A Fairytale: อาณาเขตแห่งเหยี่ยว บทที่ 3

Title: A Fairytale
Book I: อาณาเขตแห่งเหยี่ยว (The Land of the Hawks)
Author: vekin
Rate: PG-13
Warning: คนเขียนอ่อนคำราชาศัพท์เป็นอย่างยิ่ง ต้องขออภัยในความผิดพลาดมา ณ ที่นี้
***บุคคล เหตุการณ์และสถานที่ในเรื่องล้วนสมมติขึ้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องพาดพิงกับบุคคลและเหตุการณ์จริงแต่อย่างใด***

Chapter 3

####################################################

ในชั่วชีวิตหนึ่งจะมีคนซักกี่คนที่ได้เห็นเครื่องทองคำบริสุทธิ์ซักลัง แล้วมันจะมีซักกี่ครั้งในประวัติศาสตร์ของอาณาจักรซักอาณาจักรที่จะมีเครื่องทองคำเรียงรายอยู่ด้วยกันมากพอจะใส่ในห้องๆหนึ่งจนรู้สึกว่าห้องทั้งห้องนั้นกลายเป็นทอง

แต่มันก็เกิดขึ้นแล้ว และท่ามกลางสีทองระยิบระยับนั้นคือพระราชินีผู้ทรงสิริโฉมงดงามโดดเด่นเสียยิ่งกว่าทองคำทั้งหมด

“ ทั้งหมดนี้น่าจะพอแล้วนะ “ พระนางรำพึงก่อนจะสั่งว่า “ เอาพวกมันใส่หีบให้หมด “

แต่เหล่าเจ้าหน้าที่ก็ได้แต่อ้าปากค้างจนคนหนึ่งทูลถามขึ้นว่า “ พระอาญาไม่พ้นเกล้า พระองค์จะส่งเครื่องทองพวกนี้ไปเป็นของต่อรองจริงหรือพะยะคะ “

นั่นทำให้พระนางปรายหางพระเนตรมอง “ หรือเจ้าคิดว่าข้ารวบรวมของพวกนี้มาเล่นๆ “

“ หามิได้… แต่กว่าพระองค์จะรวบรวมมาได้ มันช่างน่าเสียดายที่ต้องเอาไปใส่ไว้ในมือของโจรเถื่อน “

นั่นทำให้สีพระพักตร์หมองลงกะทันหันจนเหล่าธารกำนัลถึงกับลืมหายใจ พอมีคนถามว่าทรงเป็นอะไรพระนางก็เพียงแค่โบกมือ “ เหมือนจะมีข้าเท่านั้นที่เป็นห่วงเจ้าชายใช่มั้ย? “

ได้ยินกันอย่างนั้นก็พาลพูดอะไรกันไม่ออกเลยทีเดียว

พระนางเห็นท่าทางอึกอักของข้าราชบริพารก็ทำได้เพียงถอนพระทัยก่อนจะทรงดึงผ้าบางขึ้นคลุมพระเกศาแล้วตรัสว่า “ ข้าจะไปทูลพระราชาว่าเครื่องทองพร้อมแล้วจัด พวกเจ้าจัดการที่เหลือด้วยนะ “

เหล่าเจ้าหน้าที่ก็รับคำแล้วรีบเร่งทำงานกันไปเงียบๆ ใครไหนเลยจะกล้าขัดพระบัญชาเมื่อเห็นความกังวลบนพระพักตร์ขององค์ราชินีผู้กำลังกลัดกลุ้มพระทัย พวกเขาตระหนักดีว่าพระองค์ทรงผูกพันกับเจ้าชายมาตั้งแต่เจ้าชายยังทรงพระเยาว์แต่ไหนเลยจะคิดว่าพระองค์จะรู้สึกทุกข์ร้อนราวกับว่าเจ้าชายเป็นพระโอรสของพระองค์แบบนั้น

ความโศกเศร้าคงเป็นสาเหตุที่พระองค์คลุมพระเกศาไว้เช่นนั้นแม้ไม่ได้คลุมด้วยสีดำ ก็ด้วยสีขาวโปร่งที่ทำให้พระนางดูราวกับเจ้าสาวที่อมทุกข์ พระองค์ไม่ได้แต่งองค์อย่างเคยแต่แต่งกายด้วยฉลองพระองค์เรียบๆสีอ่อนและแทบจะไม่แต่งแต้มพระพักตร์ เหล่ามหาดเล็กก็ทำได้เพียงไถ่ถามพระองค์เป็นครั้งคราวยามที่พระองค์เหม่อมองไม่อาจมีสมาธิใส่ใจราชกิจ

และในเวลาเช่นนี้พวกเขาก็ทำอะไรไม่ได้มากนักนอกจากถอนตัวออกมาจากห้องเงียบๆขณะที่พระนางเข้าพบพระสวามีในห้องบรรทม ปล่อยให้ทั้งสองพระองค์อยู่กันตามลำพัง

สายพระเนตรที่ดูอ่อนล้าของพระราชาทอดมองพระมเหสีด้วยแววที่แสดงความรับรู้อย่างเลื่อนลอยขณะที่พระนางนั่งลงที่ข้างพระเก้าอี้ เมื่อเทียบกันแล้วทั้งสองดูราวกับมีพระชนมายุห่างกันหลายสิบปีทั้งที่ความจริงแล้วพระนางอ่อนกว่าเพียงไม่กี่ชันษาเท่านั้น แต่ในตอนนี้พระนางยังดูงดงามเพริศแพร้วขณะที่พระสวามีกลายเป็นชายชราไปเสียอย่างนั้น

” เสวยยาแล้วหรือยังเพคะ ” พระนางตรัสถามขณะที่หยิบถ้วยบนโต๊ะใกล้ๆยื่นให้ ” อาจไม่ถูกลิ้นแต่ก็เพื่อสุขภาพของพระองค์นะเพคะ ”

แต่พระราชาก็เพียงจับพระกรของพระนางไว้โดยไม่รับถ้วย ” บอกข้าก่อน อาร์ดารา อาวดริคเป็นอย่างไรบ้าง ”

” อีกไม่นานพระโอรสก็จะกลับมาแล้วเพคะ ” แล้วพระนางก็ประคองถ้วยใส่หัตถ์ขององค์ราชา ” ดื่มก่อนเถอะเพคะ พระองค์จะได้แข็งแรงตอนที่เจ้าชายกลับมา ”

เมื่อได้ยินเช่นนั้นพระองค์ก็รับถ้วยนั้นมาด้วยหัตถ์ที่สั่นเทาจนองค์ราชินีต้องช่วยประคองให้ถึงพระโอษฐ์ ความรุนแรงของรสยาทำให้พระองค์ไอหนักๆอยู่หลายครั้งหลังจากทรงกล้ำกลืนยาทั้งหมดนั้นลงไป ข้างกายพระองค์พระมเหสียังอยู่ช่วยลูบพระปฤษฎางค์ด้วยพระพักตร์เปื้อนรอยยิ้มเศร้าสร้อย

***
ความตื่นเต้นในค่ายพักบนเขานั้นออกจะมากเกินไปหน่อยสำหรับตอนเช้าตามปกติ แต่ก็ไม่มากพอที่เด็กหนุ่มจะรู้สึกถึงอันตรายในตอนที่เขาก้าวออกมาในลานใต้วงต้นไม้ ” มันเกิดอะไรขึ้น ”

” ม้าครับ หัวหน้า ” ชายหนุ่มคนหนึ่งบอกเขา ” ม้าขาวตัวหนึ่งเข้ามาอาละวาด เหมือนมันเป็นบ้าเลย ”

” พวกเราเข้าใกล้มันไม่ได้เลย ” อีกคนรายงาน ร่องรอยบนตัวแสดงว่าเขาโดนมันถีบมาแล้ว

” คีธล่ะ ”

” ก่อนนี้ก็เห็นรวบรวมคนกับตาข่ายอยู่ครับ แต่รู้สึกว่าครั้งแรกจะล้มเหลว ตอนนี้เขารอมีเรื่องสำคัญจะคุยกับท่านอยู่บนเรือนใหญ่ ”

ได้ยินเช่นนั้นซาร์คก็กล่าวขอบใจก่อนจะรีบผละขึ้นไปบนเรือนต้นไม้ วิ่งไปตามทางสะพานเชือกที่ขึงระหว่างเรือนต่อเรือนตรงไปยังเรือนใหญ่

จากข้างบนนั้นเขาสามารถเห็นความปั่นป่วนได้ค่อนข้างชัดเจน เพราะม้าขาวตัวนั้นโดดเด่นอย่างยิ่งท่ามกลางป่าเขาที่มีเพียงสีน้ำตาลและเขียว แต่มันไม่ได้ทำตัวเหมือนม้าป่าที่ซาร์คเคยเห็นแต่อย่างใด แทนที่มันจะหนีคนที่เข้ามาใกล้มันดันโจมตีใส่ซะอย่างนั้น

ท่าทางมันจะเป็นบ้าจริงๆ

เมื่อเขาเข้าไปในเรือน คีธซึ่งเห็นได้ชัดว่ากำลังร้อนใจรีบลุกจากที่นั่งมาหาเขา ” ขออภัยด้วยครับหัวหน้า ที่ข้าจัดการเรื่องนี้ไม่ได้ ”

” เรื่องนั้นไว้ก่อน เจ้าเจ็บตรงไหนหรือเปล่า ” เด็กหนุ่มถามขณะที่กวาดสายตามองชายหนุ่มตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า มีรอยฟกช้ำอยู่บ้างแต่ดูเหมือนจะไม่เป็นไร

” ข้าสบายดีครับ แต่ม้ามันฉลาดเกินไปแถมยังบ้าคลั่งยังกะถูกปีศาจเข้าสิง ตอนนี้ข้าให้ทุกคนช่วยกันล้อมมันไว้แต่สั่งเด็ดขาดว่าห้ามเข้าใกล้ จนกว่าจะรู้ว่าควรทำอย่างไร ”

ฟังอย่างนั้นเด็กหนุ่มก็ได้แต่ถอนใจ ” ข้าเคยเห็นเขาปราบม้าพยศก็จริงนะคีธ แต่ที่บ้าคลั่งขนาดนี้ ข้าเห็นแต่เขาฆ่าทิ้งทั้งนั้น ”

” ข้าก็ว่าอย่างนั้น ” ชายหนุ่มกล่าว ” แต่มีคนหนึ่งที่บอกว่าม้าตัวนั้นเป็นของเขาและเขาสามารถจัดการมันได้ ”

นั่นทำให้เด็กหนุ่มต้องงง มีใครอีกหรือที่จัดการกับม้าที่เสียจริตแบบนี้ได้

***
” เจ้าบอกว่าเจ้าจำม้าตัวนั้นได้เพราะเสียงร้อง? ”

” ราพุนเซลเป็นม้าที่ข้าฝึกมาเองทำไมข้าจะจำเสียงของมันไม่ได้ ” เจ้าชายตรัส ” ปล่อยข้าแล้วข้าจะจัดการให้ เร็วสิ ”

แต่กระนั้นซาร์คก็ยังดูไม่มั่นใจ เขาเหลือบตามองก่อนเบนสายตากลับไปข้างนอกอีกครั้ง ” ฆ่ามันทิ้งง่ายกว่า ”

นั่นทำให้เจ้าชายร้อนรนขึ้นมาในทันที ” อย่า ข้าขอร้องล่ะ ม้าตัวนั้นไม่อันตรายขนาดนั้น ”

” ก็เจ้าไม่ได้ถูกมันถีบเอานี่! ” ว่าแล้วเด็กหนุ่มก็ทำท่าจะถีบอัดเจ้าชายซักครั้งถ้าไม่ใช่เพราะคีธเข้ามาดึงตัวไว้ทัน

” ข้าว่าไม่เสียหายนะครับ หัวหน้า ถึงยังไงเขาก็หนีไปไหนไม่ได้อยู่แล้ว ถ้าจะลองซักครั้งคงไม่เป็นไร ” ชายหนุ่มกล่าวเรียบๆ เหมือนกำลังขับกล่อมให้ใจเย็น ” นะครับ ”

สำหรับอาวดริคมันน่าอัศจรรย์ทุกครั้งที่เห็นว่าคำพูดของคีธได้ผล เพียงแค่กระซิบก็สามารถดับไฟโทสะรุนแรงของเด็กวัยรุ่นอารมณ์ร้อนอย่างซาร์คได้อยู่หมัด

เพียงแค่นั้น หัวหน้าผู้เคร่งขรึมของเหยี่ยวป่าก็กลับมาอีกครั้ง ” ก็ได้ ” เด็กหนุ่มกล่าวขณะที่เขาแก้มัดบนข้อมือให้ ” แต่ข้าจะจับตาดูเจ้าไว้ ถ้าเจ้าคิดจะขึ้นม้า ข้ารับประกันว่าข้าจะฆ่ามันทิ้งแน่ ”

นั่นนับเป็นข้อตกลงที่ยุติธรรมดีต่อเจ้าชาย ถ้ามันจะช่วยชีวิตม้าของพระองค์ไว้ได้ละก็

***
ม้าอาจเป็นสิ่งที่ใครๆก็เห็นจนคุ้นเคยยามที่ทหารควบขี่เข้ามาในหมู่บ้าน หรือใช้เทียมรถเทียมเกวียนลากไปตามท้องถนน ม้าเป็นสิ่งที่ชาวบ้านนึกถึงเมื่อคิดถึงกองคาราวาน หรือพ่อค้าขุนนาง แต่ไม่ใช่ว่าใครๆก็มีม้า ความจริงคือไม่มีชาวบ้านตาดำๆที่ไหนมีปัญญามีม้าของตนเองได้เลย

การจัดการกับม้าไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาถนัด ยังไม่นับม้าพยศ และยิ่งไม่ต้องพูดถึงม้าคลั่ง

สิ่งแรกที่พวกเขาพยายามทำคือทำให้มันอยู่กับที่ แต่มันก็ไม่ตกหลุมพรางง่ายๆ ม้าขาวทำร้ายพวกเขาหลายคน สะบัดตาข่ายจนพวกเขากระเด็นบ้าง เหยียบด้วยขาหน้าไม่ก็ถีบด้วยขาหลัง หรือไม่ก็วิ่งชนจนล้มกันไม่เป็นท่า

พวกเขาพยายามใช้ตาข่าย และหลังจากล้มเหลวอยู่หลายครั้ง พวกมันก็จับมันได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีใครเข้าใกล้มันได้เลย พวกเขามีแต่โดนมันสะบัดออกด้วยความบ้าคลั่งขณะที่มันพยายามกระโจนออกไป

” ราพุนเซล ”

เสียงเรียกทำให้มันดูกระวนกระวายขึ้นมาในทันที ดูราวกับมันกำลังมองซ้ายขวาหาต้นเสียงนั้น

” ข้าเอง ราพุนเซล ” เสียงเรียบๆนั้นพูดกับมันขณะที่เจ้าของเสียงก้าวออกมาเบื้องหน้าอย่างสงบ ” ราพุนเซล ”

น่าอัศจรรย์ที่ม้าซึ่งอาละวาดบ้าคลั่งราวกับปีศาจกลับยืนนิ่งสงบราวต้องมนต์ หากแต่มันยังไม่ได้คลายความระแวดระวัง ตัวของมันตึงเครียดขณะที่สายตาจ้องมองตรงไปยังชายหนุ่มที่ก้าวเข้าหามันอย่างช้าๆ มือทั้งสองข้างผายออกราวจะบอกว่าไม่มีอาวุธ

” อย่ากลัวเลย ” อาวดริคกล่าวพร้อมปรายยิ้ม ” ข้าเองไง ราพุนเซล เจ้าไม่มีอะไรต้องกลัวแล้ว ”

นางม้าพลันสะบัดร่าง พยายามเอาตาข่ายออกไปพลางส่งเสียงอย่างร้อนใจ เจ้าชายก้าวเข้าไปอย่างช้าๆ ค่อยๆดึงเอาเชือกทั้งหลายออกจากตัวม้าสลับกับการลูบตัวมันเบาๆ

” ไม่มีใครทำอะไรเจ้าดอก ” พระองค์กล่าวพลางลูบขนสีขาวบนแผงคอ มันส่งเสียงร้องราวกำลังประท้วง ” เด็กดี นิ่งเสีย ไม่มีอะไรแล้ว ไม่มีใครทำอะไรเจ้าแล้ว ”

แล้วเจ้าชายก็เอื้อมพระหัตถ์ไปลูบหน้าของมันเบาๆ การลูบไล้เพียงเล็กน้อยที่ดูเหมือนจะสร้างผลอันใหญ่หลวง ฉับพลันนั้นดูเหมือนนางม้าจะยอมจำนน มันหันมาให้พระองค์ลูบหน้าพลางส่งเสียงฟืดฟาดที่ฟังดูราวกับคนกำลังถอนใจ

นั่นทำให้เจ้าชายยิ้ม ” ข้าสบายดี ” พระองค์ตรัส ” ข้าไม่เป็นอะไร ราพุนเซล ไม่เป็นอะไรเลย ”

แล้วพระองค์ก็แนบพระนลาฎกับหน้าผากของเจ้าม้า สิ่งที่เหมือนเป็นสัญญาณที่ทำให้คนทั้งหลายพากันโล่งใจ

ม้าคลั่งสงบลงแล้วจริงๆ

แม้แต่เด็กหนุ่มซึ่งข้องใจในคำกล่าวอ้างแต่แรกก็ยังอดรู้สึกทึ่งไปด้วยไม่ได้ เขาเคยเห็นม้าพยศและเคยเห็นคนสยบม้าพยศ แต่ไม่เคยเลยซักครั้งที่เขาจะเห็นใครซักคนสงบม้าคลั่งลงด้วยการพูดกับมันเพียงอย่างเดียว

ท่าทางจะไม่ใช่เพียงการคุยโวเท่านั้นเสียแล้ว

” นางชื่อราพุนเซลหรือ ”

ดูเหมือนเจ้าชายจะเพิ่งทรงตระหนักได้ว่าในที่นั้นไม่ได้มีเพียงพระองค์กับม้าเท่านั้น พระองค์หันกลับไปพร้อมรอยยิ้มแล้วตรัสว่า ” ใช่ คนของพ่อข้าจับนางได้เมื่อหลายปีมาแล้ว ตอนที่นางเป็นแค่ลูกม้าป่า ”

” ม้าป่ารึ ” แล้วเด็กหนุ่มก็ก้าวออกไปข้างหน้า ซึ่งทำให้ราพุนเซลกระถดถอยหลังพลางส่งเสียงร้องขู่

” เด็กดีๆ ” เจ้าชายตรัสขณะที่ลูบต้นคอให้มันสงบลงแล้วหันกลับมาบอกว่า ” อย่าเพิ่งรีบเข้ามา นางยังตื่นอยู่ ”

นั่นเป็นเหมือนการฉีกหน้าเด็กหนุ่มกลายๆ ใบหน้าของซาร์คเกือบจะเป็นสีแดงเดียวกับเส้นผมของเขาในทันที ” ข้ารู้แล้ว ” ก่อนจะยึดมั่นปักหลักอยู่ตรงที่ยืนอยู่แล้ว ปล่อยให้เจ้าชายสำรวจนางม้าไปตามอัธยาศัย ซึ่งพระองค์ก็ทำอย่างถี่ถ้วน เริ่มจากรอยแผลจากเชือกที่เหล่าโจรป่าพยายามใช้จับนาง รอยบังเหียนที่เลื่อนหลุดจากตัวนางไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่อาจรู้ พระองค์ตรวจดูว่านางได้น้ำและอาหารเพียงพอหรือไม่ มีร่องรอยบาดเจ็บที่ขาหรือเปล่า

มันคงเป็นการโกหกถ้าจะบอกว่ารอยยิ้มโล่งใจของเจ้าชายไม่มีผลใดๆต่อพวกเขา ชั่วครู่หนึ่งอาวดริคดูราวกับคนที่มีความสุขที่สุดในชีวิต มันไม่เกี่ยวอะไรเลยกับแก้วแหวนเงินทองหรืออำนาจบริวาร สำหรับเจ้าชายองค์นี้แค่เพียงม้าที่พระองค์รักปลอดภัยก็เพียงพอแล้ว

” พามันไปล่ามไว้ซะ ”

คำสั่งนั้นทำให้เจ้าชายหันกลับมาทางต้นเสียงที่ยืนนิ่งไม่ห่างออกไป ซาร์คก็เพียงแค่หันไปสั่งอีกครั้งว่า ” เอานางไปล่ามไว้ คีธ เจ้าเอาเจ้าของมันกลับไปล่ามไว้ที่เดิมด้วย ”

เจ้าชายรีบประท้วงขึ้นทันควัน ” แต่นางไม่เคยถูกล่ามเลยนะ ”

” เอานางไปล่ามไว้หรือปล่อยนางไป ที่นี่ไม่ได้มีที่ทางมากพอให้ม้าของท่านวิ่งเล่นหรอกนะ ” ผู้เป็นหัวหน้ากล่าวเสียงกร้าว สายตาคมกริบเชือดเฉือนปรายมองครั้งหนึ่งก่อนจะผละจากไปดูคนเจ็บ และทุกคนรู้ดีว่านี่เป็นคำขาด

ด้วยความแข็งกร้าวนั้นทำให้เจ้าชายต้องยอมจำนน พระองค์ทำได้เพียงคอยบอกราพุนเซลว่านางจะไม่เป็นอะไรขณะที่ชายหนุ่มสองสามคนมาพานางไปอย่างหวาดๆ นางม้าร้องหาพระองค์อยู่ครั้งหรือสองครั้ง ก่อนจะยอมติดตามชายเหล่านั้นไปแต่โดยดี

เมื่อม้าขาวลับสายตาแล้วเท่านั้นคีธจึงเข้าไปทูลเชิญกลับไปยังที่พักและ ” ข้าต้องขออภัยด้วย แต่คงต้องล่ามท่านไว้ตามเดิม ”

เจ้าชายไม่มีอะไรจะประท้วง แค่อยากจะถามว่า ” หัวหน้าของเจ้าดุเกินวัยจริงๆนะ ”

” ก็ไม่ได้ดุขนาดนี้เป็นปกติหรอกครับ ” ชายหนุ่มว่าพลางก็ล่ามพระกรเข้ากับเชือก ” คงเพราะเขาเกลียดท่าน ”

” เกลียดข้า? แต่ข้ากับเขาเพิ่งพบกัน- ”

” เขาเกลียดราชสำนักมาก ” คีธว่าก่อนจะยิ้มอย่างเศร้าๆ ” เรื่องราวของท่านซาร์คคงยาวเกินกว่าจะเล่าให้ท่านฟังตอนนี้ แต่ได้โปรดเข้าใจด้วยว่าหัวหน้าของข้ายังเด็ก ความฝังใจต่อบทบาทของราชสำนักในช่วงหลายปีที่ผ่านมาทำให้เขาไม่อาจเข้าข้างพวกท่านได้… เหมือนที่พวกเราก็ทำไม่ได้เช่นกัน ”

เพียงแค่นั้นแล้วเขาก็จากไป ทิ้งแต่ความสงสัยไว้ในพระทัยของเจ้าชาย

มันเกิดอะไรขึ้นในประเทศนี้กันแน่?

***
ถ้ามีอะไรที่จะทำให้ซาร์คขัดใจกับนางม้าราพุนเซลก็คงเป็นเรื่องที่นางไปอาละวาดทำร้ายเพื่อนของเขาไว้หลายคน ทั้งเจ็บหนักทั้งเจ็บน้อยรวมๆก็เกือบถึงสิบห้าคนเลยทีเดียว

” ในเวลาสำคัญขนาดนี้ด้วยนะ ”

เด็กหนุ่มรำพึงขณะที่เพ่งมองดูนางม้าซึ่งถูกล่ามไว้กับต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง สายตาของราพุนเซลเองก็มองกลับมาที่เขาอย่างไม่สู้เป็นมิตรเช่นกัน

” เจ้าบุกเข้ามาถึงนี่ทำไมกันนะ ” เขาว่าพลางก็ลองสาวเท้าเข้าหาอย่างระมัดระวัง ” เพื่อช่วยเจ้าชายของเจ้าน่ะรึ ” แล้วเขาก็ยิ้มเยาะ ” ม้าอย่างเจ้าเนี่ยนะ ”

เหมือนจะเข้าใจคำปรามาสนั้น นางส่งเสียงฮึดฮัดพลางสะบัดศีรษะของนางในทันที

ซาร์คจึงชะงักฝีเท้า ถึงเขาจะไม่คุ้นเคยกับม้า แต่สัตว์ที่อารมณ์ไม่สู้ดีนั้นดูได้ไม่ยากเลย เพียงแต่ว่าโลกนี้ก็มีคนที่กล้าลองของอยู่ด้วยเหมือนกัน ” อย่าพยศให้มันมากนักล่ะ แล้วไม่ต้องจะกินเลือดกินเนื้อข้าแบบนั้น ข้าไม่ได้คิดจะฆ่าเจ้านายเจ้า ”

นั่นดูเหมือนจะทำให้นางสงบลงทันควัน แต่บรรยากาศแห่งความหวาดระแวงก็ยังคุกรุ่น

” เขาเป็นเหยื่อล่อตัวสำคัญของข้า ” ว่าพลางเด็กหนุ่มก็ยิ้มกริ่ม ” ดังนั้นข้าจะดูแลเขาอย่างดี แต่เจ้าไม่ใช่ ข้าไม่จำเป็นต้องฟังคำอ้อนวอนของเจ้าชายอ่อนหัดที่ขอร้องให้ไว้ชีวิตเจ้าหรอกนะ ”

” ขู่กันแบบนั้น ม้าที่ไหนจะยอมท่านกัน ” เสียงที่สอดขึ้นทำให้เด็กหนุ่มเหลียวกลับไปมอง เป็นคีธที่เดินเข้ามาเบื้องหลังเขาพลางถาม ” ไม่ได้นอนมาทั้งคืนจะไม่ไปพักผ่อนหรือครับ ”

เด็กหนุ่มตอบไปว่า ” เดี๋ยวไว้ก่อน ”

” อีกไม่นานจะถึงวันสำคัญ ข้าอยากให้ท่านพร้อมสำหรับการเจรจาครั้งใหญ่กับราชสำนัก ”

หลังจากนั้นก็เป็นความเงียบ ซาร์คดูเหมือนกำลังครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะบอกว่า ” พูดถึงเรื่องนั้น ข้ามีเรื่องอยากจะปรึกษาเจ้า ”

***
ถ้าจะมีสถานการณ์ไหนที่ทำให้ชายหนุ่มคนหนึ่งหวั่นไหวก็คงเป็นการได้อยู่ร่วมห้องกับหญิงงามที่ตนหลงใหล และหากอยู่ในห้องหับที่ปิดลับย่อมเป็นธรรมดาที่จะรู้สึกตื่นเต้นขัดเขิน สิ่งเหล่านี้ไม่เว้นแม้แต่กับชายหนุ่มรูปงามเปี่ยมเสน่ห์ที่เชื่อมั่นในคารมของตนเต็มที่

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อหญิงคนที่ว่า คือราชินีผู้ทรงสิริโฉมเลื่องลือเช่นราชินีอาร์ดารา

” ข้าพระองค์ ดยุคคลอเดียส ถวายพระพรองค์ราชินี ”

สายตาของดยุคหนุ่มช้อนมอง และได้รับรางวัลเป็นรอยยิ้มอันลึกลับและเย้ายวน พระราชินีเลอโฉมซึ่งนั่งเอนวรองค์บนแท่นกล่าวต้อนรับชายหนุ่มด้วยพระพักตร์แย้มยิ้มและอุ้งหัตถ์งดงามที่ยื่นมาให้จับต้อง ” นานแค่ไหนแล้วหนอคลอเดียส ”

แม้เป็นดยุคเจ้าเสน่ห์ที่ไม่ว่าผู้ใดก็ใหลหลงแต่ไหนเลยชายหนุ่มเช่นเขาจะทานทนความงามของพระนางได้ ท่านดยุคประคองพระหัตถ์งามข้างนั้นแล้วก้มลงจุมพิตในทันใด ” ไม่ว่านานเพียงใดพระองค์ก็ยังงามเลิศกว่าผู้ใดในใต้หล้าพะยะคะ ”

พระนางยิ้มอย่างพอพระทัยก่อนจะเปลี่ยนเป็นลูบไล้ใบหน้าอ่อนเยาว์นั้น ” ท่านก็ยังเจ้าคารมไม่เปลี่ยนเลยนะ เพราะอย่างนี้แหละคลอเดียสที่รัก ข้ามีเรื่องจะให้ท่านช่วย ”

ด้วยความปลื้มปีติ ดยุคหนุ่มคุกเข่าลงในบัดดล ” ไม่ว่าสิ่งใดโปรดบัญชามา ข้าพระองค์จะถวายหัวรับใช้ให้ถึงที่สุด ไม่ว่าพระองค์ปรารถนาสิ่งใดข้าพระองค์จะนำมาถวายให้จงได้พะยะคะ ”

นั่นทำให้ราชินีแย้มยิ้มอย่างพอพระทัยยิ่ง ” ข้าไม่มีสิ่งใดที่ปรารถนาในตอนนี้ดอกคลอเดียส ” พระนางตรัสอย่างพอพระทัยกับท่าทางนอบน้อมของชายหนุ่ม ” แต่ข้ามีกำหนดต้องส่งของตามค่าไถ่ไปเปิดการเจรจาเพื่อไถ่ตัวลูกข้า ท่านคลอเดียส ท่านเป็นผู้ที่มีคารมแยบคายที่สุดในแผ่นดินนี้ ข้าอยากให้ท่านเป็นผู้เจรจาแทนข้า ”

” ด้วยความยินดีเป็นล้นพ้นพะยะคะ ” ดยุคหนุ่มค้อมรับ ” หากแต่ว่า พระองค์มุ่งหวังผลอันใดในการเจรจา ”

” พวกนั้นจะต้องต่อรองเรื่องใหญ่ อาจเป็นเรื่องภาษี เรื่องการครอบครองที่ดินของขุนนาง ขอให้รับคำเท่าที่จะไม่สะเทือนผลประโยชน์ของพวกเรา หากท่านไม่ชอบใจก็ทำเป็นรับไปพิจารณา แต่สิ่งที่ข้าต้องการคือให้พวกมันเอาเครื่องทองกลับไปให้หมดอย่าให้เหลือแม้แต่ชิ้นเดียว ”

นั่นทำให้ชายหนุ่มนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ” พระองค์ปรารถนาเช่นนั้น? ”

ในตอนนั้นเองที่พระนางโน้มพระพักตร์เข้าใกล้รอยยิ้มน้อยๆปรากฏขึ้นขณะที่พระนางกระซิบว่า ” นั่นคือความปรารถนาอันแรงกล้าของข้าเลยล่ะ คลอเดียส ”

แล้วไหนเลยเขาจะปฏิเสธพระนางได้

***
เหตุที่มันถูกเรียกว่าโขดหินโลหิตเพราะเมื่อแสงอาทิตย์ตกต้องโขดหินใหญ่เหล่านั้นพวกมันพลันทอประกายเป็นสีแดงฉานราวกับอาบไปด้วยเลือดชัดเจนที่สุดในยามเช้าและยามเย็น สีแดงของมันโดดเด่นจนเห็นได้แม้จากระยะไกลจนใครๆก็รู้จักที่ตั้งกลางป่าเขาเช่นนี้

ดยุดคลอเดียสมาถึงสถานที่แห่งนี้ตั้งแต่ก่อนฟ้าสางพร้อมขบวนค่าไถ่ที่ปลอมมาเป็นคาราวานทำทีเหมือนมาหยุดพักยังสถานที่ที่กองคาราวานรู้จักกันเป็นอย่างดี

แต่ก็ต้องรอจนฟ้าสางเท่านั้นเงาร่างของคู่เจรจาจึงปรากฏ

” ท่านคงเป็นผู้แทนของราชสำนักสินะ ” ร่างบนยอดโขดหินทักขึ้น เขาสวมเสื้อคลุมยาวที่มีหมวกคลุมบังใบหน้าจนดยุคหนุ่มไม่สามารถมองเห็นสีหน้าของเขาได้ นั่นไม่ดีต่อการเจรจา การไม่เห็นสีหน้าของคู่สนทนาทำให้เขาเสียเปรียบ

” เจ้าคือหัวหน้าของเหยี่ยวป่าหรือ ” เขาถาม

แต่คำตอบคือ ” นั่นสำคัญรึ ”

” แน่นอน ” ดยุคกล่าวก่อนจะปรายยิ้มทรงเสน่ห์ ” การเจรจากับผู้มีอำนาจตัดสินใจสูงสุดเท่านั้นจึงจะมั่นใจผลที่ได้ ”

นั่นดูเหมือนจะทำให้อีกฝ่ายพอใจไม่น้อย ชายบนโขดหินยักหน้า ” ถ้าอย่างนั้นละก็เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า ”

ทันทีที่พูดจบ ก็ปรากฏร่างจากชายป่าใกล้ๆ ทั้งหมดนั้นสวมเสื้อคลุมบังใบหน้าลักษณะเดียวกันทั้งหมดจนไม่สามารถบอกได้ว่าพวกเขาเป็นใคร แต่ที่ชัดเจนคือพวกเขาติดอาวุธและทั้งหมดนั้นเป็นคนของเหยี่ยวป่า

เหมือนเป็นการเตือนว่าถ้าตุกติกละก็จะถึงตาย

ความหวั่นใจปรากฏชัดบนใบหน้าของดยุคหนุ่มขณะที่เขาถูกบอกให้ ” เปิดหีบพวกนั้นซะ ”

เมื่อคลอเดียสส่งสัญญาณ ทหารที่มีเพียงหยิบมือก็เริ่มเปิดหีบทั้งหมด ไล่ตั้งแต่หีบใส่เหรียญทองไปจนถึงเครื่องทองที่สะท้อนแสงอาทิตย์ยามเช้าจนดูละลานตาไปทั้งบริเวณ

ชายบนโขดหินเองก็ดูเหมือนจะพอใจ ” เยี่ยมมาก ในเมื่อท่านได้แสดงความจริงใจแล้ว ข้อต่อรองของข้ามีไม่มากหรอก ข้อแรกคือท่านต้องลดหย่อนอัตราภาษีของราษฏรลงครึ่งหนึ่งอย่างถาวร นอกจากนี้ท่านก็ต้องงดเว้นภาษีให้ราษฎรจากนี้เป็นเวลาหนึ่งปีเต็ม ที่สำคัญที่สุดคือข้อสุดท้าย ” แล้วเขาก็ดึงเอากระดาษม้วนหนึ่งออกมา ก่อนจะโยนลงไปข้างล่าง ” ท่านต้องถอดคนเหล่านี้ออกจากตำแหน่งขุนนาง ”

ดยุคคลอเดียสก้มลงเก็บม้วนกระดาษนั้นแล้วคลี่ออก สิ่งที่ทำให้เขาตกใจคงเป็นความยาวของรายชื่อนั้น

ที่สำคัญคือบนนั้นมีชื่อ คลอเดียส ชาล็อตตา อยู่ด้วย

” ข้าเข้าใจดีนะว่าพวกเจ้าคิดการณ์ใหญ่ ” ดยุคหนุ่มว่าพลางม้วนกระดาษนั้นกลับ ” คนหนุ่มสาวผู้มีอุดมการณ์ย่อมปรารถนาจะฟื้นฟูบ้านเมืองให้ได้ดังใจหวังในเวลาอันรวดเร็ว แต่เจ้าต้องเข้าใจด้วยว่าประเทศนั้นไม่อาจกลายเป็นดินแดนในฝันได้เพียงแค่เจ้าล้มล้างสิ่งที่เคยมีอยู่ สิ่งที่ต้องแก้ไขคือระบบ ซึ่งไม่อาจกระทำได้ไนเวลาอันรวดเร็ว ”

” รึท่านกำลังจะบอกว่า เงื่อนไขของพวกเราไม่เหมาะสม ” ชายบนโขดหินสวนมาทันควัน

” การระงับการเก็บภาษีถึงหนึ่งปีย่อมมีผลต่อระบบการเงินของประเทศ ที่สำคัญคือการโยกย้ายหรือถอดถอนขุนนางย่อมก่อให้เกิดช่องว่าง เราไม่ได้มีคนมากพอจะบรรจุลงตรงนั้นได้ ”

” ท่านหมายความว่าท่านไม่รับข้อต่อรอง ”

ก่อนที่จะเกิดความหมางใจดยุคคลอเดียสรีบตอบไปว่า “ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้นเลยแม้แต่น้อย ข้าหมายความเพียงว่าหากต้องการทำตามนั้นทั้งหมด ย่อมเป็นภาระของระบบ เช่นนี้ไม่ได้ดีต่อประชาชนเลยแม้แต่น้อย ”

” ท่านเกรงว่าระบบของท่านจะไม่เสถียร? ”

” ถูกต้อง ”

นั่นทำให้ชายบนโขดหินหัวเราะ ” นั่นมันระบบของท่าน ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับประชาชนเลยซักนิด ”

คลอเดียสต้องพยายามสุดชีวิตเพื่อไม่ให้ใบหน้ากระตุก ” ระบบใดๆย่อมเกี่ยวพันถึงกัน เจ้าไม่อาจดำรงเสถียรภาพในชีวิตของผู้คนหากการปกครองซึ่งคุ้มครองชีวิตของพวกเขาถูกทำลาย จากการสนทนานี้ข้าพอบอกได้ว่าเจ้าไม่ด้อยการศึกษา เช่นนั้นแล้วเรามาหาหนทางออกร่วมกันไม่ดีกว่าหรือ ”

เมื่อกล่าวจบดยุคหนุ่มก็ปรายยิ้มหวานพลางผายมือเชิญชวนให้ผู้เป็นหัวหน้าลงมาจากบนโขดหิน

แต่ร่างนั้นก็ไม่กระดิก เขายังคงนั่งอยู่บนนั้นต่อไปโดยไม่อาจเดาได้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ ” ความร่วมมืออย่างนั้นหรือ ” เขากล่าว ” ความร่วมมือหรือความพยายามจะโน้มน้าวใจข้าของท่านกันแน่ ”

กระนั้นคลอเดียสก็ยังใจเย็น ” นั้นไม่ใช่เจตนาของข้าเลยแม้แต่น้อย ข้าเพียงต้องการความรอมชอมและความปลอดภัยของเจ้าชายเท่านั้น ”

” แน่นอน ” ชายบนโขดหินยักไหล่ ” ความปลอดภัยของเจ้าชายย่อมหมายถึงความปลอดภัยของท่าน เสถียรภาพของระบบคือเสถียรภาพของท่าน ข้าพอเข้าใจได้ว่าทำไมท่านต้องการการรอมชอม ”

สิ่งที่คลอเดียสตระหนักในตอนนั้นคือเขาประเมินความดื้อดึงของคู่ต่อรองต่ำเกินไป นี่ไม่ใช่คนที่สามารถถูกโน้มน้าวได้โดยง่าย รู้ชั้นเชิงเล่ห์เหลี่ยมในการเจรจาพอตัว สัญญาและรอยยิ้มไม่มีผลต่อเขาแม้แต่น้อย

” ข้าคงสัญญาได้เพียงการรับไปพิจารณา ” ดยุคหนุ่มว่าพลางตีหน้าเศร้า ” เจ้าต้องเข้าใจว่านี่เกี่ยวพันกับคนหลายคน ฝ่ายหลายฝ่าย ข้าไม่อาจให้คำตอบได้ในตอนนี้- ”

” ข้ารู้ดี นักเจรจาย่อมไม่ตอบทั้งใช่และไม่เมื่อผลประโยชน์ยังไม่ชัดเจน ” ร่างบนโขดหินพลันลุกขึ้น ” ข้าไม่ได้คาดหวังผลในทันทีดอก แต่ถ้าท่านยังเฉย หากภายในเจ็ดวันนี้ไม่มีความคืบหน้า ข้าจะส่งของขวัญสำคัญให้ท่าน ” พลันเขาก็แสยะยิ้ม ” ไม่ทราบว่าทางท่านนิยมส่งชิ้นส่วนใดของตัวประกันเพื่อแลกกันดูหรือ? ”

” นี่… เจ้า… เหตุใดจึงต้องโหดเหี้ยมเช่นนั้น ”

” เราโหดเหี้ยมต่อผู้ที่โหดเหี้ยมต่อเรา ” เขาตอบ ” สิ่งที่ท่านกระทำอำมหิตกว่านี้เป็นไหนๆ ท่านเปลี่ยนที่นาเป็นลานเลือด เปลี่ยนคาราวานสินค้าเป็นพันธนาการสร้างทาส ท่านกดขี่ราษฏรตาดำๆที่ไม่อาจลืมตาอ้าปาก ทรมานผู้ที่ไม่อาจสู้นับว่าอำมหิตที่สุด ”

” ข้าไปทำการเช่นว่าตั้งแต่เมื่อใด? ” คลอเดียสประท้วง

” อย่าเลย คลอเดียส ชาล็อตตา ดยุคแห่งโดบรัม ” ชายคนนั้นกล่าวอย่างใจเย็น ” พฤติการณ์ของท่านไม่ใช่สิ่งที่เป็นความลับ ไม่มีใครไม่ทราบเรื่องที่ท่านล่อลวงหญิงสาวยากจนในโดบรัมด้วยแก้วแหวนเงินทองหรือการใช้เงินภาษีเพื่อความสำราญรับรองแขกเหรื่อของท่าน ความประพฤติของท่านไม่เพียงไม่บังควรเป็นแบบอย่างยังเรียกว่าหยาบช้าสามานย์ด้วยซ้ำไป ”

” ที่เจ้ากล่าวหาไม่มีหลักฐาน ”

” หลักฐาน? ” นั่นทำให้เขาขำ ” คำถามคือ ท่านต้องการหลักฐานขนาดไหนต่างหาก ”

บนใบหน้าของดยุคหนุ่มนั้นอาจเป็นความโกรธ ความอับอายหรือไม่ก็ความกลัว ไม่หรอก ผู้มีอำนาจขนาดเขาไม่จำเป็นเลยที่จะต้องกลัวกองโจรเล็กๆที่อาศัยบนป่าเขา แต่มันยากเหลือเกินที่จะทำใจให้สงบอยู่ได้เมื่อถูกปรามาสด้วยรอยยิ้มหยามเหยียด เขาไม่อาจอ่านสีหน้าของคนผู้นั้นได้ ยากจะบอกว่าเขารู้มากแค่ไหน

” ไม่ต้องห่วงหรอก ท่านดยุคคลอเดียส ” เขากล่าวต่อ ” เพื่อความราบรื่นในการเจรจา ข้าให้สัญญาได้ว่าเรื่องนี้จะไม่ถูกนำไปกล่าวถึง ขอเพียงท่านส่งสาสน์อย่างซื่อตรงเท่านั้น ตอนนี้ท่านไปได้แล้ว ข้าจะคอยผลการเจรจาในเจ็ดวันนี้ ”

เมื่อกล่าวจบ เหล่าเหยี่ยวป่าต่างก็ขยับเข้าใกล้พวกเขาราวกับเป็นสัญญาณให้รีบออกไปจากที่นี่เสียแต่โดยเร็ว นั่นทำให้ทหารของคลอเดียสเริ่มจับอาวุธ

” อย่าขัดขืน ” ดยุคหนุ่มสั่งทันทีที่เห็นท่าไม่ดี ” พวกเจ้าคุ้มกันข้า เราต้องถอยออกจากที่นี่ ”

” เข้าใจก็ดีแล้ว ” ชายหนุ่มบนโขดหินกล่าวขณะที่ยืนมองด้วยความสำราญ ” แล้วอย่าชักช้า ราอูลกับราเชลหมาน้อยของข้ากำลังอยากเล่นกับท่านเลยทีเดียว ”

ในตอนนั้นเองที่พวกเขาได้ยินเสียงคำราม เสียงคำรามของหมาป่าที่ดังลอดมาจากที่ใดซักแห่งด้านหลังโขดหิน นั่นยิ่งทำให้คลอเดียสรีบร้อนกลับไปอย่างไม่คิดชีวิต

ทันทีที่ดยุคหนุ่มพ้นสายตาไปเหล่าชายหนุ่มแห่งเหยี่ยวป่าก็พากันหัวเราะขบขัน ขำเพราะความตื่นตระหนกของคลอเดียสขณะที่รีบหนีไปทันทีที่ได้ยินเสียงซึ่งพวกของเขาเลียนแบบขึ้น ขำที่ผู้ซึ่งมีอำนาจระดับนั้นกลับลนลานไม่เป็นท่า ที่สำคัญคือพวกเขาได้หลอกคลอเดียสต่อให้เป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆก็ตาม

ความจริงพวกเขาไม่มีอะไรไปสู้ทหารพวกนั้นเลยถ้าพวกเขาไม่มีตัวประกันชั้นดีอยู่กับตัว แต่ป่าคือที่ๆสร้างอำนาจให้พวกเขา ที่สำคัญคือการมีนักเจรจามือดีอยู่กับตัวซึ่งสามารถไล่ต้อนคนผู้นั้นได้อย่างดุเด็ดเผ็ดมัน

” ไม่น่าเชื่อว่าเจ้าจะทำได้ขนาดนี้ ” พวกเขาคนหนึ่งกล่าวกับชายบนโขดหิน ” นั่นก็หัวหน้าสอนเจ้าหรือ ”

นั่นทำให้คีธยิ้มขณะที่เปิดผ้าคลุมออก ” แน่นอนอยู่แล้ว ” เขากล่าว ” จะเป็นใครเสียอีก ”

พลันสายตาของชายหนุ่มก็ไพล่มองขึ้นไปยังด้านบนของกลุ่มโขดหินเลยขึ้นไปไม่ไกลนัก ที่นั่นเต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่เป็นแนวชายป่าที่ค่อนข้างรกชัฏ แต่ถ้าตั้งใจเพ่งมองในเงาของต้นไม้เหล่านั้นก็ยังอาจมองเห็นเงาร่างของเด็กหนุ่มซ่อนอยู่ใต้เงาของต้นไม้ ในที่ซึ่งทำให้เขาสามารถมองเห็นทุกสิ่งที่เกิดขึ้นและได้ยินทุกคำที่ทั้งสองฝ่ายกล่าวออกไป

แล้วชายหนุ่มก็ปีนขึ้นไปบนโขดหินน้อยใหญ่เหล่านั้นก้อนแล้วก้อนเล่าขณะที่เด็กหนุ่มยังยืนสงบนิ่งอยู่ที่เดิม

คำแรกที่ชายหนุ่มกล่าวคือ ” ข้าขอโทษ ”

ดวงตาคู่นั้นช้อนมองมาทางเขาก่อนจะถามว่า ” ขอโทษอะไรกัน คีธ ”

” ที่ข้าเกือบจะเผยตัวออกไป ” ชายหนุ่มกล่าวเรียบๆขณะที่มือกำแน่น ” ความจริงข้าอยากฆ่าเขาเสียที่นี่ด้วยซ้ำ ”

ชั่วขณะหนึ่งคือความเงียบขณะที่เด็กหนุ่มจ้องมองเขา แต่ไม่ใช่ด้วยสายตาที่พิพากษาโทษ รอยยิ้มน้อยๆพลันปรากฏบนใบหน้าขณะที่เขาบอกว่า ” เจ้าช่างซื่อตรงกับความรู้สึกดีชั่วของตัวเองจริงๆนะ ”

เขาอยากจะบอกเหลือเกินว่า นั่นมันท่านต่างหาก

***
TBC in Chapter 4

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: