A Fairytale: อาณาเขตแห่งเหยี่ยว บทที่ 2

Title: A Fairytale

Book I: อาณาเขตแห่งเหยี่ยว (The Land of the Hawks)

Author: vekin

Rate: PG-13

Warning: คนเขียนอ่อนคำราชาศัพท์เป็นอย่างยิ่ง ต้องขออภัยในความผิดพลาดมา ณ ที่นี้

***บุคคล เหตุการณ์และสถานที่ในเรื่องล้วนสมมติขึ้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องพาดพิงกับบุคคลและเหตุการณ์จริงแต่อย่างใด***

Chapter 2

####################################################

” ไม่เชื่อแม่แล้วหนีออกไปเล่น แล้วนี่เป็นไข้เลยเห็นมั้ย ” สุรเสียงอันอ่อนหวานนั้นขับกล่อมพระองค์มาแต่ไหนแต่ไร ยามเจ็บไข้ก็เช่นกัน ภาพที่พระองค์คุ้นตาเสมอมาคือการเห็นพระมารดาประทับอยู่ข้างพระแท่น พระเกศาสีเข้มยาวลงมาจนเกือบต้องพระองค์ สายพระเนตรของพระองค์จะเปี่ยมด้วยความห่วงใย แต่ขณะเดียวกันในแววตานั้นมีสิ่งที่ทำให้ทรงกลัวเสมอเมื่อยังทรงพระเยาว์

” ซาเด็จแม่ โกดลูกมั้ย ”

พระมารดาจะตรัสว่า ” โกรธสิ จะไม่มาดูแลเจ้าแล้วด้วย ”

” อย่านะ ” แล้วพระองค์ก็โจนเข้ากอด เอาพระเศียรแนบพระอุระไว้ ” อย่าไปนะลูกไม่ให้ไป ”

แต่พระนางจะตรัสเสมอว่า ” แต่ซักวันไม่ว่าเจ้าจะชอบหรือไม่แม่ก็ต้องไปอยู่ดี เจ้าจะไม่มีคนมาดูแลใส่ใจแบบนี้ แม่ถึงบอกให้ฟังแม่เพราะแม่กำลังบอกเจ้าว่าจะดูแลตัวเองอย่างไร ทำอย่างไรเจ้าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ แล้วหลังจากนั้นเจ้าถึงจะต้องรู้ว่าทำอย่างไรจะอ่านออกเขียนได้ สุดท้ายคือทำอย่างไรเพื่อจะปกครองประเทศ ” แล้วพระนางจะดึงพระองค์ออกมาจากอ้อมอก เพ่งมองพระองค์แล้วตรัสว่า ” คนที่ช่วยตัวเองไม่ได้ย่อมช่วยใครไม่ได้ คนที่ดูแลตนเองไม่ได้ย่อมไม่มีปัญญาดูแลใคร เจ้าเห็นเสด็จพ่อไหม ท่านดูแลคนอื่นเช่นเดียวกับที่ดูแลตนเองเพราะท่านย่อมทราบว่าผู้คนต้องการอะไรเพื่อมีชีวิตที่มีความสุขและไม่เจ็บป่วย อย่าคิดว่ามันเป็นเรื่องเล็กน้อยเพราะไม่เช่นนั้นเจ้าจะมองข้ามมัน มันไม่ใช่ความร่ำรวยหรอกที่สำคัญ เจ้าต้องจำไว้ว่าอะไรที่สำคัญ มันอยู่ในสิ่งที่แม่บอกเจ้านี่แหละ ”

มันยากเหลือเกินสำหรับเด็กตัวเล็กๆที่จะเข้าใจถ้อยคำพวกนั้นทั้งหมดต่อให้ได้ยินนับครั้งไม่ถ้วนจนสามารถจดจำได้ น่าขันที่พระองค์จำมันได้แจ่มชัดกว่าที่คิดไว้

***

” เป็นไข้สูงทีเดียว ” คีธกล่าวขึ้นขณะที่เบนสายตาจากร่างแน่นิ่งของเจ้าชายไปยังเด็กหนุ่มที่ยืนกอดอกอยู่ไม่ไกล ” ท่าทางท่านจะเล่นเขารุนแรงไปหน่อย ”

แต่ซาร์คไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไรมากไปกว่า ” คนไม่เคยต้องทนน้ำค้างกับอากาศหนาวนี่นะ ”

” ท่านยืนยันจะปล่อยเขาไว้อย่างนี้รึ ”

” ปล่อยไว้จะตายไหมล่ะ ”

” เรียกว่า ข้ารับประกันการมีชีวิตอยู่ไม่ได้จะดีกว่า ”

นั่นทำให้เด็กหนุ่มนิ่งไปครู่หนึ่งราวกำลังชั่งใจว่าการทรมานเหยื่อสำคัญรายนี้เพื่อความสะใจจะคุ้มกันไหมกับสิ่งที่ตามมา ” ถ้าอย่างนั้นก็ย้ายเขาไปที่เรือนซักหลัง มัดเขาไว้กับเสากลาง ตื่นเมื่อไหร่ค่อยให้ข้าวให้น้ำ ”

คีธได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มน้อยๆก่อนจะพยักพเยิดให้คนอื่นเข้ามาตัดเชือกแล้วหอบหิ้วเอาตัวเจ้าชายที่ไร้สติไป

” ท่านไม่ได้ตั้งใจจะเหี้ยมโหดนี่นะ ” ชายหนุ่มกล่าวแผ่วๆขณะที่ยืนอยู่ข้างผู้เป็นหัวหน้ารอยยิ้มยังอยู่บนใบหน้าของเขา

” เจ้าเคยเห็นชาวนาที่ล่ามม้าวัวไว้นอกโรงเลี้ยงเพื่อปล่อยให้ตายรึไง ” เด็กหนุ่มเลิกคิ้วเป็นการหยั่งเชิง

” เฉพาะปราบม้าพยศเท่านั้นที่เขาจะทรมานมันแบบนี้ ” คีธกล่าว ” แต่ถ้าถามข้านี่เหมือนม้าป่าที่ยังไม่ได้ฝึกเลยนะ ”

” ไม่ใช่ม้าป่า คีธ นี่มันลูกม้าที่เจ้าของไร่ทิ้งไว้ต่างหาก ”

แล้วใครล่ะเจ้าของไร่ที่ว่า

***

” ขอประทานอภัยพะยะคะองค์ราชินี มีจดหมายเรื่องเจ้าชายเข้ามาพะยะคะ ”

พระพักตร์อันงดงามเงยขึ้นจากกระดาษที่ทรงพระอักษรอยู่ในบัดดล นั่นทำให้เจ้าหน้าที่ผู้นั้นใจหาย ใบหน้าขององค์ราชินีช่างซีดเซียวลงไปถนัดตา พระองค์หาได้เขียนคิ้วแต่งหน้าเช่นวานนี้ไม่แต่ปล่อยองค์ไว้หาได้ดูแล

” มันว่าอย่างไร ” พระนางเอ่ยถามเมื่อเห็นเขาเงียบไปนาน

แม้ด้วยความลำบากใจเหลือแสนเขาก็มอบจดหมายฉบับนั้นให้แก่นางกำนัลที่อยู่ใกล้ๆเพื่อนำไปถวาย

” จดหมายเรียกค่าไถ่พะยะคะ ”

สิ้นคำนั้นนัยน์ตาขององค์ราชินีก็เบิกกว้างพระนางรีบก้มลงอ่านในทันที ” หากต้องการเจรจาเพื่อชีวิตขององค์รัชทายาท จงนำเงินสามแสนเหรียญทองคำพร้อมเครื่องเงินและทองสูงเท่าศีรษะมนุษย์มายังโขดหินโลหิตในตอนพระอาทิตย์ขึ้นในอีกสามวันข้างหน้า หากปฏิเสธการเจรจาท่านจะนำร่างของเจ้าชายกลับไปได้เท่านั้น ” แล้วพระหัตถ์ก็ตกลงดูราวกับไม่รู้ว่าจะทรงทำเช่นไรต่อไป

” ข้าพระองค์สุดจะเดาได้ว่าพวกมันต้องการเช่นไรแน่ ” เจ้าหน้าที่กล่าว ” แต่นี่มันยังเรียกเงินเพียงเพื่อเปิดการเจรจามากขนาดนี้ มันจะ…”

” มันไม่ได้ต้องการเงิน ” พระนางตรัส หากสายพระเนตรมองไปยังที่อื่น ” ไม่ใช่ของมีค่าด้วย ของเช่นนั้นพวกมันสามารถเรียกเอาในจดหมายนี้เลยก็ยังได้… ท่านหาให้ข้าได้ไหมว่า’ เหยี่ยวป่า’ นี้เป็นใคร ”

” เอ่อ… ความจริงข้าพระองค์ก็พอทราบอยู่พะยะคะ พวกมันเป็นโจรที่ทำการปล้นพ่อค้าและขุนนางที่ร่ำรวยแล้วร่ำลือกันว่านำไปแจกจ่ายให้หมู่บ้านยากจน บางครั้งก็ทำร้ายเจ้าหน้าที่ที่ไปเก็บภาษีและเป็นอริกับทางการอย่างยิ่ง ที่กบดานของพวกมันอยู่ในป่าลึกบนภูเขาจึงยังไม่มีใครไปปราบได้พะยะคะ ” ว่าจบก็เหลือบตามองพระองค์ ” ว่ากันว่าจริงๆแล้วพวกเขาเป็นแค่เด็กหนุ่มที่รวมตัวกันเพราะไม่พอใจราชสำนักเท่านั้นเอง ”

” แล้วพวกท่านก็ทำอะไรพวกเขาไม่ได้ ”

ใครได้ยินก็เป็นอันต้องสะอึก ” พระอาญาไม่พ้นเกล้าเป็นความไร้ประสิทธิภาพของพวกข้าพระองค์จริงๆ ”

” เอาเถอะ…” พระนางตรัสพลางถอนพระทัยเฮือกใหญ่ ” ไปเตรียมหีบขนาดใหญ่มาให้ข้า ”

” พระนางจะเจรจา? ”

” หรือเจ้าจะให้ลูกข้าตาย? ”

น้ำเสียงที่ทั้งสั่นเครือและดุดันทำให้เจ้าหน้าที่ผู้นั้นก้มหัวงุด ” พระอาญาไม่พ้นเกล้า…หามิได้พะยะคะ ” แล้วเขาก็ทูลลาออกจากห้องไปอย่างเงียบกริบ

***

“ ตื่นได้แล้วพะยะคะ เครื่องเสวยมาแล้ว ”

นั่นฟังเหมือนเสียงปลุกตามธรรมดาที่พระองค์ได้ยินเป็นประจำเกือบทุกเช้า จะต่างกันก็ตรงที่ครั้งนี้เป็นเสียงของผู้ชายที่เหมือนจะอยู่รุ่นราวคราวเดียวกับพระองค์มากกว่าจะเป็นนางกำนัลรุ่นราวคราวป้าน้าอย่างที่แล้วๆมา

ที่สำคัญคือความรู้สึกสากไปทั้งหลังและอาการเจ็บแปลบที่ข้อมือทั้งสองข้าง

ไม่…นี่ไม่ใช่ที่ปราสาท

เมื่อพระองค์ลืมพระเนตรขึ้นที่อยู่ในสายพระเนตรคือหลังคาของเรือนไม้ที่สร้างอย่างหยาบๆโดยอาศัยกิ่งก้านของต้นไม้เป็นคานขื่อ ที่แน่ๆคือข้อพระกรทั้งสองของพระองค์ถูกมัดคล้องไว้กับไอ้ขื่อที่เห็นอยู่นั่นเอง น้ำหนักที่กดลงบนแผลยังทำให้เจ็บแต่เพราะมีคนมาทำแผลพันผ้าให้จึงทุเลาลงไม่เท่าเมื่อคืนวานนี้แล้ว

ถึงกระนั้นก็เถอะ พระองค์ก็ยังเจ็บพระกรทั้งสองข้าง เจ็บหลังจากการนอนบนฟางหยาบ และที่สำคัญคือวิงเวียนเสียจนจะยกพระเศียรขึ้นก็ยังทำได้ลำบาก

อาจเพราะแลเห็นความพยายาม บุคคลข้างๆจึงเข้าช่วยพยุงพระองค์ขึ้นนั่งพิงกับลำต้นไม้ที่โผล่ขึ้นกลางเรือนก่อนจะขยับจานอาหารมาวางไว้ตรงหน้า

“ เมื่อเช้าท่านเป็นไข้สูง หัวหน้าจึงสั่งให้ย้ายท่านมาพักในเรือน ในถ้วยเล็กนั้นเป็นยา ให้ทานหลังอาหารไม่นานก็จะดีขึ้นเอง “

แต่สิ่งที่พระองค์สนพระทัยไม่ใช่ยานั้น หรืออาหารที่ไม่ตกถึงท้องมาร่วมวันแต่เป็นชายหนุ่มที่คุกเข่าอยู่หน้าพระองค์ เขามีร่างสูงท่าทางสะอาดสะอ้าน มีกิริยาดีกว่าคนแรกที่พระองค์เห็นมากนัก

“ เจ้าชื่ออะไร “ คือสิ่งแรกที่พระองค์ถาม

ชายหนุ่มยิ้มน้อยๆราวกับอ่านใจพระองค์อยู่ก่อนจะกล่าวว่า “ นามของข้าคือคีธ เป็นแค่ลูกชาวนาธรรมดาๆ ส่วนคนที่สอนกิริยามารยาทให้ข้า คือคนที่ท่านควรจะขอบคุณในวันนี้ “

เจ้าชายทรงแอบกำสรวลในพระทัยไปหนึ่งหึ เด็กหนุ่มคนนั้นน่ะเรอะ

“ แล้วหัวหน้าของเจ้าชื่ออะไร “

สิ่งต่อมาที่พระองค์เห็นบนใบหน้าของชายหนุ่ม อาจเรียกได้ว่าความภาคภูมิใจ “ ซาร์ค เซเนดัล เมริสมา ท่านคงพอจะคุ้นอยู่กระมัง “

คุ้น? พระองค์ไม่กล้าตรัสว่าไม่เคยได้ยินเลยซักนิด แต่นั่นฟังอย่างไรก็ไม่เหมือนชื่อสกุลของชาวบ้าน ฟังกระเดียดไปเป็นชื่อสกุลของขุนนาง

นั่นอธิบายอะไรได้มากทีเดียว ทั้งวิธีคิด การพูดการจา การวางอำนาจ ชาวบ้านธรรมดาๆที่ทำงานให้เจ้าที่ดินคงไม่มีท่าทีทระนงได้มากขนาดนั้นยามยืนอยู่ต่อหน้าเจ้าชาย และคงไม่แสดงการสั่งการที่เปี่ยมด้วยอำนาจแบบนั้น

แต่นั่นก็อาจเพราะเขาไม่ไยดีต่อศักดินาใดๆอีกแล้วก็เป็นได้

ความนึกคิดของพระองค์ชะงักลงเมื่อคีธกล่าวขึ้นเรียบๆว่า “ ท่านรีบทานเสียให้หมดจะดีกว่านะ ท่านซาร์คกำชับเอาไว้เสียด้วยว่า ถ้าลูกม้าไม่กินหญ้าก็อย่าให้มันกิน “

“ ฝึกม้าพยศสินะ “ แล้วพระองค์ก็ตักเข้าพระโอษฐ์ไปคำใหญ่

ชายหนุ่มได้ยินเช่นนั้นก็เลิกคิ้วสูง “ ท่านทราบ? “

เจ้าชายได้แต่เหลือบมองพลางส่งยิ้มสิ้นเรี่ยวแรงแล้วตรัสว่า “ เรื่องม้าทำไมข้าจะไม่รู้ “

นั่นทำให้คีธหลุดหัวเราะออกมา “ เรื่องม้าท่านทราบ แต่เรื่องในท้องพระคลังท่านไม่รู้เลยสินะ “

อาวดริคก็ทรงทำได้แค่หลบหน้าแก้อายไปเท่านั้น

แต่ชายหนุ่มไม่ได้กล่าวอะไรนอกจากเหลือบตามองชามอาหารพยักพเยิดให้ทานเสียให้หมดโดยเร็ว ” ท่านรีบทานเข้าเถอะ ก่อนที่หัวหน้าจะมา ”

“ ช้าไปแล้วล่ะ ข้ามาแล้ว ” ไม่ทันสิ้นเสียงร่างของเด็กหนุ่มก็ก้าวผ่านประตูเข้ามาในเรือน “ คนไข้ของเจ้าเป็นยังไงบ้าง ”

“ อีกไม่นานก็คงหาย “ เป็นคำตอบจากชายหนุ่ม “ ร่างกายของเขาแข็งแรงเป็นทุนอยู่แล้ว “

“ แต่คงไม่มากพอจะจ่ายให้น้ำค้างข้างนอกหรอกกระมัง “ แล้วเด็กหนุ่มก็ส่งยิ้มเหยียดๆให้เจ้าชายไปครั้งหนึ่ง

สิ่งที่พระองค์รู้สึกไม่น่าเรียกว่าโทสะ หากจะเป็นความขุ่นเคืองแค่มากพอจะทำให้พระองค์กล้าต่อปากต่อคำทั้งที่ยังทรงองค์ไว้แทบไม่ได้ “ ลองถูกมัดแช่น้ำค้างแบบนั้นเองมั้ยล่ะ “

แต่เด็กหนุ่มไม่กระดิก ใบหน้าที่นิ่งสนิทนั้นเองที่ทำให้พระองค์ทรงตระหนักรู้ว่าไฟโทสะไม่ว่าจะเริ่มต้นเพราะอะไรกำลังโหมจัดอยู่ร่างน้อยๆนั้นทีเดียว คีธเองก็เหมือนรู้ ชายหนุ่มรีบลุกขึ้นไปยืนด้านหลังและกระซิบกระซาบบางอย่างที่ข้างหู ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรดูเหมือนโทสจริตของเด็กหนุ่มจะคลายลง

“ ถ้าพระองค์จะจำได้ พระองค์ยังอยู่ในอำนาจของข้าอยู่ ข้าจะขอเตือนให้ระวังปากคำให้ดีๆหน่อย “ แล้วเขาก็ก้มลงมากล่าวตรงหน้าพระพักตร์อย่างราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจและความดุดัน “ ข้าไม่ใช่คนที่มีความอดทนสูงนักหรอกนะ “

ถ้าถามเรื่องนั้น รอยเจ็บใต้พระศอของพระองค์ก็บอกอยู่แล้ว

***

“ อาร์เซน_______ อาร์เซนจ๊ะ เจ้าอยู่ไหน “

นั่นทำเอาเด็กชายสะดุ้งเฮือกจนไม้ถูพื้นแทบจะร่วงลงจากมือเพราะนัยยะที่น่ากลัวในน้ำเสียงที่อ่อนหวานนั้น เขาจดจำเสียงนั้นได้แม่นยำและเรียนรู้ที่จะคุ้นเคยกับเจ้าของเสียงยามที่เจ้าหล่อนหวีดร้องเมื่อมีน้ำโหเพราะเขาไปทำอะไรซักอย่างให้เธอมีอันต้องขัดใจ แต่เขารู้ดีว่านั่นไม่ใช่เวลาที่หล่อนน่ากลัวที่สุด

ตอนที่หล่อนร้องเรียกเขาราวกับเด็กสาวร้องเรียกนกน้อย นั่นล่ะน่ากลัวที่สุด

แทบจะทันทีที่สติของเขากลับมา อาร์เซนจัดแจงเก็บกวาดเอาไม้ถูกับถังออกไปจนพ้นทางพลางคำนวณเส้นทางหลบหนีไว้เสร็จสรรพ ในบ้านหลังนี้มีทางเดินลับสำหรับคนรับใช้ซึ่งจะนำเขาลงไปที่ครัวข้างล่าง ถ้าเขาไปถึงประตูได้-

“ อยู่นี่เองอาร์เซน “

เขาละอยากจะสิ้นสติล้มประดาตายเสียตรงนั้นให้ได้

แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่เด็กชายทำและถึงอยากก็ทำไม่ได้ เขาหันกลับไปเผชิญหน้ากับหญิงสาว ยิ้มน้อยๆแล้วกล่าวถามไปตามปกติว่า “ มีอะไรให้รับใช้ครับคุณหนู “

“ อ้อ ไม่มีอะไรหรอก ไปที่ห้องข้าหน่อยสิ “

นั่นทำให้เด็กชายเงียบไปครู่หนึ่ง “ จะดีเหรอขอรับ “

“ ข้าขออนุญาตคุณแม่แล้ว “ ว่าพลางหล่อนก็คว้าขอมือลากเขาให้ตามมา “ วันนี้เพื่อนๆข้ามากันครบเลยด้วย “

นั่นไม่ใช่เรื่องดี สิ่งต่อมาที่อาร์เซนต้องการคือคำสั่งสายฟ้าฟาดจากคุณผู้หญิงให้เขาลงไปห้องครัว ไปที่ไหนก็ได้ที่ช่วยให้เขาหลุดจากวิบากกรรมนี้

แต่นั่นจะไม่เกิดขึ้น เขารู้ดี

ประตูห้องนอนบานใหญ่เปิดออกแล้วปิดลงหลังจากที่หญิงสาวดันเขาเข้าไปในห้องเรียบร้อย อาร์เซนสาบานว่าเขาได้ยินเสียงล็อกประตูตามหลังท่ามกลางเสียงพูดคุยจอแจของหญิงสาวแรกรุ่น

ในห้องนั้นเป็นที่ชุมนุมของหญิงสาวราวรุ่นสิบเจ็ดสิบแปดปี พวกหล่อนล้วนแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่สวยงามบ่งบอกฐานะของผู้ลากมากดีและร่ำรวย พวกหล่อนแย้มยิ้มหัวเราะกันคิกคักพลางชม้ายชายตามองดูเขาด้วยสายตาที่ไม่ทำให้สบายใจนัก คนหนึ่งในนั้นถึงกับออกปากว่า “ หล่อนไปแอบเก็บของดีขนาดนี้ไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ “

ซึ่งอนาสตาเซีย คุณหนูที่ยืนอยู่ข้างหลังเขาตอบไปว่า “ ลูกติดพ่อเลี้ยงข้าน่ะ “

“ ต๊าย แล้วทำไมถึงขมุกขมอมขนาดนี้ล่ะ “

“ อ๋อ “ ว่าพลางเจ้าหล่อนก็แย้มยิ้ม “ ปกติมันอยู่ก้นครัวน่ะ “

นั่นทำให้พวกหล่อนหัวเราะบ้างส่งเสียงเสียดายบ้าง มีคนหนึ่งที่บอกว่า “ ถ้าจะทิ้งไว้ในที่แบบนั้น ยกให้ข้าดีกว่า “

“ ไม่ให้ “ คุณหนูว่าเสียงแข็งพลางดึงตัวเขากลับเข้าไปใกล้ “ แต่ถ้าเล่นด้วยกันละก็ พอได้นะ “

ได้โปรดเถอะ…

“ แต่สกปรกขนาดนี้ละไหวเหรอ “

“ ก็จับอาบน้ำซะก่อนซิ “

“ นี่ข้าเอาชุดลูกไม้ตัวเก่าข้ามาด้วยนะ น่าจะใส่ได้พอดีนะ “

“ แต่งหน้าด้วยดีมั้ย “

“ เรื่องนั้นข้าจัดการเอง เอ้านี่ไปอาบน้ำในห้องถัดไปโน้น “

“ เอ๊ะ ไปสิ เร็วๆ “

“ นี่เสื้อตัวที่เคยให้ข้าดูก็สวยนะ ให้ใส่ด้วยดีมั้ย “

“ ทำผมด้วยเถอะ ต้องสวยมากแน่ๆ “

“ นั่นสิ รูปร่างแบบบางขนาดนั้นน่าจะใส่คอร์เซตได้สบายๆนะ “

“ เอาเป็นว่า… “

เขาไม่อยากจะฟังแล้ว

เขาเกลียดที่นี่ เกลียดห้องนี้ เกลียดที่ทุกครั้งที่เขาเข้ามา คนในนี้ไม่เคยรู้สึกว่าเขามีตัวตน ไม่เคยคิดว่าเขาไม่ใช่สิ่งของแต่เป็นคน ไม่เคยเลิกพูดถึงเขาเหมือนเขาไม่อยู่ที่นี่ พวกเขาล้วนเป็นหญิงสาวมีฐานะ หญิงสาวที่อาจจะหาเสื้อผ้าสวยๆหรือเครื่องประดับอะไรที่ตนเองต้องการก็ได้ จะเอาของเล่นชิ้นไหนยังไงก็ได้

ทำไมพวกเขาถึงต้องการตุ๊กตามนุษย์ด้วย

“ เอ้า เสร็จหรือยัง ใส่เสื้อที่อยู่บนเก้าอี้นั่นแล้วออกมา “

เขาเกลียดที่ทุกครั้งที่หันไป มันจะเป็นเสื้อชั้นในของผู้หญิง

“ ไม่ครับคุณหนู “

นั่นทำให้อนาสตาเซีย คนเดียวที่ยืนอยู่ในห้องเล็กนั้นกับเขา หันขวับกลับมา ดวงหน้าของหล่อนปราศจากความเมตตาน่ารักที่เห็นเมื่อครู่ลิบลับ “ เจ้าว่าไงนะ “

“ ข้าขอไม่ใส่ชุดนั้น ครับ “

เขารู้ดีว่านั่นไม่ใช่คำตอบที่ดี เขาจึงเตรียมใจรับสิ่งที่ตามมาเต็มที่เมื่อคุณหนูง้างมือของเธอขึ้น…

แต่หล่อนไม่ได้ตบเขา

“ ไม่ได้หรอก “ หล่อนตอบเขาพร้อมรอยยิ้มเมื่อเห็นความงุนงงในดวงตาของเขา หล่อนเพียงแค่ประคองหน้าของเขาไว้ในสองมือพลางกล่าวว่า “ ถ้าตบแก้มเจ้าก็เป็นรอยหมดนะสิ ไม่ได้ๆ ข้าอุตส่าห์เอาเจ้ามาอวดเพื่อนๆเชียวนะ “ แล้วหล่อนก็ขยับหน้าเข้ามาใกล้พร้อมรอยยิ้มละไม “ จะใส่ชุดนั้น หรือออกไปทั้งที่ไม่ใส่อะไรเลย ว่ามา “

นั่นทำให้เขาพูดอะไรไม่ออก

ดูเหมือนคุณหนูจะรู้ดีว่าอะไรอยู่ในใจเขา ใช่ ไม่ว่าเลือกทางไหน ก็เป็นความอับอาย ไม่ว่าเลือกทางไหน เขาจะไม่มีวันได้อย่างที่ต้องการ นั่นคือสิ่งที่อนาสตาเซียหมายมั่นปั้นมือสำหรับเขานับตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้

เพราะอย่างนั้นเขาจึงยอมใส่ชุดนั้น ยอมออกไปทั้งที่ไม่อาจสู้สายตาใครได้ เขาได้แต่ก้มหน้านิ่งขณะที่สาวๆหัวเราะคิกคักวิพากษ์วิจารณ์เขาอย่างสนุกปาก บางคนออกปากขอเขากลับบ้านแบบทีเล่นทีจริง

แล้วหลังจากนั้นก็เป็นการลองเสื้อผ้า เขาถูกจับใส่เสื้อผ้าหลายชุด จับแต่งหน้าก็หลายครั้ง แต่ที่เจ็บที่สุดคงเป็นการถูกสางหัวเปลี่ยนทรงผม ติดโบว์ คาดลูกไม้กันอยู่ทุกบ่อย

“ สร้อยเชือกนั่นมันขัดลูกตาน่าดูเลย เปลี่ยนเป็นสร้อยพลอยดีกว่ามั้ย “

มือของเขากุมนกหวีดดินเผาตัวเล็กที่ห้อยไว้รอบคอในทันที มันคงรอดหูตาไปได้หากไม่ใช่เพราะเสื้อเจ้ากรรมตัวนี้เปิดไหล่เสียจนสร้อยเส้นคล้ำกลายเป็นของสะดุดสายตา

“ นั่นสินะ “ อนาสตาเซียยักหน้าเห็นดีเห็นงามขณะที่เพื่อนคนหนึ่งของเธอเอื้อมมือมาที่สร้อย

โดยไม่ทันรู้ตัวเขาก็ปัดมือนั้นออกไปสุดแรงจนได้ยินเป็นเสียงดังเพี้ยะ ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ

เสียงแรกที่เขาได้ยินคือเสียงเหี้ยมเกรียมของหญิงสาวที่เขาเรียกเสมอว่าคุณหนู “ นี่กล้าตีมือเพื่อนข้าอย่างนั้นเหรอ ถอดสร้อยนั่นออกมา “

เขาถอยหนีทันทีที่มือคู่นั้นเอื้อมมา แต่ก็ถูกจับตัวไว้ เขาดันออกไป กระถดหนี ตีมือบ้าง ทำทุกอย่างเพื่อให้คนพวกนี้ออกไป

แต่พวกเขาไม่ไป ไม่มีใครที่เลิก พวกเขาเมื่อคนบ้าคลั่งที่พุ่งเข้าหาเข้าเพื่อแย่งเอาสร้อยนั้นไป

สร้อยนั้น…

“  ทำอะไรกัน!! “

เสียงที่ทรงอำนาจทำให้ทั้งห้องหยุดนิ่ง เหมือนฝูงคนที่บ้าคลั่งพลันคืนสติขึ้นพร้อมกันเพราะเสียงตวาดที่เหมือนจะเสียดเข้าไปถึงก้นบึ้งของสติสัมปชัญญะ แม้แต่เขาเองก็รู้สึกเหมือนถูกปลุกขึ้นจากฝันร้ายเดี๋ยวนั้น พวกผู้หญิงถอยห่างออกไป ปล่อยให้เขานั่งพิงผนังหอบหายใจอยู่ในชุดที่ถูกจับทึ้งจนเยิน สายตาทุกคู่จ้องไปที่ประตู ที่ซึ่งมีเพียงเด็กหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่

แต่แค่เสียงกับสายตาของเขามันก็มากเกินพอแล้ว

“ ท่านพี่ครับ ข้าขอคุยด้วยหน่อย อาร์เซน เปลี่ยนเสื้อแล้วออกมา “

กับคนนี้เขาทำได้อย่างดีก็รับคำ คุณหนูอนาสตาเซียที่เจ้ากี้เจ้าการยังได้แต่กระแทกส้นเท้าออกไปจากห้องแล้วปิดประตูดังปัง

ไม่มีใครในห้องพูดอะไรมากไปกว่านั้น

***

“ มีอะไรแมกซิมิเลียน การไขประตูเข้าไปในห้องสุภาพสตรีมันเสียมารยาทมากนะ “ อนาสตาเซียว่าพลางก็จัดผมเผ้าเสื้อผ้าให้เข้าที่

“ ข้าต้องถามท่านพี่มากกว่ากระมังครับว่าท่านพี่กำลังทำอะไร “ เด็กหนุ่มกล่าวพลางส่งสายตาติติงมาทางพี่สาว หล่อนเกลียดสายตานี้นัก ทั้งที่เขาอายุน้อยกว่าหล่อนตั้งหลายปีแต่กลับชอบใช้แววตาตำหนิดูแคลนของพ่อมองหล่อนอยู่เสมอ

“ ก็… พี่กำลังเล่นกับเพื่อนๆอยู่น่ะสิ “

คำตอบนั้นทำให้แมกซิมิเลียนส่ายหน้าหน่ายๆ “ ขอข้าพูดเถอะนะครับ มันวิตถารสิ้นดี “

ที่หล่อนเกลียดเขามากคือนิสัยชอบประจานคนอื่นทางอ้อมด้วยการเน้นคำว่าวิตถารซะลั่นโถงจนคนรับใช้ที่ผ่านมาถึงกับเหลียวมอง

“ แล้วเรื่องอะไรเจ้าต้องใช้ถ้อยคำแบบนั้นกับพี่ในที่แบบนี้ด้วยล่ะ “

“ ทีอย่างนี้กลัวอายขึ้นมาเชียวนะ แล้วตอนอาร์เซนร้องให้หยุดจนได้ยินออกมาข้างนอกทำไมท่านไม่หยุดล่ะ “

หล่อนอ้าปากค้างเล็กน้อยเมื่อได้ยินเช่นนั้น เหตุผลก็เพราะหล่อนไม่ได้ยินเสียงร้องของเด็กชายแม้แต่นิดเดียว

“ อย่าบอกนะว่าท่านพี่สาละวนอยู่กับการรังแกเขาจนไม่รู้ว่าพวกคนรับใช้เขากรูกันมาหน้าห้องท่าน ถ้าข้าไม่ไล่พวกเขาไปรู้ไหมว่ามันจะเป็นยังไง “

“ หยุดลำเลิกบุญคุณซะทีเถอะแมกซิมิเลียน มันก็แค่สร้อย ไอ้เด็กนั่นถอดออกซะก็จบเรื่องแล้ว “

“ นี่ท่านรูดทรัพย์กันด้วยเรอะ “

“ เลิกพูดจาแบบนี้เสียทีเถอะเจ้าคนน่าละอาย “

“ มันก็ท่านพี่นั่นแหละไม่ใช่เรอะ! “

แมกซิมิเลียนขึ้นเสียงครั้งเดียว หล่อนกลับไม่พบเรี่ยวแรงจะตอบกลับ

ไม่รู้ว่าเพราะอะไรแต่ตั้งแต่น้องชายของหล่อนเริ่มเข้าวัยรุ่น แมกซิมิเลียนตัวเล็กๆที่หล่อนกลั่นแกล้งได้ก็หายไป สายตาของแมกซิมิเลียนที่มองหล่อนอย่างเด็กน้อยที่โมโหและจนตรอกเปลี่ยนไปเป็นสายตาที่มองหล่อนอย่างผู้เหนือกว่า ตำหนิพฤติการณ์และตัดสินตัวหล่อนทุกค่ำเช้า แมกซิมิเลียนที่เคยร้องไห้ทุกครั้งที่หล่อนแกล้ง ตวาดหล่อนกลับด้วยวาจาของผู้ใหญ่ที่ทำให้หล่อนเถียงไม่ได้ แมกซิมิเลียนที่เพิ่งย่างเข้าวัยฉกรรจ์กลับมีบุคลิกดุดันของบิดาบังเกิดเกล้าของพวกเขาเต็มเปี่ยม

แมกซิมิเลียนที่เพื่อนๆของหล่อนเคยร้องล้อเลียน กลายเป็นเด็กหนุ่มที่เพียงชายตาก็คว้าหัวใจหญิงสาวได้เสียอย่างนั้น

ในความเงียบนั้นพวกเขาทำได้เพียงจ้องตากัน และอนาสตาเซียรู้ว่าตัวเองกำลังแพ้ ตั้งแต่แมกซิมิเลียนโตขึ้น หล่อนก็มีแต่แพ้

การจ้องมองนั้นยุติลงเมื่อเสียงประตูห้องของหล่อนดังขึ้น อาร์เซนซึ่งบัดนี้สวมเสื้อของเด็กรับใช้และลบเครื่องแต่งหน้าทิ้งจนหมดค่อยๆก้าวออกมาอย่างกล้าๆกลัวๆมายืนตัวลีบอยู่ริมผนัง

ตอนนั้นเองน้องของหล่อนจึงละสายตา “ เอาไว้ข้าจะคุยกับท่านแม่ทีหลังแล้วกันนะครับท่านพี่ “ แล้วเขาก็หันไปทางอาร์เซนบอกให้ตามมาโดยไม่แม้แต่หันมองหรือกล่าวลาหล่อนแม้ซักคำ

หล่อนเกลียดไอ้เด็กนั่น เกลียดเจ้าน้องชายตัวดี เกลียดๆๆๆๆ

***

“ พี่ข้าสัญญาอะไรกับเจ้าไว้หรือไง “

นั่นเป็นคำถามที่ทำให้เด็กชายงุนงง ถ้าถามตามจริง เขายังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าทำไมแมกซิมิเลียนเรียกให้เขาตามมาแต่แรก “ เปล่าครับ “

ถ้าจะมีอะไรที่อาร์เซนไม่ชอบในตัวเด็กหนุ่ม ก็คงเป็นดวงตาคมกริบที่เหมือนจะมองทุกสิ่งอย่างเหยียดหยาม ราวกับว่าเขาคือกฎของทุกสิ่ง “ ไม่เลยอย่างนั้นเหรอ? หรือเจ้าชอบการแต่งตัวเป็นผู้หญิงขนาดนั้นเชียว “

คำปรามาสแบบนั้นทำให้ขาทั้งสองข้างของเด็กชายชะงัก

คิดว่าตัวเองเป็นใครกัน

“ คิดว่าข้ามีทางเลือกหรือครับ “

ทางเลือกหรือ?

“ ต่อให้เป็นพี่ข้าเจ้าก็ย่อมจะเลือกไม่ทำตามคำสั่งเขาได้ อย่างไรเสีย-“

“ คุณแม่ของคุณต่างหากที่อนุญาต ”

อาจเป็นไม่กี่ครั้งที่แมกซิมิเลียนแสดงความตกใจ “ อะไรนะ ”

เด็กชายทำได้แค่ยักไหล่ การกล่าวถึงผู้หญิงคนนั้นทำให้เขาอยากจะร้องไห้ ตั้งแต่ที่พ่อของเขาเสียไป มีวันไหนบ้างที่คุณผู้หญิงคนนั้นไม่รังแกเขา เริ่มจากไล่เขาไปอยู่ในเรือนคนใช้ บังคับให้เขาทำงานบ้าน นั่นก็ไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไรถ้าไม่ใช่เพราะนางอนุญาตการละเล่นแบบนี้กับเขา

ถ้าเพียงแค่คุณพ่อยังอยู่…. ไม่สิ ถ้าคุณพ่อไม่ต้องมาแต่งงานกับผู้หญิงคนนี้แต่แรก…

ดูเหมือนแมกซิมิเลียนเองก็ยอมรับเรื่องพรรณนี้ไม่ได้ “ ช่วงที่ข้าไม่อยู่บ้านมีเรื่องเหลวไหลขนาดนี้ด้วยเรอะ “

ไม่ได้ใส่ใจละมากกว่า…

“ ถ้ามีอะไรก็ถามคุณผู้หญิงเถอะครับ มีงานอีกเยอะ ข้าต้องขอตัว-“

แต่เพียงแค่สายตาก็บอกชัดว่าเขายังไม่ให้ไป “ แล้วตกลงมันเกิดอะไรขึ้นในห้อง พี่ข้าบอกว่าเขาพยายามจะถอดสร้อยของเจ้า แล้วทำไมต้องร้องเสียงหลงซะขนาดนั้น “

เด็กชายก็ได้แต่ก้มหน้าพลางนึกละเหี่ยใจที่ต้องคอยมาตอบคำถามแบบนี้ “ คุณหนูพยายามจะถอดสร้อยของข้าจริงๆครับ “

“ แค่นั้น? “

“ ครับ แค่นั้น “

ดูเหมือนคุณหนูแมกซิมิเลียนแทบจะหัวเราะ “ แค่นั้นน่ะรึที่ทำให้เจ้าร้องยังกะจะเป็นจะตาย “

คงมีไม่กี่ครั้งนักที่อาร์เซนจะปรายตาค้อนเขาหนึ่งวูบก่อนจะก้มมองพื้นเหมือนนึกได้ว่าไม่ควรใช้สายตาเช่นนั้น หากมันจะกระตุ้นอะไรก็คงเป็นความสงสัยของแมกซิมิเลียนเอง

คงเรียกได้ว่าการลองดีเมื่อเด็กหนุ่มพยายามจะแตะสร้อยเส้นนั้น แต่ทันทีที่มือนั้นเอื้อมออกไปเด็กชายก็ถอยฉากพร้อมกับปัดมือของเขาออกไป สีหน้าของอาร์เซนตอนนี้ไม่ต่างอะไรจากลูกสุนัขที่จนตรอก ลูกหมาตัวเล็กๆที่อ่อนแอมีเพียงแรงใจเท่านั้นที่ทำให้สู้

“ สร้อยนี้ท่านพี่เป็นคนให้ข้า พวกท่านไม่มีสิทธิ์แตะต้อง “

อีกครั้งที่อาร์เซนเหมือนจะข่มเสียงให้นิ่งไว้ไม่ได้ และเด็กหนุ่มก็รู้ ทุกครั้งที่พูดถึงคนๆนั้นเด็กชายก็มักจะทำหน้าเหมือนจะขาดใจ ดวงตาฉายแววความเหงา

“ ท่านพี่? ‘ท่านพี่’คนที่ทิ้งเจ้าไว้ที่นี่น่ะเหรอ “

เด็กชายทำได้เพียงส่ายหน้า นั่นไม่จริง สำหรับอาร์เซน ท่านพี่ไม่เคยทิ้งเขา แต่สำหรับแมกซิมิเลียน มันก็แค่การหลอกตัวเอง การอยู่ด้วยกันตลอดไปเป็นแค่ฝันหวานของเด็กที่ไม่มีใครคนอื่นอีกให้รัก

“ โตเสียทีเถอะ อาร์เซน ถึงเป็นพี่เขาก็ไม่ได้มีสายเลือดเดียวกันกับเจ้า เขาจะกลับมาหาเจ้าอีกทำไม “

“ เพราะเขาเป็นพี่ข้าน่ะสิ “ แล้วเขาเดินจากไปโดยไม่เหลียวกลับมา เด็กหนุ่มสาบานได้ว่าเขาเห็นน้ำตาเอ่อคลอเต็มหน่วยตาทั้งสองข้าง

“ พี่… อย่างนั้นรึ “

นั่นคือสิ่งที่เขาไม่เข้าใจ

***

ในฐานะแม่บ้าน ในฐานะแม่นม สิ่งที่จะให้นางอยู่ไม่เป็นสุขที่สุดคงเป็นความเจ็บป่วยของคนที่เป็นดังลูกที่นางดูแลมาแต่เล็กแต่น้อย และคงไม่มีใครที่นางจะเอ็นดูสงสารมากไปกว่าหนูน้อยตัวเล็กที่คุณท่านของนางพามาจากหมู่บ้านใกล้ๆเขาเป็นเด็กกำพร้าที่พ่อแม่ตายไปจากโรคร้าย เด็กแบเบาะตัวเท่านั้นรอดมาได้ก็ต้องเรียกว่าเป็นปาฏิหาริย์ คุณผู้หญิงคนก่อน คนที่รับเด็กคนนี้มาอุ้มในอ้อมแขน ตั้งชื่อเธอว่าอาร์เซน

แต่ปาฏิหาริย์ย่อมเรียกค่าตอบแทนของมัน

“ คุณหนูเป็นยังไงบ้าง “ นางกระซิบถามสาวใช้อีกคนซึ่งหันมาส่ายหน้าพลางถอนใจ

“ ยังไม่ฟื้นเลยจ๊ะ ตั้งแต่ตอนที่เจอสลบอยู่ข้างต้นไม้ “

นางยักหน้ารับรู้ สายตาที่เริ่มจะแก่ชราไม่ได้มองที่หญิงสาวแต่ที่เด็กชายที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงเหมือนคนหลับ

“ ข้าอุตส่าห์คิดว่าเขาหายแล้วเชียวนะ “ นางรำพึง

หญิงรับใช้ก็ได้แต่ส่ายหน้า “ ไม่หายหรอกจ๊ะ ข้ามีญาติเป็นหอบแบบนี้เหมือนกันจ๊ะป้า เพิ่งตายไปไม่นาน “

นั่นทำให้นางค้อนขวับ “ ปากเป็นมงคลนักนะ “

สาวใช้ก็ได้แต่หลบสายตา “ ก็ข้าพูดเรื่องจริงนี่นา “ นางกล่าวเสียงเง้างอน

ซึ่งว่ากันแล้ว นางเองก็รู้ว่าเป็นความจริง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่คุณหนูอาร์เซนของเธอหอบจนหมดสติไป คุณท่านเองก็เคยพยายามจะรักษาโรคนี้ของเธอให้หายขาด แต่ไม่ว่าจะสอบถามหมอคนไหนก็มีแต่คนบอกว่า “ คงต้องเป็นหมอเทวดาเท่านั้น “

คงเพราะคนเป็นพี่พยายามเต็มที่ที่จะช่วยน้องชาย อาร์เซนถึงแข็งแรงขึ้นได้ นึกแล้วเธอก็รู้สึกหดหู่ขึ้นมาตงิดๆ

“ ถ้าคุณเธอยังอยู่… คุณหนูอาร์เซนคงไม่โดนรังแกขนาดนี้หรอกเนอะ “ แล้วนางก็ลากเก้าอี้มานั่งที่ข้างเตียง “ เจ้าไปทำงานเถอะไป ข้าเฝ้าเอง “

“ แหนะ จะหนีงานเหรอป้า “

นางก็เลยประเคนค้อนไปอีกขวับ “ ข้าจะเฝ้าคุณหนูข้า เจ้าไปไหนก็ไปเลยไป “

ก็ไม่ใช่ว่าหญิงสาวไม่รู้ ถึงหล่อนจะเพิ่งมาใหม่ไม่นาน แต่หล่อนก็รับรู้ถึงความผูกพันของผู้คนในบ้านนี้ดี เรื่องราวในบ้านก็เป็นที่รู้กันและเล่าถึงบ่อยครั้ง หลังคุณท่านเสียคุณผู้หญิงไปก็ดูเหมือนบ้านหลังนี้จะตกต่ำ เริ่มจากผลผลิตในที่ดินลดน้อยลงจนชาวบ้านไม่สามารถจ่ายภาษีอะไรได้ โรคระบาดที่กลับมาระบาดหนักอยู่ช่วงหนึ่งในแถบนี้ การค้าก็ขาดทุนย่อยยับจนคุณท่านแทบจะสิ้นเนื้อประดาตัว

การแต่งงานกับแม่ม่ายลูกติดผู้ร่ำรวยเป็นทางเลือกที่ทำเพื่อช่วยครอบครัวและชาวบ้านที่อาศัยในที่ดิน… ซึ่งมันก็ดีอยู่จนกระทั่งคุณท่านเสียไปเมื่อราวปีก่อนหน้า ส่วนที่เหลือก็กลายเป็นประวัติศาสตร์

ถ้าจะมีอะไรที่ทำให้ผู้หญิงจนๆอย่างหล่อนดีใจ ก็คงเป็นการที่ไม่มีอะไรให้เสียแต่แรกนี่แหละ

ก็ชีวิตเป็นหญิงรับใช้มันไม่ดีตรงไหน หล่อนมีบ้านอยู่ มีอาหารสามมื้อ มีเงินเก็บเล็กน้อยที่คุณผู้หญิงคนปัจจุบันให้มาเมื่อเรียกให้ช่วยงาน หล่อนก็เก็บไว้ซื้อเสื้อผ้าเครื่องประดับเล็กน้อยที่กองคาราวานนำมาตามเส้นทางการค้าตามแต่โอกาสจะอำนวย ส่วนเวลาปกติก็เก็บกวาดบ้าน ทำความสะอาด คุณผู้หญิงเธอก็ไม่ได้ถึงกับจู้จี้อะไรแค่ต้องสะอาดเท่านั้น

ตามวันแล้ววันนี้หล่อนต้องทำความสะอาดห้องหนังสือชั้นบน ปกติคุณหนูอาร์เซนจะตามมาช่วยถือของ แต่ถ้าไม่มาหล่อนก็คงต้องออกแรงเพิ่มอีกหน่อย

“ ท่านแม่ยอมให้เกิดเรื่องแบบนี้ได้ยังไงครับ “

เสียงของคุณแมกซิมิเลียนทำให้หล่อนชะงักเท้าอยู่ที่หน้าประตูห้องนั่งเล่น โดยปกติทุกบ่ายคุณผู้หญิงจะมานั่งปักผ้าที่นี่อยู่แล้ว แต่วันนี้มันเรื่องอะไรที่ทำให้คุณชายน้อยเสียงแข็งขนาดนั้น

“ แม่ว่าก็ไม่ได้เสียหายอะไรนี่ “ เสียงของคุณผู้หญิงฟรานเชสก้ากล่าวเรียบๆ

นั่นดูเหมือนจะขัดใจคุณแมกซิมิเลียนเธออย่างจัง เพราะเธอถอนใจเสียงดังแบบไม่เกรงอกเกรงใจ “ คนยังไงก็คน ท่านแม่ทำเหมือนอาร์เซนเป็นตุ๊กตา รู้ไปถึงไหนก็ถูกนินทาไปถึงนั่นแหละครับ “

“ แล้วเขาจะมาสนใจอาไร๊กับเรื่องเด็กรับใช้คนนึง นี่แมกซิม ท่าทางเจ้าจะอยู่โรงเรียนทหารนานไปแล้ว พักซักเทอมมั้ยลูก เดี๋ยวแม่จัดการให้ “

“ ไม่ละครับ “ คุณชายน้อยตอบเสียงห้วน “ ข้าจะขอบคุณท่านมากกว่าถ้าท่านจะกรุณาอบรมพฤติกรรมของท่านพี่เสียบ้าง นั่นไม่ได้งามเลยนะครับ “

“ อ้อ… มาแบบนี้หรือเจ้าไปชอบสาวคนไหนในเมืองถึงได้กลับมาติติงพี่สาวเจ้าไปซะทุกเรื่อง ข้าว่ายังไงเขาก็รู้จักหุบปากเงียบ ไม่เหมือนเจ้าหรอก “

หล่อนสาบานได้ว่าความร้อนแรงของการโต้เถียงนั้นซึมผ่านประตูมาถึงตัวหล่อนที่ยืนแนบหูอยู่จริงๆ หล่อนนึกสายตาจิกกัดของคุณชายน้อยออกเป็นฉากๆเลยทีเดียว

“ ขอโทษนะครับ ที่ข้ามันปากโป้งพูดมากไม่ได้เก็บความลับเรื่องพฤติกรรมเสียๆหายๆของพี่สาววิปริตกับแม่ที่ด้านชาของข้า “

“ แมกซิมิเลียน !! “

แล้วห้องก็เงียบ หล่อนรู้ดีว่าคุณชายน้อยไม่ได้แพ้ แต่เขากำลังดูมารดาที่ถูกปั่นหัวจนควันออกหูด้วยความสะใจมากกว่า

“ ข้าจะให้เจ้าลาออกจากโรงเรียนทหารนั่น ท่าทางยิ่งเรียนนิสัยเจ้าจะยิ่งแย่ลง “

“ ตามสบายครับท่านแม่ “ เสียงของแมกซิมิเลียนเยือกเย็น “ แต่ข้าลืมบอกท่านไปว่ามีตำแหน่งรอข้าในกองทัพอยู่แล้ว ถ้าไม่ใช่ข้าพูดเองข้าไม่คิดว่าพวกเขาจะฟังท่านหรอกนะครับ “

แล้วประตูก็เปิด หล่อนได้แต่ยืนตัวแข็งทื่อขณะที่คุณชายน้อยมองหล่อนตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า หล่อนทำได้เพียงยิ้มเก้อขณะที่มือคว้าเอาด้ามไม้กวาด “ เอ่อ ข้ามาทำความสะอาดน่ะคะ “

“ แม่ข้าอยู่เจ้ามาคราวหลังเถอะ “ แล้วแมกซิมิเลียนก็ถอนใจ เดินออกไปตามทางเดินอย่างคนที่กำลังหงุดหงิด

“ เอ่อ… จริงหรือเปล่าคะที่ว่าคุณชายน้อยมีตำแหน่งแล้ว “ หล่อนยังไม่ละความพยายาม ลากทั้งกระแป๋งไม้กวาดไม้ถูตามไปจนถึงห้องหนังสือ

“ ก็ทำนองนั้น “ เขาตอบสั้นๆก่อนจะผลักประตูเปิดแล้วเดินดุ่มๆไปที่กองหนังสือริมหน้าต่าง

พอเขาหันกลับมา หล่อนก็ได้แต่ยิ้มเก้อยืนเก้ๆกังๆ

“ จะทำความสะอาดห้องนี้ด้วยรึ “

“ ก็…คะ…แต่ไม่นานหรอกคะ คุณชายน้อยอยู่ที่นี่ก่อนก็ได้ “ หล่อนว่าพลางก็เริ่มลงมือปัดฝุ่นพยายามทำเหมือนกำลังยุ่ง แต่ก็อดไม่ได้ที่จะชายตามองเป็นบางครั้ง

ก็ทำไมจะไม่มอง ในเมื่อคุณชายน้อยของหล่อนออกจะเป็นเจ้าชายในอุดมคติขนาดนั้น ถึงจะอายุแค่สิบหกแต่ก็ดูสง่าเยือกเย็นผิดกับอนาสตาเซียผู้พี่ราวฟ้ากับเหว หลายครั้งทีเดียวที่หล่อนรู้สึกว่าเขาจะกลายเป็นพี่ชายของคุณหนูอนาสตาเซียเสียมากกว่า คงเพราะเข้าเรียนโรงเรียนทหารที่แสนจะเข้มงวดถึงทำให้ดูเป็นชายชาตรีขึ้นมาผิดหูผิดตา การแต่งตัวก็ดูพิถีพิถันมากกว่าแต่ก่อนแม้จะเป็นแค่ชุดดำเรียบๆ

