A Fairytale: อาณาเขตแห่งเหยี่ยว บทที่ 12

Title: A Fairytale
Book I: อาณาเขตแห่งเหยี่ยว (The Land of the Hawks)
Author: vekin
Rate: PG-13
Warning: คนเขียนอ่อนคำราชาศัพท์เป็นอย่างยิ่ง ต้องขออภัยในความผิดพลาดมา ณ ที่นี้
***บุคคล เหตุการณ์และสถานที่ในเรื่องล้วนสมมติขึ้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องพาดพิงกับบุคคลและเหตุการณ์จริงแต่อย่างใด***

Chapter 12
####################################################

ม้าอาจไม่ใช่สิ่งธรรมดาที่สุดที่นักเดินทางคนหนึ่งจะมีไว้ แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่แปลกจนเกินไปสำหรับชาวบ้านในหมู่บ้านที่เต็มไปด้วยคนสัญจรอย่างนูไฮม์ ม้าคือเรื่องปรกติอย่างหนึ่ง เช่นเดียวกับพ่อค้าคาราวานและคนส่งสาสน์ซึ่งมักจะผ่านมาและผ่านไปยังทิศตะวันตก ที่ซึ่งกองทัพไลน์ตั้งฐานเพื่อป้องกันการลุกลามของสงคราม ” ครั้งหนึ่งมันเคยเป็นที่ๆสงบสุขที่สุดในโลก ” ชายแก่ขี้เมาเล่าขณะที่ยกเหยือกเบียร์ขึ้นซด เขาไม่มีท่าทีว่าจะหยุดพูด อย่างน้อยที่สุดเพื่อตอบแทนค่าเบียร์เหล่านี้ ” ข้าเคยอยู่ที่นั่นมาก่อน หมายถึงที่ชายแดนตะวันตกน่ะนะ ที่นั่นการค้าเฟื่องฟูมากจนถนนแทบจะปูเป็นทองจากที่นั่นไปถึงโดบรัม แต่นั่นก็นาน..นานมากแล้วล่ะ ”

” แต่โดบรัมเองก็ยังเฟื่องฟูไม่ใช่หรือ รวมทั้งเส้นทางการค้าฝั่งตะวันตกก็ยังรุ่งเรืองดี ” ชายหนุ่มตรงข้ามเขาเอ่ยถามก่อนจะจิบเบียร์ในแก้วของตน

สีหน้าของชายขี้เหล้าแปรเปลี่ยนในทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น ” แต่ข้าไม่แนะนำให้ทำการค้าที่นั่นหรอกนะ ” แล้วเขาก็จิบอีก ” อย่างที่รู้ตอนนี้เวสต์เวลล์….อดีตอาณาจักรเวสต์เวลล์น่ะนะ ตอนนี้ที่นั่นแตกเป็นเสี่ยงๆไปแล้ว กาลัทเทียร์ถล่มที่นั่นจนไม่เหลืออะไรเลย ทั้งเมืองหลวง ทั้งกษัตริย์ ระบบ เรียบ! ตอนนี้มีแต่กลุ่มอำนาจคอยแก่งแย่งความเป็นใหญ่กันอยู่ ทะเล่อทะล่าทำการค้ากับใครไม่ดูตาม้าตาเรือเดี๋ยวก็ตายไม่ดีกันพอดี ถ้ายิ่งเป็นขุนนางของไลน์ล่ะก็อย่าหวังเลยเชียว โดนฆ่าแน่ๆไม่ต้องห่วงเลย ”

” ขนาดนั้นเชียว ” ชายหนุ่มขมวดคิ้วดูราวกับไม่เชื่อ

นั่นทำให้ชายขี้เมาดื่มเข้าไปอึกใหญ่แล้ววางแก้วลง ” พี่ชาย ข้าขอเล่าอะไรให้ฟังหน่อยแล้วกัน ” แล้วเขาก็ลดเสียงลงต่ำ ” อย่าเที่ยวไปโพนทะนานะ นี่เป็นเรื่องที่เล่ากันในแถบที่ข้าอยู่ตอนนั้น เขาว่ากันว่าเหตุผลจริงๆที่ทำสงครามไม่ใช่เพราะกาลัทเทียร์คุกคามเราหรอก แต่เพราะกาลัทเทียร์ไม่ยอมคบค้ากับพวกเราต่างหาก ” แล้วเขาก็ยิ้ม ” ว่ากันว่าที่นั่นมีภูเขาซึ่งเกิดจากทอง เงินและสัมฤทธิ์ สายแร่มหึมาตัดผ่านเนินหินของที่นั่น แน่นอนว่าสิ่งนั้นจะทำให้พวกเราร่ำรวยไม่ลืมหูลืมตาเลย แต่กาลัทเทียร์ครองที่นั่นไว้ไม่ยอมคบค้ากับพวกเรา แทบไม่ถลุงแร่ออกมาจากภูเขาพวกนั้นด้วยซ้ำไป เห็นว่ามีความพยายามจะเจรจากับกาลัทเทียร์มานานแล้ว แต่ไม่เคยมีใครทำสำเร็จเลย ” อีกครั้งที่เขาจิบเบียร์ดับกระหายก่อนจะเล่าต่อ ” นั่นคือเหตุผลที่กษัตริย์ลุดวิกและราชาแห่งเวสต์เวลล์ร่วมมือกันชักนำกาลัทเทียร์สู่สงคราม ข้อตกลงคือเมื่อพวกเขาชนะจะแบ่งสายแร่นั้นให้ไลน์ครึ่งหนึ่งและเวสต์เวลล์ครึ่งหนึ่ง แต่แผนดันผิดพลาด เวสต์เวลล์น่ะโดนทำลายโดยที่พวกเราก็ไม่รู้จะเข้าไปช่วยยังไง มันก็เลยกินแหนงแคลงใจกันจนตอนนี้ไง ”

สิ้นคำของชายขี้เมาชายหนุ่มเบื้องหน้าเขาก็นั่งเงียบ สายตาลดต่ำลงขณะที่ถาม ” แล้วมันผิดพลาดอะไรหรือถึงไม่ชนะ ”

” ไม่รู้ ” ชายขี้เมาว่า ” ข้าไม่รู้เรื่องจริงหรอก อาจไม่มีใครแถวนี้รู้เลยก็ได้ สงครามเกิดขึ้นที่ทางเหนือโน่นแล้วข่าวที่มาที่นี่ก็ดีเท่ากับข่าวลือนั่นแหละ ทั้งเรื่องราชาลุดวิกสวรรคตเอยอะไรเอย ที่จริงก็คงมีแต่ที่เก๊น่ะเยอะกว่า ข้าก็บอกไม่ได้หรอกว่าเรื่องไหนที่เชื่อได้บ้าง คนที่เล่าได้คงมีแต่ทหารผ่านศึกจากตอนนั้นเท่านั้น ซึ่งก็เหลือกันน้อยแล้ว กองทัพกาลัทเทียร์น่ะร้ายกาจเอามากๆ ราชาลุดวิกก็ชนะมาแบบเส้นยาแดงผ่าแปดเท่านั้น ” อีกครั้งที่ทั้งโต๊ะมีแต่ความเงียบ ชายทั้งสองต่างจ้องลงไปในเหยือกของตนอย่างครุ่นคิด พวกเขาต่างจิบเบียร์ไปโดยไม่แสดงความสนใจต่อกันและกัน อย่างน้อยก็เป็นเช่นนั้นจนบริกรสาวเดินมาเสริฟอาหารด้วยกิริยาที่อ่อนหวานชวนแสลงตาสำหรับชายที่รู้จักหล่อนมาอย่างยิ่ง ” หนอย ลิซ่า ทีตอนข้าสั่งน่ะ เจ้าไม่เห็นจะเสียงอ่อนเสียงหวานแบบนี้เลย ”

หล่อนได้ยินอย่างนั้นก็เท้าเอวเชิดหน้าสะบัดเส้นผมหยิกฟูของหล่อนไปด้านหลัง ” อะไรๆ เสียงอ่อนเสียงหวานอะไร เจ้าดูสารรูปตัวเองก่อนเถอะว่ามันน่าจะเสียงอ่อนเสียงหวานด้วยมั้ย เงินที่เจ้าค้างข้ายังไม่จ่ายเลยนะ ”

” อะไรวะ ข้าก็ทำงานอยู่นะ ฮี่ด่อ ตอนตีนเท้าฝาหอยข้าน่าจะตีเจ้าซะให้เข็ด ”

แต่หล่อนก็แค่สะบัดหน้าแล้วเดินจากไปโดยไม่ลืมบอกชายหนุ่มให้ช่วยลืมเรื่องที่หล่อนเถียงฉอดๆอยู่ก่อนหน้าเสียด้วย ซึ่งชายหนุ่มก็ยิ้มรับด้วยความเต็มใจ

นั่นทำให้ชายขี้เมาทักขึ้น ” พี่ชายอย่าไปเชื่อมันมากเดี๋ยวมันได้ใจ ” แล้วเขาก็จิบเบียร์อีกอึก ” ถึงจะโทรมไปหน่อยก็เถอะแต่พี่ชายก็หน้าตาดี ขืนยิ้มเรี่ยราดรู้ตัวอีกทีจะถูกชะนีเพศเมียแถวนี้ฉุดเอานา ”

เสียงจากสวรรค์ที่ไหนซักแห่งตะโกนสวนมาทันทีว่า ” ใครชะนีวะ ”

นั่นทำให้ชายหนุ่มขำพรืด แต่เขากลบเกลื่อนด้วยการจิบเบียร์ก่อนจะบอกว่า ” ข้าจะระวังแล้วกัน แล้วเลิกเรียกข้าว่าพี่ชายเถอะ เจ้าแทบจะเป็นพ่อข้าได้อยู่แล้ว เรียกชื่อข้าก็พอ ”

” อย่างนั้นก็ได้ อาร์ธ ” แล้วชายขี้เมาก็ซดเบียร์เข้าไปอีกอึกใหญ่ ” ยังไงก็ขอบใจที่อุตส่าห์เลี้ยงเบียร์ข้า ข้าไม่มีเพื่อนดื่มมาพักใหญ่แล้ว มีเจ้านี่แหละที่ไปๆมาๆทักทายข้าอยู่เรื่อยๆ คืนนี้ไปค้างบ้านข้าหน่อยเป็นไร ให้ข้ามีโอกาสเลี้ยงอาหารตอบแทนเจ้าหน่อย ”

แต่ชายหนุ่มก็บอกปัดด้วยการโบกมือ ส่วนปากก็เคี้ยวอาหารอยู่ตุ่ยๆ

” อะไรกันนี่เจ้ายังเดินทางอยู่อีกรึ ” ชายขี้เมาถอนใจ ” ถามจริงๆเถอะเจ้ากำลังตามหาอะไรอยู่กันแน่ ข้าเห็นเจ้าไปๆมาๆแถบนี้มาหลายครั้งแต่ไม่เคยค้างคืนเลย มีเหตุต้องรีบขนาดนั้นเชียวหรือ ” ชายหนุ่มยักหน้าก่อนจะตักอาหารเข้าปาก ชายขี้เมาก็ได้แต่เหนื่อยใจ เขาโน้มตัวมาพร้อมกับหรี่ตาลง สายตาของเขาพินิจพิเคราะห์อย่างยิ่งสำหรับคนที่ยังมึนเมาขณะที่เขากระซิบไปว่า ” ข้าไม่รู้หรอกนะว่าเจ้าเป็นใครมาจากไหน ข้าบอกได้แต่ว่าเจ้าไม่ธรรมดา โดดเด่นอย่างยิ่งก็ว่าได้ เพราะอย่างนั้นเจ้าต้องยิ่งระวัง ไม่ว่าเจ้ากำลังตั้งใจจะทำอะไรอยู่ข้าขอให้เจ้ามีโชคทั้งหมดที่เจ้าต้องการสำหรับการเดินทางนี้ ”

ชายหนุ่มขอบคุณเขาสำหรับพรนั้น และนั่นคือคำสุดท้ายที่สหายทั้งสองได้กล่าวแก่กันในวันนั้น ก่อนที่ชายหนุ่มจะจากหมู่บ้านนั้นไปทางตะวันออกอีกครั้ง

***

บางอย่างที่แฝงตัวอยู่ในเงาไม้ทำให้ขนบนกายของเด็กชายลุกเกรียว สังหรณ์ทำให้เขาต้องเหลียวหลังอยู่บ่อยๆ แต่ก็ไม่เคยมีสิ่งใดอยู่ที่นั่นเขาจะหันกลับมาอย่างโล่งใจอยู่พักหนึ่งก่อนความกลัวและกังวลจะเข้าควบคุมอีกครั้ง อาร์เซนลูบต้นแขนตัวเองปอยๆก่อนจะกลับไปจดจ่อกับการเก็บแอปเปิ้ลโดยพยายามไม่คิดมาก แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังคงรู้สึกราวกับมือยมทูตอันเย็นเยือกกำลังเกาะกุมต้นคอของเขาไม่ยอมปล่อย บอกถึงสิ่งที่กำลังจะมา ลางร้ายหรือ เขาเองก็ไม่มั่นใจ เขาไม่ใช่คนที่เชื่อเรื่องโชคลางอะไรนักหนา แต่คราวนี้มันอดรู้สึกไม่ได้จริงๆว่าเรื่องร้ายกำลังจะเกิดขึ้น

เสียงฝูงนกแตกฮือจากต้นไม้คือสิ่งที่เรียกความสนใจของเด็กชายกลับมาสู่โลกรอบกายอีกครั้ง นกกาที่ซุ่มซ่อนอยู่ในทิวไม้บินหวือขึ้นไปจากที่ห่างไกลราวกำลังตื่นกลัวอะไรซักอย่าง เขารออีกครู่หนึ่งแล้วนกก็บินขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ใกล้เข้ามามากกว่าเดิม และตอนนี้มีแต่เขาเท่านั้นที่เห็นนกทั้งสองฝูงนั้น มีแต่เขาเท่านั้นที่รู้ว่ามีคนมา นั่นทำให้ทั้งตัวของเขาเย็นวาบ เหตุการณ์เมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ยังติดตรึงอยูในความรู้สึกของเขาเกินกว่าจะเพิกเฉยได้ ยิ่งเมื่อคุณชายน้อยออกไปธุระต่างเมืองกับคุณผู้หญิงในช่วงนี้ ความวิตกหวาดกลัวก็ตามมาอย่างช่วยไม่ได้

เขาสะบัดหัวเต็มแรงทันทีที่คิดเช่นนั้น นี่มันไม่เกี่ยวอะไรกับคุณชายน้อยทั้งนั้น คนๆนั้นจะช่วยอะไรได้ถ้าเขาไม่อยู่ที่นี่ เขาต้องจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง เขาต้องคิดให้ออก อย่างแรกคือเข้าไปในป่า ในมือคว้าท่อนไม้ขนาดพอเหมาะติดไปแทนดาบที่เขาไม่ได้เอามาด้วยในวันนั้น ก็ใครเล่าจะไปนึกว่าที่นี่จะมีคนบุกรุกเข้ามากลางวันแสกๆ แล้วมันจะมีอาวุธอะไรบ้าง เขาจะรับมือมันยังไง

ผู้บุกรุกแสดงตัวเร็วกว่าที่เขาคาดไว้คราวแรกมากนัก เพียงไม่นานเสียงฝีเท้าม้าก็ได้ยินชัดจากในดงต้นไม้ ไม่ทันที่เขาจะคิดอะไรร่างของม้าใหญ่ตัวหนึ่งก็ปรากฏชัดท่ามกลางทิวไม้ในป่านั้น เส้นขนสีขาวทำให้มันดูโดดเด่นจนเห็นได้แต่ไกล เป็นการเลือกพาหนะที่ผิดมหันต์ เพราะนั่นทำให้อาร์เซนมองเห็นเขาได้ชัดโดยไม่ต้องเข้าใกล้แม้สัตว์ตัวนั้นจะเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วก็ตาม แค่อึดใจต่อมาม้าตัวนั้นก็ทะยานออกจากทิวไม้ราวกับเงาของผีร้ายที่แสดงตนออกมาแม้ในยามกลางวัน พลังอำนาจของมันมากมายเสียแม้แต่คนที่ไร้ความรู้ก็ยังบอกได้ว่านี่เป็นม้าดี อาจเป็นม้าศึกได้ด้วยซ้ำ

แต่ม้าดีแค่ไหนก็ไร้พิษสงถ้าปราศจากคนขี่

ไม่ทันไรไม้ท่อนขนาดเหมาะมือก็เขวี้ยงแสกเข้าที่หลังหัวของผู้ขี่เข้าอย่างจังจนเจ้าของร่างร่วงลงจากม้าแน่นิ่งอยู่บนพื้นไม่ขยับไปไหน แรงปะทะนั้นทำให้ม้าตัวที่ว่าตกใจ แต่มันยังคงไม่หนี ตรงกันข้ามมันคำรามร้องก่อนจะหันกลับมาตรงมาหาผู้เป็นนาย

ทันทีที่นางม้าเห็นเด็กชาย แววตาของนางก็บอกชัดว่าเรื่องนี้ไม่จบง่ายนักแน่นอน

” ยอ…. ยอ…. ” คือสิ่งเดียวที่อาร์เซนพูดได้ขณะที่คอยถอยหลบม้าซึ่งเดินตรงเข้าหาเขาอย่างประสงค์ร้าย ทั้งสายตาและท่าทางของมันบอกชัดถึงความหงุดหงิดขัดเคืองใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้เป็นนายอย่างที่สุด เด็กชายประเมินพลาดไป นี่ไม่ใช่ม้าเชื่อง มันเหมือนเป็นม้าป่าเลยด้วยซ้ำไป

แต่เขาไม่มีเวลาให้นึกอะไรนานนักก่อนที่เขาจะเสียหลักสะดุดล้ม สิ่งที่ขวางเท้าเขาก็คือขาของชายหนุ่มซึ่งสลบอยู่บนพื้นตรงนั้นนั่นเอง

เขาเองก็ไม่รู้ว่าตนเองถอยมาตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาสายตาของเขาจ้องแต่นางม้าที่ดูราวกำลังจะฆ่าเขาเสียตรงนั้นให้ได้ แต่อย่างน้อยที่สุดก็ดูหมือนว่านางจะไม่กล้าเมื่อชายคนนั้นอยู่ข้างๆเขา นางมองดูเขาและมองลงไปยังร่างของนายแล้วสะบัดหัวร้องด้วยความขัดใจที่ไม่อาจลงเท้ากระทืบได้

ถ้าอย่างนั้น คนๆนี้..ก็คงไม่ใช่คนเลวนักหรอกมั้ง

” ข้าขอโทษ ” อาร์เซนบอกนางขณะที่พยายามขยับร่างไปด้านข้างชายหนุ่ม ” ข้าจะพาเขาไปรักษาให้ ” เด็กชายยิ้มให้ด้วยความพยายามจะสงบอารมณ์นางลง แต่สายตาของนางก็ยังบอกชัดว่านางไม่พอใจอย่างยิ่ง แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ไม่กล้าลงมือแม้ขณะที่อาร์เซนพยายามพยุงร่างนายของนางขึ้นจากพื้นอย่างทุลักทุเล ต่อให้เขาโตขึ้นมากแล้วแต่น้ำหนักของชายหนุ่มวัยฉกรรจ์ก็ไม่ได้ยกขึ้นได้ง่ายนัก เด็กชายต้องกลั้นใจลากร่างนั้นกลับไป ทิ้งแต่ตะกร้าแอปเปิ้ลเอาไว้ที่ตรงนั้น และแน่นอนว่านางม้าก็ยังตามมา เหมือนเงาของยมบาลที่พร้อมจะเอาชีวิตเขาได้ทุกเมื่อ

***

” คุณหนูนี่น้า น่าจะดูให้ดีก่อนจะขว้างนะคะ ” แม่นมว่าพลางถอนใจเฮือกใหญ่ นางเหลียวไปดูชายหนุ่มที่นอนสลบอยู่บนเตียงครู่หนึ่ง ไม่น่าเชื่อว่าคุณหนูน่ารักอย่างอาร์เซนจะทำใครหัวร้างคางแตกกันโดยตั้งใจได้ขนาดนี้ คิดแล้วนางก็ถอนใจก่อนจะหันกลับมาเอ็ดเด็กชายต่อ ” เขาอาจจะแค่ผ่านมาก็ได้ ให้เขาผ่านไปก็พอแล้ว ไม่เห็นต้องระแวงขนาดนั้นเลยนี่คะ ”

” แต่มันก็ไม่แน่นี่จ๊ะป้า ” เขาเถียง แต่สายตาตำหนิติติงก็ทำให้อาร์เซนต้องก้มหน้างุด

” คะ ข้ารู้ว่าคุณเจตนาดี ” แล้วเธอก็ลุกขึ้นจากข้างเตียงพร้อมเหวี่ยงเอาเสื้อของอาร์เซนคลุมให้ชายหนุ่ม ” ถ้าอย่างนั้นก็ช่วยดูเขาซักนิดแล้วกันนะคะ เดี๋ยวข้าจะต้องลงไปจัดการงานข้างล่างต่อแล้ว ”

เด็กชายรับคำเสียงแผ่วอย่างสำนึกผิดขณะที่แม่นมเดินจากไปโดยมีความหงุดหงิดอยู่เต็มใบหน้า นั่นก็เข้าใจได้อยู่ ใครจะพอใจเมื่อเกิดเรื่องเดือดร้อนไม่เข้าท่าแบบนี้ขึ้นกับตัวทั้งที่ยุ่งอยู่แล้วบ้าง และในฐานะต้นเหตุเขาจึงต้องรับผิดชอบ ทั้งที่ให้ยืมห้องและเตียง และต้องเฝ้าไข้จนกว่าชายคนนี้จะฟื้น

อ้อ….รวมถึงนางม้าที่เดินงุ่นง่านอยู่ด้านหลังครัวนั่นก็ด้วย

แต่ตอนนี้เขาก็ทำได้เพียงภาวนาว่าชายหนุ่มผู้นี้จะหายดีในเวลาอันรวดเร็วและสามารถรีบเร่งไปตามทางของเขาได้ มาคิดเอาตอนนี้เขาก็หน่ายตนเองที่คิดไม่รอบคอบเสียเลยในตอนนั้น สายสืบของกองโจรที่ไหนกันจะควบม้าสีอ่อนแบบนั้นตัดข้ามป่าด้วยเสียงอันดัง คนๆนี้คงเป็นเพียงผู้ส่งสาสน์ที่ตัดผ่านเส้นทางนี้เพื่อความรวดเร็วเท่านั้น

ถึงตอนนี้เขาก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว นอกจากนั่งลงที่เก้าอี้ข้างเตียงและหยิบบันทึกขึ้นมาอ่าน

***

” วันที่ xx เดือนxx ปีxxxx

หลังจากหลายเดือนที่เราแยกจากในที่สุดเขาก็กลับมาบ้านเสียที ไม่มีอะไรที่จะทำให้ข้าดีใจไปมากกว่านี้อีกแล้ว ข้ารอเขาวันแล้ววันเล่าคืนแล้วคืนเล่า ฟังข่าวด้วยความเป็นห่วงอยู่ที่แดนไกล ห่างจากสงครามนองเลือดที่เขาต้องเผชิญ ข้าอยากรู้เรื่องเหล่านั้น ไม่ใช่ไม่อยากรู้ แต่ข้าก็รู้ว่าเขาคงไม่อยากเล่าให้ข้าฟังมากนัก เขาไม่ใช่คนที่พูดมากอยู่แล้วแต่ไหนแต่ไร ยิ่งเป็นเรื่องซึ่งก่อความไม่สบายใจให้แก่ข้า เขาคงยิ่งไม่อยากเล่า แต่เขาไม่ได้คิดว่าข้าโง่ ไม่เลย เขาไม่เหมือนแม่ข้าที่คิดว่าหญิงสาวนั้นมีพันธกิจยิ่งใหญ่คือการให้กำเนิดและอบรมลูกของสามีสุดที่รัก เขาสอนข้ามากมายตั้งแต่เรารู้จักกัน แต่ข้าไม่แน่ใจเลยจริงๆว่าเรื่องนี้จะมากเกินไปหรือไม่

แต่เอาเถิด เขากลับมาแล้ว อะไรจะดีไปกว่านี้อีก

ที่สำคัญคือเขาทำให้ความฝันของข้าเป็นจริง เขามอบลูกชายให้กับข้า ”

***

ประโยคที่กลางหน้ากระดาษนั้นทำให้เด็กชายเงยหน้าขึ้นด้วยความงุนงง ” มอบลูกชายให้กับข้า ” เขาทวนคำนั้น

พี่ชายของเขาไม่ใช่ลูกแท้ๆของพ่อและแม่ เรื่องนั้นเป็นที่รู้กันอยู่แล้ว แม่ของเขาไม่อาจตั้งครรภ์ได้โดยไม่แน่ใจนักว่าเพราะอะไร เมื่อภรรยาไม่อาจให้กำเนิดบุตรย่อมเป็นธรรมดาที่พวกเขาจะต้องหาลูกบุญธรรมมาเลี้ยงต่างทายาท สำหรับพ่อแม่ของเขามันอาจไปไกลกว่าแค่ความต้องการทายาท ทั้งสองบอกเสมอว่าพวกเขาเป็นครอบครัวเดียวกันแม้สายเลือดจะแตกต่าง แต่พ่อและแม่ก็ไม่เคยเอ่ยปากจริงๆว่าพี่ชายของเขาเป็นใครมาจากไหน และดูเหมือนไม่เคยสนใจจะบอก เรื่องของตัวเขาเองก็เป็นการเล่าในจดหมายลับซึ่งเขาเขียนเล่นกับแม่ ไม่เคยมีการพูดถึงกันต่อหน้าเลย แม้แต่ในบันทึกนี้ ดูเหมือนแม่ของเขาจะเลือกไม่พูดถึงที่มาที่ไปของพี่ชายเขาด้วยเช่นเดียวกัน

กระนั้นคำว่ามอบลูกชายให้ก็แปลกเหลือเกิน พ่อเขาเป็นคนพามาแต่ผู้เดียวหรือ แล้วทำไมจึงเป็นอย่างนั้น ในเมื่อคราวเขาแม่ของเขาใช้คำว่า ” เราไปพาลูกกลับมา ”

แต่ก่อนที่เขาจะทันได้ใคร่ครวญต่อไปร่างบนเตียงก็เริ่มเคลื่อนไหว นั่นทำให้เด็กชายยินดีอย่างยิ่ง เขารีบวางบันทึกแล้วไปที่ข้างเตียงนั้น ดูว่าชายคนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง ” ข้าต้องขอโทษด้วย ” อาร์เซนกล่าวเมื่อเห็นว่าชายหนุ่มรับรู้เป็นอย่างดี แต่เขาก็ไม่ตอบ ความสับสนอยู่บนใบหน้าของเขาจนผ่านไประยะหนึ่ง เด็กชายจึงชวนคุยต่อ ” ท่านชื่ออะไรหรือ ”

” อาร์ธ ” เป็นคำตอบจากชายหนุ่มก่อนที่เขาจะลุกขึ้นนั่ง แต่ความเจ็บปวดจากด้านหลังศีรษะทำให้เขาต้องชะงัก ในตอนนั้นเองที่เขารู้สึกถึงผ้าพันแผลที่พันอยู่รอบศีรษะ

” ข้าต้องขอโทษอีกครั้ง ” เด็กชายกล่าวขณะที่ยิ้มแห้งๆ ” ข้านึกว่าท่านเป็นโจรป่าที่บุกเข้ามาในบ้านเลยดักทำร้าย แต่ความจริงมันเป็นความไม่ถี่ถ้วนของข้าเองที่ลงมือไปโดยไม่ไถ่ถามเสียก่อน ”

” อา….นั่นคงเป็นความผิดของข้าด้วย ” ชายหนุ่มว่าพลางก็หันตัวห้อยเท้าลงจากเตียง ” ยังไงก็ขอขอบคุณมากที่อุตส่าห์ช่วยทำแผลให้ ” แล้วเขาก็รวบเสื้อตัวนั้นจะส่งคืนให้ แต่เมื่อก้มลงไป เขาก็เห็นบางอย่างที่ผิดธรรมดาบนเสื้อตัวนั้นในทันที ไม่สิ เขารู้จักเสื้อตัวนั้น

” เจ้าเอาเสื้อตัวนี้มาจากไหน ”

ความเหี้ยมเกรียมในน้ำเสียงทำให้เด็กชายผงะถอย ขนบนกายของเขาลุกเกรียวในทันที ” หมายความว่ายังไง ” เขาถาม

สายตาทรงอำนาจของชายหนุ่มที่เหลือบมองมาทำให้อาร์เซนต้องกลืนน้ำลายอึกใหญ่ มีบางอย่างในตัวชายหนุ่มคนนี้ที่ต่างไปจากธรรมดายามเมื่อเขามองด้วยสายตาเช่นนั้น ” ข้าขอถามอีกครั้ง เจ้าได้เสื้อตัวนี้มาจากไหน ”

” จากพี่ชายข้า ” เด็กชายตอบอย่างหวาดกลัว

แต่คำตอบนั้นกลับทำให้ชายหนุ่มประหลาดใจ เขาขมวดคิ้วราวกำลังครุ่นคิดก่อนจะถามอีกคำว่า ” เจ้าชื่ออะไร ”

เด็กชายตอบในทันทีว่า ” อาร์เซน ”

” ชื่อเต็มๆล่ะ ”

” อาร์เซน เซเนดัล เมริสมา ”

ชั่วขณะหนึ่งทั้งห้องนั้นมีเพียงความเงียบขณะที่พวกเขาจ้องหน้ากัน แต่สายตาดุดันเมื่อครู่หายไปโดยสิ้นเชิงจากชายหนุ่ม ตอนนี้เหมือนเขาจะยินดีเสียจนไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูดได้ ยินดีเสียจนในที่สุดเขาก็ยินยอมให้รอยยิ้มหลุดออกมา ” ข้าไม่เคยดีใจที่ถูกตีหัวมากเท่าวันนี้เลย ”

นั่นทำให้เด็กชายมองเขานิ่ง

***

เสียงที่ดังก้องในป่าเขาเสมอคือเสียงของนกร้อง มันคือเสียงของชีวิตที่ขับขานเพื่อบอกเล่าเรื่องราวอันเฉพาะตัวของมัน เรื่องของการพลัดพรากและพบเจอ เรื่องของการเรียกหาและพานพบ การต่อสู้ ความโศกเศร้า เหนืออื่นใดมันคือเสียงที่บ่งบอกถึงชีวิตของป่าแห่งนั้นซึ่งผู้ที่ชำนาญจะรับฟังและเข้าใจ และทันทีที่มีเสียงแปลกปลอมดังแทรกไปท่ามกลางเสียงเหล่านั้น พวกเขาจะรู้ในทันที

” เสียงนี้ดังอยู่นานเท่าไหร่แล้ว ” ผู้เป็นหัวหน้าถามขึ้นขณะที่เขาผลุ่บเข้ามาในดงไม้ เพียงไม่นานหลังจากที่เขาได้รับข่าวของเสียงสัญญาณ

” ครู่ใหญ่แล้วครับ ” สหายของเขากล่าว นัยน์ตาของชายหนุ่มผู้นั้นหลับแน่นเพื่อเปิดผัสสะการฟัง ” เสียงทุ้มเป็นจังหวะห่างๆ ไม่รีบร้อน เป็นสัญญาณติดต่อแน่แต่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรฉุกเฉิน ”

” พบใครบ้างไหม ”

ชายหนุ่มคนนั้นยกนกหวีดดินเผาบนคอขึ้นเป่าเป็นเสียงนกร้องที่เรียกได้ว่าซับซ้อนอย่างน่าทึ่ง เพียงไม่นานก็มีเสียงตอบจากรอบบริเวณนั้น ทุกเสียงเหมือนกัน

” ไม่มีใครเลย ” ชายหนุ่มบอกในที่สุด ” นอกจากน้องชายของท่าน ”

เด็กหนุ่มร้อนใจไม่น้อยที่ได้ยินเช่นนั้น ความจริงเขาไม่ได้ห้ามถ้าน้องชายของเขาจะมาหาแต่มันเป็นที่รู้กันว่าต้องเป็นเรื่องร้ายแรงเท่านั้น เขาไม่ต้องการเสี่ยงให้พวกเขาถูกเชื่อมโยงเข้าหากัน แล้วทำไมเขาจึงมาทั้งที่ไม่มีเรื่องเร่งด่วนร้ายแรงอะไร ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจ ” ข้าจะลงไป ” เขาหันไปบอก ” พวกเจ้าคุ้มกันข้าด้วย ” ชายหนุ่มคนนั้นยักหน้า ก่อนจะเป่าอีกสัญญาณซึ่งมีเสียงตอบรับจากรอบด้าน แล้วซาร์คก็แผล็วหายไปจากที่นั้นค่อยๆลงไปตามไหล่เขาโดยพยายามไม่ให้มีร่องรอยจนเป็นที่สังเกต

สำหรับอาร์เซนมันเป็นการรอคอยที่ช่างทรมาน เขาอยากจะเจอพี่แต่อีกใจก็ไม่อยาก เขาติดอยู่ระหว่างความต้องการจะพบพี่จนแทบทนไม่ได้กับความรู้สึกผิดที่ต้องเรียกพี่ออกมาทั้งที่ไม่มีเรื่องอะไรที่สมควรเลยซักนิด พี่โกรธเขาแน่ เขารู้ดี แต่จะให้เขาทำอย่างไรได้ แต่ก่อนที่ความคิดของเขาจะเข้าที่เข้าทางร่างที่คุ้นเคยก็ปรากฏชัดแก่สายตาจากในทิวไม้ ” อาร์เซน ” เด็กหนุ่มเรียกเขา ” เกิดอะไรขึ้น มีอะไรหรือ ”

เขาควรจะโล่งอกดีมั้ยที่เห็นพี่ชายของเขามาจริงๆ

เมื่อเห็นเขาเงียบ เด็กหนุ่มก็ยิ่งถามรุกเข้า ” เป็นอะไร มีใครบุกไปที่บ้านอีกหรือ- ”

” จะเรียกว่าบุกก็คงได้ครับ ” เด็กชายตอบขณะที่ยิ้มแห้งๆ ” แต่เขาบอกว่าต้องการพบท่านพี่มาก ”

ใบหน้าของเด็กหนุ่มชาค้าง ” ใครหรือ อาร์เซน ”

สิ่งที่เขาได้ยินต่อมาคือเสียงร้องของม้า และความรู้สึกลึกๆบอกว่าเพื่อนของเขาพร้อมจะโจมตีแล้ว แต่เขายกมือเป็นสัญญาณให้พวกเขาหยุด เขารู้จักเสียงนั้น ” ข้าไม่คิดว่านางจะบอกให้น้องชายข้าพามาที่นี่ได้หรอกนะ ” ซาร์คตวาดแต่บนใบหน้าของเขามีรอยยิ้มมุมปากที่เขาพยายามเก็บงำ ” ออกมาได้แล้ว อาวดริค ”

จากแนวไม้ไกลจากแนวที่คนของเขาดักซุ่มนั้นร่างหนึ่งก็ปรากฏชัด มันเป็นม้าสีขาวและคนบนหลังม้าก็ดูเหมือนนักเดินทางที่เพิ่งผ่านเส้นทางอันยากลำบากมา ” เรียกข้าว่าอาร์ธดีกว่า ท่านหัวหน้า ” ว่าพลางชายหนุ่มก็ยิ้มแล้วก็เหวี่ยงตัวลงจากหลังม้า ท่ามกลางสายตางุนงงที่เขารู้สึกได้จากรอบทิศ ในตอนนั้นเองที่ชายบางคนซึ่งซุ่มอยู่ในเงาไม้เริ่มออกมาและเข้ามาทักทายเจ้าชายด้วยความยินดียิ่ง

” ดูเจ้าสบายดีนะ ” ซาร์คกล่าวเมื่อการทักทายสิ้นสุดลง ” แต่มันก็แปลกดีที่เจ้ากลับมา ข้าคิดว่าเจ้าจะไปแล้วไปลับเสียอีก ”

” เรื่องนั้นข้ารู้ ข้าเองก็ไม่คิดว่าจะหาเจ้าพบ…จนกระทั่งโชคชะตาเข้าข้าง ” อาวดริคตรัสพลางก็เหลือบตาไปทางเด็กชายซึ่งมองเขาด้วยดวงตากลมโตกลบเกลื่อน พระองค์ก็รู้ เพียงชั่วครู่เจ้าชายก็ละสายตากลับไปที่ผู้เป็นพี่อีกครั้ง

พอดีกับที่เด็กหนุ่มถามว่า ” แล้วเจ้าจะอยากพบข้าทำไม ”

” เพื่อพิสูจน์ว่าเจ้าคิดถูกที่ปล่อยข้าไป ” พระองค์ตอบ ” และถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้เจ้าช่วย ”

” ข้อพิสูจน์นั้นคงต้องให้ทุกคนที่นี่ช่วยตัดสินด้วย ส่วนความช่วยเหลือ…ข้าขอฟังก่อนก็แล้วกัน ”

แค่นั้นก็ดีพอแล้วสำหรับอาวดริค พระองค์ออกเดินตามเด็กหนุ่มไปพร้อมกับอาร์เซนที่เดินตามมาข้างๆ สายตาของเด็กชายมองกลับไปกลับมาระหว่างคนทั้งสอง ” เมื่อครู่พี่ข้าเรียกท่านว่าอาวดริค ใช่มั้ย ”

โทนเสียงที่เย็นเยียบทำให้ทั้งกายของเจ้าชายเย็นวาบ แต่พระองค์ก็พยักหน้ารับ

ในตอนนั้นเองที่อาร์เซนหรี่ตามองพระองค์ ” ท่านคือเจ้าชายอาวดริคอย่างนั้นใช่มั้ย ”

เอาอีกแล้ว

เสียงของเด็กชายแปรเปลี่ยนเป็นโกรธเคืองขณะที่เขาหันไปทางผู้พี่ซึ่งยังเดินนำทำเฉย ” ถ้าอย่างนั้นที่ลือกันว่าเหยี่ยวป่าลักพาตัวเจ้าชายก็เรื่องจริงใช่มั้ยครับ ”

ความโกรธและกังวลนั้นพุ่งตรงไปที่ซาร์คอย่างไม่มีข้อสงสัย เด็กหนุ่มต้องเก็บสีหน้าไว้เป็นอย่างดีแม้จะทำได้เพียงเดินต่อไปโดยไร้คำตอบ จะให้เขาตอบอย่างไรได้ ในเมื่อหลักฐานเดินอยู่ข้างหลังเขาอยู่ทนโท่ แต่เจ้าชายกลับตอบไปว่า ” นั่นเป็นแค่ข่าวลือเท่านั้นแหละ อาร์เซน พี่ชายของเจ้าไม่ได้ทำเรื่องแบบนั้นหรอก ”

กระนั้นคำแก้ต่างก็ไม่อาจทำให้เด็กชายพอใจได้ ไม่ว่าอย่างไรองค์รัชทายาทกับหัวหน้าโจรป่าก็ไม่น่าจะพบกันได้ เว้นแต่ด้วยเหตุสุดวิสัยที่คงไม่มีทางเป็นเรื่องดี ” ถ้าอย่างนั้นพวกท่านรู้จักกันได้ยังไง ” เขาถาม

” พี่ชายเจ้าช่วยชีวิตข้าไว้ ” เจ้าชายตรัสด้วยสีหน้าเรียบเฉยที่แทบไม่แปรเปลี่ยนไปหากความอบอุ่นบางอย่างยังแฝงอยู่ในน้ำเสียง ” เขาเพียงแค่ให้ความช่วยเหลือเหมือนที่เขาช่วยทุกคนเสมอก็เท่านั้น ”

” อาวดริค ” เสียงเหี้ยมเกรียมของเด็กหนุ่มทำเอาพระองค์สะดุ้งไปเล็กน้อย ในวูบแรกพระองค์สังหรณ์ว่าคงพูดอะไรผิดไป แต่สิ่งที่หัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่ากล่าวโดยไม่กระทั่งแลตากลับมาก็คือ ” อย่าพูดแบบนั้นอีกนะ ข้าฟังแล้วขนลุก ”

นั่นทำให้เจ้าชายนึกขำ ” เจ้าไม่ชอบการเยินยอเหมือนเดิมเลยนะ ”

ซาร์คหันกลับมาเมื่อได้ยินเช่นนั้น ดวงตาคมกริบจ้องเขาแน่วนิ่งจากใต้เรือนผมสีแดง ” ข้าไม่คิดว่ามีโจรที่ไหนที่สมควรได้รับการสรรเสริญหรอกนะ เจ้าชาย ”

แต่อาวดริคก็เดินเข้าไปเผชิญหน้าก่อนจะกล่าวว่า ” เจ้าพูดเองว่าทั้งกษัตริย์และขุนโจรต่างก็เหมือนกัน ในแง่นั่นถ้ากษัตริย์ยังได้รับการสรรเสริญ ทำไมโจรป่าจะไม่ได้รับการสรรเสริญด้วยเล่า ”

ซาร์คเพียงแค่ชักสีหน้าใส่เขาแล้วรีบหันกลับไป แต่นั่นก็ช้าเกินกว่าจะซ่อนใบหน้าที่กำลังเรื่อด้วยฝาดเลือดจากความอัดอั้นที่โดนคำพูดของตนเองย้อนเข้าให้ ก็ใครจะไปนึกเล่าว่ามันจะไปถูกใช้ในสถานการณ์แบบนี้ อีกครั้งที่เจ้าชายยิ้ม การทำให้เด็กหนุ่มเสียศูนย์ยังคงเป็นเรื่องน่ารื่นรมย์เช่นเคย

ก่อนที่จะต่อล้อต่อเถียงกันต่อนั้นเองที่พวกเขาหลุดออกมาจากสุมทุมพุ่มไม้และเข้ามาในลานหญ้าเล็กๆกลางแนวไม้ซึ่งเปิดโล่งขึ้นไปรับแสงแดดจากเบื้องบน ในสถานที่นั้นเองที่พวกเขานั่งลงและเด็กหนุ่มรอรับฟังเจ้าชายซึ่งนั่งลงตรงข้ามเขา เมื่อกวาดสายตาไปโดยรอบเจ้าชายเริ่มรู้สึกถึงความผิดปรกติ ” คีธล่ะ ”

สีหน้าของเด็กหนุ่มยังเรียบเฉยขณะที่ถามไปว่า ” ทำไมหรือ ”

” ข้าแค่แปลกใจที่ไม่เห็นเขา ” พระองค์ตรัส ” ปกติเขาไม่เคยห่างเจ้าเลยไม่ใช่หรือ ”

” บังเอิญว่ามีเรื่องนิดหน่อย ”

” เรื่อง? ”

” เรื่องที่ท่านซาร์คต้องการให้ดูแลเป็นพิเศษ ” เสียงที่คุ้นเคยตอบเขาก่อนที่เจ้าของเสียงจะปรากฏแก่สายตา ชายหนุ่มซึ่งเหมือนเพิ่งเดินทางกลับมาใหม่ๆนั่งลงกับพวกเขาทั้งที่ดูเหมือนยังไม่หายเหนื่อยด้วยซ้ำ ” ข้าได้ข่าวว่าท่านมาที่นี่เลยรีบตามมา หวังว่าคงยังไม่พลาดอะไรไปหรอกนะ ”

” ยังไม่ได้เริ่มด้วยซ้ำ ” เป็นอาวดริคที่ตอบ ” แต่เรื่องที่ต้องดูแลนี่มันอะไรกันหรือ ”

คำตอบจากคีธคือ ” นอร์ธบีสท์ ” สายตาของเจ้าชายแข็งกร้าวขึ้นในทันที ” ไม่แน่ใจว่าพวกนั้นรู้หรือเปล่าว่าพวกเราอยู่ที่นี่ แต่มีนอร์ธบีสท์ป้วนเปี้ยนอยู่เต็มหมู่บ้านแถบนี้ไปหมด อัตราภาษียังคงเดิมไม่มีท่าว่าพวกเขาจะตุกติก แต่ก็ทำให้เราเคลื่อนไหวลำบากขึ้นมากในช่วงที่ผ่านมา”

” พวกนั้นวางกองกำลังไว้ทั่วนั่นแหละ ” เจ้าชายตรัส ” ข้าเดินทางสืบข่าวอยู่ตามเขตรอบเมืองหลวงมีทหารม้ากลุ่มนี้กระจายอยู่ทั่วไปเลยทีเดียว ไกลกว่านั้นข้าไม่รู้ เลยบอกไม่ได้ว่าพวกนั้นเดาได้แค่ไหนแล้ว ”

ดูเหมือนประโยคข้างหลังจะไม่ทำให้ชายหนุ่มตกใจได้เท่ากับที่ว่า ” ท่านเดินทางอย่างนั้นหรือ ”

” แค่ชั่วขี่ม้าหนึ่งวันจากเมืองหลวงเท่านั้น ” พระองค์ถอนพระทัย ” ข้าต้องกลับปราสาทภายในช่วงค่ำไม่อย่างนั้นจะผิดสังเกต แต่เพราะมีคนเดินทางจากใกล้ไกลมากมาย ข่าวสารจากเมืองไกลจึงยังพอหาได้ แม้จะตรวจสอบไม่ได้ก็เถอะ ”

” นางแม่มดล่ะ ” เป็นเด็กหนุ่มที่ขัดขึ้น ” เจ้าเคลื่อนไหวแบบนี้ไม่เสี่ยงเกินไปหรือ ”

แค่นั้นพวกเขาก็รู้กันว่าหมายถึงใคร ” นางพยายามจับตาดูข้าอยู่ แต่ดูเหมือนหูตาของนางก็ไม่ได้ว่องไวนัก ข้าพยายามทำเหมือนพาราพุนเซลมาออกกำลังไม่ให้ผิดไปจากที่เคย แต่ก็ไม่รู้ว่านางระแคะระคายหรือยัง นางอาจพอรู้บ้างว่าข้าหยิบยืมเอกสารจากห้องอาลักษณ์ออกมา ไม่รู้ว่านางจะเชื่อที่ข้าบอกว่าข้าใช้เอกสารพวกนั้นในการเรียนหรือเปล่า ”

” มีใครที่เจ้าหลอกสำเร็จหรือยังล่ะ ”

” หัวหน้าอาลักษณ์ ” พระองค์ตรัสพร้อมรอยยิ้มที่แสดงความรู้สึกผิดมากกว่าความภาคภูมิใจ ” เขาเป็นอาจารย์ของข้า การทำเหมือนข้ากลับตัวกลับใจหลอกล่อเขาไว้ได้ดีกว่าที่คาด ”

นั่นทำให้ผู้เป็นหัวหน้าถึงกับส่ายหน้าหน่ายๆ ” เจ้านี่เลวกว่าที่คิดอีกนะ ”

เจ้าชายก็ได้แต่ยิ้มรับ ” มันเป็นทางเดียวที่ข้าจะได้ข้อมูลที่ข้าต้องการ ” แล้วเขาก็ดึงสมุดปกหนังเล่มหนึ่งออกมาจากย่ามเดินทางปอนๆ น้ำหนักของมันทำให้ดังตึงเมื่อวางและขนาดทำให้คนรอบข้างตาค้าง ” ประวัติและบันทึกการแต่งตั้งขุนนางในช่วงรัชกาลที่ผ่านมา ข้าเจอเรื่องน่าสงสัยอยู่เต็มไปหมด จริงๆมันก็เกิดขึ้นเป็นระยะอยู่แล้วที่ใครบางคนซึ่งอยู่เหนือความคาดหมายจะถูกแต่งตั้งขึ้นดำรงตำแหน่งสำคัญๆ แต่ในช่วงสิบปีที่ผ่านมามันมากเกินไปตามความเห็นของข้า คนจำนวนหนึ่งไม่มีคุณสมบัติหรือความชอบเพียงพอสำหรับตำแหน่งของตนเอง แต่กระนั้นก็ยังได้ตำแหน่งนั้นไป แถมยังมีความบังเอิญที่น่าสงสัยที่ทำให้ตำแหน่งบางตำแหน่งว่าง ”

สิ่งแรกที่เข้ามาในความคิดของคีธคือ ” การลอบสังหาร ”

” ข้าก็คิดว่าแบบนั้น ” พระองค์ตรัสแล้วก็กลืนน้ำลาย ” ในหลายครั้งมันไม่โจ่งแจ้งขนาดนั้น ”

สายตาที่พระองค์มองไปยังคู่พี่น้องซึ่งนั่งอยู่ข้างกันทำให้ซาร์คเบิกตาโพลง ” เจ้าจะบอกว่าพ่อข้าก็- ”

” ข้าบอกได้แค่ว่า มีความเป็นไปได้ที่ความวิบัติที่เกิดขึ้นกับครอบครัวเจ้าเป็นการกระทำโดยจงใจ แต่ข้าไม่มีหลักฐานอะไรมากไปกว่าความสงสัยในความไม่ชอบมาพากลเท่านั้น ”

แค่นั้นก็มากพอแล้วสำหรับซาร์ค เขาเหมือนจะจมดิ่งอยู่ในห้วงความคิดในทันทีขณะที่น้องชายเข้ามาเกาะแขนซบหน้ากับไหล่พี่ราวกำลังปลอบใจ คอยบรรเทาความโกรธเกรี้ยวที่เขามั่นใจว่าเผาไหม้อยู่ในตัวพี่ชาย ” สารเลว ” เป็นคำเดียวที่หลุดออกมาจากปากซาร์คขณะที่เขานั่งอยู่ตรงนั้นจ้องตรงไปยังหน้ากระดาษที่เขียนว่าเมริสมา กินเวลาพักหนึ่งก่อนที่เขาจะเงยหน้าขึ้น นัยน์ตาทั้งสองข้างแดงก่ำโดยไม่อาจปกปิดไว้ได้ ” พ่อข้าไปขวางทางใครหรือไงถึงต้องทำขนาดนั้น ”

” พ่อของเจ้าเป็นเพื่อนสนิทของพ่อข้า ” เจ้าชายตรัสขณะที่จ้องตรงเข้าไปในดวงตาที่สั่นไหวด้วยอารมณ์นั้น ” นั่นเป็นเหตุผลที่เพียงพอแล้ว ”

” แล้วไงล่ะ ” เสียงของซาร์คเกือบเป็นการตะคอก แรงดึงจากอาร์เซนคือสิ่งเดียวที่ไม่ทำให้เขาลุกขึ้นอาละวาด ” เพราะเรื่องแค่นั้นน่ะหรือ มีคนต้องการโดดเดี่ยวราชาลุดวิกหรือไง ”

คำตอบของอาวดริคคือการยักหน้าอย่างเรียบๆจนเกือบเรียกได้ว่าปราศจากอารมณ์ และการคาดการณ์ของคีธคือ ” แสดงว่าพวกนั้นทำสำเร็จ ”

อีกครั้งที่คำตอบคือการยักหน้า ” พระสหายของเสด็จพ่อ ไม่สิ้นบุญแล้วก็เจ็บป่วยไม่อาจรับราชการได้ และถ้าพวกเจ้าไม่รู้ ตอนนี้พระองค์ก็กลายเป็นนักโทษในปราสาทของตัวเองไปแล้ว เจ็ดปีก่อนหมอหลวงวินิจฉัยว่าพระองค์ประชวรจากการทรงงานหนักและสั่งให้พักผ่อน แต่ความจริงมันคือคำสั่งคุมขังและยึดอำนาจ ตอนนี้พ่อข้าไม่มีอำนาจอะไรเลยในการดูแลประเทศนี้ ”

สีหน้าที่หม่นหมองตึงเครียดเป็นคำอธิบายที่ดีที่สุดสำหรับความเป็นไปภายใต้กำแพงหนาของปราการแห่งไลน์ ปราสาทที่ไม่เคยมีใครบุกได้แต่บัดนี้กลายเป็นกรงขังผู้ที่อยู่ข้างใน ทั้งกษัตริย์ซึ่งไม่อาจสั่งการณ์สิ่งใด และเจ้าชายซึ่งอยู่ในสภาพที่ไม่ต่างอะไรจากเบี้ย

” อำนาจอยู่ที่นางสินะ ”

ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นการเดาเมื่อปลายนิ้วของคีธชี้ตรงไปที่ชื่อซึ่งกำกับอยู่ใต้สำเนาคำสั่งแต่งตั้ง มันเป็นชื่อที่พวกเขาคาดเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว

อาร์ดารา

” นางเริ่มไปตั้งแต่ก่อนหน้านั้นแล้ว ” พระองค์เสสายตาไปทางอื่น ” แต่เมื่อเจ็ดปีก่อนนางได้ทุกอย่างไป นางคือผู้สำเร็จราชการโดยชอบธรรมทั้งที่นางเป็นหญิงซึ่งไม่มีที่มาที่ไป ข้าไม่พบเรื่องราวของครอบครัวนางเลย ” แล้วพระองค์ก็ถอนพระทัย ” นางเข้ามาในราชสำนักในช่วงสงครามกาลัทเทียร์เมื่อราวสิบหกปีก่อน เป็นช่วงที่เอกสารที่หลงเหลือมีน้อยและทำขึ้นอย่างหยาบมากจนไม่ช่วยอะไร ที่น่าแปลกคือไม่มีชื่อของนางเลยจนกระทั่งนางอภิเษกกับพ่อข้าและกลายเป็นราชินี ที่ข้าบอกว่าอยากให้ช่วยคือเรื่องนี้ ข้าอยากจะได้ข้อมูลจากกาลัทเทียร์และเวสต์เวลล์รวมทั้งเรื่องเล่าของพวกพ่อค้าข้ามแดน เรื่องพวกนั้นเท่านั้นที่อาจบอกได้ว่าแท้จริงแล้วเกิดอะไรขึ้น ”

ในตอนนั้นเองที่ซาร์คมองเขาแทนที่ตัวอักษรในหนังสือ ” เจ้าต้องการให้คนสืบข่าวให้ว่าอย่างนั้นเถอะ ”

คำสารภาพของพระองค์คือ ” ข้าไม่รู้จะพึ่งใครอีกแล้ว เรื่องที่มีอยู่ตอนนี้เป็นเรื่องที่ผู้ชนะแต่งขึ้น แต่สงครามกาลัทเทียร์ดูเหมือนมีลับลมคมในมากกว่านั้น ข้าเริ่มได้ยินข่าวลือจากคนเก่าคนแก่ที่รอดตายมาบ้างแต่ก็ไม่รู้ว่าใครเชื่อได้ ที่ข้าอยากได้คือเรื่องราวของผู้แพ้ที่ไม่ถูกผู้ชนะบิดเบือน ไม่แน่ว่าในนั้นอาจมีบางอย่างเกี่ยวกับนางหลงเหลืออยู่ ”

ความกังวลปรากฏชัดเจนบนใบหน้าของเหล่าสหายเมื่อได้ยินถ้อยคำเช่นนั้น แต่ซาร์คไม่กล่าวอะไรขณะที่จมหายไปวนห้วงความคิด ผู้ที่เอ่ยขึ้นก่อนคือคีธ ” สิ่งที่ท่านได้รู้อาจไม่ใช่สิ่งที่ท่านหวังนะอาวดริค ท่านจะทำใจยอมรับความจริงหรือ ”

” ต้องได้สิ ”

” แม้เรื่องที่พ่อของท่านอาจเป็นคนที่เลวทรามกว่าที่ท่านคิด ”

นั่นทำให้เจ้าชายนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ” ข้าทำลายความจริงไม่ได้ ถ้าพ่อข้าจะไม่ใช่กษัตริย์ผู้ทรงธรรม์และปรีชาก็ให้มันเป็นอย่างนั้นเถอะ การไม่รับรู้ไม่ได้ทำให้สิ่งชั่วช้าหายไปหรอก ”

จนได้ยินคำนั้นเท่านั้นสีหน้าวิตกของคีธจึงค่อยคลายลงราวกับว่าเมฆหมอกได้จากเขาไปอย่างน้อยก็ชั่วระยะเวลาหนึ่ง ชายหนุ่มอาจไม่ยิ้มแต่อย่างน้อยเขาก็โล่งใจ ” นั่นดีแล้ว ” เขากล่าวก่อนจะหันไปมองทางผู้เป็นหัวหน้าซึ่งมองต่ำลงไปยังพื้นหญ้าเบื้องล่างพวกเขาราวกำลังครุ่นคิดอย่างหนัก

ในที่สุดซาร์คก็เงยหน้าขึ้น ” เรื่องกาลัทเทียร์ข้าคิดว่าคงไม่เป็นไร ข้ามีสหายที่บ้านเกิดอยู่ที่นั่น เขาคงเข้าไปสืบข่าวคราวได้ไม่ยากนัก แต่เจ้าก็คงพอรู้เรื่องเวสต์เวลล์ ”

เจ้าชายยักหน้าก่อนที่จะจ้องนิ่งเหมือนจะบอกว่าความตั้งใจของเขาไม่ได้เปลี่ยนไป

นั่นทำให้เด็กหนุ่มถอยใจเฮือก ” ข้ารับรองไม่ได้ว่าจะมีใครยอมเข้าไปในที่ที่วุ่นวายแบบนั้นหรือเปล่า มีคนถูกฆ่าจำนวนมากในประเทศนั้นโทษฐานเป็นสายลับให้กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ที่นั่นเป็นเมืองเถื่อนไปแล้ว ”

” ลุงขี้เหล้าคนหนึ่งก็บอกข้าแบบนั้น ” เจ้าชายตรัส ” ถ้าไม่ได้ก็ช่างเถอะ ข้าจะพยายามส่งคนไป แต่คงต้องรบกวนเรื่องกาลัทเทียร์ด้วย ข้าไม่อาจเข้าไปที่นั่นด้วยตนเองจริงๆ ”

คำตอบจากซาร์คมีเพียง ” ข้ารู้ ”

” แล้วพวกเราจะส่งข่าวกันยังไง ” เป็นคีธที่ถามขึ้น

เรื่องนั้นทำให้พวกเขานิ่งเงียบกันไปพักใหญ่ นั่นไม่ใช่เรื่องสุดท้ายที่พวกเขาคิดแต่เป็นเรื่องที่ลืมคิดไปโดยสิ้นเชิงเลยทีเดียว หรือไม่ก็เพราะทางเลือกในใจพระองค์นั้นต้องการความกล้ามากกว่าอะไรอย่างอื่น ” ข้าขอนกหวีดดินเผาซักอันได้ไหม ”

นั่นทำให้เด็กหนุ่มเลิกคิ้ว

” วิธีที่ดีที่สุดคงเป็นการมาพบพวกเจ้าด้วยตัวเอง เพื่อการณ์นั้นนกหวีดสื่อสารย่อมจำเป็น แต่ถ้าฉุกเฉินยังไงข้ารู้จักพ่อค้าในเมืองคนหนึ่งที่ไว้ใจได้ เจ้าทิ้งข้อความไว้ที่เขาได้ ลูกสาวของเขาจะเอาให้ข้าเอง ”

ทันทีที่สิ้นคำว่าลูกสาว บรรยากาศโดยรอบนั้นก็เย็นวูบลงจนแม้แต่คีธก็สัมผัสได้ นั่นทำให้อาวดริคตกใจ แต่ก็ไม่มากไปกว่าการรู้ว่าบรรยากาศที่เปลี่ยนไปเกิดจากสายตาที่ซาร์คกำลังมองพระองค์ เด็กหนุ่มที่ท่าทางเอาการเอางานเมื่อครู่ก่อนหน้ากำลังย่นคิ้วนิ่วหน้าจ้องพระองค์เขม็ง

” ข้าไม่ได้มีความสัมพันธ์พิเศษกับลูกสาวของเขาหรอก นางแค่ดูแลห้องนอนของข้าเท่านั้น ”

” ก็นะ ” ซาร์คกล่าวแค่นั้นก่อนจะบ่นพึมพำอะไรบางอย่างที่เกี่ยวกับห้องนอนก่อนจะซ่อนใบหน้าไว้ในเงาของเรือนผม

จนคีธตอบเสียงงึมงำนั้นว่า ” นางกำนัลไม่ใช่นางสนมครับ ท่านซาร์ค ”

” ข้ารู้น่า ” เป็นคำตอบเดียวจากเด็กหนุ่มก่อนที่เขาจะค้อนชายหนุ่มทั้งสองขวับใหญ่โดยไม่มีโอกาสเห็นสายตาที่ทั้งสองส่งให้กันด้วยความขบขันแม้แต่น้อย

” แล้วนกหวีดล่ะ ” อาวดริคทวงถาม ” ตกลงเจ้าจะให้ข้าได้หรือเปล่า ”

” ไม่ นั่นอันตรายเกินไป ”

แต่คำพูดด้วยโทสะอย่างเด็กๆนั้นไม่มีความหมายสำหรับคีธ เขาลุกขึ้นจากที่นั่งอยู่นั้นพลางถอดสร้อยก่อนจะอ้อมไปสวมให้อาวดริคขณะที่เจ้าชายได้แต่เงียบ ติดอยู่ระหว่างชายหนุ่มซึ่งนิ่งเงียบไปพูดอะไรกับเด็กหนุ่มที่ทำท่าจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟอยู่ตรงหน้า

” ข้าไม่ได้บอกว่าให้เขาได้เสียหน่อย ” ซาร์คกล่าวเสียงเหี้ยม

แต่คำตอบจากคีธคือ ” คำพูดของท่านที่มีอารมณ์อยู่เหนือเหตุผล ข้าไม่ถือเป็นเรื่องจริงจังหรอกนะครับ ”

เหมือนกำปั้นใหญ่ทุบเข้าให้ไปที่กลางอกจนซาร์คไม่อาจตอบโต้อะไร ให้ถูกคือเขานิ่งอึ้งไปไม่กล่าวอะไรทั้งนั้นขณะที่ชายหนุ่มกำลังสอนเจ้าชายเป่าสัญญาณง่ายๆกับนกหวีดอันนั้น สิ่งที่เด็กหนุ่มเห็นต้องเรียกว่าไม่คุ้นตาเพราะคีธไม่เคยถอดมันเลยซักครั้ง นกหวีดดินเผาจะห้อยอยู่รอบคอของเขาเสมอตั้งแต่ที่พบกันครั้งแรก เขาสงสัยจริงๆว่าถ้ามีอันอื่นสำรองอยู่ใกล้มือ คีธจะยังให้นกหวีดอันนั้นไปอีกหรือเปล่า

แต่ความสงสัยของเขาก็สะดุดเมื่อเสียงของอาร์เซนดังขึ้นข้างหู ” ท่านพี่ไม่ได้เกลียดเขาเสียหน่อย ” ผู้เป็นพี่หันกลับมาอ้าปากราวกำลังจะเทศนาครั้งใหญ่ แต่ดวงตาใสซื่อของเด็กชายที่มองตรงมาทางเขาก็ทำให้ใจอ่อนจนถ้อยคำดุด่าเหลือเพียงเสียงกรอดในลำคอเท่านั้น และเด็กชายก็ไม่ได้หนีหน้าเช่นที่คนอื่นมักทำยามที่เด็กหนุ่มมีแววหงุดหงิด เขาทำเช่นทุกทีที่พี่ชายไม่ยอมมองคือการเข้าไปกอดไว้ให้แน่น ” ท่านพี่เป็นอย่างนี้ทุกทีเลยน้า ข้าอิจฉาจัง ”

บางอย่างในน้ำเสียงนั้นเป็นความน้อยเนื้อต่ำใจแม้อาร์เซนจะพยายามไม่ให้มันออกมาชัดเจนเกินไปนัก กระนั้นมีหรือคนเป็นพี่จะไม่รู้ ในเวลาเช่นนี้สิ่งที่ซาร์คทำได้ก็มีแต่ลูบปอยผมสีฟางข้าวนั้นเบาๆ ” เจ้ามาอิจฉาอะไรข้า ”

” ไม่ใช่ท่านหรอกครับ ” เด็กชายเงยหน้าขึ้นยิ้มให้ก่อนจะซบลงกับไหล่ ดวงตาจ้องตรงไปยังภาพของชายหนุ่มทั้งสองซึ่งอยู่ตรงข้ามพี่ของเขา ” ข้าอิจฉาพวกเขาต่างหาก ”

สิ่งที่หลุดมาจากปากของซาร์คท่ามกลางเงาไม้ที่คล้อยลงมานั้นคือ ” บางทีข้าก็เป็นเหมือนกัน ” แต่เขาไม่พูดมากกว่านั้นแม้แต่คำเดียว

***

” วันxx เดือนxx ปีxxxx

สุดที่รักของข้า ข้าขอโทษด้วยที่อ่านสมุดบันทึกของเจ้าโดยพละการณ์ ที่แย่กว่านั้นคือการที่ข้าเขียนอยู่นี้ ข้าเองก็ไม่แน่ใจนักว่าอะไรดลใจให้ข้าทำเช่นนี้ คงเพราะมันมีเรื่องมากมายเกินไปที่ข้าอยากเล่าแต่ไม่สามารถเรียบเรียงถ้อยคำออกมาได้โดยไม่ทำให้เจ้าสับสน หลายเรื่องเป็นความลับ อย่างที่เจ้ารู้ มีเรื่องที่ข้าคงบอกเจ้าได้เพียงเมื่อกระซิบคุยกับเจ้าบนเตียงเท่านั้น กำแพงมีหูมากเกินไปและประตูมีช่องเยอะเกินกว่าจะไว้ใจได้ สำหรับบันทึกนี้ ดวงตาก็มีมากเกินไปเช่นกัน

แต่ข้าจะค่อยๆเล่าให้เจ้าฟังโดยละเอียดที่สุดเท่าที่ข้าจะสามารถนึกออกในตอนนี้ สงครามทำให้ความจำของข้าเลอะเลือนเต็มที มีเรื่องมากมายเกิดขึ้นในเวลาที่สั้นนักจนข้าเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าสิ่งใดเกิดขึ้นต่อจากสิ่งใดในเมื่อทุกสิ่งเหมือนจะเกิดขึ้นพร้อมๆกัน

เรื่องมันเริ่มขึ้นเมื่อราวปีกว่ามาแล้ว เมื่อกษัตริย์แห่งไลน์และเวสต์เวลล์พบกันที่ปราสาทบนภูเขาหิมะอันงดงามเพื่อเฉลิมฉลองประสูติกาลของรัชทายาทแห่งเวสต์เวลล์ พวกเขาเป็นสหายสนิทกันมาเนิ่นนานและอาณาจักรทั้งสองก็ไม่ต่างอะไรจากพี่น้องที่สนิทชิดเชื้อยิ่ง ที่นั่นท่ามกลางผู้คน นามของกาลัทเทียร์ปรากฏขึ้นด้วยความกังวลใจเป็นครั้งแรก ในงานเลี้ยงนั้นมีผู้คนมากมายมาร่วม ผู้นำของอาณาจักรและกลุ่มชนต่างๆต่างมาแสดงไมตรีในฐานะสหาย แต่ไม่ใช่กาลัทเทียร์ อาณาจักรผู้สันโดษทางเหนือนั้นไม่ได้ส่งกระทั่งสาสน์แสดงความยินดีมา

ความกังวลใจนั้นคงอยู่แม้หลังจากงานนั้นจบลงไปแล้ว แต่มันมีบางอย่างมากกว่านั้นในความรู้สึกของข้า ยามที่ข้าฟังดำรัสของลุดวิก ข้ารู้สึกเสมอว่านั่นไม่ใช่ทั้งหมด อาจเพราะความขัดแย้งที่เรามีกับพวกเขาก่อนหน้านี้ เจ้าเองคงจำเรื่องสินแร่ที่ไลน์และเวสต์เวลล์พยายามเจรจากับกาลัทเทียร์ได้ การเจรจาอันยืดเยื้อยาวนานไร้ข้อสรุปนั้นคงไม่แคล้วเป็นส่วนหนึ่งของความกดดันระหว่างพวกเราและพวกเขา การที่กาลัทเทียร์ไม่ร่วมงานในครั้งนั้นเป็นเพียงการเติมเชื้อไฟท่อนเล็กๆเข้าเท่านั้น

แต่มันไม่ได้เล็กน้อยอย่างที่ข้าคาด เพียงคลาดสายตาไปชั่วครู่สิ่งที่ข้ารู้ต่อมาคือไลน์และเวสต์เวลล์ต่างประกาศสงครามกับกาลัทเทียร์ในฐานะภัยคุกคามที่รุกรานชายแดนของพวกเรา ข่าวซึ่งข้าได้ยินอยู่เนืองๆโดยไม่รู้มูลใดๆเลยแม้แต่น้อย

มาถามข้าตอนนี้คงบอกว่าสงครามนี้สูญเสียมากเกินไปไม่ควรค่าแก่การลงมือใดๆแม้แต่น้อย หากนั่งลงไตร่ตรองข้าเชื่อว่ายังมีหนทางมากมายที่ทำให้ความพินาศนี้ไม่เกิดขึ้น แต่ในตอนนั้นแม้แต่ข้าเองก็บอกไม่ได้ว่ามันจะเสียหายได้ถึงเพียงนี้ เราต่างรู้จักอาณาจักรกาลัทเทียร์ในฐานะแคว้นอันสงบสุขซึ่งโดดเดี่ยวและสมถะ เรารู้ดี แต่สุดที่รัก ข้าบอกได้เลยว่าเราไม่รู้อะไรเลย ความเงียบคือคุณสมบัติที่ยิ่งใหญ่ของชนแคว้นนี้ พวกเขาเหมือนงูใหญ่ที่ไม่ขยับอ้าเขี้ยวจนกว่าจะถูกจู่โจมทำร้ายเท่านั้น

และเราก็ไม่ต่างอะไรจากชาวนาผู้พยายามจะจับงูนั้น ข้าเองไม่ได้ร่วมรับรู้ถึงแผนการณ์นี้และข้าก็กำลังติดอยู่ระหว่างความยินดีและเสียใจกับเรื่องนั้น ถ้าข้ารู้ ข้าอาจห้ามลุดวิกก่อนที่เขาจะนำเราไปอย่างที่เราเป็นอยู่ แต่ข้ารู้ดีว่าต่อให้ตนเองรู้ ข้าก็อาจไม่ห้ามเขาแข็งขันเหมือนข้าในตอนนี้ ทุกอย่างฟังดูง่ายดายหมดจด พวกเขาไม่ได้คิดถึงการนองเลือดมากนักด้วยซ้ำ พวกเขาต้องการเพียงต้อนให้กาลัทเทียร์จนมุมเพื่อให้เขายอมเจรจา ทั้งเพื่อยุติความรุนแรงที่เกิดขึ้นประปรายเรื่อยมา ทั้งเรื่องสินแร่ใต้ภูเขาที่เราจ้องอยู่ด้วยดวงตาเป็นมัน

หากให้ข้าโทษสิ่งใดในเรื่องนี้ ก็คงเป็นความทะยานอยากของพวกเราเท่านั้น

ด้วยรัก แล้วข้าจะเล่าให้เจ้าฟังอีกเร็วๆนี้

โจนาธาน ”

***

TBC in Chapter 13

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: