A Fairytale: ราชาและมหาโจร บทที่ 2

Title: A Fairytale
Book II: ราชาและมหาโจร (Thieves and Kings)
Author: vekin
Rate: PG-13
Warning: คนเขียนอ่อนคำราชาศัพท์เป็นอย่างยิ่ง ต้องขออภัยในความผิดพลาดมา ณ ที่นี้
***บุคคล เหตุการณ์และสถานที่ในเรื่องล้วนสมมติขึ้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องพาดพิงกับบุคคลและเหตุการณ์จริงแต่อย่างใด***

Chapter 2
####################################################

ไม่เคยมีตอนไหนที่คนหนุ่มแห่งเหยี่ยวป่าได้เห็นหัวหน้าของพวกเขากระวนกระวายใจเท่าตอนนี้  ร้อนใจเสียจนแม้แต่นั่งนิ่งอยู่กับที่ยังแทบจะทำไม่ได้ บ่อยครั้งที่เขาจะจดจ้องอยู่ที่ใดที่หนึ่งอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะกลับไปเดินวนไปมาวุ่นวายเช่นก่อนหน้า และถ้ามีใครซักคนเดินเข้าไปในตอนนั้นเขาแทบจะในทันทีว่า ” พวกมันตามมามั้ย ”

ซึ่งคำตอบคือ ” ไม่ครับ เราส่งพวกนั้นไปไกลโขอยู่ แล้วยังไงก็มีคนตามดูอยู่ไม่ต้องห่วงหรอกหัวหน้า ”

ซาร์คได้ยินเช่นนั้นก็กล่าวขอบใจ แล้วอีกครั้งที่สายตาของเขากลับไปจดจ้องอยู่ที่ใดที่หนึ่งในการรอคอยที่แสนทรมาน บ่อยครั้งที่มันเป็นชายหนุ่มซึ่งหลับไหลอยู่บนเตียงฟางในห้องนั้น เพียงอ้าปากเขาก็รู้ว่าป่วยการจะถามแต่เขาก็ยังถามซ้ำซากไปมาว่าอาวดริคเป็นอย่างไรบ้าง คำตอบจากกิลแทบจะในทุกครั้งคือเขาดีขึ้นแล้ว แค่ต้องการยาและการพักผ่อนเท่านั้น ระนั้นกิลก็ไม่สามารถกลบความกังวลใจในน้ำเสียงของเขาได้ ซาร์คเองก็รู้ พวกเขารู้ดีว่าแค่ยาที่พวกเขามีและความรู้แบบเด็กหัดเดินของกิลอาจไม่เพียงพอสำหรับคนที่กำลังอยู่ในห้วงทรมานของบางสิ่งที่อาจจะมากกว่าแค่พิษไข้

ถ้าเป็นคีธอาจจะบอกพวกเขาได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับอาวดริค ถ้าเป็นคีธจะบอกพวกเขาได้ว่ายาที่ให้ไปนั้นเพียงพอหรือไม่ ถ้าเป็นคีธจะบอกได้ว่าสิ่งที่พวกเขาเห็นนั้นร้ายแรงแค่ไหนหรือเป็นเพียงแค่ความกังวลเกินเหตุของพวกเขา ถ้าเป็นคีธต้องช่วยอาวดริคได้

แต่จนแล้วจนรอดคีธก็ยังไม่มา ทั้งที่พวกเขาน่าจะออกมาจากปราสาทนานแล้ว แล้วทำไม…

ในตอนที่เขากำลังจะนั่งลงนั่นเองที่ชายหนุ่มโผล่พรวดพราดเข้ามาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย รอยเลือดและบาดแผลบนตัวทำให้เด็กหนุ่มถึงกับสะท้านวูบ แต่สิ่งแรกที่เจ้าตัวถามกลับเป็น ” อาวดริคเป็นอย่างไรบ้าง ”

ได้ยินเช่นนั้นผู้เป็นหัวหน้าก็ถอนใจด้วยความโล่งอกที่ยากจะอธิบายได้

คนที่ตกใจที่สุดคงไม่พ้นกิล เขามองกลับไปมาระหว่างเนื้อตัวที่เต็มไปด้วยบาดแผลและใบหน้าที่เต็มไปด้วยความร้อนใจซึ่งมองตรงมาที่เขาและอาวดริค ” ไข้ลดลงแล้วครับ ข้าให้ยาไปแล้ว แต่ว่า…”

” เขาเป็นอะไร ”

” เขาเพ้อหนักมากครับ ทั้งที่ไม่น่าจะเป็นอะไรมากแล้ว ”

” บ่อยครั้งแค่ไหน ” เขาถามก่อนจะลงมือถอดเสื้อออกพาดไว้ที่ขอบหน้าต่าง ดูเหมือนในที่สุดเขาก็รู้ตัวว่าบาดแผลเหล่านั้นก็จำเป็นต้องได้รับการรักษา เขาเอื้อมหยิบผ้าพันแผลแต่ไม่ทันซาร์คที่ชิงมันไปจากเขาก่อนจะบุ้ยใบ้ให้ชายหนุ่มนั่งลง

กิลยังพูดต่อไปแม้ขณะที่ซาร์คลากเอาอ่างน้ำจากข้างเตียงไปไว้ข้างตัวคีธ ” หลายครั้งแล้วครับตั้งแต่หลับไป ตอนแรกข้านึกว่าเพราะพิษไข้แต่เขาก็ยังเพ้อแม้ไข้จะลดแล้ว จะว่าเพราะยาก็ไม่ใช่ ข้าเองก็ไม่รู้แล้วว่าเพราะอะไร ”

คีธฟังแล้วก็ยักหน้ารับ ก่อนจะบอกว่า ” เดี๋ยวข้าดูเขาต่อเอง ข้างล่างมีคนเจ็บอยู่พอควร เจ้าไปช่วยพวกเขาหน่อยแล้วกัน ”

กิลได้ยินเช่นนั้นก็รับคำก่อนจะออกไปจากเรือนเงียบๆแม้ต้องจะเหลียวมองครั้งหรือสองครั้งด้วยความกังวลใจเพราะชายหนุ่มเองก็บาดเจ็บ แต่คีธกลับดูเหมือนไม่สนใจ เขายังคงจ้องตรงไปที่อาวดริคราวกับหลงลืมเรื่องอื่นไปเสียสิ้น ครู่ใหญ่ทีเดียวก่อนที่เขาจะถามขึ้นว่า ” ตอนอยู่ในปราสาทอาวดริคใช้เวทย์บ่อยหรือเปล่าครับ ”

ซาร์คที่ง่วนอยู่กับการทำแผลต้องเงยหน้าขึ้น แต่มือของเขายังคงดึงผ้าที่พันหัวไหล่ชายหนุ่มอยู่จนแน่นขณะที่ตอบ ” ถ้าหูข้าไม่ฝาดละก็ อย่างน้อยคงสามสี่ครั้ง ”

” ท่านรู้ใช่ไหมว่าการใช้เวทย์อาจทำให้ตายได้ ”

” เจ้าคิดว่ามันเป็นผลของเวทย์หรือ ”

” เป็นไปได้ ” มือที่วางอยู่บนเข้าของเขากำแน่น ” แต่เราไม่รู้ว่าอาวดริคโดนอะไรมาบ้างตลอดหลายวันในคุกใต้ดินนั่น บางทีมันอาจเป็นอย่างอื่น บางทีนางอาจจะวางยาเขา มีเรื่องที่เกิดขึ้นได้มากมายในสถานที่แบบนั้น ”

อีกครั้งที่พวกเขาเงียบ ซาร์คยังคงทำแผลบนแขนของชายหนุ่มหากสายตาของเขาในตอนนี้แสดงความวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด ” เราควรพาเขาไป…ที่นั่นไหม ”

คำถามนี้ทำให้คีธหันมา ความลังเลใจของชายหนุ่มชัดเจนพอๆกับความรู้สึกของเขาที่ว่า ” เป็นไปได้ข้าอยากพาไปตั้งแต่ตอนนี้ แต่ทหารกำลังไล่ตามพวกเราอยู่ ถ้าออกไปอีกละก็… ”

” ข้ารู้ ” เสร็จแล้วเด็กหนุ่มก็เก็บชายผ้าพันแผลจนเรียบร้อย ” ถ้าเป็นพรุ่งนี้จะทันหรือเปล่า ”

” ข้าไม่รู้ ” เป็นคำตอบเดียวของชายหนุ่ม พรุ่งนี้หนทางคงสะดวกมากกว่าตอนนี้ที่ทหารแทบจะล้อมป่าเขามองหาพวกเขา แต่พรุ่งนี้สำหรับคนเจ็บที่ยากจะบอกว่าเป็นอะไรอาจช้าเกินไป เขาอาจสิ้นลมหายใจก่อนพระอาทิตย์ขึ้นด้วยซ้ำ

แต่ก่อนจะคีธจะได้คิดอะไรต่อไป เสียงที่ราบเรียบจนผิดธรรมดาของซาร์คก็ขัดความคิดของเขาเข้าอย่างจัง ” ทำไมเจ้าไม่บอกข้า ” ก่อนที่ชายหนุ่มจะได้ตอบโต้ ความโกรธในดวงตาที่ช้อนมองก็ทำเอาเขาหุบปากเงียบ ” ทำไมเจ้าไม่บอกว่าโดนธนูมา ”

เขาจะหลบเลี่ยงตอนนี้ก็คงไม่ทันเสียแล้ว ในเมื่อหลักฐานฝังอยู่ตรงสีข้างของเขาตำตา แม้จะหักไม้ทิ้งไป แต่ร่องรอยตรงนั้นต่อให้คนที่ไม่มีประสบการณ์ในสนามรบมากมายนักก็พอดูออก เพียงแต่ ” มันไม่ได้ฝังลึกอะไรแค่แทงเข้าใต้ผิวเท่านั้น ที่สำคัญกว่าตอนนี้คือ- ”

” การต้องรักษาคนที่มีไข้ไม่ได้สติหมายความว่าเจ้าต้องละเลยคนที่โดนธนูมาอย่างนั้นเหรอ? ”

คำถามนั้นทำให้คีธต้องกลืนน้ำลาย เขารู้ว่ามันไม่อันตราย อย่างน้อยก็ในตอนนี้ เขารอให้กิลกลับมาก็ยังได้ แต่เขารู้ดีว่าซาร์คไม่คิดอย่างนั้น ดวงตาสีเทาคมกริบที่กำลังมองเขาราวกำลังตัดพ้อต่อว่าโดยไม่ต้องเอ่ยปากพูด เด็กหนุ่มไม่รอให้เขาตอบด้วยซ้ำตอนที่หันไปรื้อค้นเครื่องมือที่มีแล้วหยิบมีดเล็กออกมา เพียงแค่นั้นคีธก็รู้แล้วว่าผู้เป็นหัวหน้าคิดอะไร ” ท่านจะเอามันออกเหรอ ”

” ไม่ได้มีทางเลือกมากนักไม่ใช่หรือ ” ว่าพลางเขาก็รนมันบนไฟในอ่างดินเผาที่จุดทิ้งไว้ แต่ก็เพียงชั่วครู่เท่านั้นก่อนที่คีธจะคว้าข้อมือเขาไว้

” ท่านยังไม่เคยฝึกเลยไม่ใช่หรือครับ ”

ดวงตาสีเทายังคงจ้องนิ่งขณะที่ตอบว่า ” ข้าดูเจ้าทำออกจะบ่อยไป ”

เรื่องนั้นชายหนุ่มไม่เถียง หรือให้ถูกคือเถียงไปก็ไร้ประโยชน์เพราะตอนนี้ไม่ว่าอย่างไรซาร์คก็คงไม่ฟังเขาแล้ว เขาได้ถอนใจก่อนจะบอกว่า “ถึงมันจะไม่ลึก แต่ถ้าผ่าออกแบบนี้ใช้เหล็กร้อนปิดแผลจะเร็วแล้วสะอาดกว่า  ”  ว่าพลางชายหนุ่มก็บุ้ยใบ้ไปทางแท่งเหล็กเย็นชืดท่ามกลางเครื่องมือของกิล ” ท่านต้องวางมันไว้กลางไฟแล้วเผาจนกว่าจะแดง นั่นจะใช้เวลาพอสมควร ” เขากล่าวก่อนจะย้ายไปนั่งข้างผนังใกล้กับอ่างไฟ ซาร์คเตรียมผ้าพันแผลและอ่างน้ำรวมทั้งสมุนไพรสำหรับแผลลวกซึ่งทำให้คีธต้องเลิกคิ้ว

“ข้าบอกแล้วว่าข้าดูเจ้าทำออกจะบ่อยไป” เด็กหนุ่มว่าพลางรนมีดที่เริ่มเย็นเหนือเปลวไฟอีกครั้ง ครั้งนี้แค่ครู่เดียวก่อนจะวางมันเหนือแผลธนู ” ข้าผ่าเลยนะ ”

ถึงจะบอกกันก่อนแต่นั่นไม่ได้ทำให้ความเจ็บปวดตอนลงมีดนั้นลดลงซักกี่มากน้อย แต่ก็ไม่มีเสียงใดๆจากคีธตลอดเวลานั้นแม้มือของเขาจะกำอยู่ก็ตาม มือนั้นคลายออกก็เมื่อหัวธนูถูกดึงออกไป โลหะสีเข้มถูกทิ้งลงพื้นขณะที่เด็กหนุ่มเปลี่ยนมาห้ามเลือดที่เริ่มไหลเปรอะ แม้มันจะไม่ได้มากมายอะไรนัก แต่ซาร์คก็อดเป็นกังวลไม่ได้ สายตาของเขาเหลือบไปที่แท่งเหล็กร้อนแดงกลางเปลวไฟอย่างไม่สู้สบายใจนัก

” ไม่มีวิธีที่ดีกว่านี้แล้วหรือ ”

ชายหนุ่มส่ายหน้า ” นี่ดีที่สุดแล้ว ” ได้ยินเช่นนั้นซาร์คก็ไม่อาจทำอะไรได้นอกจากเอื้อมมือไปจับด้ามของแท่งเหล็กเผาไฟ ความกังวลใจของเขานั่นใช้ว่าคีธมองไม่เห็น ” อย่าคิดว่าข้าจะเจ็บมั้ย ไม่ว่าข้าจะเป็นยังไงคิดแต่เรื่องปิดแผลให้สนิทเท่านั้น ”

พวกเขาสบสายตากันอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่เด็กหนุ่มจะกล่าวขึ้นว่า ” ถ้าอย่างนั้น ข้าไม่เกรงใจละนะ ”

ความร้อนที่นาบลงมากับเหล็กกล้านั้นมากพอที่ร่างกายพยายามกระถดหนีโดยสัญชาตญาณ แม้แต่คีธที่นิ่งเงียบมาตลอดยังหลุดเสียงร้องสั้นๆออกมาก่อนที่จะต้องกัดปากตัวเองแน่น มือทั้งสองข้างจิกแน่นบนอะไรก็ตามที่พอจะคว้าไว้ได้จนเหล็กร้อนถูกดึงออก ช่วงเวลาของความเจ็บปวดที่แสนสั้นแต่ยาวนานเหมือนนิรันดร์ก็เหลือแค่แผลไหม้แสบร้อนบนสีข้างเท่านั้น แต่เพียงแค่นั้นก็ทำเอาคีธทรุดพิงกับผนัง จริงอยู่ที่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาต้องปิดแผลด้วยเครื่องมือนี้ แต่ครั้งนี้เท่านั้นที่ ” มือหนักชะมัดเลย ”

นั่นทำให้ซาร์คที่กำลังจัดการกับแผลไหม้ชะงักไปก่อนจะเหลือบตาขึ้นมองแล้วกล่าวว่า ” เจ้าบอกเองนะว่าคิดแค่เรื่องปิดปากแผลก็พอ ”

” ข้ากลัวท่านใจอ่อนต่างหาก ” ว่าแล้วเขาก็ยืดตัวขึ้นนั่งให้เด็กหนุ่มพันแผลรอบเอว ” ไม่นึกว่าท่านจะกดเข้ามาไม่ยั้งมือขนาดนั้น แผลได้ช้ำกันพอดี ”

เขาเตรียมตัวจะฟังเสียงบ่นของซาร์คแล้ว แต่สิ่งที่เด็กหนุ่มกล่าวกลับเป็น ” ขอโทษ ” แล้วเขาก็เพียงแค่ก้มหน้าก้มตาทำแผลต่อไปโดยไม่ยอมมองหน้าคีธไม่ต่างอะไรจากเด็กที่กำลังสำนึกผิดแม้แต่น้อย นั่นทำให้ชายหนุ่มต้องแปลกใจพอๆกับที่ต้องนึกขำ เขาอดไม่ได้ที่เอื้อมมือไปขยี้เส้นผมสีแดงนั้นเบาๆ แต่ก็เพียงครู่เดียวเท่านั้นก่อนที่เสียงจากเตียงจะเรียกความสนใจของพวกเขาไป

เป็นซาร์คที่โผไปที่ข้างเตียงนั้นก่อน มือนาบลงบนหน้าผากเพื่อวัดไข้แล้วก็ต้องแปลกใจที่ไม่มีวี่แววว่าไข้กลับ หากร่างนั้นกลับเต็มไปด้วยเหงื่อจนเปียกชุ่ม ลมหายใจหอบถี่กระชั้นและชีพจรที่จับได้บนต้นคอก็เต้นแรงเสียจนเขาอดกลัวไม่ได้ ที่สำคัญคือนัยน์ตาที่เบิกขึ้นมองเป็นบางครั้งแต่ไม่ได้มองมาที่ซาร์คหรือคีธ ดวงตาที่ไม่มีแววรับรู้จ้องตรงไปยังบางสิ่งที่เหมือนจะอยู่ตรงหน้า ในหลายครั้งที่อาวดริคละเมอออกมาไม่เป็นภาษาเหมือนคนที่กำลังทรมานจากสิ่งที่ไม่อาจจับต้องได้

ท่ามกลางความสับสนนั้นชายหนุ่มรีบเข้าไปนั่งข้างเจ้าชายแล้วเขย่าพระองค์เต็มแรงทันที ” มองหน้าข้า อาวดริค ข้ารู้ว่าเจ้าได้ยิน ”  แต่อาวดริคไม่ขยับตัวไม่ได้มองไปที่เขา ดวงตานั้นกวาดไปรอบห้องขณะที่ร่างกายสั่นสะท้าน นั่นไม่ใช่ลางดีสำหรับชายหนุ่ม และเขาทำอะไรไม่ได้นอกจากเรียกซ้ำๆ “ อาวดริค ตื่นขึ้นมาแล้วมองหน้าข้า ตอบข้า อาวดริค! ” หากมองดูมันก็คงไม่ต่างอะไรจากการกระทำของคนสิ้นหวัง คนที่กำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่ตนเองไม่เข้าใจ สิ่งเดียวที่คีธรู้ในตอนนั้นคือต้องเรียกอาวดริคให้ตื่น ทำให้รับรู้อีกครั้ง ก่อนที่เจ้าชายจะไม่ฟื้นขึ้นมาอีก ปากของเขาเรียกชื่ออาวดริคซ้ำไปมาจนเหมือนการสวดภาวนา

แล้วในที่สุดการสวดอ้อนวอนนั้นก็ได้ผล ในที่สุดสายตาของเจ้าชายก็หยุดอยู่ที่เขา แนวคิ้วมุ่นน้อยๆขณะที่เรียกด้วยเสียแผ่วเบาแหบพร่า ” คีธ… ”

เสียงเรียกที่อ่อนแรงนั้นมากพอจะทำให้ชายหนุ่มผ่อนลมหายใจที่กลั้นไว้ออกมา ” ค่อยยังชั่ว ” เขากล่าวก่อนจะปล่อยมือจากเจ้าชายแล้วถอนใจเฮือกใหญ่อีกครั้ง

สำหรับคนที่เพิ่งลืมตาตื่นขึ้นสิ่งที่ได้เห็นชวนให้ฉงนไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความรู้สึกผสมปนเประหว่างความโล่งใจและความโกรธเกรี้ยวของคนที่นั่งอยู่ข้างๆ ” เจ้านี่นะ ” ซาร์คพูดขึ้นแล้วก็หยุดไปกลางคำเหมือนไม่รู้ว่าจะพูดคำต่อไปอย่างไร ” ถ้านี่เป็นเพราะเวทย์ที่เจ้าใช้ละก็ ข้าจะต่อยเจ้าจริงๆด้วย ”

เจ้าชายได้ยินเช่นนั้นก็นิ่วคิ้วก่อนจะกล่าวเนือยๆ ” ข้าเป็นอะไร ”

” ท่านเพ้อหนัก ถ้าจะเรียกว่าเพ้อได้ละก็ ” คีธกล่าว หากสายตากลับจดจ้องอยู่ที่ข้อมือของอาวดริคที่เขาจับชีพจรอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่อาจรู้ ” แต่ข้าเกรงว่านี่จะเป็นการละเมอที่รุนแรงไปหน่อย พรุ่งนี้ข้าคงต้องพาท่านไปหาคนที่น่าจะบอกได้ว่าท่านเป็นอะไร ”

” ไม่ต้องหรอก ”

ชายหนุ่มได้ยินเช่นนั้นก็มุ่นคิ้ว ซึ่งเจ้าชายก็ตอบรับด้วยการยิ้มน้อยๆ ” นี่เป็นสิ่งที่แม่ข้าเคยเตือนไว้อยู่แล้ว สำหรับเวทย์คืนความทรงจำ เจ้าต่อยข้าได้เลยซาร์ค เพราะแม่ก็คงไม่ไว้ข้าเหมือนกัน ”

ได้ยินเช่นนั้นเด็กหนุ่มก็ถึงกับปากค้างติดอยู่ระหว่างความรู้สึกที่ขัดแย้งกันอย่างหนักหน่วงทั้งสองด้าน ส่วนหนึ่งเขาอยากจะคำรามแล้วกระชากอาวดริคขึ้นมาคุยกันให้รู้แล้วรู้รอดว่าทำอะไรลงไปบ้าง หากอีกส่วนหนึ่งหัวใจของเขาก็หล่นวูบเหมือนเรี่ยวแรงจะหายไปเสียอย่างนั้น เป็นคีธที่ถามขึ้นราวกับไม่เชื่อว่า ” ท่านทำอะไรลงไป ”

” เมื่อตอนข้าเจ็ดขวบไลน์ทำสงครามกับกาลัทเทียร์ แม่ของข้าสิ้นลมและอาร์ดาราเข้ามาในราชสำนัก มีบางอย่างเกี่ยวข้องกันอยู่และพยานในตอนนั้นก็คือข้า ” พระองค์ว่าพลางเหลือบสายตามองคีธ ” แต่ข้าจำอะไรเกี่ยวกับมันไม่ได้แม้แต่อย่างเดียว ”

” ท่านกำลังจะบอกว่ามันเป็นความจงใจ ”

เจ้าชายยักหน้า

ชายหนุ่มเห็นแล้วก็ถึงกับสบถ ” นั่นเป็นเหตุผลที่ท่านต้องใช้เวทย์นั่นกับตัวเองอย่างนั้นเหรอ ท่านเอาตัวเองแลกกับข้อมูลพวกนั้น- ”

” เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นที่โดบรัม ” เจ้าชายกล่าวโดยไม่ละสายตาจากคีธแม้ชั่วครู่

ได้ยินเช่นนั้นดวงตาของชายหนุ่มก็เบิกโพลง ” โดบรัมเป็นของนาง ”

แค่นั้นเจ้าชายก็หลับตา ร่างเหมือนจะจมลงไปในฟูกอีกครั้ง ” ต้องขอโทษพวกเจ้าด้วย แต่ข้าไม่มีทางเลือกแล้ว ”

” อย่าเพิ่งหลับตอนนี้นะอาวดริค ” ซาร์คขวางขึ้นทันทีที่เห็นว่าเจ้าชายกำลังจะถลำกลับไปในห้วงนิทราอีกครั้ง ” เจ้าจะนอนทั้งที่รู้อย่างนี้น่ะเหรอ ถ้าเจ้าเป็นอะไรไป- ”

แต่คำพูดก็ค้างกลางคำเมื่อมือที่อ่อนแรงเอื้อมมาจับข้อมือของเด็กหนุ่มไว้ ” ขอบคุณมาก ที่อุตส่าห์เป็นห่วง ” แล้วเจ้าชายผล็อยหลับไปโดยไม่ฟังคำทัดทานของคนตรงหน้าไม่ว่าซาร์คจะพยายามเรียกเขามากแค่ไหน

” เขาคงทนไม่ไหวแล้วครับ ” คีธกล่าวพลางหยิบเสื้อที่ถอดทิ้งไว้ขึ้นสวม ” ถ้าสามารถพูดคุยได้แบบนี้คงไม่น่าเป็นห่วงนัก แต่ยังไงข้าคงต้องขอฝากท่านด้วย ถ้าเขาเกิดเป็นแบบเมื่อครู่อีกละก็- ”

” ให้ข้าปลุกเขาใช่ไหม ”

” ถ้ามันรุนแรงมากละก็ รบกวนท่านด้วย ” ชายหนุ่มเม้มปากแน่น ” ข้าเองก็ไม่มั่นใจว่าเราควรจะทำอย่างไรเหมือนกัน ”

ชั่วครู่หนึ่งพวกเขาทำได้เพียงมองหน้ากัน ความกังวลใจนั้นชัดเจนสำหรับทั้งสองฝ่าย ต่างคนต่างไม่แน่ใจเลยว่าควรทำอย่างไรต่อไป พวกเขาจะรอถึงเช้าหรือพวกเขาควรจะไปตอนนี้ หรือแม้แต่คนๆนั้นก็อาจจะช่วยอาวดริคไม่ได้ จนในที่สุดแม้แต่คีธก็ไม่อาจทนอยู่เฉยได้  ” ข้าขอตัวลงไปดูเพื่อนๆข้างล่างก่อนนะครับ ” จริงอยู่ว่าผู้เป็นหัวหน้าอยากจะคัดค้าน แต่เขาเข้าใจคีธดีเกินกว่าจะปล่อยให้เขาต้องทนกับความกังวลนี้ เด็กหนุ่มยักหน้าเป็นเชิงอนุญาต แต่ก็มองตามจนแผ่นหลังนั้นลับสายตา บาดแผลบนตัวนั้นไม่ใช่น้อยๆ การต่อสู้ที่ผ่านมาน่าจะลดทอนกำลังของชายหนุ่มไปมากแล้ว  กระนั้นคีธก็ยังคอยเป็นห่วงเรื่องของมิตรสหายก่อนเหมือนทุกที

” เจ้าเคยบอกว่าเขาพิเศษใช่มั้ย อาวดริค ” เด็กหนุ่มกล่าวพลางเหลือบตามองเจ้าชายที่สลบไสลอยู่บนฟูกนอน รอยยิ้มน้อยๆอยู่บนใบหน้าอันเยาว์วัยนั้น ” เจ้าผิดแล้วล่ะ เขาเป็นคนที่พิเศษมากต่างหาก ”

มือของเจ้าชายบีบข้อมือเขาเล็กน้อยเหมือนจะบอกว่าเห็นด้วย นั่นทำให้ซาร์คหลุดขำออกมา

” เจ้าสองคนมันก็พอๆกันนั่นแหละ ” เขาว่าพลางลุกขึ้น จะติดก็แต่มือของอาวดริคที่จับเขาไว้แน่นจนดึงไม่ออก ” อะไรวะ ” เด็กหนุ่มสบถขณะที่พยายามแกะนิ้วทั้งห้านั้นออก แต่มือนั้นกลับยิ่งบีบแน่นเข้าจนแทรกนิ้วเข้าไปยังไม่ได้ ” นี่ถ้าเจ้ายังได้ยินข้าละก็ นี่ไม่ตลกนะอาวดริค ”

แต่มันก็เห็นได้ชัดว่าเจ้าชายไม่ได้ยินสิ่งใดแล้วเพราะมือข้างนั้นยังคงบีบเข้าเหมือนเขาพยายามคว้ายึดอะไรซักอย่างไว้ สีหน้าที่เคยสงบบิดเบี้ยวไปเล็กน้อยเมื่อพระองค์สะบัดหน้ากลับมาทางซาร์ค ริมฝีปากเหมือนจะขยับเป็นคำพูดที่ไร้เสียงเปล่งออกมา

…ท่านแม่…

ไม่เคยมีครั้งไหนที่ซาร์คจะรู้สึกว่าไม่อยากอ่านปากออกชัดเจนเท่าครั้งนั้น เขารู้ดีว่าสิ่งที่เจ้าชายได้เห็นในตอนนี้คงไม่ใช่สิ่งที่น่ารื่นรมย์ เมื่อความฝันกำลังเปิดเผยสิ่งซึ่งซ่อนเอาไว้ในห้วงความทรงจำที่ถูกปิดตายไป แล้วในเวลาเช่นนั้น เด็กน้อยจะเรียกหาใครอื่นไปได้ ” เจ้านี่มัน….เป็นผู้ชายที่ใจเสาะเกินคาดแฮะ ” รอยยิ้มปรากฏขึ้นอีกครั้งบนใบหน้าขณะที่หัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่านั่งลง

***

คืนนั้นเป็นคืนที่วุ่นวายมากคืนหนึ่งของเหยี่ยวป่า เมื่อพวกเขามีทั้งคนเจ็บและกองทัพที่ต้องคอยระแวดระวัง เรียกว่าแทบไม่ได้นอนกันเกือบทั้งนั้น กระนั้นคำถามก็ยังเป็น ” เจ้าชายปลอดภัยดีใช่มั้ย ”

หลายครั้งที่คีธจะได้ยินสหายของเขาถามเช่นนั้นขณะที่นั่งทำแผลให้ ” อ่อนเพลีย แต่ก็คงไม่เป็นไร ”

” งั้นหรือ ถ้าอย่างนั้นก็ดี ” เพื่อนของเขาถอนใจอย่างโล่งอก ” แล้วตัวเจ้าเองล่ะคีธ ต้องรักษาคนตั้งมาก ไม่เหนื่อยบ้างรึ ”

ความห่วงใยนั้นเขาทำได้แค่ให้รอยยิ้มตอบแทน ” เรื่องเหนื่อยนะมันช่วยไม่ได้ แต่จะให้ดูดายเพื่อนที่บาดเจ็บได้ยังไง ”

นั่นทำให้เพื่อนของเขายิ้มกว้างพลางตบบ่าชายหนุ่มหนักๆไปสองสามที ” เจ้าเป็นคนดีจริงๆวะ คีธ ถ้าพวกหมอทุกคนเป็นได้เหมือนเจ้ากันหมดก็คงดีไม่น้อยเลยล่ะ ”

ชายหนุ่มก็เพียงแค่ตอบว่า ” แต่ก่อนมันไม่ใช่แบบนี้หรอก ” แต่ก็ไม่ยอมตอบข้อสงสัยในดวงตาของเพื่อนผู้นั้นแม้แต่คำเดียว

***

สิ่งแรกที่พระองค์รับรู้คือความอ่อนนุ่มรอบกายพระองค์ ไม่ต่างอะไรจากบนพระแท่นบรรทมที่พระองค์เคยนอนอยู่เมื่อครั้งยังเป็นรัชทายาท สัมผัสอ่อนนุ่มที่ชวนให้จมดิ่งอยู่ในนิทรามากกว่าจะตื่นหากไม่ใช่เพราะแสงแดดยามเช้าที่เริ่มจะรบกวนประสาทของพระองค์เสียแล้ว แต่ปฏิกิริยาในตอนแรกคือการพยายามหลบเลี่ยงอยู่ในห้วงความฝัน ซุกเอาใบหน้าหนีจากแสงตะวันที่กำลังแรงขึ้นทุกที แต่สัมผัสที่ใบหน้าของพระองค์ซุกไปนั้นก็ออกจะแปลกๆเสียซักหน่อย เมื่อสติเริ่มกลับคืนหนังตาที่หนักอึ้งก็ลืมขึ้น และสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าพระองค์คือม่านสีแดงที่แลดูคุ้นตาจนน่าประหลาด หากไม่เพราะกลิ่นที่คุ้นจมูกนั่นละก็…..

คราวนี้ไม่ว่างัวเงียถึงขั้นไหนใครก็เป็นต้องตื่นทั้งนั้น เพราะกลิ่นนั้นเองที่ทำให้พระองค์เริ่มตระหนักได้ว่านั้นไม่ใช่ม่านหรือหมอน แต่เป็น ” ซาร์ค ”

ในที่สุดร่างที่นอนอยู่ข้างๆพระองค์ก็เริ่มขยับ ศีรษะที่หนุนอยู่บนท่อนแขนขยับหันมาทางพระองค์ทั้งที่สีหน้ายังแสดงความง่วงหงาวหาวนอนอยู่เต็มเปี่ยม ” ตื่นแล้วหรือ ” แล้วเขาก็หาววอดใหญ่ ” แล้วนี่เจ้าจะปล่อยแขนข้าได้หรือยัง ” ตอนนั้นเจ้าชายจึงได้สังเกตว่ามือของพระองค์กำลังจับข้อมือของเด็กหนุ่มไว้แน่นจนแม้แต่เมื่อปล่อยแล้วก็ยังเห็นรอยอยู่ชัดเจน ” ข้าพยายามแกะอยู่ทั้งคืนก็ไม่ออก ไม่งั้นคงไม่ต้องลงมานอนกับเจ้าหรอก ” เด็กหนุ่มว่าพลางลุกขึ้นนั่งงัวเงียด้วยความง่วง ” ท่าทางเวทย์คืนความจำจะเล่นงานเจ้าหนักมาก เมื่อคืนเจ้าเพ้อเกือบตลอด ”

อาวดริคก็ทำได้เพียงนอนนิ่งขณะที่สายตาจับจ้องไปบนใบหน้าของเด็กหนุ่มแต่ก็ไม่พบอะไรนอกจากความง่วงงุน จึงเอ่ยถามไปว่า ” ข้าเพ้ออะไรบ้าง ”

” หาพ่อหาแม่ซะส่วนมาก ” แล้วผู้เป็นหัวหน้าก็หันมา มือของเขาเลื่อนไปที่หน้าผากของเจ้าชายให้แน่ใจว่าไข้ลดลงแล้ว ” อย่าคิดว่ามันเป็นเรื่องน่าอายเลย ถ้าสิ่งที่อยู่ในหัวเจ้าตอนนั้นคือเรื่องราวเมื่อตอนเจ้าเจ็ดขวบละก็ มันก็ไม่น่าแปลกหรอกจริงไหม ” แล้วเขาก็หาววอดใหญ่  ” แต่เจ้าละเมอเอาเรื่องเหมือนกัน กว่าจะสงบลงก็เกือบรุ่งเช้าแล้ว ”

เจ้าชายได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับลุกพรวด ถ้าไม่เพราะอาการวิงเวียนทำให้พระองค์ต้องยอมนอนลงอีกครั้ง ” อย่าบอกนะว่ากว่าเจ้าจะได้นอนก็ตอนนั้น ” พระองค์ถามขณะที่มือของเด็กหนุ่มเลื่อนมาวางลงบนอกอยู่ครู่ใหญ่ เป็นชั่วครู่ที่เจ้าชายหายใจไม่ทั่วท้อง

แต่ชั่วครู่นั้นก็ผ่านไปเมื่อซาร์คดึงมือออกแล้วทรุดตัวลงนอนอีกครั้ง ” อย่างนั้นแหละ ข้าขออีกงีบก่อนนะ ” แล้วโดยไม่พูดพล่ามทำเพลงเด็กหนุ่มก็หลับลงไปอย่างรวดเร็วจนเจ้าชายก็ได้แต่เงียบ สายตาจดจ้องอยู่ที่ใบหน้าที่อยู่ห่างไปแค่ไม่กี่คืบและเรือนผมสีแดงยุ่งเหยิง ร่องรอยใต้ตาบ่งบอกว่าเขาแทบไม่ได้นอนเมื่อคืนที่ผ่านมา

” ข้าก่อกวนเจ้าไปเยอะเลยสินะ ซาร์ค ” พระองค์รำพึงพลางยิ้มน้อยๆ พระองค์ไม่ได้ละสายตาจากใบหน้าที่แสนจะเยาว์วัยและไร้เดียงสาตลอดเวลานั้น มันช่างต่างจากที่พระองค์เคยเห็นมากนักและไม่แน่ว่าอาจจะไม่ได้เห็นอีกก็เป็นได้ ยิ่งเทียบกับเมื่อคืน กับใบหน้าที่พระองค์เห็นในห้องบรรทมของพระบิดาแล้ว….

” ซาร์คาเรีย อย่างนั้นเหรอ ” แต่ซาร์คไม่ได้ตอบสิ่งใดนอกจากถอนใจออกมาเบาๆ

***

แสงอาทิตย์ยามเช้าส่องสว่างแล้วในตอนที่ชายหนุ่มนั่งลงบนระเบียงเอนหลังพิงต้นไม้หลังจากคืนที่เหนื่อยล้า ในที่สุดการรอคอยในความมืดก็จบลง แต่ดวงตาคู่นั้นก็ยังไม่หลับคอยจดจ้องออกไปยังทิวไม้ที่เอนไหวอยู่เบื้องหน้าราวกำลังเล่นล้อกับสายลม เพื่อนหลายคนทีเดียวที่บอกให้เขาไปพัก แต่จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่มีแก่ใจจะข่มตานอนได้ เรื่องมากมายเกิดขึ้นเมื่อคืนนี้และยังอีกมากที่จะเกิดขึ้นตามมา ในตอนนี้การลดความระแวดระวังลงก็ไม่ต่างอะไรจากการกระโจนเข้าสู่ความตาย เขายังผ่อนคลายลงไม่ได้ อย่างน้อยก็จนกว่าอีกคนหนึ่งจะตื่น ยังไงเสียเมื่อเทียบกับสิ่งที่เขาเคยประสบมา เรื่องแค่นี้มันเล็กน้อยนัก

” ยังไม่นอนหรือคีธ ”

เสียงที่คุ้นเคยทำให้เขาหัน แนวคิ้วขมวดนิ่วขณะที่เพ่งมองคนที่กำลังข้ามสะพานเชือกมา ” ดีขึ้นแล้วหรือ อาวดริค ”

เจ้าชายได้เห็นเช่นนั้นก็ยักหน้าน้อยๆรับคำ แต่ใบหน้าซีดเซียวนั้นก็เพียงพอจะทำให้คีธกังวลได้ เขาคว้าข้อมือของอาวดริคพร้อมกับนาบฝ่ามืออีกข้างกับหน้าผากก่อนที่เจ้าชายจะทันได้นั่งลงให้เรียบร้อยด้วยซ้ำ ดวงตาที่หลับแน่นและแนวคิ้วมุ่นนิ่วทำให้อาวดริคหายใจไม่ทั่วท้องมากกว่าตอนที่ชายหนุ่มลืมตาเสียอีก แต่นั่นก็แค่ครู่เดียวก่อนที่คีธจะถอนใจแล้วลืมตาขึ้น “ถึงไข้จะลดลงแล้ว แต่ยังไงท่านก็ควรพักผ่อน เมื่อวานท่านใช้เวทย์ไปมากด้วย ”

เจ้าชายได้ฟังเช่นนั้นก็ต้องกลืนน้ำลายก่อนจะตอบด้วยเสียงแผ่วๆว่า “ข้าไม่อยากนอน”

คีธชะงักไปชั่วครู่ แต่ก็แค่ชั่วครู่เมื่อเขานึกถึงเมื่อคืน เขาได้แวะเวียนไปดูอาการของเจ้าชายหลายครั้ง และถึงจะเพ้อไม่หนักนักก็ยังถี่เสียจนชายหนุ่มเองต้องนึกสงสัย “เพราะเวทย์คืนความจำอย่างนั้นหรือ” เขาถาม

อาวดริคก็ได้แต่ยิ้มแห้งๆ ” เวทย์ผนึกและคืนความทรงจำถือเป็นศาสตร์ต้องห้ามแม้ในหมู่จอมเวทย์ด้วยกัน ทั้งการใช้และผลของมันจึงไม่มีบันทึกโดยละเอียด ตอนนี้ข้าไม่รู้เลยว่าผลข้างเคียงของมันจะรุนแรงได้ถึงเพียงไหน และแน่นอนว่ามันไม่บอกว่ามันจะมีผลอย่างไรกับข้าตอนที่หลับ ” เจ้าชายเองก็ไม่รู้ว่าเขาจะบรรยายความทรมานของการอยู่ในความฝันนั้นได้อย่างไร ความฝันที่พระองค์พยายามเข้าใจแต่ไม่สามารถเข้าใจได้ นับตั้งแต่เรื่องการสิ้นพระชนม์ของพระมารดาที่พระองค์ได้เห็นเมื่อครั้งร่ายเวทย์นั้นยังไม่มีเรื่องราวใดที่ปรากฏชัดเจนเท่านั้นอีกเลย บางครั้งก็เป็นเสียงพูด บางครั้งก็เป็นภาพ เหมือนฝันร้ายที่หาจุดเชื่อมโยงใดๆไม่ได้

แต่ความเงียบของอาวดริคบอกเล่าบางอย่างกับคีธมากกว่าที่เขาคิดเสียอีก ” ข้าเข้าใจ ความทรงจำเกี่ยวพันแน่นหนากับตัวตน หากสิ่งที่ถูกผนึกถูกคลายออก… ”

” ข้าไม่คิดว่าจะเคยมีใครใช้กับความทรงจำที่ถูกผนึกมาสิบหกปีด้วย ” เจ้าชายกล่าวพลางถอนใจ สายตาก้มต่ำมองไปที่มือซึ่งสานเอาไว้บนหน้าตัก สำหรับชายหนุ่มความกลัวนั้นชัดเจน จริงอยู่ที่การตัดสินใจในตอนนั้นทำไปโดยไตร่ตรองและปราศจากความลังเล แต่นั่นไม่ได้เตรียมพระองค์ให้รับมือกับสิ่งนี้เลยจริงๆ

” ท่านจำอะไรได้บ้างแล้วตอนนี้ ” เขาถามพร้อมกับกระชับสัมผัสรอบข้อมือของอาวดริค

เจ้าชายเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า ” ข้ารู้เรื่องเสด็จแม่แล้ว ”

อีกครั้งที่มันเป็นความเงียบเพราะคนหนึ่งไม่รู้ว่าควรถามอะไร อีกคนไม่รู้ว่าควรพูดอะไรต่อไป แต่ท้ายที่สุดก็เป็นอาวดริคที่พูดก่อน ” มันต่างจากที่ข้าเคยคิดนิดหน่อยตรงที่….ด้วยความเป็นเด็กข้าไม่เข้าใจที่มาที่ไป ข้าไม่รู้ว่าทำไมข้าหรือแม่ถึงอยู่ที่นั่น ข้าจำได้แค่สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนางสิ้นใจ มันชัดเจนมากเสียจนข้าเองก็แปลกใจ ”

” ท่านเคยคิดมั้ย ว่าจริงๆเหตุการณ์ตอนนั้นเป็นท่านหรอกที่ไม่อยากจำ ”

นั่นทำให้เจ้าชายหันมามองหน้าเขาในทันที ความตกใจคงอยู่เพียงชั่วขณะก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม ” สำหรับเด็กเจ็ดขวบ การลบแม่ของตัวเองออกไปไม่ใช่เรื่องง่ายนะ ”

สำหรับคีธ ถ้อยความนั้นจริงอย่างไม่ต้องสงสัยเพียงแต่ ” นั่นคือมุมมองของท่านในตอนนี้  แต่ตอนท่านเจ็ดขวบปีล่ะอาวดริค ”

ข้อสงสัยนั้นทำให้เจ้าชายเงียบไปโดยปริยายเพราะทุกอย่างที่ชายหนุ่มพูดมานั้นเป็นเรื่องที่น่าคิดทั้งสิ้น พระองค์เป็นอย่างไรกันตอนเจ็ดขวบ ในตอนที่ความทรงจำถูกผนึกไปนั้นพระองค์เป็นคนแบบไหน พระองค์กำลังทำอะไร พระองค์กำลังรู้สึกอย่างไร ความทรงจำที่พระองค์มีอยู่เป็นของคนๆนั้นใช่หรือไม่ ” ข้าเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมมันถึงอันตรายนักหนา ” เจ้าชายยิ้มเจื่อนๆราวกับต้องการจะหัวเราะกับตนเองแต่ไม่อาจทำได้ ” ความทรงจำเป็นของคนที่อยู่ในตอนนั้นไม่ใช่ของข้าในตอนนี้ เมื่อขาดความทรงจำตรงนั้นไปคนๆนั้นก็ไม่ใช่ข้า แต่ความทรงจำนั้นเป็นของข้า ถ้าอย่างนั้น- ”

” ท่านกำลังทำตัวเองสับสนอยู่นะ อาวดริค ” คีธตัดบทขึ้นมากลางลำก่อนที่ความคิดของอาวดริคจะล้ำเส้นไปไกลกว่านั้น มือของเขากำมือของอีกฝ่ายไว้แน่นเหมือนจะเป็นการดึงเอาสติของเจ้าชายกลับมา ” ข้าในตอนนี้ก็คือข้าในตอนนี้ ท่านในตอนนี้ก็คือท่านในตอนนี้ มันไม่สำคัญหรอกว่าเมื่อสิบหกปีก่อนท่านเป็นอย่างไร อย่างมากที่สุดก็แค่ช่วยให้เข้าใจว่าทำไมท่านจึงเลือกจะจำเรื่องราวเหล่านี้ไว้ก็เท่านั้น นอกจากนั้นแล้วมันไม่สำคัญ ”

ไม่ว่าคีธจะรู้หรือไม่ คำพูดนั้นกระแทกอาวดริคเหมือนใครบางคนเอาน้ำเย็นมาสาดหน้าให้ตื่นขึ้นอย่างฉับพลัน ความรู้สึกนั้นรุนแรงเสียจนมือของพระองค์บีบมือของชายหนุ่มเข้าเต็มแรง แต่คีธไม่ได้ถอยหนี ตรงข้ามมือคู่นั้นกลับจับเจ้าชายไว้แน่นยิ่งขึ้น แน่นเสียจนเจ้าชายเองก็นึกขำ ” ข้านี่… เดือดร้อนเจ้าอีกจนได้สินะ ”

คำตอบของชายหนุ่มยังคงเป็น ” ไม่เลย ” ก่อนที่แรงบีบจะคลายลงพอให้เจ้าชายสามารถดึงมือกลับไปได้หากคิดจะทำ

ในตอนนั้นเองที่มีเสียงผิวปากดังหวือขึ้นมาจากเบื้องล่าง สหายของพวกเขาคนหนึ่งยืนอยู่ใต้เรือนต้นไม้นั้นกวักมือเรียกด้วยสัญญาณที่เร่งร้อนที่ทำให้คีธต้องรีบลุกตามไป ” ข้าจะไปดูลาดเลาก่อน ท่านอยู่บนนี้เงียบๆ อย่าเอ็ดไป ” แล้วชายหนุ่มก็พลิ้วกายลงจากเรือนต้นไม้นั้นไปตามบันไดอย่างรวดเร็วจนไม่ทันแม้แต่จะกล่าวลา สิ่งที่เดียวที่พระองค์ทำได้คือนั่งมองจนคนๆนั้นลับตาไปในชายป่าก็เท่านั้น

” ข้าทำเจ้าเดือดร้อนจริงๆด้วยสินะ ” พระองค์กล่าว มือที่ถูกบีบจนอุ่นกำแน่น

***

สิ่งแรกที่หัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่าเห็นเมื่อลืมตาตื่นขึ้นคือร่างของชายคนหนึ่งกำลังเอนพิงเสากลางหลับอยู่อย่างสงบ กินเวลาพักหนึ่งกว่าที่สติสัมปชัญญะที่บอกเขาว่าคนๆนั้นเป็นใคร ” เจ้าทำอะไรตรงนั้นน่ะ อาวดริค ” เด็กหนุ่มกล่าวขณะที่ลุกขึ้นจากเตียงแล้วสาวเท้าตรงไปยังเจ้าชายซึ่งสะดุ้งขึ้นจากการสัปหงกทันทีที่ได้ยินเสียง

พระองค์ปรือตาน้อยๆก่อนจะตอบว่า ” อรุณสวัสดิ์ ”

เด็กหนุ่มถึงกับส่ายหน้าดิก ” ถ้าเจ้าจะนอนก็ไปนอนบนเตียงนั่นไป ร่างกายไม่สู้แข็งแรงอย่างนี้เดี๋ยวก็ทรุดลงหรอก ”

” ก็เจ้านอนอยู่นี่ ” พระองค์ตอบราวกับว่ามันเป็นเหตุผลที่แสนธรรมดา

ซาร์คได้ยินเช่นนั้นก็นั่งยองลงตรงหน้าเจ้าชาย สายตาที่เคร่งเครียดนั่นอย่างเดียวก็เพียงพอจะอัดพระองค์กับเสากลางนั้นได้แล้ว ” ถ้าข้าถือสาละก็ ก็คงไม่ลงไปนอนกับเจ้าเมื่อเช้านี้หรอก ถึงข้าจะนอนอยู่อีกซีกก็ยังว่าง จะนอนก็นอน ”

อาวดริคได้ยินอย่างนั้นก็นึกขำ ความจริงคือพระองค์หลุดหัวเราะออกไปจนทำให้เด็กหนุ่มมุ่นคิ้วมองด้วยความงุนงง ” แต่ก่อนระแวงข้ายิ่งกว่าอะไร ตอนนี้เจ้าวางใจในตัวข้า จนสามารถนอนหันหลังให้ข้าบนเตียงเดียวกันได้แล้วหรือ? ”

เจอคำถามนี้แม้แต่หัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่าก็มีสิทธิ์สะอึกได้เหมือนกัน ” ลงเรือลำเดียวกันมาแล้วไม่ใช่รึไง ” เป็นคำแก้ต่างที่เด็กหนุ่มให้แม้ขณะที่ใบหน้าแดงก่ำ สายตาที่เคยจ้องมองอย่างมั่นคงพาลหลุกหลิกเสียอย่างนั้น แต่ยิ่งเขาเสียศูนย์มากเท่าไหร่ รอยยิ้มบนใบหน้าของอาวดริคก็ยิ่งกว้างขึ้น ยิ่งทำให้ซาร์คอับอายมากขึ้นเท่านั้น ” นี่เพราะข้าเห็นว่าเจ้าเป็นคนเจ็บหรอกนะ ” เด็กหนุ่มลุกพรวด ” ข้านอนพอแล้ว เจ้ารีบๆไปนอนเสียไป อย่ามาจับไข้จนเพ้อแบบเมื่อคืนนี้อีกล่ะ ” แล้วเขาก็จัดแจงเสื้อผ้าให้เข้าที่เตรียมจะออกไปจากที่นั่นอย่างรวดเร็ว

แต่ก็ช้ากว่าคำถามของเจ้าชายไปก้าวหนึ่ง ” ชื่อจริงๆของเจ้าคือซาร์คาเรียอย่างนั้นใช่มั้ย ”

อีกครั้งที่คำถามของอาวดริคทำให้ซาร์คชะงัก หากคราวนี้เขาไม่แม้แต่จะหันกลับมา ” พยายามพูดอะไรงั้นรึ ”

” เปล่า ” แล้วเจ้าชายก็ถอนใจ ” ข้าเพียงแค่แปลกใจที่พ่อข้าเอ่ยชื่อนี้ขึ้นมาเมื่อเห็นหน้าเจ้า แต่ตอนนั้นเขาพูดเหมือนกับว่า- ”

” ซาร์คาเรียเป็นชื่อที่พ่อแม่แท้ๆของข้าตั้งให้ ”

เจ้าชายถึงกับเงียบไปครู่หนึ่ง ” พ่อแม่แท้ๆ เจ้าหมายความว่า- ”

” ข้าไม่รู้อะไรทั้งนั้นเกี่ยวกับพวกท่าน ” แล้วในที่สุดเด็กหนุ่มก็หันมา ” ชื่อนั้นเท่านั้นที่ข้ารู้ว่ามาจากพ่อกับแม่ เป็นสมบัติชิ้นเดียวที่เขาให้ข้าไว้ ข้าไม่ได้น้อยเนื้อต่ำใจอยากจะเท้าความอะไรหรอกนะ ข้าเพียงแค่สงสัย…. ว่าทำไมพ่อของเจ้าถึงรู้จัก ” เรื่องนั้นก็ไม่พ้นเป็นความสงสัยของอาวดริคเช่นกัน ความหวาดกลัวของราชาลุดวิกนั้นชัดเจนยิ่ง แต่เพราะอะไร ทำไมจึงต้องขอโทษขอโพยถึงขั้นนั้น ทำไมถึงต้องบอกว่าซาร์คาเรียปลอดภัย ทำไมถึงเป็น’ช่วยไว้’ เป็นเด็กหนุ่มที่ตัดบทขึ้นมาอย่างฉับพลัน ” แต่เรื่องนั้นก็ช่างเถอะ ถึงรู้มันก็ไม่ได้เปลี่ยนอะไรในชีวิตข้าหรอก เจ้าก็ช่วยคิดเสียว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นก็แล้วกัน ” แล้วเขาก็แผล็วร่างหายไปจากที่นั่นเร็วเกินกว่าที่อาวดริคจะถามอะไรต่อไปได้

***

ถ้าจะมีเรื่องใดที่น่าประหลาดใจสำหรับหัวหน้ากองทหารรักษาพระองค์ผู้เตรียมตัวมาสำหรับเรื่องเหนือความคาดหมายทั้งมวลก็คงเป็นการที่เขาถูกเรียกตัวมายังปราสาทและให้ตรงขึ้นห้องบรรทมของพระราชาทันที แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุดคงเป็นราชาลุดวิกที่ทรงประทับนั่งบนพระแท่นพร้อมพระกระยาหารเช้าตั้งไว้โดยนางกำนัลซึ่งถูกไล่ให้ออกไปทันทีที่เสร็จกิจธุระในห้องนั้น

สุดท้ายก็เหลือเพียงตัวเขาและกษัตริย์ชราเท่านั้น ” ทีนี้ก็ค่อยคุยกันง่ายหน่อย ” พระองค์ตรัส ในพระหัตถ์อันสั่นเทาเป็นช้อนที่พระองค์ทรงถือไว้โดยพยายามให้เป็นปรกติ หากด้วยสายตาของผู้มีประสบการณ์ย่อมทราบว่าไม่ เวลาเนิ่นนานที่พระองค์ทรงประชวรส่งผลต่อพระวรกายอย่างเห็นได้ชัด

” ข้าพระองค์ดีใจอย่างยิ่งที่เห็นพระองค์ทรงมีพระพลานามัยแข็งแรงขึ้นพะยะคะ ” เขากล่าวขึ้นด้วยความยินดีหากในน้ำเสียงนั้นยังมีความกังวลปนอยู่ ” แต่ข้าพระองค์เกรงว่าหากทรงงานในตอนนี้จะทำให้พระวรกายทรุดโทรมลงอีก- ”

แล้วเขาก็ต้องชะงักไปกลางคันเมื่อพระราชายกพระหัตถ์เป็นเชิงปราม ” ข้านอนมานานแล้ว เกรเกอร์ นานเกินไปจนร่างกายของข้าไม่กระฉับกระเฉงเหมือนเก่า แต่ข้าก็ไม่คิดว่าข้าควรพักผ่อนอีกแล้ว ข้าได้ทอดทิ้งสิ่งซึ่งข้าควรดูแลมานานเกินไป ” แล้วพระองค์ก็ถอนพระทัย

ความกลัดกลุ้มนั้นผู้เป็นบ่าวก็สามารถเห็นได้ในทันที ” หากมีเรื่องใดที่ข้าพระองค์สามารถช่วยได้ขอพระองค์โปรดสั่งการณ์มา ข้าพระองค์จะขอรับใช้ด้วยชีวิต ”

ท่าทางที่จริงจังนั้นทำให้พระราชาทรงกำสรวล ” ไม่ได้เป็นเรื่องคอขาดบาดตายอะไรถึงขั้นนั้นหรอก ข้าเพียงแค่ต้องการข่าวของคนๆหนึ่ง เขาเป็นเพื่อนที่ข้าไม่ได้ยินข่าวคราวมานานยิ่งแล้ว ข้าคงขอให้เจ้าช่วยสืบเรื่องราวของคนนี้ให้ข้าอย่างละเอียดละออเสียหน่อย ”

” ย่อมได้พระเจ้าคะ ” ผู้เป็นบ่าวรับคำ ” แต่ว่าคนผู้คือ… ”

อีกครั้งที่พระราชาทรงแย้มพระโอษฐ์ ” เจ้ารู้จักเมริสมาไหม? ”

***

สิ่งที่แรกที่นางม้าขาวทำเมื่อเห็นหน้าเขาคือการร้องโหยหวนอย่างบ้าคลั่งจนทำให้คนที่ยืนใกล้อาจต้องผวาหากไม่เพราะเขารู้ดีว่านี่เป็นอาการกังวลแบบปรกติของนาง ” เจ้าช่วยสงบลงหน่อยได้ไหม ” เด็กหนุ่มว่าขณะที่คว้าสายบังเหียนของนางเต็มกำลัง แต่ถึงเขาจะดึงไว้สุดแรงนางก็ยังดื้อแพ่งสะบัดหัวไปมา ” เงียบก่อน ราพุนเซล เงียบ ”

ด้วยแรงดึงสุดท้ายนั้นในที่สุดนางก็ยอมแม้จะยังพ่นลมหายใจฟืดฟาดแสดงความไม่พอใจก็ตามที แต่อย่างน้อยนั่นก็ผ่อนแรงให้ซาร์คได้ไม่น้อย ”  ค่อยยังชั่ว ” เด็กหนุ่มถอนใจ ก่อนจะเสี่ยงลูบใบหน้าของนางเบาๆ ” เจ้านี่อยู่เงียบๆก็น่ารักดีแท้ๆ ช่วยอย่าโวยวายให้มันมากนักได้มั้ย ”

นางม้าพลันส่ายหัวไปมาราวกำลังจะถามว่าแล้วจะทำไม

อีกครั้งที่เด็กหนุ่มถอนใจเฮือก คราวนี้ด้วยความเหลืออด ” นางแม่มดส่งหูตาของนางมาหนาแน่นขึ้นทุกที เสียงของเจ้าอาจเรียกพวกนั้นมา ดังนั้นช่วยเงียบเสียหน่อยเถอะ ” ไม่รู้ว่าเพราะนางเข้าใจที่พูดหรือเพราะมือที่ลูบปลอบอยู่นั้นถึงทำให้นางสงบลงได้เหลือเพียงลมหายใจฟืดฟาดสองสามครั้งแล้วนางก็ไม่ได้ตีโพยตีพายอะไรอีก แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่านางจะเชื่อใจเขา นางเพียงแค่ยอมให้เขาอยู่ในระดับเดียวกันกับนางเท่านั้น

” ตอนนี้อาวดริคไม่เป็นไรแล้ว ” ซาร์คกล่าว มือเปลี่ยนมาเกาที่ปลายคางของนาง ” ดังนั้นเจ้าเลิกพยศได้แล้ว อยู่สงบๆแล้วข้าจะปลดเชือกให้… นี่ ไม่ต้องมองข้าแบบนั้น ถ้าไม่เพราะอันตรายอยู่ใกล้ขนาดนี้ละก็ ข้าไม่ปล่อยให้เจ้าเพ่นพ่านไปไหนมาไหนตามใจชอบอยู่แล้ว ดังนั้นทำตัวดีๆ เข้าใจมั้ย ”

พอเขาพูดจบนางก็ยักหน้า เหมือนจะเป็นสัญญาณว่าเข้าใจ แม้นางจะมองหน้าเขาอย่างไม่วางใจก็ตามที

แต่เด็กหนุ่มก็พิสูจน์ว่าเขารักษาคำพูด เมื่อเห็นนางสงบดีเขาก็แก้ปลายเชือกที่ล่ามนางออก ” เป็นเด็กดีล่ะ ” แล้วเขาก็ถอยออกมาราวกับกลัวว่านางจะยกขาถีบเข้าให้

แต่แทนที่ราพุนเซลจะวิ่งพล่านอย่างที่ซาร์คคาดไว้ นางกลับยืนเงียบจ้องเขาด้วยดวงตากลมโตสีดำขลับ ขนตางอนยาวนั้นทำให้นางดูราวกับเด็กสาวแต่ซาร์คก็รู้ดีเกินกว่าจะหลงกลนางแล้ว ” อะไรกัน ” เขายิ้มอย่างหวาดๆ ” เล่นจ้องตากับข้า ตกหลุมรักข้าแล้วรึไง ” เขาต้องนึกเสียใจที่พูดแหย่ไปเช่นนั้นเมื่อนางเดินเข้าหาเขาอย่างสงบเสียจนชวนผวา แต่ในฐานะผู้ที่เหนือกว่าเขาต้องไม่แสดงความกลัวต่อนาง เขาเพียงแค่ยืนตัวตรงและจ้องตรงไปที่นางขณะที่ใบหน้าอันใหญ่โตของนางเคลื่อนใกล้เข้ามาทุกที

แล้วก่อนที่จะชนเขาอย่างจังนางม้าขาวก็ชะงักแล้วพ่นลมหายใจเหม็นสาบใส่หน้าเขาเต็มแรงจนเด็กหนุ่มจำต้องหลับตา แต่เขาก็ลืมตาทันเห็นนางม้าเชิดหน้าสะบัดหัวแล้วเดินไปเล็มหญ้าตามประสาของนางม้าสาว นั่นทำให้ซาร์คนิ่งอึ้งไปหลายวินาทีก่อนจะสามารถพูดอะไรได้

ซึ่งก็เป็นคำสบถคำหนึ่งที่เหมาะสมกับนางอย่างที่สุด

***

เสียงนกร้องยังคงเป็นเสียงหนึ่งซึ่งได้ยินในป่าเขาอันอุดมโดยรอบเมืองหลวงอันกว้างขวางของไลน์ หากมีดวงอาทิตย์บนท้องฟ้าย่อมต้องได้ยินบทเพลงของพงไพรนี้ลอยล่องตามลมมา หากตอนนี้ความเงียบกลับกลายเป็นสหายที่อยู่กับพวกเขาทั้งในยามกลางวันและกลางคืน นั่นไม่อาจเรียกได้ว่าปรกตินักสำหรับกลุ่มคนหนุ่มที่เจนจัดกับชีวิตท่ามกลางหมู่ไม้ อันตรายของป่าคือสิ่งที่พวกเขาเข้าใจดีจนไม่เคยต้องเป็นกังวล แต่ตอนนี้ความตึงเครียดในบรรยากาศนั้นกลับมากจนพวกเขาแทบจะมองหน้ากันไม่ได้ ความตึงเครียดเช่นนี้มีแต่คนเท่านั้นที่สร้างได้

ในความเงียบนั้นผู้ที่อยู่ในภวังค์ครุ่นคิดที่สุดก็ไม่พ้นจะเป็นคีธ ชายหนุ่มนั่งนิ่งเงียบอยู่ในเงาไม้พร้อมดาบที่พาดไว้กับบ่า สายตาของเขาทอดมองออกไปยังสุมทุมพุ่มไม้เบื้องล่างก็จริง แต่ก็เหมือนความคิดของเขาอยู่ไกลออกไปมากจนไม่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับสิ่งใดรอบตัวเขาอีกแล้ว นั่นทั้งจริงและไม่จริงสำหรับชายหนุ่ม เขายังคงนึกถึงป่านี้ แต่เหตุการณ์ทั้งหมดที่อยู่ในหัวของเขานั้นล้วนยังไม่เกิดขึ้นทั้งสิ้น

” พวกมันยังอยู่แถวนี้ไหม ” เป็นคำถามของเขาหลังจากความเงียบที่เนิ่นนานต่อสหายผู้หนึ่งซึ่งแวะเวียนมาแนวหน้า

” ยังอยู่ ” สหายกระซิบบอก สายตาอันระวังระไวพลันทอดมองออกไปในทิศเดียวกัน ” ท่าทางจะยังอยู่ไปอีกพักใหญ่ แต่มีม้าตัวขนาดนั้นมาด้วยคงเคลื่อนไหวไม่ได้เร็วนักหรอก ”

” ก็จริง ” คีธว่า ” แต่เพราะม้านั่นนั้นแหละที่ทำให้เราวางใจไม่ได้ ” สหายของเขายักหน้ารับด้วยความเข้าใจ ใครกันจะไปวางใจได้เมื่อมีนอร์ธบีสท์ป้วนเปี้ยนอยู่ไม่ไกลจากประตูบ้านเท่าใดนัก ข่าวนั้นชายหนุ่มจึงต้องทบทวนสิ่งที่เขาคิดไว้อย่างหนัก ถ้าพวกนั้นบุกขึ้นมาพวกเขาจะทำอย่างไร ถ้าพวกนั้นล้อมเขานี้ไว้จะทำอย่างไร จะหนีอย่างไรถ้าพวกนั้นตัดสินใจสุมไฟเผาป่า

แต่ไม่ว่าอย่างไร อย่างแรกที่ต้องทำคืออย่าให้พวกนั้นรู้เป็นอันขาดว่าพวกเขาอยู่ที่ไหน เขาจึงถามขึ้นอีกครั้ง ” ร่องรอยที่ทิ้งไว้ล่ะ ”

ใบหน้าของสหายพลันตึงเครียดขึ้นในบัดดล ” ดูเหมือนพวกมันจะยังไม่พบร่องรอยนั้น หรือไม่ก็ตัดสินใจไม่ตามไป ข้าไม่แน่ใจว่าอย่างไหนแน่ ”

แต่ไม่ว่าอย่างไหนก็ไม่น่าวางใจทั้งนั้น ยิ่งถ้าเป็นอย่างหลัง…. ” หรือนางรู้แล้ว ”

ในตอนนั้นเองที่เสียงฝูงนกกระพือปีกออกบินดังขึ้นจากด้านล่างเขา มันคือสัญญาณเตือนจากมิตรแห่งพงไพรถึงสิ่งที่กำลังจะตามมา พวกนั้นเคลื่อนไหวแล้วในที่สุด

***

เสียงฝูงนกบินฮือขึ้นจากยอดไม้ไม่ใช่เสียงที่ดังสนั่นแต่อย่างใด หากเสียงนั้นกลับตัดผ่านความฝันอันสับสนและทำให้เจ้าชายสะดุ้งตื่นขึ้นอย่างฉับพลันเหมือนได้รับการเยี่ยมเยือนจากผีร้าย นั่นเพราะเสียงนั้นไม่ใช่ลางดี มันคือเสียงของความสงบที่ถูกทำลาย ด้วยเหตุนั้นอาวดริคจึงรีบลุกขึ้น คว้าเสื้อตัวนอกขึ้นสวมทับแล้วลงไปจากเรือน สิ่งแรกที่เขามองหาคือใครซักคนที่อาจบอกเขาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น

แต่คนแรกที่พระองค์พบคือราพุนเซล นางตรงรี่เข้ามาทักทายด้วยอาการที่แสดงความยินดีอย่างยิ่งหากนางเงียบเสียงจนไม่มีอะไรเล็ดลอดออกมามากไปกว่าลมหายใจฟืดฟาดสองสามครั้ง เห็นได้ชัดว่านางเองก็รู้ นางรู้สึกได้ถึงความตึงเครียดที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ ” ซาร์คอยู่ไหน ราพุนเซล ” พระองค์กระซิบถามขณะที่ลูบใบหน้าของนางเป็นการทักทาย ไม่ทันขาดคำนางม้าก็ออกนำพระองค์ออกไปจากบริเวณนั้น ตรงเข้าไปในป่าที่รายล้อมพวกเขาและลึกเข้าไปเรื่อยๆจนในที่สุดพวกเขาก็มาถึงลานหินแห่งหนึ่ง ที่นั่นนางกลับยืนสงบนิ่งก่อนจะสะบัดหัวขึ้นลงราวกำลังจะบอกพระองค์ให้เดินต่อไปเบื้องหน้าตามลำพัง

” ซาร์คอยู่ที่นั่นหรือ ” ซึ่งนางก็ยักหน้าตอบ เจ้าชายก็ได้แต่โล่งใจ ” ขอบใจมาก เจ้ารออยู่ที่นี่ เดี๋ยวข้ามา ” แล้วพระองค์ก็ออกเดิน ลุยเข้าไปในรกในพงที่พระองค์ก็ไม่แน่ใจนักว่านำพระองค์ไปยังที่ใด

แต่ระหว่างที่พระองค์เดินคลำทางอยู่นั้นเองที่มืออันแข็งแรงรวบมาปิดปากพระองค์ไว้แล้วลากเจ้าชายลงไปในกองพุ่มไม้ในทันที ไม่ทันที่พระองค์จะร้อง ใบหน้าที่คุ้นเคยก็ทำให้พระองค์เงียบในทันที ” เจ้ามาทำอะไร ” เป็นซาร์คที่ถามขึ้นด้วยสีหน้าร้อนรน ข้างๆเขาเป็นชายหนุ่มที่เห็นได้ชัดว่าเป็นคนที่ลากพระองค์ลงมา ไม่น่าแปลกใจนักที่พระองค์ไม่ได้เห็นเขาในตอนแรกเมื่อทั้งสองต่างอำพรางตนในเสื้อผ้าสีทึม โดยเฉพาะเด็กหนุ่มที่คลุมผมไว้อย่างมิดชิด

” เกิดอะไรขึ้นข้างล่างนั่นหรือเปล่า ” อาวดริคกระซิบถาม

ซึ่งเด็กหนุ่มก็ยักหน้า ” ดูเหมือนพวกมันจะตรวจสอบบริเวณนี้อย่างละเอียด หวังว่าพวกมันคงเชื่อร่องรอยลวงที่พวกคีธทิ้งไว้…. ว่าแต่เจ้าเถอะ เจ้าเจอข้าได้ยังไง ”

” ราพุนเซลพาข้ามา ”

เด็กหนุ่มได้ยินดังนั้นก็ถลึงตา ” นางพาเจ้ามาหรือ นางอยู่ไหน ”

” ที่ลานหิน ”

สีหน้าของซาร์คในตอนนั้นเหมือนเขาจะอยากจับเจ้าชายหักคอกินเสียตรงนั้น ” ไล่นางไป สีขาวแบบนั้นมีแต่จะล่อให้พวกมันมา ข้าถึงได้ปล่อยให้นางวิ่ง เจ้าให้นางหนีไป เร็วเข้า ”

แต่อาวดริคกลับเห็นเป็นอย่างอื่น ” ถ้านางวิ่งพล่านไปทั่วจะทิ้งร่องรอยที่นำพวกนั้นขึ้นมาที่นี่นะ ”

” สีของนางก็เด่นเกินพออยู่แล้ว ”

” จะให้ข้าทำยังไงเล่าก็ตัวนางเป็นสีนั้น- ”

หลังจากที่เงียบอยู่นาน ชายหนุ่มที่เป็นบุคคลที่สามก็ตัดสินใจปิดปากพวกเขาทั้งสองคนโดยฉับพลัน สายตาของเขาบอกชัดว่าเสียงทะเลาะกันนี่แหละที่จะเรียกศัตรูของพวกเขามา สัญญาณซึ่งทั้งสองเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว คำเดียวที่ผู้เป็นหัวหน้ากล่าวหลังจากนั้นคือ ” ข้าจะไปดูแนวหน้า ฝากเจ้าชายด้วย ” แล้วเขาก็ออกไปจากที่กำบังนั้น เล็ดรอดผ่านสุมทุมพุ่มไม้หายไปในป่ากว้าง

สิ่งที่เด็กหนุ่มมาเจอคือสหายของเขาในลานดินเล็กๆแห่งหนึ่ง หนึ่งในนั้นคือคีธที่สอดส่ายสายตาไปโดยรอบขณะที่รอให้สหายของเขาสำรวจบริเวณนั้น มันยากจะเชื่อว่าทหารเพียงไม่กี่คนและม้าสงครามตัวหนึ่งจะสร้างสิ่งที่พวกเขาเห็นอยู่นี้ ทางเดินเดิมที่เป็นเส้นทางแคบๆของชาวบ้านสำหรับผ่านป่ากลายเป็นเวิ้งของเศษซากของพุ่มไม้และกิ่งก้านที่หักร่วงลงมา ต้นไม้บนผิวดินถูกเหยียบจนแหลก มันเหมือนร่องรอยของการทำลายล้างมากกว่าที่พักเหนื่อยของหน่วยสะกดรอย

” มันเกิดอะไรขึ้น ” เด็กหนุ่มถาม

” พวกนั้นพักม้าที่นี่แล้วก็ไป ” คือคำตอบจากคีธ ” ข้าให้คนตามไปแล้วดูเหมือนว่าทหารเหล่านั้นจะถอยออกไป ไม่แน่ใจว่าพวกนั้นเห็นร่องรอยที่ทิ้งไว้บ้างหรือเปล่า ”

นั่นทำให้ผู้เป็นหัวหน้าคิดหนัก ” หรือนางจะรู้ ”

สิ่งที่ชายหนุ่มตอบโดยไม่ยอมมองหน้าเขาคือ ” ข้าเองก็กลัวเรื่องนั้นเหมือนกัน ” เพราะนั่นหมายความว่าที่มั่นของพวกเขาจะไม่ปลอดภัยอีกต่อไปแล้ว ใครจะไปรู้ว่าหูตาของนางมองเห็นไกลเพียงใดและอุ้งหัตถ์ของนางสามารถเอื้อมได้ถึงไหน หากไม่ใช่ด้วยทหาร คงไม่แคล้วเป็นสัตว์เวทย์เหมือนคราวก่อน แล้วในสถานการณ์เช่นนั้นอาวดริคจะอยู่เฉยได้อย่างไร

มันน่าหงุดหงิดสำหรับซาร์ค เพราะไม่ว่าพวกเขาจะใช้แผนการณ์เช่นไร ไม่ว่าจะใช้เวลามากเพียงไหน ก็ไม่อาจทำอะไรนางได้ ตลอดมาพวกเขาเป็นเพียงแมลงรำคาญตัวเล็กๆสำหรับนางเท่านั้น ถ้านางคิดจะกำจัดพวกเขามันก็ง่ายแสนง่ายเพียงแต่ตลอดมานางไม่เคยสนใจเลยต่างหาก ” เจ้าอย่าบอกให้อาวดริครู้นะ ” คำขอนั่นทำให้ชายหนุ่มหันมามองเขาในทันที ดวงตาที่เบิกมองด้วยความไม่เชื่อหูนั้นทำให้ซาร์คต้องหลบสายตา ” ข้าเดาไม่ถูกว่าเขาจะทำอะไร ” ผู้เป็นหัวหน้ากล่าวโดยไม่ยอมมองหน้าคู่สนทนาแม้แต่น้อย ” เจ้านั่น..ในตอนนี้เจ้านั่นไม่มั่นคงเหมือนก่อน ข้าไม่แน่ใจว่าเขาจะทำอะไรถ้าคิดว่าจะช่วยปกป้องพวกเรา ”

ความห่วงกังวลนั้นไม่ใช่ว่าคีธไม่เข้าใจแต่ ” ข้าไม่คิดว่านั่นเข้าท่าเท่าไหร่นะครับ ยิ่งเราปิดมันเป็นความลับจากเขา เขาจะยิ่งคิดมาก เรื่องความทรงจำที่คืนมาอย่างเดียวก็หนักหนาพอแล้ว ถ้าเขาคิดว่าเราต้องปกป้องเขาถ่ายเดียวละก็- ”

แต่ก่อนที่จะทันกล่าวคำนั้นจบชายหนุ่มก็รีบหุบปากเมื่อร่างที่เดินผ่านดงต้นไม้ออกมา การชะงักงันนั้นทำให้เด็กหนุ่มเหลียวมองแล้วก็ต้องกลืนน้ำลายในทันที ” เจ้ามาทำอะไรที่นี่ อาวดริค ”

แต่เจ้าชายไม่ตอบ สายตาของพระองค์ทอดมองไปโดยรอบบริเวณนั้นด้วยความสยดสยองอย่างที่พวกเขาไม่อาจเข้าใจ ” นางส่งมันมาที่นี่ใช่ไหม ”

” อะไร ”

” นอร์ธบีสท์ ” สายตาของพระองค์พลันชะงักกับร่องรอยบนพื้นดิน รอยซึ่งทับดอกไม้ดอกน้อยบนพื้นจนแหลกปนเปกับรอยรองเท้าซึ่งกระจายอยู่ทั่วไป ” มากับทหารม้าของนาง ”

” แค่กลุ่มเล็กๆเท่านั้น ” ชายหนุ่มตอบขณะที่เขาสาวเท้าเข้าไปยืนข้างๆ ” แต่พวกเขาไปแล้ว ไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม คงอีกพักกว่าจะกลับมา ”

” นางอาจกำลังรอสิ่งนี้อยู่ก็ได้ ” ได้ยินเช่นนั้นทั้งสองได้แต่มองหน้าพระองค์ด้วยความงุนงงก่อนที่พระองค์จะพูดต่อว่า ” ให้พวกเราออกมา ในที่โล่งที่เตรียมไว้ เพื่อให้กองทหารม้าของนาง…”

ก่อนที่พระองค์จะทันกล่าวจบสัญญาณให้ถอยก็ดังขึ้นไม่ต่างอะไรจากเสียงนกที่กำลังร้องเพื่อรักษาถิ่นของตน แต่สำหรับหูที่คุ้นเคยมันทำให้พวกเขาตื่นตัวพอที่กลบร่องรอยของตนเองแล้วกระจายตัวหายไปในป่าทันที คนที่ต้องไปไกลที่สุดคงไม่แคล้วเป็นเจ้าชายซึ่งเด็กหนุ่มรีบพาขึ้นไปบนเขาอย่างรวดเร็วจนแทบไม่มีเวลาลบร่องรอยด้วยซ้ำ ในเวลาเช่นนี้เขาได้แต่เชื่อว่าเพื่อนของเขาจะช่วยกันสร้างความสับสนให้กับผู้ที่ติดตามมา อย่างน้อยก็จนกระทั่งพวกเขาสามารถหนีไปได้ ยังดีที่อาวดริคเตือนพวกเขา ยังดี เพราะนั่นอย่างน้อยจะช่วยให้พวกเขาไหวตัวทันก่อนที่อันตรายจริงๆจะมาถึง แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ตอนนี้เขาต้องทำให้มั่นใจว่าอาวดริคจะปลอดภัย

การปรากฏตัวอย่างกะทันหันของพวกเขาทำให้นางม้าถึงกับผงะไป นางลุกขึ้นจากที่นอนอยู่กับพื้นทำท่าตื่นเหมือนจะลุกขึ้นกระทืบเขา ” ยอ ราพุนเซล ” เด็กหนุ่มกล่าวก่อนจะเข้าไปปลดอานและสายบังเหียนทั้งหมดออกจากตัวนาง ” รีบไปได้แล้ว ก่อนที่พวกมันจะมา เร็วเข้า ”

ราวกับจะรับรู้ถึงความตึงเครียดรอบตัว นางม้าจึงเริ่มตระหนก อย่างน้อยก็จนกระทั่งเจ้าชายเอ่ยขึ้น ” ไป ราพุนเซล ” นางมองหน้าเขา เหมือนไม่เข้าใจว่าเขาพูดอะไรแม้แต่คำเดียว ” ไป ” อาวดริคย้ำ ” ข้าสั่งให้ไป ราพุนเซล ”

แต่นางไม่ไป นางรู้ดีเกินกว่าจะร้องคร่ำครวญอะไรในเวลาเช่นนี้ แต่นางก็สะบัดหัวไปมาและหายใจฟืดฟาดบอกชัดว่านางจะไม่ไป อย่างน้อยก็จนกระทั่งอาวดริคเข้าไปกอดรอบคอของนางไว้ ” เราจะหากันเจอ เจ้าไม่ต้องห่วง ” แล้วพระองค์ก็ถอยออกมา ” แต่ถ้าเจ้าอยู่ที่นี่เราจะไม่ได้เจอกันอีก ดังนั้นจงไป ข้าขอสั่งให้เจ้าไป ”

ไม่ว่าจะเพราะน้ำเสียงที่เฉียบขาด หรือสายตาที่ไม่เหลือที่ให้ความคลางแคลงสงสัยนางม้าจึงถอยไปจากพระองค์สองก้าว และเมื่อสั่ง “ไป” อีกครั้ง นางก็วิ่งหายเข้าไปในป่าทันทีโดยมีสายตาของอาวดริคมองส่งจนเงาร่างของนางเลือนหายไปท่ามกลางทิวไม้

สำหรับซาร์คความห่วงหากังวลนั้นชัดเจนเสียจนเขานึกเกลียดตัวเองที่รับรู้ไปกับเขาด้วย ” เราไปกันเถอะ ” แล้วเขาก็คว้าข้อมือของเจ้าชายวิ่งขึ้นเขาต่อทันที

” แล้วเราจะหนีไปไหน ” พระองค์ถาม ” เราไม่รู้เลยว่ากำลังของนางมีอยู่เท่าไหร่ นางอาจจะล้อมที่นี่ไว้หมดแล้วก็ได้ ”

” มีทางลงเขาที่อีกด้านของเขาลูกนี้ ข้าจะพาเจ้าไปหลบที่นั่น ” แล้วเด็กหนุ่มก็หันมา ” ข้ารู้ว่ามันคงไม่ช่วยอะไรถ้านางล้อมที่นี่ไว้หมดแล้ว แต่ถ้าเมื่อครู่เป็นกลลวง ข้าอยากจะเชื่อว่านางยังไม่รู้ว่าเราอยู่บนเขาลูกนี้ ”

” แต่นางมาแน่ ”

เรื่องนั้น ไม่มีความจำเป็นต้องบอก

โดยไม่พูดอะไรไปมากกว่านั้นพวกเขาตัดข้ามที่พักของพวกเขาไปอย่างรวดเร็ว จะแวะก็เพื่อเอาเสบียงไปเพียงเล็กน้อยก่อนจะมุ่งหน้าขึ้นไปทางเหนือ ลัดเลาะไปตามลำธารที่ทอดกายอยู่ตามแนวเขาซึ่งไปจบที่น้ำตกเล็กๆด้านล่าง ”  เพื่อนของคีธเจอที่นี่เมื่อนานมาแล้ว ” เด็กหนุ่มกล่าวขณะที่พาเจ้าชายหลบเข้าไปยังถ้ำเล็กๆไม่ห่างจากเวิ้งน้ำที่ทอดตัวอยู่ใต้น้ำตกเท่าใดนัก หากไม่สังเกตก็คงไม่มีทางเห็นทางเข้าที่มีคนตั้งใจปลูกไม้เถาบังไว้มิดชิด ” ไม่ว่ายังไงข้าคิดว่าพวกนั้นคงไม่มาที่นี่ เจ้าอยู่ที่นี่จนกว่าปลอดภัยก็แล้วกัน ”

แต่คำถามแรกของเจ้าชายเมื่อเข้าไปในถ้ำคือ ” แล้วเจ้าล่ะ ”

เพราะความมืดพระองค์จึงไม่เห็นสิ่งใด แต่บางอย่างบอกพระองค์ว่าซาร์คกำลังยิ้ม ” ข้าทิ้งสหายของข้าไม่ได้ อาวดริค ”

” ถ้าอย่างนั้นข้าจะไปด้วย ”

” ไม่ ”

” ข้าจะไปด้วย ” เจ้าชายดึงดัน ” ข้าเองก็สู้ได้ ทำไมข้าจะไป- ”

” เพราะนางต้องการตัวเจ้าน่ะสิ! ” แม้ไม่ใช่การตะโกน แต่เสียงที่สบถอย่างเหลืออดก็ทำให้อาวดริคเงียบ ” เจ้าช่วยเข้าใจฐานะของตัวเองด้วยเถอะ เจ้าในตอนนี้เป็นกบฏ เป็นคนที่ขุนนางทั้งหลายจะหมายหัวจากนี้ไป ถ้าพวกมันเห็นเจ้าพวกมันฆ่าเจ้าแน่ และถ้ามันเห็นเจ้าอยู่กับเรา เหยี่ยวป่าจะกลายเป็นโจรกบฏในทันที ตอนนี้มันยังเป็นการล่าด้วยความไม่แน่ใจ แม้เราจะถูกจับเพื่อนของข้ายังมีโอกาสรอดจากข้อหานี้ได้ ” แล้วมือทั้งสองของเด็กหนุ่มก็พลันจับท่อนแขนของเจ้าชายไว้มั่นก่อนจะกระซิบว่า ” แล้วอย่าลืมว่าเวทย์คืนความจำยังทิ้งผลไว้บนตัวเจ้า ตอนนี้เจ้าฟังข้า อยู่ที่นี่แล้วรอเวลา ข้าจะกลับมารับเมื่อเรื่องมันจบลง ”

สิ่งที่เจ้าชายถามคือ ” แล้วถ้าเจ้าไม่มาล่ะ ”

ในความมืดนั้นพระองค์ได้ยินเสียงกลืนน้ำลายอึกใหญ่ก่อนที่ผู้เป็นหัวหน้าจะตอบว่า ” ภายในวันที่สามถ้าข้าไม่กลับมาเจ้าก็หนีไปเสีย …แล้วฝากสวดภาวนาให้พวกเราด้วย ”

แล้วสัมผัสจากมือคู่นั้นก็หายไป สิ่งสุดท้ายที่พระองค์เห็นคือเงาร่างของเด็กหนุ่มขณะที่เขาแหวกม่านเถาวัลย์ออกไปยังเบื้องนอกแล้วหายไปในแสงสว่างจ้านั้น ไม่ว่าเพราะอะไรก็ตามนั่นทำให้อาวดริครู้สึกราวพระองค์กำลังจะคลั่ง ความหงุดหงิดรำคาญใจนั้นมากเสียจนพระองค์อดไม่ได้ที่จะชกผนังหินข้างๆ ความปั่นป่วนในตัวรุกเร้ามากจนในที่สุดพระองค์ก็ไม่สามารถทรงกายอยู่ได้ต้องทรุดนั่งลงริมผนังนั่นเอง น่าแปลกที่ความรู้สึกนี้ช่างเป็นที่คุ้นเคย ความรู้สึกของการถูกทิ้งไว้ ไม่มีใครอีกแล้วที่อยู่ใกล้ๆ คนเหล่านั้นล้วนจากไปด้วยความหวังว่าจะได้กลับมา พระบิดาของพระองค์ทำสำเร็จ แต่พระมารดาไม่ แล้วคนเหล่านี้ คนที่กำลังเอาชีวิตเข้าเป็นเดิมพันเพื่อพระองค์เหล่านี้ล่ะ

” ทำไมถึงเป็นแบบนี้ ” เจ้าชายกล่าวราวกำลังจะกระซิบบอกตัวเองด้วยเสียงที่ขาดห้วงและสั่นเทา ร่างทั้งร่างพลันสั่นเทิ้มเต็มไปด้วยเหงื่อขณะที่ดวงตาเบิกโพลงไปเบื้องหน้า ตรงไปยังความมืดที่ดูราวกำลังคลี่กายต่อหน้าพระองค์เผยเงาร่างของหญิงในชุดคลุมต่างแดนต่อหน้าพระองค์ ความกลัวอย่างฉับพลันพลันเข้าครอบงำจนเจ้าชายไม่อาจหายใจได้ มันคือความกลัวที่พระองค์รู้จักดี มันคือความรู้สึกขณะที่พระองค์เผชิญหน้ากับนอร์ธบีสท์อันน่าสะพรึงกลัวยืนทอดมองพระองค์จากเบื้องบน นางคือคนผู้นั้น หญิงที่ยืนอยู่ข้างพระองค์ ภูติแห่งศิลาอันหนาวเย็นในชิ้นส่วนของความทรงจำ

ในห้วงขณะสั้นๆนั้นหลายสิ่งหลายอย่างแล่นผ่านความนึกคิดของพระองค์ไปจนยากจะปะติดปะต่อได้ แต่ที่เด่นชัดที่สุดคือหญิงคนนั้น แล้วร่างของพระองค์ก็เอนล้มลง เจ้าชายอาวดริคสิ้นสติไปที่ตรงนั้นเอง

***

TBC in Chapter 3

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: