A Fairytale: อาณาเขตแห่งเหยี่ยว บทที่8

Title: A Fairytale
Book I: อาณาเขตแห่งเหยี่ยว (The Land of the Hawks)
Author: vekin
Rate: PG-13
Warning: คนเขียนอ่อนคำราชาศัพท์เป็นอย่างยิ่ง ต้องขออภัยในความผิดพลาดมา ณ ที่นี้
***บุคคล เหตุการณ์และสถานที่ในเรื่องล้วนสมมติขึ้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องพาดพิงกับบุคคลและเหตุการณ์จริงแต่อย่างใด***

Chapter 8

####################################################

ข่าวแรกที่มาถึงปราสาทในเช้าวันต่อมาคือข่าวร้ายของคลอเดียส ชาล็อตตา ดยุคแห่งโดบรัม ” ถูกปล้นหมดอย่างนั้นหรือ ” ท่านดยุคแทบจะทรงกายไม่อยู่ ทั้งความผิดหวัง ความโกรธแค้น ประดังประเดเข้ามาไม่ขาดสาย  ” นั่นคือเงินภาษีของคนของข้า พวกมันเอาไปหมดเลยอย่างนั้นหรือ ”

” เช่นนั้นขอรับ ” หัวหน้ากองซึ่งทั้งเรือนกายสะบักสะบอมรายงานโดยไม่เงยหน้าขึ้นสบสายตานายจ้างแม้แต่ครู่เดียว ” ข้าต้องขออภัยท่านด้วยที่เราปกป้องสิ่งใดไว้ไม่ได้ นี่เป็นความเสื่อมเสียของพวกข้าจริงๆ แต่ข้ารู้สึกว่าอย่างน้อยข้าควรบอกท่านในสิ่งที่เกิดขึ้น ”

ได้ยินเช่นนั้นคลอเดียสก็ถอนใจ ” แค่นั้นข้าก็ขอบใจมากแล้ว ยังดีกว่าเจ้าไปเข้าข้างพวกมันยกเค้าสมบัติของข้าไปด้วย ”

หัวหน้ากองถึงกับกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ” เช่นนั้นข้าคงต้องขอตัว ข้าจะไม่รับค่าจ้างในคราวนี้ เพียงหวังให้ท่านให้อภัยเท่านั้น ”

” เอาเถอะ เจ้าไปเถอะ ” ดยุคหนุ่มกล่าวก่อนจะโบกมือเป็นการอนุญาต หัวหน้ากองจึงลุกขึ้นจากพื้นแล้วเดินออกไปด้วยอาการสงบ คงเหลือแต่นายจ้างผู้หัวเสียกระฟัดกระเฟียดอยู่บนเก้าอี้เพียงลำพัง

อย่างน้อยก็จนกระทั่งเสียงหนึ่งดังขึ้น ” นั่นไม่ดีเลยนะ คลอเดียส เจ้าจะไม่สอบสวนเขาเลยอย่างนั้นหรือ ”

เพียงสดับเสียงนั้น ความหงุดหงิดงุ่นง่านของเขาก็เหมือนจะหายไปสิ้น ท่านดยุครีบลุกขึ้นจากเก้าอี้และถวายความเคารพองค์ราชินีซึ่งเสด็จมายังห้องนี้เสียแต่เมื่อไหร่เขาก็ไม่อาจรู้ ” ต้องขออภัยที่ข้าพระองค์ยังไม่ได้เตรียมตัวถวายการต้อนรับ ข้าพระองค์ไม่คิดว่า- ”

” ข้าจะมาเยี่ยมท่านแต่เช้าอย่างนั้นหรือ ” แล้วพระนางก็ทรงแย้มพระโอษฐ์เล็กน้อย ” คลอเดียส ท่านลืมแล้วหรือว่านี่คือปราสาทของข้า ข้าจะเยี่ยมเยียนท่านในยามใดก็ย่อมได้ แต่ไม่ต้องกังวลใจไปหรอก ท่านเป็นแขกของข้า ในฐานะเจ้าบ้านข้าต่างหากที่ควรต้อนรับท่าน ”

” หาเป็นเช่นนั้นไม่ ” ดยุคหนุ่มว่าพลางก็โค้งร่างอันงามจุมพิตพระหัตถ์อย่างนุ่มนวล ” เพียงพระองค์ให้คลอเดียสผู้นี้ได้รับใช้ก็นับเป็นเกียรติยิ่งใหญ่แล้ว ”

พระนางถึงกับแย้มโอษฐ์ทรงพระสรวลเมื่อทรงได้ยินเช่นนั้น ” ท่านช่างปากหวานไม่เปลี่ยนเลยจริงๆ ” แล้วพระองค์ก็ประทับนั่งลง ” แต่ถึงอย่างไรข้าก็ต้องขอบใจท่านที่อุตส่าห์อยู่เป็นเพื่อนข้าในยามทุกข์เช่นนี้ ดูเหมือนไม่มีใครอื่นอีกที่ให้ความสำคัญกับเจ้าชายมากเท่าท่านและข้า ”

” นั่นเพราะเจ้าชายคือองค์รัชทายาทและโอรสของพระองค์นี่พะยะคะ จะมีใครห่วงหาบุตรมากเท่ามารดาอีกเล่า ”

พระนางได้ทรงสดับเช่นนั้นก็ถอนพระทัยเฮือกใหญ่ ” แต่เรื่องค่าไถ่ จะมีใครเห็นด้วยกับเรื่องนี้กัน ”

คลอเดียสได้ยินเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วนิ่วหน้า ” หากให้ข้าพระองค์ทูลตามตรงแล้ว ข้าพระองค์เองก็ไม่ใคร่เห็นด้วย แต่เพราะการยอมตามจะยิ่งทำให้โจรป่าพวกนั้นเหิมเกริมยิ่งขึ้น ประชาชนเองก็จะมองว่าเราอ่อนแอ ไม่อาจควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ ยิ่งเป็นผลดีต่อมันมากเท่านั้น ”

” นั่นก็จริง ” พระนางตรัสแล้วก็ถอนพระทัยอีกครั้ง ” เพราะอย่างนั้นข้าถึงมีเรื่องอยากจะปรึกษาท่านก่อนตัดสินใจ ”

ดยุคหนุ่มทำได้เพียงมองและคาดเดาความนัยของรอยยิ้มน้อยๆที่มุมปาก

***

แสงอาทิตย์ยามสายปลุกเจ้าชายจากบรรทมอย่างนุ่มนวลกว่านางกำนัลนางใดที่พระองค์ทรงเคยพบ แต่กระนั้นก็น่าแปลกที่พระองค์ตื่นบรรทมเต็มตาเสียยิ่งกว่าตอนอยู่ที่ปราสาทแม้จะแน่พระทัยว่ายังไม่ได้หลับไปนานนัก ร่องรอยของเม็ดฝนยังค้างอยู่ตามชายคาสะท้อนกับแสงแดดมาต้องพระเนตร แต่เมื่อลองแง้มฉากบังสายตา สิ่งที่อยู่อีกฟากกลับเป็นเพียงที่นอนที่ว่างเปล่าไม่มีวี่แววของคนที่เคยอยู่ที่นั่น

ทั้งที่นอนไปก่อนกันไม่เท่าไหร่เท่านั้นเอง ไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหนก็ไม่รู้

พระองค์ไม่ได้รีบร้อนจะลุกขึ้นอะไรนัก แต่ก็อาจจะไม่เอ้อระเหยเหมือนที่เคยทำ ยังไงเสียพื้นไม้ที่นี่ไม่ได้ชวนนอนเท่ากับฟูกที่นอนอ่อนนุ่มในปราสาท การเดินไปมายามเช้าเป็นเรื่องที่น่าพิสมัยมากกว่าการนอนจนตะวันโด่งให้หลังเคล็ดมากมายนัก แต่จะว่าไป นี่มันก็เรียกว่าตะวันโด่งแล้วสำหรับคนแถวนี้ ” อรุณสวัสดิ์ เจ้าชาย ” ชายหนุ่มคนหนึ่งทักพลางบิขนมปังย่างในมือส่งให้ ” อาหารเช้า ”

อาวดริคทรงปฏิเสธไปอย่างสุภาพว่า ” ส่วนของเจ้านี่ เจ้ากินเถอะ ”

แต่กระนั้นเขาก็ยังยืนกรานจะยกให้ถึงขนาดยัดใส่พระหัตถ์กันเลยทีเดียว ” ข้าอิ่มแล้ว เอาไปเถอะ มาตื่นเอาป่านนี้ลงไปก็คงไม่เหลืออะไรให้กินแล้วล่ะ ” ว่าแล้วเขาก็โบกมือลาแล้วเดินจากไป ขนมปังอีกครึ่งที่เหลือก็กัดใส่ปากเคี้ยวตุ่ยๆ

ถ้าไม่เหลืออะไรแล้วก็ไม่มีเหตุอะไรต้องปฏิเสธ เจ้าชายก็เลยทรงกัดขนมปังชิ้นนั้นบ้าง ความจริงอาหารเช้าก็เป็นขนมปังย่างแบบนี้มาหลายวันแล้วโดยไม่มีอะไรเปลี่ยน พระองค์ก็ไม่เข้าพระทัยนักว่าทำไมคนที่นี่จึงไม่เบื่อ ส่วนพระองค์ก็ดันไม่เคยตื่นบรรทมทันจะเสวยให้อิ่มท้องเลยซักเช้า ขนมปังย่างมากหรือน้อยก็ยังดีกว่าท้องเปล่าๆ

พอพระบาทแตะถึงพื้นขนมปังในมือก็เข้าปากหมดไปแล้ว พระองค์ปัดพระหัตถ์ที่เปื้อนทั้งสองข้างกับขากางเกงเตรียมพร้อมสำหรับภารกิจแรกของวัน นั่นคือการให้หญ้านางม้าขาว ราพุนเซลสะบัดร่างด้วยความยินดีเมื่อเจ้าชายไปถึงเหมือนคืนก่อนหน้ามีเรื่องจะฟ้องเสียเต็มประดา อาวดริคจึงต้องยืนลูบแผงคอจนนางม้าสงบลงจึงค่อยให้หญ้าและแปรงขน จะเสียดายก็ตรงที่พาออกไปวิ่งไม่ได้ก็เท่านั้น นางม้าแรงเหลือจึงไม่มีอะไรทำนอกจากการพยศเหล่าคนหนุ่มแถวนั้นไปวันๆ ไม่ว่าอย่างไรนางก็ไม่ยอมให้ใครคนอื่นเข้าใกล้ต้องทำท่าดุร้ายใส่จนเกือบได้เรื่องก็หลายครั้ง แต่ทุกครั้งก็เหมือนนางจะยั้งไว้ด้วยความเกรงใจ

จะไม่เกรงอกเกรงใจได้อย่างไรในเมื่อคนที่คุ้มหัวนางกับเจ้านายอยู่ตอนนี้ก็คือหัวหน้าของคนที่นี่ทั้งหมด ราพุนเซลไม่โง่ นางรู้ดีว่าที่นี่ใครเหนือกว่าใคร เพราะฉะนั้นถึงบางคราวจะไม่พอใจนางก็ยอมให้ซาร์คเข้าใกล้นางได้โดยไม่ปริปากบ่น แต่เด็กหนุ่มเองก็ดูเหมือนเข็ดขยาด ถึงจะยืนใกล้ก็ไม่ยื่นมือแตะตัวนางเลยซักหน

” วันนี้ซาร์คมาทักทายหรือยัง ” เจ้าชายตรัสถามขณะที่ทรงเช็ดใบหน้าเปียกน้ำฝนให้

แต่คำตอบจากนางม้าคือการสะบัดหัว ละอองน้ำนั้นกระเด็นกระจัดกระจายไปทุกทิศรวมทั้งที่พระพักตร์ของเจ้าชายด้วยเช่นกัน แต่ก็ใช่ว่าพระองค์จะทรงถือสา

” คีธล่ะ ”

ก็ไม่

ได้คำตอบเช่นนั้นพระองค์ก็ทรงมุ่นพระขนง พวกเขาหายไปไหน

แต่จะว่าไปความโกลาหลข้างล่างนี่ก็พออธิบายหลายอย่างได้ คนของเหยี่ยวป่าวุ่นวายกันแต่เช้ากับสมบัติที่ปล้นชิงมาได้เมื่อคืนที่ผ่านมาจนเหมือนจะไม่มีใครอยู่นิ่งเลยซักคน เรื่องที่น่าปวดหัวอย่างการแบ่งทรัพย์สมบัตินั้นเป็นธรรมดาที่คนเป็นหัวหน้าต้องอยู่ดูแลจนจบ พระองค์จึงทรงดำเนินผ่านดินโคลนเฉอะแฉะตรงไปยังบริเวณที่ชายหนุ่มทั้งหลายกำลังทำการแบ่งของมีค่ากันอย่างจริงจังเมื่อเสร็จภารกิจประจำวัน แต่ก็ไม่มีวี่แววของซาร์คที่นั่น ความงุนงงของพระองค์ยิ่งเพิ่มพูน งานสำคัญถึงเพียงนี้แต่กลับไม่มีแม้แต่เงาของผู้เป็นหัวหน้า จะว่าโดดงานก็ไม่น่าใช่เพราะใครต่อใครก็ทำงานไปราวกับเป็นเรื่องปรกติไม่เดือดร้อนอะไร

ในระหว่างที่เดินไปท่ามกลางกลุ่มคนนั้นเองที่สายพระเนตรของพระองค์สะดุดเข้ากับสิ่งหนึ่งในมือของชายฉกรรจ์กลุ่มนั้นซึ่งกำลังเพ่งมองของนั้นอย่างงุนงง

” จะว่ามันเป็นงานฝีมือก็ไม่ถึงขั้นนั้นนา ” คนหนึ่งในนั้นกล่าวขณะที่เคี้ยวเศษหญ้าไปพลาง ” ดูยังไงข้าก็ไม่รู้สึกถึงความงามวะ ”

” แต่ก็งานไม่ลวกเลยนะ แถมสัมฤทธิ์ที่ใช้หล่อก็ไม่ใช่ปริมาณน้อยๆ ”

” แต่ขายของอย่างนี้ใครจะเอาวะ ไอ้ม้าสัมฤทธิ์เนี่ย ม้าบ้าอะไรหน้ายังกะยักษ์ ”

” ม้าของกาลัทเทียร์น่ะ ถึงได้หน้าตาแบบนั้น ”

เสียงนั้นทำให้คนทั้งวงหัน อาวดริคต้องตกพระทัยที่การทักขึ้นคำหนึ่งทำให้ตกเป็นเป้าสายตาได้ขนาดนั้น ความตกใจบนพระพักตร์นั้นทำเอาชายผู้ถือม้าสัมฤทธิ์ถึงกับหัวเราะ ” เรื่องม้าไม่ใช่ใครๆก็รู้นะเจ้าชาย ” เขาว่าก่อนจะส่งรูปหล่อนั้นให้ ” ท่านแน่ใจเหรอว่านี่เป็นม้าของกาลัทเทียร์ ”

พระองค์ยักพระพักตร์ทีหนึ่งเป็นคำตอบ ” มันเป็นม้าทางเหนือที่หนาวกว่ารูปร่างเลยตันกว่าม้าทางใต้และมีขนคลุมเท้า ที่สำคัญหน้าตาป่าเถื่อนแบบนั้น ไม่มีพันธุ์อื่นหรอกนอกจากนอร์ธบีสท์ ”

คำว่าหน้าตาป่าเถื่อนทำให้ชายหนุ่มเหล่านั้นขำกันตัวงอ ” เออ จริง หน้าโจรมาก เป็นม้าซะเปล่า ราพุนเซลของท่านสวยกว่ากันเป็นไหนๆเลย ”

” อย่าดูถูกพวกมันไป ” ว่าพลางเจ้าชายก็ไล่นิ้วไปบนต้นขาหลังของรูปปั้นม้า ” นอร์ธบีสท์มีกล้ามเนื้อขาที่ทรงพลังมากกว่าม้าแถวนี้มาก ถึงจะเตี้ยตันกว่าก็ทรงตัวได้ดี มีบางคนที่เดินทางขึ้นเหนือบอกว่าตนเองเคยเห็นนอร์ธบีสท์ไต่เนินหินชันมาแล้วด้วยซ้ำ ”

ชายเหล่านั้นโห่ฮาทันทีที่ได้ยินเช่นนั้นก่อนจะพูดกันไปต่างๆนานาในเรื่องม้าที่ตนพอจะรู้ จะมีก็แต่เจ้าชายเท่านั้นที่พลิกรูปปั้นม้าขึ้นมองใต้ฐาน

” นั่นท่านทำอะไรน่ะ ”

” สัญญาซื้อขาย ”

” หา? ”

ว่าแล้วพระองค์ก็ทรงพลิกเอาใต้ฐานของรูปปั้นให้คนพวกนั้นดู ” พวกเจ้าอ่านดูสิ ”

แต่คนเหล่านั้นก็เพียงแค่มองนิ่งและส่ายหน้า เป็นสัญญาณว่าไม่มีใครในกลุ่มพวกเขาที่อ่านหนังสือออก

ในครั้งแรกเจ้าชายก็ตกพระทัยเล็กน้อยแต่ก็รีบเก็บสีหน้าแล้วอธิบายให้ฟัง ” การซื้อขายม้าต้องมีสัญญาเพื่อรับประกันว่าม้านั้นเป็นไปตามความต้องการ ข้าเคยได้ยินมาว่าเป็นธรรมเนียมโบราณที่คนขายม้ามักจะมอบตุ๊กตาดินเผารูปม้าที่มีสัญลักษณ์ของตนให้เพื่อแทนสัญญาเพราะบางครั้งก็เป็นการขายให้คนต่างเผ่าต่างที่ที่คุยกันไม่ได้ไม่รู้จะทำสัญญากันอย่างไร แต่พอเป็นของที่เกี่ยวข้องกับชนชั้นสูงเขาก็ใช้โลหะในการสัญญา และส่วนมากมักจะเขียนสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ใต้ฐานรูปหล่อม้าซ้ำอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ ข้างล่างนี่เขียนว่าเป็นสัญญาซื้อขายม้านอร์ธบีสท์พันตัวกับ…อาณาจักรไลน์ผ่านดยุคแห่งโดบรัม? ”

” คงเป็นของเข้ากองทัพน่ะเจ้าชาย ” ชายเคี้ยวหญ้าว่า ” เหมือนหัวหน้าจะเคยเล่าให้ฟังว่ากองทัพถือเป็นของพระราชาและอาณาจักร ไม่ใช่ของขุนนาง ดังนั้นต่อให้จริงๆขุนนางผู้นั้นบังคับบัญชาอยู่แต่ก็ต้องทำในนามของอาณาจักรโดยระบุว่าผ่านขุนนางคนนั้นแทน ” แล้วเขาก็ยิ้ม ” แต่ให้ตายเถอะเจ้าชาย ท่านรอบรู้แต่เรื่องม้าจริงๆใช่มั้ยนี่ ”

ได้ยินเช่นนั้นพระองค์ก็ได้แต่ถอนพระทัยแล้วยอมรับไปโดยดุษณี คนที่เหลือก็ได้แต่ขำขณะที่อาวดริคซ่อนพระพักตร์เรื่อสีแดงด้วยความละอาย

” แต่น่าแปลกดีที่สั่งม้าตั้งพันตัว ” ชายคนเดิมว่าขณะที่รับม้าสัมฤทธิ์กลับมา ” ทางใต้ก็มีม้าของเราอยู่แล้ว ทำไมต้องเอาม้าเถื่อนพวกนั้น แล้วทหารม้าในโดบรัมมีกันตั้งพันเลยหรือไง ”

” นั่นไม่ใช่ที่ข้าได้ยินมาแน่ๆ ” ชายเคี้ยวหญ้ายืนยัน ” แล้วท่านล่ะ เจ้าชาย ท่านรู้อะไรเรื่องทหารม้าบ้างหรือเปล่า ”

อาวดริคนิ่งเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะตรัสว่า ” ดูเหมือนครั้งหนึ่งพวกเขาเคยคิดจะใช้นอร์ธบีสท์อยู่เหมือนกันเพราะมันทั้งทนและกำลังดีกว่า แต่มันก็ดุร้ายและดูแลยาก เลยต้องเลิกล้มความตั้งใจไป ”

” ขาดทักษะว่างั้น ” ชายเคี้ยวหญ้าว่าแล้วก็ถอนใจ ” หรือตอนนี้พวกเขาสามารถจัดการกับม้าพวกนี้ได้แล้ว ”

” แต่ยังไงนอร์ธบีสท์ก็เป็นสัตว์สงครามมากกว่าม้าแรงงาน ในภาวะแบบนี้การเอามันเข้ากองทัพตั้งพันก็ไม่สมเหตุสมผลอยู่ดี ”

ได้ยินเจ้าชายตรัสเช่นนั้นก็ทุกคนก็ยักหน้ากันงึกงักเห็นด้วย ” เป็นข้าให้เอาม้าหน้าตาน่าเกลียดแบบนี้ ขอใช้วัวแทนยังดีซะกว่า ” คนหนึ่งว่า

” ม้ากับวัวอะไรกันรึ ” เสียงอันเยาว์วัยเรียกให้คนทั้งหมดนั้นหันและที่นั่นก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากหัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่าซึ่งเห็นได้ชัดว่าเพิ่งมาถึง

” เรื่องการซื้อขายม้าน่ะครับ ” ชายที่ถือม้าสัมฤทธิ์กล่าวก่อนจะส่งรูปม้านั้นให้  ” เจ้าชายเพิ่งสอนเราดูสัญญาซื้อขายม้า นี่ของโดบรัมสั่งมา เป็นม้าจากกาลัทเทียร์พันตัว ”

” ตั้งพันเชียวรึ ” เด็กหนุ่มว่าพลางหมุนม้าสัมฤทธิ์ในมือจนเขาเห็นสัญญาซื้อขายที่เขียนไว้ตรงใต้ฐาน ” กระทำการในนามของหลวงหรือ ”

” คงเป็นกองทัพ ” ชายเคี้ยวหญ้าสำทับ

ในตอนนั้นเองที่ซาร์คหันไปทางเจ้าชายก่อนจะกล่าวด้วยสีหน้าที่เยือกเย็นที่สุดเท่าที่พระองค์จะเคยเห็น ” พวกมันจะเป็นอันตรายกับเรามั้ย ”

ถ้าวันนี้จะเป็นวันแห่งการตกใจ นี่จะเป็นเรื่องที่พระองค์ตกพระทัยที่สุด ” ก็ไม่น่ามาก ม้าพันธุ์นี้กำลังดีก็จริงแต่ไม่ใช่สัตว์ที่เคลื่อนไหวได้ดีในป่า ถ้าเป็นที่โล่งล่ะก็ มันขยี้เครื่องกีดขวางได้สบายๆ ”

ผู้เป็นหัวหน้าได้ยินเช่นนั้นก็ยักหน้าน้อยๆ ” ถ้าอย่างนั้นเราก็ยังใช้ป่าให้เป็นประโยชน์ได้ ” แล้วเขาก็เหลือบตามองครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า ” ขอบใจ ” แล้วเขาก็ส่งม้าสัมฤทธิ์คืนให้แล้วตั้งท่าจะเดินจากไป

แต่เจ้าชายก็หยุดเขาไว้กลางคัน ” ข้ารู้ว่าบางทีอาจไม่ควรจะถาม แต่เมื่อเช้าเจ้าหายไปไหนมาหรือ ”

ได้ยินเช่นนั้นซาร์คก็หยุดเท้าก่อนจะกล่าวอย่างสงบจนน่าแปลกใจว่า ” ที่บ้านข้ามีเรื่อง ข้าเลยแวะไปดูก็เท่านั้น ”

” ไม่มีใครเป็นอะไรใช่ไหม ”

คำถามที่เต็มไปด้วยความห่วงใยทำให้เด็กหนุ่มต้องเหลียวกลับมาอย่างช่วยไปได้ และท่ามกลางความงุนงงนั้นเขาตอบไปว่า ” ก็…มีคนเจ็บหนักสองคน ที่เหลือไม่เป็นอะไรมาก ”

สิ่งต่อมาที่ทำให้ผู้เป็นหัวหน้าต้องงุนงงคือรอยยิ้มอย่างโล่งใจที่มาจากคนที่ไม่น่าจะรู้สึกทุกข์ร้อนอะไรไปกับเขาเลย ” ดีแล้ว ” พระองค์ตรัสพลางถอนพระทัย ” นั่นดีมากๆแล้ว ”

” ขอบใจ ” ซาร์คว่าแล้วก็หันหลังเดินจากไปทางเดิม

แต่เหนืออื่นใดคนที่ตกใจที่สุดคงไม่พ้นเหล่าชายหนุ่มที่เป็นสักขีพยานของเหตุการณ์อัศจรรย์ในคราวนี้ ” หัวหน้ากับเจ้าชาย…พูดกันดีๆเนี่ยนะ ” พวกเขามองหน้ากันราวอยากจะถามว่า ‘ มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่วะ ‘ แต่อาวดริคก็เพียงแค่ยักไหล่ รอยยิ้มกว้างอยู่บนพระพักตร์ที่ฉายแววของความสุขอย่างปิดบังไม่ได้

***

จะเรียกว่าเรื่องใหญ่จบลงไปแล้วสำหรับบ้านเมริสมาก็ไม่ผิดนัก ตะวันที่ทอแสงนำความกระจ่างมาสู่การต่อสู้ในค่ำคืนมืดดำก่อนหน้า และทำให้ความเสียหายทั้งหมดปรากฏชัด งานเก็บกวาดขนาดมหึมาก็เริ่มต้นขึ้นหลังจากนั้น

” โอย….ข้าขอนั่งแป็บนึงนะ ” ว่าแล้วแม่นมก็ทรุดกายนั่งลงบนเก้าอี้ครัวเพียงตัวเดียวที่ตั้งดีอยู่ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ทั้งที่ในมือยังถือไม้กวาดไว้

สาวใช้ก็ได้แต่มองขณะที่รื้อเศษเครื่องเรือนที่หักพังโยนออกไปนอกหน้าต่าง ” ป้าพอก่อนก็ได้มั้ง อายุปูนนี้แล้วโหมงานเดี๋ยวเอวเคล็ดหรอก ”

” นี่หาว่าข้าแก่รึ ”

หญิงสาวก็ได้แต่ทำหน้าเอือมระอา ” ป้า สังขารตัวเองน่ะ หัดรู้ตัวบ้างเถอะ ”

แม่นมได้ยินเช่นนั้นนางก็ได้แต่ถอนใจ ” รู้สิ ข้าเป็นแม่ตั้งหลายปีก่อนที่จะเลี้ยงคุณซาร์คเธอเสียอีกนะ ไอ้อายุอานามตัวเองน่ะทำไมจะไม่รู้ แต่วันอย่างนี้จะให้ข้าพักยังไงล่ะ ทุกคนก็งานล้นมือกันทั้งนั้น ”

นั่นก็จริง ชายฉกรรจ์ที่เป็นเรี่ยวแรงของบ้านก็เจ็บจนแทบจะกระดิกไม่ได้ตั้งสองคน ยังดีที่หมอบอกว่ายังไงก็คงไม่ตาย คุณหนูอาร์เซนก็ดันมาอาการกำเริบซ้ำอีก ตอนนี้คนที่เหลือเลยต้องทำงานเท่าที่จะทำได้ คิดแล้วหล่อนก็ถอนใจเฮือก

ในตอนนั้นเองที่เสียกระดิ่งหน้าบ้านดังขึ้น หล่อนรีบวางไม้กวาด ตรงเข้าไปในเรือนใหญ่ทันที ” เจ้าค่า ไม่ทราบมีอะไรหรือคะ ” ทักไปอย่างนั้นแล้วหล่อนก็นึกเสียใจ เพราะชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าหล่อนนั้นมองยังไงก็เป็นเจ้าหน้าที่ทหาร

” ข้าทราบมาว่า เกิดการปล้นที่บ้านนี้เมื่อคืนนี้ ถูกต้องหรือไม่ครับ ”

” อา…. เจ้าคะ ” หล่อนว่าโดยไม่แน่ใจนักว่าควรให้คนเหล่านี้เข้าบ้านหรือตอบคำถามกันตรงนี้ดี

แต่เจ้าหน้าที่คนนั้นก็ไม่ได้แสดงความสนใจจะรอคำเชื้อเชิญของหล่อนแม้แต่น้อย ” แล้วไม่ทราบว่าท่านเจ้าบ้านพร้อมจะคุยหรือไม่ ”

” ถ้าเป็นท่านแม่ข้าละก็ท่านออกจะเหนื่อยเกินกว่าจะคุยอะไรตอนนี้ ” เป็นคุณชายน้อยที่โผล่มาข้างหลังหล่อนด้วยท่าทางแข็งขันทั้งที่ทั้งตัวมีแต่ผ้าพันแผลซึ่งหมอเพิ่งพันให้แค่ไม่กี่ชั่งโมงก่อนหน้า ” ไม่ทราบว่าถ้าเป็นข้าพวกท่านจะขัดข้องหรือไม่ ”

ที่หล่อนเคยได้ยินมาว่าร่องรอยการต่อสู้คือเกียรติประวัติของลูกผู้ชายท่าจะเป็นเรื่องจริงไม่น้อย เพียงครู่หนึ่งที่เจ้าหน้าที่ผู้นั้นพินิจพิเคราะห์แมกซิมิเลียน เขาก็ค้อมตัวรับข้อเสนอนั้นในทันที ” ท่านคือคนที่ติดต่อพวกเรา ใช่หรือไม่ ”

” นั่นคงเป็นท่านแม่ข้ามากกว่า ” แมกซิมิเลียนว่าพลางนำแขกเข้ามาในบริเวณบ้านที่ยังไม่ได้จัดไว้ดีนัก ” ขอโทษด้วยที่ข้าคงไม่อาจหาของรับรองพวกท่านได้ ตอนนี้ทั้งบ้านกำลังวุ่นวายเพราะเราเพิ่งคุมตัวโจรที่เหลือและเก็บศพกันเสร็จเมื่อรุ่งเช้า ”

” มีศพด้วยรึ ”

เด็กหนุ่มยักหน้า ” ไม่มากนักหรอก กองโจรที่มามีราวสามสิบคน กว่าครึ่งหนีไปตอนที่หัวหน้าของพวกมันถูกฆ่า คนตายที่ตายส่วนมากก็เพราะพิษบาดแผล ส่วนที่เหลือบาดเจ็บเกินกว่าจะหนี ข้าขังพวกนั้นไว้หมดแล้ว ”

” ข้ารับผิดชอบเรื่องการตามล่ากองโจรแถบนี้มาพักใหญ่แล้ว ถ้าข้าได้เห็นตัวหัวหน้าต้องบอกได้แน่ว่าเป็นกองโจรไหน ”

คุณชายน้อยได้ยินเช่นนั้นก็เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะบอกว่า ” ถ้าเช่นนั้นโปรดตามมา ” แล้วเขาก็ออกเดินนำในทันที

เมื่อพิจารณาคนเหล่านั้นแม้จากเบื้องหลังขณะที่เดินตามไปหล่อนก็บอกได้เลยว่าคนกลุ่มนี้อันตรายเพียงใด ไม่เพียงพวกเขามีหน้าตาดุร้าย แต่มีกล้ามเนื้อเป็นมัดล่ำสันทรงพลังและพกพาอาวุธกันไม่ใช่น้อยๆ

หล่อนไม่ค่อยแปลกใจหรอกที่แม่นมจะถึงกับสะดุ้งเมื่อคนพวกนั้นเดินผ่านห้องครัวเพื่อออกไปหลังบ้าน ถ้าไม่ใช่เพราะคุณชายน้อยไปกับพวกเขานางคงกรี๊ดลั่นไปแล้ว ” นั่นใครกันน่ะ ” นางหันมาถาม

” ซักคนจากทหารน่ะป้า ” หล่อนว่าทั้งที่ยังรู้สึกไม่วางใจ ” คงมาเอาตัวคนที่พวกเราจับได้ไป ”

แต่ถึงจะบอกตัวเองเช่นนั้นหล่อนก็ไม่อาจรู้สึกวางใจ สายตาของหล่อนจะคอยมองตามพวกเขาเสมอไม่ว่าคนพวกนั้นจะไปที่ส่วนใดหรือทำอะไร พวกเขาทั้งดูศพ สอบสวนคนเจ็บ และหลายครั้งก็เพียงหยุดยืนสนทนาในเรื่องที่หล่อนก็ไม่รู้ว่าอะไร จากนั้นพวกเขาจึงเริ่มจัดการขนย้ายทั้งคนเป็นคนตาย

” จ้องจนลูกตาจะหลุดอยู่แล้ว เจ้าน่ะ ” แม่นมทักพลางถอนใจขณะที่จัดเก็บข้าวของที่ระเนระนาดในครัวไป ” ถึงจะมองไปเจ้าก็ไม่ได้รู้เรื่องอะไรมากขึ้นหรอกนะ ”

” รู้แล้วน่าป้า ” หล่อนว่า ” แต่ข้าอดเป็นห่วงไม่ได้นี่นา เมื่อคืนแทบไม่ได้พักผ่อนเลยแล้วยังมาออกหน้ารับแขกแทนคุณผู้หญิงอีก คุณชายน้อยเธอไม่เหนื่อยหรือไง ”

” เหนื่อยน่ะ ข้าว่าเหนื่อยแทบตาย แต่นิสัยคุณชายน้อยเธอเป็นอย่างนี้แหละ เธอคงรู้สึกว่าในฐานะลูกชายเธอต้องรับผิดชอบเรื่องพวกนี้ได้ ” แล้วนางก็ถอนใจ ” นิสัยเหมือนคุณซาร์คเธอไม่มีผิดเลยล่ะ ”

” นั่นน่ะสิ ” หล่อนตอบทั้งที่สายตายังมองตามไปไม่วาง ” แล้วทำไมถึงไม่ถูกกันนะ แปลกจัง ”

เขาก็อดถอนใจไม่ได้เมื่อแขกเหล่านั้นกลับไปได้หลังจากเวลาเนิ่นนานที่ต้องตอบคำถามและเดินไปมาพาพวกเขาไปยังสถานที่สารพัด ทั้งร่องรอยการดักซุ่มที่ชายป่า ทั้งโรงนาที่ขังคนเจ็บไว้ ยิ่งพอรู้ว่าเขากำลังจะเข้ากองทัพในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า พวกนั้นยิ่งพยายามชวนเขาคุยหนักเข้าไปใหญ่ การต้องคุยนี่แหละคือส่วนที่เหนื่อยที่สุดในบรรดาทั้งหมด

เมื่อปิดประตูแล้ว สิ่งที่เขาทำต่อมาคือการตรงไปหลังบ้านเพื่อช่วยพวกผู้หญิงจัดการห้องครัวที่เป็นสมรภูมิหน้าด่านให้เข้าที่เข้าทางพอจะทำอาหารกันได้ทันเย็นนี้ ” โอ๊ย พวกข้าน่ะไม่เป็นไรหรอกคะ ” แม่นมว่าพลางจัดโต๊ะเก้าอี้ข้าวของที่ยังไม่ใช้โยนเข้ามุมหนึ่งไป ” คุณชายน้อยไปพักเถอะคะ ”

” ไม่เป็นไรหรอก ” ว่าแล้วแมกซิมิเลียนก็ช่วยสาวใช้พลิกโต๊ะตัวใหญ่ที่กลางห้องขึ้น พวกเขายกมันไปตั้งที่ริมห้องข้างหนึ่งหลบกองของที่ยังไม่ได้จัดเพื่อไว้ตั้งถ้วยโถโอชามและหม้อไหที่ยังพอใช้ได้อยู่ ” แล้วนี่พวกป้าจะทำอาหารกันยังไงหรือ ”

ได้ยินอย่างนั้นนางก็ยิ้ม ” เตาไม่แตกก็ทำได้คะคุณชายน้อย เชื่อนม ยังไงก็ยังพอมีผักเหลืออยู่ส่วนเนื้อ- ”

แต่สาวใช้ก็ขัดขึ้นว่า ” เอ่อ ป้าจ๋า ของที่ว่าไม่มีแล้วล่ะ ”

แม่นมถึงกับหันขวับ ” เจ้าว่าไงนะ ”

” ก็เมื่อวานนี้ไงป้า ” หล่อนยิ้มแห้งๆ ” มันถูกใช้ต่างอาวุธไปหมดแล้ว ”

พอได้ยินแบบนั้นแม่นมก็แทบจะเป็นลมในทันที ” เอากะมันสิ แล้วจะเอาอะไรกินล่ะ เล่นเอาของกินไปทำแบบนั้นซะแล้วน่ะ หา! ”

” ก็ตอนนั้นใครจะไปคิดล่ะ ป้า คว้าอะไรได้ก็คว้าแหละ ”

” แล้วมันช่วยอะไรหรือไง ”

” ก็ช่วยให้ตกใจไง ”

” พอแล้วๆ ”

เสียงถอนหายใจของคุณชายน้อยทำให้ทั้งสองคนเงียบกริบไปในทันที พวกเขาได้แต่มองหน้ากันเจื่อนๆก่อนที่หล่อนจะพูดเสียงอุบอิบว่า ” ขอโทษคะ ”

” เรื่องนั้นช่างมันเถอะ ” เด็กหนุ่มกล่าวแม้สายตาจะไม่ได้มองมาทางพวกหล่อนเหมือนคนกำลังคิดหนัก ” ถ้าอย่างนั้นก็ต้องหาเอาใช่ไหม เรื่องผักพวกเจ้าพอจัดการได้มั้ย ”

” ไม่มีปัญหาเจ้าคะ ” สองคนพูดพร้อมกันแล้วก็หันไปค้อนกันขวับใหญ่

แต่แมกซิมิเลียนก็ดูเหมือนจะไม่สนใจ ” ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวข้าจัดการเรื่องเนื้อ ทั้งไก่ทั้งแกะหนีไปหมดแบบนี้คงต้องล่าเอา กินเนื้อป่ากันได้นะ ”

” ได้คะ ” สาวใช้รับคำแข็งขันและอีกครั้งที่แม่นมเขม่นมองอาการกระตือรือร้นจนออกนอกหน้าของหล่อนด้วยความเอือมระอา

” แต่คุณชายน้อยจะเข้าป่าคนเดียวหรือคะ ” นางทักท้วง ” ยังบาดเจ็บแท้ๆ ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาจะลำบากนะคะ ”

แมกซิมิเลียนไม่เถียงเรื่องนั้น ตัวเขาเองก็พอรู้ว่าจากสภาพที่เป็นอยู่มันไม่ง่ายนักที่จะออกเดินป่าตามลำพังแม้จะเป็นเวลาแค่ราวครึ่งวัน แต่คนที่นี่ก็มีไม่มาก ยังไงเสียทั้งแม่และพี่สาวของเขาก็ต้องมีคนดูแล

” แล้วตอนนี้อาร์เซนเป็นยังไงบ้าง ”

หญิงทั้งสองได้ยินชื่อนั้นก็เบิกตาโพลง ” ยัง…ยังไม่ตื่นเลยคะ ” หญิงสาวว่า ” คุณชายน้อยคงไม่กะให้เธอ- ”

” เดี๋ยวข้าไปปลุกเอง ” ว่าแล้วเด็กหนุ่มก็ออกเดินไปทางบันไดของเรือนเล็กท่ามกลางเสียทัดทานไม่ได้หยุดจากทั้งแม่นมและสาวใช้ อันที่จริงมันออกจะหนักไปทางสาวใช้เสียหน่อย เพียงแค่เดินห่างไปไม่กี่ก้าเขาก็ชะงักไปก่อนจะหันกลับมาถามว่า ” ขอโทษด้วยเถอะ แต่เจ้าชื่ออะไรแล้วนะ ”

” เจสคะ เจสสิก้า ” หล่อนตอบทั้งที่ยิ้มหน้าบานจนลืมคัดค้านคุณชายน้อยที่หันหลังเดินขึ้นบันไดต่อไปเสียสนิท

***

สภาพภายในห้องก็เรียกได้ว่าปราศจากการดูแลโดยสิ้นเชิง ข้าวของที่เคยเกลื่อนกลาดอย่างไรก็ไม่ได้ขยับไปจากที่เดิมเลยแม้แต่น้อย แม้แต่ร่างบนเตียงก็ไม่ได้กระดิกตั้งแต่เมื่อหัวรุ่ง ” คุณหนูขา ” เสียงเรียกของแม่นมดังลอดบานประตูมา ” ตื่นอยู่เหรือเปล่าคะ ข้าเปิดเข้าไปนะ ” แต่เด็กชายก็ยังขดตัวอยู่ใต้ผ้า ไม่ได้ขยับร่างแสดงความรับรู้แต่อย่างใด ” ยังหลับอยู่หรือคะ ” นางถามแต่ไร้คำตอบ ” ยังหลับอยู่จริงๆด้วย ”

แต่เสียงที่แทรกขึ้นมาบอกว่า ” ตื่นแล้วต่างหาก ”

ตัวของเด็กชายเกร็งขึ้นมาในทันทีที่เสียงนั้นกระทบโสตประสาทแม้เขาจะยังนอนนิ่ง ลมหายใจของเขาถี่กระชั้นในทันทีที่รู้ว่ามีคนก้าวเข้ามาในห้อง เพียงพริบตาให้หลังผ้าห่มบนตัวเขาก็ถูกดึงออกและเขาทำได้เพียงแค่พยายามหลับตาให้แน่นที่สุดที่เป็นไปได้

” ข้ารู้ว่าเจ้าตื่นอยู่ ลุกขึ้นได้แล้วอาร์เซน ”

” คุณชายน้อยคะปล่อยแกไปก่อนเถอะคะ เรื่องเมื่อวานนี้หนักหนาสำหรับแกนะคะ ยังไง- ”

แต่แมกซิมิเลียนไม่ได้สนใจคำทักท้วงของแม่นมเลยแม้แต่นิดเดียว เด็กหนุ่มคว้าต้นแขนของเด็กชายแล้วดึงเต็มแรง ” ลุกขึ้นอาร์เซน ”

ไม่ขยับ

” พอเถอะคะ คุณชายน้อย ”

” ลุกขึ้นได้แล้ว ” เด็กหนุ่มสั่งเสียงเหี้ยม ” เจ้านอนจนตายพี่ชายเจ้าก็ไม่มาปลอบหรอกนะ ”

” คุณชายน้อยคะ กรุณาอย่าพูดแบบนั้นเลยคะ ”

” ถ้าเจ้าไม่ลุก ทั้งตัวเจ้าและสติสัมปชัญญะของเจ้าก็จะเน่าเฟะไปทั้งอย่างนั้น ” เด็กหนุ่มกล่าวต่อไปโดยสนใจหญิงข้างๆเขาเพียงน้อยนิด ” ข้าไม่คิดว่านั่นจะทำให้ท่านพี่ของเจ้าภูมิใจเลยนะ ”

ชั่วขณะหนึ่งแมกซิมิเลียนรู้สึกจริงๆว่าลมหายใจของเด็กชายขาดห้วงไป แต่เขาก็ยังนอนนิ่งไม่กระดิก แต่อย่างน้อยเขาก็รับรู้แล้ว

” แม่นมต้องการเนื้อสำหรับอาหารเย็นนี้ ข้าอยากให้เจ้าไปช่วยข้าล่าสัตว์ ได้ใช่ไหม ”

ชั่วครู่หนึ่งที่ทั้งสองนั้นมีแต่ความเงียบ เป็นชั่วครู่ก่อนที่อาร์เซนจะขยับตัวลุกขึ้น เขายังคงไม่ยอมมองหน้าใคร ไม่พูดอะไรด้วยซ้ำขณะที่แมกซิมิเลียนนำเขาออกไปจากห้องและออกไปจากเรือนโดยไม่มีใครกล้าทักท้วงทั้งสิ้น

***

ตลอดทางที่เดินมีแต่ความเงียบ ซึ่งแทรกไว้ด้วยเสียงนกร้องและเสียงฝีเท้าที่ก้าวผ่านต้นหญ้า เสียงมือที่แหวกพุ่มไม้ แต่นั่นไม่ได้ทำให้ความน่าอึดอัดที่ล่องลอยอยู่โดยรอบจางหายไป พวกเขาไม่พูดอะไรกันแม้แต่คำเดียวนับตั้งแต่ออกมาจากบ้าน ความจริงคือเขาไม่รู้จริงๆว่าจะเริ่มอย่างไร ทุกครั้งที่แมกซิมิเลียนเหลียวไปสายตาของอาร์เซนจะมองต่ำอยู่ที่พื้น ปากเม้มสนิทและใบหน้าซีดเซียว ใบหน้าแบบที่คุณชายน้อยกล้าพูดได้ว่าเคยเห็นแต่จากคนตายเท่านั้น แล้วทุกครั้งเขาก็จะหันกลับมาแล้วเดินต่อไป ตรงเข้าไปในป่าตามที่สุนัขจะพาไปเพื่อล่าตัวอะไรก็ตามที่หาเจอ

แต่คงเพราะคืนก่อนกองโจรนั้นอาศัยป่าแถบนี้ซ่อนกาย สิงสาราสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยจึงเหมือนจะพาลหายไปหมด พวกเขาต้องตามรอยอยู่นานกว่าสุนัขจะเริ่มแสดงอาการว่าจับกลิ่นบางอย่างได้ สิ่งแรกที่สายตาของเขาเหลือบไปเห็นคือมูลกระต่าย ความสนใจจากสุนัขของเขาแสดงว่ามันยังค่อนข้างใหม่ เพียงไม่นานเท่านั้นพวกเขาก็หารังของมันได้ แต่แมกซิมก็เพียงสังเกตอยู่ห่างๆเท่านั้น จริงอยู่ที่กระต่ายนั้นไร้พิษสงแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกมันสามารถถูกจับด้วยการล้วงมือเข้าไป สิ่งที่เขาต้องมีก่อนที่จะจัดการกับเจ้ากระต่ายตัวนั้นคือกับดัก

อีกเช่นเคยที่การเตรียมการทั้งหมดเกิดขึ้นในความเงียบสงัด เขามีโอกาสถามเด็กชายเพียงแค่ ” ไม่เอาดาบของเจ้ามาหรือ ”

คำว่าดาบดูเหมือนจะทำให้อาร์เซนตัวสั่นขึ้นมาน้อยๆ แต่เขาก็ตอบแค่คำเดียวว่า ” ไม่ ”

” กลัวอะไร ”

เด็กชายยังไม่มอง แต่เขากลืนน้ำลายอย่างยากลำบากราวกับว่ามันเป็นก้อนหิน มือของเขาสั่นอยู่ก็จริงแต่ก็ไม่ปล่อยให้ถูกมองเห็นได้ง่ายนัก ปากก็หุบเงียบไม่ยอมพูดอะไรทั้งนั้น แล้วเมื่อกับดักเสร็จโลกรอบตัวก็หมุนไปในความเงียบงันอีกครั้งขณะที่พระอาทิตย์เริ่มคล้อยลง อาจนานนับชั่วโมงที่พวกเขาเพียงหลบแค่อยู่นิ่งๆใต้ลมและรอให้กระต่ายติดกับดัก แต่ตลอดเวลานั้นยามที่แมกซิมิเลียนหันไปเขาจะเห็นอาร์เซนนอนขดเหมือนทารกหันหน้าหนีเขาไปทุกครั้ง

จนในที่สุดเมื่อตะวันใกล้ลับฟ้าร่างของกระต่ายตัวน้อยก็ปรากฏมันกระโดดออกมาสองสามก้าวพลางขยับจมูกดมไปทั่ว มันทำให้เด็กหนุ่มหายใจไม่ทั่วท้องอยู่ครู่ใหญ่ด้วยกลัวว่ามันจะไหวตัวแล้วหนีไปทั้งที่พวกเขาก็พยายามอำพรางกลิ่นกันแล้ว แต่มันก็แค่ครู่หนึ่งก่อนที่เจ้ากระต่ายจะเริ่มขยับอีกครั้ง มันเหมือนจะวิ่งไปอีกทางแต่แล้วจมูกน้อยๆของมันก็ขยับ มันได้กลิ่นของเศษผลไม้ที่เขาทิ้งไว้ใกล้กับดักแล้ว ช่วงเวลาหลังจากนั้นคือเวลาที่ทรมานที่สุดสำหรับแมกซิมิเลียนขณะที่สายตาของเขาจับจ้องไปที่กระต่ายตัวนั้นขณะที่มันกระโดดเข้าใกล้กับดัก ก้าวหนึ่ง สองก้าว และ…

เสียงฟุ่บดังขึ้นแล้วก่อนที่จะทันรู้ตัว กระต่ายตัวนั้นก็ถูกบ่วงรัดไว้จนแน่นแล้ว

การดิ้นรนนั้นดูเหมือนจะมีผลต่ออาร์เซนเมื่อเขาถอยไปสองสามก้าวจากที่ๆเขาอยู่ในตอนแรก ตรงข้ามกับแมกซิมิเลียนซึ่งเดินเข้าไปพร้อมชักมีดพกออกมา และเพียงเสี้ยวอึดใจก่อนที่เด็กชายจะทันประท้วงมีดนั้นก็ปาดเข้าบนคอของกระต่ายที่น่าสงสารตัวนั้น ร่างน้อยๆดิ้นรนอย่างสิ้นหวังก่อนที่ลมหายใจจะเริ่มแผ่วลงไปอย่างรวดเร็ว

สำหรับอาร์เซนนั่นมากเกินรับได้ เขาแทบจะอาเจียนออกมาตรงนั้นเมื่อกลิ่นเลือดโชยต้องจมูก มันเหมือนเมื่อคืนที่ผ่านมา คืนที่เขาชักดาบของพ่อออกจากฝักและกระโจนเข้าโรมรันเป็นครั้งแรก

คืนที่เขาฆ่าเป็นครั้งแรก

ภาพของลำคอที่ขาดแหว่งนั้นยังติดตา วินาทีสุดท้ายของชายคนนั้นยังชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นตรงหน้า และเขาหลบสายตาจากมันไม่ได้ เขาได้แต่มอง เมื่อคืนเขาทำได้แค่เบิกตามอง เหมือนตอนนี้ที่เขาเบิกตามองร่างน้อยๆที่โชกไปด้วยเลือดกำลังถูกยกขึ้นราวเป็นของชิ้นหนึ่ง แต่มันมีชีวิต เขารู้ว่ามันยังมีชีวิต ดวงตาสีดำกลมโตคู่นั้นยังมองดูเขาอยู่ขณะที่ร่างนั้นถูกยกมาใกล้

” ยื่นมือมา อาร์เซน ”

ตัวของเขาสั่นเทาจนแทบไม่สามารถก้าวเท้าหนีแม้ตอนที่สัญชาตญาณบอกให้เขาวิ่งหนี ให้ไปให้พ้นจากที่นี่ที่เต็มไปด้วยกลิ่นเลือดคละคลุ้งและลมหายใจของคนตาย ไปให้พ้นจากภาพที่หลอกหลอนเขาตลอดเวลาที่ผ่านมาจนไม่อาจข่มตาหลับได้ มันเป็นฝันร้าย ทั้งร่างที่ลำคอขาดแหว่งทั้งกระต่ายตัวนี้ ทั้งหมดนี้เป็นฝันร้าย

แต่มันยังเข้ามาใกล้ ดวงตากลมโตยังคงเหลือกจ้องตรงมายังเขา มันยังมองดูอยู่ มองดูขณะที่เขาเซชนต้นไม้พยายามจะข่มลมหายใจให้เป็นปรกติ แต่เขารู้ว่าหยุดมันไม่ได้อีกแล้ว ทั้งมือเขาที่ถูกดึงจากข้างตัว ทั้งลมหายใจที่กำลังรัวเร็วขึ้นทุกขณะ ทั้งร่างน้อยๆที่อาบเลือดซึ่งถูกวางลงบนมือทั้งสองข้างของเขา

และร่างนั้นยังอุ่น มันยังคงหายใจและหัวใจยังเต้นอย่างแผ่วเบาบนมือของเขาที่อาบด้วยเลือด

ด้วยเลือด

” รู้สึกถึงมันใช่มั้ย ”

ไม่ว่าเสียงรอบข้างเขาจะอื้ออึงเพียงใดแต่เสียงนี้ก็ยังได้ยินชัด มือที่ทรงพลังและเหนียวไปด้วยโลหิตสีแดงสดยังจับมือของเขาไว้

” นี่คือน้ำหนักของชีวิตที่เจ้าพรากไปเมื่อคืนนี้ นี่คือน้ำหนักของคนที่เจ้าฆ่าไป นี่คือคนที่เจ้าฆ่าไป ”

เขาอยากจะหันหน้าหนีแต่ไม่อาจทำได้ อยากจะวิ่ง เขาไม่ต้องการอยู่ตรงนี้อีกแล้ว

” แต่เราก็มีชีวิตอยู่แบบนี้ อาร์เซน ” เสียงนั้นบอกเขาเรียบง่ายราวกับว่ามันเป็นกฏเกณฑ์อย่างหนึ่ง ไม่หรอกมันเหมือนเป็นความจริงอย่างหนึ่งเลยมากกว่า ” เราฆ่ากระต่ายตัวนี้เพื่อเนื้อ แต่เราอาจพรากชีวิตลูกๆที่กำลังรอมันเอาอาหารกลับไป เรากำลังพรากโอกาสที่มันจะให้กำเนิดเผ่าพันธุ์ของมันได้ เราพรากหลายสิ่งไปเมื่อเราฆ่ามัน ” แล้วมือที่เปื้อนเลือดข้างหนึ่งก็เอื้อมขึ้นมา ปลายนิ้วสีแดงขีดลายสีเข้มบนแก้มของเด็กชาย ” เราฆ่ามันเพื่อให้ตัวเองรอด เหมือนที่เราฆ่าคนไปเมื่อคืนวาน มันไม่เกี่ยวกับความดีเลว ไม่เกี่ยวกับถูกผิด พวกเราเพียงต้องการจะมีชีวิตรอด เราเหยียบย่ำชีวิตอื่นเรื่อยไปเพื่อให้ตนเองอยู่รอด ” เส้นนั้นลากลงมาถึงปลายคางแล้วก็หยุดไป ” นี่คือความวินาศของพวกเรา อาร์เซน เพื่อจะมีชีวิตไม่มีสิ่งมีชีวิตใดรักษาความบริสุทธิ์ของตนเองไว้ได้ พวกเราแปดเปื้อนสกปรกชั่วร้าย เราแย่งชิง เราฆ่าฟัน…. แต่ไม่ว่าอย่างไรจงจำน้ำหนักของสิ่งที่อยู่ในมือเจ้าไว้ เพราะนี่คือสิ่งที่เราต้องแบกรับ ” มือที่ใหญ่กว่ากุมมือของเขาไว้แน่น ” นี่คือน้ำหนักของทุกสิ่งทุกอย่างที่เราแย่งมา ”

มันเกือบเหมือนมนตรา ที่เมื่อคลายออกก็ดูดเอาเรี่ยวแรงของเขาไปจนหมดสิ้น เขาทรุดลงไปที่พื้น ในมือทั้งสองข้างยังมีร่างของกระต่ายที่แม้ยังอุ่น หัวใจก็ไม่ได้เต้นอีกต่อไปแล้ว

มันตายแล้ว

เขาพรากมันมา

มันตาย….

แล้วความรับรู้ของเด็กชายก็เริ่มพร่าเลือน เขาหอบจนตัวโยนแม้มือทั้งสองยังจับร่างนั้นไว้มั่น มือของเขาอาบเปื้อนไปด้วยของของเหลวสีแดงอันเหม็นคาวจนเขาแทบอาเจียน

แล้วใบหน้าหนึ่งก็ชัดเจนในสายตาเมื่อเด็กหนุ่มนั่งลงเบื้องหน้าเขา ดวงตาคู่นั้นยังคงดุดันขณะที่เขายังกุมมือของเด็กชายไว้แน่น แต่เพียงแค่ไม่นานก่อนที่วงแขนนั้นจะดึงเขามากอดไว้

และทั้งที่คิดว่าคงไม่มีใครเสมอเหมือนได้ อ้อมแขนนี้กลับอบอุ่นเหมือนอ้อมแขนของพี่ชายไม่มีผิดเพี้ยน

***

การบอกว่าไม่มีอะไรเป็นคำตอบที่ฟังไม่ขึ้นอย่างยิ่งสำหรับชายหนุ่มซึ่งเฝ้าสังเกตเจ้าชายมาตลอดทั้งวันจนมืดค่ำ ไม่ว่ามองอย่างไรวันนี้อาวดริคก็ดูอารมณ์ดี ต่อให้เป็นตอนที่เคี้ยวแอปเปิ้ลอยู่เต็มปากก็ตาม ” ข้าได้ยินมาว่าวันนี้เกิดปาฏิหาริย์ระหว่างท่านกับท่านซาร์ค ” ชายหนุ่มกล่าวขณะที่นั่งลงข้างเจ้าชายซึ่งยังคงเคี้ยวแอปเปิ้ลไม่เลิก ” ข้าขอถามหน่อยเถอะว่าตกลงมันเกิดอะไรขึ้น ”

” ไม่มีอะไรพิเศษนัก ถ้าว่าตามเนื้อผ้า ” แล้วอาวดริคก็ขว้างแกนแอปเปิ้ลทิ้งออกไปนอกหน้าต่างเรือนต้นไม้ ” แต่ยังไงก็ดูเหมือนซาร์คจะไม่เกลียดข้าขนาดนั้นแล้ว ”

นั่นทำให้คีธหันมามองหน้าพระองค์ในทันที

” เขาไม่ด่าข้าทุกคำเหมือนทุกที ตอนแรกข้าก็ตกใจเหมือนกัน ” เจ้าชายว่าก่อนจะหยิบแอปเปิ้ลอีกลูกขึ้นมาแทะ

” นั่นคงไม่ใช่เรื่องเดียวที่ทำให้ท่านดีใจกระมัง ”

เจ้าชายได้ยินเช่นนั้นก็เงียบไปครู่หนึ่งแม้บนพระพักตร์จะบอกชัดๆอยู่ว่ามีเรื่องที่มากกว่านั้น ชายหนุ่มเองก็ไม่ได้คาดคั้น แต่หลังจากสบตากันเพียงครู่เจ้าชายก็เป็นฝ่ายพูดเสียเอง ” เมื่อคืนนี้ข้าไปคุยกับเขาเรื่องเจ้า แต่มันจบลงโดยที่เขาเล่าเรื่องของตัวเองให้ข้าฟัง จริงๆข้าก็ไม่รู้ว่าตนเองควรจะดีใจหรือไม่ เพราะเขาแสดงความเลวร้ายในตัวข้าให้ประจักษ์แต่ในขณะเดียวกันเขาก็เปิดหูเปิดตาให้ข้าได้รู้ในสิ่งที่ตัวเองไม่เคยรู้ ” แล้วพระองค์ก็ถอนใจ ” เขาเทเอาความคับแค้นทั้งหมดนั้นออกมาต่อหน้าข้า แต่ถึงอย่างนั้นการที่ใครซักคนเปิดใจตัวเองออกมาก็ยังพิเศษ ”

” ต่อให้เป็นความเกลียด ”

เจ้าชายทรงยิ้มน้อยๆเมื่อได้ยินเช่นนั้น ” ใช่… ต่อให้เป็นความเกลียด ”

จะเป็นเพราะสีหน้านั้นหรือรอยยิ้มนั้นก็ยากจะบอกได้ แต่ชายหนุ่มบอกได้ว่ามันคือความยินดีที่มาจากส่วนลึกของคนที่ไม่เคยมีใครเปิดใจให้ เขายังคงจ้องมองใบหน้านั้นขณะที่มือเอื้อมไปหยิบแอปเปิ้ลออกจากมือของเจ้าชายแล้วกินมันเสียเอง

” เดี๋ยวก่อน คีธ นั่นมันของข้านะ ”

คีธก็เพียงแค่เลิกคิ้ว ” ใครบอกท่านอย่างนั้น ”

” ข้าเริ่มกินก่อนนะสิ ”

” นั่นไม่เกี่ยวกันเลยซักนิด ” แล้วเขาก็กัดอีกคำเหมือนไม่รู้ร้อนหนาว

อากัปกิริยานั้นทำให้พระองค์หรี่พระเนตรจ้องอย่างไม่สบอารมณ์

เมื่อเห็นสายตาเช่นนั้นชายหนุ่มก็ส่งแอปเปิ้ลที่เหลือคืนให้ ในตอนที่โน้มตัวเข้าใกล้นั้นเองที่ชายหนุ่มกระซิบไปว่า ” ขอให้รู้ไว้เถิดว่าสิ่งที่ท่านได้รู้มาเป็นสิ่งที่พิเศษ ไม่ใช่ทุกคนหรอกที่เขาจะเล่าให้ฟัง ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม ” แล้วเขาก็ลุกขึ้นเหมือนจะจากไปโดยไม่ยินยอมหันมาสบสายตาด้วยแม้แต่ครั้งเดียว

แต่พระองค์ก็หยุดเขาไว้ด้วยคำว่า ” ข้าไม่คิดสำหรับเขาจะมีใครพิเศษไปกว่าเจ้าหรอกนะ ”

ชายหนุ่มเพียงแค่หยุดยืนอยู่ชั่วครู่ก่อนจะหันกลับมาด้วยใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้มน้อยๆ เขากลับมาหยิบแอปเปิ้ลที่เหลืออยู่ในตะกร้าแล้วก็เพียงแค่เดินออกไปไม่ได้หันกลับมา คีธจึงไม่ได้เห็นขณะที่เจ้าชายพิงกายกับขอบหน้าต่าง สายตายังมองอยู่จนแผ่นหลังของชายหนุ่มลับสายตาไป นานทีเดียวที่พระองค์นั่งเหม่ออยู่ตรงนั้น แอปเปิ้ลในมือไม่ขยับไปไหนได้แต่ใช้เวลาในการครุ่นคิดตามลำพังแม้เมื่อชายหนุ่มทั้งหลายเริ่มรวมตัวกันเบื้องล่างข้างกองไฟที่ก่อไว้กระจายกันเป็นระยะๆราวกำลังจะเฉลิมฉลอง เมื่อคิดว่างานทั้งหลายใกล้จะเสร็จสิ้นแล้วก็ไม่น่าแปลกนักที่พวกเขาจะตั้งใจดื่มกินกันเล็กๆน้อยๆ

ในประดานั้นมีซาร์ครวมอยู่ด้วย เด็กหนุ่มนั่งอยู่ท่ามกลางมิตรสหายที่หัวร่อต่อกระซิกกันอยู่ข้างกองไฟอย่างสนุกสนานขณะที่แล่กวางที่ล่ามาได้ในวันนั้น สิ่งที่อยู่ในวงนั้นด้วยคือถังไม้ซึ่งไม่ใช่อย่างอื่นนอกจากไวน์บ่มอย่างดีที่พวกเขาขโมยมาจากกองคาราวาน คนหนึ่งในนั้นเริ่มเปิดถังรินลงถ้วยแจกจ่ายให้ถ้วนทั่ว รวมทั้งผู้เป็นหัวหน้าที่ซดรวดเดียวหมดแก้วแล้วขอเติมในเวลาอันรวดเร็ว แต่ก่อนที่แก้วที่สองจะพร่องไปถึงครึ่ง มือหนึ่งก็ดึงแก้วนั้นออกไปจากมือของเด็กหนุ่มแล้วเอาไปดื่มเสียเอง ทำเอาคนหนุ่มทั้งหลายในวงถึงกับโห่ฮา

คนที่ว่าก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากคีธ

เขาถูกเพื่อนฝูงโดยรอบดึงให้นั่งลง มีทั้งคนกระโดดกอดคอด้วยความสนิทสนมท้าทายให้ดื่มแข่งกัน แต่ชายหนุ่มก็ตอบปฏิเสธอย่างนุ่มนวลก่อนจะนั่งลงรับส่วนแบ่งเนื้อกวางข้างๆเด็กหนุ่ม พระองค์เองก็บอกไม่ได้ว่าพวกเขาพูดอะไรกัน แต่ทันทีที่คีธกระซิบจบซาร์คก็ถึงกับหัวเราะท้องคัดท้องแข็ง ไม่รู้ว่าด้วยฤทธิ์ไวน์ที่ช่วยให้โลกดูสดใสหรือการที่คีธอยู่ใกล้ๆกันแน่

” เจ้าชาย! ” เสียงจากข้างล่างตะโกนขึ้นมา เมื่อพระองค์มองลงไปก็เห็นชายสองสามคนโบกมืออยู่ไหวๆ ” วันนี้กวางตัวใหญ่ ท่านลงมากินด้วยกันสิ ”

พระองค์ยิ้มตอบ ” ขอบใจมาก เดี๋ยวข้าลงไป ” แล้วเจ้าชายก็ลุกขึ้นเตรียมตัวจะลงไป ในตอนนั้นเองที่สายตาของพระองค์สบเข้ากับคีธซึ่งมองขึ้นมาก่อนจะหันจากไปเหมือนคนที่มีอะไรจะพูดแต่ไม่ได้พูด แต่เพียงแค่นั้นก็มากพอจะให้พระองค์รีบสาวเท้าลงไปเบื้องล่างในทันที

***

TBC in Chapter 9

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: