A Fairytale: ราชาและมหาโจร บทที่ 7

Title: A Fairytale
Book II: ราชาและมหาโจร (Thieves and Kings)
Author: vekin
Rate: PG-13
Warning: คนเขียนอ่อนคำราชาศัพท์เป็นอย่างยิ่ง ต้องขออภัยในความผิดพลาดมา ณ ที่นี้
***บุคคล เหตุการณ์และสถานที่ในเรื่องล้วนสมมติขึ้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องพาดพิงกับบุคคลและเหตุการณ์จริงแต่อย่างใด***

Chapter 7
####################################################
นางกำนัลต้องแปลกใจเมื่อเห็นจ้าวเหนือหัวของนางประทับอยู่ข้างพระบัญชร องค์ราชาทรงแข็งแรงกว่าเมื่อก่อนก็จริง หากความกังวลนั้นดูจะกลุ้มรุมพระทัยของพระองค์มากมายไม่จบไม่สิ้นจนใครต่อมิใครก็เกรงว่าพระองค์จะทรงประชวรอีกครั้ง กระนั้นพระองค์ไม่มีดำรัสความในกับผู้ใดเว้นกับหัวหน้ากองราชองครักษ์ซึ่งแวะเวียนมาเป็นบางครั้งหรือกับนางกำนัลในบางครา เวลาส่วนใหญ่พระองค์ทรงประทับอยู่ข้างพระบัญชร เพ่งมองดูทิวทัศน์ของเมืองหลวงด้านนอกราวจะทำให้ทอดพระเนตรเห็นหมดสิ้นทั้งอาณาจักรของพระองค์แล้วบ่อยครั้งนักที่พระองค์จะถอนพระทัย

นางกำนัลยอบตัวลงก่อนจะกระแอ้มเอ่ยกับองค์ราชา ” วันนี้ลมเย็นพัดรุนแรงนักเพคะ หม่อมฉันขอพระอนุญาตปิดพระบัญชรนะเพคะ ”

แต่คำตอบจากกษัตริย์ชรามีเพียง ” ร้อนมากต่างหาก ”

นั่นทำให้นางต้องงุนงง ” เพคะ? ”

” ข้าบอกว่าอากาศมันร้อนมาก ” แล้วพระองค์ก็ทรงหันมาแย้มยิ้มไร้เดียงสา ” เจ้าไม่รู้สึกอย่างนั้นหรือ ”

นางรีบก้มหน้าหลบสายพระเนตรในทันที ” แต่อย่างไรเสียลมกรรโชกเช่นนี้จะไม่มีต่อพระพลานามัยนะเพคะ องค์ราชินีทรงกำชับไว้ว่าต้องให้ห้องนี้อุ่นสบายเพคะ ”

ราชาลุดวิกได้สดับเช่นนั้นก็ส่ายพระพักตร์ ” อุ่นสบายหรือ ไม่หรอก ความอบอุ่นที่สร้างขึ้นเช่นนั้นต้องโดนลมหนาวนำพาไปอยู่วันยันค่ำ ”

ดำรัสนั้นทำให้นางยิ่งงุนงงหนัก จริงอยู่ที่ด้วยอาการประชวรพระองค์สื่อสารได้ไม่ชัดเจนมาช่วงเวลาหนึ่ง แต่ทำไมเมื่อพระพลานามัยแข็งแรงขึ้นพระองค์จึงยิ่งมีดำรัสวกวนมากขึ้นทุกที

ความงุนงงนั้นคงชัดเจนจนพระราชาเฒ่าตรัสต่อไป ” ถ้าปิดหน้าต่างเพื่อบดบังลมหนาว เจ้าจะไม่มีวันรู้ลมนี้กรรโชกรุนแรงต้องปราสาทนี้อย่างไร เจ้าจะไม่รู้จนมันทำลายปราสาทของเจ้าลง จริงที่เราคงไม่อาจนั่งทนลมหนาวอยู่ได้เสมอไปเพราะสายลมคงโกรกจนข้างของในห้องวุ่นวาย แต่การปิดหน้าต่างไม่แลออกไปเลยนั้นย่อมเป็นเพียงการสร้างมายาคติที่วันหนึ่งจะต้องถูกทำลายพินาศย่อยยับรุนแรงกว่าการยินยอมให้ลมนั้นสาดซัดเราเสียอีก ” แล้วพระองค์ก็ถอนพระทัย ” แต่ลมตอนนี้มันร้อน เจ้าไม่รู้สึกหรืออย่างไร ”

ยิ่งพระองค์ตรัสนางยิ่งงง น่าแปลกที่พระองค์ดูจะพอพระทัยที่นางไม่เข้าใจสิ่งที่พระองค์ตรัสไปเมื่อครู่ แล้วองค์ราชาเฒ่าก็ตรัสถามว่า ” พวกเขามากันหรือยัง ”

” เพคะ? ”

” ข้าเบื่อ อยากเล่นไพ่ตะวันตกเลยให้คนไปตามพวกคนเก่าคนแก่มา เจ้าไปดูหน่อยสิว่าพวกเขามากันหรือยัง ข้าอยากจะเล่นแล้ว ”

แม้น่าจะยังงุนงงแต่นางก็รับดำรัสสั่งนั้นโดยถอนสายบัวต่ำแล้วรีบออกไปติดตามดูทันที แต่เพียงแค่เปิดประตูออกไปร่างสองร่างก็ปรากฏแก่สายตา ” อ่า แม่นาง ไม่ทราบว่าฝ่าพระบาท ”

” ข้าตื่นอยู่ เข้ามาสิๆ ” องค์ราชาทรงตรัสตอบทั้งที่นางกำนัลผู้นั้นยังไม่ทันได้กล่าวอะไร ” ข้ากำลังคอยอยู่ทีเดียวว่าพวกเจ้าจะมากันเมื่อไหร่ ” ร่างที่ชรากว่านั้นมีชายข้างๆคอยช่วยประคองเข้าไปถวายเคารพผู้เป็นจ้าวถึงพระเก้าอี้ แต่พระองค์ก็เพียงแค่ดำรัสสั่งให้พระสหายผู้นั้นนั่งลง ก่อนที่พระองค์จะมีพระบัญชาให้นางกำนัลออกไปเตรียมของรับรอง ” ไม่เจอกันนานทีเดียวท่านเคานท์แวร์จิล สุขภาพยังแข็งแรงดีอยู่หรือ ”

” ท่านเคานท์อะไรกันใต้ฝ่าพระบาท ” ชายชราหัวเราะขบขัน ” ตอนนี้บุตรชายคนโตของข้าพระองค์หรอกที่เป็นท่านเคานท์ไปแล้ว คนแก่เกษียณแล้วแบบข้าพระองค์ก็มีแต่จะนั่งกินนอนกินเท่านั้นแหละ เอ่อ จริงสิพะยะคะ ข้าพระองค์คงยังมิเคยแนะนำให้รู้จักบุตรชายคนเล็กของข้าพระองค์ ” แล้วผู้เป็นพ่อก็ผายมือไปยังร่างที่ยืนอยู่เยื้องไปเบื้องหลัง ” เขาดูแลอยู่ในส่วนของการคลังให้กับพี่ชาย แล้วก็ดูแลพ่อแก่ๆของเขาไปด้วย ” แล้วชายชราก็หัวเราะ

พวกเขายิ้มแย้มทักทายสอบถามสารทุกข์สุขดิบกันเช่นนั้นอยู่ครู่หนึ่งขณะที่กษัตริย์ชราทรงแจกแจงสำรับไพ่ให้ผู้มาเยือนทั้งสองและเริ่มเล่นไป จนเมื่อนางกำนัลนำของรับรองมาแล้วกลับออกไป เนื้อหาในการสนทนาก็เปลี่ยนในทันที

” พระองค์ทรงทราบข่าวจากตะวันตกบ้างไหมพะยะคะ ”

สิ่งที่องค์ราชาทรงตอบคือ ” เท่าที่ข้ารู้ไม่มีข่าวความเคลื่อนไหวไกลกว่าชายแดนของเราเข้ามายังเมืองหลวงนี่นานหลายปีแล้ว แต่จำนวนผู้ที่อพยพเข้าสู่ชายแดนตะวันตกลดลงในช่วงปีหลังๆมานี้ ”

” นั่นเพราะตะวันตกเริ่มเป็นปึกแผ่นมากขึ้นพะยะคะ ” ชายชราตอบ ” ข้าพระองค์เองก็มิได้มีข่าวสารมาถวายมากมายนักนอกจากว่าในตอนนี้ในเขตแดนของอดีตอาณาจักรเวสต์เวลล์มีกลุ่มก้อนก๊กเหล่าที่เริ่มเข้มแข็งมากขึ้น ข้าพระองค์ได้ยินมาว่าพวกเขาเริ่มตั้งตัวที่ทางใต้ของเวสต์เวลล์ จนบัดนี้สามารถขยับคืบคลานขึ้นเหนือมา แต่ยังไม่อาจรวบรวมอาณาจักรทั้งหมดเป็นหนึ่งได้ ความรุนแรงของสงครามภายในเขตแดนนั้นยังมากเกินกว่าที่คนผู้หนึ่งหรือกลุ่มหนึ่งจะสยบลงได้สำเร็จ ”

ราชาลุดวิกได้ทรงสดับเช่นนั้นก็ยักพระพักตร์อย่างไตร่ตรอง ” ข้าได้ยินมาว่าอาจมีอันตรายจากตะวันตก นั่นจริงหรือไม่ ”

ชายชรานิ่งงันไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า ” ฝ่าพระบาท จริงอยู่ที่บัดนี้ตะวันตกยังไม่สงบสุข แต่นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่าพวกเราจะปลอดภัยพะยะคะ ” ชายชรากล่าวพร้อมกลืนน้ำลาย ” บัดนี้กองทหารทางตะวันตกอ่อนแอลงมาก นั่นเพราะความวุ่นวายภายในในตอนนี้ที่เต็มไปด้วยโจรและกบฎ จะต้องมีดวงตาจากตะวันตกบางคู่จ้องมองพวกเราอยู่แน่ ”

” ด้วยความแค้น ”

แต่ชายชราส่ายหน้า ” ด้วยความโลภพะยะคะ ตอนนี้พวกเรามีกาลัทเทียร์ที่เต็มไปด้วยสินแร่แม้จะมิได้ถลุงใช้อย่างมากมายแต่ก็ทำให้เรามีทรัพยากรมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ยิ่งในขณะนี้ที่ตะวันตกมีการรบพุ่งช่วงชิงอำนาจอย่างดุเดือด ทรัพยากรจะกลายเป็นสิ่งจำเป็นมาก ”

” พวกมันรบกวนกาลัทเทียร์บ้างหรือไม่ ”

” มีบ้างพะยะคะ ” ชายชรากล่าวขณะที่วางไพ่ ” เท่าที่ข้าพระองค์ทราบก็เรียกว่าเกิดขึ้นน้อย นั่นคงเพราะแหล่งทรัพยากรของกาลัทเทียร์อยู่ไกลจากชายแดนมาก แต่การค้าขายรวมถึงการลำเลียงสินค้าจากกาลัทเทียร์ของเรายังอาศัยเส้นทางเลียบฝั่งตะวันตกอยู่ เรียกได้ว่าเราอยู่ในฐานะเป้าหมายที่ง่ายกว่าหากไม่นับว่าเรามีความพร้อมในการตั้งรับมากพอ ”

” แต่ถ้าชายแดนตะวันตกอ่อนแอลงกว่านี้ พวกมันคงเริ่มเหิมเกริม เราจะติดอยู่ระหว่างศึกภายนอกและภายในอย่างช่วยไม่ได้ ”

” ที่ร้ายแรงกว่านั้นคงเป็น….เรื่องขององค์รัชทายาท…. ”

เสียงของชายชรานั้นแผ่วหายไปขณะที่ดวงตาเหลือบมองจ้าวเหนือหัวอย่างลำบากใจ หากพระพักตร์ของราชลุดวิกก็มีความเศร้าเพียงเล็กน้อย ” ข้ารู้จากเกเกอร์แล้ว ” แล้วพระองค์ก็วางไพ่ ” ไม่ว่าอย่างไรข้าก็รู้สึกว่าเชื่อยาก ”

” พระองค์ดำริว่าเป็นความเข้าใจผิดหรือพะยะคะ ”

ราชาเฒ่ายักพระพักตร์หนักแน่นแม้ขณะที่สายพระเนตรยังอยู่ที่ไพ่ในพระหัตถ์ ” ข้าจำได้เพียงเลือนลางเท่านั้น แต่ข้าเชื่อว่าอาวดริคมาพบข้าในคืนที่เขาหนีไป ” ความทรงจำในตอนนั้นยิ่งทำให้พระพักตร์มุ่นนิ่ว ” อาวดริคไม่ได้ต้องการจะฆ่าข้าหรอก เขาไม่ใช่กบฎ มันต้องเป็นความเข้าใจผิด ”

สิ่งที่ชายชรากล่าวคือ ” ข้าพระองค์ลองให้บุตรชายสืบสาวเรื่องนี้ให้แล้ว แต่แทบไม่พบเอกสารการสืบสวนใดๆเลยพะยะคะ คำกล่าวอ้างก็คือเจตนาในการกระทำของพระโอรสนั้นชัดแจ้งจึงไม่จำเป็นต้องสืบสวนมากไปกว่านี้ คำให้การของพยานก็ซ้ำๆ ไม่มีประโยชน์อันใด ”

” หละหลวม ”

” ข้าพระองค์เห็นด้วยพะยะคะ ” ชายชรากล่าวขณะที่เพ่งมองไพ่ในมือ ” เรื่องของเรื่องดูเหมือนว่าผู้รับผิดชอบจะมิอยากขัดพระทัยพระราชินีผู้กำลังโศกเศร้า แต่เท่าที่อ่านในรายงานของพยาน… ”

” เจ้ากำลังจะบอกว่ามันแปลกหรือ ”

” ไม่เชิงพะยะคะ ไม่มีอะไรน่าแปลกใจ ข้าเพียงเกรงว่าถ้าเพียงความเชื่อปักใจของพระนางยังสามารถสั่นคลอนความนึกคิดของผู้อื่นได้ถึงเพียงนี้ พระนางจะมีผลขนาดไหนกับส่วนที่เหลือของอาณาจักร ”

องค์ราชาวางไพ่ในพระหัตถ์ลง บนพระพักตร์มีเพียงความครุ่นคิดอันเงียบงัน

***
แม่นมได้แต่ถอนใจเฮือกเมื่อเปิดประตูครัวมาแล้วเห็นคุณหนูของนางนั่งอยู่ที่โต๊ะ แม้สีหน้าของเขานิ่งเฉยนางก็บอกได้ว่าเขากำลังรออย่างกระวนกระวาย ไม่อย่างนั้นหน้าต่างคงไม่แง้มไว้และเด็กชายคงไม่เหลียวมองไปทางนั้นอยู่ทุกบ่อย นางสรุปได้เพียงอย่างเดียวว่า ” คุณชายน้อยไปเรือนสวนอีกแล้วหรือคะ ” เสียงของนางทำให้เด็กชายสะดุ้ง เขาได้แต่กะพริบตาปริบๆขณะที่แม่นมเอาเสื้อมาคลุมให้ แต่ถึงเขาจะไม่ตอบมีหรือคนที่เลี้ยงดูเขามาจะดูไม่ออก ” ข้าเข้าใจคุณหรอก แต่นั่งตรงนี้คืนเดี๋ยวจะไม่สบายเอานะคะ ไปนอนเถอะคะ ”

ได้ยินอย่างนั้นอาร์เซนก็ถอนใจ ” ข้านอนไม่หลับน่ะจ้ะ ”

แม่นมได้ฟังก็อมยิ้มน้อยๆ ” ห่วงคุณชายน้อยหรือคะ ”

เท่านั้นเด็กชายก็หันขวับ แต่เมื่อเห็นสายตาขบขันเจือแววเอ็นดูนั้นเขาก็อ่อนใจ ” ข้าห่วงว่าคุณผู้หญิงเธอจะรู้เข้าน่ะสิ ” แล้วเขาก็ทิ้งตัวพิงพนักเก้าอี้อย่างหมดแรง ” ออกไปอยู่ข้างนอกตั้งหลายคืน ม่นานต้องโทรมจนถูกจับได้แน่ ”

” คุณเองก็ต้องไม่ทำให้คุณผู้หญิงจับได้ก่อนสิคะ ” อาร์เซนฟังเช่นนั้นก็เลิกคิ้วด้วยความงุนงง นางเห็นเช่นนั้นก็ได้แต่ยิ้มเอ็นดู ” ข้าดีใจนะคะ ที่คุณกับคุณชายน้อยดีกันได้ซักที แต่ถ้าคุณเป็นห่วงเขาขนาดนั้น คุณก็ไม่ควรต้องให้เขาห่วงคุณด้วยจริงมั้ยคะ ” บางอย่างในถ้อยคำทำให้ลำคอของเด็กชายตีบตัน ถ้อยคำนั้นฟังดูคุ้นเคยเหมือนกับที่เขาเคยได้ยินที่ไหนซักแห่งก่อนหน้านี้ ในตอนที่เขาเป็นเด็กตัวเล็กๆ เสียงนั้นไม่ได้พูดกับเขา แต่พูดกับพี่ชายขณะที่อุ้งมืออันอบอุ่นลูบหัวพวกเขาไปมา จะใครเสียอีกถ้าไม่ใช่คุณพ่อของเขา ” ไปนอนนะคะ เชื่อนม ” แม่นมเน้นย้ำเมื่อเห็นเด็กชายเริ่มคล้อยตาม ” คุณชายน้อยเธอไม่เป็นไรหรอกคะ นะคะ ”

แม้จะลังเลแต่อาร์เซนก็ยอมลุกในที่สุด ” ป้าก็นอนนะจ๊ะ พรุ่งนี้มีงานอีก ข้าล็อคกุญแจประตูไว้แล้วเหลือแค่ขัดดาล คุณชายน้อยคงจัดการได้ ”

” คะ นมรู้คะ ” แล้วนางก็ดึงแขนเด็กชายให้เดินตามขึ้นเรือนเล็กไป

บ่อยครั้งที่คุณชายน้อยเลื่อนมือไปคลำกุญแจในกระเป๋าข้างตัวอย่างใจลอยซึ่งเขาต้องหยุดทันทีเมื่อรู้ตัวเพื่อไม่ให้เขาดูน่าสงสัยจนเกินไปในสายตาของเหล่าทหารม้าที่อยู่ในห้องนั้น เสียงหัวร่อดังโหวกเหวกขณะที่พวกเขาดื่มกินกันอย่างครื้นเครง แต่ทั้งเสียงและกลิ่นของลมหายใจอวลกลิ่นสุราทำให้เขาคลื่นไส้แต่ต้องรักษากิริยา ยกแก้วดื่มรับเสียงเชียร์หรือคำขอบคุณสำหรับเหล้ายาอาหารที่เขาเอามาในคืนนั้น ดูเหมือนคนเหล่านี้พร้อมสำหรับงานรื่นเริงเสมอแม้เมื่อมีงานเต็มมือก็ตาม

แต่เขารู้ว่าไม่ใช่ทุกคนที่เขาตบตาได้แนบเนียน โดยเฉพาะกับสายตาที่ช่างสังเกตสังกา ก็ไม่น่าแปลกใจนักที่คนๆนั้นจะรับเลือกเป็นหัวหน้ากอง ” ไม่ดื่มแล้วหรือครับ คุณแมกซิมิเลียน ” หัวหน้ากองทักขึ้นขณะที่จิบแก้วของตนเอง ” หรือเหล้าชั้นต่ำมันไม่ถูกลิ้น ”

เด็กหนุ่มได้ยินก็หัวเราะน้อยๆ ” คิดมากไปหรือเปล่า ท่านหัวหน้า ข้าเป็นคนเลี้ยง ขืนดื่มเองซะหมดพวกท่านไม่เท่ากับได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยหรือ ”

” นั่นก็จริง ” หัวหน้ากองว่าพลางลากเสียง หลายคืนที่เด็กหนุ่มแวะเวียนมาทำให้ความสนิทสนมคุ้นเคยเอาชนะพิธีรีตรองไปอย่างช่วยไม่ได้ ตอนนี้ความเกรงกลัวที่ว่าคุณชายน้อยของบ้านเมริสมาเป็นทหารองครักษ์ที่มาตรวจดูความคืบหน้าของงานนั้นลดน้อยลงไปมากแล้ว หากไม่ใช่เสียทั้งหมด ” ความจริงท่านก็น่าจะรู้ว่าพวกข้าน่ะมันเป็นคนยากมาก่อน อยู่ๆมีคนมาให้ของอะไรกันง่ายๆย่อมต้องนึกสงสัยบ้างเป็นธรรมดา ยิ่งเขาไม่ร่วมหัวจมท้ายกับเราจนถึงที่สุด ต้องนึกสงสัยไว้ก่อน ”

” ตีความเจตนาข้าผิดแล้ว ” เด็กหนุ่มว่าพลางวางแก้วเหล้าในมือของบนโต๊ะแล้วเอนหลังพนักเก้าอี้อย่างผ่อนคลาย ” ข้าไม่ได้คิดอะไรนอกจากจะตอบแทนที่พวกท่านทำงานกันหนักในช่วงหลัง ข้าเห็นท่านต้องดูแลนักโทษทำการไต่สวนมากมาย ตอนกลางคืนก็ควรพักผ่อนบ้างเป็นธรรมดา ”

” อ้า ” หัวหน้ากองหัวเราะร่วนก่อนจะพูดทีเล่นทีจริงว่า ” ท่านรู้มั้ยว่าครั้งสุดท้ายที่มีคนยื่นสุรามาให้พวกข้าแล้วพูดแบบนั้น มันชิงตัวนักโทษไปเกือบหมด ฆ่าคนของข้าไปคนหนึ่งแล้วก็ทำพวกข้าเกือบตาย ”

เพียงแค่นั้นทั้งโต๊ะก็เงียบ รสเหล้าในแก้วพลันเฝื่อนไปอย่างรวดเร็ว แต่นั่นไม่ทำให้เด็กหนุ่มหวั่นไหวแม้แต่น้อย เขาเป็นนักแสดงที่ดีพอจะรับบทด้วยการเบ้หน้าก่อนจะหัวเราะอย่างขมขื่น ” ไม่เอาน่า ข้าไม่ใช่คนที่ท่านไม่รู้หัวนอนปลายเท้า ข้าจะเอาหัวตัวเองไปเสี่ยงตะแลงแกงกับข้อหากบฎด้วยการทำอย่างนั้นทำไม อย่าเลย พูดเรื่องนี้แล้วคนของท่านจะดื่มไม่สนุกกันเสียหมด ”

พูดจบเช่นนั้นเสียงเชียร์ก็ดังมาจากรอบๆ เหล่าทหารม้าพากันยักหน้าเห็นด้วย ไม่ว่าความหวาดระแวงจะรบกวนเพียงใดพวกเขาก็ยังอยากจะดื่มกินอย่างสบายใจอยู่ดี และนั่นรบกวนหัวหน้ากองอย่างเห็นได้ชัด เขานั่งเงียบเช่นนั้นอยู่นานหากสายตายังคงจับจ้องอยู่ที่คุณชายน้อยแม้ขณะที่เด็กหนุ่มหันไปสนทนากับทหารม้าคนอื่นๆแล้ว ” ท่านมีเจตนาอะไรกันแน่ ” เขาถามขึ้นในที่สุด

คำถามนั้นทำให้แมกซิมิเลียนเลิกคิ้ว แต่เด็กหนุ่มก็เพียงแค่ยกแก้วขึ้นเป็นเชิงชวนให้ดื่ม ” แด่พระราชินี ”

ครู่ใหญ่ทีเดียวที่นายกองนิ่งเงียบก่อนจะหยิบแก้วของตนขึ้นบ้าง ” แด่พระราชินี ” แล้วทั้งสองก็ดื่ม

” เขายังไม่ไปครับหัวหน้า ” การรายงานนั้นเหมือนจะยิ่งเพิ่มความเครียดให้กับบรรยากาศที่เคร่งเครียดอยู่แล้วแต่เดิม เด็กหนุ่มเพียงแค่ยักหน้า ดวงตายังจ้องตรงไปยังเรือนสวนของบ้านเมริสมา

” เอาไงดีครับ ” บาร์ธถาม ” พวกนั้นจะออกเดินทางพรุ่งนี้แล้วด้วย ”

” ข้ารู้แล้ว ” ผู้เป็นหัวหน้าครางต่ำในลำคออย่างหงุดหงิดเมื่อสิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น ที่เลวร้ายที่สุดคือการมีคุณชายน้อยแมกซิมิเลียนเข้าไปอยู่ในวงของทหารม้าด้วย เขาไม่เข้าใจเลยจริงๆว่าทำไมแมกซิมิเลียนผู้เฉยชาถึงเอาตัวเองเข้าไปยุ่งกับคนพวกนั้นด้วย

” แต่ดูเหมือนพวกทหารม้าจะเริ่มเมาแล้วล่ะครับ ” คนที่รายงานกล่าว เหมือนพยายามมองโลกในแง่ดีเข้าไว้ ” ก็ต้องขอบคุณเขานะครับที่ช่วยจัดการเรื่องนี้ให้ ”

เรื่องนั้นเป็นใครก็ต้องเห็นด้วย แต่… ” เจ้านั่นใช่ว่าอันตรายน้อยเสียเมื่อไหร่ ” สหายของเขาได้แต่มองหน้ากันก่อนจะกลับมามองซาร์คอีกครั้ง ความกังวลนั้นชัดเจนจนพวกเขาพาลนึกกลัวขึ้นมา หากข่าวของพวกเขาไม่ผิด เด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับหัวหน้าของเขานี่แหละที่ทลายกองโจรที่โจมตีบ้านเมริสมาจนย่อยยับไม่มีชิ้นดี คนที่เหลือรอดถึงกับลนลานด้วยความหวาดกลัว ถ้าคนที่น่ากลัวขนาดนั้นเป็นศัตรูกับพวกเขาขึ้นมา…

อีกครั้งที่เด็กหนุ่มเบนสายตาไปยังทิศตะวันออกราวกับกลัวพระอาทิตย์จะขึ้นเสียตอนนี้ เขารู้ดีว่าเวลามีไม่มาก ยังไงการชิงนักโทษต้องเกิดขึ้นก่อนที่พวกเขาจะหมดเวลาแล้วดวงอาทิตย์เผยโฉมพวกเขาต่อศัตรู ” ไม่มีทางเลือกแล้ว ”

เวลาผ่านไปเนิ่นนานจนเด็กหนุ่มเริ่มกระวนกระวาย เขาไม่อาจล่วงรู้เวลา แต่ก็เดาได้ไม่ยากว่าคงเลยเที่ยงคืนไปแล้ว ” ท่านจะไม่ดื่มอีกหน่อยรึ ” เป็นหัวหน้ากองที่ถาม รอยยิ้มกรุ้มกริ่มอยู่บนใบหน้าขณะที่แกว่งแก้วไปมา ” ท่านรออะไรอยู่หรือจึงไม่อาจดื่มได้ ”

” เปล่า ” คุณชายน้อยตอบก่อนจะดื่มน้ำเมาในแก้วแก้คำกล่าวอ้าง ” ข้าแค่สงสัยว่านี่เวลาเท่าใดกันแล้ว ”

นั่นทำให้นายกองเลิกคิ้วก่อนจะดื่มต่อ ” ยังไม่ถึงเวลาที่ท่านรอ นั่นแหละที่ข้ามั่นใจ ”

” ดูท่านไม่ไว้ใจข้าเอาเสียเลยนะ ”

” อ้าว ” แล้วนายกองก็หัวเราะ ” ข้ายังไม่ได้บอกเลยนะว่าท่านรออะไร จะเรียกเป็นความไม่ไว้ใจอย่างนั้นหรือ ”

แมกซิมิเลียนต้องพยายามผ่อนคลายอย่างหนัก เขาฝืนยิ้มขณะที่จิบเหล้าในแก้วไปอีกหน่อย ” ก็ท่านท่าทางหวาดระแวงข้านี่นา ข้าย่อมต้องเดาว่าท่านกำลังคิดว่าข้าจะหักหลังท่าน ”

” จะทำเรื่องราวให้ซับซ้อนไปใยเล่า ” แล้วเขาก็ยกแล้วขึ้น ” มา คว่ำแก้วกับข้าหน่อยคุณชายน้อย ”

” เรียกข้าว่าแมกซิมเถอะ ” เด็กหนุ่มกล่าวพร้อมยิ้มเหยียดที่มุมปาก ” ไอ้คำเรียกนั่นฟังกี่ทีข้าก็อดนึกรำคาญไม่ได้ เอ้า แด่พระราชินี ”

แล้วพวกเขาก็ชนแก้วกันโครมใหญ่ ต่างคนต่างดื่มกันจนเกลี้ยงก่อนจะคว่ำแก้วลงบนโต๊ะดังกึง ” ว่ากันตามตรง ข้าไม่เคยนึกเหมือนกันนะว่าท่านจะดื่มจัดขนาดนี้ ” หัวหน้ากองว่าพลางหัวเราะ ” ข้าน่ะ นึกถึงทหารรักษาพระองค์ทีไรก็นึกถึงหุ่นไม้เดินแถวทุกที ข้านึกว่าพวกท่านเคร่งวินัยไม่ดื่มไม่เล่นเสียอีก ”

” คนเรามันก็ต้องผ่อนคลายบ้างซี่ ” คุณชายน้อยลากเสียง รอยยิ้มกวนประสาทพลันผุดขึ้นบนใบหน้า ” ไอ้เวลาต้องทำหน้าที่ก็ต้องทำ เวลาผ่อนคลายก็ต้องผ่อนคลายจริงมั้ย ” หัวหน้ากองได้ยินเช่นนั้นก็ยักหน้า แต่สายตาที่มองมาทางเด็กหนุ่มนั้นกลับมีแววครุ่นคิดจนคุณชายน้อยเย็นสันหลังวาบ ทั้งการกระทำทั้งคำพูดของเขากำลังถูกพิจารณาอย่างถี่ถ้วนละเอียดละออ แต่เขารู้ดีเกินกว่าจะแสดงสิ่งใดให้ฝ่ายตรงข้ามสงสัย ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องผ่านคืนนี้ไปให้ได้

ทันใดนั้นเองทหารม้าทั้งหลายก็พลันหยุดนิ่ง ราวกับพวกเขารับรู้ได้ถึงบางสิ่ง เด็กหนุ่มเองก็รู้สึกได้ เขาลุกขึ้นตามคนเหล่านั้น มือกุมดาบที่ข้างตัวไว้มั่น แต่ความนิ่งงันนั้นก็เกิดขึ้นเพียงชั่วครู่เท่านั้นก่อนที่ทหารม้าทั้งหมดในห้องนั้นจะพากันแยกย้ายไปตามหน้าที่อย่างรวดเร็วเหมือนมีการตกลงตระเตรียมไว้เป็นอย่างดี

เขาก็รู้ดีว่าที่ของตัวเองอยู่ตรงไหน ” ข้าจะออกไปดูข้างนอก ”

หัวหน้ากองไม่กล่าวอะไร ไม่แม้กระทั่งแสดงสีหน้าว่าเห็นด้วยหรือคัดค้าน ความเรียบเฉยนั้นทำให้เด็กหนุ่มต้องกลืนน้ำลายขณะที่เขาเดินออกไปจากเรือน แต่รอบเรือนสวนนั้นก็เงียบสนิท แม้แต่ใบไม้ก็ไม่มีวี่แววว่าจะเคลื่อนไหว แต่ความกดดันก็ยังรู้สึกได้ ราวกับว่าต้นไม้โดยรอบนั้นพลันมีหูตาจ้องตรงมาที่พวกเขา ” พวกเจ้าเป็นใคร จงแสดงตัวออกมา ” เสียงกัมปนาทของเด็กหนุ่มพลันดังขึ้น ทรงอำนาจเสียจนความสงบนั้นสั่นไหวน้อยๆ ” ข้ารู้ว่าพวกเจ้าอยู่ที่นี่ ทหารม้าในบ้านหลังนี้ก็รู้เช่นกัน การซุ่มโจมตีไม่เป็นผลดอก ” แต่ก็ยังเงียบ ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆเกิดขึ้น และนั่นทำให้คุณชายน้อยหงุดหงิด

” อย่าให้ข้าลากคอพวกเจ้าออกมาเองนะ ”

เสียงใบดาบเสียดกับฝักทำเอาพวกเขาเย็นวาบไปทั้งร่าง ราวกับว่ารอบกายของคนๆนั้นมีแรงกดดันมากเสียจนทำให้พวกเขาสั่นได้ทั้งๆที่เด็กหนุ่มแทบไม่ได้ทำอะไร จะมีก็แต่ซาร์คที่จ้องตรงไปยังภาพเบื้องหน้าไม่ไหวติง ” เอาไงดีครับหัวหน้า ” คนหนึ่งเอ่ยถามขึ้น แม้ไม่อยากยอมรับแต่เขารู้สึกจริงๆว่าควรหยุดเพียงเท่านี้ แต่คำตอบอันเรียบเฉยของผู้เป็นหัวหน้านั้นทำให้เขาต้องนึกเสียใจที่ถาม

” เราบุก ”

ยากจะเชื่อว่ามันสามปีแล้วที่พวกเขาพบหน้ากันครั้งสุดท้าย กระนั้นแมกซิมิเลียนก็มั่นใจตั้งแต่เห็นเงาร่างนั้นครั้งแรกว่าคนที่ก้าวออกมาเบื้องหน้าเขานั้นไม่ใช่ใครอื่นนอกจากซาร์คาเรีย แม้คนตรงหน้าเขาจะสวมผ้าคลุมซึ่งบังใบหน้าอยู่ก็ตาม เวลาสามปีไม่ได้ทำให้ความรู้สึกที่เคยมีเปลี่ยนไป

ไม่…มันเปลี่ยนไป เพราะทั้งตัวเขาทั้งซาร์คต่างเปลี่ยนไป แต่กระนั้นช่องว่างที่แมกซิมิเลียนเคยรู้สึกกลับไม่ได้ลดลง ยามเมื่อมองดูพี่ชายต่างสายเลือดคนนี้ แม้เขาจะโตขึ้นแข็งแกร่งขึ้นจนเหนือกว่าซาร์คาเรียในความทรงจำของเขา ซาร์คาเรียที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขากลับเหนือกว่าความคาดหมายใดๆ รอบกายของเด็กหนุ่มมีบรรยากาศอันน่ายำเกรงจนรู้สึกราวกับว่าทุกสิ่งต้องสยบลงตรงหน้าเขา ในเวลาสามปีซาร์คาเรียเติบโตขึ้นจนจำแทบไม่ได้ มือของแมกซิมิเลียนกำแน่นเมื่อเขาตระหนักถึงความแตกต่างนั้น ความโกรธมันตันในอกจนเหมือนจะระเบิดออกมาเสียตรงนั้นให้ได้

” ถ้าเจ้าไม่ใช่คนของทหารม้าก็ถอยไป ” เสียงอันเรียบเฉยบอกเขา ” ข้าไม่มีธุระอะไรกับคนนอก ”

คนนอก….

” การที่เจ้าคิดจะบุกชิงตัวนักโทษในเขตบ้านเมริสมาก็ถือเป็นธุระของข้าแล้ว ” คุณชายน้อยกล่าวเช่นนั้นแม้ใจจริงมีมากมายหลายสิ่งที่เขาอยากจะตะโกนใส่หน้าคนๆนั้น คำถามสำหรับสิ่งที่เขาทำและกำลังจะทำ การกระทำที่เหมือนจะกล้าหาญแต่พวกเขาต่างก็รู้ดีว่ามันจะชักนำหายนะมาให้ และนั่นทำให้เขาเจ็บแปลบในอกขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

….สำหรับทุกสิ่งที่เจ้าทำ เจ้าเคยคิดถึงใจอาร์เซนบ้างมั้ย….

แต่เสียงเพียงอย่างเดียวที่ดังขึ้นหลังจากนั้นคือเสียงฝีเท้าที่สับวิ่งอย่างรวดเร็วและใบดาบที่ปะทะกันเต็มแรงจนส่งเสียงเสียดแก้วหูดังไปในอากาศ ด้วยความมืดมันยากจะมองเห็นว่าสีหน้าของพวกเขาเป็นเช่นไร แต่เงาวาวของใบดาบในแสงจันทร์น้อยนิดนั้นมากพอจะบอกความเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายได้ ช่องว่างที่ดาบสร้างขึ้นมีแต่จะกว้างออกไปทุกที ตลอดเวลานั้นแมกซิมิเลียนได้แต่พยายามจะหยั่งความคิดของซาร์คาเรีย มันน่าหงุดหงิดทุกครั้งที่เขาตระหนักว่าเขาไม่อาจเข้าใจเด็กหนุ่มตรงหน้าได้ จริงอยู่ที่เขาสามารถรับดาบของซาร์ค หรือคาดคะเนดาบต่อไปของเขาได้ แต่ก็เพียงแค่นั้น สายตาของซาร์คไม่แสดงอารมณ์ใดๆ เพียงแค่จ้องตรงมาที่เขา กดดันด้วยความสงบนิ่งที่ทำให้คุณชายน้อยต้องนึกรำคาญ

มันคือช่องว่างกว้างใหญ่ที่เขาไม่มีวันหยั่งถึง แม้เขาก็พยายามจะหยั่งมันด้วยกำลังทั้งหมดที่มี

ในตอนนั้นเองที่ทหารม้าอีกสองนายเข้ามาขนาบพวกเขา ทั้งสองมีดาบคมกริบพร้อมในมือ เจตนานั้นชัดแจ้ง ” ถอยไป!! ” เสียงแผ่ดของแมกซิมิเลียนทำให้พวกเขาชะงัก กระนั้นก็ยังไม่มีท่าทีจะล้มเลิกความตั้งใจ ” มันเป็นของข้าเท่านั้น ใครเข้ามาข้าจะฆ่าทิ้ง!! ” สายตาหนึ่งวูบที่เหลือบมองพวกเขาทำให้ทหารม้าทั้งสองหนาววาบ เพราะมันคือความบ้าคลั่ง ส่วนหนึ่งคงไม่พ้นฤทธิ์เหล้าที่ดื่มเข้าไปทั้งค่ำที่ผ่านมา แต่อีกส่วน ส่วนที่เป็นถ่านคุกกรุ่นซ่อนในรอคอยเวลาจะเผาเชื้อไฟนี้ต่างหากที่น่ากลัว ความโกรธ ความแค้น ความบ้าคลั่ง พวกเขาไม่รู้จะเรียกมันว่าอะไรดี แต่มันยืนยันว่าแมกซิมิเลียนจะไม่ยอมให้ใครอื่นล้มซาร์คาเรีย

กระนั้นมันก็ไม่สะเทือนเด็กหนุ่มผมแดงแม้แต่น้อย ดาบของเขายังคงมั่นคงเหนือคาด แม้ขณะที่โดนต้อนจนต้องเป็นฝ่ายตั้งรับคุณชายน้อยก็โจมตีเขาตรงๆไม่ได้แม้แต่ครั้งเดียว แต่เขาก็ไม่มีท่าทีว่าจะตอบโต้กลับมา ราวกับว่าเขากำลังรอ

ทันใดนั้นเองเสียงวุ่นวายก็เริ่มดังขึ้นในเรือนสวน ไม่นานทหารม้าจำนวนหนึ่งก็วิ่งแตกตื่นออกมาราวกับหลงลืมว่าพวกเขาอยู่ในภาวะเช่นไร เสียงตะโกนเสียสติดังลั่นออกมาขณะที่คนหนึ่งวิ่งหายไปในชายป่า ที่ซึ่งทหารม้าทุกคนรู้ดีว่าต้องมีคนซุ่มอยู่ แต่ด้วยสติอันน้อยนิดเพราะฤทธิ์เหล้า มันง่ายเหลือเกินที่จะลืมเมื่อมีสิ่งที่กลัวตามอยู่ข้างหลัง ” หัวหน้า ” ทหารม้าคนหนึ่งกระหืดกระหอบเข้ามารายงานหัวหน้ากองในทันทีที่ความวุ่นวายเกิดขึ้น ” งูครับ งูพิษเต็มไปหมด มันมาจากไหนไม่รู้ ”

ใบหน้าของหัวหน้ากองกระตุกในทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น ” แล้วพวกเจ้าทำบ้าอะไรกันอยู่ ฆ่าพวกมันทิ้งเสียสิ ”

ชายคนนั่นลืมตาโพลงพลางส่ายหน้า ” เป็นไปไม่ได้ครับ จำนวนมันมากเกินไปครับ แล้วนี่มันงูนะครับ เราไม่รู้ว่ามันอยู่ที่ไหนบ้าง ”

” พวกเจ้าก็มีกันตั้งมากไม่ใช่รึไง ”

” ส่วนหนึ่งเมามายเกินกว่าจะใช้การอะไรได้แล้ว ”

ได้ยินเพียงแค่นั้นหัวหน้ากองก็สบถลั่น สายตาของเขาพลันกลับไปจับจ้องที่การต่อสู้ภายนอกในทันที

มันเป็นฝีมือของคนไหนกันแน่

แต่ไม่ทันไรเสียงโห่ร้องก็ดังขึ้นโดยรอบ กระหึ่มกังวาลจนยากจะประมาณ เงามากมายเริ่มเห็นเคลื่อนไหวอยู่ในความมืดระหว่างสุมทุมพุ่มไม้เหมือนภูตผี แสงจันทร์มีเพียงจะช่วยสร้างภาพลวงของกองกำลังที่มีอยู่มากพอจะล้อมเรือนสวนปิดกั้นพวกเขาจะหนทางหลบหนี นั่นสร้างความกดดันให้แก่เหล่าทหารม้าซึ่งแม้เมามายก็ยังมีสติพอจะพาตัวรอด และในตอนนี้ไม่มีทางที่ใครคนใดคนหนึ่งจะรอดไปได้คนเดียว ทหารม้าจำนวนหนึ่งจึงหยิบอาวุธขึ้นและออกมาอารักขาทางเข้าออกขณะที่ทหารม้าอีกส่วนหนึ่งพยายามรับมือความโกลาหลภายใน งูพิษยังคงเลื่อยคลานไปทั่วเรือนราวมันเป็นบ้าน เสียงกู่ร้องราวภูตผีจากสวนป่ารอบเรือนยังคงดังมาเรื่อยๆ เสียงดาบปะทะยังคงกังวาลไม่หยุดยั้ง ชนวนแห่งความกดดันเหมือนจะครบถ้วนแล้ว

ที่ต้องการคือไฟ

” ไฟครับ หัวหน้า ” ทหารม้าเข้ามารายงานหัวหน้ากองอย่างรวดเร็วทันทีที่มีคนเห็นเปลวไฟแรกวูบไหวอยู่ภายนอกเรือน มันทำให้ทหารม้าทั้งนอกในเรือนแตกตื่นในทันที ” พวกมันใช้ธนูไฟ ”

” ดับไฟให้หมดไป๊ ” อีกครั้งที่หัวหน้ากองต้องสบถ เขารู้ดีว่ามันต้องทำอย่างนี้ มันต้องกดดันพวกเขาให้ออกจากเรือนหลังนี้ แต่เขาไม่นึกว่ามันจะยอมเสี่ยงขนาดใช้งูพิษและไฟ และก่อนที่เขาจะทำอะไรได้ เงาร่างจากชายป่าก็ขยับคืบออกมา เริ่มโจมตีทหารม้าที่ออกไปภายนอกเรือนอย่างรวดเร็วจนแทบไม่เปิดโอกาสให้ตอบโต้ พวกเขาถูกดันหลังชนฝาแล้ว ” ฆ่านักโทษซะ ”

คำสั่งนั้นทำให้ทหารม้าที่มารายงานจ้องมองหัวหน้าเขาด้วยดวงตาเบิกโพลง ” อะไรนะ ”

” เราจะเสียนักโทษไม่ได้ ฆ่าทิ้งให้หมดทุกคน ปล่อยให้มันไหม้ไปกับบ้านหลังนี้ ” อีกครั้งที่ทหารม้าผู้นั้นมีท่าทีลังเล แต่เพียงตะคอกอีกครั้งเขาก็รับคำแล้วจากไปตามคำสั่งอย่างรวดเร็ว แต่จนถึงที่สุดหัวหน้ากองก็ไม่ได้ขยับจากที่ๆเขายืนอยู่ สายตาของหัวหน้ากองก็ยังจับจ้องไปที่เงาร่างเบื้องล่างแม้รู้ว่าไฟจะโหมมา เขาอยากเห็นก้าวต่อไป ที่สำคัญที่สุดเขาอยากจะเห็นสีหน้าของเด็กหนุ่มเมื่อรู้ว่าในบ้านนี้ไม่เหลืออะไรนอกจากศพของคนที่เขาพยายามอย่างหนักที่จะช่วยไว้

….แล้วถึงตอนนั้นเจ้าจะทำยังไง….

เพลิงโหมนั้นคือสัญญาณของการบุกเต็มกำลัง ตอนนี้พวกเขาเริ่มรุกหนัก แม้ส่วนมากก็อาศัยจังหวะคว่ำทหารม้าที่กำลังลนลานลงทีละคนๆด้วยความระมัดระวัง ศัตรูของพวกเขาแข็งแกร่ง แต่นั่นไม่ได้ทำให้พวกมันได้เปรียบในสถานการณ์ชวนคลั่งเช่นนี้ คนที่ประสาทแข็งแกร่งกว่าต่างหากที่จะชนะ นั่นคือกฏพื้นฐานของการต่อสู้ ตั้งแต่ระดับกองทัพลงไปถึงคนต่อคน และสำหรับแมกซิมิเลียน มันชัดเจนมากว่าใครคือคนที่แกร่งกว่า เพราะแม้เมื่อเพลิงโหมแม้ขณะที่สหายของเขากำลังโจมตีกันเต็มกำลัง สายตาของซาร์คก็ยังมองมายังเขา ดวงตาไม่มีแววสั่นคลอน เสียงร้องของการต่อสู้ไม่ได้ทำให้เขาสมาธิของเขาสั่นไหว แต่สำหรับคุณชายน้อย ยิ่งความวุ่นวายรอบข้างมากขึ้น เขาเองยิ่งต้องพยายามควบคุมตนเองมากขึ้นเท่านั้น

ในตอนนั้นเองที่เสียงเอะอะโวยวายดังขึ้นจากที่หน้าเรือน เมื่อทหารม้าคนหนึ่งคลั่งพอจะบุกออกมาถึงด้านหน้าได้สำเร็จ ” พยายามไปก็เท่านั้น ” มันแผ่ดเสียงหัวเราะเยาะ ” พวกมันตายหมดแล้ว ได้ยินมั้ย!! ” ว่าพลางเขาก็แกว่งดาบ เหล่าเหยี่ยวป่าก็ต้องถอยกันกรู ” ไอ้มดปลวกอย่างพวกแกมันก็ทำได้แค่ก่อรำคาญเท่านั้นล่ะโว้ย แกช่วยใครไม่ได้ ได้ยินมั้ย แกชนะพวกข้าไม่ได้!! ”

ตอนนั้นเองที่ความสั่นไหวเริ่มปรากฏในตัวซาร์คาเรีย ทหารม้าคนนั้นยังคงกวัดแกว่งดาบไปทั่วขณะที่เยาะเย้ยปรามาสพวกเขาไม่หยุดปาก กินเวลาอยู่พักหนึ่งกว่าที่พวกเขาจะสามารถล้มชายผู้นั้นลงได้ แต่นั่นก็ทำให้พวกเขาต้องถอยออกมามากกว่าที่คาดไว้มากอยู่ แม้ซาร์คจะยังข่มสีหน้าไว้ได้ ความร้อนใจก็ปรากฏชัดในวิถีดาบ ความคาดคะเนลดน้อยลงพอๆกันกับความระมัดระวังตัวของเด็กหนุ่ม จนแมกซิมิเลียนสามารถเบี่ยงดาบนั้นออกแล้วเข้าประชิดมากพอที่จะเหวี่ยงหมัดซ้ายซัดเข้าเต็มหน้าจนแม้แต่หัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่าก็ต้องเซลงไปกองกับพื้นชั่วขณะ กลิ่นเลือดคลุ้งขึ้นมาในปากทันที

แต่การโจมตีมีเพียงแค่นั้นแม้มันจะเป็นจังหวะที่แมกซิมิเลียนสามารถจะเผด็จศึกเขาได้ อาจจะฆ่าเขาได้ด้วยซ้ำ แต่เด็กหนุ่มกลับประวิงเวลามากพอที่ซาร์คตั้งหลักติดและเหวี่ยงหมัดออกอัดแมกซิมิเลียนจนล้มลงไปกับพื้นเต็มแรง อีกหมัดต่อมา ร่างของคุณชายน้อยแน่นิ่งไม่ไหวติงอยู่กับพื้นขณะที่เด็กหนุ่มได้แต่ยืนนิ่งงันราวกับว่าแมกซิมอาจลุกขึ้นมาอีกได้ทุกเมื่อ เป็นเสียงของความวุ่นวายที่เรือนสวนที่ทำให้เขาจากตรงนั้นมา

” ตามข้ามา!! ” เขาตะโกนขณะที่แหวกกลุ่มคนเข้าไปถึงแนวหน้าอย่างรวดเร็ว ” พวกเขารอเราอยู่ เร็วเข้า!! ” ทันทีที่ผู้เป็นหัวหน้าก้าวมายืนตรงหน้าพวกเขา ขวัญและกำลังใจก็เหมือนจะเอ่อท้นขึ้นอย่างล้นเหลือ ความเหนื่อยล้าลดน้อยถอยลงขณะที่พวกเขาทลายทุกสิ่งที่ขวางทางเพื่อเข้าไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทหารม้าที่เหลือถูกจับไว้ ขณะที่อีกส่วนหนึ่งลงไปช่วยนักโทษออกมาก่อนที่ไฟจะเผาทุกอย่างพินาศวอดวาย ” ข้าจะตามหาตัวหัวหน้า ” เด็กหนุ่มตะโกน ” พวกเจ้าช่วยคนออกไปให้เร็วที่สุด ไม่ต้องรอข้า ”

เสียงโห่ร้องรับคำเขาขณะที่เด็กหนุ่มวิ่งขึ้นไปที่ชั้นบนซึ่งเขาคาดว่าหัวหน้ากองน่าจะยังอยู่ และมันก็ไม่ได้ผิดคาดมากนัก เว้นเสียแต่ว่า ที่นั่นมีหัวหน้ากองอยู่คนเดียวจริงๆ ไม่มีกำลังคุ้มกัน ไม่มีใครอื่นอีกนอกจากชายคนนั้น และรอยยิ้มที่กำลังเยาะหยันเขา ” กำลังตกใจว่าคนของข้าหายไปไหนหรือ ” แล้วชายคนนั้นก็หัวเราะ ” พวกเขาอยู่ในห้องขังนักโทษ ไม่รู้ว่าป่านนี้จะจัดการเจ้าพวกนั้นเสร็จหรือยัง ”

สาวเท้าเพียงไม่กี่อึดใจ ใบดาบของเด็กหนุ่มก็วางอยู่ข้างคอเขาแล้ว ” คำสั่งของแก อย่างนั้นเหรอ ”

ชายคนนั้นแค่ยักไหล่

ฉับพลันนั้นมันเหมือนมีก้อนหินติดอยู่ในคอ ซาร์คทำได้เพียงจ้องตรงไป ใบดาบขยับเข้าใกล้ลำคอที่ไร้การป้องกันนั้นมากขึ้น ” ข้าถามอีกครั้ง เจ้าสั่งให้ลูกน้องฆ่าพวกชาวบ้านอย่างนั้นหรือ ”

” พวกนั้นเป็นนักโทษอยู่แต่แรกแล้ว ถึงกับหมิ่นพระราชินีและราชสำนัก ยังไงก็คงต้องโดนตัดสินประหารอยู่ดี ”

” แกสั่งให้ฆ่าคนพวกนั้นอย่างนั้นเหรอ!!!! ”

เสียงตะโกนที่แหบพร่านั้นเจ็บปวดอย่างไม่อาจปิดบังราวกำลังปลดปล่อยความอัดอั้นทั้งมวลที่เจ้าของร่างกำลังรู้สึกอยู่ในตอนนั้น เขาได้แต่นึกเกลียดตัวเองที่ไม่สามารถเยือกเย็นได้มากกว่านี้ แต่จะให้เขาทำอย่างไรได้ในเมื่ออกมันเหมือนจะระเบิดอยู่รอมร่อ

” เจ้าเอาชนะพระนางไม่ได้หรอก เด็กน้อย ” ความเยาะหยันจางหายไป แต่ใบหน้าของหัวหน้ากองยังคงแน่วนิ่ง ไม่ได้ใส่ใจกับใบดาบที่ข้างคอแม้แต่น้อย ” เจ้ากำลังพยายามเอาชนะอำนาจที่เหนือตัวเจ้าอย่างที่เจ้าไม่อาจเข้าใจได้ นับจากวันนี้ทั้งแผ่นดินของพระนางจะเป็นศัตรูของเจ้า เจ้าพร้อมแล้วอย่างนั้นหรือ เด็กน้อย หึ ไม่หรอก เจ้ามันก็แค่เด็กที่ฝันหวานต้องการเป็นวีรบุรุษก็เท่านั้นเอง ”

” แล้วยังไง ” คือคำตอบ ดวงตาสีเทาจ้องมองแน่วนิ่ง ” เจ้าพยายามพูดอะไร ”

” ว่าเจ้าได้ใช้ความพยายามสูญเปล่าเสียแล้ว ” อีกครั้งที่รอยยิ้มเยาะกลับมา ” เหมือนวันนี้ ”

จริงอยู่ที่ความอ่อนล้านั้นชัดเจน เพียงมองก็รู้ว่าเด็กหนุ่มกำลังสั่นคลอนเพียงใด แต่ดาบในมือกลับไม่สั่นแม้แต่น้อยนิด เขายังไม่คิดจะถอย ” เจ้าจำคำข้าไว้แล้วเอาไปบอกพระราชินีของเจ้าด้วย ว่าถึงเวลาข้าจะไปขอรับพระเศียรถึงที่ ไม่ต้องรีบร้อนส่งสุนัขรับใช้มาหาข้า ข้าไม่ต้องการฟังเสียงเห่าหอนของพวกมัน ”

อีกครั้งที่หัวหน้ากองยิ้ม ” ช่างกล้าจริงนะ ”

***
แสงเพลิงสีส้มเรืองจากระหว่างทิวไม้นั้นค่อยๆจางหายไปอย่างช้าๆภายใต้สายตาที่เฝ้ามองจากเรือนเล็กของบ้านเมริสมา เรือนสวนแม้ไกลแต่ยังไงก็เป็นบ้านเดียวกัน ระยะเพียงเท่านี้ไม่อาจปิดบังสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ที่นั้นได้ เพียงไม่นานหลังจากเพลิงเริ่มโหม คนทั้งบ้านก็แตกตื่นชุลมุน เพียงแต่ไม่มีใครกล้าเข้าไปใกล้บริเวณนั้น สิ่งที่พวกเขาทำคือปกปักบ้านหลังนี้จากอันตรายใดๆที่อาจคุกคามมาถึง การรอคอยเช่นนี้ทรมานเพียงใดคงเป็นอาร์เซนที่รู้ดีที่สุด ในบรรดาคนทั้งหมด เด็กชายกลับดูเยือกเย็นจนทั้งแม่นมและสาวใช้ต่างแปลกใจ แต่ร่องรอยของความกังวลนั้นยังคงอยู่ โดยเฉพาะเมื่อเขากอดสตีวี่ไว้ขณะที่ทอดสายตามองดูพื้นบ้านราวกับมันกำลังบอกบางอย่างกับเขา

” ตกลงมีใครเจอแมกซิมิเลียนหรือยัง ” เป็นคุณผู้หญิงที่ดูร้อนรนที่สุด นางแทบไม่อาจอยู่เฉยได้ต้องคอยเดินไปๆมาๆทั้งในเรือนใหญ่และเรือนเล็กขณะที่คนรับใช้ไม่มีใครอาจหาญไปหาคำตอบมาให้นาง พวกเขารู้ดีว่าคุณชายน้อยไม่อยู่ในบ้าน แต่ในเวลาเช่นนี้ใครจะอยากออกไปค้นหาข้างนอกกัน

ดังนั้นคุณผู้หญิงฟรานเชสก้าจึงได้แต่รอ นางถอนใจก่อนจะค้อนพวกเขาแล้วเดินพล่านไปมาเช่นเดิม จนในที่สุดเด็กชายก็ลุกขึ้นจากที่นั่งแล้วเข้าไปหา ” คุณผู้หญิงไปพักผ่อนก่อนเถอะครับ ”

” พักผ่อนอะไรกัน ” นางเอ็ดอย่างหงุดหงิด ” ลูกชายข้าหายไปทั้งคน แถมยังมีคนบุกรุกทำร้ายทหารม้าในเขตบ้านข้าอีก อะไรมันจะซวยซ้ำซวยซ้อนขนาดนี้ ”

” มันคงซวยกว่านี้ถ้านี่เป็นฝีมือแมกซิมนั่นแหละคะ ” อนาสตาเซียกล่าวขึ้นอย่างเหลืออดพลางถอนใจฮึดฮัด มันน่ารำคาญเหลือเกินเมื่อเกิดเรื่องที่บ้าน หล่อนจะนอนก็ไม่ได้จะผ่อนคลายก็ไม่ได้ ตลอดเวลาต้องตื่นตัวเตรียมรับสถานการณ์เสมอ โดยเฉพาะเมื่ออาร์เซนนิ่งได้ถึงเพียงนี้ มันยิ่งชวนให้หงุดหงิดเข้าไปใหญ่ ” แล้วเจ้าล่ะ จะไม่ไปตามหาคุณชายน้อยของเจ้าหรือ เป็นห่วงเขามากไม่ใช่หรือไง ”

อาร์เซนเพียงแค่หันมาแล้วตอบว่า ” ในเวลาอย่างนี้ออกไปก็มีแต่เสี่ยงนะครับ คุณหนู เพราะเราไม่รู้สถานการณ์ข้างนอกไม่รู้ว่าจริงๆมันร้ายแรงขนาดไหน เผลอๆพวกเราเองจะโดนข้อหาสมคบคิดไปด้วยถ้าโผล่ไปไม่ถูกที่ถูกเวลา ”

คำแก้ต่างของเขายิ่งทำให้หล่อนหงุดหงิดมากขึ้น ” แต่เจ้าก็ดูใจเย็นจังนะ ” หล่อนยังคงกัดเขาไม่เลิกรา ” ไม่ตกใจอะไรกับเขาบ้าง…. เอ๊ะหรือเจ้ารู้ดีอยู่แล้วว่ามันต้องเกิดเรื่องแบบนี้ ”

แต่คำตอบของเด็กชายคือ ” เพราะข้ารู้ดีว่าตัวเองทำอะไรไม่ได้ต่างหากล่ะครับ ถึงข้าจะเป็นเดือดเป็นร้อนเสียมากมาย ข้าก็ไม่อาจแก้ไขอะไรได้ คงได้แต่ภาวนาให้เรื่องนี้จบลงด้วยดีเท่านั้น ”

ที่อนาสตาเซียไม่อยากเชื่อที่สุดคือปฏิกิริยาของแม่ของหล่อนที่ท่าทางเห็นดีเห็นงามกับเด็กชายไปด้วยเสร็จสรรพ คุณผู้หญิงได้แต่ถอนใจเฮือกแล้วนั่งลงบนเก้าอี้ในที่สุด ” ก็จริงของเจ้านะอาร์เซน จะกลัวก็แต่เจ้าลูกชายตัวดีของข้านั่นแหละ ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ เกิดทำอะไรบ้าๆขึ้นมาก็ไม่แน่ ”

” คุณชายน้อยคนเดียวคงทำอะไรได้ไม่มากหรอกครับ ” เขาพยายามยิ้ม ” คนพวกนั้นคงไม่นึกใส่ใจ ” ทุกคนก็ได้แต่ภาวนาเช่นนั้น เพราะนั่นหมายถึงพรุ่งนี้เช้าพวกเขาจะยังมีหลังคาคุ้มหัวกันอยู่ ถ้าพรุ่งนี้จะมาถึงละก็

***

สัญญาณของรุ่งอรุณเริ่มปรากฏเป็นสีม่วงระเรื่อที่ขอบฟ้าแล้วในตอนที่คุณชายน้อยลืมตาขึ้น อาการปวดหนึบที่ศีรษะและใบหน้าทำให้เขาต้องส่งเสียงครางต่ำขณะที่ลุกขึ้นอย่างมึนงง รสเลือดยังคงค้างอยู่ในปากขณะที่เขาถ่มน้ำลายเหนียวข้นสีคล้ำออกมาอย่างสะอิดสะเอียน สายตาที่พร่าเลือนมองไปรอบๆสำรวจความเสียหายของเหตุการณ์เมื่อคืนวาน เรือนสวนแม้ไม่ได้ไหม้เป็นจุลก็เต็มไปด้วยร่องรอยของไฟและน้ำ กลิ่นไหม้อบอวลไปทั่ว ท่ามกลางกลิ่นไม้ไหม้ไฟนั้น เด็กหนุ่มได้กลิ่นสิ่งหนึ่งชัดเจน มันคือกลิ่นเนื้อไหม้ จะต่างออกไปก็ตรงที่มันไม่ใช่กลิ่นเนื้อที่เขารู้จัก แม้จะยังปวดระบมไปทั้งร่างคุณชายน้อยก็ยังลากตัวเองผ่านลานที่ว่างเปล่านั้น ตรงไปที่เรือนตรงหน้า

ไม่มีใครอยู่ที่นี่อีกแล้ว ที่คงอยู่มีแต่ร่องรอยของการต่อสู้ที่เกิดขึ้น ผ้าคลุม เกราะ ดาบและรอยเลือดเกลื่อนกลาดไปบนพื้นจนยากจะรู้ว่ามันเพราะการต่อสู้ที่นองเลือดหรือตั้งใจทิ้งขว้างไว้ งูพิษก็หลบหนีไปซ่อนตัวอยู่ตามซอกหลืบจะเลื้อยก็แต่ตามขอบเรือนไม่ได้มีท่าทีจะใส่ใจผู้มาเยือนแม้แต่น้อย ” มีใครอยู่ไหม ” เขาเรียกแต่เสียงนั้นแหบพร่าเกินกว่าจะไปได้ไกล ด้วยเรี่ยวแรงที่พอจะหลงเหลือเขารีบตรงไปยังห้องขังนักโทษในทันที

เพื่อจะพบกับห้องที่ว่างเปล่า ที่อาบไปด้วยเลือดเท่านั้น

กลิ่นคาวที่อบอยู่ภายในคลุ้งเสียจนในครั้งแรกที่แตะจมูกมันทำให้เขาเกือบอาเจียน แต่ไม่นานก็คุ้นเคยมากพอจะเดินเข้าไปในห้องนั้นได้โดยไม่ล้มลงไป เขาไม่รู้ว่าตัวเองกำลังคาดหวังอะไรขณะที่ก้าวเข้าไป เลือดที่เปียกพื้นนั้นก็มากพอจะบอกเขาอยู่แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่ แต่เขาก็ยังก้าวต่อ ด้วยทุกก้าวที่ย้ำเตือนถึงหายนะที่เกิดขึ้น เขาได้แต่สบถด้วยความโกรธที่ไม่รู้จะระบายกับใครนอกจากกับผนังที่เต็มด้วยลวดลายมรณะ มีดดาบที่อาบด้วยสีแดงเหนียวในห้องนั้นบอกชัดอยู่ว่าใครเป็นคนทำ แต่ทำเพื่ออะไรนั้นสุดวิสัยที่เด็กหนุ่มจะเข้าใจ และก็ใช่ว่าเขาอยากจะเข้าใจเหมือนกับที่เขาไม่อยากเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่แม้แต่นิดเดียว

ไม่มีศพอยู่ในห้องนั้นอีกแล้ว ด้วยความพยายามที่ราวกับคนสิ้นหวัง ศพทั้งหมดถูกพาออกไป รวมทั้งร่างของทหารม้าที่อาจเคยมีอยู่ในบ้านหลังนี้ อีกครั้งที่เขาได้แต่นึกสงสัยว่าจะลำบากทั้งหมดนั้นเพื่ออะไร

แต่ถ้าไปได้ไกลแล้วก็ดี

เขาไม่รู้อีกแล้วว่าควรคิดอะไรหรือรู้สึกเช่นไร แมกซิมิเลียนเพียงแค่เดินออกไปจากห้องนั้น ขาทั้งสองข้างพาเขาออกไปจากเรือนสวนด้วยความตั้งใจจะกลับไปที่เรือนใหญ่ให้ได้ก่อนฟ้าจะสาง แต่ทันทีที่พ้นประตูเรือนออกมา เสียงทุ้มห้าวที่เขาเคยได้ยินก็ตะโกนเรียก กินเวลาอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่เขาจะจำใบหน้าของคนรับใช้ในบ้านได้ ” คุณชายน้อยเป็นอะไรหรือเปล่าครับ ” คนทั้งสองเข้ามาช่วยประคองเขาแต่เด็กหนุ่มก็ปัดพวกเขาออกไป

” ข้าไม่เป็นไร ” เขาตอบ ” ที่เรือนใหญ่เป็นยังไงบ้าง ”

” ก็ไม่เป็นไงหรอกครับ แต่ทุกคนห่วงคุณมาก พอเห็นเงียบๆแล้วคุณผู้หญิงเลยให้ออกมาตามหา ”

ยังคงมาในนาทีสุดท้าย ” งั้นเหรอ ” แล้วเขาเดินต่อไปเงียบๆ พยายามทรงตัวให้อยู่ขณะที่เรี่ยวแรงค่อยๆคืนมาอย่างช้าๆ ใบหน้าของเขาปวดหนึบจนทำให้การพูดคุยนั่นน่ารำคาญ เขาคำรามต่ำในลำคอสองสามครั้งก่อนจะตัดสินใจเงียบไปเพราะมันไม่ได้ช่วยให้รู้สึกดีขึ้นเลย

แล้วบ้านที่วุ่นวายมาตลอดคืนนั้นก็พลันวุ่นวายยิ่งขึ้นเมื่อเขามาถึง ” ตายแล้ว คุณชายน้อย ทำไมหน้าเป็นอย่างนั้นล่ะคะ ไปโดนอะไรมาคะ เจ็บมาหรือเปล่า มาๆคะนั่งลงให้ทำแผลเดี๋ยวนี้เลย คุณอาร์เซนคะ ช่วยเตรียมน้ำอุ่นให้หน่อยนะคะ โถๆๆๆๆ ดูเนื้อตัวซิ ช้ำไปหมด คุณเจ็บตรงไหนอีก- ”

” ใจเย็นๆ ป้า ” เด็กหนุ่มกล่าวอย่างเหลืออดก่อนจะถอนใจ ” ข้าไม่ได้จะตายซะหน่อย แค่โดนต่อย ”

” ตายแล้ว ใครกันคะที่ต่อยคุณ ทำไมหมัดหนักขนาดนี้ ”

แต่คุณชายน้อยไม่ตอบ เขาเพียงแค่เหลือบมองอาร์เซนแล้วไม่พูดอะไร คุณผู้หญิงฟรานเชสก้าเห็นเช่นนั้นก็ถอนใจเฮือก สายตาตำหนิบอกชัดว่านางกำลังคิดถ้อยคำตำหนิการกระทำไม่คิดหน้าคิดหลังของบุตรชายแต่กลับไม่รู้จะพูดเช่นไร ที่ทำได้จึงเป็นเพียงการถาม ” เจ้าออกไปทำอะไรดึกดื่น ” นางกล่าวเสียงห้วน

” ไปเรือนสวนครับ ” คำตอบก็ห้วนพอๆกัน

” เจ้าว่าอะไรนะ! ”

” ข้าไปเรือนสวนมาครับท่านแม่ ”

อีกครั้งที่ผู้เป็นมารดาได้แต่นิ่งอึ้ง หากความโกรธเกรี้ยวอยู่ในดวงตาของนางชัดเจน ” เจ้าไปทำอะไรที่นั่นมา คนพวกนั้น- ”

” ข้าสังหรณ์ใจไม่ดีในช่วงสองสามวันที่ผ่านมาน่ะครับก็เลยไปดู ที่นั่นก็เรียบร้อยดี จนเจ้าบ้านั่นมาเมื่อคืนนั่นแหละ ”

ความชิงชังในน้ำเสียงนั้น ทำให้มารดาทราบในทันทีว่าเป็นผู้ใด ” ซาร์คาเรียงั้นหรือ ”

คุณชายน้อยไม่ได้หันไปมองเลยซักนิดในตอนที่ตอบว่า ” บ้านหลังนั้นไม่มีใครเหลือแล้วล่ะครับ ”

” พวกทหารม้าล่ะ ”

คุณชายน้อยส่ายหน้า

คุณหญิงฟรานเชสก้าอุทานสั้นๆก่อนที่นางจะนั่งลง ความตกใจฉายชัดอยู่ในดวงตาของนางพอๆกับความใคร่ครวญ มีหรือบุตรชายจะไม่ทราบว่าผู้เป็นมารดากำลังคิดถึงสิ่งใดขณะที่มีสายตาเช่นนั้น ” ท่านกำลังหาข้อแก้ตัวที่พวกเราช่วยพวกนั้นไม่ได้อย่างนั้นหรือ ”

คุณหญิงฟรานเชสก้าหันขวับ แต่นางไม่ได้ตอบบุตรชาย ” ทำแผลเสร็จแล้วเจ้าไปพักผ่อนเถอะไป ”

แต่คุณชายน้อยก็ยังไม่เลิกรา ” แต่ข้าไปช่วยพวกเขานะครับ คนพวกนั้นคงไม่- ”

” ข้าบอกให้เจ้าไปนอน ไม่ได้ยินแม่หรือไร ” แล้วนางก็ลุกขึ้นพลางหันไปทางแม่นม ” ข้าฝากดูแลเขาแล้วก็ตามหมอมาด้วยนะ เจ้าก็ไปนอนได้แล้วอนาสตาเซีย นั่งมาทั้งคืนแล้ว ” แล้วนางก็ออกจากห้องนั้นไปโดยมีบุตรสาวเดินตาม แต่ก่อนจะออกจากห้องนั้นอนาสตาเซียก็ไม่วายหันกลับมาค่อนค้อนน้องชายของหล่อนเสียทีหนึ่ง

แล้วคุณชายน้อยจะทำอะไรได้นอกจากเพ่งมองหล่อนราวจะกินเลือดกินเนื้อก่อนจะถอนใจเฮือกอย่างเสียอารมณ์เมื่อประตูห้องครัวปิดลง แม่นมเห็นเช่นนั้นก็ได้แต่ปลอบว่า ” อย่าใส่ใจเธอให้มากนักเลยคะคุณ เธอก็เป็นอย่างนี้แหละคะ ”

แต่แมกซิมิเลียนก็ยังมีท่าทีหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัดแม้เขาจะไม่พูดอะไรอีกแม้แต่คำเดียวแล้วปล่อยให้แม่นมทำความสะอาดแผลของเขาตามใจชอบ นางเองก็ไม่รู้จะบอกเขาว่าอย่างไรเพื่อให้เขามองโลกในแง่ดีขึ้นบ้าง มันก็น่าอยู่หรอกที่อุตส่าห์ทำตั้งขนาดนี้ แต่ไม่มีแม้แต่คำชมเชยกลับมา แทนที่ความโล่งอกยินดี กลับเป็นสายตาที่เคร่งเครียดราวกำลังตำหนิการกระทำทั้งหมดทั้งมวลที่เขาทำไปด้วยเจตนาอันดี นางเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไร บรรเทาความเจ็บปวดทางร่างกายก็เรื่องหนึ่ง ความเจ็บแค้นทางจิตใจมันก็อีกเรื่อง สิ่งเดียวที่นางทำได้คือทำแผลให้เสร็จ ก่อนจะหันไปทางอาร์เซน ” ข้าฝากพาคุณชายน้อยไปที่ห้องหน่อยนะคะ ยังไงก็นอนซักงีบ เดี๋ยวข้าจะเตรียมอาหารเช้าไว้ให้ค่อยลงมาทานทีหลัง ”

และแทบจะในทันทีคุณชายน้อยก็ประท้วงขึ้น ” ข้าไม่ง่วงหรอก ป้า ”

แต่เด็กหนุ่มก็ต้องเงียบเมื่อแม่นมมองเอ็ดเขาด้วยความเอ็นดูแกมระอา ” ไปนอนคะ หน้าคุณซีดมากเลยตอนนี้ เดี๋ยวล้มพับไปทั้งที่เรื่องยังไม่คลี่คลายดีจะทำยังไงคะ ถ้าเอาตัวไม่รอดก็ช่วยคนอื่นไม่ได้หรอกนะ ”

เพียงแค่นั้นแมกซิมิเลียนก็ถึงกับจุกจนตอบโต้ไม่ได้ แม่นมรีบอาศัยจังหวะนั้นพยักเพยิดให้เด็กชายพาเขากลับไปที่ห้อง ซึ่งอาร์เซนก็ทำตามด้วยความเต็มใจอย่างที่สุดจนเด็กหนุ่มแทบจะตามเขาไม่ทัน ” ช้าๆลงหน่อยก็ได้ อาร์เซน ” คุณชายน้อยปรามตอนถึงตีนบันไดหลังจากโดนลากมาไกลเอาการณ์อยู่ ” ต้องรีบอะไรนักหนา ”

” คุณยังไม่เห็นหน้าตัวเองนี่ครับ ถึงพูดได้ ” เป็นคำตอบจากเด็กชายขณะที่เขาดึงคุณชายน้อยขึ้นบันได ภายในสามก้าวแรกแมกซิมิเลียนก็รู้สึกได้ในทันที เขาคว้าราวบันไดไว้มั่นพยายามทรงตัวไม่ให้ตกลงไปขณะที่อาร์เซนช่วยดึงแขนเขาไว้ ” ไหวไหมครับ ” เขาถาม

เด็กหนุ่มก็ได้แต่ยักหน้า ” ไม่มีอะไรหรอก แค่ปวดหัว ”

เด็กชายมุ่นคิ้วในทันที ” โดนต่อยแรงมากหรือครับ ”

เขาไม่อยากพูดเรื่องนี้ตรงนี้เลยพับผ่า ” เมื่อคืนข้าดื่มเหล้าไปด้วยไม่รู้ว่าเกี่ยวหรือเปล่า ”

เด็กชายมุ่นคิ้วในทันที ” แต่เมื่อคืนคุณไม่รู้สึกอะไรเลยเหรอ ”

แมกซิมิเลียนส่ายหน้า และอาร์เซนก็สบถออกมาในทันที นั่นอาจเป็นครั้งแรกจริงๆที่คุณชายน้อยได้ยินอาร์เซนสบถเต็มสองรูหู มันทำให้อาการวิงเวียนนั้นหายไปได้วูบหนึ่งก่อนจะกลับมาพร้อมขมับที่บีบแน่นทั้งสองข้าง และนั่นอาจเป็นครั้งแรกที่เขาออกปากขออะไรกับใครซักคน ” ข้าอยากกลับห้องแล้ว ”

ได้ยินกับปากของเจ้าตัวแบบนั้น อาร์เซนก็เอาแขนของเด็กหนุ่มพาดบ่าพยุงขึ้นบันไดไปแม้คุณชายน้อยจะท้วงว่าไม่ต้องทำถึงขนาดนั้น ทันทีที่เขาเงยหน้าขึ้นมองที่หัวบันได สายตาเยาะหยันของหญิงสาวก็ทำให้เขาต้องชะงักเท้า เมื่อเห็นเช่นนั้นคุณหนูอนาสตาเซียก็คลี่ยิ้มกว้างหากเขารู้ดีว่ารอยยิ้มนั้นไม่ได้มีให้เขา ” ต่อหน้าท่านแม่ทำเก่งนักหนา ตอนนี้ได้ทีอ้อนใหญ่เลยนะ แมกซิม ”

คำตอบจากคุณชายน้อยมีเพียงเสียงครางต่ำอย่างรำคาญในลำคอ มือที่อยู่บนบ่าของเด็กชายออกแรงบีบน้อยๆเหมือนจะบอกให้ไปต่อ โดยไม่ต้องพูดอะไร พวกเขาก้าวขึ้นบันไดต่อไปโดยไม่สนใจหญิงสาวที่ขวางพวกเขาอยู่ แม้ขุ่นเคืองสุดกำลังอนาสตาเซียก็ยังฝืนยิ้มโดยไม่ก้าวหลบไปแม้แต่ก้าวเดียว ” ระวังไว้นะอาร์เซน ตอนนี้ข้ารับประกันไม่ได้หรอกนะว่าถ้าเจ้าอยู่กับเขาแล้วจะปลอดภัย ยิ่งทำอะไรห่ามๆอยู่ ”

คำตอบของอาร์เซนขณะที่เขาผ่านหน้าหญิงสาวไปคือ ” ข้าต้องให้คุณรับประกันตั้งแต่เมื่อไหร่หรือครับ ”

ความเฉยเมยของเขาทำให้หล่อนยืนนิ่ง ความหงุดหงิดที่นอนก้นอยู่ที่ไหนซักแห่งค่อยๆถูกกวนขึ้นมา ยิ่งเมื่อแมกซิมิเลียนอิงตัวกระซิบกระซาบกับเด็กชาย ความโกรธเกรี้ยวก็เหมือนจะปะทุถึงขีดสุด ” ข้าจะให้ท่านแม่อบรมเรื่องการพูดจาของเจ้าใหม่ อาร์เซน มีแมกซิมิเลียนให้ท้ายแล้วเจ้าชักจะเหิมเกริมหนักไปแล้ว ” เด็กชายเหมือนจะหันมาต่อล้อต่อเถียงด้วย แต่ก็ชะงักเมื่อคุณชายน้อยดึงเขาไว้ ทั้งสายตาและท่าทางของเขาบอกชัดๆว่าไม่ต้องไปสนใจ แล้วทั้งสองก็หันไป เหมือนไม่ได้ยินอะไร ไม่ได้เห็นอะไร เหมือนอนาสตาเซียที่ต่อปากต่อคำด้วยเมื่อครู่ไม่ได้มีตัวตนอยู่เลยแม้แต่น้อย

นั่นคือครั้งแรกที่อนาสตาเซียได้ลิ้มรสการถูกเพิกเฉยโดยสิ้นเชิง

***
สิ่งที่แสงอาทิตย์ในยามเช้านำมาคือความเหนื่อยล้า และความจริงที่เขาไม่อยากจะนึกถึงตลอดคืนที่ผ่านมา แต่ตอนนี้มันอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว ชีวิตทั้งหมดที่ต้องรับเคราะห์นั่งอยู่เบื้องหน้าเขาท่ามกลางร่มไม้และเงาของเรือนที่สร้างไว้ด้านบน เขาได้แต่นึกดีใจที่เพื่อนของเขาไม่ได้บาดเจ็บกันมากเท่าที่เขากลัว ดีใจที่ยังมีนักโทษที่เขาสามารถช่วยไว้ได้บ้างและหลายคนในนั้นก็เพียงแค่เสียขวัญแต่ไม่ได้บาดเจ็บมากมายนัก

ถ้าจะเสียใจอะไร ก็คงเพื่อชีวิตที่เขาไม่สามารถช่วยไว้ได้ในคืนนั้น ” เรื่องฝังศพเราจัดการเสร็จแล้วครับ ” สหายของเขากระซิบพยายามไม่ให้นักโทษที่อยู่ที่นั่นได้ยิน ” จะให้ข้าเอาชื่อคนที่ตายไปให้โจเลยมั้ย ”

ผู้เป็นหัวหน้ายักหน้ารับ ” ข้าฝากด้วยนะ แล้วฝากบอกเรื่องนั้นกับน้องข้าด้วย ”

พวกเขาพูดคุยกันเพียงแค่นั้นก่อนที่ชายหนุ่มจะออกไปจากที่นั่นอย่างเงียบๆ ขณะที่เด็กหนุ่มยังคงยืนนิ่งเหมือนยังต้องการประวิงเวลาไว้ ทั้งที่ก็รู้ว่ามันไม่มีเหลือให้เสียอีกแล้ว เขาตัดฟางเส้นสุดท้ายไปแล้ว ในที่สุดเขาก็ต้องก้าวออกไป แม้จะไม่เต็มใจนักก็ตาม ” พวกเจ้าเดินทางกันไหวไหม ” คำถามเรียกความสนใจจากทุกคนในที่นั้น แม้ดวงตาของพวกเขาจะยังอ่อนแรงกายแต่เห็นได้ชัดว่ายังไม่สิ้นแรงใจ และนั่นยิ่งกดดันเขามากขึ้น ” ยังไม่ใช่ตอนนี้หรอก ตอนนี้พวกเจ้าพักผ่อนเถอะ แต่ทันทีที่พระอาทิตย์ตกดิน พวกเจ้าต้องพาครอบครัวออกจากหมู่บ้านทันที ”

” ไปไหนหรือครับ ” คนหนึ่งถาม

คำตอบคือ ” ที่ไหนก็ได้ ” เขากลืนน้ำลาย ” ออกจากที่นี่ ไปให้ไกลที่สุด หลบให้พ้นสายตาของทหารม้า ”

” แต่บ้านของเราล่ะ ” อีกคนหนึ่งประท้วงขึ้น ” ท่านจะให้เราทิ้งบ้านของเราอย่างนั้นหรือ ”

สิ่งที่ซาร์คตอบไปคือ ” เจ้าจะทิ้งบ้านหรือทิ้งชีวิต ตอนนี้มีแค่สองทางเท่านั้น ที่ข้าเหยียบจมูกมันคราวนี้มันไม่มีทางปล่อยไว้แน่ สำหรับนักโทษ…. เจ้าก็เห็นว่ามันจัดการยังไงกับนักโทษที่คิดหนี ” พวกเขาได้แต่กลืนน้ำลายขณะที่ได้ยินเช่นนั้น ก็ใครเล่าจะลืมยามที่ทหารเหล่านั้นกำดาบเข้าสังหารพวกเขาโดยไม่ฟังคำร้องขอชีวิตแม้แต่น้อย ความคิดว่าพวกมันอาจทำเช่นนั้นในหมู่บ้าน ไล่ล่าสังหารพวกเขาและครอบครัว ผุดขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

” แล้วท่านล่ะครับ ”

เด็กหนุ่มนิ่งเงียบ ก่อนจะทำมุ่นคิ้วแล้วตอบว่า ” ตอนนี้พวกเจ้าสนใจเรื่องทางหนีทีไล่ของตัวเองก่อนเถอะ ”

” แต่ท่านละครับ ” พวกเขายังคงทักท้วง ” พวกนั้นต้องตามล่าท่านแน่ ”

” เหยี่ยวป่าจะกบดานก่อน พวกเจ้าไม่ต้องห่วง ”

” แล้วท่านละครับ ”

ทำไมคนพวกนี้ถึงจับทางเขาได้มั่นขนาดนี้นะ ” ไม่ต้องห่วงข้าหรอก ” เด็กหนุ่มตอบพร้อมรอยยิ้มน้อยๆ ” ยังไงข้าก็เอาตัวรอดได้ พวกเจ้าแค่รักษาตัวรอเวลาเท่านั้นก็พอ ”

แค่นั้นไม่อาจทำให้พวกเขาพอใจ แต่รอยยิ้มน้อยๆอย่างอ่อนล้าของซาร์คก็ทำให้พวกเขาพูดอะไรไม่ออก ห่วงน่ะมีหรือจะไม่ห่วง แต่ความเป็นห่วงไม่ใช่สิ่งที่ทัดทานความมุ่งมั่นของหัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่าลงได้ ในตอนนั้นเองที่ชายหนุ่มคนหนึ่งในนั้นลุกขึ้น ” ถ้าอย่างนั้นข้าจะอยู่ด้วย จะสู้กับคนพวกนั้นต้องการกำลังคน คนที่ไม่เหลือครอบครัวอย่างข้าน่าจะเหมาะที่สุด ” เขาว่า

เด็กหนุ่มหันมองเขาด้วยความตกใจในทันที ” แต่เจ้ายังไม่เคยจับดาบเลยไม่ใช่หรือ ”

” ก็ไม่ใช่ว่าฝึกกันไม่ได้ ”

” ข้าว่าเขาพูดถูกนะครับ ท่านซาร์ค ” อีกคนกล่าวขึ้น ” จะต่อกรกับทหารม้าลำพังเหยี่ยวป่าตอนนี้ไม่ไหวหรอกครับ ข้าเองก็เอาด้วย ”

เสียงงึมงำเริ่มดังขึ้นท่ามกลางกลุ่มชาวบ้านในที่นั้น มันยากจะบอกว่าพวกเขากำลังสนทนาสิ่งใดกันแต่สำหรับผู้ที่ได้ยินมันไม่ยากจะบอกว่าความอดทนของพวกเขาลดน้อยลงเพียงใดแล้ว หากเขาร้องขอความช่วยเหลือคนเหล่านี้ก็พร้อมจะช่วย พวกเขาพร้อมจะจับดาบขึ้นสู้รบสละชีวิตเพื่อบ้าน เพื่อวิถีชีวิตที่พวกเขาเคยมี แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ซาร์คต้องการ ” ข้าให้พวกเจ้าเข้ามายุ่งเกี่ยวไม่ได้ ” เสียงของพวกเขาพลันเงียบลง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเสียงของความแปลกใจซึ่งซาร์คหยุดมันลงด้วยการยกมือขึ้น ” คราวนี้ต่อให้มีโอกาสชนะก็จะเป็นการชนะที่สาหัส ข้าไม่อยากให้ใครต้องเดือดร้อนโดยไม่จำเป็นอีก และที่สำคัญที่สุด ใครว่าข้าจะต่อกรกับทหารม้ากัน ”

พวกเขาทั้งหมดมองหน้ากัน ก็ถ้าไม่ใช่ทหารม้าแล้ว… ” อย่าบอกนะครับว่าท่านจะ… ”

” จะฆ่างูต้องทำลายที่หัว ” เด็กหนุ่มกล่าวเสียงเรียบ ” พวกเจ้าพร้อมสำหรับข้อหากบฏแล้วอย่างนั้นหรือ ”

สำหรับเรื่องนั้นพวกเขาไม่มีคำตอบ

***
แม้จะไม่ใช่ที่ส่วนพระองค์แต่พลทหารที่วิ่งเข้ามาในห้องที่ประทับของพระราชินีก็ทำให้เหล่านางกำนัลที่รายล้อมขุ่นเคืองอยู่ไม่น้อย หากในสถานการณ์คับขันเช่นตอนนี้พวกผู้ชายก็ไม่ได้มีแก่ใจสำหรับพิธีรีตรองมากนัก สิ่งที่พวกนางทำได้จึงเป็นการนั่งฮึดฮัดขัดใจขณะพลทหารผู้นั้นถวายเคารพพระราชินีแล้วเข้าไปกระซิบบางสิ่งกับดยุคแห่งโดบรัม พระนางต้องมุ่นพระขนงเมื่อทอดพระเนตรเห็นสีหน้าของเขาหม่นหมองลงในทันที ” มีอะไรหรือ คลอเดียส ”

ชั่วครู่หนึ่งดยุคหนุ่มนิ่งงันไม่รู้ว่าควรกล่าวเช่นไร แต่แล้วเขาก็ตัดสินใจกราบทูลไปตามตรง ” พระอาญาไม่พ้นเกล้า ทหารม้ากองหนึ่งถูกทำลายไปแล้วพะยะคะ ”

” เจ้าว่าไงนะ ” แล้วพระนางก็หันไปทางพลทหารผู้นั้นในทันที ” ไหนเจ้าเล่าให้ข้าฟังซิ มันเกิดอะไรขึ้น ”

ความเฉียบขาดในพระสุรเสียงของพระนางทำให้พลทหารผู้นั้นต้องนึกหวาดขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ แต่เมื่อท่านดยุคมีท่าทีอนุญาตเขาจึงกราบทูลไปว่า ” พระอาญาไม่พ้นเกล้า เมื่อเช้านี้มีคนพบสมาชิกของทหารม้ากองหนึ่งถูกมัดมือและผูกตาให้เดินตามกันเหมือนเชลยศึก ทหารม้าที่ประจำการณ์ที่นั่นสอบถามได้ความว่าพวกเขาเป็นกองทหารม้าที่รับผิดชอบเขตที่ดินของบ้านเมริสมา ถูกโจมตีเมื่อกลางดึกคืนก่อนโดยกองโจรกบฏพะยะคะ ”

แม้อยากจะเงยหน้าขึ้น แต่ความตึงเครียดในสายพระเนตรทำให้เขาต้องก้มหน้าขณะที่พระนางเพ่งมองราวจะกินเลือดกินเนื้อ ” พวกเขาอยู่ที่ไหน ” พระนางตรัสถาม ด้วยสุรเสียงที่ทำให้เขาหนาวเยือก

” ที่พักของข้าพระองค์พะยะคะ ” เป็นดยุคคลอเดียสที่กล่าวขึ้น ” ข้าพระองค์ให้พวกเขาใช้ที่พักของข้าพระองค์ในเมืองนี้เป็นที่ประชุม หากว่าเกิดเรื่องด่วนอันใดขึ้นก็ให้ไปที่นั่น คาดว่าตอนนี้คนของข้าคงทำการสอบสวนอยู่ ขอพระองค์โปรดวางพระทัยพะยะคะ ”

แต่ก็เห็นได้ชัดว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่พระนางทรงมีในตอนนี้ ” พามาที่นี่ ”

” กระไรนะพะยะคะ ”

” เรื่องนี้ข้าจะสอบสวนเอง พาพวกเขามาที่นี่ ”

” แต่…พระองค์- ”

” พาพวกเขามาที่นี่คลอเดียส ”

ความเด็ดขาดทั้งในพระสุรเสียงและสายพระเนตรทำให้ดยุคหนุ่มต้องหุบปากเงียบในบัดดล สิ่งต่างๆที่ตั้งใจไว้กราบทูลยับยั้งองค์ราชินีเหลือเพียง ” รับด้วยเกล้าพะยะคะ ” ก่อนที่เขาจะหันไปสั่งให้พลทหารผู้นั้นนำตัวคนเหล่านั้นมา แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังเป็นกังวล ” เรื่องราวมากมายในตอนนี้ทำให้พระองค์ทรงเหนื่อยล้าพอแล้ว เรื่องนี้โปรดปล่อยให้ข้าพระองค์จัดการเถิดพะยะคะ ”

คำทักท้วงนั้นทำให้พระนางผู้เลอโฉมตวัดพระเนตรมองจนคลอเดียสต้องกลืนน้ำลาย อาจเพราะพระนางเห็นความหวาดกลัวของดยุคแห่งโดบรัม พระสุรเสียงจึงอ่อนลงทันตา ” คลอเดียส นี่ไม่ใช่ว่าข้าไม่วางใจในตัวท่านดอกนะ แต่ไม่ว่าอย่างไรทหารม้าก็ได้ชื่อว่าเป็นทหารของพระราชินี หากเกิดเรื่องขึ้นเช่นนี้มิเท่ากับดูหมิ่นตัวข้าอย่างร้ายกาจดอกหรือ ” แล้วพระนางก็ถอนพระทัย ” ถ้าเป็นได้ ข้าก็อยากยกเรื่องนี้ให้ท่านดูแลเสียทั้งหมด แต่การทำเช่นนั้นก็อาจมองว่าข้าละเลย ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ควรต้องรับรู้ในการสอบสวนนี้ด้วยจริงมั้ย ”

” พระอาญาไม่พ้นเกล้า จริงแท้พะยะคะ ” ว่าแล้วดยุคหนุ่มก็ช้อนพระหัตถ์ขึ้นจุมพิต ” ในเมื่อโจรบฏผู้นั้นมันกล้าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพถึงเพียงนี้ ข้าพระองค์จะทำทุกวิถีทางเพื่อลากคอมันมาสำเร็จโทษให้จงได้ ขอพระองค์โปรดวางพระทัย ”

สำหรับความมุ่งมั่นนั้น พระนางทรงตอบแทนเป็นรอยยิ้มอันงามอย่างหาที่เปรียบมิได้ ” ด้วยทุกวิถีทาง คลอเดียส ” แล้วพระนางก็เคลื่อนพระหัตถ์ต้องปลายคางของดยุคหนุ่มเพียงน้อยๆ ” ลากคอมันมาให้ข้าไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ตาม ”

***
” โจรกบฏเป็นคนของเมริสมาอย่างนั้นหรือ ”

คำตอบของเกรเกอร์ผู้บัญชาการแห่งกองทหารรักษาพระองค์คือ ” เท่าที่สืบทราบมา เห็นว่าบุตรชายของท่านเมริสมาเป็นหัวหน้าของกองโจรนี้พะยะคะ แต่เขาหายไปจากตระกูลได้ร่วมสามปีแล้ว ”

แต่กระนั้นพระราชาก็ยังส่ายพระพักตร์ด้วยความไม่เชื่อ ” เป็นไปไม่ได้ ทำไมเด็กคนนั้นจะต้องทำเช่นนี้ด้วย ข้าไม่เห็นว่าจะสมเหตุสมผล ”

เรื่องนั้นพระสหายเองก็จนปัญญา ” ก่อนหน้านี้แทบไม่มีรายงานใดเกี่ยวกับคนๆนี้ ข้าพระองค์ก็สุดจะคาดเดาพะยะคะ ”

ราชาลุดวิกได้ยินเช่นนั้นก็ยักพระพักตร์ มีหรือพระองค์จะไม่เข้าพระทัย ก็ใครเล่าจะไปคาดเดาว่าบุตรของเมริสมา ตระกูลที่จงรักภักดีที่สุดตระกูลหนึ่งจะกระทำการเช่นการก่อกบฏไปได้ ” เจ้าเข้าไปสืบมาได้ไหม? ”

สำหรับดำรัสถามนั้น เกรเกอร์ก็ได้แต่ส่ายหน้า ” ทหารม้าของพระราชินีวางกองกำลังไว้หนาแน่น ในตอนนี้การสืบอะไรคงเป็นไปได้ยาก เพราะบัดนี้ราษฎรต่างหวาดกลัวกำลังทหารเป็นอันมากยากแก่การสืบข่าวพะยะคะ ”

สดับเช่นนั้นพระราชาก็ได้แต่ถอนพระทัย อาร์ดาราหนออาร์ดารา พระองค์อยากจะทรงทราบเสียเหลือเกินว่าพระนางผู้เลอโฉมกำลังดำริสิ่งใด ” ถ้าเรื่องราวมันเลวร้ายถึงขั้นนั้นเสียแล้ว คงมีแต่ข้าเท่านั้นกระมังที่อาจยังพอสืบข่าวได้ ” สำหรับผู้บัญชาการแห่งทหารรักษาพระองค์ นั่นคือดำรัสที่เขาไม่อยากจะรับสนองเลยแม้แต่น้อย

***
” ข้าเองก็ไม่แน่ใจว่าข้าใช้เวลาอยู่กับกองโจรนั้นยาวนานเพียงใด มันอาจแค่ปีสองปีหรือสามสี่ปี เพราะหลังจากหิมะครั้งที่สองข้าก็เลิกใส่ใจ ข้าอยู่โดยติดตามแช็ดไปนั่นมานี่ เรียนรู้หลายสิ่งจากเขาทั้งที่ข้าไม่เคยนึกสนใจจะรู้ ข้าบอกได้แค่ว่าแช็ดเป็นคนที่มีพรสวรรค์ประหลาดที่จะทำให้คนฟังเขาแม้เจ้าตัวจะไม่ได้นึกอยาก เขาสามารถทำให้คนหลายสิบคล้อยตามได้โดยไม่เสียเรี่ยวแรงอะไรมากมายนัก แต่จนแล้วจนรอด ข้าก็ไม่เคยเข้าใจว่าทำไมแช็ดจึงใส่ใจข้ามากนัก ทั้งที่สุดท้ายแล้วข้าไม่ได้เป็นนักสู้ที่มีความสามารถ ความเงียบของข้าในหลายครั้งทำให้สิ่งที่แช็ดเคยพูดเกี่ยวกับตัวข้ากลายเป็นเพียงข่าวลือไป

” แต่ข้าไม่ได้สนใจในเรื่องนั้น เรียกว่าข้าเสียความสนใจของต่อสรรพสิ่งไปแล้วจะดีกว่า ข้าไม่อาจกลับบ้านได้ ข้าไม่มีใครที่ต้องใส่ใจ พวกเขาพูดกันว่าจงมีชีวิตอยู่เพื่อตนเองแต่ข้าก็ไม่รู้ว่าตัวเองมีอะไรที่น่าอุทิศตนให้ถึงขั้นนั้น ข้าเพียงแค่อยู่ไปวันๆเพราะไม่รู้จะทำอะไร ข้าปล้นชิงเพราะไม่มีอย่างอื่นอีกที่ทำได้ สำหรับข้าในตอนนั้นความดีความงามใดๆก็ตายไปแล้ว ข้าไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบการกระทำใดๆอีก

” ตอนนั้นข้าก็ยังคงแค้นคลอเดียสอยู่ แต่ความรู้สึกร้อนรุ่มราวไฟเผาในตอนแรกมันเหือดแห้งไปหมดสิ้น คงเพราะข้าเริ่มเข้าใจจริงๆเสียทีว่าตัวข้าเองไม่อาจฆ่าคลอเดียสด้วยมือตนเองได้ ว่าการบุกเข้าไปเหมือนคนบ้าในคราวก่อนนั้นเป็นการกระทำที่ไร้หัวคิดและไร้สาระ ข้าเคยเป็นคนโง่ แต่เมื่อข้าฉลาดขึ้น ข้าก็สูญสิ้นเป้าหมายไปด้วย

” มาคิดๆดูตอนนี้ ข้าในตอนนั้นก็ไม่ได้มีสภาพต่างจากคนตายเท่าใดนัก แม้จะไม่ได้มีชีวิตอยู่อย่างสงบเพราะถูกตามล่าจากทั้งคลอเดียสและราชสำนัก พวกเราต้องเดินทางไปเรื่อยๆ กลบเกลื่อนร่องรอย ปล้นฆ่า แล้วก็เดินทางต่อไปเหมือนวิญญาณเร่ร่อน แต่ตัวข้าไม่ทั้งยินดีหรือยินร้ายกับสิ่งใด เหตุผลเดียวที่ข้าไม่ยินยอมถูกจับกุมเพราะสำหรับข้า การใช้ชีวิตอยู่ในคุกใต้ดินเหมือนอย่างที่โดบรัมคือสิ่งเดียวที่เลวร้ายกว่าชีวิตที่ข้าใช้อยู่ตอนนี้

” แต่ข้าก็ไม่ได้ใช้ชีวิตเช่นนั้นอยู่นานนัก เพราะหลังจากหลายปีดีดักที่คลอเดียสตามล่าพวกเรา ในที่สุดพวกเขาก็ต้อนเราจนจนมุมได้สำเร็จ ต้องยอมรับว่ามันเป็นแผนการที่แยบยล หากไม่นับความเห็นแก่ได้ชายคนนั้นก็มีสติปัญญาที่น่านับถือพอใช้ เขาค่อยๆตีโอบพวกข้า ทั้งด้วยกำลังหรือด้วยชัยภูมิ ทำให้พวกเราขยับตัวลำบากขึ้นทุกทีๆ เหมือนล่อปลาให้ต้องเข้ามาติดกับในที่สุด

” น่าทึ่งที่แม้ในตอนนั้น แช็ดก็ยังสามารถหาทางหนีทีไล่ให้พวกเราได้ เสียแต่ว่า..เช่นเดียวกับปลา…เขาเป็นปลาที่ใหญ่เกินกว่าจะหลบหนีไปได้เองอีกแล้ว ในคืนที่เขามั่นใจว่าการบุกใหญ่จะเกิดขึ้น เขารวบรวมคนหนุ่มสาวซึ่งเขาเคยช่วยเหลือเก็บตกไว้รายทางมารวมไว้ด้วยกันพร้อมทั้งบอกทางหนีทีไล่ แต่ถึงเขาจะทำขนาดนั้นหลายคนที่นับถือแช็ดไม่ยินยอมไปด้วย พวกเขาเทอดทูนหัวหน้าผู้นี้อย่างที่ข้าไม่เข้าใจ ท้ายที่สุดมีคนไม่ถึงสิบคนที่จะหลบหนีออกจากที่นั่น อาศัยช่องโหว่ขณะที่ทหารเหล่านั้นเข้าโจมตีหวังศีรษะของหัวหน้ากองโจร ท้ายที่สุดก็ไม่มีแผนการณ์ใดสมบูรณ์ คนที่รอดออกมาโดยปลอดภัยได้มีเพียงห้าคนเท่านั้น

” หลังจากนั้นพวกเราก็ไม่ต่างอะไรจากคนที่ไร้ที่ไป ตลอดมาเรามีแช็ดคอยนำทาง ตอนนี้พวกเราต้องดูแลกันเองด้วยทุกทางที่เราพอจะทำได้ และสิ่งเดียวที่เรารู้ในตอนนั้นคือการปล้นชิง มันเป็นทักษะหนึ่งเดียวที่เรามีดังนั้นจึงไม่น่าแปลกที่เราจะใช้มันโดยไม่ลังเล แต่พวกเราก็มีกันเพียงกลุ่มเล็กๆจึงเป็นไปไม่ได้ที่เราจะบุกตีหมู่บ้านหรือปล้นกองคาราวาน ที่เราทำได้ในตอนนั้นคือปล้นเอาจากคนเดินทางที่อาจพลัดออกมาจากทางหลักโดยไม่รู้ตัว บางทีก็เป็นชาวบ้าน ของที่ได้ก็ไม่ดีเด่แต่พวกเราก็ไม่ได้ใส่ใจ เราปล้นเพื่อมีชีวิตอยู่ไม่มีอะไรอย่างอื่น

” ข้าก็ต้องยอมรับว่าความโลภก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งในความคิดของคนในกลุ่มของข้าตอนนั้น มันเป็นความคุ้นเคยจากการที่ได้เห็นกองเงินกองทองสูงพะเนินจากกองคาราวาน หรืออาหารและเหล้ายาที่ดื่มกินได้อย่างสำราญ หลังจากราวปีหนึ่งคนหนึ่งในนั้นจึงออกจากกลุ่มไป อีกคนเป็นตรงกันข้ามคือเขาสะอิดสะเอียนกับชีวิตที่ผ่านมาจึงจากไป เหลือข้ากับเพื่อนอีกสองคนที่ยังใช้ชีวิตเช่นเดิมเพราะไม่รู้ว่าจะทำอะไร

” นั่นก็จนกระทั่งพวกเราจับตัวลูกขุนนางคนหนึ่งไว้ได้ ตอนแรกข้าคิดว่าเด็กคนนั้นหลงทางมา แต่ก็ต้องแปลกใจตอนที่เขาไม่ให้ข้าบอกคนที่บ้าน บอกว่าเขาหนีออกจากบ้านมาและไม่อยากกลับไปอีก- ”

” เดี๋ยวก่อน เจ้าอย่าบอกนะว่าเด็กคนนั้นคือซาร์ค ”

” ใช่ ข้าพบเขาเมื่อสามปีก่อน บนเขาในเขตที่ดินของบ้านเมริสมาซึ่งข้าเข้าไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ตอนแรกข้าว่าเขาเป็นเด็กที่แปลกดีเพราะแม้เขาจะรู้ตัวว่าถูกจับก็ไม่นึกกลัวด้วยซ้ำไป พอข้าบอกว่าจะเรียกค่าไถ่ เขาก็ร้องห้ามบอกว่าที่บ้านไม่มีทางไถ่ตัวของเขาแน่ เป็นเด็กที่ไม่รักบ้านของตัวเองเสียจริงๆ…. แต่นัยหนึ่งเขาก็เหมือนข้า ด้วยความโกรธวูบหนึ่งเราละทิ้งทุกสิ่งที่เรามีไป ข้าเพื่อล้างแค้น แต่เขานั้นไม่ใช่

” ตอนที่ข้าถามว่าเขาคิดจะทำอะไร คำตอบของเขาก็คือ อะไรก็ได้ เขาต้องเห็นคนลำบากมามาก เห็นแม่เลี้ยงที่เขารักตายไปต่อหน้า ใครต่อมิใครที่ต้องสูญเสียเพราะการปกครองที่กดขี่ไร้ความปรานีและไร้สำนึก เขาเห็นมามากพอ สัมผัสมามากพอ จนวันหนึ่งเมื่อครอบครัวของเขาแตกสลาย เขาก็ตัดสินใจว่ามันถึงเวลาที่เขาต้องทำอะไรซักอย่างเสียที นั่นคือเหตุผลที่เขาหนีออกมา เขายอมทิ้งน้องชายไว้เพราะไม่ต้องการให้น้องต้องลำบาก แต่เขาบอกข้าว่าเขาจะทำทุกอย่าง จะเลวทรามแค่ไหนก็ช่าง แต่เขาไม่อยากให้ใครต้องเจ็บปวดอีกแล้ว

” ความจริงมันก็ฟังเหมือนความเพ้อฝันของเด็กๆที่คิดว่าโลกยังอยู่ในอุ้งมือของเขา เหมือนกับข้าในตอนที่บุกเข้าหาคลอเดียสไม่มีผิดเพี้ยน แต่แรงขับดันนั้นกลับต่างกันโดยสิ้นเชิง เขาไม่ได้เพียงต้องการระบายความโกรธนั้นให้ตัวเอง เขาใช้มันเพื่อคนอื่น ใช้ความเจ็บปวดของตัวเองเพื่อช่วยคนอื่นที่ต้องเจอเคราะห์กรรมไม่ต่างกัน

” น่าแปลกเขาชอบบอกว่าข้าซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกดีชั่วของตัวเอง ทั้งที่เขาต่างหากที่ไม่เคยหันหลังให้มันได้เลย ทั้งตอนนั้นแล้วก็ตอนนี้

” คงเพราะข้ารู้สึกเช่นนั้น ไม่ว่าสิ่งที่เขาวาดฝันจะเพ้อเจ้อซักเพียงไหน ข้าจึงไม่อาจปฏิเสธเขาได้เลยแม้แต่น้อย ข้ายังจำสายตาของเขาได้จนวันนี้ ในตอนนั้นมันยังคงเป็นเพียงสายตาของเด็กที่ไม่เดียงสา แต่ว่า…. ข้าเองก็บอกไม่ได้ว่าทำไม แต่ข้าถูกเขาสยบลงอย่างง่ายดาย สายตานั้นอาจเป็นสิ่งแรกในรอบหลายปีที่เข้ามาถึงตัวข้า ข้ารู้สึกเหมือนเขาเป็นคนแรกที่พูดกับข้า มองเห็นข้า มากกว่าพ่อแม่ของข้า มากกว่าพี่สาวของข้า มากกว่าแช็ดหรือตาเฒ่า มากกว่าที่ใครคนไหนจะเคยเข้าใกล้ข้าได้

” แล้วนับจากนั้นทุกสิ่งทุกอย่างก็เหมือนจะคลี่คลายออกอย่างง่ายดาย ความแค้นต่อคลอเดียสแม้ยังอยู่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ข้าจะนึกถึงใส่ใจอีกต่อไป ข้าจะอยู่เพื่อเขา ไม่ว่าปลายทางจะเป็นหุบเหวหายนะหรือไม่ จะว่าไปนั่นอาจเป็นครั้งแรกจริงๆที่ข้าเข้าใจว่าทำไมแช็ดจึงมีความหมายต่อคนของเขามากเสียจนพวกเขาพร้อมจะตายจะได้เสมอ ท่านซาร์คเป็นเช่นนั้นสำหรับข้าและคนหลายคนที่หันมาพึ่งเขานับจากนั้นมา

” ถ้าข้า…ถ้าพวกเราต้องเสียเขาไป ข้าก็ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไปเหมือนกัน…. ”

***
TBC Chapter 8

Advertisements

One thought on “A Fairytale: ราชาและมหาโจร บทที่ 7

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s