร์คคงอยากจะบุกเข้าไปชิงตัวนักโทษทุกคนออกมาเสียตั้งแต่ตอนนี้ติดแต่ว่าเขารู้ดีว่ากำลังของตัวเองไม่อาจรับมือการปะทะนั้นได้ เขาต้องการเวลา แผนการณ์และจังหวะที่เหมาะสม ยิ่งเวลายืดยาวออกไปคนที่ทรมานยิ่งเพิ่มขึ้นและนั่นคือความจริงที่กัดกร่อนจิตใจของเด็กหนุ่มอยู่ในตอนนี้ สิ่งที่เด็กชายทำได้ในตอนนี้มีเพียงการให้กำลังใจ เขาจับท่อนแขนทั้งสองของพี่ไว้ก่อนจะจ้องตรงไปในดวงตาสีเทาคู่นั้น ” ถึงพี่จะชิงตัวพวกเขาตอนนี้ก็ไม่ได้ช่วยคนที่จะถูกพาตัวมาในวันต่อๆไปหรอกครับ ไม่ว่าท่านจะพยายามขนาดไหนพวกทหารม้าก็คงไม่หยุด ” เขากลืนน้ำลายขณะที่กล่าวเช่นนั้น

…ข้าอยากให้ท่านทำใจว่าไม่ว่าจะพยายามขนาดไหนก็ไม่ใช่ทุกคนที่ท่านช่วยไว้ได้…

บางอย่างในอกของซาร์คเจ็บขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ และมันปรากฏชัดสำหรับเด็กชาย เขาเข้าไปกอดพี่ชายไว้ในทันที ” ข้ารู้ครับว่าท่านทำดีที่สุดแล้ว ” แต่ซาร์คก็เพียงแค่เงยหน้าเหมือนอยากจะหลบสายตาแล้วไม่พูดอะไร

***
มันเป็นเวลานานพอควรก่อนที่อาร์เซนจะกลับออกมาจากโรงนา เขาขัดบานประตูนั้นอย่างใจเย็นเหมือนมันเป็นวันธรรมดาวันหนึ่ง แล้วตรงกลับไปที่บ้านด้วยย่างก้าวที่รวดเร็วและมั่นคง แต่มันก็ต้องชะงักเมื่อเขาเห็นใครคนหนึ่งอยู่ที่บานประตู ชุดกระโปรงที่ดูประณีตนั้นทำให้เขารู้โดยไม่ต้องมองหน้าด้วยซ้ำว่าเป็นใคร ” มาทำอะไรครับคุณหนู “

อนาสตาเซียก็เพียงแค่มองเขาด้วยดวงตาที่เย็นชาและเยาะหยันเช่นที่เป็นเสมอมา ” ข้าก็แค่สงสัยว่าเจ้าออกไปพบใครค่ำๆมืดๆ “

แต่อาร์เซนก็ไม่ได้ใส่ใจความสนอกสนใจของหล่อนนัก ” ข้าไปปิดโรงนาน่ะครับ “

” เหรอ มืดๆอย่างนี้เนี่ยนะ ” หล่อนยิ้มน้อยๆ ” คงไม่ใช่ว่าเจ้ากำลังสมคบพบปะกับใครที่ต้องปิดไว้เป็นความลับหรอกนะ “

แต่แทนที่จะเห็นแววสั่นไหว ใบหน้าของอาร์เซนกลับนิ่งงัน ” คุณพยายามพูดอะไร ” ทั้งน้ำเสียง แววตาของท่าทางของเด็กชายเหมือนจะกระตุ้นบางอย่างในตัวหญิงสาวขึ้นมาทัน มันคือความหงุดหงิดรำคาญใจต่อท่าทางที่ดูเย่อหยิ่งทรนง ท่าทีเดียวกันกับแมกซิมิเลียน

” เจ้าไปพบพี่ชายมาหรือ “

คำถามนั้นทำให้อาร์เซนเงียบอยู่ครู่หนึ่ง แต่กลับไม่ได้ทำให้เขาสั่นไหว ” ทำไมคุณหนูถึงคิดแบบนั้นล่ะครับ “

” ก็ไม่มีอะไรหรอก ข้าเพียงแค่คิดว่าคนที่เจ้าจะยินยอมออกไปพบยามมืดค่ำในที่ลับหูลับตาคน ก็คงไม่แคล้วเจ้าโจรกบฏนั่นหรอก จริงมั้ย? ” หล่อนยิ้มละไม ” สมคบกับกบฏนี่เรื่องใหญ่นะ “

ที่ทำให้หล่อนตกใจคงเป็นแววตาที่ปราศจากความกลัวของอาร์เซนขณะที่เขาก้าวเข้ามาหยุดยืนตรงหน้าหล่อน ดวงตาคู่นั้นจ้องมองหล่อนไม่กะพริบ ตัวของเขาเหมือนจะสูงใหญ่ขึ้นกะทันหันขณะที่เขาจ้องมอง นิ่งเงียบและกดดัน ” แล้วคุณจะบอกคุณแม่คุณอย่างนั้นหรือครับ ” เขากล่าวเรียบๆ ” คุณน่าจะรู้ตัวได้แล้วนะครับว่าคุณกำลังเล่นเกินไปแล้ว ในตอนนี้คุณผู้หญิงเหนื่อยมากกับเรื่องที่เกิดขึ้นและท่านย่อมรู้ดีว่าเมริสมากำลังเสี่ยงมาก สิ่งสุดท้ายที่ท่านจะอยากได้ยินคงเป็นคำพูดพล่อยๆว่าใครซักคนในบ้านนี้เป็นกบฏ เพราะต่อให้คุณผู้หญิงลงโทษคนๆนั้นอย่างไร เมริสมาทั้งตระกูลก็ต้องโดนลากเข้าไปเกี่ยวด้วยอยู่ดี ข้าคิดว่าคุณหนูคงฉลาดพอจะเข้าใจเรื่องนี้ได้นะครับ “

แล้วเขาก็มองหล่อนด้วยสายตาของผู้ใหญ่ที่กำลังมองตำหนิเด็กเล็กๆที่เล่นแผลงๆไม่เข้าท่า มันทำให้ลำคอของหล่อนตีบตันด้วยความหงุดหงิดโมโหที่ไม่ได้รู้สึกมานาน มันเหมือนตอนที่แมกซิมิเลียนโตขึ้น ตอนที่หล่อนเริ่มตระหนักได้ว่าหล่อนไม่อาจควบคุมรังแกน้องชายได้ตามใจชอบอีกต่อไป แววตาของอาร์เซนก็เหมือนของแมกซิมิเลียนในตอนนั้น ความอดทนสงบนิ่งมั่นคงก็ไม่ต่างอะไรกัน ท่าทางที่บอกชัดๆอยู่ว่าหล่อนไม่อาจเอาชนะเขาได้อีกต่อไป

อาร์เซนโตขึ้น และเอาชนะหล่อนแบบเดียวกับที่แมกซิมิเลียนทำ

” ข้าว่าคุณหนูขึ้นนอนดีกว่านะครับ ” เขากล่าวก่อนจะลั่นดาลประตู ” เป็นสาวเป็นนางลงมาพบผู้ชายยามมืดค่ำมันไม่งามหรอกนะ ” พูดจบเขาก็เดินจากไปโดยไม่แม้กระทั่งมองมาทางหล่อน เขาจึงไม่ได้เห็นสีหน้าของอนาสตาเซียที่ดูราวกำลังจะกรีดร้องให้ขาดใจตายไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด

***
หลังคาของบ้านเมริสมาเริ่มหายไปท่ามกลางยอดไม้ กระนั้นเด็กหนุ่มก็ไม่วายเหลียวกลับไปมองอยู่หลายครั้ง ทุกครั้งเขาต้องหักใจหันกลับมาเมื่อเพื่อนตบบ่าของเขาเบาๆ ” ข้าไม่เป็นไร ” เขาบอกเมื่อเห็นความเป็นห่วงเป็นใยในแววตาของคนเหล่านั้น แต่ถึงเขาจะพูดแบบนั้นก็ใช่ว่าจะทำให้พวกเขาแช่มชื่นขึ้น

” ข้าเข้าใจครับ ” ชายหนุ่มคนหนึ่งว่าก่อนจะบีบไหล่นั่นเบาๆ ” พวกเราจะคอยจับตาดูไว้ ท่านไม่ต้องห่วง “

ไม่ต้องห่วง พูดง่ายแต่ทำยากกว่ากันหลายเท่า ไม่ว่าสุดท้ายผลจะออกมาเป็นอย่างไร การเคลื่อนไหวจะกลายเป็นชนวนที่รุนแรง ทหารม้าจะยิ่งพยายามตามหาพวกเขาขณะที่ชาวบ้านคือคนที่ต้องรับเคราะห์กรรมเมื่อราชสำนักพลิกแผ่นดินกวาดล้างโจรกบฏให้สิ้นซาก ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร เขารู้ดีว่าต่อจากนี้จะไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกแล้ว

***
TBC in Chapter 7

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 26 other followers

%d bloggers like this: