A Fairytale: อาณาเขตแห่งเหยี่ยว บทที่ 1

Title: A Fairytale
Book I: อาณาเขตแห่งเหยี่ยว (The Land of the Hawks)
Author: vekin
Rate: PG-13
Warning: คนเขียนอ่อนคำราชาศัพท์เป็นอย่างยิ่ง ต้องขออภัยในความผิดพลาดมา ณ ที่นี้

***บุคคล เหตุการณ์และสถานที่ในเรื่องล้วนสมมติขึ้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องพาดพิงกับบุคคลและเหตุการณ์จริงแต่อย่างใด***

Chapter 1

####################################################

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ยังมีอาณาจักรไกลโพ้นอาณาจักรหนึ่งซึ่งปกครองโดยพระราชาผู้ทรงธรรมและพระราชินีผู้เลอโฉม ทั้งสองมีพระโอรสด้วยกันพระองค์หนึ่งซึ่งทรงพระปรีชายิ่งแต่วัยเยาว์ เป็นที่รักใคร่ของผู้คนเป็นอย่างยิ่ง แต่อนิจจา พอเจ้าชายน้อยเจริญวัยได้เพียง 7 ชันษา พระมารดาผู้งดงามก็สิ้นพระชนม์ลงกะทันหัน ด้วยห่วงพระโอรสน้อยจะขาดแม่ พระราชาผู้โศกเศร้าจึงอภิเษกกับหญิงงามนางหนึ่งซึ่งพรั่งพร้อมด้วยรูปโฉมและสติปัญญาเพื่อหวังให้มาเป็นพระมารดาของพระโอรสน้อย ราชินีองค์ใหม่ทรงรักใคร่พระโอรสเป็นอันดี อุ้มชูเลี้ยงดูจนพระองค์เติบใหญ่

หากเรื่องที่ขึ้นต้นด้วยดีนี้จะจบลงอย่างมีความสุขได้ก็คงจะดี….

ว่ากันว่าเวลาที่วังหลวงจะมีเสียงเอะอะมะเทิ่งที่สุดคือยามเช้าตอนที่พระอาจารย์ทั้งหลายพยายามลากตัวพระโอรสไปทรงพระอักษรให้จงได้ ถ้าเป็นเรื่องรบพุ่งออกแรงก็ว่าไปอย่างแต่ถ้าเป็นภาคทฤษฎีที่ไม่ทรงโปรดเป็นอย่างยิ่งแล้วละก็ หาที่ไหนก็หาไม่เจอ

ยิ่งวิชารัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์และกฎหมาย ดูจะเป็นวิชาที่ทรงเกลียดเป็นพิเศษ

” การปกครองเป็นวิชาที่สำคัญยิ่งนะพระเจ้าคะ ” เป็นคำทักท้วงของพระอาจารย์ที่กล่าวกับพระมารดาทุกครั้งที่พระโอรสทรงหนีเรียนโดดร่มไปไหนต่อไหน

แต่พระนางไม่แม้กระทั่งจะแลตาขึ้นมาจากผ้าปักในพระหัตถ์ด้วยซ้ำ ” ถ้าลูกข้าจะไม่ชอบมันก็ช่วยไม่ได้ดอก ท่านอำมาตย์ ใจใครก็ใจเขา ข้าจะไปบังคับให้เขาชอบได้อย่างไร ”

” นี่ไม่ใช่เรื่องของการชอบไม่ชอบนะพระเจ้าคะ ” พระอาจารย์ถอนใจอย่างหัวเสีย ” ในฐานะรัชทายาทท่านอาวดริคจะต้องสามารถทั้งในการรบและการปกครองบริหารบ้านเมือง มันเป็นหน้าที่ ”

ในตอนนั้นเองที่ราชินีผู้เลอโฉมทรงผินพระพักตร์ขึ้นมาพร้อมรอยยิ้มน้อยๆบนใบหน้าพลางกล่าวว่า ” ถ้ากษัตริย์ต้องสามารถถึงขั้นนั้นได้ แล้วตอนนี้พวกท่านทำอะไรกันอยู่มิทราบ ”

ขุนนางคนไหนได้ยินก็สะอึกทั้งนั้น

ความชะงักงันนั้นทำให้พระนางได้ทีก้มพักตร์ตัดการสนทนา ” ลูกข้ากลับมาเมื่อไหร่ข้าจะให้นางกำนัลไปเรียนให้ท่านทราบ ตอนนี้เชิญท่านไปพักผ่อนเสียก่อนเถอะ ”

เมื่อเป็นเช่นนั้น พระอาจารย์ก็ได้แต่เต้นเร้าๆอยู่ข้างในไม่รู้จะพูดอะไรอีก นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เจ้าชายทรงหนีหายไปแบบนี้แล้วหนีไปทีไรองค์ราชินีก็ทำไม่รู้ไม่เห็นปล่อยเรื่องนี้ไปเสียทุกครั้ง ตอนเจ้าชายยังทรงพระเยาว์ยังไม่เท่าไหร่ แต่ตอนนี้อายุปาเข้าไปร่วมยี่สิบสองอย่างนี้จะยังทำตัวแบบนี้มันก็กระไร

ถ้าเพียงองค์ราชายังทรงพระพลานามัยแข็งแรงเหมือนเมื่อก่อนก็คงจะดี….

***
ความจริงมันก็ชัดเจนอยู่ว่าการหนีเรียนไม่ใช่สิ่งที่ราชนิกูลพึงกระทำแม้ในขณะที่เจ้าชายทรงแน่พระทัยเป็นอย่างยิ่งว่าเมื่อเสด็จกลับไป จะได้ยินเพียงเสียงบ่นอุบอิบจากพระอาจารย์ผู้ไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่าการบ่นรำพึงไปอีกสองสามวันด้วยความขัดข้องใจแล้วการเรียนก็จะเป็นไปตามปกติเหมือนที่เคย ความจริงในครั้งแรกที่ทรงโดดเรียนพระองค์คาดว่าจะต้องถูกทำโทษอย่างแน่นอนที่สุด แต่ดูเหมือนลับหลังพระองค์นั้นพระมารดาจะช่วยเจรจาจัดการเรื่องการทำโทษจนเรียบร้อยก่อนพระองค์จะทันกลับไปถึงประตูปราสาทเสียอีก

…พระมารดา… ไม่หรอกนั่นไม่ใช่พระมารดาของพระองค์

พระมารดาที่พระองค์จดจำได้เป็นคนที่ลงไม้เรียวกับพระองค์ด้วยองค์เองเมื่อพระองค์หนีเรียน เป็นคนที่สั่งกักบริเวณพระองค์เมื่อพระองค์ไปทะเลาะกับลูกขุนนางที่เรียนอยู่ในชั้นเรียนเดียวกัน พระมารดาเป็นหญิงงามที่มีพระเกศาสีคล้ำเข้มและพระอุระมีกลิ่นหอม รวมทั้งเป็นคนที่อดตาหลับขับตานอนเฝ้าอยู่ข้างเตียงเมื่อพระองค์ประชวร

ราชินีองค์นี้ไม่เหมือนพระมารดาของพระองค์ พระนางมีพระเกศาสีอ่อน ทั้งกายมีกลิ่นหอมละมุนละไม มีรอยยิ้มอ่อนหวานและถ้อยคำปลอบโยน และไม่เคยทำโทษพระองค์แม้แต่ครั้งเดียว

” การกระทำของเจ้าย่อมเป็นสิ่งที่ใจเจ้าเลือก จงเลือกโดยรับฟังความต้องการของตนเองดูเถิด ” เป็นสิ่งที่พระนางสอนและพระองค์ยึดถืออยู่ในตอนนี้

เพราะอย่างนั้นเช้าวันนี้พระองค์จึงขึ้นทรงบนม้าตัวโปรดควบขี่ออกจากปราสาทไปตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสาง ทหารยามเป็นอันต้องงงงันแต่ก็ยอมปล่อยให้พระองค์ไปตามคำสั่งโดยไม่มีใครติดตาม ในที่สุดหลังจากหลายต่อหลายครั้งที่พระองค์ต้องเสียเวลาตรัสบอกพวกเขาว่าจะไปฝึกม้าในทุ่งหญ้าพวกเขาก็ชินแล้วเลิกถาม เพราะอย่างไรเสียถ้าเจ้าชายกลับมาก่อนพลบค่ำพวกเขาก็ไม่มีทางคอขาดแน่นอน

แต่ความจริงเรื่องฝึกม้าก็ไม่เชิงว่าจะเป็นเรื่องจริงเสียทีเดียวดอก พระองค์เพียงโปรดการควบม้าเต็มกำลังบนทุ่งหญ้าโล่งกว้างที่ทำให้เห็นทิวทัศน์ของเมืองได้ถนัดตา นั่นไงปราสาทของพระองค์ นั่นไงอาณาจักรของพระองค์ เมืองนั่น ทุ่งหญ้า ป่ากว้างและภูเขา

สิ่งที่พระองค์ชื่นชอบที่สุดคงเป็นความรู้สึกของการอยู่คนเดียวอย่างแท้จริง

แต่ก็ไม่เชิงได้อยู่คนเดียวหรอก พระองค์ดำริกับองค์เองขณะที่เหลือบพระเนตรมองม้าคู่พระทัย นางม้าสีขาวเหลียวมองราวกับรู้ว่าพระองค์ทรงแลอยู่

“เหนื่อยแล้วหรือ ราพุนเซล ” พระองค์ถามส่วนเจ้าม้าก็ยักคอทำเสียงฮึดฮัดเหมือนจะเป็นการตอบว่าใช่

ในเวลาเช่นนั้นพระองค์ก็ทรงลงจากหลังม้าแล้วจูงพามันไปที่ลำธาร ที่ซึ่งพระองค์จะประทับอยู่บนโขดหินขณะที่ม้าของพระองค์ดื่มน้ำดับกระหายและพักผ่อน แล้วอีกครึ่งวันก็อาจจะหมดไปกับการนอนมองท้องฟ้าสีครามสดใสที่อยู่เหนือพระองค์ขึ้นไป

อาจจะร้อนไปหน่อยแต่ยังไงก็ดีกว่าปราสาททึมทึก ดีกว่ากันมากเลย

เพียงแต่วันนี้ดูเหมือนราพุนเซลจะร้อนใจ มันวิ่งไปมาทำเสียงฮึดฮัดและร้องอยู่สองสามครั้งจนพระองค์ต้องถามว่าเป็นอะไร แต่มันยังคงทำท่าเดิม หมุนกายไปมาอย่างร้อนรนราวกับกำลังมีบางสิ่งใกล้เข้ามา เพราะอย่างนั้นพระองค์จึงรีบขึ้นทรงม้าแล้วปล่อยให้ราพุนเซลควบไป สัตว์ย่อมมีสัญชาตญาณในการหลบหนีอันตราย และไม่ว่ามันจะเป็นอะไรพระองค์เชื่อว่ามันจะหลบพ้นได้

เพียงแค่ไม่กี่อึดใจหลังจากที่นางม้าออกควบไปเจ้าชายก็ทอดพระเนตรเห็นเงาร่างท่ามกลางทุ่งหญ้านั้นออกเคลื่อนไหวติดตามพระองค์ ไม่ใช่เพียงเงาเดียวแต่ถึงสามสี่เงากระจายตัวอยู่โดยรอบ พระองค์แทบจะแน่พระทัยเลยว่าพวกมันเป็นมือสังหาร

นี่ก็ไม่เชิงว่าเป็นครั้งแรก ทั้งพระบิดาและองค์ราชินีทรงเคยเป็นเป้าของการลอบสังหารมาก่อน แต่ตอนนี้ดูเหมือนพวกนั้นจะเริ่มหมายตาพระองค์ไว้แล้ว ทั้งที่อุตส่าห์ออกห่างจากเรื่องการเมืองแล้วเชียวนะ

พระองค์ชักสายบังเหียนเร่งฝีเท้าขึ้นเต็มกำลัง ถ้าที่ไหนจะสลัดพวกมันหลุดได้ก็คงต้องในป่า แต่อย่าให้พวกทหารรักษาพระองค์รู้เข้าเป็นอันขาด พวกนั้นคงลมจับที่พระองค์เอาตัวเองเข้าไปในสถานที่ที่ง่ายต่อการวางกับดักขนาดนั้น

แต่ชายป่านี้เป็นที่ชำนาญของพระองค์ อาวดริคมั่นพระทัยมากว่ายังไงไพ่ก็เหนือกว่า

การไล่ล่าลำบากขึ้นอย่างชัดเจนในป่าซึ่งเต็มไปด้วยไม้พุ่มและร่องหลุม ใครที่ไม่ชำนาญพื้นที่อาจจะถึงกับตายได้ในที่แบบนี้ ว่ากันตามจริงพระองค์เองก็ไม่มั่นใจนักหรอกว่าจะสามารถรอดจากที่นี่ไปได้ปลอดภัยครบสามสิบสองดี เพราะต่อให้ชำนาญก็ไม่ใช่เจ้าถิ่น ต่อให้รู้เส้นทางอยู่บ้างก็ไม่รู้สัญญาณของความเปลี่ยนแปลง

และคงเพราะอย่างนั้นพระองค์ทรงหลุดเข้าไปในเขตป่าทึบตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทรงทราบ ราพุนเซลเองก็แสดงความตื่นตระหนกอย่างชัดเจนเมื่อมันไม่สามารถวิ่งได้โดยสะดวกเช่นก่อนหน้า พระองค์ทรงรู้ว่าไม่มีทางหันหลังกลับ มีแต่ควบเข้าไปแล้วหาทางออกกันภายหลัง

แต่เจ้าชายประเมินสถานการณ์ผิดถนัด นี่ไม่ใช่ที่ม้าจะมาวิ่ง ย่อมไม่ใช่ที่ของคนที่ไม่รู้เหนือใต้ของป่านี้ ม้าที่เป็นตัวช่วยในครั้งแรกกลายเป็นตัวถ่วงไปในทันที ในที่แบบนี้มันขึ้นกับเวลาเท่านั้นก่อนที่พระองค์จะถูกพวกนักฆ่าตามจับได้

อย่างแรกที่พระองค์คิดจะทำคือหาที่มั่น ที่ๆจะทำให้พระองค์สามารถตั้งรับได้ดีขึ้นและราพุนเซลจะปลอดภัย ถ้าสามารถหาได้ทันเวลาละก็…

การจู่โจมแรกมาเร็วกว่าที่พระองค์ทรงคาดไว้ และจู่โจมโดยหวังสังหารพระองค์ในคราวเดียว ไม่รู้จะเรียกว่าเคราะห์ดีหรือเปล่าที่ราพุนเซลโจนออกไปทำให้มือสังหารตั้งใจดอดเข้ามารัดพระศอจากด้านหลังพลัดม้าไปอย่างรวดเร็ว

แต่นั่นคงหมายความว่าคนอื่นๆมาถึงแล้ว ความระแวดระวังองค์จึงเพิ่มขึ้นขณะที่พระองค์ชักดาบออกมาเตรียมพร้อมอยู่ข้างตัว

แต่แล้วก็ไม่มีใครปรากฏตัวขึ้น ทั้งป่านั้นเงียบสงัดราวกับไม่มีสิ่งมีชีวิตใดหลงเหลืออยู่ในที่นั่น ถ้าอะไรจะทรมานพระองค์ได้มากที่สุดก็คงเป็นการไม่เกิดอะไรขึ้นนี่เอง

หลังจากพักใหญ่ที่ทรงถือดาบไว้นิ่ง สายตาจ้องไปเบื้องหน้าหากแต่ผัสสะทั้งมวลกำลังระแวดระวังไปรอบทิศ ที่สำคัญพระองค์ยังมีราพุนเซลอีกทั้งตัว ถ้าเกิดอะไรขึ้น…

แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น อยู่ต่อไปก็จะทำให้พระประสาทกินเอาเสียให้ได้ ดังนั้นสิ่งแรกที่เจ้าชายดำริคือควบม้าออกไปจากที่นี่ให้ได้

แต่ทันทีที่ม้าออกตัวกับดักก็เริ่มทำงาน ตาข่ายใหญ่ถูกเหวี่ยงออกมายึดนางม้าเอาไว้ในทันที แต่ในเวลาไม่นานอาวดริคก็ตัดมันออกได้โดยทรงหารู้ไม่ว่า…

ในพริบตานั้นร่างหนึ่งลงมานั่งเบื้องหลังพระองค์ เชือกไหมเส้นเล็กโอบรัดพระศอไว้ในบัดดล ทั้งเล็กทั้งบางทั้งเหนียว ปลายนิ้วไม่อาจสอดเข้าไปช่วยได้แต่ก็ไม่ขาดเสียที

น้ำหนักบนหลังที่เพิ่มขึ้นกะทันหันทำให้ราพุนเซลตื่น นางม้าโจนออกไปเต็มแรงจนสะบัดทั้งสองร่วงจากหลังลงไปกองกับพื้นคนละทิศละทาง ช่วงเวลาเพียงสั้นๆที่เจ้าชายทรงเป็นอิสระก่อนที่นักฆ่าอีกสองคนจะเข้าจับพระองค์ยึดไว้กับพื้นดินที่ทั้งชื้นและเต็มไปด้วยหินขรุขระแหลมคม มือสังหารอีกคนรัดพระศอทันที

แต่ในตอนนั้นเองที่มีเสียงดังระงมขึ้นจากรอบทิศ ก่อนที่มือสังหารจะทันทำอะไร ท่อนไม้ขนาดใหญ่ก็ฟาดเข้าเต็มแรงจนพวกมันกระเด็นนอนแน่นิ่งกันไปคนละทิศละทาง

นั่นคือสิ่งสุดท้ายที่พระองค์ทรงจำได้ก่อนจะสิ้นสติไป

***
หากวันไหนจะมีโอกาสได้เห็นอำมาตย์ผู้ใหญ่พร้อมกันมากมายถึงเพียงนี้ก็คงเป็นวันที่เหล่าพระอาจารย์เกิดหมดความอดทนกับเจ้าชายขึ้นมาพร้อมๆกัน

” พวกเรารอกันมาทั้งวันแล้วนะพระเจ้าคะ ” อำมาตย์ท่านหนึ่งทูลองค์ราชินี ” ข้าทั้งหลายเกรงว่าความอดทนของพระองค์จะสูญเปล่า เจ้าชายคงไม่อาจมีวินัยใฝ่เรียนด้วยองค์เองได้โดยที่พระองค์ไม่ห้ามปรามทำโทษเสียบ้าง ”

นั่นทำให้พระนางทรงถอนใจเฮือกหนึ่งก่อนจะเงยพระพักตร์ขึ้นจากจดหมายที่นางกำนัลนำมามอบให้ก่อนหน้า ” ข้าต้องบอกท่านกี่ครั้งกันว่าหัวใจนั้นไม่ใช่สิ่งที่อาจบังคับได้ ท่านคิดว่าอาวดริคจะกลายเป็นเด็กที่วิเศษเลิศเลออย่างนั้นหรือถ้าข้าทำโทษเขา ”

” อย่างน้อยก็ดีกว่าตอนนี้พะย่ะคะ ” อำมาตย์อีกท่านกล่าว ” ท่านอาวดริคทำตามอำเภอใจเพราะมีพระองค์ให้ท้ายเสมอมา หากพระองค์เคร่งวินัยกับเจ้าชายมากกว่านี้อีกนิด เจ้าชายจะสามารถเป็นเจ้าชายที่งามสง่าได้อย่างแน่นอน ”

” งามสง่าอย่างนั้นหรือ ” องค์ราชินีทรงขมวดคิ้วพลางกำสรวล ” งามสง่า ท่านตีค่าความงามสง่าไว้สำหรับชายซึ่งเป็นทาสแห่งตนอย่างนั้น เขาผู้ซึ่งผูกมัดด้วยสถานภาพหน้าที่อย่างนั้นหรือ อย่าให้ข้าขำเลยท่านทั้งหลาย ท่านจะทำให้ลูกข้าเป็นตุ๊กตาที่ท่านเชิดได้อย่างนั้นหรือ ”

ทั้งห้องนั้นตึงเครียดในบัดดล

” คงไม่มีประโยชน์หรอกท่านทั้งหลาย ” อำมาตย์ผู้หนึ่งกล่าวขึ้น ” ข้าว่าเราไปทูลฝ่าบาทเองจะดีกว่า ”

” ท่านย่อมทราบว่าพระองค์ทรงมีพระพลานามัยไม่สมบูรณ์นัก ” องค์ราชินีตรัสเรียบๆ ” ท่านจะรบกวนพระองค์ด้วยความไร้ความสามารถของพวกท่านอย่างนั้นหรือ? ”

” ของเรา? ดูก่อน ถึงพระองค์จะเป็นราชินี แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า- ”

ในตอนนั้นเองที่พระนางทรงแย้มพระโอษฐ์อย่างละมุนละไมพลางกล่าวด้วยสุรเสียงที่อ่อนหวานว่า ” เพราะคนอย่างพวกท่านไม่ใช่หรือไง ฝ่าบาทจึงทรงทุกข์ใจจนเจ็บไข้เยี่ยงนี้ เพียงช่วยพระองค์ควบคุมองค์รัชทายาทยังไม่ได้ยังมีหน้ามากล่าวหาว่าเป็นเพราะข้าให้ท้าย แล้วไม่ทราบว่าพวกท่านมีกันตั้งมากมายไว้เพื่ออะไรเมื่อท่านไม่อาจอยู่เหนือกว่าข้าที่มีเพียงผู้เดียว ”

ฉับพลันในห้องนั้นก็เหลือเพียงความเงียบงัน อำมาตย์ชราเหล่านั้นทำได้เพียงถลึงตามองราชินีของพวกเขาด้วยความเจ็บปวดเหลือแสน เจ็บไม่ใช่ด้วยถ้อยความแต่เพราะไม่รู้เลยจริงๆว่าหากฝ่าบาททัดทานอย่างเดียวกันนี้เมื่อเข้าเฝ้ากันต่อหน้า พวกเขาจะเอาศีรษะไปไว้ที่ไหน

เหนืออื่นใดคือการตระหนักได้ว่าพวกเขาไม่อาจอยู่เหนือราชินีผู้นี้จริงๆ ไม่มีทางเลย

***
สิ่งที่ทำให้พระองค์รู้สึกตัวเป็นน้ำเย็นยะเยือกที่สาดมาบนใบหน้าเต็มแรงจนทำให้พระองค์สำลักอยู่นานสองนานทั้งที่ยังสะลึมสะลือ

” ยังไม่ตายจริงๆด้วยหัวหน้า ” เสียงจากด้านข้างกล่าวขึ้นด้วยความยินดี ” ไม่น่าเชื่อว่าจะโชคดีขนาดนี้ นี่มันเจ้าชายเชียวนะ ”

” ข้ารู้แล้วเจ้าไม่ต้องมาตื่นเต้นหรอก ” อีกเสียงหนึ่งกล่าวจากเบื้องหน้าพระองค์ เป็นเสียงที่เยาว์วัยเสียจนน่าตกใจ

แล้วที่นี่มันที่ไหนกัน

” แล้วท่านจะส่งจดหมายไปเมื่อไหร่ล่ะ คืนนี้เลยมั้ย? ”

” เจ้านี่ท่าจะบ้า เรายังไม่ได้ตกลงกันเลยไม่ใช่รึว่าจะเรียกเท่าไหร่ แล้วจะเขียนจดหมายยังไง ”

” โธ่…เอาซักครึ่งท้องพระคลังก็จบเรื่อง ”

เรียกค่าไถ่อย่างนั้นหรือ

การตระหนักรู้นั้นทำให้พระองค์พยายามขยับกายหนี แต่แทนที่จะพบหนทางสู่อิสรภาพ พระองค์กลับรู้สึกถึงเชือกป่านที่บาดเนื้อซึ่งมัดข้อพระหัตถ์ทั้งสองตรึงไว้กับไม้ มันทำให้สติของพระองค์กลับมาเต็มที่พร้อมเรียกเลือดจากเนื้อของพระองค์ไปพร้อมกัน

แต่อย่างน้อยตอนนี้ขอให้ลืมตา ลืมตาขึ้นก็พอ

” นี่เจ้าน่ะ ถ้าดิ้นมากนักระวังเอ็นข้อมือขาดเอานะ ” เสียงเยาว์วัยนั้นบอกพระองค์ ” นั่นป่านแก้วเชียวนะ เจ้าชาย ”

นั่นทำให้พระองค์หยุดดิ้นรนในทันที นัยน์ตาที่เคยปิดสนิทลืมขึ้นหวังทอดพระเนตรเจ้าของเสียงให้เต็มตา แต่ที่เบื้องหน้าพระองค์นั้น มีเพียงชายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับพระองค์คนหนึ่งกับเด็กหนุ่มเยาว์วัยคนหนึ่งซึ่งยืนกอดอกค้ำพระเศียรพระองค์อยู่ ในตอนนั้นเองที่ความรับรู้ของพระองค์กระจ่างชัดพอจะเข้าใจสภาพของตนได้ชัดเจน พระองค์กำลังถูกขึงพรืดกับต้นไม้เตี้ยๆ ข้อมือมัดติดไว้กับก้านท่อนใหญ่ สิ่งที่ทรมานพระองค์ที่สุดไม่ใช่ป่านแก้วที่บาดพระกรแต่เป็นการเอนกึ่งนั่งกึ่งนอนพิงกับต้นไม้นี้และอากาศที่หนาวจับจิต

” เจ้ายังจำตัวเองได้ใช่มั้ย? ” เด็กหนุ่มกล่าวพลางฉีกยิ้มยิงเขี้ยว ” เจ้าคือเจ้าชายอาวดริค พระโอรสของราชาลุดวิก ใช่หรือไม่ ”

พระองค์พยายามตรัสแต่ภายในพระศอแห้งผากจนต้องยักหน้า

ดูเหมือนอีกฝ่ายจะพอใจไม่น้อย แน่นอน เจ้าชายเป็นเหยื่อชั้นดี ยิ่งเป็นรัชทายาทเพียงองค์เดียวด้วยแล้ว

” แล้วนี่ใช่ของเจ้าใช่มั้ย? ”

สิ่งที่เด็กหนุ่มชูขึ้นให้ดูยิ่งย้ำให้สติของพระองค์แจ่มชัด ของที่กองอยู่เบื้องหน้านั้นมีทั้งเสื้อคลุม เสื้อนอก รองเท้าหนัง ดาบชั้นดีและเข็มขัด ของที่ล้วนบ่งบอกสถานะของพระองค์

จะบอกว่าพระองค์สะเพร่าที่แต่งองค์ออกมาเช่นนี้มันก็ไม่เชิงนัก เรียกว่าเป็นเพราะพระองค์ไม่เคยรู้สึกถึงความแตกต่างในการแต่งกายจนตอนนี้ เด็กหนุ่มเบื้องหน้าพระองค์แต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ทำจากผ้าเนื้อหยาบและเก่าปอน รวมทั้งขนและหนังสัตว์ที่ดูเหมือนยังไม่ได้ทำการฟอก

ต่อให้พระองค์มีแค่เสื้อลินินและกางเกงก็ยังดูรู้ว่าคนละชนชั้นกัน

” งั้นเรามาเริ่มการต่อรองกันดีกว่า ” เด็กหนุ่มกล่าว ” ไม่ทราบว่าจำนวนเงินในท้องพระคลังตอนนี้เป็นเท่าไหร่ ”

” ชื่อของเจ้าล่ะ ” พระองค์เค้นเสียงตรัสออกมา ” ข้าจะไม่เริ่มเจรจาถ้าไม่รู้ชื่อของเจ้า ”

นั่นทำให้เด็กหนุ่มเยาะยิ้มอย่างเหี้ยมเกรียม ” เข้าพระทัยอะไรผิดหรือเปล่าพะยะคะ คนที่ควบคุมที่นี่คือข้า ไม่ทราบว่าพระองค์ใช้ความรู้สึกส่วนไหนคิดว่าพระองค์สามารถย้อนถามข้าได้ ”

ชัดเจนแจ่มแจ้ง และทำให้พระองค์ค่อนข้างมั่นพระทัยว่าไม่ว่าคนผู้นี้เป็นใครย่อมไม่ด้อยด้วยการศึกษา

” ข้าจะถามอีกครั้ง ตอนนี้จำนวนเงินในท้องพระคลังเป็นเท่าไหร่ ”

” ข้าไม่รู้ ”

” ไม่รู้? ”

” ข้าไม่รู้ ”

เสียงสบถดังสนั่นตามด้วย ” เป็นเจ้าชายประสาอะไรวะ ”

” การเงินไม่ใช่ความสนใจของข้า พอใจรึยัง ”

” โอ้ พอใจมากเลยพะยะคะ ” เด็กหนุ่มกล่าวอย่างเย้ยหยัน ” ทีนี้ข้ารู้ล่ะว่าทำไมบ้านเมืองถึงวายป่วงได้ขนาดนี้ ”

อ้อ เพราะข้างั้นสิ? พระองค์ทรงเลิกพระขนง ” ไม่ใช่เพราะมันมีโจรต่ำช้าอย่างพวกเจ้าอาศัยอยู่ทั่วไปในเมืองนี้รึ? ”

ไม่ทันขาดคำพระองค์ก็ถูกดันจนติดต้นไม้ ไม่ใช่ด้วยอุ้งมือแต่ด้วยเท้าที่ยกขึ้นเหยียบอยู่ใต้พระศออย่างไม่เมตตาปรานีพร้อมกับเสียงร้องด้วยความตกใจของคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ชั่วครู่หนึ่งเด็กหนุ่มยันพระองค์ติดกับลำต้นไม้ไว้เช่นนั้นแล้วเพ่งมองด้วยดวงตาที่ไม่แสดงความสงสารสังเวชใดๆ

” ทั้งท่านทั้งข้า มันก็โจรทั้งคู่นั่นแหละ”

ก่อนที่พระองค์จะรู้สึกเหมือนขาดใจ เด็กหนุ่มก็ชักเท้ากลับแล้วเดินจากไปโดยไม่แม้เต่จะเหลียวมอง

***
” นั่นไม่ดีเลยนะครับ หัวหน้า ”

เด็กหนุ่มเหลียวจากหน้าต่างบานเล็กเข้ามาภายในห้องแคบๆของเรือนต้นไม้ สองฟากของห้องเป็นเพียงหนังสัตว์หรือผ้าที่กั้นแบ่งบริเวณในเรือนเล็กๆไว้เป็นพื้นที่ของคนหลาย ผ้าเหล่านี้ไม่กันเสียง ไม่ว่าใครพูดอะไรก็ล้วนได้ยินกันทั่วแต่ดูเหมือนชายหนุ่มตรงหน้าเขาจะไม่สนใจเรื่องนั้น เขาจะพูดเมื่อรู้สึกว่าต้องพูดไม่ว่าที่ไหน

เพราะอย่างนั้นเด็กหนุ่มจึงหันกลับมาและแสดงท่าว่าพร้อมรับฟัง ” ข้าทำอะไรไม่ดีหรือคีธ ”

” ไม่มีความจำเป็นเลยที่ท่านต้องทรมานเชลยแบบนั้น ” ชายหนุ่มที่ชื่อคีธพยักพเยิดออกไปนอกหน้าต่าง เขาเป็นชายหนุ่มร่างสูงใหญ่แต่มีใบหน้าที่แสดงความอ่อนโยน ในขณะเดียวกันก็เคร่งขรึมจริงจังกับเรื่องราวต่างๆมาก

ในฐานะที่พวกเขารู้จักกันมานาน เด็กหนุ่มสามารถเข้าใจการทักท้วงนี้ได้ ” เจ้าคิดว่าควรปฏิบัติต่อเขาให้ดีกว่านี้ใช่ไหม ตรวนเขา แต่ต้องให้เขามีอิสระพอจะกินอยู่ขยับร่างกาย ให้เขามีหลังคาคุ้มหัว ไม่ต้องนั่งหนาวในท่าที่ทำให้เมื่อยขบและมีแผลจากป่านแก้วบนแขนอย่างนั้นซิ ”

คีธไม่กล่าวอะไรนอกจากนั่งมองนิ่งเงียบ แทนการตอบว่า ท่านรู้นี่นา

นั่นทำให้เด็กหนุ่มถอนใจ ” ข้าทำไม่ได้ ”

” ทำไมครับ ”

เด็กหนุ่มเพ่งมองเขาเหมือนจะดำดิ่งเข้าไปถึงก้นบึ้งของบุคคลที่อยู่ตรงหน้า คีธเป็นอย่างนี้เสมอ ตรงไปตรงมาและซื่อตรงต่อความรู้สึกดีชั่วของตัวเอง

” เจ้าจำได้มั้ยว่าเราใช้ชีวิตอย่างนี้เพื่ออะไร ”

ชายหนุ่มนิ่งเงียบ

” ในตอนที่เรารวมตัวกันครั้งแรก ยังจำได้มั้ยว่าตอนนั้นเจ้าบอกข้าว่ายังไง ”

” ‘เมื่อกฎไม่อาจค้ำจุนผู้คน เราจำเป็นต้องอยู่นอกกฎเพื่อพวกเขา’ แต่นั่นย่อมหมายถึงการอยู่นอกกฎอย่างมีสติ ต้องมีกฎของตัวเอง ท่านซาร์ค ในตอนที่ท่านจับเชลยผู้นี้มา ข้าไม่เห็นกฎของท่าน ”

” กฎของข้าคือคนที่ทำคนอื่นอย่างม้าวัวต้องถูกกระทำอย่างม้าวัว ”

” แล้วตัวท่านเองล่ะ ท่านอยู่ภายใต้กฎนี้หรือเปล่า หรือท่านเป็นคนเดียวที่กระทำต่อผู้อื่นเยี่ยงม้าวัวได้โดยไม่เป็นไรเพราะท่านเป็นคนบัญญัติกฎนั้นขึ้นมา ”

นั่นทำให้เด็กหนุ่มนั่งนิ่งเงียบ ใบหน้าของเขากลายเป็นสีแดงพอๆกับสีผมของตนเอง ยากจะบอกมันเป็นความละอายหรือแค่ของขึ้น แต่เด็กหนุ่มก็ยังดื้อดึง

” เจ้าคิดว่าสุดท้ายจะมีคนสรรเสริญพวกเราเป็นวีรบุรุษหรือไง ”

คีธยังคงเงียบ

” ตอนนี้พวกเขารักเราเพราะเรามีสิ่งที่สามารถหยิบยื่นให้พวกเขาได้ เราปล้นชิงเจ้าพวกหมูสกปรกที่กินภาษีรีดนาทาเร้นราษฎรแล้วเอามันกลับไปให้พวกเขา นี่คือช่วงเวลาเดียวที่เราจะเป็นวีรบุรุษ แต่ท้ายที่สุดพวกเราก็เป็นโจร เจ้าคิดว่าพวกเขาจะรักเราได้นานแค่ไหนก่อนที่พวกเขาจะเริ่มหวาดระแวง เมื่อขุนนางไม่ฉ้อราษฎร์บังหลวงและกษัตริย์ดีงาม พวกเราก็จะไม่มีความหมาย เป็นแค่โจรที่ต้องถูกจำคุกขึ้นตะแลงแกงก็เท่านั้นแหละ คุณธรรมอะไร กฎเกณฑ์อะไร ของแบบนั้นไม่ได้เกี่ยวด้วยเลยซักนิด ”

ทั้งเรือนนั้นเงียบกริบ เงียบจนน่าอึดอัด เงียบจนขนลุก เห็นได้ชัดว่าทุกคนนั่งฟังแม้ว่าจะมองไม่เห็น พวกเขาทั้งหมดจมดิ่งไปกับภาพอนาคตที่น่าหดหู่ ไม่มีความหมาย นั่นคือสิ่งที่หัวหน้าของเขากำลังพูด พวกเขาจะไม่มีใครสรรเสริญแม้จะพยายามทำเลวเพื่อกรรมดี จะไม่มีใครมามองเห็นรับรู้

” ท่านกล่าวได้น่ากลัวมาก ” คีธว่าไปอย่างสงบ ” แต่ท่านก็ยังทำต่อไป ”

” เพราะข้าไม่ได้กลัวตะแลงแกงหรือเรือนคุก ถึงเวลานั้นจะให้ข้าชดใช้ก็ย่อมได้ แต่ไม่ใช่ตอนนี้ ไม่ใช่กับไอ้หมูพวกนี้ ที่ข้าทำนี่มันน้อยไปด้วยซ้ำสำหรับสิ่งที่พวกมันทำเอาไว้ ”

ฉับพลันที่กล่าวเช่นนั้น ดูเหมือนบรรยากาศของทั้งเรือนจะเปลี่ยนไป แม้แต่คีธซึ่งนั่งอยู่ด้วยสีหน้าที่ไร้อารมณ์ก็ต้องเผลอหลุดรอยยิ้มน้อยๆออกมา

” ท่านซาร์ค ” เขากล่าว ” ก็เพราะอย่างนี้ข้าถึงขอตามท่านไปจนสุดหล้าฟ้าเขียว ”

* * *
ค่ำคืนของวันนั้นคือความวุ่นวายสำหรับราชสำนักเมื่อรัชทายาทหนึ่งเดียวของอาณาจักรหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย มหาดเล็ก ทหารเวรยามและใครก็ตามที่อาจเกี่ยวข้องถูกจับสอบสวนหนักในทันที

สำหรับองค์ราชินี เรื่องนี้ทำให้พระองค์ทรงพระลมใส่เอาตรงนั้นจนนางกำนัลทั้งหลายต้องเข้าช่วยเหลือกันรีบด่วน แต่ไม่นานพระองค์ก็ฟื้นและทรงเข้ามาดูแลเรื่องนี้ในทันที

” ไม่มีใครทราบแน่ชัดพะยะคะว่าเจ้าชายเสด็จไปที่ใด ” เจ้าหน้าที่สืบสวนรายงานพระองค์ ” พวกเขารู้เพียงว่าพระองค์ทรงม้าตัวโปรดออกไป คาดว่าจะเป็นการฝึกม้าตามปกติ ”

” หรือโดนลักพาเพคะ ” นางกำนัลใส่ไฟ

” ข้ากลัวจะเป็นโดนลอบสังหารนะสิ ” พระนางตรัสห้วนๆด้วยความร้อนพระทัย ” มีความเคลื่อนไหวที่ผิดปรกติที่ใดบ้างไหม ”

” กำลังสืบอยู่พระเจ้าคะ ”

” ทำอย่างเงียบๆนะ ” องค์ราชินีกำชับ ” อย่าให้ใครรู้เรื่องนี้ มันเปราะบางเกินไป ถ้ามีใครที่รู้เรื่องพูดอะไรไปแม้แต่คำเดียว ข้าจะเอาหัวมันให้ขาด ”

นางกำนัลกับเจ้าหน้าที่ที่เข้าเฝ้ากลืนน้ำลายกันหลายกรึ๊บ จริงอยู่ที่องค์ราชินีโดยปกติทรงมีพระเมตตาไม่โปรดการลงโทษประหัตถ์ประหาร แต่พระนางก็ไม่ใช่หญิงโง่ พระนางรู้ดีว่าความโหดเหี้ยมมีไว้ใช้เมื่อใด

” แล้ว…จะให้กระหม่อมกราบทูลฝ่าบาทไหมพะยะคะ ”

” ไม่ต้อง ข้าจัดการเอง ” เป็นคำสุดท้ายก่อนที่พระนางจะให้พวกเขาออกไปเพื่อทรงอยู่ตามลำพัง

***
พระองค์เพิ่งทราบว่าอากาศในยามค่ำคืนสามารถทำให้ลมหายใจเป็นไอได้ ในครั้งแรกมันเป็นสิ่งแปลกใหม่ พระองค์ไม่เคยรู้ว่ามันสามารถหนาวเย็นได้เพียงนั้นแม้ขณะที่ไร้หิมะ และเพราะหนาวถึงเพียงนั้นความรู้สึกตื่นตะลึงก็ถูกแทนที่ด้วยความทรมาน มันเย็นจนเหมือนจะเข้าไปในกระดูก ทะลวงไปตามเส้นประสาท เย็นจนเหนือคำบรรยายของคำว่าเย็นที่ทรงประสบมา เย็นจนทั้งวรองค์สั่นไม่อาจทำอะไรได้

นี่เองความหนาว พระองค์เพิ่งรู้จักมันอย่างถึงเนื้อถึงหนังก็วันนี้ มันเข้าจับมือทักทายฉีกยิ้มให้ด้วยซ้ำ

ในเวลาเช่นนี้ไม่มีสิ่งใดที่ทำได้นอกจากทอดพระเนตรขึ้นไปบนท้องฟ้าและพยายามอย่างหนักที่จะไม่ทรงอุทิศเสี้ยวใดในความคิดของพระองค์ให้กับความรู้สึกหนาว พระองค์นึกถึงพระบิดา พยายามนึกถึงพระพักตร์วิตกกังวลของพระองค์ยามได้รับทราบข่าว องค์ราชินีคงอยู่ข้างๆช่วยเหลือพระองค์เมื่อพระโรคกำเริบจากความเครียด แต่พระองค์จะทรงตรัสว่า ไป ไปตามล่าพวกมัน ใครก็ตามที่ทำร้ายลูกข้า ไปเอาหัวมันมา

พระองค์จะส่งกองทัพมาช่วย แค่ต้องรอเท่านั้น แค่ต้องรอ

” บ้าเอ๊ย ” พระองค์สบถลั่น ด้วยแน่พระทัยว่ามีแต่พระองค์เท่านั้นที่ได้ยินและเข้าใจ พระองค์ช่างไม่ต่างอะไรกับคนบ้าที่คิดเสมอว่าโลกจะคลี่คลายไปในทางที่ดี เรื่องร้ายใดๆจะไม่เกิดขึ้นอยู่นานนัก

เห็นได้ชัดว่าพระองค์ไม่ต่างอะไรกับเด็กทารก พระองค์ไม่ต้องการทำอะไรเลย ไม่แม้กระทั่งช่วยตัวเอง พระองค์คิดว่าอำนาจที่อยู่สูงกว่าจะช่วย ใครๆก็คิดอย่างนั้นไม่ใช่หรือ แต่ในที่นี้ ในที่ที่ลมหนาวกำลังหัวเราะเยาะเย้ยพระองค์อยู่นี้ ความจริงที่น่าขมขื่นก็ปรากฏแก่พระองค์ด้วยถ้อยความง่ายๆ

…คนอ่อนแอไม่มีที่อยู่ อำนาจที่ให้การคุ้มครองนั้นไม่มีอยู่จริง…

และพระองค์ก็อ่อนแอ นั่นเป็นความจริง พระบิดาจะไม่ทรงส่งทหารกองมโหฬารมาเพราะต้องให้ข่าวเงียบ พระองค์รู้ความคิดของราชสำนักดี และเพราะพระองค์อ่อนแอ พระองค์ไม่สามารถช่วยตัวเองออกจากสถานการณ์นี้ได้ ไม่นานพระองค์คงตายดับไปก่อนที่จะได้รู้ว่าค่าตัวเป็นเท่าไหร่เสียอีก

ท่านพ่อไม่มาหรอก… เป็นสิ่งที่พระองค์เคยได้ยินที่ไหนซักแห่ง

***

TBC in Chapter 2

  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: