A Fairytale: อาณาเขตแห่งเหยี่ยว บทที่ 9

Title: A Fairytale
Book I: อาณาเขตแห่งเหยี่ยว (The Land of the Hawks)
Author: vekin
Rate: PG-13
Warning: คนเขียนอ่อนคำราชาศัพท์เป็นอย่างยิ่ง ต้องขออภัยในความผิดพลาดมา ณ ที่นี้
***บุคคล เหตุการณ์และสถานที่ในเรื่องล้วนสมมติขึ้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องพาดพิงกับบุคคลและเหตุการณ์จริงแต่อย่างใด***

Chapter 9

####################################################

ตะวันเพิ่งเริ่มเรื่อแสงเท่านั้นในตอนที่เด็กชายตื่นขึ้นจากสิ่งที่ไม่แน่ใจว่าเป็นฝันดีหรือฝันร้าย สิ่งแรกที่เขาหันไปมองคือมือของตัวเอง มือที่เขาจำได้อย่างแม่นยำว่าดูเป็นอย่างไรเมื่ออาบด้วยสีแดง

แต่จนบัดนี้มันก็ยังเป็นมือของเขา

นั่นคือสิ่งที่ทำให้เขาสับสนจนแทบนอนไม่ได้ ใจหนึ่งเขาเกลียดตัวเอง เกลียดสิ่งที่เกิดขึ้น รู้ดีถึงความสกปรกของการฆ่าและการต้องแปดเปื้อน แต่ในอีกมุมหนึ่งเขารู้ดีว่าตนเองไม่มีทางเลือกเลยในตอนนั้น เขาจะยอมตายง่ายๆอย่างนั้นหรือ ถ้าย้อนกลับไปมันจะมีทางไหนดีกว่านั้นหรืออย่างไร แล้วพี่ชายของเขาจะรู้สึกอย่างไร ผิดหวัง? ไม่หรอกนี่จะยิ่งกว่านั้น เขารู้ดีว่ามันเหมือนการทรยศพี่ชายที่รักยิ่งซึ่งพยายามปกป้องเขามาโดยตลอด ซาร์คไม่มีวันยอมให้เขาขโมย ยิ่งไม่มีวันยอมให้เขาต้องแปดเปื้อนเพราะการฆ่า

เขาทำลายดวงใจของพี่ไปแล้ว เขารู้ดี แต่ท่ามกลางความวินาศทั้งหลายนั้น อีกเสียงกลับบอกเขาอีกอย่าง ย้ำเตือนให้เขาได้คิดถึงสิ่งที่ผ่านมา

…..เพื่อจะมีชีวิตไม่มีสิ่งมีชีวิตใดรักษาความบริสุทธิ์ของตนเองไว้ได้ พวกเราแปดเปื้อนสกปรกชั่วร้าย เราแย่งชิง เราฆ่าฟัน…. แต่ไม่ว่าอย่างไรจงจำน้ำหนักของสิ่งที่อยู่ในมือเจ้าไว้ เพราะนี่คือสิ่งที่เราต้องแบกรับ นี่คือน้ำหนักของทุกสิ่งทุกอย่างที่เราแย่งมา….

ทั้งโลกอันงดงามและเลวทราม ทั้งสองอย่างนั้นเป็นจริงเท่าๆกันสำหรับเขา

มือทั้งสองข้างของเขาจึงหนักอึ้งจนไม่อาจเอื้อมหาใครได้ แต่ในตอนนี้เขากลับต้องการให้ใครซักคนเอื้อมมือมาหาเขามากยิ่งกว่าตอนไหนๆ

เด็กชายได้แต่มองออกไปนอกหน้าต่างยังยอดไม้ที่จับด้วยแสง ข้อสรุปหนึ่งเดียวสำหรับตอนนี้ก็คือ ” …เรามันช่างเห็นแก่ตัวจริงๆนะ… ” แล้วก็ลุกขึ้นจากเตียง เดินจากมันราวกับเขาสามารถวางมันทิ้งไว้บนเตียงนั้น

แต่เงาของมันยังตามมา เขารู้ดี

เด็กชายได้แต่พยายามไม่นึกถึงเรื่องนี้ขณะที่เขาช่วยงานแม่นมในตอนเช้าและนำอาหารไปให้คนเจ็บ มันกลายเป็นหน้าที่ของเขาเสียแล้วที่จะต้องคอยเปลี่ยนผ้าเปลี่ยนน้ำดูแลพวกเขาในตอนหัวรุ่ง มีหลายครั้งทีเดียวที่เขาจะนั่งคุยอยู่เป็นเพื่อนแก้เหงาให้พวกเขาคลายทุกข์บ้าง แต่ก็ไม่อาจอยู่ได้นานนักก่อนที่เขาจะต้องลาน้าๆทั้งสองลงไปที่ห้องครัวอีกครั้ง

ถ้าวันนี้จะต่างอะไร ก็ตรงที่มีคนมาเพิ่มจากทุกที ” พอแล้วล่ะคะ คุณชายน้อย จับขวานผ่าฟืนมากๆเดี๋ยวมือจะแตกเอานะคะ ” แม่นมของเขาว่าขณะที่ชะเง้อหน้าต่างอย่างร้อนใจ ” นั่นก็พอถึงพรุ่งนี้แล้วนะคะ คุณไม่ต้องผ่าเพิ่มหรอก ”

” มือข้าด้านอยู่แล้วไม่ต้องห่วงหรอกน่า ” เสียงเด็กหนุ่มตอบกลับมาก่อนจะตามด้วยเสียงลงขวานอีกฉับ ” เดี๋ยวข้าผ่าของวันต่อไปเสร็จก่อนค่อยหยุด ”

แม่นมก็ได้แต่หายใจฮึดฮัดกลับไปเตรียมอาหารเช้าอย่างช่วยไม่ได้ มันก็ดีอยู่หรอกที่มีคนมาช่วย แต่ถ้าจะแลกกับการให้คุณผู้หญิงมาเอ็ดพวกนางตอนหลังมันก็ไม่คุ้มกันนักหรอก ” ดื้อมากเลยคะ ” นางหันมาบ่นอุบอิบกับเด็กชายขณะที่เขาเดินลงมาจากเรือนเล็ก ” เหมือนคุณเธอยังกะแกะ ”

” ข้าได้ยินนะ ป้า ” เป็นเสียงตอบกลับมาจากด้านนอกก่อนจะตามด้วยเสียงลงขวานอีกฉับ แม่นมก็ได้แต่ทำหน้าเง้างอนขณะที่อาร์เซนยิ้มขำ สีหน้าซึ่งทำให้คนที่ดูแลเขามาแต่อ้อนแต่ออกอย่างนางถึงกับทอดถอนใจด้วยความโล่งอก

” คุณหนูสีหน้าดีขึ้นเยอะเลยนะคะ ” นางทัก ” เมื่อวานนี้ข้าล่ะใจหาย ตอนคุณลุกจากเตียงหน้าซีดจนข้ากลัวว่าจะล้มพับไปกลางป่านู้นแล้ว ”

” ก็….ข้าไม่ได้เป็นอะไรขนาดนั้นหรอกจ๊ะ ป้า เดินๆก็หายดีเหมือนเดิมแล้ว ” เด็กชายว่าพลางก็คว้าหีบลมมาช่วยจุดเตาสำหรับอาหารเช้าของคุณผู้หญิง

แต่แค่นั้นไม่ทำให้นางพอใจได้ ในฐานะแม่นมนางเห็นอาการของคุณหนูของนางมาหลายครั้งและนางบอกได้ว่าอาการหอบในคืนนั้นรุนแรงที่สุดที่เคยเป็น ต้องไม่ใช่เพียงการพักผ่อนหรือออกกำลังหรอกที่ทำให้เด็กชายดูสดชื่นขึ้นมาได้ขนาดนี้ นางเลยเสี่ยงเข้าไปกระซิบถามถึงข้างหู ” ตอนไปล่าสัตว์น่ะ คุณชายน้อยเธอทำอะไรเหรอคะ ”

ไม่รู้ว่าเพราะอะไรมือไม้เขาถึงกับอ่อนยวบจนหีบลมตกเสียอย่างนั้น เขารีบเก็บมันขึ้นก่อนจะหันไปกระซิบตอบว่า ” ก็ไม่ได้ทำอะไรนี่ ทำไมเหรอ ”

” คุณดูสบายใจขึ้นมากก็เท่านั้นแหละคะ ” นางว่าพลางถอนใจ ” เลยคิดว่าคุณชายน้อยคงช่วย ตกลงไม่มีอะไรหรือคะ ”

เขารีบส่ายหน้าดิก

นางยักหน้ารับรู้ราวจะบอกว่าถ้าอย่างนั้นก็แล้วไป ก่อนจะหันไปเตรียมอาหารอีกครั้ง ไม่นานให้หลังเด็กชายก็จุดเตาเสร็จ ต่อด้วยการตักน้ำจากบ่อมาให้ในครัว แล้วพอดวงอาทิตย์เริ่มพ้นยอดไม้เขาก็เตรียมตัวออกไปที่ไร่

” จะไปคนเดียวหรือคะ ” แม่นมถามอย่างร้อนใจขณะที่ตักอาหารขึ้นใส่จาน ” เพิ่งจะฟื้นเท่านั้นเองนะคะ ”

” ข้าไหวจ้ะป้า ขอบคุณนะจ๊ะที่เป็นห่วง ” เขาว่าขณะที่สวมรองเท้าบูทให้เข้าที่ ” น้าๆเขาก็ลุกไม่ไหว ถ้าไม่มีคนดูแลเดี๋ยวจะเสียหมด ”

” ก็รู้นั่นแหละคะ ” นางถอนใจเฮือกแต่ก็เห็นได้ชัดว่าไม่อยากให้เขาไปทั้งอย่างนี้แม้จะไม่มีข้ออ้างใดๆมาหยุดไว้ก็ตาม ” รออีกเดี๋ยวได้ไหมคะ ให้คุณผู้หญิงเธอทานเสร็จเรียบร้อยแล้วเดี๋ยวให้เจสสิก้าไปกับคุณด้วย ”

” ไม่ต้องหรอก ยังไงมีคนอยู่ช่วยป้าจะดีกว่านะ ”

” แต่- ”

” ข้าไปเอง ”

พวกเขาทั้งสองหันไปทางต้นเสียงแทบจะพร้อมกัน แต่สำหรับเด็กชายสายตาของเขาคงแสดงความตกใจอย่างโจ่งแจ้งจนแม้แต่คุณชายน้อยก็หันมาถาม ” ข้าพูดอะไรผิดหรือไง ”

” มะ…ไม่ครับ ” เด็กชายตอบก่อนที่แม่นมช่วยช่วยเสริมว่า ” ก็คุณชายน้อยร้อยวันพันปีไม่เคยออกไปไร่ไปนา อยู่ๆบอกว่าจะไปมันเลยแปลกๆน่ะคะ ”

เด็กหนุ่มได้ยินเช่นนั้นก็ดูเหมือนจะอ้ำอึ้งไปชั่วขณะก่อนจะตอบกลับมาว่า ” ไม่ว่าอะไรก็ต้องมีครั้งแรกไม่ใช่หรือ ”

สำหรับคนเก่าคนแก่อย่างแม่นมเมื่อเห็นอย่างนั้นนางก็อดขำขึ้นมาไม่ได้ ” ทราบแล้วคะ ยังไงก็เปลี่ยนเสื้อก่อนเถอะนะคะ ไม่งั้นเสื้อคุณจะเปื้อนหมด คุณอาร์เซนช่วยหาเสื้อให้เปลี่ยนหน่อยได้ไหมคะ ”

เด็กชายรับคำทันทีที่นางร้องขอเช่นนั้นแม้ว่ายังไม่หายตกใจ เขารีบกุลีกุจอขึ้นไปชั้นบนตรงกลับไปที่ห้องเพื่อค้นเสื้อผ้าที่เก็บไว้ ความรีบร้อนนั้นทำให้เขาไม่ทันสังเกตเลยว่าคุณชายน้อยเดินตามขึ้นบันไดมาตั้งแต่เมื่อไหร่

” ไม่อยากให้ข้าไปด้วยขนาดนั้นเลยหรือ ” เป็นคำถามที่แมกซิมิเลียนถามเขาขณะที่ยืนพิงผนังรออยู่ข้างนอกอย่างใจเย็น

แต่เด็กชายก็รู้สึกได้ถึงความกดดันในน้ำเสียง ” เปล่าหรอกครับ ” เขาตอบ

” ถ้าอย่างนั้นทำไมต้องทำหน้าแบบนั้นด้วยล่ะ ”

” แบบไหนครับ ”

คำถามนี้ทำให้คุณชายน้อยเงียบไปเนิ่นนานเหมือนไม่รู้ว่าตอบว่าอย่างไร ในตอนนั้นเองที่อาร์เซนรีบส่งเสื้อให้พลางบอกว่า ” เสื้อของท่านพ่อน่ะครับ คิดว่าคุณคงใส่ได้ ” แล้วเขาก็รีบเดินลงบันไดไม่ทิ้งทางเลือกไว้ให้เด็กหนุ่มมากนักนอกจากสวมเสื้อตัวนั้นทับแล้วรีบตามออกมา

***
อีกวันที่ตลอดเส้นทางนี้มีแต่ความเงียบ จะต่างจากวันก่อนก็ตรงที่คราวนี้เป็นเด็กชายเดินนำหน้าไป พาตรงเข้าไปในเขตแดนที่คุณชายน้อยไม่รู้จัก ความจริงจะว่าไม่รู้จักเสียทีเดียวก็ไม่ใช่ เขาเคยไปแถบนั้น ยังจำทุ่งนาโล่งกว้างและเรือกสวนของชาวบ้านได้ แต่นั่นก็เป็นแค่การเดินทางผ่าน ครั้งหนึ่งที่เขาจำได้แม่นยำคือการเดินทางบนรถม้าไปกับคุณแม่เพื่อเข้าไปเจรจาซื้อขายสินค้าในตัวเมืองที่อยู่ห่างออกไปไม่มากนัก จากทางเดินริมท้องนา เขาก็ยังเห็นหลังคาที่อยู่ลิบๆเหล่านั้นได้ แต่สิ่งที่เขาชอบมากกว่าคือป่าที่ทอดตัวไปตามทางเดินของพวกเขา ราวกับว่าทางเดินนั้นคือเขตแดน ไม่มีต้นไม้ล่วงลงไปในนาที่ขุดไว้ต่ำขณะที่ก็ไม่มีต้นบาร์เล่ย์ซักต้นที่ขึ้นอยู่บนคันดิน หรืออย่างน้อยนั่นคือที่สายตาซึ่งไม่ชำนาญของเขาบอกได้

แต่เด็กหนุ่มเองก็เดาว่าทั้งหมดนั้นเป็นบาร์เล่ย์เพราะเด็กหนุ่มเพียงแค่หันไปมองชั่วครู่หนึ่งก่อนจะเดินต่อไป

” เรียบร้อยดี? ” เขาถาม

” ครับ ” อาร์เซนตอบเรียบๆก่อนจะนำเขาเดินต่อไป

จนถึงทางแยกเด็กชายจึงหันมาถามว่า ” ยังเดินอีกไกลนะครับ จะไปแน่เหรอ ”

เขาก็แค่ตอบว่า ” ระยะทางไม่ใช่ปัญหาเสียหน่อย ”

อีกครั้งที่สีหน้าของเด็กชายแสดงความลำบากใจแต่เขาก็ยังพาเดินต่อไปราวกับว่ามันไม่ได้สำคัญถึงขนาดนั้น แต่สำหรับแมกซิมิเลียนความอึดอัดกระวนกระวายนั้นปรากฏชัด มีเหตุผลที่อาร์เซนไม่ต้องการให้เขามาที่นี่มากกว่าที่ไหนๆทั้งนั้น

เพราะอะไร?

ในตอนนั้นเองที่เขาเห็นชาวบ้านสองคนเดินสวนมาตามเส้นทางนั้น พวกเขาหิ้วถุงหอบจอบเนื้อตัวมอมแมมเหมือนเพิ่งเสร็จงาน แต่ทันทีที่เห็นอาร์เซนชายอายุมากก็ดูร่าเริงขึ้นมาทันที ” คุณอาร์เซนคร้าบบบบบบ ”

นั่นทำให้เด็กชายชะงักเท้าไปเล็กน้อยก่อนที่สีหน้าอมทุกข์ของเขาจะแปรเปลี่ยนเป็นยินดี ” ลุงมาร์ค อรุณสวัสดิ์ครับ ไปไร่มาเหรอฮะ ”

” ไปลงหัวมันน่ะ ” ชายชื่อมาร์คกล่าว ” ดูจากอากาศปีนี้น่าจะดีนะ คุณอาร์เซนล่ะครับ ออกมาข้างนอกจะดีหรือ ผมเพิ่งได้ยินว่าที่บ้านคุณโดนโจรปล้นนี่นา ไม่กลัวเหรอครับ ”

” กลัวซิฮะ ” เด็กชายว่าแล้วก็ยิ้ม ” แต่แถวนี้ปลอดภัยที่สุด ลุงมาร์คบอกผมเองนี่ ”

นั่นทำให้ชายสูงอายุหัวเราะรื่นพร้อมกับหญิงอายุพอๆกันที่มากับเขา แต่นางหยุดหัวเราะก่อนแล้วกวาดสายตาไปทางคุณชายน้อยที่ยืนอยู่ไม่กี่ก้าวเบื้องหลังก่อนจะถามเด็กชายว่า ” คุณซาร์คละคะ ไม่มาด้วยกันหรือ ”

อาร์เซนได้แต่เงียบอึ้งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า ” พี่ไม่ว่างน่ะฮะ ”

” น่าเสียดายจัง ” นางว่า ” ไม่เห็นคุณเธอเสียนานไม่รู้ตัวขนาดไหนแล้ว ข้ายังจำตอนเธอตัวเล็กๆได้เลย เที่ยววิ่งซนในนาจนหกล้มเข่าแตกร้องไห้ลั่น เดือดร้อนคุณท่านต้องอุ้มกลับบ้าน ” แล้วนางก็ถอนใจ ” พูดไปก็เหมือนคนแก่เลยเนอะ ป่านนี้คงตัวสูงใหญ่น่าดูแล้ว เหมือนคุณท่านมากไหมคะ ”

แม้จะยังยิ้มแต่อาร์เซนก็กำลังกลืนน้ำลายหลบเอาก้อนสะอื้นเก็บไว้ ” หน้าตาไม่เท่าไหร่หรอกฮะ แต่นิสัยเหมือนคุณพ่อ จะยกเว้นแต่ความใจร้อนเท่านั้นแหละฮะ ” เขาบอก

” วัยรุ่นก็อย่างนั้นแหละคะ แก่ตัวลงเดี๋ยวก็ใจเย็นเอง ” นางหัวเราะร่วน ” ว่าแต่คนที่มากับคุณน่ะ ใครเหรอคะ ”

” อ๋อ…. นั่นลูกชายคุณผู้หญิงคนนี้น่ะ วันนี้เขาอยากมาด้วย ” เด็กชายตอบเสียงแผ่วแต่ถึงอย่างนั้นคนทั้งสองก็ยังดูเป็นมิตรอย่างมาก

” ถึงว่าไม่คุ้นหน้า ยังไงก็ยินดีที่ได้รู้จักครับ ” ลุงมาร์คว่าพลางยกหมวกใบเก่าขึ้นเป็นสัญญาณของการทักทายซึ่งเด็กหนุ่มค้อมตัวน้อยๆเป็นการตอบรับซึ่งก็ได้รอยยิ้มละไมของคนทั้งสองกลับมา

” ยังไงก็ฝากนี่ให้คุณผู้หญิงด้วยนะคะ ” นางว่าพลางลากถุงใบหนึ่งมาให้

แต่เด็กชายรีบปฏิเสธ ” ไม่ดีมั้งฮะ ก็ลุงมาร์คต้องใช้- ”

” เรื่องนั้นไม่ได้เดือดร้อนอะไรขนาดนั้นแล้วล่ะครับ ” ลุงเขายิ้มแป้น ” ถือว่าเป็นการขอบคุณที่คุณผู้หญิงเคยช่วยไว้ครั้งก่อนๆ ชาวบ้านอย่างข้าก็ไม่มีอะไรดีกว่านี้จะให้นอกจากหัวมันพวกนี้ ถ้าได้ทานกันเต็มที่ข้าก็ดีใจแล้วล่ะ ”

เด็กชายได้ยินเช่นนั้นก็ไม่เหลือทางเลือกอื่นมากนักนอกจากรับมาพร้อมรอยยิ้ม ” ขอบคุณมากครับ ” เขาว่า ” ข้าจะบอกคุณผู้หญิงให้ ”

แต่เขาก็คงดูลำบากใจ หญิงสูงอายุจึงก้าวออกมาและด้วยมือเหี่ยวย่นหยาบกร้านทั้งสองข้างก็จับใบหน้าของเขาไว้ ” อย่าเศร้าไปเลยนะคะ ไม่ว่ายังไงก็ต้องมีเรื่องดีๆเกิดขึ้นแน่ ถ้าไม่ยิ้มให้เยอะๆเดี๋ยวความสุขจะบินหนีไปเสียหมดนะคะ ”

แล้วนางก็ยิ้ม ด้วยรอยยิ้มที่พยายามปัดเป่าความเศร้าโศกใดๆให้หมดไป อาร์เซนรีบยักหน้ารับและพยายามอย่างยิ่งที่จะยิ้ม ” ขอบคุณมากฮะ ”

แล้วทั้งคู่ก็บอกลา พวกเขาค่อยๆเดินจากไปอย่างปลอดโปร่งหายลับไปหลังแนวไม้ในเวลาไม่นาน แต่เด็กชายก็ยังยืนอยู่ที่นั่น ในมือยังถือถุงมันที่รับมาไว้แน่นขณะที่เขาพยายามอย่างยิ่งจะไม่ร้องไห้

แต่ทุกอย่างก็เหมือนจะพังทลายเมื่อเสียงจากข้างหลังถามเขาว่า ” เพราะอย่างนี้หรือเปล่าที่เจ้าไม่อยากให้ข้ามาด้วย ”

เขาย้อนกลับทันที ” อะไรครับ ”

แมกซิมิเลียนถอนใจเฮือกใหญ่พลางส่ายหน้าอย่างขัดใจก่อนจะพูดต่อไปว่า ” เจ้าคิดถึงพ่อ คิดถึงพี่ ถึงได้มาที่นี่ เพราะที่นี่มีแต่ความทรงจำของพวกเขา ไม่มีข้าหรือแม่ของข้าอยู่ ” เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ” ถ้ามันทรมานถึงขนาดนั้นทำไมเจ้าไม่ไปหาท่านพี่ของเจ้าให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย ”

” ถ้าหาเขาพบง่ายขนาดนั้นข้าก็คงไม่ต้องลำบากอย่างนี้หรอกจริงมั้ยครับ ” เด็กชายว่า ริมฝีปากของเขาเม้มสนิทขณะที่ออกเดินอีกครั้ง

จนกระทั่งแมกซิมิเลียนเอ่ยขึ้นว่า ” แล้วทำไมตอนที่มีโอกาส ถึงไม่ไปกับเขาเสียล่ะ ”

ขาทั้งสองข้างของอาร์เซนเหมือนจะหมดแรงตรงนั้นขณะที่เขาหันกลับไปเผชิญหน้ากับสายตาที่มองมาเหมือนจะบอกว่าเขารู้ทุกอย่าง แต่คุณชายน้อยไม่พูดอะไรมากไปกว่านั้นขณะที่เขาเดินเข้ามาดึงเอาถุงมันไปจากมือ ” หนีหน้าไปคนเดียวเพราะคิดว่าอยู่ไปรังแต่จะทำให้คนอื่นต้องมาลำบาก ทำตัวเหมือนกันทั้งพี่ทั้งน้อง คิดว่าโลกนี้มีแต่พวกเจ้าสองคนหรือไง ” แล้วเขาก็เอาถุงนั้นขึ้นพาดบ่า ” ทั้งที่เจ้าคือคนที่รู้ดีที่สุดว่าคนที่ได้แต่มองอยู่ข้างหลังรู้สึกยังไง ”

การตัดพ้อ… อย่างนั้นหรือ?

เด็กชายได้แต่เบิกตาขณะที่แมกซิมิเลียนหันหลบแล้วเดินต่อไปตามทางทั้งที่ไม่รู้ว่าจุดหมายปลายทางอยู่ที่ใด ก็แค่ต้องเดิน เพราะการหยุดอยู่กับที่ในการเผชิญหน้ามันทรมานเกินกว่าจะรับได้

หรือความเลวร้ายของเขามันเริ่มไปนานก่อนหน้านี้แล้ว

นั่นคือสิ่งที่อาร์เซนไม่อยากคิดถึง แต่ไม่ว่าอย่างไรมันก็เป็นความจริงที่ปรากฏชัดอยู่เบื้องหน้า เขารู้สึกเสมอหลังจากที่พ่อเสียไปว่าชีวิตของเขาเหลือเพียงซาร์คให้พึ่งพิง ไม่ว่าเขาจะทุกข์ทนแค่ไหนหรือดีใจเพียงใดเขาก็คิดถึงแต่พี่ชาย เขาทำทุกอย่างที่พี่ต้องการ เป็นเพียงคนเดียวที่เขาไม่อยากให้เสียใจหรือผิดหวัง แล้วคนอื่นล่ะ เขาทำร้ายหัวใจของคนไปเท่าไหร่ด้วยการให้โลกทั้งใบมีพวกเขาเพียงสองคนแค่นั้น

” ใช้ไม่ได้เลยจริงๆ ”

เสียงพึมพำเพียงเบาๆก็เพียงพอจะเรียกความสนใจของคนที่อยู่เบื้องหน้า คุณชายน้อยหันมาแต่ไม่ได้เอ่ยถาม เขาเพียงแค่มองขณะที่เด็กชายเลี่ยงมองไปทางอื่นขณะที่ปาดน้ำตา

” ขอโทษครับ ” เขายิ้มหัวพลางกล่าวว่า ” ฝุ่นเข้าตาน่ะ ”

สิ่งที่เด็กหนุ่มตอบกลับคือรอยยิ้มมุมปากที่แลดูแปลกตา ” ก็ขยี้ออกเสียสิ ”

นั่นทำให้เด็กชายหัวเราะ

***
ไม่บ่อยนักที่จะมีสิ่งใดมาทำให้เจ้าชายถึงกับประทับนิ่งตะลึงอยู่ได้ แต่ในตอนที่เสด็จเข้ามาในเรือนต้นไม้ สิ่งนั้นอยู่ตรงหน้าพระองค์ ในเรือนที่แสงสลัวเพราะเงาม่านร่างหนึ่งยืนอยู่ริมหน้าต่างใบหน้าจ้องตรงนิ่งออกไปเบื้องนอกขณะที่เรียวแขนเหนี่ยวคันธนูเปล่าจนสุดแรงแล้วค้างนิ่งไว้เช่นนั้น นิ่งเสียจนเหมือนไม่มีส่วนใดของเขาขยับ นั่นเองที่สะกดเจ้าชายให้หยุดนิ่งตาม สายพระเนตรของพระองค์จับที่อากัปกิริยานั้นและคันธนูที่ยาวเท่าตัวมนุษย์ ยาวเสียจนดูเหมือนชายหนุ่มจะไม่สามารถยกมันให้พ้นพื้นได้สูงนักโดยไม่ชนกับหลังคาด้านบน

หลังจากเวลาชั่วครู่หนึ่งในท่วงท่านั้นคีธจึงผ่อนแรงลง น่าแปลกที่แม้เป็นการรั้งสายธนูเพียงชั่วเวลาไม่นาน แต่บนลำคอและเรียวแขนก็ปรากฏเม็ดเหงื่อชัดเจนราวกับว่าเรี่ยวแรงทั้งหมดของเขาถูกใช้ไปเพื่อเหนี่ยวคันธนูในคราวนั้น

แล้วเขาก็หันมา ความสงสัยบนใบหน้าที่เรียบเฉยนั้นคือคำทักทาย พระองค์ทรงได้สติก็ตอนนั้นแล้วจึงถามไปว่า ” เจ้ายิงธนูด้วยหรือ ”

คำตอบคือ ” ไม่หรอก แค่เพิ่มกำลังแขนเท่านั้น ” แล้วเขาก็เหนี่ยวสายแบบเดิมอีกครั้ง สายเปล่า ไม่มีเงาของลูกธนูใดๆ แต่เขาก็มองตรงไปราวกับว่ามีบางสิ่งที่เขาต้องการจะยิงอยู่ที่นั่น ในเงาตานั้นมีบางอย่างที่น่ากลัวแฝงไว้

แล้วมันก็หายไปในทันทีที่ชายหนุ่มผ่อนแรงลง คราวนี้ลมหายใจของเขาเริ่มถี่ขึ้นเหมือนคนที่ออกกำลังทั้งที่ทั้งหมดที่ทำคือการรั้งสายให้สุดเท่านั้น ” เหนื่อยขนาดนั้นเลยหรือ ” พระองค์ตรัสถาม

แล้วคีธก็หันมายิ้มก่อนจะส่งคันธนูมาให้ ” จะลองดูมั้ย ”

แน่นอนว่าพระองค์รับมา ถึงอย่างไรเสียธนูก็เป็นอย่างหนึ่งที่พระองค์ทรงร่ำเรียนมาถึงจะไม่ได้ฝึกซ้อมมากมายเท่ากับดาบก็ตาม แต่ทันทีที่เหนี่ยวสาย พระองค์ก็เข้าพระทัยได้ว่าทำไมคีธจึงดูเหนื่อยแบบนั้น

” ถ้าไม่ไหวก็ผ่อนแรงเถอะ ” ชายหนุ่มว่าขณะที่ดูท่าของเจ้าชายไปพลาง ” ท่านคงไม่อยากทำนิ้วตัวเองขาดหรอก ”

” เจ้าว่าไงนะ! ”

แล้วพอสมาธิขาดสายก็ดีด ด้วยอารามตกใจอาวดริคก็ปล่อยมือในทันที ทำเอาคันธนูร่วงลงพื้นไปโดยที่เจ้าชายไม่อาจคว้าไว้ทัน แต่ชายหนุ่มก็ไม่โกรธ หรือให้ถูกคือเขาขำเสียจนต้องก้มหน้านั่งตัวสั่นเพื่อไม่ให้หลุดเสียงหัวเราะออกมาดังๆเหมือนมันเป็นเรื่องที่ตลกที่สุดในโลก เว้นแต่ว่าเจ้าชายไม่ได้ขำด้วยเท่านั้นเอง ” คีธ….. ”

เสียงเหี้ยมเกรียมนั้นทำให้ชายหนุ่มพยายามหยุดหัวเราะหากรอยยิ้มยังอยู่บนใบหน้า ” ขอโทษ ข้าไม่ได้จะแกล้งท่านหรอก แต่สีหน้าท่านเมื่อครู่ดูไม่จืดจริงๆ ” แล้วเขาก็ขำอีกสองสามหึก่อนจะเงียบลงได้ ” ไม่ใช่ท่ารั้งสายทุกท่าหรอกที่จะทำให้ท่านนิ้วขาดได้แต่มีคนนิ้วขาดมาแล้วจริงๆ ขาดกับคันธนูคันนี้ต่อหน้าต่อตาข้า แต่ถึงจะไม่ทำให้นิ้วขาดถ้าดีดถูกท้องแขนก็ยังทำให้เนื้อแตกได้อยู่ดี ”

ถึงไม่อยากจะยอมรับแต่คำเตือนสยดสยองเหล่านั้นก็ทำให้เจ้าชายขนลุกเกรียวขึ้นมาได้เหมือนกัน พระองค์ทอดพระเนตรธนูคันนั้นด้วยความรู้สึกยำเกรงขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ” มันใช้แรงมากขนาดนั้นจริงๆนั่นแหละ ” เจ้าชายตรัส ” แต่ข้าไม่นึกว่ามันจะสามารถทำได้ถึงขั้นนั้น ”

” ธนูยาวเป็นธนูสงครามชั้นสูง ” ชายหนุ่มว่าพลางก็หยิบมันขึ้นจากพื้น ” มีแต่นักธนูที่ฝึกมาดีเท่านั้นจึงจะมีทั้งกำลังและความสามารถที่จะควบคุมมันได้ดังใจ ข้าเคยได้ยินมาว่ากองพันที่ถือธนูแบบนี้สามารถล้มทหารแนวหน้าทั้งกองได้โดยไม่ต้องเคลื่อนพลด้วยซ้ำ ”

” นั่นฟังดูเหนือจริงยังไงชอบกล ”

” ไม่แปลกหรอก ” คีธว่า มือของเขาลูบไปเบาๆบนคันธนูที่ทำจากไม้เนื้อดี ” ตอนข้าได้ยินครั้งแรกก็นึกว่าเป็นเรื่องเล่าของตาลุงเพ้อเจ้อคนหนึ่งจนเขาหยิบธนูคันนี้ออกมาแล้วยิงมันให้ข้าดู สำหรับข้าที่อายุแค่สิบสามแต่เสียงลูกธนูแหวกอากาศก็ทำให้ข้ากลัวจนตัวสั่นแล้ว ข้านึกไม่ออกเลยว่าการยืนอยู่ที่นั่นแล้วฟังเสียงธนูนับพันๆแล่นจากคันธนูเกือบจะพร้อมกันแบบนั้นจะน่ากลัวขนาดไหน ”

” เจ้าคงไม่อยากรู้จริงๆหรอกมั้ง ”

ชั่วขณะหนึ่งคีธถึงกับเงียบ บนใบหน้าของเขาคือความประหลาดใจที่ปรากฏขึ้นเพียงครู่ก่อนที่เขาจะบอกว่า ” ท่านกับลุงคนนั้นพูดเหมือนกันไม่มีผิดเลย ” แล้วเขาก็ถอนใจ ” แต่เพราะข้าไม่คิดอย่างนั้นถึงฝึกจนได้คันธนูนี้ไว้ แล้วก็ทำให้ข้าต้องเป็นอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้ ”

ในตอนนั้นอาวดริคอยากจะถามเสียเหลือเกินว่าเรื่องมันเป็นมาอย่างไร แต่ไม่รู้ว่าเพราะแววตานั้น หรือน้ำเสียงที่ฟังดูราวกำลังนึกเสียใจ เขาจึงไม่อาจเอ่ยถามออกไป ได้แต่ปล่อยให้ความสงสัยถูกสายลมพัดพาออกไปนอกหน้าต่าง

***
เงาของต้นไม้เริ่มทอดยาวขวางเป็นระยะๆตามทางเดินดินที่กำลังเปลี่ยนเป็นสีเข้มคล้ำเพราะแสงอาทิตย์ที่กำลังลับขอบเขาไป ในบรรยากาศเช่นนั้นหลายครั้งทีเดียวที่ดูเหมือนตัวของพวกเขาจะหายไปยามที่เดินอยู่ในเงาของร่มไม้เหล่านั้น สิ่งที่บอกว่าพวกเขายังอยู่ที่นั่นคือเสียง ” เข้าใจเลือกที่ทำไร่มาอยู่ในซอกมุมแบบนี้นะ ” เป็นคุณชายน้อยที่ว่าไปพลางพาดถุงมันไว้บนบ่า ถ้าจะมีอะไรต่างจากเมื่อเช้าก็คงเป็นเศษดินที่เลอะตามเนื้อตัวกับผมเผ้าที่ไม่เข้าทรงเอาเสียเลย

ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับอาร์เซนมากนัก ” แปลกหรือครับ ”

” สงบดีต่างหาก ” ว่าพลางเด็กหนุ่มก็กวาดสายตาไปยังทิวทัศน์รอบด้าน ” เหมือนเป็นที่หลบภัยยังไงก็ไม่รู้ ”

” รู้สึกว่าจะคุณทวดจะเป็นคนเลือกที่นี่ ” เด็กชายว่าขณะที่ขยับถุงซึ่งอุ้มเอาไว้ให้เข้าที่ ” ท่านคงไม่ได้คิดขนาดว่ามันจะเป็นที่หลบภัยอะไรแบบนั้น อาจจะแค่เพราะว่าที่นี่สวยดีก็เป็นได้ ”

แมกซิมิเลียนไม่มีอะไรจะเถียงสำหรับข้อนั้น ทิวทัศน์รอบข้างนี้บอกเขาได้เป็นอย่างดีอยู่แล้ว แม้ขณะที่ขอบเขตของป่าเขากำลังมืดดำน่ากลัว แต่ถึงอย่างนั้นรอบข้างนี้ก็ยังแลดูอบอุ่นอย่างน่าประหลาด

” คงสนุกดีนะ ”

” ครับ? ”

” พ่อแม่ลูกสี่คน เดินกลับบ้านด้วยกันตอนพระอาทิตย์ตก ” เด็กหนุ่มกล่าว สายตายังมองตรงไปเบื้องหน้าราวกับว่าเขากำลังเห็นบางอย่าง ” มันคงน่าสนุกดีถ้าทั้งครอบครัวจะออกมาด้วยกันแบบนั้น ”

ชั่วขณะหนึ่งที่มองดูแมกซิมิเลียนคือชั่วขณะที่เขาเข้าใจว่าคุณชายน้อยเห็นอะไรที่เบื้องหน้านั้น ในดวงตาคู่นั้นแม้จะแข็งกร้าวซักแค่ไหนก็ไม่วายปรากฏแววของความอาลัยอยู่เบื้องหลัง เขาจึงลองเสี่ยงจะถามดูซักครั้ง ” คุณพ่อของคุณชายน้อย…..ท่านทำอะไรหรือครับ ”

คำถามนั้นคงเกินความคาดหมายอย่างไม่น่าเชื่อเมื่อเด็กหนุ่มหันมามองเขาด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง แต่อาร์เซนก็ยังมองจ้องกลับไปโดยไม่หลบสายตา คงเพราะอย่างนั้น เขาถึงเริ่มเป็นฝ่ายเริ่มพูดบ้าง ” พ่อข้าเป็นทหาร ไม่ใช่ทหารตำแหน่งใหญ่โตอะไรขนาดนั้นแต่ก็มีหน้ามีตาในเมืองแถบนี้ ข้าได้ยินมาว่าท่านไปรบที่สงครามกับกาลัทเทียร์ แล้วหลังจากนั้นก็เริ่มป่วยจนเสียไปไม่กี่ปีให้หลัง ”

” แสดงว่าคุณชายน้อยจำได้….. ตอนที่พ่อคุณเสีย ”

แล้วพวกเขาก็เงียบ เป็นความเงียบที่ทำให้เด็กชายสำนึกเสียใจกับสิ่งที่พูดออกไป การเสียพ่อไปเป็นอย่างไรเขารู้ดีที่สุด แต่เสี้ยวหนึ่งในใจกลับต้องการจะได้ยินเรื่องแบบนี้จากใครซักคน

ซึ่งคำตอบก็คือ ” ถ้าจำไม่ได้ ข้าคงเสียใจยิ่งกว่านี้ ”

ก็เหมือนกัน…ไม่ใช่หรือไง

…เรามัน…ใช้ไม่ได้จริงๆนั่นแหละ….

รอยยิ้มน้อยๆบนใบหน้าของเด็กชายทำให้คุณชายน้อยถึงกับนิ่งอึ้ง อาจเพราะรอยยิ้มนั้นมีทั้งความสุขและความเศร้าที่เขาเองก็ไม่เข้าใจเท่าใดนัก ความงุนงงที่เห็นนั้นคือสิ่งที่ทำให้เด็กชายส่ายหน้า “แค่คิดว่าแปลกดีน่ะครับที่มาคิดถึงเรื่องนี้เอาป่านนี้ทั้งที่ผ่านมาเป็นปีแล้วแท้ๆ ดูอย่างลุงมาร์คแค่ไม่กี่เดือนเขาก็เลิกนึกถึงมันได้แล้ว ”

” เรื่องอะไร ”

” หลานน่ะครับ ” เด็กชายตอบ ” หลานชายของลุงป่วยอยู่สองสามปี ต้องเสียค่ารักษาค่าหมอไปมากจนลุงไม่มีเงินจะจ่ายภาษี เขาเข้าไปคุยกับคุณแม่คุณขอให้ช่วยเรื่องภาษีที่เขายังจ่ายไม่ได้ ตอนนี้พอหลานคนนั้นเสียไปแล้วเรื่องเงินทองก็ค่อยมีเหลือพอจะจ่ายคืนให้ ” แล้วอาร์เซนก็ถอนใจ ” ความจริงต่อให้ไม่มีเรื่องนั้นเขาก็อาจจะให้ถุงมันนี่มาอยู่ดี คุณผู้หญิงน่ะช่วยคนไว้หลายคน ดังนั้นก็ไม่ใช่ว่าไม่มีคนรักหรอกนะครับ ” แล้วเขาก็หันไปมองเด็กหนุ่มพร้อมรอยยิ้มเจ็บปวด ” เขาแค่จัดการเรื่องในบ้านได้ไม่ดีนัก ก็เท่านั้นเอง ”

แมกซิมิเลียนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพึมพำออกมาเพียงเบาๆว่า ” ….นั่นสินะ ”

เรื่องเล็กๆแค่นี้เท่านั้นที่คนที่อยู่ใกล้มักมองไม่เห็น

***
ในโต๊ะอาหารเย็นวันนั้นบรรยากาศออกจะแปลกประหลาดเสียเล็กน้อย หรือก็คงไม่น้อยนัก เพราะมันชัดเจนเสียจนอนาสตาเซียเริ่มรู้สึกอึดอัดขึ้นมา ยากจะบอกว่าเพราะเหตุใดเพราะพวกเขาก็ยังคงนั่งเงียบๆไม่พูดอะไรกันเหมือนเคย ทั้งสามคนแม่ลูกทานอาหารเหมือนต่างคนจะต่างทานกันไปตามลำพัง

หรือมันเป็นเพราะแมกซิมิเลียน คุณชายน้อยแสนเนียบเหมือนเสื้ออัดกลีบคนนั้นวันนี้ออกจะดูยับเยินไปเสียหน่อย เขาเข้ามาในห้องอาหารทั้งที่ผมเผ้ายุ่งเหยิงกว่าที่เคย รองเท้าและกางเกงมีรอยเปื้อนดิน กลิ่นตัวของเด็กวัยรุ่นที่แตกเนื้อหนุ่มคลุ้งขึ้นจากเหงื่อที่อับอยู่บนร่าง ตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าไม่มีอะไรที่ดูเหมือนแมกซิมิเลียนซักอย่าง อาจเพราะอย่างนั้นหล่อนจึงขอลองดูซักหน คุณหนูอนาสตาเซียสะบัดผมออกไปจากหน้า ตั้งท่าแล้วถามว่า ” ได้ข่าวว่าเจ้าไปทำไร่ไถนามาหรือ แมกซิม ”

เด็กหนุ่มตอบแค่ ” ครับ ” ก่อนจะตักมันบดเข้าปาก

” ข้าได้ยินครั้งแรกก็แปลกใจอยู่นะ คุณชายน้อยอย่างเจ้าอยู่ๆไปคลุกคลีกับม้าวัวมันดูไม่ใช่วิสัยยังไงก็ไม่รู้ ” แล้วหล่อนก็ถอนใจ ” แต่เอาเถอะ มันอาจจะเป็นสิ่งที่เหมาะสมกับเจ้าก็ได้นะ ”

ถ้าเป็นปรกติ แมกซิมิเลียนคงวางมีดวางส้อมลงมือปะทะคารมกับหล่อนไปนานแล้ว แต่วันนี้เขากลับดูใจเย็น เพียงแค่นั่งหั่นเนื้อในจานทานเข้าปากอย่างทองไม่รู้ร้อนเหมือนหล่อนไม่มีตัวตนอยู่ตรงนั้น น่าแปลกที่แมกซิมิเลียนตอนนิ่งเงียบกลับทำให้หัวอกหล่อนจะแตกยิ่งกว่าตอนที่เขาพูดเสียอีก

” ดีแล้วล่ะ พวกเราจะได้มีพืชผักกินกันไม่ต้องอดตาย ” หล่อนว่าก่อนจะลงมือจัดการอาหารในจานอีกครั้ง ” ต้องขอชมว่าหัวมันของเจ้านี่อร่อยดีนะ ”

” ไม่ใช่ของข้าหรอก นี่ของคุณลุงท้ายไร่ที่ชื่อมาร์ค ” อนาสตาเซียได้แต่งุนงงว่าน้องชายของหล่อนเพิ่งพูดอะไรออกมา แต่ปฏิกิริยาที่เห็นชัดกลับมาจากผู้เป็นแม่ซึ่งเงยหน้าขึ้นสบสายตากับบุตรชายแทบจะในทันที ” นี่มาจากไร่ของเขาเองบอกว่าอยากให้ทานกันให้อร่อย… เป็นของเล็กน้อยแทนการขอบคุณน่ะครับ ”

” อย่างนั้นหรือ ” คุณผู้หญิงเปรยขึ้นราวกับว่านางไม่ใส่ใจแต่เพียงไม่นานรอยยิ้มก็ปรากฏบนใบหน้าขณะที่หล่อนหลบสายตาตัดเนื้อต่อไป ” มิน่ารสชาติถึงหวานนัก ”

นั่นทำให้แมกซิมิเลียนยิ้มน้อยๆที่มุมปาก คงมีแต่อนาสตาเซียเท่านั้นที่ยังคงไม่รู้เรื่องต่อไป

***
เสียงหัวเราะที่แย่ที่สุดเท่าที่คนๆหนึ่งจะเคยได้ยิน คงไม่ใช่เสียงอื่นใดนอกจากเสียงหัวเราะที่เสแสร้งของคนที่ไม่มีแม้แต่อารมณ์จะมานั่งขำ ก่อนที่เขาจะกอดอกตีหน้าเครียดแล้วพูดเสียงเหี้ยมว่า ” นั่นไม่ตลกนะอาวดริค ”

เจ้าชายก็ได้เพียงแต่เลิกพระขนงก่อนจะตรัสไปว่า ” ข้าไม่ได้พูดเพื่อให้เจ้าขำเสียหน่อย ”

การที่มันไม่ใช่มุกตลกขำขันยิ่งทำให้เรื่องนี้แย่ลงไปอีกสำหรับผู้เป็นหัวหน้า ” แล้วไม่ทราบว่าเจ้าเอาความคิดมาจากไหนว่าข้าจะให้ตัวประกันอย่างเจ้าไปเพ่นพ่านกลางหมู่บ้านกับพวกข้าได้ ”

คนที่ตอบกลับมากลับเป็นชายหนุ่มอีกคนที่นั่งเงียบมาตลอดการสนทนาซึ่งเสริมขึ้นเรียบง่ายและแสนสั้นว่า ” ความคิดข้าครับ ท่านซาร์ค ”

การตอบสนองจากเด็กหนุ่มคือการถลึงตามองคีธจนแทบจะหลุดจากเบ้าด้วยความไม่เชื่อหูก่อนจะหันกลับไปมองเจ้าชายซึ่งก็เพียงแค่ยักไหล่โดยไม่ตรัสอะไรมากไปกว่านั้น และนั่นไม่ต่างอะไรจากการยั่วให้หงุดหงิดเลยซักนิด ” พวกเจ้านี่ท่าจะบ้ากันใหญ่แล้ว ”

แต่ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรการเห็นซาร์คเสียศูนย์กลับกลายเป็นความบันเทิงแบบหนึ่งสำหรับเจ้าชาย มันยากเหลือเกินที่จะห้ามตัวเองไม่ให้ยิ้มขณะที่เด็กหนุ่มกำลังติดอยู่ระหว่างการควบคุมตนเองให้นิ่งไว้กับการลุกขึ้นโวยวายเหมือนเด็กๆ และมักจบลงด้วยการชักสีหน้ากวนประสาทเหมือนที่เด็กวัยรุ่นอารมณ์เสียคนหนึ่งพึงจะทำ ” พวกเจ้ารู้อะไรที่ข้าไม่รู้กันหรือไง ”

” ไม่มี ”

น่าแปลกที่เพียงแค่เอ่ยขึ้นพร้อมกัน คำพูดธรรมดาก็สามารถกลายเป็นเรื่องตลกได้อย่างไม่ยากเย็น ชายหนุ่มสองคนต้องนั่งหุบยิ้มพยายามมองไปคนละทางเพื่อไม่ให้มองหน้ากันแล้วหลุดขำออกมาอย่างช่วยไม่ได้

เด็กหนุ่มเห็นเช่นนั้นก็ได้แต่หรี่ตา เพราะนั่นหมายความว่าพวกเขาต้องรู้อะไรกันอยู่สองคนเป็นแน่นอน

เช่นเดียวทุกครั้งที่สายตาเช่นนั้นจะมีอิทธิพลกับคีธ จนในที่สุดก็เป็นฝ่ายพูดออกมา ” ข้าไม่เห็นว่ามันจะเสียหายตรงไหนที่เขาไปกับเรานี่ครับ ถึงอย่างไรเสียเขาก็อาจจะต้องอยู่กับเราไปอีกพักใหญ่- ”

” อีกไม่กี่วันก็ต้องส่งตัวกลับแล้วไม่ใช่รึไง ”

อีกครั้งที่ชายหนุ่มทั้งสองมองหน้ากันแต่คราวนี้มีความกังวลบนใบหน้า การส่งตัวกลับไม่ใช่เรื่องที่น่ารื่นรมย์อีกแล้วสำหรับเจ้าชายเมื่อนึกย้อนถึงดวงตาเงาวาวของพญางูที่เลื้อยร่างมาเบื้องหน้าพระองค์ในคืนนั้น

” ถ้ามันไม่เป็นตามนั้นล่ะครับ ” เป็นคีธถาม

แม้แต่ซาร์คเองก็ยังเงียบ จริงอยู่ที่เขาข่มขู่ไว้ว่าจะส่งชิ้นส่วนของตัวประกันไปให้หากทางราชสำนักไม่ทำตามข้อตกลงที่เสนอไป แต่ใจคอคนจะให้ทำเรื่องเช่นนั้นกับมนุษย์อีกคนด้วยเหตุผลแค่นั้นหรือ ยิ่งกับคนที่มีพระคุณเคยช่วยเหลือพวกเขาไว้ ถ้าทำอย่างนั้นแล้วจะไปพูดกับสหายที่เหลือว่าอย่างไร แต่นั่นก็ไม่ใช่ทั้งหมดที่เด็กหนุ่มรู้สึกได้จากการสนทนา มีเรื่องอื่นอีกที่ชายหนุ่มทั้งสองต้องการจะพูด ” ที่เจ้าพยายามทำอยู่นี่คงไม่ใช่ว่าจะให้รับเขาเป็นพวกหรอกนะ ” จากสีหน้าของพวกเขาสองคน เด็กหนุ่มบอกได้เลยว่าที่เขาพูดนั้นตรงประเด็นพอดี และคำตอบของหัวหน้าคือ

” ไม่ ”

” แต่ว่า- ”

” ไม่ก็คือไม่ ” ผู้เป็นหัวหน้ากล่าวหนักแน่น ” ตัวประกันที่กลายเป็นพวกเดียวกันกับคนที่จับตัวมา เจ้าไม่คิดว่านั่นฟังดูแปลกประหลาดไปหน่อยหรือ ”

” ถ้าคนผู้นั้นเคยถูกคนที่ควรเป็นฝ่ายเดียวกันหมายหัวไว้ ข้าก็ไม่คิดว่ามันแปลกหรอกครับ ”

อีกครั้งที่เด็กหนุ่มได้แต่เงียบขณะที่สบสายตากับคีธซึ่งจ้องเขาไม่วางตา ความมุ่งมั่นนั้นมากมายเสียจนผู้เป็นหัวหน้าถึงกับถอนใจ ” แล้วเรื่องการเจรจาล่ะ ”

” ถ้าเขาไม่ทำตามข้อเรียกร้อง เราก็คงต้องส่งชิ้นส่วนไปตามที่บอกไว้ อาจจะใช้หัวใจหมูป่าหรืออะไรแบบนั้นแทนก็คงได้ ”

” แล้วถ้าเขาทำตามข้อเรียกร้องล่ะ? ”

สำหรับข้อนั้นพวกเขาทั้งหมดต่างคนก็ต่างเงียบ

***
หมอกคือเรื่องธรรมดาของหมู่บ้านที่มีชื่อเรียกขานตามมันว่าเฮซวิลล์ การเดินออกไปท่ามกลางไอสีขาวในยามเช้าก่อนพระอาทิตย์จะทันพ้นขอบฟ้าคือเรื่องที่ใครๆก็ทำกันดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจนักหากพวกเขาจะมองเห็นเพียงเงารางๆของกันและกัน แต่กระนั้นสายตาของชาวบ้านแห่งเฮซวิลล์ก็เชี่ยวชาญเกินกว่าจะถูกหลอกได้โดยใช้หมอกอำพราง พวกเขาสามารถบอกความแตกต่างในการเคลื่อนไหวลางเลือนนั้นว่าใครเป็นใคร

” นั่นท่านไปล่าเหยี่ยวมาหรืออย่างไร ” เป็นคำทักทายของชายหนุ่มคนหนึ่งต่อเงาทั้งสามที่ก้าวมาทางเขาจากปลายถนนไกลออกไป

” เหยี่ยวนั้นว่องไวเกินจะไปล่า หากใช้เป็นสหายในการล่าจะไม่ดีกว่าหรือ ”

แล้วผ้าคลุมศีรษะก็เปิดออกเล็กน้อยพอให้เขาเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าที่คุ้นเคยภายใต้เรือนผมสีแดง

” คราวนี้มาแต่เช้าเลยนะ ” เขายิ้มทักทาย ก่อนจะบุ้ยใบ้ให้คนทั้งสามตามเข้าไปที่บ้านใกล้ๆกับถนนสายนั้น ในบ้านเล็กๆนั้นมีเพียงแสงไฟสลัวจากตะเกียงที่ช่วยให้มองเห็นสิ่งต่างๆรอบกายและหน้าต่างที่งับสนิทป้องกันทั้งหมอกที่จะเข้ามาและเสียงสนทนาที่อาจลอดออกไป ความระวังระไวของชายหนุ่มก็เกินกว่าระดับของชาวบ้านธรรมดาสักเล็กน้อย พวกเขาถอดเสื้อคลุมที่บดบังใบหน้าและเนื้อตัวออกไป รวมทั้งอาวุธทั้งหมดก็ถูกวางไว้บนโต๊ะไม้เพื่อให้เห็นได้ชัดเจนราวกับว่ามันควรเป็นเช่นนั้น

แต่สายตาของชายหนุ่มก็ยังคงจ้องไปที่คนเบื้องหลังซาร์คซึ่งเขาไม่คุ้นหน้าเอาเสียเลย ” อาจจะเสียมารยาทสักหน่อยนะ ” เขากล่าว ” แต่ข้าขอถามหน่อยเถอะว่านั่นใคร ”

ซาร์คเหมือนจะชะงักไปชั่วครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า ” คนจากเมืองหลวง ไม่มีอะไรพิเศษหรอก ”

นั่นทำให้ชายหนุ่มยิ้มน้อยๆอย่างรู้ทัน ” มาพร้อมเจ้ากับคีธ จะว่าไม่พิเศษคงไม่ได้แล้วมั้ง ”

จบคำนั้นผู้เป็นหัวหน้ากับสหายสนิทก็มองหน้ากัน สายตาของเด็กหนุ่มเหมือนจะขอคำตอบขณะที่คีธก้มลงกระซิบบางอย่างที่ข้างหูแล้วถอยออกมา

” เขาชื่ออาวดริค ” เด็กหนุ่มตอบสั้นๆ ” เห็นเป็นเจ้าหรอกนะโจข้าถึงได้บอก ”

ไม่แน่ใจนักว่าเขาได้ยินประโยคหลังแน่หรือไม่ แต่ดวงตาของชายหนุ่มชื่อโจก็ลุกโพลง ” อย่าบอกนะว่าเขาคือ- ”

” คนนั้นแหละ ” เด็กหนุ่มรีบตัดบท

ชายหนุ่มรีบหุบริมฝีปากที่อ้าค้างแล้วกระแอ้มไอแก้ขัดในทันที ” ถึงข้าจะได้ยินข่าวลือนี้แล้วก็เถอะ แต่ให้ตายสิ ข้าไม่นึกว่าเจ้าเอาจริงนะ แล้วนี่อาร์เซนรู้หรือเปล่า เขาปล่อยเจ้าให้ทำอย่างนี้ได้ยังไง ”

” เขาไม่ปล่อยข้าหรอกถ้ารู้เข้า ” เด็กหนุ่มบ่นงึมงำพลางถอนใจ ” แล้วข้าก็ไม่ได้มาฟังเจ้าบ่นนะ ”

ว่าตามจริงชายหนุ่มก็รู้อยู่แล้วว่าซาร์คมาที่นี่เพื่ออะไร จริงอยู่ที่คนของเหยี่ยวป่าเข้าออกที่นี่บ่อยครั้งแต่มีเฉพาะบางโอกาสเท่านั้นที่เจ้าของค่าหัวสูงสุดอย่างคนที่เป็นหัวหน้าจะปรากฏตัวเองแบบนี้ ” เจ้าเอาของฝังไว้เรียบร้อยแล้วสินะ ”

เด็กหนุ่มยักหน้า แล้วล้วงเอาถุงใบเล็กๆออกมาให้เพื่อนของเขาอีกใบ ” นี่เป็นเข็มกลัดงานฝีมือสองสามชิ้นที่เจ้าน่าจะพอขายได้โดยไม่มีใครผิดสังเกต สหายของข้าประเมินราคาไว้ว่าประมาณ 250 เหรียญ อย่ายอมให้พวกพ่อค้ากดราคามากนักล่ะ ”

โจรับถุงใบนั้นด้วยความรู้สึกระคนระหว่างยินดีและกังวล ” เจ้านี่ชอบทำเรื่องอันตรายในตอนที่อันตรายที่สุดเสมอเลยนะ ”

นั่นทำให้ซาร์คมุ่นคิ้ว ” หมายความว่ายังไง ”

” เจ้ายังไม่รู้เรื่อง’พวกที่มาใหม่’งั้นสิ ”

เด็กหนุ่มส่ายหน้า

เมื่อเห็นเช่นนั้นชายหนุ่มก็ลุกขึ้นแง้มหน้าต่างมองออกไปข้างนอก ชั่วครู่หนึ่งเขาจึงเดินกลับมา ” ไม่แปลกหรอก พวกนั้นเป็นทหารหน่วยใหม่ที่เพิ่งมาถึง ข้าน่ะประเมินอะไรเกี่ยวกับคนพวกนี้ไม่ได้หรอก แต่พวกทหารด้วยกันรู้สึกว่ายังแหยงๆเลยด้วยซ้ำ ” ชายหนุ่มว่าจึงกระซิบต่อว่า “เจ้าจะไปเยี่ยมใครก็รีบไป แต่อย่าชักช้าเด็ดขาด พอหมอกเริ่มจางเจ้าต้องรีบออกจากที่นี่ทันที เข้าใจไหม ”

ความเคร่งเครียดบนสีหน้าของชายหนุ่มทำให้ซาร์คต้องถือคำเหล่านั้นจริงจังกว่าที่คาดไว้ ” ขอบใจมาก ข้าจะระวัง ” แล้วเขาก็ลุกขึ้นเตรียมตัวจะออกไป

แต่ก่อนที่จะทันออกไปพ้นประตูโจก็ทักขึ้น ” เฮ้ย อาวดริค ”

นั่นทำเอาเจ้าชายสะดุ้ง พระองค์ต้องเหลียวมองกลับไปด้วยความแปลกใจที่ถูกทักโดยคนที่เหมือนจะไม่สนใจใครอื่นในห้องนั้นนอกจากซาร์คเลยด้วยซ้ำ

” คีธน่ะข้าห้ามไม่ทันแล้ว ” เขาว่าพลางปรายยิ้ม ” แต่ข้าขอเตือนไว้ก่อนว่าจะคบเจ้าเด็กนั่นละก็คิดใหม่เสียก่อนก็ดีนะ ”

ซาร์คได้ยินแบบนั้นก็ค้อนกลับขวับใหญ่ มีแต่คีธกับอาวดริคเท่านั้นที่ยิ้มรับ ” ข้าจะระวังตัวแล้วกัน ” เจ้าชายตรัสก่อนที่พระองค์จะออกเดินตามออกไป

” ตอบเหมือนกันเล้ย ” โจพึมพำพลางส่ายหน้าหน่ายๆ ” กับเจ้านี่ห้ามไม่อยู่ซักคนเลยจริงๆ ”

สายหมอกภายนอกยังไม่จางไปในตอนที่พวกเขาออกมา ทั้งสามคนคลุมเสื้อป้องกันไอหนาวและบดบังหน้าตาขณะที่เดินไปตามท้องถนนเหมือนเป็นวันธรรมดาวันหนึ่ง แต่บรรยากาศระหว่างคนทั้งสามกลับเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน อาวดริคบอกได้ว่าซาร์คกำลังคิดหนัก พระองค์หันไปสบพระเนตรกับคีธซึ่งยืนยันความรู้สึกที่เด่นชัดนั้น ตอนนี้ผู้เป็นหัวหน้ากำลังเริ่มเป็นกังวลเรื่องกองทหารที่ว่านั่นเสียแล้ว

” หมอกขนาดนี้คงไม่เป็นไรหรอกครับ ” ชายหนุ่มกระซิบขณะที่เดินเข้าไปประชิดตัว ” ยังไงเสียคนที่น่าห่วงที่สุดคือท่าน คนอื่นๆคงสามารถเล็ดรอดไปได้โดยไม่เป็นปัญหา ”

” ข้าน่าจะโกรกผมเสียนะ ” เด็กหนุ่มรำพึง

” โกรกไปก็อาจจะไม่ช่วยนักหรอก ” คราวนี้เป็นเจ้าชายกระซิบบ้าง ” เจ้าอายุน้อยเมื่อเทียบกับคนอื่นๆ ถ้าเขารู้ลักษณะแน่ๆของเจ้าละก็ การโกรกสีผมยิ่งทำให้มันแย่เข้าไปใหญ่ ”

เด็กหนุ่มได้ยินดังนั้นก็หันขวับ ” นี่เจ้าพยายามจะช่วยข้าหรืออะไรกันแน่ ”

” ข้าแค่พยายามบอกว่าที่เป็นอยู่นี่ก็ดีแล้วต่างหาก ” อาวดริคตรัส ” การโกรกสีไม่ใช่ว่าดูไม่ออกที่สำคัญคือทำให้เจ้าระมัดระวังตัวน้อยลง แบบนั้นยิ่งเป็นอันตราย ”

ถ้าพระองค์ไม่เคยเห็นความประหลาดใจจากสายตาของเด็กหนุ่มพระองค์ก็ได้เห็นเต็มตาในวันนั้น ดวงตาของซาร์คที่เบิกกว้างด้วยความงุนงงมองตรงมาที่พระองค์ไม่วางตาราวกับว่าพระพักตร์ของพระองค์เปลี่ยนไปอย่างไรอย่างนั้น แต่การจ้องมองถึงขนาดนั้นก็ก่อความรู้สึกขัดเขินขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ แต่นั่นก็เพียงชั่วครู่หนึ่งเมื่อซาร์คเบือนหน้าเดินตรงรี่เข้าไปที่บ้านหลังหนึ่ง เทียบกับบ้านอื่นๆในละแวกนั้นมันก็ยังเรียกได้ว่าเก่าโทรมต่อให้บ้านส่วนที่เหลือเป็นบ้านเก่าเรียงรายอยู่ด้วยกัน ที่นี่ดูเหมือนขาดการดูแลอย่างที่สุดจนดูไม่ต่างอะไรจากบ้านร้าง ข้อพิสูจน์ว่าที่นั่นไม่ร้างคือหญิงชราที่มาเปิดประตูให้ ใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความยินดีของนางคือข้อพิสูจน์ว่านางยังไม่ใช่คนตาย

” ไม่เจอกันตั้งนานแหนะคะ เข้ามาสิๆ ” นางว่าพลางนำพวกเขาเข้ามาในบ้านเล็กๆหลังนั้นอย่างกระตือรือร้น ” รอเดี๋ยวก่อนนะคะ เดี๋ยวข้าไปเอาขนมปังมา ”

” ไม่ต้องลำบากหรอกครับ คุณย่า พวกข้าทานกันมาอิ่มมากแล้วล่ะ ” เป็นซาร์คที่กล่าวขึ้นพร้อมรอยยิ้มที่สดใสจนเกือบจะเหมือนเด็กไร้เดียวสาขณะที่นั่งลงบนเก้าอี้เก่าๆตัวน้อย สีหน้าของเขาตอนนี้ไม่ต่างอะไรจากเด็กตัวน้อยๆที่กำลังออดอ้อนผู้ใหญ่ซึ่งให้ความเมตตาเขาอย่างยิ่ง ” ข้าอยากแน่ใจว่าคุณย่าอยู่สบายดีก็เท่านั้นแหละครับ ”

” โอ้ย สบายดีคะ สบายดีทุกอย่าง ” นางกล่าวพร้อมรอยยิ้มซึ่งดูราวกับจะพับใบหน้าของนางเป็นริ้วๆ ” ข้าอยู่ตัวคนเดียวไม่ได้ต้องการอะไรมากมาย ที่มีอยู่ตอนนี้ก็พอแล้วล่ะคะ ”

” แล้วหมอละครับ ” คีธขัดขึ้นน้ำเสียงของเขาบ่งบอกความกังวล ” ที่ว่าไม่สบายไปหาหมอบ้างหรือยัง ”

หญิงชราส่ายหน้าพลางยิ้มกริ่ม ” ไปทำไมกัน ข้าน่ะจะตายวันตายพรุ่งอยู่แล้วนะคะ รักษาก็เท่านั้นแหละ ” นางว่าพลางหัวเราะอย่างอารมณ์ดีไม่ทุกร้อน ก่อนจะเดินเข้ามาจับมือคนทั้งสองไว้ในมือที่แห้งเหี่ยวของนาง ” คุณสองคนต่างหากที่ต้องดูแลกันให้ดีๆ ตอนนี้ข้าได้ยินข่าวไม่ดีเข้ามาเรื่อยๆเลย ต้องระวังตัวนะคะ รับปากข้านะ ”

เสียงที่สั่นเครือบอกชัดถึงความกังวลใจของหญิงชราขณะที่ดวงตาพร่าเลือนของนางมองดูคนทั้งสองเบื้องหน้าราวกับว่าพวกเขาคือแก้วตาดวงใจที่หล่อนไม่ต้องการจะให้ออกไปจากบ้านนี้แม้แต่น้อย แต่แล้วนางก็ปล่อยมือเหมือนจะบอกให้พวกเขารีบไป แล้วมีหรือที่พวกเขาจะปฏิเสธนางได้ ” คุณย่าก็ต้องดูแลตัวเองดีๆเหมือนกันนะครับ ” คีธว่าก่อนจะวางถุงใบเล็กๆใส่มือของนาง ” ทานอาหารดีๆสวมเสื้อผ้าอุ่นๆแล้วก็นอนเยอะๆ มีอะไรท่านก็เรียกโจได้ อย่าฝืนอยู่คนเดียวล่ะ ”

นางได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มกว้าง เผยแนวฟันโคลงเคลงที่แทบจะไร้เนื้อเหงือก ” คะๆ ข้ารู้ ยังไงก็ฝากด้วยนะคะ ” นางรับคำก่อนจะหันไปลูบใบหน้าของเด็กหนุ่มเบาๆ ” คุณก็เหมือนกันนะ อย่าหักโหมทำอะไรเกินตัวนะคะ แค่นี้คุณพ่อของคุณก็ภูมิใจมากแล้วล่ะคะ ”

ซาร์ครับคำ แต่ด้วยเสียงที่เหมือนจะสั่นน้อยๆ เขาจูบมือเหี่ยวแห้งนั้นครั้งหนึ่งก่อนจะบอกลาทั้งที่สายตาของเขายังคงบอกว่าเป็นห่วงเหลือประมาณ แต่นางก็เพียงแค่ยิ้มแล้วปิดประตูบ้านลง

ห้วงภวังค์ของเด็กหนุ่มยุติเมื่อเจ้าชายทรงจับเบาๆที่ข้อศอกทำให้เขาเหลียวมองในทันที แต่ไม่มีคำถาม หรือจะพูดให้ถูกคือพระองค์ไม่รู้จริงๆว่าควรตรัสอะไร ” ข้าไม่เป็นไร ” เป็นคำตอบของเด็กหนุ่มก่อนที่จะเดินนำชายทั้งสองออกไปอีกครั้งโดยไม่ยอมให้อาวดริคเห็นหน้าแม้แต่น้อย แต่ถึงกระนั้นพระองค์ก็ยังจับเค้าของความสั่นไหวในน้ำเสียงนั้นได้แม้เพียงน้อยนิดก็ตามที

พระองค์เอ่ยปากจะถาม แต่คำตอบมาก่อนหน้าแล้วจากชายหนุ่มที่เดินอยู่ข้างๆ ” นั่นเป็นแม่ทูนหัวของท่านซาร์ค รู้จักกันมาตั้งแต่เล็กๆแล้ว ”

เจ้าชายนิ่งเงียบไปชั่วครู่ด้วยความประหลาดใจก่อนที่พระองค์จะทรงตั้งสติถามได้อีกครั้ง ” ทั้งที่นางอายุมากขนาดนั้นแล้วน่ะหรือ ”

ชายหนุ่มยักหน้า ” คนที่นี่คุ้นเคยกับตระกูลเมริสมาดีจนบางทีก็เหมือนครอบครัวเดียวกัน นั่นคือเหตุผลที่ที่นี่ปลอดภัยสำหรับเรา ” แล้วชายหนุ่มก็ถอนใจ ” แต่อย่างไรก็เถอะพวกเขาก็ยังเป็นชาวบ้านธรรมดา การปกป้องเดียวที่พวกเขาทำได้คือการปิดปากเงียบเท่านั้น ”

” นั่นล่ะทรงพลังที่สุดแล้ว ” เป็นซาร์คที่กล่าวขึ้นขณะที่เหลียวหลังมามองชายหนุ่มทั้งสอง บนใบหน้าปราศจากความของอ่อนไหวใดๆหากแปรเปลี่ยนเป็นสงบนิ่งและมุ่งมั่น ” นั่นคือเหตุที่ข้าถึงต้องปกป้องพวกเขาให้ถึงที่สุดด้วยเหมือนกัน ”

อย่างน้อยก็ตอนนั้นเด็กหนุ่มดูเหมือนจะเติบโตขึ้นหลายปีในชั่วไม่กี่อึดใจ ราวกับว่าตอนนั้นเขามีอายุมากกว่าคีธ หรืออาวดริค มากกว่าใครๆทั้งหมดที่อยู่ภายใต้นามของเหยี่ยวป่า มันคือความหนักแน่นมั่นคงนี้ที่ทำให้เหยี่ยวป่าแข็งแกร่ง

แล้วพระองค์เองล่ะ ในฐานะเจ้าชาย พระองค์ทรงทำอะไรได้บ้าง

” ไม่รู้สึกลำบากบ้างหรือยังไงกันนะ ” เจ้าชายรำพึงเบาๆแต่กับองค์เองเมื่อเด็กหนุ่มสาวเท้าล่วงหน้าไปราวกับไม่สนใจพวกเขา

อีกครั้งที่คำตอบมาจากชายหนุ่มซึ่งเฝ้ามองคนผู้นั้นมาโดยตลอด ” เพราะไม่ยอมบอกว่าลำบากนั่นแหละถึงได้น่าเป็นห่วง ”

แล้วเขาก็ก้าวตามไป ไม่ได้นำหน้า ไม่ได้เดินเสมอ หากเยื้องอยู่เบื้องหลังไปไม่ถึงก้าวเหมือนกับเป็นเงาที่คอยติดตามและเฝ้ามองอยู่ใกล้ๆ ในตอนนั้นเองที่พระองค์เข้าใจว่าเพราะอะไรหญิงชราจึงฝากฝังไปเช่นนั้น แม้รู้ว่าคำฝากฝังนั้นหาใช่ของพระองค์ไม่ แต่ส่วนหนึ่งในพระทัยกลับอยากจะรับมันไว้เช่นกัน ในตอนนี้พระองค์ไม่ได้มีความสามารถอะไร ความรู้ก็มีเพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับคนตรงหน้า แต่ก็อาจมีบางอย่างที่จะทำได้เพื่อช่วยคนๆนั้นให้ถึงที่สุด

นี่ล่ะกระมังความรู้สึกที่ทำให้เหล่าเหยี่ยวป่าออกติดตามเขาไปแม้จะเป็นเด็กหนุ่มวัยสิบหกปีเท่านั้น

แต่ไม่ทันที่จะก้าวตามไป เงาเล็กๆเงาหนึ่งก็วูบเข้ามาท่ามกลางสายหมอกแล้วพุ่งตรงใส่เด็กหนุ่มร่วงลงไปกองกับพื้นก่อนที่พวกเขาจะทันเข้าช่วย แล้วฉับพลันนั้นเงาเล็กๆอีกมากมายก็กรูกันออกมาจากภายใต้หมอกหนาจัดพร้อมกับเสียงร้องว่า

” นั่นท่านไปล่าเหยี่ยวมาหรืออย่างไร!!! ”

ไม่น่าเชื่อว่าเด็กน้อยๆไม่ว่าหน้าตาจะน่ารักน่าเอ็นดูเพียงใด ตอนที่ตะโกนใส่ก็น่าจับไปต้มยำทำแกงเสียให้หมด

” อลิซาเบธ ” เด็กหนุ่มกัดฟันแยกเขี้ยวใส่เด็กหญิงที่นอนทับเขาอยู่ในทันที ” ข้าต้องบอกกี่ครั้งกันว่าห้ามทักทายกันด้วยวิธีแบบนี้ ”

” แหม ท่านซาร์คละก็พูดจาเป็นคนอื่นคนไกลไปได้ ” หล่อนว่าพลางทำหน้าราวกับตนเป็นสาวน้อยน่ารักน่าทะนุถนอม หารู้ตัวไม่ว่านั่นคือสีหน้าที่เว้าวอนส้นเท้าอย่างที่สุด ” หายหน้าหายตาไปตั้งนาน คราวนี้ท่านจะตอบข้าได้หรือยัง ”

นั่นทำให้ซาร์คเอียงคอนิ่วหน้าน้อยๆด้วยความงุนงง ” ตอบอะไร? ”

แม้เจ้าหล่อนจะไม่ยอมลุกจากตัวเขาแต่หล่อนก็ไม่ใช่แท่งเหล็กที่คีธจะยกออกไม่ได้ เขาอุ้มนางขึ้นมาพลางบอกกับผู้เป็นหัวหน้าว่า ” ที่หล่อนเคยถามว่าโตขึ้นจะเป็นเจ้าสาวของท่านได้มั้ยยังไงล่ะครับ ”

ซาร์คได้ยินเพียงแค่นั้นก็ทิ้งร่างนอนหมดแรงอยู่บนพื้นในทันที หากมุดดินหนีหล่อนไปได้เขาคงทำไปนานแล้ว แต่เพราะทำไม่ได้จึงได้แต่นั่งหน้างอส่งสายตาตำหนิให้เด็กหญิง ” อย่าแก่แดดไปหน่อยเลยน่า ลิซ ”

” ข้าอายุ 10 ขวบแล้วนะ เหลือเวลาอีกแค่4ปีเองก่อนที่ข้าจะแต่งงาน ” หล่อนว่า ” เรื่องอนาคตก็ต้องวางแผนล่วงหน้านานๆหน่อยสิ ”

” แล้วเรื่องอะไรมาวางกับข้าล่ะ ” เด็กหนุ่มว่าพลางส่ายหน้า ” เจ้ากับเจ้าโรเมโอไม่เข้ากันมากกว่ารึไง ”

พอได้ยินชื่อนั้นเท่านั้นหล่อนก็เบิกตาโพลงแผ่ดเสียงหลงดังสนั่นทันทีว่า ” โรเมโอเป็นวัวนะ!! ” ตามด้วยเสียงหัวเราะเฮฮาของพวกเด็กผู้ชายที่ยืนอยู่โดยรอบราวกับมันเป็นการแสดงตลกโปกฮาที่น่าขันที่สุดที่พวกเขาเคยเห็น แม้จะเป็นเพื่อนของอลิซาเบธแต่ความสะใจก็ไม่ได้เข้าใครออกใคร

เสียงหัวเราะนั้นดังอยู่จนพวกเขาสังเกตเห็นเจ้าชาย ดวงตาที่สดใสไร้เดียงสาพลันมองพระองค์อย่างประสงค์ร้ายในทันที ” เหยี่ยวนั้นว่องไวเกินจะไปล่า หากใช้เป็นสหายในการล่าจะไม่ดีกว่าหรือ ” ว่าพลางพระองค์ก็แย้มพระโอษฐ์ด้วยความพยายามอย่างยิ่งจะผูกมิตร ” เราเป็นพวกเดียวกันไม่ต้องห่วง ”

เด็กๆได้ยินอย่างนั้นก็โล่งใจ คงมีแต่เด็กหนุ่มที่เหลียวมองพระองค์ด้วยความประหลาดใจเพราะไม่นึกว่าพระองค์จะทรงจำได้ แต่กระนั้นก็ไม่วายบ่นงึมงำ  ” จำไม่ได้ว่าข้าบอกเจ้าว่าอย่างนั้นนะ อาวดริค ”

แต่ก็เหมือนเจ้าชายจะไม่ได้ใส่พระทัยกับคำพูดนั้นมากนัก พระองค์ประทับนั่งข้างเด็กหนุ่มแล้วทักทายอลิซาเบธราวกับว่าเขาไม่อยู่ที่นั่น ” เจ้ารู้ไหมว่าท่านซาร์คลำบากแค่ไหน ”

เด็กหญิงยักหน้า

” แล้วเจ้ายังคิดจะแต่งงานกับเขาอีกหรือ ”

” ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย ” หล่อนเชิดหน้าขึ้นพลางสะบัดเส้นผมหยิกฟูไปด้านหลัง ” ข้าจะเป็นหัวหน้าหญิงของเหยี่ยวป่า ปราบปรามคนชั่วและช่วยเหลือชาวบ้าน แล้วเราจะมีลูกกันหลายๆคนด้วย ”

ทุกคำพูดที่หล่อนกล่าวโดยไม่ทุกข์ร้อนนั้นกลับทำให้ซาร์คนั่งหน้าแดงพึมพำอย่างหงุดหงิดหัวใจ ยิ่งมองพระองค์ก็ยิ่งนึกขำเพราะจริงอยู่ที่เด็กหญิงออกจะน่ารำคาญแต่หล่อนก็ทำเพราะความจริงใจและจริงจังอย่างที่สุด แต่พระองค์ก็นึกภาพไม่ออกนักหรอกว่าถ้าหล่อนเป็นเจ้าสาวของคนๆนี้จริงๆ บ้านจะแตกกันท่าไหน

” แต่ว่าเป็นภรรยาของหัวหน้าน่ะลำบากมากนะ ” เจ้าชายตรัสต่อโดยไม่สนใจสายตาว่าพอทีเถอะของเด็กหนุ่ม ” เขาต้องออกไปเผชิญอันตรายทุกๆวันไม่รู้ว่าได้กลับมาอีกไหม แล้วก็ไม่ค่อยจะมีเวลาว่างมากนัก ไอ้เรื่องมีลูกหลายๆคนนี่ ข้าว่าคงยากหน่อยล่ะ ”

” ทำไมล่ะ ” หล่อนย้อนถามด้วยใบหน้าไร้เดียงสา

นั่นทำให้อาวดริคทรงนิ่งอึ้ง เพราะพระองค์ดันลืมไปเสียสนิทว่ามีเรื่องที่เด็กเท่านี้ยังไม่เข้าใจ

ในจังหวะที่เงียบไปนั้นก็เปิดโอกาสให้ซาร์ครีบตัดบทในทันที ” อย่าพูดเรื่องนี้กับเด็กสิบขวบ ” ก่อนจะลุกขึ้นทำท่าจะเดินหนีไปหากไม่เพราะเหล่าเด็กๆต่างล้อมหน้าล้อมหลังเขาไว้ไม่ยอมห่าง รบเร้าถามว่าเขาจะไปเล่นด้วยกันได้ไหม

” สัญญาแล้วนะว่าจะเล่าการผจญภัยของท่านให้ฟัง ” เด็กชายคนหนึ่งว่าขณะที่เกาะเอวเด็กหนุ่มไว้แน่น

สีหน้าของซาร์คตอนนั้นก็บอกชัดๆว่าใจอ่อนแล้ว แต่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ยังปากแข็ง ” วันนี้ไม่ได้ ” ทำเอาเด็กชายประท้วงกันเสียงหลงจนเขาต้องอธิบาย ” พวกเจ้าก็รู้ไม่ใช่หรือไงว่ามีกองทหารใหม่เข้ามาแถบนี้ ข้าต้องรีบไปเตือนคนอื่นๆด้วย อยู่นานไม่ได้ ”

” ท่านซาร์คเก่งที่สุดสู้ได้สบายอยู่แล้ว ” คนหนึ่งว่า ส่วนคนที่เหลือก็เออออตามไปเสียอย่างนั้น ” ท่านจับเจ้าชายยังได้เลยนี่ ”

ได้ยินเช่นนั้นทั้งซาร์คและคีธต่างมองหน้ากันชั่วครู่หนึ่งก่อนที่เด็กหนุ่มจะถามต่อ ” เจ้าไปได้ยินมาจากไหน ”

” ผู้ใหญ่พูดกันแบบนั้น ในตลาดพูดกันแบบนั้น ทุกคนพูดแบบนั้น ” เด็กชายฟันหลอว่าพลางยิ้มเผล่ ” ท่านซาร์คจับเจ้าชายได้พระราชาเลยต้องยอมลดภาษีให้พวกเรา พ่อแม่ดีใจมาก บอกว่าท่านซาร์คเก่งที่สุด คนเก่งที่สุดไม่แพ้ ”

” แต่ท่านซาร์คบอกเสมอนี่ว่าถ้าไม่สู้ได้ก็อย่าสู้ ” คีธกล่าวขณะที่ดึงตัวเด็กหนุ่มออกมาจากฝูงเด็กๆอย่างนุ่มนวล แต่ในแววตาของชายหนุ่มกลับตึงเครียดขณะที่เขาสบตากับซาร์คเหมือนจะบอกว่าพวกเขาต้องออกจากที่นี่โดยเร็ว

แต่เด็กหนุ่มก็ทำเหมือนไม่สนใจไปครู่หนึ่ง ” พวกเจ้าเคยเห็นกองทหารใหม่ที่ว่านี่หรือเปล่า หน้าตาเป็นยังไง ”

ทันทีที่ถามเช่นนั้นเด็กๆทั้งหลายก็พลันหุบปาก ความหวาดวิตกตื่นกลัวปรากฏชัดอยู่บนใบหน้าไร้เดียงสาเหล่านั้น บางคนถึงกับยืนสั่น แต่จนแล้วจนรอดไม่มีใครพูดอะไรเพียงมองหน้ากันไปมา จนในที่สุดอลิซาเบธก็เป็นคนแรกที่เปิดปากพูด ” เราจำพวกเขาไม่ค่อยได้หรอก แต่จำม้าได้ ม้าสีดำตัวใหญ่น่ากลัว เหมือนผีร้ายที่เดินอยู่กลางสายหมอก ” คำบรรยายนั้นสะกิดพระทัยอาวดริคเข้าอย่างจัง หล่อนกล่าวถึงปีศาจกลางสายหมอก ม้าที่เหมือนกับปีศาจ

ในตอนนั้นเองที่เสียงเกือกม้ากระทบพื้นดินดังลอดหมอกหนามาเป็นจังหวะช้าๆ สม่ำเสมอดังหนึ่งกลองที่เล่นเพื่อสะกดวิญญาณ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนั้นเกือบจะยืนยันสังหรณ์ของเจ้าชายในทันที แต่พระองค์ก็ยังรอ ยืนรออยู่ในความเงียบนั้นจนร่างของม้าปรากฏขึ้นท่ามกลางไอสีขาว

และสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าพระองค์คือฝันร้ายอย่างที่สุดที่พระองค์จะนึกออก

***
สายหมอกจางลงไปเมื่อดวงอาทิตย์ส่องสว่างอยู่บนท้องฟ้านำพาความอบอุ่นมาสู่หุบเขาเบื้องล่างนั้น บัดนี้เฮซวิลล์ที่เคยลึกลับราวเมืองในเรื่องเล่าก็กลายเป็นเพียงหมู่บ้านธรรมดาที่สร้างขึ้นโดยชาวบ้านตาดำๆเท่านั้น นั่นยิ่งทำให้พระองค์ทรงกังวล เพราะสิ่งที่พระองค์ทอดพระเนตรในสายหมอกนั้นไม่มีทางเป็นอื่น ” นั่นเป็นนอร์ธบีสท์ไม่ผิดแน่ ” อาวดริคตรัสก่อนจะหันไปสบสายตากับผู้เป็นหัวหน้าและชายหนุ่มอีกสองสามคน ” นั่นคือม้าที่ถูกส่งมาจากโดบรัมที่เราได้ตัวสัญญามาเมื่อวันก่อน ”

ซาร์คยักหน้ารับรู้เรื่องนั้นหากสายตาก้มลงต่ำกับพื้นราวกำลังครุ่นคิดบางอย่าง แนวคิ้วมุ่นขมวดจนแทบเป็นปมบอกชัดว่ามันไม่ใช่เรื่องดี ” นี่เป็นคำขู่สินะ ” เขารำพึง ” ลดภาษีให้เหลือสองในสามแม้ไม่ได้ตามที่ขอแต่ต้องส่งตัวเจ้าชายกลับมา… ”

” ไม่อย่างนั้นชาวบ้านต้องรับเคราะห์ ” พระองค์ตรัสจนจบแล้วก็ถอนใจ ” ข้าไม่เคยนึกจริงๆว่าพวกเขาจะใช้ม้าสงครามกับชาวบ้านแบบนั้น ”

” แต่ก็ได้ผลดี ” เป็นคีธที่กล่าวขึ้นแม้สายตาจะยังมองลงไปที่หมู่บ้านซึ่งยังสามารถมองเห็นได้ไวๆจากเชิงเขาที่เขาอยู่นี้ ” แค่หน้าตาของมันก็ข่มขวัญผู้คนได้มากมายแล้ว ถ้าพวกเขาทำให้คนได้เห็นศักยภาพของมันละก็- ”

” ต้องไม่เปิดโอกาสนั้น คีธ ” เด็กหนุ่มว่าก่อนจะกัดปากแน่น ” มันตั้งใจปล่อยข่าวเรื่องการเรียกค่าไถ่ให้ชาวบ้านแล้วให้พวกเราเห็นม้านั่น ให้พวกเขาเชื่อว่าเป็นเพราะเรา บีบให้เราไม่มีทางเลือก ” ความหงุดหงิดนั้นถึงกับทำให้เขาเงยหน้าแล้วสบถ ” นางแม่มดนั่น นางรู้ดีว่าเราไม่มีทางเลือก ”

” ถ้าอย่างนั้นก็ส่งข้ากลับไปเถอะ ” คำขอจากเจ้าชายทำให้ทั้งหมดหันไปมองพระองค์เป็นตาเดียว ” ถ้าข้าอยู่ที่นี่รังแต่จะก่อปัญหา ถ้าข้ากลับไปทางนั้นอย่างน้อยก็น่าจะทำอะไรได้มากกว่าอยู่ที่นี่ ”

” แต่ท่านยังไม่รู้เลยไม่ใช่หรือว่าใครกันที่ปองร้ายท่าน แล้วถ้ากลับไปทั้งอย่างนั้น- ”

” ต่อให้อยู่ที่นี่ก็ไม่ทำให้รู้อะไรมากขึ้นหรอก คีธ ” พระองค์ค้าน ” จริงอยู่ว่าที่นี่ปลอดภัย แต่ถ้าต้องเอาชาวบ้านมาเสี่ยงด้วยไม่ว่าอย่างไรก็ไม่คุ้มกัน ถ้าข้ากลับไป อย่างน้อยข้าอาจจะพอทำอะไรได้บ้าง ”

” ถ้าพวกนั้นยอมให้เจ้าเคลื่อนไหวละก็นะ ”

ความร้อนใจที่ได้ยินจากซาร์คทำให้พระองค์เจ้าชายยิ้มน้อยๆ ” ข้าจะลองดู ไม่ว่าวิธีไหนก็ตาม ”

รอยยิ้มนั่นเหมือนเป็นการย้ำความมั่นใจที่ออกจะกล้าบ้าบิ่นมากเสียหน่อยสำหรับเจ้าชายที่ไม่เคยรู้ไม่เคยเห็นความเป็นไปของโลก แต่กระนั้นก็คงมีเพียงคนแบบนี้เท่านั้นที่กล้าท้าทายเรื่องเช่นนี้ด้วยตนเอง อาจเพราะอย่างนั้น รอยยิ้มนั้นทำให้เด็กหนุ่มเชื่อว่าเขาน่าจะทำได้

” คีธ ” เขากล่าวขึ้นเรียบๆโดยไม่ยอมมองหน้าใครทั้งนั้น ” ไปพาราพุนเซลมาเถอะ ”

ชายหนุ่มเองเหมือนอยากจะประท้วงขึ้นมาในตอนนั้นแต่เมื่อมองดูความสงบนิ่งไตร่ตรองของผู้เป็นหัวหน้าและความมุ่งมั่นของอาวดริคเขาก็รู้ดีว่าการประท้วงไม่มีประโยชน์อะไร

” ถ้าท่านยืนยันอย่างนั้นก็ระวังตัวด้วย ” เขาย้ำ ” อย่าลืมว่าคนที่น่ากลัวที่สุดคือคนที่ใกล้ตัวท่านเองนั่นแหละ ”

เจ้าชายยักพระพักตร์รับความห่วงใยนั้น ” ข้าจะระวัง ไม่ต้องห่วง ” แล้วพระองค์ก็หันกลับไปหาซาร์ค ” ข้าจะไม่ทำให้เจ้าเสียใจที่ไว้ชีวิตข้าหรอก ข้าสัญญา ”

***

TBC in Chapter 10

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: