A Fairytale: ราชาและมหาโจร บทที่ 5

Title: A Fairytale
Book II: ราชาและมหาโจร (Thieves and Kings)
Author: vekin
Rate: PG-13
Warning: คนเขียนอ่อนคำราชาศัพท์เป็นอย่างยิ่ง ต้องขออภัยในความผิดพลาดมา ณ ที่นี้
***บุคคล เหตุการณ์และสถานที่ในเรื่องล้วนสมมติขึ้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องพาดพิงกับบุคคลและเหตุการณ์จริงแต่อย่างใด***

Chapter 5
####################################################

มันเป็นอีกวันที่น่าอึดอัดสำหรับเหล่าคนรับใช้ในบ้านเมริสมาเมื่อทหารม้ากลับมาจากการลาดตระเวนพร้อมนักโทษจากหมู่บ้านใกล้เคียง บางคนในนั้นพวกเขาก็รู้จัก ต่อให้ไม่ได้สนิทชิดเชื้อกันนักอย่างน้อยก็ต้องเคยทักทายกันบ้าง แต่ตอนนี้คงไม่มีใครกล้าเอ่ยปากทักใครทั้งนั้นเมื่อคนเหล่านั้นถูกลากเข้ามาพร้อมตรวนบนข้อมือ เนื้อตัวมอมแมมและเท้าบวมพองจากการถูกบังคับให้เดินมาเป็นเวลาเนิ่นนาน ความทุกข์ทรมานที่คนเหล่านี้ประสบมามากมายเสียจนพวกเขาต้องเบ้หน้า หากทหารม้าเหล่านั้นกลับไม่มีใครสะดุ้งสะเทือนเลยซักคน ” ลากพวกมันไปขังไว้ ” คนหนึ่งออกคำสั่ง ” เดี๋ยวข้าไปรายงานตัวกับเคานเตสเสียก่อน พวกเจ้าไปพักผ่อนไป ” คนที่เหลือยักหน้ารับก่อนจะกระตุ้นม้าลากเอานักโทษออกไปยังเรือนสวนที่เคานเตสฟรานเชสก้าให้เป็นที่พักของพวกเขา ห่างจากบ้านใหญ่เข้าไปในทิวไม้

ด้วยระยะทางที่เดินทางมานั้น ถึงตอนนี้นักโทษหลายคนเดินต่อไปไม่ไหว พวกเขาไม่ได้นอนไม่ได้ดื่มกินน้ำอาหาร ทั้งบาดเจ็บทั้งอ่อนล้าจนแทบเดินไม่ได้ แต่โดยเฉพาะคนเป็นแม่ที่ต้องอุ้มลูกมาตลอดทาง นางแทบจะล้มทั้งยืนแล้วในตอนนั้น ” ขอ..ขอนั่งก่อนเถิดเจ้าคะ ” นางพูดเสียงสั่น ” ข้าเดินไม่ไหวแล้ว ขอพักซักครู่- ”

แต่ก่อนที่นางจะทันได้หย่อนร่างอ่อนล้าลงกับลานดิน ทหารม้าคนหนึ่งก็เกินเข้ามาตบนางอย่างจัง ” เอะอะก็พักๆ ข้าน่าจะฆ่าลูกเจ้าทิ้งตั้งแต่แรก ” แล้วเขาก็จับเด็กน้อยโยนจากอ้อมแขนแม่ขณะที่คนเป็นแม่ได้แต่ร้องเสียงหลงด้วยความตกใจ แต่โชคยังดีที่มีคนเข้ามารับร่างเล็กๆนั้นไว้ทัน แม้จะต้องล้มกลิ้งตามกันไป นั่นทำให้ทหารม้าถลึงมองอย่างไม่สบอารมณ์ที่สุด ” ใครเสือกวะน่ะ ” ทหารม้าเจ้าอารมณ์ร้องขึ้น ก่อนที่เขาจะเห็นว่าคนที่ลุกขึ้นมานั้นเป็นแค่เด็กชายไม่ทันเข้าวัยหนุ่มดีด้วยซ้ำ

” ท่านคงลืมไปว่าที่นี่เป็นเขตนิวาสสถานของท่านเคานเตส ไม่ใช่ที่ๆท่านจะทำเรื่องเสื่อมเสียได้ตามใจชอบ ” เขาว่าพลางก็ลุกยืนขึ้นพร้อมประคองเด็กน้อยไว้มั่น ” ถ้าจะใช้ความรุนแรงก็ไปทำกันที่อื่น ไม่ใช่ในบ้านของท่านที่บ่าวไพร่อยู่กันครบถ้วน ”

สิ่งที่ไม่น่าสบอารมณ์ที่สุดสำหรับทหารม้าผู้นั้นคงเป็นสายตาของเด็กชายที่มองตรงมายังเขา มันไม่มีความกลัวเกรง เหมือนสายตาของคนหนุ่มวัยฉกรรจ์ที่อวดอ้างถือดี นั่นยิ่งทำให้หงุดหงิด ” แล้วลูกหมาของเคานเตสมีอำนาจอะไรมาสั่งการณ์ทหารม้าของพระราชินีมิทราบ ” เขาย่นจมูกเหมือนรังเกียจเสียเต็มประดา

” ถ้าท่านเป็นทหารม้าของพระราชินีย่อมทราบดีว่าไม่ควรประพฤติตนให้เสื่อมเสียถึงผู้เป็นนาย ” เด็กชายยังคงมองหน้าหาเรื่อง ” และที่ข้าทักท้วงท่านในตอนนี้ก็เพื่อเกียรติของเคานเตสที่เป็นนายของข้า ซึ่งข้าเองก็ต้องปกป้อง หากเรื่องเพียงเท่านี้ไม่เข้าใจ กองทหารม้าเองก็จะเสื่อมเกียรติที่ไม่อาจฟูมฟักคนที่ดีกว่าไพร่ที่ดินในบ้านขุนนางได้ ”

การเหยียดหยามนั้นทำเอาทหารม้าผู้นั้นฉุนขาด ” ข้าเป็นทหารม้าที่ผ่านการฝึกฝนที่เข้มงวดมา อย่าเอาไปเทียบกับพวกแก ” ว่าแล้วเขาก็เหวี่ยงหลังแหวนเข้าใส่เด็กชายอย่างรวดเร็ว แต่เขาก็หักหลบทันควันทั้งยังประคองเด็กน้อยไว้กับตัว การเคลื่อนไหวที่รวดเร็วนั้นทำให้ทหารม้าชะงักไป ก่อนที่ใบหน้าเหี้ยมเกรียมนั้นจะปรากฏรอยยิ้มกริ่ม ” ที่แท้แกก็มีทักษะอยู่บ้างเหมือนกันนี่หว่า มิน่าถึงกล้าหาเรื่องพวกข้าแต่แรก ”

ไม่ทันขาดคำทหารม้าคนนั้นก็ชักดาบออกมา ท่ามกลางเสียงของความตกใจ บรรยากาศที่กดดันนั้นทำให้คนรับใช้ที่ยืนอยู่ใกล้เคียงถึงกับผงะถอย ขณะที่เหล่าทหารม้าต่างจับตาดูโดยไม่ได้เคลื่อนไหน เด็กชายต้องกลืนน้ำลายอึกใหญ่เมื่อร่างสูงใหญ่ย่างสามขุมเข้ามา เขาถอยอย่างช้าๆขณะที่สายตามองกลับไปมาระหว่างปลายดาบกับใบหน้า สายตาที่มองมานั้นคือสายตาของผู้ล่าซึ่งพร้อมตะครุบฆ่าเหยื่อในทันทีที่หันหลังแล้ววิ่ง

เพียงแค่ไม่ถึงอึดใจร่างใหญ่โตก็โถมเข้าใส่ สายตาอันฉับไวของเขาบอกจุดที่ต้องหลบได้ในทันทีจะติดก็แต่สตีวี่ที่เขาต้องดึงไปด้วยเพราะถึงตอนนี้เด็กน้อยก็สั่นกลัวจนทำอะไรไม่ได้นอกจากร้องไห้จ้า ครั้งแรกเขาหลบได้หวุดหวิดโดยไร้รอยขีดข่วน แต่เขาไม่มั่นใจนักว่าครั้งที่สองจะโชคดีขนาดนี้หรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อทหารม้าผู้นั้นขวางทางเขากับประตูครัวไว้ และไม่ว่าพยายามเพียงใดเขาก็ไม่มีทางล้มผู้ชายร่างใหญ่โตสวมใส่เกราะและติดอาวุธได้โดยยังต้องคุ้มกันสตีวี่

แต่ทันทีที่ดาบนั้นเหวี่ยงมาอีกครั้งสามง่ามอันหนึ่งก็ยื่นเข้ามารับดาบของทหารม้าผู้นั้นไว้ เพียงแค่บิดด้ามและดันออกดาบนั้นก็หลุดออกจากมือลงพื้นขณะที่ด้ามเหล็กยาวก็กระทุ้งเข้าที่สีข้างก่อนจะดันคอของทหารผู้นั้นขึ้น ปลายโง้งคมของเหล็กแหลมเลื่อนมาอยู่ห่างจากใบหน้าของทหารม้าผู้นั้นไปไม่เท่าไหร่ ” ขอโทษด้วยที่ตอนนี้ข้ามีแต่สามง่าม ” เด็กหนุ่มตรงหน้ากล่าวเสียงเรียบหากแววตาของเขานั้นส่อแววสังหารอย่างชัดเจน ” คงไม่เหมาะกับเกียรติของทหารม้าอย่างท่านเท่าไหร่ แต่ข้าเชื่อว่าสามง่ามนี่ก็ฆ่าท่านได้ ” แล้วเขาก็ลดปลายลงให้คมเหล็กอยู่ห่างจากคอเพียงแค่เล็กน้อย ” อย่างที่เด็กคนนั้นว่า ทำอะไรท่านควรให้เกียรติกันบ้าง แม่ข้าเป็นจ้าวที่ดินที่นี่ นั่นย่อมหมายความว่าไม่ว่าใครก็ไม่บังควรลงมือกับคนของท่านโดยพลการ โดยเฉพาะเมื่อเขาตักเตือนถูกต้องดีทุกประการ ” แล้วเขาก็ดึงสามง่ามนั้นออกก่อนจะถอยมาสองก้าว ขวางระหว่างทหารม้าและเป้าหมายของเขา ” หากท่านมีข้อข้องใจข้ายินดีเป็นคู่มือให้ทุกเมื่อ ”

ดวงตาเข้มคล้ำขุ่นมัวคู่นั้นไม่ได้ชวนให้นึกอยากประมือด้วยเลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะเมื่อคนตรงหน้าสามารถเอาสามง่ามทำนามาฟาดฟันต่างอาวุธได้โดยไม่มีติดขัด เขาไม่อยากจะนึกเลยจริงๆว่าถ้าในมือนั้นเป็นดาบ ผลที่ออกมาจะเป็นอย่างไร” ก็ได้ ” ทหารม้าผู้นั้นกล่าวสั้นๆก่อนจะถอยไป ตรงไปยังเรือนสวนพร้อมนักโทษที่เหลือโดยไม่ติดใจทวงถามเรื่องเด็กน้อยที่ร้องไห้อยู่เลยแม้แต่นิดเดียว

จนเมื่อทหารเถื่อนกลุ่มนั้นลับตาไปเท่านั้นเด็กหนุ่มจึงยอมผ่อนคลายลง เขาหันมองเด็กชายที่อยู่ข้างหลังเขาพร้อมกับขมวดคิ้วนิ่วหน้า ” เจ้านี่มันเข้าใจหาเรื่องใส่ตัวจริงๆ อาร์เซน ดีแค่ไหนไม่คอขาดไปตั้งแต่ตอนที่เจ้าไปกวนประสาทพวกมันครั้งแรก ”

นั่นทำให้เด็กชายหน้างุ้มไปในทันที ” ถ้าข้าไม่เสี่ยงเอาคอตัวเองเข้าแลก พวกนั้นก็คงฆ่าสตีวี่ไปแล้วเหมือนกัน ” ว่าพลางเขาก็ก้าวมายืนด้านหน้าเด็กน้อยสตีวี่ เหมือนจะกันเด็กคนนั้นออกไปจากการปะทะครั้งนี้ เขารู้ดีว่าคุณชายน้อยที่อารมณ์ไม่ดีก็ไม่ดีไปกว่าทหารม้าพวกนั้นเสียเท่าไหร่หรอก

แต่แทนที่แมกซิมิเลียนจะต่อล้อต่อเถียงกับเขาไปมากกว่านั้น เด็กหนุ่มก็เพียงแค่วางสามง่ามลงแล้วเดินไปหาเด็กน้อยที่กำลังเกาะขาอาร์เซนแน่น ” เจ็บตรงไหนหรือเปล่า ”

และแทนที่สตีวี่จะตอบ เขาเพียงแค่มองหน้าคุณชายน้อยแล้วตะเบ็งเสียงร้องไห้จ้า

ด้วยความตกใจเด็กหนุ่มหดมือที่กำลังจะเอื้อมออกไปลูบหัวเด็กน้อยกลับในทันที ชั่วขณะหนึ่งเขาทำหน้าเหมือนคนกำลังทำอะไรไม่ถูก ติดอยู่ระหว่างความต้องการจะถอยไปไกลๆจากเสียงกัมปนาทของเด็กคนนั้นกับความกลัวจะเสียหน้า สุดท้ายเขาก็เพียงแค่นั่งอยู่ตรงนั้น เด็กชายเห็นอย่างนั้นก็ถอนใจเฮือกหนึ่งก่อนจะลูบหัวเด็กน้อยเบาๆ ” ไม่เป็นไรสตีวี่ พี่เขาไม่ทำอะไรเราหรอก เมื่อกี้เขาช่วยเราไว้ไง ขอบคุณเขาหรือยัง ”

เด็กน้อยมองหน้าอาร์เซน แล้วก็มองคุณชายน้อย แล้วก็มองหน้าเด็กชายอีกครั้งเหมือนจะบอกว่าฆ่าให้ตายก็ไม่เชื่อ ซึ่งอาร์เซนก็ไม่แปลกใจนักเมื่อคิดว่าสีหน้าปรกติของคุณชายน้อยนั้นบอกบุญไม่รับขนาดไหน ไม่ต้องนึกถึงสีหน้าของเขาตอนที่พร้อมรบเลย ” เขากลัวหน้าคุณน่ะครับ ” อาร์เซนหันไปบอก

คราวนี้คุณชายน้อยเป็นฝ่ายหน้างุ้มบ้าง ” หน้าข้าก็เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่เกิด จะให้ทำยังไง ”

” ไม่ใช่หน้าตาคุณ ข้าหมายถึงสีหน้าของคุณต่างหาก สตีวี่โดนทารุณมาแบบนี้ เขาจะวางใจคนที่ทำหน้าโหดเหี้ยมแบบคุณได้ยังไง ”

คุณชายน้อยกำลังจะอ้าปากเถียง แต่เด็กน้อยที่ทำหน้าเหมือนกำลังจะร้องไห้ทำให้เขาหุบปากเงียบอีกครั้ง

อีกครั้งที่เด็กชายถอนใจ ก่อนจะจับมือเด็กน้อยไว้แล้วบอกเขาว่า ” เราหิวแย่แล้วแน่เลย เข้าบ้านกันก่อนดีกว่า ดีมั้ย ” นั่นทำให้เด็กน้อยสีหน้าดีขึ้นเล็กน้อย แต่ตลอดทางนั้นเขายังคงจ้องมองคุณชายน้อยด้วยสายตาที่แสดงความไม่วางใจอย่างชัดเจน

แล้วจะให้เขาทำยังไง แมกซิมิเลียนอยากจะตะโกนถามฟ้าดินให้มันรู้แล้วรู้รอด

***

แม่นมเองตอนที่เห็นสภาพของสตีวี่นางก็ลมแทบจับ ” โถๆๆๆๆ ใครมันช่างทำเราได้ขนาดนี้นะ ดูเท้าเราสิ นั่งลงๆ เดี๋ยวยายทำแผลให้นะ อย่าร้องนะอย่างร้อง ทำแผลเดี๋ยวเดียวก็เสร็จแล้วยายจะให้ขนมนะ มีขนมเยอะแยะเลย ”

ได้ยินคำว่าขนมเด็กน้อยก็ถึงกับตาโต แต่เขาก็ยังลังเลพอควรขณะที่นั่งลงให้แม่นมล้างแผลถลอกปอกเปิก คุณชายน้อยเห็นอย่างนั้นก็ถอนใจเฮือก ” ข้ารู้แล้วว่าเจ้าไปรู้เรื่องพวกนี้มาจากไหน ” เขาพึมพำดังพอจะให้อาร์เซนที่ยืนอยู่ใกล้ๆได้ยิน ซึ่งเด็กชายก็เลิกคิ้วรับในทันที

” คุณหมายถึงอะไรหรือครับ ”

” ที่เจ้าหลอกล่อเด็กคนนั้นไง ” คุณชายน้อยว่า ” แม่นมคงหลอกล่อเจ้าอย่างนี้บ่อยๆงั้นสิ ”

” จะว่าอย่างนั้นก็ได้ ” เด็กชายว่าพลางเลิกคิ้ว ” แต่ถ้าเอาใจใส่ซักนิด คุณจะพอรู้เองว่าอะไรทำให้เด็กเล็กๆยอมคุณได้ ”

มันก็ไม่เชิงเป็นการปรามาสนัก แต่มันก็เพียงพอจะทำให้แมกซิมิเลียนถอนใจด้วยความหงุดหงิดแล้วเอนพิงผนังมองดูแม่นมทำแผลให้สตีวี่ไปเงียบๆ เหมือนเขาพยายามมองหาบางอย่างแต่มองไม่เห็น มิหนำซ้ำยิ่งเขามอง เด็กน้อยยิ่งหวาดกลัว เขาหันมามองคุณชายน้อยบ่อยครั้งแต่ละครั้งทำหน้าเหมือนกำลังจ้องมองดูปีศาจร้ายที่พร้อมจะจับเขากินได้ทุกเมื่อ และอาร์เซนก็เห็น เขาจึงสะกิดคุณชายน้อยให้ตามออกมาจากห้องนั้นโดยเร็ว ในตอนแรกเด็กหนุ่มก็ไม่ค่อยเข้าใจท่าทีของเด็กชายนัก จนกระทั่งประตูเชื่อมห้องครัวกับเรือนใหญ่ปิดลง ความสงสัยของเขาจึงกระจ่าง ” มองหน้าเขาแบบนั้นเด็กก็ยิ่งกลัวไปใหญ่สิครับ ”

คุณชายน้อยสวนกลับในทันทีว่า ” หน้าตาข้ามันเหมือนยักษ์เหมือนมารขนาดนั้นเลยรึไง ”

” ใช่ครับ ”

คำตอบง่ายๆนั้นไม่เหลือที่ให้เขาเถียงแม้แต่คำเดียว

” คุณน่ะชอบมองคนอื่นเหมือนกำลังจ้องจับผิด สำหรับผู้ใหญ่อย่างมากมันก็แค่ทำให้อึดอัด แต่สำหรับเด็กเล็กๆแบบนั้น มันเหมือนคุณกำลังดุเขาอยู่แล้วเขาก็ไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรผิด เด็กที่ไหนก็กลัวการถูกดุโดยไม่มีสาเหตุทั้งนั้นแหละครับ ” พูดจบแล้วอาร์เซนก็หลุดยิ้มน้อยๆออกมา ซึ่งทำให้แมกซิมิเลียนยิ่งไม่เข้าใจ

” หน้าข้ามีอะไรอีกล่ะ ”

” เปล่าครับ แค่คุณทำหน้าเหมือนเด็กที่รู้สึกว่าตัวเองถูกดุโดยไม่มีสาเหตุเท่านั้นเอง ” คุณชายน้อยได้ยินเช่นนั้นก็ได้แต่ถลึงตามองขณะที่เด็กชายส่ายหน้าดิก ” คุณต้องหัดยิ้มมากกว่านี้หน่อย เด็กจะกลัวคุณน้อยลงถ้าคุณยิ้มให้พวกเขาบ้าง หน้าเครียดตลอดเวลาไม่ได้น่ามองเลยนะครับ ”

ที่เด็กหนุ่มบอกเขาคือ ” ข้าไม่ได้อยากให้ใครมามองเสียหน่อย ”

” แล้วที่คุณจ้องเด็กคนนั้นเขม็งล่ะ ”

” ก็เจ้าบอกว่าถ้าหัดมองเสียบ้างก็จะมองออก ข้าก็หัดมองอยู่ไง ”

” แล้วทำไมคุณต้องสนใจเรื่องที่คุณบอกว่าคุณไม่ได้ต้องการจะสนใจด้วยล่ะ ”

” เจ้าพยายามจะพูดอะไร ”

นั่นทำให้เด็กชายถอนใจเฮือกหนึ่ง ก่อนที่เขาจะเอนตัวพิงผนังกอดอกด้วยท่าเดียวกันกับแมกซิมิเลียนไม่มีผิดเพี้ยน ” คุณไม่ได้ต้องการให้ใครมามองมาสนใจ แสดงว่าคุณไม่สนใจว่าใครจะคิดกับคุณยังไง แต่คุณกลับกังวลใจเรื่องที่เด็กคนหนึ่งจะเห็นคุณเป็นยักษ์เป็นมาร ” ปฏิกิริยาแรกของเด็กหนุ่มคือหันไปอ้าปากจะเถียงแต่ไม่มีอะไรออกมาจากปากของเขาแม้แต่คำเดียว สุดท้ายเขาก็ต้องกลับไปยืนคอตกพิงผนังเหมือนคนที่จำต้องยอมรับความพ่ายแพ้แต่โดยดี ซึ่งนับว่าดีสำหรับอาร์เซน เพราะนั่นแปลว่าแมกซิมิเลียนจะยอมฟังเขาแล้วในที่สุด ” แค่ยิ้มบ้างเท่านั้นเองจริงๆ ไม่มีอะไรยากเลย ”

หลังจากเงียบอยู่พักหนึ่ง คุณชายน้อยก็ถามขึ้นว่า ” มันแค่นั้นเลยหรือ ”

” ครับ ” เด็กชายตอบหนักแน่น ” คุณลองยิ้มดูสิ ”

ในครั้งแรกเด็กหนุ่มทำหน้าเบ้เหมือนจะบอกว่าไม่มีวัน แต่เมื่อเห็นสายตาคาดหวังของอาร์เซน เขาก็หันมาฉีกยิ้มอย่างรวดเร็วก่อนจะหันหนีไป ทิ้งแต่เด็กชายให้ขำจนต้องลงไปนั่งซุกหน้ากับเข่าหัวเราะอยู่เงียบๆด้วยความเกรงใจสุดซึ้ง จนในที่สุดเด็กหนุ่มก็ต้องเป็นฝ่ายพูดขึ้นเอง ” มันตลกก็ว่ามาเถอะ ”

” มันตลกเพราะคุณทำให้มันตลกต่างหาก ” อาร์เซนว่าหลังจากที่เขาเลิกหัวเราะได้ในที่สุด ” ยิ้มเหมือนตัวตลกแบบนั้นใครจะไม่ขำกัน ”

” ให้ตั้งใจยิ้มก็ได้แบบนั้นแหละ ” แมกซิมิเลียนกล่าวแบบขอไปทีก่อนจะถอนใจ ” ข้ามันไม่ใช่คนที่เป็นมิตรนักอยู่แล้ว ”

เด็กชายได้ยินก็ได้แต่ส่ายหน้า ” คิดไปเองทั้งเพ ”

นั่นทำให้คุณชายน้อยก้มลงจ้องเขาเขม็ง แต่เขาก็ทำเหมือนไม่เห็นแล้วลุกขึ้นยืน ” คุณบอกว่าตัวคุณเองไม่เป็นมิตร แสดงว่าคุณไม่สนใจว่าจะมีใครเป็นมิตรกับคุณหรือเปล่า แต่มันก็ชัดเจนอยู่ว่าคุณอยากให้คนอื่นเป็นมิตรด้วย ”

อีกครั้งที่คุณชายน้อยเถียงเด็กชายไม่ได้แม้แต่คำเดียว เขากลับไปยืนพิงผนังถอนใจอยู่เงียบๆ สำหรับคนที่เรียนรู้จะใช้ความนิ่งเงียบในการเอาชนะมันน่าโมโหทุกครั้งที่มีใครซักคนมองทะลุท่าทีเหล่านั้นแล้วบอกเขาว่าเขากำลังคิดอะไร

แต่จะว่าไปมันก็น่าดีใจเมื่อคิดว่ามันยาวนานขนาดไหนกว่าที่อาร์เซนจะหันมามองเขาได้

” คุณยิ้มแล้ว ”

คำทักนั้นทำให้เขาเปลี่ยนสีหน้าในทันที ” อะไร ”

” ก็เมื่อกี้คุณยิ้ม ถึงจะนิดเดียวก็เถอะ ” คราวนี้อาร์เซนเป็นฝ่ายยิ้มบ้าง ” ทำดีๆก็ทำได้นี่นา ”

เขาไม่รู้ว่าจะนับนั่นเป็นคำชมดีหรือไม่ หรือควรจะทำหน้ายังไงเมื่อเด็กชายกล่าวเช่นนั้น เขารีบเสสายตามองเลยจากเด็กชายไปปะทะกับเจสสิก้าที่ยืนนิ่งอยู่ห่างออกไปอย่างจัง คราวนี้สีหน้าของเขากลับเป็นเรียบเฉยในทันที ” มีอะไรหรือ เจส ”

เจสสิก้าก็เพียงแค่มองเขานิ่งก่อนจะส่ายหน้า ” เปล่าเจ้าคะ ” แล้วเธอก็เดินเข้าไปในห้องครัวปิดประตูไล่หลัง เพื่อจะได้กรีดร้องกับแม่นมว่า…. ” ป้าาาาาาาาาา ป้าต้องไม่เชื่อแน่ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ”

แค่คำแรกก็ทำให้แม่นมหันมามองหล่อนอย่างหน่ายๆก่อนจะกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าให้สตีวี่ต่อ ” อะไรนักหนา เจ้าจะทำให้บ้านแตกหรือไง ”

” ก็คุณชายน้อยกับคุณหนูน่ะสิ ” หล่อนว่าพลางลากเก้าอี้มาปักหลักข้างๆแม่นมในทันที ” คุณชายน้อยเขินน่ะ ”

นั่นทำให้หญิงชราหันขวับ ” ฝันกลางวันแล้วเจ้าน่ะ ”

” ป้าไม่เห็นเองก็พูดอย่างนั้นได้สิ ข้าเห็นจริงๆนะ สองคนนั้นยืนคุยอะไรกันอยู่ก็ไม่รู้แล้วคุณชายน้อย…..คุณชายน้อยเขินจริงๆนะป้า ข้าสาบานได้เลย- ”

แต่ก่อนที่หล่อนจะพูดอะไรได้มากกว่านั้นประตูห้องครัวก็เปิดออก คุณชายน้อยที่หล่อนกำลังนินทายืนอยู่ตรงนั้นโดยมีเด็กชายยืนเยื้องอยู่ข้างหลัง ” สตีวี่เป็นยังไงบ้าง ” เขาถาม

” อาบน้ำเรียบร้อยแล้วเจ้าคะ ” แม่นมกล่าว ” แต่ยังไม่ได้พันแผลให้เรียบร้อยดีนัก ”

” ไม่เป็นไร เดี๋ยวข้าจัดการเอง แล้วก็… สตีวี่ ” เด็กหนุ่มเรียก เขาเหมือนจะสูดหายใจครั้งหนึ่งก่อนจะยิ้มน้อยๆ ” ขึ้นไปเล่นที่ห้องพี่มั้ย ”

ในครั้งแรกเด็กน้อยดูเหมือนยังลังเลใจ แต่เมื่อคุณชายน้อยถามอีกครั้ง พร้อมกับที่อาร์เซนแอบยักหน้าเรียกอยู่ข้างหลัง เด็กน้อยก็ยอมตามไปแต่โดยดี ” จะดีหรือคะ ” แม่นมทักท้วง ” สตีวี่มันยังเด็ก ขึ้นไปเดี๋ยวจะกวนคุณเปล่าๆ ”

” ไม่เป็นไรหรอก ยังไงข้าก็มีเรื่องต้องคุยกับเขาอยู่แล้ว ยังไงก็รบกวนช่วยยกขนมกับนมขึ้นไปที่ห้องข้าให้หน่อยแล้วกัน ” แล้วเขาก็งับประตูปิด ทั้งที่ใบหน้ายังมีรอยยิ้ม ที่ดูเหมือนจะส่งผลต่อสาวใช้อย่างร้ายกาจ เพราะหล่อนได้แค่ยืนตะลึงอ้าปากค้างจ้องไปที่ประตูแม้หลังจากที่มันปิดไปแล้วก็ตาม

***
นานแล้วที่นางไม่ได้ถอนใจซักเฮือก นั่นเพราะนานแล้วที่ไม่มีอะไรหนักหน่วงโถมทั่งใส่นางเช่นตอนนี้ การเป็นเจ้าที่ดินไม่เคยเป็นเรื่องลำบาก เมริสมาได้สร้างชื่อเสียงที่ดีในฐานะขุนนางไว้ยาวนานพอที่จะทำให้การทำงานของนางราบรื่น สิ่งเดียวที่ยากเย็นในตอนนั้นคือการรักษาชื่อเสียงนั้น เพื่อให้งานของนางยังคงง่ายดายต่อไป แต่ตอนนี้ เมื่อทหารม้าเข้ามาป้วนเปี้ยนไปทั่วเขตแดนมันช่างกลายเป็นเรื่องยาก ทางหนึ่งนางมีคนที่นางต้องปกป้อง มีแผ่นดินที่ต้องรักษา ในอีกทางนางมีจ้าวที่ต้องแสดงความภักดีอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง ทหารม้าพวกนั้นทำให้ทั้งสองทางนั้นไม่มีทางลงรอยกันได้

ชาวบ้านเหล่านั้นมีความผิดอะไร ทหารม้าไม่มีความจำเป็นต้องกระทำรุนแรงต่อพวกเขาเช่นที่ทำไป ความเป็นทหารม้าของพระราชินีก็ทำให้นางยับยั้งพวกเขาได้ยาก ถ้านางจะกราบทูลราชินีอาร์ดาราในเรื่องนี้ก็เกรงจะเคืองพระยุคลบาท ที่ร้ายที่สุดคือนางอาจถูกกล่าวหาว่าปกป้องกบฏซึ่งก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก ซาร์คาเรีย เซเนดัล เมริสมา บุตรชายคนโตของสามีนาง ความคิดนั้นทำให้นางนึกสาปแช่งเขาในใจ ปัญหาทั้งหมดมันก็อยู่ตรงนั้น ตรงที่ซาร์คเป็นคนของตระกูลเมริสมา ต่อให้พระราชินีไม่ติดใจเอาความอะไรกับนาง แต่ถ้านางทำอะไรพลาดไปละก็….

” ท่านแม่ครับ ”

เสียงเรียกของบุตรชายทำให้นางสะดุ้งจากภวังค์ก่อนจะหันไปเอ็ดเขา ” จะเข้าห้องทำไมไม่เคาะประตู ”

” ขออภัยครับ แต่ข้าเคาะแล้วท่านไม่ตอบ เลยอยากให้แน่ใจว่าท่านยังสบายดี ”

ได้ยินแมกซิมิเลียนกล่าวเช่นนั้นนางก็ใจอ่อน ถึงเขาจะหัวแข็งอย่างไรก็ยังดีที่เขายังมีความอ่อนโยนหลงเหลืออยู่บ้าง ” ถ้าอย่างนั้นแม่ก็ขอบใจเจ้ามาก ”

บุตรชายของนางน้อมรับคำนั้น ก่อนจะปิดประตูไล่หลัง แม้ด้วยท่าทางที่สงบนิ่งแต่นางก็บอกได้ว่าแมกซิมิเลียนมีเรื่องที่ต้องการจะพูด ” ท่านคงทราบเรื่องนักโทษที่ทหารม้าพามาแล้ว ” เรื่องนั้นทำให้นางถอนใจอีกครั้ง แล้วก็ยักหน้า ” ข้าไม่แน่ใจว่าท่านทราบหรือยังว่าหนึ่งในนั้นเป็นเด็กที่ติดตามแม่ที่ถูกจับมา ”

” เรื่องสตีวี่เจสสิก้ามาบอกข้าแล้ว ” แต่นางก็รู้ดีว่าเรื่องคงไม่ได้มีแค่นั้น ” มีอะไรหรือ ”

ในตอนนั้นเองที่บุตรชายของนางถือวิสาสะนั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามมารดาด้วยท่าทีที่จริงจังอย่างยิ่ง ” เมื่อครู่ข้าคุยกับเขามา ไม่ว่ายังไงข้าก็คิดว่าทหารม้าทำเกินกว่าเหตุ คนพวกนั้นไม่มีหลักฐานอะไรเลยว่าคนเหล่านี้มีความผิดนอกจากข้อกล่าวหาลอยลม”

” ถ้าไล่พวกเขาได้ข้าคงไล่ไปแล้ว ” นางกล่าวก่อนจะเอนกลายพิงเก้าอี้อ่อนนุ่มที่บัดนี้หาความสบายไม่ได้ ” แต่ขุนนางคนอื่นๆก็ใช่ว่าจะโดนน้อยกว่านี้ ยิ่งพระนางมีรับสั่งให้ตามหาตัวกบฏด้วยทุกวิถีทางพวกนั้นยิ่งมีอำนาจที่จะทำอะไรก็ได้ ทั้งตรวจค้นทั้งจับกุม ถ้าพวกเราแสดงอะไรให้ต้องสงสัยก็มีโอกาสจะโดนริบทรัพย์สินที่ดินทั้งหมดได้เหมือนกัน ”

ได้ยินเช่นนั้นแมกซิมิเลียนก็นิ่วคิ้ว ” นั่นไม่เกินไปหน่อยหรือครับ ”

” ทุกอย่างมันเกินกว่าเหตุมาพักใหญ่แล้ว แมกซิม ” นางว่าก่อนจะยิ้มเพลียๆให้เขา ” ซาร์คาเรียกับการแสดงปาหี่นั่นนำพาความวิบัติมาถึงพวกเราจริงๆ ” ชื่อนั้นทำให้สีหน้าของบุตรชายพลันหม่นลง แล้วมีหรือผู้เป็นมารดาจะไม่สังเกต ” มีอะไรเกี่ยวกับซาร์คาเรียหรือเปล่า แมกซิม ”

ครู่ใหญ่ทีเดียวที่เขาเงียบ ราวกำลังช่างใจว่าควรพูดอะไร ก่อนจะตอบว่า ” ข้าแค่คิดว่าเจ้านั่นมันบัดซบ ”

ผู้เป็นมารดาได้ยินเช่นนั้นก็ถอนใจ เรื่องที่บุตรชายของนางไม่ถูกชะตากับบุตรคนโตของสามีเป็นเรื่องที่รู้กันมานานแล้วแม้แต่ตอนนี้หลังจากที่เด็กคนนั้นหนีออกจากบ้านไปเกือบสามปี แมกซิมิเลียนก็ยังมีปฏิกิริยากับชื่อนี้ทุกครั้ง ” ข้าล่ะดีใจจริงๆที่เจ้ายังมีความคิดความอ่านรอบคอบมากกว่ามัน ” นางว่าแล้วก็ถอนใจ ก่อนจะพลิกเอกสารบนโต๊ะออกอ่าน ” ทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลังมันไม่ได้อะไรนอกจากความวิบัติให้ตัวเองก็เท่านั้น ยังดีที่เจ้ายังอยู่ในโอวาทแม่บ้าง ไม่อย่างนั้นพวกเราคงได้ถึงหายนะกันแล้ว ”

ชั่วครู่หนึ่งที่นางเหลือบสายตาลงคือช่วงสั้นๆที่บุตรชายมองนางก่อนที่เขาจะลุกขึ้นแล้วถามว่า ” มันเป็นความรอบคอบหรือแค่ขี้ขลาดกันครับ ท่านแม่ ” นางเงยหน้าขึ้นมองเขา แต่แมกซิมิเลียนก็ออกจากห้องไปแล้ว

ทันทีที่ประตูปิดลงคุณชายน้อยก็ได้แต่ถอนใจ ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่เขาคาดทุกประการ แม่ของเขาแม้รู้เรื่องทั้งหมดดีก็ไม่อาจทำสิ่งใดได้ นั่นก็เพื่อความปลอดภัยของคนของนางและครอบครัวของนาง แม่ของเขามีคนตั้งมากมายต้องดูแล นางอยู่ก็ยังพอทักท้วงอะไรได้ แต่ถ้าพวกเขาต้องโดนข้อหากบฏไปด้วยละก็…

….ซาร์คาเรียกับการแสดงปาหี่นั่นนำความวิบัติมาให้พวกเราจริงๆ…

พลันมือของเขาก็กำแน่น เสียงของคุณหญิงฟรานเชสก้าเรียกชื่อนั้นอย่างเหนื่อยหน่ายยังดังก้องในหูพอๆกับโทสะที่เขาต้องหักห้ามระงับไว้ เขาอยากจะต่อยเจ้านั่นซักหมัด อยากจะถามว่ามันคิดอะไรอยู่ถึงต้องทำเรื่องแบบนั้น แล้วอาร์เซนเล่า เจ้านั่นไม่ได้คิดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับน้องชายเลยหรือไร ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห เขาจึงได้แต่พยายามสลัดความคิดนั้นทิ้งไปแล้วเดินกลับไปที่ห้อง ห่างไกลจากมารดาและการสนทนาเมื่อครู่ เขาต้องแปลกใจเมื่อเสียงในห้องเงียบไปแล้ว ดูเหมือนในที่สุดสตีวี่ก็ไม่อาจขืนตาตื่นอยู่ได้อีก เด็กน้อยยึดเตียงของเขาเป็นที่นอนขณะที่อาร์เซนนั่งเงียบๆอยู่บนเก้าอี้ด้วยสายตาที่แสดงความครุ่นคิดเหม่อลอยออกไปนอกหน้าต่าง ความรู้สึกที่เขาพยายามอย่างหนักจะควบคุมไว้พลันเอ่อล้นขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ เด็กชายรู้สึกตัวก็เมื่อเชือกมัดผมถูกปลดออก โดยไม่บอกไม่กล่าวเด็กหนุ่มก็มายืนข้างหลังเขา สางเส้นผมของเขาไปด้านหลัง

” คุณชายน้อย? ” อาร์เซนอยากจะหันกลับไป แต่ดูเหมือนแมกซิมิเลียนจะไม่ยอมอย่างนั้น เขารวบผมทั้งหมดของเขาขึ้น รั้งจนบางครั้งเขาต้องประท้วงเพราะมันเจ็บ

แต่ก่อนที่เขาจะทันถามอีกฝ่าย เด็กหนุ่มก็ชิงพูดก่อน ” กลัวว่าเขาจะมาอย่างนั้นหรือ ” อาร์เซนอ้าปากจะตอบ แต่แล้วเขาก็หุบมันลง ไม่หันมองหน้าไม่ตอบคำถาม แต่คำตอบมันก็ชัดเจนอยู่แล้ว ” เจ้านั่นอุตส่าห์เจ็บตัวช่วยคนพวกนั้นไว้ตั้งขนาดนี้ คงทิ้งคนที่เหลือไม่กี่คนนี้ไม่ลงคอหรอก ”

แต่เด็กชายก็ยังคงเงียบ

แมกซิมิเลียนเห็นเช่นนั้นก็ถอนใจ เขาเดินมาทรุดนั่งลงเบื้องหน้าเด็กชายพลางจ้องหน้าเขาเขม็ง ” ทั้งเจ้าทั้งข้าต่างรู้ดีว่าเขาจะมา เจ้าจะทำเหมือนไม่รู้ไปทำไม อาร์เซน ”

เด็กชายขบปากเล็กน้อย เหมือนเขาต้องการจะพูดบางอย่างแต่ทว่า….

ก่อนที่เขาจะทำอะไร คุณชายน้อยก็จับแขนเขาไว้แน่น เรี่ยวแรงนั้นบังคับให้เขาต้องมองหน้า ” ทำไมต้องทำเหมือนข้าไม่รู้ เหมือนข้าดูไม่ออก ” เขากล่าว ” ข้าดูโง่ขนาดนั้นเลยเหรอ ”

ความโกรธในดวงตานั้นทำให้เด็กชายต้องกลืนน้ำลายก่อนจะตอบด้วยเสียงที่แห้งผากว่า ” เปล่าครับ ”

” ถ้าอย่างนั้นเงียบทำไม หรือข้าไว้ใจไม่ได้ ”

อีกครั้งที่อาร์เซนกลืนน้ำลาย ” เปล่าครับ ”

และคุณชายน้อยก็รู้ดีว่าถ้าอาร์เซนปฏิเสธ ฆ่าเขาให้ตายเขาก็จะยังปฏิเสธเรื่อยไป นั่นคือเหตุที่เขาปล่อยเด็กชาย เพราะมันไม่มีประโยชน์อะไรจะเค้นความจากคนปากแข็งแบบนี้ แต่ที่ทำให้เขาแปลกใจคืออาร์เซนไม่ได้ถอยหนีไป เขายังคงนั่งอยู่ที่นั่น มือทั้งสองข้างกำแน่นอยู่ข้างตัวเหมือนเขาต้องการพูดอะไรซักอย่างแต่ยังไม่อาจหาถ้อยคำนั้นได้พบ จนกระทั่ง ” ทำไมคุณต้องโมโหขนาดนั้นด้วย ”

นั่นเพราะ…

” เพราะเจ้าทำเหมือนข้าไม่รู้ไม่เห็นไม่เกี่ยวข้องอะไรด้วย เจ้าทำแบบนี้มาตลอดตั้งแต่เรื่องที่พี่ชายมาหาเจ้าเรื่อยมาทั้งที่เจ้ารู้ว่าข้ารู้ เจ้าก็ยังทำไม่รู้ไม่ชี้ต่อไป ”

” ไม่มีอะไรเลยที่พิสูจน์ว่าคุณรู้หรือไม่รู้อะไร ” เด็กชายถอนใจอย่างเหนื่อยหน่าย ” คุณแค่หัวเสียเพราะมันเป็นเรื่องของพี่ ใช่มั้ยครับ ”

นั่นก็…

” แล้วมันเกี่ยวอะไรกับซาร์คกัน ” เขาย้อน

” คุณไม่ชอบเขา ” อาร์เซนตอบทันควัน

” ข้าไม่ชอบเขาแล้วทำไม ”

” คุณก็เลยพาลใส่คนทุกคนที่พูดถึงเขา หรือคิดว่ากำลังคิดถึงเขา โดยเฉพาะกับข้า ” ความหงุดหงิดในน้ำเสียงของเด็กชายทำให้แมกซิมิเลียนต้องมอง ไม่บ่อยนักที่เขาจะเห็นอาร์เซนหงุดหงิดได้ขนาดนี้ แต่เด็กชายก็หลบในทันที ชั่วครู่หนึ่งนั้นคุณชายรู้สึกเหมือนอีกฝ่ายกำลังจะร้องไห้ ” เขาทำอะไรให้คุณ คุณถึงเกลียดเขานัก ”

มันมีเหตุผลมากมายเป็นร้อยเป็นพันที่เขาจะเกลียดซาร์ค แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าอาร์เซนกลับไม่มีข้อไหนสมเหตุสมผลแม้แต่ข้อเดียว เขาไม่มั่นใจนักว่ามันคือเหตุที่ทำให้ลำคอของเขาแห้งผากในตอนนี้ หรือมันเพราะความเจ็บปวดที่เขาเห็นอยู่ในดวงตาของเด็กชาย คุณชายน้อยเห็นเช่นนั้นก็ถอนใจ แต่จะให้เขาพูดอะไร เขาไม่มีคำตอบอะไรเลยในตอนนี้ ” เย็นนี้ข้าจะกินข้าวบนห้อง เอาสำรับหนึ่งมาเผื่อสตีวี่ด้วย ”

ในครั้งแรกเด็กชายงุนงงเพราะไม่นึกว่าแมกซิมิเลียนจะเปลี่ยนเรื่องกะทันหัน แต่ตอนหลังสิ่งที่ทำให้เขางงยิ่งกว่าคือ ” คุณชายน้อยจะให้สตีวี่อยู่ที่นี่หรือครับ ”

” จะที่ไหนอีกเล่า ” เด็กหนุ่มกล่าว ราวกับว่ามันเป็นเรื่องปรกติธรรมดา

แต่ไม่ใช่แน่นอนสำหรับอาร์เซน ” ให้เขาพักกับข้าก็ได้ ที่สำคัญคุณคงทนไม่ได้หรอกถ้ามีเด็กวิ่งไปวิ่งมาในห้องของคุณ ”

คุณชายน้อยได้ยินเช่นนั้นก็นิ่วคิ้ว ” ทำไมข้าจะทนไม่ได้ ”

” ก็คุณเคยทนได้เสียเมื่อไหร่ล่ะ ”

เด็กหนุ่มอ้าปากจะเถียง แต่ก็เถียงไม่ออกเพราะสิ่งที่เด็กชายกล่าวมันจริงเสียยิ่งกว่าจริงและตัวเขาคือคนที่รู้ดีที่สุด แต่… ” ข้าอยากจะเปลี่ยนอะไรเกี่ยวกับตัวเองบ้างก็เท่านั้นเอง ” เขาไม่คาดว่าปฏิกิริยาของอาร์เซนจะดีกว่าการถลึงตามองเขาอยู่นี่เท่าไหร่ แต่กระนั้นมันก็อดรู้สึกเจ็บเคืองอยู่บ้างไม่ได้ ” ข้าดูเป็นคนที่กระด้างขนาดนั้นเลยหรือ ”

เด็กชายส่ายหน้า ดวงตายังจ้องมองเขาด้วยความตกใจที่มากมายจนบรรยายเป็นคำพูดทั้งหมดไม่ได้ เขาเหมือนจะพูด แต่ก็เงียบไป เป็นอย่างนี้อยู่ครู่หนึ่งก่อนที่เขาจะถามว่า ” แต่คุณจะเปลี่ยนตัวเองทำไม ”

อีกครั้งที่เขาต้องถอนใจ ครั้งนี้ด้วยความคับข้องใจที่มีต่อคนตรงหน้า ทั้งที่อาร์เซนรู้จักเขาดีขนาดนี้ ทำไมเรื่องนี้ถึงไม่เข้าใจ

***
เรือนสวนในเขตบ้านเมริสมาเป็นเรือนรับรองแยกออกมาต่างหากจากเรือนใหญ่เข้าไปในสวนป่า แต่เดิมมันเป็นเรือนเพื่อพักผ่อนหรือสำหรับรับรองแขกคนสำคัญและสหายที่สนิทชิดเชื้อ ไม่น่าแปลกนักที่เรือนนั้นจะถูกสร้างอย่างงดงาม ต่างจากเรือนใหญ่ที่ทึบตันอย่างปราการโดยสิ้นเชิง หากตอนนี้เรือนที่งดงามหลังเดียวกันนี้คือเรือนที่เหล่าทหารม้าใช้ราวกับมันเป็นสิทธิอันชอบของตนนับตั้งแต่ที่พวกเขามาที่นี่ ไม่มีใครในบ้านเมริสมากล้ามาที่นี่อีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตะวันลับฟ้าไปแล้ว นั่นเท่ากับว่าพวกเขาจะทำอะไรก็ได้ ไม่มีใครรู้เห็น

” ความจริงเจ้าชายยังหนีอยู่นี่ก็ดีนะ ” คนหนึ่งรำพึงขึ้นขณะที่เขากระดกเบียร์เข้าไปแก้วใหญ่ หน้าที่แดงไปด้วยฝาดเลือดบอกชัดว่าเขากำลังเมาหนัก ” พวกเราก็อยู่กินไปได้เรื่อยๆแบบนี้ สบายจะตาย ”

นั่นทำให้สหายที่มีสติมากกว่าเขาต้องส่ายหน้า ” เจ้าจะวนไปวนมาทำเรื่องซ้ำซากอย่างนี้ไปจนตายรึไง เจ้าไม่คิดจะทำอะไรอย่างอื่นเลยรึ ” แล้วเขาก็กระดกบ้าง

” มีอะไรน่าสนุกกว่านี้รึไง ” เขาว่าพลางก็เรอดังสนั่นหวั่นไหว

” ไม่คิดจะแต่งงานแต่งการอะไรบ้างหรือ ”

นั่นทำให้ชายเมามายหัวเราะ ” เฮ้ย เรื่องเมียน่ะ หาเอาตอนนี้ก็ได้ เราเป็นทหารม้านะว้อย สาวๆจะไม่แลบ้างให้มันรู้ไป ”

นั่นยิ่งทำให้เหนื่อยหน่ายจนเขานึกสงสัยว่าทำไมเขาต้องมานั่งเฝ้ายามพร้อมกับเจ้านี่ด้วย ” ผู้หญิงแบบนั้นเจ้ากล้าเอาไปเป็นแม่ของลูกรึ คิดสั้นรึยังไง ”

” แล้วไง ” เขาว่าพลางกระดกอีกแก้ว ” เฮ้ย เห็นข้าอย่างนี้น่ะ ข้าก็มีลูกแล้วนะเฟ้ย ตั้งสามคนแล้วนะ ” แล้วเขาก็ฉีกยิ้ม ” แถมแม่มันยังไม่ซ้ำกันด้วย ”

สหายของเขาได้แต่เกาหัวแกรก ” ข้าละไม่เข้าใจจริงๆ ทำไมเขาถึงเอาคนเหลวไหลอย่างเจ้ามาเป็นทหารม้าด้วยวะ ”

” อ๊ะ พูดยังกะเจ้าเป็นคนดีตายชัก แล้วทำไมเขาต้องเอาเจ้าวะ ”

” อย่างน้อยข้าก็จริงจังกับการเฝ้ายามมากกว่าเจ้าล่ะ ”

นั่นทำให้ชายขี้เมาหัวเราะ ” ขอเหอะ ที่นี่มันเขตของเคานเตสนะโว้ย ใครจะมา ที่สำคัญพวกเราคือทหารม้าขององค์ราชินี ใครหือมันต้องตายอยู่แล้ว ”

” เจ้าจะบ้าหรือไง ” ชายคนนั้นฟังแล้วก็กระแทกแก้วลงกับพื้นดังลั่น ” อยู่ๆเจ้าจะฆ่าคนที่ไม่เชื่อฟังเจ้าซะเฉยๆได้ยังไง ”

” มายวะ ” พูดจบชายขี้เมาก็ยิ้มกรุ้มกริ่ม ” นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับกบฏไม่ใช่รึไง ” แล้วเขาก็ยกแก้วขึ้นดื่ม หากสายตายังจ้องมองเพื่อนด้วยความยินดีขณะที่สหายของเขาปั้นหน้าไม่ถูก เขาใช้เวลาครู่หนึ่งชื่นชมอยู่กับรสของน้ำอมฤติที่กลิ้งอยู่บนลิ้นก่อนจะกล่าวว่า ” มันขึ้นกับว่าสิทธินั้นเป็นของใครโว้ย แล้วพระราชินีก็ให้อำนาจนั้นกับเรา ขอทรงพระเจริญ ฮาๆๆๆ ” แล้วเขาก็หัวเราะร่าจนร่างแทบจะหงายหลัง

นั่นยิ่งสร้างความกระอักกระอ่วนให้กับทหารม้าอีกคน นับเดือนที่เขาฝึกฝนและปฏิบัติงานในฐานะทหารม้า มันควรจะเป็นชื่อที่ทรงเกียรติ เป็นผู้ที่ถูกคัดเลือกเป็นกองทหารเกียรติยศขององค์ราชินีอาร์ดารา แต่ทำไมผู้ที่คนที่อยู่รอบข้างเขาช่างแตกต่างจากที่เขาคิดนัก คนพวกนี้บางคนไม่มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีด้วยซ้ำ คนที่อยู่ตรงหน้าเขานี้ก็เช่นกัน

” เฮ้ย ถ้าเจ้ารังเกียจไอ้คนอย่างข้ามากนักก็ไสหัวไปเลยไป ” ชายขี้เมาตะโกน ความขุ่นเคืองชัดเจนเมื่อเห็นความรังเกียจในดวงตาของเพื่อน ” เอ็งคิดว่าเอ็งวิเศษเลิศเลอนักหรือยังไงวะ ถ้ามีอะไรดีกว่านี้ทำก็ลาออกไปซี่ ออกไปเลย ข้าไม่ต้องการคนอย่างเอ็งเป็นเพื่อนหรอกโว้ย ”

” เอ้อ ถ้าข้ามีอะไรที่ดีกว่านี้ข้าไม่มาแต่แรกหรอกว้อย ” เขาสวนกลับด้วยความหงุดหงิดรำคาญ ” ข้ามาเพราะเงิน ชัดมั้ย ข้าต้องการเงิน เงินที่ทำให้ข้าจ่ายภาษีเลี้ยงดูเมียกับลูกแล้วก็มีชีวิตที่มีความสุขได้ แต่ตอนนี้ข้ายังเอาตัวเองไม่รอดเลย ไม่ต้องนับเรื่องลูกเมียอะไรนั่น ” แล้วก็หันไปถอนใจเฮือก

นั่นทำให้ชายขี้เมาเบิกตาโพลง ” อ้อ.. จะเอาเงินไปแต่งหญิงนี่เอง ” แล้วเขาก็หัวเราะ ” เออนะ ในเวลาแบบนี้ยังมีคนที่ต้องใช้เงินแต่งงานอีกเหรอวะเนี่ย แบบนี้ใครจะได้แต่งวะ ”

” ไม่ใช่เงินแต่งงาน ข้าหมายถึงเงินที่จะเลี้ยงดูคนที่จะมาเป็นเมียข้าต่างหาก ข้าไม่อยากให้เขามาลำบากกับข้าด้วย อย่างน้อยก็ให้กินอยู่ได้ไม่ต้องอดก็ยังดี ”

นั่นทำให้ชายขี้เมายิ้มขำก่อนจะดื่มไปอีกเอื๊อกใหญ่ ” เวลาแบบนี้ คนที่คิดแบบนั้นก็ไม่ได้แต่งเหมือนกันล่ะโว้ย ใครมันอยู่สบายได้มั่งวะถ้าไม่ใช่ขุนนางหรือทำงานให้ขุนนางเนี่ย ถ้าเอ็งคิดว่าการเป็นคนดีอยู่สมถะมันง่ายนักละก็ ฮะ มันยากโว้ย ยิ่งคิดมากยิ่งยากนะโว้ย ” แล้วเขาก็หัวเราะร่วนอีกครั้งพร้อมกับซดเบียร์ไปอีกแก้วใหญ่เหมือนไม่กลัวเมามายทั้งที่ความจริงมันเมาเสียจนไม่รู้เรื่อง เมาจนแทบไม่รู้ตัวขณะที่ร่างซึ่งไม่คุ้นเคยก้าวมาเบื้องหน้าพวกเขาด้วยซ้ำ

เป็นทหารม้าผู้มีสติดีอยู่ที่ลุกขึ้นแล้วยกปลายดาบจ่อร่างแปลกหน้านั้นไว้ ” ใครวะ ”

แต่คนนั้นเพียงตอบขณะที่ปลดหมวกคลุมลงว่า ” แมกซิมิเลียน เมริสมา ข้าเป็นบุตรชายของเคานเตสฟรานเชสก้า ต้องการตรวจดูที่นี่ ”

” มาในยามวิกาลนี่ไม่ใช่เรื่องที่ปรกตินักนะ คุณชายน้อย ” ทหารม้าว่าขณะเขาลดดาบลง ” ข้าว่าท่านมาใหม่พรุ่งนี้ดีกว่า ”

” มาพรุ่งนี้แล้วข้าจะได้เห็นอะไรแบบนี้รึ ” แล้วเขาก็พยักพเยิดไปทางทหารม้าที่เมาหนักขนาดที่ลุกขึ้นจับดาบยังทำไม่ได้

นั่นทำให้ชายคนนั้นถอนใจ ” ข้าต้องขออภัยด้วยที่ท่านต้องมาเห็นภาพแบบนี้ แต่มันเป็นธรรมดาที่คนเราต้องผ่อนคลายบ้าง ”

” ข้าเห็นด้วยในเรื่องนั้น ” เด็กหนุ่มยักหน้าหากดวงตาของเขาแข็งกร้าว ” แต่คงไม่ใช่ขณะที่ปฏิบัติเวรยาม ”

แต่ก่อนที่ทหารม้าผู้นั้นจะได้ตอบโต้สหายขี้เมาของเขาก็เหวี่ยงแขนขึ้นชี้ดาบใส่คุณชายน้อยของบ้านในทันที ” แล้วมันเรื่องอะไรของท่านมิทราบ ” เขาว่าแล้วก็เซ ” ไสหัวกลับไปดีกว่า คุณชาย ถึงท่านจะเป็นคนในตระกูลขุนนางข้าก็ยังจับท่านได้ ” แค่เพียงพริบตาเท่านั้นก่อนที่ดาบสั้นจะถูกชักออกมาจากใต้เสื้อคลุมแล้วตวัดไปที่ปลายคางของทหารขี้เมาผู้นั้นโดยที่สหายที่ยืนอยู่ข้างๆไม่ทันขยับตัวด้วยซ้ำ แต่ปลายดาบนั้นไม่ได้แตะถึงเนื้อหนัง มันเพียงแค่อ้อยอิ่งอยู่ใกล้ผิวเนื้อจนน่ากลัว แค่นั้นก็เพียงพอที่จะทำให้เขาสร่างเมาเหมือนเหล้ายามากมายที่ดื่มไปมันหายวับไปเสียอย่างนั้น ” ข้าว่า… ข้าว่าเราคุยกันดีๆได้นะ ”

” ข้าก็ไม่มีเจตนาอื่นดอก ” แล้วคุณชายน้อยก็เก็บดาบเข้าใต้เสื้อคลุมอีกครั้ง ” ข้าเพียงแค่ต้องการจะดูว่าพวกเจ้าอยู่กันอย่างไรก็เท่านั้นเอง ”

ทหารม้าทั้งสองมองหน้ากันครู่หนึ่งเป็นชั่วครู่แสนสั้นที่ทำให้ทหารผู้มีสติต้องถอนใจแล้วกล่าวขึ้นว่า ” ต้องขออภัยสำหรับการล่วงเกิน เชิญท่านตามมา ” แล้วพวกเขาก็ขึ้นไปบนเรือนทิ้งแต่สหายที่แข้งขาอ่อนให้ทรุดกายเฝ้าประตูอยู่เบื้องนอก

นานแค่ไหนแล้วที่เขาไม่ได้เดินเข้ามาในเรือนนี้

อันที่จริงเขาแทบไม่เคยเข้ามาที่นี่ด้วยซ้ำ ช่วงเวลาส่วนใหญ่ในตอนแรกที่เขาเข้าตระกูลเมริสมาเขาใช้เวลาติดตามมารดาไปตามงานพบปะสังสรรค์ ไปเพื่อแนะนำตัวว่าตอนนี้เขาเป็นบุตรชายบุญธรรมของท่านเคานท์ ไปเพื่อออกหน้าว่ายังมีเขาอยู่ในครอบครัวทั้งที่ความจริงเขาไม่เคยชอบใจการทำเช่นนั้นเลยแต่ต้น เขาเกลียดกลิ่นน้ำหอมเสียงหัวเราะและคำพูดจอมปลอมที่เหล่าสุภาพสตรีมีให้กัน ในหลายครั้งทีเดียวที่เขาได้อยู่กับพ่อบุญธรรม แต่การสนทนาของผู้ชายก็มักเป็นเรื่องงานที่เข้าใจได้ยาก เต็มไปด้วยถ้อยคำที่เขาไม่รู้จักเรียงร้อยกันจนคนนอกไม่สามารถเข้าใจได้

แต่เขาจำได้แม่นยำว่ามีงานหนึ่งจัดขึ้นที่นี่ ที่เรือนสวนของบ้านเมริสมา ขณะที่มันยังคงงดงาม แต่ตอนนี้ภาพที่เห็นต่างออกไปมาก ผนังที่เคยสะอาดเกลี้ยงเกลาเต็มไปด้วยรอยด่างที่ยากจะบอกว่าเกิดขึ้นเพราะสิ่งใด แต่โคมที่เคยจุดด้วยเทียนเปลี่ยนเป็นคบไฟขนาดใหญ่ที่ส่องสว่างไปทั้งบริเวณ ส่งเงาสีดำมะเมื่อมขึ้นไปจับกับเพดานและยอดเสาสลักให้หม่นหมองลง ราวกับเรือนที่หมายถ่ายทอดความสดใสกลายเป็นสถานที่แห่งความกลัวไปเสียอย่างนั้น

” เชิญทางนี้ ” เสียงเรียกนั้นทำให้เขาออกจากภวังค์ก่อนจะเดินติดตามทหารม้านำทางผู้นั้นเข้าไปด้านใน เขาได้ยินเสียงมากมายตลอดเวลา เสียงหัวเราะ เสียงตะโกน เสียงตะคอก เสียงพูดคุย รวมทั้งเสียงครางครวญโอดโอยดังแว่วมาราวกับออกมาจากผนังทั้งหลายที่รายล้อมเขาอยู่นั้น มือของเขากำแน่นเมื่อคิดว่าผนังเหล่านี้อาจซ่อนสิ่งใดไว้ นักโทษทั้งหลายที่พวกมันพามาจะถูกปฏิบัติด้วยอย่างไร พวกเขาจะรอดจากเรือนนี้ได้หรือเปล่า

ไม่ควรมีคนตายที่นี่ ไม่ควรเลย

ประตูที่สุดทางเดินนั้นเปิดออกนำพวกเขาเข้าไปยังห้องกว้างซึ่งทหารม้าหลายคนยังคงอยู่ พวกเขาหยุดการดื่มกินสนทนากันเมื่อหันมาเห็นเด็กหนุ่มแปลกหน้าเข้ามาในห้องนั้น คนตรงกลางห้องทักขึ้นทันทีว่า ” นี่มันอะไรกัน ”

ชายนำทางรีบค้อมตัว ” บุตรชายของท่านเคานเตสต้องการพบท่าน ”

” เรื่องอะไร ” อีกครั้งที่ชายคนนั้นถาม กับชายนำทางไม่ใช่ผู้มาเยือน ” หวังว่าคงสำคัญพอนะ ”

” ถ้าอย่างนั้นข้าก็ต้องเแสดงความเสียใจกับท่านด้วยที่มันคงไม่ได้สำคัญขนาดนั้น ” ว่าแล้วคุณชายน้อยก็ก้าวออกมาเผชิญหน้า ดวงตาของเขาแสดงความไม่พอใจเท่าใดนัก ” ข้ามาดูว่าพวกท่านอยู่กันอย่างไร ”

นั้นทำให้หัวหน้ากองเลิกคิ้ว ” แล้วมันเรื่องอะไรของท่าน ”

” นี่เป็นเรือนของบ้านข้า ท่านอย่าได้ลืม มันย่อมเป็นสิทธิของข้าที่จะรู้ว่าผู้อาศัยใช้มันเพื่อสิ่งใดบ้าง ”

เขาตั้งใจเน้นคำว่าผู้อาศัยอย่างชัดแจ้ง ส่วนหนึ่งเพื่อตักเตือนท่าทีเพิกเฉยของหัวหน้ากอง อีกส่วนเพื่อย้ำเตือนถึงอำนาจแท้จริงที่ปกครองบ้านนี้ และเขารู้ว่านั่นจะไม่ทำให้นายกองทหารม้าพอใจเท่าใดนัก ” ข้าไม่คิดว่าท่านมีสิทธิ์นั้นในเวลาเช่นนี้ นี่เป็นเรื่องของความมั่นคง เราคงต้องขอให้ท่าน- ”

” ข้าไม่เห็นว่าความมั่นคงเกี่ยวข้องอะไรกับการที่จ้าวบ้านจะตรวจสอบทรัพย์สินของตนเองเลยซักนิด ”

พักหนึ่งที่พวกเขาเอาแต่จ้องหน้ากัน ความดื้อรั้นของคุณชายน้อยนั้นไม่แพ้ความดุดันที่อีกฝ่ายมองตอบมา ไม่มีใครยอมใครในคราวนี้ อย่างน้อยก็จนนายกองเหลือบเห็นบางสิ่งบนบ่าเสื้อคลุมของเด็กหนุ่ม ซึ่งทำให้เขาต้องเดินออกมาหยุดยืนอยู่หน้าคู่กรณีไม่ถึงก้าว และมันยืนยันความสงสัยของเขาได้ดีเยี่ยม นัยน์ตานั่นเบิกขึ้นมองตรา มองหน้าเด็กหนุ่ม แล้วก็กลับไปมองที่ตราอีกครั้ง ” เจ้าต้องโกหกข้าแน่ ”

” ข้ายินดีพิสูจน์เรื่องนี้ ถ้าท่านต้องการ ” แล้วเขาก็แหวกเสื้อคลุมออกเพียงเล็กน้อย พอให้เห็นดาบสั้นที่เขาพกไว้ข้างตัว

หลังจากไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่งในที่สุดหัวหน้ากองก็ถอนใจ เขาวางทุกสิ่งที่อยู่ในมือไว้บนโต๊ะใกล้ๆก่อนจะบอกเด็กหนุ่มว่า ” บ้านนี้ไม่กว้างขวางอะไรนัก คาดว่าท่านคงใช้เวลาไม่นาน ” แล้วเขาก็ออกนำเด็กหนุ่มออกไปจากห้องนั้นท่ามกลางสายตาแห่งความสงสัยของสหายที่ยืนอยู่ในห้องเดียวกัน

ไม่รู้ว่ากี่วันแล้วที่นางอยู่ที่นั่น ในห้องมืดสลัวที่มีเพียงแสงคบไฟลอดมาจากใต้ประตูที่ลั่นดาล นางไม่อาจรู้ว่ามันเป็นกลางวันหรือกลางคืน อาหารเองก็ไม่ได้มาเมื่อถึงเวลา จะมาเร็วมาช้าหรือนางจะหิวปางตายทั้งหมดนั้นขึ้นอยู่กับผู้คุมที่อยู่ข้างนอก ตลอดเวลาที่แสนทรมานนั้นนางทำได้เพียงสวดภาวนา พยายามนึกถึงหน้าบุตรชายที่ไม่ได้อยู่กับนางเสียแล้ว มีคนช่วยเขาไว้แม้นางไม่รู้ว่าใคร แต่อย่างน้อยการรู้ว่าคุณหนูอาร์เซนอยู่ที่นั่นก็ช่วยนางได้มาก แต่เด็กชายตัวเพียงเท่านั้นจะทำอะไรได้เมื่อต้องต่อกรกับทหารป่าเถื่อนเหล่านี้กัน

ในตอนนั้นเองที่ประตูที่ปิดอยู่เสมอนั้นเปิดออก ใจของนางเต้นผางด้วยความกลัวและความคาดหวังที่นางรู้ว่าอาจเป็นเพียงฝันลมๆแล้งๆ ใจหนึ่งนางหวังให้คนที่เดินเข้ามานั้นบอกนางว่าทั้งหมดเป็นเพียงความเข้าใจผิด ว่านางบริสุทธิ์และพร้อมจะปล่อยตัวไป แต่อีกใจนางก็รู้ว่ามันอาจเป็นตรงกันข้าม หากแต่ผู้ที่เปิดประตูบานนั้นไม่ได้มาด้วยเหตุเช่นว่า พวกเขาเพียงเปิดประตูแล้วยืนอยู่เช่นนั้น ราวไม่ได้สนใจนางที่ถูกตรวนอยู่เลยแม้แต่น้อย

” นี่เป็นห้องขังของนักโทษหญิง อย่างที่ท่านเห็นว่ามีเพียงคนเดียว ไม่บ่อยนักที่เราจะเอาผู้หญิงมาต้องโทษกักขัง หรือถ้าขังไม่นานเราก็มักได้ข้อมูลที่ดีพอจะปล่อยนางไป ”

” พวกนางสารภาพอย่างนั้นสิ ” ร่างที่เล็กกว่าถามด้วยเสียงที่นางอดรู้สึกไม่ได้ว่าเยาว์วัยขัดกับท่าทางของเขา น้ำเสียงที่พูดจาก็ดูไม่ได้สะทกสะท้านแต่อย่างใด

” จริงอย่างที่ท่านว่าพวกนางมักสารภาพ ” ร่างใหญ่กว่ากล่าว ” เมื่อสารภาพก็สามารถสอบสวนต่อไปได้ ผู้ชายมักปากแข็งกว่า ”

” งั้นรึ ” เด็กหนุ่มว่าก่อนที่เขาจะเดินเข้ามาในห้องนั้นแม้จะถูกทักท้วง เขาหยุดยืนตรงหน้านาง มองดูนาง แม้นางจะทำได้เพียงก้มหน้างุดไม่กล้าเหลือบตามอง นางกลัวเพราะไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ดวงตาที่เคยชินเพียงความมืดมิดำให้นางเหมือนตามืดบอดในแสงไฟ แล้วเขาก็ถามนางว่า ” เจ้าชื่ออะไร ”

ท่ามกลางความหวาดกลัวล้นเหลือ นางตอบว่า ” เดไลลา ”

อีกครั้งที่เด็กหนุ่มเงียบ เขายืนนิ่งเหมือนรูปปั้นแต่ยังคงจ้องมองนางไม่ต่างจากปีศาจที่เพ่งมองเหยื่อที่ไม่มีทางรอดได้ แล้วเขาก็กระซิบว่า ” เป็นชื่อที่ดี เดไลลา จงเข้มแข็งต่อไป อย่าให้ความทรมานทำให้เจ้าอ่อนแอ ” แล้วเขาก็ถอยไปเล็กน้อยก่อนจะกระซิบบอกว่า ” ลูกชายเจ้าอยู่กับข้า เขาสบายดี เจ้าเบาใจได้ ” แล้วเขาก็หันหลังเดินออกจากห้องนั้นไป

นางเงยหน้าขึ้นก็เมื่อประตูปิดลงและแสงที่แสบดวงตาของนางหายไป นางสาบานได้ว่านั่นไม่ใช่เสียงที่นางรู้จัก ท่วงท่าของเขาก็ไม่คล้ายใครที่นางรู้จัก แต่สิ่งที่เขาพูดทำให้นางโล่งใจอย่างน่าประหลาด นางรู้สึกถึงเรี่ยวแรงที่ฟื้นคืนมาพร้อมกับการมาถึงของเด็กหนุ่มคนนั้น และความไว้วางใจว่าทุกอย่างจะจบลงด้วยดี แม้ไม่ใช่คนเดียวกัน แต่เขาช่างคล้ายกับคุณซาร์คของนางเหลือเกิน

เสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยนั้นทำให้ทหารม้าผู้มึนงงรีบลุกขึ้นในทันใด ความเมามายอาจยังอยู่บนใบหน้าแต่เขาสาบานได้ว่าเขาแจ่มใสดีโดยเฉพาะเมื่อเขาหันไปเห็นเด็กหนุ่มคนก่อนหน้าเดินออกมาพร้อมนายกองของพวกเขา ” หวังว่าท่านคงพอใจกับสิ่งที่ได้เห็น ” นายกองกล่าว ” อย่างน้อยท่านคงพอรู้ว่าเราไม่ได้อาศัยเรือนหลังนี้กินนอนเถลไถลไปวันๆ ”

” เรื่องนั้นข้าทราบ ” เด็กหนุ่มกล่าวก่อนจะหันไปค้อมตัวให้ ” ถ้าเช่นนั้นข้าขอลา ”

นายกองค้อมตอบแล้วก็มองส่งจนร่างนั้นลับไปในความมืด ก่อนจะหันมาแยกเขี้ยวใส่เวรยามที่ยืนอยู่ตรงนั้นในทันที ” ทำไมเจ้าไม่พาเขาไปพบข้าแต่แรก เจ้าสมองถั่ว ”

นั่นทำให้ชายขี้เมางุนงง ” ข้าทำอะไรผิดหรือไง ข้าก็แค่เฝ้ายาม ”

” เฝ้ายามหมายถึงให้คนที่ควรเข้าเข้ามา เจ้าเซ่อ เจ้ารู้มั้ยว่านั่นใคร ” หัวหน้ากองส่ายหน้าอย่างหงุดหงิด ” เจ้าไม่เห็นตราบนบ่าเขาหรือยังไง ”

” ตราอะไร ”

” ตราทหารรักษาพระองค์ ” หัวหน้ากองว่า ” เขาเป็นทหารของพระราชา ”

กล่าวเพียงเช่นนั้นก็ทำให้ชายขี้เมาถึงกับหน้าซีด ” ไอ้เด็กนั่นน่ะนะ ไอ้เด็กตัวแค่นั้น ท่านต้องล้อเล่นแน่ ”

” ไม่ต้องพูดมาก เจ้าเองก็เกือบตายไม่ใช่รึไง ” แล้วเขาก็พ่นลมหายใจดังครืดคราด ” ถ้าพวกนั้นคิดจะจับตาเราละก็ จงระวังไว้ให้ดี เจ้าคงไม่อยากมีเรื่องกับทหารที่ฝึกมาดีที่สุดในประเทศนี้แน่ ”

ชายขี้เมาได้ยินเช่นนั้นก็เหลียวไปยังทิศซึ่งร่างนั้นหายลับไป เขายังไม่เชื่อ เขาไม่อยากจะเชื่อ

***
ทันทีที่ประตูเรือนใหญ่ปิดลง คุณชายน้อยก็ถอนใจเฮือก เขาแทบจะทรุดอยู่ตรงนั้นจากความเหนื่อยอ่อนอย่างที่เขาไม่เคยประสบ ตลอดเวลาเขาพยายามอย่างหนักที่จะข่มสีหน้าและท่าทางให้ปราศจากซึ่งความกลัวโดยสิ้นเชิง ทั้งที่รอบตัวเขานั้นมีทหารซึ่งแม้เป็นทหารเลวก็ได้รับการฝึกรวมอยู่ในบ้านนั้นเกือบ20นาย ยังไม่นับม้าของพวกเขา และอาวุธ คนพวกนั้นไม่มีความคิดเรื่องดีชั่วหรือความกลัวตาย ถ้าคนพวกนั้นรวมตัวกันก็สามารถฆ่าเขาได้ง่ายดายโดยไม่กะพริบตาด้วยซ้ำ และเขาก็รอดมา ความสงบนิ่งทำให้เขารอดมาจนได้

พักหนึ่งที่คุณชายน้อยยืนพิงประตูอยู่เช่นนั้นก่อนที่เด็กหนุ่มจะยันกายขึ้นแล้วปลดเสื้อคลุมพาดไว้กับแขน มุ่งหน้าขึ้นไปที่ห้องนอนชั้นบน เขาต้องแปลกใจที่เห็นร่างหนึ่งนั่งรออยู่ตรงบันไดนั้นเอง ” เจ้ามาทำอะไรที่นี่อาร์เซน ”

เด็กชายที่นั่งเงียบเหมือนตุ๊กตาพลันขยับตัว กินเวลาอยู่ครู่หนึ่งกว่าที่เขาจะสรรหาถ้อยคำที่จะพูดออกมาได้ ” สตีวี่บอกข้าว่าท่านไม่อยู่ที่ห้อง เขากลัวที่ต้องอยู่คนเดียวเลยมาหาที่เรือนเล็ก ”

” ตอนนี้ล่ะ ”

” เขาหลับไปแล้ว ที่ห้องข้า ”

” แล้วเจ้ามาทำอะไรตรงนี้ ”

เด็กชายเหมือนจะเอ่ยปากพูด แต่เขาก็ต้องกลืนน้ำลาย แค่นั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับเด็กหนุ่ม อาร์เซนมารอเขา

” แล้วคุณชายน้อยไปไหนมา ”

คำตอบที่ดีที่สุดสำหรับตอนนี้คงเป็นคำตอบที่ตรงไปตรงมา ” เรือนสวน ”

นัยน์ตาของเด็กชายเบิกกว้างทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น อีกครั้งที่เขาอ้าปากแต่ไม่มีอะไรหลุดรอดออกมาอยู่พักใหญ่จนกระทั่ง ” มันอันตรายนะครับ ” เด็กหนุ่มก็เพียงแค่ยักหน้ารับรู้ ก่อนจะก้าวขึ้นบันไดนั้นต่อไปโดยไม่สนใจสายตาตื่นตระหนกของเด็กชาย เป็นอาร์เซนที่ได้แต่มองเขาโดยไม่รู้ว่าควรจะลุกขึ้นโวยวายกับเรื่องบ้าๆนี่หรือถอนใจด้วยความโล่งอกที่เขากลับมาอย่างปลอดภัยดี สุดท้ายก็เหลือเพียงแค่ ” คุณไปทำอะไร ”

นั่นทำให้คุณชายน้อยชะงัก ” ข้าไปตรวจดูที่นั่นมา ”

” แล้วทำไมต้องไปตอนค่ำมืดอย่างนี้ด้วย ”

คำถามนั้นทำให้เขากลอกตาก่อนจะตอบติดรำคาญว่า ” เพราะในความมืดคือเวลาที่ธาตุแท้ของคนมันจะออกมาน่ะสิ ”

เขาคิดว่าอาร์เซนคงเลิกถามแล้วปล่อยเรื่องนี้ไป แต่เขาก็ต้องตกใจเมื่อใบหน้านั้นสงบนิ่งเกินกว่าที่เขาคาด ไม่มีทั้งความตกใจหรือขลาดกลัว ดวงตาคู่นั้นจ้องมา ตัดพ้อ แต่ก็หนักแน่น ” ครั้งหน้าอย่างน้อยช่วยบอกกันก่อนนะครับ ข้าจะได้รู้ว่าถ้าคุณไม่กลับมาให้ไปตามคุณที่ไหน ”

แล้วเขาก็เดินลงจากบันไดนั้นกลับไปยังเรือนเล็กโดยไม่สนใจแมกซิมิเลียนที่อ้าปากเหมือนจะพูดบางสิ่ง สิ่งเดียวที่อาร์เซนรู้คือถ้าเขาอยู่ตรงนั้นต่อไป เขาอาจได้ต่อยใบหน้าที่เรียบเฉยและมั่นใจจนน่าหมั่นไส้นั้นแน่ๆ ใจจริงเขาอยากจะโวยวายให้ความว้าวุ่นในใจนี้หายไป แต่เขาทำไม่ได้ เขาไม่อยู่ในฐานะที่จะตั้งคำถามกับคนๆนี้ ” บ้าชะมัด ” เขาสบถ พยายามกลั้นก้อนสะอื้นในคอ เขาผ่านความรู้สึกนี้มากี่ครั้งแล้ว และทุกครั้งมันเหมือนหมุดที่ปักลึกเข้าไปให้ความเจ็บปวดนี้กินลึกขึ้นเรื่อยๆตั้งแต่ที่พี่ชายเขาจากไป

สุดท้ายเขาคือคนที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลังเสมอ

แต่ก่อนที่เขาจะทันเปิดประตูห้องครัว แขนของเขาก็ถูกดึงไว้ ด้วยความตกใจเขาพยายามจะสะบัดให้หลุดแต่กลับเสียหลักชนผนังข้างๆ เขาจึงได้เห็นว่าคนที่ตามมาคือ ” คุณชายน้อย? ”

” มีอะไรหรือเปล่าอาร์เซน ” เขาถาม

” อะไรครับ ”

” เจ้าเดินหนีข้า ”

” แล้วไง? ”

” ก็เจ้าเดินหนีข้าทุกครั้งที่มีเรื่องที่ไม่อยากพูด ตอนนี้ก็เหมือนกัน บอกข้ามาว่าเจ้าคิดอะไรอยู่ ”

เขาเพียงแค่ตอบเรียบๆว่า ” ไม่มีอะไรครับ ”

แมกซิมิเลียนรู้สึกเหมือนระหว่างพวกเขาพลันกลายเป็นประตูลั่นดาล อารมณ์มากมายอยู่บนใบหน้านั้นแต่สีหน้าอาร์เซนบอกชัดว่าเขาจะไม่พูดถึงมัน เขาหันเดินไปที่ประตูอีกครั้งถ้าไม่เพราะแมกซิมิเลียนคว้าเขาไว้แล้วกันเขาชนผนังเหมือนเช่นเดิม ” เลิกโกหกข้าเสียทีเถอะ ” แมกซิมิเลียนเกือบจะตะคอก แต่เก็บไว้ทัน เขารู้ดีว่ามันไม่ช่วยอะไรถ้าเขาจะระบายความขุ่นเคืองใจไปกับอาร์เซน โดยเฉพาะเมื่อเด็กชายไม่ใช่คนผิด” อย่าวิ่งหนีข้าอีกจะได้มั้ย ” เขาพูดเพียงแค่นั้นก่อนจะเงียบไปนาน หากดวงตาของเขายังคงจ้องมองเด็กชาย ยังเต็มไปด้วยคำถาม ” เลิกทำเหมือนข้าเป็นคนนอกทีเถอะ อาร์เซน ”

แต่นั่นเพียงแค่ทำให้เด็กชายเลิกคิ้ว ” คุณชายน้อยก็ทำแบบนั้นอยู่ไม่ใช่หรือครับ ”

สิ่งที่อยู่ในน้ำเสียงคือความเจ็บปวด แต่กระนั้นมันก็ทำให้แมกซิมิเลียนโล่งอก ” เจ้าโกรธข้าเรื่องนี้เหรอ ”

” ไม่ใช่…. ไม่สิ ข้าไม่รู้ ที่สำคัญคือข้าไม่มีสิทธิ์อะไรจะโกรธคุณด้วยซ้ำ ” แล้วเขาก็ถอนใจ เห็นได้ชัดว่าไม่ว่าเขาจะพูดอะไรไป ความหงุดหงิดก็ยังคงอยู่ที่นั่น เขาไม่สามารถมองหน้าแมกซิมิเลียนได้เพราะอย่างนั้น เพราะความโกรธเคืองนี้คือสิ่งที่เขาเห็นว่าไม่สมควร แต่ทว่า… ” คนที่ข้าควรจะโกรธคงเป็นตัวเองมากกว่ามังครับ ข้าดีแต่กระฟัดกระเฟียด แล้วก็หงุดหงิด แล้วก็ร้องไห้เหมือนเด็กๆ เป็นที่พึ่งพาของใครก็ไม่ได้ มันก็สมควรแล้วที่ข้าต้องเป็นฝ่ายรอ ข้าทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว…. ”

เขาไม่รู้ว่าตัวเองพูดไปมากเท่าไหร่ก่อนที่มือข้างหนึ่งจะปิดปากเขาไว้ ความตกใจในครั้งแรกนั้นยังไม่มากเท่าดวงตาที่อ่อนลงของแมกซิมิเลียน ” ขอโทษ ” แล้วเขาก็ดึงมือออก ” ขอโทษที่ทำให้เจ้ารู้สึกแบบนั้น ข้าไม่ได้มีเจตนา- ”

” คุณแค่ไม่อยากให้ใครเดือดร้อนไปด้วยถึงทำไปคนเดียวโดยไม่คิดจะบอกใคร เพราะถ้ามันพัง มันดีกว่าที่คุณจะพังไปคนเดียว ไม่มีใครต้องมารับเคราะห์ คุณคิดว่านี่คือการปกป้อง ” พูดจบ เด็กชายก็แค่นหัวเราะที่ฟังคล้ายการเย้ยหยัน ” มีคนเคยบอกไหมครับว่าคุณชายน้อยกับท่านพี่คล้ายกันขนาดไหน ”

ชื่อนั้นทำให้สันหลังของเขาเย็นวาบและลำคอแห้งผาก ธรรมดาแล้วเขาคงโกรธจัดถ้าใครไปเทียบเขากับซาร์ค แต่เพราะมันมาจากปากอาร์เซน มาจากความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจของเด็กชายที่รู้สึกว่าทั้งเด็กหนุ่มและพี่ชายต่างเพิกเฉยต่อความรู้สึกของเขาอย่างร้ายกาจ ในเรื่องนี้ พวกเขาสองคนเลวพอๆกัน ” ข้าเองก็สมควรถูกต่อยสินะ ” แมกซิมิเลียนเอ่ยขึ้นแผ่วเบาราวกำลังเยาะหยันตัวเอง เขาคิดมาเสมอว่าเขาดีกว่าซาร์ค เขารู้ดีว่าสมควรทำอะไร แต่เปล่าเลย เขาไม่ได้ดีไปกว่าซาร์คาเรียเลยซักนิด

แต่เด็กชายก็ไม่ได้ต่อยเขา เหมือนที่เขารู้ว่าอาร์เซนคงไม่มีวันต่อยพี่ชายเช่นกัน ” จะเล่าได้หรือยังครับว่าคุณไปทำอะไรมา ” เด็กชายถาม ครั้งนี้โดยปราศจากความโกรธ เหมือนเขารู้แล้วว่าคุณชายน้อยรู้สึกอย่างไร

แต่คำตอบคือ ” ข้าเล่าที่นี่ไม่ได้ ” ซึ่งทำให้อาร์เซนนิ่วคิ้ว ” ที่ห้องข้าจะดีกว่า ” แล้วเด็กหนุ่มก็ถอยออกมาเหมือนจะนำเขาไป ” เจ้าจะไปหรือเปล่า ”

เด็กชายใช้เวลาไตร่ตรองไม่นานนักก่อนที่เขาจะยักหน้า

***
ท่ามกลางความมืดมิดของชายป่ารอบบ้านเมริสมานั้นดวงตาหลายคู่จับจ้องตรงมายังบริเวณที่มีแสงไฟส่องสว่างของเรือนสวนอันเป็นสัญญาณของชีวิต แต่ดวงตาพวกนั้นก็เพียงแค่จ้องมองไม่ได้ขยับเข้าใกล้หรือถอยห่าง ราวกับภูติผีที่หยุดยืนอยู่ได้เพียงในความมืดแม้ปรารถนาจะเข้าใกล้แสงไฟ หากคืนนั้นมีดวงตาเพิ่มขึ้นมาอีกคู่หนึ่ง ” เป็นยังไงบ้าง ” เสียงอันเยาว์วัยถาม

” ยังไม่มีร่องรอยของคนพวกนั้น ไม่ว่าเป็นหรือตาย ” คนหนึ่งในนั้นกล่าว ” พวกเขายังคงถูกคุมขังและยังมีชีวิตอยู่ ”

ได้ยินเช่นนั้นเด็กหนุ่มก็ยักหน้า เสียงถอนใจสั้นๆนั้นเป็นสัญญาณเพียงน้อยนิดถึงความโล่งใจ ” แล้วมีอะไรผิดสังเกตไหม ”

” มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งมาที่นี่ไม่กี่ชั่วโมงก่อน ”

ดวงตาคู่นั้นเบิกกว้างในทันที ” ใคร ”

” เขาอายุประมาณท่าน ” อีกคนตอบ ” ผมสีดำสั้น สวมชุดคลุมและพกดาบ ตอนแรกดูเหมือนทหารม้าพวกนั้นจะไม่ยอมให้เขาเข้าไป…. แล้วจู่ๆก็ได้เข้า แถมพวกนั้นท่าทางจะเกรงเขาด้วย ”

” …คงใช้ตราของพ่อสินะ ”

” ครับ? ”

” ไม่มีอะไร ” เด็กหนุ่มผมแดงว่า แต่สายตายังไม่ละจากบ้านตรงชายป่า ” ข้าเพียงแค่ไม่มั่นใจว่าเขาจะเป็นมิตรหรือศัตรู ทางที่ดีอย่ายุ่งกับเขาจะดีกว่า ถ้าต้องรับมือเขาด้วยอาจเกินกำลังของพวกเรา ”

คำเตือนนั้นทำให้พวกเขางุนงง แต่ในขณะเดียวกันความเคร่งเครียดในน้ำเสียงของผู้เป็นหัวหน้าก็ทำให้พวกเขาต้องนึกสงสัย เด็กหนุ่มคนนั้นจะน่ากลัวขนาดนั้นเลยหรือ แม้พวกเขาไม่ได้ถาม และเด็กหนุ่มไม่ได้กล่าวอะไรอีก ดวงตาของเขาก็ตอบอยู่แล้วว่า ใช่

***

TBC in Chapter 6

Advertisements

One thought on “A Fairytale: ราชาและมหาโจร บทที่ 5

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s