A Fairytale: ราชาและมหาโจร บทที่1

Title: A Fairytale
Book II: ราชาและมหาโจร (Thieves and Kings)
Author: vekin
Rate: PG-13
Warning: คนเขียนอ่อนคำราชาศัพท์เป็นอย่างยิ่ง ต้องขออภัยในความผิดพลาดมา ณ ที่นี้
***บุคคล เหตุการณ์และสถานที่ในเรื่องล้วนสมมติขึ้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องพาดพิงกับบุคคลและเหตุการณ์จริงแต่อย่างใด***

Chapter 1
####################################################
แสงจันทร์ที่ส่องลอดผ่านช่องซี่กรงลงมาจากช่องเปิดเล็กๆบนกำแพงคือแสงเพียงหนึ่งเดียวที่ช่วยให้เจ้าชายสามารถมองเห็นบริเวณโดยรอบของห้องขังใต้ดินอันอับชื้นนี้ได้ ความหนาวเย็นของที่นี่เสียดกระดูกยิ่งกว่าตอนที่พระองค์ถูกมัดไว้กับต้นไม้ หนาวเสียจนพระวรกายสั่นแทบควบคุมไม่ได้ แม้แต่หนูแมลงยังอาศัยที่นี่เป็นเพียงทางผ่านวิ่งจากรูกำแพงหนึ่งไปอีกกำแพงหนึ่ง ยากจะบอกว่ามันมาจากที่ใดหรือกำลังไปที่ใดเมื่อนอกขอบเขตของแสงจันทร์ออกไปนั้นยากยิ่งจะมองเห็น นี่คือที่ๆรัชทายาทแห่งไลน์ถูกส่งตัวมาหลังจากถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏโดยไร้การสืบสวนใดๆ

มันน่าขำเมื่อมองดูฉลองพระองค์ที่สวมอยู่นี้กับกำแพงหินโกโรโกโสที่พระองค์ต้องนั่งมองอยู่เป็นวัน ก่อนหน้านี้ไม่นานพระองค์เป็นชายหนุ่มที่หญิงสาวมากมายหมายปองหากตอนนี้ไม่มีใครเหลียวแลด้วยซ้ำ แม้แต่พระมารดา ไม่หรอก นั่นไม่ใช่พระมารดา พระมารดาของพระองค์มีพระเกศาสีดำยาวและพระพักตร์เรียบนิ่งจริงจังยามที่สั่งให้พระองค์นั่งลงและซักความอย่างละเอียดละออ ราชินีพระองค์นี้มีพระเกศาสีอ่อน และสีพระพักตร์อ่อนไหวใส่ความพระองค์ได้อย่างหน้าตายที่สุด

อันที่จริงก็ใช่ว่าเป็นการใส่ความเพราะรูปการณ์ก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ แต่กระนั้นการขังเดี่ยวพระองค์ไว้นับวันโดยไม่มีการไต่สวนก็บอกชัดว่าพระนางไม่ได้ต้องการจัดการเรื่องนี้อย่างเที่ยงธรรมหากต้องการใช้กำจัดพระองค์อย่างแน่ชัด หากสาเหตุและแผนการณ์นั้นยังคงคลุมเครืออย่างยิ่ง พระนางได้อำนาจทั้งแผ่นดินไปหมดแล้ว เจ้าชายที่ถูกกีดกันจากกิจการบ้านเมืองทั้งปวงนั้นจะทำอะไรพระนางได้ ขุนนางทั้งหลายพระนางล้วนแต่งตั้ง กฏเกณฑ์ทั้งหลายพระนางล้วนเป็นผู้วาง ความตึงเครียดในบ้านเมืองพระนางก็ทรงสร้างด้วยพระองค์เอง พระนางต้องการสิ่งใดแน่

ที่สำคัญ…. พระนางเป็นผู้ใดกันแน่

พระนางอาร์ดาราปรากฏตัวขึ้นในปราสาทเมื่อเกือบสิบหกปีก่อนในช่วงสงคราม ก่อนหน้านั้นไม่นานนักพระมารดาของพระองค์เสด็จสวรรคต พระบิดากำลังทำสงครามอย่างหนักหน่วงกับกาลัทเทียร์ และพระองค์…

พระองค์จดจำสิ่งใดไม่ได้เลย

เป็นไปได้หรือที่นางจะขึ้นเป็นราชินีโดยที่ไม่มีใครรู้หัวนอนปลายเท้าและไร้การสืบสวน หรือทั้งคนและทั้งเอกสารล้วนถูกทำลายไป แต่นั่นคงเป็นไปได้ยากในเมื่ออาลักษณ์หลวงผู้ภักดีล้วนทำงานอย่างแข็งขันให้ข้อมูลที่องค์กษัตริย์ต้องการอยู่ถูกต้องครบถ้วน ถ้ามีสิ่งใดไม่ชอบมาพากลพวกนั้นจะต้องทูลพระราชา…

หรือว่าพระบิดาของพระองค์ทรงทราบ

นั่นทำให้พระองค์สะท้อนพระทัยวาบ นั่นเป็นไปได้หรือ เช่นนั้นเหตุใดพระบิดาจึงทรงอยู่ในสภาพอย่างตอนนี้ หรือพระองค์ถูกล่อลวง หรือมีอะไรที่ลึกลับซับซ้อนยิ่งกว่านั้น อะไรกันแน่ที่เกิดขึ้นเมื่อสิบหกปีก่อน

คิดถึงตรงนั้นเจ้าชายก็เอาศีรษะโขกเข้ากับกำแพงด้านหลังพระองค์เบาๆ เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อสิบหกปีก่อน ในช่วงเวลาที่พระองค์จดจำสิ่งใดไม่ได้เลยไม่ว่าจะเค้นความคิดพยายามนึกให้ออกมากเพียงใด เหมือนในตอนนั้นพระองค์เพียงหลับผ่านช่วงเวลานั้นไป แต่เมื่อคิดเช่นนั้นภาพหนึ่งก็แล่นเข้ามาราวกับจะย้ำเตือนให้พระองค์ว่ายังมีบางสิ่งที่อาจเอาคืนมาได้ มันคือภาพของนอร์ธบีสท์สูงตระหง่านสีดำทมิฬเหมือนจะกลืนหายไปกับฟากฟ้าที่เต็มไปด้วยเมฆพายุ เสียงร้องที่บาดเข้ามาในวิญญาณ ความกลัวที่รู้ดีว่าไม่อาจบรรเทาหรือหลีกเลี่ยงได้ และหญิงสาวต่างแดนที่ยืนอยู่ข้างกายพระองค์ราวเป็นอสูรกายต้องคำสาป ไม่หรอก ความทรงจำไม่อาจหายไปโดยสิ้นเชิง พระองค์รู้เรื่องม้าตัวนั้นและหญิงสาวคนนั้น มันไม่ใช่ฝันร้าย มันเป็น….

ในตอนนั้นเองที่ทั้งองค์สะท้านวูบกับความคิดหนึ่ง ว่าอันที่จริงกุญแจที่สำคัญที่สุดคือตัวพระองค์เอง

ถ้าความทรงจำที่หายไปเป็นความตั้งใจ ถ้าพระองค์รู้อะไรบางอย่างที่สำคัญยิ่งแต่ให้พูดไม่ได้ เมื่อการกำจัดรัชทายาทแห่งไลน์ไม่ใช่ทางออกทางเดียวที่จะมั่นใจว่าความลับจะไม่ถูกแพร่งพรายคือลบความทรงจำใดๆที่เกี่ยวข้องกับความลับนั้นทิ้งไปเสีย

หรือทั้งหมดนี่มันเพราะเหตุนั้น ” ข้ารู้มาตลอดสินะ ” เจ้าชายทิ้งองค์ลงกับกำแพงหินอันหนาวเยือกนั้นก่อนจะหันขึ้นมองเสี้ยวของดวงจันทร์ลางเลือนที่อยู่บนท้องฟ้า น่าแปลกที่ทุกครั้งที่แลเห็นดวงจันทร์พระองค์จะนึกถึงพระมารดาทั้งที่สำหรับใครๆพระนางก็เหมือนจะเป็นสีดำของท้องฟ้ายามราตรี ลึกลับ น่าหลงใหล และเยือกเย็น หลายครั้งที่พระองค์ดูเย็นชาราวกับอากาศในห้องนี้แต่เมื่อแย้มยิ้มพระองค์กลับงดงามยิ่งกว่าสิ่งใด หลายครั้งดำรัสของพระองค์คือแสงจันทร์เลือนลางในความมืดมิด คือสิ่งเดียวที่ทำให้พระโอรสของพระนางพร้อมจะเดินไปบนขวากหนามใดๆได้ คราวนี้ก็เช่นกัน เพียงแต่มันอาจไม่ใช่หนทางที่พระนางวิลเฮลมีนาจะพอพระทัย

” ยกโทษให้ลูกด้วย ” เจ้าชายหันบอกกับจันทร์เสี้ยวน้อยๆนั้นพร้อมรอยยิ้ม ” ลูกเคยขัดคำสั่งหลายครั้งแต่ครั้งนี้เท่านั้นที่ต้องทำขนาดนี้ ”

แล้วพระองค์ก็ยันกายขึ้นนั่งตัวตรงห่างจากกำแพงที่เอนพักอยู่ก่อนหน้า นัยน์ตาทั้งสองหลับสนิทขณะที่ความคิดรวมศูนย์เข้าสู่ห้วงเดียว เรื่องราวเมื่อสิบหกปีก่อน สงครามกาลัทเทียร์และการสิ้นพระชนม์ของพระมารดา ริมฝีปากแห้งผากพึมพำมนตราในภาษาที่เข้าใจได้ยากยิ่ง

หากมีมนตราเพื่อปกปิดความลับย่อมมีมนตราเปิดเผยความลับอยู่

‘เจ้ารู้แล้วอย่าได้เอาไปใช้เป็นอันขาด มนตรานี้เป็นดาบสองคม แม้ปกปิดข่าวสารลับได้แนบเนียนอย่างยิ่งก็ยังกระทบต่อผู้ถือสาสน์ สาสน์ที่ครั้งหนึ่งปิดเป็นความลับเมื่อเปิดออกย่อมต้องทำลายหีบห่อที่บรรจุเป็นธรรมดา

ฟังแม่ไว้นะอาวดริค จง-อย่า-ใช้-มัน’

พระองค์เข้าใจคำเตือนนั้นก็เมื่อประตูต้องห้ามนั้นเปิดออกไม่ต่างจากประตูเขื่อนที่ปล่อยน้ำให้ทะลักทลายออกมาอย่างรวดเร็วจนพัดพาทุกสิ่งให้วินาศ สิ่งที่ถ่าโถมเข้าสู่ความนึกคิดของพระองค์ก็เช่นกัน ภายในพระองค์ไม่ต่างอะไรวังน้ำที่สาดซัดไร้ทิศทางกระทบกระทั่งทุกสิ่งที่เคยมั่นคง พระองค์รู้สึกราวตัวตนกำลังบิดเบี้ยวในร่างกายที่เจ้าของไม่อาจควบคุมได้ มันเป็นการตระหนักรู้อย่างฉับพลันที่ไม่อาจจับต้นชนปลายสิ่งใด สิ่งที่พระองค์ได้รู้ในชั่วเวลาเพียงชั่วพริบตานั้นมันมากเกินกว่าที่มนุษย์จะรับได้

แต่ท่ามกลางวังวนนั้น พระองค์เพียรพยายามยิ่งที่จะตามหาเศษเสี้ยวหนึ่ง พระมารดาของพระองค์ ในความทรงจำมากมายนั้นต้องมีตอนที่-

ในฉับพลันนั้นดูเหมือนกำแพงเบื้องหน้าพระองค์จะแปรเปลี่ยนไป แทนที่ช่องอากาศเพียงน้อยนิดนั้นกลายเป็นบานหน้าต่างกว้างเปิดออกไปในยามราตรีที่ท้องฟ้ากระจ่างไร้ดวงดาวและหมู่เมฆ ข้างนอกนั้นมีเพียงจันทราดวงงามและแสงสีเงินยวงที่สาดเข้ามาในห้องนั้น ห้องพิธี ห้องที่ปราศจากผู้คน ห้องที่ราชินีวิลเฮลมินาประทับอยู่ทุกคืนค่ำ จ้องมองออกไปไกลสุดสายพระเนตร เส้นพระเกศาทอดยาวอยู่เบื้องหลังบิดสลวยลงตามเรือนร่าง พระพาหาทั้งสองข้างผายออก พระองค์รู้จักมนตราซึ่งพระนางร่ายนั้นเป็นอย่างดี ตำราเวทย์ที่พระองค์ท่องไว้จนขึ้นใจวางอยู่เบื้องหน้าพระมารดาผู้ประทับในวงไสยเวทย์มหึมาบนพื้นห้อง กระจกบานใหญ่สองบานขนาบซ้ายขวาของหน้าต่าง

ดวงใจในอกเต้นผาง พระองค์อาจรับรู้ในสิ่งที่ไม่อาจเห็นได้ และสิ่งนั้นบอกพระองค์ถึงหายนะ นี่อาจเป็นสิ่งที่คนทั้งหลายเรียกว่าลางสังหรณ์ ในตอนนั้นพระองค์เพียงรู้ว่าต้องห้ามพระมารดา หากลางนั้นมาช้าเกินการณ์ พระองค์รับรู้ได้ถึงแรงปะทะอันยิ่งใหญ่ที่แทบจะพัดสติสัมปชัญญะของพระองค์ให้กระเด็นหลุดจากร่างได้ มันคือแรงปะทะของเวทย์ เวทย์ในสงครามที่พระมารดารบราอยู่จนถึงตอนนั้น แต่แรงปะทะนี้มากกว่าทุกคราว ทันทีที่ความกดดันมหาศาลนั้นจางหายพระองค์ก็ยันกายขึ้นมองหาพระมารดาด้วยความห่วงกังวล

พระนางอยู่ที่นั่น กลางวงไสยเวทย์ ในฉลองพระองค์สีม่วงเข้มและทอง นอนอยู่ราวกับคนที่ล้มลงอย่างนุ่มนวล หากสีแดงสดกลับทะลักออกจากทวารทั้งเก้าเหมือนน้ำหลากจากในร่างของพระองค์ ความเจ็บปวดและกลิ่นคาวคละคลุ้งอยู่ในห้องชัดเจนพอกับเสียงหัวใจของพระองค์เต้นอย่างไร้จังหวะ ไม่มีเสียงกรีดร้อง ไม่มีการร่ำไห้ เสียงทั้งหมดในห้องนั้นเกิดขึ้นเมื่อพระหัตถ์อันงดงามหากชุ่มโชกด้วยสีแดงเอื้อมมายังพระองค์ พระพักตร์ที่แหงนมองจ้องตรงมายังพระโอรสด้วยดวงตาแดงก่ำอาบเลือดทั้งสองข้าง พระนางจะตรัส แต่สำลักพระโลหิตในลำคอ ก่อนจะเค้นเสียงกล่าวเพียงสั้นๆว่า

อาว….ดริค

” ไม่ ” พระองค์ส่ายพระพักตร์ไปมาทั้งที่น้ำตานองหน้า โซ่ที่ล่ามแขนทั้งสองข้างส่งเสียงระรัวขณะที่พระองค์ขยับร่างไม่ต่างจากคนที่ดิ้นรนขึ้นจากน้ำ พระองค์เองก็รู้สึกไม่ต่างจากนั้น ลมหายใจนั้นติดขัดจนยากจะคงสติอยู่ได้นานนัก พระองค์ต้องการหายใจ ต้องการมากกว่าอะไรทั้งหมด แต่ทว่ามือข้างนั้นก็ยังเหมือนอยู่ตรงหน้า เอื้อมมาหาพระองค์เหมือนจะร้องให้ช่วย แต่ตอนนั้นพระองค์ไม่อาจขยับได้ ไม่กรรแสง ไม่ได้ร้องตะโกนคลุ้มคลั่งเจียนตาย เหมือนความรู้สึกในตอนนั้นกลับสูญหาย… จนถึงตอนนี้

” ไม่…เสด็จแม่…. ” นัยน์ตาคู่นั้นหลับลง ” …อย่าโกรธลูกเลย…อย่าโกรธเลย… ”

แล้วเสียงโซ่ก็ค่อยๆเงียบหาย พร้อมๆกับเสียงสะอื้น

***
นานแล้วที่ห้องทรงพระอักษรไม่ได้ตึงเครียดถึงเพียงนี้ ความกดดันนั้นมากกว่าตอนที่เจ้าชายถูกลักพาเรียกค่าไถ่ มากกว่าในท้องพระโรงตอนที่กองโจรกบฏบุกเข้ามุ่งร้าย มากกว่าอะไรที่เคยเกิดขึ้น จนทหารบางคนต้องขอปฏิบัติหน้าที่เฝ้าเวรยามที่อีกปลายของห้องโถง แต่สำหรับเจ้าหน้าที่บางคน ไม่ว่าอย่างไรก็คงต้องถวายรายงานกับองค์ราชินีผู้เป็นศูนย์กลางของความตึงเครียดนั้นอยู่ดี ” พระอาญาไม่พ้นเกล้า ” เขากลืนน้ำลายอึกใหญ่เมื่อพระนางไม่หันมา ” องค์ราชินีพะยะคะ รายงานที่พระองค์ดำรัสสั่งไว้มาแล้วพะยะคะ ”

” สรุปมา ” พระนางตรัสห้วนๆ หากในช่วงเวลาสั้นๆนั้น เขาบอกได้ว่าสุรเสียงของพระนางสั่นเครือ

เจ้าหน้าที่ผู้นั้นจึงกราบทูลต่อไป ” เรื่องของบ้านเมริสมา ดูเหมือนเคาน์เตสจะไม่มีความเกี่ยวข้องจริงอย่างที่พระองค์ทรงคาดการณ์ไว้ก่อนหน้า หากที่อยู่ของซาร์ค เซเนดัล เมริสมา บุตรคนโตของเคาน์ทโจนาธาน เมริสมา ยังไม่ปรากฏพะยะคะ ”

” เขามีกองกำลังของตนเองควรหาพบได้ไม่ยาก พวกเจ้าทำอะไรกันอยู่ ”

นั่นทำเอาเจ้าหน้าที่ก้มหัวงุด ” พระอาญาไม่พ้นเกล้า ร่องรอยที่มีนั้นชวนให้สับสนอย่างยิ่ง ข้าพระองค์เกรงว่าต้องใช้เวลา- ”

” บิดเบือนและลบเลือนร่องรอยได้ถึงเพียงนั้นย่อมต้องเป็นคนที่ได้รับการฝึกฝน พวกนั้นอาจเป็นพรานป่าหรืออะไรคล้ายๆกัน เจ้าไปสืบดูอย่าตามแต่ร่องรอย ”

” พระอาญาไม่พ้นเกล้า เกรงว่ายังยากอยู่พะยะคะ ” อีกครั้งที่เขากลืนน้ำลาย ” ตอนนี้บนเขาโจรป่าชุกชุมอย่างยิ่ง เกรงว่าการสืบข่าวแถวนั้นคงกระทำได้ยากและอาจเป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่นหากเราเร่งรีบเกินไป ”

ในตอนนั้นเองที่พระนางทรงผินพระพักตร์กลับมา เจ้าหน้าที่ผู้นั้นถึงกับสะท้านเมื่อเห็นพระเนตรบวมเรื่อทั้งสองข้าง พระพักตร์ทรุดโทรมกระด้างจากการขาดบรรทมในหลายคืน หลายครั้งที่นางกำนัลเล่ากันว่าพระนางทรงกรรแสงหนักแม้พยายามมิให้ผู้ใดทราบก็ตามที พระองค์ทรงรักพระโอรสมากเพียงใด เพียงมองเข้าไปในดวงตางามคู่นั้นก็คงรู้

” ข้าพระองค์ว่าเราควรสืบสวนจากเจ้าชายด้วยพะยะคะ ” เขากล่าว ” นั่นย่อมเป็นธรรมที่สุดสำหรับพระโอรสเพียงพระองค์จะทรงบัญชามา- ”

แต่คำตอบคือ ” มีอะไรที่ข้าต้องฟังจากเขาอีกหรือ ”

ความสะเทือนใจนั้นเด่นชัด จนแม้แต่เจ้าหน้าที่ผู้นั้นยังต้องกลืนน้ำลาย ” ข้าพระองค์เพียงคิดว่า เจ้าชายอาวดริคมิน่าจะทรงทำเช่นนี้พะยะคะ ”

นั่นทำให้พระนางทรงพระสรวลอย่างขมขื่น ” ใครจะไปรู้เล่า ตั้งแต่กลับมาเขาทำสิ่งแปลกประหลาดผิดวิสัยมากมาย ข้าช่างเป็นแม่ที่ใช้ไม่ได้ที่ละเลยสิ่งเหล่านั้น มาถึงป่านนี้ก็สายเกินการณ์แล้ว ”

น้ำเสียงของพระนางทำเอาเจ้าหน้าที่ผู้นั้นสะท้านเพราะความนัยน์ของมันช่างชัดแจ้ง ” พระองค์… จะทรงประหารพระโอรสหรือพะยะคะ ”

นั่นทำให้พระนางแย้มพระโอษฐ์อย่างเศร้าสร้อย ” ข้ายังเหลือทางเลือกอื่นอีกหรือ ”

ได้ยินเช่นนั้นเขาก็พูดไม่ออก สิ่งที่อยู่ในรายงานอีกมากมายติดค้างอยู่บนริมฝีปากที่ไม่อาจพูดไปได้ ทำไมคนเป็นแม่ต้องฆ่าลูกด้วย โลกนี้มันไม่ยุติธรรมเลยหรือไร ” ข้าพระองค์ว่า พระองค์ทรงพักผ่อนก่อนเถิดพะยะคะ แม้หักโหมไปจะเสียพระพลานามัยเสียเปล่าๆ ”

” ข้ารู้ ขอบใจเจ้ามาก ” แล้วพระนางก็ถอนพระทัย ” เจ้าออกไปก่อนเถิด ”

ไม่มีสิ่งใดให้เจ้าหน้าที่ผู้นั้นทำมากไปกว่าการถวายบังคมลาแล้วก้าวออกจากห้องนั้นเงียบๆ ทันพอดีกับที่ชายหนุ่มอีกคนหนึ่งผลุนผลันเข้ามาในห้องโดยไม่ยอมฟังคำทัดทานใดๆจากนางกำนัลที่รายล้อมห้องนั้นไว้ ” ท่านอาร์ดารา ” ดยุคหนุ่มนั่งลงตรงข้างพระที่แล้วช้อนพระหัตถ์อันงามขึ้นจุมพิต สายตาเปี่ยมด้วยความห่วงกังวล ” ข้าพระองค์รีบมาทันทีที่ทราบข่าว โปรดประทานอภัยที่ข้าพระองค์ไม่อาจมาอยู่ข้างพระองค์ได้เร็วกว่านี้ ”

” ไม่เป็นไรเลยคลอเดียส ” พระนางตรัสพลางซับใต้พระเนตรเบาๆ ” ท่านมีงานยุ่งมากมายอยู่แต่เดิมแล้ว จะดึงท่านไว้ก็ใช่ที่ ”

” มิเป็นไรมิได้พะยะคะ ” อีกครั้งที่ดยุคหนุ่มก้มลงจุมพิตพระหัตถ์ของพระราชินี ” ข้าพระองค์มาด้วยความเต็มใจยิ่ง ตอนนี้โปรดบอกเล่าแก่ข้าพระองค์ผู้โง่เขลาด้วยเถิดว่าเกิดสิ่งใดขึ้น ”

ชั่วขณะหนึ่งพระนางเหมือนหนึ่งยังลังเล แต่เพียงไม่นานนักองค์ราชินีก็ปลงพระทัย แล้วเรื่องราวมากมายก็หลั่งไหลจากพระโอษฐ์โดยพระนางไม่ทรงทราบว่ามีใครอื่นอีกที่ได้ฟัง

***
มันก็เป็นค่ำคืนธรรมดาคืนหนึ่งของร้านค้าเล็กๆในละแวกหนึ่งของเมืองใหญ่ที่คลาคล่ำอยู่ในเงาของปราสาทไลน์ ผู้คนยังคงเดินไปมาแม้ตะวันจะเจียนจวนลับขอบฟ้าเต็มแก่ ถนนจะตายต่อเมื่อไร้แสงเท่านั้น นั่นคือคำกล่าวของสถานที่แห่งนี้ สิ่งเดียวที่ออกจะขัดหูขัดตาไปเสียหน่อยก็คือเจ้าของร้านสูงวัยผู้สวมเสื้อผ้าเนื้อดีที่ทำมาจากทางใต้ เทียบกับฐานะการเงินของเขานี่นับว่าเป็นของหรูหราฟุ้งเฟ้อ แต่เมื่อคิดว่าลูกสาวของชายผู้นี้เป็นถึงนางกำนัลในปราสาทก็อาจไม่เกินความเข้าใจเกินไปนัก

เสียงกระดิ่งโลหะดังเบาๆเมื่อคนเข้ามาในร้าน ในคราแรกเขารู้สึกว่าแปลกไม่น้อยที่คนทั้งสองต่างสวมชุดคุลมมิดชิดทั้งที่อากาศไม่ได้หนาวเย็นอะไร แต่เรื่องของลูกค้าก็ใช่เรื่องของเขาไม่ เขาแค่ถามไปตามปรกติว่า ” มีอะไรให้รับใช้ครับท่านทั้งสอง ”

” ที่นี่มีอะไรบ้าง ” ร่างที่เล็กกว่าถามด้วยเสียงที่เยาว์วัยยิ่ง ท่าทางและน้ำเสียงบ่งบอกว่าเขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มวัยรุ่นในขณะที่ร่างสูงอายุมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด ในตอนแรกเขานึกว่าเป็นร่างสูงหรอกที่เจตนาเข้ามาซื้อขาย

ถึงอย่างนั้นมันก็ใช่เรื่องของเขาไม่ ” หลายอย่างครับท่าน เราขายของใช้ทั่วๆไป ข้ามีหวีไม้ที่รับมาจากหมู่บ้านแถบนี้ หม้อดินเผา หรือท่านสนใจกำยานที่มาจาก- ”

” ข้าอยากได้เสื้อผ้า ”

อีกครั้งที่ร่างเล็กทำให้เขางุนงง ” เสื้อหรือครับ ”

” ใช่ ” แล้วผ้าคลุมก็ถูกดึงจนพ้นใบหน้าเผยเส้นผมสีแดงที่ซ่อนอยู่ภายใน ” ข้าอยากได้เสื้อเก่าๆปอนๆซักชุด ”

***
ทุกสิ่งไม่เหมือนเดิมอีกแล้วในปราสาทแห่งไลน์ที่เคยงดงามด้วยแสงไฟและเต็มไปด้วยแขกเหรื่อ ในงานเต้นรำที่ควรจะเป็นงานมงคลเพื่อเฉลิมฉลองวันเกิดของเจ้าชายผู้เป็นที่รักของผู้คนทั้งหลายกลับเป็นวันที่พระองค์กลายเป็นกบฏต่อพระบิดา ไม่มีใครอยากจะเชื่อเรื่องนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล่าคนเฒ่าคนแก่ที่เห็นพระองค์มาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ยิ่งยืนยันว่าพระองค์ไม่มีทางคิดร้ายเช่นที่ถูกกล่าวหา แต่พวกนางจะทำอย่างไรได้ในเมื่อหลักฐานมันตำตา ดาบของพระองค์ ดาบที่รับมาจากพระบิดากลับกวัดแกว่งเพื่อปกป้องคนที่ปองร้ายองค์กษัตริย์เสียได้

ในตอนนี้สิ่งเดียวที่ข้าบาทผู้ไม่มีปากเสียงใดจะทำได้คือรื้อค้นห้องบรรทมของนายเหนือหัวตามคำสั่ง ในใจได้แต่ภาวนาว่าจะไม่พบสิ่งใดที่อาจแสดงว่าเจ้าชายทรงเกี่ยวข้องกับโจรกบฏไปได้ ของชิ้นแล้วชิ้นเล่าถูกตรวจตราทำความสะอาดและนำออกไปจากห้องนั้นทั้งที่มันตั้งอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เมื่อพระประสูติกาล มันไม่แสดงอะไรเลยนอกจากความรักผูกพันที่พระราชาและราชินีวิลเฮลมีนาทรงมีต่อพระโอรสที่รักยิ่งพระองค์นี้

” เสร็จแล้วเอาไปเก็บไว้ในกล่องเสียนะ ” เป็นดำรัสอันอ่อนแรงขององค์ราชินีผู้เลอโฉมยามที่พระนางเสด็จมา ความอิดโรยอยู่บนพระพักตร์ยามที่พระนางทอดพระเนตรเครื่องเรือนเหล่านั้นราวกับรังเกียจมันนักหนา พระนางคือผู้ที่สั่งการณ์ในครั้งนี้ ไม่ลังเลเลยที่จะตรัสสั่งให้นำเจ้าชายไปจองจำ แต่เมื่อมองพระพักตร์ของพระนางคราใดก็ไม่มีใครโกรธเกลียดพระนางได้ทั้งนั้น

พวกนางจึงได้แต่ก้มหน้าทำงานของตนไปโดยหวังอย่างยิ่งว่าอาจมีปาฏิหาริย์ใดช่วยเจ้าชายที่รักของพวกนางได้ ไม่เช่นนั้นอาณาจักรนี้จะทำอย่างไร องค์ราชินีเล่า หัวใจของพระราชินีจะแหลกสลายไปสักเพียงไหน

แต่ที่ห้องแต่งตัวนั้นเองที่นางกำนัลพบกล่องใบหนึ่งอยู่ด้านหลังกล่องรองเท้ามากมายบนพื้น สิ่งที่นางพบในนั้นชวนให้ฉงนไม่น้อย ” เป็นชุดที่ดูแปลกมากเพคะ ” นางกำนัลรายงานขณะที่ถวายกล่องใบนั้นให้ถึงพระหัตถ์องค์ราชินี ” หม่อมฉันไม่แน่ใจว่ามันหมายความว่าอย่างไร ”

พระนางอาร์ดาราจะเข้าพระทัยความกังวลในน้ำเสียงของนางผู้นั้นก็เมื่อพระนางทรงเปิดกล่องใบนั้นออก ภายในเป็นเสื้อหน้าตาประหลาดชุดหนึ่งที่ไม่คล้ายเสื้อผ้าที่สวมใส่กันในไลน์หากตัดเย็บไว้อย่างวิจิตร ไม่ว่ามองอย่างไรก็เป็นฉลองพระองค์ของเจ้าชายองค์น้อยผู้เยาว์ชันษาที่ไม่มีใครเหลียวแลมาเป็นเวลานาน การตัดเย็บแบบต่างแดน พระราชินีทรงขบริมพระโอษฐ์อย่างกังวลใจ ” ข้าจะเก็บไว้เอง ” พระนางตรัส ” เราคงได้รู้ในไม่ช้าว่ามันแปลว่ากระไร ” แต่ความจริงพระหัตถ์ที่สั่นเทานั้น ก็มากพอจะทำให้พวกนางต้องหนาวสะท้านในใจ แต่ไม่มีใครพูดอะไรนอกจากก้มหน้ารับดำรัสไปเงียบๆ

ในตอนนั้นเองที่มหาดเล็กคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้น แม้เขาจะถวายเคารพตามธรรมเนียมอันดีแต่เห็นได้ชัดว่ากำลังเร่งรีบ ความร้อนใจนั้นองค์ราชินีมีหรือจะไม่ทรงทราบ พระนางเห็นเช่นนั้นก็รีบให้เขาเข้าเฝ้าในทันที

” มีอะไรรีบด่วนหรือ ” พระนางตรัสถาม

” พระอาญาไม่พ้นเกล้า ” เขาก้มหน้างุดขณะที่กราบทูลว่า ” ดูเหมือนปราสาทจะมีผู้บุกรุกพะยะคะ ”

***
เสียงที่ดังขึ้นในทางเดินใต้ดินนั้นเงียบสนิทไปหลังจากเอะอะอยู่ไม่นาน สิ่งที่พวกเขากังวลมากกว่าคือเสียงเมื่อครู่จะดังขึ้นไปข้างบนหรือไม่ แต่ก็ดูเหมือนว่าจะยังไม่มีใครได้ยิน หญิงสาวผู้ถือคบไฟก้มลงข้างร่างหมดสติของนายกองแล้วปลดกุญแจจากข้างเอวของเขาอย่างรวดเร็วก่อนจะออกนำทางไปตามทางเดินสลัวใต้ดินโดยไม่กล่าวอะไรกับอีกคนแม้ซักคำ หล่อนรู้ดีว่าไม่มีเวลาเหลือมากนักแล้วในตอนนี้ ไม่ช้าก็เร็วด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งเหล่าทหารยามจะเริ่มสงสัย ความเงียบที่พวกเขาพยายามรักษาไว้จะถูกทำลายในที่สุด

ด้วยเหตุนั้นขาทั้งสองก็พาหล่อนวิ่งไปโดยไม่สนใจคนที่ตามมาแม้แต่น้อย หล่อนชะเง้อดูช่องประตูบานแล้วบานเล่าที่วิ่งผ่าน จนในที่สุดที่ห้องด้านใน หล่อนก็ลงมือไขกุญแจด้วยมือสั่นเทา ” ใจเย็นไว้ ” เด็กหนุ่มที่ตามหล่อนมากล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นกว่าวัยของเขามากนัก นั่นช่วยหล่อนไว้มาก

ในที่สุดหล่อนก็หากุญแจพบและไขประตูได้ ” โปรดรีบด้วย ” หล่อนหันไปบอกเขา ก่อนจะดึงบานประตูให้เปิดออก

ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้านั้นทำให้เด็กหนุ่มตกใจ อาวดริค เจ้าชายอาวดริคขมุกขมอมไปด้วยรอยเปื้อนสกปรกและล้อมไปด้วยหนูแมลงถูกล่ามตรึงอยู่กับผนังในสภาพที่เขาแทบจดจำไม่ได้ในห้องที่หนาวจนแม้แต่คนที่ชินชากับความเย็นในป่าเขายังต้องสะท้าน บนกายไร้ร่องรอยของการทรมานก็จริงแต่สภาพของห้องนี้ การกักขังที่สุดขั้วเช่นนี้ มันต่างอะไรจากการทรมานกัน ” อาวดริค ” เด็กหนุ่มเรียกขณะที่เขาไขโซ่บนข้อมือทั้งสองข้างออกให้ ” เจ้าจะนอนไปถึงไหนตื่นได้แล้ว อาวดริค อาวดริค ”

แต่ทันทีที่ร่างนั้นร่วงลงจากพันธนาการมาพิงอยู่กับตัวเขา เด็กหนุ่มก็รู้ทันทีว่าทำไมเจ้าชายจึงไม่ตอบสนอง เสื้อบนตัวของเขาชื้นจนเกือบจะเรียกว่าเปียกได้ขณะที่ผิวเนื้อนั้นร้อนแทบจะเป็นไฟ

เด็กหนุ่มอดไม่ได้ที่จะสบถ เขาต้องรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าให้แล้วพาออกไปจากที่นี่ก่อนที่อากาศที่เย็นชื้นของห้องขังนี้จะฆ่าเจ้าชายเสีย ” ตัวเจ้าไม่ใช่เบาๆนะ ” ว่าพลางเขาก็ตบหน้าเจ้าชายไปครั้งหนึ่ง ” เราต้องไปกันแล้ว อาวดริค ” แต่ร่างนั้นก็ยังคงไม่ตอบสนอง และเขาก็ไม่มีเวลาให้เสียอีกแล้ว ” ช่วยไม่ได้เว้ย ” ผู้เป็นหัวหน้าสบถพลางลงมือปลดกระดุมเสื้อในทันที อย่างน้อยที่สุดเขาต้องเอาเจ้าชายออกจากเสื้อผ้าหรูหราชื้นแฉะนี้ แล้วหลังจากนั้นคงต้องลากเอา

” …..ซาร์ค ”

เสียงเรียกแผ่วๆนั้นทำให้มือที่กำลังปลดเข็มขัดออกต้องชะงัก สิ่งที่เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นไปเห็นคือใบหน้าที่ยังคงงุนงงของอาวดริคที่ดูราวกับเพิ่งตื่นจากความฝัน ” ตื่นก็ดีแล้ว ” เขาว่าพลางดึงเข็มขัดเส้นนั้นออกแล้วคลุมเสื้อให้ร่างท่อนบนที่เปล่าเปลือย ” ข้าเตรียมเสื้อมาให้ รีบเปลี่ยนซะ เราอาจออกไปได้ก่อนที่พวกทหารยามจะรู้ตัว ”

สายตาที่ยังคงเลื่อนลอยจากพิษไข้มองไปรอบๆอย่างงุนงง ” เจ้าเข้ามาได้ยังไง ”

สำหรับเรื่องนั้นคำตอบของเด็กหนุ่มคือการยักไหล่ก่อนจะช่วยเจ้าชายยืนขึ้นพิงผนัง ” เรื่องนั้นไว้ว่ากันทีหลัง ตอนนี้คิดแค่เรื่องหนีไปจากที่นี่ก็พอแล้ว ” เขาไม่อธิบายอะไรมากไปกว่านั้นขณะที่ช่วยอาวดริคสวมเสื้อที่เขานำมาด้วย ขนาดที่ใหญ่กว่าตัวทำให้มันห้อยอยู่อย่างหลวมๆลงไปถึงต้นขา นั่นช่วยให้พระองค์พ้นความอับอายตอนที่ซาร์คปลดกางเกงลงและช่วยเปลี่ยนตัวใหม่ให้ แม้แต่รองเท้าก็เป็นแบบที่ชาวบ้านสวมใส่เก่าปอนจากการใช้งานนับแรมปีไม่ต่างจากเสื้อผ้าที่เหลือ

เสียงฝีเท้าจากประตูเรียกความสนใจของพระองค์ไป ใบหน้าของหญิงสาวที่ถือกุญแจอยู่นั้นทำให้เรื่องราวกระจ่างขึ้นในทันที ” ลำบากเจ้าสินะ ” เป็นคำทักทายที่เจ้าชายมอบให้นางกำนัลต้นห้องพร้อมรอยยิ้มบนพระพักตร์ที่ซูบซีดและอิดโรยจนทำให้หล่อนต้องกลืนน้ำลาย

แต่หล่อนก็เพียงแค่ถอนสายบัวต่ำครั้งหนึ่งก่อนจะกล่าวว่า ” หม่อมฉันเพียงทำสิ่งที่ต้องทำเพคะ ”

พระองค์ยักหน้าขอบใจครั้งหนึ่งแต่กลับหน้ามืดจนเกือบล้มลงตรงนั้นหากนางกำนัลผู้นั้นไม่เข้ามาประคองไว้ทันการโดยไม่ได้ถือสาเนื้อตัวอันสกปรกของพระองค์เลยแม้แต่น้อย หล่อนค่อยๆประคองพระองค์มาที่ประตูแม้ลำแขนเล็กๆนั้นจะสั่นจากน้ำหนักก็ตาม ” ไม่กลัวจะโดนกล่าวหาว่าเป็นกบฏหรือ ” พระองค์เอ่ยถาม

หล่อนเพียงตอบเรียบไปๆว่า ” หม่อมฉันไม่เชื่อว่าพระองค์จะทรงทำเช่นนั้นเพคะ ”

สิ่งที่พระองค์ตอบได้คือ ” ขอบใจนะ ”

ความเชื่อใจมันอบอุ่นถึงเพียงนี้เอง

ในตอนนั้นเองที่เด็กหนุ่มขัดขึ้นด้วยท่าทางรีบร้อนหลังจากออกไปสำรวจต้นทางอยู่ครู่หนึ่ง ” เดี๋ยวข้าพยุงเองดีกว่า เจ้าช่วยนำทางไปที่ทางออกด้วยแล้วกัน ” ว่าพลางเขาก็ดึงแขนอีกข้างของอาวดริคไปพาดไว้บนไหล่ นางกำนัลผู้นั้นยักหน้าแล้วก็รีบเอาคบไฟใกล้ๆนั้นเตรียมนำทางพวกเขาออกไป

แต่แล้วเจ้าชายก็ทรงขัดขึ้นว่า ” พาข้าไปหาเสด็จพ่อที ”

ทั้งสองหันมองพระองค์เป็นตาเดียว เป็นนางกำนัลที่กล่าวขึ้นก่อน ” หม่อมฉันเกรงว่าจะยากนะเพคะ หนทางไปถึงห้องบรรทมนั้นมีทหารยามอยู่มากมาย เราคงฝ่าเข้าไปไม่ได้ ”

” มีอีกทางหนึ่ง ” พระองค์ตรัสพลางเหลือบสายตามองไปด้านหลัง ” ประตูที่ลงมาใต้ดินถูกปิดตายไปแล้วแต่ประตูจากชั้นล่างน่าจะยังอยู่ เจ้าพาข้าขึ้นไปข้างบนก็พอ ข้าจำได้ว่ามันอยู่ที่ไหน ”

หล่อนเบิกตามอย่างไม่เข้าใจ ” แต่ที่ข้างบนนั้นนอกจากทางหลักแล้ว- ”

” มันอยู่ระหว่างทางเชื่อมไปยังปีกหลังที่เป็นที่พักของข้าราชบริพาร ข้ามั่นใจว่ามันอยู่ที่นั่น ”

นางกำนัลผู้นั้นยืนเงียบอยู่ครู่หนึ่งราวกำลังไตร่ตรองอย่างหนักว่าควรสนองคำขอนี้หรือไม่ แต่แล้วหล่อนก็ยักหน้าแล้วนำทางทั้งสองขึ้นไปยังด้านบนแม้จะยังลังเลใจกับคำพูดของเจ้าชายก็ตามที

” เจ้านี่มันบ้าแท้ๆ ” เด็กหนุ่มบ่นพึมพำขณะที่ช่วยพาข้ามร่างของทหารยามที่หมดสติอยู่บนพื้นนั้น ” เจ้าคิดว่าเข้ามาช่วยเจ้าแบบนี้มันง่ายนักหรือยังไง ”

” แค่ครั้งนี้เท่านั้นแหละ ” พระองค์กระซิบเสียงแผ่ว ” ข้าขอลาเขาเป็นครั้งสุดท้ายเถอะ ”

สิ่งต่อมาที่พระองค์ได้ยินคือเสียงสบถสั้นๆของซาร์คที่ดังขึ้นเบาๆเหมือนจะระบายความคับข้องใจที่ไม่อาจถ่ายทอดเป็นคำพูดได้ แต่มันก็มีเพียงแค่นั้น ลึกๆพระองค์ก็รู้ว่าเด็กหนุ่มเข้าใจและเพราะเข้าใจเขาถึงยินยอมตามคำขอนั้นแต่โดยดี

สิ่งที่อาวดริคพูดถึงมากระจ่างก็เมื่อพวกเขายืนอยู่ที่หน้าประตูนั้น หรือให้ถูกคือผนังเกลี้ยงๆในทางเดินแคบและร้างจากผู้คน สิ่งเดียวที่ผิดแปลกไปคือแท่นคบไฟรูปมังกรซึ่งคาบลูกแก้วไว้ในปาก จริงอยู่ว่าคบไฟนั้นแตกต่างจากอันอื่นๆที่อยู่เรียงราย แต่ถ้ามองผ่านๆก็แทบจะไม่สังเกตเห็น มันยังคงเป็นเพียงแท่นคบไฟแม้ขณะที่เจ้าชายวางมือลงที่ลูกแก้วแล้วผนังที่ราบเรียบเริ่มขยับเลื่อนออกเผยทางเดินและบันไดวนหินอันมืดมิด ผนังหินที่เกรอะกรังด้วยหยากไย่แสดงว่าไม่มีใครดูแลมาเป็นเวลานานหนักหนา ไม่มีใครในปราสาทนี้ที่รู้ว่ามีบันไดชุดนี้อยู่แล้วกระมัง

แต่ที่สูงขึ้นไปหนทางกลับสะอาดสะอ้านเสียจนน่าแปลกใจ ความจริงคือมันดูเหมือนเป็นเส้นทางที่ถูกใช้บ่อยครั้ง ตรงขึ้นไปยังด้านบนซึ่งนอกจากเจ้าชายแล้วก็ไม่มีใครรู้ว่ามันนำไปที่ใด นั่นบอกพระองค์อย่างชัดเจนว่าใครกันที่ใช้ทางเดินนี้ ” นางรู้เรื่องที่นี่ ”

ไม่ต้องขยายความไปมากกว่านี้เด็กหนุ่มก็รู้ว่าใคร เขายิ่งพยายามหว่านล้อมให้เจ้าชายกลับลงไปมากเท่านั้น แต่พระองค์ปฏิเสธ ” เรามาถึงแล้ว ” พระองค์ตรัสพลางชี้ไปที่แท่นคบไฟรูปมังกรคาบลูกแก้วอีกอันบนผนัง ” ห้องของพระราชาอยู่ที่นี่ ”

” นางอาจจะอยู่ที่นั่นก็ได้ ” ซาร์คว่าพลางก็ถอนใจอย่างหัวเสีย ” อาวดริค ถ้านางอยู่ที่นี่เจ้ามีแต่จะตายเปล่าเท่านั้นนะ ”

” แต่เจ้าก็จะมีโอกาสครั้งที่สองไม่ใช่หรือ ”

รอยยิ้มแกนๆของเจ้าชายทำให้เด็กหนุ่มนิ่งงันในทันที ส่วนหนึ่งของเขาโล่งใจที่อาวดริครู้ว่าเป้าหมายของเขาในคืนนั้นไม่ใช่ราชาลุดวิก แต่อีกส่วนหนึ่งเป็นความไม่พอใจ ” อย่าพูดถึงชีวิตตัวเองแบบนี้อีกเป็นครั้งที่สองนะ ”

เจ้าชายก็รับคำ แล้วมือก็จับลูกแก้วบนคบไฟ ความเงียบคือสิ่งที่ต้อนรับพวกเขาจากอีกฟากหนึ่ง ในห้องไม่มีทั้งเสียงผู้คนหรือกระทั่งสายลมที่พัดโชยเข้ามาทางหน้าต่างราวกับว่าห้องนั้นปราศจากความเคลื่อนไหวใดๆ สิ่งเดียวที่ทำให้เจ้าชายยังชื้นพระทัยคือเสียงลมหายใจ และพระบิดาที่หลับใหลบรรทมอยู่บนพระแท่นเท่านั้น แต่ในขณะเดียวกัน ร่างนั้นก็ทำให้พระองค์สะเทือนใจอย่างช่วยไม่ได้ ” ท่านพ่อ ” อาวดริคเรียกแผ่วขณะที่ทรุดกายลงคุกเข่าข้างพระแท่นบรรทม มือกุมพระหัตถ์ที่เหี่ยวย่นจนน่าตกใจนั้นไว้แน่น ยากจะเชื่อว่านี่คือมือของบุรุษซึ่งเคยจับดาบขี่ม้าออกศึกไปเมื่อสิบกว่าปีก่อนเพราะตอนนี้มันทั้งเล็กลีบไร้เรี่ยวแรงราวไม่ใช่มือเดียวกัน

สัมผัสนั้นปลุกพระราชาขึ้นจากบรรทมอย่างนุ่มนวลราวกับว่าพระองค์อยู่ในความฝัน สายพระเนตรเลื่อนลอยจับอยู่ที่พระโอรสชั่วขณะหนึ่งก่อนจะตรัสว่า ” เจ้ามาแล้วรึอาวดริค พ่อรออยู่ตั้งนาน ”

รอยยิ้มน้อยๆของผู้เป็นพ่อทำให้พระองค์โล่งใจ ” ลูกมาแล้วพะยะคะ ” แล้วพระองค์ก็บีบมือข้างนั้นแน่น ” ท่านพ่อต้องเชื่อนะพะยะคะว่าลูกไม่เคยคิดร้ายกับพระองค์เลย ”

นั่นทำให้พระราชาทรงกำสรวลน้อยๆ ” อะไรกันนี่ อะไรกัน ” แล้วพระองค์ก็พยายามเอื้อมพระหัตถ์วางบนศีรษะของเจ้าชาย ” ใครไปกล่าวหารังแกเจ้าแบบนั้น อาวดริค ”

ลำคอของเจ้าชายแห้งผากในทันที ” ท่านพ่อไม่ทรงทราบ? ”

เป็นไปได้อย่างไร ทั้งที่เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นต่อหน้าเบื้องพระพักตร์แท้ๆ แล้วทำไม….

แต่ก่อนที่จะทันได้ถามมือหนึ่งก็จับไหล่พระองค์อย่างหนักหน่วง ” เราต้องไปแล้ว อาวดริค ทหารยามกำลังจะมาคุ้มกันที่นี่แล้ว ” เด็กหนุ่มว่าพลางพยายามดึงให้พระองค์ตามมา แต่มือของเจ้าชายยังไม่ปล่อย สิ่งที่พระองค์มองเห็นตรงหน้าทำให้พระองค์ปล่อยมือไม่ได้

พระบิดาของพระองค์ ราชาลุดวิกแห่งไลน์ผู้ยิ่งยงกำลังสั่นเทาเกินการควบคุมขณะที่สายพระเนตรจ้องมองด้วยความตื่นตระหนกราวกับมีเงาของวิญญาณร้ายจับอยู่บนพระพักตร์ของพระโอรส พระหัตถ์ในอุ้งมือของเจ้าชายบีบแน่นขณะที่พระโอษฐ์เอ่ยถอยคำที่แทบจับต้นชนปลายไม่ได้ ” ยกโทษให้ข้าด้วย ” พระองค์ตรัสเสียงสั่น ” ยกโทษให้ข้าด้วย ข้าพยายามแล้วแต่ทำอะไรไม่ได้ ลูกของเจ้าปลอดภัย ซาร์คาเรียไม่เป็นอะไรเลย ข้ายืนยันได้ ยกโทษให้ข้าด้วยเถอะ ยกโทษให้ข้า- ”

ในพริบตานั้นเองที่มือบนไหล่ของเจ้าชายกลับตรงไปกระชากพระราชาเฒ่าขึ้นจากพระแท่นบรรทม ความร้อนรนบนใบหน้าของเด็กหนุ่มทำให้อาวดริคได้แต่นิ่งอึ้งขณะที่ผู้เป็นหัวหน้าถามย้ำว่า ” เจ้าพูดอีกทีซิ ”

ในตอนนั้นเองที่พระอัสสุชลหลั่งลงบนแก้มที่เหี่ยวย่นนั้น ” ซาร์คาเรียปลอดภัยดีข้าช่วยเขาไว้ได้ เจ้าอย่าได้เคืองโกรธข้าเลย ข้าผิดไปแล้ว อย่าทำอะไรข้าเลย- ”

แต่มือทั้งสองข้างกลับยิ่งกำปกเสื้อแน่น ” ใครที่เจ้าพูดถึง พ่อแม่ของข้าเป็นใคร เจ้ารู้จักพวกท่านอย่างนั้นเหรอ ”

ก่อนที่เรื่องจะบานปลายไปกว่านั้นอาวดริคก็รีบดึงมือของเด็กหนุ่มออกแล้วพยายามลากเขาออกมาทั้งที่พระองค์แทบทรงกายไม่ได้ แต่ซาร์คก็ไม่ยอมปล่อยโดยง่ายนัก เขายังคงดิ้นรนจะกลับไปเค้นความจากกษัตริย์ชราให้จงได้ สิ่งที่ทำให้เขาหยุดที่ความร้อนจากของร่างที่ดึงเขาไว้จนชิดและลมหายใจร้อนระอุที่ข้างหู ” พอเถอะซาร์ค ” เสียงสั่นเครือนั้นบอกเขา ” เขาตอบเจ้าไม่ได้หรอก เขาไม่รู้อะไรอีกแล้ว ”

ไม่ทันสิ้นคำร่างนั้นก็ทรุดลงเพียงไม่กี่อึดใจก่อนที่เด็กหนุ่มจะรับไว้ทัน แต่น้ำหนักของร่างที่อ่อนแรงนั้นก็มากพอจะทำให้ผู้เป็นหัวหน้าถึงกับเซไป สิ่งเดียวที่เขาทำคือคว้าตัวอาวดริคไว้จนไอร้อนจากร่างนั้นแทบจะเผาเขาทั้งเป็น

นั่นคือสิ่งที่เตือนเขาว่านี่ไม่ใช่เวลาสำหรับเรื่องเมื่อนมนากาเลแบบนั้นแล้ว ” แล้วเจ้าพร้อมจะไปหรือยัง ” เขาถาม

คำตอบจากเจ้าชายเป็นการยักหน้าเพียงครั้งเดียว

***
ยิ่งเวลาผ่านไปมากเท่าใดความกดดันยิ่งมากขึ้นสำหรับผู้ที่รอคอยอยู่เบื้องล่างของปราสาทอันเงียบสงบนั้น ยากจะบอกว่าทหารยามภายในรู้เรื่องพวกเขาแล้วหรือยัง แต่ยิ่งอยู่นานความเสี่ยงจะถูกพบก็ยิ่งมากขึ้น ” หัวหน้าไปไหนของเขากันนะ ” ชายหนุ่มคนหนึ่งรำพึงขึ้นด้วยความร้อนใจขณะที่สายตาคอยมองออกไปยังประตูเล็กที่พวกเขานัดหมายกันไว้ เป็นประตูนี้ที่ซาร์คเข้าไปกับนางกำนัลคนสนิทของอาวดริคโดยสัญญาว่าจะใช้เวลาเพียงไม่นาน แต่จนแล้วจนรอดพวกเขาก็ยังไม่กลับมาเสียที ” จะถูกจับแล้วหรือเปล่า ”

ไม่ทันขาดคำชายหนุ่มอีกคนก็รีบเหยียบเท้าให้เขาเงียบฐานพูดเรื่องไม่เป็นมงคล มิหนำซ้ำคำพูดเหล่านั้นก็รังแต่จะทำให้อีกคนต้องร้อนใจ พวกเขาเหลือบมองไป แต่ดูเหมือนว่าคีธจะยังไม่ได้ยินยังไงยังงั้น ชายหนุ่มยังคงสงบนิ่ง มือลูบไปบนหลังของนางม้าราพุนเซลที่กำลังฮึดฮัดด้วยความร้อนรนเหมือนจะปลอบใจให้อดทนต่อการรอคอย แต่ใช่ว่าสหายจะมองไม่ออกว่าเขาต่างหากคือคนที่แทบทนไม่ได้

ในที่สุดคนหนึ่งก็เสนอขึ้นว่า ” ส่งคนเข้าไปตามดีไหม ”

คีธได้ยินก็ส่ายหน้า ” อันตรายเกินไป ที่สำคัญตอนนี้เราไม่รู้เลยว่าพวกเขาอยู่ที่ไหน ”

” แล้วเจ้าจะรออยู่ที่โรงฟืนนี่ตามแผนเดิมอย่างนั้นหรือ นี่มันใช้เวลานานเกินไปแล้วนะ ”

คำตอบของคีธคือการยักหน้า เขายังคงสางแผงคอของนางม้าด้วยนิ้วมือต่อไป

เอาเข้าจริงพวกเขาทั้งหมดก็เข้าใจว่าทำไมจึงไม่อาจเข้าไปได้ ที่นี่เป็นที่ทางของข้าทาสรับใช้ เต็มไปด้วยข้าวของสัพเพเหระและหนทางมากมายที่ช่วยให้แฝงตัวได้ง่าย ทางเข้าออกพวกเขาก็ยึดไว้เงียบๆแล้ว การหนีออกจากที่นี่นั้นง่ายแสนง่าย แต่เบื้องหลังประตูปราสาทนั้นมันเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง ภายในนั้นมีทหารยามมากมาย นางกำนัลหลายสิบเดินเหินไปมาเป็นหูตาของเจ้าปราสาท การถูกพบนั้นง่ายแสนง่ายการหนีนั้นยากแสนยาก และถ้ามีใครในพวกเขาถูกจับไป ผู้เป็นหัวหน้าคงไม่อยู่เฉยอย่างแน่นอน

” โปรดรีบด้วยเถอะ ” อีกคนเริ่มรำพึงขึ้นบ้าง ” ทหารองครักษ์พวกนั้นใช่คนหรือเปล่าเถอะ คราวที่แล้ว- ”

แต่ก่อนที่จะทันพูดจบ มือของคีธก็ตะปบปิดปากเขาไว้ก่อนจะถามว่า ” เจ้าได้ยินอะไรหรือเปล่า ”

พวกเขามองหน้ากัน คนหนึ่งในนั้นจับความได้ในทันที

” พวกมันรู้ตัวแล้ว ”

***
” หัวหน้าองครักษ์อยู่ที่ไหน! ”

เสียงกัมปนาทที่มาพร้อมเสียงเปิดประตูนั้นทำให้หัวหน้ากองเงยหน้าขึ้นจากแผนผังในมือก่อนจะค้อมหัวทำความเคารพดยุคหนุ่มผู้รีบร้อนในทันที ” หัวหน้ากองคือข้า ไม่ทราบว่าท่านคลอเดียสมีอะไรให้ข้ารับใช้ ”

” ข่าวว่ามีผู้บุกรุกอย่างนั้นหรือ ”

เรื่องนั้นหัวหน้ากองยักหน้า ” รู้สึกว่าจะเป็นหนูตัวหนึ่ง ท่านดยุคโปรดวางใจ มันไม่อาจเล็ดลอดออกไปจากที่นี่ทั้งเป็นๆได้หรอก ”

” หนูตัวใหญ่มากนะ ” คลอเดียสกล่าวพลางหอบหายใจจากการเร่งรีบวิ่งมาที่นี่ ความร้อนใจของเขาเห็นได้ชัดเจนแม้ไม่ต้องมองหน้าเพราะเสื้อผ้าที่สวมมานั้นก็ไม่ใช่ว่าเรียบร้อยนัก ” องค์ราชินีทรงสังหรณ์ไม่ดีจึงมีดำรัสให้ข้าส่งคนไปตรวจสอบ ดูเหมือนว่าหนูของท่านตัวนั้นจะพาเจ้าชายอาวดริคออกจากคุกใต้ดินไปแล้ว ”

” เรื่องนั้นข้าทราบ ”

นั่นทำให้ดยุคหนุ่มอุทานด้วยความประหลาดใจ ” ท่านทราบ? ”

หัวหน้ากองจึงยักหน้า ” เพราะข้าทราบจึงไม่อาจกระทำการโดยบุ่มบ่าม ไม่มีทางที่ใครซักคนจะบุกเดี่ยวเข้ามาที่นี่แล้วพานักโทษออกไปได้ มันต้องมีผู้สมรู้ร่วมคิดจากภายในและกำลังสนับสนุนจากภายนอก ”

” แล้วท่านเจตนาหาให้พบหรือ ” ดยุคแห่งโดบรัมฟังแล้วก็หัวเราะ ” ท่านต้องบ้าแน่ที่ปล่อยให้คนแบบนั้นวิ่งไปมาในปราสาทได้ระหว่างที่ท่านคุมเชิงรอดูความเคลื่อนไหว ความปลอดภัยของพระราชาและพระราชินีเล่าท่านจะทำอย่างไร ท่านจะปล่อยไว้อย่างนี้น่ะหรือ ”

” ข้าส่งกำลังคุ้มกันไปแล้ว ฝ่าบาทจะปลอดภัย-” แต่ไม่ทันขาดคำคลอเดียสก็เดินไปยังกำแพงข้างหนึ่งซึ่งประดับไปด้วยศาสตราและที่นั่นเขาเลือกธนูสงครามออกมาคันหนึ่งก่อนจะคว้าถุงลูกธนูเอาขึ้นบ่าโดยไม่สนใจคำห้ามปรามใดๆทั้งสิ้น ” ท่านคลอเดียส ไม่มีความจำเป็นอะไรที่ต้อง- ”

” ข้าจะไปล่าหนูพวกนั้นเอง ” คือคำพูดสุดท้ายก่อนที่ประตูบานนั้นจะปิดลง

***
เสียงฝีเท้าดังระงมไปทั้งปราสาทในคืนนั้นพร้อมกับเสียงเกราะและอาวุธกระทบกันวุ่นวายไปทั่ว ความตึงเครียดเริ่มทวีขึ้นเมื่อจนแล้วจนรอดพวกเขาก็ไม่พบใคร ปราสาทไลน์ยังคงไร้ซึ่งเงาของกบฎผู้อุกอาจและเจ้าชายที่หายสาปสูญไป มีการวางกองกำลังมากมายให้ลาดตระเวนอยู่โดยรอบบริเวณแต่ก็ไม่พบใคร จนกระทั่งเสียงฝีเท้านั้นเลือนหายไป และผนังข้างคบไฟแยกออกเป็นช่องทางให้ร่างของคนทั้งสามลอดออกมา ” รู้ตัวแล้วสินะ ” เด็กหนุ่มกล่าวหลังจากรอบกายพวกเขามีแต่ความเงียบ แต่มันกลับไม่ช่วยให้บรรยากาศชวนอึดอัดนั้นหายไป

” หวังว่าเพื่อนของท่านคงยังรออยู่นะ ” นางกำนัลผู้นั้นกล่าวขึ้นพลางออกนำพวกเขาไปตามทางเดินไปยังปีกหลังของปราสาทซึ่งเป็นที่อยู่ของเหล่าข้าทาสรับใช้หากบัดนี้เต็มไปด้วยเสียงเดินไปมาของทหารหาญและเสียงกระซิบกระซาบลอดจากบานประตู

ในที่แห่งนั้นพวกเขาได้แต่เร้นกายจากกำแพงหนึ่งสู่กำแพงหนึ่งตรงไปยังประตูด้านหลังซึ่งเปิดออกไปยังโรงฟืนและบ่อน้ำ เมื่อถึงที่นั่นพวกเขาคงหลบออกไปได้ไม่ยาก หากพวกเขาจะผ่านทหารที่ลาดตระเวนอยู่ไปได้

อีกครั้งที่เสียงพึมพำดังขึ้นที่ข้างหูของเด็กหนุ่มเพียงช่วงสั้นๆก่อนที่พวกเขาจะไปถึงประตูนั้นเช่นเดียวกับยามหน้าสิ่วหน้าขวานหลายครั้งตั้งแต่พวกเขาลงมา และผู้ที่เขาหันไปเห็นทุกครั้งคืออาวดริคซึ่งมองตรงไปเบื้องหน้าหุบปากเงียบเหมือนไม่ได้พูดอะไร นั่นแย่ที่สุดสำหรับซาร์ค ” เจ้าใช้เวทย์อีกแล้วใช่ไหม ” ไม่ต้องรอให้เจ้าชายตอบ หญิงสาวก็ช่วยเขายืนยันเรื่องนั้น เมื่อยามบนเส้นทางนั้นต่างง่วงหลับสลบไสลอยู่ตามพื้นเหมือนตายไปแล้วก็ไม่ปาน

นั่นทำให้ผู้เป็นหัวหน้าหันขวับแต่คำตอบเดียวจากอาวดริคคือ ” เจ้าบอกให้คิดแต่เรื่องออกไปจากที่นี่ไม่ใช่หรือ ”

อีกครั้งที่เขาถูกย้อนด้วยถ้อยคำของตัวเองจนไม่อาจเถียงได้ เด็กหนุ่มกัดฟันกรอดด้วยความขุ่นเคืองใจแต่ก็ไม่ต่อล้อต่อเถียงด้วยมากไปกว่านั้น เขารู้ดีเกินกว่าจะปล่อยให้โอกาสนี้เสียเปล่าไป ก่อนจะมีใครรู้ตัวและมาที่นี่พวกเขาต้องรีบหนีออกไปเสียก่อน

ทันทีที่เปิดประตูความรู้สึกโล่งใจระคนโกรธเคืองก็ถ่าโถมเข้าสู่เด็กหนุ่มอย่างที่ยากจะสยบลงได้ โล่งใจเพราะสหายของเขาทุกคนยังปลอดภัย โกรธเคืองเพราะทหารทั้งหลายที่อยู่ที่นั่นต่างหลับไหลไปจนหมดเช่นกัน ” อยู่ๆพวกเขาก็ล้มลง ไม่ใช่ฝีมือพวกข้า สาบานได้ ” ชายหนุ่มคนหนึ่งดักขึ้นเมื่อเห็นแววของโทสะเริ่มคุกกรุ่นโดยหารู้ไม่ว่านั่นไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเขาหากเกี่ยวกับคนที่ยืนอยู่ข้างๆซาร์ค และคีธก็รู้เรื่องนั้นแทบจะในทันทีที่เห็นหน้าเด็กหนุ่มชัดถนัดตา

นั่นทำให้เขานิ่วคิ้วบ้าง ” ท่านมันบ้าแท้ๆ อาวดริค ”

แต่เจ้าชายก็เพียงแค่ยิ้มน้อยๆอย่างอ่อนแรง ถึงตอนนี้เขาแทบไม่มีแรงจะยกขาต้องคอยให้คนเหล่านั้นช่วยลากพยุงให้พระองค์ไปยังนางม้าซึ่งรออยู่ด้วยอาการที่บ่งบอกความยินดีและห่วงกังวลอย่างยิ่ง ” ข้าไม่เป็นไร ราพุนเซล ” พระองค์กล่าวก่อนจะใช้เรี่ยวแรงเท่าที่มีกับความช่วยเหลือของคนรอบข้างขึ้นหลังนางม้าสำเร็จ

เพียงเสี้ยววินาทีก่อนธนูดอกแรงจะพุ่งตรงมายังพวกเขา แต่ไม่ทันที่มันจะต้องตัวใครในที่นั้นลูกธนูดอกนั้นก็ถูกปัดตกลงพื้นอย่างง่ายๆด้วยใบดาบของเด็กหนุ่ม แต่เขาก็ชักดาบออกมาได้เพียงแค่ตอนนั้นก่อนจะถูกคีธห้ามไว้ ” ท่านต้องไปกับอาวดริค ”

ซาร์คถึงกับนิ่งอึ้งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเถียงกลับไปว่า ” ถ้าข้าไม่อยู่ที่นี่ใครจะตั้งรับไว้ ”

” ข้าเอง ”

” แต่ตอนนี้อาวดริคต้องการเจ้า ”

” กิลอยู่ที่รังเหยี่ยว เรื่องนี้เขาช่วยได้ ท่านรีบไปเถอะ ”

” แต่- ”

ก่อนจะทันจบประโยคธนูอีกสามลูกก็ถูกฟันลงพื้นอย่างรวดเร็วด้วยดาบยาวของคีธก่อนที่เขาจะพูดแค่สั้นๆว่า ” เหยี่ยวป่าต้องการท่าน ”

ตอนนั้นเองที่เสียงฝีเท้าของทหารซึ่งกำลังย้ำเดินเข้ามาฟังชัดเสียจนพวกเขารู้ว่าไม่อาจต่อเวลาได้อีกแล้ว ชายหนุ่มในที่นั่นเริ่มชักดาบออกจากฝักเตรียมตั้งรับเพื่อให้อาวดริคหนี แต่ในตอนนั้นเองที่คนหนึ่งร้องโอยขึ้นฉับพลันหลังจากเสียงหวือสั้นๆที่พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร คงมีแต่คีธเท่านั้นที่สามารถบอกได้โดยไม่ต้องหันไปมองบาดแผลด้วยซ้ำ

มันคือเสียงของธนูสงคราม

และที่สุดคลองสายตาของชายหนุ่มคือร่างที่กำลังรั้งธนูนั้นไว้ ธนูสงคราม อาวุธชิ้นเอกชิ้นหนึ่งกับชายสูงศักดิ์ผู้เป็นถึงขุนนางคนสำคัญของไลน์ เสียงที่ลอดริมฝีปากที่เหยียดตึงของคีธคือ ” คลอเดียส ชาล็อตตา ”

เสียงนั้นแผ่วเบาก็จริง แต่กลับแหวกผ่านอากาศราวกับเสียงกระซิบของปีศาจที่ทำให้สหายของเขาต้องหนาววูบ น้อยครั้งยิ่งที่ใครจะเห็นคีธผู้เยือกเย็นในห้วงอารมณ์ที่เรียกได้ว่าความเคียดแค้นชิงชัง และคนที่รู้จักมันดีที่สุดคงไม่พ้นผู้เป็นหัวหน้า ” คีธ!! ” เด็กหนุ่มตะโกนลงมาจากหลังม้า ” ไม่ว่าอย่างไรเจ้าก็ต้องตามมา นี่เป็นคำสั่ง เข้าใจไหม!! ”

สิ่งที่ตอบรับคำสั่งนั้นมีเพียงรอยยิ้มในช่วงสั้นๆที่เขาหันมามองราวสั่งลาก่อนที่นางม้าจะออกตัวไป แม้เด็กหนุ่มจะรู้ดีว่านั่นคือคำสัญญา ” เจ้าต้องมานะ ” เป็นคำรำพึงเพียงคำเดียวของผู้เป็นหัวหน้าก่อนที่ร่างสีขาวราวภูติผีของนางม้าจะอันตรธานไปในความมืด

***
แม้ค่ำคืนนี้ปราสาทจะเต็มไปด้วยเสียงอึกทึกวุ่นวายปานใดก็ดูเหมือนภายในห้องบนยอดหอยคอยจะไม่ไหวสะท้านไปตามนั้น ที่นี่ยังคงสงบเงียบ มีเพียงแสงไฟจากคบมังกรที่ยังโชติช่วงเช่นเคยมา กระจกบานกว้างยังสะท้อนภาพตามแต่ที่พระนางปรารถนาเช่นเคย ด้วยสุรเสียงอันกังวาล พระองค์ตรัสถามมันไปว่า ” กระจกวิเศษจงบอกข้าเถิด อาวดริคอยู่ ณ แห่งใด ”

ห้วงสีดำอันบิดเบี้ยวนั้นสั่นไหวก่อนที่ภาพจะแสดงลานกว้างที่เบื้องหลังปราสาทเหมือนนกที่กำลังมองลงจากบนท้องฟ้า ในภาพนั้นพระนางทรงเห็นกลุ่มชายหนุ่มเตรียมตัวเข้าโรมรันกับกลุ่มทหารขณะที่นางม้าทะยานออกไปพร้อมคนสองคนบนหลัง คนหนึ่งในนั้นพระนางแน่พระทัยว่าคืออาวดริคอย่างแน่นนอน

” หนีไปแล้วอย่างนั้นหรือ ” พระนางตรัสเรียบๆราวกับคาดเดาไว้ อันที่จริงพระนางก็ทรงทราบดีว่ามันไม่ได้เกินความสามารถของเจ้าชายไปเท่าใดนัก สิ่งที่พระองค์เรียนรู้จากพระมารดานั้นมากมายและแม่นยำกว่าที่พระนางคาดไว้อยู่มากโข ดำริเช่นนั้นสายพระเนตรก็ตวัดมองรูปที่แขวนไว้เหนือบานประตู สบพระเนตรกับนัยนาสีเข้มคล้ำที่มองลงมาเช่นกัน ” เขาเป็นลูกชายของเจ้าไม่ผิดหรอก วิลเฮลมีนา ” พระนางแย้มพระโอษฐ์หากมันดูราวพระนางกำลังแสยะยิ้มอย่างน่าขนลุก ” ทั้งความรู้ทั้งความสามารถ เจ้าภูมิใจกับลูกชายของเจ้าไว้เถอะ ขณะที่ยังมีเวลา ”

แต่ไม่ว่าอย่างไรภาพนั้นก็ยังคงมองลงมาด้วยดวงตาแน่วนิ่งไร้อารมณ์เฉกเช่นทุกครั้งครา และพระนางก็ทรงทราบ ทรงรู้อยู่แก่ใจว่าไม่ว่าอย่างไรถ้อยคำของพระนางก็ไม่มีวันไปถึงคนตายได้ เหมือนที่อดีตก็ย้อนกลับมาไม่ได้เช่นกัน

ฉับพลันที่ทรงดำริเช่นนั้นภาพในกระจกก็แปรเปลี่ยน พระพักตร์ของเจ้าชายที่เริ่มเลือนไปกลับกลายเป็นใบหน้าของผู้อื่นซ้อนทับอยู่ แม้ชั่วขณะสั้นๆแต่มีหรือองค์ราชินีจะไม่ทรงทอดพระเนตรเห็น สิ่งที่ปรากฏทำให้พระนางนิ่งงันราวกับต้องมนต์ไป แม้ไม่อาจมองชัดว่าผู้ใดแต่ในพระทัยพระนางทรงทราบดี ” เจ้าช่างไม่ปรานีข้าเลยจริงๆ ” พระนางตรัสก่อนจะทรงจับกรอบสลักนั้นไว้มั่นในพระหัตถ์ราวจะบีบมันแตกเป็นท่อนชิ้นให้จงได้ ” อย่าได้คิดทรยศความตั้งใจของข้า อย่าได้ทำให้ข้าไขว้เขวไป ”

แต่แม้ตรัสกับกระจกที่ไม่อาจพูดได้ พระนางก็ทรงทราบดีว่ากำลังตรัสบอกพระทัยของพระองค์เอง

***
TBC in Chapter 2

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: