A Fairytale: อาณาเขตแห่งเหยี่ยว บทที่4

Title: A Fairytale
Book I: อาณาเขตแห่งเหยี่ยว (The Land of the Hawks)
Author: vekin
Rate: PG-13
Warning: คนเขียนอ่อนคำราชาศัพท์เป็นอย่างยิ่ง ต้องขออภัยในความผิดพลาดมา ณ ที่นี้
***บุคคล เหตุการณ์และสถานที่ในเรื่องล้วนสมมติขึ้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องพาดพิงกับบุคคลและเหตุการณ์จริงแต่อย่างใด***

Chapter 4

####################################################

เสียงเอะอะอึกทึกจากเบื้องล่างคือสิ่งที่ปลุกเจ้าชายขึ้นจากบรรทมพร้อมกับอาการปวดระบมที่พระศอ พระองค์เองก็ไม่แน่ใจนักว่าผล็อยหลับไปเสียตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ก็คงนานพอดู เพราะดวงตะวันที่เคยลอยสูงกำลังคล้อยลงจวนเจียนจะลับขอบฟ้าเต็มทีแล้ว

ความอึกทึกวุ่นวายนั้นทำให้พระองค์ต้องเอ่ยถามชายหนุ่มที่นั่งเฝ้ายามว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้น ชายคนนั้นเพียงหันมายิ้มกว้างก่อนจะตอบว่า

” หัวหน้ากลับมาแล้วน่ะสิ มาพร้อมสมบัติมากมายจนไม่รู้จะแจกจ่ายยังไงหมด ”

คำตอบนั้นทำให้เจ้าชายพิงองค์กับต้นไม้อีกครั้ง เห็นได้ชัดว่าราชสำนักตกลงทำการเจรจาเพื่อชีวิตของพระองค์ พวกเขาจะส่งสมบัติมามากมายขนาดไหนนั้นพระองค์ไม่อาจทราบได้ มีเพียงความรู้สึกอัปยศอดสูเท่านั้นที่ปรากฏชัด

เพราะในที่สุดพระองค์ก็ทำได้เพียงรอคอยอย่างเดียวเท่านั้น

แต่เสียงที่ลอดขึ้นไปนั้นไม่อาจเทียบได้กับความตื่นเต้นยินดีที่ด้านล่าง สำหรับชาวบ้านที่เกิดในครอบครัวยากจนเช่นพวกเขา ไม่มีใครเคยนึกเคยฝันว่าจะมีวันได้เห็นทรัพย์สมบัติมากมายมหาศาลขนาดที่กองอยู่โดยรอบบริเวณนี้ มากเสียจนพวกเขาไม่รู้ว่าจะทำยังไงกับมันดีด้วยซ้ำ

” เหรียญทองเก็บเอาไว้แจกจ่ายชาวบ้าน ” เป็นซาร์คที่สั่งการณ์ขณะที่เขาเดินเข้าไปท่ามกลางกองสมบัติที่ทยอยขนกันเข้ามา ” แต่เครื่องทองนี่สิ ”

” หลอมสิครับ หัวหน้า ” คนหนึ่งเสนอขณะที่เขาวางหีบที่หนักอึ้งลง ” คงมีโรงเหล็กที่หมู่บ้านไหนซักแห่งที่เราพอยืมหลอมทองคำพวกนี้ได้ แล้วเราจะเอาไปทำอะไรก็ได้ จริงมั้ยครับ ”

” แต่ของพวกนี้มันงานฝีมือนะ ” อีกคนประท้วงขณะที่เพ่งมองสร้อยทองแวววาวซึ่งทำขึ้นโดยช่างฝีมือเอกจากในลังใบหนึ่ง ” พวกมันมีราคาดีกว่าทองเสียอีก ”

” แล้วเจ้าจะเอาไปใช้ยังไง กองคาราวานหรือพวกพ่อค้าก็รับซื้อทั้งหมดนี่ไม่ไหวหรอกนะ ”

ก่อนที่เรื่องราวจะบานปลายมากไปกว่านั้น เด็กหนุ่มก็เข้ามาปรามทั้งคู่ไว้เสียก่อน ” ถ้าอย่างนั้นข้าให้พวกเจ้าเลือกแล้วกันว่าอันไหนจะหลอม อันไหนดีเกินกว่าจะหลอม แล้วถ้าใครอยากได้ชิ้นไหนก็เก็บไว้ได้คนละชิ้น ”

มันยังไม่ทันสิ้นเสียงเด็กหนุ่มดีด้วยซ้ำตอนที่พวกเขาเฮกันลั่น ก็ใครกันจะไปนึกไปฝันว่าพวกเขาจะมีโอกาสครอบครองเครื่องทองสูงค่าในชั่วชีวิตนี้

” แต่แค่ชิ้นเดียวนะ ” เด็กหนุ่มย้ำ ” ใครเอาไปมากกว่านั้นข้าจะให้เพื่อนกันเองนี่แหละพิพากษาโทษ ”

เรื่องนั้นพวกเขาเข้าใจ แต่มันไม่ได้ลดทอนความตื่นเต้นลงไปได้ พวกเขารีบลงมือขุดคุ้ยหีบเหล่านั้นกันทันทีก่อนที่ซาร์คจะออกจากที่นั่นด้วยซ้ำ

” ท่านไม่เก็บไว้บ้างหรือครับ ” เป็นคีธที่เข้ามาถามเด็กหนุ่มซึ่งปลีกตัวออกมาโดยไม่ได้สนใจเครื่องทองพวกนั้นแต่อย่างใด

” ข้าไม่ต้องการของแบบนั้นหรอก ” เขาตอบ ” แล้วเจ้าล่ะ คีธ ไม่เลือกไว้บ้างหรือ ”

ชายหนุ่มได้ยินเช่นนั้นก็ถอนใจ สายตาของเขาพลันมองไปทางอื่น ” เอาไปก็เท่านั้น ”

” แต่พ่อเจ้า- ”

” พ่อของข้าไม่ต้องการมันหรอกครับ ” คีธกล่าวอย่างนุ่มนวลราวกับมันเป็นเรื่องของดินฟ้าอากาศ ” ความร่ำรวยไม่เคยช่วยอะไรใครได้ ”

นั่นเป็นความจริงที่สุดสำหรับคีธ ทองคำมีแต่จะตอกย้ำถึงความเจ็บปวดที่เคยประสบพบพาน แต่สำหรับเด็กหนุ่มแล้ว เรื่องราวมันต่างกัน

” อาจจะทำให้ใครบางคนไม่ต้องเสียพ่อและเจอกับแม่เลี้ยงใจร้ายก็ได้นะ ”

พวกเขาเหลือบตามองกันและกันโดยไม่พูดอะไร นั่นเพราะทั้งคู่ล้วนรู้อยู่แก่ใจว่าพวกเขาไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขสิ่งใดได้อีกแล้ว

***
” เฮ้ย เฟรด เจ้ามาทำอะไรดึกๆอย่างนี้วะ ”

เสียงเรียกกัมปนาททำเอาชายหนุ่มสะดุ้งเฮือก เขาเกือบจะเซคะมำก่อนจะหันกลับมาแล้วถอนใจ ” เจ้าเองรึ บรูซ อย่าย่องมาเงียบๆได้ไหม ข้าตกใจหมด ”

นั่นทำให้บรูซนึกขำ ” ข้าก็เดินของข้ามาดีๆ เจ้าต่างหากมาคุ้ยหีบอะไรเอาตอนดึกดื่นค่ำมืดแบบนี้ หา? ”

” อ้อ ” เฟรดอุทานเบาๆพลางเกาต้นคอแกรกๆ ” ข้ามาเลือกส่วนของข้าน่ะสิ ”

นั่นทำให้ชายหนุ่มเลิกคิ้วพลางพิจารณาเพื่อนของเขาตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า ” ป่านนี้นะรึ เขาเลือกกันไปหมดแล้วไม่ใช่หรือไง ”

” ก็ใช่ แต่ข้าอยากได้ชิ้นที่… ที่เก็บไว้ให้เมียข้าได้น่ะสิ ”

นัยน์ตาของบรูซเบิกโพลงอยู่ชั่วครู่หนึ่งก่อนที่เขาจะหัวเราะเหมือนคนเสียสติ ” ให้เมียเจ้าน่ะรึ เออนะ มันก็มีเรื่องแบบนั้นด้วยนี่หว่า ”

อาการขบขันของเพื่อนทำให้เฟรดมุ่นคิ้วนิ่วหน้าอย่างไม่สบอารมณ์ ” ข้าอยากมีของไว้ให้เมียสวยๆน่ารักๆมันผิดตรงไหน รึว่าเจ้าไม่อยาก ”

ความขุ่นเคืองนันเหมือนบรูซเองก็จะรู้ เขาระงับอาการอย่างรีบด่วนก่อนจะพูดกับเพื่อนพร้อมรอยยิ้มกว้าง ” เอาน่าๆ ข้าเข้าใจ ” แล้วเขาก็หลุดขำมาหนึ่งหึ ” เจ้านี่มันบ้องตื้นจริงๆ สร้อยซักเส้นมันก็พอแล้วไม่ใช่รึ ”

” ก็.. ก็ข้าก็อยากมีของสำหรับตัวเองด้วย แต่หัวหน้าให้ได้ชิ้นเดียว ข้าเลยอยากได้ของที่แบ่งกันได้น่ะสิ ” ว่าพลางเฟรดก็ตีหน้าสลดเหมือนมันเป็นเรื่องที่หนักหนาที่สุดในแผ่นดิน

แต่ไม่ใช่สำหรับบรูซ ” ไม่เห็นยาก ” เขาว่าพลางสาวเท้าเข้าไปท่ามกลางกลุ่มหีบที่เปิดอ้าพลางลงมือขุดคุ้ย ” เจ้าก็หาชิ้นหนึ่งสำหรับตัวเอง ชิ้นหนึ่งสำหรับเมียเจ้าสิวะ ”

” แต่หัวหน้าให้แค่ชิ้นเดียว- ”

” แล้วเจ้าต้องฟังเด็กนั่นตลอดหรือไง ” ว่าแล้วชายหนุ่มก็ถอนใจเฮือก นึกอยากจะบ้องหัวเพื่อนขึ้นมากะทันหัน ” ต้องรอให้เด็กอนุญาต มันไม่น่าสมเพชไปหน่อยเรอะ ”

นั่นก็จริงอยู่ หากแต่เขาเองก็เข้าใจเจตนาของคำสั่งนั้น พวกเขาไม่ได้ปล้นชิงเพื่อหวังความร่ำรวย เรื่องสำคัญแต่เปราะบางนี้อาจถูกลืมเลือนได้โดยง่ายหากพวกเขาถือครองสมบัติมากเกินไป

แต่โอกาสเช่นนี้ก็ไม่ได้มีกันบ่อยนักในชั่วชีวิตหนึ่ง

และบรูซเองก็รู้ เขาจึงเลือกสร้อยอัญมณีเส้นงามเส้นหนึ่งและจอกสลักซึ่งงดงามวิจิตรอีกใบส่งให้เพื่อนถึงมือ ” ตัวสร้อยนะเจ้าไว้ให้เมีย ส่วนจอกเป็นของเจ้า ” ชายหนุ่มว่าพลางยื่นของให้เพื่อนผู้ไม่แน่ใจว่าควรรับดีหรือไม่รับดี ” เอ้า ชักช้าอะไรอยู่ ลูกพ่อค้าอย่างข้าน่ะเลือกให้รับรองว่าของมีราคา ขายแล้วคุ้มค่าแน่นอน เชื่อข้าสิ ”

” เรื่องนั้นข้าก็รู้อยู่หรอก ” เฟรดพูดแหยงๆ ” แต่เอาไปตั้งสองชิ้น หัวหน้ารู้เข้ามีหวังถูกจับประจานแน่ ”

เมื่อได้ยินเช่นนั้นบรูซก็ส่ายหน้า ” เจ้าบ้าเอ้ย อายุมากกว่าซะเปล่า ” พูดพลางก็จับของทั้งสองอย่างยัดใส่มือ ” สร้อยเส้นนี้เก็บใส่เสื้อไว้เสียสิ แค่นี้ก็ไม่มีใครรู้แล้ว เจ้าไม่ได้จะเอาไปมากจนกลายเป็นมหาเศรษฐีเสียหน่อย ข้าเองยังมีสองชิ้นในเสื้อเลย เจ้าจะกลัวอะไร ”

ก็… นั่นสินะ

มันก็คงไม่เสียหายนักถ้าจะลองซักครั้ง เฟรดจัดแจงซ่อนมันไว้ในอกเสื้อ จัดไปมาจนมั่นใจว่าจะไม่เคลื่อนหล่นไปไหน ก่อนจะหันมายิ้มเก้อๆให้กับเพื่อนซึ่งยิ้มกว้างพลางตบไหล่เขาหนักๆครั้งหนึ่ง

” มันต้องอย่างนั้นสิวะ เฟรด เพื่อนยาก ” บรูซว่าพลางกอดคอเขาเดินออกไป ” ทำงานการกุศลแบบนี้โดยไม่คิดถึงตัวเองเลยน่ะ มันจบขึ้นมาวันไหนก็ฉิบหายเท่านั้นเอง เราก็ต้องมีทางเลือกเผื่อไว้กันบ้างจริงมั้ย ”

” มันก็…นะ ” เฟรดยิ้มเก้อๆซึ่งคงอยู่จนเมื่อเห็นสีหน้าไม่สู้ดีนักของเพื่อน ” บรูซ เจ้าเป็นอะไรหรือเปล่า ”

” ไม่มีอะไรหรอก ” บรูซว่าพลางคลำเสื้อปอยๆ ” แค่รู้สึกเหมือนโดนแมลงกัดเท่านั้นเอง ”

” นี่เจ้าเอาแมลงเข้าเสื้อไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ” ว่าแล้วเฟรดก็วางจอกลง ” ข้าช่วยเอามั้ย ”

” โอ้ ไม่ต้องหรอกคงไม่เป็นไร ”

แต่พอสิ้นคำว่าไม่เป็นไร สีหน้าของบรูซก็พลันบิดเบี้ยวราวกับกำลังเจ็บปวดสุดแสน เฟรดรีบเข้าไปประคองเพื่อนแต่ก็เพียงแค่ทันจะได้ยินบรูซบอกเขาว่า ” ถอยไป ” แล้วร่างของเพื่อนก็ล้มลงแดดิ้นกับพื้นดินเบื้องล่าง

ความเจ็บปวดทรมานคือสิ่งที่ปรากฏชัดที่สุดบนร่างที่บิดชักอยู่นั้น มือของบรูซพยายามเถือทึ้งเสื้อผ้าของตนเองราวกับจะฉีกมันเป็นชิ้นๆ ความกลัวและตกใจทำให้เฟรดไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากนั่งนิ่งอยู่ข้างเพื่อน เขาต้องเรียกใครซักคนมา ตัวเขาเองคงทำอะไรไม่ได้ ต้องเรียก….

ฉับพลันที่สายตาของเขาเบนไปทางหีบสมบัติแข้งขาของเขาก็พลันอ่อนแรงจนแม้แต่ยืนยังทำไม่ได้ เขาทรุดลงไปอยู่กับพื้นขณะที่นัยน์ตาเบิกกว้าง จ้องมองร่างนับร้อยนับพันที่คืบคลานออกมาจากหีบเหล่านั้น สัตว์พิษจำนวนมากมายมหาศาลคลานยั้วเยี้ยไปเต็มพื้นจนเหมือนจะไม่เหลือที่ว่างใดๆขณะที่มันคืบคลานออกไป ใกล้เขาเข้ามาทุกที

เขาต้องเรียกใครซักคน ใครก็ได้…

” หัวหน้า!!! ”

สิ่งที่เด็กหนุ่มพบในคืนนั้นเรียกได้ว่าเป็นความน่าสะพรึงกลัว ไม่ว่าเขาจะมองไปทางใด ก็เห็นแต่สัตว์พิษในทุกที่ พวกมันไต่ขึ้นมาตามต้นไม้ คืบคลานไปตามพื้น เพื่อนของเขาพยายามอย่างหนักเพื่อจะไล่มันลงไป แต่พยายามเท่าไหร่ก็ดูเหมือนจะไร้ผล

” เกิดอะไรขึ้น ” เขาถามคนที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด ” สัตว์พิษพวกนี้มันมาจากที่ไหนกัน ”

” เครื่องทองครับหัวหน้า ” สหายของเขาบอก ” พวกมันกลายร่างมาจากเครื่องทอง ข้าเองก็ไม่รู้ว่ามันเป็นไปได้ยังไง ”

นั่นทำให้ซาร์ครู้ว่ามันเป็นไปได้เพียงอย่างเดียว ” สัตว์เวทย์ ”

” อะไรนะครับ ”

แต่เขายังขาดข้อพิสูจน์และเขาต้องเห็นกับตา ” พวกเจ้าคอยฟังคีธให้ดี ข้าจะลงไปดูข้างล่าง ”

ไม่ทันขาดคำเขาก็เหวี่ยงตัวลงบันไดเชือกไปก่อนที่ใครจะทันทัดทานได้ ดาบในมือตัดร่างของสัตว์พิษที่กรายใกล้เขาขาดเป็นสองท่อนตัวแล้วตัวเล่าร่วงลงสู่พื้น แต่ไม่ว่าจะฆ่าไปมากเท่าไรก็ดูเหมือนไม่หมดสิ้นเสียที

เขาจึงเรียกให้ข้างบนโยนไฟลงมาให้ ไม่ว่าสัตว์ชนิดใดก็กลัวไฟ ต่อให้เป็นสัตว์เวทย์ก็ตาม

สัตว์พิษแตกฮือในทันทีเมื่อคบไฟร่วงลงไปถึงพื้น เขาเหมือนจะได้ยินเสียงพวกมันบางตัวกรีดร้องขณะที่ตัวอื่นๆถอยออกไป เปิดพื้นที่เป็นวงที่กว้างพอให้เด็กหนุ่มยืนอยู่ได้ เขาลงไปที่นั่น คว้าคบไฟแล้วเริ่มออกวิ่งไปทางหีบสมบัติ

แต่ระหว่างทางนั้นเสียงหนึ่งหยุดเขาไว้ พลันร่างหนึ่งก็ร่วงลงจากต้นไม้กลิ้งอยู่เบื้องหน้าเขาแค่ไม่กี่ฝีก้าว สิ่งที่เขาประจักษ์ในเวลาไม่นานคือนั่นเป็นร่างของมนุษย์เพียงแต่โดนสัตว์พิษกลุ้มรุมจนยากจะบอกได้ว่าเขาเป็นใคร เขาไล่พวกมันไปด้วยไฟก่อนจะเห็นใบหน้าได้ชัดถนัดตา

” เฟรด! ”

ชายหนุ่มทำได้เพียงแค่เสียงครางก่อนทั้งร่างจะชักงอ ดวงตาที่อ่อนแรงสูญเสียการรับรู้สุดท้ายให้กับฤทธิ์ของพิษจากส่ำสัตว์ที่เกาะกัดบนตัวเขา

” แข็งใจไว้ เฟรด ” เด็กหนุ่มกล่าวขณะที่นั่งข้างๆ พยายามอย่างยิ่งจะยุดยื้อสติของชายหนุ่มไว้ ” เดี๋ยวก็มีคนมาช่วยแล้ว เจ้าต้องไม่เป็นไร ได้ยินข้ามั้ย”

ดวงตาเพียงแค่เหลือกขึ้นขณะที่ชายหนุ่มพยายามหายใจ ซาร์คตระหนักได้ในตอนนั้นเองว่าเขาไม่สามารถช่วยเฟรดได้อีกแล้ว นั่นทำให้เขาแค้นใจแทบคลั่ง เขาอยู่ที่นี่ตรงนี้แต่ทำอะไรไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้เลย เขาเพียงแค่นั่งอยู่ที่นั่นมองเพื่อนดิ้นทุรนทุรายจนกว่าจะสิ้นกำลังและขาดใจตาย เขาทำได้แค่นั้น แล้วสายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นอีกร่างหนึ่ง ร่างซึ่งแน่นิ่งไปโดยสิ้นเชิงแล้วในตอนนั้น สัตว์พิษคืบคลานร่างนั้นโดยไม่สนใจใยดีหากแต่เขาจดจำใบหน้านั้นได้แม่นยำ

บรูซ

” บ้าเอ๊ย ” เขาสบถกับตัวเองขณะที่กลั้นน้ำตาไว้แล้วลุกขึ้นออกวิ่ง ข้างล่างนี่อาจมีใครซักคนที่ยังเหลือรอดอยู่แล้วต้องการความช่วยเหลือ นี่ไม่ใช่เวลามาโมโหโกรธาหรือเสียใจ เขาต้องช่วยคนที่นี่เสียก่อน ช่วย-

พลันเสียงร้องหนึ่งก็ดังขึ้นจนเขาต้องชะงักฝีเท้าแล้วออกวิ่งกลับไปอีกทาง เมื่อเสียงแหลมสูงของนางม้าเสียดผ่านความวุ่นวายมาถึงเขา ในตอนนั้นเขาได้แต่ขอให้นางปลอดภัย เขาไม่รู้ชัดว่าสัตว์พิษเหล่านี้จะปล่อยนางไว้นานเพียงใด นางม้าแก่นแก้วอย่างนางคงพอเอาตัวรอดได้ซักระยะหนึ่ง

ทันใดนั้นสิ่งหนึ่งก็สะดุดตาเขา มันเป็นลำร่างขนาดมหึมายาวเหยียดกำลังไต่ต้นไม้ขึ้นไปอย่างเชื่องช้าไม่รีบร้อน สัณฐานของมันก็เป็นสิ่งที่อยู่บนโลกใบนี้ หากแต่ขนาดนั้นทำให้เด็กหนุ่มถึงกับสั่น

” คีธ ” เขาตะโกนจนสุดเสียง “เจ้าไปหาอาวดริคเร็วเข้า ”

ชายหนุ่มหันกลับมาทางเขาในทันที แต่สิ่งที่คีธเห็นคือความตื่นตระหนกบนใบหน้าของซาร์คขณะที่เขาตะโกนว่า

” ไปหาอาวดริค งูยักษ์กำลังไปทางนั้น!! ”

แค่นั่นก็มากพอจะทำให้คีธออกวิ่งเต็มกำลังผ่านสะพานไม้ โหนไปกับเชือก กระโดดข้ามผู้คนด้วยความหวังว่าเขาอาจเร็วพอ อย่างน้อยก็เร็วพอจะไปถึงตัวเจ้าชายก่อนเจ้างูยักษ์ตัวนั้น แต่ทันทีที่เขาเข้าไปในเรือนนั้นเขาก็รู้แล้วว่าตนเองคิดผิด เบื้องหน้าของเขาคือร่างมหึมาอย่างที่เขาไม่เคยประสบพบเห็นกำลังเลื้อยเลื่อนกายอย่างสบายอารมณ์เข้ามาทางหน้าต่าง แค่ส่วนหัวก็ใหญ่โตเท่าๆกับศีรษะมนุษย์ ยังไม่นับยามเมื่อมันแผ่แม่เบี้ยยิงเขี้ยวขาววาววับฉาบด้วยยาพิษตรงไปยังเจ้าชายอาวดริคซึ่งถูกมัดไว้กับขื่อไม้ไม่อาจหลบหนีไปไหนได้

แล้วทันใดนั้นมันก็สะบัดร่างโจนเข้าฉก หวังสังหารเหยื่อในคราวเดียว

แต่ในชั่วพริบตานั้นอาวดริคก็ได้โอกาสหลบ ร่างของเจ้าชายกลิ้งไปกับพื้นไม้ขณะที่พระองค์ดึงเชือกที่มัดรอบข้อมือจนหลุด แล้วทักทายผู้ช่วยชีวิตของพระองค์

” ไม่ยักรู้ว่าเจ้าเป็นมีดบินด้วยนะ คีธ ”

ชายหนุ่มยิ้มน้อยๆก่อนจะโยนดาบสั้นให้พระองค์เล่มหนึ่ง ” มีประโยชน์ข้าก็ฝึกไว้ แต่มันคงทำได้เพียงแค่นี้เท่านั้น ”

มีดบินไม่อาจสังหารสัตว์พิษได้ ยิ่งงูที่กำลังสะบัดหัวให้หายมึนงงตัวนี้ยิ่งแล้วใหญ่

ก่อนที่คีธจะทันเอาตัวเข้าขวาง เจ้าชายก็เข้ายืนบังเบื้องหน้าก่อนจะหันมาสบสายตาทีหนึ่ง ดาบพร้อมอยู่ในมือเตรียมรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อมา นั่นคืองูยักษ์ที่เห็นเป้าหมายเริ่มขยับกายมาทางพระองค์อีกครั้ง

และเมื่อมันกระโจน อาวดริคก็ก้มหลบ งูยักษ์จึงโจนเข้าปะทะดาบยาวของคีธที่ฟันสวนมาพอดี ในเสี้ยววินาทีนั้นเองที่เจ้าชายแทงดาบของพระองค์ทะลุกลับขึ้นไปด้านบน คีธดึงดาบของตนกลับแล้วแทงมันจากบนลงล่าง เพียงพวกเขาดันดาบไปคนละทางส่วนหัวมหึมาของงูยักษ์ก็แบะออกในพริบตา

ร่างยาวเหยียดนั้นชักทีหนึ่งสองทีก่อนจะลงไปกองแน่นิ่งกับพื้นท่ามกลางสัตว์พิษที่เริ่มคืบคลานเข้ามา

” นี่มันอะไรกัน คีธ ” เจ้ายตรัสถามขณะที่ถอยเท้าหลบแมงป่องบนพื้น ” เจ้าตัวพวกนี้มาจากไหน ”

” เครื่องทองของราชสำนัก ” ชายหนุ่มกล่าวขณะที่ฉีกผ้าชิ้นหนึ่งจากแขนเสื้อเพื่อใช้เปิดฝาตะเกียงที่มีอยู่ใกล้ๆ ความร้อนจากเปลวไฟทำให้สัตว์พิษคลานหนี แต่ก็ลวกมือจนแดงได้เหมือนกัน

” มือเจ้า ”

” ช่างมันก่อน ” ว่าพลางชายหนุ่มก็เอามืออีกข้างโอบรอบตัวเจ้าชาย ” เราต้องออกไปจากที่นี่ก่อน ”

ด้วยไฟจากตะเกียง มันใช้เวลาเพียงไม่นานนักก่อนที่พวกเขาจะหลุดออกมาจากวงล้อมในเรือนต้นไม้ได้ แต่ข้างนอกก็ไม่ได้มีสภาพดีไปกว่ากันมากนัก เห็นได้ชัดว่าการพยายามสกัดพวกมันไว้เบื้องล่างไม่ได้ผล

” เจ้าบอกว่ามันมาจากเครื่องทองใช่ไหม ” เป็นคำถามแรกของเจ้าชาย ” เจ้ามีคนที่ยืนยันได้ไหม ”

” คนที่เก็บเครื่องทองมาไว้ในห้องเห็นมันกับตา ” เขากล่าวขณะพยายามคาดคะเนความคิดของอาวดริคซึ่งยืนเงียบอยู่ข้างหน้า ” ท่านคิดอะไรอยู่ ”

” ข้าคิดว่ามันเป็นสัตว์เวทย์ ”

” สัตว์เวทย์? ”

” ข้ารับใช้ของจอมเวทย์ชั้นสูงที่สร้างขึ้นเพื่อทำงานอย่างการลอบสังหารหรือสืบข่าวลับ ” แล้วพระองค์ก็ฟันแมงมุมยักษ์ขาดไปอีกตัว ” พวกมันมีเป้าหมายเฉพาะและจะไม่เลิกจนกว่าจะทำสำเร็จ ”

คีธเผาตะขาบใหญ่สองสามตัวอย่างรวดเร็วก่อนจะถามว่า ” ท่านหมายความว่ามันจะไม่เลิกจนกว่ามันจะฆ่าพวกข้าทั้งหมดได้ อย่างนั้นสิ ”

” ไม่ใช่หรอก ” พระองค์ส่ายหน้า ” จนกว่า’พวกเรา’จะถูกฆ่าต่างหาก ”

ชั่วขณะหนึ่งคีธสาบานได้ว่าเห็นอารมณ์อันพลุ่งพล่านในดวงตาของอาวดริค จะเรียกว่าโกรธได้หรือไม่ หรือเป็นเพียงความน้อยเนื้อต่ำใจ แต่ทั้งหมดนั้นพระองค์ก็มีเหตุอันสมควรเมื่อพระองค์ก็เป็นเป้าสังหารด้วยเช่นกัน เป็นเจ้าชายที่ราชสำนักต้องการปลงพระชนม์

” ช้ากว่านี้ไม่ได้แล้ว ” พระองค์ตรัสก่อนจะหันไปถามชายหนุ่มว่า ” มีที่ใดบ้างที่จะเห็นบริเวณนี้ได้ทั้งหมด ”

” ทั้งหมด? ” เขาครุ่นคิด ” คงเป็นที่เรือนใหญ่ตรงกลาง มันถูกสร้างให้สูงเป็นพิเศษ ”

” เช่นนั้นพาข้าไปที่นั่น ” พระองค์สั่งการณ์ ” เร็วเข้า ”

คีธแทบจะลากอาวดริคตามเขาไปทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น ไม่รู้อีกเช่นกันว่าทำไมเขาจึงทำตามคำสั่งของชายหนุ่มคนนี้อย่างว่าง่าย แต่เขาก็ทำ เขาใช้ทุกเส้นทางทุกวิธีการเพื่อพาเจ้าชายไปยังเรือนต้นไม้ใหญ่ให้เร็วเท่าที่ใจพระองค์ต้องการ

ทันทีที่ถึงที่นั่นพระองค์รีบหาทางปีนขึ้นไปบนหลังคา จากบนนั้นเสียงอันหนักแน่นของพระองค์สะท้อนไปทั้งบริเวณ ” จ้าวแห่งแสงสว่างในนภายามราตรี โปรดประทานอานุภาพ ทำลายเหล่าศัตรูแห่งข้า พล่าผลาญมันให้สิ้น ” เพียงสิ้นคำพสุธาเบื้องล่างพวกเขาก็เหมือนจะกัมปนาท ความสั่นไหวนั้นแม้แต่เหล่าสัตว์พิษก็รู้สึกได้ แต่ช้าเกินไป พวกมันไม่อาจหลบหนีได้ขณะที่แสงสีเงินยวงมากมายพุ่งผ่านจากใต้พื้นดินแล้วเสียดขึ้นไปถึงท้องฟ้า

ในชั่วพริบตาเดียว แล้วทุกอย่างก็จบลง

สัตว์พิษที่น่าสะพรึงกลัวพลันกลับกลายเป็นเพียงร่างที่แน่นิ่งไม่เคลื่อนไหว ร่างมากมายของพวกมันร่วงหล่นจากต้นไม้สู่พื้นเบื้องล่างโดยไม่มีสิ่งใดขยับไปจากที่ที่มันเคยอยู่แม้แต่น้อย ในชั่วพริบตาพวกมันทั้งหมดถูกสังหารด้วยอำนาจที่ไม่มีทางต่อกรได้เลย

สิ่งที่เกิดขึ้นรวดเร็วเสียจนพวกเขาส่วนใหญ่ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่ามันเกิดอะไรขึ้น พวกเขาเห็นเพียงแสงสีเงิน สำหรับซาร์คเขาจำได้เพียงความตื่นตระหนกขณะที่แสงสีเงินสว่างจ้าพุ่งผ่านตัวเขาไปและสัมผัสของพลังมหาศาลที่ระเบิดออกจากใต้ฝ่าเท้า แล้วมันก็หายไปโดยไม่ทิ้งร่องรอยใดๆไว้อีก

” ท่านซาร์ค ” เป็นคีธวิ่งเหยียบซากที่กองจนเต็มพื้นมาหาเขาด้วยสีหน้าที่แสดงความกังวลอย่างชัดเจน ” ท่านเป็นอะไรหรือเปล่า ”

” ไม่…. ข้าไม่เป็นไร ” เด็กหนุ่มตอบไปด้วยสติที่เหลืออยู่ไม่ถึงครึ่งดีนัก สายตาของเขายังคงกวาดไปรอบๆราวกำลังค้นหาคำตอบ

พลันสายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นผู้ที่ยืนอยู่เบื้องหลังชายหนุ่ม แล้วสติทั้งหมดของซาร์คก็กลับมาในฉับพลัน

” ฝีมือเจ้าใช่ไหม ”

อาวดริคมองเขาอย่างงงๆราวกับคนที่เพิ่งตื่นนอนขณะที่เด็กหนุ่มสาวเท้าเข้ากระชากคอเสื้อพระองค์ในทันที ” นี่คือเหตุผลที่เวทมนต์เป็นเรื่องต้องห้ามอย่างนั้นสิ เพื่อให้ผู้ปกครองอย่างเจ้าใช้มันตามใจชอบใช่ไหม ” เด็กหนุ่มกัดฟันกรอด ” ทั้งหมดนี้เป็นฝีมือเจ้าใช่ไหม!! ”

เจ้าชายไม่ตรัสสิ่งใดนอกจาก ” ขอโทษ ” ไม่ว่านั่นจะมีหมายความเช่นใด พระองค์ก็กล่าวเพียง ” ขอโทษ ” ก่อนที่พระวรกายจะทรุดลงกับพื้นหากไม่ใช่เพราะคีธเข้ามาประคองไว้ทันการณ์ ชายหนุ่มสบสายตากับเด็กหนุ่มครู่หนึ่งราวจะต้องการถามว่าเขากล่าวหาเช่นนั้นทำไมแต่ก็ได้รับคำตอบเพียงความเงียบงันและดวงตาที่หรี่มองเขาโดยปราศจากความรู้สึกใดๆ

สิ่งเดียวที่เขาจะกล่าวได้จึงเป็น ” ข้าจะพาเขาไปพักผ่อนนะครับ ” แล้วอุ้มร่างไร้สตินั้นไปโดยไม่ได้สนใจเด็กหนุ่มด้วยซ้ำ

ซาร์คเองก็ไม่ได้มองพวกเขาแม้แต่น้อย เขาจ้องนิ่งไปที่พื้น ที่ซึ่งเศษซากของส่ำสัตว์ที่ทำเอาพวกเขาแทบเสียสติยังนอนก่ายกันเกลื่อนพื้นจนกลายเป็นพรมสีดำ เขาอยู่เช่นนั้นเนิ่นนานจนเพื่อนของเขาเข้ามา

” ต่อโลงศพให้เพื่อนของพวกเรา ” เด็กหนุ่มสั่งการณ์ ” แล้วต่อโลงหนึ่งเผื่อข้าด้วย ”

มือของเขากำแน่นตลอดเวลานั้น

***
เมื่อรุ่งอรุณมาถึง ข่าวก็แพร่สะพัดไปทั่วเมืองว่ามีโลงศพใบหนึ่งถูกส่งมายังปราสาท

ที่ๆพวกเขาพบมันคือที่ประตูเมือง อยู่บนเกวียนที่ปราศจากม้าเทียม นอกจากนั้นก็มีเพียงจดหมายระบุถึงราชินีอาร์ดาราอย่างชัดเจน

ดังนั้นสำหรับเหล่าเจ้าหน้าที่การกราบทูลองค์ราชินีในเรื่องนี้กลายเป็นสิ่งที่น่ากระอักกระอ่วนใจเป็นที่สุด เพราะก็มีความเป็นไปได้ที่สิ่งที่อยู่ในนั้นจะเป็น- ” ลูกข้า…อย่างนั้นรึ ” นั่นเป็นคำแรกที่พระองค์ตรัสในเช้าวันนั้นเมื่อมหาดเล็กทูลพระองค์พระองค์ถึงสิ่งที่พบอย่างตรงไปตรงมา พวกเขาไม่รู้วิธีอื่นอีกแล้ว เพราะไม่ว่าวิธีใดคงไม่อาจลบพระอัสสุชลที่ร่วงลงอาบพระพักตร์ได้ พระนางออกจากที่ประทับในห้องพระอักษรออกวิ่งไปจนนางกำนัลยังตามไม่ทัน

ที่ๆพระองค์มาหยุดคือที่หน้าประตูปราสาท ที่ซึ่งโลงศพไม้ปอนๆนั้นถูกแบกลงมาจากรถเทียม

” อาวดริค ” พระองค์กระซิบด้วยเสียงสั่นเครือ ” ทำไมจึงกลายเป็นเช่นนี้ แม่เพิ่งเห็นเจ้าอยู่หลัดๆแท้ๆ ” แล้วพระนางก็ซบพระพักตร์ลงกับฝาโลงแล้วก็ร่ำไห้ราวพระทัยจะขาด เสียงสะอื้นนั้นถึงกับทำให้เหล่าทหารมหาดเล็กนิ่งงัน พวกเขาไม่รู้ว่าทำอย่างไรเมื่อองค์ราชินีผู้งามสง่ากลายเป็นหญิงที่เปราะบางไปเสียอย่างนั้น ” แม่ขอโทษ อาวดริค แม่ขอโทษ แม่ไม่ได้รับคำจึงทำให้เจ้าตาย แม่ขอโทษ ”

ในบรรดาผู้คนที่รายล้อมไปทั้งบริเวณนั้นคงมีเพียงคลอเดียสเท่านั้นที่ขยับกาย ดยุคหนุ่มยอบนั่งลงเบื้องหลังองค์ราชินีพลางปลอบโยนพระองค์ ” โปรดฟังข้าพระองค์เถิด องค์ราชินี ” เขากล่าวขณะที่ลูบไล้บนพาหาของพระนาง ” พวกมันให้เวลาเราเจ็ดวัน ไม่น่าจะด่วนชิงลงมือเช่นนี้เมื่อเรายังไม่แสดงท่าที ในโลงนี้ไม่น่าเป็นพระโอรสหรอกพะยะคะ ”

” เช่นนั้นมันส่งมาเพื่ออะไรเล่า ” พระนางค้อนมองเขาด้วยดวงตาที่แดงก่ำ ” ถ้าไม่ใช่อาวดริค จะเป็นร่างใดอีก ”

” เช่นนั้นเปิดดูเถิดพะยะคะ ”

แล้วดยุคหนุ่มก็ประคองพระราชินีถอยออกมาจากโลงนั้นแล้วกันไปสั่งมหาดเล็กในบริเวณนั้นให้เปิดฝาโลงออก

ความจริงแล้วพวกเขาคงรู้สึกดีกว่านี้ถ้าไม่ต้องเปิด หรือให้ดีคือโลงนี้ไม่ถูกส่งมาเสียเลยแต่แรก พวกเขาไม่อยากนึกว่าพระนางจะเป็นเช่นไร เมื่อเจ้าชายที่พระองค์รักดั่งดวงใจเหลือเพียงร่างไร้ลมหายใจอยู่ในนั้น

แต่ทันทีที่ฝาโลงเปิดออกพวกเขาก็ต้องผวา เพราะในโลงนั้นน่าสะพรึงกลัวกว่าความคิดเรื่องเจ้าชายหลายร้อยหลายพันเท่า สิ่งที่อยู่ในนั้นไม่ใช่ร่างของมนุษย์หากเป็นสัตว์พิษมากมายทับกันไปมาจนเต็มโลง ที่ด้านบนนั้นมีร่างท่อนหนึ่งของงูยักษ์ที่หัวแบะเป็นสองเสี่ยงนอนแยกเขี้ยวอาบเลือดอยู่เช่นนั้น

ส่วนใต้ฝาโลงไม้มีข้อความเขียนไว้ด้วยเลือดที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความแค้นว่า ” แด่นางแม่มดแห่งปราสาทไลน์ สำหรับความชั่วช้าของท่าน ” เห็นเช่นนั้นคลอเดียสก็ทำได้เพียงขมวดคิ้ว ” นี่มันอะไรกัน ”

แต่สำหรับราชินีพระองค์ไม่กล่าวว่ากระไร นอกจากทอดสายตามองตรงไปยังร่างของงูยักษ์นั้นแน่วนิ่ง

***
TBC in Chapter 5

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: