A Fairytale: อาณาเขตแห่งเหยี่ยว บทที่ 7

Title: A Fairytale
Book I: อาณาเขตแห่งเหยี่ยว (The Land of the Hawks)
Author: vekin
Rate: PG-13
Warning: คนเขียนอ่อนคำราชาศัพท์เป็นอย่างยิ่ง ต้องขออภัยในความผิดพลาดมา ณ ที่นี้
***บุคคล เหตุการณ์และสถานที่ในเรื่องล้วนสมมติขึ้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องพาดพิงกับบุคคลและเหตุการณ์จริงแต่อย่างใด***

Chapter 7

####################################################

ท่ามกลางคืนที่เงียบงันนั้นเงาอันน่าพรั่นพรึงก็เริ่มขยับคืบเข้าสู่บ้านเมริสมาอย่างเงียบเชียบ หากไม่ใช่ด้วยความย่ามใจเสียทีเดียว ที่บ้านหลังนี้มีความเคลื่อนไหวมากมายในช่วงชั่วยามก่อนหน้าจนยากจะเชื่อว่าพวกเขายังไม่ทันรู้ตัว แต่แล้วทุกอย่างก็เงียบลง เหมือนกับว่าทุกคนจู่ๆก็ตัดสินใจเลิกจัดบ้านและเข้านอน จำนวนคนที่นี่เป็นที่รู้กัน แม้เป็นบ้านขุนนางแต่ก็ไม่ใช่ตระกูลใหญ่โต ที่นี่ไม่มีทหารองครักษ์ ไม่มีเวรยาม มีแต่คนรับใช้กลุ่มหนึ่งกับนางผู้เป็นเจ้าบ้านเท่านั้น

” บุกอย่างนี้จะดีหรือ หัวหน้า ” คนหนึ่งประท้วงขึ้น รอยแผลเป็นที่ขอบปากขยับขณะที่เขากล่าว ” นี่เป็นบ้านขุนนางในถิ่นของเหยี่ยวป่าที่ไม่เคยถูกปล้นเลยนะ ”

” เจ้าพยายามบอกอะไรข้ารึ ” ชายร่างใหญ่ถาม สายตาของเขายังจ้องที่บ้านซึ่งเงียบสงบนั้น

” เปล่า ข้าแค่คิดว่ามันแปลกๆ บ้านนี้ต้องมีอะไรซักอย่างเหยี่ยวป่าถึงไม่มารบกวนเลยแม้แต่น้อย ไม่แน่ว่า..มันอาจจะไม่มีอะไรเลยก็ได้ ”

” ไม่ลองไม่รู้ ” ผู้เป็นหัวหน้ากล่าว แล้วเขาก็สั่งบุก

แม้จะเรียกว่าการบุก แต่มันก็เกิดขึ้นโดยเกือบจะปราศจากสุ้มเสียงใดๆ คนแล้วคนเล่าเคลื่อนตัวเข้าไปโดยอาศัยเงาอำพราง สู่ยุ้งฉาง คอกม้า โรงนา และในที่สุดก็ถึงประตูห้องครัวซึ่งลงกลอนเอาไว้เป็นอย่างดี พวกเขากระแทกมันด้วยความตั้งใจจะเอาให้เปิดในคราวเดียวแต่ก็ต้องแปลกใจที่มันไม่ขยับเลยแม้แต่น้อย นั่นทำให้เป้าหมายเปลี่ยนเป็นหน้าต่าง แต่ก็อีกเช่นกันที่มันยากต่อการเปิด

” หัวหน้า พวกมันรู้ตัวแล้วแน่ๆ ” ชายพร้อมรอยแผลเป็นท้วงอีกครั้ง ” เราถอยดีกว่า- ”

” ตอนนี้เหยี่ยวป่ากำลังสาละวนกับกองคาราวาน ไม่มีวันไหนอีกแล้วที่เราเอาส่วนแบ่งจากแผ่นดินนี้ ดังนั้นบุกมันเข้าไป ”

” หัวหน้ามันอาจไม่มีอะไร- ”

” ข้าสั่งให้บุก ”

พวกเขาจึงพยายามอีกครั้ง แต่ในตอนนั้นเองที่มีเสียงจากด้านโรงนา เพียงในอึดใจนั้นคนของเขาหลายคนลงไปกองก่อนจะทันรู้ตัวด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น และคนทั้งหมดที่ต้องใช้ในการทำให้กองโจรป่าแตกตื่นกลับมีเพียงสามคนเท่านั้น พวกเขารีบจับอาวุธเตรียมกลับไปสู้ด้านหลัง แต่ในตอนนั้นเองที่น้ำมันร้อนเริ่มราดลงมาจากชั้นสอง คนที่ยืนใกล้กำแพงถึงกับร้องโหยหวนเมื่อมันไหม้ผิวหน้าและไหล่ของพวกจนปวดแสบปวดร้อน หลายคนเตลิด แต่ก็มีที่ยังพยายามพังประตูอย่างไม่ลดละขณะที่การต่อสู้ด้านหลังเริ่มรุนแรงขึ้น สองคนในนั้นมีคราดซึ่งแม้ไม่ทำให้ตายก็สร้างความเจ็บปวดได้มาก ขณะที่อีกหนึ่งในนั้นแม้อายุจะน้อยที่สุดก็ถือดาบยาววาววับราวกับจะพร้อมบั่นคอใครก็ตามที่เข้ามา สำหรับผู้เป็นหัวหน้า มีเพียงสายตาของนักดาบคนนี้เท่านั้นที่ส่อแววของอันตราย

ขณะเดียวกันในเรือนเล็กของบ้านเมริสมาเองก็วุ่นวายไม่แพ้กัน แรงกระแทกเริ่มทำให้ไม้ปริร้าวและข้าวของที่เอามากันไว้เป็นกำบังเริ่มเคลื่อนออกไปจากที่ แต่ตอนนี้พวกเขายังมีน้ำมันร้อนเหลือ พวกผู้หญิงที่ชั้นบนจึงยังไม่ถอย

” เหมือนขี้โกงเลยที่ให้เราถือของร้อนและอันตราย ” สาวใช้ว่าพลางราดน้ำมันเดือดลงไป หล่อนอดไม่ได้ที่จะหยีตาขณะที่เห็นความเสียหายที่หล่อนก่อขึ้น ” นั่นต้องเจ็บมากแน่เลย ”

” คงเสียโฉมเลยล่ะ ” ว่าพลางเด็กชายก็รับหม้อเปล่าใบเล็กจากแม่นมเพื่อลงไปเติมน้ำมันพร้อมกับหญิงสาว วิ่งลงชั้นล่างอย่างเร็มจนบันไดแทบพัง

แต่นั่นก็เป็นสิ่งดีที่สุดที่พวกเขาจะทำได้ ยังไงพวกเขาก็ต้องรักษาป้อมปราการหนึ่งเดียวของพวกเขานี้ไว้ก่อนที่มันจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆเมื่อเริ่มทานแรงกระแทกซ้ำๆไม่ไหว นอกนั้นพวกเขาก็ได้แต่ภาวนาว่าคุณชายน้อยจะสามารถจัดการสถานการณ์ข้างนอกนั้นได้แม้ด้วยคนเพียงสามคนก็ตาม แต่ถึงจะพูดว่าสามคน พวกเขาก็รู้ดีว่าคนที่สู้ได้อย่างมีชั้นเชิงนั้นมีคนเดียว อีกสองคนนั้นคงรอแต่เวลาเท่านั้นก่อนที่ประสาทซึ่งไม่ได้รับการฝึกจะอ่อนล้าและพ่ายแพ้ลง

” พวกเขาจะไหวมั้ยนะจ๊ะ ป้า ” เป็นเด็กชายที่รำพึงเมื่อเขาส่งหม้อให้แม่นม สายตาของเขามองออกไปยังสมรภูมิสิบต่อหนึ่งข้างล่าง

” เราก็ต้องทำในสิ่งที่เราทำได้ละคะ ” นางตอบ เล็ง และเทน้ำมันลงไป ” พวกเราทำได้ดีที่สุดก็แค่นี้ ”

แค่นี้…

ดาบที่ข้างตัวเด็กชายหนักอึ้งขึ้นมากะทันหัน แค่นี้หรือ เขาทำได้แค่หดหัวลอบกัด และหลบหนีเมื่อที่นี่แตกพ่ายอย่างนั้นหรือ เขาทำได้เพียงแค่นั้น

หรือมากกว่านั้น…

แต่ความคิดของเขาชะงักทันทีที่เสียงเปรี้ยงดังลั่นจากด้านล่างราวกับว่ามีไม้ชิ้นใหญ่เกิดแตกขึ้นมากะทันหัน เด็กชายรีบวิ่งลงไปในทันทีโดยไม่ฟังคำทัดทานจากแม่นมที่อยู่ข้างๆด้วยซ้ำ และที่นั่น เขาเริ่มเห็นความพินาศที่กำลังคืบคลานเข้ามา ประตูไม้กำลังแตก เครื่องเรือนที่วางขวางไว้จนเกือบถึงเพดานเริ่มเอียงเซและจวนเจียนจะล้มลงมาเต็มแก่  ไม่มีทางที่มันจะทานกำลังของโจรเหล่านั้นอยู่อีกแล้ว

ทำยังไง…

ทำยังไง…

ทำยังไง..
แม้ไม่ต้องการรับรู้แต่เสียงของความวุ่นวายก็สามารถทะลวงผนังเข้าไปยังห้องพักเล็กๆไดั หรืออาจเพราะห้องพักนั้นอยู่เยื้องไปด้านหลังใกล้เรือนเล็กที่เกิดตะลุมบอนกันอย่างวุ่นวาย พวกนางทั้งสองจึงได้แต่ซ่อนตัวในที่นั้นอย่างไม่เป็นสุขนัก ที่ดูเหมือนจะกังวลมากที่สุดก็เป็นอนาสตาเซีย หล่อนเดินวุ่นวายไปทั่วโดยไม่ยอมหยุดตั้งแต่เข้าห้องมาจนแม้แต่มารดาบังเกิดเกล้าที่นั่งกางพัดโบกลมยังอดรำคาญไม่ได้  ” มันอะไรนักหนาอนาสตาเซีย นั่งลงเสียทีเถอะแม่เวียนหัว ”

” คนเขาสู้กันอยู่จะให้นั่งยังไงคะแม่ ” หล่อนโวยวายอย่างร้อนใจ ก่อนจะถอนใจเฮือกใหญ่

” หงุดหงิดอะไรนักหนา ยังกับเจ้ากับข้าทำอะไรได้อย่างนั้นแหละ แมกซิมเขาบอกว่าที่นี่จะปลอดภัยเราก็อยู่เงียบๆไปเถอะน่า ”

หล่อนได้ยินก็ได้แต่ค้อนคุณแม่ขวับๆ ก็ทำไมจะไม่หงุดหงิดเล่า ในเมื่อทุกอย่างที่หล่อนวางแผนไว้มันพังไม่เป็นท่าขณะที่ตัวหล่อนเองก็ได้แต่อุดอู้อยู่ที่นี่ด้วยความหวังว่าพวกโจรจะไปแต่โดยดีโดยไม่ทำร้ายพวกนาง แต่มันจะเอาอะไรไปบ้างล่ะ หล่อนมีของรักของหวงตั้งเยอะแยะที่ไม่สามารถเอาซ่อนไว้ได้ทันการณ์ ยิ่งคิดก็ยิ่งร้อนใจจนในที่สุดหล่อนก็ตัดสินใจเปิดประตู

” จะทำอะไรน่ะ อนาสตาเซีย ” คุณแม่ของหล่อนร้องเสียงหลง ” ลูกจะไปไหน ”

” เดี๋ยวมาคะ ” แล้วหล่อนก็ปิดประตูพร้อมสะบัดหางเสียงส่งท้ายไปครั้งหนึ่งแล้ววิ่งหาบันไดที่นำหล่อนลงไปยังห้องครัวโดยเร็ว
” วิธีนี้จะได้ผลจริงหรือค่ะ คุณหนู ” เป็นคำถามแรกที่สาวใช้ถามขึ้นเมื่อได้ยินแผนการณ์จากปากเด็กชาย แต่เขาก็มุ่งมั่นเพราะมันเป็นอย่างเดียวที่คิดออกในตอนนี้ เขาลงมือราดน้ำมันลงบนพื้นในทันที

” มันก็คงหยุดพวกเขาไม่ได้ แต่คงทำให้ลำบากได้บ้าง ” เขาตอบ ” แต่พวกเราเองก็ต้องระวังด้วยนะ ”

” คะ ” หล่อนว่าพลางกระชับไม้ถูพื้นในมือ ” ยังไงข้าก็ขอสู้จนตายที่นี่ดีกว่าหนีหัวซุกหัวซุนอยู่ข้างนอกล่ะ ”

เด็กชายได้ยินเช่นนั้นก็ได้แต่ยิ้ม ” ขอบคุณครับ ” เขากล่าวก่อนจะกระชับพลองไม้ในมือให้มั่น
ไม่รู้จะเรียกว่าหล่อนมาถูกเวลาหรือผิดเวลาดีเมื่อย่างเท้าลงมาแล้วประตูครัวก็กระแทกเปิดออกพอดี เหล่าโจรเริ่มกรูเข้ามาลื่นล้มลงบนพื้นไปหลายคน ความสนใจทั้งหมดจึงอยู่ที่นั่น ไม่มีใครสังเกตด้วยซ้ำว่าหล่อนแผล็วขึ้นไปบนเรือนเล็กตั้งแต่เมื่อไหร่ บนเรือนนั้นเองก็มีแต่คนที่กำลังวุ่นวายกับเรื่องข้างนอกจนไม่มีใครสนใจหล่อน อาจจะเว้นก็แต่แม่นมซึ่งเริ่มแก่ชราที่กำลังรอน้ำมันร้อนอยู่

” ตายจริงคุณหนูอนาสตาเซียคุณมาทำอะไรอยู่ที่นี่คะ ที่นี่อันตรายมากนะคะ ถ้าคุณชายน้อยรู้เข้าละก็- ”

” ห้องของอาร์เซนอยู่ที่ไหน ”

แม่นมเงียบไปครู่หนึ่งราวกำลังงุนงงก่อนจะตอบว่า ” ถัดไปด้านในอีกสองห้องคะ แต่คุณหนูคะ คุณหนูจะทำอะไร- ”

หล่อนไม่ได้รอฟังจนจบก็รีบวิ่งตรงไปยังห้องที่ว่านั้นในทันที สายตาของหล่อนกวาดไปทั่วจนกระทั่งสะดุดตากับประกายแวววาวซึ่งซ่อนตัวอยู่ระหว่างผืนผ้าห่มสีตุ่น ” อยู่นี่เอง ” อนาสตาเซียอุทานด้วยความยินดีแต่หล่อนก็รู้ดีว่าจะอยู่นานไม่ได้ คุณหนูรีบดึงชุดนั้นออกมารวบไว้แนบตัวแล้วออกวิ่ง หล่อนต้องกลับไปที่ห้องก่อนที่พวกโจรจะเข้าไปถึงบ้านใหญ่ได้

แต่หล่อนก็อาจจะคิดผิดไปซักหน่อยถ้าคิดว่าจะสามารถรอดตัวไปได้โดยไม่มีใครรู้เห็น

น้ำมันที่ราดไว้ใช้การได้ดีกว่าที่พวกเขาคาดไว้ ความร้อนนั้นลวกเท้าที่เหยียบลงไปโดยไม่ดูและถ้าใครเกิดลื่นล้มก็ต้องเจ็บปวดทุรนทุรายราวอยู่ในกองไฟในทันที นั่นทำให้เหลือคนอยู่ไม่มากนักที่สามารถเข้ามาภายในได้และพวกเขาก็ต้องใช้เวลาอยู่นานกว่าจะสามารถก้าวพ้นหนองน้ำมันนั้นมา นั่นมากพอจะทำให้ทั้งเด็กชายและสาวใช้มีเวลาจัดการให้พวกเขาล้มลง แต่เมื่อเวลาผ่านไป เมื่อความร้อนลดน้อยและน้ำมันนั้นซึมหาย พวกเขาก็ไม่เหลือสิ่งใดช่วยซื้อเวลาให้อีก การต่อสู้กับคนจำนวนมากติดต่อกันทำให้พวกเขาอ่อนล้าลง หลังจากฟาดฟันกับชายหนุ่มไปห้าหกคนแขนของสาวใช้ก็เริ่มหมดแรง หล่อนไม่อาจทำให้ใครสลบได้อีกคงได้แค่มึนงงบ้างเท่านั้น

ส่วนอาร์เซนก็อยู่ในสภาพไม่ต่างกัน แขนที่เริ่มสั่นทำให้เขาต้องเลือกโจมตีที่จุดตายซึ่งหลายครั้งก็ไม่ให้ผลอย่างที่คาดไว้ ” หนอย ไอ้เด็กนี่ ” โจรร่างยักษ์คำรามขณะที่ลูบจมูกปอยๆ เลือดสีแดงย้อยลงมาหลังจากที่เด็กชายฟาดเขาเข้าไปเต็มหน้า ” แกทำข้าเลือดออกงั้นรึ ” เขาพยายามตีอีกครั้ง แต่ไม้กลับถูกจับเอาไว้ในอุ้งมือได้อย่างง่ายดาย เขาเสียอีกที่ดึงยังไงก็ไม่หลุด ขณะที่สาวใช้ข้างๆก็กำลังเพลี่ยงพล้ำให้ชายร่างกำยำอีกคน

แต่แล้วร่างนั้นก็พลันหยุดนิ่ง เขาเพียงได้ยินเสียงฟุ่บเบาๆเท่านั้นก่อนจะเห็นปลายดาบอาบเลือดแทงทะลุผ่านคอของชายตรงหน้ามา เมื่อดาบเล่มนั้นถูกดึงออกร่างนั้นก็เซล้มพร้อมกันกับที่ร่างข้างๆถูกฟันซ้ำด้วยการกระหน่ำตีของสาวใช้จนเซถอยชนโจรข้างหลังล้มไปอีกคน

” ลุกขึ้นเร็วเข้า ” เสียงของผู้มาเยือนตวาดบอกเขา ” ทำไมไม่ใช้ดาบของเจ้า อาร์เซน ”

เขาดีใจก็จริงที่แมกซิมิเลียนเข้ามาช่วยไว้ทันการณ์ แต่ใจหนึ่งก็สำนึกผิดในความเนรคุณที่ชั่วขณะหนึ่งเขากลับอยากให้เป็นอีกคนที่ยืนอยู่ตรงนั้น ” ข้าใช้มันไม่ได้หรอกครับ คุณชายน้อย ข้าควบคุมมันไม่ได้ ”

” ได้สิ ” เขาว่าก่อนจะหันไปฟันขาของโจรอีกคนล้มลง ” เจ้าฝึกมานะอาร์เซน ชักดาบเล่มนั้นออกมา! ”

แต่เด็กชายก็ยังยืนกรานเช่นเดิม เขาดึงไม้พลองจากมือของโจรที่นอนอยู่ตรงนั้นฟาดกลางล้ำตัวของโจรที่พุ่งมาเต็มๆ กระนั้นมันก็ยากที่พวกเขาจะต้านทานคนทั้งหมดนี้ได้ คนหนึ่งเกือบจะผ่านตรงนั้นและเข้าไปในเรือนใหญ่ถ้าไม่ใช่เพราะชนเข้ากับคุณหนูอนาสตาเซียที่โผล่มาจากบันไดโดยไม่ได้ดูจนพวกเขากระเด็นไปคนละทาง หล่อนรีบลุกขึ้นแต่ก็ไม่ทันการณ์ เพราะโจรนั่นคว้าข้อเท้าของหล่อนเอาไว้ได้ก่อน แต่ก็จนมือข้างนั้นถูกฟันและคุณชายน้อยประเคนเข่าใส่หน้าเต็มเปาจนสลบไปคาที่

อนาสตาเซียอาศัยจังหวะฉุกลุกนั้นลุกขึ้นและเตรียมหนีแม้อาจจะช้าเกินไปเสียหน่อยถ้าหากจะหลบเลี่ยงคำถาม ” ท่านพี่ ท่านมาทำอะไรที่นี่ ”

หล่อนรีบเอาเสื้อประดับมุกหลบสายตา ” เรื่องของข้า ” แล้ววิ่งกลับเข้าเรือนใหญ่ในทันที

หากมีเวลาเขาคงซักไซ้ไล่เรียงเรื่องราวทั้งหมดแล้ว แต่คนเหล่านั้นก็ยังประดังประเดเข้ามา อาร์เซนและสาวใช้อาจช่วยกันไว้ได้บ้าง แต่ก็คงได้ไม่นาน คุณชายน้อยจึงรีบกลับออกไปด้านหน้าในทันที เขาตัดขบวนผู้บุกรุกที่ประตูก่อนจะดันคนพวกนั้นกลับออกไปจนถึงลานนอกบ้านที่เขาจะสามารถกวัดแกว่งดาบได้เต็มความสามารถ แต่มันก็ยังมากเกินไป คนพวกนี้มากกว่าเขาถึงสิบคนต่อเขาที่เหลืออยู่เพียงคนเดียว แล้วเขาจะทำอย่างไรให้ล้มคนเหล่านี้ก่อนที่ตัวเองจะพาลหมดลมได้

” คุณชายน้อย!! ”

เสียงร้องคุ้นหูนั้นทำเอาเขาขนลุกไปทั้งร่าง มันไม่ใช่การร้องขอความช่วยเหลือ ไม่ใช่ความตกใจแต่เป็นเสียงกู่ร้องของการต่อสู้ แต่เสียงนั้นยังเด็กเกินไป

” กลับเข้าไป อาร์เซน!!! ”

แต่ดูเหมือนเด็กชายจะไม่ได้ยินขณะที่เขายังคงใช้ไม้พลองต่างอาวุธฟาดฟันกับกองโจรที่ไม่ลังเลกับการใช้มีดดาบ ในเวลาเพียงไม่นานด้ามไม้นั้นก็หักเป็นท่อนชิ้น เหลือแต่เด็กชายท่ามกลางคนเถื่อนที่พร้อมจะฆ่าเขา และตรงหน้าเขาคือร่างมหึมาสูงใหญ่ของผู้เป็นหัวหน้าที่เตรียมจะชักดาบออกสับเขาเป็นชิ้นๆ

เสียงดาบที่ถูกชักออกจากฝักเหมือนกับไกที่ปล่อยบางอย่างให้แล่นไปในตัวอาร์เซน เพียงพริบตาที่เขาหมุนตัวดาบสั้นที่ข้างตัวก็ถูกชักออกจากฝักและฝังจมมิดอยู่ในร่างสูงใหญ่นั้นรวดเร็วเสียจนยากจะเชื่อว่าเกิดขึ้น เขาดึงมันออกขณะที่หลบการตอบโต้แล้วฟันเต็มแรงเข้าที่แขนก่อนจะแทงเข้าอีกทีที่อก ยากจะบอกว่าใบดาบจมลึกเข้าไปแค่ไหน แต่แรงนั้นก็มากพอจะทำให้ชายร่างขนาดนั้นล้มลงได้ ดาบถูกดึงออกอีกครั้งแล้วฟันเข้าที่คอเต็มแรง

มันคงน่ากลัวไม่น้อยที่ต้องเห็นภาพเช่นนั้น เด็กชายอายุสิบสามยังไม่ทันเข้าวัยฉกรรจ์ล้มชายร่างสูงใหญ่ลงอย่างโหดเหี้ยม แล้วเขาก็ยังยืนอยู่ หอบหายใจแต่ยังยืนอยู่ ดาบอาบเลือดยังอยู่ในมือที่สั่นเทา แต่หลังจากนั้นเขาก็กวัดแกว่งมันเหมือนคนบ้า คนที่สู้เหมือนไม่มีสิ่งใดต้องเสียไว้ นั่นยิ่งทำให้พวกเขากลัวมากพอที่ชายซึ่งบาดเจ็บอยู่แล้วหลายคนจะเริ่มลากเพื่อนที่เจ็บมากกว่าวิ่งหายเข้าไปในชายป่าใกล้ๆในทันที

การต่อสู้ดำเนินต่อไปอีกเพียงไม่นานเมื่อแมกซิมิเลียนไล่คนที่เหลือไปได้ ถึงตอนนี้ไม่มีใครอีกแล้วที่ไม่เจ็บ ต่างกันที่มากหรือน้อยเท่านั้น แต่ที่สาหัสที่สุดคงไม่พ้นร่างแน่นิ่งที่กลางลานนั้น คอขาดไปครึ่งหนึ่งจากแรงฟันที่มีน้ำหนักไม่เพียงพอจะตัดกระดูก แผลบนอกมีเลือดออกจนชุ่มและที่ท้องก็ไหลโชก สิ่งเดียวที่มีจากร่างนั้นคือเสียงค่อกค่อกเหมือนคนกำลังสำลักน้ำพยายามอย่างยิ่งยวดจะหายใจเพียงไม่นานก่อนจะเงียบหายไปตลอดกาล เหลือแต่เสียงหอบหายใจถี่รัวจนน่ากลัวและฟังดูผิดธรรมชาติอย่างที่สุด

ไม่ทันที่แมกซิมิเลียนจะทำอะไรเด็กชายก็ล้มลง ร่างนั้นหอบหายใจรุนแรงจนเหมือนคนใกล้ตาย ปลายมือเกร็งครูดพื้นดินเบื้องล่างจนเป็นรอยขณะที่อาร์เซนพยายามอย่างยิ่งที่จะสูดอากาศที่บัดนี้คละคลุ้งด้วยกลิ่นเลือด แต่ยิ่งพยายาม ยิ่งเหมือนทุกอย่างจะเลวร้ายลงจนในที่สุดเขาก็ไม่อาจกระทั่งยันตัวขึ้นจากพื้นอีกต่อไป

และเขาทำอะไรไม่ถูก ความตกใจในตอนนั้นมากกว่าตอนไหนๆของการสู้รบทั้งหมดที่ผ่านมา เด็กหนุ่มได้แต่ยืนเงียบและเบิกตามองขณะที่แม่นมปราดเข้าไปประคองร่างนั้นทั้งน้ำตาพยายามเรียกให้คนตรงหน้าคืนสติ นานเหลือเกินที่อาร์เซนอยู่ในสภาพนั้น ดิ้นรนอยู่ในเขตแดนที่ไม่มีใครเข้าไปช่วยได้ และตลอดเวลานั้นมือขวาของเขายังกำดาบของตัวเองไว้แน่นแม้ร่างกายเรียกร้องให้เอาชีวิตรอด

ไม่รู้ว่านานเท่าใดก่อนที่เด็กชายจะสงบลง เหลือแต่เสียงร้องไห้ของแม่นมที่กอดร่างน้อยๆไว้ทั้งด้วยความหวาดกลัวและยินดี คลอไปกับเสียงโอดโอยของผู้บาดเจ็บจากสมรภูมิแห่งความโลภนี้เท่านั้น

***
เสียงวิ่งดังเซ็งแซ่ไปในป่าขณะที่ส่วนที่เหลือของกองโจรนั้นหนีลึกเข้าไปในบริเวณที่ตัวเองก็ไม่แน่ใจนักว่าเป็นที่ใด มีแต่กลัวเท่านั้นที่นำทางขณะที่พวกเขาค่อยๆรวมตัวเป็นกลุ่มก้อนกระเสือกกระสนร่วมกันอีกครั้ง ” ข้าเตือนหัวหน้าแล้วนะ ” ชายที่มีรอยแผลเป็นที่มุมปากกล่าวขณะที่เขาเดินนำไป มือก็กดผ้าห้ามเลือดบนแขนให้ตัวเองไป ” มันต้องมีเหตุผลที่เหยี่ยวป่าไม่โจมตีอยู่แล้วล่ะ ไม่น่าเชื่อว่าจะเพราะไอ้หนุ่มนั่น กับไอ้เด็กนั่นอีก ในบ้านนั้นมีนักดาบอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ”

” หุบปากไปเถอะน่า ” อีกคนว่าขณะที่เขาประคองเพื่อนซึ่งโดนน้ำมันร้อนลวกด้านข้างของใบหน้าให้เดินต่อไป ” เจ้าบ่นอย่างนี้ตั้งแต่ออกมาแล้วนะ แล้วนี่เจ้าจะนำเราไปไหน ”

” เราต้องหาที่พัก อาหาร แล้วก็หมอ ” ชายคนนั้นว่า ” ข้างล่างเขานี้มีหมู่บ้านอยู่หลายแห่ง แต่เราต้องไปให้ไกลก่อน ถ้าเหยี่ยวป่ามาเจอเราตอนนี้ล่ะก็- ”

ทันทีที่ก้าวไปอีกก้าว เขาก็ได้ยินเสียงดังฟุ่บเบาๆ ตาข่ายขนาดใหญ่ร่วงลงมาคลุมพวกเขาไว้เกือบหมดในชั่วพริบตา นำพาความตื่นตกใจมาให้กลุ่มคนที่อ่อนล้า แต่คนที่ยังเหลืออยู่ก็ได้แต่ยืนนิ่งด้วยความตกใจผนวกกับความกลัวว่ากับดักอันต่อไปอาจอยู่ที่ไหนซักแห่งแถวๆนั้น

ความเคลื่อนไหวทั้งหมดหยุดลงก็เมื่อพวกเขารู้สึกได้ถึงการมาถึงของคนกลุ่มหนึ่ง ” ข้านึกว่าจับได้นักเดินทางที่แส่หาเรื่องเสียอีก ” เสียงอันเยาว์วัยกล่าวขณะที่เขาก้าวออกมาจากในเงาไม้พร้อมดาบกระชับในมือ ” แต่ท่าทางพวกเจ้าก็เป็นคนเถื่อนนะ มาทำอะไรในเขตของข้า ”

” ท่าน… ท่านคือซาร์คแห่งเหยี่ยวป่าใช่ไหม ” ชายผู้มีรอยแผลที่มุมปากถามด้วยน้ำเสียงที่แสดงทั้งความหวาดกลัวและตื่นเต้นจากใต้ตาข่ายหนักอึ้ง ” ข้าต้องบอกท่านก่อน ข้าเตือนเขาแล้วจริงๆ แต่เขาไม่ฟัง เขาบอกว่าคืนนี้พวกท่านจะโจมตีกองคาราวานเราจะสามารถโจมตีบ้านได้ ข้าเตือนเขาแล้วว่าอย่ายุ่งกับเขตของท่าน ข้า- ” แล้วเขาก็เงียบเมื่อปลายดาบจ่อเข้าที่คอพอดิบพอดี

” แล้วเจ้าเป็นใคร ” เด็กหนุ่มถามด้วยความรำคาญ

” ข้า..พวกข้าเป็นกองโจรจากทางเหนือ พวก..พวกเราเพิ่งรวมตัวกันไม่นาน จริงๆนะ ข้าเตือนเขาแล้ว แต่หัวหน้าไม่ฟัง ”

” หุบปากแล้วตอบเฉพาะคำถามของข้า ” ซาร์คตวาดลั่น แค่นั้นคนพวกนั้นก็นั่งหงอกันจนหมด ” พวกเจ้าเข้าปล้นบ้านไหน ”

ชายคนนั้นสั่นเทิ้มขณะที่ตอบว่า ” บ้านเมริสมา.. หัว..หัวหน้าบอกว่าที่นั่นไม่เคยถูกปล้นเลยจะไปลอง แต่…แต่เราถูกตอบโต้ เด็กหนุ่มคนหนึ่งที่นั่นเป็นคนทำ เขาเป็นนักดาบ อีกคนฆ่าหัวหน้าของพวกข้าไปแล้ว ”

แต่เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นก็ต้องสะท้านเพราะนัยน์ตาที่เบิกกว้างของเด็กหนุ่มตรงหน้าเขาไม่มีแววของความเมตตาเลยแม้แต่น้อย ” เจ้าบอกว่าเมริสมาอย่างนั้นหรือ ”

” อ่ะ…ใช่… ”

ใบดาบพลันกดแน่นเข้าที่คอขณะที่หัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่าก้าวเข้าใกล้ บนใบหน้าของเขามีรอยยิ้ม แต่เป็นรอยยิ้มที่น่ากลัวจนยากจะอธิบายได้ มันทำให้คนที่เหลือถึงกับสั่นโดยไม่รู้ตัว

” แต่… แต่พวกข้าปล้นอะไรไม่ได้เลย จริงๆนะ เด็กหนุ่มนั่น มันรู้ว่าเรามาเลยรับมือเราได้ เพื่อนข้าถูกน้ำมันร้อนราดไปทั้งตัวแล้วคนหนึ่ง ข้าจะไม่ไปที่นั่นอีกแล้ว ข้าสัญญา ไว้ชีวิตข้า… ไว้ชีวิตพวกเราเถอะ ”

เมื่อได้ยินเช่นนั้นซาร์คก็หัวเราะ แต่เป็นการหัวเราะสั้นๆที่ฟังดูโหดเหี้ยมราวกับไร้หัวใจ ” ไว้ชีวิตงั้นเรอะ…. กล้าขอดีนี่ ”

ก่อนที่เด็กหนุ่มจะตวัดดาบขึ้นคนที่อยู่ข้างๆเขาก็รีบเข้ามาห้าม คนถึงสองคนพยายามยับยั้งความเดือดดาลอย่างน่ากลัวนั้นไว้ด้วยกำลังทั้งหมดที่มี ” พอเถอะครับ หัวหน้า พวกเขาเจ็บหนักขนาดนี้แถมยังรับผิดเอง ไม่มีเหตุผลต้องฆ่ากันหรอกครับ ”

” ปล่อยพวกเขาไปเถอะ หัวหน้า พวกเขาทำอะไรไม่ได้แล้ว ” อีกคนว่าขณะที่พยายามดึงตัวเด็กหนุ่มออกมา ” ที่บ้านเมริสมาไม่มีใครเป็นอะไรใช่มั้ย ”

ชายที่มีรอยแผลรีบยักหน้า ” จริงๆนะ พวกข้ามีแต่โดนเล่นงาน มีผู้ชายบาดเจ็บหนักก็สองคนเท่านั้นแหละ คนที่เหลือ- ”

” ไอ้ตอแหล หุบปากของแกได้แล้ว!!!! ” เด็กหนุ่มตวาดขณะที่พยายามดิ้นรนจากการจับยึด ” ข้ารู้ว่าบ้านนั้นมีกันอยู่เท่าไหร่!! มีหรือที่พวกเขาจะสู้แกได้ เจ้าคนถ่อย!!! ”

” หัวหน้าครับ!! ” ชายหนุ่มโดยรอบนั้นยิ่งต้องช่วยกันลากซาร์คออกไปจากที่นั่น จากสองคนเป็นสาม เป็นสี่ ” หัวหน้าไปพักผ่อนเถอะ พวกข้าจัดการเอง ท่านกลับไปก่อน ”

แต่พวกเขาก็รู้ดีว่าเวลาโมโหไม่มีอะไรหยุดซาร์คได้ ยิ่งถ้าเป็นเรื่องนี้… ” ข้าจะพาคนพวกนี้ไปริคไฮม์ก็แล้วกันนะครับ ” แล้วพวกเขาก็รีบปล่อยคนพวกนั้นออกมาจากใต้ตาข่ายและรีบนำออกไปจากที่นั่น ชายหนุ่มห้าคนทำหน้าที่นำทางโจรป่ากลุ่มนั้นลงเขาไปตามทางออกไปทางตะวันตก

” หัวหน้าของพี่ชายอันตรายจริงๆนะ ” ชายที่มีรอยแผลเป็นที่มุมปากกล่าวด้วยเสียงที่ยังเจือแววสั่นเครือ ” ทั้งๆที่อายุเพิ่งจะแค่นี้แท้ๆ บ้าเลือดเหมือนไอ้หนุ่มที่บ้านเมริสมาไม่มีผิดเลย ”

นั่นทำให้ผู้นำทางหัวเราะ พาลทำให้กองโจรกะพร่องกะแพร่งกองนั้นงงกันเป็นอันมาก แต่ไม่นานเขาก็หยุดก่อนจะถอนใจเอือกใหญ่ ” บุกบ้านเมริสมาคือการกระตุกหนวดยมบาลดีๆนี่แหละ จำไว้นะ ”

***
แทบไม่มีร่องรอยของฝนซึ่งตั้งเค้าอยู่ในความมืดจนเมื่อมันเริ่มโปรยปรายละอองอันเย็นชื้นนั้นลงมากระทบยอดไม้ แต่ฝนไม่ได้หยุดยั้งการขนถ่ายสมบัติไปยังที่เรือนต้นไม้ และไม่ได้หยุดคนที่บนเรือนให้ลงมา

” หัวหน้าล่ะ บาร์ธ ” เป็นคีธถามขึ้นเมื่อเห็นสหายเริ่มทะยอยกลับมาหนาตาแล้วแต่เด็กหนุ่มกลับยังไม่ปรากฏตัว

” ตามมาทีหลัง ” ชายหนุ่มในชุดพ่อค้าตอบสั้นๆก่อนจะถ่มหญ้าที่กัดเคี้ยวเสียจนเปื่อยลงบนแล้วกระซิบว่า ” รู้สึกว่าจะเกิดเรื่องที่บ้านเมริสมา หัวหน้าเลยต้องไปดู ”

ฟังแค่นั้นชายหนุ่มก็รีบถลันออกไปในทันทีถ้าไม่ใช่เพราะถูกรั้งตัวไว้แล้วลากกลับเข้าไปใต้ต้นไม้ ” เจ้าต้องรออยู่ที่นี่ ”

” อะไรนะ ”

” เจ้าต้องรออยู่ที่นี่ ” เพื่อนของเขาย้ำ ” ข้าไม่คิดว่าเขาจะอยากให้ใครเห็นเขาในตอนนี้ แต่ทันทีที่เขากลับมา เจ้าจะเป็นคนแรกที่เขาต้องการพบ และถ้าเขากลับมาไม่เจอเจ้า มันอาจจะกลายเป็นอีกเรื่องเลยก็ได้ ”

แววตาที่จริงจังจนปราศจากความอารมณ์ขันตามปกติของบาร์ธทำให้คีธต้องยักหน้ารับแล้วรออยู่ที่นั่นแม้จะร้อนใจจนแทบยืนนิ่งไม่ได้ เขารอจนกระทั่งฝนที่โปรยปรายเพียงบางเบาเริ่มตกหนัก จนมิตรสหายของเขาล้วนขึ้นเรือนกันไปจนหมดสิ้น รอจนสมบัติถูกเก็บไปหมดทุกชิ้น เขารอจนสหายคนสุดท้ายของเขากลับมา

และเขาก็ยังรอ

ยากจะบอกว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนเมื่อไม่มีสิ่งอื่นใดรอบข้างนอกจากสายฝนที่เทลงมาจากท้องฟ้า แต่เขาก็ยืนอยู่ที่นั่นจนร่างกายเปียกโชก รอจนกระทั่งเงาร่างสุดท้ายปรากฏออกมาจากทิวไม้เบื้องหน้า ร่างนั้นชะงักไปครู่หนึ่ง เพ่งดูเขาอย่างตรึกตรอง แต่เด็กหนุ่มก็ไม่ได้ก้าวเข้ามาหา เป็นเขาที่ก้าวออกไป

” ที่บ้านปลอดภัยดีใช่ไหมครับ ”

” ดูเหมือนอย่างนั้น ” ซาร์คตอบเพียงแค่นั้น แต่น้ำเสียงก็ไม่ได้แสดงความโล่งใจ

ชายหนุ่มจึงเป็นฝ่ายรุกถาม ” มีอะไรให้ข้าช่วยหรือเปล่า ”

คำตอบแทบจะในทันทีคือ ” ไม่ ”

แล้วพวกเขาก็เงียบกันไปครู่ใหญ่ คีธไม่ได้หลีกทางให้และซาร์คก็ไม่ได้ฝืนเดินต่อไป ไม่มีใครพูดอะไรจนกระทั่ง ” ดวลดาบกับข้าหน่อย คีธ ”

” ตอนนี้น่ะหรือ ”

” ใช่ ” เด็กหนุ่มตอบ ” ที่นี่เลย ”
ว่ากันว่าวิถีของดาบสามารถสะท้อนถึงจิตใจ เช่นนั้นแล้วจิตใจของเด็กหนุ่มที่คีธเห็นก็เต็มไปด้วยความสับสน แต่ไหนแต่ไรซาร์คไม่ใช่คนที่จู่โจมโดยไร้ความคิด เขามักมีการหยั่งเชิง เฝ้ารอและคาดคำนวณอยู่เสมอ ชายหนุ่มมักเปรียบเทียบว่าดาบของคนผู้นี้เย็นเหมือนน้ำแข็ง เยือกเย็นไตร่ตรองและมุ่งมั่นแต่ไม่อำมหิต จะเว้นก็แต่คืนนี้ เด็กหนุ่มจู่โจมเขาไม่ยั้งมือเลยตั้งแต่เริ่มมา ทั้งด้วยดาบ ด้วยหมัด ศอก เข่า เท้า แต่กระนั้นก็ไม่อาจทลายการป้องกันของเขาแม้แต่จุดเดียว

สับสน ร้อนใจ กังวล…

ไม่นานเขาก็สบจังหวะโต้กลับ ถ้าเป็นซาร์คในยามอื่นคงรับมือเขาได้ไม่ยาก อย่าว่าแต่คนเดียวเลย การฝึกการต่อสู้กับคนจำนวนมากเป็นปรกติวิสัยของเด็กหนุ่มอยู่แล้ว นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้เขาได้รับความนับถืออย่างมากมายในฐานะแนวหน้าของพวกเขา แต่ตอนนี้ไม่มีเค้าของหัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่าคนนั้นแม้แต่น้อย ชายหนุ่มจึงลองรุกหนักขึ้น เร็วขึ้น แต่ก็ใช่ว่าจะปราศจากช่องว่าง เขาไม่เคยเก่งเท่าซาร์คแม้จะมีส่วนช่วยขัดเกลาฝีมือของเด็กหนุ่ม ไม่ว่าอย่างไรซาร์คก็มักจะหาจุดอ่อนของเขาพบ

แล้วตอนนี้ล่ะ

สิ้นหวัง?….

เขาไล่ต้อนอย่างหนักหน่วงอยู่หลายนาทีก่อนที่ซาร์คจะสามารถตอบโต้เขากลับมาได้ ใบดาบปะทะกันอย่างแรงครั้งหนึ่งก่อนที่เด็กหนุ่มพยายามโจมตีเขาจากด้านข้าง แต่ช้าเกินไป ชายหนุ่มฉวยโอกาสปัดดาบจนหลุดจากมือแล้วคว้าแขนเหวี่ยงเขาลงไปที่พื้นในทันที

แล้วซาร์คก็นิ่ง ไม่รู้แน่ว่าเขาเจ็บจนไม่อาจลุกขึ้นหรือเพราะสิ้นเรี่ยวแรง แต่เขาก็นอนอยู่ที่นั่น หอบหายใจด้วยความเหนื่อยอ่อนจากการออกกำลังอย่างหนักท่ามกลางอากาศที่มีแต่ละอองฝน ดาบหลุดจากมือของเขาไปแล้วหากมือทั้งสองข้างยังกำแน่น ชายหนุ่มรู้ดีว่าเขาไม่เคยคิดจะสู้จริงๆแต่ต้น นี่เป็นเพียงทางออกต่อความคับแค้นใจที่ไม่อาจบอกใครได้

คีธจึงนั่งลง ใช้แผ่นหลังของตัวเองต่างร่มให้เด็กหนุ่มซึ่งนอนนิ่งอยู่เบื้องล่าง แต่ถึงอย่างนั้นซาร์คก็ยังไม่ยอมมองหน้าเขา มีเพียงมือที่สั่นระรัวข้างหนึ่งที่คว้าข้อมือของเขาไว้ ” เจ้าเคยบอกข้าใช่ไหม ว่าความตายของคนอื่นก็เป็นเรื่องของคนอื่น ” เด็กหนุ่มแค่นหัวเราะก่อนจะพลิกศีรษะเพื่อซ่อนใบหน้าไว้ในเงา ” แต่ข้าทำไม่ได้ คีธ สิ่งที่ข้าทำสิ่งที่ข้าต้องเผชิญ ข้าไม่อยากให้มันเกิดขึ้นกับน้องของข้า ไม่ว่ายังไง… ” เขาหลุดเสียงสะอึกมาครั้งหนึ่ง ” ไม่ว่ายังไงก็ตาม ”

ชายหนุ่มไม่ได้พูดอะไรนอกจากนั่งอยู่ที่นั่นจนกว่าสายฝนจะหยุดลง

***
กว่าฝนจะซาลงเรือนทั้งหลายก็เงียบสงัดไปหมด ค่ำคืนดึกดื่นมีแต่ผู้คนที่หลับไหลยกเว้นที่เรือนหนึ่งซึ่งยังมีแสงจากตะเกียงและความเคลื่อนไหวอยู่เบื้องหลังผ้าที่กางไว้เป็นฉากบัง เช่นนั้นแล้วคนในเรือนจึงไม่เห็นว่ามีใครเข้ามา หากเพียงสัมผัสได้เท่านั้น

” นั่นใคร ”

” ข้าเอง ” เจ้าชายตรัสพลางประทับนั่งที่ข้างหน้าต่าง ” ข้าแค่จะมาถามว่าเจ้ากับคีธปรับความเข้าใจกันแล้วใช่ไหม ”

นั่นทำให้เด็กหนุ่มผู้อยู่เบื้องหลังฉากบังตาชะงักไป เขาเงียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะย้อนถามว่า ” ปรับความเข้าใจอะไร ”

” เจ้าดูจะไม่พอใจเขามากก่อนหน้าที่เจ้าจะไป ” อาวดริคตรัส ” แถมยังสั่งให้เขาอยู่ที่นี่ เดาจากสีหน้าของพวกเจ้าแล้วนี่คงไม่ใช่เหตุการณ์ปรกติกระมัง ”

” ถึงไม่ใช่ก็ยังไม่ใช่เรื่องของท่านอยู่ดี เจ้าชาย ” ซาร์คสวนกลับมาทันควัน ” แค่ท่านเดินไปมาตามใจชอบก็มากพออยู่แล้ว ท่านไม่ต้องยุ่งเรื่องของคนอื่นหรอก ”

พอได้ยินเช่นนั้น พระองค์ก็ถึงกับขำ เพราะดูเหมือนสิ่งที่พระองค์ทรงคาดไว้ถูกต้องทุกประการ ” เจ้าโกรธเขาเรื่องข้าจริงๆสินะ ”

ไม่ทันขาดคำฉากก็ถูกดึงเปิดออก ผู้ที่อยู่เบื้องหลังมันมีท่าทีไม่สู้จะสบอารมณ์อย่างที่สุด แต่ก็เหมือนไม่รู้จะอธิบายมันอย่างไร ” เจ้าเป็นตัวประกัน เรื่องนั้นข้าอยากให้เจ้าจำใส่ใจไว้ ข้าปล่อยมาถึงตอนนี้เพราะข้าติดหนี้บุญคุณเจ้าอยู่ แต่เรื่องอื่นนอกจากนั้นข้าไม่จำเป็นต้องทนเลยก็ยังได้ ”

อาวดริคทรงได้ยินเช่นนั้นก็สาวเท้ามาหยุดเบื้องหน้าเด็กหนุ่มในทันที ” หรือข้าไม่ได้พูดเรื่องจริง ”

” เจ้ารู้ได้ยังไงว่ามันจริง ”

” คนมีตาถ้าไม่บ้าต้องมองออก ระหว่างเจ้ากับคีธเป็นมิตรภาพที่พิเศษ ถ้าจะมีอะไรมากระทบกระเทือนมันได้ย่อมต้องเป็นสิ่งซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เช่นการที่เขามาสนิทสนมกับข้า ”

” คีธสนิทกับคนตั้งหลายคน ”

” แล้วทำไมเจ้าต้องมองทุกครั้งที่คีธอยู่กับข้าด้วยล่ะ ”

ได้ยินเช่นนั้นแล้วซาร์คก็ถึงกับกลืนน้ำลายนิ่งอึ้งไม่รู้จะพูดอะไร

คนที่เริ่มทำลายความเงียบคือเจ้าชายซึ่งตรัสในสิ่งที่อีกฝ่ายไม่เคยคิดว่าจะได้ยิน ” ข้าอิจฉาพวกเจ้า ”

ยิ่งได้ยินเช่นนั้นเด็กหนุ่มก็ยิ่งเงียบ

” อย่าว่าแต่เพื่อนสนิทที่รู้ใจเลย แค่คนที่ข้าสามารถเรียกได้ว่าเพื่อนก็ไม่เคยมี ข้าเคยเรียนหนังสือกับพวกลูกขุนนางก็จริง แต่มันก็เพียงช่วงสั้นๆ สุดท้ายมันก็เหลือแต่ข้า ที่ข้าไว้ใจได้ก็มีแต่ราพุนเซลเท่านั้น ” ตรัสแล้วพระองค์ก็ทรงถอนใจเฮือกใหญ่ ” เจ้าอาจคิดว่าคีธก็แค่สหายคนหนึ่ง แต่คนที่เจ้าสามารถวางใจในตัวเขาขนาดนี้หาได้ยากแสนยาก ถ้าข้าต้องเป็นเหตุให้พวกเจ้าขุ่นเคืองกันละก็ เจ้ามาลงกับข้าดีกว่าไปลงกับเขา ”

” เลิกทำตัวเป็นบุรุษผู้ประเสริฐทีเถอะข้าคลื่นไส้ ทั้งเจ้าทั้งข้ามันก็มหาโจรด้วยกันทั้งนั้น ไม่มีเหตุผลที่เราต้องพยายามทำดีใส่กันหรอก ” แล้วเขาก็หันหลังตรงไปเอาเสื้อตัวใหม่ขึ้นมาสวมเหมือนตนเองไม่ได้ตั้งใจหลบหนีการเผชิญหน้าครั้งนี้

พระองค์ถามไปว่า ” แล้วทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ”

ซาร์คตวัดผ้าเช็ดตัวขึ้นพาดรอบคอดังพั่บ เป็นเสียงที่ทำให้เจ้าชายเงียบขณะที่เด็กหนุ่มยืนนิ่งอยู่ครู่ใหญ่ราวกำลังสงสัยว่าควรเริ่มที่ไหน

” เจ้ารู้ไหมว่าเงินทองที่เจ้าใช้มาจากไหน ”

เพียงตวัดสายตามองครู่หนึ่งซาร์คก็บอกได้ว่าเจ้าชายไม่ทรงทราบ สีหน้าเหมือนจะบอกว่าพระองค์ไม่ทรงทราบอะไรทั้งนั้น

” มันมาจากภาษีราษฎร ” เด็กหนุ่มกล่าวต่อ ” ภาษีที่เจ้าหน้าที่ภาษีและขุนนางท้องถิ่นดูแลการจัดเก็บและส่งมายังปราสาทเข้าท้องพระคลังเป็นเงินหลวง ผู้กำหนดอัตราคือกษัตริย์ และด้วยอัตราเหล่านั้นขุนนางคือผู้คิดคำนวณว่าพื้นที่ของตนต้องจ่ายภาษีเท่าใด แต่อัตรานี้ไม่ใช่สิ่งที่ประชาชนทั่วไปจะรู้ พวกเขารู้เพียงว่าขุนนางผู้ปกครองที่ดินต้องการภาษีจากตนเท่าไหร่ ให้จ่ายด้วยอะไร ผลผลิต เงินทอง แรงงาน ฝีมือ ทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องของขุนนาง ท้องพระคลังไม่รู้เห็นและกษัตริย์ไม่สนพระทัย พระองค์ต้องการเงิน เพื่อบำรุงปราสาท ไพร่พล เพื่อสมบัติ เพื่อความมั่งคั่ง แต่พระองค์ทำอะไรบ้างเพื่อตอบแทนความเหนื่อยยากของชาวบ้าน สงคราม ปราสาทโอ่อ่าหลังใหม่ งานเลี้ยงหรูหรา เสื้อผ้าจากต่างแดน ของไร้สาระที่อยู่บนความละเลยของพระราชาและเหล่าเสนาบดีเครายาว พวกเจ้าต่างอะไรจากโจร อาวดริค บอกข้ามาสิ ”

คำพูดเช่นนั้น มีแต่จะทำให้เจ้าชายทรงเงียบ เด็กหนุ่มก็ได้แต่ถอนใจ

” พ่อข้ารับสืบทอดตำแหน่งขุนนางจากปู่รวมทั้งความตั้งใจจะดูแลชาวบ้านในเขตที่ดินของท่าน ตระกูลของข้าไม่ได้ร่ำรวยเพราะท่านพ่อไม่เคยเก็บภาษีราษฎรมากไปกว่าที่ต้องจ่ายให้หลวง เราอยู่ได้ด้วยผลผลิตในที่ดิน แล้วก็เงินทองจากการทำการค้า ค่อยๆสะสมกันมาหลายชั่วรุ่น ดังนั้นข้าเองก็ไม่ได้เติบโตมาอย่างยากลำบาก แต่ก็ไม่ได้มั่งคั่งหรูหราอะไร…. นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนมันจะกลายเป็นหายนะ การค้าของพ่อถูกเบียดตกกรอบ ผลผลิตพังพินาศ ที่ดินของพ่อข้าเกิดโรคระบาด  ตอนนั้นแม้แต่จะหาขนมปังซักชิ้นหรือเม็ดข้าวซักถุงก็ยังไม่รู้จะหาจากไหน แต่สิ่งเดียวที่เจ้าหน้าที่ภาษีถามถึงคือเงินที่ต้องส่งให้หลวงครบแล้วหรือยัง ” แล้วเขาก็หัวเราะอย่างเยาะหยัน ” แม่ข้าตายทั้งคนแต่แทบไม่รู้ว่าจะฝังที่ไหนเพราะมันมีแต่คนตาย แล้วสิ่งที่พวกเขาสนใจคือเงิน แค่เงิน รบเร้าพ่อข้าที่แทบเป็นบ้าเพื่อเงินที่ต้องส่งกลับเข้าท้องพระคลังให้คนที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนที่นี่กำลังจะตาย พ่อข้าต้องยอมแต่งงานกับลูกสาวตระกูลพ่อค้าที่เป็นม่ายเพื่อเงินที่จะจ่ายภาษีแทนคนของท่าน…. ”

พูดถึงตรงนั้นเสียงของเด็กหนุ่มก็เริ่มแตกพร่า ปากของเขาเม้มสนิทอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อว่า

” ราวครึ่งปีหลังจากนั้น พ่อข้าก็ตาย ”

อาวดริคไม่ทรงทราบจริงๆว่าควรจะตรัสว่าอะไร แต่ถึงรู้พระองค์จะมีสิทธิ์อะไร พระองค์ได้แต่ประทับเงียบขณะที่ซาร์คหันหลังดึงฉากกลับเข้าที่ก่อนจะกล่าวว่า ” ข้าจะนอนที่นี่คืนนี้ ราตรีสวัสดิ์ ” แล้วตะเกียงก็ดับลง และพระองค์ก็ทำได้เพียงยืนอยู่ในความมืดกับเงาของความจริงที่พระองค์ไม่เคยรู้เลยตลอดเวลาที่ผ่านมา

***

TBC in Chapter 8

Advertisements

One thought on “A Fairytale: อาณาเขตแห่งเหยี่ยว บทที่ 7

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s