A Fairytale: ราชาและมหาโจร บทที่ 12

Title: A Fairytale
Book II: ราชาและมหาโจร (Thieves and Kings)
Author: vekin
Rate: PG-13
Warning: คนเขียนอ่อนคำราชาศัพท์เป็นอย่างยิ่ง ต้องขออภัยในความผิดพลาดมา ณ ที่นี้
***บุคคล เหตุการณ์และสถานที่ในเรื่องล้วนสมมติขึ้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องพาดพิงกับบุคคลและเหตุการณ์จริงแต่อย่างใด***

Chapter 12
####################################################

แม้เมื่อกองทัพอสูรล้มลงสิ้นลมเมื่อหลายชั่วโมงก่อน เหยี่ยวป่าก็ยังไม่อาจข่มตาหลับลงได้เช่นเดียวกับนกที่รังเพิ่งถูกคุกคาม พวกเขาลากซากอสูรซากแล้วซากเล่าไปกำจัด พยายามลบร่องรอยว่าทั้งพวกมันและพวกเขาเคยอยู่ที่นี่ แต่จำนวนของพวกมันก็ไม่ใช่น้อย และเมื่อพวกเขามีเวลาเพ่งพินิจพิเคราะห์พวกมันมากขึ้น ก็ยิ่งชัดเจนว่าสัตว์อสูรพวกนั้นมีเค้าโครงของมนุษย์อยู่ไม่มากก็น้อย

นั่นคือตอนที่พวกเขาตัดสินใจชำแหละพวกมันออกดู พวกเขาเลือกตัวที่ดูพิกลพิการที่สุด ตัวที่ดูอย่างไรก็คงไม่อาจเป็นมนุษย์ไปได้ ภายใต้ฝีมือที่ชำนาญของผู้ที่เรียนวิชาแพทย์ กิลค่อยๆเปิดร่างของมันออกเพื่อเปิดดูสิ่งที่อยู่ภายใน และคำตอบที่ได้คือ ” กระดูกเสียรูปไปมาก กล้ามเนื้อไม่ได้สัดส่วน แต่ว่า…..อย่างอื่นที่อยู่ภายในเป็นของมนุษย์ ” กิลว่าขณะที่เขาผละออกจากร่างบนพื้น ความหวาดกลัวแจ่มชัดอยู่ในดวงตาขณะที่เขาหันมาทางผู้เป็นหัวหน้า ” นี่ไม่ใช่สัตว์ ข้างในของมันไม่เหมือนหมีหรือวัวหรือกวาง ข้างในมันเหมือนคน ต่อให้เห็นรูปร่างมาก่อนข้าก็ยังต้องยืนยันว่านี่เป็นคน ”

ในประดาเรื่องราวชวนคลื่นไส้ทั้งหลายที่พวกเขาเคยผ่านมา สิ่งนี้ทำให้พวกเขาสะอิดสะเอียนมากที่สุด โดยเฉพาะเมื่อพวกเขารู้ว่าคนเหล่านี้มากจากไหน ” ทหารม้า ” ซาร์คพึมพำขึ้นขณะที่เขามองดูชิ้นส่วนเกราะที่ถูกถอดวางไว้ที่พื้น มันทำให้เขานึกถึงการเผชิญหน้าเมื่อคราวช่วยเหลือนักโทษ สัญชาตญาณและเรี่ยวแรงที่คนพวกนั้นมีเหนือกว่าใครที่เขาเคยพบ ความสามารถนั้นข้ามขอบเขตแห่งความเป็นมนุษย์ไปเพียงเล็กน้อยจนเขาไม่มั่นใจว่าตนเองคิดมากไปเองหรือไม่ แต่ตอนนี้มันชัดเจนแล้วว่าพลังนั้นคือสิ่งที่นางมอบให้ มอบให้เพื่อวันหนึ่งนางจะเปลี่ยนพวกเขาเป็นอสูรรับใช้ที่จะทำตามคำสั่งของนาง เพื่อวันหนึ่งพวกเขาจะหลงลืมในตนจนยินยอมแลกทุกอย่างกับสิ่งที่นางให้ แลกกระทั่งตัวตนของตนเอง

” สารเลว ” คือคำเดียวที่เขารู้สึกว่าเหมาะกับเหตุการณ์ในตอนนั้น เขาสาปแช่งนางแม่มดผู้นั้นด้วยคำสาปแช่งทุกคำที่เขาเคยได้ยิน แต่ยังไม่มีคำไหนที่สาสมกับความอำมหิตของนาง ไม่มีคำไหนที่แทนความเกลียดเคียดแค้นชิงชังที่เขามีให้นาง นั่นคือสิ่งที่กำลังเต้นอยู่ในตัวเขาเมื่อมองดูร่างที่นอนอยู่บนพื้นดิน ร่างที่เคยเป็นของมนุษย์ ร่างที่ถูกนางเปลี่ยนให้กลายเป็นหุ่นเชิดบิดเบี้ยว ยิ่งเขามองความรู้สึกของเขายิ่งรุนแรง

ความรู้สึกนั้นเผาไหม้อยู่ในตัวสหายของเขาเช่นกัน มันแจ่มชัดนักขณะที่พวกเขาฝังร่างพวกนั้น และยิ่งพวกเขาเห็นสีหน้าของผู้เป็นหัวหน้า ความรู้สึกนั้นก็ยิ่งท่วมท้น ” เราฆ่านางตอนนี้เลยได้มั้ย ” ชายร่างสูงใหญ่ที่มาใหม่เอ่ยขึ้น ริมฝีปากของเขาบิดจนดูราวกับกำลังแสยะยิงฟันด้วยความรังเกียจเคียดแค้น ” นางอยู่ใกล้ๆนี่เท่านั้น ถ้าเราบุกตอนนี้อาจมีหวัง ”

แต่ซาร์คส่ายหน้าขณะที่สายตามองตรงไปในความมืด ” ตอนนี้ไม่ได้ ”

” ทำไม ” เขาถาม ความโกรธชัดเจนแจ่มแจ้ง ” นางทำขนาดนี้แล้ว ทำไม- ”

” ถ้าแค่ติดตามคนๆเดียวนางยังสามารถทุ่มเทกำลังให้ได้ขนาดนั้นเจ้าคิดว่ารอบตัวนางมีตัวแบบนั้นอยู่เท่าไหร่กัน ถ้านางจะทำลายพวกเรานางทำเมื่อไหร่ก็ได้เพียงแต่ตอนนี้นางยังไม่รู้ความเคลื่อนไหวของเรา หรือไม่เราก็เป็นแค่มดปลวกที่นางไม่สนใจ ”

ชั่วขณะหนึ่งที่พวกเขาทำได้เพียงยืนเงียบ ทั้งชายร่างสูงและชายที่มีแผลเป็นมองหน้ากันด้วยความรู้สึกหวาดกลัวอย่างที่ไม่อาจอธิบายได้ มันเป็นเพราะความกลัวในดวงตาของเด็กหนุ่มที่เจ้าตัวไม่อาจเก็บซ่อนไว้ที่ทำให้พวกเขาต้องเย็นสันหลัง เพราะถ้าอสูรที่เขาเห็นในวันนี้ยังไม่ทำให้คนๆนั้นสะท้าน มันต้องใช้ปีศาจแบบไหนกันจึงจะทำให้เขาขยาดถึงเพียงนี้

แล้วซาร์คก็หันมาทางเขา มันดูเหมือนความกดดันรอบตัวเขาจะเบาบางลงอย่างน้อยก็ชั่วขณะหนึ่ง ” ที่อาสารับมือพวกมันก่อน ข้าขอบใจมาก ”

ฟังเสร็จพวกเขาต้องหันมองหน้ากัน ก่อนจะแน่ใจว่าพวกเขาได้ยินถูก ” ไม่เป็นไรขอรับ ” ชายที่มีแผลเป็นกล่าว เขาเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างต่อ แต่ตอนนั้นเองที่แสงจากกองไฟจะสว่างวาบขึ้นไม่ไกลออกไป พวกเขาหันไปทางแสงนั้นด้วยความตกใจขณะที่ผู้เป็นหัวหน้าออกเดินไปยังกองไฟนั้นทันที

” ใครจุดไฟ ” เขาถามด้วยเสียงกร้าวที่อาจทำให้ใครต่อมิใครต้องกลัวหัวหด แต่เหยี่ยวป่าที่อยู่ที่นี่รู้จักหัวหน้าของเขาดีเกินกว่าจะกลัว

” เจ้าชายขอให้ข้าเผาของพวกนี้ครับหัวหน้า ” เพื่อนของเขาว่าก่อนจะชี้ไปที่เสื้อผ้าและรองเท้าทั้งของแมกซิมิเลียนและอาวดริค ” เขาว่าอสูรของนางตามสิ่งที่อยู่บนนี้มา ข้าเองก็ไม่สังเกตจนตอนจุดไฟเหมือนกัน ”

ผู้เป็นหัวหน้าขยับเข้าใกล้พลางพิจารณารองเท้าหนังที่เปลวไฟไม่อาจแตะต้อง มันเพียงลามตามเส้นใยบางๆที่เกาะเหนียวติดกับรองเท้านั้นจนแทบเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน สิ่งแรกที่เขาคิดถึงคือ ” ใยแมงมุมงั้นเหรอ ”

” เห็นว่าอย่างนั้นครับ ” สหายของเขากล่าวก่อนที่เขาจะโยนเสื้ออีกตัวลงไปในกองไฟ ผ้าฝ้ายอย่างดีติดไฟกลายเป็นเถ้าถ่านไปก่อนที่เขาจะทันถอนหายใจด้วยซ้ำ ” ข้าล่ะเสียดายของพวกนี้ แต่เจ้าชายบอกว่าเพื่อความปลอดภัยให้เผาของที่อาจจะมีใยพวกนี้ให้หมด ”

” เจ้าบ้าเอ๊ย ” คือคำสบถคำเดียวที่หลุดออกมาจากปากซาร์คก่อนที่เขาจะลุกขึ้น เขาจะไปตามหาอาวดริค เจ้าชายประสาทเสียที่หลังจากใช้เวทย์มหาศาลจนยืนยังไม่ได้ แต่กลับมีเรี่ยวแรงจะเจ้ากี้เจ้าการณ์เรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่อีก

แต่ไม่ทันที่เขาจะเดินไปได้ไกล คีธก็ปรากฏตัวราวกับออกมาจากเงา และบอกเขาราวกับรู้ว่าเขาจะถามอะไร ” เรื่องนี้อาวดริคขอข้าไว้เองเพื่อความปลอดภัยของพวกเรา ตอนนี้เขาหลับไปแล้ว ส่วนน้องชายบุญธรรมของท่านปลอดภัยดี ตอนนี้มีคนคอยดูแลเขาอยู่ ” ชายหนุ่มว่า ก่อนที่เขาจะยื่นกระดาษพับหนึ่งให้ผู้เป็นหัวหน้า ” เขาดั้นด้นมาที่นี่เพื่อนำสิ่งนี้มาให้ท่าน ”

แม้ยังงุนงงซาร์คก็รับกระดาษนั้นมา มันเป็นกระดาษสองแผ่นที่ตัวอักษรละลานตา สิ่งที่สะดุดตาที่สุดท่ามกลางตัวอักษรนั้นคือลายมือชื่อที่เขียนไว้ตรงท้ายจดหมายพร้อมตราประทับที่ทำให้เด็กหนุ่มต้องตกใจ เขารีบตรงกลับไปที่กองไฟแล้วนั่งลงอ่านจดหมายนั้น สายตากวาดซ้ำไปซ้ำมาจากบรรทัดหนึ่งไปบรรทัดหนึ่งหน้าหนึ่งไปหน้าหนึ่ง ราวกับว่ามันมีข้อความใหม่ปรากฏขึ้นบนนั้น แต่มันคือข้อความเดิม ข้อความที่ทำให้เขาอยากจะเผามันทิ้งมากเท่าๆกับที่ทำให้เขาเก็บมันไว้

ต่อให้ยืนอยู่ห่างออกไป คีธก็รู้สึกถึงความกดดันที่ล่องลอยอยู่รอบหัวหน้าของเขาได้ ในขณะที่คนทั้งหลายคงถอยออกมาชายหนุ่มกลับเดินเข้าไปหา ” ท่านซาร์ค ”

แต่เด็กหนุ่มก็เพียงแค่ลุกขึ้นแล้วบอกว่า ” ข้าขออยู่คนเดียวซักพักเถอะ ” แล้วเขาก็เดินหายเข้าไปในความมืดของป่านั้น

***

มันเป็นตอนค่ำของอีกวันแล้วตอนที่อาวดริคลืมตาขึ้น ในความมืดสลัวของกระโจมหนัง มีเพียงแสงตะเกียงอ่อนๆเท่านั้นที่พอจะช่วยให้มองเห็นได้บ้าง อากาศค่อยๆเย็นลงเมื่อดวงอาทิตย์จากไปทำให้ขนบนกายลุกชัน มันเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าเขายังไม่แข็งแรง กระนั้นเจ้าชายก็ยังลุกขึ้นแทนที่จะขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มบนกองฟาง เป็นตอนนั้นเองที่เขาหันไปเห็นอีกคนที่นอนอยู่ข้างๆ เด็กหนุ่มที่มาถึงเมื่อวานยังคงหลับสนิทแถมจับไข้สูงจนน่ากลัวเพราะพิษบาดเแผล คีธบอกไว้ว่าเขาจะไม่ตาย เจ็บหนักแต่จะไม่ถึงตาย แต่ขณะเดียวกันก็ต้องรักษาอย่างเข้มงวด กลิ่นยาคลุ้งไปทั้งกระโจมจนกิลที่ก้าวเข้ามาต้องย่นจมูก

” สบายดีแล้วหรือครับ ทำไมรีบลุกนัก ” เป็นคำทักทายขณะที่กิลเข้ามาในกระโจมพร้อมอ่างน้ำร้อน เขาวางมันลงก่อนจะลงมือแกะผ้าพันแผลที่เปื้อนทั้งเลือดน้ำเหลืองและสารพัดยาออกจากขาเด็กหนุ่ม คงถึงเวลาทำความสะอาดแผลอีกครั้งแล้ว

” ข้าสบายดีแล้ว ขอบคุณมาก ” อาวดริคกล่าวก่อนจะพยักเพยิดไปทางร่างที่ยังนอนนิ่งอยู่ ” แล้วเขาล่ะ ”

สำหรับคนนั้นเด็กหนุ่มตอบว่า “คีธเป็นห่วงบาดแผลที่ขาของเขากับซี่โครงที่ท่าทางจะร้าว มันคงดีกว่าถ้าเขาจะได้หมอในหมู่บ้านหรือในเมือง ไม่ใช่การรักษาตามมีตามเกิดกลางป่ากลางเขาแบบนี้ ” เรื่องนั้นเจ้าชายยักหน้าเห็นด้วย เพราะอย่างน้อยที่สุดก็จะได้พักในห้องอุ่นๆ ไม่ใช่ในกระโจมมอซอและเหน็บหนาว ” นี่ ท่านสบายดีแน่หรือเปล่า ” เด็กหนุ่มทักอีกครั้งขณะที่เริ่มเตรียมยาต่างๆให้พร้อม ” สีหน้าท่านดูไม่ค่อยดีเลย ”

” ก็นิดหน่อย ” อาวดริคว่าขณะที่ขืนยิ้มให้ แน่นอนว่าเขายังไม่สบายดีขนาดนั้น แต่มันก็แค่เวทย์ ถ้ามันจะฆ่าเขามันคงทำให้เขาตายตั้งแต่หลับตาลงแล้ว แต่ถึงรู้อย่างนั้นมันก็ไม่ได้ช่วยให้คนอื่นๆหายกังวลใจได้ โดยเฉพาะคนหนึ่ง ” ซาร์คล่ะ ตอนนี้อยู่ที่ไหน ”

เจ้าชายต้องแปลกใจเมื่อสีหน้าของเด็กหนุ่มผู้นั้นดูหม่นลงในทันที ” เมื่อกลางวันยังเห็นอยู่แถวนี้บ้าง… แต่ตอนนี้คงหายเข้าไปในป่าอีกแล้วมั้ง ”

หายเข้าไปในป่า… งั้นหรือ ” เกิดอะไรขึ้น ” เจ้าชายถามพลางลุกจากเตียงราวกับหลงลืมความอ่อนล้า ” เมื่อคืนนี้มีอะไรอย่างนั้นหรือ ” อีกฝ่ายก็ได้แต่ส่ายหน้าเป็นสัญญาณว่าเขาก็ไม่รู้

***

ดวงจันทร์กำลังขึ้นแล้ว แต่เขาก็ยังไม่ขยับ เขานั่งอยู่ที่นั่นตั้งแต่ดวงอาทิตย์ยังสาดแสงสีแดงสดเหมือนเลือดไปเต็มท้องฟ้า ตอนนี้สีแสลงตาพวกนั้นจางไปหมดแล้ว ทั้งหมดที่เหลืออยู่มีเพียงความมืดกับดวงไฟสว่างเรื่อที่กำลังขึ้นจากทิศตะวันออก เขาควรจะกลับไปได้แล้ว แต่กระนั้นแข้งขาก็ปฏิเสธที่จะทำตาม ทั้งหมดที่เขาทำคือการจ้องตรงไป มองไกลออกไป เขายังไม่อยากหันไปทางตะวันตก ไม่ใช่ตอนนี้

” อยู่นี่เอง ” เสียงหนึ่งเรียกจากด้านหลังของเขา ฝีเท้าบ่งบอกว่าชายหนุ่มกำลังเดินมาหาเขา กระนั้นเขาก็ยังไม่หัน ” เพื่อนของเจ้าบอกว่าเจ้าออกมาที่นี่ตั้งนานแล้ว พวกเขากำลังสงสัยว่าทำไมเจ้ายังไม่กลับ ”

เขาได้ยินเช่นนั้นก็ถอนใจเฮือก

” ซาร์ค ” เสียงนั้นเรียกเขาอีกครั้งก่อนที่เสียงจะเปลี่ยนเป็นตัวเป็นตน กลายเป็นอาวดริคที่นั่งลงข้างๆเขา ”  เกิดอะไรขึ้น ”

” เจ้าสบายดีแล้วหรือ ” เขาถาม

เจ้าชายได้แต่กะพริบตาปริบ ก่อนจะตอบว่า ” ข้าไม่เป็นไรแล้ว แล้วเจ้าล่ะ ”

เขาควรจะตอบว่าอย่างไรดี

” ข้าแค่มีเรื่องต้องคิด เรื่องนิดเดียว ” เขาบอก

แต่แน่นอนว่าอาวดริคไม่มีทางเชื่อ ตั้งแต่รู้จักกันมาเจ้าชายไม่เคยเห็นซาร์คเงียบไปถึงขนาดนี้ จริงอยู่ที่เขายังคงเป็นหัวหน้าที่ดีเยี่ยมของเหยี่ยวป่า ไม่มีใครตั้งข้อสงสัยเรื่องนั้น แต่เขาไม่เคยปลีกวิเวกนานถึงเพียงนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไม่มีคีธมาด้วย เด็กหนุ่มรู้ดีว่าอาวดริคจะรอคำตอบจากเขา เขาล้วงเอาจดหมายยับย่นที่เก็บไว้ส่งให้เจ้าชายแม้ไม่สู้เต็มใจนัก อีกครั้งที่ความเงียบดำเนินไปอย่างยาวนานเมื่อเจ้าชายอาศัยเพียงแสงจันทร์ของวันฟ้าเปิดเพื่ออ่านสิ่งที่เขียนบนนั้น จดหมายที่ลงท้ายด้วยลายมือชื่อที่คุ้นตาเป็นที่สุด เขาอ่านมันจบครั้งหนึ่ง แล้วก็อ่านมันอีกครั้งราวจะย้ำให้ตัวเองแน่ใจ ก่อนจะหันไปทางเด็กหนุ่ม แล้วก็กลับไปที่จดหมาย

ความตกใจของเจ้าชาย ต่อให้ไม่หันไปมองตรงๆก็ยังรู้สึกได้ ” ข้าอ่านมันมาห้าครั้งแล้ว ไม่มีอะไรผิดพลาดในนั้นแน่ ” แล้วเขาก็ยิ้ม ยิ้มเยาะให้กับโชคชะตา ” ทีนี้ข้ารู้แล้วว่าทำไมพ่อเจ้าถึงตกใจมากที่เห็นหน้าข้าแม้ขณะที่สติเลอะเลือน ดูเหมือนตราบาปจะเป็นตัวกระตุ้นที่ดี ”

คำเดียวที่ลอดจากปากของอาวดริคมาได้คือ ” ซาร์คาเรีย….แห่งเวสต์เวลล์งั้นเหรอ ”

มันทำให้เด็กหนุ่มหัวเราะเต็มขืน ” ใช่ ตลกเป็นบ้าเลย! ”

เวลาอีกเนิ่นนานผ่านไปโดยพวกเขาทำได้แค่เพียงนั่งเงียบ อาวดริคยังคงกำจดหมายนั้นแน่น จดหมายที่เขียนด้วยลายพระหัตถ์ของพระบิดาเล่าเรื่องราวและกล่าวขอโทษต่อความผิดบาปที่พระองค์ได้กระทำต่อพระสหายและต่อเวสต์เวลล์ รวมทั้งต่อซาร์คาเรียพระโอรสของราชาเอ็ดมันด์แห่งเวสต์เวลล์ด้วยการเก็บงำความลับนี้ไว้ตลอดสิบหกปี

แล้วทำไมถึงคิดจะบอกเอาตอนนี้ มีประโยชน์อะไรถ้าพวกเขาจะมารู้เอาป่านนี้ จะให้พวกเขาทำอะไรอย่างนั้นหรือ ” เจ้าบอกคีธหรือยัง ” เป็นสิ่งแรกที่อาวดริคถามหลังจากความเงียบนั้น

คำตอบคือเสียงถอนใจ และ ” ข้าไม่รู้ว่าจะพูดอะไร ”

” ทำไมล่ะ ”

” เพราะเรื่องนี้จะไม่เปลี่ยนอะไร ข้าไม่มีความทรงจำของการเป็นเจ้าชายแห่งเวสต์เวลล์ ตลอดมาข้าเป็นซาร์ค เซเนดัล เมริสมา และข้ารู้ตั้งนานแล้วว่าข้าเป็นเพียงลูกบุญธรรมของท่านพ่อแต่เขาทำให้ข้าเข้าใจตั้งแต่แรกว่าเรื่องนั้นไม่สำคัญ สำหรับพ่อ ข้าเป็นลูกชายของเขา ” แล้วก็อีกครั้งที่หัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่าถอนใจ ” ตอนแรกข้าคิดจะเผาจดหมายฉบับนี้ซะ ให้เหมือนไม่เคยมีมันอยู่ แต่ข้าก็ทำไม่ได้ เพราะนี่อาจเป็นสิ่งเดียวที่ยืนยันชาติกำเนิดของข้าหากข้าจะไปเวสต์เวลล์ ”

นั้นทำให้เจ้าชายหันทันที ” อะไรนะ ”

” นี่เป็นสิ่งเดียวที่ยืนยันได้ว่าข้าคือเจ้าชายแห่งเวสต์เวลล์ ถ้าข้าจะไปที่นั่น ” เด็กหนุ่มกล่าว ดวงตาสีเทาคมกริบของเขามองดูเจ้าชายแน่วนิ่ง ” มันเป็นอย่างเดียวที่จะใช้ได้ถ้าข้าต้องการกำลังของคนที่นั่น ”

” เจ้าจะบ้าหรือซาร์ค เจ้าน่าจะรู้ดีว่าที่นั่นเป็นยังไง เจ้าเข้าไปไม่ได้ ”

” ถ้าข้าคือคนของไลน์ก็ใช่ แต่ถ้าข้าไปในฐานะเจ้าชายของที่นั่น- ”

” พวกนั้นจะไม่ต้อนรับเจ้า ” แล้วเจ้าชายก็ส่ายหน้า ” ไม่สิ ข้าบอกไม่ได้ว่าพวกเขาจะทำยังไง แต่เป็นไปได้สูงว่าพวกเขาจะจับตัวเจ้าทันทีที่ก้าวเท้าพ้นชายแดนเข้าไป ตอนนี้เวสต์เวลล์ไม่เหลือสภาพของความเป็นประเทศแล้ว ที่เหลืออยู่คือแว่นแคว้นที่ต่างมีอำนาจปกครองของตนเองและผู้คนที่สาปแช่งไลน์สำหรับความพินาศที่เราก่อให้ พวกเขาไม่มีเหตุผลจะต้องยอมรับเจ้าในฐานะเจ้าชายในเมื่อราชวงศ์ของที่นั่นไม่มีอยู่อีกแล้ว ”

” แต่ถ้าข้าทำได้ ข้าจะได้คนพวกนั้น แว่นแคว้นพวกนั้น และคนมากพอที่จะล้มนาง นั่นไม่ใช่เหตุผลที่นางต้องปกปิดเรื่องนี้หรอกเหรอ ”

อีกครั้งที่พวกเขาเงียบ คนหนึ่งเงียบเพราะรอคอยการตอบโต้ ส่วนอีกคนเงียบเพราะไม่รู้ว่าเขาควรตอบโต้อย่างไร นอกจาก ” อย่าไปที่นั่น ได้โปรด ”

มันทำให้ซาร์คถึงกับผงะ จริงอยู่ที่เด็กหนุ่มคาดไว้แล้วว่าอาวดริคต้องคัดค้านเขาจนสุดความสามารถ แต่เขาไม่นึกว่าจะเห็นแววตาเศร้าสร้อยหรือสิ้นหวังแบบนั้น เจ้าชายต้องกลืนน้ำลายอึกใหญ่เมื่อดวงตาสีเทาคู่นั้นจ้องกลับมา เขารีบเสสายตามองต่ำไปบนพื้นดินราวกับกำลังละอายแก่ใจ ใช่ เขาละอายแก่ใจ เขาควรคิดถึงเรื่องการเอาชนะอาร์ดาราแล้วกอบกู้ประเทศคืนมา แต่ทั้งหมดที่เขาคิดได้ในตอนนั้นกลับเป็น ” ข้าขอร้อง เจ้าจะทำอะไรก็ได้ข้าจะไม่ขัด แต่อย่าไปที่นั่น อย่าเอาชีวิตตัวเองเป็นเดิมพันแบบนั้น ”

นั่นอาจเป็นครั้งแรกที่เด็กหนุ่มรู้สึกเหมือนอาวดริคก้มหัวขอร้องเขา จริงอยู่ที่เจ้าชายไม่ใช่คนถือตนอวดดี แต่เขาก็ไม่เคยก้มหัวอ้อนวอนใครแม้กระทั่งตอนที่ถูกจับมัดกับต้นไม้จนจับไข้ก็ตาม ” แล้วจะทำยังไง ” เด็กหนุ่มถาม ” ถ้าไม่ใช้กำลังของเวสต์เวลล์ เราจะมีคนแค่หยิบมือเดียวเท่านั้นที่จะต่อกรกับนาง กองทัพของนางทำลายเราได้ง่ายแค่ไหนเจ้าก็รู้ ”

” นั่นก็จริง ” เจ้าชายว่า ” แต่การที่เจ้าไม่ได้ไปที่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราใช้พวกเขาไม่ได้ ”

” แล้วเจ้าจะทำยังไง ”

คำตอบของอาวดริคคือ ” ข้ากำลังคิดอยู่ ”

ซาร์คได้แต่ถอนใจ เพราะเขารู้ดีว่านั้นหมายถึง ยังไม่รู้ ต่างหาก

***

ฟ้าสางแล้วตอนที่แมกซิมิเลียนลืมตาขึ้นและเขาเองก็บอกได้จากเงาของร่มไม้ที่โบกไสวอยู่บนประตูผ้าของกระโจม  เงาเหล่านั้นเหมือนจะคอยดึงสายตาของเขาไว้ในครั้งแรกเพราะพวกมันดูคล้ายเป็นความฝัน อย่างน้อยก็จนตระหนักว่าเขายังไม่ตาย และที่นี่ไม่ใช่ทั้งสวรรค์และนรก แต่เขายังอ่อนแรงเกินกว่าจะนึกให้ออกว่าเขาอยู่ที่ไหน

เสียงหินบดทำให้เขาหัน มีชายอีกคนหนึ่งที่นั่นกำลังกลิ้งหินนั้น ใบหน้าของเขาดูคุ้นตาจนคุณชายน้อยต้องขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ ใช้เวลาครู่ใหญ่ทีเดียวกว่าที่เขาจะจำได้ว่าชายคนนั้นเข้ามาช่วยเขาไว้เมื่อคืนก่อนตอนที่เขาหมดสติไป ไม่มีความจำเป็นต้องถามแล้วว่าที่นี่ที่ไหน

เขาพยายามลุกขึ้นแต่ทันทีที่ขยับตัวความเจ็บปวดก็แล่นปลาบขึ้นมา มันช่วยย้ำถึงบาดแผลที่ได้รับ เครื่องยืนยันอีกอย่างหนึ่งว่าเขายังไม่ตาย ” บาดแผลของท่านยังไม่หายดี ข้าว่าท่านนอนพักต่อจะดีกว่า ” ชายคนนั้นกล่าว แต่ไม่ได้เข้ามาห้ามปรามนอกจากใช้สายตาที่เต็มไปด้วยความกังวลทัดทานเขาไว้ แมกซิมิเลียนต้องกลืนน้ำลาย คอที่แห้งผากช่วยเตือนว่าเขากระหายถึงเพียงไหน

แต่เพียงแค่อ้าปากก็ดูเหมือนชายหนุ่มจะรู้ เพราะเขาขยับเข้ามาใกล้พร้อมถ้วยน้ำในมือ แมกซิมิเลียนไม่รอให้เขาช่วยประคองแต่ยันตัวลุกขึ้นคว้าถ้วยนั้นมาดื่มในทันที น่าแปลกที่ในเวลาเช่นนั้นเพียงน้ำต้มเปล่าๆก็ดูจะมีรสชาติขึ้นมาในทันใด เพราะหลังจากแก้วแรกเขาก็ขอเพิ่ม มิหนำซ้ำยังขัดใจเมื่อน้ำนั้นไม่ได้มาถึงริมฝีปากของเขาเร็วเท่าที่ต้องการ อีกอย่างที่ยืนยันว่าเขายังมีชีวิตอยู่ นั่นนับว่าดีมาก

สิ่งที่เขากระหายถัดมาคือข่าวของสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งชายหนุ่มก็ส่ายหน้าหน่ายๆเมื่อเขาถาม ” ตอนนี้ท่านปลอดภัยแล้ว ดังนั้นนอนพักผ่อนเสียก่อนเถอะ แล้วเรื่องอื่นไว้ว่ากัน ”

” แล้วที่บ้านข้าล่ะ ” เขาถาม ” เจ้าได้ข่าวอะไรเกี่ยวกับบ้านเมริสมาบ้างหรือเปล่า ”

อีกครั้งที่ชายหนุ่มส่ายหน้า แต่คราวนี้เพราะ ” ไม่มีข่าวคราวอะไรใหม่ อาจเพราะทั้งสองพระองค์ประทับอยู่ที่นั่น ข่าวคราวใดๆจึงสืบได้ยาก ”

นั่นสินะ ทำไมเขาไม่นึกถึงเรื่องนั้นกัน

แต่ถ้าเช่นนั้นเขาก็ไม่มีทางรู้เลยว่าเกิดสิ่งใดขึ้นบ้าง การหายไปของเขาจะทำให้พระนางทรงสงสัยหรือไม่ แล้วพระราชาเล่า พระนางทรงทราบหรือไม่ว่าพระองค์ทรงส่งราชสาสน์ออกมาใต้พระนาสิกของพระนางเอง แม่ของเขาเล่าจะรู้สึกเช่นไรที่เขาหายไป นางจะถูกจับตาดูอีกหรือไม่ หรือสุดท้ายนางจะสามารถแก้ต่างกับพระราชินีได้อีกครั้ง

แล้วอาร์เซนล่ะ

” ข้าจะกลับบ้าน ”

ชายผู้นั้นอ้าปากจะปรามเขา แต่เสียงที่เขาได้ยินดังมาจากประตูกระโจม ” สภาพอย่างนี้ เจ้าจะไปถึงบ้านได้ยังไง ” เสียงที่เยาว์วัยนั้นเหมือนจะทำให้เลือดหายไปจากร่างและตัวของเขาเย็นเฉียบ ดวงตาเบิกค้างคราวกับมองเห็นผีร้ายขณะเขาหันไปทางต้นเสียงนั้น

ซาร์คาเรีย

แต่หัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่าก็เพียงแค่ปิดกระโจมแล้วหันไปทักชายคนก่อนหน้า ” เป็นยังไงบ้าง คีธ ”

” ถ้าถามถึงเขาล่ะก็ ดูเหมือนแรงใจจะเต็มเปี่ยมแม้ว่าร่างกายจะไม่ไหว ” ชายหนุ่มว่าพลางยิ้มน้อยๆที่มุมปาก ” แต่ถ้าท่านถามถึงข้า ทุกอย่างยังเรียบร้อยดี ”

” ถ้าเป็นอย่างนั้นเจ้าก็ไปพักผ่อนเถอะ ” เด็กหนุ่มผมแดงว่าพลางพยักเพยิดไปด้านนอก ” มีคนล่ากวางป่ามาได้ กำลังปรุงมันอยู่ เจ้าทานแล้วก็นอนซักหน่อย ”

คีธก็แค่ยิ้ม ” ข้ายังไหวท่านไม่ต้องห่วงหรอก ”

คำตอบนั้นทำให้ซาร์คหน้าบูดขึ้นมาทันที แต่นั้นไม่ใช่เพราะเขาโกรธ ” ข้าบอกให้ไปก็ไปสิ ”

มันคือความห่วงใย มันคือความจริงเล็กน้อยที่ใครๆก็มองเห็นได้ แต่มันคือความจริงเล็กน้อยที่กรีดแผลบาดใจแมกซิมิเลียนมากกว่าที่เขาอยากจะรับรู้ ไม่ใช่แค่เพราะคนตรงหน้าเขาคือซาร์คาเรีย แต่มันเพราะสิ่งที่เขาเห็นวูบหนึ่งระหว่างซาร์คาเรียและคีธ มันเป็นความรู้สึกเดียวกันกับตอนที่เขาเห็นซาร์คกับอาร์เซนเมื่อนานมาแล้ว ความรู้สึกรังเกียจต่อความผูกพันจอมปลอมและความรักที่เสแสร้งมันเอ่อท้นจนทนไม่ได้ แต่ตอนนี้เขารู้แล้วว่ามันไม่ใช่การเสแสร้งสิ่งที่อยู่รอบตัวซาร์คาเรียไม่มีสิ่งใดหลอกลวง เขาได้แต่สบถในใจเมื่อรับรู้ได้ว่าคีธออกไปจากที่นั่นแต่ซาร์คยังอยู่ ทำไมไม่ออกไปด้วยกันให้รู้แล้วรู้รอดกันไปก็ไม่รู้

” ขอบใจมากที่เอาจดหมายฉบับนั้นมาให้ ” หัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่ากล่าว ในน้ำเสียงนั้นไม่มีนัยเยาะหยันเหมือนที่เขาคาด ซาร์คกำลังขอบคุณเขาแม้เขาไม่อยากรับคำขอบคุณนั้นก็ตาม นานทีเดียวที่เขาเงียบทั้งที่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังรอคำตอบที่เขาจะไม่มีวันให้ ซาร์คาเรียเองก็ช่วยเขาไว้ บุญคุณนี้หายกันตั้งแต่แรกแล้ว

เขาตั้งใจว่าอย่างน้อยจะสงบปากคำไว้ จนกระทั่งผู้เป็นหัวหน้าถามขึ้นว่า ” แล้วอาร์เซนเป็นยังไงบ้าง ”

อาร์เซนเป็นยังไงบ้างอย่างนั้นหรือ

” ข้าจะบอกเขาให้ว่าเจ้าถามถึง ” นั่นคือทั้งหมดที่เขาตอบ ก่อนจะบอกว่า ” ข้าจะกลับพรุ่งนี้เช้า ”

ไม่มีการคัดค้านจากซาร์คาเรีย เหมือนเขาจะปล่อยให้แมกซิมิเลียนเป็นคนตัดสินใจ

***

” พรุ่งนี้หรือเพคะ ” คุณผู้หญิงฟรานเชสก้าอุทานขึ้นเมื่อได้ฟังรับสั่งของพระราชินี ” พระองค์จะเสด็จกลับพรุ่งนี้ แล้วพระราชาเล่าเพคะ พระองค์ทรงประชวรหนักอยู่ไม่ใช่หรือ ”

เมื่อสดับความห่วงใยนั้น พระนางอาร์ดาราก็ทรงแย้มพระโอษฐ์น้อยๆ ” ก็เรื่องนั้นด้วยนั่นแหละ ฟรานเชสก้า อยู่ที่นี่อากาศดีก็จริง แต่ออกจะห่างไกลหยูกยามากไปหน่อย กลับไปที่ปราสาทจะดีกว่า ที่สำคัญลูกชายของเจ้าก็หายไปด้วย ข้าอยู่ที่นี่รังแต่จะรบกวนสมาธิของเจ้าเปล่าๆ ”

” หาเป็นเช่นนั้นไม่ การรับใช้พระองค์เป็นความเต็มใจของหม่อมฉันเพคะ ” เคานเตสตอบ หากเห็นได้ชัดว่านางไม่สบายใจ ” หม่อมฉันเพียงเกรงว่าพระราชาไม่ทรงรู้สึกพระองค์เช่นนี้จะทำให้เดินทางลำบากและอาจซ้ำเติมพระวรกาย ”

พระเนตรของพระนางแสดงความปลาบปลื้มยิ่งนักขณะที่พระนางตรัสว่า ” ข้าขอบใจความห่วงใยมีน้ำใจของเจ้าจริงๆ ข้าต้องไม่ลืมที่จะตอบแทนเจ้าแน่ ”

ความหวังปรากฏในดวงตาของนางทันที ” แล้วพระนาง….พอพระทัยอนาสตาเซียหรือไม่เพคะ ”

” แน่นอน ” พระนางตรัส ” แต่เจ้าก็รู้ใช่มั้ยว่าประวัติของบุตรสาวของเจ้าและตระกูลของเจ้าจะต้องสะอาดผุดผ่องข้าถึงจะพอช่วยอะไรได้บ้าง พวกตาเฒ่าหัวโบราณจอมยึดมั่นถือมั่นน่ะมีอยู่เต็มไปหมด ”

นั่นทำให้นางงุนงงในทันที บุตรสาวของนางน่ะหรือจะไม่สะอาดผุดผ่อง มีเรื่องอะไรที่จะขัดขวางหนทางผลักดันบุตรสาวของนางได้อีกหรือ หรือจะเป็น…

” ลากคอมันออกมา ฟรานเชสก้า ” พระนางทรงจ้องมองด้วยสายพระเนตรอันอ่อนโยน หากดำรัสของพระองค์นั้นหนักแน่น ” ใครที่เป็นหนอนบ่อนไส้ในบ้านของเจ้า ลากคอมันออกมาแล้วเมริสมาจะปลอดภัย ”

นั่นทำให้คุณผู้หญิงต้องกลืนน้ำลาย แต่เพื่อบุตรสาวของนาง เพื่ออนาคต นางตอบว่า ” แน่นอนเพคะ ” นางจะลากคอคนทรยศในเมริสมาออกมาให้พระนางให้จงได้ ต่อให้ต้องเค้นคอลูกในไส้ของนางเองก็เถอะ

***

มันเป็นเย็นย่ำแล้วตอนที่เสียงเคาะประตูดังขึ้น เหมือนวันอีกหนึ่งวันที่ผ่านไปในเฮซวิลล์ที่มักจะมีคนมาเคาะประตูทักทายกัน แม้ตอนนี้จะน้อยลงด้วยความกลัวว่าจะถูกจับตาดู แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะตัดขาดจากกันเสียทีเดียว เพียงแต่วันนี้ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาไม่ใช่คนในหมู่บ้าน เขาไม่ควรจะอยู่ในหมู่บ้านนี้ด้วยซ้ำ ” ท่านบ้าไปแล้วหรือไร ” ชายหนุ่มว่าหลังจากงับประตูปิดไล่หลัง ในเวลาเช่นนี้เขาไม่มีทางเลือกนอกจากปล่อยให้ชายคนนี้เข้ามา ” มาในเวลาที่ผู้คนกำลังอยู่ตามท้องถนน ท่านอยากให้คนซักกี่คนเห็นท่านกัน ”

แต่ชายคนนั้นก็เพียงแค่ยิ้มน้อยๆ ” ข้าคิดว่าถ้ามาเวลาเช่นนี้จะเป็นที่สังเกตน้อยที่สุด โดยเฉพาะเมื่อทุกคนกำลังรีบเร่งปิดบ้านของตัวเอง ” ผู้มาเยือนกล่าว ” ที่สำคัญไม่มีใครรู้จักหน้าตาของข้าเสียหน่อย ”

นั่นทำให้โจต้องถอนใจด้วยความขัดใจอย่างที่อธิบายไม่ถูก ” ข้าถึงได้บอกว่าท่านมันบ้า อาร์ธ ท่านน่าจะรู้ว่าใครๆก็กำลังมองหาท่านอยู่ เรื่องที่นูไฮม์ไม่สอนอะไรท่านบ้างหรือไง ”

ทันทีที่เอ่ยชื่อหมู่บ้านนั้น ภาพกระจกที่คุ้นตาก็แว่บขึ้นในความทรงจำของอาวดริค บางอย่างบอกว่ามันสำคัญมาก แต่สำหรับตอนนี้เขามีเรื่องที่สำคัญกว่าต้องจัดการ ” ที่ข้ามาที่นี่เพราะมีเรื่องจะปรึกษา คีธบอกข้าว่าความชำนาญของเจ้าคือข้อมูลข่าวสาร ” เจ้าชายกล่าวด้วยสีหน้าจริงจังเสียจนทำให้โจต้องเงียบไปชั่วคราว ” ข้าอยากรู้ว่ามีข่าวแบบไหนที่จะทำให้เวสต์เวลล์โจมตีไลน์ได้บ้าง ”

” อะไรนะ! ”

” ข้าต้องการให้เวสต์เวลล์โจมตีไลน์ ” แล้วเขาก็ส่ายหน้า ” ไม่สิ สิ่งที่ข้าต้องการจริงๆคือการให้เวสต์เวลล์กับไลน์เริ่มจับตากันในฐานะศัตรูอย่างจริงจัง ”

มันทำให้โจอ้าปากค้าง ” ข้ารู้ว่าท่านบ้า แต่ไม่นึกว่าบ้าขนาดนี้ ”

รอยยิ้มเยาะหยันพลันปรากฏบนใบหน้าของเจ้าชายขณะที่เขาบอกว่า ” ข้ามีเรื่องที่บ้ากว่านั้นอีกโจ เจ้าเคยได้ยินเรื่องเจ้าชายแห่งเวสต์เวลล์บ้างหรือเปล่า ”

นั่นทำให้ชายหนุ่มเงียบไปครู่หนึ่งราวกำลังครุ่นคิดก่อนจะตอบว่า ” ตอนที่เวสต์เวลล์ล่มสลาย ข้าไม่ได้ยินเรื่องราชวงศ์มากไปกว่าข่าวว่าพวกเขาถูกฆ่าหมด ”

” ถ้ามีคนหนึ่งรอดอยู่ล่ะ ” เจ้าชายว่า ” ถ้าคนๆนั้นคือรัชทายาทแห่งเวสต์เวลล์ที่เพิ่งประสูตรในปีนั้น ถูกช่วยข้ามชายแดนมาที่นี่โดยพระราชาลุดวิกทรงทราบ แต่ปิดบังไว้สิบหกปี ”

อีกครั้งที่โจเงียบ คราวนี้เขาถึงกับต้องนวดระหว่างคิ้วด้วยความหนักใจ ” ข้ายอมรับแล้ว ท่านบ้าสุดๆจริงๆ ” แล้วเขาก็ถอนใจ ” มีคนที่พร้อมจะเชื่อข่าวประเภทรอดตายปาฏิหาริย์แบบนี้อยู่เต็มไปหมด แต่มันก็บอกยากว่าพวกเขาจะทำอย่างไรกับข่าวนั้น ”

” แล้วเจ้าใช้ข่าวนี้ทำให้เวสต์เวลล์คุกคามไลน์มากพอที่นางจะหันไปมองพวกเขาในฐานะศัตรู หรือไลน์คุกคามเวสต์เวลล์มากพอที่พวกเขาจะต้องเล่นงานเรา ได้หรือเปล่า ”

แม้ไม่ได้สนิทสนมอะไรกันนักหนาแต่โจบอกได้ทันทีว่าอาวดริคจริงจังกับเรื่องนี้มาก จริงจังจนเขาเองยังต้องออกปากเตือน ” ท่านกำลังทำเรื่องอันตรายมากอยู่นะ เล่นกับเรื่องแบบนี้ท่านอาจไม่ได้แค่ความขัดแย้งตามชายแดนแต่เป็นสงครามเต็มรูปแบบเลยก็ได้ ”

” ข้าไม่คิดว่าเวสต์เวลล์จะทำอะไรแบบนั้นในตอนนี้ พวกเขายังไม่เป็นปึกแผ่นมากพอจะต่อกรกับเรา ”

” ท่านอย่าประมาทกองโจรเป็นอันขาดเชียว ท่านเองก็น่าจะรู้ ”

เรื่องนั้นก็จริงอยู่ เพราะอย่างน้อยก็มีกองโจรหนึ่งที่เตรียมล้มล้างผู้นำของไลน์อยู่นี่แล้วและเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องนี้อย่างเต็มตัวแล้วด้วย ” ข้ายอมรับว่าข้าไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเวสต์เวลล์มากนัก ข้าเคยได้ยินแต่ว่าตอนนี้เวสต์เวลล์แบ่งเป็นก๊กเหล่ามากมายและพวกเขากำลังจ้องมองไลน์ตาเป็นมัน เสียดายที่พวกเขาคงไม่ลงมือจนกว่าประเทศจะระส่ำระสายมากกว่านี้ และข้าก็รอไม่ได้เสียด้วย ”

โจยักหน้ารับ เขาคิดว่าเขาเข้าใจเจตนานั้นแล้ว ” ถ้าอย่างนั้นก็ลองหยั่งเชิงดูก่อนแล้วกัน ยังไงถ้ามีข่าวเรื่องเจ้าชายแห่งเวสต์เวลล์กำลังซ่องสุมกำลังอยู่ในไลน์พวกนั้นคงต้องส่งคนเข้ามาแน่ ”

” แปลว่าเราต้องเตรียมข่าวอะไรให้พวกนั้นเอากลับไปหรือเปล่า ”

แต่ชายหนุ่มก็แค่ส่ายหน้า ” ไม่จำเป็น แค่ให้ทหารของไลน์จับพวกเขาให้ได้ก็พอ ”

***

ดวงอาทิตย์ยังไม่พ้นขอบฟ้าดีนักในตอนที่แมกซิมิเลียนออกมาจากกระโจมนั้น สิ่งที่ทำให้ยามเช้านั้นหม่นหมองอย่างที่สุดสำหรับเขาคือการที่ต้องให้คนอื่นช่วยพยุงแม้เพียงแค่การยันตัวขึ้นจากพื้น ต้องมีคนคอยพยุงยามที่เขาเดิน ต่อหน้าเหยี่ยวป่าทั้งหมดยังไม่เจ็บแค้นเท่าต่อหน้าซาร์คาเรียที่คอยมองเขาอยู่ห่างๆ สายตาที่มองอย่างไร้อารมณ์นั้นบีบบนหัวใจจนเขาอยากจะตายไปซะมากกว่าจะมีชีวิตอยู่ แต่เพราะเขายังไม่ตายเขาจึงทำได้แค่เดินต่อไป ลงจากเขาลูกนี้กลับไปบ้านโดยมีชายสองคนคอยช่วยเหลือและนำทาง

กระนั้นมันก็ไม่ได้ทำให้คีธสบายใจนัก เขายังคงถามซาร์คแม้ขณะที่คุณชายน้อยจะออกห่างไปแล้วว่า ” ท่านจะให้เขาไปจริงๆหรือครับ ”

สิ่งที่เด็กหนุ่มผมแดงตอบคือ ” แมกซิมิเลียนคือแมกซิมิเลียน ไม่มีใครรั้งเขาได้หรอก ”

ชายหนุ่มต้องถอนใจที่ได้ยินเช่นนั้น เพราะนั่นเป็นบุคลิกที่คุ้นเคยมากสำหรับเหยี่ยวป่า แม้เจ้าตัวอาจไม่อยากรู้ก็ตาม

แล้วผู้เป็นหัวหน้าหันมามองเขาแล้วถามว่า ” แล้วอาวดริคล่ะ ”

เขาตอบว่า ” เพิ่งกลับมาจากโจ ”

คิ้วของซาร์คมุ่นเข้าทันที

เขาเองก็คาดไว้แล้วว่าต้องเป็นแบบนั้น ” เขาไปหาโจตั้งแต่เมื่อคืนเพิ่งกลับมาเมื่อครู่นี้ ข้าต้องขอโทษด้วยที่ไม่ได้บอกท่านก่อน ”

แต่บอกหรือไม่บอกดูเหมือนเด็กหนุ่มจะไม่สนใจมากเท่ากับ ” เจ้าปล่อยให้เจ้านั่นลงเขาไปได้ยังไง! เจ้าก็น่าจะรู้ว่าตอนนี้เจ้านั่น- ” แล้วปากเขาก็หุบแน่น หากความโกรธเคืองไม่ได้น้อยลงไปแม้ซักนิด แต่เขากำลังพยายามควบคุมตัวเองเพื่อให้ความสนใจเรื่องที่สำคัญ ” เจ้านั่นไปหาโจทำไม ”

คีธยอมรับว่าการโวยวายนั้นมาน้อยกว่าที่เขาคิด ในตอนที่อาวดริคบบอกว่าจะลงเขาไปนั้นเขาเองก็คัดค้าน แต่เพราะเรื่องนี้สำคัญมากเขาจึงต้องยอมให้ไป ” เจ้าบอกว่ามีข่าวสำคัญที่อาจเป็นประโยชน์กับฝ่ายเรา เขาอยากจะปรึกษาโจว่าเขาควรจะทำยังไง ”

” เขาบอกหรือเปล่าว่าข่าวอะไร ”

ครู่หนึ่งที่ชายหนุ่มเงียบก่อนที่เขาจะบอกว่า ” เรื่องของท่าน… เขาบอกข้าเรื่องเนื้อความของจดหมายนั่นแล้ว ”

ต่อให้เขาไม่ได้มองหน้าเด็กหนุ่มตรงๆเขาก็บอกได้ว่าซาร์คกำลังโกรธจัดที่มีคนเอ่ยปากเรื่องนี้ลับหลังเขา โกรธจนแทบจะไปลากคออาวดริคออกมาต่อยกันได้เลย แต่สิ่งที่ผู้เป็นหัวหน้าทำกลับเป็นการถอนใจด้วยความขัดใจก่อนจะหันมามองเขา ” แล้วเจ้าบอกใครหรือยัง ”

” ยัง ” เขาตอบ ” ข้าเดาว่าท่านคงไม่พอใจถ้าข้าบอกเรื่องนี้กับคนอื่น ถ้าท่านอยากให้คนอื่นรู้ก็คงบอกเอง ”

นั่นทำให้เด็กหนุ่มเหยียดริมฝีปากออกราวกำลังจะเยาะหยันตัวเอง ” ข้าเองก็คิดว่าเจ้านั่นจะเข้าใจแบบนั้นเสียอีก ”

” อาวดริคไม่ได้พูดเรื่องนี้กับใครนอกจากข้า แต่ท่านก็ใจร้ายจริงๆที่ไม่ยอมบอกข้าก่อน ข้าเองก็ไม่คิดหรอกว่าจะได้ฟังเรื่องนี้จากอาวดริคก่อนที่จะฟังจากท่าน ”

คราวนี้เป็นซาร์คที่ต้องกลืนน้ำลาย เพราะในดวงตาของคีธเองก็มีความไม่พอใจ ก็ควรอยู่หรอกในเมื่อมันเป็นเรื่องที่สำคัญถึงขนาดนี้แต่เขาไม่ยอมเอ่ยปากอะไรกับชายหนุ่มตั้งแต่รับจดหมายฉบับนั้นมา ในตอนแรกมันเป็นเพราะเขาไม่รู้จะบอกว่าอะไร แล้วเมื่ออีกฝ่ายไม่เอ่ยปากถามเขาจึงเงียบโดยคิดว่าคีธไม่รู้คงไม่เป็นไร เขาน่าจะรู้ว่านั่นเพราะคีธรอให้เขาพูดเองต่างหาก ” ข้าไม่ได้คิดว่ามันสลักสำคัญอะไรขนาดนั้น ข้าก็เลย- ”

” ทำไมมันถึงจะไม่สำคัญ ” ความตระหนกบนใบหน้าของซาร์คคือสิ่งที่ทำให้ชายหนุ่มชะงักไป เขารู้ตัวว่ากำลังขึ้นเสียง ความจริงเขาอยากทำมากกว่าแค่ขึ้นเสียงด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้มันไม่ใช่เวลาจะมาโมโหโกรธาแบบนั้น เขาได้กลืนน้ำลายอึกใหญ่เพื่อเก็บความหงุดหงิดไว้ก่อนจะกล่าวต่อว่า ” ทำไมท่านถึงคิดว่าข้าไม่ควรรู้เรื่องนี้ หรือพวกเราทั้งหมดไม่ควรรู้เรื่องนี้ ”

” เพราะมันจะไม่เปลี่ยนอะไรน่ะสิ ข้าก็ยังเป็นข้าคนเดิม อะไรที่ข้าเคยเป็นมันไม่ได้เกี่ยวอะไรด้วยเลย เหมือนกับเจ้านั่นแหละ ”

” แต่ข้าก็บอกท่านทุกอย่างไม่ใช่เหรอ ”

ซาร์คอ้าปากเหมือนจะสวนกลับมา แต่ก็ต้องชะงักไป ในท้ายที่สุดเป็นเด็กหนุ่มที่ต้องก้มหน้ารับผิด เขาคิดยังไงกันถึงจะปิดบังคนๆนี้ เขาน่าจะรู้ว่าไม่ว่าอย่างไรคีธก็ต้องรู้จนได้ ถ้าม่ากเขาก็จากคนอื่น แต่เขาไม่อาจเอ่ยปากบอกไปได้ ไม่แม้กระทั่งเมื่อเขารู้ว่าคีธรู้อยู่แล้วก็ตาม

พลันดวงตาของชายหนุ่มก็มีประกายขึ้นวูบหนึ่ง ราวกับเขาเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมาอย่างฉับพลัน ” หรือที่ท่านบอกว่ามันไม่สำคัญ เพราะท่านหวังว่ามันจะไม่เปลี่ยนอะไร ”

ในวูบนั้นมันเหมือนมีใบดาบเย็นเยียบตัดขั้วหัวใจของเด็กหนุ่มฉับพลัน แล้วมีหรือที่คีธจะมองไม่ออก ใช่ มันเป็นคำสวดภาวนามากกว่าความจริง ไม่อย่างนั้นเขาคงสามารถป่าวประกาศไปทั่วได้โดยไม่กลัวสิ่งที่ตามมา แต่เขากลัวว่าบางสิ่งจะเกิดขึ้น ที่เขาปิดปากเงียบเรื่องนี้มาตั้งแต่คืนก่อนเพราะเขากลัวว่าแท้จริงแล้วมันอาจสำคัญพอจะเปลี่ยนโลกรอบตัวเขาได้ เขาไม่บอกคีธ เพราะสำหรับเขาคีธสำคัญมากกว่าใครทั้งหมด

ในตอนนั้นเองที่คีธเอื้อมมือขึ้นลูบผมของเขาแรงพอจะทำให้เขาต้องเงยหน้าขึ้นสบสายตา ” ข้าเคยบอกท่านใช่มั้ยครับว่าอย่าวอกแวก ” ชายหนุ่มกล่าวพลางยิ้มน้อยๆ ” ถ้าท่านยังมั่นคงไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเหยี่ยวป่าก็จะเป็นเหยี่ยวป่า ขอเพียงพวกเราทุกคนรู้สึกว่าท่านยังเหมือนเดิมพวกเราก็จะเหมือนเดิม ไม่ว่าท่านเป็นซาร์คาเรียแห่งเวสต์เวลล์ หรือ ซาร์ค เซเนดัล เมริสมา เราจะยังตามท่านไปจนสุดหล้าฟ้าเขียว ”

แม้ในตอนหลังมันจะกลายเป็นเพียงเสียงกระซิบ แต่มันก็ดังก้องอยู่ในโสตประสาทของเขามากกว่าเสียงใดๆ เหมือนฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนเขาทั้งในยามตื่นและยามหลับมาหลายวันกลับหายไปอย่างฉับพลันด้วยคำพูดไม่กี่คำ ในตอนนั้นเขารู้สึกว่าสิ่งที่โง่ที่สุดที่เขาทำลงไป คือการไม่บอกอะไรกับคีธเสียแต่แรก

***

บนเส้นทางที่ยากลำบากนั้นช่วงที่ยากที่สุดคือที่ประตูของบ้านเมริสมา เพราะนั่นคือยามที่ต้องเผชิญหน้ากับความจริง แมกซิมิเลียนรู้ดีว่าข้อแก้ต่างของการหายตัวไปของเขาอาจไม่มีใครเชื่อ เขาอาจถูกสอบสวนอย่างหนักจากการที่หายไปโดยไม่บอกกล่าว ชื่อเมริสมาจะต้องเสี่ยงอีกครั้ง และก็ไม่แน่นักว่าความไว้วางใจที่เคยได้รับนั้นจะได้คืนมาเหมือนเดิมหรือไม่

แต่ทันทีที่ตัวบ้านปรากฏแก่สายตาคุณชายน้อยก็ต้องแปลกใจกับความวุ่นวายโดยรอบ นางกำนัลและข้าราชบริพารต่างสาละวนกับการตระเตรียมข้าวของ ขบวนเสด็จตั้งยาวไปตามถนนดินมีทั้งรถม้า รถสัมภาระ และมารดาของเขา คุณผู้หญิงฟรานเชสก้าต้องคอยดูแลความเรียบร้อยทั้งหลายอย่างแข็งขันแม้นางจะดูอิดโรยก็ตาม ผู้เป็นมารดาถึงกับร้องอุทานด้วยความตกใจเมื่อนางเห็นบุตรชายที่ถูกพยุงเดินเข้ามาใกล้ สภาพของเขาในตอนนั้นทำให้นางแทบควบคุมความตื่นตระหนกไม่ได้ ” อะไรกันนี่มันเกิดอะไรขึ้น แมกซิมิเลียน ทำไมเจ้าถึงเป็นแบบนี้ ”

คำอธิบายที่เขามีให้ไม่ได้ดีไปกว่าเรื่องแต่งด้วยความสิ้นคิดเสียเท่าไหร่ แต่ก่อนที่เขาจะได้พูดอะไร ประตูหน้าของบ้านก็พลันเปิดกว้างออก ผู้ที่ก้าวออกมานั้นไม่ใช่ใครอื่นนอกจากพระนางผู้เลอโฉมที่รายล้อมด้วยธารกำนัลมากมาย หนึ่งในนั้นคืออนาสตาเซียในเสื้อผ้าและเครื่องประดับหรูหรา หล่อนปรายตามองน้องชายในสภาพสะบักสะบอมโดยไม่เปลี่ยนสีหน้าเลยแม้แต่น้อยนิดในขณะที่พระนางเมื่อเหลียวพระพักตร์มากลับร้องอุทาน ” นี่เกิดอะไรขึ้นหรือ ”

เคานเตสเองก็ไร้คำตอบให้พระนาง นางเพียงแค่หันไปมองบุตรชาย ราวกำลังบอกให้แมกซิมเป็นคนพูด เขาต้องกลืนน้ำลายก่อนจะกราบทูลไปว่า ” ข้าพระองค์ถูกสัตว์ป่าทำร้ายขณะออกล่าสัตว์พะยะคะ เคราะห์ดีที่ชาวบ้านสองคนนี้มาพบแล้วช่วยข้าพระองค์ไว้ได้ แต่ก็หลายวันอยู่กว่าจะกลับมาได้ ”

” ตายจริง เจ้ารีบไปพักผ่อนเถอะไป ฟรานเชสก้าเจ้าไม่ต้องอยู่ส่งข้าหรอก ไปดูแลลูกชายของเจ้าเถอะ ” ความห่วงใยเต็มเปี่ยมบนพระพักตร์ขณะที่พระนางตรัสกับเด็กหนุ่มและแม้ของเขา แล้วพระนางจะทรงผินพระองค์ไปแย้มพระโอษฐ์ให้ชาวบ้านทั้งสอง ” เจ้าสองคนช่างมีน้ำใจกับสหายของข้านัก ถ้าบุตรชายคนเดียวของนางเป็นอะไรไปนางคงหัวใจสลาย ” แล้วพระนางก็ทรงเรียกนางกำนัลผู้หนึ่งมา ในถุงผ้าปักชิ้นเล็กอันวิจิตรที่นางถือนั้นพระนางทรงหยิบเครื่องทองขึ้นมาสองชิ้น เป็นสร้อยล็อกเก็ตชิ้นหนึ่งกับสร้อยข้อมือประดับจี้กระจกอีกเส้น ” อาจไม่เหมาะกับชายหนุ่มอย่างพวกเจ้านัก แต่ก็รับไว้เถอะ ถือเป็นของกำนัลเล็กน้อยแทนคำขอบคุณจากข้า ” พระนางตรัสก่อนจะวางสร้อยนั้นใส่มือของชายคนหนึ่งที่พอจะรับของชิ้นนั้นได้

คุณผู้หญิงฟรานเชสก้าต้องตกใจ ” แต่นั่นเป็นของส่วนพระองค์ไม่ใช่หรือเพคะ ความจริงแล้วเรื่องตบรางวัล- ”

แต่พระนางก็เพียงแค่ส่ายพระพักตร์ ” เล็กน้อยนักเมื่อเทียบกับการที่เจ้าได้ลูกชายคืนมา ฟรานเชสก้า ถือว่านี่เป็นความช่วยเหลือจากสหายที่อยากตอบแทนความกรุณาของเจ้าก็แล้วกันนะ ”

แน่นอนว่านั่นยังความปลาบปลื้มใจมายังเคานเตสเป็นอย่างยิ่ง แต่กับบุตรชายของนาง มันรังแต่จะทำให้เขาต้องขมวดคิ้วนิ่วหน้าด้วยความกังวล แต่นั่นก็เพียงครู่ก่อนที่คุณชายน้อยจะรีบปรับสีหน้าให้ไร้ความรู้สึกเช่นเดิม และเขารู้ว่าความเปลี่ยนแปลงนั้นแม้รวดเร็วก็ไม่พ้นสายตาของอนาสตาเซีย พี่สาวที่ยังคงจ้องมองเขาโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า ดวงตาไม่ได้กะพริบเลยแม้แต่น้อย แล้วหล่อนก็กล่าวขึ้น ” พระนางเสด็จขึ้นยังราชรถเลยมั้ยเพคะ ตอนนี้เริ่มจะสายแล้ว เดี๋ยวแดดจะแรงนะเพคะ ”

อีกครั้งที่คุณชายน้อยขมวดคิ้ว ” พระองค์จะเสด็จไปยังที่ใดหรือพะยะคะ ”

สำหรับคำถามนั้นพระนางทรงแปลกใจเล็กน้อย แต่ก็เพียงชั่วครู่หนึ่งก่อนที่พระนางจะตรัสว่า ” เจ้าคงยังไม่รู้สินะ วันที่เจ้าหายไปนั้นพระราชาทรงประชวรหนัก จนตอนนี้ก็ยังไม่ดีขึ้น ข้าจึงตัดสินใจว่าคงถึงเวลาต้องกลับไปยังปราสาทแล้ว อย่างน้อยที่นั่นพระองค์ก็จะได้ทรงพักผ่อนอย่างเต็มที่ ” จริงอยู่ที่พระนางทรงตรัสอย่างอ่อนโยน แต่ทว่าสายพระเนตรของพระนางที่พิจารณาคุณชายน้อยแห่งเมริสมาอย่างถี่ถ้วนไม่อาจพ้นสายตา ทั้งสองไปได้ ” ตอนนี้เจ้าไปพักผ่อนเถอะ เรื่องแค่นี้คงไม่ต้องให้เจ้าต้องฝืนสังขารส่งข้าหรอก ฟรานเชสก้า เจ้าเองจะไปดูแลลูกชายเถอะ ”

แต่ก่อนที่ผู้เป็นแม่จะได้พูดอะไร คนที่แทรกขึ้นมาก่อนคือแมกซิม ” แล้วพระราชาประทับอยู่ที่ใดหรือพะยะคะ ”

พระนางก็เพียงแค่พยักเพยิดไปทางราชรถแล้วตรัสว่า ” พระองค์ทรงประทับอยู่ในรถม้าคันนั้น เจ้าจะไปเข้าเฝ้าก็ย่อมได้นะ ” แม้พระนางจะไม่ทรงเอ่ยปากอนุญาตก็ดูเหมือนคุณชายน้อยจะตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าต้องไปเข้าเฝ้าให้จงได้ ราชาลุดวิกน่ะหรือทรงประชวร ทั้งที่ทรงแข็งแรงขนาดนั้น….

แต่เมื่อทหารรักษาพระองค์เปิดประตูราชรถ ร่างของเด็กหนุ่มก็ทรุดลง ผู้ที่อยู่ข้างในนั้นคือราชาลุดวิก หากดูเหมือนทั้งหมดที่เหลืออยู่จะเป็นเพียงเนื้อหนัง สายพระเนตรของพระองค์ทอดนิ่งไปเบื้องหน้าไม่แสดงความรับรู้ใดๆ พระวรกายที่เคยดูแข็งแรงไร้เรี่ยวแรงจนเหมือนจะจมหายลงไปกับพระเก้าอี้ พระองค์ไม่มีท่าทีรับรู้ว่ามีผู้ใดมาหรือเข้าพระทัยสิ่งใด ทั้งหมดที่เหลืออยู่ตรงนั้นคือเนื้อหนังของราชาลุดวิกแต่ไม่ใช่พระองค์ แต่มันเป็นไปได้อย่างไรที่คนที่แข็งแรงดีจะกลายเป็นเช่นนี้ในชั่วไม่กี่วัน

นอกจาก…

” อย่าหันไป ” เสียงกระซิบเตือนเขา เป็นเสียงของผู้ที่มาส่งเขา หนึ่งในคนสนิทของซาร์คที่แต่งกายเป็นชาวบ้านพยุงเขาไว้ในขณะเดียวกันก็คอยสอดส่องโดยรอบของบ้านเมริสมา ” นางจะรู้ว่าเจ้านึกสงสัย มองตรงไว้ ”

แต่การมองตรงก็ทรมานมากพอกันสำหรับคุณชายน้อย เมื่อเขาทำได้เพียงมองโดยไม่อาจแก้ไขสิ่งใด ความคับแค้นใจมันมากมายจนเขาไม่อาจมองสูงไปกว่าพื้นเบื้องล่างด้วยกลัวว่าจะมีผู้อื่นมองเห็น ที่เขากลัวที่สุดคือผู้เป็นพี่สาว เขาไม่มีวันยอมให้อนาสตาเซียเห็นเขาในเวลาเช่นนี้

” เจ้าไปพักผ่อนเถอะไป ” ผู้เป็นมารดาบอกเขาก่อนจะขอให้คนทั้งสองช่วยพยุงเขาเข้าไปส่งข้างใน เขาถวายบังคมลาพระราชินี แล้วก็ฝืนจากมา ทั้งที่สิ่งที่เขาอยากทำที่สุดคือถามพระนางว่าพระนางทรงทำสิ่งใดลงไป พระนางทำลายพระสวามี ทำลายประมุขของประเทศนี้ เพื่ออะไรกัน

แต่ความสงสัยก็ต้องหยุดลงเพียงแค่นั้นเมื่อร่างเล็กๆวิ่งตรงมาหาเขา สีหน้าของเด็กน้อยผู้นั้นดูราวกำลังจะร้องไห้ ” สตีวี่ ” เขาเรียกขณะที่พยายามเอื้อมมือออกไปลูบเส้นผมกระเซอะกระเซิงนั้น แต่อาจด้วยความกลัวเด็กน้อยจึงถอยออกมา เขาเองก็ไม่ได้แปลกใจนักในเมื่อสตีวี่ออกจะขวัญอ่อนขนาดนั้น สภาพของเขาในตอนนี้ก็น่าดูเสียทีไหน

ผู้ที่เด็กน้อยหันไปหาคือเจสสิก้าซึ่งจ้องมองเขาตาไม่กะพริบเช่นกัน ” คุณชายน้อยคะ ” หล่อนเรียกก่อนจะเข้ามาช่วยประคองเขาไว้ ใบหน้าของหล่อนเองก็ไม่ต่างจากคนที่กำลังจะร้องไห้ ” คุณชายน้อยหายไปตั้งหลายวันจนข้านึกว่าท่านตายไปแล้วเสียอีก ”

” ปากเป็นมงคลนักนะ ” เป็นคำตอบจากเหยี่ยวป่าคนหนึ่งซึ่งตรงใจคุณชายน้อยอย่างบอกไม่ถูก

แต่เขาไม่ได้มีเวลาสนใจเรื่องนี้มากนัก ” มันเกิดอะไรขึ้นนะเจสสิก้า ทำไมจู่ๆพระราชา- ”

” เรื่องนั้นไว้ก่อนเถอะคะ คุณไปพักผ่อนก่อนเถอะ ” แล้วหล่อนก็สูดหายใจลึกราวกำลังพยายามกลั้นสะอื้นไว้ ” กว่าจะมาถึงนี่ได้คุณชายน้อยก็คงเหนื่อยมากแล้ว ”

เขายอมตามไป แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาจะพอใจเพียงแค่นั้น เขาพยายามหลายครั้งที่จะถามหล่อนขณะที่พวกเขาพยุงเด็กหนุ่มขึ้นไปยังห้องนอน ตลอดเวลานั้นเจสสิก้าไม่ยอมตอบ มีแต่จะบอกให้เขาพักผ่อน จนเมื่อเขานอนได้เขาจึงคว้าข้อมือหล่อนไว้แล้วถามอีกครั้งว่า ” ระหว่างที่ข้าไม่อยู่มันเกิดอะไรขึ้น เล่ามา ”

คราวนี้หญิงสาวถึงกับต้องพยายามกลั้นสะอื้นอยู่ครู่ใหญ่ ในเวลานั้นดูราวกับหล่อนกำลังพยายามตัดสินใจว่าควรบอกหรือไม่ คนที่เริ่มพูดก่อนจึงกลายเป็นสตีวี่ซึ่งยืนอยู่ข้างนาง ” แม่นมป่วย ”

นั่นทำให้คุณชายน้อยมุ่นคิ้ว แม่นมแม้อายุมากแล้วแต่ก็ยังแข็งแรงมาก นางน่ะหรือจะ ” ป่วย? ”

สาวใช้ก็ได้แต่นึกเอ็ดเด็กน้อยอยู่ในใจ แต่สายไปเสียแล้ว ตอนนี้คุณชายน้อยของนางต้องรู้แล้ว ” พอคุณไป วันรุ่งขึ้นแม่นมก็กลายเป็นอย่างนั้น…. นางนั่งนิ่งๆ ไม่รับรู้อะไรมาตั้งแต่ตอนนั้นแล้วคะ ”

ความจริงเจสสิก้าอาจพูดมากกว่านั้น แต่สำหรับแมกซิมิเลียนนั่นคือทั้งหมดที่เขาได้ยิน เมื่อคำบรรยายนั้นทำให้เขานึกถึงสิ่งที่เขาเห็นในราชรถ ร่างของกษัตริย์ชราผู้ไม่รับรู้ต่อโลกใดๆอีกต่อไป สำหรับเขามันมีเพียงคำตอบเดียวที่ชัดเจน นางรู้แล้ว นางรู้และทำลายทุกอย่างที่อาจสืบสาวมาถึงได้ แม้แต่หญิงชราที่ไร้พิษภัยก็ไม่ละเว้น สิ่งเดียวที่เขาไม่รู้คือนางรู้หรือไม่ว่าเขาก็เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ แล้วถ้านางรู้แล้ว…

เพียงแค่คิดแค่นั้นคุณชายน้อยก็ต้องส่ายหน้า ความคิดที่ว่าเขาจะเหลือเพียงแค่ร่างที่ไร้ความนึกคิดนั้นทำให้ผะอืดผะอมเกินกว่าจะทนลืมตาอยู่ได้

***

ทันทีที่เข้าถึงเขตของเหยี่ยวป่า ‘ชาวบ้าน’ทั้งสองก็รีบตรงขึ้นเขาเพื่อไปหาผู้เป็นหัวหน้าในทันที แต่สิ่งที่เขาพบที่รังเหยี่ยวคือความว่างเปล่า ไม่มีร่องรอยของผู้คนอยู่ที่นั่น นอกจากอาวดริคซึ่งนั่งอยู่ใต้ต้นไม้อย่างใจเย็นเหมือนรอพวกเขาอยู่นานแล้ว นั่นช่วยให้พวกเขาโล่งใจไปได้บ้าง ” เจ้าชาย คนที่เหลือล่ะ ”

” ออกจากที่นี่ไปแล้ว ” คือคำตอบขณะที่ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน ” แล้วเจ้าไปส่งเขาเป็นอย่างไรบ้าง ”

” เด็กคนนั้นสบายดี เขาอยู่ที่บ้านแล้วเรื่องการรักษาคงง่ายขึ้น ” คนหนึ่งตอบ ” แล้วตกลงพวกเขาไปที่ไหนกัน ทำไมเหลือท่านอยู่ที่นี่คนเดียว ”

แต่เจ้าชายก็ดูเหมือนจะไม่สนใจคำถามนั้น ” แล้วที่บ้านนั้นเป็นอย่างไรบ้าง ”

การพยายามเลี่ยงคำถามทำให้พวกเขาทั้งสองเริ่มหงุดหงิด แม้จะยังเต็มใจตอบคำถาม ” พระราชินีกำลังจะออกจากบ้านหลังนั้นดูเหมือนจะกลับปราสาทเพราะพระราชาประชวรหรืออะไรนี่แหละ ”

ชั่ววูบหนึ่งความตกใจฉายชัดอยู่ในดวงตาของเจ้าชาย แต่ก็แค่ครู่เดียวเท่านั้น ” อย่างนั้นหรือ ” เขากล่าว สายตาที่ครุ่นคิดมองพวกเขา ” แล้วเจ้าได้เจอนางหรือเปล่า ”

” ก็…จะเรียกว่าอย่างนั้นก็ได้ ”

” นางพูดอะไรกับพวกเจ้าหรือเปล่า ”

” เออ! ” คนหนึ่งโพล่งขึ้น ” ตอนนี้ท่านบอกได้หรือยังว่าพวกข้าหายไปไหนกันหมด ”

เจ้าชายก็เพียงแค่บอกว่า ” ตอบคำถามของข้าจบข้าจะบอก แต่ตอนนี้ยัง ” แล้วเขาก็หันไปทางอีกคน ” เจ้าสบสายตากับนางหรือเปล่า ”

” อาจจะ ”

” เจ้าจำไม่ได้หรือไม่ได้ใส่ใจ ”

” ก็คงทั้งสองอย่างนั้นแหละ ” ชายคนเดิมเริ่มบ่น ” แล้วทำไมพวกเราต้องตอบคำถามพวกนี้กับท่านด้วย หัวหน้าอยู่ไหน ”

” ข้าบอกแล้วว่าเจ้ายังพบไม่ได้ ” อาวดริคกล่าว คราวนี้ด้วยน้ำเสียงที่เหี้ยมเกรียมเสียจนพวกเขาต้องเงียบ ” แล้วพวกเจ้าบอกได้มั้ยว่านางพูดอะไรบ้าง ”

” ก็แค่ขอบใจพวกเรา ” ชายคนนั้นว่า ” ท่านจะรู้ทำไม ”

อาวดริคได้ยินแค่นั้นก็เงียบไปชั่วครู่ราวกำลังครุ่นคิดก่อนจะถามว่า ” นอกจากนั้นแล้วนางทำอะไรอย่างอื่นอีกบ้างมั้ย ”

” ก็แค่คุยกับคุณผู้หญิงของบ้านเมริสมา ”

” นอกจากนั้นล่ะ ”

” ท่านจะถามขนาดนี้ไปทำไมกันเนี่ย! ”

” ข้าถามขนาดนี้เพราะเวทย์ของนางอาจอยู่ในอะไรก็ได้ ทั้งเสียงทั้งสายตา ทุกอย่างเกี่ยวกับนางเป็นอันตรายทั้งนั้น ข้าต้องรู้ว่านางทำอะไรไปบ้าง ”

ในตอนนั้นเองที่ชายอีกคนกล่าวขึ้นว่า ” นางให้ของพวกเรามา ”

นั่นทำให้เจ้าชายหันทันที ” นางให้อะไร ”

” สร้อยทอง ”

และนั่นคือสิ่งที่อันตรายที่สุดที่อาวดริคคาดว่าจะเกิดขึ้นได้ ” เอาของชิ้นนั้นให้ข้า ”

ใบหน้าที่ตึงเครียดนั้นทำให้พวกเขาไม่อาจพบข้อโต้แย้งได้ ชายอารมณ์เสียซึ่งเก็บของนั้นเอาไว้ล้วงมันออกมาจากในอกเสื้อแล้วส่งให้เจ้าชายซึ่งรับมาอย่างระมัดระวัง เขาเปิดล็อกเก็ตนั้นแล้วตรวจดูภายใน แต่ทั้งหมดที่อยู่ในนั้นก็เป็นเพียงกระจก สร้อยข้อมือที่นางให้ก็มีกระจก น่าแปลกที่เนื้อสีดำสนิทนั้นแม้สะท้อนแสงเป็นประกายกลับไม่มีภาพใดสะท้อนออกมา เป็นกระจกที่ไร้เงา

ฉับพลันนั้นบางอย่างเริ่มกลายเป็นรูปเป็นร่างขึ้นในความนึกคิดแม้ว่าเจ้าชายจะยังไม่แน่ใจว่ามันถูกต้องซักเพียงไหน เพราะทั้งหมดที่เขามีคือลางสังหรณ์ที่อยู่ที่นั่นมานานแล้ว ” ขอบใจมาก ” เจ้าชายกล่าวพลางปรายยิ้ม ” ข้าจะเก็บไว้เอง ”

” อะไรนะ ” ชายที่หงุดหงิดเริ่มพาลในทันที ” ท่านจะเอาไปเฉยๆอย่างนั้นหรือ ”

กระนั้นเจ้าชายก็ยังใจเย็น ” นี่เพื่อความปลอดภัยของพวกเราทั้งหมด อะไรก็ตามที่เกี่ยวพันกับนางต้องถูกกำจัดทิ้ง ”

ถึงตอนนี้ชายหนุ่มอีกคนเริ่มร้อนใจ เขาพยายามห้ามเพื่อนแต่ดูเหมือนคนๆนั้นจะเป็นฟืนเป็นไฟเกินกว่าจะดับอารมณ์ลงได้แล้ว ” ท่านได้ของคนอื่นมามากแล้วยังจะแย่งอะไรจากคนที่สิ้นไร้สมบัติอย่างพวกข้าอีก เอาสร้อยนั้นคืนมา! ”

แต่ไม่มีความโกรธเคืองจากเจ้าชาย ทั้งหมดที่เขาทำคือทุบกระจกบนสร้อยนั้นแตกละเอียด

” ท่าน! ”

” ทำไมกระจกพวกนี้ถึงไม่มีเงา พวกเจ้าไม่นึกสงสัยบ้างเลยหรือ ” แล้วอาวดริคก็หันมายิ้ม หากสายตาของเขามีความระมัดระวังเต็มเปี่ยม ” นางไม่ได้ให้ของสูงค่าเช่นนี้มาเพราะใจดีดอก เรื่องเครื่องทองในตอนนั้นก็เป็นบทเรียนที่ดีไม่ใช่หรือไง ” นั่นทำให้พวกเขานิ่งไปทันที แม้แต่คนที่อารมณ์เสียอยู่ก่อนหน้าก็เหมือนจะยอมรับโดยดุษณี แต่นั่นอาจเพราะบางอย่างหมดอำนาจเหนือเขาไปแล้วก็เป็นได้

***

TBC in Chapter 13

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: