A Fairytale: ราชาและมหาโจร บทที่ 11

Title: A Fairytale
Book II: ราชาและมหาโจร (Thieves and Kings)
Author: vekin
Rate: PG-13
Warning: คนเขียนอ่อนคำราชาศัพท์เป็นอย่างยิ่ง ต้องขออภัยในความผิดพลาดมา ณ ที่นี้
***บุคคล เหตุการณ์และสถานที่ในเรื่องล้วนสมมติขึ้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องพาดพิงกับบุคคลและเหตุการณ์จริงแต่อย่างใด***

Chapter 11
####################################################

นานแล้วที่ไม่มีใครกล้าออกเดินในสายหมอกของเฮซวิลล์ ไอสีขาวกลายร่างจากมิตรเป็นที่อำพรางศัตรูซึ่งแฝงกายอยู่ในเงา ควบขี่อาชาปีศาจเดินเหินไปมาราวภูติผี ผู้คนต่างหวาดกลัวสิ่งนั้นจนไม่มีใคร แม้แต่ชายที่กล้าที่สุด จะเปิดประตูบ้านของตนออกในเวลาเช่นนี้ แต่ไม่นานแสงแดดจะผ่านทะลุไอหมอกนั้น พวกเขารู้ดี สิ่งที่ทำได้ในยามนี้จึงเป็นการรอคอย อาศัยแสงจากเทียนเล่มน้อยนำทางในบ้านที่มืดมิดเมื่อพวกเขาไม่กล้ากระทั่งจะเปิดหน้าต่างออกไป

เสียงเคาะเบาๆจึงยังความกลัวมหาศาลมาสู่ผู้คนได้ โดยเฉพาะกับโจ ชายผู้ที่จัดเจนในการตีสองหน้ามากที่สุดคนหนึ่งยังไม่อาจเก็บงำความหวาดกลัวไว้ได้ สิ่งที่เขากลัวที่สุดคงไม่พ้นการที่วันหนึ่งทหารม้าจะมาที่นี่ มาลากคอของเขาออกไปโบยตีด่าทอทรมานเขาเพื่อข้อมูลที่เขามีก่อนจะฆ่าเขาให้ตายกลางหมู่บ้านเพื่อเป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้คน

เขาเองเคยคิดว่าตัวเองอยู่เหนือความกลัวตาย แต่จนเมื่อเพื่อนๆของเขา คนที่เขารู้จัก คนที่เคยเห็นหน้า ค่อยๆหายไปทีละคน บางคนไม่เคยทำผิดอะไรด้วยซ้ำ แล้วนกสองหัวอย่างเขาล่ะจะต้องทนอะไรบ้างก่อนคนพวกนั้นจะยอมให้เขาตาย เขาจึงได้แต่นั่งหัวหดอยู่ในบ้านใต้แสงเทียนไข เขาจ้องไปที่ประตูขณะที่เสียงเคาะดังขึ้นอีกครั้ง เขารอจนมันเงียบไป สายตายังคงจ้องค้างอยู่ที่นั่น ตัวของเขานิ่งสนิทราวจะลืมกระทั่งการหายใจ

จนเนิ่นนานเขาจึงลุกขึ้นเดินไปที่ประตูและหยุดยืนอยู่ที่นั่นอยู่ครู่ใหญ่ ความกลัวยังคงเป็นใหญ่ในตัวเขา แต่ในที่สุดเขาก็ดึงกลอนออกแล้วเปิดออกไป แต่ที่หน้าบ้านของเขานั้นไม่มีใคร ข้างนอกมีเพียงสายหมอก ไม่มีเงาของผู้คนหรือม้าปีศาจแต่อย่างใด จนเมื่อเขาก้มลงมอง ที่หน้าประตูบ้านของเขามีข้อความหนึ่งเขียนไว้บนทราย เขาอ่านมัน แล้วลบมันทิ้งอย่างรวดเร็ว ด้วยหัวใจที่พองโตขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า

ทั้งที่ทั้งหมดของข้อความนั้นคือ ‘เหยี่ยวนั้นว่องไวเกินจะไปล่า หากใช้เป็นสหายในการล่าจะไม่ดีกว่าหรือ’ แต่เพียงแค่นั้นมันก็พอแล้ว

***

นานเป็นสัปดาห์แล้วที่ความอึดอัดครอบงำห้องอาหารของบ้านเมริสมายามเมื่ออาคันตุกะผู้ทรงเกียรติร่วมรับประทานกับเจ้าบ้าน เช่นทุกครั้งมันจะป็นพิธีกรรมที่เงียบงัน พวกเขาต่างสนใจอาหารชั้นดีตรงหน้า รอยยิ้มน้อยๆจะอยู่บนพระพักตร์ของพระราชินียามที่พระนางทรงเสวยอย่างเย็นพระทัย ตรัสถามเรื่องราวจากคุณผู้หญิงฟรานเชสก้าบ้าง แต่มักเป็นการสนทนาที่จบลงอย่างรวดเร็ว มีบ้างที่พระนางจะตรัสหาอนาสตาเซีย แต่ทุกครั้งที่พระนางจะเงยพระพักตร์แย้มพระโอษฐ์ให้พระสวามี พระนางจะเงียบแล้วก้มพระพักตร์เสวยต่อไป

ทุกวันราชาลุดวิกจะทรงประทับมองพระมเหสีแน่วนิ่งแม้ขณะที่เสวย สายพระเนตรแสดงความครุ่นคิดแต่ไม่เคยตรัสสิ่งใด หลายสิ่งผ่านไปมาในดำริของพระองค์ในขณะนั้น แม้ขณะที่พระองค์จ้องมองแมกซิมิเลียนราวมีบางอย่างอยากจะตรัสถาม แต่ไม่มีสิ่งใดลอดพระโอษฐ์ของพระองค์มาแม้แต่คำเดียว คนที่สัมผัสถึงความกดดันในอากาศนั้นได้ชัดเจนที่สุดคงเป็นเกรเกอร์ซึ่งไม่เคยสบายใจกับการเผชิญหน้าของทั้งสองพระองค์เลย แต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากยืนอยู่ที่นั่น เยื้องไปด้านหลังพระราชา คอยสอดส่ายสายตามองทุกอย่างที่เกิดขึ้นที่โต๊ะอาหาร อีกครั้งที่ไม่มีเงาของบุตรชายของเคานท์เมริสมา

ถึงตอนนี้ความกังวลใจของพระราชาก็เริ่มมากเข้า แม้พระองค์จะทรงปกปิดมันได้ดีระหว่างมื้ออาหาร หากไม่ใช่ยามเมื่อพระองค์ทรงอยู่กับพระสหายตามลำพัง และเกรเกอร์รู้ดีว่าเขาต้องทำอะไรซักอย่าง ระหว่างมื้ออาหารนั้นเองที่พระองค์หันไปหาหัวหน้ากองพร้อมรอยยิ้มเหนื่อยอ่อน ” โทษทีเกรเกอร์ ข้าอยากได้เครื่องเทศโปรดของข้า เจ้าไปเอาให้หน่อยได้ไหม ”

” เดี๋ยวหม่อมฉันให้คนรับใช้นำมาถวายก็ได้เพคะ ” คุณผู้หญิงฟรานเชสก้าเสนอขึ้นในทันที

แต่ราชาลุดวิกทรงส่ายพระพักตร์ ” ข้าต้องขอโทษจริงๆ แต่ข้าไม่รู้ชื่อของมัน เกรเกอร์รู้ว่ามันหน้าตาเป็นยังไง ให้เขาไปจะสะดวกกว่า ” แล้วพระองค์ก็ทรงแย้มพระโอษฐ์ คุณผู้หญิงจึงไม่มีเหตุผลอะไรจะทักท้วงพระบัญชา หากสายตาของนางที่มองตามไปนั้นก็ยังแสดงความไม่ไว้วางใจชัดเจน อาจจะชัดเจนไปหน่อยด้วยซ้ำสำหรับพระองค์

คนรับใช้ในห้องครัวหันมาจ้องเขาเป็นตาเดียวทันทีที่เขาก้าวเข้าไปในห้องครัว พวกเขาต่างวางงานทั้งหลายที่กำลังทำอยู่เพื่อยืนขึ้นทำความเคารพเขา เขาบอกให้คนพวกนั้นกลับไปทำงานได้ตามสบาย แต่ไม่ว่าอย่างไรดูเหมือนว่าพวกเขาไม่ได้ผ่อนคลายลงเลย ” ความจริงถ้าท่านต้องการสิ่งใดจะเรียกใครซักคนไปหาก็ได้นะเจ้าคะ ไม่จำเป็นต้องลงมาเองหรอกคะ ” แม่นมกล่าวพร้อมรอยยิ้มระมัดระวังบนใบหน้า

แต่เกเกอร์ก็เพียงแค่ตอบว่า ” พระราชาทรงอยากได้เครื่องเทศชนิดหนึ่ง ทั้งข้าทั้งพระองค์ต่างไม่รู้ว่ามันเรียกว่าอะไร ข้าจะขอรบกวนดูเครื่องเทศทั้งหมดของพวกท่านจะได้ไหม ”

” อ๋อ….เอ่อ เจ้าคะ เชิญท่านทางนี้เจ้าคะ ” แม่นมกล่าว พร้อมกันนั้นนางก็นำเขาไปยังห้องเล็กๆห้องหนึ่งที่อยู่ไม่ห่างออก ในห้องนั้นไม่มีหน้าต่าง มีเพียงช่องกระจกด้านบนให้แสงลอดจากส่วนบนของกำแพงมากพอจะมองเห็นอาหารแห้งที่เก็บเอาไว้ข้างในนั้น

เป็นสถานที่เหมาะมากที่เดียวที่จะชวนคุย ” ไม่ทราบว่าท่านทำงานอยู่ที่นี่มากี่ปีแล้ว ”

ในคราแรกนางดูงุนงง แต่แล้วก็ตอบว่า ” โอ้ หลายสิบปีแล้วล่ะคะ ข้าอยู่ที่นี่ตั้งแต่คุณผู้หญิงคนก่อนยังมีชีวิตอยู่ อย่างน้อยก็คงต้องเกือบๆสามสิบปีนั่นแหละเจ้าคะ ”

” อย่างนั้นหรือ ” ท่านนายกองว่า พลางก้มลงมองเครื่องเทศในกล่องไม้ที่นางเปิดออกให้ชม ” แล้วคุณผู้หญิงคนนั้นมีบุตรธิดาบ้างหรือเปล่า ”

นางลังเลใจอยู่ครู่หนึ่ง จนรู้สึกว่าการตอบคำถามคงไม่มีอะไรเสียหาย ” ไม่มีหรอกคะ คุณผู้หญิงคนก่อนเธอป่วยไม่สามารถมีลูกได้ ไม่มีใครรู้หรอกคะว่าทำไม แต่ดูเหมือนคุณผู้ชายจะรู้ตั้งแต่ก่อนแต่งงานกันแล้ว ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังแต่งนะคะ เห็นว่าแทบจะเป็นเรื่องกันกับคุณผู้ชายคนก่อนเลย ฉันหมายถึงตอนตัดสินใจจะแต่งน่ะคะ เพราะยังไงคนเป็นพ่อก็อยากเป็นปู่มีลูกหลานสืบทอดตระกูล แต่รู้สึกว่าคุณผู้ชายจะหัวดื้อมาก บอกว่าจะแต่งกับคนนี้คนเดียว เห็นว่าต้องคุยกันนานเหมือนกันคะกว่าจะยอม แต่ฉันก็ไม่ได้เห็นตอนนั้นหรอกนะคะ แค่คนเก่าคนแก่ที่อยู่ตอนนั้นเขาเคยเล่าให้ฟัง ตอนฉันมารู้สึกว่าจะเป็นตอนที่คุณผู้หญิงแต่งงานเข้ามาได้ใหม่ๆ ทุกคนก็ต้อนรับเธอดีนะคะ รวมทั้งคุณผู้ชายคนก่อนด้วย ก็ไม่เห็นว่ามีเรื่องผิดอกผิดใจอะไรกัน… ”

แล้วนางก็พูดต่อไปแม้ว่าเกรเกอร์จะหมดความสนใจไปตั้งแต่ราวครึ่งแรกแล้วก็ตาม สายตาของเขายังคงจ้องมองราวกำลังพินิจพิเคราะห์เครื่องเทศ แต่ความจริงเขากำลังหาทางตัดบทแม่นมอยู่ ” แต่ข้าได้ยินมาว่าท่านเคานท์โจนาธานมีบุตรชายมิใช่หรือ ”

นั่นทำให้แม่นมเสียจังหวะการเล่าเรื่องของนางเล็กน้อย แต่เพียงไม่นานหล่อนก็ตอบว่า ” อ๋อ คะ คนนั้น- ”

” หาเครื่องเทศที่ท่านต้องการพบมั้ยคะ ” เสียงที่มาจากประตูทำให้ทั้งคู่ต้องหัน และคนที่ก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มละไมก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากคุณหนูอนาสตาเซีย ” ท่านแม่ข้าเห็นว่ามันอาจใช้เวลาพอสมควรถ้าท่านต้องเดินหาเครื่องเทศในบ้านโดยไม่มีใครช่วย ท่านแม่เลยส่งข้ามาช่วยท่านน่ะคะ ” แล้วก็อีกครั้งที่หล่อนปรายยิ้ม แต่สำหรับเกรเกอร์ มันเป็นรอยยิ้มที่เตือนเขาถึงอันตราย รอยยิ้มแบบเดียวกันกับพระนางอาร์ดารา

” ข้าต้องขอบพระคุณท่านมาก ” เขาว่าพลางหยิบเม็ดเครื่องเทศจำนวนหนึ่งขึ้นมา ” ข้าคิดว่าข้าเจอแล้ว ”

แต่อนาสตาเซียก็เพียงแค่มองก่อนจะถามว่า ” แต่นั่นก็พริกไทยนี่คะ ”

ครั้งนี้เกรเกอร์ต้องชะงักก่อนจะหันมายิ้มให้หล่อน ” อย่างนั้นเหรอ…. ข้าคิดว่ามันมีแต่ที่เป็นผงเสียอีก ”

***

การตัดสินใจของพระองค์อาจเกิดขึ้นช้าเกินไป แต่นั่นเพราะก่อนหน้านี้พระองค์มีความหวังอย่างยิ่งว่าพระองค์จะได้พบบุตรชายของเคานท์โจนาธาน เมริสมาผู้เป็นความเชื่อมโยงสุดท้ายระหว่างพระองค์กับพระสหาย ตอนนี้พระองค์ทรงทราบแล้วว่ามีคนที่ไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้นอยู่ เพราะอย่างนั้นพระองค์จึงทรงพระอักษรเป็นจดหมายทั้งที่พระองค์ไม่เคยทรงดำริจะเขียนสิ่งต่างๆที่พระองค์ต้องการบอกเล่าเป็นตัวอักษรมาก่อน แต่พระองค์ต้องทรงเล่า ไม่อย่างนั้นทั้งหมดอาจจบลงอย่างสูญเปล่า

เย็นวันนั้นพระองค์นั่งลงที่โต๊ะในห้องพักรับรองเรียงร้อยถ้อยความต่างๆในพระดำริลงไปบนกระดาษโดยเร็วที่สุดเท่าที่พระองค์จะทรงทำได้ และพระองค์ทรงทราบดีว่านี่อาจเป็นข้อความสุดท้ายที่จะมาจากพระองค์ ราชาลุดวิกแห่งไลน์ เวลาของพระองค์กำลังจะหมดแล้ว

แม่นมต้องตกใจยิ่งนักเมื่อก้าวเข้ามาในห้องที่คิดว่าว่างเปล่าแต่กลับพบพระราชาประทับนั่งอยู่กับโต๊ะทรงพระอักษร ” หม่อมฉันขอประทานอภัยเพคะ คือ….ท่านเกรเกอร์บอกหม่อมฉันไว้ว่าให้มาทำความสะอาดห้องนี้เมื่อพระองค์ทรงเสด็จเที่ยวเมือง หม่อมฉันไม่ทราบว่าพระองค์ยังทรงประทับอยู่ ”

” เปล่า ” ราชาลุดวิกตรัส ” แต่เจ้าไม่ได้เข้าใจผิดมากนักหรอก ทหารของข้าส่วนใหญ่ก็คิดว่าข้าเข้าเมืองไปพร้อมเคานเตสและภรรยาข้า ” แล้วพระองค์ก็วางพระหัตถ์จากจดหมายตรงหน้า ” เจ้ามาได้จังหวะพอดี รอซักเดี๋ยวนะ ข้ามีเรื่องต้องไหว้วานเจ้า ”

หญิงชราได้ยินก็ปรายตาขึ้นมองอย่างหวาดๆ ” เป็นงานอะไรหรือเพคะ ”

” แค่ส่งจดหมายฉบับเดียว ” แล้วพระองค์ก็ทรงหยิบครั่งออกมาจากกล่องเครื่องเขียนแล้วรนกับเทียนไข หยดน้ำสีแดงดั่งโลหิตร่วงลงบนซองก่อนจะพระองค์จะประทับตราของพระราชาลงแน่นหนา ” จดหมายนี้สำคัญมาก เจ้าต้องส่งให้ถึงมือผู้รับด้วยตัวเจ้าเอง เจ้าต้องไม่บอกใครเรื่องนี้ต่อให้เป็นสหายของเจ้าก็ตาม ”

ความจริงจังเคร่งเครียดในพระสุรเสียงทำให้แม่นมต้องนึกหวาดขึ้นในทันที ” จดหมายฉบับนั้น ส่งถึงใครหรือเพคะ ”

พระองค์ตรัสตอบไปอย่างนุ่มนวลด้วยกลัวหญิงชราจะตื่นกลัวว่า ” บุตรชายของเคานท์โจนาธาน เมริสมา ”

***

หลังจากหลายวันที่บ้านของเขาเต็มไปด้วยผู้คน ทั้งทหารรักษาพระองค์ ทั้งข้าบาทของพระราชินี เขารู้สึกเหมือนเดินอยู่ในบ้านร้างเมื่อคนเหล่านั้นหายไป พวกเขาส่วนมากออกตามเสด็จเชื้อพระวงศ์ทั้งสองไปยังงานเลี้ยงรับรองในเมือง พวกพ่อค้าซึ่งหูตาไวนั้นรีบเสนองานนี้ทันทีที่พวกเขาทราบว่าทั้งพระราชาและพระราชินีประทับอยู่ที่บ้านเมริสมา แล้วมีหรือที่แม่ของเขาจะปฏิเสธไม่ตามเสด็จไปยังงานที่ทรงเกียรตินี้ด้วย

ความเคลื่อนไหวในปีกของห้องรับรองจึงผิดปรกติ แม้คนที่เขาเห็นจะเป็นแม่นมซึ่งเดินผ่านไปพร้อมเทียนไขในมือเท่านั้น สีหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลของนางนั้นทำให้เขาเดินเข้าไปทักในทันที ” ป้ามาทำอะไรที่นี่น่ะ ”

เท่านั้นหญิงชราก็สะดุ้งเฮือก นางหันมามองเขาพร้อมรอยยิ้มเจื่อนๆบนใบหน้า ” คุณชายน้อยเองหรือคะ นมตกใจหมด ”

เขาสังเกตว่านางยืนแขนลีบอยู่ข้างตัวไม่เป็นธรรมชาติเอาเสียเลย ” ป้ามีอะไรหรือเปล่า ”

แม่นมรีบตอบทันทีว่า ” ก็…. ไม่มีอะไรหรอกคะ แค่ตรวจดูความเรียบร้อยเท่านั้นเอง ”

เทียบกับอนาสตาเซียแล้วนางโกหกได้แย่มาก เขาจึงเพียงแค่ยักหน้ารับรู้ แล้วถามว่า ” มีอะไรอยู่ข้างตัวหรือ ”

” อุ้ย ไม่มีอะไรหรอกคะ ” อีกครั้งที่นางยิ้มกลบเกลื่อนอย่างชัดเจน

แต่ยิ่งแขนขยับเพื่อหลบให้พ้นสายตาเท่าไหร่เขาก็ยิ่งสงสัย ” ส่งมาให้ข้าดูหน่อย ”

” เห อะไรคะ ”

” ไม่เอาน่าป้า ข้ารู้ว่าป้าถือของบางอย่างมา ส่งมาให้ข้า ”

เขาเองไม่ได้ตั้งใจจะให้ดุดันถึงขนาดทำให้หญิงชราผู้น่าสงสารสั่นกลัว แต่ถึงอย่างไรเขาก็ไม่คิดจะอ่อนข้อให้ เขายื่นมือออกไปเป็นเชิงสั่งให้ส่งมา ” ข้าสัญญาว่าจะไม่บอกใคร แต่ข้าต้องรู้ว่าป้ากำลังจะทำอะไรก็เท่านั้นเอง ” ในที่สุดดูเหมือนการเกลี้ยกล่อมแกมบังคับก็ได้ผล เพราะนางยอมส่งของสิ่งนั้นให้เขาในที่สุด มันเป็นจดหมายที่ประทับครั่งไว้ เขาใช้เวลาแค่ครู่เดียวในแสงเทียนนั้นก็บอกได้ว่านั่นเป็นตราของพระราชา ” ป้าจะเอาไปส่งที่ไหน ” เขาว่าเหลือบสายตาขึ้นแล้วเห็นนางสะดุ้งน้อยๆ ท่าทางซึ่งสำหรับเด็กหนุ่มไม่ได้เป็นลางที่ดีนัก ยิ่งเมื่อนางไม่ยอมตอบ เขาก็ยิ่งฉุนเฉียวมากขึ้น ” ป้าได้รับโดยตรงจากพระราชามาหรือเปล่า แล้วจะเอาไปส่งให้ใคร ”

นางตอบเพียงว่า ” ข้าบอกไม่ได้คะ ”

คุณชายน้อยได้ยินเช่นนั้นก็ได้แต่ถอนใจอย่างหงุดหงิด ” ข้าเชื่อใจไม่ได้ขนาดนั้นเลยเหรือ ” คราวนี้เป็นหญิงชราที่เงียบไป นางก้มหน้าต่ำราวกำลังสำนึกผิด แต่นางยังคงไม่กล่าวสิ่งใด นั่นยิ่งทำให้เด็กหนุ่มร้อนใจมากขึ้น ” พระองค์จะส่งให้ใคร ”

แม้คำถามนั้นไม่ได้ดังไปกว่าเสียงกระซิบซักเท่าไหร่ แต่ตัวนางก็สั่นด้วยความกลัวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ” ข้ารับปากว่าจะไม่พูดน่ะคะ ”

” แม้แต่กับข้าอย่างนั้นหรือ ” แล้วเขาก็ถอนใจ ” งั้นข้าคงต้องเก็บจดหมายฉบับนี้ไว้ก่อน ”

เพียงแค่นั้นแม่นมที่น่าสงสารก็ร้องขึ้นมา ” อย่าคะคุณชายน้อย ข้า…. ข้าได้รับคำสั่งให้ส่งให้คนๆนั้นด้วยตัวเอง ถ้าข้าไม่ทำตาม- ”

” แล้วคนๆนั้นเป็นใคร ”

ชั่วครู่หนึ่งนางก็เงียบไป ก่อนจะตอบเขาเสียงอ้อมแอ้มว่า ” คุณหนูอาร์เซนคะ ”

นั่นไม่ได้เหนือความคาดหมายเกินไปนักสำหรับแมกซิมิเลียนเมื่อฝ่าบาทบอกเขาอย่างชัดเจนว่าต้องการจะพบอาร์เซน ถ้าจะมีอะไรที่เกินความคาดหมายไปคือเขาไม่เคยคิดว่ามันเป็นเรื่องสำคัญขนาดที่ไม่ว่าอย่างไรพระองค์ก็ต้องทรงบอกอาร์เซนให้ได้ เขานึกไม่ออกเลยว่ามีเรื่องอะไรที่สำคัญถึงเพียงนั้น

มีทางเดียวที่จะรู้

เขาหันไปหยิบตะเกียงแขวนบนผนังแล้วเดินออกไป แม่นมผู้ตื่นตระหนกก็ร้องห้ามเขาทันที ” คุณหนูจะไปไหนคะ จดหมายนั่น- ”

” ข้าจะรับฝากไว้เอง ” แล้วเขาก็เดินหายไปโดยไม่หันหลังกลับไปมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกลัวของนางเป็นครั้งที่สอง

ที่แรกที่คุณชายน้อยไปคือห้องทำงานของมารดาโดยหวังว่าจะหากุญแจของห้องบนหอคอยพบ แต่ก็ไม่มี ดูเหมือนแม่ของเขาจะนำมันออกจากพวงกุญแจไปแล้ว และถ้ามันอยู่ในบ้านหลังนี้ มีอีกที่เดียวที่เป็นไปได้ คือนางฝากมันไว้กับอนาสตาเซีย คิดเพียงแค่นั้นเขาก็ต้องสบถเบาๆด้วยความหงุดหงิด อนาสตาเซียไม่มีทางให้กุญแจเขาแน่นอนและเขาไม่คิดว่าเขาจะสามารถหลอกเอามาโดยที่พี่สาวของเขาไม่ถึงสงสัยได้ หน้าต่างห้องหอคอยก็อยู่สูงเกินกว่าจะปีนขึ้นไปได้ ไม่ว่ายังไงก็ต้องเป็นทางประตู

เขาคว้าชุดกุญแจของมารดาแล้วตรงไปที่หอคอย ที่นั่นมืดสลัว มีเพียงแสงจันทร์จากภายนอกและแสงตะเกียงที่นำมาเท่านั้นที่นำทางขึ้นไปข้างบน บันไดชุดนั้นหยุดลงที่หน้าประตูไม้สีเข้มลั่นดาลด้วยกลอนโลหะอันใหญ่ที่ทอประกายอย่างเงียบๆราวจะบอกว่าเขาไม่มีทางทำลายมันได้ เขาได้แต่มองมันด้วยความเจ็บแค้นขณะที่เคาะประตู ในครั้งแรกสิ่งที่ตอบรับเขาคือความเงียบที่ทำให้เขากลัวจนจับจิตจับใจ เขาไม่เคยได้ขึ้นมาที่นี่ มารดาของเขาลงกลอนประตูชั้นล่างไว้เสมอเพื่อไม่ให้ใครสามารถขึ้นมาพูดคุยกับเด็กชายได้ คนที่ขึ้นมาได้มีแต่อนาสตาเซีย คนที่เขาไม่มีทางมั่นใจได้ว่ายังมีสามัญสำนึกของมนุษย์เหลืออยู่บ้างหรือเปล่า เมื่อเคาะครั้งที่สองแล้วไม่มีเสียงตอบเขาจึงเรียก ” อาร์เซน ” เขาพูดด้วยเสียงที่ไม่ดังไปกว่าเสียงกระซิบมากนัก ” หลับหรือยังอาร์เซน ” อีกครั้งที่ทั้งหอคอยนั้นมีแต่ความเงียบ ชั่วขณะที่เขารอคำตอบนั้นคือชั่วขณะที่ทรมานอย่างไม่น่าเชื่อ

แล้วคำตอบก็มา ” คุณชายน้อยมาทำอะไรที่นี่ครับ ”

เขาไม่สามารถบรรยายความโล่งใจที่ตัวเองรู้สึกในตอนนั้น มีคำถามมากมายที่เขาอยากถาม แต่ทั้งหมดที่เขาพูดในตอนนั้นคือ ” มีจดหมายส่งมาถึงเจ้า ”

” จดหมาย? ”

” จากพระราชา ” ปลายนิ้วของเด็กหนุ่มลูบบนตรานั้นเบาๆราวกำลังย้ำกับตัวเอง ” ดูเหมือนพระองค์จะมีเรื่องสำคัญมากขนาดที่ไม่ว่ายังไงก็ต้องบอกเจ้าให้ได้ ” แล้วก็เป็นความเงียบ อาร์เซนกำลังสับสน เขารู้สึกผ่านบานประตูไม้นี่ได้ด้วยซ้ำ ” เจ้ามีแสงพอจะอ่านหรือเปล่า ” เขาถาม เหมือนกำลังกลัวว่าความเงียบนั้นจะยาวนานออกไป

” มีครับ แสงจันทร์วันนี้สว่างพอจะอ่านอะไรได้บ้าง ” แล้วเด็กชายก็เงียบไปครู่หนึ่ง ” ส่งเข้ามาได้มั้ยครับ ”

แต่คุณชายน้อยมีแผนอื่นอยู่ ” ข้าจะเปิดซองก่อน ”

” อะไรนะครับ ”

” ข้าจะเปิดซองก่อน จะได้หรือเปล่า ”

อีกครั้งที่อาร์เซนเงียบแต่แมกซิมิเลียนรู้สึกได้ว่าเด็กชายเชื่อใจเขา ” ได้ครับ ”

เพียงเท่านั้นเขาก็นั่งลง มือชักมีดออกมาจากช่องที่รองเท้าแล้วรนมันกับไฟตะเกียง เมื่อมันร้อนพอก็แซะครั่งเปิดออกอย่างเบามือ ทันทีที่ดึงกระดาษข้างในออกมาได้เขาก็ปิดมันกลับเหมือนเดิมอีกครั้ง เหมือนไม่เคยมีใครเปิดซองนั้นออกก่อนจะสอดจดหมายเข้าใต้ประตู แล้วก็รอ

หลังจากเวลายาวนานที่ผ่านไปในความเงียบงันเสียงของอาร์เซนก็ดังขึ้น แววร้อนรนอยู่ในนั้นชัดเจน ” จดหมายนี้ไม่ได้ส่งมาให้ข้า พระองค์เขียนหาซาร์คาเรีย หาพี่ข้า ” แล้วบานประตูนั้นก็ขยับเล็กน้อย เหมือนอาร์เซนจะพิงเข้ามาใกล้แล้วถามเขาว่า ” คุณหาทางให้ข้าออกไปได้มั้ย ข้าต้องเอาจดหมายนี้ไปให้พี่ ”

นั่นเป็นไปไม่ได้ ไม่แค่เขาไม่มีกุญแจ แต่ถ้าเป็นเรื่องจดหมายฉบับนี้ระคายถึงแม่เขาขึ้นมาละก็ ” ข้าเอาไปให้เอง ”

อีกครั้งที่เขารู้สึกได้ถึงความสับสนจากภายใน แม้จะได้ยินเพียงเสียงของเด็กชายก็ตาม ” แต่…. แล้วคุณชายน้อย…. ”

” มันต้องมีวิธีที่จะติดต่อเจ้านั่นอยู่ใช่มั้ย บอกข้ามาแล้วข้าจะเอาไปส่งให้ ”

” แต่ถ้าแม่คุณรู้เข้า ”

” ตอนนี้มีคนเหลืออยู่ที่นี่ไม่มาก ถ้าจะออกไปโดยไม่ให้ใครรู้ก็ต้องเป็นคืนนี้ ” แล้วเขาก็ถามอีกครั้ง ” เจ้าจะบอกข้าได้มั้ยว่าจะหาเจ้านั่นเจอได้ยังไง ”

ชั่วขณะหนึ่งดูเหมือนเด็กชายจะลังเล แต่พวกเขาทั้งสองต่างรู้ดีว่าไม่มีทางเลือก ถ้ามันเป็นเรื่องสำคัญที่ซาร์คาเรียต้องรู้ มันต้องเป็นคืนนี้เท่านั้น ” คุณเป่านกหวีดดินเผาเป็นมั้ย ”

แมกซิมิเลียนรู้สึกโล่งใจอย่างประหลาด ” ได้ ”

” พวกเขาซ่อนตัวอยู่ในป่าบนเขาทางเหนือของที่นี่ เขาลูกสูงที่สุดที่คุณเห็นจากสวนของบ้านนี้ แต่จะไม่ออกมาถ้าไม่ได้ยินสัญญาณที่ถูกต้อง ” แล้วเขาก็เป่าสัญญาณที่ว่านั้นซ้ำไปมาสองสามครั้ง ก่อนจะถามอีกครั้ง ” คุณคิดว่าเป่าได้มั้ย ”

” ได้ ” คือคำตอบของแมกซิม ” แต่นกหวีด – ”

” คุณต้องเอาของข้าไป ”

นกหวีด ที่จนบัดนี้อาร์เซนไม่เคยยอมให้ใครแตะต้อง

” บอกพวกเขาว่าอาร์เซนส่งคุณมา พวกเขาจะได้ไม่ทำอันตรายคุณ ” แล้วชิ้นดินเผาเล็กๆนั้นก็ลอดใต้ประตูไม้ออกมาพอดิบพอดี ” ข้าต้องรบกวนคุณชายน้อยแล้ว ” ชั่วขณะนั้นเด็กหนุ่มทำได้แค่มองดูนกหวีดชิ้นนั้นและกระดาษที่ตามออกมา ใจหนึ่งเขาอยากจะเปิดมันออกอ่านให้รู้แล้วรู้รอดว่าเขียนอะไรไว้ แต่สิ่งที่เขาทำคือพับมันใส่ไว้ในเสื้อ ก่อนจะคล้องสร้อยนกหวีดไว้รอบคอแล้วเป่าเลียนเสียงที่เขาได้ยินเมื่อครู่กลับไปมาสองสามครั้งเพื่อยืนยันว่าเป็นสัญญาณที่ถูกต้อง สิ่งสุดท้ายที่เขาได้ยินจากด้านหลังประตูบานนั้นคือ ” รักษาตัวด้วยนะครับ ”

เขาเพียงแค่สัมผัสกลอนโลหะนั้นเบาๆแล้วกลับออกมา

***

เมื่อหัวหน้ากองทหารรักษาพระองค์ขอนำพระราชาเสด็จกลับตั้งแต่พวกเขายังไม่ถึงที่หมายนั้น คุณผู้หญิงฟรานเชสก้างุนงงมิน้อย  ” พระองค์ทรงมีพระอาการประชวรเล็กน้อย อยากจะเสด็จกลับไปพักผ่อน ” เกรเกอร์กล่าวอย่างหนักแน่นขณะที่เขาดึงบังเหียนม้าของตนไว้มั่น กลิ่นของนอร์ธบีสท์ที่มากับขบวนเสด็จของพระราชินีทำให้มันแทบอยู่นิ่งไม่ได้ ” พระองค์ขอให้ท่านช่วยนำพระราชสาสน์ขออภัยไปยังสหายของท่านที่พระองค์ไม่สามารถเสด็จไปได้ ”

” เรื่องนั้นคงไม่เป็นปัญหาอะไรหรอก ” ท่านผู้หญิงว่า ” แต่เรื่องพระอาการประชวร ท่านต้องการให้ข้าตามหมอให้หรือไม่ ข้ารู้จักหมอฝีมือดีในเมืองอยู่ ”

” เรื่องนั้นคงไม่เป็นไร พระองค์มีหมอหลวงคอยดูแลอยู่แล้ว ” แล้วเขาก็ชักม้ากลับ ” ฝากท่านกราบทูลพระราชินีด้วย ”

เคานเตสได้ยินเช่นนั้นก็ยักหน้าก่อนจะปิดหน้าต่างรถม้าแล้วหันไปยังอาคันตุกะที่ไม่มีใครทราบว่านั่งอยู่ในรถม้าคันเดียวกับนาง บนพระพักตร์ของพระราชินีมีเพียงรอยยิ้มน้อยๆ พระเนตรที่เหลือบต่ำทำให้คาดเดาได้ยากว่าพระนางกำลังดำริสิ่งใด ในพระหัตถ์คือพัดขนนกยูงหรูหราที่โบกช้าๆอย่างสม่ำเสมอราวจะบอกจังหวะความคิดอันสม่ำเสมอแน่วแน่ พระนางเหมือนจะทรงออกจากภวังค์ก็เมื่อฟรานเชสก้ากระแอ้มขึ้น ” พระนางจะเสด็จงานเลี้ยงต่อหรือไม่เพคะ ”

” แน่นอน ฟรานเชสก้า ข้าไม่มีเหตุผลจะไม่ไปนี่ ” พระนางตรัสพลางปรายยิ้มละไมให้พระสหาย ” เจ้ากำลังคิดว่าท่าทางของเกรเกอร์ดูไม่ค่อยดีอย่างนั้นหรือ ”

” เขาดูลนลานเพคะ พระอาการอาจไม่ได้ดีนักก็ได้ ”

” ก็เป็นได้ “ พระนางตรัส ” แต่เจ้าไม่ต้องกังวลไป ฟรานเชสก้า เจ้าได้จัดการในส่วนของเจ้าดีแล้ว ข้าเองก็เตรียมการสำหรับดูแลพระสวามีของข้าอยู่แล้ว ” พระนางตรัสพลางเล่นขนนกในพระหัตถ์อย่างเย็นพระทัย มันเป็นความมั่นใจที่ทำให้เคานเตสเมริสมารู้สึกขนลุกขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

***

การปีนขึ้นเขาที่รังเหยี่ยวเคยอยู่นั้นเหมือนการเดินทางกลับบ้าน ตั้งแต่วันที่หัวหน้าของเขาสั่งให้เหยี่ยวป่าหนี พวกเขาก็ออกจากเขตที่ดินของเมริสมา หนีเข้าไปในป่าที่ทหารม้าเข้าไม่ถึง รอคอยวันที่พวกเขาจะรวมตัวกันอีกครั้ง แล้ววันนั้นก็มาถึงเมื่อเหยี่ยวจะกลับมายังถิ่นของตน แม้ตอนนี้พวกเขาจะทำได้เพียงซุ่มอยู่ในเงาก็ตาม ” ดูเหมือนพวกทหารม้าจะผ่านที่นี่ไปครั้งหนึ่งแล้ว ” เพื่อนของพวกเขาคนหนึ่งที่ไม่ได้หนีไปไกลนักเล่า ” แต่ไม่ได้ติดใจสงสัยที่นี่นานนักหรอก ยังดีที่พวกเราลบร่องรอยทิ้งไปหมด ต่อให้เห็นพวกนั้นคงเดาไม่ถูกว่าเราเคยปักหลักอยู่ที่นี่ ”

นับเป็นข่าวที่ทำให้ใจชื้น แต่เพราะพวกเขายังคงถูกตามล่า ยามค่ำคืนเช่นนี้จึงมีเพียงแสงจันทร์เท่านั้นที่ปลอดภัย ไม่มีใครกล้าจุดไฟด้วยกลัวว่าอาจมีใครผ่านมาแล้วเห็นเข้า จะมีข้อยกเว้นก็คงแต่หัวหน้าของพวกเขา ที่แม้ไม่มีกองไฟใกล้ตัวก็กล้าพอจะนั่งอยู่บนผาเล็กๆแถบนั้นเหมือนไม่กลัวว่าใครจะมาเห็นเข้า เดือดร้อนไม่คีธก็อาวดริคต้องคอยมาเตือนเขาอยู่ร่ำไป

” เหยี่ยวต้องใช้ร่มไม้กำบังตัวจากผู้ล่าไม่ใช่หรือ ” เป็นคำทักทายของเจ้าชายขณะที่เขานั่งลงข้างๆผู้เป็นหัวหน้า มือยื่นผลแอปเปิ้ลผลหนึ่งให้ ซาร์คเห็นอย่างนั้นก็รับมา แม้ท่าทางของเขาไม่มีความร้อนใจเลยแม้แต่น้อยอาวดริคก็รู้ว่านั่นเป็นแค่ภายนอก ” พวกเขาจะค่อยๆกลับมา ซาร์ค คงต้องใช้เวลาหน่อยเมื่อนางอยู่ที่นี่ ”

ผู้เป็นหัวหน้าได้ยินเช่นนั้นก็เลิกคิ้ว ” เจ้าคิดว่าข้ากลัวสหายของข้าจะไม่กลับมา ”

” ข้ารู้ว่าเจ้ากลัวนาง ” เจ้าชายว่าก่อนจะกัดแอปเปิ้ลของตัวเอง ” เจ้าเอาแต่มองออกไปข้างนอก เหมือนกลัวว่านางจะมา ”

” ใช่ ข้ากลัว ” เด็กหนุ่มยอมรับ ” ข้ากลัวว่านางจะล้อมเขาลูกนี้แล้วเผามันทิ้งคืนนี้ ”

เจ้าชายเข้าใจดี เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นพวกเขาจะไม่มีทางหนีพ้นเลย ” เจ้ากลัวการให้เหยี่ยวป่ารวมตัวเพราะอย่างนั้นหรือ ”

” ถ้าทุกอย่างเริ่มเข้าที่พวกเราอาจแยกเป็นกลุ่มเล็กๆกระจายตัวกันได้ แต่ตอนนี้มันไม่มีทางเลือกนอกจากให้พวกเขามาที่นี่ และนั่นทำให้เราอ่อนแอต่อการโจมตีของนาง ”

” อันตรายมาก ”

” ใช่ อันตราย ” หัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่ากัดแอปเปิ้ลในมือแล้วเคี้ยวอย่างครุ่นคิด สายตาของเขามองไกลออกไป ราวกำลังมองหาแสงพระเพลิงที่อาจปรากฏขึ้นได้ทุกเมื่อ นานทีเดียวกว่าที่เขาจะพูดขึ้นอีกครั้ง ” ข้ามีเรื่องอยากสารภาพ ”

นั่นทำให้อาวดริคต้องแปลกใจ ความกังวลในเสียงของซาร์คทำให้เขาต้องละอายใจที่ตนเองดีใจ ” อะไรล่ะ ”

” อย่าบอกใครเด็ดขาด… แม้แต่กับคีธก็เถอะ เขาหวังในตัวข้ามากแม้เขาจะไม่พูดอะไร ข้ารู้สึกจริงๆว่าเขาคิดว่าข้าทำได้ทุกอย่าง… ” แล้วเขาก็ถอนใจ ” ที่ข้าอยากจะบอกคือถ้าวันหนึ่งการต่อสู้นี้กลายเป็นการต่อสู้ซึ่งหน้า ถ้าวันหนึ่งเราต้องนำผู้คนต่อสู้กับกองทัพของนางตรงๆ ข้าคงทำไม่ได้ ”

อาวดริคนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามว่า  ” ทำไมล่ะ ทำไมถึงจะไม่ได้ ”

แล้วท่าทีของซาร์คก็เปลี่ยนเป็นกระฟัดกระเฟียด ดูเหมือนเหตุผลจะเรียบเรียงออกมาได้ยากกว่าความรู้สึก ” ข้าไม่เคยรู้เลยจริงๆว่าต้องทำอย่างไร ถ้าข้าต้องยืนอยู่ข้างหน้าคนพวกนั้น ประจันหน้ากับนาง แล้วบอกให้พวกเขาบุกเข้าไปทั้งที่รู้ดีว่าทหารม้าของนางน่ากลัวขนาดไหน ทั้งที่รู้ว่าคนจำนวนมากจะไม่รอดกลับมา เรารบแบบกองโจรมาตลอด เหยี่ยวป่าหลีกเลี่ยงการต่อสู้เสมอถ้าทำได้ แต่การที่ต้องประจันหน้ากับนางจริงๆมันเป็นอีกเรื่องโดยสิ้นเชิง ข้าไม่คิดว่า- ”

แล้วคำพูดของซาร์คก็หยุดเพียงเท่านั้น หลายครั้งที่เขาอ้าปากเหมือนพยายามจะพูดต่อไป แต่สุดท้ายก็ทำได้เพียงถอนหายใจด้วยความหงุดหงิด แต่มันไม่ต้องใช้คำพูดมากกว่านั้นอีกแล้วสำหรับอาวดริค เขาเอื้อมมือออกไปด้วยความตั้งใจจะสางเส้นผมสีแดงนั่น เขาเกือบสัมผัสปอยผมพวกนั้นแล้วแต่ก็ชักมือกลับมากำแน่นบนตัก ” เจ้าแค่กลัว ซาร์ค ” เขาบอก ” ความกลัวก่อแต่ปัญหา ”

” การไม่กลัวอะไรเลยก็ก่อปัญหา ” เด็กหนุ่มกล่าวก่อนจะโยนแกนแอปเปิ้ลออกไป ” ข้ารู้ว่าถ้าเวลานั้นมาถึงข้าจะกลัวไม่ได้ แต่ก่อนหน้านั้นล่ะ ข้าจะทำอะไรได้บ้างเพื่อไม่ให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้น ”

” เจ้าบอกไม่ได้หรอกว่าวันหนึ่งมันจะเกิดเรื่องพวกนั้นขึ้นหรือเปล่า เจ้าทำได้แค่พยายาม แต่ถ้ามันจะเกิดมันต้องเกิด และเจ้าจะกลัวไม่ได้ คนตั้งมากมายมองเจ้าอยู่ เจ้าอ่อนแอได้ แต่ต้องไม่ใช่ต่อหน้าพวกเขา เพราะถ้าวันนั้นมาถึงจริงพวกเขาเองก็รู้ว่ามันจะเป็นโอกาสสุดท้าย สิ่งที่พวกเขาต้องการอาจเป็นผู้นำที่พร้อมจะโถมเข้าหาโอกาสน้อยนิดนั้น คนแบบนั้นจึงจะทำให้พวกเขาสละทุกอย่างได้โดยไม่นึกเสียใจ ”

” เหมือนที่แม่ทัพของกาลัทเทียร์ควบอาชาปีศาจเข้าหาศัตรู ”

อาวดริคต้องหันมองเด็กหนุ่มทันทีที่ได้ยินคำเปรียบเทียบนั้น แต่สายตาของซาร์คยังไงมองไกลออกไปโดยไม่ได้แลกลับมา คำตอบของเขาคือ ” ใช่ เหมือนคนๆนั้น ”

” พ่อข้าเล่าเสมอว่าชายคนนั้นน่ากลัวขนาดไหนในสนามรบ ” ซาร์คค่อยๆพูดขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบา ” พ่อเล่าให้ข้าฟังบ่อยครั้งถึงวาระสุดท้ายของกองทัพกาลัทเทียร์ที่สู้จนตัวตายจนถึงคนสุดท้าย พวกเขาก็เดิมพันกับโอกาสน้อยนิดที่จะชนะ เหมือนที่เจ้าว่า ไม่มีใคร ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่หันหลังกลับ ”

อีกครั้งที่อาวดริคต้องห้ามตนเองไม่ให้ลูบเส้นผมสีแดงพวกนั้น หรือจับมือที่วางนิ่งอยู่บนหน้าตัก เขารู้ดีว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่ซาร์คต้องการ สำหรับเด็กหนุ่มการปลอบโยนสงสารมีแต่จะตอกย้ำเขา ” เจ้ากลัวว่าพวกเราจะจบลงแบบนั้น แบบกองทัพของกาลัทเทียร์ อย่างนั้นหรือ ”

ซาร์คไม่ได้ตอบเขา เด็กหนุ่มยังคงมองตรงไปเบื้องหน้า หากแววตาที่เต็มไปด้วยความกังวลก็ตอบคำถามชัดเจน

แต่ก่อนที่เขาจะได้พูดอะไรต่อไป เสียงของคีธก็ดังจากด้านหลังพวกเขา เป็นคำทักทายที่เขาได้ยินบ่อยครั้งในช่วงนั้น ” ท่านซาร์คครับ มีคนอยากจะพบท่าน ”

เพียงเท่านั้น แววของความกลัวก็หายไปจากสายตาของซาร์ค เขากลับเป็นหัวหน้าของเหยี่ยวป่าผู้หยิ่งทรนง ไม่มีทางที่ใครจะเห็นอารมณ์ที่อ่อนไหวของเขา อย่างน้อยก็จนกระทั่งเขาหันไปเห็นชายที่เดินตามหลังคีธมา ชายที่มีแผลที่มุมปากและสหายของเขาที่บางคนก็มีร่องรอยของแผลไหม้บนใบหน้าและไหล่ เพียงเท่านั้นเด็กหนุ่มก็แยกเขี้ยวในทันที ” พวกเจ้ายังกล้ามาให้ข้าเห็นหน้าอีกงั้นเหรอ!! ”

เสียงตวาดทำให้คนพวกนั้นต่างสั่นกลัว ทั้งหมดนั้นแทบจะแทรกตัวกันอยู่ด้านหลังคีธขณะที่อาวดริครีบคว้าข้อมือของซาร์คไว้ไม่ให้เขาชักดาบออกมาได้ ” ใจเย็นๆครับท่านซาร์ค ” คีธรีบปรามก่อนจะถามว่า ” ท่านเคยเจอพวกเขามาก่อนด้วยหรือ ”

” เออน่ะสิ ” เด็กหนุ่มว่าแล้วสะบัดแขนตัวเองจนหลุด ” เจ้าพวกนั้นคือไอ้ตัวที่บุกบ้านเมริสมาไง ”

เสียงกัมปนาทนั้นทำให้ผู้มาใหม่นิ่งสนิทเหมือนจะกลัวกระทั่งการหายใจ ก็น่าอยู่หรอก ในเมื่อการพบกันครั้งที่แล้วก็ไม่ได้จบลงด้วยดีเอาเสียเลย แต่ถึงรู้อย่างนั้นคีธก็ยังใจเย็น ” เขามาขอเป็นสหายของเรา ”

ผู้เป็นหัวหน้าเบิกตาในทันที เขามองหน้าชายหนุ่มแล้วก็ไปทางชายที่มีแผลเป็นซึ่งรีบชิงพูดขึ้นทันที ” หลังท่านปล่อยพวกข้าไป พวกข้าก็เดินทางออกไปทางตะวันออก ไม่ได้จะกลับมาที่นี่เลยจริงๆ เพียงแต่ที่นั่นเต็มไปด้วยทหารม้า พวกนั้นควบม้าผีเต็มไปหมด หมู่บ้านแถวนั้นถูกพวกมันปล้นจนแทบไม่เหลืออะไรเลย ”

” เจ้าว่าอะไรนะ ”

เมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มสนใจข่าวนั้น ดูเหมือนความกลัวของเขาจะลดลง ” พวกนั้นคอยตรวจตราหมู่บ้านบ่อยมาก แล้วทุกครั้งก็มีคนถูกจับ บ้านถูกยึด พวกนั้นขนของทุกอย่างไป คนที่ถูกพาไปก็ไม่เคยได้กลับมา ” เขาว่าพลางก็เบ้หน้าด้วยความสยดสยอง ” พวกข้าเคยเข้าใกล้ที่คุมขังของพวกมัน แล้วก็ต้องเปิดกลัวมา ไม่มีใครที่กล้าเข้าไปข้องแวะด้วยหรอก จะได้ยินก็แต่เรื่องของท่าน มีแต่ท่านที่กล้าเข้าไปใกล้ แถมยังช่วยนักโทษ- ”

” -ไม่สำเร็จ ” เด็กหนุ่มตัดบท ความขมขื่นอยู่บนใบหน้าของเขาชัดเจน ” ถ้าเจ้ามาเพราะคิดว่าข้าจะคุ้มครองเจ้าได้ล่ะก็ กลับไปซะ ”

แต่ชายพวกนั้นกลับส่ายหน้า ชายร่างสูงใหญ่คนหนึ่งตอบเขาทันทีว่า ” เรามาเพราะท่านสู้กับมันต่างหาก ”

คำตอบนั้นสั้นง่ายตรงไปตรงมา แต่กลับทำให้ซาร์คพูดไม่ออก ในตอนนั้นอาวดริคก็ทำได้เพียงแค่ยืนอยู่ใกล้ๆ เขามองกลับไปมาระหว่างเด็กหนุ่มกับคีธซึ่งกำลังมองผู้เป็นหัวหน้าอย่างมีความหวัง เขากำลังหวังว่าซาร์คจะลดทิฐิมานะของตัวเองลงแล้วเปิดใจรับการช่วยเหลือครั้งนี้ ” เจ้าจะมาเพื่อสู้งั้นเหรอ ” เด็กหนุ่มถาม

” ก็ดีกว่าโดนเหยียบจนเน่าตาย ” ชายคนเดิมว่า ” ลำพังพวกข้าก็แค่คนกลุ่มเล็กๆไม่มีปัญญาทำอะไรพวกมันได้ แต่ถ้าเรารวมตัวกัน อาจทำอะไรได้ก็ได้ ”

เพียงเท่านั้นดวงตาของซาร์คก็พลันดูอ่อนลง แต่แววขัดเคืองยังมีอยู่เต็มเปี่ยมขณะที่เขาบอกว่า ” งั้นก็อย่ามาสั่นกลัวพวกมันต่อหน้าข้าแล้วกัน ”

มันเป็นความเงียบครู่ใหญ่ก่อนที่ใครคนหนึ่งในคนเหล่านั้นจะเข้าใจความหมายของสิ่งที่เด็กหนุ่มพูด หัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่ายอมรับพวกเขา ยอมรับภายใต้เงื่อนไขเดียวว่าพวกเขาต้องไม่ขี้ขลาดหัวหดอีกเป็นอันขาด แต่คนพวกนั้นมีโอกาสดีใจเพียงน้อยนิดเมื่อสหายคนหนึ่งของซาร์คกระหืดกระหอบเข้ามา ท่าทางตื่นตระหนกของเขาทำให้คนที่เหลือเงียบในทันที ” ท่านซาร์ค ที่ตีนเขา…. ” เขาหยุดเพื่อหอบหายใจ ” ลูกชายของเคานเตสอยู่ที่นั่น ”

” อะไรนะ ”

” เขามีนกหวีดดินเผาอยู่ ” แล้วผู้นำสาสน์ก็กลืนน้ำลาย ” กับกองทัพอสูรไล่ตามเขามา ”

***

สิ่งเดียวที่เขาทำได้คือพยายามหนีไปตามตีนเขา ไต่ขึ้นไปเมื่อใดก็ตามที่ทำได้ต่อให้เหนื่อยจนแทบจะง้างขาวิ่งอีกไม่ได้ แต่ถ้าเขาหยุด… เขาตายแน่ๆถ้าเขาหยุด

ข้างหลังของแมกซิมิเลียนคือกองทัพอสูรที่ตามเขามาราวกับเงา เขาไม่รู้เลยว่าพวกมันมาจากที่ใด ราวกับว่าจู่ๆกองทัพอสูรที่น่ากลัวนั้นก็ปรากฏตัวขึ้นจากอากาศธาตุ ร่างที่สูงใหญ่กว่ามนุษย์วิ่งบนสองขา สวมใส่ทั้งเกราะหนักและเกราะอ่อนกวัดแกว่งอาวุธอย่างบ้าคลั่ง ทั้งใบหน้าและเสียงคำรามบอกได้เพียงอย่างเดียวว่าสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ไม่ใช่ทั้งสัตว์ทั่วไปหรือมนุษย์ มันเป็นสัตว์อสูรที่ถูกสร้างขึ้นด้วยอำนาจของผู้ใช้เวทย์มนตร์ มันจึงสามารถตามเขามาในป่าลึกนี้โดยไม่มีท่าทีจะอ่อนล้าลงเลย

ในตอนนี้มีแต่เขาที่เริ่มจะวิ่งต่อไปไม่ไหว ในตอนแรกเขาคิดจะฆ่าพวกมันให้หมด แต่มันมีมากเกินไป หลังจากล้มได้ไม่กี่ตัวเขาก็รู้ว่าคงไม่มีทางชนะ ไม่ใช่ด้วยตัวคนเดียว เสียดายที่เขาตระหนักได้เช่นนั้นหลังจากแลกบาดแผลไปไม่น้อย ตอนนี้สิ่งที่เขาทำได้คือวิ่ง อย่างน้อยที่กลางป่านี้ก็มีที่หนึ่งที่เขาจะไม่เพียงแค่หายไปโดยไม่มีใครรู้เห็น

ฉับพลันความเจ็บปวดก็แล่นปลาบไปทั้งขา กล้ามเนื้อที่เกร็งกะทันหันทำให้เขาเสียหลักล้ม แม้มีเพียงแสงจันทร์เด็กหนุ่มก็มองเห็นธนูที่ปักทะลุน่องออกมา ปลายเหล็กแหลมอาบเลือดอุ่นๆแม้ไม่มากนัก ไม้ที่คาอยู่ในขาสร้างความเจ็บปวดมหาศาลเมื่อขยับ แต่เขาก็แค่ต้องหักมันออกแล้วลุกขึ้นเดินต่อไป วิ่งถ้าทำได้ ตลอดเวลานั้นเขายังคงเป่านกหวีดแล้วภาวนา

สิ่งที่กระทบโดนต่อมาคือลูกหินซึ่งแม้ขนาดไม่ใหญ่นักแต่ก็มากพอจะทำให้เขาล้มกลิ้งไปบนพื้นด้วยความเจ็บปวดสาหัสที่ชายโครง แรงกระแทกนั้นสร้างบาดแผลและรอยช้ำที่สะเทือนเข้าไปในร่างจนทำให้เขาแทบขยับไม่ได้ แต่เขาก็พยายามฝืนร่างกายให้ผ่อนคลายลง แล้วพยายามลุกขึ้น เขายังไม่อยากให้นี่เป็นครั้งสุดท้ายที่เขาจะล้มลง

ลุก

ด้วยแรงที่พอมีเหลืออยู่ในตอนนี้เขายันร่างตัวเองขึ้น ขาที่เจ็บเพราะบาดแผลและไม้ที่ฝัง ผนวกกับการวิ่งยาวนานทำให้สิ้นเรี่ยวแรงจะยืนขึ้นได้ รอยกระแทกบนสีข้างทำให้ร่างของเขางอเข้าด้วยความเจ็บปวดอย่างที่ไม่อาจควบคุมได้ แต่เขาก็ยังใช้แขนพยายามจะลากร่างตัวเองต่อแม้เสียงฝีเท้าจะใกล้เข้ามาทุกขณะ เสียงหายใจและกลิ่นเหม็นสาปสัตว์คละคลุ้งจนแทบจะอาเจียนพร้อมๆกับเสียงโลหะกระทบไปมาที่บอกเขาว่าพวกมันอยู่ใกล้เพียงใด

ตอนนั้นเองที่แสงคบไฟสว่างวาบขึ้นจากบริเวณโดยรอบ เสียงกู่ร้องดังขึ้นจากในเงาไม้ทำให้อสูรพวกนั้นสับสนไปชั่วขณะ ชั่วขณะนั้นเองที่คนเหล่านั้นปรากฏตัวพร้อมแกว่งกวัดคบไฟที่ทำให้อสูรเหล่านั้นต้องถอย พวกมันแยกเขี้ยวคำราม แต่ก็ไม่เข้าใกล้ ดูเหมือนความกลัวไปจะอยู่เหนือเป้าหมายของพวกมันในตอนนั้น

” ต้อนพวกมันออกไป ” คือเสียงสั่งการณ์ทรงอำนาจที่ดังขึ้นใกล้ตัวเขามา ร่างของเด็กหนุ่มผมแดงยืนอยู่ ในมือของเขาคือดาบที่วาววับและบนใบหน้าคือความเคียดแค้นชิงชัง “สัตว์เลี้ยงของนางไม่ต้องเอาไว้ ฆ่าให้หมด ” เขาแผ่ดเสียงลั่นขณะที่ทะยานออกไปเบื้องหน้า นำชายหนุ่มกลุ่มหนึ่งให้ตามเขาไป ทั้งดาบทั้งธนูของพวกเขาต่างมุ่งเป้าไปหาอสูรเหล่านั้นโดยไม่มีความกลัว ไม่ต่างจากนักรบในสมรภูมิผู้กล้า

แล้วเสียงที่ไม่คุ้นหูก็เรียกความสนใจของเขา มันเป็นเสียงที่แสดงทั้งความหนักแน่นและกังวล แขนที่ทรงพลังรับร่างที่กำลังหมดเรี่ยวแรง ” ตั้งสติไว้ มองหน้าข้า ตอบคำถามข้า ท่านชื่ออะไร ” มุมปากของแมกซิมิเลียนกระตุกเป็นรอยยิ้มเยาะหยัน เวลาอย่างนี้จะเอาชื่อไปทำอะไรอีก ” ตอบข้า ท่านชื่ออะไร ”

แต่คุณชายน้อยก็เพียงแค่ดึงกระดาษยับย่นจากในอกเสื้อแล้วส่งให้ ” ของเจ้านั่น ” เขาฝืนเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีเพื่อยันตัวขึ้นแล้วเอากระดาษนั้นยัดใส่มือคนตรงหน้า ” อาร์เซนให้ข้าเอามาส่ง เอาให้เจ้านั่นอ่าน ” นั่นเป็นทั้งหมดที่เขาทำได้ก่อนจะพ่ายแพ้ต่อความเจ็บปวดที่กัดกินเขาอยู่ตอนนี้ สติของเขากำลังเลือนทุกทีๆ

ในตอนนั้นเองที่คนๆหนึ่งก้าวเข้ามาข้างเขา ท่ามกลางสติที่เริ่มเลือนลางเสียงนั้นก็ดังชัด ” เจ้าพาเขาไปรักษาเถอะ คีธ เดี๋ยวข้าจัดการที่นี่เอง ”

ดูเหมือนชายคนแรกจะคิดเช่นนั้นเช่นกัน ” ได้ ระวังตัวด้วยล่ะ อาวดริค ”

…อาวดริค?

เขาพยายามสู้ความอ่อนเพลียนั้นแล้วเบิกตาดูคนๆนั้นให้ชัดถนัดตา แม้คนๆนั้นจะอยู่ในเสื้อผ้าปอนๆ ผมเผ้ายุ่งเหยิงและผิวพรรณหยาบกระด้างจากลมและแดด แต่เด็กหนุ่มจำเค้าหน้านั้นได้ มันคือใบหน้าที่หญิงสาวทั้งหลายต่างชายตามองในงานเต้นรำหรูหราแม้เค้าของความหรูหราจะไม่มีเหลืออยู่แล้วก็ตาม คนๆนั้นคือเจ้าชายอาวดริค

แต่มันก็แค่ชั่วครู่เดียวก่อนที่เจ้าชายจะลุกขึ้นแล้วตรงไปยังแนวหน้า ตอนนี้ทุกอย่างเริ่มชุลมุนเมื่อพวกสัตว์อสูรพยายามทำลายคบไฟที่พวกมันกลัวนักกลัวหนา ขณะเดียวกันพวกเขาก็พยายามจะล้มมันโดยรักษาระยะจากเปลวไฟ แต่พละกำลังที่ผิดธรรมชาตินั้นทำให้ยากเหลือเกินที่จะต่อสู้กันตัวต่อตัวได้ และดูเหมือนพวกมันเองก็รู้ ความสับสนจากการโจมตีโดยไม่ทันตั้งตัวเริ่มจางหายไปแล้ว

แล้วเจ้าชายก็สังเกตเห็นบางสิ่ง พวกมันกำลังหาเป้าหมายหาทางผ่านพวกเขามายังเด็กหนุ่ม พวกมันมีปัญญาแม้พวกมันอาจมุ่งมั่นกับเป้าหมายมากกว่าจะไล่ฆ่ามนุษย์ทุกคนในทันทีที่เห็น ต้องมีบางสิ่งที่ทำให้พวกมันมองเห็นเป้าหมาย ทำให้พวกมันมันเคลื่อนไหว ต้องมีบางอย่างที่ทำให้มันติดตามคนๆเดียวท่ามกลางความมืดของป่าแบบนี้ได้ เขาเหลียวมองแมกซิมิเลียนอีกครั้งแล้วบางสิ่งก็สะดุดใจเขา เจ้าชายรีบย้อนกลับไปหาร่างซึ่งบัดนี้ไร้สติแล้วขอให้คีธถอดเสื้อคลุมของเด็กหนุ่มออก

” ท่านจะเอาไปทำอะไร ” คีธถาม แต่อาวดริคก็เพียงแค่มองเด็กหนุ่มตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าอีกครั้ง ก่อนที่เขาจะหันไปสนใจรองเท้า

” นี่เอง ”

ไม่ทันทีที่คีธจะถามว่าอะไร เจ้าชายก็เหวี่ยงเสื้อคลุมขึ้นสวม แล้วตรงกลับไปที่แนวหน้าโดยภาวนาว่าเขาเดาถูก เพราะถ้ามันเป็นดังที่เขาคาด หนทางทำลายพวกมันทั้งหมดยังมีอยู่

แล้วพวกมันก็พลันหันมาทางเขา นั่นทำให้อาวดริคยิ้มน้อยๆกับตัวเอง อย่างน้อยมันก็ไม่ได้ฉลาดไปกว่าสัตว์พิษพวกนั้น เขายังมีโอกาสทำลายพวกมันทั้งหมดได้ เพราะพันธะกับเป้าหมายจะทำให้พวกมันทั้งหมดไล่ตาม และจะไม่มีตัวไหนรอดกลับไปแน่นอน ” พวกเจ้าถอยไปให้ไกล ” เขาสั่งขณะที่ตรงเข้าไปยังแนวรั้วไฟที่สหายของเขากำลังสกัดอสูรพวกนั้นไว้ สายตาที่สับสนมองเจ้าชายอยู่เป็นตาเดียวในขณะที่อาวดริคไม่มองไปที่ใดนอกจากสัตว์อสูรเบื้องหน้า เขากำลังมองดูมัน คาดคำนวณพวกมัน เพื่อที่สุดท้ายเขาจะสามารถหลอกล่อมัน

แต่ก่อนที่เขาจะถึงแนวไฟนั้น แรงดึงจากหลังเสื้อก็ทำให้เขาแทบล้มคว่ำและคนที่คว้าเขาไว้ก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากซาร์ค ” เจ้าคิดจะทำอะไร ” เด็กหนุ่มตะโกน ความกังวลนั้นชัดเจน

กระนั้นเจ้าชายก็ไม่ได้ตอบอะไรมากไปกว่า ” ข้าจะไปจัดการมัน ” แล้วเขาก็ดึงดาบของซาร์คติดมือไปทันทีโดยที่ผู้เป็นหัวหน้าไม่อาจขัดขวางได้ทัน แค่พริบตาเจ้าชายก็ลอดออกจากรั้วไฟตรงเข้าไปในกองทัพอสูรที่กำลังจับจ้องเขาแทบจะเป็นตาเดียว และนั่นคือสิ่งที่อาวดริคต้องการ ท่ามกลางความวุ่นวายนั้นเสียงแผ่วๆก็ลอยมาตามลมคล้ายเสียงเพลงที่หลอกล่อให้หลงใหล พวกมันมองตามเขา พยายามบุกเข้าหาด้วยคมเขี้ยวที่แสยะแยกและคำรามร้อง อาวดริคต้องพยายามกันพวกมันให้ออกห่างขณะที่บุกลึกเข้าไปท่ามกลางร่างสูงใหญ่ที่ขยับตามเขาราวกับฝูงนักล่าเตรียมเข้ารุมทึ้งเหยื่อ

แล้วพลันเสียงเพลงนั้นก็เงียบลง พื้นดินรอบตัวพวกเขาสั่นสะเทือนบ้าคลั่งพร้อมกับที่เปลวไฟสีเงินลามขึ้นจากพื้นไหม้เป็นวงกว้างจนเหยี่ยวป่าต้องรีบถอยออกมา พวกเขาไม่มีใครสัมผัสเปลวไฟนั้นมีเพียงสัตว์อสูรเหล่าเท่านั้นที่จดจ้องอยู่กับการโจมตีเจ้าชายจนไม่ได้สนใจเปลวไฟซึ่งเผาพวกมันมอดไหม้ทันทีที่สัมผัส แค่พริบตาทุกอย่างก็จบลง ร่างตระหง่านสูงใหญ่ที่ยังความกลัวลึกล้ำพลันล้มลงกลายเป็นซากสีดำเหมือนตอถ่านทับกันไปมาจนดูเหมือนทุ่งสังหารที่ไม่มีเลือดแม้ซักหยดเดียว

และคนที่ตั้งสติได้ก่อนคือซาร์ค สิ่งแรกที่เขาคิดถึงคืออาวดริคที่หายไปท่ามกลางอสูรพวกนั้นและยังไม่กลับออกมา ” อาวดริค!! ” เขาตะโกนเรียกขณะที่ดึงร่างบิดเบี้ยวน่าขยะแขยงพวกนั้นออกไปให้พ้นทางขณะที่เขาลุยเข้าไปตรงกลางลานนั้นตะโกนถามด้วยความกลัวที่ปิดบังไม่ได้ ” อาวดริค!! เจ้าอยู่ตรงไหน ตอบด้วย!! ”

สัตว์อสูรตัวแล้วตัวเล่าถูกลากโยนไป แต่ยังคงไร้ร่องรอย ความเงียบของยามวิกาลค่อยๆกัดกินประสาทของหัวหน้าแห่งเหี่ยวป่าไปทีละน้อย เขาเคยเห็นสิ่งนี้ ครั้งที่แล้วที่นางส่งสมุนของนางมามันก็จบลงเช่นนี้ แต่ตอนนั้นอาวดริคยังคงยืนอยู่เมื่อเวทย์ของเขาจางหายไป แต่ไม่ใช่ครั้งนี้ ไม่ใช่เมื่อสิ่งที่เหลืออยู่มีเพียงสีดำของความตาย บางอย่างจุกแน่นอยู่ในคอจนเสียงเดียวที่เขาเปล่งออกมาได้คือเสียงตะโกน ” เจ้าบ้า ตอบข้าสิ ได้ยินหรือเปล่า ตอบสิโว้ย!! ”

ในตอนนั้นเองที่เสียงหนึ่งดังขึ้นแผ่วๆจากกองซากที่ทับกันอยู่ตรงกลาง แม้ไม่ได้เป็นคำที่ชัดเจนแต่สำหรับซาร์คมันฟังดูคล้ายชื่อของเขาจนเด็กหนุ่มต้องเรียกเพื่อนของเขามาช่วยกันดึงร่างที่เอนค้ำกันอยู่ออกไป แล้วที่ตรงกลางนั้น ในช่องว่างใต้ร่างของอสูรสามตัวคืออาวดริคที่ขดร่างอย่างอ่อนแรงคล้ายทารกที่อยู่ในครรภ์มารดา และเขายังหายใจ

” อาวดริค ”

เสียงเรียกทำให้เจ้าชายขยับร่างน้อยๆ บนใบหน้าของเขาเป็นรอยยิ้มขณะที่เขามองหน้าซาร์คซึ่งค่อยๆลากเขาออกมาด้วยมือสั่นเทา เด็กหนุ่มดูเหมือนจะปั้นหน้าไม่ถูกในตอนนั้น บางทีก็ดูเหมือนเขาก็กำลังจะร้องไห้ บางครั้งก็เหมือนอยากจะฆ่าเขาให้ตาย แต่ดูเหมือนเรี่ยวแรงทั้งหมดจะถูกใช้กับการควบคุมไม่ให้ตัวเองสั่น เจ้าชายจึงอดจะหยอกเล่นซักหน่อยไม่ได้ว่า ” เจ้านี่มัน…เป็นผู้ชายที่ใจเสาะเกินคาดนะ ” แต่เขาพูดได้เพียงแค่นั้นก่อนที่ซาร์คจะกอดเขาไว้แล้วสั่งให้เขาหุบปาก

***

ม่านห้องบรรทมถูกดึงเปิดออกตามพระบัญชาขณะที่แสงเทียนในห้องดับลง นางกำนัลต่างถอนสายบัวให้พระราชินีของพวกนางก่อนจะออกจากห้องไปอย่างเงียบๆ ไม่มีใครกล้าเอ่ยสิ่งใดขณะที่พระนางประทับอยู่บนพระเก้าอี้เบื้องหน้ากระจกเงาบานใหญ่ และแม้ในแสงน้อยนิดนั้นมันก็สะท้อนเพียงภาพของพระราชินีผู้เลอโฉมท่ามกลางห้องที่มืดดำ เนิ่นนานทีเดียวที่พระองค์ทรงประทับอยู่เช่นนั้น จ้องมองเข้าไปในกระจก ราวกับว่าพระองค์ได้กลายเป็นรูปสลักหินอ่อนไปเสียอย่างนั้น หลังจากช่วงเวลาแห่งความเงียบงันนั้นพระนางก็ทรงลุกขึ้นแล้วเสด็จไปหยุดยืนที่หน้ากระจกบานนั้น

” กระจกวิเศษจงบอกข้าเถิด ” พระนางตรัสด้วยพระสุรเสียงอันแผ่วเบา ” ผู้ใดอยู่ในราชรถของพระราชา ”

ในตอนแรกกระจกไม่ได้ให้คำตอบใดเป็นเพียงเนื้อแก้วสีดำอันไร้แวว พระนางทบทวนคำตอบที่ได้ก่อนจะตรัสถามอีกครั้งว่า ” กระจกวิเศษจงบอกข้าเถิด มีสิ่งใดอยู่ในราชรถของพระราชา ”

แล้วภาพพร่าเลือนในกระจกก็แสดงสิ่งที่พระนางทรงคาดไว้ ราชรถเปล่า นั้นทำให้พระโอษฐ์ขยับเล็กน้อยคล้ายพระนางจะแย้มยิ้ม แต่พระเนตรกลับเล็กหรี่ลงราวทอดพระเนตรเห็นอันตราย ” พระองค์ประทับอยู่ที่นี่ตลอดเวลาสินะ ” พระนางทรงพึมพำก่อนจะทรงตรัสกับกระจกอีกครั้งว่า ” กระจกวิเศษจงบอกข้า ใครบ้างที่เข้าไปในห้องของพระราชา ”

ภาพที่ปรากฏคือหัวหน้ากองกำลังรักษาพระองค์ ข้าราชบริพารสองสามคน และแม่บ้านของเมริสมา สายพระเนตรของพระนางพลันเหมือนกลายเป็นแก้วที่ไร้ชีวิต พระนางทอดพระเนตรเข้าไปในกระจกนั้น จ้องมองหญิงชราขณะที่กระจกแสดงนางเข้าและออกห้องนั้น ก่อนจะตรัสว่า ” ให้นางมาที่นี่ ”

เมื่อหญิงชรารู้สึกตัวอีกครั้ง นางก็อยู่ในห้องที่ประทับของพระราชินี ตรงหน้านางคือถ้วยชาที่รินน้ำชาอุ่นๆไว้จนเต็ม ขณะที่พระนางประทับบนพระเก้าอี้เบื้องหน้านาง ใบหน้าของพระนางดูสงบยิ่งยามทรงจิบน้ำชาอุ่นในแก้ว ที่ทำให้นางตื่นกลัวที่สุดคือนางไม่รู้ว่านางมาที่นี่ได้อย่างไร นางไม่รู้สึกตัวว่าหลับไปหรืออะไรแบบนั้นเลย นางเพียงแค่ลืมตาขึ้นแล้วนางก็อยู่ที่นี่ ต่อหน้าพระนางผู้เลอโฉมผู้ไม่มีท่าทีตกอกตกใจเลยแม้แต่น้อย

พระนางแค่ทรงวางถ้วยชานั้นลง แล้วเงยพระพักตร์ขึ้นแย้มพระโอษฐ์ ” ไม่ต้องตื่นกลัวไปหรอก ไม่มีใครอยู่ในห้องนี้ ดังนั้นไม่มีใครจะมาวิพากษ์วิจารณ์อะไรเจ้าหรอก ” แล้วพระนางก็ผายพระหัตถ์ไปทางถ้วยชา ” ดื่มซักหน่อยมั้ย จะได้ผ่อนคลายลง ”

นางไม่รู้จะทำอย่างไรจริงๆในตอนนั้นจึงได้เพียงได้ประคองถ้วยขึ้นจิบน้อยๆก่อนจะวางลง มือที่สั่นเทาของนางทำให้น้ำชาร้อนนั้นเกือบหกลวกแต่ก็สำรวมไว้ได้ทัน

แต่พระนางกลับดูผ่อนคลายเสียเหลือเกินแม้เมื่อแม่นมตื่นตระหนกอย่างชัดเจนเช่นนั้น พระนางตรัสถามอย่างเป็นกันเองว่า ” ข้าแค่มีเรื่องจะสอบถามเจ้าสองสามเรื่องเท่านั้น เมื่อเย็นท่านเกรเกอร์บอกข้าว่าพระราชาประชวร ข้าห่วงกังวลเหลือเกิน ไม่รู้ว่าเจ้าได้เข้าไปในห้องบรรทมของพระองค์มาบ้างไหม พอรู้มั้ยว่าพระอาการของพระองค์เป็นอย่างไร ”

นางนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า ” หม่อมฉันไม่ได้ไปเพคะ ”

” อ้าว อย่างนั้นหรือ ” พระนางว่า ” ข้าได้ยินมาว่ามีคนเห็นเจ้าออกมาจากที่ประทับของพระองค์ไม่ใช่หรือ ”

ได้ยินเช่นนั้นนางก็เบิกตาขึ้นมาในทันที ” ค…. ใครบอกพระองค์เพคะ ”

ความร้อนรนนั้นมีแต่จะทำให้พระนางทรงแย้มยิ้ม ” ทำไมเล่า เจ้าจะร้อนตัวทำไม หรือเจ้าลอบเข้าไป ”

” ท่านเกรเกอร์ให้ข้าทำความสะอาดห้องเมื่อเย็น…. แต่ แต่… ”

” โดยที่พระราชาทรงประทับอยู่ข้างใน ”

” ม… ไม่ใช่เพคะ ”

แต่พระนางก็ยังเย็นพระทัยไต่ถามอย่างนุ่มนวลที่สุดว่า ” พระองค์น่าจะเสด็จไปงานเลี้ยงพร้อมกับข้า แต่กลับไม่มีวี่แววว่าพระองค์เสด็จออกมาจากห้อง ถ้าพระองค์ไม่ทรงประทับอยู่ในห้องมาตลอดทั้งวันแล้ว พระองค์อยู่ที่ไหนหรือ ”

แม่นมก็ได้แต่นั่งเงียบ นางไม่รู้จริงๆว่าควรตอบว่าอย่างไร เพราะพระนางรู้ นางบอกได้ว่าพระนางรู้ แต่คำถามคือ…

” ข้ารู้ไม่มากเท่าไหร่หรอก ” พระนางตรัสก่อนจะโน้มพระวรกายเข้าหา ” เจ้าไปเข้าเฝ้าแล้วพระองค์ทรงเป็นอย่างไรบ้าง ทรงตรัสอะไรหรือเปล่า พระองค์….ประทานอะไรให้เจ้าหรือเปล่า ”

นางได้ยินเช่นนั้นก็เปิดตาโพลงแล้วรีบส่ายหน้าปฏิเสธแต่ไม่กล้าพูด ไม่กล้ากระทั่งจะลอบมององค์ราชินีผู้กำลังแย้มพระโอษฐ์อย่างอ่อนโยน

” โรซาลีน ข้ารู้ว่าเจ้ากลัวข้า แต่ข้าไม่น่ากลัวหรอกนะ เจ้าตอบข้ามาเถอะ ”

โรซาลีน….

นางได้แต่จ้องพระนางด้วยความตกใจ โรซาลีน พระนางทรงทราบได้อย่างไรว่านางชื่อโรซาลีน แทบไม่มีใครเลยที่เรียกนางว่าโรซาลีนตั้งแต่คุณผู้หญิงคนก่อนเสียไป แต่เมื่อนางไม่มีท่าทีจะตอบคำถาม พระราชินีก็ถอนพระทัย แล้วพลันพระองค์ก็ตรัสว่า ” ข้าไม่อยากใช้วิธีรุนแรงกับเจ้าเลยนะ ” แต่ในห้องนั้นไม่มีอะไรที่รุนแรงเลย แม้แต่สายพระเนตรที่เต็มไปด้วยความเวทนาของพระนาง

***

มันดึกสงัดแล้ว แต่พระราชาก็ยังไม่ทรงปรารถนาจะบรรทมเลยแม้แต่น้อย ความกังวลใจมีมากมายจนพระองค์ไม่สามารถข่มพระเนตรลงได้ ที่สำคัญคงเป็นลางสังหรณ์ เป็นความรู้สึกชวนขนลุกที่เหมือนจะอ้อยอิ่งอยู่ในห้องนั้นจนพระโลมาลุกชันโดยไม่สามารถอธิบายได้ คงเพราะพระองค์ตัดสินพระทัยครั้งสำคัญไปโดยไม่ทรงทราบเลยว่าผลจะเป็นเช่นไร พระองค์ดำริเช่นนั้นอย่างน้อยก็จนกระทั่งเสียงประตูห้องประทับดังปิดลง พระองค์ทรงรับรู้ถึงการมาถึงนั้นได้ แต่พระองค์ทรงประวิงเวลาไว้ พระองค์ค่อยๆผินพระพักตร์เพื่อจะยื้อเวลาที่พระองค์จะต้องทรงเผชิญหน้ากับคนผู้นั้นออกไป

และเมื่อพระองค์ทรงหันไป ใบหน้าอันงดงามนั้นก็แย้มยิ้มให้ ขณะที่พระราชินีผู้เลอโฉมทรงก้าวเข้ามาในแสงเทียนสลัว ” ยังไม่บรรทมอีกหรือเพคะ ” พระนางตรัสถาม ” พระองค์ทรงพระประชวร ไม่ทรงพักผ่อนพระวรกายจะไม่ไหวเอานะเพคะ ” เสียงของนางช่างหวานลึกล้ำและอ่อนโยนยิ่งนัก หากเพียงทั้งหมดนั้นจะเป็นความจริงเท่านั้น

***

TBC in Chapter 12

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: