A Fairytale: ราชาและมหาโจร บทที่ 10

Title: A Fairytale
Book II: ราชาและมหาโจร (Thieves and Kings)
Author: vekin
Rate: PG-13
Warning: คนเขียนอ่อนคำราชาศัพท์เป็นอย่างยิ่ง ต้องขออภัยในความผิดพลาดมา ณ ที่นี้
***บุคคล เหตุการณ์และสถานที่ในเรื่องล้วนสมมติขึ้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องพาดพิงกับบุคคลและเหตุการณ์จริงแต่อย่างใด***

Chapter 10
####################################################

เพิ่งเมื่อไม่กี่วันที่ก่อนเท่านั้นที่เขาต้องป้อนข้าวป้อนน้ำเจ้าชายซึ่งเจ็บหนักปางตายจากยาพิษ เพียงแค่ไม่กี่วันอาวดริคก็อาการดีขึ้นจนสามารถลุกขึ้นนั่งทานอาหารได้เองแม้จะยังลุกจากเตียงไปไหนไม่ได้ ก่อนหน้านี้เขายังไม่มีแรงกระทั่งจะสนทนาแต่ตอนนี้เขากลับสามารถซักไซ้ซาร์คเรื่องที่เกิดขึ้นกับเหยี่ยวป่าโดยไม่ติดขัด ที่ทำให้ผู้เป็นหัวหน้าแปลกใจมากที่สุดก็ไม่พ้นปฏิกิริยาที่สงบนิ่งขณะที่เขาเล่าเรื่องที่ชาวบ้านหลายคนถูกจับไต่สวน เรื่องของพ่อแม่สตีวี่ เรื่องการบุกช่วยนักโทษ เรื่องที่ทหารม้าทำกับนักโทษในเรือนสวนของบ้านเมริสมา เรื่องที่เหยี่ยวป่าต้องสลายตัวเป็นการชั่วคราว

ตลอดเวลานั้นอาวดริคไม่แสดงความอ่อนไหวใดๆอย่างที่เขาคาด เจ้าชายเพียงแค่นั่งเงียบ ดวงตาจ้องตอบเขาอย่างเยือกเย็นและครุ่นคิด ไม่มีความร้อนรน มีแต่ร่องรอยของความเศร้าบ้างเท่านั้น นั่นทำให้ซาร์คเบาใจอย่างประหลาด แต่เมื่อเสียงของเขาเงียบหายไป อาวดริคก็สรุปเรื่องราวทั้งหมดนั้นได้อย่างเจ็บปวดที่สุด ” สรุปแล้วตอนนี้เราจนแต้มสินะ ”

” จะเรียกว่าอย่างนั้นก็คงได้ ” เด็กหนุ่มกล่าวก่อนก็สูดหายใจลึกราวกับเขากำลังจะถอนใจ แต่ก็กลับนิ่งไปเสียอย่างนั้น

อีกครั้งที่อาวดริคเป็นฝ่ายพูดขึ้นดวงตาจ้องตรงมายังเขาด้วยแววที่ทั้งเข้าอกเข้าใจและตำหนิติติง ” ถ้าอย่างนั้นสิ่งที่เจ้าพยายามทำไปก็จะสูญเปล่า ”

ประโยคนั้นอัดเขาจนจุก จนแม้แต่คีธที่ยืนอยู่ข้างๆก็รู้สึกได้ เขาวางมือบนไหล่ของเด็กหนุ่มแต่ไม่พูดอะไร ครั้งนี้ซาร์คต้องถอนใจเฮือกใหญ่ก่อนจะตอบว่า ” ข้าจะไม่เถียงเจ้าเรื่องนั้นนะ อาวดริค แต่ข้าเองก็จนหนทาง ใช่ ข้าจนแต้มแล้ว ข้าเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ข้าคิดแค่ว่าข้าต้องช่วยคนของข้า ชาวบ้านต้องหนีไปให้ได้ ”

” เพื่อจะเจอกับทหารม้ากลุ่มใหม่ กับการทรมานอย่างใหม่ ” เป็นเจ้าชายที่ส่ายหน้า ” เจ้าลืมไปแล้วหรือซาร์ค ประเทศนี้เป็นของนาง มันไม่มีทางหนี ทุกที่มีหน้าตาแบบเดียวกันนี้หมดแล้ว ”

” แล้วเจ้าจะให้ข้าทำยังไง อาวดริค ทนดูพวกเขาถูกทรมานโดยไร้ความผิดอย่างนั้นเหรอ เจ้าล่ะทนได้หรือ ”

อาวดริคเองก็เถียงไม่ได้แต่ ” ข้าไม่คิดว่านี่เป็นก้าวที่ฉลาดนัก ”

” ข้ารู้ ”

” เจ้าตัดสินใจไปตามอารมณ์ ”

” ข้ารู้ ”

” รู้แต่ก็ยังทำ ”

” แล้วจะให้ข้าทำยังไงเล่า! ”

แล้วอีกครั้งที่พวกเขาเงียบ ซาร์คาเรียลุกขึ้นเดินงุ่นง่านไปรอบห้องเล็กๆนั้นอย่างคนที่ประสาทกำลังถูกกัดกินขณะที่อาวดริคเพียงแค่นั่งนิ่ง เขาเองก็ไม่มีคำตอบ แต่กระนั้นบางอย่างก็กระตุ้นเตือนเจ้าชายว่ามีสิ่งที่สำคัญกว่านี้ มีก้าวที่สำคัญกว่านี้ที่ควรเดิน ” ตอนนี้เราไม่มีทางเลือกนอกจากฆ่านางสินะ ” ความแน่วแน่ในถ้อยความสั้นๆนั้นซาร์คหันและคีธต้องมองเจ้าชายด้วยความแปลกใจขณะที่ชายหนุ่มบนเตียงเพียงแค่มองตรงไปเบื้องหน้าโดยไม่สบสายตาผู้ใด ” แต่นั่นจะไม่ทำให้ทุกอย่างยุติ ” เขารำพึงแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบ ” นางคือคนที่ยึดทุกอย่างไว้ ถ้านางตายทุกอย่างวุ่นวายมากกว่าเดิม ”

” แต่เราก็ไม่ได้มีทางเลือก ”

เจ้าชายเงยหน้าขึ้นมองคีธครู่หนึ่งก่อนจะหลบสายตาไปอีกครั้ง ” ใช่ ถ้านางไม่ไปจะไม่มีอะไรเปลี่ยน ”

” และนางก็ใช้เวลาที่อยู่ในอำนาจสร้างเกราะกำบังที่หนาแน่นรอบตัวเองไว้แล้ว ” ซาร์ครำพึงขึ้นด้วยความหงุดหงิดขณะที่เขานั่งลงตรงมุมห้อง ” นางแข็งแกร่งมากในตอนนี้ ”

แววของการถอดใจทำให้อาวดริคโพล่งขึ้นในทันที ” เจ้าเลยคิดจะรอเวลาอย่างนั้นหรือ เจ้าน่าจะรู้ว่าคนของเจ้ากำลังรอไม่ไหวแล้ว ”

” ข้ารู้นั่นแหละน่า! ” ซาร์คาเรียตอบกลับอย่างเหลืออด ” เจ้าจะให้ข้าทำยังไง ตั้งทัพไปเคาะประตูปราสาทหรือไง ”

” ซักวันอาจต้องทำ แต่ตอนนี้เจ้าต้องเอาเหยี่ยวป่าคืนมาก่อน ”

” ขณะที่สายตาของนางกำลังมองดูอยู่แล้วตัวนางเองอยู่ในเกราะอันหนาแน่นที่เข้าทำลายยังไงก็ไม่ได้อย่างนั้นหรือ ”

” ก็ต้องลอง ”

ซาร์คได้แต่กลอกตา ” อาวดริค ท่าทางยาพิษนั่นจะทำลายประสาทเจ้าไปจนหมดแล้ว เจ้า-จะ-บ้า-หรือ-ไง ”

” ข้าไม่ได้บ้า ” เจ้าชายตอบ ” แต่ตอนนี้ชาวบ้านต้องการผู้นำ ใครซักคนที่เขาจะยึดเป็นความหวังได้ เหยี่ยวป่าอยู่ในฐานะนั้นอยู่แล้ว เจ้าแค่ต้องไม่ทิ้งพวกเขา ”

” ข้าไม่เคยทิ้งพวกเขา ”

” แล้วที่เจ้าหัวหดอยู่ที่นี่เรียกอะไร ”

ครั้งนี้มันเกินรับได้สำหรับซาร์ค เกินรับเพราะเขารู้ว่าอาวดริคพูดความจริง และมันเป็นความจริงที่เจ็บปวดกว่าอะไรทั้งหมด เจ็บจนเขาอยากจะต่อยใบหน้าซีดเซียวนั้นให้หลับไปอีกซักรอบจะได้เลิกพูดเรื่องบ้าๆเหล่านั้นเสียที แต่เขาก็รู้ว่าทำไม่ได้โดยเฉพาะเมื่อคีธจับแขนของเขาไว้มั่น เขาต่อยไม่ได้เพราะรู้ว่าที่อาวดริคพูดนั้นจริงที่สุด สิ่งที่เขาทำได้คือคัดง้างด้วยเหตุผลของเขา ” ข้าไม่อยากลากคนที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามา ”

แต่เหตุผลของอาวดริคนั้นเรียบง่ายเหมือนน้ำเสียงของเขาในตอนนี้ ” ไม่มีใครที่ไม่เกี่ยวอีกแล้ว ซาร์ค ”

อีกครั้งที่เด็กหนุ่มจุกจนพูดไม่ออก

และเจ้าชายเองก็เข้าใจดี ” เจ้าอาจมองตัวเองเป็นผู้ปกป้อง แต่ความจริงก็คือเจ้าไม่อาจปกป้องทุกๆคน และเจ้าไม่อาจปกป้องพวกเขาตลอดไป พวกเขาต้องปกป้องตัวเอง สิ่งเดียวที่เจ้าทำได้คือทำให้พวกเขามั่นใจว่าเขาไม่ได้ต่อสู้ตามลำพัง ถ้าเขาไม่มีใครอื่นอีกที่พึ่งพิงได้พวกเขาจะยอมจำนน ถึงตอนนั้นทุกอย่างก็จะอยู่ในอุ้งมือของนาง ” แล้วอาวดริคก็เงียบ ” เจ้าคงไม่ได้ต้องการอย่างนั้นหรอกใช่มั้ย ” ความจริงแม้เด็กหนุ่มไม่พูดอะไรพวกเขาก็รู้คำตอบอยู่แล้ว ลมหายใจของซาร์คที่ขาดห้วงไปเป็นเครื่องยืนยันที่ดีอย่างหนึ่ง ถึงตอนนี้อาวดริคก็เหนื่อยอ่อนเกินกว่าจะทรงกายนั่งอยู่ได้ เขาจำต้องเอนนอนลงกับหมอนที่รองหลังเขาอยู่ในตอนนั้นแล้วหลับตา ” ผู้นำคือสิ่งที่พวกเขาต้องการตอนนี้ ซาร์ค ”

ซาร์คสวนกลับมาในทันทีว่า ” แล้วทำไมไม่เป็นเจ้าล่ะ เจ้าเป็นเจ้าชายของประเทศนี้ ตอนนี้เจ้าโดนข้อหากบฏอยู่แล้วทำไมไม่ฉวยโอกาสนี้จัดการกับนางแล้วสะสางเรื่องของตัวเองเสียเลยเล่า ”

” ถ้าข้าเดินนำจะมีใครตามอย่างนั้นหรือ ” เจ้าชายหัวเราะ แม้เป็นเสียงหัวเราะที่ขมขื่นก็ตาม ” เจ้าชายที่ไร้อำนาจถูกตีตราว่าเป็นกบฏ ข้าไม่มีสหายหรือบารมีใดๆนอกจากยศถาที่ผู้อื่นมอบให้ เจ้าต่างหากที่พวกเขาเชื่อใจ เพราะเจ้าแสดงว่าเจ้าห่วงใยพวกเขา มีแต่เจ้าเท่านั้นที่พวกเขาจะฟัง ”

อีกครั้งที่ซาร์คได้แต่เงียบ สายตาที่จ้องตอบคู่สนทนาเสมอหลุบต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด เขาไม่ได้มองตอบสายตาของอาวดริค หรือกระทั่งคีธ เขาต้องการเวลาคิด หรืออย่างน้อยก็เพื่อทำใจ ชายหนุ่มทั้งสองสบสายตากันชั่วครู่หนึ่งก่อนที่คีธจะบอกว่า ” ข้าคิดว่าอาวดริคพูดถูก ข้าไม่ได้บอกว่าการตัดสินใจของท่านผิด เพียงแต่เราอาจต้องให้เหยี่ยวป่ารวมตัวกันเร็วกว่าที่คาดไว้เท่านั้น ”

ในที่สุดซาร์คก็เงยหน้าขึ้น ” เจ้าบอกว่าข้าต้องนำการกบฏ ”

” ท่านเองก็ทำใจไว้แล้วไม่ใช่หรือ ”

เด็กหนุ่มได้ยินเช่นนั้นก็ต้องถอนใจ ” พวกเจ้าบ้าไปแล้ว ” แล้วเขาก็เดินออกไปจากห้องนั้นอย่างรวดเร็ว

แล้วอีกครั้งที่ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ พวกเขาได้แต่มองตามแผ่นหลังนั้นโดยไม่มีใครคิดเข้าไปห้ามปราม ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่อยากทำ แต่เพราะทำไปในตอนนี้ก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร ” ข้าพูดเกินไปหรือเปล่า ” เป็นอาวดริคที่ถามขึ้น

” ไม่หรอก ท่านทำดีแล้ว ” คีธกล่าวขณะที่สายตาจับจ้องไปที่ประตูที่ซาร์คเดินหายไป ” ท่านซาร์ครู้ดีว่าเรื่องนี้ต้องมาถึง เขาแค่ต้องการเวลาเท่านั้น ”

ใครบ้างจะไม่ต้องการ ขนาดคนที่พูดเรื่องนี้ยังต้องทำใจอยู่นานกว่าจะสามารถพูดออกมาได้ ถึงตอนนี้อาวดริคก็หมดแรงจนลืมตายังแทบไม่ไหว ” เจ้าเคยคิดว่าข้าเห็นแก่ตัวบ้างมั้ย ” เขาถาม

นั่นทำให้คีธหัน แต่ก็ไม่มีแววตำหนิใดๆ ” เราคุยเรื่องนี้กันแล้วไม่ใช่หรือ ”

” ข้ารู้ แต่ถ้าให้พูดตามตรงข้ายังไม่สนิทใจกับการที่ต้องโยนภาระนี้ให้ซาร์ค ”

” มันไม่ใช่การโยนภาระ อาวดริค มันไม่ใช่ว่าท่านจะหนีไปจากเรื่องนี้เสียหน่อย ”

” นั่นสินะ ” เจ้าชายรำพึงเพียงเบาๆ ” แต่ซาร์คก็พูดถูก ข้าเป็นเจ้าชายของประเทศนี้ คนที่ควรจะลุกขึ้นจัดการเรื่องนี้ก็คือข้า ”

แล้วคำพูดของอาวดริคก็ต้องชะงักเมื่อมือข้างหนึ่งวางปิดดวงตาของเขาไว้ ” ตอนนี้ร่างกายท่านอ่อนแอมาก พักผ่อนไปก่อนเถอะ เรื่องอื่นๆไว้ค่อยว่ากัน ”

ริมฝีปากของอาวดริคพลันคลี่ออก ราวกับเขาจะยิ้มแต่ก็ไม่มั่นใจ ” พวกเจ้าคงไม่ปล่อยข้าทิ้งไว้ข้างหลังหรอกใช่มั้ย ”

กับคำถามนั้นคีธหลุดรอยยิ้มน้อยออกมา ” นอนก่อนเถอะ ” เขาว่าก่อนจะเดินออกจากห้องนั้นตามทางที่ซาร์คหายไป แต่เมื่อเขาพบผู้เป็นหัวหน้า เขาก็พบคนอีกคนที่ไม่คาดว่าจะได้พบด้วย

***
ต่อให้รู้ว่านี่เป็นสิทธิพิเศษที่ควรแก่การยินดี อนาสตาเซียกลับรู้สึกเครียดมากกว่าอะไรอย่างอื่น หล่อนไม่กล้าเงยหน้า ตาก็ได้แต่จ้องมองมือที่ประสานบนหน้าตัก ไม่บังอาจสบสายตากับองค์ราชินีผู้กำลังเอนพระวรกายอย่างสบายอยู่ในอ่างอาบน้ำทรงพระสำราญกับการชำระล้างพระวรกายในอ่างน้ำที่พรมเครื่องหอมและน้ำมันสารพัด หล่อนได้แต่คาดเดาสรรพคุณเครื่องยามากมายที่เรียงรายอยู่โดยรอบว่าเป็นส่วนใดของเคล็ดลับความเยาว์วัยของพระนาง

และเมื่อหญิงสาวรู้ตัวว่าตนเองกำลังจ้องมอง หล่อนก็ก้มหน้างุดในทันที พระนางทอดพระเนตรเช่นนั้นจึงแย้มสรวล ” อายอะไรกันอนาสตาเซีย ผู้หญิงด้วยกันแท้ๆ ที่สำคัญข้าให้เจ้ามาอยู่เป็นเพื่อนคุยของข้านะ ไม่ใช่ให้เจ้ามานั่งก้มหน้าก้มตาอยู่นั่น ”

ยิ่งถูกทักเช่นนั้นใบหน้าของหล่อนยิ่งแดงก่ำ ” พระอาญาไม่พ้นเกล้า…. หม่อมฉันเพียงเห็นว่าการจะมองพระองค์ยามลงสรงนั้นไม่เหมาะเพคะ ”

นั่นทำให้พระนางทรงแย้มสรวลก่อนจะถอนพระทัย ” มากพิธีเหมือนแม่เจ้าไม่มีผิด แต่ก็นั่นแหละนะ เนื้อตัวของหญิงสูงวัยอย่างข้ามันก็ไม่น่ามองนักหรอก ”

เมื่อได้ยินเช่นนั้นหล่อนก็เงยหน้าขึ้นตอบทันทีว่า ” หามิได้ หม่อมฉันไม่ได้คิดเช่นนั้นจริงๆเพคะ พระองค์ยังทรงแลดูเยาว์พระชันษายิ่ง โดยเฉพาะผิวพรรณ… ” แล้วก็ราวกับหล่อนจะนึกขึ้นได้รีบก้มหน้ามองมือตนเองอีกครั้ง หล่อนได้แต่ภาวนาว่าเรื่องนี้จะตกไปเพราะไม่ว่าอย่างไรหล่อนก็ไม่คิดว่าการวิพากษ์วิจารณ์เชื้อพระวงศ์เป็นเรื่องที่สมควรนักแม้พระนางจะไม่ทรงถือสาก็ตาม

แล้วองค์ราชินีก็ตรัสถามขึ้น ” เจ้าคิดว่าข้าอายุเท่าไหร่ ”

คำถามนั้นอนาสตาเซียลังเลใจอย่างยิ่งที่จะตอบ ” คง…..คงราวสามสิบ สามสิบห้า กระมังเพคะ ”

พระนางทรงพระสรวลทันที ” ไม่เอาน่า อนาสตาเซีย เจ้าพูดความจริงได้ข้าไม่ถือ ”

” แต่หม่อมฉันคิดเช่นนั้นจริงๆเพคะ ” หล่อนว่าพลางช้อนตาขึ้นมอง ” หม่อมฉันเดาว่าคงมีผู้คนมากมายยกยอความงามของพระองค์จนทรงดำริว่าเป็นความลวงไป แต่หม่อมฉันกล้ายืนยันได้ว่าเป็นความสัตย์จริงเพคะ ”

ร่องรอยแห่งการหยอกเย้าสิ้นไปหากบนพระพักตร์ยังคงเปี่ยมไปด้วยพระเมตตา ” ข้าอายุมากกว่านั้นเกือบยี่สิบปีเห็นจะได้ ” ครั้งนี้หญิงสาวต้องเงยหน้าขึ้นมองด้วยความตกใจ ในตอนนั้นเองที่พระนางทรงกวักพระหัตถ์แล้วนางกำนัลก็มาพร้อมฉลองพระองค์คลุมผ้าไหมสีทองเป็นลวดลายบนพื้นหลังสีเทา ผ้าอ่อนนุ่มไล้ไปบนพระเกศาสีอ่อนที่เรียบงามไม่ต่างจากผ้าไหมที่พระองค์ทรงสวมใส่ พระนางก้าวออกจากอ่างโดยไม่ได้เติมแต่งอะไรมากไปกว่านั้นแต่กลับงามเลิศจนยากจะละสายตา แล้วพระนางก็ทรงหยุดประทับที่หน้ากระจกบานใหญ่ มันเป็นกระจกที่ประหลาดสำหรับหล่อนเพราะเนื้อของมันนั้นดำขลับหากสะท้อนพระพักตร์ของพระราชินีอย่างชัดเจน กรอบทองคำที่มีลวดลายแปลกตาแลดูลึกลับและน่ากลัวอย่างยิ่ง แล้วพระองค์ก็ตรัสถาม ” เจ้าคิดว่าข้าเป็นยังไงบ้าง ”

คำตอบของหล่อนคือ ” พระองค์งามเลิศที่สุดในปฐพีเพคะ ”

อีกครั้งที่พระนางทรงแย้มสรวลหากเป็นรอยยิ้มที่มีนัยยะเคลือบแฝงไว้ ” ช่างปากหวานเหมือนแม่เจ้าจริงๆ แต่เอาเถอะ ข้าเองก็ตั้งใจจะรักษาความเยาว์วัยนี้เอาไว้อีกหน่อย ” แล้วพระนางก็เหลือบพระเนตรจากกระจกบานนั้นมาทางหญิงสาว ” ความงามคือสมบัติที่มีค่าที่สุดของสตรี เจ้าต้องรักษาเอาไว้ให้ดีนะอนาสตาเซีย ”

” เพคะ ” หล่อนรับคำขณะที่เฝ้ามองนางกำนัลยกโต๊ะเครื่องพระสำอางมาที่หน้ากระจกนั้น แล้วพระนางจึงประทับนั่งลงกับเครื่องประทินโฉมที่อนาสตาเซียต้องยอมรับว่ามีน้อยกว่าที่หล่อนคาดไว้โข

” ตอนนี้แม่เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ข้าไม่ค่อยได้เจอนางเลย ” พระนางตรัสถาม

คำตอบที่ดีที่สุดที่หล่อนจะให้ได้คือ ” นับตั้งแต่เรื่องกบฏเกิดขึ้น งานของท่านแม่ก็ยุ่งขึ้นมากเพคะ ”

” ข้าเข้าใจ ” แล้วพระนางก็ถอนพระทัย ” มีเรื่องวุ่นวายมากมายเกิดขึ้นบนแผ่นดินนี้ตั้งแต่นั้น แต่สำหรับแม่ของเจ้า การที่ชื่อเมริสมาต้องเกี่ยวพันกับการลอบปลงพระชนม์นั้นลำบากมิใช่น้อยเลย ”

” ต้องนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงเชื่อใจพวกเราเพคะ ”

อีกครั้งที่พระนางแย้มพระโอษฐ์น้อยๆ หากคราวนี้มีร่องรอยของความเคร่งเครียดชัดเจน ” แต่จนตอนนี้ข้าก็ยังหาพวกมันไม่พบ เจ้าคิดว่าพวกมันกบดานอยู่ที่ไหนกันหรือ ”

ในตอนแรกคำถามนั้นทำให้อนาสตาเซียงุนงง แต่ในชั่วขณะต่อมาก็แปรเปลี่ยนเป็นความหวาดกลัวอย่างจับจิตจนหล่อนไม่อาจทนนิ่งอยู่ได้ เสียงของหล่อนแทบจะกลายเป็นเสียงหวีดร้อง ” หม่อมฉันยืนยันได้ว่าบ้านนี้ไม่มีใครรู้เห็นกับผู้ก่อกบฎนั้นจริงๆเพคะ ”

” ใจเย็นๆก่อน ข้าไม่ได้กล่าวหาครอบครัวของเจ้าเช่นนั้น เพียงแต่พวกเจ้าได้อยู่ร่วมชายคากันมาพักหนึ่ง นิสัยใจคอของเขาเจ้าคงรู้บ้าง อย่างน้อยก็รู้ดีกว่าข้า สิ่งที่ข้าอยากรู้คือพวกมันอยู่ที่ไหนหรือมีวิธีการใดที่พอจะติดตามพวกมันได้บ้าง ”

หล่อนได้แต่นั่งเก้อไร้คำตอบเพราะหล่อนไม่รู้เลยจริงๆ แต่มันก็ยากที่หล่อนจะกราบทูลไปตามจริงว่าหล่อนไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับซาร์คเพราะหล่อนใช้เวลาช่วงปีนั้นอยู่ห่างจากเขามากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่างมากที่สุดพวกเขาก็ค้อนใส่กันเมื่อเดินสวนแต่แทบจะไม่คุย ไม่ต้องคิดเลยว่าหล่อนจะรู้อะไรเกี่ยวกับเขา หล่อนต้องสะท้านอีกครั้งเมื่อสบสายตากับพระราชินีผู้จ้องมองหล่อนอย่างคาดหวังแล้วตรัสถามว่า ” ว่ายังไง อนาสตาเซีย ”

หล่อนได้แต่เม้มปากแน่น

***
แม้รู้ว่าในภาวะเช่นนั้นการส่งเสียงดังไม่ใช่เรื่องดี แต่อาร์เซนก็อดไม่ได้ ” ให้ข้าเข้าเฝ้าเนี่ยนะครับ ”

และสายตาของแมกซิมิเลียนก็กำลังบอกให้เขาเงียบเสียงลง ” จะตกใจอะไรนักหนา ”

” จะไม่ให้ข้าตกใจได้ยังไงครับ ” เขาตอบ คราวนี้พยายามให้เสียงเงียบลง แต่ความตื่นเต้น…หรืออาจเป็นตื่นกลัว ก็ยังชัดเจน ” ข้าอยู่ของข้าดีๆ แล้วจู่ๆท่านก็มาบอกว่าพระราชาต้องการให้ข้า- ” แต่เขาพูดไม่ทันจบ แมกซิมิเลียนก็ตะปบปากเขาปิดในทันที

” อย่าเสียงดัง ”

น้ำเสียงของคุณชายน้อยดุดันแม้เมื่อเทียบว่าเขาดุดันเป็นปกติ เขาเข้าใจดีว่าคุณชายน้อยไม่ต้องการให้ใครได้ยินสิ่งที่พวกเขากำลังคุยกันหรือนึกสงสัยว่าพวกเขามีความลับใดกันอยู่ นั่นคือเหตุผลที่พวกเขากำลังคุยกันในมุมของห้องครัวขณะที่คนอื่นสาละวนกันนอกบ้าน แต่การให้เขาทำเหมือนเรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดานั้นมากไปหน่อยสำหรับอาร์เซน เขาแกะมือนั้นออกแล้วตอบว่า ” ข้าไม่คิดว่าคุณผู้หญิงจะเห็นดีด้วยเรื่องนี้แน่ ”

เรื่องนั้นแมกซิมิเลียนก็รู้ นอกจากอนาสตาเซียแล้ว เขาไม่คิดว่าคุณผู้หญิงฟรานเชสก้าจะอยากให้พระวงศ์ทั้งสองสนใจใครอื่นอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาร์เซน ” ข้าจะลองหาทางดู ” เขาตอบ

แต่ก่อนที่เด็กชายจะทันถามอะไรต่อไปประตูครัวก็เปิดออก แล้วร่างในกระโปรงลูกไม้พลิ้วไหวก็ก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มกว้าง ” อยู่นี่เองอาร์เซน “หล่อนทักทายพร้อมรอยยิ้มเป็นมิตรบนใบหน้าที่ไม่ทำให้เด็กชายรู้สึกอย่างอื่นนอกจากชวนให้ขนลุก เรียวเท้าน้อยๆก้าวเข้ามาหาพวกเขาเป็นจังหวะราวกับตุ๊กตาเริงระบำ ” ข้ามีเรื่องจะคุยกับเจ้าหน่อย มากับข้าซักเดี๋ยวได้มั้ย ”

ฉับพลันนั้นเด็กชายหันไปสบสายตากับคุณชายน้อยซึ่งทักขึ้นทันทีว่า ” ข้ามีธุระอยู่กับเขาครับท่านพี่ ”

” แค่แป็บเดียวเอง ” หล่อนออดอ้อนเขา ” ข้าพาเขามาส่งแบบไร้รอยขีดข่วนแน่นอนข้าสัญญา ” แล้วหล่อนก็ลากอาร์เซนไปโดยไม่ฟังคำตอบใดๆจากน้องชายทั้งสิ้น

” ห้ามพาเขาเข้าไปในห้องของท่านเด็ดขาดนะครับ ” เป็นเสียงท้วงที่หยุดเท้าของหล่อนไว้ ” ท่านคงรู้ว่าถ้าทำเรื่องบัดสีแบบนั้นทั้งที่มีแขกอยู่เต็มบ้านแบบนี้ ท่านแม่จะว่ายังไง ”

อาร์เซนรู้สึกได้ว่านั่นไม่ใช่เจตนาของหล่อน แต่เมื่อเอ่ยถึงแม่ มือของหล่อนที่จับเขาอยู่ก็กำแน่นขึ้นในทันที กระนั้นตอนที่หันไปหล่อนก็ยังยิ้ม ” แน่นอน ข้าจะอยู่ที่ห้องหนังสือนะ ” แล้วหล่อนก็ออกเดินอีกครั้ง

ครั้งนี้หล่อนไม่ได้ผิดคำพูดจริงๆ หล่อนพาเขาไปที่ห้องหนังสือ ผ่านทหารยามที่ยืนเรียงรายรักษาการณ์อยู่ทั่วบ้าน เขารู้สึกได้ว่าทั้งตัวของหล่อนเกร็งไปหมดแม้หล่อนจะจับแค่ข้อมือของเขาอยู่ก็ตาม ตลอดทางนั้นหล่อนไม่มองเขา ไม่พูดอะไรนอกจากพาเขาเดินต่อไป สำหรับอาร์เซนนั่นน่ากลัวยิ่งกว่าเมื่อหล่อนถากถางเขาเสียอีก

คำแรกของหล่อนเมื่อประตูของห้องหนังสือปิดลงคือ ” กินขนมก่อนสิ อาร์เซน ” คุณหนูอนาสตาเซียหันมายิ้มพลางพยักเพยิดไปทางชุดเก้าอี้ที่กลางห้อง ที่นั่นมีน้ำชาและขนมอยู่จริงๆ

แต่การที่หล่อนลากเขามาถึงนี่ ตระเตรียมของรับเขาไว้ขนาดนี้ เตือนอาร์เซนว่านี่ไม่ใช่เพียงการพูดคุยธรรมดา เขาจึงไม่แตะต้องทั้งขนมและน้ำชา และไม่ได้นั่งลงด้วยซ้ำ เขาเพียงแค่ยืนอยู่ตรงข้ามหล่อนขณะที่อนาสตาเซียเริ่มรินน้ำชาให้ตัวเอง ” คุณหนูมีธุระอะไรหรือครับ ”

ความหวาดระแวงชัดเจนพอที่หล่อนจะจับเค้าได้ หล่อนถอดถอนใจราวกับว่าเขาจะจับไม่ได้ว่าหล่อนกำลังเล่นละคร ” ความจริงก็ไม่มีอะไรมากหรอก ข้าแค่อยากระลึกความหลังกับเจ้าหน่อย ” แล้วหล่อนก็ หยิบขนมขึ้นทานโดยไม่ลืมเชิญชวนวว่า ” เจ้าแน่ใจเหรอว่าจะไม่ลอง ” เขาส่ายหน้า อีกครั้งที่หล่อนทำท่าเหมือนผิดหวัง ” เอาเถอะ แต่ยังไงเจ้านั่งลงก่อนดีกว่านะ ยืนนานๆอาจจะเมื่อยเอาได้ ”

” คุณต้องการถามเรื่องอะไรแน่ครับ ” เขารีบตัดบท

ครู่หนึ่งที่หล่อนเงียบ ก่อนจะตอบพร้อมรอยยิ้มเอื้อเอ็นดูอันจอมปลอมว่า ” ก็หลายเรื่อง แต่เรื่องหลักๆคงเป็นเรื่องของซาร์ค ”

ทันทีที่ได้ยินชื่อนั้นทั้งแววตาและน้ำเสียงของอาร์เซนก็กร้ามขึ้นในทันที ” มีเรื่องอะไรเกี่ยวกับท่านพี่งั้นหรือครับ ”

แต่ท่าทางของเขาไม่ได้ทำให้หล่อนหลุดจากบทแต่อย่างใด หล่อนยังคงยิ้มหัวราวกับไม่เห็นความตึงเครียดในตัวเด็กชาย ” เจ้านี่นะ ขนาดว่าเขาทิ้งเจ้าไปตั้งนานแล้ว- ”

” ท่านพี่ไม่ได้ทิ้งข้า ”

และคุณหนูก็รับด้วยการยักไหล่ ” แล้วเขาไปอยู่เสียที่ไหนแล้วล่ะ ” เด็กชายอ้าปาก แต่ก็เพียงครู่เดียวก่อนที่จะหุบปากลง แนวกรามขบแน่นจนแทบเป็นสันซึ่งเขารู้ดีว่าไม่มีทางพ้นสายตาของอนาสตาเซียไปได้ ” กล้ายืนยันขนาดนี้แสดงว่าเจ้ารู้อยู่แล้วงั้นสิว่าเขาอยู่ที่ไหน ก็ว่าเจ้าถึงดูใจเย็นนักตอนที่เขาหายไป ”

อีกครั้งที่อาร์เซนไม่ได้พูดอะไร สายตาของเขามองต่ำอยู่กับพรมที่ใต้โต๊ะรับรองนั้น ใช่ เขาโกรธที่หล่อนพูดว่าท่านพี่ทิ้งเขา ราวกับว่าพี่ชายของเขาเป็นคนไร้หัวใจ เขาโกรธเสมอเมื่อมีใครพูดถึงท่านพี่ของเขาว่าไม่ดีแม้ว่านั่นจะเป็นแค่การถากถางเพียงอ้อมๆ หรือเอ่ยถึงโดยไม่ได้เข้าใจอะไร ใช่ คนพวกนี้ไม่เข้าใจอะไรเลย เขาไม่มีอะไรต้องอธิบาย ” ข้าไม่รู้หรอกครับว่าเขาอยู่ที่ไหน ” เขาตอบ ” แต่ข้ารู้จักเขามากพอจะรู้ว่าเขาให้ความสำคัญกับครอบครัวมาก เขาไม่ทิ้งข้าโดยไม่บอกกล่าวแน่นอน ”

” แปลว่าถ้าเขาจะไปเขาจะมาบอกกล่าวเจ้าก่อนงั้นสิ ”

สันหลังของอาร์เซนหนาววูบเมื่อสำเหนียกได้ว่าเขาพลาด ” ข้าไม่เคยพูดแบบนั้น ”

” งั้นยังไง ” หล่อนว่าขณะที่เอนกายลงพิงเก้าอี้ นัยน์ตาหรี่มองเขาอย่างดูถูกดูแคลน แต่มันไม่ใช่สายที่ดูแคลนเพียงตัวเขาแต่รวมถึงท่านพี่ของเขาด้วย ” เจ้าไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับเขาเลย ทำไมเขาต้องสนใจเจ้ามากขนาดนั้นด้วย ”

” เพราะสายเลือดมันไม่ใช่ทุกอย่างนี่ครับ ” มุมปากของเขากระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยาะอย่างช่วยไม่ได้ ” คุณยังไม่สนใจคนที่มีความสัมพันธ์โดยสายเลือดกับคุณเลยไม่ใช่เหรอ ”

อาจเพราะคำพูดนั้น เพราะสำเนียงของการถากถางที่อยู่ในนั้นที่ทำให้ดวงตากลมโตของหล่อนขุ่นมัวด้วยความโกรธขึ้นมาในทันที ” เดี๋ยวนี้ชักจะลามใหญ่แล้วนะ ”

เด็กชายเองก็สำเหนียกเรื่องนั้นได้ เขารีบหลบสายตาลงทันที ” ขอโทษครับ ”

แต่นั่นไม่ได้ทำให้อนาสตาเซียพอใจ หล่อนรู้ดีว่าท่าทางนอบน้อมนั้นกลายเป็นเรื่องหลอกลวงไปนานแล้ว อาร์เซนไม่ใช่เด็กน้อยที่หล่อนสามารถหลอกล่อกลั่นแกล้งได้อีกตั้งแต่ที่เขาสนิทสนมกับแมกซิมิเลียน เจ้าน้องชายตัวแสบนั่น ” ครั้งนี้ข้าจะไม่ถือโทษเจ้าแล้วกัน ” หล่อนว่าพลางปรายยิ้มอันอารี ” แต่ข้าจะจำไว้แน่นอนว่าเจ้าเคยพูดอะไรกับข้าไว้ในห้องนี้ ” เด็กชายก็ได้แต่ยักหน้า เขาไม่มีอะไรจะต่อรองในเรื่องนี้ เมื่อเห็นว่าเขาเงียบไปหญิงสาวก็ถามขึ้น ” เอาล่ะ ข้าจะเข้าเรื่องเลยก็แล้วกัน ซาร์คาเรียเคยมาหาเจ้าบ้างมั้ย ”

คำตอบคือการส่ายหน้า

” ข้าต้องการความสัตย์จริง อาร์เซน ”

” ก็นี่ไงครับความสัตย์จริง ”

” แล้วนกหวีดบนคอของเจ้าล่ะ ” หล่อนกอดอกในทันที ” มันคือนกหวีดสัญญาณไม่ใช่หรือ ” สำหรับหล่อนแค่การที่เขากำนกหวีดตัวนั้นไว้และสายตาที่เต็มไปด้วยความตกใจก็เป็นคำตอบที่เพียงพอแล้ว หล่อนยิ้มอีกครั้ง ครั้งนี้เป็นรอยยิ้มของผู้ชนะ ” ถ้าอย่างนั้นคืนนั้นที่ข้าลงไปเจอก็เป็นเขาจริงๆสินะ ”

” ไม่ใช่ครับ ”

” เจ้าจะโกหกข้าทำไม อาร์เซน ” หล่อนกล่าวก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินไปหาเขา ” เสียงที่ข้าได้ยินคืนนั้นไม่ใช่เสียงนกแต่เป็นเสียงนกหวีดแบบเดียวกับที่เจ้าห้อยอยู่นี่ใช่มั้ย ”

” ไม่ใช่ครับ ”

” งั้นเจ้าบอกข้ามาซิว่าเจ้าได้มันมาเมื่อไหร่ ” นัยน์ตาของหล่อนหรี่ลงอย่างคาดหวัง ” ก่อนที่เขาจะไปแค่ไม่นานหรือหลังจากเขาไปแล้วไม่นาน ”

เขากำมือแน่นในทันที ” ตอนไหนข้าก็จำไม่ได้แล้วครับ ”

” จริงน่ะ ” หล่อนว่าพลางหลิ่วตา ” ของสำคัญขนาดที่เจ้าไม่ยอมให้ใครแตะต้องแต่กลับจำวันที่รับมันมาไม่ได้ ”

” หลายอย่างเกิดขึ้นในช่วงนั้นนี่ครับ ”

” ก็จริงนะ ” ในที่สุดหล่อนก็ยอมถอยหลังจากที่รู้แน่ว่าไม่มีทางดึงดันต่อไปได้ ” แล้วเจ้าเคยเป่ามันหรือเปล่า ”

ครั้งนี้เขาต้องนิ่งไปครู่หนึ่ง คาดคำนวณหาคำตอบก่อนจะบอกว่า ” บ้างครับ ”

หล่อนยักหน้ารับรู้ รอยยิ้มอันน่ากลัวก็ยังอยู่ที่นั่น ” เจ้าไปหาเขาหรือ ”

อาร์เซนจ้องหล่อนตาแทบถลน ” ข้าบอกแล้วไงครับว่าข้าไม่เคยเจอเขา ”

แต่หล่อนมั่นใจว่าความโกรธนั่นคือการแสดง หรือไม่ก็เป็นความลนลาน หล่อนรู้สึกเหมือนอาร์เซนกำลังดิ้นรนอย่างสิ้นหวังในอุ้งมือของหล่อนที่กำลังบีบเข้าอย่างช้าๆ ” บอกตามตรงนะอาร์เซน ข้าไม่เชื่อเจ้า ”

” ท่านเคยเชื่อข้าด้วยเหรอ ”

” ข้าไม่ได้เล่นลิ้นอยู่อาร์เซน ” เสียงของหล่อนเหี้ยมขึ้นในทันที ” เจ้าคงรู้ว่าพระราชินีกำลังตามหาพี่ชายของเจ้าอยู่ นั่นคือเหตุผลที่พระองค์มาที่นี่ และนั่น….ก็อาจหมายความว่าผู้คนในเขตที่ดินของเมริสมา ชาวบ้านตาดำๆ ผู้คนที่ไม่อาจสู้รบปรบมือกับใครเขาได้ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย มันคงจบไม่สวยนักเจ้าว่ามั้ย ” แล้วหล่อนก็ยิ้มละไม ” มันจะช่วยพวกเขาจากการต้องทนทุกข์ทรมานนี้ได้มากเลยถ้าพระองค์ทรงทราบว่าซาร์คาเรียอยู่ที่ไหน ”

เขาเพียงแค่เลิกคิ้วแล้วย้อนถามว่า ” แล้วท่านก็คาดหวังว่าข้าจะรู้อย่างนั้นหรือครับ ” แม้ว่าจะต้องกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอไปก็ตาม

” อย่าดื้อด้านน่าอาร์เซน ” หล่อนลากเสียงเว้าวอน แต่ดวงตานั้นยังคงจ้องมองเขานิ่งงัน ” เจ้าเองน่าจะรู้ดีมากกว่าข้าว่าตอนนี้ชาวบ้านต้องทนอะไรบ้างเพราะพี่ชายของเจ้า ”

อีกครั้งที่เขาต้องกลืนน้ำลาย สายตาของเขาจับจ้องที่หล่อนราวกับว่าหล่อนเป็นผีร้าย แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่อาจหนีจากหล่อนหรือสิ่งที่หล่อนพูดได้

” เขาคงเห็นตัวเองเป็นวีรบุรุษ ” คำนั้นทำให้หล่อนยิ้มขำ ” ใช่ วีรบุรุษที่ต้องทอดทิ้งน้องตัวเอง ชักนำศึกมายังบ้านของตัวเอง เขาทำให้ชาวบ้านที่ไม่รู้เรื่องต้องทนกับการกดขี่ข่มเหงที่ตัวเขาเองทำให้เกิดขึ้น คิดดูซิอาร์เซน ถ้าเพียงเขาไม่ทำอะไรโง่ๆ อย่างพยายามเข้าไปในปราสาทเพื่อลอบปลงพระชนม์ หรือบุกช่วยนักโทษไม่กี่คนนั่น พวกเราแล้วก็พวกเขาจะต้องมาอยู่ในสภาพนี้กันมั้ย ” ถึงตอนนี้รอยยิ้มก็ปลาสไปจากใบหน้าของหล่อนหมดสิ้นแล้ว มันเป็นความโกรธและความเกลียดที่ระบายอยู่บนใบหน้าที่สวยงามของอนาสตาเซียจนทำให้หล่อนดูราวกับผีร้าย ” มันเป็นเพราะพี่ชายของเจ้าไม่ใช่หรืออาร์เซนที่ทำให้เกิดเรื่องบ้าๆพวกนี้ขึ้น เขาจะเปลี่ยนโลกให้มันดีขึ้นยังไงถ้ามันยังเป็นนรกเฮงซวยอยู่นี่เล่า ”

เด็กชายถอยเท้าในทันทีที่หล่อนสาวเท้าเข้าใกล้ เหมือนร่างกายของเขาได้ตัดสินใจแล้วว่าต้องออกไปจากที่นี่ ไปให้พ้นก่อนที่หล่อนจะมาถึงตัวเขาได้ แต่มันก็ช้าไปเพราะเพียงไม่กี่ก้าวหล่อนก็ดันหลังเขาชนผนังไปเรียบร้อย

” ข้าจะบอกให้ว่าอะไรที่ควรทำ ซาร์คาเรียควรจะขึ้นไปบนตะแลงแกงแล้วก็ชดใช้สิ่งที่เขาทำกับพวกเราทุกคนได้แล้ว เขาควรจะต้องชดใช้กับการหลอกลวงเจ้าไว้ในมายาคติของพี่ชายผู้แสนดีคนนั้นเสียด้วย เพราะทุกอย่างนี้กำลังทำลายพวกเรา ทำลายจนแทบพินาศ ” แล้วมือของหล่อนก็เอื้อมขึ้นลูบบนแก้มของเขาเบาๆ ” บอกข้ามาอาร์เซน เจ้าวายร้ายนั่นอยู่ที่ไหน ”

นั่นอาจเป็นครั้งแรกที่เขาตระหนักว่าหล่อนน่ากลัวได้ถึงเพียงไหน น่ากลัวจนตัวของเขากำลังสั่นน้อยๆด้วยความพรั่นพรึง แต่ความกลัวยังไม่ได้ทำลายเขา เขายังคงตอบอย่างที่เขาตอบเสมอว่า ” ข้าไม่รู้ครับ ”

หล่อนเลิกคิ้วกับคำตอบนั้น ” เจ้ายังยืนยันเรื่องเดิมอย่างนั้นสิ ”

” ไม่ว่าท่านจะพยายามอย่างไรข้าก็มีเพียงคำตอบนี้จะให้ ข้าไม่รู้ ”

” อย่างนั้นเหรอ ” หล่อนว่าก่อนจะเอียงคอน้อยๆ ” เจ้าอาจจะนึกออกในอีกไม่นานก็ได้ ”

***

” เจ้าว่าอะไรนะเจสสิก้า ”

ความเหี้ยมเกรียมในน้ำเสียงของคุณชายน้อยทำให้สาวใช้นึกอยากวิ่งหนีออกจากห้องนั้นในทันที แต่ดวงตาสีเข้มนั้นสะกดหล่อนไว้และให้หล่อนต้องทวนข้อความซ้ำ ” คุณผู้หญิงจะขังคุณหนูอาร์เซนไว้ที่หอคอยเจ้าคะ ”

” บ้าน่ะสิ ” แล้วในพริบตาต่อมาแมกซิมิเลียนก็เหวี่ยงตัวลงจากเตียง หนังสือในมือถูกขว้างทิ้งลงบนฟูกนอนอย่างไม่ใยดี เขาตรงออกไปจากห้องนั้นโดยไม่สนใจด้วยซ้ำว่าเจสสิก้าจะตามมาหรือไม่ ท่านแม่ของเขาต้องบ้าไปแล้ว

” นี่มันเรื่องอะไรกันครับ ” เขาถามหลังจากผลักประตูห้องทำงานของมารดาเข้าไปโดยไม่แม้แต่จะเคาะถาม แต่ที่นั่นมีเพียงอนาสตาเซีย ไม่มีร่องรอยของคุณผู้หญิงฟรานเชสก้าหรืออาร์เซนอยู่เลย คุณชายน้อยจึงได้แต่ถอนใจด้วยความกระฟัดกระเฟียดก่อนจะถามซ้ำว่า ” นี่มันเรื่องอะไรกันครับท่านพี่ ”

แต่คุณหนูอนาสตาเซียก็เพียงแค่กะพริบดวงตากลมโตของหล่อนแล้วย้อนว่า ” เรื่องอะไรล่ะ แมกซิม ”

ครั้งนี้เสียงถอนใจอย่างเหลืออดของแมกซิมเกือบจะกลายเป็นการคำราม ” มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นท่านแม่ถึงจะขังอาร์เซน ”

” โอ้ ตายจริง นี่เจ้ายังไม่รู้หรือนี่ ” แม้หล่อนจะพยายามตกใจให้แนบเนียนแต่หล่อนก็รู้ดีว่าเขาไม่มีวันตกหลุมพราง แววของความคับข้องใจในดวงตานั้นยังคงทำให้หล่อนรู้สึกดีเหมือนที่เคย ” นั่นสินะ แม้แต่นักรบที่แข็งแกร่งที่สุดก็ยังมีจุดอ่อน เจ้าคงให้ความไว้เนื้อเชื่อใจเด็กคนนั้นมากจนไม่ทันสังเกต ” แล้วหล่อนก็ลุกจากเก้าอี้นวมอันสบายอย่างเกียจคร้านแล้วเดินมากระซิบที่ข้างหูของเขา ” เด็กนั่นสมคบกับกบฏ ข้อหาใหญ่เชียวนะ ”

คำตอบโต้ในทันทีคือ ” อาร์เซนไม่ได้ทำ ”

หล่อนเพียงแค่เลิกคิ้ว ” โอ้ จริงสิ ก็ควรอยู่หรอกนะที่เจ้าจะพูดแบบนั้น ในเมื่อเจ้าเองก็มีส่วนนี่ใช่มั้ย ” เขาถลึงตามองหล่อนในทันที แต่ครั้งนี้หล่อนกลับไม่มีแววสะทกสะท้าน ” การให้อาร์เซนเข้าเฝ้าเป็นโอกาสดีที่จะปลงพระชนม์เลยนะ ”

” ระวังปากคำของท่านด้วยท่านพี่ ” เด็กหนุ่มกระซิบ หากมันฟังดูคล้ายเสียงคำรามต่ำของสิงโตหนุ่มอย่างมาก

แต่มีหรือที่หล่อนจะนึกกลัว ” ข้าเห็นแก่ความเป็นพี่น้องแก้ต่างให้เจ้าไปแล้วแมกซิมิเลียน เจ้าคงไม่ต้องโดนแบบเดียวกันกับเด็กคนนั้นหรอก อาจจะแค่กักบริเวณไว้ในสายตาของท่านแม่เป็นการชั่วคราว ไม่มีอะไรมาก ที่สำคัญเราคงไม่อยากให้แขกคนสำคัญของบ้านเมริสมาต้องรู้สึกลำบากใจไปด้วยจริงมั้ย ถ้าเจ้ายังรักตัวเองอยู่ละก็ อยู่นิ่งๆเข้าไว้แล้วทุกอย่างก็จะผ่านไปด้วยดี เจ้าจะยังคงเป็นแมกซิมิเลียนผู้ไม่ด่างพร้อยคนเดิม ดีมั้ยล่ะ ”

แต่แววตาของเด็กหนุ่มนั้นห่างไกลจากการพอใจมาก ” ท่านจะทำอะไรอาร์เซน ”

สำหรับหล่อนชื่อนั้นทำให้บางอย่างเสียดขึ้นมาในอกอย่างช่วยไม่ได้ ไม่หรอก มันไม่ใช่เพราะชื่อ มันเพราะวิธีที่แมกซิมิเลียนเอ่ยชื่อนั้นต่างหาก

เกลียด หล่อนเกลียดมันทั้งคู่

***
สำหรับแม่นมนางไม่เข้าใจอะไรอีกแล้ว นางไม่เข้าใจคุณผู้หญิงของนาง ไม่เข้าใจที่มาของข้อกล่าวนั้นแม้แต่นิดเดียว ” แต่คุณไม่มีหลักฐานอะไรเลยนะคะ ” นางว่าพลางร้องไห้ราวจะขาดใจ ” คุณจะขังคุณหนูแบบนี้ไม่ได้ ”

แต่ฟรานเชสก้าไม่พร้อมจะเห็นอกเห็นใจใครในตอนนี้ ” ข้าเสี่ยงไม่ได้ ” คุณผู้หญิงกล่าวด้วยเสียงที่ราบเรียบจนเกือบไร้ความรู้สึกขณะที่นางลั่นดาลประตูของห้องหอคอย สายตาของนางแสดงความร้อนใจมากกว่าอย่างอื่น ” เขาจะอยู่ที่นี่จนกว่าพระราชาและพระราชินีจะเสด็จกลับไป ”

” แต่- ”

” ข้ารอให้เรื่องเกิดก่อนแล้วลงมือทีหลังไม่ได้ เข้าใจมั้ย! ”

นางไม่ได้ตั้งใจะตวาด แต่เสียงที่สะท้อนอยู่ในโถงบันไดวนของหอคอยนั้นมันเป็นเสียงตวาดชัดเจนแม่นมเองก็ถึงกับหยุดสะอื้นไป ท่าทีหวาดกลัวของหญิงชรานั้นทำให้คุณผู้หญิงต้องส่ายหน้า นางรู้ว่านางอาจทำมากเกินไปสำหรับหัวจิตหัวใจของแม่นมคนนี้ แต่นี่คือสิ่งที่ผู้นำของตระกูลเมริสมาต้องทำเพื่อหยุดความพินาศที่คืบคลานมาหาพวกเขา

ท่ามกลางความเงียบสั้นๆนั้น เสียงที่ดังขึ้นคือที่ลอดบานประตูไม้มา ” ข้าเข้าใจครับ คุณผู้หญิง ”

แม่นมหยุดการประท้วงของนางในทันทีที่ได้ยินเสียงนั้น เสียงที่เกือบจะเป็นปกติของคุณหนูอาร์เซนของนางที่ลอดออกมาบานประตูไม้หนา คำพูดสั้นๆนั้นเหมือนจะบอกนางว่าเขาไม่เป็นอะไร แต่สำหรับฟรานเชสก้า นางอดไม่ได้ที่ชักสีหน้าใส่บานประตู ก็ใครเล่าที่นำความลำบากทั้งหมดนี้มาให้นาง สามีของนางเลี้ยงลูกอย่างไรกันถึงชักศึกเข้าบ้านกันให้ได้ตลอดเวลา ทั้งซาร์คาเรีย ทั้งเด็กคนนี้ แล้วก็มีแต่นางที่ต้องจัดการเรื่องพวกนี้อยู่ร่ำไป

” เรื่องอาหารอนาสตาเซียจะเป็นคนเอามาให้เอง ” นางว่าขณะที่เดินลงจากหอคอย ” กุญแจจะอยู่กับข้า ดังนั้นพวกเจ้าไม่ต้องคิดเรื่องเอาเขาออกมาก่อนเวลาแม้แต่นิดเดียว ”

เรื่องนั้นแม่นมก็ได้แต่รับคำด้วยเสียงสะอื้นเบาๆ ” มันก็ยังเกินไปอยู่ดีนะคะ ”

แต่ความสงสารไม่ได้อยู่ในใจของนางในตอนนี้ ” เลิกพูดถึงเรื่องนี้ได้แล้ว ”

แม่นมก็ได้แต่สะอื้นเบาๆ

***
การปิดบังอาวดริคอาจเป็นเรื่องแย่ แต่นั่นเพราะพวกเขารู้ดีว่าไม่มีทางอื่นอีกที่จะทำให้เจ้าชายยอมนอนอย่างสงบอยู่บนเตียงหากเขารู้ว่าสายของเหยี่ยวป่าเพิ่งกลับมาจากกาลัทเทียร์พร้อมกับข่าวที่เขาต้องการ ในตอนแรกพวกเขาซักถามเอาแต่ข่าวความเป็นไปของหมู่บ้านรอบๆนั้น ไม่มีใครเอ่ยปากคำว่ากาลัทเทียร์เลยซักคำ

แต่ความลับไม่มีในโลก ทันทีที่อาวดริครู้เข้าเขาก็อยู่ไม่สุข ” ทำไมเจ้าไม่บอกข้า ” เขาถามขณะที่ลุกพรวดพราดขึ้นจากเตียงจนเกือบจะได้ล้มพับถ้าคีธไม่รับไว้

” ก็เพราะรู้ว่าท่านจะทำอย่างนี้น่ะสิ ” แล้วชายหนุ่มก็ปรายสายตาไปทางผู้เป็นอาจารย์ซึ่งยืนเป็นทองไม่รู้ร้อนอยู่ที่ปลายเตียง ” ท่านก็ช่างทำกันได้นะ ”

แต่ชายผู้นั้นเพียงแค่ถอนใจสั้นๆอย่างรำคาญ ” ก็ลุกได้นี่ ” แล้วหมอยาก็ทำท่าเหมือนจะออกจากห้องนั้นไปโดยไม่รู้ไม่เห็นอาการของคนไข้ ” ลุกได้ก็ไปได้แล้ว เตียงในบ้านข้าไม่ได้มีไว้ให้เจ้านอนเล่นหรอกนะ ”

” แต่เขายังไม่หายดี ” คีธเถียง

” อะไร ” สายตาเชือดเฉือนเหลือบมองกลับมาทันที ” เจ้าเคยเห็นสัตว์ที่นอนจมจ่อมจนแข็งแรงด้วยเรอะ ” แล้วเขาก็กลับออกไปโดยไม่สนใจความคับข้องใจของลูกศิษย์แม้แต่นิดเดียว

แต่เพราะเข้าใจผู้เป็นศิษย์จึงทำได้เพียงยืนเงียบโดยไม่ได้ต่อล้อต่อเถียงต่อไป เขาเพียงแค่ช่วยพยุงให้แน่ใจว่าเจ้าชายสามารถยืนได้ขณะที่อาวดริคยืดตัวขึ้นให้เคยชินกับการต้องยืนอีกครั้ง ” ขอบใจมาก ” เจ้าชายว่าขณะที่ยันตัวออกห่าง พยายามทรงกายโดยไม่ใช้ทั้งแขนของคีธและขอบเตียง

ชายหนุ่มเห็นเช่นนั้นก็ได้แต่ถอนใจ ” ท่านยังไม่แข็งแรงพอหรอกนะ ”

” แต่สิ่งที่ท่านหมอว่ามันก็ถูก ”

เรื่องนั้นเขาก็ไม่ได้เถียง แต่สำหรับอาวดริคตอนนี้ เขาไม่แน่ใจว่ามันจะมากเกินไปหรือเปล่า ” ท่านคิดว่ารับมือไหวแล้วอย่างนั้นหรือ ” เขาถาม

” ข้ายืนไหว ”

” ข้าหมายถึงเรื่องกาลัทเทียร์ต่างหาก ” คีธว่าแล้วก็ถอนใจเพื่อพยายามระบายความขัดเคืองออกไปบ้าง ” ตัวท่านเองยังไม่หายดีแล้วเรื่องความทรงจำ- ”

” มันไม่รบกวนข้ามาพักหนึ่งแล้ว ไม่น่าเป็นอะไร ” แล้วเขาก็จับแขนของคีธไว้โดยชายหนุ่มไม่แน่ใจนักว่าเจ้าชายทำเช่นนั้นเพราะทรงกายไม่อยู่หรือเปล่า ” ให้ข้าพบเขาเถอะ มีหลายสิ่งที่ข้ารู้แต่ไม่เข้าใจ สิ่งที่เขารู้มาอาจเป็นประโยชน์ ”

อีกครั้งที่คีธถอนใจ คราวนี้อาจด้วยความอ่อนใจมากกว่าอย่างอื่น ” ข้าจะไปพูดกับท่านซาร์คดูแล้วกัน ” แล้วเขาก็ประคองเจ้าชายกลับไปนั่งบนเตียง ” ส่วนท่านก็พักผ่อนเสียก่อน แล้วข้าจะมาบอกว่าได้ความว่ายังไง ”

สำหรับตอนนั้นอาวดริคก็ได้แต่ยักหน้า เขาไม่ได้มีทางเลือกอื่นมากนักนอกจากต้องพึ่งพาคีธเพราะถ้าจะมีใครเกลี้ยกล่อมหัวหน้าของเหยี่ยวป่าได้ก็คงเป็นคนนี้ และเขารู้ว่าคำตอบของซาร์คาเรียจะต้องเป็น…

” ไม่ ” เด็กหนุ่มกล่าวอย่างหนักแน่น ดวงตาหรี่เล็กจ้องมองตรงไปยังชายหนุ่มขณะที่แขนทั้งสองกอดอกไว้อย่างไม่สู้พอใจนัก ” ข้าว่าเราตกลงกันแล้วเรื่องที่ต้องรอให้อาวดริคหายดี ”

ชายหนุ่มได้ยินดังนั้นก็กลอกตา ” ข้าก็เจตนาอย่างนั้นอยู่หรอกท่านซาร์ค แต่ท่านก็รู้ว่าอาวดริคหัวดื้อ ถ้าเขารู้เสียแล้วอะไรก็ฉุดยาก ”

ได้ยินเช่นนั้นคิ้วของซาร์คก็มุ่นเข้าในทันที ” ใครบอกเขา ”

” อาจารย์ข้า ”

เด็กหนุ่มสบถในทันที ” หมอยานั่นร้ายจริงๆ ” เขาบ่นพึมพำขณะที่นวดหัวคิ้วตัวเองด้วยความพยายามจะทำให้มันคลายออก ” เจ้านั่นคงรบเร้าเจ้าให้มาขอคำอนุญาตจากข้างั้นสิ ”

” จริงๆข้าขอมาคุยกับท่านเองครับ ” ชายหนุ่มตอบด้วยแววกังวลเต็มใบหน้า ” แต่อย่างน้อยที่สุดนั่นก็ทำให้เขานิ่งลงไปได้บ้าง ข้าไม่อยากให้เขาผลุนผลันออกมาแล้วก็ขอฟังเรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่ตอนนี้ ”

เรื่องนั้นซาร์คเข้าใจ เพราะเข้าใจเขาจึงยิ่งหงุดหงิดมากขึ้นเท่านั้น ” ถ้าเพียงแค่จะเจียมสังขารเสียบ้างนะ ”

” ข้าคิดว่าเขารู้ดีครับ แต่ไม่อยากยอมรับขีดจำกัดของตัวเองเท่านั้น ”

อันที่จริงสำหรับซาร์คมันก็เข้าใจได้ ดูเหมือนว่าช่วงเวลาใต้ฤทธิ์ยาพิษนั้นจะทำให้อาวดริคปลงใจได้ เขาคงไม่งอมืองอเท้าไม่ทำอะไรอีกแล้วถ้าเขารู้สึกว่าทำได้และต้องทำ เพียงแต่สภาพของเขาในตอนนี้งอมืองอเท้าไว้จะดีที่สุดเท่านั้นเอง ” ให้เขาเดินออกมาเองแล้วกัน ”

” อะไรนะครับ ”

เด็กหนุ่มหุบปากแน่นเหมือนเขากำลังย้ำกับตัวเองก่อนจะตอบว่า ” ถ้าเขาอยากฟังให้เขาเดินออกมาถามฮาวล์ข้างนอกนี่เอง แล้วข้าจะอนุญาต ” แล้วเขาก็พลันเหลือบตามองชายหนุ่มซึ่งเข้าใจหัวหน้าของเขาในทันที

” ต้องแข็งแรงพอเท่านั้น เรื่องนั้นข้าทราบครับ เพียงแต่…. ”

” แต่? ”

แล้วอีกครั้งที่ชายหนุ่มถอนใจ ” ข้ากล้าพนันว่าเมื่อเขาได้ยินอย่างนั้น เขาจะเดินมาหาท่านทันทีแน่ ”

เป็นเคราะห์ร้ายของหัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่าที่คีธมักจะคาดการณ์ถูก

***
ภายในเวลาเพียงหนึ่งวันซาร์คาเรียก็ต้องปวดหัวอีกครั้งเมื่ออาวดริคมายืนอยู่ตรงหน้าเขาโดยไม่ได้พึ่งพิงใครให้เขาสามารถใช้เป็นข้ออ้างเลยแม้แต่น้อย เขาแสดงความต้องการชัดแจ้ง เขาจะไม่กลับไปพักผ่อนจนกว่าจะได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดจากปากฮาวล์ สายลับของพวกเขาผู้กลับมาจากกาลัทเทียร์

ส่วนผู้เป็นหัวหน้าก็ได้แต่กอดอกถอนใจด้วยความขัดเคืองที่ตนไม่สามารถขัดขวางเขาได้ ” ข้าไม่คิดเลยนะว่าเจ้าจะทนทายาทขนาดนี้ ” เด็กหนุ่มรำพึงขณะที่รอให้ฮาวล์กลับมาจากการซื้อเสบียงกรังพร้อมกับคีธ สายตาของเขาจับอยู่ที่อาวดริคตลอดเวลานั้น อ่านอาการของชายหนุ่มจากท่าทางของเขา ต่อให้เขารู้เพียงงูๆปลาๆก็บอกได้ว่าอาวดริคเหนื่อยไม่ใช่น้อยที่ต้องยืนอยู่แบบนั้น ” เจ้าไม่ต้องฝืนหรอกนะ ”

” ข้าไม่ได้ฝืน ” เขาตอบ ท่าทางมั่นอกมั่นใจจนซาร์คอดรู้สึกขัดใจไม่ได้

” ข้าถามจริงเถอะ เจ้าจะรีบรู้อะไรนักหนา ตอนนี้เจ้าอยู่ห่างจากนางมากจนทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว ”

” เจ้าเคยได้ยินหรือเปล่าว่า รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งก็ชนะร้อยครั้ง ” เจ้าชายตอบ ” ถ้าเราเข้าใจว่านางต้องการอะไรย่อมรู้ว่านางกำลังจะทำอะไรต่อไป ”

” แต่ไม่มีอะไรรับประกันว่าเจ้าจะได้ข่าวของนางจากกาลัทเทียร์ ”

” เรื่องนั้นก็จริง แต่…มันเป็นสังหรณ์ ”

” สังหรณ์? ”

” ใช่ สังหรณ์ ” อาวดริคย้ำแม้เขาจะรู้แก่ใจว่ามันไม่ได้ฟังดูเข้าท่านัก ” ความจริงข้ารู้สึกถึงความเกี่ยวข้องนั้นตั้งแต่เรื่องนอร์ธบีสท์แล้ว เพียงแต่มันไม่ชัดเจนเท่านั้นเอง ”

เด็กหนุ่มได้ยินเช่นนั้นก็ถอนใจ ” ขอให้จริงก็แล้วกัน ” แล้วเขาก็นั่งลง

มันเป็นตอนนั้นเองที่เขาสังเกตว่าท่าทางของอาวดริคเปลี่ยนไป จริงอยู่ที่เจ้าชายยังคงยืนอย่างมั่นคง แต่ลมหายใจถี่ๆและใบหน้าที่ซีดเอาๆก็ทำให้ซาร์คต้องลุกขึ้นไปคว้ามือของเขาไว้ และอย่างที่สังหรณ์ ปลายนิ้วของอาวดริคเย็นเฉียบ เขาสบถเบาๆกับตัวเอง ” เจ้ากะจะต้องให้ตัวเองเป็นลมก่อนถึงจะยอมบอกข้าหรือไง ”

เจ้าชายหวังจะดึงมือกลับ แต่แรงบีบบนมือนั้นบอกเขาว่ามันสายไปแล้ว ซาร์คจ้องเขาตาแทบหลุดด้วยความโกรธที่อธิบายไม่ได้ น่าแปลกที่มันทำให้เขายิ้ม ” ขอโทษ ” เขาว่าขณะที่บีบมือที่จับเขาอยู่เบาๆ ” แต่ถ้าข้าไม่ยืนอยู่อย่างนี้เจ้าคงไม่ยอมให้ข้าพบฮาวล์หรอกจริงมั้ย ”

” แน่นอน ” แล้วเด็กหนุ่มก็ถอนใจ ” บังเอิญข้าก็ลืมว่าเจ้ามันดื้อพอจะยืนจนเป็นลมก่อนจะเลิกเสียด้วย ”

ความเหนื่อยหน่ายของซาร์คทำให้เขาอดขำไม่ได้ ” เจ้าก็รู้แต่ก็ไม่ยอมให้ฮาว์ลเจอข้า ”

” ข้าลืมนึก ”

อีกครั้งที่เจ้าชายอดไม่ได้ที่จะยิ้มกว้าง ” เจ้าไม่เคยขี้ลืมขนาดนี้นี่นา ”

ผู้เป็นหัวหน้าอ้าปากเหมือนจะเถียง แต่แล้วก็ค้างเมื่อไม่อาจหาอะไรคัดง้างข้อสังเกตนั้นได้ สุดท้ายแล้วเขาก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากยืนหน้างอกระฟัดกระเฟียดอยู่กับตัวเอง และสำหรับอาวดริค มันก็ไม่ใช่ตอนจบของการโต้เถียงที่เลวร้ายเกินไปนัก

” ซาร์ค… ”

เสียงเรียกนั้นทำให้เด็กหนุ่มต้องเบนสายตากลับมาที่เจ้าชายซึ่งเซมาทางเขาแทบจะในทันที ศีรษะของอาวดริคอิงอยู่บนไหล่ของเขาขณะที่น้ำหนักตัวทำให้เขาต้องถอยไปก้าวก่อนจะสามารถประคองร่างของชายหนุ่มไว้ได้มั่นคงพอ

” เจ้า…บ้าเอ๊ย ” เขาพึมพำขณะที่บีบมือที่เย็นเฉียบนั้นแน่น ” ยังคิดจะยืนอยู่อีกรึไง ”

เสียงอู้อี้ที่ตอบกลับมาคือ ” ให้ยืนก็พอไหวอยู่หรอก ” แล้วเขาก็ถอนใจ ” ขอพักซักเดี๋ยวเท่านั้นเอง ”

ถึงจะเห็นใจซักเพียงไหน แต่ซาร์คก็บังอยากจะต่อยอาวดริคซักทีอยู่เหมือนกัน ” ไปนอนได้แล้วไป ” แล้วเขาก็ค่อยๆประคองร่างนั้นไปที่เก้าอี้

พอดีกับตอนที่คีธและฮาวล์เข้ามาพอดี ซาร์คเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไม แต่ทันทีที่เห็นหน้าชายหนุ่ม มือของเขาก็เย็นเยียบ แม้คีธก็เพียงแค่ถามเขาอย่างร้อนรนว่า ” อาวดริคเป็นอะไร ”

ผู้เป็นหัวหน้ากำลังจะตอบถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าชายชิงพูดเสียก่อน ” ข้าไม่เป็นไร ” แล้วเขายันตัวขึ้นหันมายิ้มขืนๆ ” แค่มึนหัวนิดหน่อย ”

คราวนี้คนที่ถอนใจหน่ายๆคือคีธเอง เขาวางหอบข้าวของลงพื้นแล้วเข้ามาประคองเจ้าชายให้นั่งลง ” ต้องให้ข้าเตือนซักกี่ครั้งนะว่าอย่าหักโหม ท่านไปพักผ่อนก่อนดีกว่านะ ”

” แล้วพวกเจ้าก็จะมีข้ออ้างไม่ให้ข้าคุยกับฮาวล์อีก ”

คีธต้องหันไปมองผู้เป็นหัวหน้า ซึ่งคำตอบคือการยักไหล่ นั่นจะเรียกว่าเป็นการอนุญาตก็คงได้ ” ถ้าอย่างนั้นกลับไปที่ห้องดีกว่า ” ชายหนุ่มเสนอ ” อย่างน้อยที่นั่นก็ลับหูตามากกว่าที่นี่ ”

แต่เมื่อถึงเวลาจริงๆพวกเขาอาจไม่จำเป็นต้องกังวลถึงเพียงนั้น เพราะตลอดเวลานั้นพวกเขามักจะนั่งเงียบขณะที่ฟังฮาวล์เล่าเรื่องของเขาด้วยเสียงที่แผ่วเบาจนเกือบเป็นเสียงกระซิบ ” ข้าจากกาลัทเทียร์มาตั้งแต่ข้ายังเล็กดังนั้นข้าเองก็จำไม่ได้ว่ากาลัทเทียร์เคยเป็นอย่างไร แต่ที่แน่ๆคือตอนนี้มันไม่ได้มีสภาพอย่างที่พวกเราคิดไว้ ที่นั่นอยู่ภายใต้การปกครองของไลน์มาตั้งสิบกว่าปีก็จริง แต่กลับเหมือนถูกทิ้งไม่มีใครแยแส ราวกับว่ามันไม่ใช่เขตของไลน์ แทบไม่มีกองทหารของไลน์ไปประจำการณ์ที่นั่น จะมีมากก็ที่ชายแดนเดิมคอยดูแลสินค้าที่ผ่านไปมา นอกนั้นแล้วเรียกได้ว่ากาลัทเทียร์ถูกทิ้งให้กลายเป็นแดนเถื่อน

” ข้ารู้ตอนหลัง ตอนไปถึงที่บ้านแม่ของข้าที่เมืองใกล้ๆชายแดนว่ามันเป็นอย่างนี้มาพักใหญ่แล้ว แต่ก่อนหน้านี้ไม่ใช่แบบนี้หรอก หลังจากที่ไลน์ชนะสงครามได้ใหม่ๆมีทหารเข้าออกที่นั่นเยอะมาก ส่วนมากมาเพื่อคุ้มกันแร่จากเหมือง แต่การทำเหมืองก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก พวกเขาลงแรงอยู่ได้ไม่กี่ปีทุกอย่างก็เริ่มซบเซาลง จนสุดท้ายก็แทบไม่มีใครสนใจเรื่องเหมืองในกาลัทเทียร์อีก ”

” คงเป็นภาวะฟื้นฟูสงคราม ” ซาร์คกล่าว ” พวกนั้นคงต้องการแร่ทางเหนือเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ล้มพับไป ”

ฮาว์ลยักหน้าเห็นพ้องด้วย ” แต่พวกนั้นคงลืมไปว่าสภาพทางเหนือกับที่นี่ต่างกัน วิธีการทำเหมืองก็ต่างกันมาก ไลน์ไม่ได้แร่ที่คุ้มค่านักกลับไปเทียบกับแรงงานและทรัพยากรที่ต้องใช้… เอาเข้าจริงพวกเขาอาจยังไม่เจอสายแร่สำคัญด้วยซ้ำ คนท้องถิ่นที่นั่นหาสินแร่ด้วยวิธีที่คนทางใต้อย่างพวกเราไมเข้าใจ ความแตกต่างของวิถีชีวิตและภูมิปัญญาเป็นประเด็นขัดแย้งหนึ่งที่พอปล่อยคาราคาซังไว้นานปีก็นำไปสู่ความขัดแย้ง ไม่นานนักไลน์ก็ถอยไป ”

ได้ยินเช่นนั้นเจ้าชายก็อดไม่ได้ที่จะนิ่วคิ้ว ” นั่นไม่ไร้ความรับผิดชอบเกินไปหน่อยเหรอ ” ความโกรธขึงอยู่บนสีหน้าของอาวดริคอย่างชัดเจน

” ข้าคิดว่ากาลัทเทียร์คงเป็นสิ่งที่ไลน์รับมือไม่ได้ ” ฮาวล์ตอบ ” ไลน์ไม่มีความเข้าใจในกาลัทเทียร์มากพอที่จะรับมือผลที่ตามมา จริงอยู่ที่เท่าที่รู้ไม่มีความขัดแย้งใหญ่ขนาดที่ต้องรบราเสียเลือดเสียเนื้อ แต่ไลน์ก็ล้มเหลวอย่างชัดเจนในผนวกกาลัทเทียร์เข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักร ที่นั่นจึงยังเป็นเหมือนที่เคยเป็น จะขาดก็แต่ผู้นำของพวกเขาเท่านั้น

” ข้าฟังมาจากยายของข้าว่าความจริงแล้วกาลัทเทียร์เคยปกครองโดยใช้นักเวทย์ ” เมื่อทุกคนจ้องเขาตาเดียว ชายหนุ่มก็ยิ้มน้อยๆ ” ข้ารู้ๆ มันน่าตกใจจริงๆนั่นแหละ แต่ดูเหมือนที่นั่นเวทย์จะแพร่หลายกว่าที่นี่มาก แม้จะยังจำกัดอยู่ในกลุ่มคนที่ไม่ใหญ่นัก แต่ทุกคนรู้เรื่องนักเวทย์และเป็นนักเวทย์ได้ถ้ามีความสามารถพอ ”

ทั้งซาร์คและอาวดริคต่างมองหน้ากันโดยไม่ได้นัดหมาย ” ฟังดูดีกว่าที่นี่นะ ” เด็กหนุ่มเปรยขณะที่เจ้าชายเพียงแค่ยักไหล่เห็นด้วย

” มันก็ไม่เชิงอย่างนั้นหรอกท่านซาร์ค ” ฮาวล์ขัด ” จริงอยู่ที่ใครก็กลายเป็นนักเวทย์ได้ แต่พวกเขาก็ทำได้แค่ใช้เล่นกลเสียส่วนใหญ่ คนที่มีความสามารถจริงๆมีจำกัด คนพวกนั้นรวมตัวกันเป็นกลุ่มเล็กๆอยู่ในเมืองหลวงของกาลัทเทียร์ พวกเขาคือคนที่มีอำนาจปกครองจริงๆบนแผ่นดินนั้น ดังนั้นจะว่ามันยุติธรรมก็ไม่ใช่ ”

” แต่ประมุขของกาลัทเทียร์มีเพียงคนเดียวเท่านั้นไม่ใช่หรือ ” หัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่าทักขึ้น ” ข้าเคยได้ยินมาว่าคนสุดท้ายเป็นผู้หญิง ”

” ใช่แล้วครับ ” ผู้นำสาสน์กล่าวพร้อมปรายยิ้มให้หัวหน้าของตน ” ประมุขสูงสุดของกาลัทเทียร์มีเพียงหนึ่งเดียวซึ่งอยู่ในฐานะที่สูงกว่ากลุ่มนักเวทย์ที่ว่า คนผู้นั้นจะถูกเลือกจากผู้ที่มีอำนาจเวทย์สูงที่สุดมาเลี้ยงอยู่ในเขตนครหลวงตั้งแต่เยาว์วัย คนๆนั้นจะเป็นที่เคารพตั้งแต่เล็กแต่น้อย แต่แน่นอนว่าในทางปฏิบัติเขาไม่ได้มีอำนาจสูงไปกว่ากลุ่มนักเวทย์นี้เลย ว่าง่ายๆคือคนหนึ่งเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ อีกกลุ่มเป็นผู้ที่ปกครองในทางปฏิบัติ

” และดูเหมือนกษัตริย์ลุดวิกจะทรงทราบ เพราะทันทีที่พระองค์บุกยึดเมืองหลวงได้พระองค์ก็สั่งสังหารกลุ่มนักเวทย์นั้นทั้งหมดรวมทั้งคนที่เกี่ยวข้อง ในขณะที่นำตัวผู้นำสูงสุดของกาลัทเทียร์ไปจองจำ ครั้งสุดท้ายที่ชาวกาลัทเทียร์เห็นนางคือเมื่อพระองค์พานางมาที่ลานเมือง ถอดเสื้อคลุมแบบกาลัทเทียร์ของนางออกแล้วสวมเสื้อคลุมแบบไลน์ให้นางแทน ” แล้วเขาก็ล้วงเอาห่อผ้าเล็กๆออกมาจากอกเสื้อ ” ชาวเมืองตอนนั้นเก็บเสื้อคลุมของนางออกมาแบ่งกันเป็นชิ้นๆ แล้วนำไปเป็นเครื่องบูชา ข้าใช้เวลาอยู่นานกว่าจะสืบหาแล้วนำชิ้นนี้มาได้ ” เมื่อเขาแกะห่อนั้นออกสิ่งที่อยู่ข้างในคือเศษผ้าปักเก่าๆชิ้นหนึ่ง หากลวดลายที่อยู่บนนั้นยังคงงดงามวิจิตรจนใครๆก็บอกได้ว่าเจ้าของนั้นต้องเป็นคนสำคัญไม่น้อย

ลายบนผ้าปักนั้นทำให้อาวดริคปากห้อยค้าง ไม่ใช่เพราะความละเอียดพิศดารของมันแต่เพราะเขามั่นใจว่าเขาเคยเห็นลายปักแบบนั้น มันอยู่บนขอบเสื้อตัวหนึ่งที่เจ้าชายเคยสวมใส่ แต่ตอนนั้นเขายังเด็กมาก สิ่งที่จำได้แม่นยำจึงเป็นว่าเสื้อตัวนั้นตัดเย็บมาประหลาดนักและพระบิดาเกลียดมัน นั่นอาจเป็นครั้งเดียวที่เจ้าชายน้อยถูกดุด่ามากถึงขนาดนั้น สีหน้าของราชาลุดวิกขณะที่ตวาดให้เอาเสื้อนั้นไปเผาทิ้งบิดเบี้ยวราวปีศาจ แต่เจ้าชายน้อยชอบมันมาก มันช่างอุ่นสบายในฤดูหนาว พระองค์ไม่เข้าใจว่าทำไมพระบิดาถึงต้องการทำลายมันถึงเพียงนั้น

เสียใจ ใช่ พระองค์เสียใจ แต่มันก็ดีขึ้นเมื่อมีคนมาปลอบโยน เมื่อนางบอกว่า ” เสื้อนี้คงทำให้พระราชานึกถึงชัยชนะที่ยากลำบากของพระองค์ ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็ไม่ต้องสวมใส่ให้พระองค์เห็น ใส่เมื่อมีแต่เรา ให้มันเป็นความลับของเรา ” ฝ่ามือที่อ่อนโยนลูบเช็ดน้ำตาของพระองค์ รอยยิ้มที่งดงามคลี่ปลอบ ความนุ่มนวลที่พระองค์มิได้พบบ่อยนักเมื่ออยู่กับพระมารดา แต่กับนาง-

” อาวดริค เจ้าเป็นอะไรรึเปล่า ”

แล้วตรงหน้าเขาก็กลายเป็นเด็กหนุ่มผมแดง ดวงตาสีเทาจ้องมองมีความกังวลอยู่เต็มเปี่ยม ริมฝีปากของเจ้าชายคลี่ออกในทันที ” ไม่มีอะไร ” แล้วเขาก็ถอนใจ ” ข้าแค่… ข้าเคยเห็นลายผ้าแบบนั้นมาก่อน ”

” เห็นมาก่อน? ” ซาร์คหันไปสบตากับคีธแล้วหันกลับมาในทันที ” เจ้าเห็นที่ไหน ”

” ตอนยังเด็กมาก มันอยู่บนเสื้อที่นางให้ข้า ” อาวดริคยิ้มน้อยๆ ” อาร์ดาราตัดชุดนั้นให้ข้า ”

ทั้งห้องนั้นเงียบไปในทันที แม้แต่ฮาวล์เองก็ท่าทางตกใจไม่น้อย ” ท่านหมายความว่า อาร์ดาราคือประมุขคนนั้น ”

” ถ้าใช่มันจะสมเหตุสมผลมาก ” เจ้าชายกล่าวพลางเสยเส้นผมขึ้นจากใบหน้า ” ให้ตายสิ มันลงตัวทั้งหมดเลย…. ตอนที่ท่านพ่อของข้าเห็นข้าสวมเสื้อตัวนั้น เขาโกรธข้ามากอย่างที่ข้าไม่เคยเห็น ตอนนั้นข้าเพิ่งเจ็ดขวบจึงไม่เข้าใจ นางบอกข้าว่ามันเป็นเพราะเสื้อตัวนั้นทำให้พ่อข้านึกถึงชัยชนะที่ได้มาอย่างยากลำบาก ” แล้วเขาก็หัวเราะน้อยๆ ” ไม่ใช่หรอก เขาไม่ได้โกรธข้าเรื่องนั้น เขาโกรธเพราะว่าถ้าคนอื่นเห็นพวกเขาจะสงสัยในตัวอาร์ดารา เขาพยายามอย่างหนักที่จะลบอดีตของนางเพื่อให้ได้นางมาเป็นราชินี การที่นางเป็นจอมเวทย์ที่มีอำนาจสูงยิ่งทำให้การตัดสินใจนั้นสมเหตุสมผลมากขึ้นไปอีก เพราะเขาต้องการให้จอมเวทย์คนนั้นแทนที่ตำแหน่งของแม่ข้า ”

น้ำตาหยดหนึ่งร่วงลงมาโดยที่เจ้าชายไม่รู้ตัวเลย สิ่งที่ซาร์คทำได้ก็คือมอง อีกครั้งที่เขาหันทางคีธแล้วต้องหันกลับมาโดยไม่รู้ว่าจะกล่าวว่าอย่างไร

” มีอะไรอีกหรือเปล่า ” คือคำถามของเจ้าชาย ราวกับว่าน้ำตาหยดเมื่อครู่ไม่มีตัวตนอยู่

ตอนนั้นเองที่ฮาวล์รู้สึกตัวจากภวังค์ ” ข้า…. ข้ามีแต่ข้อสังเกตที่ทำให้ข้าไม่สบายใจนัก อย่างที่ข้าว่าทหารไลน์อยู่ที่กาลัทเทียร์ไม่มากและไม่ได้ให้ความสนใจกับการปกครองที่นั่น ความจงเกลียดจงชังระหว่างกันนั้นมีอยู่ทั่วไป ข้าเกรงว่าถ้าสถานการณ์เหมาะสมจะมีการก่อกบฏที่กาลัทเทียร์ ”

ตาทั้งสามคู่หันมองเขาในทันที

” ถ้าอย่างนั้นที่อาวดริคว่าก็เป็นไปได้ ” แล้วคีธก็ถอนใจเฮือกใหญ่ ” นางตั้งใจปล่อยให้กาลัทเทียร์ก่อกบฏ นางจะปลดปล่อยที่นั่นและทำลายไลน์ ”

” โดยทำลายไลน์ ” ซาร์คแก้ ” ทางเดียวที่กาลัทเทียร์จะไม่ถูกคุกคามอีกคือการทำลายศัตรูทิ้งไป นางไม่มีเวสต์เวลล์ให้ต้องกังวลแล้ว นางเหลือแต่ที่นี่ ”

แล้วก็อีกครั้งที่พวกเขาไม่รู้จะกล่าวอะไรต่อกัน ทั้งหมดเพียงแค่นั่งอยู่ในห้องนั้น สายตาเสมองไปที่อื่นราวกำลังอยู่ในความครุ่นคิดของตัวเอง สำหรับอาวดริคมันคือมืออ่อนนุ่มและกลิ่นหอมที่กำจรจากร่างอันงดงามนั้น ที่สำคัญคือความอบอุ่นที่ทำให้เจ้าชายน้อยอาวดริครู้สึกไว้วางพระทัย

เขาช่างโง่เขลานัก

มือที่กำแน่นทำให้หัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่าต้องเหลือบตามองใบหน้าของเจ้าชาย และราวกับว่าเขาจะรู้ เพราะแม้ไม่มองมาเจ้าชายก็พูดว่า ” รวบรวมเหยี่ยวป่าเถอะ เราไม่มีเวลาแล้ว ”

***
TBC in Chapter 11

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: