A Fairytale: ราชาและมหาโจร บทที่ 9

Title: A Fairytale
Book II: ราชาและมหาโจร (Thieves and Kings)
Author: vekin
Rate: PG-13
Warning: คนเขียนอ่อนคำราชาศัพท์เป็นอย่างยิ่ง ต้องขออภัยในความผิดพลาดมา ณ ที่นี้
***บุคคล เหตุการณ์และสถานที่ในเรื่องล้วนสมมติขึ้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องพาดพิงกับบุคคลและเหตุการณ์จริงแต่อย่างใด***

Chapter 9
###################################################
เด็กชายต้องสะดุ้งจากภวังค์ทันทีที่เสียงหวีดแหลมหูของเจสสิก้าดังมาถึง ” แย่แล้วคะ คุณหนู แย่แล้ว ”

แต่ก่อนที่เขาจะถามว่าเกิดอะไรขึ้น แม่นมก็ขัดขึ้นเสียก่อน ” ร้องเสียงหลงอะไรกัน หัดรักษากิริยาเสียบ้างเถอะ นี่ทหารรักษาพระองค์อยู่กันมากมายเจ้ายัง- ”

” เรื่องนั้นช่างมันเถอะ ป้า ตอนนี้มีเรื่องด่วนกว่านั้น คุณชายน้อยเธอ- ”

” แล้วจะตะโกนให้มันแสบแก้วหูอยู่ทำไม คนก็มีกันอยู่แค่นี้ พูดดีๆสิเจ้านี่ ”

” ช่างมันเถอะน่า คุณชายน้อยกำลังจะประลองกับทหารรักษาพระองค์อยู่รอมร่อเนี่ยนะ ”

แล้วเสียงต่อมาที่ได้ยินคือเสียงหวีดร้องของตัวแม่นมเอง ” ตาเถร! ตายแล้วทำไมเจ้าไม่บอกเร็วกว่านี้ แล้วเรื่องมันเป็นยังไงมายังไงถึงได้เป็นแบบนี้ไปได้ ”

” ก็ ป้าเองนั่นแหละที่ขวางข้าตลอด ข้าไม่รู้หรอกว่ามันเกิดอะไรขึ้น ข้าว่าเรารีบไปดูก่อนดีกว่า ไปกันคะคุณหนู ”

หล่อนว่าพลางคว้าข้อมือเขาแล้วหันหลังวิ่งโดยมีแม่นมตามมาติดๆ แต่ทันทีที่พวกเขาพ้นประตูครัวไป ร่างในชุดกระโปรงยาวที่แลดูคุ้นเคยก็ขวางทางเขาไว้ด้วยท่าทีไม่สบอารมณ์สุดชีวิต พวกเขารีบหยุดเท้าทันทีโดยที่เจ้าหล่อนไม่ต้องบอก ” ท่านแม่คิดอยู่แล้วว่าต้องเป็นแบบนี้ ถึงได้ให้ข้ามาห้ามไว้ก่อน ” ว่าแล้วคุณหนูอนาสตาเซียก็ถอนใจอย่างเสียอารมณ์ ” ข้าไม่ชอบหน้าที่ม้าเร็วส่งข่าวนักหรอกนะ แต่ท่านแม่ไม่ต้องการให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปยุ่งกับการประลองด้วยถึงต้องให้ข้ามา ” แล้วหล่อนก็ปรายตามองอาร์เซนก่อนจะมองกลับไปที่เจสสิก้าและแม่นม ” มีอะไรท่านแม่จะเรียก พวกเจ้ากลับเข้าครัวไปได้แล้ว ”

ถ้าเป็นคำสั่งของคุณผู้หญิงพวกเขาก็ไม่มีทางเลือกนอกจากต้องปฏิบัติตาม ทั้งเจสสิก้าและแม่นมต่างถอยออกมาแม้ด้วยความเสียดายสุดประมาณ คนที่รั้งท้ายอยู่คืออาร์เซนซึ่งไม่เคยขอร้องอนาสตาเซียให้ทำอะไรให้นอกจากครั้งนี้ ” ฝากคุณชายน้อยด้วยนะครับ ”

แต่คำตอบของหล่อนคือ ” ไม่รับฝากยะ ” ก่อนที่หล่อนจะสะบัดหน้าเดินหายไป

***
ถึงใจหนึ่งนางอยากจะคัดค้านดำริขององค์กษัตริย์ แต่ท่านผู้หญิงฟรานเชสก้าก็ทราบดีว่านั่นไม่เป็นผลดีต่อทั้งบุตรชายและตระกูลของเมริสมาเลยแม้แต่น้อย นางเองไม่รู้เรื่องการแอบอ้างอะไรของบุตรชาย ว่ากันตามตรงนางจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าตราของอดีตสามีของนางนั้นไปอยู่ที่ไหนในบ้าน แต่ก็เห็นได้ชัดว่าแมกซิมิเลียนรู้ดี และเขานำมันไปใช้ในทางที่ผู้เป็นแม่อยากจะลมจับเสียให้ได้ แต่จะให้นางทำอย่างไรได้ในตอนนี้ เรื่องที่เคยคิดว่าอาจร้ายแรงก็มีหนทางแก้ไขแล้ว ถ้าเพียงบุตรชายของนางจะสามารถทำให้ผู้ที่อยู่ในห้องนี้ประทับใจได้

พลันสายตาของนางก็เหลือบไปมองผู้ที่นั่งอยู่ข้างๆ ซึ่งก็ไม่พ้นใครอื่นนอกจากราชาลุดวิก และที่ยืนอยู่ถัดไปคือหัวหน้ากองกำลังรักษาพระองค์ เกรเกอร์ วแลด คัสเซีย กรรมการมีเพียงสองคน จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก ยังไม่นับว่าจำนวนคู่แข่งนั้นมีมากเกินกว่าจะเรียกได้ว่ายุติธรรมเพราะบุตรชายของนางเพียงคนเดียวต้องต่อกรกับทหารรักษาพระองค์กองทหารที่ขึ้นชื่อว่าเก่งกาจเป็นอันดับหนึ่งของแผ่นดินติดต่อกันถึงสามคน

คนแรกเหมือนส่งมาลองเชิง หรือไม่ก็เพราะความที่เห็นว่าแมกซิมิเลียนยังเด็กเขาจึงเลินเล่อและถูกเอาชนะได้แม้จะไม่ง่ายนัก ความผิดพลาดของคนแรกทำให้คนต่อมาระมัดระวังตัวขึ้นมากจนยากที่แมกซิมจะทำอะไรเขาได้ ยิ่งเป็นเพลงดาบหยั่งเชิงที่คอยจังหวะที่คู่ต่อสู้เหนื่อยล้าจนผิดพลาด ยิ่งยากอย่างยิ่งที่แมกซิมจะชนะอย่างรวดเร็วเหมือนคราวก่อน ความตื่นเต้นที่ต้องอยู่หน้าพระพักตร์และความกดดันว่าต้องชนะเท่านั้นยิ่งทำให้เขาดูอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัดหลังจากเวลาผ่านไปไม่นาน ในเวลาเช่นนี้ผู้เป็นแม่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากนั่งตัวเกร็งอยู่ข้างสนามประลองเท่านั้นเอง

” กลัวอะไรหรือท่านเคานเตส ” องค์ราชาตรัสขึ้นเมื่อเห็นความกังวลแจ่มชัดบนใบหน้าของจ้าวบ้าน ” อย่าได้ห่วงไปเลย ทหารเหล่านี้ไม่เอาเขาถึงตายดอก ยังไงบุตรชายของท่านจะออกจากสนามนี้ครบสามสิบสองแน่นอน

ฟรานเชสก้าอยากจะกราบทูลเหลือเกินว่าไอ้ที่นางกังวลอยู่นี้ไม่ใช่เรื่องนั้น อย่างไรเสียนี่ก็ไม่ใช่การฆ่าแกงกัน แต่ผลที่ตามมาหากบุตรชายของนางพ่ายแพ้ต่างหากที่ทำให้นางกังวล แต่จะกราบทูลสิ่งใดในตอนนี้ก็ดูจะไม่ควร นางจึงได้แต่ยิ้มเจื่อนๆก่อนจะกราบทูลว่า ” หม่อมฉันเชื่อเช่นนั้นเพคะ เพียงแต่ด้วยความเป็นแม่ก็อดห่วงบ้างมิได้ ” ราชาลุดวิกทรงยักพระพักตร์อย่างเข้าพระทัยก่อนสายพระเนตรจะกลับไปจับจ้องที่การต่อสู้อีกครั้ง

ตอนนี้แมกซิมิเลียนกำลังเพลี่ยงพล้ำอย่างเห็นได้ชัด เขาเริ่มล้าจากการต้องระมัดระวังอย่างยิ่งยวดในทุกลมหายใจและกำลังกังวลกับการที่หาจุดอ่อนของคู่ต่อสู้ไม่พบ แต่กระนั้นเขาก็ยังไม่แพ้ ยังไม่มีดาบใดที่ส่งเขาออกจากการประลองนี้ได้ แต่ถ้านานกว่านี้ก็ไม่แน่นัก คุณชายน้อยได้แต่สบถเมื่อรู้สึกถึงใบดาบถากแขนขวาไปอย่างหวุดหวิด ทิ้งเพียงรอยบาดคมกริบที่ตัดโดนแขนเสื้อและทิ้งรอยเลือดเป็นแนวไว้ โชคยังดีที่เขาไหวตัวทันจึงไม่ได้รับบาดเจ็บขนาดว่าสู้ต่อไปไม่ได้ แต่เขาต้องไวกว่านี้ นั่นคือตอนที่วิถีดาบของเขาเปลี่ยนไปยังความตกใจให้คู่ต่อสู้ได้ในชั่วครู่หนึ่ง จากที่ทั้งสองฝ่ายคุมเชิง แมกซิมเร่งจู่โจมโดยหวังทิ้งรอยไว้บนตัวคู่ต่อสู้เขาได้บ้างก็ยังดี

แต่เขาประเมินคู่ต่อสู้ต่ำไปถนัด เพราะทันทีที่เขามุ่งมั่นกับการจู่โจมช่องว่างในการป้องกันก็เกิดขึ้นและเกือบจะทำให้เขาแพ้หากไม่ใช่เพราะไหวตัวหนีได้ทันโดยเกือบต้องแลกด้วยรอยบนใบหน้า นั่นคือสิ่งที่ย้ำเตือนเขาถึงความร้ายกาจของทหารรักษาพระองค์ การตัดสินใจเมื่อครู่นั้นประมาทเกินไป

แต่แค่นั้นก็มากพอจะทำให้เคานเตสอยากจะลมใส่เสียตรงนั้นให้ได้ โดยเฉพาะเมื่อใบดาบเฉียดใบหน้าบุตรชายของหล่อนไปเพียงเล็กน้อย หล่อนจะให้หยุดเสียตรงนั้นจริงๆหากทำได้ ถ้าเพียงแต่กษัตริย์ผู้นี้จะรู้ร้อนหนาวกับนางเสียบ้าง ” เป็นอะไรไป ท่านเคานเตส สีหน้าท่านไม่ดีเลย ”

นางก็ได้แต่ยิ้มเจื่อน ” หม่อมฉันรู้สึกวิงเวียนเล็กน้อย คงเพราะตื่นเต้นกับการต่อสู้มากไปเพคะ ”

พระองค์ยักพระพักตร์อย่างเข้าอกเข้าใจก่อนจะหันไปกระซิบกระซาบบางอย่างกับเกรเกอร์ซึ่งรับสนองพระดำรัสอย่างรวดเร็วด้วยคำสั่งว่า ” คนที่สามเข้าไปได้เลย ” ผู้เป็นมารดาต้องตาเบิกโพลง คู่ต่อสู้คนนี้เพียงคนเดียวแมกซิมก็แทบแย่ ถ้าอีกคนละก็….

” เขาไม่ต้องชนะหรอก ” พระราชาตรัสกับเคานเตสเมื่อเห็นนางหน้าถอดสีหนักกว่าเดิม ” ขอเพียงรับมือทั้งสองคนนี้ได้ซักระยะข้าจะถือว่าผ่านแล้ว แต่ถ้าเขาเสียแรงใจยอมแพ้เสียตั้งแต่ตอนนี้เขาก็เสียคุณสมบัติของการเป็นทหารรักษาพระองค์ เช่นนั้นข้าก็คงยอมให้ผ่านไม่ได้ ” ฟังเหมือนจะยุติธรรม แต่มันไม่ใช่ซักนิดสำหรับคนเป็นแม่อย่างนาง

แมกซิมิเลียนเองก็รู้ว่าเขาไม่มีทางชนะสองคนนี้ เสมอยังทำไม่ได้ จะทำได้ก็แต่ประวิงเวลาพ่ายแพ้ให้ออกไปเท่านั้น เพียงแต่เขาไม่ต้องการจะยอมแพ้ ไม่ใช่ต่อหน้ามารดา ไม่ใช่ต่อหน้าพระราชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อชะตากรรมของเขาและอาจจะของเมริสมาขึ้นกับผลการประลองนี้ ถ้าทำได้เขาก็อยากจะล้มคู่ต่อสู้ซักคน กับคนที่มาใหม่คงยากเพราะทั้งร่างกายและจิตใจของฝ่ายนั้นยังสดชื่นเตรียมพร้อม แต่ถ้ามุ่งโจมตีคนใดคนหนึ่งมากเกินไปเขาเองก็อาจถูกจับทางได้

สำหรับพระราชาการที่แมกซิมิเลียนเลือกจะโจมตีมากขึ้นอย่างกะทันหันนั้นไม่ได้ก่อผลดีเลยแม้แต่น้อย เพราะไม่เพียงเด็กหนุ่มจะอ่อนล้ามากขึ้น การขาดความยั้งคิดจะยิ่งทำให้เขาพ่ายแพ้เร็วขึ้นเท่านั้น หากในเวลานั้นไม่มีใครในทั้งสองคนที่โจมตีเขาได้ นั่นเพราะ ” ระวังกันเอง ”

ความเห็นของเกรเกอร์นั้นพระองค์ยักพระพักตร์เห็นด้วย ” คาดไว้แล้วหรือเพียงแค่ความบ้าบิ่น ”

” หรืออาจทั้งสองอย่างพะยะคะ ” เกรเกอร์กราบทูล ” เด็กคนนี้อยากชนะมากจริงๆ พระองค์ก็ทรงทราบ ”

ต้องพักหนึ่งกว่าที่รูปแบบของการโจมตีนั้นเริ่มปรากฏและทำให้องค์ราชาทรงแย้มสรวล จริงอยู่ว่ามันอาจดูเหมือนเด็กหนุ่มจู่โจมอย่างพร่ำเพรื่อ แต่อันที่จริงแล้วเขากำลังพยายามต้อนคู่ต่อสู้ทั้งสองเข้าหากันอยู่ต่างหาก นั่นจะช่วยซื้อเวลาให้ไม่น้อยแต่ไม่มีทางช่วยให้เขาชนะ ผลการประลองนั้นเห็นได้ไม่ไกลแล้ว ” ท่านจะสั่งหยุดเมื่อไหร่ก็ย่อมได้นะเกรเกอร์ ” ราชาลุดวิกตรัสก่อนจะเอนองค์กับพระเก้าอี้อย่างผ่อนคลาย

” เช่นนั้นหม่อมฉันขอชมอีกซักครู่หนึ่งพะยะคะ ” หัวหน้าทหารรักษาพระองค์กล่าวโดยไม่ละสายตาจากเด็กหนุ่มแม้แต่น้อย พระราชาทรงยักพระพักตร์แม้ทราบดีว่าข้าบาทคนสนิทของพระองค์นั้นไม่เห็นก่อนจะกลับไปจิบชาที่เริ่มชืดในถ้วยอีกครั้ง

คุณชายน้อยก็ได้แต่นึกก่นด่าตนเองที่ร่างกายช่างไม่มีน้ำอดน้ำทนเอาเสียเลย เพียงไม่นานนักหลังจากที่เร่งการต่อสู้ให้รวดเร็วขึ้นประสาทของเขาก็เหมือนจะถึงขีดจำกัดเสียอย่างนั้นในขณะที่คู่ต่อสู้ทั้งสองของเขานั้นแม้เหนื่อยล้าก็ยังคงมั่นคงอย่างไม่น่าเชื่อ ถ้าประวิงเวลาต่อไปอีกไม่นานเขาจะเหนื่อยอ่อนเกินกว่าจะรับมือทั้งสองคนได้พร้อมกันและความพ่ายแพ้จะมาถึง แต่ก่อนจะถึงเวลานั้นเขาจะลากคู่ต่อสู้คนหนึ่งไปกับเขาด้วย ให้เสี้ยวพริบตานั้นการโจมตีของเขาเปลี่ยนไปที่คู่ต่อสู้คนที่สองอย่างชัดเจน ความเหนื่อยล้าประกอบกับการที่มีเพื่อนช่วยสู้รบทำให้ชายผู้นั้นคิดป้องกันตัวได้ช้าเกินกว่าจะหลบจากตำแหน่งมรณะนั้นได้

หากคนทั้งหมดก็เห็นว่าคุณชายน้อยเองก็ไม่มีทางหลบพ้นดาบของชายคนที่สามเช่นกัน

” พอได้แล้ว! ” คำสั่งนั้นมาอย่างหนักแน่นชัดเจนจากหัวหน้าแห่งกองกำลังรักษาพระองค์ ” การประลองยุติเพียงเท่านี้ พวกเจ้าไปพักผ่อนได้ ” เพียงแค่สิ้นเสียงนั้นคนทั้งสามก็แทบทรุด ดาบยังไม่ได้ออกห่างจะตำแหน่งสุดท้ายของมันไปเสียเท่าไหร่ นั่นคือดาบของคุณชายน้อยที่อกของชายคนที่สอง และดาบของชายคนที่สามอยู่ตรงสีข้างด้านซ้ายของเด็กหนุ่ม หากนี่เป็นการต่อสู้หมายชีวิต นั่นหมายถึงสองคนในนั้นถึงฆาตไปแล้วแน่นอน

” บ้าบิ่นโดยแท้จริงๆ ” เกรเกอร์กล่าวพลางส่ายหน้าด้วยอารมณ์ที่ผสมผเส ” ทั้งที่รู้ว่าสู้ไม่ได้ก็ยังอดทนประวิงเวลาได้จนป่านนี้ ข้านึกว่าเจ้าจะล้มเสียตั้งนานแล้ว ”

” เจ้าบอกเองนี่ว่าเขาอยากจะชนะ ” ราชาลุดวิกตรัสพลางแย้มพระโอษฐ์แล้วหันไปทางแมกซิมิเลียน ” แต่เพราะรู้ว่าไม่มีทางชนะ เช่นนั้นจึงเลือกจะสังหารคู่ต่อสู้หนึ่งคนเสียยังดีกว่าปล่อยให้ทั้งสองคนรอด อดทนหลอกล่อจนเขาเหนื่อยอ่อนพอที่เจ้าจะลงมือ เจ้าคิดไว้เช่นนั้นใช่มั้ย แมกซิมิเลียน ” ทั้งหมดที่คุณชายน้อยทำได้คือหอบหายใจ เขาไม่อาจกระทั่งจะผงกหัวรับหรือส่ายหน้าด้วย ” ข้าต้องยอมรับทั้งเชิงดาบและความมุ่งมั่นของเจ้า แม้ว่ากลยุทธของเจ้าจะยังไม่เข้าท่าก็ตาม ” พระองค์ตรัสอย่างขันๆ ” เราคงต้องเอาเจ้าไปขัดเกลาฝีมือและเพิ่มน้ำอดน้ำทนเข้าอีกหน่อย จริงมั้ยเกรเกอร์ ”

คำตอบเดียวจากชายที่ยืนอยู่ข้างพระองค์คือการยักหน้า นั่นทำให้เด็กหนุ่มทรุดลงไปกองอยู่บนพื้นด้วยความโล่งอกที่มากกว่าคราวไหนๆ เขาไม่อยากจะเชื่อว่าเขาทำสำเร็จ เขาทำสำเร็จ

***
” สำเร็จ!! ” คือเสียงประสานอย่างพร้อมเพรียงของทั้งแม่นมและสาวใช้ แม้จะหนักไปทางสาวใช้ซักหน่อย ” คุณชายน้อยทำได้จริงๆ ข้าล่ะลุ้นแทบแย่ คุณผู้หญิงไม่ยอมให้พวกเราไปดูด้วยข้าเลยได้แต่สวดมนต์ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยเหลือคุณชายน้อย แล้วคุณก็ทำได้จริงๆด้วย! ”

สิ้นเสียงร้องตะโกนด้วยความตื่นเต้นนั้นแมกซิมิเลียนก็อดถอนใจไม่ได้ ” นี่เจ้ายกความดีความชอบนี้ให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าไปเสียอย่างนั้นน่ะ ข้าคือคนที่สู้นะ ” เขาว่าพลางถอดเสื้อออกเพื่อสำรวจบาดแผลบนตัว ดูเหมือนว่านอกจากรอยฟกช้ำดำเขียวแผลเดียวที่เรียกเลือดจากเขาได้คือรอยดาบบนต้นแขนเท่านั้น

คำทักท้วงของเขานั้นทำให้เจสหน้างอ ” ข้าไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นซักหน่อยคะ คุณชายน้อยเก่งมากข้าทราบอยู่แล้วล่ะคะ แต่คนที่รออยู่นี่จะให้ทำยังไงได้ละคะ พวกเราประสาทกันแทบแย่ ใช่มั้ยคะคุณหนู ”

แต่อาร์เซนกลับตอบหล่อนเพียงว่า ” หา? ”

ความงุนงงบนใบหน้าของเด็กชายทำให้สาวใช้ต้องงงตาม ” อ้าว คุณหนู ข้าพูดตั้งนานไม่ได้ฟังหรอกเหรอคะ ”

เด็กชายหลบสายตาหล่อนแล้วรวบเสื้อที่คุณชายน้อยถอดทิ้งไว้ไปออกไปจากห้องโดยไม่พูดอะไรอีก เขาไม่มองหน้าใคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งแมกซิมิเลียนซึ่งมองตามแผ่นหลังของนั้นไปจนเด็กชายหายลับจากห้อง ตอนนั้นเองที่แม่นมเข้ามากระซิบบอกเขาพร้อมรอยยิ้มเอ็นดูเต็มเปี่ยมบนใบหน้า ” เธอกลัวมากน่ะคะ บางทีถ้าเธอกลัวหรือตกใจมากๆก็พูดอะไรไม่ออก จะนิ่งๆไปเลย แต่ไม่ได้หมายความว่าเธอไม่ดีใจที่คุณกลับมาปลอดภัยหรอกนะคะ ”

” แล้วท่าทางว่าสตีวี่จะติดนิสัยนั้นไปแล้วด้วยล่ะคะ ” เจสกล่าวก่อนจะรุนหลังเด็กน้อยท่าทางตื่นๆให้เข้ามาในวง ” จะไม่พูดอะไรหน่อยเหรอสตีวี่ ”

แต่เด็กตัวแค่นั้นจะไปรู้ได้อย่างไรว่าควรจะพูดว่าอะไร เขาก็แค่กลืนน้ำลายแล้วจ้องหน้าคุณชายน้อยสลับกับบาดแผลบนแขนไปมา ความกลัวชัดเจนจนแมกซิมิเลียนเองก็มองออกได้ไม่ยาก ” กลัวแผลของข้าหรือ ” สตีวี่แทบไม่กะพริบตาขณะที่เด็กหนุ่มขณะที่เขานั่งยองลงเพื่อมองหน้า ” มันเล็กน้อยน่าสตีวี่ ” เขาว่าพลางหันบาดแผลนั้นให้ดู ” แค่ถากบนผิว เลือดก็หยุดแล้ว ข้าไม่เป็นไรเลย ” อีกครั้งที่เด็กน้อยไม่ได้ตอบอะไรหากแววตาของเขาเปลี่ยนไปคล้ายว่าเขาโล่งใจ เห็นเช่นนั้นคุณชายน้อยก็อดจะลูบหัวกลมๆนั้นไม่ได้ ” ข้าไม่เป็นไร ขอบใจมากที่เป็นห่วงข้านะสตีวี่ ” เช่นเคยที่สตีวี่ไม่ได้ตอบ แต่ในคราวนี้มันยากจะบอกว่าเพราะเขายังตื่นตกใจ หรือเพราะรอยยิ้มของคุณชายน้อยทำให้เขาเงียบไปเสียอย่างนั้น

สำหรับอาร์เซน เขาได้แต่นึกเกลียดตัวเองที่ยิ้มไม่ออก ไม่รู้ว่าเพราะการรอคอยนั้นทำให้เขาเหนื่อยอ่อนจนขยับริมฝีปากไม่ได้หรืออย่างไรเขาจึงไม่สามารถแสดงความยินดีกับคุณชายน้อยได้เหมือนเจสสิก้าหรือแม่นม เขาเลยต้องหนีออกมาก่อนที่คนอื่นๆจะหันมาสนใจเขา ไม่ใช่ว่าเขาคิดว่าผลจะเป็นอย่างอื่นหรือหวังให้มันเป็นอย่างอื่น เขาจะหวังอะไรนอกจากชัยชนะของคุณชายน้อยอีกเล่า แต่หัวใจของเขากลับไม่ได้พองโตด้วยความยินดีโดยที่ตัวเองก็บอกไม่ได้ว่าทำไม

เขาได้แต่ถอนใจ ตอนนี้เขาไม่อยากจะคิดถึงเรื่องนี้นัก เขาได้แต่มองรอยเลือดบนเสื้อละลายลงไปในน้ำ ล้างจนกระทั่งไม่มีร่องรอยของมันอยู่แล้วจึงแขวนพาดไว้ แต่ทันทีที่เขาหันหลังกลับเพื่อเดินออกจากห้องซักรีดนั้น คุณชายน้อยก็ขวางเขาอยู่เต็มทาง น่าแปลกที่แมกซิมิเลียนเองก็เหมือนจะตกใจที่เขาหันมา ความเงียบครู่ใหญ่นั้นบ่งบอกว่าเขาเองก็ไม่รู้จะเริ่มการสนทนานี้อย่างไร

จนในที่สุดเขาก็ถามว่า ” ข้ามาหาเสื้อเปลี่ยน มีเหลืออยู่ที่นี่บ้างมั้ย ”

ซึ่งเด็กชายก็รับในทันทีว่า ” ครับ ” ก่อนจะหันหลังกลับแล้วเดินตรงไปยังตู้เก็บผ้าแล้วดึงเสื้อตัวใหม่ออกมาให้

มันคงจบแค่นั้นหากคุณชายน้อยจะหลบไป แต่เขาไม่หลบ เขายังคงยืนอยู่ที่เดิมขณะที่สวมเสื้อทับร่างที่ชื้นด้วยเหงื่อ ชั่วขณะหนึ่งเขาเหมือนลังเลที่จะถามว่า ” เจ้ากลัวข้าตายบ้างหรือเปล่า ”

คำถามนั้นทำให้ริมฝีปากของอาร์เซนห้อยค้าง เขาขยับมันครั้งหรือสองครั้ง แต่ไม่มีเสียงใดๆลอดออกมา เหมือนมีมือที่มองไม่เห็นบีบลำคอของเขาไว้แน่นจนเขาไม่อาจหายใจได้ ไม่อาจกระทั่งส่งเสียงใดๆ แต่ถึงเขาจะพูดได้เขาควรจะตอบว่าอย่างไรเมื่อคุณชายน้อยก้าวมาตรงหน้าเขาจับท่อนแขนของเขาและถามเขาซ้ำอีกครั้งด้วยเสียงที่ฟังเหมือนลำคอของเขาถูกบีบอยู่เช่นกัน

” เจ้ากลัวข้าตายบ้างหรือเปล่า ”

เขาไม่มีคำตอบจะให้ เพราะเขาไม่เคยคิดถึงความเป็นไปได้นั้น เขาไม่เคยคิดว่าแมกซิมิเลียนอาจต้องตาย ถ้าไม่ใช่เพราะการประลองก็เพราะโทษที่แอบอ้างเป็นทหารของพระราชา สำหรับเขาไม่ว่าอย่างไรแมกซิมิเลียนก็จะรอด เขาพยายามอ้าปากอีกครั้ง พยายามเรียบเรียงถ้อยความนั้นออกมา แต่ไม่มีเสียงใดๆเลยหลุดออกมา หัวใจของเขาเต้นรัวเมื่อรู้สึกเหมือนบางอย่างในตัวแมกซิมิเลียนกำลังจะแตกเป็นเสี่ยงในความเงียบนั้น

เขาก้าวเข้าไปอีกก้าวแล้วโอบแขนรอบตัวเด็กหนุ่มไว้แน่น นั่นทำให้ลมหายใจของคุณชายน้อยต้องขาดห้วงไป มือที่เคยจับบนท่อนแขนของอาร์เซนค้างอยู่กลางอากาศราวกับว่าเขากลัวที่จะขยับ กลัวที่จะหายใจ กลัว….ทั้งร่างของคุณชายน้อยผู้มั่นคงราวกับหินผาคนนั้นกำลังสั่นด้วยความกลัว

นั่นคือตอนที่เขาเสี่ยงลูบแผ่นหลังนั้นเบาๆแล้วซบหน้าลงกับบ่าของเด็กหนุ่มปล่อยให้ความกลัวที่สะท้านอยู่ในร่างตรงหน้าส่งผ่านมายังเขา เขาอยากถามว่าคู่ต่อสู้สามคนนั้นน่ากลัวถึงเพียงนั้นเลยหรือ หรือเพราะคราวนี้มีผู้ชมที่เขาจะเสี่ยงทำให้ผิดหวังไม่ได้ หรือเพราะเดิมพันในคราวนี้สูงลิบกว่าครั้งไหนๆ หรือเพราะแมกซิมิเลียนกลัวว่ามันอาจถึงตาย ทำไมเขาถึงกลัวถึงเพียงนั้นทั้งที่เคยผ่านการต่อสู้เป็นตายมาหลายต่อหลายครั้ง แต่เพียงอย่างเดียวที่เขาทำได้ในตอนนั้นคือกระชับอ้อมกอดเข้าจนเขารู้สึกถึงใบหน้าที่ซบลงบนไหล่ แขนที่สั่นระริกรัดอยู่รอบตัวเขาและที่ลมหายใจถี่กระชั้นรดอยู่บนต้นคอ

แต่เขาทำอะไรไม่ได้มากกว่านั้น พวกเขาเพียงแค่ยืนอยู่ในอ้อมแขนของกันและกันจนความกลัวนั้นผ่านไป

***
ใจของเขาร่วงหล่นไปพร้อมกับดวงตะวันที่กำลังรอนแสงลงทุกขณะ แม้เร่งฝีเท้าจนเต็มกำลังแต่ด้วยความไม่ชำนาญเส้นทางเขาจำเป็นต้องเดินตามทางที่คดเคี้ยวเข้าไปในป่าที่เขาเองก็ไม่คุ้นเคย ถ้าเพียงเขารู้ว่าที่ๆเขาต้องการไป…ถ้าเขาจำได้ว่าที่ๆเขาต้องการไปอยู่ตรงไหนแน่ เขาคงลัดป่าพวกนี้ตรงไปแล้ว แล้วเมื่อไปถึงเขาจะบอกจ้าวบ้านว่าอย่างไร นั่นก็เป็นอีกเรื่องที่เขายังคิดไม่ออก สำหรับคนที่น่ากลัวแบบนั้นไม่รู้ว่าเขาจะถูกตะเพิดออกไปจากบ้านทั้งที่ยังไม่ทันแจงธุระหรือเปล่า

แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง เขานี่แหละจะพังประตูเข้าไปเอง

” มีธุระอะไร ” เป็นคำทักทายอย่างไม่สบอารมณ์นั้นเป็นเรื่องปรกติของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นหมอยาผู้เก่งกาจ ยิ่งเมื่อเห็นหน้าและเส้นผมที่โผล่พ้นผ้าคลุมออกมา หมอก็ยิ่งต้องย่นคิ้ว ราวกับไม่พอใจเหลือประมาณ

แต่เขาไม่มีทางรอให้ถูกสวนก่อนแน่ ” ขอโทษที่ข้าต้องมารบกวน แต่คีธมาที่นี่บ้างหรือเปล่า ”

แนวคิ้วนั้นยังคงย่นอยู่ขณะที่อุ้งมือทรงพลังดึงเขาเข้าไปในบ้าน ” ข้ากำลังจะบอกว่าเจ้ามาได้เวลาพอดีเลย เจ้าตัวแสบ ”

” ข้าจำไม่ได้เลยนะว่าข้าไปทำอะไรท่านไว้ท่านถึงต้องเรียกข้าว่าตัวแสบ ” เด็กหนุ่มประท้วงทันทีที่มีโอกาส แต่นั่นก็หลังจากที่หมอยาลากเขาเข้ามาในบ้าน สั่งให้ถอดเสื้อคลุมเดินทางออก แล้วยื่นถาดยาพร้อมผ้าผืนหนึ่งให้ แต่หมอยาเองกลับไปสนใจคำถามนั้นเลย

” หุบปากของเจ้าแล้วเอายานี่ไปให้คนไข้ของเจ้านั่นได้แล้ว ข้าไม่ได้มีแต่เจ้าให้เถียงด้วยหรอกนะ เจ้าตัวแสบ ”

” ถ้าท่านจำชื่อของข้าไม่ได้ก็น่าจะบอก ข้าชื่อ- ”

” ซาร์ค ข้าจำได้เจ้าเด็กโง่ และถ้าข้าเดาเรื่องไม่ผิด เจ้าคงมาตามเจ้าลูกศิษย์ตัวดีของข้ากลับก๊วนของพวกเจ้างั้นสิ เสียดายนะที่เขาไม่อยู่ตอนนี้ ออกไปเก็บสมุนไพรข้างนอกโน่น เจ้าคนที่มันลากมาด้วยดันต้องใช้ยาเปลืองเสียขนาดนี้นี่ เอาล่ะเลิกคุย เจ้าเอายานั่นไปป้อนก่อนจะเลยเวลาแล้วมันตายซะก่อน ”

สำหรับซาร์คาเรีย นี่เป็นหนึ่งในไม่กี่คนในใต้หล้าที่เขาไม่สามารถต่อล้อต่อเถียงด้วยได้ หรือให้ถูกคือไม่เคยจะเถียงทันเลยซักหน เพราะท่านหมอยา…ไม่ว่าชื่อนั่นจะฟังดูน่านับถือขนาดไหนก็เถอะ…เป็นคนที่รัวลิ้นตัวเองได้เร็วยิ่งกว่านกหัวขวานเจาะรังเสียอีก เขาก็ได้แต่เดินถือถาดยาตามไปแต่โดยดีขณะที่หมอยาพาเขาไปยังห้องเล็กๆที่ด้านหลังของบ้านซึ่งมีเพียงเตียงแคบๆและเก้าอี้ ร่างที่ไร้เรี่ยวแรงนอนยาวอยู่โดยไม่รู้เลยว่ามีใครเข้ามา แสงอาทิตย์ที่ส่องผ่านช่องเปิดเข้ามาช่วยให้เห็นใบหน้าซีดเซียวราวกับคนตายได้ถนัดตา จะมีก็แต่อกที่ขยับขึ้นลงเป็นจังหวะสม่ำเสมอที่บอกเขาว่าคนๆนี้ยังมีชีวิตอยู่ หัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่าเห็นเช่นนั้นก็ถอนใจอย่างโล่งอก

และหมอยาเองก็พอเดาได้ว่าทั้งสองนี้คงต้องรู้จักกันอยู่บ้างไม่มากก็น้อย ” เจ้านี่โดนยาพิษมา เคราะห์ดีที่มาถึงทันเวลาถึงยังพอช่วยรักษาชีวิตได้ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะฟื้นขึ้นมาได้อีกหรือเปล่า ”

โดยไม่ต้องหันไปมองเขาก็พอบอกได้ว่าเด็กหนุ่มกำลังจ้องมองเขาด้วยสีหน้าแบบไหน ” ท่านหมายความว่ายังไง ”

” ยาพิษที่ได้รับแม้ไม่มากแต่ร้ายแรง เขาไม่ได้สติมานานหลายวันจนข้าชักไม่มั่นใจว่าจะช่วยไว้ได้ ” แล้วเขาก็รุนหลังเด็กหนุ่มไปที่ข้างเตียง ” ตอนนี้ที่ทำได้คือต้องให้ยาต่อเนื่องไม่ให้ขาด ไม่อย่างนั้นมันอาจจะตายไปทั้งอย่างนี้เลยก็ได้ ”

ได้ยินเช่นนั้นซาร์คก็ได้แต่กลืนน้ำลาย ” ยังไม่ฟื้นเลยอย่างนั้นหรือ ” แล้วนี่มันกี่วันมาแล้วตั้งแต่ตอนนั้น

” ไม่ใช่ว่าไม่มีโอกาสแล้วหรอกนะ ” แล้วท่านหมอก็เดินออกจากห้องนั้นไปโดยไม่ลืมจะกำชับว่า ” รีบๆป้อนยาซะ ”

ตอนนั้นเองที่ความจริงอย่างหนึ่งเพิ่งกระแทกถึงหัวซาร์คาเรีย ” เดี๋ยวก่อน ท่านหมายความว่ายังไงให้ป้อน เขายังไม่ได้สติ- ”

” เจ้าก็รู้ดีอยู่แล้วไม่ใช่รึเจ้าทึ่ม ช่วยคนอย่าจุกจิก จัดการซะ ” แล้วหมอยาก็ปิดประตูไล่หลังอย่างไม่ค่อยจะเกรงใจคนป่วยเท่าใดนัก

กระนั้นร่างบนเตียงก็ยังนิ่ง ไม่มีท่าทีจะรับรู้อะไรเลยแม้แต่น้อย นั่นทำให้ซาร์คหงุดหงิดขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ ” เจ้าบ้าเอ๊ย ” แล้วเขาก็วางถาดยานั้นลงกับเตียง ทิ้งตัวเองลงกับเก้าอี้ข้างๆอย่างหมดเรี่ยวแรง เขาเดินทางมาไกล เสียเวลาตามข่าวตั้งมากมาย เพียงเพื่อจะมาเจออาวดริคในสภาพอย่างนี้น่ะหรือ เขามีคำด่าว่ามากมายอยู่ในหัวที่อยากจะประเคนใส่ให้หายแค้นเสียตอนนี้หากเพียงเจ้าตัวจะตื่นขึ้นมารับรู้ แต่ตอนนี้ต่อให้เอาราพุนเซลมากระทืบก็คงไม่ตื่น ต่อให้ตะโกนใส่หน้าสุดเสียงอาวดริคก็คงไม่รู้สึกอะไร ” นี่ขนาดคีธอยู่กับเจ้านะ ” รอยยิ้มเหยียดหยามปรากฏขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ ” เจ้ามัน…. ไอ้อ่อนหัดเอ๊ย เจ้าทำให้ตัวเองอยู่ในสภาพนี้ได้ยังไง ”

แล้วเขาล่ะ เขาปล่อยให้ตัวเองก่นด่ากับอากาศราวกับคนบ้าอยู่อย่างนี้ได้ยังไง

หัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่าจึงขยับมานั่งบนเตียงข้างศีรษะของเจ้าชาย มือข้างหนึ่งช้อนศีรษะที่ไร้เรี่ยวแรงนั้นขึ้นมาให้พ้นหมอนขณะที่อีกข้างเอื้อมหยิบถ้วยยาซึ่งเต็มไปด้วยของเหลวสีเข้มคล้ำจากถาด เขาไม่ปล่อยให้ตัวเองได้คิดว่ารสชาติของมันจะย่ำแย่เพียงไหนก่อนที่จะอมยาครึ่งหนึ่งไว้ในปากแล้วก้มลงกดริมฝีปากของเขากับอาวดริค ปล่อยให้ของเหลวรสขมนั้นไหลลงตามปลายลิ้นลงไปในโพรงปากที่ไม่ตอบสนองอะไรเลยแม้แต่น้อย

หรืออย่างน้อยนั่นก็จนยาทั้งหมดไหลลงไปในคอเรียบร้อยเมื่อร่างที่เคยนิ่งกระตุกเล็กน้อยจากการสำลัก แต่หลังจากครู่หนึ่งก็นิ่งไปอีกเหมือนจะจมลงไปในนิทรารมย์อีกครั้ง สำหรับซาร์คนั่นยังความโล่งใจมาให้เขาอย่างประหลาด สิ่งสุดท้ายที่เขาอยากให้เกิดขึ้นตอนนี้คืออาวดริคตื่นขึ้นมาระหว่างที่เขากำลังป้อนยาให้ แค่นั้นก็ทำให้เขาเลือดขึ้นหน้าด้วยความอับอาย แต่มันยังกับว่าเขามีทางเลือกอะไร ช่วยคนจะจุกจิกไม่ได้ หมอยาท่ามากบางคนบอกเขาไว้

แล้วเขาก็กรอกยารสชาติแย่อีกครึ่งถ้วยที่เหลือลงปากแล้วก้มลงอีกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้เมื่อเขาสอดปลายลิ้นเข้าไประหว่างริมฝีปากแตกพร่านั้นแล้วปฏิกิริยาไม่ใช่การนิ่งเฉยเหมือนก่อนหน้า ริมฝีปากที่เผยอค้างนั้นกลับขยับตอบสนอง เด็กหนุ่มแทบจะถอยเมื่อรู้สึกถึงปลายลิ้นที่สอดกลับเข้ามา แต่เขาจะผละออกไปตอนนี้ก็ยังไม่ได้ มือของเขาได้แต่จิกบนผ้าปูเตียงไว้แน่นขณะที่เพ่งความคิดไปที่การป้อนยาให้หมด แม้จะรู้สึกราวกับว่าอาวดริคกำลังพยายามดูดกินเขามากกว่ายาก็ตาม

เขาไม่ค่อยแน่ใจนักว่ามันเขาคิดไปเองหรือเปล่าว่าการป้อนยาครั้งนี้เป็นไปอย่างเชื่องช้า แต่มันก็น่าจะจริงเมื่อเขาแทบจะขาดอากาศหายใจไปแล้วในตอนที่ผละออกได้ แต่ลมหายใจของเขาต้องชะงักไปเมื่อดวงตาเลื่อนลอยของอาวดริคมองตรงมายังเขา แววตานั้นมีความเข้าใจเพียงน้อยนิดเหมือนจำไม่ได้ว่าเขาเป็นใคร แต่แล้วแนวคิ้วที่นิ่วน้อยๆแสดงความแปลกใจขณะเจ้าชายพึมพำว่า ” …ซาร์คาเรีย…. ”

สิ้นคำนั้นเด็กหนุ่มก็รีบวางร่างนั้นลง เอาทั้งถ้วยทั้งถาดยานั้นออกจากห้องแทบจะไม่ทัน แต่ให้ถูกคือเขาออกไปไม่ทันจริงๆ เพราะทันทีที่เปิดประตูใบหน้าของหมอยาผู้เรียบเฉยก็ปรากฏขึ้น พร้อมถาดอาหารในมือ ” ท่าทางเจ้านั่นจะตื่นแล้วสินะ ฝากป้อนข้าวป้อนน้ำให้ด้วยแล้วกัน ขอบใจมาก ” แล้วเขาก็สับถาดยากับถาดอาหารแล้วปิดประตูกลับไปอีกครั้ง ถ้ามีอะไรที่ซาร์คพอจะทำได้ในตอนนั้นคือเอาใบหน้าแดงก่ำชนกับประตูแล้วสบถไล่หลังหมอยาผู้นั้นไปเงียบๆ

***
ดวงอาทิตย์ลับฟ้าไปแล้วตอนที่เขากลับมาถึง กระนั้นกระท่อมของหมอยาก็ยังคงสว่างไสว เงาที่เคลื่อนไหวอยู่ภายในบ่งบอกว่ามีผู้มาเยือนซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกเลยสำหรับที่นี้ เขาค้อมหัวทักทายหญิงสาวที่นั่งอยู่ตรงข้ามผู้เป็นอาจารย์ก่อนจะปลอดกล่องไม้ลงจากหลังแล้วเตรียมไปดูอาการของอาวดริค หากไม่เพราะผู้เป็นอาจารย์หยุดเขาไว้ด้วย ” เจ้าตัวแสบจัดการให้แล้ว ไม่ต้องห่วง ”

นั่นทำให้คีธต้องเลิกคิ้ว ” ท่านซาร์คมาที่นี่เหรอครับ ”

” ไม่มาคงช่วยเจ้าได้มั้ง ” หมอยากล่าวพลางหัวเราะร่วนขณะที่เขาเขียนเทียบยาให้หญิงคนนั้น ” ก็ดี จะได้มีคนช่วย คนที่โดนพิษนี่ไม่ได้ดูแลง่ายๆเสียเมื่อไหร่ ”

ชายหนุ่มได้ยินเช่นนั้นก็ได้แต่ส่ายหน้า ” ท่านหมายความว่า จะได้มีคนให้ท่านแกล้งเพิ่มขึ้นด้วยหรือเปล่าครับ ท่านอาจารย์ ”

ด้วยท่าทางขึงขังหมอยาผู้นั้นก็ยักหน้า ” นั่นก็ด้วย ” แล้วเขาก็ส่งเทียบยานั้นให้หญิงสาวซึ่งก้มหัวขอบคุณเขาประหลกๆก่อนจะเอายาห่อเขื่องกลับออกไป ” ข้อดีอีกอย่างคือเจ้าสามารถนั่งลงจัดการกับของที่เจ้าเก็บมา ข้าจะได้นั่งเล่นได้สบายๆ ”

นั่นทำให้ผู้เป็นศิษย์หัวเราะร่วนก่อนจะนั่งลงที่อีกฟากโต๊ะ รื้อเอาสารพัดผลหมากรากไม้ที่เขาตามเก็บออกมาคลี่บนโต๊ะ ” แล้วเมื่อเย็นเขาเป็นยังไงบ้าง ”

” ฟื้นแล้ว ”

คำตอบง่ายๆนั้นทำให้คีธต้องนิ่งไปครู่หนึ่ง ” ฟื้นแล้ว? ”

” ก็ควรจะฟื้นได้แล้วหรอก ไม่อย่างนั้นก็ปล่อยมันเน่าตายได้แล้ว ”

คีธหัวเราะน้อย แต่ความสนใจของเขายังคงอยู่ที่การเตรียมรากไม้ที่อยู่ตรงหน้า ” ท่านคงหาว่าข้าบ้า แต่ข้าคงไม่ปล่อยให้เขาเน่าตายไปทั้งอย่างนี้แน่ ”

ผู้เป็นอาจารย์ได้ยินเช่นนั้นก็ขำออกมาทีหนึ่ง ” เจ้าชายอ่อนหัดที่ไม่อาจทำอะไรกับประเทศที่กำลังลุกเป็นไฟนี่คุ้มค่าที่จะช่วยมากขนาดนั้นเชียวหรือ ”

สำหรับคำถามนั้นชายหนุ่มก็ได้แต่ยิ้ม ” คงแล้วแต่คนจะมองท่านอาจารย์ ข้าไม่เถียงว่าเขาไร้เดียงสาและอ่อนหัด แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาทำไม่ได้ ”

” เจ้าช่างมีศรัทธาที่มั่นคงจริงๆนะ ” หมอยายิ้มเยาะ ” เห็นหน้าเจ้าครั้งแรกข้านึกว่าเจ้ามันเป็นพวกตัดขาดจากโลกไปแล้ว เรียกว่าไร้ศรัทธาในชีวิตแล้วก็คงได้มั้ง ยังแปลกใจไม่หายเรื่องที่เจ้าขอให้ข้าสอนวิชาแพทย์ให้ นึกไม่ออกด้วยซ้ำว่าเจ้าจะเอาไปทำอะไร ”

” ท่าทางข้าเองจะมีศรัทธาในการมีชีวิตอยู่มากกว่าที่ตัวเองคิดเหมือนกัน ”

” แต่ก็เลือดเย็นมากพอจะนั่งรอเพื่อนตัวเองตาย ”

สายตาของชายหนุ่มพลันตวัดมองไปยังผู้เป็นอาจารย์หากความตึงเครียดระหว่างพวกเขาก็มีเพียงผ่านสายตานั้นเท่านั้น น่าแปลกที่เขาเพิ่งมารู้สึกอะไรเอาตอนนี้หลังจากเรื่องที่เกิดขึ้นนานหลายปี เมื่อตอนที่เขาเพิ่งหนีตายจากการสังหารหมู่จากกองทหารของคลอเดียส ชาล็อตตา เขาและสหายอีกหลายคนมาถึงที่นี่ในสภาพที่สะบักสะบอม แต่ถึงรู้ว่าพวกเขาเป็นโจรหนีตาย หมอยาผู้นี้ก็ไม่ได้มีท่าทีรังเกียจ เขายังคงรักษาทุกคนอย่างเท่าเทียม

ยกเว้นเพื่อนของเขาคนหนึ่ง คนที่เกินกำลังความสามารถทั้งหมดที่จะช่วยไว้ได้ คนที่กลายเป็นเงื่อนไขต่อรองระหว่างเขาและผู้เป็นอาจารย์ในการขอเป็นศิษย์ ” ความจริงมันก็เป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งที่พึงมี แม้มันจะดูเลือดเย็น แต่ในตอนที่ลงมือรักษาต่อให้คนตรงหน้ามีความหมายกับเรามากเพียงใด สิ่งที่ต้องมองเห็นมีเพียงร่างที่อยู่ตรงนั้น ศีรษะ แขน ขา ดวงตา หัวใจ ตับ ปอด ม้าม ลำไส้ หากยึดติดกับอารมณ์ที่มีต่อคนๆนั้น เจ้าไม่มีทางรักษาเขาได้ ” หมอยาว่าพลางก็เด็ดใบยาใบหนึ่งเข้าปากเคี้ยว

” ท่านกำลังจะบอกว่า… ข้ากำลังยึดติดมากเกินไป- ”

คำตอบง่ายๆคือ ” ใช่ ” แล้วเขาก็เงียบ เพ่งมองใบหน้าของผู้เป็นศิษย์อย่างใจเย็น ” ในตอนที่ข้าสั่งให้เจ้าชำแหละเพื่อนตัวเอง ข้าต้องการรู้ว่าเจ้าสามารถตัดจากอารมณ์พวกนั้นได้มากเพียงใด หากเจ้ายังยึดติดในความเป็นเพื่อนที่เจ้าเคยมีต่อร่างนั้น เจ้าย่อมไม่สามารถแยกเขาออกเป็นชิ้นๆ ย่อมไม่อาจเห็นสิ่งที่ประกอบเป็นมนุษย์เราได้อย่างแจ่มชัด เพราะเจ้าทำได้ข้าถึงให้ยอมสอนให้ ข้าไม่นึกหรอกนะว่าเจ้าจะจมกลับลงไปแบบนี้ ”

จมลงไปหรือ เขาไม่เคยคิดแบบนั้น ” คงเพราะข้าไม่เคยมีความผูกพันกับใครมากเท่าที่ข้ามีอยู่ตอนนี้กระมัง ” นั่นทำให้ผู้เป็นอาจารย์ต้องเลิกคิ้ว และผู้เป็นศิษย์ยิ้มขำ ” ท่านพูดถูก ตัวข้าเคยไร้ศรัทธาต่อชีวิต แม้แต่คำว่าเพื่อนก็คงไม่ได้มีความหมายลึกซึ้งมากไปกว่าคนที่ต้องผ่านชะตากรรมร่วมกัน แต่จะรอดปลอดภัยกันถึงเมื่อไหร่ ข้าไม่เคยสนใจเรื่องนั้น ”

” เจ้ากำลังจะบอกว่าตอนนี้มันไม่ใช่แบบนั้นแล้ว ”

” เรียกว่าข้ามีคนที่อยากจะร่วมชะตาไปจนถึงที่สุดจะดีกว่า ”

หมอยาผู้นั้นก็ได้แต่นิ่งเงียบไปชั่วขณะหนึ่ง สายตาของเขาเพ่งมองอดีตศิษย์อย่างครุ่นคิดก่อนจะถอนใจ ” ไม่อยากจะยอมรับ แต่เจ้าตัวแสบนั่นทำได้ดีเกินคาด ” สำหรับเขาที่นั่งอยู่ตรงนั้นก็ทำได้แค่ยิ้มรับเท่านั้น

***
สิ่งแรกที่สะดุดตาของเขาท่ามกลางความงัวเงียคือร่างที่นั่งอยู่กับโต๊ะในห้องโถง เตรียมยาที่หามาอย่างขะมักเขม้น แม้จะยังง่วงแต่เขาก็สามารถบอกได้ไม่ยากว่าคนๆนั้นเป็นใคร ” คีธ ”

เสียงเรียกนั้นแม้แผ่วเบา แต่คนๆนั้นก็หันมาและยิ้มให้เหมือนเคย ” ตื่นแล้วหรือครับ ท่านซาร์ค ”

เด็กหนุ่มได้แต่ยักหน้า เขาเองจำไม่ได้ว่าหลับไปตั้งแต่เมื่อใดหลังจากที่ต้องป้อนข้าวป้อนน้ำป้อนยาและเทศนาสั่งสอนอาวดริคอยู่ยกใหญ่ จะว่ากันตามตรงเขาเองก็พูดน้อยกว่าที่ตั้งใจไว้ในตอนแรกเพราะใบหน้าที่อิดโรยนั้นทำให้ไม่มีแก่ใจจะโวยวายให้มากนัก แล้วระหว่างที่เฝ้าให้อาวดริคหลับเขาก็หลับไปด้วยตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

แต่มีอย่างอื่นบนใบหน้านั้นที่สะดุดตาคีธมากกว่าความง่วงงุน นั่นทำให้ชายหนุ่มย่นคิ้ว ” ท่านได้พักผ่อนบ้างหรือเปล่า ”

คำตอบในทันทีคือ ” แน่นอน ”

คีธก็ได้แต่ส่ายหน้าขณะที่เขาลุกขึ้นแล้วเดินมาหา สายตากำลังตำหนิเด็กหนุ่มอย่างชัดแจ้ง ” ก่อนจะพูดอย่างนั้นท่านน่าจะเห็นหน้าตัวเองก่อน ท่านดู….แย่ ”

ซาร์คได้ยินเช่นนั้นก็ได้แต่กลืนน้ำลาย เขาคิดอะไรอยู่ถึงคิดว่าจะปิดบังคนๆนี้ได้ ” ข้าได้พักผ่อนบ้างนั่นแหละ ไม่ต้องห่วง ” เขาพยายามทำให้เรื่องมันเหมือนเล็กน้อยแต่แล้วก็ตระหนักได้ว่ามันไม่ช่วยอะไร ทำไมคีธจะมองไม่ออก ถ้าไม่มีอะไรแล้วทำไมเขาถึงมาที่นี่ทิ้งเหยี่ยวป่าไว้เบื้องหลังได้อย่างง่ายดาย สายตาของคีธเองก็บอกว่าเขารู้และเขาพร้อมจะฟัง ” มีเรื่องเกิดขึ้นระหว่างที่เจ้าไม่อยู่ เหยี่ยวป่าจำเป็นต้องเคลื่อนไหว ทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้ว แต่ว่า… ” แล้วเสียงของเขาก็ขาดหายไป เหมือนไม่รู้ว่าควรพูดว่าอย่างไรหลังจากนั้น

แต่ก่อนที่จะเรียบเรียงอะไรได้ อุ้งมือที่คุ้นเคยจะเอื้อมขึ้นมาลูบผมเส้นผมสีแดงนั้นแผ่วเบา จริงอยู่ที่ชายหนุ่มรู้ว่าการตัดสินใจที่เกิดขึ้นไปอาจไม่ใช่สิ่งที่ชาญฉลาดที่สุด แต่เขาก็รู้ดีว่าการกระทำทั้งหมดนั้น ไม่ว่าอะไรก็ตาม เป็นความพยายามสุดกำลังของเด็กหนุ่มที่ยืนหลบสายตาก้มหน้าสำนึกผิดอยู่ตรงหน้าเขานี่ ” ท่านทำดีที่สุดแล้ว ข้ารู้ ”

ในตอนนั้นซาร์คไม่อาจทำอะไรได้มากไปกว่าโน้มตัวไปอิงกับไหล่ของคนตรงหน้าแล้วถอนใจ

***
มันค่อนข้างจะเป็นเรื่องปรกติสำหรับสำหรับบ้านขุนนางที่จะมีความเคลื่อนไหวกันแต่เช้า โดยเฉพาะเหล่าคนรับใช้ที่ต้องตื่นขึ้นมาเตรียมการมากมายเพื่อดูแลผู้เป็นนาย ที่จะทำให้แปลกใจอาจเป็นการที่คนเป็นนายก็มีความเคลื่อนไหวปะปนอยู่ในกลุ่มคนเหล่านั้น ในตอนแรกเหล่าทหารรักษาพระองค์ที่ตามเสด็จแปลกใจที่ได้เห็นคุณชายน้อยของบ้านออกมานอกเรือนตั้งแต่พระอาทิตย์เพิ่งพ้นขอบฟ้า และบ่อยครั้งก็มาพร้อมกับเด็กชายอายุไม่กี่ขวบปีที่มักจะเดินตามต้อยๆ ตรงไปที่ชายป่าซึ่งไม่ห่างจากบ้านเท่าใดนัก ในตอนแรกมันทำให้พวกเขาค่อนข้างเป็นกังวล แต่นานวันเข้าการเห็นทั้งสองกลับมาพร้อมดอกไม้ป่าก็กลายเป็นเรื่องปรกติ การเห็นดอกไม้เหล่านั้นวางไว้หน้าเรือนสวนยิ่งกลายเป็นเรื่องธรรมดา

ไม่มีใครไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นที่บ้านหลังนี้ แต่คนที่เข้าใจความสยดสยองแท้จริงที่เกิดขึ้นที่นั่นคงมีเพียงเด็กหนุ่มแต่ผู้เดียวเท่านั้น สำหรับสตีวี่มันเป็นหนทางเดียวที่เด็กน้อยจะได้เคารพศพของแม่ หนึ่งในเหยื่อผู้บริสุทธิ์ของการสังหารที่โหดเหี้ยมนั้น แต่ยากจะบอกว่าเด็กน้อยเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นมาเพียงไร เขายังเด็กนัก เด็กจนไม่อาจแน่ใจว่าเขาเข้าใจความตายหรือไม่ เด็กจนเขาคงไม่รู้ว่าความตายของแม่ของเขากระทบต่อความรู้สึกของผู้คนที่นี่อย่างไร ไม่มีทางรู้เลยว่าเขาเข้าใจหรือไม่ว่าดอกไม้นั้นมีไว้เพื่อสิ่งใด เขาอาจแค่รู้ว่าแม่ชอบดอกไม้ และเขารู้ว่าแม่ไม่อาจกลับมาหาเขาได้อีกแล้ว

และแมกซิมิเลียนเองก็ไม่รู้ว่าเขาควรทำอย่างไรเพื่อให้เด็กน้อยเข้าใจ หรือเพื่อเยียวยาความรู้สึกของการสูญเสียนั้นได้ เขาไม่ถนัดการรับมือกับเด็กมาแต่ไหนแต่ไร ยิ่งกับเรื่องที่ละเอียดอ่อนขนาดนี้ เขายิ่งรู้สึกว่าตัวเองทำอะไรไม่ได้ เหมือนตอนที่เดไลลาแม่ของสตีวี่ตาย ตอนที่ชาวบ้านหลายคนต้องตาย เขาเองก็ทำอะไรไม่ได้เช่นกัน สำหรับคุณชายน้อยดอกไม้เหล่านี้จึงแทนคำขอโทษ เป็นการขออภัยสำหรับความขลาดเขลาที่ทำให้เขา’ทำได้เพียงเท่านี้’

แต่ในตอนที่เดินกลับไปที่บ้านนั้นเองที่บรรยากาศต่างๆเริ่มแปรเปลี่ยนไป ทหารรักษาพระองค์และคนรับใช้ต่างมีท่าทางแตกตื่นจนคุณชายน้อยต้องเข้าไปถาม ” เรื่องใหญ่แล้วล่ะคะ ” แม่นมว่าขณะที่สีหน้าของนางซีดเผือดอย่างเห็นได้ชัด ” พระราชินีจะเสด็จมาที่นี่คะ ”

ในชั่วขณะหนึ่งราชาลุดวิกรู้สึกราวกับความรับรู้ของพระองค์ด้านชาไปเมื่อพระพักตร์ที่คุ้นเคยแย้มโอษฐ์ให้ก่อนจะหันไปทักทายเจ้าบ้านอย่างสนิทสนมรักใคร่ราวรู้จักกันมานาน ในตอนแรกที่ข่าวมาถึงพระองค์นั้นพระองค์ไม่ทรงเชื่ออย่างเด็ดขาด แต่แค่ครึ่งชั่วโมง แค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้น ทุกอย่างก็ได้รับการยืนยันอย่างที่พระองค์ปฏิเสธไม่ได้ ” เจ้ารู้จักที่นี่ด้วยหรือ อาร์ดารา ” พระองค์ตรัสถามขณะที่พระมเหสีเสด็จเข้ามาไต่ถามความเป็นไปของพระองค์

และคำตอบของพระนางขณะที่ทรงมองพระสวามีด้วยแววแปลกพระทัยคือ ” เคานเตสฟรานเชสก้าเป็นสหายของหม่อมฉันเพคะ ความจริงหม่อมฉันก็แปลกใจอยู่ที่พบฝ่าบาทที่นี่ หรือเพื่อนที่ฝ่าบาทว่าคือ- ”

” เคานท์ โจนาธาน เมริสมา ” แล้วพระองค์ก็แย้มพระโอษฐ์อย่างเศร้าสร้อย ” เสียดายที่เขาไม่อยู่ที่นี่อีกแล้ว ”

สีพระพักตร์ของพระราชินีของพระองค์พลันหม่นหมองลงในทันที ” ขออภัยเพคะ หม่อมฉันไม่ควร- ”

” ไม่เป็นไรหรอก อาร์ดารา ” พระองค์ตรัสพลางส่ายพระพักตร์ ก่อนจะทรงหันไปสบพระเนตรกับคุณผู้หญิงของบ้าน ” เจ้าไม่ยักบอกข้าว่ารู้จักกับภรรยาของข้า นี่นับว่าประหลาดดีที่เราต่างรู้จักคู่ของอีกคน ” แล้วพระองค์ก็ทรงพระสรวล นั่นทำให้ฟรานเชสก้าต้องรีบยิ้มรับในทันทีแม้นางไม่รู้จะกราบทูลตอบไปว่าอย่างไรก็ตาม

ผู้ที่แทรกขึ้นมาในบรรยากาศพิกลนั้นเป็นองค์ราชินี ” เราสองคนมาพร้อมกันอย่างนี้คงต้องลำบากท่านเคานเตสเสียหน่อย ข้าต้องขอโทษจริงๆที่ไม่รู้มาก่อนว่าฝ่าบาทจะเสด็จมาที่นี่ พระองค์น่าจะบอกหม่อมฉันเสียหน่อยนะเพคะ ” ราชาลุดวิกต้องแย้มพระโอษฐ์เต็มขืนขณะที่สดับคำเหล่านั้น

” เอ่อ เรื่องนั้นมิเป็นไรมิได้เพคะ ” ฟรานเชสก้ากล่าวพร้อมรอยยิ้มกว้างราวกำลังพยายามลบบรรยากาศประหลาดที่กำลังลอยอวลอยู่นี้ ” เดี๋ยวหม่อมฉันจะจัดเตรียมห้องถวายในเวลาไม่นาน ในตอนนี้หม่อมฉันคงต้องกราบทูลให้พระองค์ทรงพักผ่อนก่อนเพคะ ”

” ไม่ต้องรีบหรอกฟรานเชสก้า ” พระนางตรัสพลางประทับนั่งลงบนเก้าอี้นวมในห้องนั้นทันที ” จริงสิ เจ้ามีลูกสาวอยู่คนหนึ่งใช่ไหม ข้ายังไม่เคยพบเลยซักครั้ง ให้เขามาเป็นเพื่อนคุยของข้าระหว่างนี้้ก็ดีนะ ”

ฟรานเชสก้าได้ยินก็ถึงกับหน้าบานจนแทบเก็บอาการไม่อยู่ ” เดี๋ยวหม่อมฉันจะเรียกให้เพคะ ” แล้วนางก็รีบออกไปจากที่นั่น เช่นเดียวกับพระสวามีของพระนางที่เสด็จออกไปเช่นกัน

” พระองค์จะไม่นั่งพักซักครู่ก่อนหรือเพคะ ” พระนางตรัสถาม

และคำตอบคือ ” ไม่ล่ะ ข้าว่าจะไปสูดอากาศข้างนอกเสียหน่อย ” ก่อนจะทรงก้าวออกไปจากห้องนั้นโดยพยายามไม่ให้ดูรีบร้อนจนเกินไป

***
” อะไรนะคะ ท่านแม่! ”

ความตื่นเต้นของบุตรสาวทำให้ผู้เป็นแม่ต้องส่ายหน้า ” อย่างที่แม่ว่านั่นแหละ พระราชินีเรียกเจ้าไปเข้าเฝ้า รีบเตรียมตัวแล้วลงไปที่ห้องรับแขกเร็วๆ อย่าให้พระองค์ต้องรอนาน ”

อนาสตาเซียไม่สามารถหุบรอยยิ้มของหล่อนลงได้เลยขณะที่รับคำมารดาแข็งขัน ” ข้าจะทำตัวดีๆคะ ข้าสัญญา ” แล้วหล่อนก็รีบกลับเข้าห้องไปอย่างรวดเร็ว หาชุดที่เหมาะสมที่สุดที่จะสวมเข้าเฝ้าภายใต้เวลาแสนจำกัด แต่ตลอดเวลานั้นหล่อนกลับรู้สึกเหมือนกำลังจะลอยจากพื้น พระราชินีเรียกหล่อนเข้าเฝ้า ในที่สุดหล่อนก็ได้รับความสนใจที่ควรจะได้เสียที

ดังนั้นหล่อนจึงเลือกชุดสีขาวที่แสดงความเป็นหญิงสาวแรกรุ่นใสซื่อบริสุทธิ์ เส้นผมปล่อยสยายและรวบด้านข้างขึ้นเล็กน้อยให้ดูเรียบร้อย บนเส้นผมนั้นหล่อนประดับดอกไม้ดอกเล็กๆสีขาว สิ่งสุดท้ายที่ต้องทำคือลบรอยยิ้มออกจากใบหน้าให้กลายเป็นใบหน้าของหญิงสาวผู้สงบเสงี่ยมก่อนจะก้าวเข้าไปในห้องรับแขกซึ่งองค์ราชินีประทับอยู่ แต่ทันทีที่หล่อนก้าวเท้าเข้าไปในห้องหล่อนก็ต้องตกตะลึงกับหญิงสาวที่นั่งอยู่ภายใน

” เจ้าเองหรือ อนาสตาเซีย ” พระนางอาร์ดาราตรัสทักเมื่อเห็นหล่อนเข้ามา รอยยิ้มบนพระพักตร์นั้นไม่ได้แสดงริ้วรอยใดๆมากนักทั้งที่หล่อนมั่นใจว่าหญิงผู้นี้อายุไม่น่าจะต่างจากมารดาของหล่อนมากนัก แต่พระราชินีช่างดูเยาว์วัยและงดงาม รูปร่างของพระองค์ก็ไม่ต่างจากหญิงสาวในวัยรุ่นๆมากเท่าใดเลย ที่สำคัญคือพระนางไม่ได้ให้ความรู้สึกที่น่ากลัว บรรยากาศรอบพระองค์นั้นสงบและแจ่มใส อบอุ่นจนหล่อนต้องแปลกใจ

เมื่อตระหนักได้ว่าหล่อนกำลังจ้องมองนานเกินไป อนาสตาเซียรีบก้มหน้าถอนสายบัวในทันที ” หม่อมฉัน อนาสตาเซียเพคะ ”

แต่พระนางก็ดูไม่ได้ถือสา ” ข้ากำลังรออยู่เลย นั่งลงสิ ” แล้วพระนางก็ผายพระหัตถ์ไปยังเก้าอี้เบื้องหน้า ” ข้าขอให้เจ้ามาเป็นเพื่อนคุย คงไม่ได้รบกวนเจ้าเกินไปใช่มั้ย ”

” หามิได้เพคะ ” แล้วหล่อนก็นั่งลง ” เพียงแค่…หม่อมฉันเพียงแค่สงสัย ว่าหญิงสาวธรรมดาเช่นหม่อมฉันมีสิ่งใดที่พระองค์ทรงสนพระทัยหรือเพคะ ”

คำถามนั่นพระราชินีก็ทรงแย้มพระโอษฐ์อย่างเอ็นดู ” เจ้าช่วยบุตรชายข้าที่งานเต้นรำ เรื่องนั้นข้ายังจำได้ ”

ความประหลาดใจทำให้หล่อนเหลือบสายตามองพระนางแต่เพียงครู่หนึ่งหล่อนก็หลบสายตา ” หม่อมฉันเพียงคิดว่าสิ่งที่หญิงสาวเหล่านั้นทำไม่เหมาะสมเพคะ หม่อมฉันไม่ได้ทำสิ่งใดพิเศษ ”

” อาวดริคยินยอมคุยกับเจ้า นั่นนับว่าพิเศษ ” พระนางเอ่ยก่อนที่สีพระพักตร์พลันเศร้าหมองลง ” พูดถึงทีไร ข้าก็ได้แต่สงสัย ข้าไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในคืนนั้น… สิ่งที่เขาทำ…. ”

” หม่อมฉันเชื่อว่ามันต้องมีเหตุผลเพคะ ” อนาสตาเซียโพล่งออกมาเร็วเกินกว่าที่หล่อนจะห้ามปากตัวเองได้ทัน หล่อนได้แต่นึกต่อว่าตัวเองในใจขณะที่พยายามตอบสายพระเนตรที่ทอดมองมา ” หม่อมฉันไม่ทราบหรอกเพคะว่าเกิดขึ้นเพราะสิ่งใด หม่อมฉันไม่ได้เฉลียวฉลาดพอ แต่หม่อมฉันเชื่อว่าทุกเรื่องต้องมีสาเหตุเพคะ หากเพียงพระองค์จะทรงถามเจ้าชาย… ”

ได้สดับเช่นนั้นพระนางก็ได้แต่ส่ายพระพักตร์ ” ข้าเข้าใจในเจตนาอันบริสุทธิ์ของเจ้า อนาสตาเซีย แต่กบฏก็ยังเป็นกบฏ ” แล้วพระนางก็ถอนพระทัย ” แต่ถ้าข้าได้รู้สาเหตุอย่างที่เจ้าว่าก่อนที่จะต้องประหารเขาก็คงดีไม่น้อย ”

นั่นทำให้หล่อนตาเบิกโพลงในทันที ” พระองค์ประหารชีวิตเจ้าชายแล้วหรือเพคะ ”

พระนางทอดพระเนตรเห็นเช่นนั้นก็ส่ายพระพักตร์น้อยๆพลางนึกขำ ” ยังดอก สาวน้อย สถานการณ์ตอนนี้ซับซ้อนนัก อันที่จริงข้าไม่ได้มีเจตนาจะคุยเรื่องหนักหนาแบบนี้ให้เจ้าต้องปวดหัวไปด้วยเลย ข้าต้องขอโทษจริงๆ อนาสตาเซีย ”

หญิงสาวจึงรีบขัดขึ้นในทันที ” หามิได้แพคะ พระองค์คงจะทรงกลัดกลุ้มพระทัยมาก หากมีอะไรที่หญิงผู้ไร้ความสามารถอย่างหม่อมฉันจะช่วยได้ก็โปรดมีดำรัสมาเถิดเพคะ ”

แม้รู้ว่าคำพูดนั้นจะไม่ได้ช่วยอะไรมากนักแต่อย่างน้อยที่สุดพระราชินีก็ทรงยิ้มให้หล่อน ” ขอบใจมาก ฟรานเชสก้าช่างมีบุตรสาวที่ดีเลิศจริงๆ ” อนาสตาเซียก็ได้แต่ยิ้มรับด้วยความรู้สึกว่าหล่อนทำสำเร็จแล้ว

***
ต่อให้ต้นไม้ในฤดูนี้จะสวยงามเพียงใด สิ่งที่ราชาลุดวิกทรงทำขณะเสด็จพระราชดำเนินไปคือถอนพระทัย ทุกครั้งจะทำให้ทหารรักษาพระองค์ต้องลอบมองขณะที่ทำหน้าที่อารักขาอย่างแข็งขัน แต่ไม่มีคราไหนที่พระราชาจะทรงมองพวกเขา สายพระเนตรมองดูยอดไม้เหนือพระองค์อย่างครุ่นคิด ทุกคนรู้เพียงพระราชาทรงมีเรื่องกลุ้มพระทัย แต่พระองค์เองก็ไม่อาจตรัสบอกผู้ใดได้เช่นกัน

ในเวลาเช่นนี้ ความคำนึงของพระองค์ถอยกลับไปยังอดีตบ่อยครั้ง หลายครั้งทีเดียวที่พระองค์ทรงหวังให้พระสหายหลายคนยังมีชีวิตอยู่ รวมถึงโจนาธาน เมริสมา ผู้ที่เป็นสหายใกล้ชิดพระองค์มากที่สุดคนหนึ่ง การที่ทรงประทับอยู่ที่นี่ ในบ้านของท่านเคานท์ทั้งที่เจ้าของจากไปนานแล้วนั้น ยังแต่ความหดหู่ใจมายังพระองค์เท่านั้น วันเวลาช่างผ่านไปรวดเร็วนัก ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมาพระองค์รู้สึกราวกับทรงดำเนินอยู่ในความฝันจนเหมือนมันเป็นชั่วประเดี๋ยวประด๋าว แต่เพียงลืมตาตื่นขึ้นพระองค์ก็ทรงพบว่าวันเวลาแปรเปลี่ยนไปเกินกว่าจะย้อนคืนได้ ความรุ่งเรืองที่พระองค์เคยสร้าง หรืออย่างน้อยวาดฝันว่าจะสร้างสาปสูญไปทั้งที่พระองค์ยังไม่มั่นพระทัยว่าได้ทรงทำสำเร็จบ้างหรือไม่ ในตอนนี้มันยากยิ่งที่หวนคืนสู่วันเวลาเหล่านั้น เมื่อความโรยรากำลังมาสู่อาณาจักรของพระองค์ ยิ่งเมื่อทรงเห็นเรือนสวนของบ้านเมริสมา พระองค์ยิ่งทรงตระหนักถึงความจริงข้อนั้นมากเท่านั้น

พระองค์เคยพระทับที่นี่ ในครั้งสุดท้ายที่พระองค์เสด็จมาเยี่ยมเยียนพระสหาย เรือนหลังนี้เคยเป็นสีขาวงดงาม แม้ไม่ได้ใหญ่โตมากมายแต่กลับอยู่อาศัยได้อย่างสบาย พระองค์โปรดเรือนหลังนี้ และปรารถนายิ่งจะทรงทอดพระเนตรความงดงามของมันอีกซักครั้ง ถ้าเพียงมันไม่ได้เปลี่ยนจากสีขาวสะอาดตาเป็นสีดำจากเปลวไฟและการต่อสู้ กลิ่นอบอวลของดอกไม้ฤดูร้อนเหลือเพียงกลิ่นไม้ไหม้และคาวเลือดเท่านั้น กลิ่นหอมเดียวที่เรือนหลังนั้นคือจากกองดอกไม้ที่วางไว้วันแล้ววันเล่า ดอกไม้ที่ทำให้พระองค์ต้องทรงประทับมองพร้อมรอยยิ้มหม่นหมองบนพระพักตร์

ในตอนนั้นเองที่เสียงจากประตูเรือนเรียกความสนใจของพระองค์และเหล่าข้าราชบริพาร แต่ผู้ที่ยืนอยู่ที่นั่นก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากคุณชายน้อยของบ้านเมริสมาและชาวบ้านอีกสองสามคน เมื่อแมกซิมิเลียนเห็นพระองค์ เด็กหนุ่มก็รีบโค้งถวายเคารพในทันที ” พระอาญาไม่พ้นเกล้า ข้าพระองค์ไม่ทราบว่าพระองค์เสด็จมายังที่แห่งนี้จึงเข้ามาก่อน ขอประทานอภัยด้วยพะยะคะ ”

ท่าทีอันขึงขังนั้นทำให้พระราชาทรงแย้มพระโอษฐ์ในทันที ” ไม่เป็นไรหรอก แมกซิมิเลียน ข้ารู้เจ้าไม่มีเจตนา ” แล้วพระองค์ก็ทรงทักทายชาวบ้านที่เหลือนั้น ” แล้วพวกเจ้ามาทำอะไรกันที่เรือนนี้ เข้าไปอย่างนั้นไม่กลัวมันถล่มลงมาหรืออย่างไร ”

คำตอบของคุณชายน้อยคือ ” ข้าพระองค์พาช่างฝีมือมาตรวจสอบเพื่อเตรียมซ่อมแซมพะยะคะ ”

” ซ่อมแซมที่นี่น่ะหรือ ”

” พะยะคะ เรือนหลังนี้สร้างไว้นานและสวยงามเป็นอย่างยิ่ง ข้าพระองค์เห็นว่าจะปล่อยไว้ในสภาพนี้ก็น่าเสียดาย ”

” แล้วแม่ของเจ้าล่ะ ”

คำถามนั้นทำให้คุณชายน้อยนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ” มารดาของข้าพระองค์มีงานยุ่งมากมายจึงไม่ได้ลงมาจัดการเรื่องนี้พะยะคะ ”

สำหรับเรื่องนั้นพระองค์ทรงเข้าพระทัย ” ซ่อมแซมเรือนหลังนี้ให้เป็นอย่างเก่าคงต้องใช้เงินมากอยู่ ให้ข้าลงขันด้วยคนก็แล้วกัน ”

” อะไรนะพะยะคะ ”

ความตกใจของแมกซิมทำให้พระราชาทรงนึกขำ ” ข้าจะช่วยเรื่องเงินทองที่ต้องใช้ในการซ่อมแซมเรือนหลังนี้ ข้าเองก็จดจำความสวยงามของมันได้ดี การเห็นมันในสภาพนี้ออกจะสะเทือนใจเกินไปหน่อย ” แล้วพระองค์ก็ถอนพระทัย ในชั่วขณะสั้นๆนั้นมีความเศร้าบางอย่างอยู่ในสายพระเนตรที่ก้มมองลงต่ำยังกองดอกไม้ที่อยู่แทบพระบาท ก่อนจะทรงเงยพระพักตร์ขึ้นพร้อมรอยยิ้มอันเต็มเปี่ยมด้วยไมตรีจิตจะอยู่บนพระพักตร์อีกครั้ง ” ต่อจากนี้มีเรื่องอะไรอย่าได้เกรงใจ พวกเจ้าบอกข้าได้เสมอ ”

ได้ยินเช่นนั้นพวกเขาก็ได้แต่มองหน้ากันเลิ่กลั่ก จะมีก็แต่คุณชายน้อยที่มุ่นคิ้วอย่างไม่เข้าใจ ” พระอาญาไม่พ้นเกล้า ข้าพระองค์เกรงว่าเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้มีแต่จะก่อความรำคาญพระทัยเพียงเท่านั้น ข้าพระองค์คงมิบังอาจกราบทูลให้ระคายเคืองพระยุคลบาทพะยะคะ ”

พระราชาทรงส่ายพระพักตร์น้อยๆ ” อย่าคิดเช่นนั้นเลย ” แล้วพระองค์ก็ถอนพระทัย พระวรกายพลันดูเล็กลีบลงราวกับมีสิ่งซึ่งหนักอึ้งทับอยู่ ” เจ้าจะเรียกว่าความขลาดเขลาก็ได้ แมกซิม มีหลายสิ่งที่ข้าผิดไปโดยไม่ยั้งคิด แต่ในตอนนี้ข้ากลับกลัวเกรงเงาของมันยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด ” ในตอนนั้นเด็กหนุ่มอยากจะถามเหลือเกินว่ามันเป็นเรื่องราวเช่นไร แต่เพราะความไม่สบายพระทัยบนพระพักตร์ขององค์กษัตริย์เขาจึงยังหุบปากเงียบ แต่นั่นก็ครู่หนึ่งก่อนที่พระองค์จะทรงกลับมาแย้มยิ้มอีกครั้ง ” เป็นลูกชายของบ้านคงต้องลำบากหน่อยสินะ แล้วโจนาธานล่ะ เขามีลูกชายอยู่คนไม่ใช่หรือ ทำไมเขาไม่มาช่วยเจ้าดูแลงานในบ้านบ้าง ”

อีกครั้งที่คุณชายน้อยต้องอ้ำอึ้ง ” เขาดูแลอย่างอื่นอยู่พะยะคะ ”

” อย่างนั้นหรือ ” พระองค์ตรัสก่อนจะทรงผินพระวรกายไป ” ถ้ามีโอกาสเจ้าพาเขามาพบข้าหน่อยก็ดี ข้ามีเรื่องมากมายเลยที่อยากพูดคุยด้วย ” แล้วพระราชาก็เสด็จไปจากที่นั่นราวกับว่าสิ่งที่พระองค์ตรัสนั้นเป็นแค่คำเปรยของชายชราขี้เหงาเท่านั้น

***
อันที่จริงการจัดเตรียมห้องพักนั้นไม่ได้ใช้เวลาอะไรมากมายนักหากไม่ติดว่าผู้ที่มาพักคือองค์ราชินีอาร์ดารา ผู้ซึ่งไม่ว่าอย่างไรคุณผู้หญิงฟรานเชสก้าก็ต้องรักถนอมน้ำใจไว้อย่างสุดกำลัง เพราะอย่างนั้นนางจึงต้องมั่นใจว่าที่พักที่ตระเตรียมเพียบพร้อมเพียงพอสำหรับอาคันตุกะสูงศักดิ์ผู้นี้ ” เจ้าไม่ต้องเตรียมอะไรถึงขนาดนี้ก็ได้ ฟรานเชสก้า ” พระนางตรัสพลางทรงแย้มสรวลขณะที่ทรงดำเนินไปโดยรอบห้องนั้น ห้องซึ่งเปิดใช้เพียงนานๆครั้งถูกปัดกวาดจนหมดจด เครื่องเรือนเครื่องใช้เป็นของที่ดีที่สุดที่มีเก็บไว้ แม้แต่ผ้าม่านและเครื่องนอนก็ต้องเป็นของใหม่ที่สุดสะอาดที่สุดเท่าที่มี ” ความจริงข้ากับเจ้าก็รู้จักกันมานาน ข้าไม่ถือสาดอกถ้าข้าจะอยู่ในห้องธรรมดาๆ ”

” หามิได้เพคะ พระองค์ทรงพระกรุณายิ่งที่เสด็จมาเยี่ยมเยียน หม่อมฉันต้องเตรียมการอย่างเต็มที่จึงจะถูก ”

นั่นทำให้พระนางทรงแย้มสรวล ” อะไรกันฟรานเชสก้า ห้องนี้ก็ใช่ว่าจะมีใครอื่นอีกนอกจากเจ้ากับข้า จะมากพิธีไปใย ”

เคานเตสได้ยินเช่นนั้นก็ได้แต่ยิ้มเก้อๆ ” กำแพงมีหูประตูมีช่อง ถ้าหม่อมฉันแสดงกิริยาไม่เหมาะสมเกรงว่าจะเป็นที่ติฉินนินทาเพคะ ”

แต่มีหรือที่พระนางอาร์ดาราจะไม่ทรงเห็นสิ่งที่ลึกซึ้งกว่านั้น ” เจ้ากลัวคนอื่นจะเห็นว่าเจ้ารู้จักคุ้นเคยกับข้ามากเกินไปอย่างนั้นหรือ ”

แม้ทรงกระซิบแต่ดำรัสนั้นก็หนักหน่วงราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงตรงอกของคุณผู้หญิงของบ้านเมริสมา ” หามิได้เพคะ ”

คำแก้ต่างนั้นคงสมเหตุผล ความกังวลชัดเจนบนใบหน้าของนางที่ทำให้พระนางอาร์ดาราทรงจับมือข้างหนึ่งของนางขึ้นกุมไว้ในพระหัตถ์ ” เจ้าเป็นสหายของข้า อย่าได้กลัวสิ่งใดฟรานเชสก้า ” พระนางตรัสย้ำหนักแน่น ” ข้าปฏิบัติต่อสหายด้วยความสนิทสนมชิดเชื้อทุกผู้คน ทั้งในยามที่เขาลำบากและในยามที่เขามีสุขสบาย เจ้าอย่ากังวลใจไป ” นั่นช่วยให้ลมหายใจที่ถี่เร็วของเคานเตสผ่อนคลายลงหากนางยังไม่วางใจ และพระนางก็ทรงสัมผัสได้ พระนางจึงแย้มยิ้ม ” ข้าพูดคุยกับลูกสาวของเจ้าแล้วนะ ต้องบอกว่านางเป็นเด็กสาวที่น่ารักจริงๆ ข้าคิดว่าข้าชอบนางเสียแล้วล่ะ ”

ถ้อยคำนั้นทำให้ผู้เป็นมารดาถึงกับระริกระรี้ขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ” พระองค์ทรงโปรดนางหรือเพคะ ”

” ใช่ ” พระนางตรัสพลางทอดสายพระเนตรมองใบหน้าแย้มยิ้มอย่างไม่สามารถสะกดกลั้นได้ของเคานเตส ” ในเมื่อเจ้าเลี้ยงดูลูกสาวของเจ้ามาได้ดีถึงเพียงนี้แล้ว ข้าก็กล้ารักษาสัญญาว่าข้าจะให้ความช่วยเหลือนางจนถึงที่สุดอย่างแน่นอน ”

คุณผู้หญิงรีบยอบตัวลงแทบพระบาทจองพระนางในทันที ” หม่อมฉันขอบพระทัยอย่างสุดซึ้งเพคะ ” นางกล่าว ” ไม่มีอีกแล้วที่คนเป็นแม่อย่างหม่อมฉันจะปรารถนามากไปกว่าอนาคตที่ดีของบุตรสาว หม่อมฉันต้องขอบพระทัยพระองค์ที่ช่วยให้ความต้องการของหม่อมฉันเป็นจริง ”

สดับเช่นนั้นพระนางก็ทรงแย้มสรวล ” อะไรกันนี่ ยังไม่ทันไรเลยนะ ฟรานเชสก้า ” ก่อนจะทรงกระซิบบอกว่า ” เจ้าว่ากำแพงนี้มีหูตามากเกินไปไม่ใช่หรือ เจ้าก็ต้องรักษากิริยาเสียหน่อยสิ ลุกขึ้น ”

เมื่อมีรับสั่งเช่นนั้นเคานเตสก็รีบลุกขึ้นในทันที ” หม่อมฉันขอประทานอภัยเพคะ ” หากรอยยิ้มบนใบหน้าของนางไม่ได้เลือนไป และพระนางอาร์ดาราก็ทรงแย้มพระโอษฐ์กว้างเมื่อทอดพระเนตรเช่นนั้น

***
TBC in Chapter 10

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: