A Fairytale: อาณาเขตแห่งเหยี่ยว บทที่ 14

Title: A Fairytale
Book I: อาณาเขตแห่งเหยี่ยว (The Land of the Hawks)
Author: vekin
Rate: PG-13
Warning: คนเขียนอ่อนคำราชาศัพท์เป็นอย่างยิ่ง ต้องขออภัยในความผิดพลาดมา ณ ที่นี้
***บุคคล เหตุการณ์และสถานที่ในเรื่องล้วนสมมติขึ้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องพาดพิงกับบุคคลและเหตุการณ์จริงแต่อย่างใด***

Chapter 14
####################################################

มันยากยิ่งที่หญิงสาวจะซ่อนความยินดีไว้ยามที่หล่อนได้สวมใส่อาภรณ์ที่ชื่นชอบ ยิ่งหล่อนดูหมดจดงดงามมากขึ้นเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้พึงพอใจมากขึ้นเท่านั้น คุณหนูอนาสตาเซียอดไม่ได้ที่จะหมุนไปมาหน้ากระจกบานกว้างมองดูยามที่ชายกระโปรงพลิ้วบานอยู่รอบกาย แสงสะท้อนจากมุกที่ประดับประดาบนตัวเสื้อส่งให้ความเรียบง่ายนั้นสะดุดสายตา ไม่ต้องมีอะไรมากไปกว่าจีบระบายไม่กี่แห่งและเครื่องประดับที่หล่อนติดไว้บนอก แค่นั้นก็เพียงพอให้นางกลายเป็นเจ้าหญิงแล้ว

” เจ้าหญิงแห่งไลน์ ” หล่อนบอกกับตัวเองก่อนจะหัวเราะคิกคักให้กับกระจกเงาแล้วถอนสายบัวลงจนตัวแทบจะติดกับพื้น ” ถวายพระพรเจ้าชายเพคะ ” หล่อนเงยหน้าขึ้นยิ้มละไม ” หวังว่าเราคงได้ทำความรู้จักกันมากขึ้นนะเพคะ ”

กล่าวเช่นนั้นแล้วหล่อนก็หัวเราะกับตัวเองก่อนจะหมุนไปรอบๆอีกครั้ง คราวนี้คงต้องคิดถึงเรื่องผมเสียที การปล่อยสยายไว้เช่นนี้ไม่ใช่วิธีที่ดีนักที่จะแสดงความงดงามเหมาะสมของหล่อนให้เป็นที่ประจักษ์ หล่อนจะใส่เส้นไข่มุกดีหรือไม่ หรือขนนกสีขาว หรือผีเสื้อมุกตัวเล็กๆที่แม่ของหล่อนซื้อให้

แล้วเสียงเคาะประตูก็ดังขั้นเป็นจังหวะที่คุ้นหู ด้วยความรื่นเริงหล่อนวิ่งตัวปลิวไปเปิดประตูนั้นด้วยรอยยิ้มละไมบนใบหน้า ” เข้ามาสิเจส ” หล่อนว่าก่อนจะลากสาวใช้เข้ามาในห้องแล้วไขกุญแจล็อกไว้ตามเดิม ” มาช้าจริงๆเชียว ปล่อยให้ข้าต้องกลุ้มใจอยู่ตั้งนาน ”

” กลุ้มใจอะไรหรือคะ ” สาวใช้ถาม เพราะไม่ว่าอย่างไรสีหน้าของคุณหนูก็ดูแช่มชื่นดีไม่มีหมอง

” ทรงผมของข้าน่ะสิ ” หล่อนกล่าวเสียงเง้างอน ” ข้าไม่อยากเกล้าขึ้นเลย เจส มันทำให้ข้าดูเหมือนรุ่นเดียวกับแม่เลย แต่จะปล่อยสยายก็ไม่ได้ ”

” ที่ว่าเหมือนรุ่นเดียวกับคุณผู้หญิงก็คงไม่ขนาดนั้นหรอกคะ ” สาวใช้พลางปรายยิ้มหยอกเอินอย่างคนที่รู้กัน ” คุณน่ะออกจะสวยสดใสสมวัยสาวขนาดนี้ ใครเห็นคุณเป็นป้า…เอ่อ…เป็นคนมีอายุได้ก็ประหลาดแล้วล่ะคะ ว่าแต่คุณหนูเลือกเครื่องประดับผมหรือยังละคะ ”

แม้จะได้ยินเต็มหูแต่หล่อนก็ปล่อยคำพูดของสาวใช้ไหลไปโดยไม่ได้ถือโทษ ” ก็ยังเลือกไม่ได้น่ะสิ เจ้าว่าอะไรดีล่ะ ” แล้วหล่อนก็ดึงกล่องเครื่องประดับออกมาเปิดให้ดู

” ข้าว่าผีเสื้อก็ดีนะคะ เข็มกลัดบนเสื้อคุณเป็นดอกไม้นี่ใช่ไหมล่ะคะ แถมผีเสื้อยังทำให้คุณดูอ่อนโยนด้วย ”

” จ้า คนปากหวาน ” หล่อนว่าก่อนจะหัวเราะคิกคัก ” แต่จะเกล้าผมยังไงนี่สิ ”

” ถ้าถักเปียเก็บละคะ ” สาวใช้ว่าพลางจูงคุณหนูไปนั่งที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ” เก็บผมไล่จากหน้าผากตรงนี้มาไม่ให้รุ่ย ดีไหมคะ ”

” รุ่ยซักนิดก็ได้น่า ข้าว่ามีเสน่ห์ดีออก แต่ข้างหลังนี่สิ จะกระเซิงเป็นรังนกก็ไม่ได้ ”

” งั้นปล่อยไว้นั่นแหละคะ ” เจสบอก ” แต่ต้องถักเก็บไว้บ้างผมจะได้ไม่ฟูเกินไป แล้วก็ดูเป็นสาวน้อยน่ารักสมวัยด้วย ดีไหมคะ ”

แต่ก่อนที่อนาสตาเซียจะสามารถหัวเราะชอบใจกับความคิดนั้นได้เต็มที่ สายตาของหล่อนก็เหลือบไปเห็นเงาหนึ่งในห้องนั้นซึ่งไม่ควรจะอยู่ที่นั่น เขาเข้ามาได้ยังไง ” แมกซิมิเลียน เจ้ามาทำอะไร ”

แต่เด็กหนุ่มก็เพียงแค่ยืนพิงประตูห้องนอนพลางแกว่งกุญแจในมือด้วยความตั้งใจกวนโมโห ” แค่อยากเห็นน่ะครับ ว่าชุดเก่งของท่านพี่มันเป็นยังไง ก็คิดอยู่หรอกว่าท่านคงไม่เผยความลับสำคัญขนาดนี้จนกว่าจะใกล้วันงาน ”

” แล้วไงล่ะ ” หล่อนเอียงคอยิ้มให้เขาผ่านกระจก ” สวยมากจนเจ้าอยากให้เด็กคนนั้นใส่หรือไง ”

” ข้าไม่ได้มีรสนิยมพิลึกแบบนั้นหรอกครับ ” เขาว่าก่อนจะสาวเท้าเข้ามาใกล้ ” แต่ข้าคุ้นๆว่าเคยเห็นชุดนี้ที่ไหนซักแห่ง ”

” คงมีสาวคนไหนซักคนเคยสวมชุดแบบนี้ยั่วเจ้าล่ะมั้ง แมกซิม ”

” ขนาดมีดาบที่ทำมาเข้าคู่กันนี่ ข้าไม่คิดว่าชุดนี้มีใครซ้ำหรอกนะครับ ”

นั่นทำให้อนาสตาเซียนิ่งเงียบไปในทันที หล่อนไม่เห็นจะเคยรู้เรื่องดาบอะไรนั่น หรือว่า…

” ข้าคิดว่าชุดนี้ไม่ใช่ของท่านนะครับท่านพี่ ”

” แล้วไงล่ะ ถึงเด็กนั่นมีไว้ก็ไม่ได้ใช้อะไรไม่ใช่หรือไง ”

ก็จนเมื่อหล่อนเห็นสีหน้าของน้องชายเท่านั้นที่ทำให้คุณหนูรู้ว่าพลาดไปอย่างใหญ่หลวง ทั้งที่ถ้าปิดปากเงียบก็อาจพ้นตัวไปได้ ตอนนี้หล่อนตกลงไปในกับดักของแมกซิมิเลียนเสียแล้ว

แล้วเด็กหนุ่มก็พูดต่อ ” ถึงเขาจะไม่ใช้ นี่ก็เป็นชุดเต้นรำตัวสำคัญของแม่ของเขา ข้าไม่คิดว่ามันงามหน้านักหรอกนะครับที่จะเอาของๆคนตายมาใช้โดยที่ลูกเขาไม่ได้อนุญาตแบบนี้ ”

” แล้วมันดีนักหรือไงที่ต้องทิ้งของแบบนี้ให้ผุพังไปน่ะ ”

ครู่หนึ่งที่คุณชายน้อยเงียบไปหากสายตาของเขายังจ้องตรงมาดวงตาของผู้พี่ในกระจกเงา ” ข้าไม่เถียงว่าท่านถูกในเรื่องนั้น แต่การกระทำของท่านก็ไม่ต่างจากการลักขโมยหรอกนะ ”

” แล้วเจ้าต้องการอะไร ”

” เอาไปคืนเสีย ”

” ไม่มีทาง ” หล่อนหันขวับ ” นี่เป็นชุดที่สวยที่สุดที่ข้าเคยมีเลยนะ เจ้าไม่คิดจะให้พี่ได้ใช้ในคืนที่สำคัญที่สุดเชียวหรือ ”

” ถ้าท่านใส่ไปที่แบบนั้นเท่ากับท่านกำลังป่าวประกาศว่าท่านเป็นเจ้าของมัน ข้าคงยอมแบบนั้นไม่ได้ ถ้าท่านชอบมันนักก็ไม่ตัดใหม่เสียสิ ”

” แต่มันทันที่ไหนกันเล่า นี่มันเสื้อประดับมุกเชียวนะ ใช่เสื้อเรียบๆไม่มีอะไรแบบของเจ้าเสียที่ไหน ”

สิ้นคำนั้นเด็กหนุ่มก็หลุดหัวเราะออกมาเบาๆ เป็นเสียงและสีหน้าที่ทำให้อนาสตาเซียต้องงุนงง แต่แมกซิมิเลียนก็เพียงแค่ยิ้มอย่างท้าทายก่อนจะกล่าวว่า ” ท่านคิดหรือว่ามันจะเป็นแบบนั้นหรือ ”

” เอ้า แน่สิ เสื้อผ้าผู้ชายมีอะไรมากมายหรือไร พวกเจ้าจะใส่อะไรก็เหมือนกันนั่นแหละ ”

” ถ้าอย่างนั้นมาพนันกันมั้ย ”

ความหยามหยันในน้ำเสียงของน้องชายทำให้หล่อนอดไม่ได้ที่จะรับคำท้า ” เอาสิ ”

คุณชายน้อยได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มน้อยๆก่อนจะกล่าวว่า ” ถ้าข้าทำให้ท่านจำอาร์เซนไม่ได้ ท่านต้องคืนชุดนั้นให้เขาโดยไร้ข้อแม้ ”

” ตกลง ” หล่อนกล่าวขณะที่ยืดคอขึ้นสั่งให้เจสสิก้าเริ่มทำผม

แต่ก็หลังจากที่เด็กหนุ่มขัดขึ้นว่า ” คำพูดเมื่อครู่ข้าขอให้เจ้าเป็นพยานนะเจส ”

สาวใช้ที่อุตส่าห์นิ่งเงียบมานานก็ได้แต่ยิ้มหวานก่อนจะตอบอย่างระมัดระวังว่า ” เจ้าคะ ” โดยไม่รู้เลยจริงๆว่าหล่อนควรเข้าข้างใครดี

***

” วันที่xx เดือนxx ปีxxxx

ข้าต้องยอมรับว่าสิ่งที่สามีของข้าเล่าให้ฟังนั้นน่าหดหู่อย่างที่หาใดเทียมไม่ได้ ข้าที่อยู่เบื้องหลังไม่ได้ล่วงรู้ความยากลำบากใดๆนั้นเลยแม้เพียงนิด นั่นทำให้ข้าละอายแก่ใจยิ่งนัก ข้าซึ่งเป็นภรรยาไม่อาจเข้าใจความเจ็บปวดของสามีได้มากเท่าที่ข้าต้องการ ข้าไม่รู้จริงๆว่าควรปลอบเขาอย่างไร

แต่อย่างน้อยการที่เรามีลูกอยู่ก็ทำให้ความตึงเครียดทุเลาลง อย่างน้อยเขาก็ยิ้มได้เมื่อเห็นซาร์ค เมื่อได้อุ้มเขาหรือสอนเขาพูดคำง่ายๆให้คล่องปาก ฤดูหนาวนี้เด็กน้อยก็อายุครบปี ไม่น่าเชื่อเลยทีเดียวว่าทารกแดงๆสามารถเติบโตขึ้นมากแค่ไหนในเวลาแสนนั้น แต่ข้าเองก็ใช่ว่าจะพูดอะไรมากนักได้ในเมื่อตัวข้าเองไม่อาจให้กำเนิดชีวิตใหม่ด้วยตนเอง ข้าได้แต่จินตนาการว่ามันจะเป็นอย่างไรเมื่อมีชีวิตน้อยๆอยู่ในร่างของข้า เมื่อเขาออกมาอยู่ในอ้อมแขนของข้าและดูดน้ำนมกินจากอกของข้า

เรื่องน้ำนมนั้นข้าทำได้แค่มองขณะที่แม่นมป้อนเขาตามเวลาทุกวัน เขาเป็นเด็กน่ารักแม้จะชอบร้องโยเยและขี้ตื่นอยู่บ้าง เสียงฟ้าร้องหรือแม้แต่เสียงลมกรรโชกตอนกลางคืนก็อาจทำให้เขาตื่นและข้าจะตื่นมาอุ้มให้เขาเงียบ ในเวลาเช่นนั้นเขาจะดูดถันที่ไร้น้ำนมของข้าก่อนจะพล่อยหลับไป

ข้าควรจะเลิกรำพึงรำพันถึงความอาภัพของตัวเองได้แล้วกระมังในเมื่อตอนนี้ข้ามีเขาและมีสามีของข้าอยู่ใกล้ชิด ข้าจะหวังอะไรมากไปกว่านี้อีก ข้าเป็นแม่แล้วและข้าต้องรับผิดชอบดูแลให้เขาเติบใหญ่ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร

ไม่ใช่ว่าข้ารักเขาน้อยหรืออย่างไร แต่ในใจลึกๆก็ยากจะปฏิเสธได้ว่าข้าต้องการมีทายาทให้สามีของข้าจริงๆ

——

สุดที่รัก

ขอโทษอีกครั้งที่ข้าต้องเขียนลงที่นี่ทั้งที่เป็นบันทึกของเจ้า แต่ข้าจำได้ว่าเราตกลงกันว่าจะไม่พูดเรื่องลูกกันแล้ว ข้าจึงได้แต่ปลอบใจเจ้าในบันทึกนี้ ข้ายังคงยืนยันเช่นที่ข้ายืนยันตั้งแต่แรกว่าข้าไม่ได้ลำบากใจเลยที่เจ้าไม่อาจให้กำเนิดทายาทให้ข้าได้ โปรดอย่าลืมว่าข้าแต่งงานกับเจ้าโดยรู้เช่นนั้นแต่ต้น ไม่ใช่ว่าข้าไม่คำนึงถึงเรื่องทายาทสืบสกุลด้วยความเมารักในตัวเจ้าแต่อย่างใด ข้าคิดถึงเรื่องนี้ และข้าไม่ได้ลำบากใจที่เราจะรับเด็กคนอื่นมาเป็นลูกของเรา ลูกของเรา เจ้าอย่าได้ลืม เขาก็เหมือนกับเด็กที่อาจถือกำเนิดจากครรภ์ของเจ้า

ข้าเชื่อว่าถ้าเราคิดเช่นนั้น ความรักนั้นจะข้นเสียยิ่งกว่าเลือด เขาจะเป็นเด็กที่เจ้าให้กำเนิด ที่รักของข้า แต่กำเนิดออกมาจากหัวใจของเจ้า

โจนาธาน ”

***

เขาปิดสมุดบันทึกลงเมื่ออ่านจบข้อความนั้น เขาไม่มีแก่ใจจะอ่านต่อแล้วในเมื่อความรู้สึกตื้นตันมันเต็มอกพอๆกับความโศกเศร้าที่ไม่รู้จะเอาไปเปรียบเทียบกับอะไร ในเวลาเช่นนี้เขาได้แต่นึกรังเกียจความงี่เง่าทั้งหลายที่ตนเองเคยทำไว้ในวัยเด็ก รู้ทั้งรู้ว่าท่านทั้งสองรักเขามากขนาดไหน กระนั้นเขาก็ก่อความลำบากใจให้ไม่น้อย เขายังจำเรื่องที่ตัวเองเคยดื้อกับคุณพ่อขนาดที่ทะเลาะกันหน้าดำหน้าแดง ให้มานึกย้อนตอนนี้คงบอกได้อย่างเดียวว่าเขานั้นงี่เง่าจะหาใดปาน เขาไม่ใช่ลูกแท้ๆของพวกท่านด้วยซ้ำ ทั้งสองจะทำกับเขาเหมือนที่คุณผู้หญิงฟรานเชสก้าทำอยู่ตอนนี้ก็ยังไม่ผิดเลย

เด็กที่กำเนิดจากหัวใจ นั่นล่ะมังที่พวกท่านตั้งใจไว้

โดยไม่รู้ตัวเด็กชายดึงเอาสมุดบันทึกนั้นมากอดไว้แน่นขณะที่นั่งชันเข่าอยู่ข้างเตียงฟังเสียงฝน ความนึกคิดรำลึกย้อนไปถึงเรื่องเก่าๆสมัยที่บ้านนี้ยังมีความสุข ตอนที่ทั้งพ่อทั้งแม่ยังไม่สิ้นลม แต่ความคิดของเขาต้องชะงักเมื่อเสียงเคาะประตูดังขึ้นพร้อมกับเสียงของแม่นมดังแว่วมาว่า ” คุณหนูค่ะ คุณชายน้อยเรียกไปพบคะ ”

ยามบ่ายที่ฝนตกเช่นนี้มันยากยิ่งที่จะขับไล่ความเบื่อหน่ายออกไปจากห้อง สำหรับคุณหนูอนาสตาเซียก็เช่นกัน หล่อนไม่มีอะไรทำเลยในวันเช่นนั้นนอกจากนั่งแกร่วอยู่ตามห้องต่างๆ อ่านนิยาย เล่นดนตรี และอาจใช้เวลานั่งเพ้อฝันถึงอนาคตในปราสาทไลน์เป็นระยะๆ ว่าแต่ เอาเข้าจริงหล่อนก็ไม่เคยเห็นเจ้าชายเลยแม้ซักครั้ง ใบหน้าของหล่อนก็เหยเกในทันทีเมื่อหล่อนคิดว่ามันจะเป็นอย่างไรถ้าเจ้าชายไม่ได้มีพระสิริโฉมหล่อเหลาอย่างที่หล่อนและสาวๆทั้งหลายคาดไว้ อย่างนั้นหล่อนไม่กลายเป็นไอ้โง่หรือที่ไปแต่งงานกับองค์รัชทายาท….

นั่นแปลว่าหล่อนจะได้เป็นราชินีอย่างนั้นสินะ ถ้าอย่างนั้นก็ช่างมันเถอะ

แต่กระนั้นแม้แต่ความเพ้อฝันของหญิงสาวแบบหล่อนเองก็มีขีดจำกัด หล่อนเบื่อแทบบ้าเมื่อนิยายเล่มใหม่จบลง ผ้าปักของหล่อนหมดผืน และไม่มีอะไรใหม่ๆให้หล่อนคิดถึงพระสวามีในอนาคตเหลืออยู่อีก เพราะอย่างนั้นหล่อนจึงตัดสินใจออกจากห้องที่อุ่นสบาย ต่อให้ตอนนี้อากาศในบ้านยังแห้งแต่ก็เย็นยะเยือกลงเรื่อยๆ หล่อนภาวนาว่าฝนจะหยุดโดยเร็วก่อนเย็นวันนี้เพื่อพรุ่งนี้หล่อนจะได้ออกไปข้างนอกเสียบ้าง

แต่ทันทีที่หล่อนก้าวลงถึงตีนบันได สายตาของนางก็ไพล่ไปเห็นร่างที่ไม่คุ้นตาร่างหนึ่งนั่งอยู่ในห้องรับแขกกับน้องชายของหล่อน เพื่อนหรืออย่างไรกันนะ แต่เพื่อนที่ไหนกันที่อุตส่าห์มาเยี่ยมเพื่อนในวันอย่างนี้ หล่อนไม่ได้เห็นหน้าของเขาเพราะเด็กหนุ่มคนที่ว่าหันหลังให้อยู่บนนั่งบนเก้าอี้ยาว เส้นผมสีบลอนด์มัดรวมเป็นปอยเล็กๆไว้ด้านหลังด้วยผ้ารัดสีคล้ำสวย เขาไม่ได้หันมาทางที่หล่อนยืนอยู่เลยจึงไม่มีโอกาสเห็นหน้า แต่ถึงเห็นหน้าหล่อนก็คงไม่รู้หรอกว่าใคร

ในตอนนั้นเองที่แมกซิมิเลียนหันมาเห็นหล่อนก่อนจะตะโกนมาว่า ” มองอะไรครับ ท่านพี่ ”

” ตะโกนได้เสียมารยาทจริงๆ ” หล่อนบ่นด้วยเสียงอันดังขณะที่เดินตรงไปที่ห้องรับแขกนั้น ” เจ้านั่งอยู่ต่อหน้าเพื่อนนะ รักษากิริยาหน่อยสิ ”

แล้วเด็กหนุ่มคนนั้นก็ยืนขึ้นด้วยอากัปกิริยาที่อนาสตาเซียอดรู้สึกไม่ได้ว่าคุ้นสายตาพลางกล่าวว่า ” ไม่ต้องมากพิธีหรอกครับ คุณหนู คนกันเองแท้ๆ ”

เพราะเสียงและใบหน้าของเด็กหนุ่มขณะที่เขาหันมานั่นเองที่ทำให้เท้าของหล่อนชะงักไปในทันที ” อาร์เซน ”

ความไม่เชื่อในน้ำเสียงชัดเจนเสียจนใครที่ได้ยินก็ต้องรู้ แต่จะให้หล่อนรู้ได้อย่างไรในเมื่อเด็กชายตอนนี้ดูเหมือนผู้ดีมีตระกูลจากในเมืองใกล้ๆ เส้นผมที่ปรกติมักปรกลงบนหน้าถูกรวบขึ้นไปจนทำให้เห็นเค้าหน้าที่กำลังเปลี่ยน เสื้อสีดำที่สวมทับอยู่นั้นก็ประดับด้วยลายปักสีดำที่เลื่อมกับแสงไฟจนดูวิจิตรเกินกว่าที่หล่อนจินตนาการไว้ ที่สำคัญคือกิริยาท่าทางของเขา การนั่งการยืนการเดินไม่ต่างอะไรจากพวกผู้ดีที่หล่อนเคยพบปะเสวนาด้วยแม้แต่น้อย

” ไม่จริงน่า ” หล่อนร้อง ” เป็นไปได้ยังไง เจ้าไปเอาเสื้อผ้าพวกนี้มาจากไหน!! ”

” เสื้อที่สั่งตัดไงครับ ” เป็นคุณชายน้อยที่กล่าวขึ้นขณะที่เดินมาด้านหลังเด็กชาย ” ตามข้อตกลงท่านต้องส่งชุดนั้นคืนให้อาร์เซน ใช่มั้ย เจส ”

สายตาของคุณหนูตวัดมองไปที่มุมห้องนั้นในทันที ความกระอักกระอ่วนปรากฏชัดบนใบหน้าของสาวใช้ที่ยืนอยู่ที่นั่นก่อนที่หล่อนจะกล่าวเสียงแผ่วว่า ” เจ้าคะ ”

อนาสตาเซียได้ยินเช่นนั้นก็ถลึงตามองแล้วหันกลับมาทางผู้เป็นน้องในทันที ” ข้าไม่ยอม ”

” การตระบัดสัตย์มันง่ายขนาดนั้นเลยสินะครับ ”

ความเหยียดหยามในน้ำเสียงของคุณชายน้อยนั้นชัดเจนเสียจนหล่อนแทบทนไม่ได้ แต่ศักดิ์ศรีนั้นหล่อนก็กลืนได้กับเรื่องเช่นนี้ ” แค่คืนเดียวเท่านั้นแล้วข้าจะคืนให้ จริงๆนะ ขอแค่งานนี้- ”

แต่คำตอบของแมกซิมิเลียนคือ ” เราคุยเรื่องนั้นแล้ว ข้าไม่กลับคำพูดตัวเองหรอกนะครับ ”

มันยากจะเข้าใจจริงๆว่าหญิงสาวเช่นหล่อนคิดอะไรโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเด็กหนุ่มเช่นพวกเขาที่เรื่องของผู้หญิงยังอยู่เกินความเข้าใจ หล่อนพุ่งตรงมาเถือเสื้อผ้าบนตัวอาร์เซนแทบจะในทันที เรี่ยวแรงของหล่อนนั้นมากมายจนเหมือนผีร้ายจนแม้แต่คุณชายน้อยยังใช้เวลากว่าจะสามารถดึงหล่อนออกมาแล้วโยนหล่อนลงกับพื้นได้ ” สงบสติอารมณ์หน่อยเถอะ ” เสียงของคุณชายน้อยดังกัมปนาทขณะที่เขายืนค้ำอยู่ข้างร่างของพี่สาว ” กับเรื่องแค่นี้จะเป็นจะตายไปได้ ทีเรื่องอื่นไม่เห็นท่านสนใจขนาดนี้เลยด้วยซ้ำ ”

หล่อนไม่ตอบโต้อะไรนอกจากแผ่ดเสียงแหลมสูงดังลั่นไปทั้งบ้าน ” ท่านแม่ขา!!!!! ”

ดังคาด เพียงไม่กี่อึดใจเสียงฝีเท้าก็มุ่งมาด้วยความเร่งรีบราวมีเรื่องเลวร้ายใดกำลังเกิดขึ้น คุณผู้หญิงไม่มองมาทางพวกเขาด้วยซ้ำขณะลงไปนั่งข้างบุตรสาวด้วยสีหน้าตื่นตระหนกจนเห็นได้ชัดละลำละลักถามว่าเกิดอะไรขึ้น

นั่นเป็นภาพที่แมกซิมิเลียนไม่อยากจะมอง ” เจ้าเป็นอะไรหรือเปล่า ” เด็กหนุ่มเบือนหน้าหันมากระซิบถาม

” ไม่เป็นไรครับ แค่เสื้อยับ ” อาร์เซนตอบ แต่สายตาของเขายังคงจ้องตรงไปที่อนาสตาเซียขณะที่หล่อนตีโพยตีพายเล่าให้แม่ฟังราวกำลังจะเป็นจะตาย ฟรานเชสก้าก็ปลอบหล่อนราวกับเกรงว่าเจ้าหล่อนจะขาดใจทั้งแบบนั้น

แล้วสิ่งที่เด็กชายกลัวก็เกิดขึ้น เมื่อคุณผู้หญิงหันมาทางพวกเขาด้วยใบหน้าที่ยับย่นราวกับยักษ์มาร ” แมกซิมิเลียน!! ”

ในตอนนั้นเองที่คุณชายน้อยหันกลับไปด้วยโดยไม่ปิดบังโทสะของเขาไว้แม้แต่น้อย ” ทำไมท่านไม่ถามพี่ล่ะครับว่าเสื้อตัวนั้นมาจากไหน ”

” จากอาร์เซนแล้วจะทำไม ไม่ใช่ว่าเขาจะใช้ ”

” เออสิครับ ไม่ต้องใช้นี่นะ อะไรที่มันไม่มีประโยชน์ก็ไม่ต้องสนใจ เหมือนข้างั้นสิ!! ”

” เจ้าออกนอกเรื่องแล้ว แมกซิมิเลียน ”

” นี่มันเกี่ยวโดยตรงเลยท่านแม่ ” รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมพลันปรากฏบนใบหน้าของเด็กหนุ่มขณะที่เขาเดินเข้าไปประจันหน้า ” เพราะท่านเห็นแต่ค่าของสิ่งที่มีประโยชน์เท่านั้นท่านถึงไม่คำนึงถึงความรู้สึกของใครเลย แล้วอาร์เซนล่ะ นี่เป็นสมบัติแค่ไม่กี่ชิ้นของเขาแล้วท่านจะแย่งไปจากเขาอีกอย่างนั้นหรือ ท่านได้ทั้งบ้าน ทั้งทรัพย์สิน ทั้งเกียรติยศที่ท่านต้องการแล้ว ท่านยังจะแย่งอะไรไปจากเขาอีก ”

” ดูเจ้าพูดเข้าแมกซิม ” นางกล่าวเสียงเครือ ” ดูเจ้าพูดถึงแม่ตัวเองสิ เจ้าไม่คิดจะให้เกียรติข้าบ้างเลยหรือไร ”

สิ่งที่คุณชายน้อยกล่าวคือ ” ท่านตายเมื่อไหร่ข้าคงเผาเสื้อท่านทิ้งทั้งหมดนั่นแหละ ”

” แมกซิม!! ”

” ก็มันไม่มีประโยชน์นี่ครับ ท่านพูดเองไม่ใช่หรือไง หรือท่านอยากให้ข้าเอาไปขาย มันได้ราคาดีสินะครับ ”

” แมกซิม!! ”

” ที่ข้าพูดก็ตัวท่านทั้งนั้นนั่นแหละ ” เด็กหนุ่มว่า ” นี่คือการกระทำของท่าน ท่านแม่ ท่านสร้างข้าแล้วก็พี่ แล้วท่านจะด่าว่าอะไรพวกเราอีก ”

ได้ยินเช่นนั้นนางก็ถอนใจ ” แล้วเจ้าต้องการอะไร ”

” คืนสิ่งที่เป็นของอาร์เซนกลับให้เขา ”

” เรื่องเสื้อนั่นข้าจัดการให้ก็ได้ ”

” เรื่องอื่นด้วย ”

ใบหน้าของนางงอหงิกในทันที ” นี่เกินกว่าที่เจ้าพนันกับพี่เจ้านี่ ”

” นั่นกับพี่ นี่กับท่าน ”

” แมกซิม เจ้านี่มัน…. ”

แต่เด็กหนุ่มก็ไม่ได้สนใจ ” เรื่องเสื้อละครับ ท่านแม่ คืนกันต่อหน้าตรงนี้ไม่ดีหรือครับ ”

ได้ยินเช่นนั้นฟรานเชสก้าก็ได้แต่กัดฟันกรอด ” อนาสตาเซีย ไปเอาชุดที่เจ้าว่าลงมา ”

คำพิพากษานั้นทำให้นัยน์ตาของหล่อนเบิกโพลงด้วยความไม่เชื่อ ” ทำไมล่ะคะ ”

” ในเมื่อเจ้าแพ้พนันมันก็ช่วยไม่ได้ สัญญาต้องเป็นสัญญา เจ้าไปเอาทั้งชุดนั้นมาคืนให้เขาไป ”

ความหนักแน่นของผู้เป็นแม่นั้นไม่ต่างอะไรจากหินผาที่หล่อนรู้ดีว่าไม่มีทางทำให้สั่นคลอนได้เลย ในอกของหล่อนเจ็บแปลบจากความรู้สึกพ่ายแพ้สิ้นเชิงครั้งแรกเมื่อแม่ไม่อาจช่วยหล่อนได้ แล้วจะทำยังไง หล่อนถามตัวเอง แล้วจะทำยังไงได้ คำถามนั้นวนเวียนอยู่ในหัวของอนาสตาเซียแม้ขณะที่หล่อนกลับไปที่ห้องเพื่อนำเสื้อตัวนั้นไปคืนให้ หล่อนจะเสียมันไปแล้ว ใจของคุณหนูหายวาบ หล่อนจะไม่ได้เห็นมัน ไม่ได้สวมมัน ไม่ได้เป็นเจ้าหญิงอย่างที่หล่อนต้องการ

ไม่ได้มัน…..

สายตาของหล่อนจับจ้องอยู่แต่ที่เสื้อในกล่องแม้ขณะที่เดินลงมาจากบันไดกลับไปยังสมรภูมิวาทะที่นางพ่ายแพ้อย่างน่าอัปยศ แต่มีสิ่งสุดท้ายที่หล่อนต้องรู้ ” ชุดของแม่เจ้านี่สำคัญกับเจ้ามากสินะ ”

ความสงบในน้ำเสียงของคุณหนูทำเอาอาร์เซนเย็นวาบไปทั้งหลังแต่เด็กชายก็ยังตอบไปว่า ” ครับ ”

เมื่อได้ยินเช่นนั้นหล่อนก็ยิ้ม สิ่งที่ต่อมาที่พวกเขาเห็นคือเสื้อที่ถูกกระชากออกมาจากกล่องด้วยมือข้างหนึ่งและมีดในมืออีกข้าง รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรายอยู่บนใบหน้าของหล่อนขณะที่เงื้อมีดเล่มนั้นขึ้น ” งั้นก็เอากลับไปซะไป!!! ”

ไวเกินกว่าที่ใครจะทันห้ามอาร์เซนปราดเขาไปจับข้อมือของหล่อนไว้ก่อนที่มีดในมือจะทันสัมผัสลงบนเนื้อผ้า หากเรี่ยวแรงของหญิงสาวอย่างหล่อนกลับมากมายกว่าที่เขาคาดไว้จนแทบจะยั้งไว้ไม่อยู่ ” อย่าเลยครับ ” เขาบอก ” ทำแบบนี้ก็ไม่มีใครได้อะไรทั้งนั้น ”

” อย่างน้อยเจ้าก็ไม่ได้ไปล่ะ ” หล่อนพยายามดึงแขนกลับแต่เด็กชายก็ไม่ยอมปล่อย เขายังคงจับแน่นขณะที่บอกไปว่า

” งั้นก็เอาไปเถอะครับ ”

มีแต่คำนั้นเท่านั้นที่ทำให้อนาสตาเซียนิ่งหากหล่อนยังคงไม่วางใจ ดวงตาที่ขุ่นมัวมองเขาด้วยความคลางแคลงใจอย่างยิ่ง

” ถ้าคุณอยากได้มันขนาดนั้นก็เอาไปเถอะ แต่ช่วยดูแลมันด้วย ข้าขอร้อง ” เขาอ้อนวอน ” อย่าทำแบบนี้อีกนะครับ ”

ฉับพลันนั้นเองที่รอยยิ้มแห่งชัยชนะปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหญิงสาวขณะที่หล่อนยักไหล่ สายตาเหยียดหยามมองลงมาที่เขาอย่างเสียมิได้ ” แค่นี้ก็จบเรื่องตั้งนานแล้ว ” แล้วหล่อนก็กลับขึ้นบันไดไปอย่างรวดเร็วด้วยความสุขใจเหลือแสน ฟรานเชสก้าได้แต่ถอนใจเมื่อเห็นเช่นนั้นก่อนที่หล่อนจะกลับไปทำงานโดยไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว ที่เหลืออยู่ที่นั่นก็มีเพียงเด็กหนุ่มเท่านั้น

” ขอโทษนะครับ ” เด็กชายกล่าว ” ทั้งที่คุณพยายามช่วยขนาดนี้แท้ๆ ”

แต่คุณชายน้อยก็เพียงแค่เคาะหน้าผากเขาเบาๆก่อนจะบอกว่า ” เจ้าทำดีแล้ว ” ก่อนจะเดินขึ้นบันไดไปโดยไม่พูดอะไรอีกนอกจาก ” เย็นนี้ข้าไม่กินข้าว ไม่ต้องทำเผื่อ ”

บางอย่างในน้ำเสียงนั้นทำให้อาร์เซนใจหายวาบ เจ็บ นั่นคงเป็นคำอธิบายที่ดีที่สุดสำหรับความรู้สึกของคุณชายน้อยที่ไม่ได้พูดออกมา แต่เขารู้สึกได้ชัดเจนเสียจนเด็กชายก็ยังแปลกใจทั้งที่ไม่ว่าเมื่อไหร่เด็กหนุ่มก็ปกปิดอารมณ์ของตนได้ดีเสมอแท้ๆ

….อะไรที่มันไม่มีประโยชน์ก็ไม่ต้องสนใจ เหมือนข้างั้นสิ….

หรือเพราะถ้อยคำนั้น เพราะตระหนักถึงความโดดเดี่ยวของคนๆนี้เขาจึงยิ่งก้าวขาไม่ออก

***

” วันที่xx เดือนxx ปีxxxx

ต้องบอกว่าข้าแปลกใจพอควรที่สามีของข้าอ่านบันทึกของข้า และอ่านมาพักหนึ่งแล้วนั่นแหละที่ข้ารู้ แต่ข้าไม่ได้โกรธเขาหรอกในเรื่องนี้ ข้าไม่เคยบอกเขาเลยว่าบันทึกของข้าเป็นความลับและข้าก็ไม่ได้ตั้งใจเช่นนั้นด้วย จริงอยู่ที่ข้าคงไม่พอใจที่แม่นมหรือคนอื่นจะอ่าน แต่เพราะเขาเป็นสามีของข้า เป็นครอบครัวและคนสำคัญของข้า ข้าไม่ถือสาเลยถ้าเขาจะอ่าน ไม่หรอก ข้าอยากให้เขาอ่านด้วยซ้ำ

แต่ถึงจะเป็นบันทึกก็เถอะข้าคงไม่อาจเรียกมันว่าอนุทินได้โดยสัตย์ เพราะไม่ใช่ทุกเรื่องที่ข้าเขียนไว้ ข้าไม่อยากจดเรื่องเศร้าไว้แม้บางครั้งมันจะช่วยไม่ได้ ในตอนที่เขาไม่อยู่เท่านั้นที่บันทึกของข้าจะเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานกังวลเพราะข้าไม่รู้จะไปเล่าให้กับใคร ข้าชอบที่จะฟังเขาปลอบข้าเสมอ เขาไม่เคยทำให้มันกลายเป็นเรื่องเล็ก เขาเพียงแค่นั่งอยู่กับข้า เราคุยกัน มองมันจากมุมมองของข้าและจากมุมมองของเขา

เขาบอกเองว่าการคุยอาจไม่แก้ไขปัญหา แต่เพราะว่าได้คุยกันปัญหาจึงกลายเป็นสิ่งที่รับมือได้ ก็คงจริง เราเคยคุยกันด้วยเรื่องมากมายที่ข้ารู้ดีว่าความเห็นของข้าคงไม่ได้มีประโยชน์อะไร แต่เพราะได้คุยเราจึงสามารถทานทนมันได้ และในหลายครั้งเราช่วยกันแก้ปัญหานั้นจนสำเร็จ

ทั้งหมดมันเริ่มจากการที่เราคุยกัน และข้าหวังเหลือเกินว่าจะไม่มีวันไหนที่เขาจะเบื่อการมานั่งคุยกับข้าเลย ”

***

เสียงเคาะประตูดังขึ้นสองสามครั้งโดยที่เขาไม่ตอบ เขาไม่อยากตอบ เขาก็เพียงแค่นั่งเอนหลังพิงหัวเตียงมองตรงไปยังกระจกและไม่ทำอะไร รอจนกว่าเสียงเคาะจะหายไปก็เท่านั้น แต่มันกลับไม่เป็นเช่นนั้น สิ่งที่แทนที่เสียงเคาะคือเสียงไขกุญแจ ก่อนที่บานประตูจะเปิดออกและเด็กชายค่อยๆประคองถาดอาหารเข้ามาข้างใน เขาไม่ได้ทำอะไรนอกจากกล่าวไปว่า ” ข้าบอกแล้วไงว่าไม่กินข้าวเย็น ”

” ครับ ข้าทราบ ” เป็นอาร์เซนตอบขณะที่เตะประตูปิดดังปัง ” แต่คุณก็ช่วยเข้าใจแม่นมของข้าด้วยเถอะ คุณคิดหรือว่าพอนางได้ยินแบบนั้นแล้วจะอยู่เฉย ”

เสียงงึมงำจากคุณชายน้อยดังมาว่า ” ตอนแรกก็คิดอยู่หรอก ”

นั่นทำให้อาร์เซนยักหน้า ” ทราบก็ดีแล้ว ถ้าอย่างนั้นรบกวนช่วยทานซุปนี่ให้หมดด้วย ไม่อย่างนั้นนางคงไม่พอใจกับข้ออ้างของข้าที่ว่าคุณป่วยแน่นอน ”

กระนั้นแมกซิมิเลียนก็ยังไม่หันไป แต่น้ำเสียงของเขากร้าวขึ้นขณะที่ถามว่า ” ทำไมต้องบอกด้วยว่าข้าป่วย ”

” เพราะไม่อย่างนั้นเรื่องมันจะยาวน่ะสิครับ ข้าไม่อยากตอบคำถามยุ่งยากพวกนั้นกับนางหรอกนะ ” แล้วเด็กชายก็ยกโต๊ะไม้เตี้ยๆมาวางไว้ตรงหน้าเด็กหนุ่มต่างโต๊ะอาหาร ” แล้วแค่นี้เรื่องที่คุณทะเลาะกับคุณแม่ก็มีคนรู้เยอะเกินไปอยู่แล้ว ข้าไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องที่ควรจะโพนทะนาไปมากกว่านี้หรอกครับ ”

” ไม่เห็นจะเป็นอะไรนี่ ” เป็นคำตอบจากคุณชายน้อยขณะที่เขามองอาหารบนถาดนั้นโดยไม่แตะต้องมันแม้แต่น้อย

เห็นอย่างนั้นอาร์เซนก็ถอนใจ ” ข้าเพียงแค่คิดว่ามันน่าตกใจที่คุณพูดว่าตัวเองถูกทิ้งแบบนั้น ”

ในคราแรกมันเหมือนกับว่าเด็กหนุ่มกำลังชั่งใจว่าควรพูดสิ่งที่คิดอยู่หรือไม่ แต่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็เปรยขึ้นว่า ” ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจอะไรหรอก ”

แต่เหมือนเด็กชายจะไม่สนใจ เขาเพียงแต่นั่งลงข้างๆก่อนจะดันชามให้ ” ทานก่อนครับค่อยคุย ”

” ก็บอกแล้วว่าข้าไม่กิน ”

” มีคนอุตส่าห์ทำให้ก็กินๆไปเถอะน่า ”

อาจเป็นครั้งแรกและไม่แน่ว่าเป็นครั้งเดียวที่คุณชายน้อยได้ยินคำสั่งอย่างเสียไม่ได้จากปากของอาร์เซน สิ่งที่เขาหันไปเห็นก็ชวนฉงนพอๆกันเมื่อเด็กชายหรี่ตามองเหมือนจะเป็นฝ่ายกินเขาเสียเอง และไม่ว่าจะเพราะอะไรก็ตาม คำสั่งนั้นดูเหมือนจะได้ผล เด็กหนุ่มจำต้องยอมทานซุปชามนั้นไปแต่โดยดีโดยไม่ปริปากบ่นอีกแม้แต่คำเดียว

ถึงปากจะบอกว่าไม่กินไม่กิน แต่ดูจากอากัปกิริยานั้นแล้วคงต้องเป็นคนตาบอดเท่านั้นจึงจะดูไม่ออกว่าเขาหิว แมกซิมิเลียนไม่ได้รักษากิริยาเหมือนตอนที่อยู่ที่โต๊ะอาหารเลยซักนิด เขาออกจะรีบเร่งมากเกินไปด้วยซ้ำ เด็กชายเห็นอย่างนั้นก็นึกขำ หิวแทบตาย แต่ไม่ยอมเอ่ยปากแม้ซักคำ  ภายในเวลาไม่นานอาหารก็ถูกกวาดเรียบ รวมทั้งน้ำในแก้วและของหวานเล็กๆน้อยๆ ” ฝากขอบใจป้าเขาด้วยนะ ” เป็นคำพูดสุดท้ายของคุณชายน้อยก่อนจะวางแก้วลงในถาดและคาดว่าจะอาร์เซนจะเก็บไป แต่เมื่อย้อนคิดดูเขาคงเพี้ยนไปแล้วถ้าคิดว่าเด็กชายนั่งรอเขาเพื่อเรื่องนั้น

เขายังคงมีหนทางสุดท้ายคือความเงียบ นั่นเป็นเกราะกำบังให้เขาเสมอมา

แล้วคำถามก็มาตรงประเด็นเกินคาด ” ไม่คิดจะคุยอะไรหน่อยหรือครับ ”

” คุยเรื่องอะไรล่ะ ” เขาสวน

” เรื่องที่คุณอยากจะคุย ” เด็กชายว่า ” คุณเป็นคนประเภทชอบเก็บเงียบตลอดถึงได้ระเบิดไปเมื่อบ่ายแบบนั้น คุณน่าจะหาคนที่คุยด้วยได้ไว้บ้างนะครับ ”

” ไร้สาระน่า อาร์เซน ” แล้วคุณชายน้อยก็ถอนใจ ” ทำแบบนั้นมันช่วยอะไรได้หรือไง ”

” แม่ข้าบอกว่ามันช่วยให้เราทานทนต่อเรื่องร้ายๆได้มากขึ้น เหมือนที่นางชอบพูดบ่อยๆว่าการร้องไห้ช่วยทำให้เราตาสว่าง ” แล้วเขาก็หันมายิ้ม ” มันไม่มีอะไรที่เรียกว่าไร้สาระหรอกถ้าเราปล่อยมันไปไม่ได้ เรื่องที่คุณบอกว่าถูกทิ้งนั่นก็เหมือนกัน ”

” อยากรู้เรื่องนั้นเหลือเกินนะ ”

เด็กชายยักไหล่ ” จู่ๆคนที่มีทุกอย่างอย่างคุณพูดแบบนั้น ข้าไม่คิดว่ามันปรกตินักหรอก ”

แต่ที่แมกซิมิเลียนสวนกลับมาก็คือ ” จู่ๆเจ้ามาอยากรู้เรื่องคนอื่นก็ไม่ได้ปรกตินักหรอกนะ ”

ชั่วขณะหนึ่งพวกเขาทำได้เพียงแค่จ้องหน้ากันต่างฝ่ายต่างใช้สายตาเขม่นมองพยายามจะเค้นความลับออกมาจากอีกฝ่าย แต่เมื่อไม่มีใครเริ่มปริปากก็ไม่มีอะไรคืบหน้าไปจนในที่สุดเด็กชายก็ยอมแพ้ ” ตลอดมาข้าคงมองแต่พี่จริงๆ ” แล้วเขาก็ถอนใจพลางเอนกายพิงหัวเตียงบ้าง ” ข้าไม่เคยเห็นว่าคุณได้แต่ยืนอยู่นอกวงโดยเข้ามาไม่ได้ แค่คิดว่าโชคทั้งหมดอยู่ข้างคุณอยู่แล้ว คุณคงไม่ต้องการอะไรอีก ….. ข้าเข้าใจผิดทั้งหมดเลยใช่ไหมครับ ”

คุณชายน้อยไม่ได้หันมา เขาเพียงตอบว่า ” มันชัดเจนกว่าที่ข้าคิดสินะ ”

” ข้าดูไม่ออกจนตอนที่คุณทะเลาะกับแม่ของคุณนั่นแหละ ” เด็กชายตอบ ” ข้าเพิ่งสังเกตว่าคุณผู้หญิงไม่เคยฟังคุณก่อนเลย เธอเข้าไปหาแต่คุณหนูอนาสตาเซีย ไม่ใช่คุณ ”

” เขาเป็นอย่างนั้นมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว พวกเขาเรียกข้าว่าลูกพ่อเพราะข้านิสัยคล้ายเขา แล้วก็ทำกับข้าเหมือนที่ทำกับพ่อ ”

นั่นทำให้อาร์เซนตาโต ” อะไรนะ ”

” มันไม่เคยเป็นการแต่งงานเพราะความรักอยู่แล้วแต่ต้น มันเป็นผลประโยชน์ แม่ข้าได้ฐานะในสังคมจากการแต่งงานกับพ่อ พ่อข้ามีฐานะทางการเงินที่มั่นคงจากครอบครัวของแม่ แต่พอผ่านไปไม่นานพวกเขาก็ทนหน้ากันแทบไม่ได้ พ่อเกลียดแม่เพราะนางทำให้อนาสตาเซียเป็นเหมือนนาง พ่อเลยยึดข้าไว้กับเขา ข้าติดเขามากจนแม่ข้าคงนึกหมั่นไส้ นางชอบเหน็บแนมว่าข้าบ่อยๆเรื่องที่ข้าคิดอ่านเหมือนเขา ” แล้วเด็กหนุ่มก็ถอนใจ ” เรื่องที่แม่ข้าแต่งกับพ่อเจ้าก็เป็นผลประโยชน์ ที่นางอยากให้อนาสตาเซียเป็นเจ้าหญิงก็เรื่องผลประโยชน์ เชื่อเถอะว่านางต้องลงมือทำบางอย่างไปแล้วเพื่อให้มั่นใจว่าพี่สาวข้าจะมีโอกาสมากขึ้นในการเข้าใกล้มงกุฎราชินี ”

สิ่งที่พร่างพรูออกมานั่นทำให้เด็กชายพูดไม่ออก ก็จะให้พูดอะไรได้ในเมื่อมันชัดเจนอยู่แล้วแต่ต้น จะมีเหตุผลอะไรอีกที่ฟรานเชสก้าจะทำแบบนี้กับลูกชายแท้ๆของหล่อนถ้าไม่ใช่เพราะว่า ” เพราะคุณเป็นผู้ชาย เธอเลย….. ”

” ผู้ชายไต่เต้าทางสังคมด้วยการแต่งงานได้ยากกว่ากันมาก ชาตินี้ถ้าข้าโชคดีก็คงได้เป็นจอมพล… แต่ไม่มีวันได้เป็นเจ้าชาย นางไม่ต้องการเป็นแม่ของจอมพลตอนใกล้ตายหรอก นางต้องการเป็นแม่ของว่าที่ราชินีแห่งไลน์ในตอนที่นางยังมีความสุขกับฐานะนั้นได้ นั่นถึงจะสมใจ ”

” ใจร้ายที่สุด ” สีหน้าของเด็กชายนั้นทำให้คุณชายน้อยนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ดวงตาคู่นั้นเบิกมองเขาด้วยความไม่เชื่อและความขุ่นเคือง ” ใจร้ายกับทั้งคุณทั้งคุณหนูนั่นแหละ เพราะเรื่องบ้าๆแบบนั้นถึงกับใช้ลูกตัวเองเป็นเครื่องมือได้ลง ”

คุณชายน้อยก็เพียงแค่ส่ายหน้า ” ขอเพียงนางไม่ควบคุมข้าก็พอแล้ว ส่วนพี่ก็เป็นลูกแม่เรื่องแบบนี้ก็เป็นความต้องการของเขาเหมือนกัน ดังนั้นเขาไม่สะดุ้งสะทือนหรอก ” แล้วเขาก็ยิ้มน้อยๆ ” ข้าสังหรณ์ว่าอีกไม่นานหลังจากนี้ ข้าคงไม่ต้องการนางเป็นที่พึ่งอีก จะได้ไปให้พ้นๆกันเสียที ”

รอยยิ้มนั้นจะว่าเป็นลางดีก็คงใช่ แต่สำหรับอาร์เซนบางอย่างในแววตายังคงแสดงความเหงาหงอยอาลัย มันไม่ใช่สายตาของคนที่พร้อมจะปล่อยไปเลยซักนิด เขาจึงถาม ” ถ้าถึงตอนนั้นคุณยังไม่มีความสุขล่ะครับ ”

แล้วทั้งห้องนั้นก็เงียบ ความเงียบที่กลืนกินทุกสิ่งให้หนักอึ้ง ก่อนที่แมกซิมิเลียนจะตอบเนือยๆว่า ” ถึงตอนนั้นก็คงรู้เอง ”

***

ดวงอาทิตย์คล้อยไปแล้วหากสายตาของเด็กหนุ่มไม่ได้คล้อยตามไป เขายังคงมองออกไปนอกหน้าต่างเรือนราวกำลังมองหาคำตอบจากบนท้องฟ้าที่อับแสงลงทุกที คนที่เห็นเช่นนั้นก็มีแต่จะถอนใจ ” ยังคิดไม่ตกใช่ไหมครับหัวหน้า ”

คำถามนั้นเรียกซาร์คจากห้วงภวังค์ก่อนที่เขาจะหันมา สายตาแสดงความงุนงง ” เรื่องอะไร ”

” งานเต้นรำ ” คีธว่าพลางชี้ไปที่จดหมายในมือเด็กหนุ่มที่ถูกถือเดินไปมาจนแทบเปื่อย

” อ้อ ” เขาว่าก่อนจะหัวเราะน้อยๆ ” ข้าเหมือนคนบ้าเลยเจ้าว่าไหม ”

แต่คีธก็ไม่ได้กล่าวกระไรเกี่ยวกับเรื่องนั้นนอกจากนั่งลงข้างๆ ในตอนนั้นเองที่เขาสังเกตเห็นแก้วใบหนึ่งหลบอยู่ข้างตัวเด็กหนุ่มเหมือนเขาตั้งใจซ่อนมันไว้ให้พ้นสายตา สีหน้าของชายหนุ่มที่แปรเปลี่ยนไปทำให้ผู้เป็นหัวหน้าต้องกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ” ท่านซาร์ค ” ชายหนุ่มกล่าวหน่ายๆก่อนจะเอื้อมมือมาหยิบแก้วใบนั้นไป กลิ่นที่ลอยอวลออกมานั้นทำให้เขาต้องส่ายหน้า ” ท่านน่าจะรู้ดีว่าตัวเองคออ่อนแค่ไหน ”

” แล้วไงล่ะ ” เด็กหนุ่มว่าพลางก็เอื้อมมือออกมาราวจะคว้ามันไปแต่คีธกลับดึงแก้วใบนั้นออกห่างก่อนจะดื่มมันลงไปต่อหน้าต่อตาผู้เป็นหัวหน้าโดยไม่สนใจสายตาที่จ้องเขาแทบไม่กะพริบนั่นเลย ในคราแรกเขาทำท่าเหมือนจะประท้วง แต่แล้วก็หุบปากเงียบเอาแต่มองจนกระทั่งหยดสุดท้ายหมดจากแก้วก่อนจะถอนใจเฮือกใหญ่ ” นั่นข้ายังไม่ได้แตะเลยนะ ”

คีธก็เพียงแค่วางแก้วลงที่ข้างตัวก่อนจะกล่าวไปด้วยสีหน้าที่เรียบเฉยจริงจังเช่นที่เป็นเสมอว่า ” ท่านคงจำไม่ได้ว่าครั้งสุดท้ายที่ท่านดื่มจนเมาไม่ได้สติท่านอาละวาดหนักขนาดไหน ” แล้วเขาก็ถกแขนเสื้อขึ้นเล็กน้อยพอจะเห็นรอยแผลเป็นจางๆเป็นแนวถึงสามรอยที่เด็กหนุ่มเป็นคนข่วนเองกับมือ เห็นเช่นนั้นแล้วซาร์คก็ได้แต่นั่งเงียบ เขาจำไม่ได้เลยจริงๆว่าตัวเองทำอะไรลงไปคืนนั้น ที่เขาจำได้คือความตึงเครียด สิ่งที่เขาเห็นในเช้าวันต่อมาคือรอยแผลบนต้นแขนของคีธ ประจักษ์พยานหนึ่งเดียวว่าเมื่อคืนนั้นเกิดเรื่องราวที่ไม่สู้ดีนัก แล้วชายหนุ่มก็ไม่เคยพูดถึงเรื่องนั้นอีกเลยจนตอนนี้

” ข้าขอโทษจริงๆ ” ซาร์คเอ่ยขึ้นเบาๆ

แต่คีธก็เพียงแค่บอกว่า ” เรื่องแค่นี้มันเล็กน้อยนัก ข้ากลัวแต่ว่าความใจร้อนของท่านจะก่อเรื่องที่ใหญ่เกินกว่าที่ท่านจะจัดการได้ก็เท่านั้น ”

นั่นทำให้เด็กหนุ่มยิ้มน้อยๆ ” นั่นสินะ ข้านี่ชอบทำให้เจ้าเป็นห่วงอยู่เรื่อยเลยจริงๆ ”

รอยยิ้มที่ปรากฏนั้นสะกิดใจคีธขึ้นมาฉับพลันจนแก้วแทบจะร่วงลงจากมือ เขามันโง่แท้ๆที่ไม่ฉุกใจคิดถึงความผิดปกติก่อนหน้านี้ มันมีเหตุผลเดียวเท่านั้นที่ซาร์คไม่ได้แตะเหล้าทั้งที่เอามันมาไว้ข้างตัวตั้งนานสองนาน

แต่น้ำเมาในแก้วที่หมดไปบอกอยู่ชัดๆว่ามันสายไปแล้ว

***

TBC in Chapter 15

Advertisements

One thought on “A Fairytale: อาณาเขตแห่งเหยี่ยว บทที่ 14

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s