A Fairytale: ราชาและมหาโจร บทที่ 4

Title: A Fairytale
Book II: ราชาและมหาโจร (Thieves and Kings)
Author: vekin
Rate: PG-13
Warning: คนเขียนอ่อนคำราชาศัพท์เป็นอย่างยิ่ง ต้องขออภัยในความผิดพลาดมา ณ ที่นี้
***บุคคล เหตุการณ์และสถานที่ในเรื่องล้วนสมมติขึ้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องพาดพิงกับบุคคลและเหตุการณ์จริงแต่อย่างใด***

Chapter 4
####################################################
ผ้าที่พับรองศีรษะช่วยให้เขาพ้นจากรอยขีดข่วนของกิ่งไม้และหิน แต่เขาจำไม่ได้ว่าผ้าผืนนั้นมาได้อย่างไร เสียงแรกที่ได้ยินคือเสียงกิ่งไม้ที่ปริแตกออกเพราะไฟ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ชายหนุ่มรีบเร่งลุกขึ้นนัก เสียงม้าต่างหากที่ทำให้เขาลุกผึงขึ้นในทันที แม้เขาจะนอนอยู่หลังพุ่มไม้ แต่เขาก็ได้ทั้งเสียงและเห็นแผ่นหลังสีขาวปลอดชัดเจน ข้างๆนางนั้นมีอีกร่างหนึ่งที่ทำให้เขาตกใจยิ่งกว่า ไม่ทันที่เขาจะขยับตัวคนๆนั้นก็หันมา ใบหน้าที่คุ้นเคยมายิ้มน้อยๆให้ ” ตื่นแล้วหรือ ” คีธกล่าวก่อนจะหันกลับไปที่กองไฟอีกครั้ง ” ท่านนอนไปนานพอดูเลย ”

สิ่งแรกที่เขาถามคือ ” เจ้าเจอข้าได้ยังไง ”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เชายหนุ่มก็หันไปทางนางม้า ซึ่งยื่นหัวให้เขาเกาคางให้อย่างคุ้นเคย ” ราพุนเซลน่ะ เสียงของนางร้อนรนมาก ข้าตามมาก็เห็นท่านสลบอยู่ข้างต้นไม้ใหญ่ เลยพาท่านมาหลบที่นี่ ”

แต่ถึงจะใช้คำว่าหลบ มันก็ไม่เชิงว่าเป็นการหลบเสียเท่าไหร่ รอบตัวเขาไม่ได้มีกำบังอะไรเลยที่พอจะใช้หลบได้นอกจากพุ่มไม้ที่เขานอนขดอยู่ข้างๆนี้ ตรงที่คีธนั่งอยู่ก็เป็นเพียงที่โล่งแจ้งริมลำธารที่ไม่ช่วยในการซ่อนตัวแต่อย่างใด กระนั้นชายหนุ่มก็ยังดูใจเย็นขณะที่เขาหันกลับไปที่กองไฟแล้วพลิกเนื้อที่เสียบอยู่บนไม้ กลิ่นหอมของเนื้อย่างลอยฉุยขึ้นแตะจมูกเขาพร้อมๆกับที่ท้องร้องจ๊อก แม้แต่คีธก็ได้ยิน บนใบหน้าของเขามีความขบขันชัดเจน ” จวนจะสุกแล้ว รออีกเดี๋ยว ”

เวลาอย่างนี้มีหรือจะไม่อาย แล้วอาวดริคก็เปลี่ยนเรื่องในทันที ” เจ้าตามข้ามาทำไม ”

” อย่าเข้าใจผิดไป อาวดริค ข้าไม่ได้ตามท่านมา ข้ามาตามท่านกลับ ”

นั่นทำให้เขาส่ายหน้า ” เจ้ากลับไปดีกว่าคีธ ที่สำคัญตอนนี้ข้าคืออาร์ธไม่ใช่อาวดริคแล้ว ข้าไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องบ้าบอพวกนี้อีกแล้ว ”

แต่สิ่งที่คีธตอบกลับมาคือ ” นั่นไม่ช่วยเปลี่ยนอะไร ท่านก็รู้ ”

คำพูดนั้นทำให้ตัวเขาเย็นวูบ

ความเงียบจากอาร์ธทำให้คีธต้องถอนใจ ” ถึงจะหนีซักแค่ไหนท่านก็หนีสิ่งที่ท่านเป็นไม่ได้หรอก ไม่ว่าท่านจะกลายเป็นใครนางก็จะตามหาท่านจนเจอ สำหรับราชสำนักไม่ว่าอย่างไรท่านก็ยังคงเป็นอาวดริค เป็นกบฏที่เขาต้องกำจัดอยู่วันยันค่ำ ” แล้วเขาก็เงียบไป ไม่มีใครพูดอะไรกันอยู่พักใหญ่จนแม้แต่นางม้าเองก็อดรู้สึกถึงความกดดันไปด้วยไม่ได้ ราพุนเซลหันไปมองนายของนางครั้งหนึ่งแล้วก็กลับมาที่คีธแต่ทั้งสองไม่ยอมมองหน้านางที่สำคัญคือไม่มองกันแม้แต่น้อย แล้วคีธก็เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นขณะที่ยื่นเนื้อย่างให้สหาย ” หิวแล้วใช่มั้ย รีบกินเข้าเถอะ ”

อาวดริคก็รับมาโดยไม่โต้แย้ง เขาลงมือกินอย่างรวดเร็วจนเนื้อย่างที่อยู่ข้างกองไฟหมดไปก่อนที่คีธจะได้ท้วงอะไรด้วยซ้ำ

” ท่านได้กินอะไรบ้างหรือเปล่า ” ชายหนุ่มถาม อาวดริคไม่ได้ตอบอะไร แต่อาการชะงักงันก็มากพอจะทำให้คีธถอนใจ ” ไม่ได้กินเลยสินะ ”

” ข้ามีกิน ”

” อะไรล่ะ ” คีธย้อน

คำถามนั้นทำให้เขานั่งอึ้ง ใบหน้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีฝาดจากความอับอาย ” ก็….เท่าที่พกมานั่นแหละ ”

เขาลืมนับไปแล้วว่านี่เป็นการถอนใจครั้งที่เท่าไหร่ แต่นั่นเพราะเขาต้องอ่อนใจครั้งแล้วครั้งเล่ากับคนที่นั่งอยู่ที่นี่ ” ตัวเองไม่ใช่ว่าจะดูแลตัวเองได้แล้วอย่างนี้ท่านยังบอกว่าจะไปไหนอีกอย่างนั้นหรือ ”

ในคราวนี้อาวดริดไม่มีอะไรจะตอบโต้ เขาได้แต่ก้มหน้าเงียบขณะที่พยายามเรียบเรียงถ้อยความจากความรู้สึกที่สับสนอยู่ภายใน เขาไม่มีความสามารถอะไรเลย เรื่องนั้นตัวเองย่อมรู้ตัวดี แต่เขาก็ไม่อาจอยู่นิ่งเฉยรอคอยเพียงการคุ้มครองและช่วยเหลือแต่ถ่ายเดียว ตราบเท่าที่เขายังมีชีวิตอยู่ อาร์ดาราไม่มีวันปล่อยให้เขาหรือคนใกล้ชิดได้มีชีวิตที่สุขสบายอย่างแน่นอน

” ข้าคุ้มครองพวกเจ้าไม่ได้ ” นั่นทำให้คีธเลิกคิ้ว แต่ก็เพียงครู่หนึ่งก่อนที่อาวดริคจะพูดต่อไปโดยไม่มองเขาด้วยซ้ำ ” นางเป็นจอมเวทย์ที่มีพลังมากกว่าใครที่ข้าเคยรู้มา นางควบคุมกองทัพสัตว์เวทย์ได้มากมายขนาดไหนเจ้าก็เห็นกับตา พวกเจ้าไม่ต่างอะไรจากแมลงสำหรับนาง สิ่งเดียวที่ขวางหายนะนั้นจากพวกเราคือนางยังไม่รู้ว่าข้าอยู่ที่ไหนและทันทีที่นางรู้ นางจะทำให้ทุกสิ่งที่อยู่รอบตัวข้าต้องพินาศ ” ในตอนนั้นเองที่เขาเงยหน้ายอมสบสายตาด้วยความลำบากใจ ” รวมถึงพวกเจ้าด้วย ” ว่าแล้วเขาก็ลุกขึ้นจัดแจงเสื้อผ้าก่อนจะหันไปหยิบสัมภาระที่มีอยู่น้อยนิด ท่าทางขึงขังบอกชัดว่าเขาจะต้องไปและไม่มีอะไรจะห้ามเขาไว้ได้

เว้นคำหนึ่ง ” ข้าจะไปด้วย ”

นั่นทำให้อาวดริคชะงัก ขาทั้งสองข้างของเขาเหมือนถูกหมุดตรึงไว้กับที่ขณะที่เขาจ้องมองคีธไม่วางตา เขาอยากจะเชื่อว่านี่เป็นเรื่องล้อเล่น เป็นคำโกหกที่อ้างขึ้นมาเพื่อให้เขาอยู่ แต่สายตาของคีธกลับบอกอีกอย่างโดยสิ้นเชิง เขาหมายความตามที่พูดทุกคำ อาวคริคต้องส่ายหน้าห้าม ” เจ้าทิ้งเหยี่ยวป่าไม่ได้หรอกคีธ ไม่อย่างนั้นใครจะคอยยั้งซาร์คไว้”

ในตอนนั้นเองที่รอยยิ้มชวนฉงนปรากฏขึ้นบนใบหน้าของคีธขณะที่เขาบอกว่า ” ท่านเข้าใจผิดแล้ว อาวดริค คนที่ถูกยับยั้งอยู่คือข้าต่างหาก ”

สิ่งที่ได้ยินมันยากจะเชื่อเกินไปเสียหน่อยจนแม้แต่อาวดริคก็ส่ายหน้า คีธคนนี้น่ะหรือคือคนที่….

” ถ้าท่านรู้จักข้าเมื่อสามปีก่อน ท่านคงไม่เชื่อหรอกว่าข้าจะกลายเป็นแบบนี้ได้ ” ว่าพลางชายหนุ่มก็ยิ้มน้อยๆ ราวกับว่ามีบางสิ่งที่เขาหวนนึกถึง ” แต่นั่นนานมากแล้วสำหรับข้า อย่างที่ข้าเคยบอกท่าน ตัวข้าในตอนนี้คือตัวข้าในตอนนี้ เพียงแค่มันแตกต่างกันจนน่าตกใจก็เท่านั้นเอง ” น่าตกใจอาจจะน้อยเกินไปสำหรับอาวดริค ตลอดมาที่เขาเห็นคือคีธที่มั่นคง คนที่เป็นหลักยึดของสำคัญของเหยี่ยวป่า คนๆเดียวที่ต่อกรกับโทสะของหัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่าได้อย่างเยือกเย็น แต่คนๆนี้ต่างหากคือคนที่ถูกยับยั้งไว้ แล้วมีหรือคีธจะไม่เห็น ” ข้าจะเล่าให้ฟังก็ได้ ถ้าท่านอยากฟัง ”

ตอนนี้เขาไม่สนใจอีกแล้วว่าชายหนุ่มเปิดเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อยั้งเขาไว้หรือไม่ เรื่องนั้นไม่สำคัญแล้ว เขาเพียงแค่ยักหน้าแล้วก็นั่งลง

***
มันยากจะบอกได้ว่าพวกเขาเดินทางกันมาไกลแค่ไหนแล้วเมื่อต้นไม้ต่างบดบังทั้งทิวทัศน์และแสงตะวันไปจากพวกเขา พวกเขารู้เพียงว่านี่เย็นย่ำแล้วเพราะหนทางเบื้องหน้ามองเห็นได้ยากขึ้นทุกที แต่ทหารม้าทั้งเจ็ดนายที่อยู่รอบพวกเขานั้นก็ยังไม่มีแววเหนื่อยล้า พวกเขาต่างควบขี่อาชาให้ย่างเหยาะเหมือนกำลังต้อนสัตว์อย่างใจเย็น แต่นักโทษที่พวกเขานำมานั้นต่างอ่อนล้าจากการเดินตลอดวัน ในบรรดาหกคนที่จับตัวไว้ในวันนั้นมีเด็กไม่กี่ขวบปีที่เดินจนเท้าเริ่มพองเสียแล้ว

” พักหน่อยเถอะเจ้าคะ เด็กจะไม่ไหวแล้วนะเจ้าคะ ” คนเป็นแม่ร้องขอท่ามกลางสายตาหวาดหวั่นของผู้คนรอบข้าง ความโหดร้ายของทหารเหล่านี้นั้นชัดเจนแต่กระนั้นนางก็อยากจะลองเสี่ยง

แน่นอนที่พวกนั้นต้องหันมาแม้ไม่ได้หยุดพักหรือชะลอฝีเท้าลงก็ตาม ” ถ้ามันเป็นภาระนักก็ทิ้งมันไว้ที่นี่นั่นแหละ ”

” แต่ท่านคะ กลางป่าแบบนี้แล้วเวลาย่ำค่ำ- ”

” ไม่งั้นก็ลากมันตามมา ตามมาไม่ได้ก็ไม่ต้องตามก็เท่านั้นเอง ” แล้วเขาก็หันไปสนใจทางเบื้องหน้าอีกครั้ง

ในเวลาเช่นนี้คนเป็นแม่จะมีทางเลือกใดได้นอกจากเอ่ยปากร้องขอเท่านั้น ” พ่อหนุ่มคนนั้น ช่วยอุ้มเด็กหน่อยจะได้มั้ย ”

เสียงทักทำให้เด็กหนุ่มผมแดงหันรีหันขวางด้วยสีหน้าเหรอหรา ” ข้าหรือครับ ”

” จ้ะ ช่วยน้านิดนึงเถอะนะ ” ได้ยินเช่นนั้นเด็กหนุ่มก็ยักหน้า ก่อนจะเข้ามาคุกเข่าให้เด็กปีนขึ้นในอ้อมแขน มือที่ถูกตรวนโซ่ไว้เบื้องหน้าพยายามจับขาของเด็กน้อยไว้ให้มั่น ” ช่วยหน่อยนะคะ ” นางกล่าวอีกครั้ง คราวนี้ด้วยน้ำเสียงที่ต่างไปเล็กน้อย สีหน้าของนางก็ไม่คล้ายแม่ที่กำลังห่วงลูกกลัวจะถูกทิ้งเลยแม้แต่น้อย ช่วยหน่อยนะคะ นั่นเป็นคำพูดของนางต่อหัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่า

ด้วยรู้เช่นนั้นเด็กหนุ่มจึงยิ้มน้อยๆ ” แน่นอนครับ ” เขาตอบก่อนจะพาเด็กน้อยเดินต่อไปราวกับเรื่องราวมันจบเพียงแค่นั้น แต่ความจริงมันกำลังเริ่มต้นต่างหาก ” เกาะแน่นๆนะ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ” เขาหันไปบอกสตีวี่น้อย ” ตกลงไป น้าๆเขาไม่ชอบใจจริงๆด้วยนะ ” แม้ไม่เข้าใจเท่าใดนัก แต่เด็กน้อยก็รับคำ พร้อมกันนั้นมือน้อยๆก็จับตัวเขาแน่นเข้ากว่าเดิมราวกลัวจะหลุดไปเสียจริงๆ

” เฮ้ย เอาเด็กนั่นลง ”

คำสั่งนั้นทำให้พวกเขามองหน้ากันเลิ่กลั่กก่อนที่เด็กหนุ่มจะถาม ” ทำไมหรือครับ ”

” แกน่ะเป็นกรณีพิเศษ ” หนึ่งในทหารม้ากล่าว ” แกต้องถูกกักตัวไว้ เอาเด็กนั่นลงไป ”

นั่นทำให้เด็กหนุ่มต้องกลืนน้ำลาย ” แต่เด็กเดินไม่ไหวแล้วนะท่าน ”

” เออ ข้ารู้ นั่นมันเรื่องของมัน แกมานี่ มาที่ข้างม้าข้านี่ เร็วเข้า ”

” แต่เด็ก- ”

” ถ้าไอ้เด็กนั่นมันเป็นปัญหามากนักละก็ ข้าจะสับมันทิ้งตรงนี้แหละ จะมาหรือไม่มา ”

ยื่นคำขาดกันถึงขั้นนั้นเด็กหนุ่มก็ไม่มีทางเลือกนอกจากจะปล่อยเด็กที่ขวัญเสียให้ลงเดิน ก่อนที่ตัวเองจะก้าวไปอยู่ข้างม้าตัวหนึ่ง ที่ซึ่งทหารม้าคนนั้นเอาเท้าเกี่ยวตรวนของเด็กหนุ่มไว้ ” นี่ค่อยยังชั่วหน่อย แกจะได้ไม่ต้องยุ่งกับพวกนั้น เดินตามพวกข้ามาอย่างเดียวก็พอ ” เขาได้แต่กลืนน้ำลายก่อนจะหันไปทางผู้เป็นแม่ซึ่งมองเขาด้วยหน้าตาตื่นตระหนกไม่แพ้กัน นี่ไม่ใช่สิ่งที่เขาคาดคิดเลยแม้แต่น้อย แต่ทหารม้าผู้นั้นก็ทำไม่สนใจ เขาเอาขากระตุกตรวนให้เด็กหนุ่มเดินตาม ” ชักช้าเดี๋ยวก็ไปไม่ถึงกันพอดี ”

เด็กหนุ่มก็ตามมาอย่างว่าง่าย ก่อนจะถามว่า ” ข้าขอถามอะไรหน่อยได้ไหมครับ ทำไมต้องเป็นบ้านเมริสมาด้วย บ้านหลังนั้นอยู่ตั้งไกล ”

” อ้าว จ้าวที่ดินก็ต้องให้ความร่วมมือในการจับกบฏด้วยสิ แถวนี้ยิ่งน่าสงสัยมากอยู่ ”

” ครับ ข้าทราบ แต่ถ้าไปที่พักของพวกท่าน- ”

แต่เขาก็ถูกขัดจังหวะด้วยการถ่มเสลดของทหารผู้นั้น ก่อนที่ร่างบนหลังม้าจะหันมา ” ให้ความร่วมมือก็หมายถึงให้ที่พักด้วยนั่นแหละ ”

นั่นทำเอาหัวใจของเด็กหนุ่มตกวูบ ” พวกท่านพักอยู่ที่นั่นหรือครับ ”

” เออ สิวะ แกจะสนใจอะไรนักหนา ” ทหารม้าผู้นั้นกล่าวด้วยความรำคาญก่อนจะกระตุกขาอีกครั้ง ” เลิกถามแล้วตามมาเงียบๆได้แล้ว ไม่งั้นเท้าข้านี่แหละจะหุบปากแกให้เอง ”

ได้ยินเช่นนั้นเด็กหนุ่มก็ก้มหน้าสงบเสงี่ยมรับคำ หากความรุ่มร้อนในอกกลับยิ่งทวีขึ้น พวกนั้นอยู่ที่นั่นหรือ ในบ้านที่มีคนเพียงไม่มากนัก คนเถื่อนแบบนี้…

ไม่รู้ด้วยเหตุใดสันหลังของทหารม้าผู้นั้นพลันเย็นวูบ เขาต้องเหลียวมองซ้ายขวาอย่างวิตกเหมือนกับมีอะไรซักอย่างมากระทบเขาจากด้านหลัง ” คิดไปเองรึไงวะ ” แล้วเขาก็ลูบต้นคอไปมา ” ยังกะโดนจ้องฆ่าอย่างนั้นแหละ ”

คำทักนั้นเป็นเหมือนสัญญาณเตือนสำหรับทหารม้าคนอื่นๆ สีหน้าที่ผ่อนคลายของพวกเขาพลันเปลี่ยนเป็นตึงเครียดทันที ” ระวังตัวกันหน่อยล่ะ ” คนหนึ่งทักขึ้น ” อาจจะมีใครดักอยู่กลางทางก็ได้ ”

แล้วโดยฉับพลันพวกเขาก็เริ่มล้อมวงแน่นเข้า นักโทษถูกบังคับให้เดินเรียงแถวกันไปภายในวงล้อมนั้นขณะที่พวกเขาเริ่มเร่งฝีเท้า แต่คนกับม้านั้นแต่ละช่วงก้าวต่างกันมากอยู่จนเหล่านักโทษที่เหนื่อยล้าไม่อาจตามได้ทัน โดยเฉพาะเด็กน้อยที่เหนื่อยอ่อนจนเดินไม่ไหวแล้วด้วยซ้ำ แต่ด้วยความกลัวเขายังคงพยายามวิ่งตามจนกระทั่งขาน้อยๆคู่นั้นไม่มีแรงเหลือแล้วเขาก็ล้มกลิ้งลง ขวางเบื้องหน้าทหารม้าคนหนึ่งพอดี ในเวลาเช่นนั้นสิ่งเดียวที่คนเป็นแม่จะทำได้คือโถมกายเข้าขวาง

” อะไรวะ แม่นี่ ” ทหารม้าผู้นั้นสบถด้วยความหงุดหงิดขณะที่เขาก้มมองดูสองแม่ลูกที่ขวางทางเขาเอาไว้ ” ยืดยาดเจ้าปัญหาจริงๆ ฆ่ามันทิ้งตรงนี้เลยได้มั้ยวะ ”

” เฮ้ย แม่นั่นยังฆ่าไม่ได้โว้ย ” อีกคนร้องท้วงจากหน้าขบวน ” เรามาหาเบาะแส ลืมแล้วหรือไง ”

” เออวะ ” ทหารม้าผู้นั้นว่า ” เฮ้ย แกน่ะกลับเข้าขบวนไปได้แล้วไป ”

” แต่เด็กเดินไม่ไหวแล้วนะเจ้าคะ ” นางท้วงอีกครั้ง ” จะให้ทำยังไงก็ได้แต่อย่าทิ้งเขาไว้เลยนะคะ ”

นั่นทำให้ทหารม้าถอนใจอย่างอารมณ์เสีย ” ยุ่งยากจริงวุ้ย ข้ารู้แล้ว เจ้ากลับเข้าขบวนไปๆ เดี๋ยวให้มันอยู่กับม้าก็ได้ ”

ได้ยินเช่นนั้นสีหน้าของผู้เป็นแม่ก็ค่อยแช่มชื่นขึ้นเล็กน้อย ” ขอบพระคุณเจ้าคะ ” แล้วนางก็เริ่มถอยออกมา

หากสิ่งต่อมาที่เกิดขึ้นคือม้าตัวนั้นกลับเดินหน้า เตรียมเข้าไปกระทืบเด็กชายเต็มแรง

เด็กหนุ่มพยายามเข้าไปช่วยแต่เขาทำไม่ได้ มือทั้งสองข้างที่ถูกตรวนถูกดึงไว้จนเขาไม่อาจขยับ ” สตีวี่!! ” เขาตะโกนสุดเสียง ” หลบเร็ว สตีวี่!! ”

แต่ก่อนที่ม้าจะได้ทำอะไร ขอนไม้ท่อนใหญ่ก็เหวี่ยงเข้าใส่มันเต็มเปาจนทั้งคนทั้งม้าล้มไปอีกทางหนึ่ง ขอนไม้นั้นยังเลยไปยังทหารม้าที่ยืนยามอีกฟากจนพลัดตกหลังสัตว์ร้ายนั้นด้วยเช่นกัน จากนั้นคือความชุลมุน เมื่อธนูดอกแล้วดอกเล่าถูกยิงออกมาในป่าอันมืดมิด แม้มันไม่ระคายชุดเกราะของเหล่าทหารหาญหรือสร้างบาดแผลให้ม้าปีศาจเหล่านั้นได้เพียงน้อยนิดมันก็มากพอจะสร้างความแตกตื่นให้กับขบวนจนรวนไม่เป็นท่า

” ยืนไว้ ” คนที่นำหน้าสั่ง ” นักโทษตัวสำคัญเอาขึ้นม้าให้หมด เร็วเข้า!! ” แต่นั่นก็ยังสายไปซักหน่อยเมื่อผู้บุกรุกปรากฏกายขึ้นจากในเงามืดเข้าจู่โจมขบวนนั้นให้แตกรวน แต่กระนั้นม้าใหญ่ก็ยังได้เปรียบ พวกเขาทำอะไรมันได้ยากยิ่ง เมื่อเป็นการต่อสู้ในสนามรบจริงดูเหมือนทหารม้าจะได้เปรียบอย่างเห็นได้ชัด

แต่พวกนั้นก็ไม่อยากเสียเวลาหรือเชลยมากไปกว่านี้ ” เอาขึ้นม้า!! ” เสียงสั่งนั้นมาอีกครั้ง ” เอาขึ้นม้าให้หมด ”

คำสั่งที่สองนั้นเองที่ทำให้ทหารม้าคว้าคอเสื้อของเด็กหนุ่มไว้แน่น ก่อนจะดึงเท้าออกจากตรวน ” ขึ้นมาได้แล้วไอ้หนู ” แล้วเขาก็ดึงตัวเด็กหนุ่มขึ้นไปด้วยเรี่ยวแรงที่มหาศาลกว่าที่อีกฝ่ายคาดไว้มากนัก

แต่ก่อนที่จะทันออกตัวไป ร่างของเด็กหนุ่มก็กลิ้งลงไปจากม้า เขาหยุดบนพื้นเพียงชั่วครู่ก่อนจะหันหลังกลับแล้ววิ่ง ” สตีวี่! ” เด็กหนุ่มร้องเรียกท่ามกลางความชุลมุนนั้น ” สตีวี่!! ตอบข้าด้วย สตีวี่!! ” แต่ถึงเด็กชายจะเรียกเขา เขาก็เริ่มไม่มั่นใจเสียแล้วว่าตัวเองจะได้ยิน ในเมื่อความวุ่นวายนั้นส่งเสียงกลบทุกอย่างไป สิ่งที่ได้ยินชัดเจนที่สุดคงไม่พ้นเสียงร้องคลั่งของนอร์ธบีสท์ที่เริ่มคลั่งจากการต่อสู้และเสียงหอกดาบที่ปะทะกันไปมา แต่จะให้มองหา มันก็ทารุณพอๆกัน

” จะไปไหน ไอ้หนู ” อุ้งมือหนักหน่วงตะปบเขาเข้าเต็มหลังแล้วคว้าคอเสื้อเขาไว้อีกหน ไม่น่าเชื่อว่าเขาไม่รู้สึกเลยขณะที่ทหารม้าและนอร์ธบีสท์ของเขาเข้ามาใกล้ เรี่ยวแรงที่รั้งเขาไว้ก็ไม่ใช่น้อยๆเลย ขณะที่ตรวนถูกเกี่ยวเข้ากับเท้าแล้วม้าตัวนั้นเริ่มวิ่ง เขาก้าวเท้าตามได้เพียงไม่กี่ก้าวก่อนที่จะเสียศูนย์ แล้วร่างของเขาก็เปลี่ยนเป็นถูกลากไปแทน

” ทำงั้นไม่แย่หรือวะ ” ทหารม้าอีกคนที่ควบมาด้านข้างท้วง บนม้าของเขาเองก็มีนักโทษอยู่เหมือนกัน ” เดี๋ยวแขนขามันก็หักหมดหรอก

” มันไม่ตายก็ใช้ได้แล้ว ” ทหารม้าคนนั้นว่า ได้ยินแค่นั้นเขาก็นึกสบถด่าพวกมันในใจ ก่อนจะลงมือถีบขาม้าอยู่ใกล้ตัวเขาที่สุดเต็มแรง ” เฮ้ย ไอ้เด็กบ้านี่ ”

” ปล่อยข้า ข้าไม่อยากขาหักนี่ ” แล้วเขาก็ถีบอีกครั้งแล้วก็อีกครั้ง และทุกครั้งแรงถีบนั้นก็ทำให้ม้าเสียจังหวะไป การวิ่งจึงไม่แคล้วต้องช้าลง ต้องช้าลงอีก ด้วยเรี่ยวแรงเท่าที่มีสิ่งที่เขาทำได้คือถีบ ถีบจนกว่าเขาหรือม้าจะบ้ากันไปข้าง แล้วม้าก็พ่ายแพ้ไปก่อน คงเพราะทั้งเจ็บทั้งรำคาญมันจึงเริ่มพยายามสลัดเขาให้หลุด แรงพยศนั้นเกินกว่าที่ทหารม้าจะควบคุมมันไว้ได้ และในที่สุดเท้าของเขาก็หลุดจากโกลน ทำให้ตรวนที่เกี่ยวไว้หลุดตามออกมาด้วย เขาไม่รู้อีกแล้วว่าทหารม้าผู้นั้นเป็นอย่างไรบ้าง รู้เพียงแรงปะทะจากการร่วงลงไถลกับพื้นดิน มันทั้งเจ็บทั้งจุกเสียจนไม่สามารถจะขยับตัวได้ เขานอนนิ่งอยู่ที่นั่นฟังเสียงฝีเท้าและแรงสะเทือนของม้าขณะที่มันวิ่งห่างออกไป

” ซาร์ค ” เสียงเล็กแหลมเรียกเขาด้วยความเป็นห่วง เป็นเสียงที่ทำให้เขาอดตกใจไม่ได้ เจ้าหล่อนมาทำอะไรที่นี่ ” ท่านซาร์ค ” ใบหน้ามอมแมมภายใต้เรือนผมหยิกฟูทำท่าเหมือนจะร้องไห้ขณะที่เด็กหญิงทรุดนั่งอยู่ข้างเขา พยายามเขย่าให้เขาตื่น

” เบาๆๆๆ อลิซาเบธ ” เขาร้องขณะที่พยายามเก็บเสียงของความเจ็บปวดไว้มิดชิด ” ไหล่ข้าหลุดอย่าเขย่า ”

นั่นทำให้หล่อนชักมือกลับ ตอนนี้สีหน้าของหล่อนดูราวกับกำลังจะร้องไห้ ” ท่านมันบ้าแท้ๆเลย ” หล่อนสะอื้น ” ถ้าท่านตายขึ้นมาข้าจะแต่งงานกับใคร ”

ผู้เป็นหัวหน้าก็ได้แต่ถอนใจอย่างเหลืออด หน้าสิ่วหน้าขวานแท้ๆยังคิดเรื่องพรรณนี้ได้อีกนะ แต่เขาก็เก็บความอยากจะเทศนาหล่อนเอาไว้ทีหลัง ” สตีวี่ล่ะ ”

สำหรับเรื่องนั้นอลิซาเบธทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ ” มีอยู่สามคนที่ถูกพาตัวไป …สตีวี่กับคุณป้าก็…. ” แล้วหล่อนก็เงียบ

นั่นทำให้สันหลังของเขาเย็นวาบ ” แล้วพ่อของสตีวี่ล่ะ ” ในตอนนั้นเองที่ชายหนุ่มสองคนปรากฏตัวขึ้นจากด้านหลังของเด็กหญิงพวกเขารีบเข้ามาช่วยพยาบาลเด็กหนุ่มทันที แต่เหมือนนี้ซาร์คจะยังไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องนั้นนัก ” พ่อของสตีวี่ล่ะ ลิซ ปลอดภัยมั้ย ”

เมื่อเด็กหญิงไม่ตอบ ชายหนุ่มคนหนึ่งจึงตอบให้ว่า ” ถูกม้าล้มทับครับ หัวหน้า ”

เพียงแค่นั้นทั้งตัวของเขาก็เย็นวาบ มันเหมือนทุกส่วนในตัวของเขาชาไปจนหมดแม้แต่ตอนที่ทั้งสองช่วยใส่กระดูกไหล่ที่หลุด เขาก็แทบจะไม่รู้สึกเจ็บ รอยฟกช้ำจากการกระแทกพื้นก็เหมือนจะไม่มีอยู่ เพราะตอนนี้ที่ๆมันเจ็บที่สุดคือที่เจ็บที่ใจ

” ข้าว่าเรารีบไปหาหมอดีกว่า ” คนหนึ่งว่าขณะที่ช่วยพยุงเด็กหนุ่มให้ลุกขึ้น จริงอยู่ที่ซาร์คทรงตัวได้เป็นอย่างดีแต่นั่นไม่ได้หมายความว่าบาดแผลและรอยฟกช้ำเหล่านั้นจะไม่มีผล หากเพียงผู้เป็นหัวหน้าจะฟังพวกเขาเสียบ้าง แต่นั้นคงเป็นความคาดหวังที่มากเกินไป โดยเฉพาะเมื่อมีเรื่องมากมายต้องจัดการอยู่ตรงหน้า

ที่แรกที่ซาร์คมุ่งไปคือลานเลือดของพวกเขา เขาต้องเห็นกับตาว่ามันเป็นอย่างไร ใครบ้างที่อยู่ใครบ้างที่จากไปและใครบ้างที่พวกเขาช่วยไว้ได้ แม้นั่นจะหมายความว่าเขาต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่ไม่อยากจะรับรู้ก็ตาม ” ท่านซาร์ค ” เสียงเรียกอ่อนเปลี้ยนั้นดังมาจากปากของเจ้าตัวราวกับมันเป็นคำทักทายในวันอากาศดีวันหนึ่งหากไม่ใช่เพราะร่างของเขาครึ่งค่อนถูกทับอยู่ใต้ร่างของนอร์ธบีสท์ที่ล้มลงมาขาดใจ สายตานั้นมองแขนทั้งสองข้างของเด็กหนุ่มที่ต้องห้อยพยุงไว้อย่างขำๆ ” ถ้าท่านอาร์เซนรู้เข้าต้องโมโหมากแน่ๆ ”

สำหรับความพยายามนั้นซาร์คได้แต่ยิ้มให้

” สตีวี่ปลอดภัยดีใช่มั้ยครับ ” เขาถาม

ลำคอของเขาแห้งผากขณะที่เขากลืนน้ำลายแล้วยักหน้า ” ข้าเพิ่งเจอเขาเมื่อกี้ นอกจากรอยถลอกกับเท้าที่เจ็บ ก็ไม่มีอะไร ”

” ดีแล้ว ” ผู้เป็นพ่อกล่าว ” ยังไงก็ฝากเมียข้าด้วยนะครับ สตีวี่เหลือแต่นางแล้ว ถ้านางเป็นอะไร- ”

” ไม่ต้องห่วงหรอกข้าจะช่วยนางให้ได้ ” เด็กหนุ่มรับคำแข็งขันทั้งที่คอของเขาตีบตันจนแทบจะพูดไม่ได้ ” ข้าจะช่วยทุกคนให้ได้ ข้าสัญญา ”

” อย่าเพิ่งรีบสัญญาเลยครับ ” แล้วเขาก็ยิ้มอีกครั้ง ” เรื่องนี้ใหญ่เกินกว่าตัวท่าน ท่านซาร์ค ข้าอยากให้ท่านทำใจว่าไม่ว่าจะพยายามขนาดไหนก็ไม่ใช่ทุกคนที่ท่านช่วยไว้ได้ ”

” ถึงอย่างนั้นข้าก็อยากจะทำให้ได้ ” เขาพยายามอย่างหนักจะไม่แสดงความอ่อนแอใดๆ หากเขารู้ดีว่าสีหน้าของตนกำลังเริ่มบิดเบี้ยวจะความพลุ่งพล่านที่ไม่รู้จะระงับอย่างไร ” ข้าจะพยายาม ข้าสัญญา ไม่ว่ายังไง- ”

” ข้าดีใจที่ความตั้งใจท่านยังไม่เปลี่ยน ” ชายคนนั้นกล่าว ” รักษาไว้ให้ดีด้วยนะครับ ” แล้วก็ไม่มีคำใดอีกออกมาจากปากของชายที่น่าสงสารคนนั้นขณะที่เขาหลับตาลง ใบหน้าอันสงบนั้นเหมือนใบหน้าของคนที่วางใจแล้วในทุกสิ่ง

แต่สำหรับคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นอย่างซาร์ค มันเหมือนกับมีภูเขาใหญ่ร่วงลงมาทับร่างของเขาไว้ เขาไม่อาจขยับไปไหน ไม่อาจละสายตา ได้แต่ยืนกัดปากแน่นอยู่ตรงนั้นขณะที่พยายามระงับอารมณ์ที่กำลังปั่นป่วนอยู่ภายใน เขามีสิ่งที่ต้องทำ เขาจะวอกแวกไม่ได้ จะกลัวไม่ได้ จะถอยไม่ได้

” ท่านซาร์ค ” เสียงเล็กๆที่เรียกทำให้เด็กหนุ่มหัน และที่นั่นอลิซาเบธกำลังมองดูเขาด้วยดวงตาที่เรื่อด้วยน้ำตาซึ่งหล่อนพยายามกลั้นไว้ หล่อนมองหน้าเขาแล้วไม่รู้ว่าจะพูดอะไร หล่อนเป็นแค่เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆเท่านั้นจะให้พูดอะไรได้

เป็นซาร์คที่พูดขึ้นก่อนว่า ” ต่อจากนี้ข้าให้เจ้าไปด้วยไม่ได้ กลับบ้านไปซะ ”

เรื่องนั้นหล่อนเข้าใจเพียงแต่ ” ท่านจะไม่หาหมอก่อนเหรอ ”

คำตอบของเขาคือ ” ไว้ก่อน ลิซ ตอนนี้ต้องหาทางช่วยคนที่เหลือ ”

แต่เขาก็ต้องหยุดแค่นั้นเมื่อเด็กหญิงหน้างอลงทันตา เหมือนอยากจะตะโกนใส่หน้าเขา ” ทำไมต้องเป็นแบบนี้เรื่อยเลย ตัวเองยังเจ็บอยู่แท้ๆ ไม่คิดบ้างหรือไงว่าคนอื่นเขาเป็นห่วง ”

” หยุดไปเลย อลิซาเบธ ” เขาสั่งเสียงแข็ง

” ก็จริงนี่ ” เด็กหญิงหลุดสะอื้นมาหน่อยหนึ่ง ” แขนยังเจ็บขนาดนี้แล้วจะสู้เขายังไง ไปก็มีแต่แพ้ ”

นั่นทำเอาเด็กหนุ่มฉุนขาด แต่ก่อนที่เขาจะทันต่อว่าอะไรหล่อนเพื่อนของเขาก็ขัดขึ้นว่า ” ข้าเห็นด้วยนะครับ ตอนนี้ท่านพยายามเคลื่อนไหวก็มีแต่จะถ่วงพวกเราเท่านั้นเอง รักษาตัวก่อนก็ยังไม่สาย ”

ได้ยินจากปากของลิซก็คงไม่สะอึกเท่าได้ยินจากสหายใกล้ตัวพูดเองจากปากแบบนี้ ” จะไม่เข้าข้างข้าหน่อยเลยรึไง บาร์ธ ” เด็กหนุ่มพึมพำ

” ไม่ครับ ” เขาว่าพลางเลิกคิ้วกวนประสาทก่อนจะดึงฟางเส้นหนึ่งขึ้นมาเคี้ยว ” ข้าให้เพื่อนตามพวกนั้นไปแล้ว พวกเขาจะคอยจับตาดูให้ ตอนนี้ท่านพักผ่อนเสียก่อนให้แขนหายดี แล้วไว้ว่ากันเรื่องช่วยเหลือ ”

” มันอาจจะช้าเกินไปก็ได้ ”

ได้ยินเช่นนั้นสหายของเขาก็ถอนใจ ” เราไม่มีทางปล่อยให้เป็นอย่างนั้นอยู่แล้วท่านก็รู้ ” เขาว่าก่อนจะโอบแขนบนบ่าของผู้เป็นหัวหน้าอย่างคุ้นเคย ” แต่ท่านเคยบอกเองว่าไม่สู้ได้ก็อย่าสู้ สู้เมื่อจำเป็น สู้เมื่อรู้ว่าชนะได้ด้วยกำลัง หักดิบแล้วไปแพ้เอาข้างหน้ามันไม่ทำให้อะไรดีขึ้นเลยนะครับ ” แล้วเขาก็ยิ้มหยอกไปทีหนึ่ง ” ข้ารู้ว่าข้าไม่ใช่คีธ แต่ช่วยสงบใจลงหน่อยเถอะครับ ”

ประโยคสุดท้ายนั้นทำให้เด็กหนุ่มเหลือบมองเขาทีหนึ่งแต่ก็ไม่พูดอะไร ก่อนจะหันไปทางเด็กหญิงแล้วกล่าวว่า ” เจ้ากลับบ้านได้แล้วนะ ลิซ เดี๋ยวข้าไปส่ง ”

” ตกลงท่านจะไม่บุกไปตอนนี้ใช่มั้ย ”

ถึงจะกล่าวแค่นั้น แต่สายตาของหล่อนบอกมากกว่านั้น มันเหมือนกำลังพูดว่า ถ้าท่านยังไม่เลิกข้าก็จะยังอยู่ขวางท่านต่อไปอย่างนี้นั่นแหละ เห็นอย่างนั้นเด็กหนุ่มก็อ่อนใจ ” ข้าจะยังไม่โจมตีสุ่มสี่สุ่มห้าตอนนี้แน่นอน ” เขาว่า ” แต่ข้าจะต้องช่วยพวกเขาเร็วๆนี้ ไม่ว่าเจ้าจะว่าอย่างไร ”

นั่นทำให้หล่อนก้มหน้าลงหน่อยหนึ่งราวกับไม่พอใจนัก แต่ก็ยักหน้า ” เข้าใจแล้วคะ ” แล้วก็เดินตามเขาไปโดยไม่ทักท้วงอะไรอีก

***
” ข้าคงไม่เคยบอกท่านว่าบ้านเกิดของข้าอยู่ที่โดบรัม พ่อแม่ข้าเป็นชาวนาชาวไร่อยู่ที่ชานเมืองดังนั้นข้าไม่ได้เกิดมาเห็นกองเงินกองทองหรือถนนทองคำอะไรที่เขาว่ากันหรอก ข้าโตขึ้นมาข้างถนนดินกับคันนา แต่ถึงอย่างนั้นความที่มันเป็นโดบรัมก็ทำให้หลายอย่างต่างจากเมืองอื่นๆ ที่นั่นการค้ามั่งคั่งมาก คนค้าคนขายจึงมีอยู่ทั่วไป แสวงโชคบ้างร่ำรวยบ้างล่มจมบ้างตามความสามารถและโชคลาภ ดังนั้นพ่อค้าจึงเป็นขั้วอำนาจที่สำคัญของที่นั่นพอๆกับขุนนาง นั่นทำให้คนดิ้นรนกันมาก เพราะถ้าร่ำรวยเป็นพ่อค้าใหญ่เป็นที่นับหน้าถือตาขึ้นมา ก็มีอำนาจจะต่อรองกับขุนนางได้เหมือนตัวเองเป็นขุนนางเอง

” บ้านข้าไม่ได้ชอบเรื่องแบบนั้นนัก ข้าเองก็โตมามีความสุขดีกับการวิ่งเล่นตามทุ่งนา อย่างน้อยก็จนกระทั่งข้าพบตาเฒ่าคนหนึ่ง ตอนนั้นเพิ่งสิ้นสุดสงครามใหม่ๆ โดบรัมออกจะเงียบไปบ้างแต่ก็มีคนมากหน้าหลายตาผ่านไปมา หนึ่งในนั้นคือตาเฒ่าคนนั้น เขาไม่เคยยอมบอกว่าตัวเองชื่ออะไร แต่เขาจะแบกคันธนูยาวน่าเกรงขามไว้กับตัวต่อให้ไม่ใช้มันก็เถอะ ”

” นั่นคือคนที่สอนธนูเจ้า อย่างนั้นหรือ ”

” ใช่ ธนูยาวที่ข้ามีอยู่ก็เป็นของเขา มันคือคันที่เขาพกติดตัวเหมือนเป็นแขนขานั่นแหละ แต่ตอนแรกเขาไม่เคยยอมตอบคำถามเรื่องธนู มักจะเฉไฉนอกเรื่องไปทางอื่นอยู่เรื่อย แต่ข้าก็ไม่เคยเร่งหรอก เพราะเรื่องเล่าของเขาสนุกมากเสียจนข้ามักจะลืมเรื่องธนูไป เขามักจะเล่าสิ่งที่เขาพบเห็นในการเดินทางขึ้นเหนือล่องใต้ของตัวเอง จนวันหนึ่งข้าถามเข้าว่าเขาจะเดินทางบ่อยขนาดนั้นเพื่ออะไร ข้าถึงได้รู้ว่าเขาเป็นทหารปลดประจำการ เขาบอกว่าตัวเองไม่มีบ้าน หรือเพราะเขาติดนิสัยเดินทางท่องเที่ยวก็ไม่แน่ใจ เขาไปถึงไหนก็อาศัยตามหมู่บ้านต่างๆรับจ้างเขาไปเรื่อย เขาเองไม่เคยบอกข้าว่าทำไมจึงหยุดอยู่ที่หมู่บ้านข้านานนัก แต่พอเวลาผ่านไปเราก็ไม่ใส่ใจจะถามอีก เพราะอยากให้แกอยู่ต่อไปนานๆ

” ความสนใจเรื่องธนูของข้าก็เพิ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ตอนแรกก็เรื่องเล่า ต่อมาก็เรื่องสงคราม ต่อมาก็การต่อสู้ ข้ากับเพื่อนๆรบเร้าให้เขาสอนให้ทั้งดาบทั้งธนู ตาเฒ่านั่นเป็นเสือซ่อนลายดีๆนี่เอง เขาเป็นหมดตั้งแต่เรื่องการต่อสู้ประชิดตัวจนอาวุธระยะไกลอย่างแหลนหรือธนู นอกจากนั้นเขายังรู้เรื่องในสมรภูมิดีจนน่ากลัว มันน่าตกใจอยู่ที่เขาเองกลับอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ทั้งหมดนั่นเป็นสิ่งที่เขาได้ยินได้ฟังได้เห็นมาแล้วก็จดจำมันได้หมด

” ความจริงเขาเองก็เคยเตือนข้าว่าเรื่องของการต่อสู้โดยเฉพาะธนูสงครามไม่ใช่เรื่องที่ข้าต้องไปรู้ไปเข้าใจอะไรด้วยเลย แต่ท่านคงนึกออกว่าเด็กชายวัยรุ่นมันจะคะนองขนาดไหน ข้าเลยเพิกเฉยต่อคำเตือนทั้งหมดแล้วคะยั้นคะยอให้เขาสอน เขาเองก็คงใจอ่อน ถึงได้ยอมสอนให้พวกเรา ”

” เจ้าคิดว่ามันเป็นการตัดสินใจที่ผิดหรือ ”

” อา… ในบางครั้งข้าก็คิดแบบนั้น แต่โลกมันไม่ได้ง่ายดายขนาดจะบอกได้ว่าสิ่งที่ทำไปมันผิดหรือไม่ เขาติดเขี้ยวเล็บให้ข้าโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เรื่องนั้นจริงที่สุด แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าข้านึกเสียใจหรือมันเป็นสิ่งที่ผิดพลาดอย่างร้ายกาจที่มันเป็นเช่นนั้น

” ความจริงมันคงเพราะความเลือดร้อนของวัยหนุ่มด้วยที่ทำให้เขี้ยวเล็บนั้นเป็นอันตราย ข้ามีทักษะในขณะที่ขาดความยับยั้งชั่งใจ เขาพยายามสอนข้าให้ควบคุมตนเองแต่ด้วยความไม่รู้ข้าเพิกเฉยคำสอนพวกนั้นเป็นส่วนใหญ่ ด้วยประสบการณ์ขนาดเขาข้าจะไม่แปลกใจเลยถ้าเขาจะเริ่มมองเห็นอันตรายในตัวข้า เมื่อข้าไม่ฟังเขาก็เลยเงียบ เมื่อเขาเงียบข้าก็โกรธ เพราะข้าคิดว่าเขาลำเอียงสอนเพื่อนข้ามากกว่าจะสอนข้า นั่นยิ่งทำให้ข้าตีตัวออกห่าง เขาคงคิดว่าข้าเลิกสนใจกลับไปทำไร่ทำนาแล้วถึงไม่เคยคิดจะซักไซ้อะไรอีก แต่ปรากฏว่านั่นคือสิ่งที่ทำให้เรื่องมันเลวร้ายลง

” ข้ามีพี่สาวอยู่คนหนึ่งที่ข้าภูมิใจนักหนา เพราะนางเป็นคนสวยแล้วก็ใจกล้า นางเป็นแบบอย่างของข้าในหลายๆเรื่อง สิ่งที่ทำให้ข้าดีใจที่สุดคือเมื่อเพื่อนสมัยเด็กมาขอพี่แต่งงาน เขาเองก็เป็นลูกชาวนาเหมือนข้าแต่ในตอนนั้นเขาเริ่มตั้งตัวกับอาชีพทำมาค้าขาย เขาค่อนข้างระมัดระวังตัวมากกว่าพี่ข้าอยู่มาก แต่โดยรวมก็จัดว่าเป็นคนดี

” ตอนนั้นข้าดีใจมากที่พี่จะ’ได้ดี’ ตามที่ชาวบ้านแถวนั้นเขาเรียกกัน พี่ย้ายเข้าไปอยู่กับบ้านสามีที่ในเมือง แต่นางก็ยังมาเยี่ยมพวกเราบ่อยๆพร้อมของฝาก บางอย่างก็เป็นของที่สามีของนางได้มาจากกองคาราวานที่ค้าขายด้วย ทุกครั้งนางจะมาด้วยใบหน้าที่แช่มชื่นเล่าให้พวกข้าฟังว่าการค้าของสามีกำลังรุ่งเรืองขึ้นอย่างไรและนางช่วยอะไรไปบ้าง นางภูมิใจทีเดียวที่ตัดสินใจเสี่ยงหลายอย่างแล้วได้ผล พ่อแม่ข้าก็เคยเตือนให้ระวังตัวไว้เหมือนกัน แต่สำหรับข้าในตอนนั้นพ่อแม่ก็แค่คนแก่ที่เคยชินกับชีวิตเรียบง่าย การเสี่ยงเป็นสิ่งที่ข้าชอบ ข้ายิ่งภูมิใจในตัวพี่มากขึ้นเมื่อเป็นเช่นนั้น

” สิ่งที่ข้าไม่รู้คือหลายอย่างในโดบรัมตอนนั้นค่อยๆเปลี่ยนไป เริ่มจากท่านดยุคคนก่อนเริ่มป่วย หลายคนคาดว่าเป็นเพราะท่านทำงานหนักและเริ่มจะชราแล้ว แต่ก็ไม่มีใครคิดหรอกว่าท่านจะจากไปอย่างรวดเร็วเพียงไม่ถึงปีจากที่เริ่มมีข่าวเรื่องสุขภาพของท่านเท่านั้น

” ตอนนั้นมันเป็นข่าวใหญ่มากสำหรับโดบรัม เพราะแม้พ่อค้าทั้งหลายจะมีอำนาจต่อรองสูงก็จริงแต่พวกเขาก็ยังต้องการการค้ำชูจากขุนนางใหญ่ในท้องที่ นั่นคือดยุคแห่งโดบรัม การเปลี่ยนดยุคสั่นคลอนหลายสิ่งจนอาจจะทำลายเมืองได้เลยทีเดียว

” ที่น่าตกใจกว่านั้นคือคนที่ราชสำนักแต่งตั้งนั้นกลับมีอายุน้อยจนน่าตกใจ มิหนำซ้ำยังไม่ใช่คนในตระกูลของท่านดยุคคนก่อน แต่ถึงอย่างนั้นพวกเราก็ยังมองโลกในแง่ดี ว่าคนๆนี้คงมีความสามารถมากพอจะอุ้มชูโดบรัมต่อไป ซึ่งเขาก็ทำได้ดี เขาจัดเลี้ยงกระชับความสัมพันธ์กับพวกพ่อค้าแทบจะในทันทีที่มาถึง มีการพูดถึงสัญญาการค้า ข้อตกลงมากมาย พวกเราก็วางใจว่าคงสามารถฝากอนาคตของโดบรัมไว้ในมือของคนๆนี้ได้

” แต่หลังจากสองปีก็เริ่มมีข่าวไม่ดีเกี่ยวกับพฤติกรรมของดยุคคนนี้ก็แพร่งพรายออกมาจากในปราสาท ข่าวลือของการรับสินบนบ้าง การกลั่นแกล้งบ้าง ไปจนถึงเรื่องอย่างมั่วสุรานารี ตอนแรกมันก็ฟังเหมือนแค่ข่าวลือแต่นานวันเข้ามันชักมากขึ้นจนพวกเราเองก็เริ่มไม่แน่ใจ

” ข้าเองก็ไม่ได้ใส่ใจมันนัก ข้ามีชีวิตที่มีความสุขดี ราคาพืชผลก็สูงขึ้น ครอบครัวเรามีใช้จ่ายมากขึ้นซึ่งนั่นก็ดี แต่พี่สาวข้ากลับดูหมองลง ในตอนแรกนางบอกว่ามันเป็นเพราะเกิดความผิดพลาดในงานของสามีบางอย่างที่ทำให้นางไม่สบายใจ แต่นานวันเข้าข้าชักรู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องนั้น มีอย่างอื่นที่ทำให้นางเป็นกังวลหนัก คืนหนึ่งตอนนางมาค้างที่บ้านเราถึงมีโอกาสคุยกันประสาพี่น้อง ตอนนั้นเองข้าถึงได้รู้ว่าข่าวลือทั้งหลายนั้นเป็นเรื่องจริง ตอนนี้สามีของนางเองก็เสียเปรียบเพราะไม่มีปัญญาจะให้สินบนสินจ้างหรือจัดเลี้ยงรับรองท่านดยุค สัมปทานการนำเข้าของบางชนิดเลยตกอยู่แต่พ่อค้าใหญ่ที่มีปัญญาบารมีและศักดิ์ศรีน้อยนิดพอจะก้มหัวให้ดยุคหนุ่มคนนี้ได้ การต่อสู้ทางการค้าลำบากขึ้นอย่างชัดเจนจนพ่อค้าเล็กๆหลายคนที่ฐานะมั่นคงแล้วยังล้มไปก็มี

” ข้าเองไม่ได้เข้าใจเรื่องการค้าดีนัก แต่มันก็ฟังดูเหมือนเรื่องที่ต้องระวังให้มาก ข้าก็เตือนพี่ไปแต่นางก็ได้แค่ยิ้มรับ ในตอนนั้นนางไม่รู้เลยว่าเมื่อใดคู่แข่งจะปัดนางกับสามีตกจากกระดานไปเมื่อนางไม่สามารถซื้อท่านดยุคได้ แต่ข้าก็เคยบอกนางว่าถึงมันจะล้มก็ไม่เป็นไร เพราะนางก็ยังกลับมาที่บ้านได้ ไร่นาไม่มีวันล้มตราบเท่าที่เรายังใช้มันเพาะปลูกกันต่อไป

” ข้าเชื่อจริงๆว่านางอาจกลับมา… แต่ข้าก็คิดผิด ทั้งหมดเพราะไอ้ลูกหมาอย่าง คลอเดียส ชาล็อตตา ตัวเดียว

” ข้าเองก็ไม่แน่ใจนักว่าเรื่องมันเป็นยังไง ที่ข้ารู้มาจากพี่เขยของข้าที่เล่าให้ข้าฟังในภายหลังเท่านั้น ราวสามสี่วันหลังจากที่พี่สาวข้ากลับไปอยู่กับสามี ดยุคคลอเดียสก็จัดงานเลี้ยงรับรองเหล่าพ่อค้าขึ้นที่ปราสาท นัยหนึ่งก็คือความพยายามจะสร้างไมตรีจิตกับคนที่อาจแสวงหาเงินทองผลประโยชน์มาให้ตัวเองได้ นั่นคือเรื่องของงาน แต่คนไม่ซื่ออย่างคลอเดียสไม่ได้จัดงานราคาแพงขึ้นเพื่อเรื่องนั้นอย่างเดียว เขาเชิญครอบครัวของพ่อค้าเหล่านั้นมาด้วย ”

” ลูกสาว ”

” ให้ถูกต้องกว่านั้น อาวดริค สิ่งที่คลอเดียสต้องการคือหญิงสาว ไม่ว่าเพราะอะไรก็ตามในวันนั้นคลอเดียสไม่ได้ต้องการแค่หญิงชาวบ้านมาบำบัดความต้องการ หรือการคบชู้กับหญิงชาวบ้านมันคงเร้าใจน้อยเกินไป เพราะคืนนั้นคลอเดียสเกี้ยวพาสาวหลายคน แต่คนที่มันหมายตากลับกลายเป็นพี่สาวของข้า และมันไม่ได้ต้องการแค่แอบเกี้ยวพาภรรยาคนอื่นลับหลังสามี มันยังแสดงถึงอำนาจของมันด้วยการบอกสามีของนางว่ามันจะนอนกับนางด้วย

” ถ้าเป็นข้า หัวเด็ดตีนขาดก็คงไม่มีทางให้ภรรยาของตัวเองต้องเป็นเหยื่อทั้งอย่างนั้น แต่นั่นเพราะข้าเอาตัวเองเข้าตัดสิน ข้าไม่ได้มีอะไรให้เสีย พี่เขยของข้ามีมากมาย เขารักพี่ข้าข้ารู้ แต่เขาก็รู้ดีว่าการปฏิเสธความต้องการของดยุคที่บ้าอำนาจถึงเพียงนี้หมายถึงทั้งตัวเขาและภรรยาต้องดับสิ้นแน่นอน เขาไม่ใช่คนที่ชอบความเสี่ยง….. เขาถึงได้ปล่อยมันเลยตามเลยไป ”

” อะไรนะ ….เดี๋ยวก่อน หมายความว่าเขายอมให้คลอเดียสพาพี่สาวเจ้าไป- ”

” เขายอมเพราะนั่นอาจหมายถึงความสัมพันธ์อันดีกับดยุคแห่งโดบรัมผู้มีอำนาจมากมายในประเทศนี้ นั่นจะประกันความอยู่รอดของเขา เขาจึงยอม เขาแสดงว่าตนเองอยู่ภายใต้อำนาจของดยุคโดยสิ้นเชิง

” แต่นั่นไม่ใช่พี่สาวข้า ข้านึกภาพออกว่านางจะโกรธซักเพียงไหนกับท่าทีของสามีที่เป็นแบบนั้น มากพอที่นางจะแทงคอตัวเองตายบนเตียงของคลอเดียสขณะที่เขากอดนางอยู่…. มันเป็นการกระทำที่เสียสติ แต่ข้าเข้าใจนางดี ข้ารู้สึกถึงความโกรธนั้นได้ตอนที่ข้าฟังเรื่องนี้จากปากของพี่เขยที่ตัวสั่นเทาด้วยความกลัว เขาได้ยินเสียงร้องโวยวายเลยเข้าไปในห้องนั้นพร้อมทหารองครักษ์ของคลอเดียส ถึงได้เห็นสภาพของพี่ นางยอมตายเสียดีกว่าจะกลับออกไปจากห้องนั้นทั้งที่แปดเปื้อนอับอายไปหาสามีที่ขายนางเพื่อประโยชน์ทางการค้าของตัวเอง

” ตอนที่ข้ารู้มันยิ่งกว่าความโกรธ ข้าเองก็ไม่รู้จะเรียกมันว่าอะไร สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการทรยศที่ยิ่งกว่าการทรยศสำหรับข้า ข้าวางใจให้เขาดูแลพี่สาวของข้าแล้วมันก็มาจบแบบนี้ คนที่ข้าคิดว่าจะปกป้องนางส่งนางใส่มือมารร้ายแถมยังก้มหัวปะหลกๆให้มัน ข้าโกรธจนวิวาทกับเขา…. เรียกว่าข้าซ้อมเขาข้างเดียวดีกว่า เขาคงตายคามือข้าถ้าไม่เพราะพ่อแม่ข้าห้ามไว้ แต่นั่นยิ่งทำให้ข้าโกรธ ทั้งโกรธทั้งเสียใจที่พวกท่านเข้าข้างมัน ข้าถึงได้ทำสิ่งที่บ้าที่สุดที่ข้าจะทำได้ ข้ากลับเข้าไปในห้อง เอาอาวุธที่ข้าเก็บไว้แล้วก็ขโมยม้าของคนเดินทางไปเพื่อสังหารคลอเดียสด้วยตัวข้าเอง

” ข้ารู้มันฟังดูแปลก ตัวข้าในตอนนี้ข้าก็คงไม่ทำอะไรแบบนั้นแล้ว แต่ตอนนั้นข้าหน้ามืดด้วยความโกรธแค้นเกินกว่าจะคิดอะไร ข้ารู้เพียงแค่ว่าคลอเดียสต้องชดใช้ และข้าจะให้มันชดใช้สำหรับทุกอย่างที่มันทำกับพี่สาวของข้า

” ซึ่งเป็นความคิดที่ผิดมาก ข้าน่าจะรู้ว่าปราสาทโดบรัมมีทหารอยู่มากมาย ข้าอาจจะบุกเข้าไปถึงตัวปราสาทได้แต่ข้าไม่มีวันแตะต้องคลอเดียสได้ ความจริงถ้าเจ้าดยุคนั้นไม่เลือดร้อนขนาดลงมาคุมกำลังด้วยตนเองข้าคงไม่มีวันได้เห็นหน้ามันด้วยซ้ำ

” แต่ทั้งหมดที่ข้าได้เห็นคือร่างของมันที่ยืนอยู่บนกำแพงปราสาทมองลงมายังข้าพร้อมธนูสงครามในมือ หลังจากนั้นสิ่งเดียวที่ข้าคิดอยู่ในหัวคือยิงมันให้ร่วง ข้าจำไม่ได้หรอกว่าข้าทำอะไรไปบ้าง ข้าแค่ต้องการจะฆ่ามันให้ได้ แต่พอโอกาสครั้งเดียวมาถึงมือข้าก็พลาด ไม่รู้เพราะความเหนื่อยล้าหรืออะไร แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือข้าประเมินคลอเดียสผิดไป เขามีทักษะสูงเกินกว่าที่การยิงจากระยะขนาดนั้นจะโดนเขาได้ โดยเฉพาะเมื่อข้าอยู่ในความสนใจของเขาตลอดเวลา เขายิ่งหลบข้าได้ง่ายขึ้น

” หลังจากนั้นข้าก็ถูกจับ ตอนนั้นข้าหมดแรงจนแทบไม่มีทางขัดขืนทหารพวกนั้นได้อีก อาวุธของข้าถูกริบ ตัวข้าถูกลากลงไปยังคุกใต้ดินเพื่อรอการสอบสวนที่ไม่เคยมาถึง ข้าคงเป็นเพียงเหลือบไรรำคาญที่เล็กน้อยเสียจนเขาลืมเพราะนอกจากอาหารที่มาทุกวันแล้วไม่มีใครอีกที่มาหาข้า แต่ถึงอย่างนั้นข้าก็ใช้เวลาแต่ละวันนั่งคิดว่าข้าจะฆ่าเขาได้อย่างไร ข้าหายใจเข้าออกเป็นความแค้นโดยสมบูรณ์ไปแล้ว

” ถ้าจะมีเวลาไหนที่ข้าเลิกนึกถึงวิธีฆ่าคลอเดียส หรือร่างที่น่าสงสารของพี่ ก็คงเป็นตอนที่นักโทษร่วมห้องขังคุยกับข้า ในตอนแรกข้าไม่ค่อยสนใจเขาเท่าใดนักเพราะจากรูปกายของเขาข้าเดาว่าคลอเดียสคงเห็นเขาเป็นเหลือบไรเหมือนกัน ดูเหมือนเขาจะถูกจับมาเป็นเดือนแล้วจากหนวดเคราผมเผ้าที่สกปรกรุงรัง แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็มักจะยิ้มจนข้าเคยนึกว่าเขาเป็นคนบ้า แต่เขาสติดีทุกประการ อาจจะดีเกินไปสำหรับคนที่ถูกขังมาเป็นเดือนด้วยซ้ำ

” เขาแนะนำตัวกับข้าตั้งแต่วันแรกที่ข้าถูกขัง แต่ข้าเริ่มสนใจเขาจริงๆก็เมื่อเขาทักข้าเรื่องธนู เขามองแขนข้าแล้วถามว่าข้าใช้ธนูสงครามใช่หรือไม่ มันน่าแปลกเพราะข้าไม่คิดว่าจะดูออก เขาเองก็บอกว่าเสี่ยงดวงครึ่งหนึ่ง แต่ระหว่างดาบกับธนู เขาคิดว่าข้าใช้ธนูมากกว่า แขนของข้าทำให้เขานึกถึงสหายของเขาหลายคนที่ใช้ธนูสงคราม ข้าถามเขาว่าเขาเป็นทหารหรือ เขาตอบว่าเปล่า แล้วก็ยิ้มให้ข้า เขาบอกว่าไม่ได้มีแต่ทหารหรอกที่อยากจะใช้ธนูสงครามที่ทรงอานุภาพ ”

” โจร ”

” ใช่ ท่านหัวไวกว่าข้า อาวดริค เพราะในตอนแรกข้านึกไม่ถึง ข้าคงหมกมุ่นอยู่กับความเคียดแค้นของตัวเองจนคิดอะไรไม่ออกเสียแล้ว เขาเองก็ไม่ได้บอกอะไรข้านอกจากเล่าเรื่องของเขาให้ข้าฟัง บางครั้งก็เริ่มต้นแค่การพูดลอยๆเท่านั้น ไม่รู้ว่าเป็นความบังเอิญหรือเพราะเขาเกิดจับทางข้าได้ เพราะก่อนที่ข้าจะรู้ตัวข้าก็นั่งฟังเรื่องของเขาแบบเดียวกับที่ข้าฟังตาเฒ่าที่หมู่บ้านไม่มีผิด

” รู้ตัวอีกที ความคิดเรื่องการล้างแค้นก็กลายเป็นแค่เศษเสี้ยวหนึ่งในตัวข้าเพราะข้าใช้เวลาส่วนใหญ่ไม่ฟังเรื่องเล่าของชายห้องข้างๆ ก็เล่าเรื่องของตัวข้าเองให้ฟัง ข้าเล่าเรื่องธนู เรื่องของตาเฒ่าที่ไม่ยอมเหลียวแลข้า เรื่องพี่สาวของข้า เรื่องที่ข้าบุกเข้ามาฆ่าคลอเดียส และเขาก็ฟังข้าด้วยดวงตาเป็นประกายเสียทุกครั้ง สิ่งที่ทำให้ข้าสนิทสนมกับเขามากขึ้นอาจเป็นสิ่งที่เขาพูดเมื่อฟังเรื่องของพี่สาวข้า ในดวงตาของเขาไม่มีความสังเวชหรือแววตำหนิ สิ่งเดียวที่เขาพูดคือ นางช่างเป็นหญิงที่น่านับถือ เขาดูจะเทอดทูนสิ่งที่นางทำบอกว่ามันคือการตัดสินใจของคนกล้า เพราะแม้นางเป็นหญิงแต่นางไม่ยินยอมถูกย่ำยี นางยอมตายด้วยมือตัวเองเสียยังดีกว่า

” ข้าคงรอใครซักคนพูดแบบนั้นมานาน เพราะมันทำให้ข้าตื้นตันในอกขึ้นมาทันที ข้าเกลียดสามีของพี่เกลียดพ่อแม่ เกลียดเพื่อนๆของนางเพราะไม่มีใครยอมเข้าใจ ทุกคนมองเรื่องนี้จากมุมมองของคนนอกแล้วก็บอกว่าช่างเป็นการกระทำที่บ้าบิ่นและโง่เขลา ไม่มีใครนึกถึงความรู้สึกของพี่ตอนที่ถูกคลอเดียสข่มเหง ชายคนนั้นเป็นคนแรกที่เข้าใจทุกอย่างกระจ่างนั่นคงเป็นเหตุที่ข้ายอมรับในตัวเขา แต่ข้าเองก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเขาจึงยอมรับในตัวข้า เขาเริ่มเล่าเรื่องที่ดำมืดในชีวิตของเขาให้ข้าฟัง เขาเล่าว่าตัวเองถูกจับขังเพราะเหตุใด และที่เขาแสนสบายใจอยู่ในตอนนี้เพราะเขารู้ดีว่ากรงไม้นี้จะขังเขาอยู่ไม่นาน และเขาจะพาข้าไปกับเขา นั่นคือสิ่งที่เขาสัญญากับข้าทั้งที่ข้าไม่เคยร้องขอ แต่ไหนเลยข้าจะปฏิเสธเขา คุกใต้ดินที่เงียบเหงานั้นน่าเบื่อจนข้าแทบจะเป็นบ้าด้วยความฟุ้งซ่านแล้วด้วยซ้ำ

” แต่รอแค่ไม่นาน อาจจะราวเดือนหนึ่งหลังจากที่ข้าถูกจับไป สหายของเขาก็เข้ามาพาตัวเขาออกไป มันเป็นการบุกที่อุกอาจ แต่ทันทีที่พวกเราพ้นโดบรัมมาและข้าได้เห็นทั้งหมด ข้าก็ไม่แปลกใจที่พวกเขากล้าทำเช่นนั้น กองกำลังของเขาเหมือนกองทหารรับจ้างย่อมๆ หลายคนเป็นทหารมาก่อนทั้งของฝ่ายไลน์และเวสต์เวลล์ พวกเขารวมตัวกันเพราะสภาพบ้านเมืองที่ง่อนแง่นและการถูกผลักไสในภาวะสงบกลายเป็นคนไร้ที่ไป พวกเขารวมตัวกันปล้นชิงอย่างที่เคยทำตอนสงครามโดยมีเพื่อนร่วมห้องขังของข้า แช็ด เป็นหัวหน้าของพวกเขา

” ข้าต้องบอกว่าข้าไม่เคยคิดจะเป็นโจร ไม่เลย ในหัวข้าตอนนั้นยังคงมีความโกรธความแค้นเป็นส่วนสำคัญ แต่เพราะข้าคนเดียวก็ไร้ที่ไปมิหนำซ้ำแช็ดที่ช่วยข้ายังอุตส่าห์ให้คนของเขาชิงอาวุธของข้ากลับมาให้ ข้าไม่มีเหตุอะไรที่จะไม่ตามเขาไป อย่างน้อยก็เพื่อทดแทนบุญคุณ แต่ข้าไม่ได้ทำหน้าที่ปล้นเสียเท่าไหร่ แช็ดเก็บข้าไว้ข้างตัวเขามากกว่าจะปล่อยข้าไปเตร็ดเตร่กับคนอื่น เขาบอกว่าข้าเป็นอันตรายเกินไปที่จะปล่อยให้เคลื่อนไหวตามใจชอบ เขาคงหมายความว่าข้าไม่ได้มีความคิดความรู้สึกอะไรร่วมกับพวกเขา นั่นทำให้ข้าเป็นคนนอก และคนนอกอาจนำภัยมา

” หรืออีกทีอาจเพราะเขาได้ยินเรื่องที่ข้าจู่โจมปราสาทโดบรัมมา ข้าได้ยินในตอนหลังว่าแช็ดเคยบอกสหายของเขาว่าข้าฆ่าทหารองครักษ์ของคลอเดียสไปตั้งครึ่งและผู้ที่รอดมาเป็นคนเล่าให้เขาฟังเองว่าข้าน่ากลัวอย่างไร มันคงเป็นเรื่องที่เขาเสริมจนเกินจริงจากสิ่งที่เขาได้ยินจากผู้คุมมาอีกที แต่เพราะเรื่องเล่านั้นพวกเขาจึงดูเหมือนจะยอมรับในตัวข้า หลายคนเคยขอประดาบลองฝีมือข้า อีกหลายคนขอให้ข้ายิงธนู

” แต่ตั้งแต่ตอนนั้นแล้วที่ข้ายิงไม่ได้ ทันทีที่ข้าขึ้นสายมันเหมือนความรู้สึกในคืนนั้นจะกลับมา จนตอนนี้ข้าเองก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าใดนัก ข้ารู้เพียงว่ามันน่ากลัว ข้ารู้ว่ายามที่ถือธนูคันนี้ข้าจะย้อนกลับไปในคืนบ้าคลั่งนั้น ความต้องการจะยิงคลอเดียสลงจากกำแพงนั้นมากมายจนข้าต้องเลิกเพราะไม่รู้จริงๆว่าข้าจะตัดสินใจทำอะไรลงไป ”

” แต่เจ้าก็ยังเหนี่ยวธนูคันนั้นไม่ใช่หรือ คนที่เหนี่ยวสายได้นิ่งขนาดนั้นคงไม่ใช่คนที่ใจวอกแวกดอก ”

” นั่นก็จริง แต่นั่นเพราะสิ่งที่ข้าเหนี่ยวคือคันธนูเปล่า หลายเดือนทีเดียวกว่าที่ข้าจะข่มใจได้มากพอจะทำเช่นนั้นได้ ข้าถึงไม่ยอมใช้ธนูอีกหลังจากนั้นต่อให้แช็ดร้องขอเองก็ตาม ข้าพอใจกับการแค่เป็นพลปลายแถวในกลุ่มนั้นแต่ข้าจะไม่จับธนู

” เพราะดอกเดียวที่ข้าจะยิงต่อจากนี้ จะเป็นดอกที่ฆ่าคลอเดียสเท่านั้น ”

***

TBC in Chapter 5

Advertisements

One thought on “A Fairytale: ราชาและมหาโจร บทที่ 4

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s