“ นี่…. มองอะไรนักหนา “

“ หา? เอ่อ เปล่าคะ “ หล่อนว่าพลางก็เอาผ้าถูลูกโลกไป

“ ไม่ต้องขัดแรงขนาดนั้นเดี๋ยวเลือนหมด ลูกโลกของคุณพ่อเก่าแล้วนะ “

หล่อนรีบชักมือกลับกระโดดถอยมาหนึ่งก้าวพลางมองกลับไปกลับมาระหว่างเด็กหนุ่มตรงหน้าหล่อนกับลูกโลก “ คุณท่านน่ะเหรอคะ? “

“ ไม่ใช่ คุณพ่อของข้าต่างหาก “

ก็ว่า…

คุณท่านที่หล่อนเคยได้ยินชอบแผนที่มักจะพกไปไหนมาไหนด้วย แต่คุณพ่อของคุณแมกซิมิเลียนชอบลูกโลก มันเป็นสมบัติชิ้นเดียวที่พ่อคนนั้นทิ้งไว้ให้ลูกชายก่อนจะตายจากไป

“ คุณนี่มีส่วนคล้ายคุณหนู…เอ่อ… คุณอาร์เซนนะคะ “

ถ้าเป็นกับคุณผู้หญิงหรือคุณหนูอนาสตาเซียหล่อนคงคอขาดที่หลุดอะไรแบบนี้ไปแล้ว แต่เด็กหนุ่มก็เพียงแค่ถามว่า “ ยังไง? “

หล่อนเองก็บอกได้แค่ว่ามันคล้าย “ คงจะ…เพราะคุณสองคนกำลังนึกถึงคนที่สำคัญสำหรับคุณมังคะ “

ทันใดหล่อนก็รู้สึกเหมือนร่างที่สูงสง่าจะหดเล็กลง เขาบอกหล่อนว่า “ เป็นความยึดติดแบบโง่ๆต่างหาก “

หล่อนก็ได้แต่สงสัยว่าถ้าโง่แล้ว ความเหงาที่หล่อนเห็นชั่วครู่หนึ่งในดวงตานั้นคืออะไร

***

ดวงจันทร์ลอยสูงเหนือยอดไม้ตั้งแต่เมื่อไหร่แล้วก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าเขานั่งมองมันมานาน นานเสียจนไม่รู้แล้วว่าตอนนี้มันเวลาเท่าไหร่

” คุณหนูรีบนอนดีกว่านะคะ ” แม่นมบอกเขา ” เพิ่งจะฟื้นด้วย ”

” ขอบคุณที่เป็นห่วงนะจ๊ะป้า แต่ข้านอนจนอิ่มแล้วน่ะ ” เขาหันไปบอกพร้อมส่งยิ้มหวาน ” ป้ามากกว่าที่น่าจะไปนอน พรุ่งนี้ยังมีงานต้องทำอีกไม่ใช่เหรอ ”

” มันก็มีทุกวันนั่นแหละคะ ” นางถอนใจเฮือก ” ถ้างั้นนมไปก่อนนะคะ ”

เขากล่าวลาพร้อมรอยยิ้มสดใส รอยยิ้มที่บอกว่าเขาไม่เป็นอะไรไม่ต้องกังวลซึ่งค้างอยู่บนใบหน้าจนประตูปิดลง

แต่ความจริงแล้วมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น สิ่งที่แมกซิมิเลียนบอกกับเขายังสะท้อนอยู่ในหูทั้งสองข้างจนเขาไม่อาจข่มตาหลับลงได้ นั่นคือเหตุผลที่เขายังนั่งมองพระจันทร์ราวกับรอคำตอบ

…โตเสียทีเถอะ อาร์เซน ถึงเป็นพี่เขาก็ไม่ได้มีสายเลือดเดียวกันกับเจ้า เขาจะกลับมาหาเจ้าอีกทำไม…

โกหก

นั่นคือสิ่งที่เขาบอกตัวเอง แมกซิมิเลียนโกหก ไม่มีใครรู้เรื่องนี้ดีเท่าเขา พี่ชายไม่มีวันทิ้งเขา ตอนนี้แค่ไม่สบโอกาสจะพบกันเท่านั้น ถ้าเขาอดทนแล้วรออีกหน่อยไม่นานพี่ชายก็จะมา ซักวันพี่จะมาพาเขาไปอยู่ด้วยกัน ซักวัน…

แล้วมันจะมาถึงเมื่อไหร่กัน

ในตอนที่เกือบจะผล็อยหลับอยู่ข้างหน้าต่างนั้นเองที่เสียงแหลมเหมือนนกตัวเล็กๆดังขึ้นจากในสวนท่ามกลางความมืด เสียงนั้นปลุกให้เขาตื่น กินเวลาพักหนึ่งก่อนที่เขาจะตั้งสติได้และคว้านกหวีดดินเผาบนคอขึ้นเป่า เหมือนนกอีกตัวที่กำลังร้องหา

เสียงที่ตอบกลับมาเป็นเสียงเหมือนนกใหญ่ คราวนี้ดังขึ้นจากทางโรงนา

ชั่วขณะหนึ่งเด็กชายอยากจะกลายร่างเป็นนกตัวน้อยแล้วบินลงว่าจากหน้าต่างเสียเดี๋ยวนั้น ใจของเขาเต้นไม่เป็นส่ำขณะที่คว้าเสื้อคลุมตรงประตูห้องแล้วพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะวิ่งลงบันไดไปให้เบาที่สุดที่เขาจะทำได้ แต่หัวใจของเขากลับเต้นเป็นจังหวะหนักหน่วง บอกให้เขาไปที่โรงนา ไปให้เร็วเท่าที่ใจจะอยากไป

เมื่อประตูเปิดออกเขาก็ไม่อาจยึดเท้าตัวเองไว้กับพื้นได้อีกแล้ว

” พี่ซาร์ค ”

เด็กหนุ่มไม่ทันจะได้เห็นรอยยิ้มของน้องชายชัดๆเลยด้วยซ้ำตอนที่เขาร่างเล็กๆนั้นกระโจนเข้ากอดเขาเต็มรักจนพวกเขาร่วงลงไปในกลุ่มกองฟางที่กองไว้ให้ม้าวัวที่นั่น พวกมันถึงกับส่งเสียงร้องอย่างรำคาญเหมือนจะถามว่ามันเป็นอะไรถึงต้องลงไปนอนในกองอาหารชาวบ้านเขา

” เดี๋ยวก่อน อาร์เซน ลุกก่อน พี่หายใจไม่ออก ”

สติของเด็กชายจะกลับมาก็ตอนนี้ เขาลุกขึ้นพร้อมกับช่วยดึงพี่ชายขึ้นมานั่ง ” ขอโทษครับ ท่านพี่ ” เขายิ้มเก้อ ” ก็ข้าคิดถึงท่านนี่นา ”

ถ้าจะเป็นความผิดใคร ก็คงเป็นของผู้พี่เอง ” พี่คงหายไปนานซินะ ” ว่าพลางก็ลูบหัวเด็กชายที่เต็มไปด้วยเศษฟาง

เด็กชายก้มหน้ารับพร้อมรอยยิ้มน้อยๆ ตอนนี้มันไม่สำคัญแล้วว่าซาร์คจากเขาไปนานแค่ไหนขอเพียงเด็กหนุ่มมาพบเขาไม่ว่ามันเคยเกิดอะไรขึ้นก็ไม่เป็นไร ต่อให้เขาต้องถูกจับนั่งเป็นตุ๊กตาให้อนาสตาเซีย ถูกแมกซิมิเลียนพูดจาดูถูก หรือคุณผู้หญิงจะให้เขาต้องทำงานทุกอย่างเพียงคนเดียว ถ้ามีพี่อยู่เขาก็ไม่กลัวอะไรแล้ว

ไม่กลัวเลยจริงๆ

” ข้าขอกอดท่านอีกได้ไหม? ”

คำขอนั้นทำให้ซาร์คยิ้มน้อยๆ คำตอบของเขาเป็นเพียงการผายมือออกเท่านั้น โดยไม่ต้องมีคำอนุญาตอาร์เซนก็รู้ดีว่าพี่ของเขายินดีเสมอ เด็กชายไต่เข้าไปในอ้อนแขนนั้นโดยไม่จำเป็นต้องพูด

อ้อมแขนของซาร์คยังคงอุ่นเหมือนทุกครั้ง

” ท่านพี่ผอมไปนะครับ ”

” หือ? จริงเหรอ กระดูกข้าทิ่มเจ้าหรือ? ”

” เปล่าครับ ” ว่าพลางเขาก็ซุกใบหน้าอยู่ที่ซอกคอของพี่ชาย ” เหมือนตัวท่านพี่เล็กลงยังไงไม่รู้ ”

ถ้าถามซาร์คมันเป็นในทางกลับกัน ” เจ้าตัวใหญ่ขึ้นต่างหาก อาร์เซน ” แล้วเขาก็กอดน้องชายไว้แน่น ” แต่ผอมลงนะ จับตรงไหนก็มีแต่กระดูก ”

” …คงงั้นมั้งครับ ”

แล้วเขาก็นิ่งอยู่ตรงนั้น นั่งอยู่ให้พี่ชายของเขากอดโดยไม่สนใจสายตาของม้าวัวหรือนกหนูที่อยู่ในโรงนานั้น เขาคงตัวโตขึ้นจริงๆ กำลังโตขึ้นอย่างรวดเร็วจนแขนของพี่ชายไม่อาจเป็นเกราะกำบังให้เขาได้เหมือนเคย เขาอดรู้สึกไม่ได้ว่าไหล่ของพี่ดูเล็กลงเมื่อเทียบกับตอนที่เขาเคยเอนพิงมันครั้งสุดท้าย

ครั้งหลังสุดที่เขาจำได้ แขนของซาร์คยังแบบบางกว่านี้ ตอนนี้แม้ดูไม่ต่างจากเดิมแต่ก็เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อที่เต็มแน่น ผิวก็คล้ำลง

” พี่คงต้องทำงานหนักสินะครับ ”

ซาร์คเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า ” จะว่าหนัก…ก็คงได้มั้ง ”

เด็กชายได้ยินอย่างนั้นก็ถอนใจ ” ข้าอยากโตเร็วๆจัง จะได้ไปช่วยท่านพี่ ”

ตอนนั้นเองที่ซาร์คดึงเขาออกมา มือทั้งสองข้างของผู้เป็นพี่จับมั่นบนท่อนแขนขณะที่ดวงตาดุดันสีเทาสว่างจ้องมองมาทางเขา สิ่งที่เห็นไม่เรียกว่าความโกรธ แต่เป็นความจริงจัง ” ไม่ว่ายังไงเจ้าก็ห้ามมากับข้า ”

” ทำไมละครับ ”

” เจ้าก็รู้ใช่ไหมว่าข้าทำอะไรอยู่ ข้าดูแลเจ้าไม่ได้ ที่สำคัญข้าจะไม่ให้เจ้าเอาตัวเองไปทิ้งแบบนั้น มันไม่คุ้ม ”

เด็กชายได้แต่หลบสายตานั่งก้มหน้าเงียบ

ท่าทีแบบนั้นทำให้ผู้เป็นพี่ใจอ่อนได้เสียทุกที ซาร์คเองก็ไม่เคยรู้ว่าเพราะอะไรเขาจึงแพ้น้องชายไปเสียทุกครั้ง เขาปล่อยมือจากไหล่น้อยๆนั้นก่อนจะจับมือเล็กๆที่หยาบกระด้างไว้ทั้งสองข้าง ” เจ้ามีพี่เป็นโจรมันก็แย่พออยู่แล้วนะ ”

กินเวลาอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่เด็กชายจะตอบออกมาด้วยเสียงเบาๆว่า ” …ข้าเข้าใจครับ ”

คำๆเดียวที่ทำให้ภายในของซาร์คอ่อนยวบจนเหมือนกลายเป็นปุยฝ้าย เขาดึงตัวน้องชายมากอดไว้ กอดไว้ให้นานที่สุดที่เขาจะทำได้เพราะพวกเขาไม่มีทางรู้เลยว่าจะเป็นเมื่อไหร่อีกที่พวกเขาจะได้พบกัน

” เจ้าเป็นน้องของข้า ” เด็กหนุ่มกระซิบขณะที่ซุกหน้าในเรือนผมสีฟางข้าว ” ไม่ว่าใครจะพูดอะไร ไม่ว่าเราจะอยู่ห่างกันแค่ไหนหรือจากกันนานเท่าไหร่เจ้าก็เป็นน้องชายของข้า น้องชายคนเดียวของข้า เข้าใจไหม? ”

น้ำตามันไหลลงมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็สุดวิสัยที่เด็กชายจะล่วงรู้

” เข้าใจครับ ”

กว่าที่ประตูโรงนาจะเปิดอีกครั้งพระจันทร์ก็คล้อยลงไปซ่อนหลังยอดไม้ หากจะเหลือสิ่งใดก็คงเป็นแสงนวลที่ยังสว่างพอจะมองเห็นกันได้ชัดถนัดตา

“ อากาศเย็นเหมือนกันนะ “ เด็กหนุ่มรำพึงก่อนจะถอดเสื้อคลุมที่สวมอยู่ใส่ให้น้องชาย “ เจ้าเอานี่ไปด้วยสิ “

แต่ต่อให้อยู่ท่ามกลางแสงจันทร์ก็ไม่อาจบดบังดิ้นทองที่ขลิบอยู่ตรงชายแขนเสื้อได้ เด็กชายใช้เวลาเพียงครู่ก่อนจะเข้าใจความหมายของลายนั้น นั่นทำให้เขาอุทานด้วยความตกใจ “ นี่มันของราชสำนักนะครับ ท่านพี่ไปเอามาจากไหน “

เด็กหนุ่มก็ได้แต่เกาต้นคอแกรก “ ก็… ปล้นเขามาสิ… ข้าจะไปเอามาจากไหนเสียอีกล่ะ “ ผู้พี่ตอบเสียงอ่อย

อาร์เซนก็ได้แต่ถอนใจเฮือก “ ข้าทราบครับ แต่ของแบบนี้น่ะไม่ได้มากับกองคาราวานนะครับ ท่านพี่ไปปล้นใครมา “

“ เรื่องนั่นช่างมันเถอะ อาร์เซน “ ว่าพลางก็กระชับเสื้อคลุมให้น้องชายเป็นการตัดบท “ ที่สำคัญตอนนี้มันเป็นของเจ้าแล้ว ไม่สำคัญอีกแล้วล่ะว่ามันเคยเป็นของใคร “

“ ข้าไม่ได้ห่วงเรื่องเสื้อหรอกครับ “ เด็กชายกล่าวอย่างอ่อนใจ “ แต่ถ้าท่านพี่ไปมีเรื่องกับราชสำนัก ข้ากลัวว่า- “

“ ข้ารู้แล้ว “ เด็กหนุ่มยิ้มด้วยความพยายามที่จะทำให้น้องชายสบายใจ “ ข้าสัญญาว่าจะไม่ทำอะไรเกินตัว เจ้าวางใจได้ “

วางใจ คำนี้พูดง่ายแต่เขากลับทำไม่ได้เลยซักครั้ง ก็จะให้วางใจได้อย่างไรเมื่อรู้ดีว่าพี่ชายที่รักยิ่งกำลังจะเอาคอเข้าตะแลงแกงอยู่รอมร่อ ต่อให้ทำไปด้วยเจตนาอันดี แต่ทั้งวิธีการและวัยวุฒิของพี่เขาเกรงเหลือเกินว่าเรื่องนี้จะไม่จบลงด้วยดี

แต่เขาก็ตอบได้แค่ว่า ” ข้าทราบครับ โชคดีนะครับท่านพี่ ” แล้วก็ยิ้ม

และฝืนยิ้มจนร่างของพี่ชายกลืนหายไปในความมืด

กี่ครั้งแล้วที่เขาทำได้เพียงเท่านี้ ยิ้มรับชะตากรรม ยิ้มเพื่อให้ทั้งอีกฝ่ายและตนเองรู้สึกว่าไม่เป็นไร

” ต้องไม่เป็นไรสิ ” เขากระซิบบอกตัวเอง ซักวันพวกเขาจะได้อยู่ด้วยกันโดยไม่ต้องอยู่ในเงาของความกลัวอีกต่อไป ” ต้องไม่เป็นไร ”

โดยที่เขาไม่รู้เลยว่าใครคนหนึ่งมองเขาอยู่จากหน้าต่างชั้นบนของเรือนใหญ่

***

TBC in Chapter 3

  1. พล.โผล่มาเมนท์ก่อน..

    ตัวละครเริ่มโผล่แล้ว กร๊ากกกก เค้าชอบชื่อคุณแมกซ์มิลเลียนอะ เค้าว่ามันทหารเท่ๆยังไงก็ไม่รู้ เอิ๊กๆๆๆ

    แต่คุณพี่สาวนั่นจิตมาก หรือว่าเป็นตัวแทนของสาวๆที่อยากกระทำชำเราประทุษร้ายหนุ่มน้อยหน้าตาดีกันหว่า กร๊ากกกกกก

    ซาร์คนี่มันโรบินฮู้ดชัดๆ

    • Kris
    • July 31st, 2010

    “เด็กหนุ่มไม่ทันจะได้เห็นรอยยิ้มของน้องชายชัดๆเลยด้วยซ้ำตอนที่เขาร่างเล็กๆนั้นกระโจนเข้ากอดเขาเต็มรักจนพวกเขาร่วงลงไปในกลุ่มกองฟางที่กองไว้ให้ม้าวัวที่นั่น พวกมันถึงกับส่งเสียงร้องอย่างรำคาญเหมือนจะถามว่ามันเป็นอะไรถึงต้องลงไปนอนในกองอาหารชาวบ้านเขา”

    ชอบว่ะ 555+

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: