A Fairytale: อาณาเขตแห่งเหยี่ยว บทที่ 13

Title: A Fairytale
Book I: อาณาเขตแห่งเหยี่ยว (The Land of the Hawks)
Author: vekin
Rate: PG-13
Warning: คนเขียนอ่อนคำราชาศัพท์เป็นอย่างยิ่ง ต้องขออภัยในความผิดพลาดมา ณ ที่นี้
***บุคคล เหตุการณ์และสถานที่ในเรื่องล้วนสมมติขึ้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องพาดพิงกับบุคคลและเหตุการณ์จริงแต่อย่างใด***

Chapter 13
####################################################
แสงไฟจากห้องส่วนใหญ่ดับไปตั้งแต่เมื่อค่ำหากแสงจากห้องหนึ่งในปราสาทดูจะโชติช่วงกว่าทุกห้อง เมื่อหลายเดือนก่อนเรื่องนี้แปลกใหม่ยิ่งนัก แต่ตอนนี้มันช่างเป็นเหตุการณ์ธรรมดาสามัญที่เจ้าชายจะประทับอยู่ในห้องทรงพระอักษรเสียดึกดื่นจนผล็อยหลับไป แสงจากโคมไฟคงดับไปเองเมื่อเวลามาถึง หากวันนี้แสงนั้นถูกปรับให้สลัวลงด้วยมือเรียวงามคู่หนึ่ง ร่างระหงให้ชุดคลุมสีขาวลอบเข้ามาอย่างเงียบเชียบ ขยับย่างจากคบไฟนั้นไปยืนอยู่ข้างเจ้าชายซึ่งเอนฟุ่บอยู่กับโต๊ะก่อนจะแย้มสรวลน้อยๆกับตนเอง

เพียงไม่นานเสียงหัวเราะน้อยๆก็หยุดลงแทนที่ด้วยความกังวลบนพระพักตร์ขณะที่มืองามคลี่ผ้าห่มออกคลุมร่างนั้นให้อุ่น แต่เพราะความเคลื่อนไหวที่สัมผัสไปบนพระวรกายเจ้าชายจึงตื่นบรรทม ในคราแรกมันเป็นความตื่นตระหนกก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความโล่งใจ ” ถวายพระพรองค์ราชินี ” พระองค์ตรัส ” ขออภัยที่ทำให้พระองค์ตื่นบรรทม ”

แต่พระองค์ก็เพียงแค่แย้มพระโอษฐ์น้อยๆ ” ข้าต่างหากที่มาทำให้เจ้าตื่น ข้าแค่นอนไม่หลับเลยออกมาเดินเล่นเท่านั้น ”

แต่เจ้าชายอาวดริคทรงรู้ดีกว่านั้น ” คงมีเรื่องที่ทำให้ทรงกลัดกลุ้มเป็นแน่ ” เจ้าชายตรัส

นั่นทำให้ความกังวลบนพระพักตร์ของพระนางปรากฏชัด พระนางทรงดึงพระหัตถ์ของเจ้าชายให้ตามมา พระองค์ติดตามพระราชินีไปยังเก้าอี้ยาวริมหน้าต่างที่ซึ่งพระนางประทับนั่งลงพลางถอนพระทัย ” นั่งลงก่อนเถอะ อาวดริค ” พระนางตรัสและเจ้าชายก็ทรงทำตามอย่างว่าง่าย ” ความจริงข้าไม่รู้จะบอกเจ้าว่าอย่างไรดีเหมือนกันในเมื่อข้าตัดสินใจเมื่อนานมาแล้วว่าไม่อยากให้เจ้าต้องเดือดร้อนกับเรื่องแบบนี้ แต่ไม่บอกเจ้าเสียเลยก็กระไร ข้าไม่แน่ใจว่าเจ้ารู้อยู่แล้วหรือเปล่า แต่ท่านลุดวิกกำลังประชวรหนักขึ้นทุกที ”

สิ้นคำนั้นพระนางก็ก้มพระพักตร์นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งเหมือนคนที่แม้อยากก็ไม่อาจร่ำไห้ แต่เมื่อเจ้าชายถวายผ้าเช็ดหน้าให้พระนางก็บอกว่าไม่ต้อง

” เจ้าเป็นรัชทายาทเพียงผู้เดียว อาวดริค ” พระนางทรงสูดหายใจก่อนจะทรงสงบลง ” ในแง่หนึ่งมันก็ดีที่ไม่ต้องมีการชิงดีกันระหว่างพี่น้อง แต่เพราะเช่นนั้นการสืบทอดบัลลังก์จึงง่อนแง่นเต็มแก่ ตัวเจ้าเองในตอนนี้ไม่ใช่ของเจ้าแต่ผู้เดียวเสียแล้วลูกรัก แต่เจ้ากำลังเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของอาณาจักรด้วย ” แล้วพระนางก็เงยขึ้นมองพระโอรสด้วยพระเนตรที่เปี่ยมพระเมตตา ” ข้าไม่อยากให้มันเป็นเช่นนี้เลยจริงๆ แต่ในตอนนี้เจ้าต้องแต่งงานและมีทายาทโดยเร็วที่สุด นั่นจะช่วยให้ทุกสิ่งมั่นคงขึ้นมาก ถ้าเป็นไปได้ข้าอยากให้เจ้าได้หญิงที่เจ้ารักมาเคียงคู่ แต่เวลาไม่รออีกแล้วอาวดริค ยกโทษให้แม่ด้วยเถอะนะ ”

แต่เจ้าชายก็ตรัสกลับไปด้วยพระสุรเสียงที่แข็งกระด้างว่า ” ท่านเลือกหญิงคนนั้นแล้วอย่างนั้นหรือ ”

พระนางส่ายพระพักตร์ ” สิ่งนี้เท่านั้นที่ข้าไม่อาจฝืนใจทำได้ เจ้าจะได้เลือก อาวดริค แต่เฉพาะกับหญิงซึ่งมีคุณสมบัติเท่านั้น ”

” เมื่อไหร่ ”

ชั่วขณะหนึ่งราชินีอาร์ดาราทรงเงียบไป พลันบนพระพักตร์มีรอยยิ้มอันเศร้าสร้อยน้อยๆตามมา ” เจ้ามองมันเป็นหน้าที่เพียงอย่างเดียวเลยสินะ ”

” หรือมันไม่ใช่ ”

อีกครั้งที่พระนางส่ายพระพักตร์ทอดถอนพระทัยราวคนตรอมใจ ” มันจะไม่นำพาความทุกข์ทรมานสาหัสถึงเพียงนั้นมาดอกหากเจ้าเลือกโดยใช้หัวใจของเจ้า นางคนหนึ่งในนั้นอาจเข้ากับเจ้าได้ อาจเป็นแม่และราชินี แม้ไม่เคยเป็นคนที่เจ้ารักแต่นางอาจเป็นเพื่อนที่ดีให้ได้ เพียงเจ้าอย่าคิดถึงเรื่องนี้อย่างเย็นชาเช่นนี้ ” แต่แล้วบางอย่างก็ทำให้พระนางชะงักถ้อยความที่จะตรัสเหลือเพียงคำถามเดียวว่า ” เจ้าพบคนที่ชอบแล้วใช่ไหม ” ปฏิกิริยาแรกของเจ้าชายคือทรงเบือนพระพักตร์หนี สายตาเสมองไปทางอื่นแทบจะในทันทีที่ได้สดับเช่นนั้น นั่นทำให้พระนางแย้มพระโอษฐ์ ” เจ้าน่าจะบอกข้าแต่แรก นางเป็นใครหรือ ”

” ไม่มีใครทั้งนั้น ท่านอาร์ดารา ”

พระนางได้สดับเช่นนั้นก็เลิกพระขนง ” ไม่มีหรือ ”

” ไม่มีพะยะคะ ” คือคำตอบที่หนักแน่นพร้อมสายพระเนตรที่แน่วแน่จนองค์ราชินีต้องส่ายพระพักตร์

” เอาเถิด ถ้าเจ้าว่าเช่นนั้นล่ะก็ ” แล้วพระนางก็ประทับยืนขึ้น ” แต่ถ้าเจ้ารักชอบใครแล้วก็จงบอกมาเถิด ข้าเชื่อว่านางผู้นั้นคงเป็นที่ยอมรับได้ไม่ยากนัก แต่ถ้าไม่… ในวันเกิดของเจ้าข้าจะจัดงานเต้นรำใหญ่ หญิงสาวทั้งหมดที่มีคุณสมบัติจะรวมตัวกันที่นั่น คืนนั้นจงเลือกให้ดีเถิดนะ ”

แต่คำตอบจากพระโอรสก็ยังคงเดิม ” ข้าจะรองานวันนั้น ”

พระนางเพียงยักพระพักตร์รับก่อนจะเสด็จเข้ามาใกล้เบื้องพระพักตร์ของพระโอรสแล้วสัมผัสพระปรางของเจ้าชายอย่างนุ่มนวล ” ข้าควรดีใจหรือเปล่าที่เจ้าเติบโตขึ้นมาเช่นนี้ อาวดริค ”

เสียงอันสั่นเทานั้นไม่อาจคลาดไปได้ แต่ทันทีที่เจ้าชายทรงเงยพระพักตร์ขึ้นหวังสบสายพระเนตร พระนางพลันหันกลับแล้วเสด็จออกไปจากห้องนั้นอย่างรวดเร็ว

***
” วันที่xx เดือนxx ปีxxxx

สุดที่รักของข้า

ความจริงของสงครามนี้แท้จริงแล้วเป็นเช่นไรยากจะบอกได้ แต่จนบัดนี้เมื่อข้าทบทวนดูข้าก็ยังรู้สึกว่าบางอย่างนั้นเชื่อได้ยาก แต่ในฐานะขุนนางผู้สาบานว่าจะภักดีจนกว่าชีวิตจะหาไม่ข้าไม่มีสิทธิ์ใดๆจะกล่าวว่าพระองค์เป็นผู้ผิด พันธมิตรระหว่างไลน์และเวสต์เวลล์เริ่มทำการจู่โจม หากตอนนั้นข้าทำได้เพียงรอข่าวอยู่ที่บ้านของเรา ราชาลุดวิกก็ไม่ได้ทรงคาดการณ์ว่าจะต้องใช้นักรบมากมายอะไร พระองค์คิดว่านี่เป็นสงครามที่ง่าย

แต่การโจมตีแรกเป็นเพียงการหยั่งเข้าไปในแสนยานุภาพของกาลัทเทียร์เท่านั้น

อย่างที่ข้าบอกเจ้าไป พวกเราไม่เคยรู้ ไม่จนกระทั่งกองทัพอันทรงอานุภาพปานสายฟ้าฟาดเข้าตีกองทัพของพวกเราแทบแตกเป็นเสี่ยง แต่การรบเริ่มไปแล้วและไม่มีทางถอยกลับได้ ต่างฝ่ายจึงต่างเกณฑ์ไพร่พลของตนเข้าสู่สงคราม ข้าเองก็ถูกเรียกตัวไปในตอนนั้น แต่กว่าข้าจะไปถึง การรบครั้งแรกๆก็จบลงไปแล้ว พวกเราถอยร่นไม่เป็นท่า นั่นคืออย่างเดียวที่ข้าบอกได้ กองทัพของสองอาณาจักรไม่อาจต้านทานกำลังของกาลัทเทียร์ไว้ได้ ในที่สุดราชาทั้งสองจึงตัดสินใจใช้แผนการณ์ซึ่งบัดนี้เสี่ยงอย่างใหญ่หลวงเข้าไปแลกกับโอกาสอันน้อยนิดที่อาจพอเหลืออยู่

ในตอนที่ข้าไปถึงกองทัพนั้น ราชาลุดวิกทรงถอยร่นเข้ามายังเขตชายแดนทางตะวันตกเฉียงเหนือของไลน์พร้อมกับกองทหารที่บอบช้ำอย่างหนักจากการสู้รบ ข้าตกใจมากทีเดียวกับสภาพที่เห็นคราแรก ข้ายิ่งตกใจยิ่งกว่าเมื่อรู้ว่าราชาเอ็ดมันด์แห่งเวสต์เวลล์ยังไม่ถอย

ข้าแนะนำให้เราส่งกำลังไปช่วยแต่ราชาลุดวิกทรงตรัสกับข้าว่าทำเช่นนั้นไม่ได้ เพราะหากเราจะช่วยเวสต์เวลล์ในตอนนี้มีทางเดียวเท่านั้นคือต้องล้มกาลัทเทียร์ให้ได้ นั่นคือสิ่งที่พระองค์และราชาเอ็ดมันด์ทรงดำริกันเอาไว้ ทางเวสต์เวลล์จะถ่วงกองทัพอันน่ากลัวนี้ไว้ให้นานที่สุดเท่าที่ทำได้ แต่ไลน์จะต้องยกทัพเข้าทำลายเมืองหลวงของกาลัทเทียร์ นั่นเป็นกลยุทธ์เดียวที่อาจทำให้ชนะได้ในตอนนี้ แน่นอนว่าตอนนั้นพวกเราแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับยุทธวิธีของกาลัทเทียร์ การทำเช่นนี้มีโอกาสได้มากเท่ากับที่มีโอกาสเสีย แต่ลุดวิกก็ทรงเป็นเช่นนั้นเอง พระองค์มีความเลือดร้อนเหมือนพระบิดาในตัว นั่นก่อประโยชน์โภชผลไว้มากเท่าๆกับสถานการณ์คับขัน

คราวนี้ก็เช่นกัน เราต่างรู้ดีว่าเวสต์เวลล์คงไม่สามารถต้านทานไว้ได้นานนัก ทันทีที่กองทหารฟื้นตัวพอสมควรพวกเราจึงเคลื่อนพลโดยไม่รู้เลยซักนิดว่าเรากำลังจะชนะหรือไปหาที่ตาย

ในตอนที่ม้าของข้าควบเข้าไปในทุ่งหญ้าแห่งกาลัทเทียร์ ข้าก็หวังเพียงว่าจะได้พบหน้าเจ้าอีกครั้ง ”

***
หล่อนรู้ดีอยู่ว่ามันน่าแปลกที่ในวันซึ่งอากาศสดใสเช่นนี้หล่อนจะลงกลอนประตูปิดหน้าต่างและดึงม่านบังเข้ามิดชิดเช่นที่ทำอยู่ มันคงเป็นเพียงความวิตกจริตของหล่อนเท่านั้น แต่ความระแวดระวังก็เป็นสิ่งที่ดี อย่างน้อยหล่อนก็มั่นใจได้ว่าความลับของหล่อนจะไม่รั่วไหลออกไปโดยไม่ตั้งใจ เมื่อมั่นใจดีแล้วคุณหนูอนาสตาเซียจึงเดินไปที่ตู้เสื้อผ้าแล้วกระชากมันเปิดออก สีสันอันบาดตาของประดาเสื้อผ้าพลันปรากฏออกมาราวกับร่ายด้วยเวทย์มนต์ หล่อนภูมิใจเสมอที่หล่อนมีเสื้อผ้าที่คนอื่นได้แต่ใฝ่ฝัน ทั้งเสื้อเต้นรำที่ทำจากกำมหยี่สีเขียวมรกตและผ้าไหมประดับด้วยลูกไม้ หรือชุดยาวสีแดงเลือดนกที่มีไข่มุกปักไว้เป็นลวดลายงดงาม หรือแค่เสื้อสีอ่อนที่ทำด้วยผ้าฝ้ายดูบางเบา

ต้องขอบคุณคุณแม่ของหล่อนที่มีรสนิยมทางเสื้อผ้าเป็นเลิศ นางเลือกเสื้อผ้าที่ทำให้ลูกสาวดูสวยที่สุดโดดเด่นที่สุดเสมอ ไม่ว่าสีสันหรือการออกแบบ นางบอกเสมอว่าความประทับใจแรกคือสิ่งที่สำคัญโดยเฉพาะกับเหล่าราชนิกูล ” เสียดายหน่อยที่วันนี้ไม่ใช่วันของพวกเจ้า ” หล่อนกล่าวพร้อมรอยยิ้มน้อยๆบนใบหน้าก่อนจะล้วงเข้าไปที่มุมหนึ่งของตู้แล้วดึงกล่องใบหนึ่งออกมา มันเป็นกล่องผ้าที่ห่อไว้อย่างดีราวกับไว้เก็บสมบัติสำคัญ แน่ล่ะ นี่คือสมบัติชิ้นที่สำคัญที่สุดของหล่อน

อนาสตาเซียไม่รอช้าที่จะเปิดกล่องผ้านั้นหากหล่อนต้องมั่นใจเสียก่อนว่าไม่มีใครมอง ในตอนนั้นหล่อนจึงชื่นชมกับสิ่งที่อยู่ภายใน ก็น่าขันที่หล่อนมีเสื้อที่เปี่ยมไปด้วยสีสันมากมาย หากชุดที่ต้องตาหล่อนที่สุดกลับเป็นชุดเรียบง่ายที่ประดับไปด้วยมุกสีขาว ไม่มีอะไรที่สวยไปกว่านี้อีกแล้วในสายตาของหล่อน ช่างบริสุทธิ์ผุดผ่องราวกับชุดของเจ้าสาว หล่อนก็หยิบมันออกมา คลี่มันทาบไว้เบื้องหน้าลำตัวเช่นเด็กสาวที่เพิ่งได้เสื้อตัวใหม่ก่อนจะหมุนไปรอบๆ ปลายกระโปรงที่จีบไว้อย่างปราณีตคลี่บานอย่างงดงามรอบเสื้อตัวนั้น มันยากเหลือเกินที่จะห้ามใจไม่ให้คิดสวมมัน

ก็อกๆๆๆ

คุณหนูชะงักไปในทันทีเมื่อเสียงเคาะประตูนั้นดังซ้ำและดังขึ้น หล่อนต้องตัดใจซ่อนมันไว้กับชุดอื่นๆก่อนจะเดินไปเปิดประตูอย่างไม่สบอารมณ์ ” มีอะไร ”

เสียงที่แสดงความขุ่นมัวจากการถูกขัดจังหวะทำให้สาวใช้นิ่งอึ้งไปชั่วขณะก่อนจะเรียนคุณหนูเธอไปว่า ” คุณแม่ให้คุณไปพบที่ห้องรับแขกด้านล่างเจ้าคะ เห็นว่ามีเรื่องสำคัญ ”

ได้ยินแค่นั้นหล่อนก็ถอนใจเฮือกก่อนจะเดินออกมาแล้วปิดประตูดังปัง ใบหน้ายังมีแววขุ่นเคืองขณะที่จัดผมเผ้าเสื้อผ้าให้เข้าที่ ” นำข้าไป ”

เจสสิก้าก็เพียงแค่ทำตามคำสั่งนั้น แต่ความโกรธเคืองใดๆของอนาสตาเซียก็แปรเปลี่ยนเป็นความประหลาดใจเมื่อหล่อนเห็นคุณแม่ แมกซิมิเลียนและอาร์เซนอยู่พร้อมกันในห้องนั้น ” มีอะไรหรือคะ ” หล่อนถามพลางสะบัดหน้าแสดงความระอาราวกับว่าหล่อนเบื่อหน่ายเวลาที่น้องชายกลับมาบ้าน แถมยังต้องอยู่ยาวเพราะคำสั่งของผู้เป็นแม่ แต่มารดาซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ยาวกลับไม่มีแววจะตำหนิอะไรหล่อนเลยแม้แต่น้อย

” มาพร้อมกันก็ดีแล้ว ข้าจะได้บอกทีเดียว ” นางกล่าวก่อนจะหยิบแว่นขึ้นสวม ” อาร์เซนเอาจดหมายมาซิ ”

ในตอนนั้นเด็กชายจึงหยิบจดหมายจากโต๊ะริมหน้าต่างมาส่งให้ หล่อนอดสังเกตไม่ได้ว่าตราบนจดหมายนั้นไม่ใช่ตราของขุนนางธรรมดาสามัญ จดหมายนั้นเปิดไว้อยู่แล้ว คุณแม่ของหล่อนคงอ่านแล้ว แล้วทำไมต้องเรียกพวกเขามาด้วย

” ถึงเคาน์เตสฟรานเชสก้า เอสเมรัล เมริสมา ภริยาของท่านเคานท์เมริสมาผู้ล่วงลับ ด้วยว่าในวันที่xxของเดือนxx เจ้าชายอาวดริคองค์รัชทายาทแห่งไลน์จะทรงเจริญพระชนมายุ 24 ชันษา พระราชินีอาร์ดารามีพระประสงค์ให้จัดงานเต้นรำขึ้นในปราสาทเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองและเพื่อคัดเลือกหญิงสาวซึ่งเหมาะสมแก่การเป็นเจ้าหญิงแห่งไลน์ ทางกรมวังใคร่ขอเชิญท่านและบุตรชายบุตรสาวของท่านร่วมเป็นเกียรติในงานเต้นรำมา ณ ที่นี้ ลงชื่อ ปิแอร์ ฟรองซัวร์ เสนาธิการกรมวัง ” แล้วนางก็เงยหน้าขึ้น ” เจ้าว่าอย่างไรกัน ”

แมกซิมิเลียนไม่ตอบ อาร์เซนก็เพียงแค่ก้มหน้า และแน่นอนว่าอนาสตาเซียคือคนที่ตื่นเต้นมากที่สุด ” ท่านแม่หมายความว่า…เจ้าชายจะทรงเลือกพระชายาหรือคะ ”

ผู้เป็นแม่ก็ได้แต่ขำ ” อ้าว จดหมายเขาก็เขียนอย่างนั้นอยู่ไม่ใช่หรือ จริงๆเขาจะเชิญลูกสาวของแม่ไปหรอกแต่ไอ้ครั้นจะให้งานเลี้ยงมีแต่หญิงสาวก็ไม่งาม ก็เลยต้องเชิญคนแก่อย่างแม่ไปด้วยนี่ไง ”

นั่นทำให้รอยยิ้มของหล่อนยิ่งกว้างออก ” ถ้ายังงั้นข้าก็มีโอกาสอย่างนั้นสิคะ ”

ฟรานเชสก้าเห็นท่าทางของลูกรักนางก็ได้แต่หัวเราะก่อนจะลุกขึ้นไปจับมือหล่อนไว้ ” แน่นอนจ๊ะ เจ้าต้องได้เป็นเจ้าหญิงแห่งไลน์แน่ๆ คนสวยของแม่จะไม่ต้องตาเจ้าชายได้อย่างไร จริงมั้ย ว่าแต่เจ้ามีชุดใส่หรือเปล่าเถอะ ตอนนี้เขากำลังนิยมชุดสีเข้มกันอยู่ เจ้ามีอยู่บ้างไหม ”

” โอยไม่เอาหรอกคะ สีข้งสีเข้มอะไร ใส่แล้วข้าก็ดูแก่สิ ไม่ต้องห่วงคะท่านแม่ข้ามีชุดเก่งแล้ว ใส่แล้วรับรองว่าต้องมองเหลียวหลังกันแน่ๆ ”

แล้วหญิงทั้งสองก็หัวเราะกันขบขันด้วยความตื่นเต้น หรือสำหรับคุณชายน้อยมันคืออาการเนื้อเต้นที่ทำให้เด็กหนุ่มต้องถอนใจอย่างเหนื่อยหน่าย กิริยาประชดประชันนั้นไม่ใช่ว่าคนเป็นแม่ไม่รู้แต่ตอนนี้นางแค่ไม่อยากเสียอารมณ์ไปถือสาเขาเท่านั้น ” แล้วเจ้าล่ะ แมกซิม งานนี้งานใหญ่เจ้ามีเสื้อผ้าใส่ไปงานหรือเปล่า ”

” เครื่องแบบสำหรับงานพิธีคงพอมั้งครับ ”

” นั่นสีดำไม่ใช่หรือ ”

” ท่านแม่บอกว่าเขาชอบสีเข้มกันไม่ใช่หรือครับ ” เด็กหนุ่มกล่าวเรียบๆ ” ข้าว่าก็กลมกลืนดี ” หางตาที่มองนั้นบอกอยู่ชัดๆว่าจงใจขบกัดใคร แต่ผู้พี่ก็ยักไหล่ วันนี้หล่อนดีใจเกินกว่าจะต่อล้อต่อเถียงให้เสียจริต

ได้ยินเช่นนั้นแล้วคุณผู้หญิงของบ้านก็หันไปอีกทางหนึ่งซึ่งอาร์เซนยืนเงียบอยู่โดยไม่พูดอะไรแม้ซักคำ เขาไม่แสดงท่ากระตือรือร้นอยากจะไปหรือแสดงความรังเกียจรังงอนใดๆออกมา ” ข้าก็คิดอยู่ว่าคงต้องพาเจ้าไปด้วย ขืนปล่อยเจ้าอยู่บ้านข้าคงถูกติฉินนินทาว่าไม่ให้เกียรติลูกติดของสามี ดังนั้นถึงเจ้าไม่นึกอยากก็ถือว่าช่วยข้าหน่อยก็แล้วกัน ”

” ครับ ” เด็กชายรับคำ ” แต่ข้าไม่มีชุดจะใส่หรอกนะครับ ”

” อย่างนั้นหรือ ” แล้วฟรานเชสก้าก็หันไปอีกทาง ” ชุดเก่าๆเจ้ายังอยู่ไหมแมกซิม ”

คำถามนั้นทำให้สายตาของเด็กหนุ่มกร้าวขึ้น ” ท่านแม่ครับ ข้าคิดว่าถ้าท่านต้องการให้คนอื่นเห็นว่าท่านให้เกียรติอาร์เซนก็น่าจะตัดชุดใหม่ให้เขาเสียเลยนะครับ ”

” เจ้าว่างั้นหรือ ” นางเลิกคิ้วเหมือนตั้งใจยั่ว ” จะทันหรือเปล่าเถอะ ”

” เดือนหนึ่งข้าว่ายังไงก็ทันนะครับ ถ้าท่านจริงจังหน่อยล่ะก็ ”

” ไหนๆท่านก็ให้แมกซิมพักการเรียนอยู่ไม่ให้เขาเป็นธุระเรื่องนี้ให้ละคะท่านแม่ ” หญิงสาวเสนอขึ้นเสียงสดใส ดวงตากลมโตของนางไม่บอกอะไรมากไปกว่ารอยยิ้มของนางมากนัก แต่ดูโดยรวมไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ได้พูดด้วยเจตนาบริสุทธิ์แม้แต่น้อย

และคำตอบคือ ” ก็ได้ครับ ” หากสายตาของเขายังจ้องตรงไปทางผู้พี่ซึ่งแอบเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยราวกำลังลองดีกับเขา

แต่ผู้เป็นแม่ก็หลบเลี่ยงความตึงเครียดนั้นด้วยการบอกว่า ” ถ้าอย่างนั้นก็ดี ฝากเจ้าหน่อยแล้วกัน เรื่องค่าใช้จ่ายก็อย่าให้มันบานปลายนักล่ะ อย่าลืมว่าเราไม่ได้เผื่อเงินทองไว้สำหรับเรื่องนี้มากนัก ”

” ทราบครับ ” เขากล่าว ” แต่ข้าว่ายังไงก็คงไม่มากเท่าเสื้อผ้าฉูดฉาดที่ตัดมาค้างไว้ก้นตู้หรอกครับ ”

ได้ยินเช่นนั้นอนาสตาเซียก็ถลึงตามองหากแมกซิมิเลียนไม่ได้ใส่ใจหล่อนมากนัก เขาคุยกับมารดาอีกสองสามคำก่อนที่นางจะกลับไปที่ห้องทำงานทิ้งแต่ลูกทั้งสองและความตึงเครียดระหว่างพวกเขาเอาไว้ตรงนั้น พอแม่พ้นระยะ หล่อนก็เริ่ม ” เจ้านี่ช่างเป็นคนดีจริงนะแมกซิม อุตส่าห์รับเป็นธุระเรื่องเด็กคนนี้ให้ทั้งที่เพิ่งกลับบ้านมาเหนื่อยๆ ให้ความสำคัญกับเขาจริงๆน้า ” แล้วหล่อนก็เข้ามากระซิบ ” หรือเจ้าจะได้เก็บเขาไว้เป็นตุ๊กตากันแน่น่ะ หือ ”

แต่เด็กหนุ่มก็ทำหูทวนลมกับประโยคหลัง ” ข้าจะให้ความสำคัญกับเขาแล้วมันจะทำไมหรือครับ หรือท่านอิจฉา ”

นั่นทำให้หญิงสาวผงะถอยพร้อมนิ่วหน้าด้วยความไม่สบอารมณ์ ” ข้าจะไปอิจฉาอะไรคนอย่างเจ้า ”

” ท่านอิจฉาอาร์เซนต่างหากล่ะ ” แล้วเขาก็ปรายยิ้มแห่งชัยชนะที่มุมปาก ” เพราะไม่เคยมีใครให้ความสำคัญกับท่านจริงๆเลย ”

เมื่อเด็กชายมองดูใบหน้าที่บิดเบี้ยวของอนาสตาเซียเขาก็ตระหนักได้ว่านี่คือชัยชนะ คงเป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นดวงตาของคุณหนูผู้เย่อหยิ่งทรนงคลอด้วยน้ำตาของความคับแค้นอับอาย แล้วหล่อนก็สะบัดหน้าวิ่งหนีขึ้นไปชั้นบนพร้อมเสียงฮึดฮัดด้วยความอัดอั้นตันใจ

คงไม่มีวันไหนที่คุณชายน้อยจะชื่นชมกับชัยชนะของเขามากไปกว่าวันนั้น แต่ก็จนกระทั่งเขาหันมาเห็นสีหน้าของอาร์เซนที่จ้องตรงมาเท่านั้น เด็กชายเม้มปากแน่นก่อนจะเขาบอกว่า ” นั่นไม่ดีเลยนะครับ คุณชายน้อย ”

สิ่งเดียวที่คุณชายน้อยพูดได้คือ ” ขอโทษ ”

เหนือความคาดหมาย แต่นั่นไม่ได้ทำให้เด็กชายยิ้ม

***
” วันที่xx เดือนxx ปีxxxx

สุดที่รัก

ตลอดเวลาที่ข้าอยู่ในทุ่งของกาลัทเทียร์นั้นข้าคิดถึงบ้านและคิดถึงเจ้ามากเหลือเกิน คงเพราะที่นั่นเป็นทุ่งโล่งกว้างที่โบกไสวไปด้วยหญ้าและไม่มีอะไรสะดุดตานอกจากก้อนหินซึ่งปรากฏอยู่ประปราย เราต้องทนลมหนาวที่โกรกแรงเสียจนกระโจมที่พักแทบไม่สามารถกันมันได้ อาหารของพวกเราเย็นชืดเสียส่วนมากและเตียงของพวกเราก็ไม่เคยอุ่น

แต่เราก็ไปกันต่อ มีการต่อสู้อยู่ทุกหมู่บ้านแม้ที่นั่นจะเหลือเพียงผู้หญิงและเด็ก และพวกเขาก็สู้ ไม่มีความกลัวในตัวคนเหล่านั้นต่อหน้าผู้รุกรานเช่นเรา พวกเขาสู้กับเราเช่นที่ทหารหาญพึงจะทำ

มันเป็นช่วงเวลาที่ทุกข์ทรมานใหญ่หลวงเมื่อเราต้องลงมือฆ่าคนเหล่านั้น เราไม่เคยคิดว่าต้องทำเรื่องที่เลวร้ายยิ่งกว่าโจรเช่นนี้ แม้แต่ราชาลุดวิกก็เหมือนจะทรงถอดใจอยู่หลายครั้ง แต่เพราะคำสัญญา และการรู้ว่าราชาแห่งเวสต์เวลล์ยังรอพระองค์อยู่ทำให้เราต้องเดินหน้าต่อไปเท่านั้น เราพยายามเคลื่อนพลอย่างเร็ว อาศัยเสบียงให้น้อยเพื่อจะได้ไม่ต้องเข้าใกล้หมู่บ้าน เราเหมือนชนเผ่าเร่ร่อนที่รอนแรมอยู่กลางที่กว้างและอาศัยกระโจมต่างบ้าน นานทีเดียวที่เป็นเช่นนั้น อาจราวสองสัปดาห์เพราะเราเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่สูงจนน่าอัศจรรย์ พวกเราได้พักอย่างเต็มที่ที่นอกแนวกำแพงหินอยู่สามวันก่อนจะอ้อมมันเพื่อบุกเข้ายังเมืองของกาลัทเทียร์

เจ้าอย่าได้เข้าใจผิดว่ากำแพงหินนั้นหมายถึงกำแพงที่ก่อด้วยหินเหมือนที่เห็นได้ตามปราสาทของแถบนี้ หากมันคือหินทั้งก้อน หินซึ่งโผล่ขึ้นมาจากดินชี้สูงขึ้นไปบนท้องฟ้าเรียงรายกันไม่ต่างจากกำแพงเมือง พวกมันช่วยกันลมให้พวกเราได้มากและเราสามารถซ่อนตัวอยู่ได้ที่ระยะทางราว 2 วันจากเมืองกาลัทเทียร์ นครที่สร้างด้วยหินอยู่ที่ใจกลางของวงกำแพงนี้ เราจึงเสี่ยงพักผ่อนอยู่ที่นั่นเพียงสามวัน เวลาที่เพียงพอให้สายสืบในแถบนั้นไปถึงเมืองหลวงและกองทัพกาลัทเทียร์หากยังมีเหลืออยู่จะตั้งรับ

มันอาจไม่ใช่กลยุทธ์ที่ดีนัก แต่เราไม่มีทางเลือก การเดินทางอย่างรวดเร็วทำให้พวกเราเหนื่อยเกินกว่าจะรบได้เต็มกำลัง สามวันคือเวลาทั้งหมดที่พวกเรายอมเสี่ยงเพื่อให้ฟื้นตัวก่อนจะเริ่มบุกเมืองอันเป็นศูนย์กลางนั้นแล้วภาวนาว่าจะใช้เวลาสั้นพอที่พวกเราจะไม่ตายเอาเสียเอง

และดังคาด กาลัทเทียร์เตรียมทัพรับศึกหากเป็นเพียงกองน้อยๆ นักรบส่วนมากของพวกเขากำลังติดพันอยู่กับเวสต์เวลล์จนยากจะถอนตัวมาได้ พวกเขาจึงติดอยู่ในศึกสองด้าน ไลน์และเวสต์เวลล์บดพวกเขาเหมือนทั่งกับค้อน

เราตีเมืองได้ในเวลา 3 วัน แต่ความรู้สึกมันเหนื่อยยากกว่านั้นมาก คนของเขายังคงสู้ไม่ถอยไม่ว่าจะชายหรือหญิง เด็กหรือแก่ คนที่เป็นนักรบมีไม่มากแต่ศพของชาวบ้านกลับกลาดเกลื่อน ข้ารู้สึกจริงๆว่าที่เราชนะได้นั้นเพราะมีปาฏิหาริย์แม้จะไม่อาจอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนั้นได้ ท้ายที่สุดพลังอำนาจที่คุ้มครองเรานั้นก็ช่วยให้เราชนะ หรืออย่างน้อยข้าก็เชื่อเช่นนั้น หลังจากสามวันเราสามารถบุกถึงปราสาทกาลัทเทียร์และล้มผู้ปกครองของพวกเขาลง

แต่นางผู้นั้นก็ยังยืนหยัดเหมือนนางจะไม่มีวันยอมแพ้แม้เมื่อถูกราชาลุดวิกคุมตัวเอาไว้ นางดูสูงสง่าปานราชินีหากความเป็นจริงกาลัทเทียร์ไม่มีกษัตริย์ นางสำคัญต่อแผ่นดินนี้ในฐานะประมุขอันเป็นที่ยึดมั่นศรัทธา ผู้ซึ่งชาวกาลัทเทียร์พร้อมจะตายให้ได้ แต่อนิจจา ผู้ที่ตายไปนั้นคือบุตรชายของนางซึ่งสิ้นลมไปเมื่อเราบุกเข้าสู่ที่นั่น เด็กชายวัยสิบสามตายโดยกำดาบที่ยังไม่มีโอกาสดื่มเลือดศัตรูไว้มั่น

พวกเขาเป็นชาตินักรบ ข้าเชื่อเช่นนั้นแล้วจริงๆ”

***
โดยปกติแล้วงานอาลักษณ์นั้นไม่ใช่งานที่สนุกสนานอะไรนักแต่แรกอยู่แล้ว ตั้งแต่เป็นอาลักษณ์ผู้ช่วยที่คอยคัดลอกสำเนาเอกสาร เป็นอาลักษณ์หลวงคอยจัดระเบียบเอกสาร เขียนจดหมายซึ่งแต่งเอาไว้ เป็นอาลักษณ์อาวุโสที่คอยแต่งจดหมายพวกนั้นให้ และเป็นหัวหน้าอาลักษณ์ที่ดูแลเอกสารทั้งหลายเหล่านี้ให้อยู่กับที่กับทาง แต่ก็ไม่มีอะไรน่าเบื่อสำหรับอาลักษณ์หลวงมากไปกว่าการเขียนจดหมายเชิญที่หน้าตาคล้ายๆกันเกือบร้อยฉบับอีกแล้ว

ดังนั้นเขาแสนยินดีตอนที่มันเสร็จสิ้นลงได้เสียทีหลังจากเสียหัวปากกาไปมากมายและน้ำหมึกหมดไปหลายขวด ที่สำคัญคือสุขภาพสันหลังของเขาที่ต้องนั่งโต๊ะทั้งวี่ทั้งวันไม่ได้ออกไปไหน

แต่เมื่อรวบรวมจดหมายเพื่อเตรียมส่งนั้นเองที่เขานึกอะไรขึ้นมาได้ เขารีบออกจากห้องลัดเลาะไปอย่างชำนิชำนาญยังห้องทรงพระอักษรของเจ้าชายในทันที ห้องนั้นไม่ได้อยู่ไกลอะไรนักหนาเพราะหัวหน้าอาลักษณ์ผู้เป็นพระอาจารย์ชราเกินกว่าจะเดินเหินไปไหนไกลๆเสียแล้ว ท่านแทบจะกินนอนอยู่ในห้องทำงานในช่วงหลังมานี้ และเจ้าชายก็เหมือนกำลังทำแบบเดียวกันอยู่

การเคาะที่ประตูแล้วไม่มีเสียงตอบจึงถือเป็นเรื่องปรกติ อาลักษณ์หนุ่มจึงเสียมารยาทลองเปิดเข้าไปเอง ดังที่เขาคาด เจ้าชายยังทรงประทับอยู่ในห้องนั้น หรือจะเรียกให้ถูกคือพระวรกายของพระองค์อยู่ที่นั่น เพราะสายพระเนตรของเจ้าชายอาวดริคในตอนนั้นทอดมองไกลออกไปจากบานหน้าต่างที่พระองค์ประทับนั่ง มือเคาะจดหมายในซองอยู่เป็นจังหวะราวกับว่ามันขยับไปเอง ที่สำคัญพระองค์ไม่ทรงทราบเลยซักนิดว่ามีคนบุกรุกเข้ามาเสียแล้ว

” จะให้กระหม่อมส่งจดหมายเชิญฉบับนั้นให้ไหมพะยะคะ ” เขาทักขึ้นด้วยเสียงอันดังพร้อมปรายยิ้มสนิทสนม ซึ่งเจ้าชายก็ทรงยิ้มตอบแต่ตรัสว่า

” จดหมายอะไร ”

นั่นทำให้เขาเลิกคิ้ว ” ที่ทรงถืออยู่ไงพะยะคะ ”

นั่นทำให้อาวดริคก้มพระพักตร์ลงมองพระหัตถ์ที่เลิกเคาะจดหมายไปแล้ว แต่ปลายนิ้วยังจับมันไว้แน่นราวเกรงว่ามันจะหล่นหายไป ชั่วขณะหนึ่งเหมือนพระองค์ลังเลพระทัย ก่อนจะตรัสตอบไปว่า ” ไม่เป็นไรล่ะ ข้าไม่รบกวน ”

” ไม่รบกวนพะยะคะ จดหมายที่ยังต้องส่งมีอีกมาก ของพระองค์เป็นแค่ฉบับหนึ่งไม่เดือดร้อนอะไรเลยพะยะคะ ”

แต่เจ้าชายก็ยังคงหนักแน่นกับคำตอบของพระองค์ หรือให้ถูกคือเหมือนจะยังลังเลพระทัยว่าควรจะส่งไปดีหรือไม่ แม้เรื่องนี้พระองค์จะไม่ได้ตรัสออกมาตรงๆแต่มีหรือเขาจะดูไม่ออก

” ต้องเป็นคนสำคัญมากสินะพะยะคะ ” เขาค้อมตัวลงเล็กน้อยก่อนจะยิ้มเผล่ ” พระองค์ถึงกับทรงพระอักษรบนจดหมายเชิญเองแบบนี้ คงต้องเป็นหญิงงามเป็นแน่ ” แถมยังนั่งเหม่อเหมือนไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี ดูยังไงก็คงไม่ธรรมดาเป็นแน่แท้

แต่คำว่าหญิงงามกลับทำให้พระองค์ขำ มันคงเป็นคราวเดียวเท่านั้นที่เขาไม่เข้าใจว่าพระองค์กำลังดำริสิ่งใดขณะที่ตรัสกลบเกลื่อนไปว่า ” จดหมายนี่ข้าจัดการเอง แต่ข้าอาจต้องขอเพิ่มชื่อแขกเข้าไปอีกคนเท่านั้น

” ย่อมได้พะยะคะ หากเป็นก่อนวันงาน ” แล้วเขาก็เลิกคิ้วขึ้น ” พระองค์จะไม่เฉลยซักนิดหรือพะยะคะว่าเป็นผู้ใด ”

เพียงแค่นั้นเจ้าชายก็ไล่เขาออกจากห้องไปแม้จะด้วยอาการขันๆ แต่ความสงสัยของอาลักษณ์หนุ่มนั้นหยั่งรากลึกอย่างยิ่งตั้งแต่วันที่เจ้าชายทรงขอร่างจดหมายเพื่อไปเขียนด้วยพระองค์เองแล้ว เจ้าชายอาวดริคไม่เคยเป็นเช่นนี้ ต้องเรียกได้ว่าทรงแปลกไปนับตั้งแต่ที่พระองค์กลับมาโดยปลอดภัยจากตอนที่ทรงถูกลักพาตัว

หรือว่า…..

” ไม่หรอก ถ้าเป็นโจรนั่นคงขำแย่ ” เขารำพึงกับตนเองแล้วเดินกลับห้องทำงานไปเงียบๆ

***
” วันที่xx เดือนxx ปีxxxx

สุดที่รัก

ที่กาลัทเทียร์นั้นแม้เราจะสามารถชนะได้แต่กองทัพของเราเองก็บอบช้ำอย่างหนักโดยไม่มีเวลามากนักสำหรับการฟื้นตัว ทันทีที่ตั้งตัวติดราชาลุดวิกก็ทรงเตรียมการเคลื่อนพลลงใต้ไปสมทบกับเวสต์เวลล์ พวกเรารู้เพียงว่าต้องทำลายกองทหารที่สำคัญที่สุดของกาลัทเทียร์ให้ได้ก่อนที่เอ็ดมันด์จะทรงหมดกำลัง หากในตอนนั้นเราไม่รู้เลยว่าเวสต์เวลล์อยู่ในสภาพเช่นไร

หลังจากลงใต้มาได้ราวครึ่งทางอย่างยากลำบาก โดนขัดขวางจู่โจมโดยเหล่าชาวบ้านที่ยังไม่ยอมรับความพ่ายแพ้เราก็ได้ข่าวที่น่ากลัวว่าบัดนี้กองทัพกาลัทเทียร์ได้บุกเข้าไปในเขตของเวสต์เวลล์ เผาทำลายทุกอย่างที่ขวางทาง กองทัพหลวงแตกพ่ายไม่มีชิ้นดีขณะที่ราชาเอ็ดมันด์พยายามลงใต้เพื่อรักษาเมืองหลวงของพระองค์ไว้ เราไม่รู้ข่าวอีกว่าเป็นอย่างไร แต่เรารู้แล้วว่าสมรภูมิไม่ได้อยู่ในที่ๆพวกเราคิดอีกแล้ว

เมื่อทรงทราบเช่นนั้น คำสั่งของราชาลุดวิกก็เปลี่ยนเป็นการเดินทัพกลับสู่ไลน์

ข้าจะไม่เรียกว่านี่เป็นการตัดสินใจที่ยอดเยี่ยม แต่มันคือสิ่งที่ดีที่สุดที่เราจะทำได้ กองทัพของเรายังเหลืออีกครึ่งทางก่อนจะไปถึงชายแดนทางใต้และเรารู้แล้วว่าไม่มีอะไรรออยู่ที่นั่นนอกจากเศษซากของสงคราม พระองค์ทำดีที่สุดเพื่อคนของพระองค์ เพื่อให้เรายังมีโอกาสชนะ เราต้องกลับมาฟื้นฟูตนเองในเขตเมืองของตนก่อนจะสามารถรับมือกับความบ้าคลั่งของกาลัทเทียร์ได้อีกครั้ง

แต่นั่นหมายความว่าเราไม่อาจรักษาคำมั่นต่อเวสต์เวลล์ อาจไม่ใช่สิ่งที่ดีนักที่ข้าเอามาบอกเล่ากับเจ้าในตอนนี้ แต่แม้แต่ราชาก็ยังอาจกรรแสง พระองค์ทรงทราบดีว่าการช่วยพระสหายจะก่อความพินาศแก่อาณาจักรทั้งสอง พระองค์ต้องเลือก และนั่นหมายถึงการทรยศต่อมิตรภาพที่ยาวนานยิ่ง

นายทหารหลายคนมีสหายอยู่ที่เวสต์เวลล์ล้วนมีความหวังลมแล้งๆว่าเราอาจฟื้นตัวทันช่วยเวสต์เวลล์ได้ก่อนที่ทุกอย่างจะวอดวายหมดสิ้น มันคือความหวังเล็กๆของพวกเรา แต่ทั้งข้าและพระราชาต่างรู้ดีว่ามันเป็นไปไม่ได้

หนึ่งสัปดาห์หลังจากเรากลับมาถึงโดบรัม สิ่งที่คาดไว้ก็เกิดขึ้น เวสต์เวลล์แตกพ่ายให้ข้าศึกในที่สุด สิ่งที่กาลัทเทียร์ทำไม่ใช่เพียงการเอาชนะ มันคือการทำลายโดยสิ้นเชิง พวกเขาประหารขุนนางทุกคนที่จับได้ เผาทำลายปราการ ปล้นชิงทรัพย์สมบัติและท้ายที่สุดคือประหารกษัตริย์และพระญาติพระวงศ์จนหมดจดไม่ให้เหลือใครที่อาจขึ้นมานำประเทศได้อีก ศีรษะของพวกเขาถูกเสียบบนปลายหอกตั้งไว้โดยรอบกำแพงปราการที่ยังหลงเหลือ

นั่นรวมถึงพระเศียรของราชาแห่งเวสต์เวลล์ ผู้ครองอาณาจักรอันมั่งคั่งและสันติ ที่ถูกเสียบไว้บนยอดหอคอยให้ทอดมองลงไปยังความพินาศของอาณาจักรของพระองค์เอง”

***
ความอึดอัดนั้นมากเสียจนในชั่วขณะหนึ่งคุณชายน้อยอยากจะออกไปจากห้องเสียเดี๋ยวนั้นให้มันรู้แล้วรู้รอด แต่ความว้าวุ่นนั้นก็ไม่ได้ผ่านขึ้นมาถึงสีหน้าที่เรียบเฉยเหมือนปกติขณะที่เด็กหนุ่มจ้องตรงไปเบื้องหน้า สิ่งที่ก่อความอึดอัดนี้ให้เขาก็อยู่ตรงหน้านั้น ทั้งเรื่องที่เขาสวนฝีปากกับพี่ไปเมื่อวันก่อน ทั้งที่เขาเป็นฝ่ายให้คนตรงหน้าเข้ามาในห้องของเขา ที่ร้ายกว่านั้นคือการที่ให้มาลองเสื้อของเขาในห้องนี้

นี่ต่างอะไรจากที่พี่เขาทำด้วยอย่างนั้นหรือ

แมกซิมิเลียนได้แต่ส่ายหน้าเมื่อคิดเช่นนั้น มันต่างกัน แน่นอนอยู่แล้ว เขาไม่ได้ฝืนใจอาร์เซนให้มา และนี่เป็นเรื่องจำเป็นไม่ใช่การละเล่นวิปริตของผู้หญิงที่บิดๆเบี้ยวๆคนนั้น แต่กระนั้นคำพูดก็ยังสะท้อนอยู่ในหัวของเขา

….หรือเจ้าอยากได้เขาไว้เป็นตุ๊กตา….

เขาส่ายหน้า ไม่มีวัน เขาไม่ได้ต้องการอะไรแบบนั้นเสียหน่อย

แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังมองอาร์เซนที่ยืนอยู่ตรงหน้ากระจกกำลังสวมเสื้อผ้าที่หยิบออกมาจากตู้ของเขาเพื่อลองดูแบบที่เด็กชายอาจชอบ แต่นั่นมันคือเรื่องของอาร์เซน แล้วเขาล่ะกำลังทำอะไร

” คุณชายน้อยช่วยหันไปทางอื่นซักครู่ได้ไหมครับ ”

ความคิดใดๆที่ค้างอยู่หลุดกระเด็นหายไปจากหัวของเขาในตอนนั้น เด็กหนุ่มนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนที่สติของเขาจะกลับมา แล้วเขาก็หมุนตัวไปนั่งอีกฝั่งของเตียง พยายามเพ่งสมาธิไปที่บานประตูห้อง กระนั้นมันก็ยังน่าอึดอัด ความรู้สึกของการถูกรุกรานไม่มีทางเปลี่ยนต่อให้เขารู้ว่าตัวเองคือคนที่ทำให้มันเกิดขึ้น

แล้วทำไมเขาถึงยอมให้เกิดขึ้นแต่แรกกัน

โดยไม่รู้ตัวสายตาของเขาไพล่กลับไปมองที่เด็กชายตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่อาจรู้ อาร์เซนกำลังสวมเสื้อผ้าฝ้ายเนื้อละเอียดก่อนตวัดผ้าพันคอไว้รอบปกเสื้อแล้วผูกมันด้วยความชำนาญที่ทำให้เขาแปลกใจ แต่เขาควรจะแปลกใจด้วยหรือในเมื่ออาร์เซนต่างหากที่เคยเป็นคุณหนูของบ้านนี้ไม่ใช่เขาหรืออนาสตาเซีย เด็กชายเองก็ต้องเคยแต่งตัวเพื่อไปงานเลี้ยงน้ำชากับพ่อแม่ หรือร่วมงานสังสรรค์สังคมของผู้มีอันจะกินทั้งหลาย หรือเพราะเขาไม่เคยเห็นเด็กชายในแบบนั้น ที่เขาจำได้มีเพียงเสื้อผ้าฝ้ายเนื้อหยาบและกางเกงสีหม่นไม่ใช่เสื้อคลุมผ้าไหมเนื้อดีหรือผ้าพันคออ่อนนุ่ม ตอนนี้ดูราวกับว่าอาร์เซนกลายเป็นคนละคนไปเสียอย่างนั้น

แล้วเขาก็สังเกตบางอย่างจากประดาเสื้อที่อาร์เซนเลือกออกมาลอง ” ไม่ชอบสีดำหรือ ”

เด็กชายยังคงก้มหน้าติดกระดุมเสื้อตัวนอกขณะที่ตอบว่า ” ก็ไม่ใช่ไม่ชอบหรอกครับ ”

แล้วคุณชายน้อยก็ลุกขึ้นเดินไปสำรวจกองเสื้อที่พาดอยู่กับเก้าอี้ยาว ” แต่ไม่เห็นเจ้าจะเลือกสีดำมาเลยซักตัว ”

อาร์เซนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งโดยสิ้นเชิงขณะที่เขาเม้มปากแน่นราวกำลังสรรหาถ้อยคำที่อยากจะพูด ” ข้าแค่คิดว่าคุณดูดีเวลาใส่สีดำ เลยไม่ขอสู้ดีกว่า ”

คุณชายน้อยถึงกับเหลียวเมื่อเขาได้ยินอาร์เซนกล่าวเช่นนั้น แต่เด็กชายก็ไม่ได้มองมาเพียงแค่ติดกระดุมที่เหลือให้เข้าที่ แต่ถึงจะเป็นเสื้อสีน้ำตาลเข้มซึ่งเข้ากับสีผมของเด็กชายได้เป็นอย่างดีแมกซิมิเลียนก็ยังรู้สึกว่านั่นไม่ใช่ชุดที่อาร์เซนต้องการ

เพราะอย่างนั้นเขาจึงเดินไปที่ตู้และรื้อดูเสื้อที่ยังเหลืออยู่ในนั้น หลังจากมองหาอยู่ครู่หนึ่งเด็กหนุ่มจึงเลือกเสื้อนอกสีดำตัวหนึ่งออกมาแล้วตรงไปยืนด้านหลังเด็กชายพร้อมคำสั่งง่ายๆว่า ” ถอดเสื้อตัวนี้ออก ”

ดูเหมือนอาร์เซนจะงุนงงเล็กน้อยกับคำสั่งนั้นแต่ก็ทำตาม เขาถอดเสื้อนอกสีน้ำตาลตัวนั้นออกพาดไว้กับเก้าอี้ข้างๆแล้วหันกลับมารับเสื้อ

แต่คำสั่งก็คือ ” หันไป เดี๋ยวข้าใส่ให้ ”

อีกครั้งที่เด็กชายได้แต่ทำตามแม้เขาจะไม่ค่อยเข้าใจนักว่าทำไม เขายอมให้เด็กหนุ่มช่วยเขาใส่เสื้อตัวนั้น คุณชายน้อยไม่ได้กลัดกระดุมจนหมดทุกเม็ดแต่เหลือเม็ดบนไว้ก่อนจะหันมาดึงผ้าพันคอให้หลวมลงกว่าเดิม เส้นผมที่รุ่ยก็ถูกหวีดึงไปด้านหลังเปิดใบหน้า รวมทั้งบ่นงึมงำเรื่องสีกางเกงก่อนจะส่งเด็กชายไปที่หน้ากระจกอีกครั้ง เรื่องน่าอัศจรรย์สำหรับอาร์เซนคือเขากลับชอบสิ่งที่เห็นเสียได้

” สีดำทำให้อะไรที่เรียบง่ายดูเด่นขึ้นมาได้ นั่นคือเคล็ดลับของมัน ไม่มีอะไรมาก ” แล้วคุณชายน้อยก็ดึงไหล่เสื้ออยู่สองสามที ” ไหล่กว้างไปหน่อย แต่ข้าว่าแบบนี้ใช้ได้ เจ้าว่ายังไง ”

” ข้าว่าก็ดีครับ ” เด็กชายตอบขณะที่ยิ้มให้ตัวเองในกระจกราวกับเห็นสิ่งที่น่าขำที่สุดอยู่ในนั้น คุณชายน้อยเห็นเช่นนั้นก็เลิกคิ้ว เป็นคำถามที่อาร์เซนรู้ได้ไม่ยาก ” ข้าไม่เคยเปิดผมตัวเองแบบนี้น่ะครับ ตั้งแต่เล็กๆท่านแม่ให้ข้าไว้หน้าม้าตลอด ก็เลยไม่คิดว่ามันจะ – ”

” -จะดูดี? ”

เด็กชายก็ได้แต่อมยิ้มพลางหลบสายตา ” ข้าแค่รู้สึกอย่างนั้น ”

ชั่วขณะหนึ่งพวกเขานิ่งเงียบไปขณะที่แมกซิมิเลียนไล่สายตาไปบนวงหน้าในกระจก ชั่วขณะหนึ่งคุณชายน้อยรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังลอบมองคนตรงหน้า เขาสังเกตเห็นพวงแก้มที่ตอบลงขณะที่โครงหน้ากำลังเปลี่ยนไป เปลี่ยนจากเด็กชายไปเป็นเด็กหนุ่มวัยฉกรรจ์ ผิวของอาร์เซนอาจจะกร้านไปหน่อยก็จริง แต่ยังไงเสียเขาก็เป็นลูกชายของครอบครัวเมริสมา บางอย่างบนตัวเขายังบอกเช่นนั้น หากเพียงเจ้าตัวจะรู้ล่ะก็

” ตัดอีกซักสองสามชุดไหม ”

เด็กชายรีบส่ายหน้าในทันที ” ไม่ต้องหรอกครับ ความจริงข้ายังมีเสื้อของพี่ที่เก็บเอาไว้ ถ้าเป็นงานอื่นให้ข้าใส่พวกนั้นก็ยังได้- ”

แต่อีกครั้งที่คุณชายน้อยขวางเขากลางคำหากคราวนี้ด้วยสีหน้าที่จริงจังมากกว่าคราวไหนๆทั้งนั้น ” เจ้าต้องตัดชุดใหม่ ทิ้งเสื้อผ้าพวกนั้นไปซะ ”

แต่อาร์เซนก็ได้แต่ยิ้มด้วยรอยยิ้มเศร้าๆ ” คุณเกลียดเขาน่าดูเลยนะครับ ”

สำหรับแมกซิมิเลียน สิ่งเดียวที่เขาทำได้คือเดินจากไป

***
” วันที่xx เดือนxx ปีxxxx

สุดที่รัก

เจ้าคงได้ยินเรื่องการล่มสลายของเวสต์เวลล์พอๆกับตอนที่เราได้ยินเพราะข่าวแรกที่มาถึงมาจากกลุ่มพ่อค้าที่เดินทางสู่ตะวันตกบ่อยครั้ง พวกเขาอาจถอยออกเมื่อกาลัทเทียร์บุกแต่ก็ไม่ได้ถอยห่าง กลุ่มคนเหล่านี้หนีกระเจิงเข้ามาจริงๆก็เมื่อประเทศนั้นลุกเป็นไฟ ยากจะบอกว่าเวสต์เวลล์จะอยู่ในสภาพเช่นไรต่อจากนี้เมื่อทุกสิ่งถูกทำลายหมดสิ้น ไลน์แม้ใกล้ชิดราวพี่น้องก็ไม่อาจเอื้อมมือเข้าไปช่วยเหลือสิ่งใดได้ ตอนนี้เราเองก็ยากลำบากจากสงครามที่คำนวณไว้อย่างผิดพลาด ราชาลุดวิกเองก็ทรงทราบว่าไม่มีเวลามากนัก ทันทีที่ข่าวของเวสต์เวลล์มาถึงพระองค์ก็เริ่มเกณฑ์ไพร่พลอีกครั้ง ปราการทางตะวันตกได้รับการเสริมอย่างเร่งด่วนและเส้นทางสู่สมรภูมิได้รับการบูรณะอย่างรวดเร็ว พระองค์ตรัสกับข้าเองว่าสิ่งที่พระองค์เกรงที่สุดในตอนนี้คือกองทัพกาลัทเทียร์ที่บุกมาเพื่อล้างแค้น พวกเขาไม่มีแผ่นดินจะกลับ เครื่องรางสำคัญถูกช่วงชิง ความโกรธเกลียดมหาศาลที่โถมทั่งใส่เวสต์เวลล์จะต้องทะลักทลายยิ่งกว่าเมื่อมาถึงพวกเรา

แต่แน่นอนว่าครานี้กาลัทเทียร์เสียเปรียบ คนเหล่านั้นรบพุ่งยาวนานไม่ได้พักผ่อนและบ่อนทำลายมากเสียจนตนเองก็ยากจะใช้ประโยชน์จากแผ่นดินที่ชนะมาได้ มันเป็นผลงานของปีศาจคลั่ง พระองค์ยอมรับกับข้าเองว่าผู้ที่พระองค์เกรงกลัวที่สุดนั้นคือจอมทัพของกาลัทเทียร์ สิ่งที่เจ้าได้ยินมาต้องเรียกว่าน้อยยิ่งสำหรับความจริงที่ข้าได้ประจักษ์ในสงคราม แค่การจ้องมองเขาซึ่งอยู่บนหลังม้านอร์ธบีสท์สีดำทะมึนก็ข่มขวัญของพวกเราลงไปมากแล้ว พวกเขายังคงโบกธงของกาลัทเทียร์แม้ตอนนี้แว่นแคว้นนั้นจะกลายเป็นของเรา พวกเขายังคงท่องมนตราด้วยภาษาของทิศเหนือที่พวกเราไม่เข้าใจหากดูเหมือนมันจะเรียกเอาความกล้าจากเราไปไว้ที่พวกเขาจนหมดสิ้น

และเมื่อพวกเขาโถมบุกเข้ามา มันไม่ต่างอะไรจากคลื่นยักษ์ยามกระทบฝั่งเลยซักนิด แต่ในการศึกนั้นราชาลุดวิกก็ทรงเตือนสติพวกเราอยู่เสมอว่าพวกเรานั้นคือฝั่ง ฝั่งซึ่งคลื่นอาจทำให้เสียหายแต่ทำลายมิได้ พระองค์ทรงย้ำเช่นนั้นครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อเรียกเอาความกล้าของทหารหาญกลับคืนมา

แต่ความจริงก็คือเราทั้งสองฝ่ายต่างอ่อนล้าเหลือกำลัง เราทั้งสองฝ่ายต่างต้องสู้เพื่อสิ่งที่เราคาดหวังโดยไม่มีใครหันหลังกลับได้ ถ้าเราถอยเราจะเสียทุกสิ่งที่มีไป ถ้าพวกเขาถอยพวกเขาจะไม่เหลืออะไรอีกเลย

ด้วยความรู้สึกเช่นนั้น สมรภูมินี้จึงยิ่งกว่านองเลือดเสียอีก แต่อย่างน้อยครั้งนี้ทุกคนก็เป็นทหาร ทุกคนรู้ดีว่าตนอาจต้องตาย ในตอนนั้นข้าเองก็ไม่มั่นใจนักว่าตนเองจะรอดไปได้อีกนานเท่าใดก่อนที่นักรบของกาลัทเทียร์จะเข้ามาบั่นคอข้า แต่ยิ่งยืดเยื้อยาวนานก็ยิ่งเห็นความได้เปรียบของฝ่ายเรา ยุทธวิธีของพระราชาทำให้เราพร้อมต่อการสู้รบมากกว่ากาลัทเทียร์ซึ่งไม่มีโอกาสได้พักผ่อน หลังจากหนึ่งวันที่หนักหน่วงและยาวนาน ในความมืดของคืนนั้นพวกเราก็สามารถตีพวกเขาจนแตกพ่าย

แต่เรื่องน่าแปลกก็คือท่ามกลางซากศพเหล่านั้นไร้เงาของจอมทัพแห่งกาลัทเทียร์โดยสิ้นเชิง สิ่งแรกที่ข้าคิดคือเขายังมีชีวิตอยู่แต่อาจหลบหนีไปแล้วแม้นั่นจะฟังไม่ขึ้นนักสำหรับชายซึ่งนำกองทัพนับร้อยนับพันผ่านความเป็นความตายโดยไม่เคยเบือนหน้าหนี ราชาลุดวิกทรงสั่งให้ออกตามล่าในอาณาบริเวณโดยรอบไม่หยุดหย่อนถึงสามวันแต่ก็ไม่พบสิ่งใด ไม่มีศพ ไม่มีเงา แม้แต่ม้าของเขาก็ไม่อยู่ราวกับว่าทั้งคนทั้งม้าได้สลายหายไป

นั่นทำให้พระองค์กลัดกลุ้มพระทัยยิ่ง ในคราแรกข้าคิดว่าเพราะเราไม่อาจถอนรากถอนโคนศัตรูที่อาจย้อนกลับมากัดเราอีกครั้งได้ แต่ในราวสัปดาห์ให้หลังเมื่อเรามีโอกาสจิบสุราเสวนากัน พระองค์ก็บอกเล่าความกลัวอื่นที่ธรรมดายิ่งกว่านั้น นั่นเพราะแท้จริงแล้วพระองค์คือคนสุดท้ายที่เห็นจอมทัพผู้นั้น ตลอดการต่อสู้ที่ดุเดือดพวกเขาต่างพุ่งเป้าเข้าหากันและกัน พระองค์ไม่ได้คลาดสายตาไปจากเขาแม้แต่นาที แต่ทันทีที่พระองค์ละสายตา แม้แสนสั้นเหมือนการกะพริบตาเขาก็หายไปราวกับไม่ใช่มนุษย์ ในคืนนั้นพระองค์เรียกเขาว่าปีศาจซ้ำอยู่หลายครั้งแล้วทรงดื่มราวจะช่วยดับความกลัวของพระองค์ได้ ความจริงพระองค์ย้ำนักหนาว่าไม่ให้ข้าบอกใครด้วยเกรงว่าจะทำให้พระองค์ดูด้อยในฐานะผู้นำ แต่ข้าเห็นความกลัวนั้นเป็นสิ่งแสนธรรมดาในเมื่อมันอยู่เกินกว่าความเข้าใจของเรามากนัก

แต่เมื่อค้นแล้วไม่อาจหาพบ เรานับศพทหารกาลัทเทียร์ที่ตายที่นั่นจนเกือบจะแน่ใจว่าแทบไม่มีใครหลงเหลือไปอีกแล้วพวกเราจึงทำพิธีศพให้ เราไม่อาจฝังพวกเขาจึงทำการเผาด้วยพิธีของกาลัทเทียร์ อย่างน้อยนั่นคือสิ่งที่เราทำให้ได้ แล้วมันก็จบลง บนความตายและน้ำตามันจบลงราวใช้เวลาเพียงชั่วกะพริบตา แต่ไม่มีใครอยากนึกย้อนกลับไปอีก เราออกจากที่นั่น มุ่งหน้ากลับโดบรัมแทบจะในทันทีที่เพลิงสงบลง

แต่เชื่อข้าเถิดว่าแท้จริงแล้วนี่จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เมื่อเวสต์เวลล์พินาศเกินเยียวยาและกาลัทเทียร์ถูกกวาดล้าง ความย่อยยับนั้นจะกลืนกินแม้แต่ผู้ที่อยู่รอด แต่เพราะพวกเราคือคนสุดท้ายบนกระดานมรณะนี้ สิ่งที่เราทำได้คือต้องอยู่ต่อไป

ในวันที่ฟ้าใสราวกับจะเปิดทางให้วันใหม่นั้น สิ่งที่ข้าอยากทำที่สุดกลับเป็นการซ่อนตัวอย่างคนขี้ขลาดอยู่ในอ้อมแขนของเจ้าแล้วไม่ต้องรับรู้ว่าเราต้องเผชิญหน้ากับอะไรนับจากนี้ไป นั่นคงเป็นความคิดที่น่าอับอายเหลือประมาณสำหรับผู้ที่ชนะกลับมา แต่ได้โปรดอภัยให้สามีของเจ้าด้วยเถิด ข้ากลัวจริงๆว่าอนาคตข้างหน้ากงกรรมที่ทำไว้จะย้อนกลับมาถึงพวกเราซักวัน”

***
TBC in Chapter 14

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: