A Fairytale: อาณาเขตแห่งเหยี่ยว บทที่ 11

Title: A Fairytale
Book I: อาณาเขตแห่งเหยี่ยว (The Land of the Hawks)
Author: vekin
Rate: PG-13
Warning: คนเขียนอ่อนคำราชาศัพท์เป็นอย่างยิ่ง ต้องขออภัยในความผิดพลาดมา ณ ที่นี้
***บุคคล เหตุการณ์และสถานที่ในเรื่องล้วนสมมติขึ้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องพาดพิงกับบุคคลและเหตุการณ์จริงแต่อย่างใด***

Chapter 11
####################################################

” วันที่xx เดือนxx ปี xxxx

ปีนี้ดูท่าจะเป็นปีที่มืดมิดอย่างยิ่งสำหรับพวกเราทั้งหมด ลางร้ายมาถึงตั้งแต่ที่ข้าได้ยินว่ากษัตริย์ลุดวิกจะทรงทำสงครามกับดินแดนทางเหนือที่เรียกว่ากาลัทเทียร์ ข้าเองก็ไม่รู้หรอกว่าทำไปเพื่ออะไร ข้าไม่เคยเข้าใจอยู่แล้ว แต่จากที่ว่ากันว่ากาลัทเทียร์ไม่น่ามีพิษสงตอนนี้กลับไม่มีคนที่ไม่กลัวพวกเขา ข้าเองก็รู้ไม่มากนักดอก สามีของข้าแทบไม่เล่าสิ่งใดในจดหมายของเขานอกจากว่าเขาสบายดีและอย่าได้เป็นห่วง ข้าไม่ตำหนิเขาหรอกที่เช่นนั้น ตอนนี้เขาคงอยู่ที่แนวหน้าพร้อมกับพระราชา เขาเคยเล่าให้ข้าฟังว่าเขากับพระองค์สนิทกันเพราะเคยเรียนในชั้นเรียนเดียวกันอยู่ช่วงหนึ่ง เขาบอกว่าการอยู่ในทัพของกษัตริย์นั้นปลอดภัยอย่างที่สุด

แต่แม่นมของข้าบอกอีกอย่าง ทัพหลวงคือทัพที่จะถูกโจมตีหนักหน่วงกว่าทัพใดๆ การบอกว่าปลอดภัยคงเป็นแค่คำปลอบขวัญ

มาคิดดูก็คงเป็นอย่างนั้น เพราะจดหมายของเขามาน้อยลงทุกที ในคราแรกๆเขาเขียนถึงข้าแทบทุกวัน บรรจงเล่าถึงความเป็นไปทั้งหมดทั้งมวล แต่ตอนนี้ไม่มีของแบบนั้นในจดหมายของเขา พอข้าฉุกคิดได้เช่นนั้นทีไร ข้าก็จะพาลร้องไห้เสียทุกครั้ง ข้าไม่รู้ว่าจะทำยังไงดีถ้าเขาไม่อาจกลับมา ข้าจะเหลือเพียงบ้านที่ร้างผู้คนและคนของเขาที่ต้องดูแล แล้วข้าน่ะหรือ คนที่ถูกเรียกว่าเป็นหญิงโง่และพิการน่ะหรือจะดูแลสิ่งที่เขาทิ้งไว้ได้ ข้าร้องไห้อยู่เป็นวันๆเพราะอย่างนั้น เพราะข้าไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี

ทำไมข้าถึงมีลูกไม่ได้นะ ถ้าข้ามีลูกกับเขาเสียข้าอาจยังพบจุดหมาย ข้าทำอะไรไม่ได้มากนักก็จริง แต่อย่างน้อยข้าคงพอทำให้มันคงอยู่จนลูกของเราโตพอ แต่ตอนนี้เล่า บอกข้าเถิดว่าข้าควรรักษามันไปเพื่อใครถ้าไม่มีเขา ”

***

เด็กชายอ่านบันทึกหน้านั้นจบก็ถอนใจเฮือกใหญ่พลางนวดหัวคิ้วที่เมื่อยล้าจากการเพ่งอ่านในแสงเทียนสลัวอยู่เป็นเวลานาน เขาเองก็ไม่รู้ว่าทำไมจึงใจจดใจจ่ออ่านอยู่ได้นานสองนานจนแทบจะลืมดูวันเวลา มารู้ตัวอีกทีก็เมื่อตะวันกำลังเริ่มจะทอแสงของวันใหม่เสียแล้ว

” อดนอนเลยเรา ” อาร์เซนรำพึงกับตัวเองก่อนจะบิดขี้เกียจอยู่บนเก้าอี้แล้วดับเปลวเทียนที่จวนเจียนจะไหม้หมดแท่งอยู่เต็มแก่แล้ว เขาอ่านอยู่ทั้งคืน ทั้งคืนเลยทีเดียว ทั้งที่มันไม่ได้มีอะไรให้อ่านมากมายขนาดนั้น มันเป็นแค่สมุดบันทึก แต่ก็บันทึกอย่างละเอียดละออมากจนบางครั้งเขาอดสงสัยไม่ได้ว่านี่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงหรือไม่เพราะในหลายเรื่องมันฟังดูเหมือนนิยายมากกว่าบันทึกจากความทรงจำ

หรือที่เขาตั้งใจอ่านมันมากขนาดนั้น เพราะมันเป็นเรื่องของแม่ซึ่งเลี้ยงดูเขามา เขายังจดจำเสียงหัวเราะของนางได้ ยังจำใบหน้าของนางยามที่เล่าเรื่องราวที่นางพานพบด้วยความสดชื่น แม้จะอายุสั้นนางก็เป็นหญิงที่มีความสุขอย่างยิ่ง ตอนก่อนสิ้นใจนางยังหัวเราะกับพวกเขาอยู่ด้วยซ้ำ เขายังจำคำที่นางกล่าวไว้ได้อย่างแม่นยำรวมทั้งความเริงรื่นในน้ำเสียงนั้น ‘ จะร้องไห้ไปเพื่ออะไรในเมื่อแม่ไม่มีสิ่งใดในชีวิตต้องเสียใจแม้แต่อย่างเดียว แม้เราจะไม่ได้พบกันอีก แต่ใครบอกเล่าว่ามันจะเป็นตลอดไป ‘ สมุดบันทึกของนางคือสิ่งสุดท้ายที่สะท้อนความรื่นรมย์ของนางกลับมาสู่เขาอีกครั้ง

แต่เมื่อถึงเวลาไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องปิดสมุดเล่มนั้น เด็กชายเก็บสมุดเหล่านั้นเรียงไว้อย่างดีในตู้แล้วลงกลอน ก่อนจะเปลี่ยนเสื้อผ้าลงบันไดมายังชั้นล่างเวลาเดิมที่เขาลงมาเป็นประจำจึงมั่นใจอย่างยิ่งว่าคงไม่มีใครรู้ว่าเขาอดนอนมาทั้งคืน

” ตายจริงวันนี้เป็นอะไรไปคะคุณหนู ทำไมดูซีดๆโทรมๆแบบนั้น นอนไม่หลับหรือคะ ”

ตอนนั้นเองที่อาร์เซนเริ่มตระหนักได้ว่าเขากำลังมองโลกในแง่ดีเกินไป ” ก็ทำนองนั้นแหละจ้ะป้า ” เขาตอบก่อนจะยกอาหารเช้าขึ้นไปให้น้าๆที่ยังบาดเจ็บอยู่ในห้องชั้นบน  แล้วกลับลงมาตักน้ำที่ลานหลังบ้านเหมือนทุกเช้า แต่ทันทีที่ก้าวพ้นประตูออกมาเขาก็ต้องชะงัก ต่อให้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นติดๆกันมาตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่จะให้เขาเคยชินกับคุณชายน้อยนั่งซ่อมคราดอยู่หน้าประตูโรงนาเหมือนกับว่ามันเป็นที่ของเขาแบบนั้นได้อย่างไร

แมกซิมิเลียนเพียงแค่เงยหน้าขึ้นมาแล้วทักเขาสั้นๆว่า ” อรุณสวัสดิ์ ”

สำหรับอาร์เซนตอนนี้ ถ้าเด็กหนุ่มลุกขึ้นมาทะเลาะกับเขาเรื่องราวมันคงง่ายกว่ากันมาก สิ่งเดียวที่เขาตอบไปได้มีเพียงแค่ ” อรุณสวัสดิ์ ” แล้วก็เดินไปตักน้ำเหมือนกับว่ามันเป็นวันปรกติวันหนึ่ง

ไม่หรอก มันไม่ปรกติ เขารู้สึกได้เหมือนมันอยู่ในกระดูกของเขา ท่าทีของคุณชายน้อยที่นิ่งเงียบแบบนั้นไม่ใช่ท่าทีปรกติ สายตานั่นก็ไม่ปรกติ มันไม่ใช่สายตาที่มองดูโลกอย่างเหยียดหยามเหมือนที่เขาจำได้แม่นยำ นั่นยิ่งทวีความรู้สึกอึดอัดในอกของเขาให้มากเข้า เขาไม่ชอบเลยเมื่อแมกซิมิเลียนมองเขาด้วยสายตาดูถูกดูแคลน แต่ตอนนี้เขาเริ่มตระหนักได้ว่าตนเองอาจเกลียดการถูกเด็กหนุ่มจ้องมองมากกว่าอะไรทั้งหมด

เขาจึงรีบจัดการตักน้ำให้เรียบร้อย รีบเอาไม้ถูออกมาแล้วเข้าเรือนใหญ่ไปโดยเร็วแม้แม่นมจะทักท้วงว่า ” จะไม่ทานอาหารเช้าก่อนหรือคะ ”

เขายิ้มขณะที่ตอบว่า ” ไม่ล่ะจ้ะ ” แล้วรีบออกจากที่นั่น

เขาต้องไปให้ไกลแมกซิมิเลียน ไกลที่สุดที่เป็นไปได้

เด็กชายรีบจ้ำผ่านโถงของบ้าน ผ่านหน้าเจสสิก้าซึ่งทำท่าจะทักอะไรเขาซักอย่างแต่ก็เงียบไป เขาคงหน้าบอกบุญไม่รับ แต่จะให้บุญรับอะไรในวันอย่างนี้ที่หัวของเขาตึงแน่นและลมหายใจถี่กระชั้น เขาต้องเคลื่อนไหว อาร์เซนรีบเลี้ยวขึ้นบันไดตรงขึ้นไปยังโถงชั้นบน ทุกก้าวที่ก้าวขึ้นไปกลับเหมือนยิ่งทำให้เขาหายใจลำบาก ด้วยกลัวว่าจะตกบันไดเขายิ่งรีบก้าวขึ้นไป แต่ยิ่งรีบกลับยิ่งหายใจไม่ได้ จนในที่สุดอาการวิงเวียนก็ทำให้เรี่ยวแรงของเขาหมดวูบ ร่างของเขาเซจนต้องคว้าราวบันได แต่นั่นไม่ช่วยเมื่อเท้าของเขาก้าวพลาดไป

แขนสองข้างที่โผล่มาจากที่ใดก็ไม่รู้ช่วยประคองเขาให้นั่งลงตรงขั้นบันไดนั้นก่อนที่จะพลัดตกไปเสียก่อน ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงรู้อยู่แล้วว่าเป็นใครตั้งแต่มือทั้งสองจับเขาไว้ในครั้งแรก ” ขอบคุณครับ คุณชายน้อย ”

เด็กหนุ่มก็เพียงแค่ยักหน้าขณะที่จับเอาทั้งไม้ถูทั้งถังวางเก็บไปข้างทาง ” ข้าเห็นเจ้าหน้าซีดๆเลยตามมาดู นี่เจ้าได้พักผ่อนบ้างหรือเปล่า ”

” พักครับ ”

” นอนหลับหรือเปล่า ”

เด็กชายก็ได้แต่เงียบ

นั่นทำให้คุณชายน้อยถอนใจด้วยความหงุดหงิด ” นอนก็ไม่นอน ข้าวเช้าก็ไม่กิน ตัวเองไม่ใช่ว่าแข็งแรงแล้วก็ดันวิ่งขึ้นบันไดทั้งที่หิ้วของพะรุงพะรัง ” พูดจบเขาก็เอามะเหงกเขกหน้าผากเด็กชายเบาๆ ” เจ้าคิดอะไรอยู่กันแน่ ”

ไม่ได้คิดอะไรเลยน่าจะเป็นคำตอบที่ดีกว่า แต่สิ่งที่สะกิดใจเด็กชายมากที่สุดอาจเป็นท่าทีของแมกซิมิเลียนเองที่แปลกไปอย่างเห็นได้ชัดจนเขาอดถามย้อนไม่ได้ ” คุณล่ะครับคิดอะไรอยู่ ”

เด็กหนุ่มก็เพียงแค่ขมวดคิ้วเป็นเชิงถาม

” ก่อนหน้านี้คุณชายน้อยด่าข้าทุกคำ ต่อมาก็ดีกับข้าทุกอย่าง แล้วตอนนี้กลับมาบ่นกับข้าเป็นไฟแถมเขกหัวข้าอีก ตอนนี้ข้ายอมรับความโง่เง่าของตัวเองแล้ว ข้าไม่เข้าใจคุณชายน้อยเลยจริงๆ ”

มันอาจเป็นความอ่อนล้าถึงทำให้เขาพูดไปอย่างนั้น แต่ในจังหวะเช่นนั้น ในขณะที่กระแสความคิดทั้งหลายยังสับสน เขาไม่มีคำถามอื่นใดอีกที่ชัดเจนมากไปกว่าคำถามนี้ เขาไม่เข้าใจท่าทีที่เปลี่ยนไป เหตุผลนั้นยังคิดว่าพอหาได้ แต่ความรู้สึกแบบไหนกันที่ทำให้คนๆหนึ่งสามารถกลับไปกลับมาได้อย่างนี้ แมกซิมิเลียนยังคงเงียบ ในหลายครั้งเขาเหมือนกำลังจะพูดอะไรบางอย่างแล้วก็หุบปากไว้ ยังไม่รู้ว่ามีอีกเท่าไหร่ที่เขาเก็บไว้โดยไม่กระทั่งคิดว่าจะพูดออกมา

แล้วคำแรกที่หลุดออกมาจากปากเขาก็คือ ” เจ้าไปกินข้าวเสียก่อนเถอะ ”

อาร์เซนได้ยินเช่นนั้นก็มุ่นคิ้ว

” เจ้าไม่มีแรงเหลือแล้วอาร์เซน ไปกินข้าวเสีย แล้วหัวของเจ้าจะแล่นเอง ”

แล้วเด็กหนุ่มก็แบกทั้งไม้ถูและถังน้ำลงไปด้านล่างโดยไม่เหลียวมองเด็กชายซึ่งนั่งอ้าปากค้างอยู่กลางบันไดแม้แต่นิดเดียว

***

” วันที่ xx เดือน xx ปีxxxx

จะรู้จะเรียกว่าวันนี้เป็นวันดีหรือวันไม่ดี วันนี้ท้องฟ้าแจ่มใส โจเริ่มอาการดีขึ้นหลังจากเป็นไข้สูงเจียนตายไปเมื่อวันก่อน ยังดีที่เราสามารถหาหมอมือดีมารักษาเขาได้ คงเพราะข้าเป็นแม่ทูนหัวของเขาคนพวกนั้นถึงแสดงฝีมืออย่างเต็มที่ ก็ไม่ใช่ว่าพวกเขาเป็นคนเลวหรอก แต่คนพวกนี้ก็ทำมาหากิน ข้าเพิ่งจ่ายเงินเขาเต็มเม็ดเต็มหน่วยไปเมื่อเช้านี้ ไม่รู้ว่าสามีข้าจะว่าอย่างไรบ้างที่ข้ารับเป็นแม่ของเด็กๆแถวนี้

แต่พวกเขาต้องการความช่วยเหลือนี่ พ่อพี่น้าอาของพวกเขาก็ไปออกรบในสงครามเหลือแต่หญิงสาวให้เฝ้าบ้าน ยังดีที่พอมีหมอเหลือให้เราบ้าง ไม่เช่นนั้นเราคงป่วยตายกันหมด มีสองครอบครัวแล้วตอนนี้ที่ติดโรค หมอคนที่ว่าก็ไปตรวจให้แล้ว เขาบอกข้าว่าอาการไม่หนักนัก ข้าก็หวังว่าพวกเขาจะหายโดยเร็ว และถ้าจำเป็นก็คงต้องเอาชื่อเมริสมาเข้าช่วย

ไม่รู้เหมือนกันว่าสามีข้าจะว่าอย่างไรเรื่องนั้น แต่ข้าก็ทำไปแล้ว ข้าอยากให้พวกเขารอดจริงๆ โดยเฉพาะเด็กๆ พวกเขาเป็นความหวังของพวกเราในวันคืนที่ดำมืดแบบนี้ อย่างน้อยพวกเขาต้องกินอิ่มนอนหลับ ไม่ว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นเช่นไร ข้าไม่อยากนึกว่ามันจะเป็นเช่นไรถ้าราชาลุดวิกแพ้ ข้าได้ยินข่าวลือความโหดเหี้ยมของกองทัพกาลัทเทียร์มาเป็นระยะๆ โดยเฉพาะเรื่องม้าของพวกเขาที่สามารถทำลายบ้านทั้งหลังได้

ขอพวกเขาอย่ามาที่นี่เลย เพราะข้าไม่อาจทำอะไรพวกเขาได้ แต่ที่ข้ากลัวคือเด็กๆของพวกเรา ในวันคืนเช่นนั้นเขาจะอยู่กันอย่างไร แต่มันจะไม่เกิดขึ้นหรอก ข้าเชื่อเช่นนั้น เชื่อจนหมดหัวใจ ”

***

ยากจะประเมินว่าสิ่งที่พระองค์ทรงได้รับจากห้องของอาลักษณ์หลวงนั้นผิดแผกจากปรกติหรือไม่ พระองค์ขอให้พระอาจารย์นำบันทึกต่างๆของสงครามกาลัทเทียร์มาให้พระองค์โดยหวั่นพระทัยอยู่ไม่น้อยว่าเอกสารเหล่านั้นคงมีมากมายมหาศาลจนไม่มีทางอ่านได้หมด แต่สิ่งที่เจ้าหน้าที่กองอาลักษณ์นำมานั้นกลับมีเพียงบันทึกไม่กี่ฉบับเท่านั้น

” หมดแล้วหรือ ” เจ้าชายตรัสถาม และเจ้าหน้าที่ผู้นั้นก็ตอบว่าใช่

” นี่คือทั้งหมดจากสงครามกาลัทเทียร์ เป็นบันทึกของกองอาลักษณ์ที่ชำระไปเมื่อเจ็ดปีก่อน มีบันทึกของท่านเสนาบดีในขณะนั้น ประกาศและบันทึกปลีกย่อยอีกหลายประการพะยะคะ ”

แต่นั่นไม่ทำให้อาวดริคทรงพอพระทัยเท่าใดนัก พระองค์ทรงคาดว่าจะพบมากกว่านี้มาก แล้วทำไม- ” พวกนี้เขียนขึ้นที่ไหน ”

” ต้นฉบับถูกเขียนขึ้นที่โดบรัมในช่วงสงครามพะยะคะ ”

” เอากลับมาหมดหรือเปล่า ”

” ไม่มีสิ่งใดเหลือทิ้งไว้พะยะคะ ”

แล้วเจ้าชายก็ทรงเหลือบพระเนตรขึ้นจากที่มองต่ำอยู่ก่อนหน้า ” ถูกทำลายไปบ้างหรือเปล่า ”

” ไม่มีพะยะคะ ” อาลักษณ์ผู้นั้นยืนยันหนักแน่น ” ทุกชิ้นเราเอากลับมาจากโดบรัม ไม่มีการทำลายชิ้นใดทิ้งไป ถ้ามันจะดูน้อยก็เพราะในภาวะเช่นนั้นมีการบันทึกเพียงเรื่องสำคัญๆ จะไม่มีเรื่องปลีกย่อยมากนักพะยะคะ ”

นั่นก็ใช่ ในภาวะสงครามใครกันจะมานั่งบันทึกทุกอย่างทุกย่างก้าว พระองค์เริ่มตระหนักในตอนนั้นเองว่าไม่ว่าอย่างไรพระองค์จะทรงเห็นเพียงภาพใหญ่อย่างที่คนทั่วไปได้รับรู้ พวกเขาเอาชนะกาลัทเทียร์ที่โหดร้ายมาอย่างยากลำบาก บ้านเมืองที่บอบช้ำไปทั้งดินแดนฟื้นฟูขึ้นด้วยมือของกษัตริย์ผู้ทรงธรรม์และปรีชาสามารถยิ่ง จะไม่มีที่ไหนเขียนมากไปกว่านั้นเลยหรือไร ” ข้าขอบใจเจ้ามาก เจ้าไปเถอะ ” เจ้าชายตรัสเรียบๆหากพระเนตรของพระองค์แสดงความขุ่นเคืองอย่างเห็นได้ชัดจนเจ้าหน้าที่ผู้นั้นรีบถวายบังคมลาแล้วปล่อยให้พระองค์ประทับอยู่ตามลำพัง

ชั่วขณะหนึ่งเจ้าชายไม่กระทั่งขยับองค์ จมดิ่งอยู่ในห้วงดำริราวกำลังทรงทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมาด้วยความสงสัยเป็นอย่างยิ่ง นี่เป็นสงครามสำคัญมาก แม้พระองค์จะยังทรงพระเยาว์ในขณะนั้นแต่พระองค์ก็มีพระชนมายุร่วม7ชันษาเข้าไปแล้ว เป็นไปได้อย่างไรที่พระองค์จะทรงจำเรื่องแปรพระราชฐานไม่ได้และไม่มีเรื่องของสงครามใดๆอยู่ในความรู้สึกของพระองค์

อย่างน้อยพระองค์ควรจะรู้สึกว่าพระบิดาหายไป ราชาลุดวิกในวัยหนุ่มบัญชาการกองทัพทั้งใกล้ไกลด้วยองค์เองอย่างกล้าหาญหรืออย่างน้อยนั่นคือที่พระองค์ได้รู้มา เช่นนั้นเจ้าชายจะต้องประทับอยู่กับพระมารดาเพียงสององค์ที่ปราสาทแห่งโดบรัม

แล้วทำไมท่ามกลางความทรงจำทั้งหลายเกี่ยวกับพระมารดาจึงไม่มีเรื่องราวที่พระองค์อยู่กันเพียงลำพัง

หรือเพราะพระองค์เองนั่นแหละที่ไม่อยากจดจำไว้

แล้วตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ตำแหน่งของพระมารดาถูกแทนที่ด้วยอาร์ดารา ทำไมพระองค์ไม่ทรงจดจำเรื่องราวการสิ้นพระชนม์ของพระมารดาหรือการอภิเษกสมรสของพระบิดาได้เลย

แล้วดำริของพระองค์ก็ชะงักงันถึงขั้นกระเด็นหายเมื่อเหลียวไปข้างกายแล้วสบสายพระเนตรกับดวงพักตร์อันงดงามที่พระองค์ทรงคุ้นเคยยิ่ง หากการมาถึงอย่างเงียบเชียบนั้นทำให้อาวดริคต้องทรงผวา ความตื่นตระหนกบนพระพักตร์ของพระโอรสทำให้ราชินีอาร์ดาราทรงแย้มสรวล ” อะไรกันนี่เจ้ายืนคิดอะไรอยู่คนเดียวจนไม่รู้ว่าแม่เข้ามาเลยหรือ ”

เจ้าชายถอนใจแล้วตรัสตอบไปว่า ” พระอาญาไม่พ้นเกล้า ข้าไม่รู้สึกจริงๆตอนที่พระองค์เข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ ”

” แสดงว่าเจ้ามีเรื่องที่ต้องครุ่นคิดอย่างมากสินะ ” พระนางตรัสก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ยาวที่กลางห้อง ” แล้วก็ยังมากพิธีรีตรองเหมือนเคย เจ้าไม่ต้องเป็นทางการกับแม่ของเจ้าก็ได้นะ ”

” พระอาญาไม่พ้นเกล้า ” เจ้าชายตรัสอย่างเรียบเฉยขณะที่สายพระเนตรจ้องมองแน่วนิ่ง ” นั่นเพราะพระองค์คือองค์ราชินี และหาใช่แม่ของข้าไม่ ”

ในห้องนั้นพลันเงียบกริบในทันใด หากองค์ราชินีมิได้มีท่าทีจะตำหนิพระองค์แต่อย่างใด พระนางเพียงแค่มองดูพระโอรสก่อนจะแย้มพระโอษฐ์น้อยๆ ” นั่นสินะ ” แล้วพระนางก็ทรงลุกขึ้นและดำเนินมาหยุดตรงหน้าเจ้าชายก่อนจะตรัสเพียงแผ่วเบาว่า ” แต่ข้าก็อยู่ใกล้ความเป็นแม่ที่สุดที่ข้าจะทำได้แล้ว สิ่งใดที่อยู่ในใจเจ้าย่อมบอกเล่าแก่ข้าได้เสมอ หากข้าช่วยอะไรได้วางใจเถิดว่าจะช่วยจนสุดความสามารถ ”

” เป็นพระกรุณายิ่ง ” เจ้าชายตรัส ยังคงจ้องมองพระนางอยู่เช่นเคย

แล้วพระนางก็ตรัสถามขึ้น ” พักนี้ข้าเห็นเจ้าวิ่งวุ่นไปทั่วปราสาทไม่ได้ออกไปพักผ่อนที่ไหนเลย มีอะไรในใจหรือเปล่าอาวดริค ”

คำตอบของพระองค์มีเพียงสั้นๆว่า ” ไม่มีพะยะคะ ”

นั่นทำให้องค์ราชินีเลิกพระขนง ” ไม่มีหรือ แล้วอะไรกันที่ทำให้เจ้าอยู่อ่านหนังสือจนดึกดื่นค่อนคืนอยู่เสมอทั้งที่ไม่เคยทำมาก่อน เมื่อคืนเจ้าฟุ่บหลับไปที่โต๊ะนี่เลยไม่ใช่หรือ ”

บนใบหน้าของเจ้าชายยังคงเรียบเฉยขณะที่ตรัสไปว่า ” ตอนที่ถูกจับตัวข้ามีเวลาได้คิด และข้าเพียงแปรความคิดนั้นเป็นการกระทำ ”

” อย่างนั้นหรือ ” พระนางตรัสพลางแย้มพระโอษฐ์ ” ถ้าเป็นเช่นนั้นก็จงขยันต่อไปเถิด แต่อย่าได้หักโหมเป็นอันขาดนะ ” แล้วพระนางก็เสด็จออกจากห้องนั้นไปอย่างเงียบเชียบโดยไม่ลืมหันมาโบกพระหัตถ์ลาจากด้านนอกประตู

ทันทีที่ประตูนั้นปิดลงอาวดริคก็ถอนพระทัยเฮือก พระองค์แทบจะทรุดองค์ลงตรงที่นั้นแต่ทรงค้ำโต๊ะด้านหลังไว้ทัน ทั้งพระวรกายพลันเย็นวาบราวกับตกลงในน้ำที่เย็นเยือกของฤดูหนาวในขณะที่พระหทัยสั่นรัว มันเป็นความกลัว ราชินีอาร์ดาราทำให้พระองค์กลัวอย่างจับจิตจับใจ ” นางรู้ได้ยังไง ” พระองค์ตรัสกับองค์เองขณะที่เงยพระพักตร์ขึ้น สายพระเนตรมองตรงไปยังภาพของพระองค์ในกระจกซึ่งมองกลับมาด้วยความกลัวเดียวกันนั้นโดยปราศจากซึ่งคำตอบ

***

ห้องบรรทมยังคงเงียบเชียบและสลัวแสงเช่นเคยเมื่อหล่อนก้าวเข้ามาภายในห้องเช่นเดียวกับเงาที่ปรากฏโดยไร้สุ้มเสียง ร่างแบบบางก้าวช้าๆไปยังบานหน้าต่างเช่นที่กระทำอยู่ทุกวันเป็นกิจวัตรไม่ต่างอะไรกับพิธีกรรมต้อนรับเช้าของวันใหม่อีกวัน หากคราวนี้นางทรุดกายลงตรงเก้าอี้ยาวที่ริมหน้าต่างนั้นก่อนจะกระซิบแผ่วเบาว่า ” หม่อมฉันนำของที่พระองค์ต้องการมาแล้วเพคะ ”

น่าแปลกที่เจ้าชายทรงลืมพระเนตรขึ้นอย่างง่ายดายแล้วตรัสถามว่า ” มีใครตามเจ้ามาหรือเปล่า ”

” ไม่มีเพคะ ” แน่นอนว่าหล่อนรู้ดีในเรื่องนี้ หากเจ้าชายทรงตรัสว่าสิ่งหนึ่งในนั้นเป็นความลับเป็นธรรมดาที่เรื่องทั้งหมดจะต้องเป็นความลับไปด้วยโดยปริยาย

และพระองค์ก็ทรงตระหนักถึงความนึกคิดของหล่อนดี เจ้าชายทรงลุกขึ้นก่อนจะเสด็จไปยังโต๊ะที่มุมห้องทำราวกับกำลังรื้อค้นบางสิ่ง แต่แท้แล้วคือเปิดโอกาสให้หล่อนนำสิ่งซ่อนไว้ใต้กระโปรงยาวออกมา มันเป็นห่อผ้าห่อใหญ่ที่นางผูกติดไว้กับเอวห้อยอยู่ด้านหลังเข่าของหล่อน

” พ่อของหม่อมฉันซาบซึ้งในพระกรุณายิ่งเพคะ ” หล่อนกล่าวขณะที่คลี่ห่อผ้าออกแล้วยกขึ้นเหนือเกล้าถวาย ” เกรงว่าสิ่งที่อาจตอบแทนพระองค์ได้จะมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ”

แต่กระนั้นพระองค์ก็รับมาด้วยความพอพระทัย พระองค์ดึงเสื้อเก่าปอนตัวหนึ่งในนั้นออกมาอย่างยินดียิ่ง ” ไม่หรอก นี่ดีเท่าที่ข้าต้องการอยู่แล้ว ” เจ้าชายตรัสก่อนจะวางห่อผ้านั้นลงบนเก้าอี้แล้ววางสร้อยเงินในมือหล่อน ” ข้าคงต้องรบกวนเจ้าอีกหลายๆเรื่อง หวังว่าถึงตอนนั้นคงไม่รังเกียจดอกนะ ”

” ไม่แน่นอนเพคะ ” หล่อนกล่าวด้วยความกระตือรือร้น ” หากมีสิ่งใดโปรดเรียกใช้หม่อมฉันได้ทุกเมื่อเพคะ ”

” ข้าเรียกแน่ ” เจ้าชายตรัสพลางปรายยิ้มที่ทำให้หล่อนต้องก้มหน้างุดไม่บังอาจมองพระพักตร์ กระทั่งพระองค์ตรัสต่อไปว่า ” นั่งตรงเก้าอี้ตัวนั้นก่อนสิ ข้ามีเรื่องต้องถามเจ้าหลายเรื่องเลยทีเดียว ”

นั่นคือวันแรกที่หล่อนนั่งที่เก้าอี้ตัวนั้น แล้วเล่าเรื่องราวที่หล่อนพบเห็นในชีวิตราวจะไม่มีโอกาสพูดอีกแล้วก็ไม่ปาน

***

” วันที่xx เดือนxx ปีxxxx

เวสต์เวลล์ถูกทำลายไปแล้ว

นั่นเป็นข่าวสั้นๆที่ข้าได้ยินมาจากในเมืองในวันนี้ ข่าวที่ทำให้ทั้งเมืองตกอยู่ในความเงียบและหวาดกลัวจนแม้แต่เด็กก็ไม่อาจร้องไห้ เวสต์เวลล์ อาณาจักรแห่งตะวันตกพันธมิตรผู้เป็นยิ่งสหายของพวกเราถูกกองทัพกาลัทเทียร์ทำลายราบเป็นหน้ากลอง รายละเอียดนั้นข้าไม่รู้ มีเรื่องราวมากเกินไปที่ยากเกินกว่าสติปัญญาของข้าและปนเปื้อนด้วยการปั้นแต่ง เรื่องที่เกิดขึ้นที่แนวหน้ามาถึงพวกเราเพียงน้อยนิดจนข้ามั่นใจทีเดียวว่าเราแทบไม่ได้รู้เรื่องจริงเลย นั่นคือเรื่องที่ทำให้ข้าเป็นกังวล จนในที่สุดข้าก็ต้องระบายมันลงในจดหมายที่เขียนไปยังแนวหน้า

เขายังคงไม่ตอบกลับมา แต่ว่าตามตรงข้าเชื่อเหลือเกินว่าเรื่องเวสต์เวลล์นี้เป็นเรื่องจริง ชายแดนตะวันตกอยู่ใกล้เรามากกว่าทางเหนือนักและกลุ่มพ่อค้าก็เริ่มถอยออกมาอย่างเห็นได้ชัด นั่นทำให้ความหวั่นใจของพวกเรายิ่งทวี เพราะถ้าอาณาจักรที่รุ่งเรืองเช่นเวสต์เวลล์ยังเผชิญกับเรื่องราวเช่นนี้แล้วพวกเราเล่า

วันใดที่กาลัทเทียร์เข้าโจมตีพวกเรา ความล่มสลายคงมาถึงเมื่อนั้น ”

***

” คุณหนูอาร์เซนคะ เดี๋ยวข้าจะ- อ้าว ” หญิงสาวยืนเก้อทันทีที่เห็นว่าห้องครัวนั้นไร้วี่แววของเด็กชายพลางทบทวนวันเวลาในหัวของหล่อน อีกครั้งที่หล่อนมั่นใจว่าอาร์เซนน่าจะช่วยแม่นมอยู่ในครัวนี้รอขึ้นเรือนใหญ่กับหล่อนเพื่อไปทำความสะอาด ” ป้าจ๋าคุณอาร์เซนเธอไปไหนน่ะ ” หล่อนออกปากถาม

ซึ่งแม่นมก็กรุณาตอบด้วยสีหน้ามึนตึงว่า ” ก็ไปกับคุณชายน้อย ”

นั่นทำให้หล่อนเบิกตาโพลง ” แต่พักนี้คุณหนูไม่ค่อยสบายไม่ใช่หรือป้า แล้วปล่อยไปอย่างนั้นจะ- ”

” จะให้ข้าพูดยังไงล่ะ ” แม่นมว่าพลางย่นจมูกถอนใจ ” ตอนแรกข้าก็คิดว่าพวกเขาเข้ากันได้ดี อีกทีก็เหมือนจะไม่ แรกๆคุณหนูทำหน้าเหมือนไม่อยากจะไป แต่ตอนนี้ลุกตามคุณชายน้อยไปเฉย ”

ฟังอย่างนั้นแล้วสาวใช้ก็ถอนใจ ” คงเพราะพวกเขาคุยกันไม่เก่งล่ะมั้ง ” แล้วหล่อนก็หิ้วไม้ถูและถังน้ำเข้าเรือนใหญ่ไปอย่างเงียบๆ

เสียงลั่นเพียะดังสนั่นทั้งลานดินจนใครก็ตามที่ได้ยินก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเสียวแสลง แม้แต่ดาบไม้ยังร้าวแตกเพราะแรงปะทะที่ถ่าโถมใส่มันไม่หยุดยั้ง หากคนทั้งสองกลับเหมือนไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อยขณะที่พวกเขาหันดาบเข้าหากันทั้งที่เหงื่อก็โทรมร่างจนเปียกปอนไปหมด แต่ของแบบนั้นไม่ทำให้พวกเขาหยุด เสียงปะทะดังขึ้นอีกครั้งก่อนที่ร่างของเด็กชายจะกระเด็นถอยไปหลายก้าวจากแรงปัดที่ไม่ใช่น้อยๆเมื่อคุณชายน้อยกันเขาไว้ได้ แต่ก็พูดไม่ได้ว่าการโจมตีนี้ไม่มีผลแม้เด็กหนุ่มจะถอยไปไม่ถึงก้าวก็ตาม

” แรงดี ” คุณชายน้อยกล่าวเรียบๆระหว่างเสียงลมหายใจ ” แต่อ่านง่ายเกินไป ”

อาร์เซนไม่ตอบ เขาตั้งหลักเพียงอึดใจก่อนจะเข้าโจมตีอีกครั้ง ครั้งนี้พวกเขาสวนกันหลายดาบ รุนแรงจนลั่นไปทั้งลานเช่นเคย แต่ก็รวดเร็วจนยากจะบอกได้ว่าพวกเขามองดาบของอีกฝ่ายทันได้อย่างไร แต่ความพยายามนั้นก็ทำให้พวกเขาอ่อนล้าจนในที่สุดก็ต้องยอมถอยออกจากกัน

แต่ไม่มีทางยอมแพ้ นั่นคือสิ่งที่อยู่ในสายตาของเด็กชายอย่างเห็นได้ชัด

สำหรับคุณชายน้อย สายตานั้นเป็นยิ่งกว่าการท้าทาย สายตาแบบนั้นทำให้เลือดในกายของเขาพลุ่งพล่านจนยากจะควบคุมได้ เด็กหนุ่มรู้ดีว่านั่นไม่ใช่สภาพจิตใจที่เหมาะแก่การจับดาบเลยแม้แต่น้อย แต่เขาก็ต้องการชนะ เสียงเลือดที่ฉีดขึ้นมาที่หูเหมือนจะบอกเขาเสมอว่าเขาจะแพ้ไม่ได้ การซ้อมดาบของพวกเขารุนแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว ตอนนี้ไม่ว่าใครได้เห็นก็เป็นต้องนึกว่าพวกเขากำลังจะฆ่ากันแม้ยังไม่มีใครกล้าเข้ามาห้าม แต่นั่นไม่ใช่เจตนาของแมกซิมิเลียน ไม่อย่างนั้นเขาคงเล็งดาบไปที่คอของอาร์เซนมากกว่าจะฟาดดาบของเด็กชายจนมันแตกเป็นสองส่วนแล้วตวัดปลายดาบจ่อที่แผ่นอกของเด็กชายที่เสียหลักลงไปคุกเข่ากับพื้น

แล้วทั้งลานก็มีเพียงเสียงหอบหายใจขณะที่อาร์เซนก้มหน้าลง นัยน์ตาหลับสนิทยอมรับความพ่ายแพ้นั้นโดยสิ้นเชิง

สำหรับแมกซิมิเลียนเขารู้ดีว่านี่ไม่ใช่ความพ่ายแพ้สิ้นเชิง เพราะถึงเขาจะเอาชนะเด็กชายได้แต่เรี่ยวแรงในกายก็หมดจนต้องทรุดนั่งลงตรงนั้นเช่นกัน ” ยอดมาก ” คุณชายน้อยกล่าวทั้งที่ยังหอบหนัก ดาบไม้ที่แตกร้าวถูกขว้างไว้ข้างๆตัว ” พี่เจ้าฝึกให้ดีกว่าที่คิดไว้นะ ” ในตอนนั้นอาร์เซนจึงเงยหน้าขึ้น เขาเหมือนจะตอบ แต่กลับเหนื่อยเสียจนไม่อาจเรียบเรียงสิ่งใดออกมาได้ ไม่นานเขาก็กลับเป็นเช่นเดิมอีกครั้งหลบสายตาและนั่งเงียบตามลำพัง สำหรับเด็กหนุ่มนั่นแปลได้อย่างเดียว ” คงไม่ได้เจอกันพักใหญ่แล้วสินะ ”

” ไม่ใช่เสียหน่อย ”

คุณชายน้อยก็เพียงแค่ปรายตาก่อนจะถอนใจเฮือกใหญ่ ” เจ้าจะพยายามโกหกทำไมว่าเจ้าไม่ได้พบเขาเลยตั้งแต่เขาออกจากบ้านไป คนอย่างนั้นไม่มีทางทิ้งเจ้าไม่โดยไม่ดูดำดูดีแน่ ”

อีกครั้งที่เด็กชายก็ได้แต่เงียบ เหมือนเขาไม่รู้เลยจริงๆว่าควรตอบว่าอะไรไม่ว่าทางใดดูเหมือนเด็กหนุ่มจะมีคำตอบของตัวเองอยู่แล้ว แต่แล้วสิ่งหนึ่งก็สะดุดใจเขา ” คุณชายน้อยรู้เรื่องพี่ข้าดีจังเลยนะครับ ”

ชั่วขณะหนึ่งมันเหมือนนัยน์ตาของคุณชายน้อยจะเบิกขึ้น แต่แค่เสี้ยววินาทีต่อมาเขาก็หันไปมองทางอื่นเหมือนมันเป็นเรื่องปกติ ” ข้าอยู่ที่บ้านนี้ตั้งหลายปีแล้ว ทำไมข้าจะไม่รู้ ”

แต่กับอาร์เซนนั่นฟังไม่ขึ้นอย่างที่สุด แน่นอนว่าพวกเขาอยู่ใต้ชายคาเดียวกันหลายเดือน แต่แค่นั้นไม่ได้ทำให้รู้จักกันมากขึ้นเลย ตลอดช่วงเวลานั้นคือความมึนตึงจากทั้งแม่เลี้ยงที่ไม่ได้ใส่ใจความเป็นไปของพวกเขา และจากพี่บุญธรรมที่ไม่เคยกระทั่งแลตามอง แต่ก่อนที่เขาจะได้พูดอะไรกันต่อ ร่างแบบบางร่างหนึ่งจากด้านหลังแมกซิมิเลียนก็ทำให้เด็กชายตาค้าง เขาพยายามลุกขึ้นในทันที แต่เรี่ยวแรงที่เหลืออยู่ในตอนนี้ไม่มากพอจะหลบหนีไปได้ทันก่อนที่ร่างนั้นจะมาถึง

” อยู่นี่กันนี่เอง ” คุณหนูอนาสตาเซียหัวร่อคิกคัก ” ข้าตามหาเจ้าแทบแย่แหนะอาร์เซน มาเล่นกับแมกซิมิเลียนที่นี่เอง ”

เด็กชายก็ได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ ” ข้าไม่คิดว่าการซ้อมดาบเป็นการเล่นเท่าไหร่นะครับ คุณหนู ”

” แหม มันใช่เรื่องนั้นเสียที่ไหนล่ะ ” แล้วหล่อนก็ปรายตามองน้องชายที่นั่งอยู่บนพื้นครั้งหนึ่งก่อนจะเข้าไปดึงมือเด็กชาย ” ทีนี้มาเล่นกับข้าบ้างนะ เจ้าคงไม่ว่าอะไรใช่มั้ยแมกซิม ”

แต่สายตาของคุณชายน้อยที่มองหล่อนขณะที่เขาลุกขึ้นบอกว่ามันเป็น

หล่อนก็ได้แต่ทำสีหน้าเง้างอนขณะที่ตัดพ้อไปว่า ” อะไรกัน ข้าแค่ขอแบ่งเล่นแป๊บเดียวเอง ทีเจ้ายังเอาเขาไว้เป็นวันๆได้เลย ”

” ข้าไม่เคยคิดว่าเขาเป็นของเล่นอะไรทั้งนั้น ” คุณชายน้อยตอบอย่างฉุนเฉียว ” ถ้าเขาจะไปก็ต้องไปตามความสมัครใจของเขา ”

แต่คุณหนูก็เพียงทำตาโต ” อ๋อออ…เหรอ งั้นตอนที่เขาไปกับเจ้าก็เป็นความสมัครใจทั้งนั้นสินะ ”

มันเหมือนมีกำปั้นใหญ่มาทุบเด็กหนุ่มเข้าอย่างจัง เขารีบหันไปมองอาร์เซน แต่เด็กชายไม่มีท่าทีว่าจะหันมาสบสายตากับเขาแม้แต่น้อย

และอนาสตาเซียก็เห็น หล่อนรีบดึงเด็กชายให้ตามมาในทันที ” อย่าเสียเวลาเลย เจ้ารีบไปอาบน้ำอาบท่าดีกว่า ”

แต่แมกซิมิเลียนกลับกระชากแขนเจ้าหล่อนออกอย่างฉับพลันจนหญิงสาวต้องร้องลั่น เขารู้ดีว่าตนเองไม่ได้ทำรุนแรงไปถึงขั้นนั้น แต่ที่หล่อนร้องแบบนี้…..

” ท่านแม่ขา ” หล่อนตะโกนลั่นหันไปทางประตูครัว ”  แมกซิมรังแกข้าอีกแล้ว ”

ร่างที่อยู่ที่ประตูนั้นไม่ใช่ใครอื่นนอกจากคุณผู้หญิงของบ้านซึ่งลงมาตรวจตราตามกิจวัตรของนางทุกวัน นางนิ่วคิ้วขมวดจนแทบเป็นปมขณะที่เดินออกมาจากบ้านด้วยสีหน้าที่แสดงความไม่พอใจซึ่งเด็กหนุ่มคุ้นเคยมาแต่เล็กแต่น้อย แต่ไหนแต่ไร เขากลายเป็นคนผิดเพราะเรื่องแบบนี้ทั้งนั้น ” นี่มันอะไรกัน ” คุณผู้หญิงฟรานเชสก้าตวาด ” โตจนป่านนี้ยังจะทะเลาะอะไรกันอีกหรือแมกซิม ”

” ข้าเปล่าทะเลาะด้วยนะครับ ท่านแม่ ท่านพี่ต่างหากล่ะ- ”

” ต่างหากอะไร แมกซิมิเลียน! เขาทำอะไรเจ้าได้หรือไง ”

เด็กหนุ่มกัดปากกรอดก่อนจะเถียงกลับไปว่า ” อะไรๆท่านก็ปกป้องเขา แล้วดูเขาทำตัวสิครับท่านแม่ นี่จะเอาอาร์เซนไปเป็นตุ๊กตาอีกแล้วท่านจะไม่ห้ามเลยหรือไง ”

” ตุ๊กตาอะไร ทำไมพูดจาบัดสีอย่างนี้ เจ้าไม่อายปากตัวเองบ้างหรือ ”

” ข้าไม่ใช่ท่านนี่ครับ จะได้ทำเหมือนมันไม่เกิดขึ้น ท่านรู้อยู่ตลอดแต่ทำเฉยแล้วจะมาอายอะไรเอาป่านนี้ล่ะ ”

คุณผู้หญิงได้ยินเช่นนั้นเธอก็จ้องเขานิ่ง ความโมโหที่อยู่ในดวงตานั้นมากมายจนอาจเรียกได้ว่าเป็นความเกลียด ” เจ้านี่มันช่างไม่รู้กาละเทศะระวังคำพูดไม่เป็นเหมือนพ่อเจ้าไม่มีผิด เจ้าไม่มีธุระอะไรกับอาร์เซนแล้วใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นก็ให้เขาไปกับพี่เจ้าได้แล้ว ”

จริงอยู่ที่คุณชายน้อยอยากเถียงใจแทบขาดแต่เขาก็ไม่อาจทำได้เมื่อมารดาบังเกิดเกล้าเป็นฝ่ายสะบัดหน้าหนี มือของนางคือมือที่ดึงอาร์เซนไปไม่ใช่อนาสตาเซียซึ่งยืนกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ไม่ห่าง รอคอยจนมารดาเดินลับเข้าไปในบ้านพร้อมกับเด็กชาย ” ข้าอุตส่าห์ขอเจ้าดีๆแล้วนะ เจ้าน่าจะรู้ว่าท่านแม่ไม่ชอบคนขี้งก ” หล่อนยิ้มเยาะ ” ถ้านางเอาเขาไปข้าไม่รู้ด้วยนะ ” แล้วหล่อนก็พลิ้วกายหายเข้าไปในครัวพร้อมด้วยเสียงหัวเราะในลำคอที่สดใสราวระฆังแก้ว

มีแต่เขาเท่านั้นที่อยากจะเอาหัวโขกต้นไม้ให้ตายๆไปซะ

***

เสียงหัวร่อต่อกระซิกของเหล่าหญิงสาวยังคงเหมือนเคยในห้องซึ่งเป็นเขตแดนที่เขาไม่ปรารถนาจะกล้ำกรายเข้ามาไม่ว่าเมื่อใด แต่ก็เช่นทุกครั้งที่เขาไม่อาจขัดขืนขณะที่อนาสตาเซียกึ่งลากกึ่งจูงเขาเข้าไปในห้อง ให้เขาใช้อาบน้ำในห้องด้านในเพื่อเตรียมตัวสำหรับการทรมานที่หล่อนจัดไว้ให้เป็นพิเศษสำหรับเขาเสมอ

มันเกิดขึ้นมากี่ครั้งแล้วนะ

” อะไรกันวันนี้เป็นเด็กดีจัง ” คุณหนูกล่าวพลางเอียงคอน้อยๆแล้วหล่อนก็ดึงสายคอร์เซตเต็มแรง แรงรัดรอบเอวทำให้เขาสะดุ้ง แต่ยังปิดปากแน่นไม่คิดจะส่งเสียงออกมา เขาต้องทนเช่นนั้นครั้งสองครั้งก่อนที่คอร์เซตที่อนาสตาเซียสวมให้จะเข้าที่ มันรัดชั้นในกระโปรงยาวจนเป็นจีบพองฟูอยู่รอบสะโพกของเขา สร้างภาพลวงตาของรูปร่างที่เขาไม่ได้มี เพื่อนสาวของหล่อนแสดงความชื่นชมต่อสิ่งที่พวกหล่อนได้เห็น แต่นั่นไม่ได้ทำให้สีหน้าของเด็กชายเปลี่ยนไปแม้แต่น้อยนิด

และคุณหนูอนาสตาเซียก็สังเกตเห็น ” วันนี้เจ้าไม่สดชื่นเลยนะ อาร์เซน ”

” ซ้อมดาบจนเหนื่อยน่ะครับ ” เด็กชายตอบขณะที่ปล่อยให้ผมของเขาถูกขยี้สยายยาวลงมาประบ่า เขาถูกเตือนให้หยุดพูดขณะที่อีกคนหนึ่งเริ่มแต่งหน้า

” เอาสีหวานๆหน่อยมั้ย อนาสตาเซีย ”

” ข้าว่าเอาเฉี่ยวๆหน่อยดีกว่า ”

” แต่ชุดก็ไม่ได้อะไรขนาดนั้นเสียหน่อย ปนหวานนิดแล้วกันนะ ”

” ผมเอาไงดี เอาสายไข่มุกด้วยมั้ย ”

” แล้วสร้อยบนคอนั่นล่ะ ”

มือของเด็กชายกำแน่นในทันที่ที่ได้ยินเช่นนั้น แม้ไม่อาจขยับปากพูดได้แต่สายตาที่จ้องตรงไปยังคุณหนูของบ้านบอกเล่าหลายอย่าง

และหล่อนก็เข้าใจถึงอันตรายในสายตานั้นดี ” ปล่อยไว้อย่างนั้นก่อนแล้วกัน ”

ได้ยินอย่างนั้นเขาก็ถอนใจอย่างโล่งอก แล้วเขาก็ปล่อยให้พวกหล่อนจัดการกับเขาตามแต่ใจชอบ เขาไม่ใส่ใจอีกแล้วว่าตนเองจะเป็นอย่างไร เขาเหนื่อยเกินกว่าจะไปขัดใจพวกหล่อน แค่ให้หญิงสาวพวกนี้ปล่อยเขาไปเมื่อพอใจก็พอแล้ว

แต่ความพอใจของอนาสตาเซียดูเหมือนจะต่างจากหญิงสาวคนอื่นไปเล็กน้อย ” แย่จริง น้ำหอมดันมาหมดเอาตอนนี้ซะได้ ” เพื่อนสาวของหล่อนส่งเสียงเสียดายกันระงมเมื่อคุณหนูกล่าวเช่นนั้น พวกหล่อนต่างพยายามถามว่าไม่มีขวดอื่นเลยหรือ ไม่ก็จะไปหาขวดอื่นได้ที่ไหน ” ก็ต้องห้องแม่ข้าน่ะสิ ” หล่อนถอนใจก่อนจะหันไปทางเด็กชาย ” เจ้าไปเอาให้ข้าหน่อยได้ไหม ”

ร่างทั้งร่างของอาร์เซนเหมือนถูกแช่แข็งในบัดดล ดวงตาที่ถูกทาขอบด้วยสีดำจนคมมองคุณหนูของเขาพร้อมรอยยิ้มแห้งๆ ” ตอนนี้เลยเหรอครับ ”

” ตอนนี้เลยสิ ” หล่อนกล่าวอย่างจริงจัง ” ท่านแม่เก็บขวดน้ำหอมไว้ในตู้ข้างโต๊ะเครื่องแป้ง เจ้าไปเอากลิ่นที่ชอบมาเถอะ เดี๋ยวข้าไปบอกท่านแม่ให้ ”

” แต่- ”

แต่สายตาของอนาสตาเซียบอกว่าเขาไม่มีสิทธิ์อุทรณ์ เด็กชายได้แต่ก้มหน้ารับขณะที่ลุกขึ้นออกไปจากห้อง เขาไม่ได้เห็นความพึงพอใจในสายตาของหล่อนขณะที่มองตามเขาไปจนลับสายตา

ก็ยังนับว่าเคราะห์ดีที่ไม่มีใครอยู่เลยตลอดโถงทางเดินนั้น ความจริงมันคงดีกว่านี้ถ้าเขารู้ว่าที่นี่ร้าง เพราะแม้จะเงียบเขาก็รู้ดีว่ามีคนอื่นอีกที่อยู่ที่นี่ เจสสิก้าคงทำความสะอาดห้องหนังสือ คุณผู้หญิงอยู่ในห้องทำงาน แม่นมอยู่ในครัว และคุณชายน้อย….

…คงอยู่ในห้องของตัวเองล่ะมั้ง

คิดเช่นนั้นแล้วเขาก็ถอนใจก่อนสาวเท้าเดินตรงไปที่ห้องนอนใหญ่อย่างเร่งรีบ เขาคงวิ่งไปแล้วถ้าไม่ติดว่าชุดที่สวมอยู่นี้รัดเขาไว้จนทำไม่ได้ เขามั่นใจทีเดียวว่าตนคงไม่สามารถหายใจได้ทันถ้าวิ่งทั้งที่สวมคอร์เซตอยู่อย่างนี้ แถมมันยังค้ำลำตัวจนไม่อาจโน้มตัวไปทางไหนได้มากนักนอกจากต้องหลังตรง พวกผู้หญิงทนใส่กันเข้าไปได้ยังไงเขาอยากจะรู้จริงๆ กระนั้นเขาก็ไม่ได้ใช้เวลานานนักเพื่อไปถึงห้องนอนใหญ่ เขาเปิดตู้ที่ว่าแล้วคว้าออกมาขวดหนึ่งโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเป็นน้ำหอมกลิ่นอะไรก่อนจะปิดตู้ไว้ในสภาพเดิมแล้วรีบกลับออกมาเร็วที่สุดที่เป็นไปได้ เขาโล่งอกขึ้นมากเมื่อคิดว่ามันเหลือเพียงแค่ครึ่งทางเท่านั้น

ถ้าเพียงแต่เขาไม่ต้องผ่านโถงบันไดเท่านั้น….

ใจของเขาหล่นวูบทันทีที่เห็นเด็กหนุ่มกำลังเดินขึ้นมา ดวงตาจ้องเขม็งมาทางเขาขณะที่เด็กชายพยายามก้าวหนีให้เร็วที่สุด นี่เป็นคนสุดท้ายที่เขาอยากให้เห็นเขาในสภาพแบบนี้ ดูเหมือนต้องใช้เวลาครู่หนึ่งก่อนที่คุณชายน้อยจะจำได้ว่าคนตรงหน้าเขาเป็นใคร ” เดี๋ยวก่อน อาร์เซน ”

ต่อให้เขาไม่อยากหยุดซักแค่ไหน แต่ถ้าถูกเรียกไม่ว่าอย่างไรก็ต้องชะงักเท้าไว้ ” ครับ ”

” ตอนล้างหน้าระวังหน่อยนะ เห็นพี่ข้าเคยบ่นว่าถ้าเครื่องสำอางที่เขียนรอบตานั่นเข้าตาละก็จะแสบมาก ”

นั่นทำให้เด็กชายหันกลับไปด้วยความไม่เชื่อหู แมกซิมิเลียนไม่กัดเขาเรื่องนี้แม้แต่คำเดียว…. เป็นไปได้ยังไง

แต่แล้วเด็กชายก็หัวเราะหึ เขารู้คำตอบอยู่แล้ว ” การที่ข้ายอมแต่งตัวแบบนี้คงพิสูจน์เรื่องที่คุณหนูเล่าสินะครับ ” เขากล่าวอย่างเย้ยหยัน

แต่สีหน้าของคุณชายน้อยก็ยังเรียบเฉยขณะที่เขากล่าวว่า ” มันไม่พิสูจน์อะไรเลยต่างหาก ”

ยิ่งฟังอาร์เซนยิ่งไม่เข้าใจ ตกลงแล้วคนๆนี้เป็นยังไง คนๆนี้คิดอะไรอยู่กันแน่

” เจ้าเป็นคนบอกเองไม่ใช่หรือว่าอยากให้เลิกพูดเรื่องนี้ ” เด็กหนุ่มกล่าวขณะที่เดินเข้าหาอย่างช้าๆราวกับกลัวว่าเด็กชายจะตื่นกลัวแล้วหนีไป ” ข้ารู้สึกว่าเป็นเจ้ามากกว่าที่ยังเลิกนึกถึงเรื่องนี้ไม่ได้ ”

ร่างของเด็กชายเกร็งขึ้นในทันใด เขายังคงไม่หลบสายตา ” ข้าเกรงว่าคุณจะเข้าใจผิดก็เท่านั้นเอง ”

แต่ปฏิกิริยาของคุณชายน้อยกลับมีเพียงการส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้มน้อยๆที่มุมปากเหมือนเขากำลังนึกขำ นั่นยิ่งทำให้อาร์เซนงงหนัก ” ข้าไม่เห็นว่ามันจะสำคัญตรงไหน ” เด็กหนุ่มกล่าวเรียบๆ ”  ข้ารู้แค่ว่าการถูกจับเป็นตุ๊กตาไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องดีก็เท่านั้นเอง ”

จะบอกว่าตกใจก็อาจยังน้อยไปสำหรับเด็กชายขณะที่ยืนนิ่งอึ้ง นัยน์ตาจ้องตรงไปที่คุณชายน้อยซึ่งมองกลับมาราวกับว่าไม่มีอะไรผิดปกติ นั่นก็จริง ไม่มีสิ่งใดที่ผิดปรกติในคำพูดนั้น ไม่มีอะไรผิดไปในท่าทีของเขา คนที่ยืนตรงหน้าเขายังคงเป็นแมกซิมิเลียน เอสเมรัล เมริสมา ไม่มีส่วนใดต่างออกไปแม้แต่อย่างเดียว แต่กระนั้นกลับให้ความรู้สึกต่างกันจนน่าตกใจ

แล้วเสียงแหลมสูงก็ทำให้เขาสะดุ้งเฮือก ” อ้าว อยู่นี้เอง ข้ากำลังสงสัยอยู่เชียวว่าเจ้าหายไปไหนตั้งนาน ” ที่เด็กชายทำได้คือหันไปยิ้มแห้งๆให้กับคุณหนูอนาสตาเซียที่กำลังส่งยิ้มให้เขาอย่างน่ารักแช่มชื่น หล่อนไม่กล่าวอะไรกับเขาต่อเพียงแค่ตวัดสายตามองน้องชายของหล่อนที่ยืนอยู่ถัดไป ” ช่างขี้หวงจริงๆน้า แมกซิม แค่นี้ก็ปล่อยไม่ได้เลยหรือ ” หล่อนว่าก่อนจะเดินเข้ามาดึงแขนเด็กชาย

ในตอนนั้นอาร์เซนรู้สึกราวกับว่าบรรยากาศรอบตัวคุณชายน้อยเปลี่ยนไปกะทันหันจนทั้งตัวของเขาเย็นวาบด้วยความรู้สึกเกรงขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ” ก็ไม่ได้หวงอะไรหรอกครับ ท่านพี่ ” เขากล่าวเรียบๆ ” บังเอิญเป็นท่าน ข้าเลยคิดว่าน่าจะมาอยู่แถวนี้เสียหน่อย เผื่อจะเกิดเรื่องไม่ดี ”

” แหม เรื่องไม่ดีอะไร ” หล่อนกล่าวพลางยักไหล่ ” ก็ช่วยไม่ได้น่ะนะ เจ้าเป็นลูกพ่อนี่นา ก็ต้องขี้กังวลเหมือนเขาเป็นธรรมดา ”

” ข้าดีใจจริงๆที่เป็นแบบนั้น ” แล้วเขาก็เดินเบี่ยงไปโดยไม่แสดงความสนใจต่อผู้พี่มากไปกว่านั้น แต่ก่อนที่จะผ่านคนทั้งสองไปเด็กหนุ่มก็หยุด เขาดึงมีดพกเล่มเล็กๆออกมาจากช่องข้างรองเท้าบูทที่สวมเป็นปกติแล้วยื่นให้อาร์เซน ” อยู่ในที่อันตรายแบบนั้น พกเอาไว้หน่อยก็ดี ”

แต่ใครจะยอมให้น้องชายที่เย่อหยิ่งเช่นนี้เดินหนีไปได้ทั้งอย่างนั้น ” ห้องนอนของหญิงสาวมีอะไรน่ากลัวกว่าห้องของคนบ้าสงครามแบบเจ้าหรือไง ” หล่อนขบกัด

แต่แมกซิมิเลียนก็เพียงแค่หันมาอย่างสงบแล้วบอกว่า ” ก็ฝูงชะนีอาละวาดไงครับ ” แล้วก็เดินไปอย่างสบายอารมณ์ปล่อยให้พี่สาวผู้จวนเจียนจะคลั่งดิ้นไปมาอย่างขัดใจอยู่ที่นั่น

ที่ไม่มีใครเห็นคือใบหน้าของอาร์เซนขณะที่พยายามกลั้นเสียงหัวเราะแห่งความสะใจไว้สุดชีวิต

***

” วันที่xx เดือนxx ปีxxxx

ในที่สุดข่าวชัยชนะของพวกเราก็มาถึง หากเป็นชัยชนะที่บอบช้ำอย่างยิ่ง

เรายึดกาลัทเทียร์ไว้ได้สำเร็จนั่นคือที่ข้าได้ยินมาจากพ่อค้าซึ่งลงมาจากทางเหนือ เขาว่าราชาลุดวิกทรงบุกไปทำลายเมืองหลวงของกาลัทเทียร์จนย่อยยับไปแล้ว หากกองทหารที่สามารถกลับมาทางใต้ได้มีน้อยนักเพราะทั้งหญิงและเด็กชาวกาลัทเทียร์ต่างโจมตีพวกเขาไม่ต่างอะไรจากทหารหาญที่เป็นชาย ต้องทำให้พินาศให้หมด คนๆหนึ่งกล่าวขณะที่ปลอบข้าซึ่งตกใจกับสิ่งที่ได้ยิน เล่าว่าเด็กๆที่จับอาวุธถูกฆ่าไปมากมายรวมทั้งหญิงที่พยายามรักษาบ้านเรือนของตน ความโหดร้ายของทั้งสองฝ่ายช่างมากมายล้นเหลือ กระนั้นนั่นก็ไม่ใช่จุดสิ้นสุด กองทัพที่หลงเหลือของกาลัทเทียร์รวมพลกันเข้าโจมตีราชาลุดวิกหลายครั้ง แต่ด้วยกำลังของฝ่ายเราที่ดีกว่าจึงสามารถเอาชนะได้ และเมื่อชายคนสุดท้ายสิ้นลมกองทัพกาลัทเทียร์จึงถึงการสิ้นสุด

นอกจากนั้นพวกเขายังเล่าถึงปีศาจร้าย ผู้นำทัพกาลัทเทียร์ซึ่งบ้าคลั่งราวปีศาจ ชายซึ่งมีเกศาดำยาวซึ่งเขาจะปล่อยรุ่ยร่าย ควบขี่ม้าปีศาจตัวใหญ่ที่เปี่ยมไปด้วยกำลัง พวกพ่อค้าเล่าถึงคนผู้นี้ด้วยความตื่นกลัวว่าเขาสามารถนำคนเพียงไม่กี่ร้อยทะลวงทหารเป็นพันเข้าไปตัดหัวขุนศึกแห่งเวสต์เวลล์มาแล้ว ว่าด้วยว่าเขาสามารถบุกกำแพงทหารกล้าเข้าไปสู้กับราชาลุดวิกเอง

แล้วสามีของข้าเล่า นั่นคือสิ่งที่ข้ากังวลยิ่ง หากคนผู้หนึ่งสามารถทำได้ถึงเพียงนี้ เขาจะยังปลอดภัยอยู่หรือ หรือเขาตายไปแล้ว ตายขณะที่ปกป้องราชาลุดวิกผู้เป็นเพื่อนสนิท ยิ่งฟังเรื่องราวเหล่านี้ข้ายิ่งกลัดกลุ้มจนแทบจะนอนไม่ได้

ทำไมจดหมายของเขาจึงยังไม่มานะ ทำไม ”

***

เสียงวิ่งกระหืดกระหอบดังมาตามทางเดินขณะที่นางกำนัลทั้งหลายต่างมุ่นคิ้วมองด้วยความสงสัยเมื่อเห็นเพื่อนสาวของตนแสดงอาการเร่งรีบ แต่นางผู้นั้นไม่ได้อยู่ให้ตักเตือนถึงความสำรวมในห้องหับของราชินีมากนักก่อนที่นางจะไปถึงพระนางอาร์ดาราเอง ” อาวดริคเป็นอะไรไปหรือ ” พระนางตรัสถามขณะที่นางกำนัลสองคนช่วยกันสางพระเกศายาวสีอ่อนให้งดงามในยามเช้า สายพระเนตรมองผ่านกระจกตรงเบื้องพระพักตร์ไปยังนางกำนัลผู้ยืนอยู่เบื้องหลังโดยไม่ปิดซ่อนความกังวล

” พระอาญาไม่พ้นเกล้าเพคะ ” นางกำนัลผู้นั้นคุกเข่าลงโดนพลัน ” หม่อมฉันเลินเล่อจนคลาดกับเจ้าชายเพคะ ดูเหมือนว่าตอนนี้พระองค์จะเสด็จออกไปนอกปราสาทอีกแล้ว ”

แม้พระราชินีจะไม่ได้ขยับองค์แม้แต่น้อยนิดแต่ความกังวลก็เป็นสิ่งที่ปรากฏชัด พระองค์ยันกายขึ้นแล้วผินพระพักตร์มาทันที ” เจ้าหมายความว่ายังไง อาวดริคไปกับใครอย่างนั้นหรือ ”

” ดูเหมือน…. จะเสด็จไปพระองค์เดียวเพคะ ” แล้วนางก็เหลือบตาขึ้นมองเพียงพอเห็นความกังวลขององค์ราชินีที่ดูเศร้าโศกราวจะกรรแสง

” เรื่องที่เขาอยากออกไป ข้าก็เห็นใจอยู่หรอก ” พระนางตรัสก่อนจะทอดถอนพระทัยราวจะขาดใจ ” แต่เพิ่งเกิดเรื่องเมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้าแล้วนี่ก็หนีออกไปคนเดียวอีกแล้ว จะต้องให้ข้าทำอย่างไรกันเขาจึงจะระมัดระวังตัวเองขึ้นบ้าง ”

ในตอนนั้นเองที่นางกำนัลอีกคนหนึ่งเข้ามาถวายเคารพพระนางก่อนจะทูลไปว่า ” หม่อมฉันคิดว่า พอมีวิธีเพคะ ”

พระเนตรสีฟ้าอ่อนตวัดมองไปทางนางผู้นั้นโดยพลัน ราวจะบอกให้นางรีบชี้แจงมา

ซึ่งนางก็เข้าใจดี รอยยิ้มพลันผุดขึ้นบนใบหน้าของนาง ” จะให้ชายหนุ่มอยู่ติดบ้านย่อมต้องเป็นเรื่องผู้หญิงสิเพคะ ” นางกราบทูลไปโดยไม่ขาดตกบกพร่อง

***

TBC in Chapter 12

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: