A Fairytale: อาณาเขตแห่งเหยี่ยว บทที่ 6

Title: A Fairytale
Book I: อาณาเขตแห่งเหยี่ยว (The Land of the Hawks)
Author: vekin
Rate: PG-13
Warning: คนเขียนอ่อนคำราชาศัพท์เป็นอย่างยิ่ง ต้องขออภัยในความผิดพลาดมา ณ ที่นี้
***บุคคล เหตุการณ์และสถานที่ในเรื่องล้วนสมมติขึ้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องพาดพิงกับบุคคลและเหตุการณ์จริงแต่อย่างใด***

Chapter 6

####################################################

เสียงลั่นเพียะดังสนั่นทั้งลานขณะที่ดาบไม้กระเด็นจนสามารถปักลงไปในกองฟางรุนแรงเสียจนนางม้าขาวถึงกับหยุดเคี้ยวหญ้าแล้วหันไปมอง รอยแตกร้าวเริ่มปรากฏบนเนื้อไม้อันเป็นผลจากการเผชิญแรงปะทะที่หนักหน่วงติดต่อกัน ยับเยินพอๆกับคนที่ลงไปนอนกองบนพื้นลานอย่างหมดเรี่ยวแรงในตอนนั้น พวกเขาสามคนยกมือยอมแพ้

” อะไรกัน ” ซาร์คว่าพลางดึงเพื่อนของเขาคนหนึ่งขึ้นมานั่งหอบโอดโอยบนพื้นหญ้า ” ข้าเตือนแล้วใช่ไหมว่าอย่ายั้งมือเดี๋ยวก็เจ็บกันพอดี พวกเจ้าทำได้ดีกว่านี้เวลาสู้จริงนี่นา ”

” ก็นั่นมันตอนสู้นี่ครับ ” คนหนึ่งพยายามพูดขณะที่ลุกขึ้นหลังจากโดนซัดเสียลงไปนอนกอง ” ออมมือก็ตายสิ ”

นั่นทำให้เด็กหนุ่มถอนใจ ” เจ้าจะบอกว่าเพราะนี่เป็นการซ้อมเลยออมแรงไว้ใช่ไหม ”

สีหน้าพวกเขาบอกว่า ก็ทำนองนั้น ” ไม่มีใครอยากเจ็บจริงเวลาซ้อมหรอกครับ หัวหน้า ” คนหนึ่งตอบ

ซาร์คถึงกับส่ายหน้าเมื่อได้ยินเช่นนั้น ” ข้าถามหน่อยว่าตอนสู้กับตอนซ้อมมันต่างกันยังไง ข้าต่างอะไรจากศัตรูที่พวกเจ้าเคยสู้หรือ ”

พวกเขามองหน้ากัน แต่ก็ดูเหมือนจะไม่มีใครตอบ หรืออีกทีเพราะคำตอบนั้นชัดเจนอยู่แล้ว

” การเป็นพวกเดียวกันหรือเป็นศัตรูกันไม่มีความแตกต่างกันหรอก ไม่ว่าข้าหรือพวกเขา หากเจ็บตัวหากต้องตายก็มีคนข้างหลังที่ต้องเสียใจทั้งนั้น ” นั่นทำให้ทั้งสามคนก้มหน้างุด ในตอนนั้นเองที่เด็กหนุ่มขว้างดาบกลับไปให้พวกเขา ดาบไม้หมุนไปกับพื้นหยุดลงตรงเบื้องหน้าคนทั้งสามพอดิบพอดี ” พวกเขาไม่ต่างอะไรจากเราหรอก ” เขาว่าพลางกระชับดาบในมือแน่น ” และเราเองก็ไม่ต่างอะไรจากพวกเขา พวกเรามันก็คนเลวด้วยกันทั้งนั้น ” ทั้งสามคนได้แต่มองหน้ากันก่อนจะเหลือบมองใบหน้าที่เกือบไร้อารมณ์ของผู้เป็นหัวหน้าซึ่งจ้องลงไปที่พื้นดินเบื้องหน้าราวกำลังครุ่นคิดบางอย่าง แต่แล้วเด็กหนุ่มก็เงยหน้าขึ้นก่อนจะตะโกนว่า ” เอ้า ชักช้าอะไรอยู่ โจมตีเข้ามาสิ ”

สำหรับอาวดริค พระองค์ไม่ค่อยมั่นพระทัยนักว่านั่นสามารถเรียกได้ว่าการปลุกระดม พระองค์เคยได้ยินการเรียกขวัญกำลังใจของเหล่าแม่ทัพมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ละครั้งเป็นการพูดที่มีการวางแผนไว้ก่อน มีจังหวะจะโคนและอารมณ์ที่ตั้งใจสร้างขึ้นในน้ำเสียง แต่กับซาร์คสิ่งที่กล่าวมาดูเหมือนเป็นแค่ความจริงอย่างหนึ่งสำหรับเขา ไม่ต้องมีแผนการณ์ ไม่ใช่การปลุกปั่นโดยตั้งใจ ทั้งหมดนั้นเพียงแค่เป็นไปตามความรู้สึกแต่นั่นก็ดูเหมือนจะได้ผลดีเสียด้วย จากบนเรือนไม้พระองค์สามารถเห็นความเคลื่อนไหวของชายหนุ่มแห่งเหยี่ยวป่าที่เริ่มจริงจังขึ้นอย่างชัดเจน การประดาบเริ่มรุนแรงและอันตรายมากขึ้น แต่ในทุกครั้งซาร์คก็เคลื่อนไหวราวกับใคร่ครวญไว้เป็นอย่างดี นั่นตรงข้ามกับวิธีพูดจาของเขาโดยสิ้นเชิง

” อยากไปร่วมวงด้วยหรือครับ ”

เสียงทักทำให้เจ้าชายทรงหันและทันจะเห็นลูกกลมสีแดงถูกโยนมา พระองค์รีบคว้ามันไว้ก่อนถึงตัวโดยสัญชาตญาณจึงเห็นว่ามันเป็นแอปเปิ้ลสุกสีแดงสด และคนที่โยนมาก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากคีธซึ่งมานั่งลงข้างพระองค์พร้อมแอปเปิ้ลอีกลูกในมือ ” ท่าทางท่านดูงุ่นง่านไม่ค่อยสดชื่น ข้าเลยเอาผลไม้มาให้ ” ว่าแล้วชายหนุ่มก็กัดกินผลไม้ในมือของตน ” แต่ท่าทางท่านจะอยากออกกำลังเสียมากกว่า ”

” จะว่างั้นก็ได้ ” แล้วเจ้าชายก็กัดแอปเปิ้ลของพระองค์ไปเงียบๆ สายตายังจับจ้องไปที่ลานเบื้องล่างขณะที่ชายหนุ่มคนหนึ่งเพลี่ยงพล้ำเสียท่าไป

หลังจากความเงียบเนิ่นนาน คีธก็หักใจถาม ” ท่านคิดออกหรือยัง ”

” เรื่องอะไร ”

” เรื่องคนที่หมายหัวท่าน ” ชายหนุ่มกล่าว ” ใครที่ได้ประโยชน์เมื่อท่านตายไป ”

” ข้าไม่รู้ ”

” ไม่รู้? ”

” ใช่ ” แล้วพระองค์ก็ขว้างแกนแอปเปิ้ลในมือออกไปสุดแรง ” ความจริงคือข้าไม่รู้อะไรเลย คีธ ข้าไม่รู้ว่าใครไว้ใจได้ใครไว้ใจไม่ได้ ข้าไม่รู้ไส้สนกลในของปราสาท ไม่รู้ว่าประเทศเป็นอย่างไร ข้าไม่รู้อะไรซักอย่างเดียว ”

มันเป็นความโกรธที่เห็นได้ชัดเจนจนชายหนุ่มไม่ติดใจไถ่ถาม แต่เขาก็ยังสงบนิ่งขณะที่ซักไซ้ต่อไป ” ถ้าอย่างนั้นใครกันที่ปิดหูปิดตาท่านไว้ตลอดมา ”

นั่นทำให้เจ้าชายถอนพระทัยเฮือกใหญ่ ” ข้าไม่อยากคิดถึงเรื่องนั้นเลยจริงๆ ”

” ทำไมล่ะ ”

” เพราะคนที่ควบคุมชีวิตของข้ามีอยู่คนเดียว ” พระองค์ทรงหันมายิ้มอย่างอ่อนเพลีย ” องค์ราชินียังไงล่ะ ”

***
จากบนพื้นราบมันยากจะบอกว่าพวกเขากำลังพูดคุยเรื่องอะไรกัน แต่กระนั้นเด็กหนุ่มก็บอกได้ว่ามันเป็นเรื่องที่จริงจัง สีหน้าของอาวดริคบอกชัดถึงอารมณ์ที่พลุ่งพล่านขณะที่บนใบหน้าของคีธมีความเคร่งขรึมกังวล แต่เขาก็เป็นอย่างนั้นมาตลอดไม่ใช่หรือ คีธเป็นห่วงเป็นใยใครต่อมิใคร คอยนั่งรับฟังพวกเขา อาจมีช่วงหนึ่งที่เขาทำตัวเหมือนไม่ใส่ใจต่อโลกทั้งใบแต่มันก็ยากยิ่งที่จะเก็บนิสัยดั้งเดิมของตนไว้ได้ แล้วคีธก็กลับมาเป็นแบบนี้ เป็นคนที่คอยใส่ใจทุกข์สุขของมิตรสหาย

สหายรึ… บ้าน่ะสิ

นั่นทำให้ซาร์คกัดฟันด้วยความหงุดหงิด อาวดริคน่ะหรือสหายของคีธ เจ้าชายอ่อนหัดไร้ความสามารถแบบนั้นน่ะหรือ นั่นไม่สมเป็นคีธซักนิด

” ท่านซาร์คท่านโกรธอะไรกับคีธอยู่หรือเปล่า ”

นั่นทำเอาเด็กหนุ่มสะดุ้งเฮือก เขาเหลียวกลับมทางเพื่อนของเขาที่นั่งพักผ่อนกันอยู่ใต้ร่มไม้พลางปฏิเสธไปว่า ” โกรธอะไร ไม่มีเรื่องอะไรเสียหน่อย ”

” หรือเหงา? ”

เด็กหนุ่มกลอกตาพลางถอนใจ ” นี่มันเรื่องอะไรพวกเจ้าช่วยบอกข้าหน่อยได้ไหม ”

” ความจริงข้าก็ว่าไม่แปลกหรอกนะ ” คนหนึ่งกล่าวพร้อมรอยยิ้มน้อยๆ ” พวกท่านสนิทกันขนาดนั้นแต่ตอนนี้คีธดันไปสนิทกับเจ้าชายจนตัวแทบจะติดกันแบบนั้นน่ะ ถ้าท่านไม่รู้สึกอะไรเลยสิถึงจะแปลก ”

รอยยิ้มและคำพูดสบายๆนั้นทำเอาผู้เป็นหัวหน้านิ่งอึ้ง เขาเอนกายพิงลำต้นไม้พลางกอดอกครุ่นคิดอย่างหนัก

เหงาหรือ…

” ตลกสิ ” เขาเปรยขึ้นแต่ฟังดูราวกับว่าไม่ได้ตั้งใจ ชายหนุ่มทั้งสามก็ได้แต่ยักไหล่ขณะที่มองหน้ากัน เล่นไม่ยอมรับเองแบบนี้พวกเขาจะไปช่วยอะไรได้

ทันใดนั้นเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากในแนวป่า มันเป็นเสียงนกร้อง แต่ร้องเป็นจังหวะสม่ำเสมออยู่หลายครั้ง ฟังเผินๆโดยผู้ที่ไม่รู้อาจเหมือนแค่เสียงนกธรรมดา แต่สำหรับเหยี่ยวป่าสัญญาณนี้ชัดเจนจนพวกเขาลุกขึ้นแล้วรีบขึ้นไปที่เรือนใหญ่ในทันที

ข่าวกองคาราวานมาถึงแล้ว

***
แสงคบไฟเริ่มโชติช่วงเมื่อยามเย็นมาเยือนในปราสาทไลน์ แม้ความวุ่นวายไม่ได้หมดไปแต่ความมืดสลัวก็อำพรางทั้งหลายนั้นไว้จนดูราวกับว่าที่นี่สงบเงียบเกือบปราศจากผู้คน สำหรับบริเวณห้องบรรทมของพระราชา ที่นั่นเงียบร้างไปตั้งแต่พระอาทิตย์เริ่มคล้อยลงจากทิวเขาเพื่อให้กษัตริย์ผู้อ่อนแอมีเวลาที่จะพักผ่อนอย่างสงบปราศจากการรบกวนใดๆ มีเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่เข้าไปได้คือองค์ราชินีผู้เป็นคู่ชีวิตของพระองค์

พระนางปรากฏราวกับวิญญาณที่ประตูห้องบรรทมด้วยฉลองพระองค์สีขาวซีด ใบหน้าที่แต่งแต้มเพียงน้อยนิดแย้มยิ้มเมื่อเห็นพระสวามีขยับพระเศียรหันมาจากบนพระแท่นบรรทม ” เสวยยาก่อนนอนหรือยังเพคะ ” พระนางตรัสขณะที่ประทับนั่งลงข้างพระสวามี สายพระเนตรทอดมองถาดยาบนโต๊ะใกล้ๆแล้วยิ้มอย่างพอพระทัยเมื่อเห็นว่าถ้วยยานั้นว่างเปล่า ” เช่นนั้นพระองค์ทรงบรรทมเถิดเพคะ พระพลานามัยจะได้แข็งแรงขึ้น ” ตรัสพลางพระนางก็ลูบไล้พระพักตร์ยับย่นนั้นเบาๆ ” จะให้เจ้าชายอาวดริคมาเห็นพระองค์เป็นเช่นนี้ไม่ได้นะเพคะ ”

” ข้ารู้ ” พระราชาตรัสก่อนจะกระแอ้มไอครั้งสองครั้ง ” แต่ข้าอยากเจอเขาจริงๆ อาร์ดารา ”

” อีกไม่นานหรอกเพคะ ” พระนางทรงย้ำพร้อมรอยยิ้ม ” ตอนนี้พระองค์ต้องพักผ่อนให้มาก บรรทมเถิดเพคะ ” องค์ราชาก็เพียงแค่ยิ้มก่อนจะหลับพระเนตรลงอย่างว่าง่าย เพียงไม่นานก็บรรทมหลับไปโดยมีพระมเหสีประทับนั่งอยู่เคียงข้าง

เมื่อแน่พระทัยว่าพระราชาบรรทมสนิทแล้วเท่านั้นองค์ราชินีจึงทรงลุกขึ้นคลี่ผ้าม่านจากเสาทั้งสี่บังพระแท่นไว้ แล้วพระนางก็เสด็จเข้าไปด้านหลังพระแท่นบรรทม พระหัตถ์ลูบบนลูกแก้วลูกหนึ่งใต้โคมไฟบนผนังแล้วพลันกำแพงก็เปิดออก นำพระนางสู่ทางเดินลับของปราสาทแห่งไลน์ ในความมืดและเย็นเยียบของบันไดหิน พระราชินีมีเพียงเทียนเล่มหนึ่งเพื่อนำทางพระนางไป ขึ้นไปตามขั้นบันไดที่เรียงรายกันราวจะไม่สิ้นสุดนำพระนางไปสู่หอคอยที่สูงเหนือที่ใดในปราสาท ที่นั่นมีคบไฟห้อยลงจากขื่อซึ่งไม่ว่าเมื่อใดก็ลุกโชติช่วงสาดแสงสร้างเงาให้แก่ฐานรูปใบหน้ามังกร ใบหน้าทองเหลืองนั้นอ้าคำรามงดงามราวกับมีชีวิตคอยต้อนรับผู้เป็นนาย พระนางดับเทียนก่อนจะก้าวอ้อมคบใหญ่นั้นสู่กระจกทองคำที่แขวนเอาไว้ด้านใน ผิวกระจกสีดำสนิทไม่ปรากฏสิ่งใดพลันสะท้อนพระพักตร์ที่ดูงดงามอ่อนเยาว์จนยากยิ่งจะเชื่อว่าพระนางกำลังแก่ตัวลงทุกขณะ

” เจ้ายังทำงานได้ดีเช่นเคยนะ ” พระนางกล่าวกับใบหน้าที่แย้มยิ้มเมื่อพระนางคลี่พระโอษฐ์ รูปโฉมคืออาวุธที่ยอดเยี่ยมเหนือราชาและอาณาจักร

แล้วพระนางก็ตรัสขึ้นด้วยเสียงที่ทุ่มต่ำกังวาลราวกับมิใช่เสียงของมนุษย์ ” กระจกวิเศษจงบอกข้าเถิด ใครคือผู้ที่ทำลายบริวารแห่งข้า ”

ฉับพลันนั้นภาพในกระจกสีดำก็แปรเปลี่ยนกลายเป็นทิวทัศน์ของป่าเขาในยามค่ำคืนที่ประดับด้วยแสงรางๆของคบไฟที่เคลื่อนไหวอยู่ใต้ร่มไม้ แล้วเงาร่างบนหลังคาเรือนต้นไม้ก็ปรากฏชัดก่อนที่แสงสีเงินจะสาดขึ้นจากพื้นและภาพทั้งหลายหายไป

” อาวดริคอย่างนั้นหรือ ”

พระนางตรัสด้วยความประหลาดประทัย พลันพระนางก็ทรงหันหลังไป ที่เบื้องหลังพระองค์ตรงข้ามกับคบไฟมังกรนั้นคือภาพวาดของหญิงสาวประดับอยู่เหนือประตูหอคอย ใบหน้าที่งดงามล้อมด้วยเรือนผมสีเข้มยาวสลวยประดับด้วยมงกุฏราชินีหันมาประจันหน้ากับพระนางเสมอเช่นทุกครั้ง

” เจ้าสอนเขาอย่างนั้นหรือ วิลเฮลมีนา ”

ดวงตาสีเข้มเพียงแค่จ้องนิ่งมาโดยปราศจากคำตอบ

***
ความมืดของป่ายามค่ำคืนคือสิ่งที่สามารถใช้พรางกายได้เป็นอย่างดี ใครก็ตามที่เรียนรู้จะเคลื่อนไหวอย่างไร้สุ้มเสียงสามารถเคลื่อนตัวไปในป่าได้ราวกับไร้เงา ต่อให้พวกเขามีกันหลายสิบคนก็ตาม และกองคาราวานเองก็รู้ดี พวกเขามักเลือกจะตั้งค่ายพักในบริเวณที่โล่งห่างจากร่มเงาไม้ มีเพียงทางนี้เท่านั้นที่พวกเขาจะมั่นใจได้ว่าศัตรูจะไม่มาถึงตัวก่อนที่พวกเขาจะทันเห็น แต่เพื่อความปลอดภัยพวกเขาก็มักจะว่าจ้างกองกำลังอารักขาไปด้วย คนเหล่านี้ถูกฝึกให้มีประสาทว่องไว สามารถรู้สึกถึงสิ่งที่เข้ามาใกล้และตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว แม้เป็นเสียงความเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยจากในเงาไม้ใกล้ๆ

” ยอ…ยอ.. ” ชายผู้ปรากฏตัวจากเงามืดร้องขณะที่ทหารรับจ้างเหล่านั้นหันปลายหอกดาบมาทางเขา ” เย็นไว้พี่ชายทั้งหลาย ของพวกนี้ฆ่าคนได้จริงๆนะ ”

” เจ้าเป็นใคร ” พวกเขาถาม หอกยังกำมั่นใจมือ

ชายคนนั้นก็เพียงแค่ยิ้มขณะที่ก้าวกะย่องกะแย่งออกมาจากเงามืด เสื้อผ้าที่สวมใส่และท่าทางนั้นบ่งบอกว่าเขาไม่ใช่ชาวนาชาวไร่ รอยยิ้มละไมนั้นมองดูคล้ายของพวกพ่อค้า ” ข้าเป็นคนเดินทางน่ะพี่ชาย มากับครอบครัว ” ว่าพลางเขาก็บุ้ยใบ้ไปด้านหลัง ที่ซึ่งกลุ่มคนเล็กๆยืนรวมกันอยู่ พวกเขาเหลียวซ้ายแลขวาราวกับว่าตัวอะไรซักอย่างอาจโผล่ออกมาจากในเงามืด ” ข้าผ่านเมืองที่แล้วมาได้ข่าวว่ามีกองคาราวานจากโดบรัมกำลังจะเข้าเมืองหลวง เลยอยากจะขอติดสอยห้อยตามไปด้วยน่ะ ”

เหล่าทหารรับจ้างก็ได้แต่มองหน้ากัน ด้วยความไม่มั่นใจนักว่าควรเชื่อดีหรือไม่

” ท่านจะดูหนังสือเดินทางของข้าก็ได้นะ พี่ชาย เอ้านี่ ” ว่าพลางก็ล้วงหาม้วนกระดาษในเสื้อคลุม แต่เมื่อเสื้อตัวนั้นแหวกออก หอกทั้งหมดก็ชี้มาทางเขาอีกครั้งเพราะดาบสั้นที่แนบอยู่ข้างตัว ” ยอ ยอ พี่ชาย ” เขายังคงยิ้มแม้จะดูหวาดๆไปบ้าง ” เดี๋ยวนี้ที่ไหนก็ไม่ปลอดภัยข้าเลยพกดาบไว้ป้องกันตัว มันก็เท่านั้น  เอ้านี่ หนังสือเดินทางของข้า ท่านจะเอาไปให้เจ้านายดูก็ได้นะ ”

แต่คนเหล่านั้นก็เพียงแค่รับมา พวกเขาตรวจดูรายละเอียดของมันจนครบถ้วนเพื่อให้แน่ใจว่าเป็นของจริงก่อนจะบอกกับชายคนนั้นว่า ” นี่เป็นกองคาราวานของท่านดยุคแห่งโดบรัม เราไม่รับคนนอกไปกับเราหรอกนะ ”

” โธ่ พี่ชาย พี่ชายก็รู้ว่าแถวนี้น่ากลัวแค่ไหน ” แล้วเขาก็ขยับเข้าไปกระซิบว่า ” ข้าได้ยินมาว่าแถวนี้มีโจรป่ากลุ่มใหญ่ชื่อว่าเหยี่ยวป่าออกปล้นคนเดินทาง ข้ามีลูกสาวอยู่ตั้งสองคน แล้วไหนจะเมียข้าอีก ถ้าข้าไม่มีเหตุต้องไปเยี่ยมพ่อที่ใกล้ตายก็คงไม่ต้องเดือดร้อนรีบเดินทางขนาดนี้หรอก พี่ชายถือว่าเห็นแก่ข้า ขอข้าคุยกับเจ้านายของพี่ชายหน่อยเถอะ ”

ยิ่งฟังพวกเขาก็ยิ่งลังเลใจ เหตุผลที่ต้องรอนแรมก็น่าเห็นใจอยู่ แต่หน้าที่ก็เป็นหน้าที่ พวกเขาต้องปกป้องทรัพย์สินของดยุคตามที่ได้รับว่าจ้าง แล้วพวกเขาก็ได้ยินเสียงไอแหบแห้งจากเบื้องหลัง หญิงสาวคนหนึ่งในนั้นยืนไอจนตัวงออยู่ในเงาเกือบพ้นจากสายตาของพวกเขาไป หล่อนกระชับผ้าปิดปากจมูกไว้มั่นราวกับกลัวว่าจะมีใครได้ยินเสียง พลันชายตรงหน้าพวกเขาก็เข้าไปช่วยประคอง ”  เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ”

หล่อนเพียงแค่ส่ายหน้าแล้วไออีกครั้งสองครั้งท่าทางน่าสงสาร ดวงตาของหล่อนปรายมาทางเขาครู่หนึ่งราวจะอ้อนวอนก่อนจะหันไปทางผู้เป็นบิดา

ในที่สุดพวกเขาก็ตัดสินใจ ” ก็ได้ เจ้าเข้าไปกับผู้หญิงคนนั้น คนที่เหลือต้องอยู่กับพวกข้าข้างนอก ”

” ขอบคุณมาก ขอบคุณมากพี่ชาย ” ชายหนุ่มค้อมหัวอย่างนอบน้อมพลางจูงมือลูกสาวเดินตามทหารรับจ้างคนหนึ่งเข้าไป

ที่พักของหัวหน้ากองเองก็เรียกไม่ได้ว่าโอ่อ่า เพราะถึงอย่างไรเสียมันก็ดัดแปลงมาจากรถเทียมม้าธรรมดาๆคันหนึ่ง เพียงแค่ผนังถูกบุอย่างดีและที่พื้นเป็นพรมงดงาม หัวหน้ากองมีที่นอนสะดวกสบายและเวลาว่างมากกว่าคนอื่นก็เท่านั้น

แล้วก็วางอำนาจมากกว่ากันอีกเล็กน้อย

” มีเรื่องอะไรหรือไง ” หัวหน้ากองร่างสูงใหญ่กล่าวอย่างไม่สบอารมณ์นักขณะที่เขาจิบเหล้าจากจอกโลหะ ” ข้าเคยบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าท่านดยุคไม่อนุญาตให้รับคนเข้ามาในกองคาราวาน ”

” ชายคนนี้บอกว่าเขามีเหตุจำเป็นขอรับ ข้าว่าท่านฟังเขาเสียหน่อย- ”

” เจ้าจะขัดคำสั่งของท่านดยุคหรือไง! ”

เสียงกัมปนาทนั้นสร้างความตึงเครียดขึ้นในภายในห้องแคบๆนั้นทันที มีแต่ชายผู้มาเยือนที่ยิ้มอย่างนบนอบ ” เอาน่าครับ พี่ชาย เดี๋ยวข้าคุยเองดีกว่าครับ เอ่อ…  ท่านหัวหน้ากอง คือพ่อของข้าป่วยอยู่น่ะครับ ข้าเลยต้องกลับเมืองหลวงไปเยี่ยม แล้วตอนนี้ลูกสาวคนเล็กของข้าก็พาลป่วยไปด้วย ข้าเกรงว่าถ้าเดินทางกันเองในแถบนี้จะเป็นอันตราย เลยอยากจะขอบารมีท่านช่วยคุ้มครองอย่างน้อยก็จนพ้นเขตของเหยี่ยวป่าไป ”

แต่ดูเหมือนสิ่งที่ทำให้หัวหน้ากองสะดุดที่สุดกลับเป็นเรื่องของลูกสาว สาวน้อยซึ่งยืนอยู่ข้างหลังบิดา ผ้าซึ่งพันรอบคอปิดบังปากและจมูกของนางทำให้ดวงตาคมกริบคู่นั้นโดดเด่นอยู่ภายใต้เรือนผมสีแดง สายตาชะม้ายมองไปตามลวดลายบนผนังเกวียนจนมาหยุดอยู่ที่หัวหน้านายกอง จ้องมองแน่วนิ่งราวกับมีมนต์สะกดให้เคลิบเคลิ้ม

” พ้นเขตของเหยี่ยวป่ารึ นั่นก็ใกล้เมืองหลวงแล้วนะ ” หัวหน้านายกองว่า “ข้าเห็นใจท่านอยู่แต่นี่เป็นกองคาราวานในราชการ เกรงว่ามันจะติดขัดที่ระเบียบอยู่นะ ”

” ออ..เราจะไม่ให้ท่านต้องเดือดร้อนหรอกครับ ” เขาว่า ” เรื่องอาหารการกินเรามีอยู่แล้ว ที่พักก็นอนกลางแจ้งได้ น้ำร้อนน้ำชาก็มี ยังไงก็ได้ครับท่าน ” แล้วเขาก็ยิ้มกริ่ม

พอได้ยินคำว่าน้ำร้อนน้ำชา หัวหน้ากองก็ถึงกับหูผึ่ง ” นอนกลางแจ้งรึ แล้วลูกสาวของท่านล่ะ นางป่วยอยู่ไม่ใช่หรือไร อาการไม่แย่เอาหรือ ”

” อ้อ เรื่องนั้น ” ชายคนนั้นหัวเราะแห้งๆ ” ตอนนี้อาศัยยาช่วยให้ดีขึ้นได้บ้าง หล่อนยังเดินทางได้แต่อาจจะเหนื่อยง่าย เรื่องนั้นเดี๋ยวทางข้าหาทางจัดการเอง- ”

” ถ้าเจ้าจะพึ่งพาอาศัยข้าแล้วละก็ ก็รับความช่วยเหลืออีกอย่างจากข้าแล้วกัน ข้าอาจพอหาที่บนรถให้นางนั่งได้ แต่คนอื่นๆอาจจะไม่ได้ที่พวกนั้นเท่านั้นเอง ”

” โอ้ นั่นนับเป็นความกรุณาอย่างยิ่งเลยครับ ” ผู้เป็นพ่อกล่าวด้วยความปลาบปลื้มก่อนจะหันไปหาลูกสาว ” ไปขอบคุณท่านเสียสิ ท่านหัวหน้ากองออกจะกรุณาเจ้าขนาดนั้น ”

ผู้เป็นลูกสาวชายตาลงต่ำก่อนจะเดินมาเบื้องหน้าหัวหน้ากองอย่างช้าๆ แล้วกล่าวขอบคุณด้วยเสียงทุ่มต่ำแหบแห้งก่อนจะไอเสียตัวแทบโยน

” ท่าทางเจ้าจะป่วยหนักเอาเรื่องจริงๆ ” หัวหน้านายกองว่าพลางส่งยิ้มอันนุ่มนวลให้ มือของเขาเอื้อมไปจับท่อนแขนของหล่อนอย่างเบามือเพื่อช่วยให้หล่อนยืน ” ตามสบายนะ เจ้าไม่ต้องเกรงใจ ข้ารับครอบครัวเจ้าไว้แล้วไม่กลับคำง่ายๆหรอก ”

ในตอนนั้นเองที่ดวงตาสีเทาสว่างคู่นั้นเหลือบขึ้นมองแน่วนิ่ง ริมฝีปากที่มองไม่เห็นกล่าวกับเขาว่า ” ถ้าเช่นนั้น ข้ามีอีกเรื่องที่อยากขอร้องท่านเป็นการส่วนตัว ”

นั่นดูเหมือนยิ่งทำให้หัวหน้ากองยิ้มย่องด้วยความพอใจ ” ว่ามาสิ ”

แล้วก่อนที่เขาจะทันรู้ตัวดาบสั้นเล่มหนึ่งก็ปรากฏจากใต้เสื้อคลุมของเด็กสาวตรงหน้าจรดเข้าที่ปลายคางอย่างรวดเร็วเสียจนแม้แต่เวลาจะร้องยังไม่มี ผ้าถูกดึงหลุดจากรอบคอเผยให้เห็นใบหน้าของเด็กหนุ่มที่ยิ้มอย่างเย้ยหยัน

” ข้าคงต้องขอรับทรัพย์สมบัติพวกนี้ไปซักสองในสาม อีกส่วนข้ายกให้ท่าน ยุติธรรมดีไหม ”

” เจ้า! ” ทหารรับจ้างที่อยู่ในห้องนั้นอุทานแต่เขาไม่มีโอกาสขยับตัวมากนักก่อนที่ดาบจะขวางเขาเข้ากลางลำตัว

” เย็นไว้พี่ชาย ข้าไม่ได้มาเพื่อฆ่าใครหรอกนะ ” ชายผู้เป็นพ่อกล่าวหากตอนนี้ความเคลื่อนไหวของเขากลายเป็นของชายหนุ่มวัยยี่สิบต้นๆ ไม่ใช่พ่อลูกสองอย่างที่อ้างแต่อย่างใด ” แต่ถ้ามันมีเรื่องยุ่งยากเกิดขึ้น พวกข้าก็คงไม่มีทางเลือกมากนัก ใช่ไหมครับหัวหน้า ”

สายตาของหัวหน้ากองเปลี่ยนจากที่ลูกน้องมาที่เด็กหนุ่มตรงหน้าในทันที แต่เขาก็เพียงแค่เอียงคอแล้วยิ้ม คราวนี้อย่างเหี้ยมเกรียม ” ข้ามีเรื่องอยากขอร้องท่านอีกเรื่อง ข้าต้องการให้ท่านสั่งกำลังของท่านทั้งหมดให้ทิ้งอาวุธไว้ที่นี่แล้วเข้าป่าทางเหนือไป อยู่ในนั้นจนกว่าจะรุ่งสาง สิ่งที่เหลืออยู่ที่นี่หลังจากนั้นจะเป็นของท่าน ใช้มันตามแต่ใจได้เลย ”

” เจ้าเห็นพวกข้าเป็นอะไร ” หัวหน้านายกองกล่าวเสียงเหี้ยมแม้ขณะมีดาบสั้นจ่ออยู่ที่คอ ” เจ้าคิดว่าพวกข้าเป็นคนไร้ศักดิ์ศรีที่ผิดคำสัญญาเพื่อเงินและชีวิตอย่างนั้นหรือ ”

สิ่งเหล่านั้นไม่ได้กระเทือนเด็กหนุ่มเบื้องหน้าเขาแต่อย่างใด สายตาที่ว่างเปล่าเพียงแค่มองมาพร้อมคำถาม ” ศักดิ์ศรีของท่านทำให้กินอิ่มนอนหลับอย่างนั้นหรือเปล่า ”

แล้วทั้งห้องนั้นก็มีแต่ความเงียบ

” สั่งคนของท่านให้ออกจากที่นี่ ” เด็กหนุ่มย้ำ ” ไม่เช่นนั้นข้าก็ไว้พวกท่านไม่ได้เหมือนกัน ”

นั่นทำให้หัวหน้ากองต้องกลืนน้ำลายอึกใหญ่ เขาควรจะทำอย่างไร ขอความช่วยเหลือข้างนอกหรือ แล้วคนพวกนี้มีกันเท่าไหร่ เขาจะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะรอดไปได้ในเมื่อคนๆนี้กล่าวอย่างหนักแน่นเช่นนั้น สายตานั้นไร้ซึ่งความปรานีโดยสิ้นเชิง

” ก็…ก็ได้…. ” หัวหน้ากองว่าพลางยกมือทั้งสองขึ้นเพื่อแสดงว่ายอมจำนน ” ข้าจะสั่งพวกเขาให้ ช่วยเอาดาบออก- ”

แล้วเด็กหนุ่มก็ขยับมือ เพียงพริบตาคมดาบนั้นก็เปลี่ยนมาพาดที่ข้างคอของเขาแทน ” สะดวกกว่ามั้ย ”

เขาไม่กล้ากระทั่งจะยักหน้า เพียงแค่ก้าวไปที่ประตูช้าๆ ในใจลึกๆเขาหวังเหลือเกินว่าคนพวกนี้มีกันไม่มากและทหารของเขาสามารถจัดการได้ แต่เขาเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามันเรียกว่าหวังลมๆแล้งๆได้ไหม ในเมื่อดูเหมือนกองกำลังของเขาเองก็กำลังถูกข่มขวัญด้วยเงาร่างของประดาคนหนุ่มทั้งหลายที่เริ่มง้างธนูรอตั้งแต่ชายป่า รวมทั้งพลดาบที่กำลังแกว่งดาบรออยู่ในเงาไม้ ความมืดของราตรีทำให้บอกได้ยากยิ่งว่าพวกเขามีกันมากแค่ไหน แต่จากสายตาของผู้ที่ประกอบอาชีพอันตรายเช่นนี้มา เขาบอกได้เลยว่าการขัดขืนย่อมหมายถึงการนองเลือดอย่างแน่นอน

” พวกเจ้าฟังข้า ” เขาตะโกนบอกเหล่าทหารที่เริ่มแตกตื่นด้วยความไม่แน่ใจ ” พวกเราต้องขึ้นไปยังป่าทางเหนือ เราจะลงมาตอนรุ่งสาง ขอให้พวกเจ้าทิ้งอาวุธไปกันอย่างสงบ ได้ยินไหม ”

ท่าทางทหารรับจ้างเหล่านั้นก็ลังเลใจ พวกเขาเองได้ยินชื่อเสียงของกองโจรที่นี่มามาก เรื่องราวของวีรกรรมการต่อต้านราชสำนัก การปล้นชิงคาราวาน พวกเขาเคยไปหาเรื่องเจ้าหน้าที่ภาษีที่เมืองข้างเคียงแล้วกลับมาโดยไร้รอยขีดข่วนด้วยซ้ำ

นี่ถึงคราวเด็กหนุ่มจะพูดบ้าง ” ข้าคือซาร์คแห่งกองโจรเหยี่ยวป่า ฟังสิ่งที่หัวหน้าของเจ้าบอกแล้วชีวิตจะปลอดภัย คนของข้าล้อมที่นี่ไว้หมดแล้ว ถ้าพวกเจ้าขัดขืนละก็… ” แล้วเขาก็ดันใบดาบเข้าใกล้ลำคอของหัวหน้ากองมากขึ้นอีกหน่อย ” พวกเราไม่ได้มีเจตนามาเพื่อฆ่าฟันใครดังนั้นข้าจะขอร้องพวกเจ้าดีๆ ทิ้งอาวุธแล้วเข้าป่าทางเหนือ ชัดเจนหรือไม่ ”

การที่เริ่มมีคนทิ้งอาวุธ แสดงว่านั่นชัดเจนเพียงพอแล้ว ” แล้วข้าล่ะ ” หัวหน้ากองกล่าวพลางกลืนน้ำลาย ” ข้าไปได้หรือยัง ”

” ไม่ต้องห่วงไปหรอกท่านหัวหน้ากอง เดี๋ยวข้าจะให้พ่อของข้าคนนั้นพาท่านไปส่ง อย่าลืมว่าป่าทั้งหมดนี้เป็นที่ของข้า คนของข้าจับตาดูพวกท่านอยู่ ดังนั้นจำคำข้าไว้ ห้ามมาที่นี่ก่อนรุ่งสาง ทันทีที่ท่านผิดสัญญาพวกเขาจะลงมือทันที จะอยู่ดีๆหรือต้องการทุ่งสังหาร ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับท่าน ”

” มีสัจจะในหมู่โจรด้วยอย่างนั้นหรือ ”

นั่นทำให้เด็กหนุ่มยิ้มหยัน ” พวกขุนนางก็ต้องสงสัยเรื่องนั้นเหมือนกันไม่ใช่หรือไร ”

***
แสงจากเตาผิงฉายไปทั่วห้องนั่งเล่นที่เงียบกริบทั้งที่มีคนอยู่ในนั้นถึงสี่คน สามในนั้นคือเจ้าบ้าน อีกคนเป็นเพียงสาวใช้ผู้มีหน้าที่ในค่ำนั้น แต่หล่อนเองก็ต้องสารภาพว่าไม่ชอบเวลาเช่นนี้ซึ่งคนทั้งสามนั่งกันอยู่คนละมุมห้องหลังรับประทานอาหารเย็นที่เงียบกริบที่ห้องข้างๆ คุณผู้หญิงของบ้านนั่งจัดการตรวจสอบบัญชีรายรับรายจ่ายอย่างคร่ำเคร่ง คุณหนูอนาสตาเซียนั่งอ่านหนังสือนิยายเล่มหนาที่เพื่อนของหล่อนเพิ่งส่งให้มาจากต่างเมือง ส่วนคุณชายน้อย…

คงกำลังใช้ความคิด หล่อนได้แต่คาดเดาขณะที่จ้องมองเด็กหนุ่มนั่งไขว่ห้างเหม่อมองออกไปในค่ำคืนที่มืดมิด มันยากจะบอกเหลือเกินว่าเขากำลังคิดถึงอะไร เพื่อนๆที่โรงเรียนหรือ ความสนุกสนานของชีวิตนอกบ้าน หรือผู้หญิงที่จากมา เพราะหล่อนเอาแต่จ้องจึงไม่ทันสังเกตเลยว่าคุณหนูอนาสตาเซียเองก็กำลังจ้องไปทางน้องชายอยู่เช่นกัน แม้จะทำเป็นอ่านหนังสืออยู่แต่ก็มีหลายครั้งที่หล่อนทำท่าเหมือนจะพูดอะไรซักอย่างแล้วก็เงียบไปไม่ได้กล่าวอะไร แต่ในที่สุดหล่อนก็วางหนังสือลงแล้วเดินมาหาน้องชาย ” แมกซิมิเลียน พี่มีเรื่องจะคุยด้วย ตามพี่มาหน่อยได้ไหม ”

ในครั้งแรกคุณชายน้อยก็เพียงแค่เลิกคิ้ว แต่เมื่อคุณหนูยืนยันด้วยสีหน้าที่จริงจังเขาก็ยักหน้าแล้วลุกตามหล่อนไป

มีหรือสาวใช้อย่างหล่อนจะไม่อยากรู้อยากเห็นเรื่องแบบนี้ ปกติแล้วพี่น้องสองคนนี้แทบไม่เคยคุยกันดีๆเลยซักครั้ง การที่จู่ๆฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะขอคุยกับอีกฝ่ายเป็นสิ่งที่แปลกเสียจนพรุ่งนี้คงมีพายุลูกเห็บ แต่ครั้นจะขยับตามไป เสียงกระแอ้มของคุณผู้หญิงก็ทำให้หล่อนหยุดเท้า สายตาตำหนิติติงจ้องมองมาที่หล่อนครู่หนึ่งจนทำให้หล่อนต้องกลับมายืนที่เดิมเพื่อรอรับใช้ ทั้งที่อยากรู้ใจแทบขาดว่ามันเรื่องอะไรกัน

ความจริงอนาสตาเซียก็ไม่ได้พาน้องชายไปไกลนักเพียงไม่กี่ก้าวจากประตู หล่อนก็หันกลับมาหาแมกซิมิเลียนด้วยสีหน้าเป็นกังวลอย่างที่เด็กหนุ่มไม่เคยเห็นเลยตั้งแต่เกิดมา ” พี่คิดว่ามีเรื่องที่คงต้องคุยกับเจ้าเสียที ” หล่อนถอนใจราวกำลังกลัดกลุ้ม ” เรื่องของเจ้ากับอาร์เซนน่ะลึกซึ้งแค่ไหนข้าไม่รู้หรอก แต่พูดตรงๆนะแมกซิมข้ารู้สึกเหมือนเจ้าสนิมสนมและไว้ใจเขามากกว่าข้าเสียอีก ”

เด็กหนุ่มได้ยินเช่นนั้นก็ถอนใจอย่างรำคาญ ” แล้วนี่เกี่ยวอะไรกับที่ท่านต้องการพูดหรือครับ ”

” ข้าอยากจะบอกว่าความสนิทสนมนั้นอาจทำให้เจ้าเข้าใจข้าผิดไป ข้าไม่เถียงแมกซิมิเลียน ข้าไม่ใช่ผู้หญิงที่ดี หลายสิ่งที่ข้าทำไม่ใช่สิ่งที่สมควรเปิดเผย แต่เชื่อข้าอย่างหนึ่งเถอะนะว่าข้าไม่เคยรังแกอาร์เซนเลยจริงๆ สิ่งที่เจ้าเห็นมันอาจเหมือนข้าไปบังคับเขาให้ต้องทำในสิ่งที่น่าละอาย แต่ความจริงแล้วข้าเพียงแค่คิดว่ามันคงดีกว่า…สำหรับปัญหาของเขา… ”

ท่าทางอ้ำอึ้งลำบากใจทิ้งแต่ความสงสัยที่กำลังสะกิดสะเกาคุณชายน้อยจนในที่สุดเขาก็ทนไม่ได้ ” ปัญหาอะไร ”

” เขา….คือข้าเคยเจอเขาครั้งหนึ่งในห้องของข้า ความจริงมันก็เป็นวันที่ต้องมีการทำความสะอาดตามปกตินั่นแหละนะ ” หล่อนยิ้มแห้งๆ ” แต่เขากำลังลองเสื้อของข้าอยู่ เราคุยกันอยู่พักใหญ่ อย่าทำหน้าแบบนั้นแมกซิม ข้ารู้ว่ามันน่าตกใจ เพียงแต่ว่านี่คือความสุขของเขา แต่ถ้าคนอื่นจับได้ละก็เขาจะต้องมีปัญหากับท่านแม่อย่างแน่นอน เจ้าก็รู้ว่าแม่พวกเราเป็นยังไง ถ้าเด็กอายุเท่าเขาต้องถูกไล่ออกจากบ้านหรืออะไรแบบนั้นคงจะลำบากมากสำหรับเขา ข้าเลยตกลงกับเขาเล่นละครตบตาท่านแม่ กลายเป็นว่าข้าคือคนที่ให้เขาใส่เสื้อผ้าพวกนั้น ไม่ใช่เรื่องที่เขาลอบทำเอง ”

แต่ปฏิกิริยาของคุณชายน้อยคือดวงตาที่หรี่มองและกล่าวเพียงสั้นๆว่า ” โกหก ”

” แมกซิมิเลียน เรื่องนี้ข้าจริงจังมากนะ ข้าพูดกับเจ้าเพื่ออาร์เซน ให้เขาสามารถมีความสุขกับ- ”

” ข้าฟังคำโกหกจากท่านมามากแล้ว ท่านพี่ ” เขาสบถเบาๆ ” และครั้งนี้เป็นเรื่องที่แย่ที่สุดที่ข้าเคยได้ยิน ”

” เจ้ามองหน้าพี่แล้วบอกสิว่าข้าโกหกเรื่องนี้! ” นางกล่าวทั้งน้ำตาคลอเบ้า ” เออ..นั่นสินะ ข้ามันเป็นพี่ที่แย่มากนี่นะน้องของข้าถึงไม่เคยเชื่อใจข้าเลยซักครั้ง แต่ถ้าเจ้าอยากพิสูจน์เรื่องนี้ละก็ ไปที่ห้องของอาร์เซนสิ ที่นั่นมีชุดประดับมุกตัวหนึ่งที่ข้าให้เขาเก็บไว้ ไปดูกับตาเจ้าเองแล้วค่อยบอกว่าข้าโกหกไหม ”

” ในเมื่อท่านยืนยันแบบนั้นก็ย่อมได้ ท่านพี่ ” แล้วเด็กหนุ่มก็ออกเดินอย่างรวดเร็วตรงไปยังครัวด้านหลังลับตาไปในเวลาไม่นาน

ถึงตอนนั้นหญิงสาวจึงซับน้ำตาจนแห้งแล้วกล่าวขึ้นในความว่างเปล่านั้นว่า ” เร็วเข้าล่ะ ข้ารออยู่ ”

***
คืนนั้นต้องจัดว่าวุ่นวายพอควรสำหรับอาร์เซน เพราะในห้องเล็กๆของเขาตอนนี้เต็มไปด้วยข้าวของที่ยากจะนึกให้ออกว่าควรจัดการอย่างไรให้เรียบร้อย เด็กชายใช้เวลาทั้งเย็นแยกข้าวของต่างๆออกเป็นหมวดหมู่ เขาเอาเครื่องเขียนกองบนโต๊ะ สมุดบันทึกยังกองเกลื่อนบนพื้นห้อง เขาใช้เวลายาวนานพยายามไล่ลำดับเวลาของบันทึกเหล่านั้น ท่านแม่ของเขาคงชอบการเขียนอยู่ไม่น้อยแต่ท่าทางนางไม่ใช่คนที่เป็นระเบียบนัก เพราะบางครั้งสมุดบางเล่มก็ถูกเขียนจากทั้งข้างหน้าและข้างหลัง บางครั้งไม่ลงบันทึกเวลา หรือมีการล้อมกรอบแทรกอยู่ตรงกลาง เพิ่มเติมของวันนู้นที่นี่ เขียนวันนี้ที่นั่น ชวนปวดหัวเสียจนเขาไม่สามารถหารูปแบบใดๆได้

จนค่ำแสงเทียนที่ช่วยอ่านก็ไม่เพียงพออีกต่อไป เขาปวดสายตาจนสุดท้ายก็ต้องยอมหยุดและนั่งพักหลังจากเหนื่อยอ่อนกับการกวาดสายตาผ่านมันมานับชั่วโมง และเมื่อถึงเวลาเช่นนั้นเขาจะหันไปที่เตียง ที่ซึ่งเขาคลี่เสื้อตัวงามของแม่ไว้พร้อมกับดาบสั้นของท่านพ่อ ตอนนี้เขามั่นใจมันเป็นของขวัญที่พ่อให้กับแม่ด้วยรูปลักษณ์ที่เข้าคู่กันอย่างเหมาะเจาะ มันอาจแปลกที่ชายหนุ่มจะให้ดาบสั้นเป็นของขวัญแก่ภรรยาแต่รอยสลักว่า”พละ”นั้นเหมือนจะบ่งบอกเจตนาของผู้ให้เป็นอย่างดี

ในตอนนั้นเองที่เขาได้ยินเสียงฝีเท้าขึ้นบันไดมาอย่างรีบร้อน แล้วประตูก็เปิดอ้าในทันที ผู้ที่ยืนอยู่ตรงนั้นคือแม่นมและ- ” คุณชายน้อย! ”

เขารีบตวัดผ้าห่มคลุมเตียงไว้ในทันที แต่ดูเหมือนว่ามันจะช้าไป เด็กหนุ่มดันแม่นมออกจากทางอย่างนุ่มนวลก่อนจะปิดประตูไล่หลังขังนางไว้ข้างนอก เขาตรงมาที่เตียงแล้วดึงผ้าห่มออก

” นี่มันอะไรกัน อาร์เซน ”

” ก็… ” เด็กชายพยายามข่มความตกใจไว้ขณะที่เฟ้นหาคำตอบ ” ของพวกนี้คุณแม่ของคุณบอกว่าไม่ต้องการแล้ว ข้า- ”

” ชุดเต้นรำนั่นน่ะ ” คุณชายน้อยกล่าวเสียงเข้ม ” เจ้าชอบการเป็นผู้หญิงจริงๆใช่ไหม ”

นั่นทำให้เขาเงียบด้วยความงงไปครู่หนึ่ง แต่เมื่อตั้งสติได้ อารมณ์ของเขาก็แกว่งไปอีกทาง ” คุณเอาอะไรมาพูด ”

” แล้วเจ้าจะเก็บชุดนั่นไว้ทำไม ”

” นั่นมันของท่านแม่ข้า ”

นั่นทำให้เด็กหนุ่มขำ ” ข้ายังไม่คิดจะเก็บของแม่ข้าเลย ”

คงเพราะความเหนื่อย การยับยั้งชั่งใจของเขาจึงลดลงมากเสียจนเขากล้ากวนประสาทกลับ ” ก็คุณไม่ใช่ข้านี่ครับ ”

แล้วคุณชายน้อยก็เงียบไป สายตาของเขาจ้องมองนิ่งเหมือนกำลังครุ่นคิดบางอย่าง ในที่สุดเขาก็กล่าวขึ้นเพียงเรียบๆว่า ” ตกลงเจ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆสินะ ”

เด็กชายก็ได้แต่ถอนใจ ” ข้ายังไม่ทราบเลยว่าข้าเป็นยังไงกันในสายตาคุณ ”

คำถามนั้นทำให้แมกซิมิเลียนเงียบไปชั่วขณะ เหมือนว่าเขาเองก็ไม่แน่ใจในคำตอบนัก แต่เมื่อเขาจะอ้าปากพูดสายตาก็ชะงักหยุดที่นอกหน้าต่าง คุณชายน้อยคว้าตัวอาร์เซนลงไปไปหมอบบนเตียงก่อนจะดันตัวกลับขึ้นไปที่ข้างหน้าต่าง ลอบมองออกไปข้างนอกด้วยสายตาของเขาบ่งบอกถึงอันตราย

ด้วยความอยากรู้ เด็กชายจึงพยายามดันตัวขึ้นดูบ้างแต่เด็กหนุ่มก็กดหัวเขากลับลงไป

” นี่มันอะไรกันครับ ” เด็กชายประท้วง ” ข้างนอกนั่นมีอะไร- ”

” เงียบก่อน ” สายตาของเด็กหนุ่มยังไม่ละจากภาพนอกหน้าต่าง ” ข้าว่าข้าเห็นคนติดอาวุธลับๆล่อๆอยู่ที่ชายป่า ”

นั่นทำให้เด็กชายนิ่งไปทันที ชายป่านั่นอยู่ไกลจากบ้านไปมากอยู่ ที่สำคัญคือ ” คน? ”

” หลายคนด้วย ” แล้วเขาก็ปล่อยเด็กชาย ” เจ้าเอาดาบไป รีบลงไปเตือนคนข้างล่างให้เตรียมอาวุธ ปิดประตูหน้าต่างให้ดี ข้าจะกลับเข้าเรือนใหญ่ เจอกันอีกทีที่ครัว ข้าจะรีบมา ”

แล้วเขาก็จากไปรวดเร็วและชวนให้งงเท่าๆกับตอนที่มา แม้แต่แม่นมซึ่งยืนรออยู่ด้านนอกยังตกใจกับท่าทีของคุณชายน้อยอย่างช่วยไม่ได้ นางมองกลับมาทางเขาทันทีที่เด็กหนุ่มเดินหายไป ราวกับจะถามว่ามันเกิดอะไรขึ้น

เขาได้แต่ตอบว่า ” ท่าทางจะเกิดเรื่องแล้วล่ะจ๊ะป้า ” เขาบอกได้แค่นั้น
***
TBC in Chapter7

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: