A Fairytale: อาณาเขตแห่งเหยี่ยว บทที่ 5

Title: A Fairytale
Book I: อาณาเขตแห่งเหยี่ยว (The Land of the Hawks)
Author: vekin
Rate: PG-13
Warning: คนเขียนอ่อนคำราชาศัพท์เป็นอย่างยิ่ง ต้องขออภัยในความผิดพลาดมา ณ ที่นี้
***บุคคล เหตุการณ์และสถานที่ในเรื่องล้วนสมมติขึ้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องพาดพิงกับบุคคลและเหตุการณ์จริงแต่อย่างใด***

Chapter 5

####################################################

มันยากยิ่งที่จะบอกว่าร่างกายของพระองค์สิ้นสุดที่ใดและที่นอนอันอ่อนนุ่มนั้นเริ่มต้นขึ้นที่ไหน พระองค์รู้สึกราวกับว่าร่างทั้งร่างได้จมหายไปในความนุ่มนวลที่ไร้สิ้นสุด ขอบเขตของตัวตนเริ่มพร่าเลือนลงทุกขณะจนพระองค์ไม่รู้อีกแล้วว่าพระองค์คือสิ่งใด

สิ่ง ที่เรียกพระองค์กลับมาคือน้ำ มันคือความเย็นชื่นที่ค่อยๆปลุกปลายประสาทของพระองค์ให้ตื่นขึ้น จากผิวหนังเป็นใบหู เป็นปลายจมูก เป็นริมฝีปาก

และเมื่อมันผ่านไปบนเปลือกตา พระองค์ก็ได้พระเนตรกลับคืนมา ริมฝีปากของพระองค์เรียกสิ่งแรกที่ปรากฏแก่พระองค์ในขณะนั้น

” …คีธ… ”

ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างๆถอนใจด้วยความโล่งอกอย่างเห็นได้ชัดขณะที่เขาพาดผ้าไว้กับขอบอ่างน้ำ ” จู่ๆท่านก็ล้มพับไปไม่บอกไม่กล่าว ข้ากำลังสงสัยอยู่ทีเดียวว่าท่านจะสลบไปซักกี่วัน ”

” แล้วข้านอนไปนานแค่ไหน ” เจ้าชายตรัสถาม

” ราวครึ่งค่อนวันได้  ” แล้วเขาก็บุ้ยใบ้ไปทางหน้าต่างซึ่งแสงอาทิตย์ยามบ่ายกำลังทอแสงผ่านยอดไม้เข้ามา

เมื่อเห็นเช่นนั้นอาวดริคก็ถอนพระทัยแล้วทิ้งองค์จมลงบนฟูกและหลับพระเนตรลงอีกครั้ง ” ก็ดี ข้านึกว่าต้องนอนซักสองสามวันเสียแล้ว ”

” เวทย์ใช้เรี่ยวแรงขนาดนั้นเชียวหรือ ”

เจ้าชายเพียงแค่ยักพระพักตร์ ” มันจึงไม่ได้แพร่หลายนักแม้ในราชวงศ์ จริงอยู่ที่มันมีประโยชน์มากมาย แต่มันก็ฆ่าผู้ใช้ได้เช่นกัน ”

ได้ยินเช่นนั้นแล้วชายหนุ่มก็ยักหน้า ” ถ้าเช่นนั้นท่านก็นอนเสียเถอะ ข้าคงอยู่เฝ้าท่านไม่ได้ ในเมื่อไม่ได้ล่ามท่านไว้ ข้าคงทำได้แค่ขอไม่ให้ท่านคิดหลบหนีเท่านั้น ” แล้วเขาก็ทำท่าเหมือนจะลุกขึ้น แต่ไม่ทันก่อนที่อาวดริคจะตรัสถาม

” เจ้าจะไปที่ไหน ”

” พิธีศพของเพื่อนของเรา ”

นั่นทำให้เจ้าชายทรงลุกขึ้นในทันที

***

ร่าง สี่ร่างที่กลับสู่ผืนดินล้วนเป็นร่างของสหาย แต่กระนั้นพวกเขาก็ไม่อาจหาพระมาสวดส่งวิญญาณให้ ไม่มีกระทั่งหินหลุมศพสลักคำอุทิศไว้อาลัย พวกเขามีเพียงหินหยาบที่วางไว้ต่างเครื่องหมายและเครื่องเคารพที่เป็นดอกไม้เท่านั้น พวกเขาฝังร่างทั้งสี่ในความเงียบ ต่างคนต่างรำลึกถึงผู้ตายอย่างที่พวกเขาจดจำได้ตามลำพัง ดอกไม้ดอกแล้วดอกเล่าถูกวางลงเบื้องหน้าหลุมศพเหล่านั้นด้วยความเคารพก่อน ที่พวกเขาจะกลับมายืนสงบนิ่งอีกครั้ง

เด็กหนุ่มเองก็ไม่รู้ว่าคีธมาถึงในพิธีตั้งแต่เมื่อใด เขาเห็นก็เมื่อชายหนุ่มก้าวออกไปเพื่อมอบดอกไม้กิ่งน้อยนั้นไห้กับเหล่าสหายผู้จากไปพร้อมกับชายอีกคนซึ่งสวมเสื้อขนสัตว์คลุมร่างไว้ หากแต่เสื้อตัวในที่ทำจากผ้าเนื้อดีก็ยังบอกชัดถึงฐานะของเขา เขาออกไปพร้อมคีธ วางดอกไม้ลงและจ้องมองหลุมศพทั้งสี่ราวกำลังสวดภาวนา เมื่อเขาถอยออกมาพวกเขาจึงจุดไฟ แล้วในพริบตาดอกไม้ก็มอดไหม้เป็นธุลี ทิ้งเพียงควันที่ลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า ราวจะนำทางให้กับวิญญาณให้ไปสู่สุขคติ

ซาร์คยังคงยืนอยู่ที่นั่นแม้เมื่อสหายทั้งหลายของเขาทยอยกันจากไปโดยไม่มีใครกล่าวอะไร สายตาของเขายังคงจ้องตรงไปที่หินหยาบทั้งสี่ก้อนจนกระทั่งเขาเอ่ยปาก ” เจ้ามาทำอะไร ”

อีกคนที่ยังอยู่คือชายหนุ่มในเสื้อคลุมขนสัตว์ ผู้ซึ่งกล่าวตอบว่า ” ข้ามาเคารพพวกเขาเป็นครั้งสุดท้าย ”

นั่นทำให้เด็กหนุ่มหัวเราะ ” ท่าน ไม่รู้จักเขาด้วยซ้ำไป เจ้าชาย เช่นนั้นท่านรู้หรือว่าสิ่งใดที่ทำให้เขาเป็นที่รักและเคารพสำหรับพวกเรา ท่านเอาความทรงจำใดมาเคารพพวกเขา ”

เรื่องนั้นอาวดริคไม่ทรงเถียงแม้แต่น้อย ” อย่างน้อยข้าก็อยากจะขอโทษ ” พระองค์ตรัส ” ข้าทำให้พวกเขาต้องมารับเคราะห์ ”

” รับเคราะห์รึ ” เด็กหนุ่มพึมพำราวกำลังกล่าวกับตนเองเพียงผู้เดียว ” คำขอโทษจะเพียงพอสำหรับพวกเขาหรือเปล่า ”

ในน้ำเสียงนั้นคือความรู้สึกผิด จะมีใครอื่นอีกที่รับผิดชอบการตัดสินใจครั้งนี้นอกจากเขา ใครอีกที่นำความตายนี้มาให้กับผู้คนที่อาศัยเขาเป็นที่พึ่ง ไม่มีใครอีกที่ซาร์คจะกล่าวโทษได้ มีแต่ตัวเขาเองเพียงผู้เดียว นั่นคือความนึกคิดที่สะท้อนอย่างชัดเจนจากตัวเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างพระองค์

” พวกเขาไม่โทษเจ้าหรอก ซาร์ค ” พระองค์ตรัสด้วยความพยายามจะปลอบโยน ” เจ้าเพียงแค่ทำในสิ่งที่ดีที่สุด ”

” แล้วไม่ทราบว่าท่านเป็นใครจึงสามารถตัดสินได้ ” เด็กหนุ่มตอกกลับ ” มีทางเลือกที่ง่ายกว่านั้นมากเลย เจ้าชาย เพียงแค่ข้าไม่เข้าไปแส่แล้วปล่อยให้ท่านตาย พวกเขาก็ไม่ต้องตายแล้ว ”

” แล้ว เจ้าจะพอใจแค่นั้นหรือ เจ้าจะอยู่กับวิถีชีวิตเดิมๆ ปล้นและแจกจ่ายทรัพย์สินและหวังว่าซักวันประชาชนจะมีสุขและผู้ปกครองจะอยู่ในธรรม เจ้าทำได้แค่นั้นหรือ แค่ฝัน ยอมรับเสียเถอะว่านั่นไม่ใช่เจ้า เจ้าอยากให้ความฝันนี้เกิดขึ้น เจ้าจึงต้องเสี่ยงต้องสูญเสีย เพื่อแลกกับโอกาสที่มันจะเป็นจริง ”

สิ้นเสียงของพระองค์คือความเงียบ นัยน์ตาของเด็กหนุ่มเบิกกว้างขณะที่จ้องมองชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆโดยไม่ปริปากสิ่งใด กลายเป็นอาวดริคเสียอีกที่หลบสายตาหนีหน้าไปเสียอย่างนั้น ไม่ว่าถ้อยคำที่พูดไปจะสวยหรูเพียงใด พระองค์ก็ตระหนักดีว่าคนที่เอาแต่หลบหนีเช่นพระองค์ไม่มีสิ่งใดที่สามารถเทียบเคียงกับเด็กหนุ่มซึ่งลุกขึ้นแบกรับชะตากรรมเช่นนี้

สิ่งที่พระองค์ตรัสเป็นได้แค่ลมปากของคนขี้แพ้เท่านั้น

ในความกระอักกระอ่วนน่าอึดอัดนั้นเองที่เสียงอันคุ้นเคยดังต้องโสตประสาทของพระองค์และทำให้เจ้าชายต้องเหลียวหลัง สิ่งที่พระองค์เห็นทำให้พระทัยเต้นแรงขึ้นในบัดดล นางม้าขาวเองก็ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้น นางส่งเสียงร้องสะบัดซ้ายขวาอย่างอยู่ไม่สุขแม้ไม่ได้ตั้งใจสะบัดให้บังเหียนหลุดจากมือของคีธก็ตาม แต่เพียงแค่นั้นก็มากพอจะเข้าใจความดีใจของนางยามเมื่อเห็นเจ้านายที่รักยังปลอดภัย

” เจ้าไม่เป็นไรสินะ ” พระองค์ตรัสขณะที่ลูบบนใบหน้าของนางม้า รอยยิ้มคลี่เต็มพระพักตร์ก่อนจะพระองค์จะโอบรอบคอแล้วกอดมันแน่น ” ดีจริงๆ ราพุนเซล ”

” นั่นเพราะหัวหน้าไปช่วยมันไว้ทันการณ์พอดี ” ชายหนุ่มกล่าวขณะที่ลูบไปบนหลังสีขาวปลอด ” ที่สำคัญนางเองก็ต่อสู้อย่างกล้าหาญ ใช่ไหมครับ ”

แต่คำตอบจากเด็กหนุ่มกลับเป็นความนิ่งเฉย ทั้งในสายตา ทั้งในท่าทาง เขาไม่ตอบคำถามเพียงแค่บอกว่า ” เสร็จแล้วก็เอานางไปล่ามไว้เสียนะ ” ก่อนจะสาวเท้าตีจาก

แต่ก่อนที่เขาจะทันไปได้ไกล คีธก็คว้ามือเขาดึงตัวกลับมาเล็กน้อยก่อนจะกระซิบบอกไปว่า ” ความภักดีของข้าเป็นของท่านเสมอนะครับ ”

” ข้ารู้แล้ว ” ซาร์คสะบัดมือนั้นแล้วก็เดินจากไป

***

” คุณหนูอาร์เซนคะ เดี๋ยวข้าจะ- อ้าว ” สาวใช้ต้องยืนเก้อทันทีที่เห็นว่าห้องครัวนั้นไร้วี่แววของเด็กชายพลางทบทวนวันเวลาในหัวของหล่อนอีกครั้ง หล่อนมั่นใจว่าอาร์เซนน่าจะช่วยป้าอยู่ในครัวนี้รอขึ้นเรือนใหญ่กับหล่อนเพื่อไปทำความสะอาด ” ป้าจ๋าคุณอาร์เซนเธอไปไหนน่ะ ” หล่อนออกปากถาม

ซึ่งแม่นมก็กรุณาตอบด้วยสีหน้ามึนตึงว่า ” ก็ไปกับคุณชายน้อย เหมือนเดิมนั่นแหละ ”

” หา? ” หล่อนร้องเสียงหลงขณะที่สาวเท้ามาหา ” แต่… แต่คุณหนูเพิ่งล้มพับไปไม่นานเองนะ แล้วคุณชายน้อยลากเธอไปเป็นคู่ซ้อมดาบแล้ว… แล้วป้าไม่ห้ามเหรอ!! ”

” ห้ามยังไงอยู่ล่ะ ” นางว่าพลางคนอาหารบนเตาไปอย่างไม่สู้สบายใจนัก ” แต่ก่อนคุณเธอก็พาน้องไปซ้อมดาบด้วยบ่อยๆเพื่อให้แข็งแรง คุณแมกซิมิเลียนก็รู้ ข้าเลยอ้างเรื่องนั้นไม่ได้ ”

” แต่ยังไงก็เถอะ คุณซาร์คไม่ได้เรียนโรงเรียนทหารเสียหน่อย ” หญิงสาวประท้วง ” แล้วนี่… ”

นางเองก็ส่ายหน้า ความหวั่นใจอยู่บนใบหน้านั้นอย่างชัดเจน ” วันนี้คงเจ็บหนักอีกแน่นอน ”

เสียงลั่นเพียะดังสนั่นทั้งลานดินขณะที่ดาบไม้กระเด็นอย่างแรงจนสามารถปักลงไปในกองฟางแล้วค้างนิ่งอยู่เช่นนั้น รอยแตกร้าวเริ่มปรากฏบนเนื้อไม้อันเป็นผลจากการเผชิญแรงปะทะที่หนักหน่วงติดต่อกันหลายวัน ยับเยินพอๆกับคนที่ลงไปนอนกองบนพื้นลานอย่างหมดเรี่ยวแรงในตอนนั้น

แต่กระนั้นแมกซิมิเลียนก็เพียงแค่มองดูขณะที่อาร์เซนนอนราบหมดแรงอยู่บนพื้นดิน เสียงหายใจหนักหน่วงก็จริงแต่เขามั่นใจอย่างยิ่งว่ายังไม่มีอาการหอบ

” ลงดาบให้หนักกว่านี้ อาร์เซน ” คุณชายน้อยว่าพลางเก็บดาบในกองฟางมาโยนให้ ” เรี่ยวแรงแค่นี้เจ้าทานข้าไม่อยู่หรอกนะ ”

เรื่องนั้นไม่ต้องบอกเขาก็รู้ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่แมกซิมิเลียนลากเขามาเป็นคู่ซ้อมและแน่นอนว่าไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาโดนซัดลงไปกองหมดสภาพแบบนี้

” คุณชายน้อยแรงเยอะต่างหาก ” เขาแก้ตัว ” ข้าสู้ไม่ไหวหรอก ”

” ไม่ไหวหรือเจ้าไม่สู้กันแน่ พี่เจ้าก็เคยซ้อมให้บ่อยๆนี่ เจ้าเคยไวกว่านี้นะ ”

” นั่นมันตั้งนานแล้วนี่ครับ- ”

ไม่ทันจะพูดจบคุณชายน้อยก็สวนกลับขึ้นมาทันทีว่า ” เจ้าจะเถียงกับข้าไปถึงเมื่อไหร่ อาร์เซน ข้ารู้ว่าเจ้าทำได้ดีกว่านี้ แสดงฝีมือให้ข้าดูหน่อย ”

ท้ายที่สุดเด็กชายก็ต้องจับดาบบนพื้นขึ้นมา เขาพุ่งตรงไปที่แมกซิมิเลียนหวังฟันเข้าจากด้านข้าง แต่คุณชายน้อยก็เพียงแค่หันดาบเข้าปะทะแล้วใช้ด้ามกระแทกเข้าที่ลิ้นปี่ ส่งเด็กชายลงไปนอนจุกอยู่กับพื้นอีกครั้ง

” กลัวข้าเจ็บหรือยังไง ” เด็กหนุ่มทักขณะที่นั่งลงดูอาการของอาร์เซนซึ่งนั่งกุมท้องจนใบหน้าแทบจะจรดกับพื้น ร่างนั้นเกร็งเข้าขณะที่คุณชายน้อยเชื่อว่าเขาเห็นน้ำตาปริ่มอยู่รอบดวงตาที่หลับสนิท ดูเหมือนเขาจะหนักมือกว่าที่ตัวเองตั้งใจไว้เช่นกัน ” นี่ เจ้าเจ็บมากหรือเปล่า ”

” ไม่เป็นไรหรอกครับ ” อาร์เซนกลั้นใจตอบทั้งที่ยังจุกเหลือแสน ” ถ้าคุณเจ็บต่างหากที่จะเดือดร้อน ”

” เดือดร้อนอะไร ”

” คุณแม่คุณไง ”

คนที่รู้จักคุณผู้หญิงฟรานเชสก้าดีย่อมไม่แปลกใจเลยที่ได้ยินเช่นนั้น โดยเฉพาะบุตรชายที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับนางอย่างยิ่ง เด็กหนุ่มถอนใจเฮือกก่อนจะบอกไปว่า ” ช่างนางเถอะ ”

นั่น ทำให้อาร์เซนตาโต ช่างเถอะ เป็นคำที่ง่ายมากสำหรับคนที่ไม่ต้องคอยรองมือรองเท้านาง ช่างมัน เพราะนางไม่เข้าไปยุ่งกับเขา ช่างมันเพราะนางทำอะไรเขาไม่ได้

แต่นั่นไม่ใช่กับเด็กรับใช้อย่างเขาแน่นอน

” หายเจ็บหรือยัง ” แมกซิมถาม

” บ้างแล้วครับ ” เขาตอบแต่มือยังไม่จับดาบที่นอนแน่นิ่งอยู่ตรงหน้าเขา เด็กชายเพียงแค่นั่งอยู่ตรงนั้นมองดูใบหน้าที่เย่อหยิ่งและไร้อารมณ์ของเด็กหนุ่มข้างๆเขาซึ่งหยิบดาบของเขาแล้วลุกขึ้น

” เจ็บแทบตายยังปากดีอีกนะ ” คุณชายน้อยถอนใจเบาๆก่อนจะยื่นมือเข้าช่วยเด็กชายที่พยายามจะยืน

แต่อาร์เซนไม่ได้รับมือข้างนั้น เขาอาศัยเพียงเรี่ยวแรงเท่าที่เหลือลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล มือยังกุมที่รอยกระแทก ” ถ้าพอแค่นี้ ข้าก็ขอตัวนะครับ ” แล้ว เขาก็พยายามเดินไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับเขา เหมือนว่านั่นไม่สะเทือนเขาแม้แต่น้อย แต่ความจริงก็คือการกระแทกที่ลิ้นปี่จะทำให้เจ็บสาหัส ก่อกวนการหายใจยิ่งทำให้ฟื้นตัวได้ช้า คุณชายน้อยเองก็เคยโดนกระแทกแบบนั้นครั้งหนึ่ง เขาทำได้เพียงนอนกองอยู่กับพื้นโดยไม่อาจทำอะไรได้นานหลายนาทีจนเพื่อนต้อง มาช่วยหามออกไป จริงอยู่ที่เขาไม่ได้ตั้งใจจะลงมือให้แรงขนาดนั้นกับอาร์เซนแต่กระนั้นมันก็ น่าจะยังยากแก่การลุกขึ้นเดิน ถ้าไม่เพราะร่างกายแข็งแกร่งทนทานก็ต้องมีแรงใจที่แข็งแกร่งยิ่งหินผาเท่านั้น

สายตาของเด็กหนุ่มก้มมองไปที่มือของเขาตั้งแต่เมื่อใดไม่รู้ มันคือมือข้างที่เด็กชายไม่รับทั้งที่เมื่อก่อนนี้ทุกครั้งที่เด็กชายลงไปนอนกองเพราะพี่ชายเขาจะตอบรับมือที่หยิบยื่นให้ทุกครั้ง

” ไม่ใช่คนเดียวกันก็ใช้ไม่ได้งั้นหรือ ”

เขารำพึงกับตัวเองแล้วตรงกลับไปที่เรือนใหญ่โดยไม่รู้สึกถึงสายตาที่มองลงมาจากชั้นบนแม้แต่น้อย

***

เรือน ใหญ่นั้นเป็นเรือนที่ห่างไกลสำหรับการเป็นบ้านที่อบอุ่น ไม่เพียงเพราะมันถูกสร้างเสียใหญ่โตหรือเพราะส่วนใหญ่ของเรือนเป็นสีเทาและมีเพียงแสงสลัวลอดเข้ามา แต่เพราะในหลายครั้งมันดูราวกับบ้านร้างที่ไม่อาจพบเห็นผู้อาศัยได้โดยง่ายนัก คุณผู้หญิงฟรานเชสก้ามักหมกตัวอยู่ในห้องนั่งเล่นชั้นสองที่นางใช้สังสรรค์กับเหล่าคุณหญิงคุณนายหรือจัดการกิจการต่างๆของครอบครัว อนาสตาเซียแทบไม่ออกมาจากห้องของนางที่มีทั้งเสื้อผ้า ตุ๊กตาและเครื่องดนตรีที่นางเล่นได้โดยไม่ต้องสนใจเรื่องราวภายนอก

สำหรับแมกซิมิเลียนทั้งหมดนั้นนับเป็นข้อดี

การเผชิญหน้ากับอนาสตาเซียไม่เคยเป็นเรื่องที่น่ารื่นรมย์เลยตั้งแต่เล็กแต่น้อย หล่อนมักรังแกเขา แย่งของเล่นเขา หรือล้อเลียนเขาต่างๆนานา เขาเกลียดการมีพี่น้อง เพราะอย่างนั้นเขาจึงไม่ชอบใจตอนที่พ่อเลี้ยงให้เขาพบกับพี่น้องบุญธรรมในครั้งแรก

แต่สองคนนั้นกลับกลายเป็นบุคคลที่ประหลาดยิ่งสำหรับเขา ไม่เพียงพวกเขาเข้ากันได้เป็นอย่างดีหากแต่เป็นที่พึ่งพิงของกันและกันอยู่ เสมอ ความผูกพันห่วงใยนั้นเป็นสิ่งที่เขาตราหน้าด้วยความอิจฉาว่าหลอกลวง

แต่จริงหรือ

เขาเห็นกับตาตัวเองในคืนนั้น ซาร์คอาศัยเงามืดของราตรีต่างผ้าคลุมกำบังเล็ดลอดเข้ามาพบน้องชายทั้งที่เขาอาจถูกจับส่งเข้าตะแลงแกง แต่เขาก็ยังมาเพื่ออาร์เซน เพื่อน้องชายที่รักของเขา

การกระทำแบบนั้นเป็นของคนหลอกลวงได้หรือ

ความคิดของคุณชายน้อยชะงักไปในทันทีเมื่อเหลือบเห็นชายกระโปรงลูกไม้อยู่ที่หัวบันได มีอยู่คนเดียวเท่านั้นในบ้านนี้ที่ใส่กระโปรงเช่นว่า

เขาเงยขึ้นมองแล้วหล่อนก็ปรายยิ้มเหมือนหญิงสาวใสซื่อกำลังสำนึกผิด ” ข้าต้องขอโทษจริงๆนะ แมกซิมิเลียน ข้าไม่รู้เรื่องนี้มาก่อนเลยจริงๆ ข้าคงทำให้เจ้าโกรธมากซินะ ”

การแสดงของนางก็ไม่เรียกว่าแย่ แต่กับคนที่เห็นมานับครั้งไม่ถ้วนมันยากที่จะหลงเชื่อ ” มีอะไรอีกครับท่านพี่ ”

” ก็… เรื่องอาร์เซนนะสิ ” หล่อนกล่าวพลางเดินลงมาเจอกับเขาที่กลางบันได ” ข้าไม่รู้จริงๆว่ามันเป็นของเจ้า ถึงได้เอาไปเล่นโดยไม่ขอเจ้าก่อน คราวหน้าคราวหลังข้าจะให้เจ้าอนุญาตก่อนแล้วกันนะ ” แล้วหล่อนก็หัวเราะสดใสราวกับเด็กสาวแรกรุ่น ” หรือถ้าเจ้าจะมาเล่นด้วยข้าก็ไม่รังเกียจหรอกนะ ”

สิ้นประโยคนั้นดวงตาคมกริบของคุณชายน้อยก็เหลือบมองหล่อนปราดหนึ่ง ” คำพูดแบบนี้อย่าไปพูดให้คนอื่นได้ยินเข้านะครับ เดี๋ยวจะพาลขายไม่ออก ” แล้วเบี่ยงตัวหลบให้หล่อนรีบลงไป

แต่หล่อนก็ยังยืนอยู่ที่นั่น ปรายตามองเขาราวกับห่วงใยเสียเต็มประดาขณะที่เบี่ยงทางให้เขาขึ้นไป ” เจ้าเองก็เถอะ ใครรู้เข้าว่าเจ้าเล่นกับเด็กผู้ชาย ระวังจะไม่มีผู้หญิงคนไหนเอานะ ”

ฉับพลันนั้นคุณชายน้อยก็หัวเราะ ไม่มีความโกรธเคืองอยู่บนใบหน้าขณะที่เขาหันมาบอกว่า ” ถ้าข้าเล่นกับเด็กผู้ชายจริง ก็คงไม่คิดจะให้ผู้หญิงที่ไหนมาเอาแต่ต้นแล้วละครับ ท่านพี่ ” แล้วเขาก็เดินขึ้นไปทิ้งแต่พี่สาวผู้แพ้พ่ายให้ยืนแค้นใจแทบคลั่งตามลำพัง

***

” โธ่ๆๆๆ คุณหนูของนม ” แม่นมว่าพลางก็เช็ดขอบตาแดงเรื่อของนางไปมาราวกำลังจะร้องไห้ ” ทำไมสะบักสะบอมขนาดนี้ คุณชายน้อยเธอไม่ได้ยั้งมือเลยหรือคะ ”

เด็กชายก็ได้แต่ยิ้มเจื่อนๆพยายามปิดบังความเจ็บปวดขณะที่สาวใช้ประคบรอยฟกช้ำให้เขา ” มันก็เหมือนทุกวันแหละจ๊ะ คนเป็นทหารก็ต้องแรงดีนี่นา ”

” แต่ก็ไม่น่ามาลงกับคุณหนูอาร์เซนนี่คะ ” นางว่าแล้วก็ส่ายหน้า ” เอาเสียช้ำไปทั้งตัวขนาดนี้ อย่างนี้คุณต้องพักผ่อนมากๆนะคะ ”

” ข้ายังทำงานได้จ๊ะป้า ” เด็กชายตีหน้าระรื่นทั้งที่ยังต้องแอบลูบท้องเป็นพักๆ ” มันก็แค่ช้ำเลือดช้ำหนองนิดหน่อย ไม่มีอะไรหรอก ”

” ไม่มีอะไรก็ดีแล้ว ”

เสียงนุ่มนวลเย็นเยือกนั้นทำเอาทั้งครัวต้องสะดุ้ง สายตาทุกคู่หันกลับไปมองที่ประตูพร้อมกันราวกับนัดไว้ก่อนที่แม่นมจะตั้งสติ ได้และปรายยิ้มให้กับผู้มาเยือนคนนั้น ” คุณผู้หญิงมีอะไรหรือคะ เดี๋ยวข้า- ”

” อ้อ ไม่มีอะไรมากมายหรอก ข้าแค่มีเรื่องให้อาร์เซนช่วยสองสามเรื่อง ตามข้ามาตอนนี้หน่อยได้ไหม ”

รอยยิ้มของนางอาจละมุนละไมเป็นมิตรผิดกับลูกทั้งสองแต่เด็กชายรู้ดีว่ามันไม่ใช่เช่นนั้น ในคนทั้งสามนางคือผู้มีอำนาจสูงสุดในบ้าน และแน่นอนว่าเป็นบุคคลที่ควรกลัวมากที่สุดด้วยเช่นเดียวกัน

อาร์เซนจึงตามนางไปโดยไม่มีข้อโต้แย้ง ต่อให้เหล่าคนรับใช้พยายามหาทางออกให้เขาสุดกำลังก็ตามที เขาทำได้เพียงขอบคุณคนเหล่านั้นแล้วจากไปด้วยความหวั่นใจอยู่ลึกๆ
แต่คุณผู้หญิงก็ไม่กล่าวอะไรกับเขานอกจากนำเขาไปเงียบๆ นางไม่อธิบายว่าต้องการสิ่งใด ไม่สั่งอะไรจนพวกเขาเข้าไปในห้องด้านในซึ่งไม่มีใครเข้ามาบ่อยนัก นั่นเพราะสิ่งที่อยู่ในห้องนี้มักเป็นของที่ตั้งใจเก็บรักษาไว้มากกว่าจะเป็นของที่ใช้อยู่ประจำ ” ข้าตั้งใจว่าจะทำความสะอาดห้องนี้เสียหน่อยน่ะ ” นางกล่าว ” ของส่วนมากข้าพอรู้ที่มาที่ไปเพราะพ่อเจ้าบอกข้าไว้ มีอยู่บ้างที่ข้าไม่แน่ใจว่าของใคร ” แล้วนางก็ชี้ไปที่กล่องใบหนึ่ง ” นั่นก็ใบหนึ่ง แล้วตรงมุมห้องนั่นก็ด้วย เจ้าช่วยดูหน่อยได้ไหม ”

เด็ก ชายรับคำแล้วเข้าไปเปิดหีบใบหนึ่งที่มุมห้อง ในนั้นส่วนมากเป็นของจุกจิกของผู้หญิง มีเข็มขัดบ้าง กรอบรูป ที่มีมากหน่อยคือสมุดปกหนังซึ่งกองอยู่เกือบครึ่งหีบ เมื่อเขาเปิดออก ลายมือในนั้นก็คุ้นตายิ่ง ” น่าจะเป็นสมุดบันทึกนะครับ ” เขากล่าว ” รู้สึกว่าจะเป็นของคุณแม่ ”

” โอ้ อย่างนั้นหรือ ” ฟังเหมือนนางจะแปลกใจแต่ก็ไม่เชิงนัก ” งั้นก็เผาทิ้งแล้วกัน ”

นั่นทำให้เด็กชายหันขวับ ความกล้าจะประท้วงมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่อาจรู้ ” แต่นี่ของคุณแม่นะครับ คุณพ่อคงเก็บไว้- ”

” จะมีประโยชน์อะไรที่จะเก็บของคนตายให้คนตายกันล่ะ ” ฟรานเชสก้าตัดบทห้วนๆ ” ไหน ในนั้นมีอะไรอีกหรือเปล่า เจ้ารื้อดูหน่อยสิ ”

เขาทำตามคำสั่งอย่างเลี่ยงไม่ได้ก่อนจะบอกไปว่า ” มีดาบสั้นเล่มหนึ่ง เครื่องเขียน แล้วก็….ส่วนมากมันเป็นของจิปาถะนะครับ ”

” พอขายได้หรือเปล่า ”

เด็กชายกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ” ….ส่วนมากเป็นงานฝีมือครับ ”

” งั้นก็ดี ” น้ำเสียงนั้นรื่นเริงขึ้นมากะทันหัน ” ถ้าอย่างนั้น ข้าฝากเจ้ารื้อข้าวของพวกนี้ออกมาหน่อยนะ พวกงานฝีมือก็รวมไว้ ไอ้ของไร้ประโยชน์ทั้งหลายก็รวมไว้ที่หนึ่งเดี๋ยวข้าให้พวกข้างล่างเอาไปเผาทิ้งเสีย จะได้ไม่เปลืองที่เก็บ ”

แล้วจะให้เขาทำอย่างไรได้ เขารับคำไปเรียบๆแล้วเฝ้าดูขณะที่นางเดินออกจากห้องไป สายตาราวกำลังคิดคำนวณว่านางจะสามารถขายของเหล่านั้นได้เงินซักเท่าไหร่ แต่สำหรับเขา ไม่ว่าเงินเท่าไหร่ก็ใช้ซื้อของพวกนี้ไม่ได้ ทั้งหมดนี้เป็นของแม่ซึ่งแม้ไม่ได้ให้กำเนิดก็เลี้ยงดูเขาเสมอด้วยลูกแท้ๆ รักและใส่ใจเขาในทุกสิ่ง แล้วจะให้เขาโยนความทรงจำเหล่านั้นทิ้งอย่างไม่ใยดีได้อย่างไร

มือของเด็กชายพลิกผ่านสมุดปกหนังในมืออย่างระวังขณะที่กวาดสายตาไปบนตัวอักษรที่ดูคุ้นตา เขาจดจำมันจากตอนที่นางสอนเขาอ่านเขียน บางครั้งนางก็เล่นเขียนจดหมายกับเขาบอกเล่าความลับที่นางไม่เคยบอกใคร หรือบางทีนางก็คัดลอกบทกวีเขียนให้เขาในการ์ดวันเกิด ตัวอักษรของนางอ่อนช้อยนุ่มนวลเหมือนตัวนางเอง เป็นแม่ที่ไม่มีทางมีผู้อื่นเสมอเหมือนได้

และเขาตั้งใจจะเก็บความทรงจำเหล่านี้เอาไว้ไม่ว่าอย่างไร

แต่อาร์เซนก็รู้ว่าเขาเก็บไว้ไม่ได้ทุกอย่าง ฟรานเชสก้าไม่มีทางยอมให้เป็นเช่นนั้น ใช่ว่านางจงเกลียดจงชังอะไรเขาหรือแม่ แต่เพราะนี่คือสิ่งที่ทำได้ นี่คือการแสดงถึงอำนาจ นางเพียงต้องการให้เขารู้ว่านางคือผู้มีอำนาจสูงสุดเหนือทุกสิ่งในบ้านหลัง นี้

ดังนั้นเขาจึงเลือกสิ่งที่สามารถเก็บไว้ได้โดยที่นางจะไม่ให้ความสนใจ ย่อมไม่ใช่ของที่มีราคามากมาย เด็กชายเลือกสมุดบันทึกทั้งหมดเครื่องเขียนอีกเล็กน้อยที่ดูเรียบเสียจนไม่น่าขายได้อะไรมากนัก หนังสือเล่มหนาที่ทับใบไม้แห้งจากต่างแดนไว้จนเต็ม ดาบสั้นที่เขาจำได้แม่นยำว่าพ่อเป็นคนมอบให้แม่ไว้ แล้วก็..

ที่ด้านบนของหีบอีกใบเป็นห่อผ้าเก่าปอนรุ่งริ่ง แต่หนาแน่นจนยากจะบอกว่ามันคืออะไร เขาระมัดระวังอย่างยิ่งในการแก้ปมและคลี่ผ้ากลุ่มนั้นแล้วก็ต้องตกตะลึงกับสิ่งที่พบข้างในมันเป็นชุดเต้นรำ ชุดสีขาวสะอาดปักด้วยเลื่อมมุกแวววาวราวกับเพิ่งตัดเย็บขึ้นใหม่ กระโปรงยาวพลิ้วเป็นจีบบางเบางดงาม ในห่อเดียวกันนั้นมีเข็มกลัดทองประดับอัญมณีสีขาว มันเป็นเข็มกลัดที่ไว้ประดับบนอก เขาเคยเห็นชุดนี้ครั้งหนึ่ง นางเคยสวมมันให้พวกเขาดู ขณะที่เล่าเรื่อง….

เรื่องอะไรกันนะ….

” แต่แม่ยิ้มตลอด ” เขารำพึงกับตัวเอง ” แม่ต้องรักชุดนี้มาก ”

นั่นทำให้มันมีความหมายยิ่งสำหรับอาร์เซน เขาผูกห่อผ้ากลับเข้าที่วางมันทับบนกองสมุด แล้วเขาจัดการกับข้าวของที่เหลือตามคำสั่ง ส่วนหนึ่งเป็นเสื้อผ้าเก่าที่โดนแมลงกินไปหมดก็รวมกับของที่ตั้งใจจะทิ้งแยกไว้ อย่างน้อยก็จะทำให้คุณผู้หญิงรู้สึกว่าได้กำจัดอะไรออกไปบ้าง ส่วนของที่เขาเลือกไว้ก็ต้องเอาไปเก็บให้พ้นสายตา

เด็กชายเพิ่งรู้ตัวตอนนั้นว่าตนคงเลือกของไว้มากเกินไปหน่อยเพราะยากที่เขาจะหิ้วของทั้งหมดนั้นไหว แต่ถ้าคุณผู้หญิงฟรานเชสก้าไม่รู้เขาจะเก็บไว้ยังไงก็ได้อยู่แล้ว แต่ทันทีที่เลี้ยวโค้งแรกเขาก็ชนเข้ากับร่างหนึ่งอย่างจัง นางร้องหวีดเสียงหลงก่อนจะลงไปนั่งกองอยู่กับพื้น ” ดูทางซะมั่งสิยะ ” อนาสตาเซียว่าพลางคลำก้นกบปอยๆ ” โอย… นั่นเจ็บมากนะรู้มั้ย ถ้าก้นข้าช้ำขึ้นมาจะทำยังไง ”

” ข้า…. ข้าขอโทษครับคุณหนู ” ว่าพลางเด็กชายก็ละลำละลั่กโกยข้าวของให้เข้าที่ รวมทั้งห่อผ้าที่ผูกไว้ไม่ค่อยดีนักในตอนแรกก็ต้องผูกมันเสียใหม่

แต่ก็ช้าเกินไปสำหรับสายตาแหลมคมของหญิงสาว นางมองปราดก็บอกได้ว่าในนั้นมีของไม่ธรรมดา ” อะไรน่ะ อาร์เซน เจ้าจะเอาไปไหน ”

เด็กชายปั้นยิ้มในทันที ” อ้อ ของเก่าเก็บน่ะครับ ข้าจะเอาไปทิ้งพอดี- ”

” ข้าหมายถึงในห่อผ้าน่ะ ”

” อ๋อ… ” เขากลืนน้ำลายอึกใหญ่ ” เสื้อผ้าเก่าน่ะครับคุณหนู ”

” ให้ข้าดูหน่อยสิ ”

แต่ไม่ทันที่เด็กชายจะพูดอะไร หล่อนก็คว้ามันไปจากมือ สายตาของหล่อนเบิกกว้างทันทีเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ภายใน ” ของเก่าอะไรกัน นี่ยังสวยมากอยู่เลยนะ อาร์เซน เจ้าจะเอาของแบบนี้ไปทิ้งได้ยังไง ”

” คำสั่งของคุณแม่คุณครับ ” แล้วเขาก็ดึงห่อผ้านั้นกลับมาพลางโกยข้าวของขึ้นมาหอบไว้เต็มสองแขน ” ข้าต้องขออภัยด้วย แต่มีเรื่องที่ข้าต้องไปจัดการ ขอตัวนะครับ ”

ก่อน ที่อนาสตาเซียจะทันห้ามร่างของเด็กชายก็แผล็วหายไปทางห้องครัวเร็วเสียจนนาง ยังงงงัน แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือความสำคัญของของชิ้นนั้น ชัดเจนว่าเด็กชายไม่ได้เอามันไปทิ้ง

และไม่มีใครหรอกที่ห้ามอนาสตาเซีย เอสเมรัล เมริสมา จากของที่ต้องตาหล่อนสำเร็จ

***
TBC in Chapter 6

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: