A Fairytale: อาณาเขตแห่งเหยี่ยว บทที่ 10

Title: A Fairytale
Book I: อาณาเขตแห่งเหยี่ยว (The Land of the Hawks)
Author: vekin
Rate: PG-13
Warning: คนเขียนอ่อนคำราชาศัพท์เป็นอย่างยิ่ง ต้องขออภัยในความผิดพลาดมา ณ ที่นี้
***บุคคล เหตุการณ์และสถานที่ในเรื่องล้วนสมมติขึ้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องพาดพิงกับบุคคลและเหตุการณ์จริงแต่อย่างใด***

Chapter 10
####################################################

” ป้าจ๋า ป้าเห็นเสื้อของข้า- ” เด็กชายชะงักกลางคำทันทีที่เห็นร่างหนึ่งนั่งอยู่ในครัวเหลียวหลังมามองเขาราวกับว่ามันเป็นเรื่องปรกติที่เขาจะอยู่ที่นั่น

แต่ดูเหมือนหลายวันที่ผ่านมานี้จะทำให้แม่นมชาชินไปเสียแล้ว ” มีอะไรคะคุณหนู เสื้ออะไรหรือคะ ”

” ไม่มีอะไรจ้ะ ” อาร์เซนตอบพลางยิ้มแห้งๆก่อนจะรีบลงจากบันไดแล้วตรงออกไปที่ประตูครัว

แต่ก็ไม่ทันก่อนที่เด็กหนุ่มจะทักเขา ” ของหายหรืออาร์เซน ”

เอาไงเอากัน ” ครับ ” แล้วเขาก็รีบเปลี่ยนประเด็น ” คุณชายน้อยทำอะไรอยู่หรือครับ ”

” ลับมีด ” แมกซิมิเลียนตอบสั้นๆขณะที่เขาลากคมมีดผ่านหินลับไป ” ว่าแต่ป้ามีมีดเล่มอื่นต้องลับอีกหรือเปล่า ”

” เล่มนั้นเล่มสุดท้ายแล้วคะ ขอบคุณมากนะคะ ” นางว่าพลางยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ” แล้วคุณหนูมีของอะไรหายไปหรือคะ เผื่อนมจะช่วยตามให้ ”

อาร์เซนอยากจะล้มประดาตายตรงนั้นให้ได้ เขาอุตส่าห์เปลี่ยนเรื่องแล้วแท้ๆ ทำไมแม่นมความจำดีแบบนี้ ” ไม่มีอะไรสำคัญหรอกจ้ะ แค่เสื้อตัวหนึ่งเท่านั้นเอง ”

” ตัวไหนคะ ” นางยังถามต่อ

” ตัวสีขาวยาวๆน่ะ ” เขาตอบห้วนๆ ทำท่าเหมือนจะไปตักน้ำที่หลังบ้าน

” ของแม่เจ้าน่ะหรือ ”

อาร์เซนหลับตาแน่น เขาไม่รู้ว่าควรจะระงับความอึดอัดในอกนี้อย่างไรเมื่อได้ยินคุณชายน้อยถามเช่นนั้น ในที่สุดแมกซิมิเลียนก็รู้จนได้

และเขารู้ดีว่าคนๆนี้คิดอะไรอยู่ ” ครับ ” เขาตอบก่อนจะหันกลับไปเผชิญหน้าเตรียมรอรับสิ่งที่เด็กหนุ่มจะทุ่มใส่เขาหลังจากนี้

พอดีกับที่มีดในมือลับเสร็จเรียบร้อย เด็กหนุ่มล้างใบของมันในน้ำอย่างระวังก่อนจะส่งคืนให้แม่นม แล้วลุกขึ้นด้วยท่าทางไม่รู้ร้อนหนาวพลางกล่าวว่า ” ลำบากหน่อยนะ ”

เด็กชายเม้มปากแน่นเมื่อได้ยินคำนั้น ” ลำบากอะไรหรือครับ ” เขาลอยหน้าถามด้วยความอยากกวนโทโสขึ้นมาตะหงิดๆ

แต่เด็กหนุ่มกลับใจเย็นอย่างไม่น่าเชื่อ ” เจ้าชอบมันมากไม่ใช่หรือ ”

” ข้าต้องบอกซักกี่ครั้งว่านั่นเป็นของๆแม่ข้า ” แล้วเด็กชายก็ถอนใจ ” พูดมาตามตรงเลยดีกว่าครับ คุณไปฟังอะไรจากใครมาเกี่ยวกับข้าหรือเปล่า ”

ความจริงเขาไม่ต้องถามแบบนั้นก็ยังได้เพราะถึงอย่างไรเสียแมกซิมิเลียนก็ไม่เคยทำอะไรที่ไม่ตรงกับใจนักอยู่แล้ว ” พี่สาวข้าเล่าบางอย่างให้ข้าฟังที่ข้าต้องการพิสูจน์ก็เท่านั้น ”

” อะไรครับ ”

ในตอนแรกเด็กหนุ่มก็เพียงแค่ยืนเงียบ เขาเหลือบสายตามองแม่นมครู่หนึ่ง โดยไม่ต้องเอ่ยปากนางก็รู้ในทันทีว่าถึงเวลาต้องออกจากห้องนั้นไปโดยเร็ว สายตาของคุณชายน้อยตามติดนางไปจนกระทั่งนางหายลับเข้าไปในเรือนใหญ่แล้วเขาจึงกล่าวต่อ ด้วยเสียงที่เกือบจะเป็นการกระซิบ

” หล่อนบอกข้าว่า… เจ้าพอใจที่จะแต่งกายเป็นหญิง ”

นั่นทำเอาดวงตาของเด็กชายเบิกกว้างจนแทบจะกลายเป็นไข่ห่าน แล้วเขาก็ส่ายหน้า ” คุณต้องบ้าแน่ๆ ” ก่อนจะรีบสาวเท้าเดินหนี

แต่แมกซิมิเลียนก็คว้าแขนนั้นดึงกลับมาจนอาร์เซนแทบเซ ” เรื่องนี้เราคุยกันได้นะ ”

” คุยอะไรในเมื่อมันไม่เคยเกิดขึ้นเลยซักนิด ” เด็กชายเถียง ” หล่อนแค่จะสร้างความชอบธรรมให้การกระทำวิปริตของตัวเองแล้วคุณก็รับฟัง ”

” ข้าเพียงแค่ไม่อยากปิดหูปิดตาตัวเองก็เท่านั้น ข้าไม่ได้เชื่อใจอะไรหล่อนนักหนาอยู่แล้ว ข้าเพียงแค่กลัวว่าถ้ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ… ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆข้าจะกลายเป็นคนที่โหดร้ายกับเจ้ามากกว่าใครทั้งหมด ” คงเพราะบางอย่างในน้ำเสียงนั้นที่ทำให้เด็กชายได้แต่ยืนเงียบ เขาโกรธ โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ แต่กลับไม่มีทางที่เขาจะรู้สึกเกลียดคนๆนี้ได้ คงเพราะอย่างนั้นเขาจึงยังไม่เบือนหน้าหนีไป ” และต่อให้มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ข้าก็ไม่ได้คิดว่าเจ้าเป็นคนน่ารังเกียจ ข้ารู้จักเจ้าดีกว่านั้น มันไม่ได้ทำให้ข้าคิดถึงเจ้าต่างออกไปจากก่อนหน้านี้เลยจริงๆ ”

” คุณเอาอะไรมาพูด ”

นั่นทำให้เด็กหนุ่มชะงักไปครู่หนึ่ง มือของเขาเลื่อนหลุดจากข้อมือของอาร์เซนตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

แต่เด็กชายก็เพียงแค่ยิ้มอย่างเย้ยหยัน ” ก่อนหน้านี้คุณมีแต่ดุด่าเหมือนข้าไม่มีอะไรดีซักอย่าง แต่ตอนนี้คุณกลับมาเป็นห่วงเป็นใยช่วยเหลือไปเสียทุกเรื่อง จะบอกว่ามันไม่ต่างกันได้อย่างไร ข้าไม่ใช่ผู้หญิงแล้วก็ไม่เคยต้องการเป็นผู้หญิง ถ้าคุณถูกคุณหนูอนาสตาเซียปั่นหัวอะไรมาก็ช่วยลืมๆไปเสียแล้วยุติเรื่องนี้ทีเถอะ ” พร้อมกันนั้นเขาก็เดินจากไป รีบออกไปนอกบ้านหลังนั้นให้ไกลที่สุดที่เป็นไปได้

สำหรับสาวใช้การได้เห็นแม่นมผู้มีอาวุโสในบ้านยืนเอาหูแนบประตูห้องครัวจากเรือนใหญ่ไม่ใช่เรื่องปกติวิสัยนัก ยิ่งนางกัดริมฝีปากท่าทางขัดใจเหมือนอยากรู้แต่ไม่อาจรู้ได้นั้นยิ่งน่าสงสัยไปใหญ่

” มีอะไรในครัวหรือ ป้า ”

คำทักทายนั้นทำเอานางสะดุ้งเอือกอุทานคำหยาบคายออกมาสองสามคำก่อนจะตั้งสติได้ ” เจ้านี่น้า ” นางบ่นอุบ ” วันหลังให้สุ้มให้เสียงกันบ้างเถอะ คนแก่อย่างข้าจะหัวใจวายอยู่แล้วนะ ”

นั่นทำให้หญิงสาวหน้างอ ” ป้าต่างหากทำอะไรลับๆล่อๆน่าสงสัย ตกลงในครัวมันมีอะไรกันป้า เข้าไปไม่ได้หรือ ”

” ก็ไม่ได้น่ะสิ ” นางยักหน้าอย่างจริงจัง ” ตอนนี้น่ะนะ คุณชายน้อยกับคุณหนู- ”

แล้วเรื่องเล่าก็ชะงักไปกลางคันเมื่อประตูถูกกระชากเปิดออกต่อหน้าพวกเขา หญิงทั้งสองต่างกระโดดกันไปคนละทาง ปล่อยให้เด็กหนุ่มเดินออกมาจากห้องนั้น แต่เขาก็ไม่ได้มีท่าทีจะสนใจพวกนางแม้แต่น้อยนิด ไม่คิดจะถามด้วยซ้ำว่ามาทำอะไรอยู่ตรงนี้ แมกซิมิเลียนเพียงแค่เดินกลับเข้าไปในเรือนใหญ่ ตรงขึ้นไปที่บันไดไม่ยอมมองหน้าใครทั้งนั้น

เมื่อเห็นเช่นนั้นสาวใช้ก็รีบหันไปหาแม่นมซึ่งไม่ได้รู้อะไรมากไปกว่าหล่อนนัก แล้วมองกลับไปในครัวทันจะเห็นคุณหนูอาร์เซนของหล่อนกระแทกประตูหลังปิดเต็มแรง เห็นเช่นนั้นแล้วหล่อนก็รีบวิ่งตามไปโดยไม่รอช้า ” คุณชายน้อยเจ้าคะ ” หล่อนตะโกนไล่หลังเขาแต่ดูราวกับแมกซิมิเลียนไม่ได้สนใจ ” คุณชายน้อยคะ คุณไปทะเลาะอะไรกับคุณหนูอาร์เซนอย่างนั้นหรือคะ ”

สิ่งที่ทำให้คุณชายน้อยหยุดได้ดูเหมือนจะเป็นชื่อของเด็กชายเท่านั้น แต่กระนั้นเขาก็ยังไม่หันมา ” แล้วเกี่ยวอะไรกับเจ้าหรือไง”

” ความจริงก็ไม่ใช่ธุระหรอกคะ ” หล่อนว่า ด้วยความรู้สึกขุ่นเคืองที่กรุ่นขึ้นมาจากที่ไหนซักแห่ง ” แต่ข้าอยากเตือนคุณเรื่องความรู้สึกของคุณหนูก็เท่านั้น ”

นั่นทำให้เขาหันกลับมาแม้จะยืนอยู่ที่กลางบันได ” อะไรของเจ้า ”

” ข้าไม่รู้หรอกคะว่าคุณพูดอะไรกับคุณหนูไป แต่ไม่ว่าอะไรข้าเชื่อว่ามันทำร้ายความรู้สึกของเขามาก คุณอาจจะเห็นเขาเป็นเด็กชายที่น่าสงสารที่ไม่เหลือใครหรืออะไรก็ตามเถอะ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการเลย อย่าปกป้องเขาเพราะแบบนั้น ข้าขอร้องล่ะคะ ”

ไม่บ่อยนักที่ผู้เป็นนายจะเห็นสายตาแข็งกร้าวจากหญิงสาวที่รับใช้พวกเขาอย่างนอบน้อมวันแล้ววันเล่า แต่นี่ก็คือสายตาในตอนนั้น สายตาที่เหมือนจะทะลุเข้าไปในความนึกคิดที่เต็มไปด้วยหมอกควันของแมกซิมิเลียนแล้วดึงเอาภาพหนึ่งออกมาจากความทรงจำ เขาเคยเห็นสายตาคล้ายกันนั้นจากอาร์เซน นั่นคือสายตาของอาร์เซนตอนที่ปฏิเสธจะรับมือของเขาทั้งที่เจ็บแทบตาย

” ตอนนั้น มันหมายความว่าอย่างนั้นหรอกหรือ ” เขาพึมพำกับตัวเองแล้วก็ไม่พูดอะไรมากไปกว่านั้นอีก

***
หล่อนค่อยๆเปิดประตูช้าๆอย่างระมัดระวังที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ก่อนจะเลื่อนกายเข้าไปตามช่องเปิดน้อยนิดนั้นแล้วผลักบานประตูหนากลับเข้าที่ หล่อนระมัดระวังอย่างยิ่งที่จะไม่ให้เกิดเสียงใดๆเมื่อห้องยังมืดสลัวและหล่อนมั่นใจอย่างยิ่งว่าเจ้าชายยังบรรทมหลับอยู่ แต่เมื่อหล่อนเปิดม่านหล่อนก็ต้องสะดุ้งเมื่อเจ้าชายที่หล่อนคาดว่าอยู่บนพระแท่นกลับบรรทมอยู่บนเก้าอี้ยาวใต้หน้าต่างบานนั้นเอง

ทันทีที่พระเนตรเบิกขึ้นมองนางกำนัลผู้น่าสงสารก็แทบจะทรุดลงไปกับพื้น ” พระอาญาไม่พ้นเกล้าหม่อมฉันไม่ทราบว่าพระองค์อยู่ที่นี่เพคะ เดี๋ยวหม่อมฉัน- ”

” ตกใจอะไรขนาดนั้น ” อาวดริคตรัสขณะที่ชันองค์ขึ้นประทับนั่ง ” ข้าขอบใจนะที่มาเปิดหน้าต่าง ถ้าไม่เจอแสงแดดก็คงไม่ตื่นหรอก ”

แต่ดูเหมือนหล่อนจะยังไม่หายผวา ” แต่… แต่ทำไมมาประทับที่นี่ล่ะเพคะ ตอนนี้ยังเช้าอยู่ด้วยจะไม่ทรงพักผ่อนอีกหน่อยหรือเพคะ ”

เจ้าชายก็เพียงแค่ส่ายพระพักตร์ ” ฟูกเตียงมันนุ่มเกินไป ถ้านอนบนนั้นนานๆเดี๋ยวจะพาลไม่ยอมลุกเอา ” แล้วพระองค์ทรงเลิกผ้าห่มพาดไว้กับเก้าอี้ก่อนจะลุกขึ้น ” คืนนี้ข้าจะนอนที่นี่อีก ไม่ต้องเอาไปเก็บนะ ”

” เพคะ ” หล่อนรับคำด้วยความงุนงง มันยากยิ่งที่จะสำรวมสายตาของหล่อนไว้เมื่ออยู่ต่อหน้าพระพักตร์แบบนี้ หล่อนไม่คุ้นเคยกับการเห็นพระองค์ตื่นอยู่ แต่ก่อนนี้ทุกครั้งที่นางมาเปิดม่าน พระองค์จะยังทรงบรรทมหลับอยู่บนพระแท่นซึ่งล้อมด้วยม่านทั้งสี่ด้าน ไม่มีทางจะมองเห็น

ด้วยเกรงว่าจะเป็นการละลาบละล้วงหล่อนจึงรีบถวายบังคมลา ออกไปรอจนกว่าจะถึงเวลารับใช้ แต่เจ้าชายกลับตรัสถามว่า ” เจ้าพักอยู่ที่ไหน ”

ปฏิกิริยาของหล่อนนั้นยิ่งกว่าการสะดุ้ง หล่อนติดอยู่ระหว่างความกลัวลนลานกับความสับสนสุดขีด ” หม่อมฉัน…พักอยู่ชั้นล่าง…เพคะ ”

” พ่อแม่เจ้าล่ะ ”

” ในเมืองเพคะ ”

หล่อนไม่กล้าเงยหน้าขึ้นตลอดเวลานั้น เหตุเพราะหล่อนไม่ต้องการรู้ว่าสายพระเนตรไตร่ตรองของพระองค์นั้นหมายความว่าอย่างไร

” พ่อเจ้ายังสบายดีไหม ”

” สุขสบายดีเพคะ ”

” ทำมาหากินอะไรหรือ ”

” ค้าขายเพคะ… แต่…แต่กิจการก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไร ”

ความกลัวนั้นทำให้เจ้าชายทรงแย้มพระโอษฐ์เล็กน้อย ก่อนจะเอื้อมพระหัตถ์ไปเปิดลิ้นชักใกล้ๆ นางกำนัลก็ได้แต่เพียงคาดเดาขณะที่เฝ้าฟังเสียงกุกกักไปพลางโดยไม่กล้าหันมองแต่อย่างใด

แต่สิ่งที่พระองค์ยื่นให้คือถุงเงินใบเล็กๆใบหนึ่ง ” เอาไปซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆ ให้พ่อเจ้าเถอะ ”

ความตื่นกลัวของหล่อนหายลับไปก็จริงแต่ก็ยากยิ่งที่จะให้ความงุนงงหายไป ในคราแรกหล่อนไม่กล้ารับถุงใบนั้นเพราะรู้ดีว่าการรับของเช่นนี้คงต้องมีเงื่อนไข และพระองค์ก็ทรงทราบ ” พ่อเจ้ามีบุตรสาวเป็นถึงนางกำนัลในวังจะให้แต่งตัวซอมซ่อก็ใช่ที่ ส่วนตัวข้าขอแค่เอาเสื้อผ้าตัวเก่าของพ่อเจ้ามา เท่านั้นก็พอแล้ว ”

คำขอนั้นคือสิ่งที่เหนือกว่าความคาดหมายทั้งหมดทั้งมวล ” แต่…พระองค์จะทรงเอาไปทำอะไรหรือเพคะ ”

คำตอบของเจ้าชายคือ ” ความลับ ” แล้วพระองค์ก็วางถุงเงินนั้นในมือของหล่อนโดยไม่เปิดโอกาสให้อุทรณ์อีก

หล่อนยังคงตกใจอยู่ในตอนที่ออกมาจากห้องบรรทม แต่อย่างน้อยก็มีสติพอจะรีบเก็บถุงเงินนั้นให้พ้นสายตาไปเสีย ความลับ หล่อนรู้ดีว่าวันใดที่หล่อนได้ยินคำนั้นแม้แต่เรื่องที่หล่อนรู้อยู่นี้ก็ห้ามแพร่งพราย หล่อนจึงรีบลงมา หล่อนรู้ดีว่าการอ้อยอิ่งอยู่โดยไม่มีงานนั้นไม่ใช่เรื่องดี ที่สำคัญหล่อนต้องหาทางเก็บเงินนี้ไปเสียก่อนที่จะมีใครรู้เข้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นนายแม่ หญิงผู้ดูแลนางกำนัลทั้งหลายหล่อนจะต้องถูกซักไซ้หนัก แต่วันนี้ก็เหมือนหล่อนจะมีเคราะห์ เพราะไม่ทันจะพ้นตีนบันได ร่างอันงามสง่าก็ทำให้นางต้องยอบนั่งถวายเคารพอยู่ที่นั่น ” ถวายพระพรเพคะ องค์ราชินี ”

พระนางก็เพียงแค่หันมาแย้มยิ้มพลางไถ่ถามตามที่พระองค์มักทรงทำเสมอยามเสด็จผ่านบันไดนี้ ” เจ้าชายตื่นแล้วหรือยัง ”

นางสะอึกไปเล็กน้อยด้วยไม่แน่ใจว่าเจ้าชายจะทรงอยากมีอาคันตุกะหรือไม่ แต่ก็ตอบไปตามจริงว่า ” ตื่นบรรทมแล้วเพคะ ทรงพักผ่อนอยู่ในห้องบรรทม ”

” อย่างนั้นหรือ ” พระนางตรัสราวกำลังเอ่ยกับองค์เอง ” เขาทานอะไรหรือยัง ”

” ยังเพคะ ”

ได้ยินเช่นนั้นองค์ราชินีก็ถอนพระทัยก่อนจะดำเนินต่อไปด้วยสีพระพักตร์ที่ไม่สู้ดีนัก ก็จะดีได้อย่างไร แม้พระโอรสสุดที่รักจะกลับมาโดยปลอดภัยแต่ก็ใช่ว่าอาวดริคจะไร้รอยขีดข่วน พระองค์กลับมาโดยถูกปิดตานั่งอยู่บนหลังของนางม้าขาวซึ่งควบเตลิดมาจากที่ใดก็ไม่มีใครรู้ มีหนำซ้ำบนข้อพระกรยังมีรอยบาดซึ่งแม้กำลังสมานตัวเป็นอย่างดีจนแทบไม่มีร่องรอยอื่นมากกว่ารอยแผลเป็น ก็ยังเห็นได้ชัดว่าพระองค์อย่างน้อยก็เคยถูกกระทำทารุณ แล้วเวลาเช่นนี้ จะให้คนเป็นแม่จะอยู่เฉยได้อย่างนั้นหรือ

” เจ้าเอาอาหารเช้าขึ้นไปที่ห้องด้วยนะ ” พระนางตรัสกับนางกำนัลคนสนิทคนหนึ่งที่ตามเสด็จเสมอๆ ” ดูให้เขาได้กินอิ่มและพักผ่อน แล้วตามหมอหลวงมาตรวจอาการดู เสร็จแล้วให้รายงานข้าทันที ” นางกำนัลผู้นั้นรับคำแล้วจึงออกจากขบวนเสด็จไปอย่างเงียบเชียบ เดินย้อนกลับไปตามเส้นทางที่มา

ความห่วงใจใส่พระทัยของพระนางนั้นย่อมไม่พ้นหูตาของชายหนุ่มซึ่งรอรับรองพระองค์อยู่ที่หน้าห้องเสวยนั้นตั้งนานแล้ว ” พระนางช่างเป็นพระมารดาผู้อุทิศตนเหลือเกินพะยะคะ ” คลอเดียสค้อมรับอย่างงดงามครั้งหนึ่ง ” แต่บัดนี้ขอให้ข้าพระองค์ได้อุทิศตนเพื่อพระนางบ้างเถิดพะยะคะ ”

ถ้อยความนั้นทำให้พระนางแย้มสรวลอย่างขบขัน ” ท่านดยุค ท่านหาใช่ผู้รับใช้ไม่ ไฉนต้องทำอะไรถึงขั้นนั้น แล้วนี่ท่านเอาชุดขององครักษ์ที่ไหนมาสวมใส่ ”

” ของข้าพระองค์เองพะยะคะ ” ดยุคหนุ่มกล่าวพลางรับพระหัตถ์เรียวงามนั้นมาจุมพิตอย่างแผ่วเบาราวเกรงว่าจะทำให้ช้ำ ” เพราะข้าพระองค์คือข้ารับใช้ของพระองค์ ”

นั่นทำให้องค์ราชินีส่ายพระพักตร์ทั้งที่ยังแย้มพระโอษฐ์กว้าง ” ถ้าเช่นนั้นคลอเดียสที่รัก ท่านก็รีบให้ข้าได้ทานอะไรบ้างเถอะ ข้าหิวจนท้องจะกิ่วอยู่แล้วนะ ”

เมื่อได้ยินเช่นนั้นคลอเดียส ชาล็อตตาก็รีบเร่งนำพระนางสู่โต๊ะเสวยโดยไม่ได้เกรงสายตานางกำนัลที่จ้องมองอย่างไม่สบอารมณ์แม้แต่น้อย

***
ถ้ามีเรื่องใดที่จะทำให้หัวหน้าอาลักษณ์ผู้ชราสามารถหัวใจวายได้ในทันทีนั้น ก็คงเป็นการเปิดประตูเข้าไปแล้วพบเจ้าชายอาวดริคประทับอยู่ข้างหน้าต่างกำลังอ่านหนังสือในห้องทำงานของเขาเอง เฒ่าผู้นั้นถึงกับอุทานลั่น ” พระองค์มาทำอะไรที่นี่พะยะคะ ”

เสียงอุทานในตอนแรกคือสิ่งที่เรียกเอาเจ้าชายออกจากภวังค์ แล้วพระองค์ก็ทรงปิดหนังสือก่อนจะประทับยืนขึ้น ” ถ้าจำไม่ผิดชั่วโมงเรียนวันนี้ท่านเป็นผู้สอน ”

” นั่นก็ใช่ ” พระอาจารย์ชรากล่าวขณะที่ขยับตัวเดินเข้ามาอย่างเชื่องช้าและงับประตูปิดลง ” แต่พระองค์เพิ่งจะเสด็จนิวัติมา กระหม่อมนึกว่าจะยังทรงพักผ่อนอยู่เสียอีก ”

” ข้าก็พักมาสองสามวันเต็มๆแล้ว ” พระองค์ว่าก่อนจะช่วยนำพระอาจารย์ไปยังเก้าอี้ตัวใหญ่เบื้องหลังโต๊ะทำงานไม้มะฮอกกานีสีเข้มตัวเขื่องอย่างผู้น้อยที่รู้งาน นั่นนับว่าผิดแปลกจากธรรมดามาก จริงอยู่ที่พระองค์อาจไม่ใช่คนที่ไร้สัมมาคารวะ แต่ก็ไม่ใช่คนที่ใส่ใจในสิ่งเล็กน้อยมากเท่าใดนักเช่นกัน

แล้วท่าทางนอบน้อมถึงเพียงนี้มีหรือที่ผู้เฒ่าผู้นี้จะดูไม่ออก ” พระองค์มีอะไรจะให้กระหม่อมช่วยหรือพะยะคะ ”

เมื่อพระอาจารย์ถามอย่างตรงไปตรงมาเช่นนั้น เจ้าชายก็ไม่ทรงเห็นเหตุที่จะอ้อมค้อม ” ข้ามีเรื่องอยากถามท่านเสียหน่อย ” แล้วพระองค์ก็ช่วยผู้เฒ่าให้นั่งลงก่อนจะประทับลงที่เก้าอี้อีกฟากโต๊ะ ” ข้าอยากรู้ว่ากองอาลักษณ์มีเอกสารประเภทใดเก็บไว้บ้าง ”

” ประเภทใดหรือ ” หัวหน้ากองอาลักษณ์รำพึงกับตนเองก่อนครั้งหนึ่งก่อนจะหยิบสมุดหนังเล่มหนึ่งขึ้นมาบนโต๊ะกวาดตาผ่าน ” มีทั้งพงศาวดาร จดหมายติดต่อของราชสำนัก สำเนาเอกสารการแต่งตั้งขุนนาง ข้อมูลเกี่ยวกับอาณาจักรใกล้เคียง ข้อมูลจารกรรม อะไรทำนองนั้น ”

” รวมทั้งข้อมูลภายในด้วยหรือเปล่า ”

นั่นทำให้พระอาจารย์เฒ่าชะงักไปเล็กน้อย ” พระองค์หมายถึงสิ่งใดพะยะคะ ”

นั่นทำให้พระองค์ทรงเงียบไปครู่หนึ่งราวกำลังเฟ้นหาถ้อยความที่เหมาะสมที่พระองค์จะตรัสออกไป ” ข้อมูลทางจารกรรมหมายรวมความเคลื่อนไหวภายในประเทศ อย่างการสืบประวัติขุนนาง การสอบสวนกบฏ อย่างนั้นด้วยหรือเปล่า ”

” อ้า…. นั่นก็มี… แต่เหตุใดพระองค์จึงถามขึ้นมาล่ะพะยะคะ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้จำเป็นอะไรต่อการเรียนของพระองค์เสียหน่อย ”

นั่นทำให้อาวดริคถอนพระทัยเฮือกใหญ่ ” ข้าเกลียดตำรา ท่านก็รู้ ”

” อา…นั่นกระหม่อมทราบ ”

” มันอาจเป็นความคิดที่ข้าเห็นชอบเพียงผู้เดียวก็ได้ ” พระองค์ตรัส หากสายตาก้มลงมองต่ำราวกำลังทรงครุ่นคิดอย่างหนัก ” แต่ไหนแต่ไรข้าก็ไม่ชอบทฤษฎีที่ดูราวกับส่งมาจากฟากฟ้าหรือตัวอย่างที่แสนจะเหมาะเจาะอะไรแบบนั้น ข้าไม่เคยคิดว่ามันจะใช้ได้จึงไม่เคยคิดจะเรียนรู้ไว้ แต่การที่ข้าออกห่างจากที่นี่ไประยะหนึ่งทำให้ข้าได้คิด และข้าคิดว่าวิธีที่ข้าจะทำให้ตัวเองสนใจได้คือการเรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้นในราชสำนักจริงๆ ” แล้วพระองค์ก็แย้มพระโอษฐ์ ” ข้าเพียงสงสัยว่าข้าจะหยิบยืมเอกสารเหล่านั้นไปใช้ในการเรียนได้บ้างหรือไม่ ”

” เรื่องนั้นย่อมทำได้พะยะคะ ” หัวหน้าอาลักษณ์เฒ่าหัวเราะอย่างเริงรื่น ” นี่ช่างวิเศษจริงๆ กระหม่อมกลัดกลุ้มอยู่ทีเดียวที่พระองค์ไม่เคยทรงสนพระทัยในการเรียนเลย ถ้าหากนี่แก้ไขได้ย่อมวิเศษพะยะคะ กระหม่อมจะบอกให้พระอาจารย์ทั้งหลายของพระองค์ทราบ พวกเขาจะต้องยินดีแน่ ”

” นั่นก็ดี ” พระองค์ตรัส ” ส่วนเรื่องเอกสารเหล่านั้น ข้าขอฝากด้วยก็แล้วกัน ”

” ได้พะยะคะ ” เขายังคงหัวเราะจนในหลายครั้งพระองค์ก็เกรงอยู่ว่าเขาจะขาดใจ ” นี่เป็นเรื่องดีที่สุดที่อาณาจักรนี้จะประสบเป็นแน่นอน ”

ได้ยินเช่นนั้นเจ้าชายก็ทรงแย้มพระโอษฐ์หากสายพระเนตรจ้องมองออกไปนอกหน้าต่าง ราวกำลังต้องการบอกอะไรบางอย่างกับสายลมเบื้องนอกก็ไม่ปาน

***
น้อยครั้งที่ราชินีอาร์ดาราจะรู้สึกร้อนพระทัยกับคำสั่งที่ไม่เป็นไปตามที่พระนางต้องการ แน่นอนว่าในฐานะราชินีพระนางควรได้ทุกสิ่งที่ปรารถนาหากพระนางดูไม่เคยทุกข์ร้อนใจกับเรื่องเช่นนั้น จะเว้นก็แต่เรื่องใหญ่โตของบ้านเมืองและเรื่องของพระโอรสเท่านั้น ” ท่านหมอยังไม่มาอีกหรือ ”

นางกำนัลผู้ได้รับมอบหมายรีบค้อมหัวถวายรายงานในทันที ” หมอหลวงขึ้นไปยังห้องหลังจากมื้อเสวยแล้วเพคะ แต่…. เจ้าชายไม่ได้ประทับอยู่ที่ห้องเพคะ ”

นั่นทำให้องค์ราชินีผินพระพักตร์มาในทันที ” ทั้งที่ยังไม่แข็งแรงน่ะหรือ ”

” เพคะ ”

ได้ยินเช่นนั้นพระนางก็ถึงกับถอนพระทัย ” ข้ารู้หรือนะว่าเขาไม่ใช่คนที่อยู่นิ่งนัก แต่ทั้งที่น่าจะพักผ่อนมากกว่านี้อีกหน่อยแท้ๆ หวังว่าคงไม่ได้หนีไปนอกปราสาทดอกนะ ”

” ดูเหมือนจะไม่ใช่เช่นนั้นเพคะ ” นางกำนัลกล่าว ” นางม้ายังอยู่ในคอก พระองค์น่าจะยังอยู่ในปราสาทนี้เองเพคะ ”

นั่นออกจะน่าแปลกใจเสียหน่อย แต่ก่อนนี้ทุกคราวที่เจ้าชายหายไปก็มักจะหลบไปพร้อมราพุนเซลทุกครั้ง คงมีแต่คราวนี้เท่านั้นที่พระองค์เตร็ดเตร่ไปในปราสาทที่พระองค์ทรงคุ้นเคยดีแต่เล็กแต่น้อย

ไปไหนกันนะ

” เจ้าไปสืบมาให้ข้าหน่อยได้ไหม ” พระนางตรัสทั้งที่ยังไม่ได้ผินพระพักตร์มามองนางกำนัลผู้นั้นด้วยซ้ำ ” ไม่ต้องทำอะไร แค่รายงานข้าว่าเขาอยู่ที่ใด แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว ”

นางกำนัลผู้นั้นรับคำก่อนจะถวายบังคมลาแล้วจากห้องนั้นมาอย่างเงียบเชียบ คงเหลือแต่องค์ราชินีซึ่งทอดพระเนตรออกไปนอกหน้าต่าง ยากยิ่งจะบอกได้ว่าพระนางกำลังดำริเช่นใด

***
แต่ไหนแต่ไรมานางม้าขาวก็ถูกมองเป็นตัวอันตรายเสมอในโรงม้าหลวงที่ซึ่งม้าตัวอื่นๆจะอยู่อย่างสงบเสงี่ยมเรียบร้อยและเชื่อฟัง พฤติการณ์ของนางในหลายครั้งดูราวกับม้าป่ามากกว่าม้าเลี้ยง บนใบหน้าของนางคือความเย่อหยิ่งทรนง นางจะเชิดลำคอสูง พ่นลมหายใจสั้นๆอย่างถือดีและพร้อมจะถีบใครก็ตามที่เข้าใกล้นางผิดที่ผิดเวลา นางอาจดูมีสติมากกว่าม้าพยศไม่ได้ทำร้ายคนอย่างไม่เลือกหน้า แต่นางก็ยังห่างไกลจากการเป็นม้าเชื่องเช่นกัน

คงมีแต่กับเจ้าชายอาวดริคเท่านั้นที่สามารถสยบนางลงได้ทั้งที่พระองค์แทบไม่เคยต้องเฆี่ยนตีนางและพระองค์เองก็จะตรัสเสมอว่าจะไม่ทรงทำเช่นนั้น การปราบม้าของพระองค์นุ่มนวลที่สุดแม้กับม้าที่บ้าคลั่งที่สุด เป็นที่รู้กันว่าไม่มีใครเชี่ยวชาญเรื่องม้ามากไปกว่าเจ้าชายอาวดริค ก็ไม่น่าแปลกใจนักเมื่อคิดว่าพวกเขาเห็นพระองค์ทรงใช้เวลานานหลายชั่วโมงอยู่กับม้า ทั้งแปรงขน ทั้งให้หญ้าให้น้ำ ทั้งพาไปออกกำลัง นั่นจึงยิ่งไม่น่าแปลกใจถ้านางม้าดื้อด้านอย่างราพุนเซลจะโอนอ่อนผ่อนตามพระองค์มากกว่าใคร แต่ก็มีตอนที่ยากจะเข้าหน้าติด เช่นตอนที่นางกำลังเบื่อเจียนคลุ้มคลั่งอยู่ในโรงม้าที่สลัวด้วยแสงและสาปด้วยกลิ่นม้าตัวผู้ที่กำลังกลัดมัน

” ข้ารู้ ราพุนเซล ข้ารู้ ” พระองค์ตรัสขณะที่ประทับยืนอยู่เบื้องหน้านางม้าที่กระโดดขึ้นลงอย่างเสียสติ นางเดินวนไปมา พ่นลมหายใจฟืดฟาดด้วยความเหนื่อยหน่ายรำคาญ นางอยากออกไปจากที่นี่มากกว่าอะไรทั้งหมด แต่หลายวันหลังจากที่กลับมา เจ้าชายก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะพานางไปที่ใด แม้แต่ตอนหน้าหนาวยังได้ออกไปมากกว่าในตอนนี้ด้วยซ้ำ

นางคงอยากถามเต็มทีว่าทำไมจึงออกไปไม่ได้

” ข้ามีเรื่องต้องสะสางมากมายจริงๆ ” พระองค์ตรัสขณะที่ดึงสายบังเหียนยึดศีรษะของนางเพื่อให้เลิกกระโดดไปมา ไม่นานนางก็ยอมแพ้และยืนสงบนิ่งให้พระองค์ทรงลูบหน้าของนางแต่โดยดี ” เจ้าก็รู้ว่าข้าไม่มีวันทิ้งเจ้าให้เฉาตายในนี้เป็นอันขาด ข้าแค่ต้องการเวลาเท่านั้น ”

นางสะบัดหน้าหายใจฮึดฮัด ราวจะบอกว่าก็จะตายอยู่แล้วนี่ไง

นั่นทำให้เจ้าชายทรงนึกขำ แต่พระองค์ก็เพียงแค่สางขนสีขาวสลวยบนแผงคอของนางพลางตรัสด้วยเสียงที่ทุ่มต่ำและหดหู่ ” หรือไม่กี่วันกลางป่าพาเจ้าเตลิดเสียแล้วนะ ”

ยากจะบอกว่านางฟังถ้อยคำเหล่านั้นเข้าใจเพียงใด แต่เมื่อได้ยินน้ำเสียงเช่นนั้นจากเจ้าชายที่รักของนางราพุนเซลก็เดินเข้ามาใช้จมูกของนางชนเข้ากับกลางพระนลาฏอย่างจัง

แม้ห่างจากการปลอบใจ แต่สำหรับคนที่รู้นิสัยของนางดีนั้น พระองค์ก็อดจะแย้มสรวลมิได้ ” ขอบใจมาก ” พระองค์ว่าพลางเกาปลายคางของนาง ” ข้ารู้หรอกว่าเจ้าเป็นเด็กดีเสมอราพุนเซล ”

ในตอนนั้นเองที่เสียงร้องน่ากลัวดังขึ้นมาจากอีกฟากหนึ่งของโรงม้าตามด้วยเสียงเอะอะเอ็ดตะโรของเจ้าหน้าที่ผู้พยายามจะเข้าสยบสัตว์บ้าตัวนั้น แต่ถึงจะมีกันถึงห้าคนแต่ดูเหมือนการพยายามหยุดยั้งเสียงร้องนั้นจะเป็นไปไม่ได้ เสียงนั้นยังคงร้องครวญอย่างบ้าคลั่งตามด้วยเสียงกีบเท้าทุบหนักๆลงบนพื้นฟาง น้ำหนักของเสียงนั้นฟังดูน่ากลัวอย่างจับใจ แต่น้ำหนักเดียวกันนั้นก็เรียกให้เจ้าชายทรงสนพระทัย พระองค์บอกลานางม้าอย่างนุ่มนวลก่อนจะค่อยๆเสด็จไปทางต้นเสียงที่ว่าแม้ราพุนเซลจะร้องห้ามเสียงสั่นอยู่ไม่ไกล

แค่ครู่เดียว นั่นคือสิ่งที่พระองค์ดำริ พระองค์ต้องการทอดพระเนตรแค่ครู่เดียวว่ามันคือสิ่งที่พระองค์ทรงคาดเดาอยู่หรือไม่

เพียงไม่นานเจ้าหน้าที่ทั้งห้าก็หันมาเห็นพระองค์ พวกเขาต่างค้อมลงถวายเคารพในทันที แต่พระองค์ก็ไม่ได้สนพระทัย สิ่งที่พระองค์ต้องการทอดพระเนตรอยู่ในคอกนั้น กำลังกู่ร้องอย่างขัดเคืองใจ เสียงกีบเท้าเหยียบลงพื้นหนักแน่นเช่นที่แล้วมาแต่ฟังดูเหมือนมันกำลังสะบัดเท้ากระทืบอย่างขุ่นเคืองยิ่ง แล้วรูปร่างสีดำทะมึนนั้นก็ปรากฏชัดต่อหน้าพระพักตร์ รูปร่างและใบหน้าอันเป็นเอกลักษณ์นั้นไม่อาจหาสิ่งใดมาปิดบังได้แม้ในความมืดก็ตาม ในตอนนั้นเองที่เจ้าหน้าที่คนหนึ่งทูลขึ้นว่า ” พระอาญาไม่พ้นเกล้า ข้าพระองค์ไม่คิดว่าม้าตัวนี้เหมาะที่พระองค์จะเข้าใกล้พะยะคะ มันพยศกับเรามาหลายวันแล้วและกำลังเป็นอันตรายอย่างยิ่ง ”

” เพราะเจ้าพยายามใส่เกือกให้มันหรือ ” พระองค์ตรัส ทั้งที่สายพระเนตรเหลือบมองค้อนและทั่งที่ตั้งอยู่ที่นั่นเพียงน้อยนิด

คำตอบคือ ” ถูกแล้วพระเจ้าคะ แต่ต่อให้ไม่ขัดใจนอร์ธบีสท์ก็เป็นสัตว์อันตราย พระองค์ควรอยู่ห่างไว้จะดีกว่า ”

” นั่นสินะ ” พระองค์ทรงดำรัสกับองค์เองชั่วครู่หนึ่งก่อนจะตรัสถามต่อไปว่า ” แล้วในเมื่อมันอันตรายถึงเพียงนี้ ใครกันที่พามันมา ”

” ท่านดยุคแห่งโดบรัมพระเจ้าคะ ” อีกคนรายงาน ” เพื่อเป็นของขวัญแด่องค์ราชินี ”

นั่นอาจเป็นครั้งแรกที่พระองค์ละสายพระเนตรจากม้าตัวนั้นหันกลับมาทอดพระเนตรเจ้าหน้าที่ทั้งห้าคน ” ของขวัญแด่องค์ราชินีอย่างนั้นหรือ พระนางจะเอามันไปทำอะไรกัน ”

คนทั้งห้าก็ไม่อาจหาคำตอบให้พระองค์ได้แม้พวกเขาจะปลุกปล้ำอยู่กับของขวัญนี้มาหลายวันนักหนา กระนั้นม้าตัวนั้นก็ยังไม่มีท่าทีสยบยินยอมแต่อย่างใด มันยังคงสะบัดหน้าหมุนไปมาแม้ตลอดเวลานั้นจะจ้องมองพวกเขาไม่วางสายตา นั่นคือสิ่งที่น่ากลัว พระองค์หรือใครก็ตามในที่นี้ไม่มีใครเคยเห็นม้าที่ทำเช่นว่า ดูราวกับว่ามันกำลังจดจำใบหน้าของผู้คนที่ทำร้ายมันด้วยความอาฆาตแค้น ดวงตาสีดำยิ่งนิลกาฬขุ่นมัวจนแทบไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นดวงตาที่มีชีวิต

แต่มีบางอย่างเกี่ยวกับนอร์ธบีสท์นี้ที่สะดุดพระทัยของเจ้าชายอย่างยิ่ง พระองค์เคยเห็นม้าพันธุ์นี้มาครั้งหนึ่ง นานมาแล้วเมื่อครั้งพระองค์ยังทรงพระเยาว์ พระองค์ยังทรงจดจำความกลัวและความเศร้าโศกสิ้นหวังในตอนนั้นได้ดีดังหนึ่งว่ามันถูกสลักบนเหล็กกล้า ค่ำคืนนั้นมืดมิดขณะที่ม้าปีศาจเช่นตัวนี้เดินตรงเข้ามาหาพระองค์ เส้นขนสีดำสะบัดไปในสายลมที่กรรโชกราวพายุคลั่ง ร่างของมันดูราวจะใหญ่โตยิ่งกว่ากำแพงปราสาท ทุกก้าวเหมือนจะทำให้พื้นลานดินสะเทือนเลื่อนลั่น เสียงนั้นกัมปนาทราวเสียงฟ้าผ่าฟาดลงต่อหน้าเบื้องพระพักตร์ คืนนั้นมีฝนหรือ หรือมันเป็นน้ำตา ใจของพระองค์เรียกหาพระมารดาที่รู้แน่ว่าได้จากไปไกลแสนไกลแล้วขณะที่ปากร้องเรียกพระบิดาซึ่งแน่แก่พระทัยว่าก็ไม่ได้อยู่ในวิสัยจะเข้ามาช่วยพระองค์ในตอนนั้น

แต่ที่นั่นมีสตรีอีกนางหนึ่ง สตรีในผ้าคลุมสีคล้ำดุจเดียวกับม้าตัวนั้นหากนางยืนอยู่ข้างพระองค์ สงบนิ่งดุจหินผาที่อาจทานทนทุกสิ่ง และเช่นเดียวกับหินผาที่ปราศจากความอบอุ่นเมตตา นางยืนอยู่เช่นนั้นในอาภรณ์ต่างถิ่น กลิ่นหอมประหลาดกำจรจากร่างของนางพร้อมกับเสียงกำไลโลหะกระทบกันแผ่วเบา พระองค์ไม่อาจจดจำใบหน้าของนางได้ชัดแม้แน่พระทัยว่าตอนนั้นนางหันมาทางพระองค์ด้วยสายตาจากใต้แนวผ้าคลุมที่ทำให้พระองค์หวาดกลัวเช่นเดียวกับม้าตัวนี้ อากาศรอบพระองค์เหมือนจะสะเทือนสะท้อนเพียงเสียงเดียวว่า

‘ ท่านพ่อไม่มาหรอก ‘

นั่นคือเศษเสี้ยวความทรงจำที่กลับมาสู่พระองค์ในตอนนั้น ขณะที่นอร์ธบีสท์หยุดยืนอยู่เบื้องพระพักตร์มีเพียงถ้อยคำนั้นที่พระองค์ทรงจดจำได้เด่นชัด มันคือถ้อยคำที่ส่งพระองค์ลงสู่ความสิ้นหวังและปิดกั้นพระองค์จากการรับรู้อื่นใด ความรู้สึกที่ยากจะบรรยายถ่าโถมใส่พระองค์เมื่อเยาว์วัยเหมือนน้ำหลากและส่งพระองค์ลงสู่ก้นหุบเหวที่ยากยิ่งจะหายใจ

แต่สตรีผู้นั้นเป็นใคร

เหตุใดกันเมื่อยามที่พระองค์จ้องมองใบหน้าราวปีศาจนั้น พระองค์กลับรู้สึกราวกับว่าพระองค์ทรงรู้อยู่แล้ว

***
อีกครั้งที่หัวหน้าอาลักษณ์ผู้ชราต้องตกใจ ” รายการของนอร์ธบีสท์ที่ถูกส่งมาที่นี่หรือพะยะคะ ” อาจารย์เฒ่ามุ่นคิ้ว ” ไม่มีหรอกพะยะคะ ”

เมื่อนั้นก็ถึงคราวเจ้าชายจะมุ่นคิ้วบ้าง ” หมายความว่ายังไงไม่มี ”

” ของประหลาดอย่างนอร์ธบีสท์ไม่ต้องค้นรายการข้าพระองค์ก็นึกออกพะยะคะ ไม่เคยมีม้าพันธุ์ที่ว่านี้ส่งมาที่นี่เลย ตัวที่พระองค์ทอดพระเนตรเป็นตัวแรกที่ส่งตรงมาจากเขตกาลัทเทียร์ ”

นั่นยิ่งทำให้พระองค์กลัดกลุ้มพระทัย ในความทรงจำอันลางเลือนนั้น สิ่งเดียวที่เด่นชัดพอจะใช้สืบค้นต่อไปได้คือนอร์ธบีสท์ที่พระองค์ได้เห็น แต่ถ้ามันไม่เคยมาที่นี่ แล้วพระองค์ทรงพบกับมันตอนไหน แล้วเหตุใดนางผู้นั้นจึงมั่นใจนักว่าเสด็จพ่อของพระองค์จะไม่มีวันมา ความทรงจำนั้นคือตอนที่พระองค์อายุเท่าไหร่กัน

” แต่ทหารก็เคยพยายามใช้ม้าพันธุ์นี้ไม่ใช่หรือ ” พระองค์ตรัสถาม ” ข้าจำได้ว่ามันหลายปีมาแล้ว ไม่มีซักตัวที่มาที่นี่เลยหรือ ”

” ประตูปราสาทหลังนี้แม้แต่หนูซักตัวก็ยังเข้าไม่ได้พะยะคะ ประสาอะไรกับม้าดุร้ายที่เลื่องชื่อในสงครามกัน ”

” แต่ข้าก็ไม่เคยไปที่โรงเรียนทหาร…. ไม่เคยออกไปไหนเลยต่างหากล่ะ ข้าจะไปเห็นมันได้ยังไงในเมื่อยังไม่เคยเหยียบออกจากที่นี่ด้วยซ้ำ ”

สีหน้าของพระอาจารย์บอกชัดถึงความประหลาดใจจนหน้าที่เหี่ยวย่นแทบจะตึงเหมือนใบเรือ ” พระองค์เคยเสด็จไปพำนักที่อื่นหลายเดือน จำไม่ได้หรือพะยะคะ ”

ต้องเรียกว่ายิ่งกว่าจำไม่ได้ พระองค์ไม่เคยรู้สึกว่าเคยออกไปจากที่นี่เลยในช่วงชีวิตที่ผ่านมา ถ้ามันเป็นวันหรือสองวันก็คงไม่น่าแปลกใจ แต่หลายเดือน พระองค์เสด็จออกไปนอกปราสาทนี้เป็นเวลาหลายเดือนได้อย่างไรโดยที่พระองค์ไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับสถานที่นั้นแม้เพียงนิด

ความตกพระทัยที่หัวหน้าอาลักษณ์ได้เห็นมากพอที่จะอธิบายทุกสิ่ง ผู้เฒ่าเพียงแค่ปรายยิ้มและยักหน้าอย่างเข้าอกเข้าใจ ” ไม่น่าแปลกหรอกพะยะคะ ตอนนั้นพระองค์ยังทรงพระเยาว์นัก แค่7ชันษาเท่านั้น แล้วถึงพระองค์จะเสด็จแปรพระราชฐานแต่เพราะความไม่สงบพระองค์จึงต้องประทับอยู่แต่ในที่พัก ปราสาทใดๆสำหรับเด็กอายุขนาดนั้นก็คงเหมือนกัน ”

” แล้วมันเป็นที่ใดกันล่ะ ”

” โดบรัมพะยะคะ ” พระอาจารย์กล่าว ” เมื่อสิบห้าปีก่อนพระบิดาของพระองค์ทรงออกไปทำสงครามจึงเสด็จแปรพระราชฐานไปที่โดบรัมซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือใกล้สมรภูมิมากกว่า นี่พระองค์ทรงเรียนในวิชาประวัติศาสตร์ตอนทรงพระเยาว์ไปแล้วไม่ใช่รึพะยะคะ ทำไมถึงทรงลืมสงครามสำคัญอย่างการสงครามกาลัทเทียร์ไปได้ ”

” ข้าเคยตั้งใจเรียนที่ไหนกัน ” ตรัสเช่นนั้นแล้วเจ้าชายก็ทรงถอนพระทัย ” แต่เรียนใหม่ย่อมไม่สายดอกจริงไหม ”

นั่นคือดำรัสที่ทำให้พระอาจารย์ผู้ชรายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปทั้งวัน

***
TBC in Chapter 11

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: