A Fairytale: ราชาและมหาโจร บทที่ 3

Title: A Fairytale
Book II: ราชาและมหาโจร (Thieves and Kings)
Author: vekin
Rate: PG-13
Warning: คนเขียนอ่อนคำราชาศัพท์เป็นอย่างยิ่ง ต้องขออภัยในความผิดพลาดมา ณ ที่นี้
***บุคคล เหตุการณ์และสถานที่ในเรื่องล้วนสมมติขึ้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องพาดพิงกับบุคคลและเหตุการณ์จริงแต่อย่างใด***

Chapter 3
####################################################
ในห้องทรงพระอักษรนั้นบรรยากาศที่เคยตึงเครียดยิ่งทวีความหนักหน่วงยิ่งกว่าครั้งไหนๆ โดยเฉพาะเมื่อองค์ราชินีตรัสถามด้วยพระสุรเสียงอันเคร่งเครียดว่า ” ยังไม่พบเขาอีกหรือ ”

เจ้าหน้าที่ในที่นั้นก็ได้แต่กลืนน้ำลาย ” ตอนนี้ทหารรักษาการณ์ในเมืองหลวงตรวจค้นบ้านทุกบ้านอยู่ คงต้องใช้เวลากว่าจะ- ”

” ทหารม้าล่ะ ”

เจ้าหน้าที่ผู้นั้นกลืนน้ำลายอีกอึกใหญ่

” ทหารม้าเล่า มีความคืบหน้าใดบ้าง ” พระนางตรัสเร่งก่อนจะทอดถอนพระทัย ” ข้าไม่คิดหรอกว่าเขาจะหลบซ่อนอยู่ในเมืองนี้ จะมีที่ใดสำหรับซ่องสุมกำลังคนได้ ”

” เรื่องนั้น ข้าพระองค์ไม่มั่นใจนัก เหตุเพราะเมืองหลวงนั้นกว้างขวาง แม้ไม่อาจฝึกฝนกำลังคนโดยรอดพ้นสายตาของพวกเรา แต่แถบชานเมืองนั้นก็อาจเป็นแหล่งพบปะได้ ข้าพระองค์ไม่กล้าตัดความเป็นไปได้ที่ผู้ก่อการณ์เป็นคนในเมืองนี้พระเจ้าคะ ”

” ความรอบคอบของเจ้าข้าขอบใจมาก ” พระนางตรัส หากสายพระเนตรไม่ได้มีแววผ่อนคลายลง ” แต่ข้าถามถึงทหารม้า งานของพวกเขาคืบหน้าไปอย่างไรบ้าง ”

ในที่สุดแม้ลังเลใจเหลือแสน เจ้าหน้าที่ผู้นั้นก็ต้องถวายรายงาน ” ทหารม้าพบร่องรอยในป่าทางเหนือ หากพวกเขาไม่แน่ใจนักว่าเป็นเพียงร่องรอยของโจรป่า หรือกองกำลังที่ช่วยเหลือให้เจ้าชายทรงหลบหนี แต่….พระอาญาไม่พ้นเกล้า ข้าพระองค์คงต้องกราบทูลเรื่องนี้แต่ตามตรง ข้าพระองค์มีความเห็นว่าพระองค์ควรถอนทหารม้าจากภารกิจนี้พระเจ้าคะ ”

ราชินีอาร์ดาราทรงเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตรัสถามว่า ” ทำไมกัน ”

” พระอาญาไม่พ้นเกล้า ” เจ้าหน้าที่ผู้นั้นก้มหน้างุด ” ทหารม้าที่ใช้นอร์ธบีสท์สร้างความกลัวแก่ชาวบ้านเป็นอันมาก การปฏิบัติหน้าที่ทำให้เกิดความขัดแย้งกับชาวบ้านจนเริ่มมีข่าวไม่ดีเกี่ยวกับทหารม้าและราชสำนักร่ำลือมา ที่สำคัญคือความเคลื่อนไหวอย่างเร่งรีบและผิดปรกติของกองทหารม้าเริ่มจะเป็นที่สังเกตจากทางกาลัทเทียร์และอดีตอาณาจักรเวสต์เวลล์ ” อีกครั้งที่เขากลืนน้ำลาย ” คงไม่นานก่อนที่ทั้งสองฝ่ายนั้นจะคาดเดาถึงความสั่นคลอนของราชบัลลังก์ ”

อีกครั้งที่ในห้องนั้นคือความเงียบกริบขณะที่องค์ราชินีทรงทอดพระเนตรบุรุษตรงหน้าพระองค์ราวกับใบหน้าเขานั้นมีอักขระเขียนไว้ สายพระเนตรที่เพ่งพินิจมาทำให้เจ้าหน้าที่ผู้นั้นต้องกลืนน้ำลายอึกใหญ่ แต่ในที่สุดพระนางก็ตรัสขึ้น ” ถ้าท่านจะบอกว่าทั้งสองจะเป็นภัยต่อเรานั้น ท่านคิดเกินไปแล้ว กาลัทเทียร์อยู่ภายใต้การควบคุมของเราอยู่แล้ว ส่วนเวสต์เวลล์นั้นก็ระส่ำระส่ายจนต่อแผ่นดินไม่ติดด้วยซ้ำ ”

” นั่นก็จริงอยู่ แต่ความเคลื่อนไหวในกาลัทเทียร์นั้นไม่เป็นที่ล่วงรู้มากนัก ส่วนเวสต์เวลล์ ด้วยความวุ่นวายภายในทำให้คาดเดาได้ลำบากยิ่งว่า- ”

” พอเถอะ ” พระนางตรัสพลางส่ายพระพักตร์น้อยๆ ” ข้าเหนื่อยแล้วเจ้าช่วยออกไปก่อนเถิด ”

เมื่อพระนางถึงกับเอ่ยปากตรัสเช่นนั้นที่ไหนเลยเจ้าหน้าที่ผู้นั้นจะปฏิเสธได้แม้ความกังวลของเขาจะยังไม่จางหาย จริงอยู่ที่สิ่งซึ่งพระนางตรัสนั้นไม่ผิดไปแม้ซักคำ แต่ความจริงอาจไม่สวยหรูนักหากบ้านเมืองต้องตกอยู่ในความวุ่นวาย เมื่อบัลลังก์ขาดไร้รัชทายาทเช่นตอนนี้ แต่พ้นห้องนั้นไปเพียงไม่กี่ก้าวเท่านั้นร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นอย่างเร่งรีบจากอีกฟากของทางเดินมา ไม่ทันไรนางกำนัลคนหนึ่งก็โผล่พรวดพราดมาจากด้านหลัง ค้อมตัวทำความเคารพคนผู้นั้นก่อนจะแจ้งกิจว่า ” พระราชินีทรงรออยู่เจ้าคะ ท่านดยุค ”

นั่นทำให้เจ้าหน้าที่ผู้นั้นเหลียวหลังพอจะทันเห็นชายผู้นั้นก้าวตามนางกำนัลตรงไปยังห้องทรงพระอักษร ในคราแรกเขาอาจไม่มั่นใจนักด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดนั้นไม่ใช่วิสัยสามัญของชายซึ่งขึ้นชื่อในความเป็นหนุ่มจ้าวสำราญอย่างดยุคแห่งโดบรัม แต่นั่นคือดยุคคลอเดียส ชาล็อตตาไม่ผิดตัวแน่ เขาเข้าเฝ้าราชินีอีกแล้วอย่างนั้นหรือ นี่ก็อาจเป็นหนึ่งในชนวนของความเปลี่ยนแปลงเช่นกัน

แต่สำหรับดยุคหนุ่มความร้อนใจและเร่งรีบทำให้เขาไม่ทันสังเกตเลยจริงๆว่ามีใครอยู่ในทางเดินนั้นหรือแลเห็นยามที่เขาเข้ามาในห้องทรงพระอักษรด้วยหรือไม่ ทั้งหมดที่อยู่ในความนึกคิดของเขานั้นคือองค์ราชินีผู้เลอโฉมซึ่งบัดนี้ถูกรุมเร้าด้วยความไม่สบายพระทัยต่างๆนานา และในช่วงเวลาเช่นนี้พระนางก็เรียกหาเขาให้เข้ารับใช้ นับเป็นเกียรติอย่างหาที่สุดมิได้สำหรับดยุคเช่นเขา ” ถวายพระพรองค์ราชินี ” คลอเดียสค้อมร่างพลางทรุดกายลงข้างพระแท่นรับพระหัตถ์เรียวงามนั้นมาจุมพิตเช่นทุกครั้ง ” ข้าพระองค์ได้ยินมาว่าพระองค์กำลังประชวรหรือพะยะคะ ”

ได้สดับช่นนั้นพระนางก็แย้มพระโอฐษ์อย่างเหนื่อยล้า ” มีบ้างคลอเดียส ข้าก็ไม่ใช่ว่าเป็นสาวเป็นแส้อะไรขนาดนั้นแล้ว ปัญหาสุขภาพเลยมีบ้าง ”

” แต่ตลอดมาพระองค์ทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงมาโดยตลอด คงเป็นเพราะ…ความกดดันจากเรื่องที่เกิดขึ้นกระมัง ”

” คงเช่นนั้นกระมัง ” พระนางตรัสพลางถอนพระทัย ” ข้าไม่เคยรู้สึกเหนื่อยเท่านี้เลยจริงๆคลอเดียส เหนื่อยทั้งกายใจ เรื่องราวทั้งหลายที่สั่งการณ์ไปก็ไม่ได้คืบหน้าเสียที ”

” นั่นเพราะแผนการณ์ที่แยบยลของผู้ก่อการนำพาพวกเราให้หลงทางพะยะคะ ” ท่านดยุคกล่าว ” เช่นนั้นข้าเกรงว่าลำพังทหารม้าจะยังไม่พอ ถ้าจะหาเจ้าชายอาวดริคให้พบ คงต้องใช้เรี่ยวแรงของราษฎรทั้งหลายเป็นหูตา ”

ความเห็นนั้นทำให้พระนางเงียบไปครู่หนึ่ง ราวกับว่านั่นทำให้พระนางดำริบางสิ่ง ” ท่านช่างเป็นสหายที่ประเสริญจริงๆ คลอเดียส ” องค์ราชินีตรัสขึ้นด้วยพระสุรเสียงที่แสดงความยินดีและประหลาดพระทัยในที ” ทำไมข้าไม่นึกถึงเรื่องนี้ทั้งที่มันพอเหมาะลงตัวขนาดนี้แล้วแท้ๆ ”

” พอเหมาะลงตัว? สิ่งใดหรือพะยะคะ ” พระนางแย้มพระโอษฐ์เล็กน้อยหากมิได้ตอบในทันที กลับผายพระหัตถ์เชื้อเชิญดยุคหนุ่มขึ้นมานั่งบนพระแท่นด้วยกัน ท่วงท่าที่แสดงความสิเหน่หานั้นแม้ทำให้เลือดในกายคนหนุ่มเช่นคลอเดียสเดือดพล่านกลับยับยั้งเขาจากการรับคำเชิ้อเชิญที่ว่า ไหนเลยเขาจะกล้าเทียบเคียงกับสตรีที่งดงามเฉลียวฉลาดเช่นพระนางอาร์ดาราไปได้ ดังนั้นดยุคหนุ่มจึงยังคุกเข่าอยู่ข้างพระแท่นเช่นเดิม ” พระอาญาไม่พ้นเกล้า ดำรัสของพระองค์เมื่อครู่หมายถึงสิ่งใดพะยะคะ ”

” เจ้าบอกให้ข้าใช้ราษฎรเป็นหูตามิใช่หรือ ” พระนางตรัส ” หูตาที่มีความคิดอ่านของตนเองอาจนำมาซึ่งข่าวสารที่คลาดเคลื่อน แต่เรามีอย่างอื่นที่บัญชาหูตาเหล่านั้นได้” แล้วพระนางก็แย้มพระโอษฐ์น้อยๆพลางค้อมพระวรกายลงกระซิบตรงหน้าดยุคหนุ่ม ” คลอเดียส ภารกิจนี้คงต้องเหนื่อยท่านช่วยดูแลให้ข้าแล้ว ” แล้วมีหรือที่ดยุคแห่งโดบรัมจะไม่ปลื้มปีติยินดีที่ได้ยินเช่นนั้น

***

เขาไม่แน่ใจนักว่าตนเองรอดชีวิตอยู่ได้อย่างไรโดยไม่ง่วง ไม่เหนื่อย และไม่ล้าเลยตลอดเวลาเกือบสองวันนั้น สองวันที่พวกเขาคุมเชิงอยู่ในป่า คอยสดับรับฟังเสียงต่างๆและเฝ้ามองทหารม้าบนหลังอาชาแห่งทิศเหนือขณะที่คนเหล่านั้นตรวจตราบริเวณนั้นโดยละเอียด มิใช่โดยบุ่มบ่ามหากหลบซ่อนคุมเชิงอย่างแยบคาย ดูเหมือนว่านางแม่มดจะติดเขี้ยวเล็บให้คนเหล่านี้มากกว่าที่คิด ที่ร้ายกว่านั้นคือบางคนก็ไม่ใช่ทหารที่ฝึกมาแต่เป็นพรานป่าที่จ้างมาและติดยศให้เพื่อสืบเสาะร่องรอยในป่าเช่นนี้โดยเฉพาะ พวกเขาจึงต้องเคลื่อนไหวอย่างรอบคอบ เสียงสัญญาณต่างๆนั้นแทบจะส่งหากันไม่ได้ ยิ่งทีพวกเขายิ่งต้องกระจายตัวออก ร่องรอยลวงก็กลัวว่าจะไม่เป็นผลจึงได้แต่รอคอยอย่างทรมานในสถานการณ์ที่เหมือนว่าพวกเขาจะมีแต่แพ้เท่านั้น

คงต้องเรียกว่าเป็นโชคที่ทหารม้าเหล่านั้นถอยออกไปก่อนที่ใครคนใดคนหนึ่งจะถูกจับได้ ในตอนแรกก็ยังไม่มีใครวางใจ ก็จนเมื่อพระอาทิตย์ตกดินแล้วเท่านั้นที่เหยี่ยวป่าทั้งหลายกล้าพอจะปรากฏตัวออกมาจากเงามืด ” ฉิวเฉียดน่าดู ” บาร์ธรำพึงขณะที่เด็ดยอดหญ้ามาเคี้ยว ความตึงเครียดยังคงชัดเจนขณะที่นั่งลงข้างกองไฟที่เพื่อนพ้องของเขาก่อขึ้นเป็นกองน้อยๆในกำบังของที่พักบนยอดเขา ที่พักซึ่งจนบัดนี้ก็ยังเงียบ ” ข้านึกว่าพวกเราจะดับกันก็คราวนี้แล้ว ”

” โชคช่วย ” สหายของเขาว่า ” พวกนั้นคงรีบร้อนด้วยจึงไม่ได้ดูละเอียดนัก ขึ้นเขามาสูงกว่านี้นิดเดียว ข้าคงเสร็จเป็นคนแรก ”

” ตอนแรกข้านึกว่าหัวหน้าจะสั่งโจมตีเสียอีก ” อีกคนว่าพลางถอนใจ ” ข้านี่อึดอัดแทบแย่ อยากจะลงไปฟัดกับพวกนั้นให้รู้แล้วรู้รอด ”

” เจ้าก็รู้ว่าทำไม่ได้ ”

” เออนะ ข้ารู้อยู่แล้วน่า ” เขาว่าก่อนจะเอนตัวลงนอน” ขืนทำแบบนั้นก็เรียกความสนใจของทหารม้าเข้าน่ะสิ ถูกแล้วที่ไม่โจมตี แต่ให้นั่งคุมเชิงคอยหลอกล่อด้วยร่องรอยอย่างเดียวก็เครียดจนแทบบ้าได้เหมือนกันนะ ” พูดจบเขาก็เหลียวมองซ้ายขวา ” ว่าแต่หัวหน้าเถอะ ทั้งเหนื่อยทั้งล้าขนาดนั้นนี่ลงเขาไปไหนอีกแล้วรึ ”

” ไปรับคนน่ะ ” บาร์ธกล่าวก่อนจะถุยหญ้าลงพื้น ” ถ้าคนๆนั้นยังอยู่ละก็นะ ” เพื่อนพ้องที่เหลือก็ได้แต่มองหน้ากัน ไม่มีใครอยากพูดอะไรมากนักสำหรับเรื่องนี้

หากไม่ติดว่ามันเป็นคืนเดือนมืด หากว่าพวกเขาไม่ต้องเข้าไปในถ้ำ คนที่คุ้นเคยกับป่าเช่นพวกเขาก็คงไม่ใช้คบไฟในการเดินทางทั้งที่รู้ว่าศัตรูอาจอยู่ไม่ห่างออกไปนัก สองวันของสงครามประสาทที่พวกเขาต้องทำกับทหารม้าที่ชำนาญทางป่าทำให้พวกเขาเหนื่อยล้าแทบหมดกำลัง แต่ตอนนี้พวกเขาต้องไปต่อ เขาทำได้แค่วางใจในเวรยามที่ล้อมรอบของเขาลูกนี้ พร้อมส่งสัญญาณทันทีที่มีผู้บุกรุก แต่ตอนนี้เพื่อให้เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วที่สุดที่เป็นไปได้ เขาต้องยอมเสี่ยงบ้าง

เกือบสามวันแล้ว นั่นคือสิ่งที่ซาร์คหวั่นใจ หากพ้นคืนนี้ไปอาวดริคอาจจะ…..

คิดได้แค่นั้นเด็กหนุ่มก็ส่ายหน้า ถ้าเป็นตัวเขาเมื่อเกือบปีก่อนคงไม่มีทางกังวลกับเรื่องแบบนี้แน่ อาวดริคจะไปที่ไหนล้วนไม่ใช่เรื่องของเขา อย่างเลวที่สุดเขาก็อาจจะแค่ยักไหล่แล้วก็บอกว่ามันช่วยไม่ได้เมื่อเจ้าชายเป็นฝ่ายรนหาที่เอง มันน่าขำที่ตัวเขาในตอนนี้ทำแบบนั้นไม่ได้เสียแล้ว

เขาต้องสะดุ้งออกจากภวังค์เมื่อดินที่ปลายเท้ายวบลงกะทันหันจนเกือบหงายหลัง ยังดีที่มีคีธว้าตัวเขาไว้ทันแล้วดึงเขาไว้ก่อนจะตกลงไปจากผาเตี้ยๆที่เขาไม่ทันเห็นเลยว่าอยู่ตรงหน้า คงไม่ผิดนักถ้าจะบอกว่าสมาธิของเขาในตอนนี้ไม่เหมาะที่จะเดินป่าที่มือสนิทได้ตามลำพัง แต่คีธกลับไม่ทักอะไร เขาเพียงแค่ช่วยให้ผู้เป็นหัวหน้ากลับมายืนได้เช่นทุกครั้งแล้วเดินต่อไปอย่างรวดเร็วและเงียบกริบไม่มีการสนทนาใดๆระหว่างกัน ซาร์คนำหน้าและคีธตามหลังมาใกล้ๆ เนิ่นนานที่สรรพเสียงนั้นสงัดเงียบจนในที่สุดเสียงน้ำไหลก็ดังขึ้นแว่วๆมาจากที่ไกลๆตอนนั้นเด็กหนุ่มจึงชะลอฝีเท้าลงขณะที่พวกเขาลัดเลาะไปข้างลำน้ำ ตรงไปยังเวิ้งน้ำสีดำทะมึนที่ใต้ม่านน้ำตกเตี้ยๆ

แต่ที่นั่นไม่มีร่องรอยของแสงไฟและไร้ซึ่งร่องรอยของชีวิต นั่นทำให้เด็กหนุ่มใจหายวาบ ความคิดเลวร้ายต่างๆนานาพร่างพรูไม่ต่างอะไรจากน้ำที่ไหลลงจากขอบหินเหนือหัวเขาขึ้นไป เขาไม่รู้เลยจริงๆว่าจะพบอะไรข้างหลังม่านเถาวัลย์นั้น ร่างที่ไร้วิญญาณ หรือความว่างเปล่า หรืออาจจะเป็นแค่ร่างที่คุดคู้หลับไหลอยู่ในซอกหิน เขารู้ตัวว่าตนเองหยุดยืนอยู่ที่หน้าปากถ้ำนั้นก็มือหนักหน่วงข้างหนึ่งตบลงบนบ่าของเขา ความหนักแน่นของชายที่ยืนอยู่เบื้องหลังนั้นให้ความอุ่นใจอย่างประหลาดรวมทั้งความกล้าที่จะแหวกม่านนั้นเข้าไป

แล้วก็ไม่มีใครอยู่ที่นั่น ไม่มีแม้แต่เงาหรือร่องรอยว่าเคยมีคนอยู่ที่นั่นมาก่อน ไม่ว่าจะเรียกอย่างไรก็ไม่มีคนตอบรับ สิ่งเดียวที่ซาร์คทำได้คือข่มใจให้สงบลงมากพอที่เขาจะสามารถมองไปรอบๆอย่างมีสติ เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่เหลือร่องรอยใดไว้เลย หากอาวดริคถูกจับตัวหรือเลวกว่านั้นคือถูกฆ่า จะต้องมีร่องรอยของการต่อสู้ แม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม

แล้วฉับพลันนั้นสายตาของเด็กหนุ่มก็เห็นบางสิ่ง มันไม่ใช่ร่องรอยของการต่อสู้แต่มันก็เลวร้ายไม่ต่างกัน

ร่างที่โผล่พรวดพราดออกมาจากเงาไม้เถานั้นทำให้คีธถึงกับสะดุ้ง เขารีบคว้าร่างนั้นไว้อย่างรวดเร็วเหมือนกลัวว่าจะหายเข้าไปในความมืด แม้พวกเขาแทบมองไม่เห็นอะไร ความร้อนรนเหมือนจะไหลจากร่างนั้นมาที่เขาก่อนที่เข้าตัวจะหันมาเสียอีก ” เจ้านั่นไปแล้ว ” เสียงนั้นแม้แผ่วเบาเพียงใดชายหนุ่มก็ได้ยินชัดเจน มันไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากจะเชื่อแต่ว่า…

ความลังเลใจนั้นชัดเจนพอที่เด็กหนุ่มจะยื่นม้วนหนังม้วนหนึ่งให้ มันเป็นม้วนหนังที่ห่อเสบียงส่วนหนึ่งที่ผู้เป็นหัวหน้านำมา แล้วซาร์คทิ้งร่างลงนั่งบนหินก้อนใหญ่ก้อนหนึ่ง ใบหน้าของเขาซุกอยู่ในฝ่ามือทั้งสองข้าง ในแสงคบสลัวนั้น คีธอ่านมันอย่างระมัดระวัง ” ขอโทษที่ก่อความเดือดร้อนให้พวกเจ้ามาตลอด แต่มีครั้งนี้ที่ข้าคงต้องขอเอาแต่ใจจากไปทั้งที่พวกเจ้าก็ห้าม อำนาจของนางไม่ใช่สิ่งที่พวกเราจะต่อกรได้ ไม่ช้าก็เร็วนางจะเจอข้า ข้าจึงได้แต่หวังว่าจะไม่มีวันที่นางจะเจอพวกเจ้า ‘เหยี่ยวนั้นว่องไวเกินจะไปล่า หากใช้เป็นสหายในการล่าจะไม่ดีกว่าหรือ’ ขอให้พวกเจ้าปลอดภัย อาร์ธ ” แล้วเขาก็เงียบ เสียงเดียวที่ดังขึ้นหลังจากนั้นคือเสียงของแผ่นหนังขณะที่มันถูกบีบขยี้อยู่ในมือและสายน้ำที่ยังคงไหลเรื่อยต่อไป

” เจ้านั่นบ้าไปแล้ว ” เด็กหนุ่มพึมพำขึ้นขณะที่กัดปากกรอด โมโหนั้นโมโหยิ่งกว่าอะไรดี แต่ต่อให้เขามาทันต่อยหน้าเจ้าชายซักหมัดหมอนั่นก็คงยังยืนยันจะไปอยู่ดี แล้วหากเจ้าตัวดึงดันจะไปเขาจะทำอะไรได้

แต่ก่อนที่เขาจะต้องต่อยอะไรเข้าจริงๆมือข้างหนึ่งก็สางเส้นผมของเขาเบาๆแล้วความพลุ่งพล่านเมื่อครู่ก็เหมือนจะสงบลงเสียอย่างนั้น เขาต้องแปลกใจเมื่อเงยหน้าขึ้นมองแล้วเห็นว่าชายตรงหน้ากูร้อนรนยิ่งกว่าเขาเสียอีก ” ข้าจะไปตามเขากลับมาเอง ”

เด็กหนุ่มได้กลืนน้ำลาย ” เจ้ารู้หรือว่าเขาไปที่ไหน ”

” มันชัดเจนไม่ใช่หรือครับ ” แล้วเขาก็หันไปทางน้ำตก ” คนที่ไม่ได้คุ้นเคยกับทางป่าคงไม่ปีนผาแบบนั้น ทางที่ง่ายที่สุดคือตามลำธารนี้ไป มิหนำซ้ำยังเดินทางได้ไม่กี่วัน คงไปได้ไม่ไกล ตามไม่นานคงเจอ ” พูดจบเขาก็แกว่งเปลวสีส้มนั้นลงน้ำ ปล่อยให้ความมืดเข้าล้อมพวกเขาอย่างสิ้นเชิง

ในตอนนั้นเองที่เด็กหนุ่มคว้ามือของเขาไว้ แรงบีบนั้นเหมือนจะมากกว่าคราวไหนๆที่แล้วมาจนเขาต้องหันไปมอง แม้จะมองไม่เห็นแทบไม่เห็นซาร์คก็ตาม ” เจ้าอยู่ที่นี่ ข้าไปตามเขาเอง ”

ชายหนุ่มดึงมือเขาออกในทันที ” ท่านอยู่ที่นี่ ”

” แต่พวกนั้นอาจจะย้อนกลับมาก็ได้ ถึงตอนนั้นแล้วใครจะ- ” แล้วคำพูดนั้นก็ค้างอยู่กลางคำ ผู้เป็นหัวหน้ากลืนน้ำลายอึกใหญ่เหมือนกำลังกลืนคำพูดที่หลุดออกมานั้นกลับเข้าไปในคอให้เร็วที่สุดที่เป็นไปได้ แต่มันช้าเกินไป ความกดดันในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาเหมือนจะบดทำลายความเชื่อมั่นของเขาจนเป็นธุลี

แต่ชายหนุ่มก็ไม่ทักอะไร เขาเพียงเอื้อมมือไปสางเส้นผมสีแดงนั้นเบาๆ ” ท่านคือคนที่นำเหยี่ยวป่ามาจนถึงตอนนี้ ท่านซาร์ค ไม่มีใครอีกที่ทำหน้าที่นี้ได้ ปราศจากท่านพวกเราก็ปราศจากศรัทธา ปราศจากความหวัง ปราศจากชีวิต ” แล้วเขาก็ก้มลงกระซิบ ” ในยามที่ความสิ้นหวังคืบคลานสิ่งที่จะนำทางเราไปคือศรัทธา อย่าทิ้งพวกเราแม้ท่านจะกลัว อย่าหันหลังอย่าวอกแวกอย่าถอย เช่นนั้นแล้วพวกเราจะตามท่านไปจนถึงที่สุด ไม่ว่าจุดจบจะเป็นอย่างไรก็ตาม ”

น่าแปลกที่แม้ในความมืดนั้นเขายังรู้สึกว่าดวงตาของเด็กหนุ่มกำลังทอประกาย แม้เลือนลางและสับสน แต่ยังคงมุ่งมั่นเหมือนที่เขาจดจำได้ในการพบกันครั้งแรก ” กลับมาให้เร็วที่สุดล่ะ ” ผู้เป็นหัวหน้ากล่าว ” นี่เป็นคำสั่ง ”

ชายหนุ่มได้ยินเช่นนั้นก็ยักหน้ารับก่อนที่ร่างของเขาจะหายเข้าไปในเงามืดของทิวไม้ที่ริมลำธารนั้นเอง

***
แสงไฟที่มืดดับนั้นในหลายคราบ่งบอกถึงเวลาบรรทมของพระราชาที่ทำให้นางกำนัลทั้งหลายรีบถอยห่างออกมาในทันที ผู้เดียวที่จะเข้าไปยังห้องบรรทมหลังจากนั้นมีเพียงองค์ราชินีที่เสด็จมาเพื่อทรงตรวจดูให้แน่พระทัยว่าพระสวามีบรรทมหลับดีแล้วในค่ำคืนนั้น หากครานี้พระนางกลับทรงพบราชาลุดวิกประทับนั่งอยู่บนพระแท่นบรรทมโดยไม่มีท่าทีง่วงงุน สายพระเนตรทอดมองออกไปยังฟากฟ้าสีดำนอกบัญชรห้องพระบรรทมนั้น ความตกพระทัยแปรเปลี่ยนเป็นความกังวลยามที่พระนางประทับของเคียงข้าง ” ยังไม่บรรทมหรือเพคะ พระวรกายไม่สู้แข็งแรงแท้ๆ ”

” ข้าอยากพบอาวดริคเหลือเกินอาร์ดารา ” พระองค์ตรัสก่อนจะผินพระพักตร์กลับมาทอดพระเนตรพระมเหสีด้วยดวงตาที่แม้อ่อนล้าก็กระจ่างใสอย่างยิ่ง ” เขาหายไปไหนเสีย ทำไมไม่มีใครยอมตอบข้าเมื่อถามถึงเขาเลย ”

มีแต่พระนางเท่านั้นที่ตรัสตอบพระสวามีด้วยสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ความเงียบงัน หากก็ไม่ได้บอกอะไรแต่กษัตริย์ชราเช่นกัน ” พระโอรสไม่ได้อยู่ในปราสาทในตอนนี้เพคะ พระองค์โปรดวางพระทัย เจ้าชายกลับมาเมื่อไหร่ หม่อมฉันจะพามาเข้าเฝ้าพระองค์แน่นอนเพคะ ” แล้วพระนางก็แย้มพระโอษฐ์ราวจะปลอบพระทัยพระสวามี ” แต่พระองค์ก็ต้องเตรียมพระวรกายให้แข็งแรงเพื่อวันนั้นด้วย ตอนนี้เสวยยาแล้วบรรทมก่อนเถอะเพคะ ”

ความนุ่มนวลอ่อนหวานนั้นยากยิ่งที่บุรุษใดใจแข็งปฏิเสธได้ ราชาลุดวิกเองก็เช่นกัน พระองค์ทรงรับถ้วยยานั้นจากพระหัตถ์ของพระชายาอย่างเต็มพระทัยก่อนจะเสวยจนหมดอย่างรวดเร็ว พระนางแย้มพระโอษฐ์น้อยๆเป็นการตอบรับก่อนจะทรงรับถ้วยยานั้นมาแล้วประคองพระราชาให้เอนองค์ลงบรรทม ” พรุ่งนี้หม่อมฉันจะให้หมอหลวงมาตรวจพระอาการนะเพคะ คืนนี้โปรดลืมความกังวลทั้งหลายแล้วทรงพักผ่อนด้วย ”

การตอบรับคำนั้นคือการยักพระพักตร์ ก่อนที่พระองค์จะหลับพระเนตรลง เคลิบเคลิ้มไปกับสัมผัสจากราชินีอาร์ดาราขณะที่พระนางจัดผ้าห่มให้มิดชิดกันลมหนาว รอยยิ้มแสนหวานค่อยๆปลาสไป สายพระเนตรขององค์ราชินีทอดมองอย่างกังวลจนไม่วายเหลียวหลังมาอีกครั้งก่อนจะเสด็จออกไป แล้วประตูก็ปิดลง พร้อมๆกับพระเนตรขององค์ราชาที่เบิกขึ้นในทันใด พระหัตถ์ของพระองค์คว้าเอาผ้าที่ทรงซุกไว้ใต้พระเขนยขึ้นปิดพระโอษฐ์เพื่อคายยาทั้งหมดที่ดื่มไปต่อหน้าพระมเหสีออกมาจนไม่มีเหลือ ผ้านี้ถูกเก็บไว้ในกระโถนใต้พระแท่นให้มหาดเล็กของพระองค์เป็นผู้เก็บไปก่อนที่นางกำนัลของพระราชินีจะเข้ามา

รายงานจากหัวหน้ากองกำลังรักษาพระองค์มาถึงพระองค์เมื่อวันก่อนนั้นบอกเล่าเรื่องที่น่าสงสัยอย่างยิ่ง แม้แต่เกรเกอร์ผู้กราบทูลเองยังมีความกังขาในใจเช่นกัน ” พระอาญาไม่พ้นเกล้า เคานท์โจนาธาน เมริสมาสิ้นชีวิตไปแล้ว บัดนี้ผู้ดูแลสมบัติของบ้านเมริสมาคือเคานเตสฟรานเชสก้า ภริยาคนที่สองของท่าน ”

สิ่งที่ทำให้พระองค์ทรงฉงนอย่างยิ่งคือ ” คนที่สองหรือ โจนาธานน่ะรึแต่งงานใหม่ เกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นหรือ ”

” เคาน์เตสคนก่อนเสียชีวิตไป….ก่อนหน้าท่านได้แค่ราวปีเท่านั้น ”

” นั่นนับว่าแปลก ” พระราชาตรัสก่อนจะทรงถอยพระทัยเฮือกใหญ่ ” เท่าที่ข้ารู้ โจนาธานรักครอบครัวมาก ข้าไม่คิดว่าในเวลาแสนสั้นเช่นนั้นเขาจะตัดสินใจแต่งงานใหม่กับหญิงอื่น ”

เรื่องเช่นนั้นเกรเกอร์ก็เห็นด้วยเช่นกัน ” ข้าก็คิดเห็นเช่นที่ใต้ฝ่าพระบาทดำริ ข้าพระองค์จึงลองสืบสาวเรื่องนี้ดู พบว่าการแต่งงานนั้นเป็นเพื่อผลประโยชน์อย่างชัดแจ้ง เคาน์เตสมีเงินทองที่พอแก่การจ่ายภาษีที่ดินในปีนั้นให้กับท่านเคานท์ ซึ่งที่ดินของท่านเกิดความวิบัติขึ้นกะทันหัน ”

ยิ่งได้สดับเช่นนั้นพระราชายิ่งทรงฉงนหนัก ” เรื่องเช่นนั้นการผ่อนผันย่อมกระทำได้ แล้วทำไมเขาไม่แจ้ง ”

หัวหน้ากองทำได้เพียงเม้มริมฝีปากแน่น ” เรื่องนั้นข้าพระองค์ยังไม่ทราบ ไม่มีหลักฐานของการแจ้งเรื่องราวใดๆจากท่านเคานท์เมริสมาเลยพะยะคะ ”

สีพระพักตร์ของพระราชาพลันหม่นหมองลงในทันที ” แปลก แปลกเกินไป ไม่ใช่ว่าโจนาธานไม่รู้ แล้วทำไม ใครกันที่ดูแลการเก็บภาษีในขณะนั้น ”

เรื่องนั้นท่านเกรเกอร์ไม่ได้กล่าวสิ่งใดชัดแจ้งนักนอกจาก ” ปีนั้นมีความกระด้างกระเดื่องในเมืองต่างๆอยู่บ้าง ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินจึงดูแลเรื่องนั้นเองพะยะคะ ”

แล้วใครอีกเล่าที่เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน จะว่าเป็นความละเลยเพราะความวุ่นวายอย่างนั้นหรือ แล้วเอกสารนั้นจะหายไปที่ใดได้ หากเดือดร้อนมากเพียงนั้นจะมีการส่งคำร้องเพียงครั้งเดียวหรือ แต่ถ้าเป็นความเพิกเฉยแล้ว จะทำเพื่อสิ่งใดกัน จนกว่าจะทรงทราบพระองค์ไม่อาจวางพระทัยเสวยยาที่วางอยู่ข้างพระแท่นบรรทมทุกเช้าค่ำนี้ได้อีกต่อไป น่าประหลาดทีเดียวที่เพียงไม่กี่วันหลังดำริเช่นนั้นพระองค์วรกายก็กลับฟื้นคืนกำลังอย่างน่าประหลาด ความหม่นมัวมึนเมาในห้วงดำริหายลับไปเหมือนเมฆหมอกที่ถูกแสงอาทิตย์ยามเช้าเข้าขับไล่ พระองค์ไม่อยากจะทรงเชื่อเลยว่าความเจ็บป่วยทั้งหลายนั้นเกิดขึ้นเพราะยา เพราะความตั้งใจของอาร์ดาราพระมเหสีที่ทรงรักยิ่ง

แต่เพราะไม่มีสิ่งใดกล่าวหาพระมเหสีได้ พระองค์จึงไม่อาจกระทำสิ่งใดมากไปกว่ารอคอยอยู่ในความเงียบอันน่าอึดอัดทรมานเหลือล้น ” จนกว่าจะถึงเวลาเท่านั้น ” พระราชาตรัส สายพระเนตรจดจ้องออกไปเบื้องนอกบัญชรราวกำลังทอดพระเนตรเห็นใครอยู่เบื้องนอกนั้น จะต้องมีวันที่พระองค์หวนคืนสู่พระราชอำนาจและสร้างความกระจ่างแก่สิ่งที่เกิดขึ้นนี้

หากเพียงวันนั้นจะมาถึง

***
แสงอาทิตย์ยามเช้าคือสัญญาณการสิ้นสุดของค่ำคืนที่ยาวนาน สาดส่องสดใสจนแม้แต่ผู้ที่ตกอยู่ในห้วงความฝันที่ดำมืดที่สุดยังตื่นขึ้นรับแสงจากฟากฟ้านั้นด้วยเช่นกัน วันนี้วันที่เท่าไหร่กันแล้วที่เขาออกมาตามลำพัง เดินทางเลียบลำธารนี้ในยามที่มีเรี่ยวแรงและอาศัยพุ่มไม้หนากำบังร่างยามที่ไม่อาจเดินต่อไปได้ไหว บ่อยครั้งที่เส้นแบ่งระหว่างอดีตและปัจจุบันพร่าเลือนไปและเขาต้องมองเห็นและรับรู้เรื่องราวที่เคยลืมเลือนไปราวกับมันปรากฏอยู่ตรงหน้าโดยไม่อาจแก้ไขได้

แต่ยังดีที่ยิ่งทีมโนภาพเหล่านั้นยิ่งปรากฏน้อยลงและกำลังวังชาของเขาก็กลับมารวดเร็วกว่าที่คาดคิดไว้มากโข อีกไม่เกินสัปดาห์เขาน่าจะไปถึงนูไฮม์ หากเขายังไปที่นั่นได้ จะมีใครจำได้ไหมว่าครั้งหนึ่งเขาคือเจ้าชายอาวดริค รัชทายาทแห่งอาณาจักรไลน์ ทหารม้าที่ลาดตระเวนอยู่ทั่วไปจะรู้หรือเปล่าว่าเขาคือกบฏที่ราชสำนักต้องการตัว ” ไม่มีทาง ” เขาบอกกับภาพของตนเองที่สะท้อนอยู่ในลำธาร ภาพที่ไม่มีเค้าโครงของเจ้าชายผู้นั้นหลงเหลืออยู่อีกแล้ว หากใบหน้านั้นกำลังยิ้มให้เขา ” ตอนนี้เหลืออยู่แต่อาร์ธเท่านั้น ไม่มีใครอื่นอีกแล้ว ” แล้วเขาก็วักน้ำขึ้นล้างหน้าชำระเอาความง่วงงุนออกไป ก่อนจะลุกขึ้นเตรียมเดินทางต่อไปทางตะวันตก

แต่แล้วเช้าอันสงบสุขนั้นก็ถูกขัดจังหวะเมื่อเสียงฝีเท้าดังขึ้นจากในป่าที่อีกฟากของลำธาร ความคิดแรกของเขาคือต้องหาที่ซ่อน แต่แล้วอีกครึ่งหนึ่งของเขาก็บอกให้หยุดยืนอยู่

…ข้าไม่ใช่อาวดริค…ข้าคืออาร์ธ….อาร์ธไม่เคยทำความผิด…ข้าไม่จำเป็นต้องหนี…..

แต่สิ่งที่ปรากฏออกมาจากทิวไม้นั้นไม่ใช่ทหารม้ากลับเป็น ” ราพุนเซล! ”

นางม้าขาวสะบัดหัวร้องในทันทีที่ได้ยินเสียงของเจ้านายผู้เป็นที่รักยิ่งของนางชัดเต็มหู ราวจะบอกว่านางยังจดจำเขาได้แม้ตอนนี้ทั้งใบหน้าและรูปร่างนั้นแลดูทรุดโทรมไปมากเพียงใดก็ตาม เหนืออื่นใดนั้นนางยินดีอย่างหาที่เปรียบมิได้ที่ได้รู้ว่าเขายังปลอดภัย

หากใบหน้าของชายหนุ่มที่อีกฟากตลิ่งนั้นไม่ได้แสดงความยินดีเช่นเดียวกับนางเลย ” เจ้ารีบไปเถอะ ” เขาบอก ” ไปจากที่นี่ ราพุนเซล ลงใต้ไปยังที่ๆเจ้าเกิด ” อากัปกิริยานั้นทำให้นางม้าเงียบไปครู่หนึ่ง แต่อีกเพียงครู่ต่อมานางก็สะบัดร่างร้องด้วยความไม่เข้าใจ นางจดจ้องที่ลำธารนั้นอยู่หลายครั้งเหมือนอยากจะข้ามมาแต่ทว่า ” ไปจากที่นี่ เจ้าไม่ได้ยินข้ารึไง ” แล้วอาร์ธก็เป็นฝ่ายเดินจากไป ตรงต่อไปตามเส้นทางของเขา แต่นางม้าก็ยังตาม หลายครั้งที่นางร้องเรียก หลายครั้งที่นางเหมือนกับจะข้ามมา แต่ทุกครั้งความกังวลบนใบหน้าของผู้เป็นนายก็ทำให้นางไม่กล้า หลายครั้งที่เขาหันมองมาสบสายตากับนาง แล้วก็สะบัดหน้าหนีไปทุกครั้ง ” อย่าตามข้ามา ”

แต่นางก็ยังคงเดินตามพยายามให้เขาสนใจแต่ไม่มีความกล้าจะข้ามไปหา สงสารก็สงสารแทบขาดใจ แต่ในเวลาเช่นนี้จะให้เขาทำอย่างไรได้ นางม้ามีแต่จะเรียกความสนใจจากหูตาขององค์ราชินี แล้วถ้าพระนางจับพวกเขาได้… ” ข้าไม่อยากให้เจ้าเป็นอะไรไปนะ ราพุนเซล ” ความเศร้าสร้อยในน้ำเสียงนั้นทำให้นางม้าต้องชะงัก นางหยุดยืนนิ่งมองดูขณะที่เขาเดินห่างออกไปทุกที ” เจ้าไม่มีโกลนหรือบังเหียนไว้ควบคุมตัวเจ้าอีกแล้ว ” แล้วเขาก็ยิ้ม ” รีบไปเถอะไป ”

นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาหันมองนาง ครั้งสุดท้าย เขาบอกตัวเองว่าจะไม่หันไปอีกแล้ว เขาปล่อยให้เสียงร้องอย่างอาลัยนั้นห่างจากเขาออกไปทุกทีขณะที่เขาเดินหน้าต่อไป ได้แต่ภาวนาว่านางจะตัดสินใจอยู่ตรงนั้นแล้วไม่ตามมา ให้นางไปตามทาง กลับไปมีชีวิตอิสระอย่างม้าป่าเช่นเมื่อเยาว์วัย

แต่เมื่อเสียงนั้นเงียบไปดวงใจของเขาก็เหมือนจะหล่นวูบลง แต่ทั้งที่ตั้งใจว่าเขาจะปล่อยนางไปแต่ก็ยังเหมือนมีบางอย่างในตัวเขาหายไปอย่างกะทันหัน แล้วมันน่าแปลกหรือในเมื่อตั้งแต่เล็กแต่น้อยราพุนเซลก็อยู่กับเขามาตลอด เขาได้เลี้ยงนางตั้งแต่นางยังเป็นลูกม้าถูกจับออกมาจากป่าทางใต้ นางเย่อหยิ่งพยศถือดี ไล่ถีบเขาเสียจนบางทีก็ช้ำเลือดช้ำหนอง แต่นางก็ยังเป็นเพื่อน เป็นสิ่งเล็กๆที่มั่นคงในใจของเด็กน้อยที่ไม่เหลือใครเช่นเขา

แล้วในทันใดนั้นเองเสียงหนึ่งก็ก้องขึ้นมาในโสตประสาท เสียงหนักหน่วงของฝีเท้าม้าดังกระหึ่มราวจะสะท้อนมาจากลำไม้ทุกต้นในที่นั้น แต่เขารู้ดีว่าไม่ใช่ มันสะท้อนอยู่ในหัวของเขาเอง เสียงฝีเท้าของนอร์ธบีสท์ในตอนที่มันเดินหน้าเข้ามา แล้วเสียงนั้นก็หายไปหากสายตาของชายหนุ่มกำลังพร่าเลือนลงทุกขณะ เขารีบวิ่งเข้าไปในป่าหาที่หลบเร้นกายให้ได้เร็วที่สุดเท่าที่สติของเขาจะเอื้อ

สิ่งที่ปรากฏตรงหน้านั้นคือหญิงในชุดต่างแดน รอบกายของเขากลายเป็นห้องทึบในปราสาทที่เหม็นอับและสลัวด้วยแสง หญิงคนนั้นยืนอยู่ที่นั่น มองเขาแล้วตวัดสายตาขึ้นมองข้างๆเขาด้วยดวงตาที่เต็มเปี่ยมด้วยอารมณ์ที่ขัดแย้ง ทั้งลังเลใจและคับแค้นใจ

สิ่งที่เขาสังหรณ์คือคนข้างๆนั้น คนที่นางกำลังมองอยู่ คนนั้น….

” ท่านพ่อ ” คือผู้ที่เขาหันไปเผชิญหน้าก่อนที่ร่างกายจะพ่ายแพ้ลงในที่สุด

***
เช่นทุกวันที่หมอกจะโรยตัวลงปกคลุมหมู่บ้านแห่งสายหมอก เฮซวิลล์เคยน่ากลัวเมื่อมีม่านสีขาวที่คลุมกั้นแต่นั่นเป็นเพียงมายาภาพที่คนนอกสร้างขึ้น เฮซวิลล์ไม่เคยมีสิ่งใดน่ากลัว ชาวบ้านทุกคนรู้ดี หากตอนนี้ความกลัวคือสิ่งที่ปกคลุมเฮซวิลล์หนาแน่นกว่าสายหมอกเสียด้วยซ้ำ

เสียงไอแหบแห้งดังขึ้นแม้หญิงชราจะพยายามยับยั้งไว้เต็มกำลัง แต่ไหนเลยจะปิดบังอาการป่วยของนางได้ มือที่อ่อนแรงจับมือของเด็กหนุ่มไว้มั่นขณะที่พยายามส่งยิ้มให้สุดกำลัง ” ข้าไม่เป็นไรหรอกคะ คุณไม่ต้องห่วง รีบไปเถอะคะ ” แต่มือของเด็กหนุ่มยังไม่ปล่อย เขายังคงนั่งอยู่ตรงนั้นบนเก้าอี้เก่าโทรมจ้องมองใบหน้าเหี่ยวย่นของหญิงชราด้วยสายตาที่แสดงว่าเขาจะไม่มีทางไปไหน

จนเสียงหนึ่งขัดขึ้น ” ข้าว่าเชื่อย่าแกหน่อยเถอะ ซาร์ค รีบกลับเข้าป่าไปได้แล้ว ” แล้วชายหนุ่มคนนั้นก็ถอยจากบานหน้าต่างที่เขาลอบมองอยู่กลับมาหาสหายของเขา แต่เมื่อเห็นใบหน้าที่เคร่งเครียดอยู่ในห้วงความคิดนั้นเขาก็อ่อนใจ ” เจ้าน่าจะเข้าใจสถานการณ์ตอนนี้ดีที่สุด อย่าดื้อหน่อยเลยน่า ”

” ข้าไม่เป็นไรหรอก โจ ” เขาตอบโดยที่สายตาไม่ได้ละจากหญิงชราและมือที่กุมมือของนางไว้ก็ยังไม่ปล่อย

เห็นอย่างนั้น โจก็ได้แต่ถอนใจ ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้อีกตัวถัดไปด้านหลังของหัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่า ” เออ ความผิดข้าเอง ข้าน่าหุบปากเงียบเหมือนที่ย่าแกสั่ง ข้าลืมไปว่าเจ้ามันเป็นพวกยึดติดเข้าขั้น ” แต่ก็ไม่มีคำตอบจากเด็กหนุ่ม เขายังคงนั่งอยู่ข้างเตียงทำหน้าที่พยาบาลหญิงชราต่อไปราวกับเขาไม่ได้ยินสิ่งที่สหายพูดแม้แต่คำเดียว จริงอยู่ที่โจแสนจะเอือมระอากับท่าทีเช่นนั้นแต่นั่นก็เพราะเขาเข้าใจซาร์คดีเกินไป ถ้าเขาจะหงุดหงิดอะไรก็เพราะตัวเองดันประเมินสถานการณ์ผิด ซาร์คคงไม่มีทางกลับไปง่ายๆตราบเท่าที่แม่ทูนหัวของเขาคนนี้ยังเจ็บหนักเจียนตาย แต่ถ้ามีคีธอยู่ ถ้าเป็นคีธต้องทำให้ซาร์คยอมกลับไปได้แน่

แต่เพราะไม่อยู่เหตุการณ์มันถึงเลวสุดๆอย่างตอนนี้

” เจ้าไม่นึกบ้างหรือไงว่าถ้าพวกนั้นมาเจอเจ้าตอนนี้มันจะเป็นยังไง ” โจพยายามอีกครั้ง ” พวกม้าผีนั่นยิ่งคลั่งมากอยู่ เจอใครน่าสงสัยมันก็รวบตัวเอาไว้หมด แล้วถ้ามันจับพวกเราไปเจ้าคิดว่าแม่เฒ่าจะทนอยู่ในคุมขังได้อย่างนั้นหรือ ”

” ท่านก็แค่เหยื่อที่ไม่มีทางสู้ที่โจรโฉดคนหนึ่งมันข่มขู่แฝงตัวมาในบ้านเท่านั้น จะเอาเข้าคุกได้ยังไง ”

สายตาเย็นชาของซาร์คขณะที่พูดทั้งหมดนั่นยิ่งทำให้โจหงุดหงิด ” ให้ตายเถอะเมื่อไหร่เจ้าจะเลิกเป็นแบบนี้เสียที เจ้าไม่รู้หรือไงว่าตัวเองสำคัญสำหรับพวกเราขนาดไหน ”

” ข้าก็แค่เด็กกำพร้าไม่มีบ้านคนหนึ่ง มันจะสำคัญอะไรนักหนา ” เด็กหนุ่มสวน ” ข้าอยู่ได้เพราะบ้านเมริสมา เพราะทุกคนที่นี่ แล้วจะให้ข้าเอาชีวิตตัวเองไปไว้ที่ไหน ”

แต่ก่อนที่ซาร์คจะพูดอะไรได้มากกว่านั้นมืออ่อนแรงข้างหนึ่งก็ดึงแขนของเขาไว้ ดูเหมือนมันจะทำให้ความโกรธเกรี้ยวทั้งหลายของเขาหายไปสิ้น ” อย่าพูดแบบนั้นนะคะ ” หญิงชรากล่าวขณะที่ดึงแขนของเขาไว้เบาๆ ” ถ้าคุณท่านได้ยินเข้า ท่านจะเสียใจนะคะ อย่าพูดแบบนั้นเลย ”

เพียงแค่เอ่ยถึงพ่อความพลุ่งพล่านของเด็กหนุ่มก็เหมือนจะทุเลาลง หากสายตาของเขาขุ่นมัวเช่นเมื่อก่อนหน้า ตอนนี้เขาไม่ทั้งสู้หน้าแม่เฒ่าและโจ แต่มองต่ำลงไปบนพื้นบ้านที่เป็นดินแห้งผาก สำหรับโจความเศร้าและความโกรธนั้นชัดเจนจนเขาต้องเข้าไปตบไหล่ห่อลู่ของสหายเบาๆ ” อย่าโทษตัวเองเลย ซาร์ค เจ้าไม่มีทางรู้ว่าเรื่องพวกนี้จะมาถึง ไม่มีใครว่าอะไรเจ้าได้หรอก ”

แต่เสียงที่พึมพำออกมาคือ ” ข้าน่าจะมองเห็นไม่ใช่หรือ ”

มือที่อยู่บนไหล่เลื่อนหลุดไปขณะที่สหายของเขาพยายามหาคำพูดใดๆมาปลอบใจแต่ทว่าไม่มีแม้ซักคำที่เข้าท่า

” ข้าน่าจะมองเห็นความวิบัตินี้ ” เด็กหนุ่มกล่าวสายตาของเขายังคงมองต่ำ ” ทำไมข้าถึงโง่เง่าขนาดนี้ ทั้งที่ถ้ารู้- ”

” ถึงรู้ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปหรอกคะ ” เสียงแหบพร่านั้นทำให้เด็กหนุ่มหันไป เขาอ้าปากเหมือนจะพูดอะไรแต่หญิงชราก็ยิ้มห้ามเขาไว้ทันควัน ” สิ่งนี้จะเกิดขึ้นอยู่แล้ว ” นางกล่าวก่อนจะกระแอ้มไอหลายครั้ง ” ความสุขสงบหายไปนานแล้วคะคุณซาร์ค นานมากแล้ว ถึงท่านจะช่วยเจ้าชายไว้หรือไม่ ถึงท่านจะสร้างเหยี่ยวป่าขึ้นมาหรือไม่ ความวิบัตินี้ก็ต้องมาถึง มันเป็นกงกรรมของเรา ” แล้วนางก็ยิ้มอีกครั้ง ” ท่านอาจคิดว่าตัวเองอ่อนแอเกินไปหรือโง่เขลาเกินไป แต่นั่นเพราะมนุษย์เราอ่อนแอและโง่เขลาอยู่แต่แรก เราไม่อาจเห็นมัดปมที่ผูกทุกสิ่งนี้เราจึงไม่อาจแก้มันได้ ” แล้วนางก็เอื้อมมือเหี่ยวแห้งนั้นลูบผมเขาเบาๆ ” อย่าโศกเศร้าเพราะเรื่องนี้เลยนะคะ ไม่อย่างนั้นข้าคงไปสบายไม่ได้แน่ๆ ”

” พูดอะไรอย่างนั้นกัน คุณย่ายังแข็งแรง- ”

” ข้าจะไม่ปลอบใจคุณด้วยการรับว่าตัวเองยังสบายดีหรอกนะคะ ” เธอบอก ความสงสารอยู่ในดวงตาที่แก่ชราแต่นางก็ยังยิ้ม ยิ้มด้วยความดีใจที่เห็นสีหน้าเป็นเดือดเป็นร้อนของลูกชายทูนหัวที่นางรัก ” แต่ข้าไม่ได้ทุกร้อนกับสิ่งที่เป็นอยู่เพราะข้ารู้ดีว่ามันต้องมาถึงซักวัน ข้าดีใจที่คุณเป็นห่วงข้าขนาดนี้ แต่คนที่ต้องอยู่ต่อไปจากนี้คือตัวคุณเองนะคะ คุณต้องดูแลตัวเองด้วยสิคะ ”

” คุณย่าอยากให้ข้าไปอย่างนั้นหรือ ”

สีหน้าตัดพ้อนั้นทำให้หญิงชราอดรู้สึกเอ็นดูขึ้นมาไม่ได้ ” เป็นอย่างนี้เสมอเลยนะคะคุณนี่ ” แล้วนางก็ลูบหัวเขาอีกครั้ง ” ข้าไม่ได้ไล่คุณเสียหน่อย เพียงแต่ตอนนี้คุณโตแล้ว คุณต้องคิดถึงตัวเองให้มากกว่าเดิม คิดถึงความรับผิดชอบของคุณต่อคนอื่นๆ ทั้งสองสิ่งนี้เป็นเรื่องเดียวกันคุณพ่อของคุณก็เคยบอกไม่ใช่หรือคะ ไอ้จะห่วงแต่คนอื่นน่ะไม่ได้หรอกนะคะ ” สิ่งที่บาดหัวใจของเด็กหนุ่มคือตลอดเวลาที่นางพูดนั้นนางยังคงยิ้ม รอยยิ้มที่อบอุ่นเช่นที่เป็นมาโดยตลอดตั้งแต่เมื่อครั้งยังเยาว์วัยและหญิงชรายังคงสามารถเดินเหินได้แข็งแรงดี แต่ตอนนี้เจ้าของรอยยิ้มนั้นกลับต้องนอนซมไม่อาจทรงกายขึ้นได้ไหวอีกแล้ว แม้ร่างจะถูกบ่อนทำลาย หัวใจนั้นกลับไม่เคยเปลี่ยน

ในที่สุดเขาก็ขืนยิ้ม ” ข้านี่มันแย่จริงๆ ” แล้วเขาจึงยอมปล่อยมือเหี่ยวแห้งไร้เรี่ยวแรงนั้นลง ” ข้าทำให้คุณย่าต้องลำบากใจอีกแล้ว ”

” ไม่เลยคะ อย่าคิดแบบนั้น ” นางว่า ” แต่ตอนนี้กลับไปเสียก่อนนะคะ เดี๋ยวหมอกจางแล้วจะลำบาก ให้โจนำทางไปเดี๋ยวเดียวก็ถึงแล้ว ”

ได้ยินเช่นนั้นแล้วซาร์คก็ยักหน้ารับ แต่ในตอนที่เขากำลังจะลุกขึ้นนั้นเองที่ร่างเล็กร่างหนึ่งถลาเข้ามาในบ้านน้อยหลังนั้น เสียงหอบหายใจหนักหน่วงบอกว่าหล่อนวิ่งมายาวนาน และทันทีที่เห็นเขา ร่างนั้นก็ถลาเข้ามากอดเขาไว้รวดเร็วเสียจนแม้แต่โจก็ห้ามไม่ทัน ” อะไรกันอลิซาเบธ ” เด็กหนุ่มกล่าวขณะที่พยายามแกะเด็กหญิงออกจากตัวเขาแล้วให้หล่อนยืนดีๆให้ได้ ” เกิดอะไรขึ้นทำไมทำหน้าแบบนั้น ”

จริงอยู่ที่เด็กหญิงทำท่าเหมือนจะร้องไห้แต่หล่อนก็ยังระงับไว้ได้อย่างดี เสียงที่พูดนั้นชัดเจนไม่สั่นเครือแม้แต่น้อย ” พ่อแม่ของสตีวี่ถูกจับออกไปไต่สวนแล้ว ไม่รู้ใครได้ยินพวกเขาพูดถึงราชสำนักเข้า พวกทหารม้าเลยมาจับตัวพวกเขาไป ”

โจถึงกับตาเหลือก ” ตอนนี้น่ะเหรอ ”

เด็กหญิงยักหน้า พยายามกลั้นน้ำตาที่เริ่มซึมเต็มที่ขณะที่เขย่าแขนของเด็กหนุ่มเต็มแรง ” ท่านซาร์คต้องช่วยนะ พวกนั้นจะทำอะไรคุณลุงคุณป้าบ้างก็ไม่รู้ ไม่งั้นสตีวี่จะทำยังไง สตีวี่เหลือคนเดียวแล้วจะ- ”

แต่หล่อนก็เงียบเสียงลงเมื่อมือของเด็กหนุ่มตบลงบนหัวเบาๆ แม้ไม่ได้นุ่มนวลอะไรแต่กลับให้ความอบอุ่นใจที่ทำให้เด็กหญิงหงุดสะอื้นได้ ” ตอนนี้พวกเขาอยู่ที่ไหน ”

” ที่…ที่บ้าน ”

สีหน้าของซาร์คทำให้โจเข้ามาขวางทันที ” พวกนั้นมีกันหลายคนนะ ถ้าเจ้าออกไปตอนนี้- ”

สิ่งที่ทำให้ชายหนุ่มเงียบคือดวงตาคมกริบสีเทาของผู้เป็นหัวหน้าที่เหลือบมองเขา ไม่ใช่สายตาที่แสดงการตำหนิหรือการดูถูก เพียงแค่มันเยือกเย็นจนน่ากลัว ” จะปล่อยให้สองคนนั้นถูกทรมานทั้งอย่างนี้น่ะหรือ ”

เรื่องนั้นเขาเถียงไม่ออก ไม่มีใครอยากให้ญาติมิตรคนรู้จักต้องเจอเรื่องแบบนี้กันทั้งนั้น แต่ถ้าพวกเขาจะทำอะไรได้ ถ้าขัดขืนแล้วก็เท่ากับพวกเขาต้องกลายเป็นศัตรูของราชสำนัก ซึ่งนั่นย่อมหมายถึงหายนะของทั้งหมู่บ้านอย่างไม่ต้องสงสัย ภาพของม้าปีศาจที่ควบขี่ทะยานอย่างน่ากลัวนั้นยังตรึงตราอยู่ในความนึกคิดเกินไป ถ้าพวกนั้นเป็นศัตรูของพวกเขาแล้วล่ะก็…

ราวกับจะอ่านใจเขาเด็กหนุ่มกล่าวขึ้นว่า ” ข้าจะไม่ให้ชาวบ้านต้องเดือดร้อนหรอก โจ ” ก่อนที่เขาจะถอดสร้อยนกหวีดดินเผาให้เด็กหญิง ” เจ้ารู้วิธีเป่าขอความช่วยเหลือใช่มั้ย ลิซ ” ในตอนแรกเด็กหญิงทำได้แค่ยืนอึ้งขณะที่ซาร์คจับมือหล่อนขึ้นวางนกหวีดนั้นใส่ในอุ้งมือ แต่แล้วความเร่งร้อนของเหตุการณ์ของทำให้หล่อนเลิกตื่นตระหนกแล้วกำสร้อยนั้นแน่น ยักหน้ารับคำเขาแข็งขัน รอยยิ้มน้อยๆปรากฏบนใบหน้าของผู้เป็นหัวหน้าก่อนที่เขาจะจับมือของหล่อนไว้แน่น ” ดีมาก ไปที่ตีนเขาแล้วเป่าเสีย บอกพวกเขาให้มาพบข้าหรือโจที่บ้านของสตีวี่ เข้าใจใช่มั้ย ”

อีกครั้งที่หล่อนยักหน้าแข็งขัน ” สบายมาก ” แล้วก็ยิ้มก่อนจะวิ่งออกไปจากบ้านอย่างรวดเร็วจนแม้แต่โจก็เกือบหลบหล่อนไม่ทัน

แต่สำหรับชายหนุ่มเขายังคงลังเลกับการตัดสินใจนี้ ” เจ้าเอาจริงหรือ ซาร์ค ”

เขายักหน้าก่อนจะหันไปทางหญิงชราพร้อมค้อมตัวน้อยๆ ” ข้าต้องขอโทษด้วยนะครับ ที่ยังกลับไม่ได้ ”

ความเป็นห่วงเป็นใยแม้มากล้น แต่จะมีใครเข้าใจความรู้สึกของเด็กหนุ่มมากไปกว่านี้กัน ” อย่าฝืนให้มากนักนะคะ ”

เขารับคำแล้วบอกลา นางก็ได้แต่ยิ้มทั้งที่รู้ว่านั่นอาจเป็นครั้งสุดท้ายที่นางได้เห็นเขาก็เป็นได้

ความจริงบ้านหลังนั้นไม่ได้ใหญ่โตอะไรเลย เป็นเพียงบ้านที่สร้างจากอิฐและหินมุงด้วยหญ้าฟางไว้กันฝนอย่างหยาบๆ บ้านเล็กๆที่สร้างเพื่ออาศัยกันเพียงสามสี่คนหากทั้งบริเวณนั้นในตอนนี้เต็มไปด้วยผู้คนที่มุงดูและทหารม้าที่รายล้อมที่นั้นไว้จนไม่ต่างอะไรจากเขตสงคราม ส่วนเจ้าบ้านนั้นก็ถูกตรวนไว้ ทั้งสามีภรรยาต่างถูกจับใส่ขื่อไม้นั่งคุกเข่าไร้เรี่ยวแรงอยู่ที่หน้าบ้านโดยลูกชายเล็กๆของพวกเขายังคุกเข่ากอดเอวแม่อยู่ข้างๆ

ชายที่คุมตัวพวกเขานั้นจะละสายตาก็ต่อเมื่อเงยหน้าขึ้นตะโกนเข้าไปในบ้านเท่านั้น ” เจออะไรบ้างหรือยัง ”

ตอนนี้บ้านนั้นเต็มไปด้วยคน ทั้งหมดเป็นทหารม้าที่กำลังรื้อค้นบ้านนั้นจนเหมือนจะทำลายมันทิ้งด้วยซ้ำ ” ยัง ” คนหนึ่งตะโกนตอบ

นั่นทำให้ชายข้างนอกส่งเสียงจึ้กจั้ก ” เสียดายชะมัด ” ก่อนที่เขาจะเหลือบตามองต่ำไปยังสามีภรรยาทั้งสอง ” นึกว่าจะได้เงื่อนงำอะไรบ้างเสียอีก สุดท้ายก็แค่พวกปากเสีย ”

” ไม่เสียเที่ยวซักทีเดียวดอกเพื่อนรัก ” คนหนึ่งเดินออกมาพร้อมถังใบเล็กๆในมือ ใบหน้าที่กรุ้มกริ่มนั้นบอกชัดว่าสิ่งที่อยู่ภายในเป็นอะไร

นั่นทำให้ผู้คุมยิ้มอย่างรื่นเริงใจ ” อ้า นั่นสำคัญมากทีเดียว ” แล้วเขาก็หันไปตวาดชาวบ้านทั้งสองอีกครั้ง ” ท่าทางพวกเจ้าจะมีของต้องสงสัยเข้าเสียแล้วนะ ”

ในตอนนั้นเองที่ผู้เป็นสามีหันขึ้นมาประท้วง ” แต่นั่นข้าบ่มไว้เอง จะน่าสงสัย- ”

ไม่ทันขาดคำ เขาก็ถูกฝักดาบฟาดจนล้ม ลำพังแค่เสียงของแรงปะทะก็ทำให้ชาวบ้านทั้งหลายสะดุ้งและภรรยากับลูกของเขาสะอึกสะอื้นน้ำตานองหน้า เด็กน้อยสตีวี่ไม่มีกระทั่งเรี่ยวแรงจะขยับกายขณะที่สายตาจ้องตรงไปยังผู้ที่ทำร้ายพ่อของเขาด้วยความหวาดกลัว ทหารผู้นั้นมองเด็กชายอยู่ครู่หนึ่งอย่างรำคาญก่อนจะหันไปตะโกนใส่ชาวบ้านแถวนั้นว่า ” จำสิ่งที่เจ้าเห็นวันนี้ไว้ให้ดี ใครก็ตามที่กล้าพาดพิงถึงราชสำนักและพระราชินีจะต้องถูกลงโทษ และถ้าใครก็ตามที่รู้เห็นร่องรอยใดๆของโจรกบฏแล้วไม่รายงานพวกข้าละก็ พวกเจ้าจะต้องโดนยิ่งกว่านี้ ” แล้วเขาก็เอาปลายดาบนั้นจ่อหน้าชายผู้น่าสงสารที่ยังนอนกองอยู่กับพื้นไม่อาจลุกขึ้นได้ ” จำมันไว้เป็นอุทาหรณ์ให้ดี ”

ในเวลาเช่นนั้น แม้มีคนรายล้อมบริเวณนั้นมากมายกลับไม่มีใครกล้าแม้กระทั่งสบสายตากับทหารม้าเหล่านั้น พวกเขาทำได้แค่มองดูครอบครัวเล็กๆนั้นด้วยความสงสาร บางคนมองดูราวกับจะเรียกให้เด็กชายมาหา แต่สำหรับเด็กตัวเล็กๆเพียงไม่กี่ขวบปีเช่นนั้น ระยะทางไม่กี่เมตรตรงนั้นไม่ต่างอะไรจากห้วงมหาสมุทรที่เขาไม่อาจข้ามไปได้ ในเวลาเช่นนี้มันอดไม่ได้ที่เขาจะเกลียดตัวเองที่ไม่อาจทำอะไรได้ เขาได้แต่อาศัยเงาของหมวกคลุมและความหนาแน่นของฝูงชนเร้นกายอยู่นอกความสนใจของทหารเถื่อนเหล่านั้น หากตลอดเวลานั้นมือซ้ายของเขากำแน่น แต่จะรีบร้อนไม่ได้ เขาพลาดมามากพอแล้วและเขาจะพลาดอีกไม่ได้ เพื่อชีวิตของคนเหล่านี้ เขาห้ามพลาดอีกเด็ดขาด

เขาได้แต่รอเวลาขณะที่คนเริ่มซาลง ชาวบ้านผู้แน่ใจแล้วว่าตนคงไม่สามารถทำสิ่งใดได้เริ่มถอยห่างกลับไปใช้ชีวิตของตนตามปรกติ หากดวงตาของคนเหล่านั้นเต็มไปด้วยความขลาดกลัว ไหล่ที่เคยผึงผายต่างห่อลู่ลงด้วยความเหนื่อยอ่อนและสิ้นหวัง กี่คนแล้วที่ต้องถูกจับตัวและคุมขังเช่นนี้จากการต้องสงสัย ไม่ว่าจะเป็นกบฏ เป็นโจร หรือเพียงแค่พาดพิงถึงราชสำนักด้วยความไม่พอใจ ตอนนี้ไม่มีใครบังอาจอ้าปากแล้ว เมื่อพวกเขาไม่รู้ว่าหูตาของราชินีอยู่ในที่ใดบ้าง พวกเขาไม่กล้าทักท้วงความโหดร้ายนี้ในที่ลับไม่ต้องนับในที่แจ้ง

แต่จะมีซักกี่คนที่เห็นดีเห็นงามกับสิ่งนี้ ” ท่านๆทั้งหลายเหนื่อยกันหรือไม่ยังครับ ” เสียงอันเยาว์วัยและเป็นมิตรทำให้คนเหล่านั้นเหลียวมองขณะที่เด็กหนุ่มในชุดคลุมเดินออกมาจากฝูงชนพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า เขาเข้าไปทำความเคารพคนเหล่านั้นอย่างนอบน้อม ” ขออภัยด้วยที่ผู้น้อยเช่นข้าเข้ามาล่วงเกินพูดคุยกับท่านเช่นนี้ แต่ข้าอยากให้ท่านรับน้ำใจนี้ไว้เสียหน่อย ” แล้วเขาก็ยืนถังไม้เล็กๆใบหนึ่งให้ เผยภายในเสื้อคลุมที่ปราศจากอาวุธใดๆทั้งสิ้น

และเหล่าทหารม้าก็เห็นเช่นนั้นหากพวกเขายังไม่วางใจ ดวงตาขุ่นมัวมองดูเด็กหนุ่มตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าด้วยความข้องใจ ” เจ้าเป็นใคร ”

” อ้อ ข้าน่ะเหรอ ” เด็กหนุ่มยิ้มเก้อ ” ข้าเป็นคนแถวนี้น่ะครับ เห็นพวกท่านทำงานกันมาหลายครั้งแล้ว เกรงว่าจะเหน็ดเหนื่อย เลยเอาของกำนัลเล็กๆน้อยๆมาให้แทนคำขอบคุณที่พวกท่านคอยปกป้องพวกเรายังไงล่ะครับ ”

แต่พวกเขาก็ยังไม่ยอมรับของนั้น สายตาที่มองยังคงเต็มไปด้วยความระแวงสงสัย ” ปากกล้าจริงนะเจ้าน่ะ ” แล้วเขาก็เอาปลายมีดเขี่ยเปิดหมวกคลุมเพื่อมองใบหน้านั้นให้ชัด ” กล้ามาพูดคุยกับพวกเรา เจ้าไม่รู้หรือไงว่าพวกเราเป็นใคร ”

อีกครั้งที่เด็กหนุ่มยิ้มเก้อ ” เกรงว่า ข้าจะทราบเพียงว่าพวกท่านเป็นทหารม้าขององค์ราชินี ”

แต่สายตาของทหารม้าผู้นั้นไม่ได้แสดงความเขากำลังสนใจสิ่งที่เด็กหนุ่มพูดแต่เป็นเรือนผมของเขา เขาเพ่งมองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะขึ้นเสียงเรียกเพื่อนด้วยว่า ” เฮ้ย มันผมแดงว่ะ ”

นั่นทำให้เด็กน้อยสตีวี่ต้องสะดุ้ง ใบหน้าของเขาพลันบิดเบี้ยวเหมือนจะร้องไห้ ก็ไหนเลยเขาจะจำทั้งเสียงทั้งหน้าตาของคนๆนี้ไม่ได้ แต่ถ้าพวกนั้นรู้…

” ทำไมหรือครับ ” เด็กหนุ่มทำหน้าซื่อ ” มีอะไรกับผมของข้าหรือครับ ”

ไม่ทันขาดคำทหารม้าอีกคนก็เดินเข้ามาประกบด้านหลัง รูปร่างที่สูงใหญ่ของทั้งสองนั้นเหมือนจะกดเด็กหนุ่มให้ดูเล็กลีบไปในทันที ” มันจะโง่ขนาดออกมาเองอย่างนี้เลยเหรอวะ ”

” ข้าไม่รู้โว้ย ” คนที่ถือมีดว่า ก่อนจะเลื่อนใบมีดนั้นให้ชิดกับลำคอมากขึ้น ” มันอาจจะมาช่วยไอ้พวกนี้ก็ได้ ”

นั่นทำให้เด็กหนุ่มเบ้หน้า ” ช่วย? ท่านครับ ช่วยคนพรรณนี้ไปจะได้อะไรขึ้นมา ”

” ใครจะไปรู้เจ้าล่ะ ” ชายถือมีดว่า ” เล่นละครแค่นี้ ทำไมลูกขุนนางจะทำไม่ได้วะ มันจอมตอแหลกันอยู่แล้วนี่หว่า ”

เด็กหนุ่มได้แต่มองซ้ายขวาเลิ่กลั่กราวไม่รู้จะทำตัวยังไงขึ้นมากะทันหัน ” ท่านจำผิดคนแล้วมั้งครับ ข้าเนี่ยนะ เข้าใกล้คนระดับพวกท่านยังยากแล้วพวกขุนนางจะไปยุ่งเกี่ยวด้วยได้ยังไง ”

แต่ในตอนนั้นเองที่อีกคนหนึ่งเดินออกมาจากบ้านพร้อมความเห็นว่า ” ไหนๆพวกเราก็ต้องไปบ้านเมริสมานี่หว่า ถ้าไอ้นี่มันคือลูกชายของบ้านนั้นจริง เคานเตสต้องจำมันได้อยู่แล้ว ”

พอรับรู้ชะตากรรมเด็กหนุ่มก็ถอย แต่ก็ชนเข้ากับทหารม้าที่ยืนอยู่ข้างหลังพอดิบพอดีจนไม่มีทางหนีไปได้ แขนทั้งสองข้างของเขาถูกจับไว้มั่นก่อนที่ถังเบียร์ใบเล็กจะถูกยกไปจากมือ ” ขอบใจนะ ” ชายถือมีดยิ้มกริ่มก่อนจะเก็บมีดเข้าฝักที่ข้างตัว ” เอาล่ะพาพวกมันไปได้แล้ว ”

” บ้านเมริสมาอะไรกัน ข้าไม่ไปหรอก ปล่อยข้าเถอะ ข้าไม่ใช่คนที่ท่านคิดหรอก ปล่อยเถอะครับ ”

เสียงตะโกนร้องจากไกลๆนั้นทำเอาโจถึงกับส่ายหน้าก่อนที่เขาจะหันไปทางเด็กหญิงกับชายหนุ่มอีกสองคน ” เจ้านั่นมันบ้าแท้ๆ เอาตัวเข้าแลกเพื่อข้อมูลแค่นี้เนี่ยนะ ”

” นั่นก็มากพอแล้ว ถ้าถามข้าละก็นะ ” ชายหนุ่มที่เคี้ยวหญ้าอยู่กล่าว ” อย่างน้อยเรารู้แล้วว่ามันกำลังพานักโทษไปที่ไหน ”

แต่โจก็ยังถอนใจเฮือก ” แล้วหัวหน้าของพวกเจ้าก็โดนมันลากตัวไปที่นั่นแล้วด้วย ถ้าไปถึงละก็- ”

” เจ้ายังไม่เข้าใจเจตนาของหัวหน้าอีกหรือ ” คำปรามาสนั้นทำให้โจต้องเงียบ แต่ก็เพราะเขาไม่เข้าใจจริงๆอย่างที่ว่า ในเมื่อซาร์คถูกจับไปแล้ว แล้วจะให้ทำยังไง ” รอบเขตที่ดินของเมริสมาถือเป็นถิ่นของเหยี่ยวป่าเลยก็ได้ พวกเรารู้เส้นทางทุกเส้นจากที่นี่ไปถึงบ้านเมริสมา พวกมันจะใช้เส้นที่สั้นที่สุดเพื่อไปถึงให้เร็วที่สุดเพราะมีเงินรางวัลจากการจับกบฏล่อพวกมันอยู่ และยังไงมันก็ต้องเฉียดใกล้เขาลูกนี้ เราสามารถชิงตัวนักโทษทั้งหมดได้ที่นั่น การกระทำนี้จะกลายเป็นของเหยี่ยวป่าในทันที ชาวบ้านในที่นี้ไม่เกี่ยวข้องแม้แต่น้อย ที่หัวหน้าเรียกเรามาที่นี่ไม่ได้เพื่อตกลงแผนอะไรเพราะนั่นอาจไม่ทันการณ์ ที่เขาต้องการคือให้พวกเราเห็นละครเมื่อครู่นี้ ” แล้วเขาก็ยิ้ม ” แต่ถึงเราไม่เข้าใจ ก็คงต้องวางแผนชิงตัวหัวหน้ากลางทางอยู่ดี ไม่ว่าทางไหนพวกเราก็จะทำตามที่หัวหน้าต้องการ ”

” แยบยลอะไรจะปานนั้น ” โจว่าพลางก็เบ้หน้า ” ไม่นึกว่าคนบ้าเลือดอย่างเจ้านั่นจะคิดเรื่องแบบนี้ได้นะ ”

” ไม่อย่างนั้นเขาจะเป็นหัวหน้าของพวกเราอย่างนั้นหรือ ” ชายหนุ่มทั้งสองว่าพลางก็แอบเผยรอยยิ้มที่แสดงความภาคภูมิใจอยู่กลายๆ สายตาที่มองตรงไปยังเงาร่างของเด็กหนุ่มที่ถูกลากจูงถูกลู่ถูกังอยู่นั้นด้วยความเชื่อมั่นเต็มเปี่ยม คงมีเพียงเด็กหญิงที่ยืนนิ่งไม่ไหวติง ในมือน้อยๆของหล่อนกำนกหวีดดินเผาอันนั้นไว้แน่น สายตาของหล่อนที่มองตรงไปแม้เชื่อมั่นในการตัดสินใจนั้นก็ยังเต็มไปด้วยคำสวดภาวนา

***

TBC in Chapter 4

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: