A Fairytale: ราชาและมหาโจร บทที่ 13

Title: A Fairytale
Book II: ราชาและมหาโจร (Thieves and Kings)
Author: vekin
Rate: PG-13
Warning: คนเขียนอ่อนคำราชาศัพท์เป็นอย่างยิ่ง ต้องขออภัยในความผิดพลาดมา ณ ที่นี้
***บุคคล เหตุการณ์และสถานที่ในเรื่องล้วนสมมติขึ้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องพาดพิงกับบุคคลและเหตุการณ์จริงแต่อย่างใด***

Chapter 13
####################################################

ภาพที่เห็นทำให้เขาหยุดนิ่งไปชั่วขณะ ความตกใจมากมายจนแม้กระทั่งจะเรียกคนตรงหน้ายังเรียกไม่ได้ แต่มันก็คือชั่วขณะ แม้ยาวนานแต่ชั่วขณะนั้นก็ต้องผ่านพ้นไป เขาต้องยอมรับให้ได้ว่านี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนที่สำคัญยิ่งคนหนึ่งของเขา ” ป้าจ๋า ” เจสสิก้าเป็นคนแรกที่ทำลายความเงียบขณะที่หล่อนนั่งลงข้างเตียงตรงหน้าคนที่นั่งอยู่บนนั้น ” ป้า คุณหนูอาร์เซนออกมาจากหอคอยแล้วนะ มาถึงก็มาหาป้าเลย ป้าคุยกับคุณหนูหน่อยสิ ”

แต่สิ่งที่ตอบกลับมาคือความเงียบ ไม่มีท่าทีว่าแม่นมจะรับรู้สิ่งใด ดวงตาของนางมองตรงออกไปนอกหน้าต่างเหมือนกำลังมองเวิ้งฟ้ากว้าง แต่นางไม่ได้กำลังมองสิ่งใด ผู้ที่ยืนอยู่ในห้องนั้นย่อมรู้ดี คราวนี้เด็กชายเป็นฝ่ายเรียกบ้าง ” ป้า ” เขานั่งลงตรงข้างหญิงชราพลางยกมือนางขึ้นมากุมไว้ ริมฝีปากนั้นเหยียดออกให้คล้ายรอยยิ้มมากที่สุดที่เป็นไปได้ ” ข้าบอกแล้วใช่มั้ยว่าเรื่องแค่นี้ข้าไม่เป็นไร นี่ไงข้ากลับมาแล้ว ” แต่ก็อีกครั้งที่นางไม่ขยับ ไม่รับรู้แม้กระทั่งตอนที่เขาช่วยจัดผมที่หลุดลุ่ยตรงข้างใบหูให้เข้าที่ ” ป้าจ๋า ข้าอยู่ในห้องเล็กๆนั่นตั้งนานยังไม่เป็นอะไรเลย แล้วทำไมป้าถึงเป็นอย่างนี้ล่ะ ”

เจสสิก้าต้องปิดปากของหล่อนไว้ไม่ให้เสียงสะอื้นลอดออกมา หล่อนร้องไห้ทั้งด้วยความเสียใจและเสียขวัญมาตั้งกี่ครั้งก็ไม่รู้แล้ว แต่ทุกครั้งที่มีคนร้องไห้หล่อนจะพาลร้องตามให้ได้เสียทุกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อคุณหนูอาร์เซนที่กำลังพยายามกลั้นสะอื้นเอาหวีออกมาหวีผมเพ้าที่ยุ่งเหยิงให้แม่นมของเขา รวบเส้นผมสีเทาของนางไว้จนเรียบร้อย แต่ตลอดเวลานั้นนางไม่ตอบสนองอะไรกับความอ่อนโยนนั้นเลยซักนิด

ท้ายที่สุดฝ่ายที่ต้องหันจากไปคืออาร์เซน เขาไม่อาจทนมองแม่นมที่รักของเขาเป็นแบบนี้ได้อีก ” ป้าเป็นอย่างนี้มานานแค่แล้วหรือเจส ” เด็กชายถาม แม้เสียงยังสั่นแต่เขาก็พยายามปกปิดเป็นอย่างดี

” ตั้งแต่ที่คุณชายน้อยหายไปจากบ้านน่ะคะ ” หล่อนว่าพลางสูดหายใจลึก ” นั่นก็อีกคน บาดเจ็บกลับมาแทบดูไม่ได้ ข้าอยากรู้จริงๆว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่คุณชายน้อยแค่บอกว่าโดนสัตว์ป่าทำร้าย แต่ข้าไม่เชื่อหรอกนะคะ มันแค่ไม่สมเหตุสมผลเอาซะเลย ”

พอเอ่ยถึงเรื่องนี้ดูเหมือนความอ่อนแอในตัวอาร์เซนจะหายไปชั่วขณะ เขาหันมามองหล่อนนิ่งก่อนจะถามว่า ” แล้วเขาเป็นยังไงบ้าง ท่านหมอว่ายังไง ”

เจสสิก้ากัดปากแน่นครู่หนึ่งก้อนจะกระซิบกับเด็กชาย ราวกับกลัวว่าถ้าหล่อนพูดเสียงดังเกินไป เรื่องราวร้ายๆที่หล่อนกลัวจะกลายเป็นความจริง“ บาดแผลก็ค่อยๆดีขึ้นแหละคะ ท่านหมอบอกว่าเพราะรักษาทันท่วงทีเลยไม่เป็นไรมาก จะมีก็แต่เป็นไข้ต้องให้ยาตลอดเวลาแล้วรอดูว่าขาจะกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิมหรือเปล่า แต่ตั้งแต่กลับมาคุณชายน้อยแทบจะไม่คุยกับใครเลย คนที่เขายอมคุยด้วยก็มีแต่สตีวี่ ไม่อย่างนั้นก็หลับได้ทั้งวัน “

ถ้าคิดว่าแผลที่ได้รับนั้นสาหัสปานไหนมันก็คงไม่แปลกถ้าแมกซิมิเลียนจะนอนหลับมากถึงเพียงนั้น แต่การที่เขาไม่ยอมคุยกับใครกลับทำให้อาร์เซนกังวลใจเสียยิ่งกว่าบาดแผลที่เขาได้รับ ” เมื่อกี้เจสพูดถึงยาใช่มั้ย ” เขาถาม

***

มันเป็นอีกคืนที่เขาสะดุ้งตื่นขึ้นกลางดึก หลายครั้งมันเพราะภาพของราชาลุดวิกในราชรถที่ตามหลอกหลอนเขา บางครั้งมันเป็นเพราะบาดแผลของเขาปวดหนึบจนรู้สึกได้แม้ในห้วงความฝัน หรือบางครั้งก็แค่เพราะเสียงแง้มประตูของคนรับใช้ผู้หวังดีที่มาดูว่าเขาเป็นอย่างไรบ้าง หลายครั้งเขาต้องบอกคนเหล่านั้นให้ไปเสีย ว่าเขาต้องการพักผ่อนและไม่ต้องการยาที่พวกเขาเอามาให้ เขาไม่ต้องการอะไรนอกจากจมหายไปในห้วงนิทราที่ว่างเปล่า

เขาหันไปทันทีที่ได้ยินเสียงบานประตูเปิดออกแต่ถ้อยความใดๆที่เขาเตรียมไว้ก็พลันหายไปทิ้งให้ลำคอของเขาแห้งผาก เพราะคนที่เดินเข้ามานั้นไม่ใช่ใครอื่นนอกจากอาร์เซน เสื้อผ้าผมเผ้าของเขาเหมือนวันที่เขาเดินขึ้นไปบนหอคอยนั้นไม่มีผิดเพี้ยนราวกับว่าการกักขังนั้นไม่เคยเกิดขึ้น เด็กชายเดินเข้ามาที่ข้างเตียง วางถาดยาลงแล้วก็นั่งลง ” ยามาแล้วนะครับ ” เขากระซิบแล้วก็เงียบไป

แต่แมกซิมิเลียนไม่ได้ตอบ เขาไม่มองอาร์เซน ไม่ลืมตามองเพดานที่อยู่ตรงหน้าด้วยซ้ำ ราวกับว่าการไม่มองทำให้เด็กชายหายไป แต่อาร์เซนไม่ได้จากไปไหน เขายังคงนั่งอยู่ที่นั่นและถามต่อไป ” ให้ข้าช่วยพยุงมั้ยครับ ”

เด็กหนุ่มตอบในทันทีว่า ” ไม่ต้อง ”

” ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวข้าถือถ้วยยาไว้ให้ ”

” ไม่ต้อง! ”

จริงอยู่ที่เสียงนั้นไม่ได้ทรงพลังเหมือนก่อนหน้า มันก็ยังคงแสดงเจตจำนงของผู้พูดได้เป็นอย่างดี แต่เด็กชายยังคงอยู่ที่ข้างเตียง ” ทานยานะครับ ” อาร์เซนว่าก่อนจะเข้าไปนั่งข้างเด็กหนุ่ม แขนข้างหนึ่งพยายามช้อนประคองคุณชายน้อยขึ้นมาขณะที่อีกข้างถือถ้วยยา แต่เขาคงประเมินความดื้อดึงของแมกซิมผิดไปเมื่ออีกฝ่ายยังมีแรงจะถอยหนีจากความช่วยเหลือของเขา

” กลับไปซะ ” คุณชายน้อยคำรามต่ำก่อนจะเบือนหน้าไปโดยไม่ยอมสบสายตากับเด็กชาย

ในที่สุดน้ำเสียงที่ราบเรียบของอาร์เซนก็เริ่มสั่นเครือเจือปนด้วยทั้งความหงุดหงิดและเศร้าใจ ก็จะใครเสียอีกที่ทำให้คุณชายน้อยผู้แข็งแกร่งของบ้านเมริสมาอยู่ในสภาพเช่นนี้ ” ขอโทษนะครับ ” เขาบอกด้วยเสียงแผ่วเบา แต่เขาก็รู้ว่าแมกซิมได้ยิน ” เพราะข้าขออะไรแบบนั้นแท้ๆคุณถึงต้องเจ็บหนักขนาดนี้ ไอ้เรื่องที่จะโกรธข้าน่ะข้าเข้าใจอยู่หรอก แต่อย่างน้อยก็คิดถึงตัวเองบ้างจะได้มั้ย ”

จริงอยู่ที่แมกซิมิเลียนไม่ได้หัน ไม่กระทั่งจะขยับร่างเพื่อแสดงว่าเขาฟัง แต่ลมหายใจที่ขาดห้วงไปก็มากพอแล้วที่จะทำให้เด็กชายรู้ว่าเขาได้ยินทุกคำ เขาจับมือของเด็กหนุ่มขึ้นแล้วประคองถ้วยยาใส่มือนั้น ” ทานยาหน่อยนะครับ ”

ตอนนั้นคุณชายน้อยจึงยอมถัดร่างขึ้นพิงหัวเตียงแล้วยกยาขึ้นดื่ม แต่มือของเขากลับไร้เรี่ยวแรงจนเด็กชายต้องคอยประคองไว้ไม่ให้ยาที่มีค่านั้นหกลงมา สายตาของอาร์เซนอยู่ที่แมกซิมิเลียนตลอดเวลานั้น แต่ไม่มีตอนไหนที่แมกซิมิเลียนมองเขา คุณชายน้อยดื่มยานั้นจนหมดแล้วนอนลงโดยไม่เอ่ยปากอะไรกับเขา ดวงตาที่หลับสนิทเหมือนจะย้ำว่าเขาต้องการให้เด็กชายออกไป

” เล่าให้ข้าฟังได้มั้ยครับว่ามันเกิดอะไรขึ้น ” อาร์เซนถาม แต่คุณชายน้อยก็เพียงแต่เงียบ ความเงียบคือเกราะกำบังที่มีค่าที่สุด และอาร์เซนก็รู้ดี เขาจึงถามต่อไป ” ใครทำอะไรคุณถึงได้เจ็บหนักขนาดนี้ ” เด็กชายกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือที่เขาพยายามเก็บงำไว้เต็มที่ ” ท่านพี่เหรอครับ ”

” ไม่ใช่ ” คุณชายน้อยตอบออกไปเร็วเกินกว่าที่จะห้ามตัวเองได้ทัน คงเพราะความเจ็บปวดที่อยู่ในน้ำเสียงนั้นทำให้เขาหยุดปากไว้ไม่ได้

เด็กชายดูเบาใจลงอย่างชัดเจนขณะที่เขาถอนใจ ” ตอนที่ข้าขอให้คุณไป ที่ข้ากลัวจริงๆคือท่านพี่จะไม่ให้โอกาสคุณ ข้ากลัวว่าท่านพี่จะคิดว่าคุณเป็นศัตรู ”

ฟังแค่นั้นมันก็ทำให้คุณชายน้อยอยากหัวร่อ ซาร์คาเรียน่ะหรือจะมาสนใจเรื่องของเขา เขาเคยอยู่ในสายตาของคนๆนั้นด้วยอย่างนั้นหรือ ” เจ้านั่นอยู่สูงเกินไป ” เขาพูดออกมาราวกำลังเพ้อ อาจเพราะพิษบาดแผล อาจเพราะยา หรืออาจเพราะอย่างอื่นที่เจ็บยิ่งกว่า ” เจ้านั่นห่างออกไป… มากขึ้นทุกที… ข้าไม่อยู่ในสายตาของมันหรอก ไม่เคยอยู่อยู่แล้ว และไม่ว่าข้าจะพยายามยังไงก็ไม่มีวันไปถึง…. ”

แล้วเสียงของแมกซิมิเลียนก็เงียบหายไป ในขณะที่อาร์เซนมองหน้าเขานิ่งราวกับว่าทุกการเคลื่อนไหวบนใบหน้านั้นกำลังบอกบางสิ่ง แต่นั่นเพราะมันเป็นครั้งแรกที่แมกซิมิเลียนพูดถึงซาร์คไม่ใช่เพราะต้องการประชดประชันหรือแสดงความชิงชัง ไม่เลย แมกซิมิเลียนไม่ได้เกลียดซาร์คาเรีย นั่นเป็นครั้งแรกที่อาร์เซนเข้าใจว่าสิ่งที่เขาคิดเสมอว่าเป็นความเกลียดชังแท้จริงแล้วคือ…

” ….ไม่ต้องแล้วครับ… ”

ในที่สุดแมกซิมก็หันมามองเขาด้วยดวงตาที่อ่อนล้าจนเหมือนคนที่นอนอยู่นี้ไม่ใช้คุณชายน้อยแห่งบ้านเมริสมาขณะที่อาร์เซนประคองมือที่ถูกหุ้มด้วยผ้าพันแผลขึ้นแนบที่ข้างแก้ม มันคือชั่วขณะที่เหมือนความรู้สึกทั้งหลายทั้งปวงระหว่างพวกเขาสามารถส่งผ่านถึงกันได้โดยไร้คำพูด แมกซิมไม่หันหนีอีกแล้วและอาร์เซนไม่หลบสายตาที่มองมาทั้งด้วยความฉงนและลังเล มือของเขาขยับไล้บนพวงแก้มนั้นอย่างเบามือราวกลัวว่าเด็กชายจะแตกสลายไปกับตา แต่นั่นเพราะเขากลัวจริงๆ หากสิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งที่อาร์เซนต้องการ หากเขาถอยหนีไป ถ้าหากว่า….

แต่อาร์เซนกลับยิ่งบีบมือของเขาให้แน่นขึ้น เขาไม่ได้หนีหรือถอยห่าง เด็กชายยังคงนั่งอยู่ที่นั่นและมองตรงมาที่เขา พวกเขาไม่ได้พูดอะไรมากกว่านั้น เพราะคำพูดไม่เหลือประโยชน์ใดๆอีกแล้ว สำหรับคุณชายน้อยช่วงเวลานั้นคือการปลดปล่อยที่เขารอคอย และสัญญาณของมันอยู่ที่คำพูดเพียงไม่กี่คำของคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าเขา

…ไม่ต้องแล้ว…

…ไม่ต้องไล่ตามคนๆนั้นอีกแล้ว…

***

หลายคืนทีเดียวที่ความฝันเดิมปรากฏขึ้นซ้ำๆ เขาฝันถึงโถงหินสีเทาเย็นยะเยือกที่เหมือนจะทอดตัวออกไปไม่สิ้นสุด วนเวียนคดเคี้ยวจนบอกไม่ได้ว่าเขามายังที่ใด ที่ก้นบึ้งของความรู้สึกนั้นคือความกลัว ทั้งที่โถงนั้นเป็นของปราสาทของเขาแต่กลับไม่มีทั้งความไว้วางใจ ไม่มีทั้งความอบอุ่นใจ ทั้งหมดที่มีคือความเวิ้งว้าง  มีเพียงเขาคนเดียวในทางเดินยาวไกลที่ไม่รู้ว่าเริ่มต้นและสิ้นสุดที่ใด

และทุกครั้งเขาจะต้องพบทางแยก ทางหนึ่งนำเขาขึ้นไป อีกทางทอดออกไปอย่างเวิ้งว้างเช่นเดิม เขาหยุดอยู่ที่นั่นเสมอ แม้อาจเป็นเพียงชั่วครู่สั้นๆ แต่มันคือชั่วครู่ที่มีหลายสิ่งผ่านเข้ามาในความนึกคิดจนจับต้นชนปลายไม่ได้ แล้วเขาจะเดินขึ้นไป ตรงขึ้นไปตามทางเดินที่พาเขาสูงขึ้นไปในปราสาท ไม่ว่ามีทางแยกซักกี่ทางเขาจะเลือกเดินขึ้นไป ราวกับเขารู้ว่าจะมีอะไรอยู่ที่นั่น

ที่สุดปลายทางนั้นคือห้องบนหอคอย น่าแปลกที่มันไม่เคยลั่นดาลเลยซักครั้งในความฝัน ทุกครั้งเขาจะเปิดมันออกได้ และทุกครั้งเขาจะหยุดที่หน้าประตูด้วยความหวาดกลัวอย่างจับจิตจับใจเมื่อมองเข้าไปภายในห้องนั้น ทั้งที่ความจริงแล้วในห้องโถงนั้นมีเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่นั่งอยู่ คุกเข่าอยู่กลางวงกลมเวทย์ที่เขาไม่คุ้นเคย ในชุดเก่าปอนของหญิงต่างแดนที่คลุมมิดขึ้นมาถึงเรือนผม

จากในเงาของผ้าคลุมนั้นนางจะมองมา ด้วยดวงตาที่ว่างเปล่า มันทำให้เขาสั่นกลัวอย่างเกินควบคุมเพราะมันดูราวกับดวงตาของคนตาย เหมือนดวงตาสีแดงของเสด็จแม่ยามที่ร่างของนางนิ่งงันบนพรมโลหิตจ้องมองเขาด้วยดวงตาที่ไม่มีวันปิดอีกต่อไป

แต่หญิงคนนี้ยังมีชีวิต นางขยับศีรษะน้อยๆเพื่อมองเขา แต่ไม่พูดอะไร นางเพียงแค่เบิกมอง แต่เขากลับรู้สึกราวกับว่านางสามารถฆ่าเขาได้โดยทำเพียงแค่นั้น

เขาอยากจะวิ่งหนีออกมาเสียทุกครั้ง แต่ทุกครั้งเขากลับทำไม่ได้ ขาไม่ยอมก้าวถอยหลัง ไม่ยอมหัน แต่กลับก้าวเข้าไป ตรงไปยังหญิงผู้นั้น เขาจ้องมองที่ริมฝีปากแห้งแตกของนางเสมอขณะที่มันเผยอออก ดวงตายังคงจ้องมองขณะที่นางกล่าวว่า….

” ตื่นได้แล้ว อาวดริค ”

เขาลืมตาขึ้นแล้วภาพตรงหน้าก็เป็นท้องฟ้าที่ดารดาษด้วยดาว เขาตื่นก่อนจะได้ฟังสิ่งที่นางพูดอีกแล้ว

” นอนตากน้ำค้างไม่กลัวเป็นหวัดหรือไง ” เสียงอันเยาว์วัยทักเขาด้วยความเหนื่อยหน่ายที่เขาได้ยินมานับครั้งไม่ถ้วน แต่เด็กหนุ่มก็ไม่เลิกพูดถึงเรื่องนี้เช่นกัน ” เราไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่วางใจได้ขนาดที่เจ้าจะงีบหลับไปโดยไม่มีใครอยู่ด้วยได้หรอกนะ ”

ความหงุดหงิดรำคาญนั้นเขาเข้าใจ เพราะมันหลายครั้งแล้ว เขาหลบออกมาผู้เดียวท่ามกลางป่าเขาที่เต็มไปด้วยอันตราย แล้วระหว่างที่พยายามดำดิ่งลงไปในความทรงจำเขาจะหลับไปพร้อมๆกับภาพเหล่านั้นที่ปรากฏขึ้น ทั้งที่เขาเองก็จดจำเรื่องราวต่างๆได้แล้ว กระนั้นเขาก็ยังรู้สึกว่าภาพต่อไม่สมบูรณ์ เหมือนมีรายละเอียดบางอย่างที่เขาอาจมองข้ามไป

” อาวดริค ” เสียงนั้นเรียกเขาอีกครั้ง คราวนี้ความหงุดหงิดหายไปแล้ว สิ่งที่เขาได้ยินคือ… ” อาวดริค เจ้าเป็นอะไรหรือเปล่า ”

เขาลุกขึ้น ” เปล่า แค่….มึนหัวนิดหน่อย ไม่มีอะไร ”

” มึนหัว เจ้าไม่สบายหรือเปล่า ”

เขาถอนใจเอือกใหญ่ให้กับตัวเอง เขาไม่เคยบอกซาร์คว่าเขาพยายามทำอะไร เขาบอกเด็กหนุ่มเสมอว่าเขาหลับไป แต่การโกหกเช่นนั้นซ้ำไปซ้ำมามีแต่จะทำให้คนตรงหน้าไม่สบายเท่านั้น ครั้งนี้เขาจึงหันไปทางเด็กหนุ่ม ดวงตาสีเทาสะท้อนแสงจันทร์จางนั้นจนมองเห็นได้ชัดเจนกว่าที่เขาคิดไว้เสียอีก ” ข้าฝันเรื่องเดิมๆมาหลายครั้งแล้ว แต่พอถึงตอนสำคัญก็จะตื่นทุกที ข้าไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน ”

” เรื่องเดิม? เรื่องอะไร ”

” เรื่องนาง ”

แล้วเขาทั้งสองก็เงียบ เป็นความเงียบสั้นๆที่ยาวนานชั่วกัปชั่วกัลป์

” เป็นนางจริงๆหรือ ”

เขายักหน้า ” ข้าเห็นหน้าไม่ชัด แต่ข้ารู้สึกว่าเป็นนาง นางอยู่ในชุดต่างแดน ” อีกครั้งที่เขาเงียบ เพราะไม่รู้เลยจริงว่าคนข้างๆเขาจะว่าอย่างไร ซาร์คเกลียดนางขนาดไหนเขาก็รู้ ความรู้สึกของพวกเขาไม่ได้ต่างกันมากนัก แต่ท่ามกลางความเคียดแค้นจนไม่อาจให้อภัยได้นั้นมีบางสิ่งที่กำลังกรีดร้องให้เขาฟัง ยิ่งเขาไม่สนใจมันยิ่งแจ่มชัด แต่เมื่อตั้งใจมองหา กลับเหมือนมันไม่อยู่ที่นั่น

พวกเขาอาจเพียงแค่เงียบไปแค่นั้น ถ้าไม่ใช่เพราะเด็กหนุ่มถามว่า ” แล้วไงต่อ ”

เขาหันไปมองด้วยความไม่แน่ใจ แต่สายตาที่มองกลับมานั้นต่างจากที่เขาคาดไว้โดยสิ้นเชิง เพราะมันสงบ ไม่ใช่ทั้งความเกลียดและความโกรธ เพียงแค่สงบนิ่งและรับฟัง เพราะอย่างนั้นเขาจึงพูด ” นางถูกขังอยู่ในหอคอยของปราสาทหลังหนึ่งที่ข้าก็ไม่มั่นใจว่าที่ไหน นางกำลังจะพูดบางอย่างกับข้า แต่ข้าไม่เคยได้ฟังเลยซักครั้ง ไม่รู้ว่าเพราะข้าจำไม่ได้เอง หรือเพราะมันเป็นความตั้งใจของนางที่จะไม่ให้ข้าจำได้ ”

” แล้วเจ้าไปหานางทำไม ”

” ข้าไม่รู้เหมือนกัน ” เจ้าชายตอบ ” ข้าเพียงแค่รู้สึกว่าต้องไปที่นั่น แต่อาจเพราะข้าฝันถึงสิ่งนี้หลายครั้งแล้วก็ได้ ข้ากลัวนางมาก แต่ไม่วิ่งหนีจากนาง ”

เขาเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังคาดหวังอะไรขณะที่พูดเช่นนั้น แต่ทันทีที่อีกฝ่ายถอนใจอย่างเหลืออดแล้วลุกขึ้น เขากลับรู้สึกผิดหวังอย่างประหลาด ” นี่ดึกแล้วกลับกันเถอะ ” เด็กหนุ่มบอก เขาเดินนำไปสองสามก้าวแล้วก็หันมา ” นั่งทำอะไรอยู่อีกล่ะ ” ชั่วขณะหนึ่งมันเป็นความงุนงง แต่เขาก็ไม่ได้ลุกขึ้น อีกครั้งที่ซาร์คาเรียถอนใจ เขาเดินกลับมาแล้วเอานิ้วเกี่ยวคอเสื้อลากเขาให้ลุกขึ้น ” ถ้านี่เกี่ยวกับความทรงจำตอนเจ็ดขวบของเจ้าก็กลับไปนอนที่ค่ายได้แล้ว ข้าจะไม่ให้เจ้ามาทุรนทุรายปางตายอยู่ที่นี่คนเดียวหรอกนะ ” แต่อีกครั้งที่เขาเพียงแค่หันไปมองโดยไม่ได้ขยับไม่ได้พูดอะไร เขารู้ดีว่าซาร์คเป็นห่วงเขาเสมอแต่คงมีครั้งนี้ที่ความห่วงใยนั้นชัดเจนบนใบหน้าของเด็กหนุ่มขณะที่เขาสบสายตาแล้วบอกว่า ” ไม่ต้องแล้วนะ ”

เขากะพริบตาด้วยความไม่เข้าใจ

” ไม่ต้องนึกถึงมันแล้ว ” ซาร์คว่าพลางพาเจ้าชายออกเดิน ” ช่างมันว่าระหว่างเจ้ากับนางมันเคยเกิดอะไรขึ้น ข้าไม่อยากรู้ ที่สำคัญคือข้าไม่อยากให้เจ้ามาเสียสติเพราะเรื่องไร้สาระแบบนี้ ”

” ถ้ามันสำคัญล่ะ ” เขาถาม ” ถ้ามันสำคัญมากพอ- ”

” สิ่งเดียวที่อดีตทำได้คืออธิบายปัจจุบัน แต่มันจะไม่เปลี่ยนสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว ไม่ว่ามันจะสำคัญขนาดไหนมันก็ไม่ได้ลบล้างสิ่งที่นางทำ มันจะไม่เปลี่ยนสิ่งที่เราต้องทำ ”

” แต่มันจะเปลี่ยนสิ่งที่เราเลือกจะทำ ” เจ้าชายว่า ” ถ้ามันสำคัญขนาดนั้น มันจะ- ”

เสียงของเขาเงียบหายไปทันทีที่เด็กชายเคาะหน้าผากของเขาเบาๆ ” ถึงสำคัญขนาดเปลี่ยนโลกได้ แต่ถ้ามันเอาเจ้าไป ข้าไม่ยอมหรอก ”

อีกครั้งที่อาวดริคเป็นฝ่ายนิ่ง แต่ครั้งนี้ด้วยเหตุผลที่ต่างกัน และดวงตาของเขาก็บอกเช่นนั้น ” เมื่อกี้เจ้าว่าอะไรนะ ”

” เมื่อกี้อะไร ”

” ที่เจ้าพูดเมื่อกี้น่ะ ”

” ที่ข้าบอกว่าอดีตจะไม่เปลี่ยนอะไรนั่นน่ะเหรอ ”

” ไม่ใช่ ” เขารีบเดินเข้ามาประชิดเด็กหนุ่มทันที ” ตอนที่เจ้าเคาะหน้าผากข้าเจ้าว่าอะไร พูดอีกทีได้มั้ย ”

อาวดริครู้ว่าซาร์คจำได้ เพราะไม่อย่างนั้นเขาคงไม่รีบปฏิเสธพัลวันจนผิดสังเกตขนาดนี้ ” ข้าก็พูดแค่นั้นนี่ ” แล้วเขาก็รีบออกเดินนำกลับไปทางค่ายพักในทันทีโดยไม่ยอมหันกลับมา

ต่อให้พยายามเดินให้เป็นปรกติขนาดไหน แต่เจ้าชายก็ยังรู้ว่าเด็กหนุ่มตั้งใจหนีเพราะเขาต้องจ้ำตามอยู่หลายก้าวกว่าจะเข้ามาได้ใกล้พอจะคว้าแขนข้างหนึ่งไว้ ” ซาร์คาเรีย ” เขาพยายามชะลอฝีเท้าของอีกฝ่ายลงขณะที่บอกว่า ” ซาร์ค ….คือ… ข้าน่ะ… ”

แต่เมื่อเด็กหนุ่มหันมา คราวนี้มือข้างเดิมเคาะหน้าผากเขาเต็มแรงจนต้องร้องโอยลั่น ” เจ้าตื่นได้แล้ว ” แล้วเขาก็หันไปเดินหนีหายไปอย่างรวดเร็วเหมือนเดิม

สำหรับอาวดริค เขาไม่รู้ว่าควรขำหรือร้องไห้ดี ทั้งที่เขามีเรื่องสำคัญจะบอกแท้ๆ แต่เจ้าตัวดันปฏิเสธไม่คิดจะฟังอยู่ท่าเดียว แต่นั่นก็หมายความว่าซาร์ครู้ดีอยู่แล้วเพียงแค่ไม่ยอมรับเท่านั้นหรือเปล่า ” ใจร้ายจริงๆเลย ” เขาบ่นรำพึง ก่อนจะเดินตามไป ส่วนหนึ่งโล่งใจอย่างประหลาด ขณะที่อีกส่วนกลับหนักอึ้งจนรู้สึกเหมือนจะก้าวเท้าออกไปไม่ได้

เมื่อเจอหน้าคีธความคิดแรกของเด็กหนุ่มคือเขาน่าจะหนีไปที่อื่นซะ เพราะคำแรกที่คีธถามคือ ” แล้วอาวดริคล่ะครับ ”

เขานิ่งอึ้งไปชั่วขณะก่อนจะรวบรวมสมาธิตอบไปให้เหมือนปกติที่สุดว่า ” เดี๋ยวคงตามมา ”

แต่เขาต้องบ้าไปแล้วแน่ๆที่คิดว่าคีธจะมองสีหน้าท่าทางของเขาไม่ออก ” เกิดอะไรขึ้นหรือครับ ”

” เปล่า ” ชายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นเป็นสัญญาณชัดเจนว่าเขาไม่เชื่อ และซาร์คก็ไม่มีอะไรจะแก้ต่าง ก็ไม่ได้มีอะไรที่เขาต้องแก้เสียหน่อย ” เจ้านั่นเหมือนจะวุ่นวายกับความทรงจำของตัวเองอีกแล้ว ข้าเลยสวดไปนิดหน่อยก็เท่านั้นแหละ ”

เขาอดโล่งใจไม่ได้ที่คีธไม่ได้ถามอะไรมากไปกว่านั้น ” ที่หายไปคือใช้เวทย์เรียกความจำตัวเองอีกแล้วอย่างนั้นหรือครับ ”

” ไม่หรอก ข้าคิดว่าคงไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนั้น แต่ดูเหมือนเจ้านั้นจะพยายามนึกบางอย่างให้ออกอยู่ ข้ากลัวว่าพยายามมากเกินไปแล้วมันจะแย่พอกันกับการใช้เวทย์คืนความจำก็เท่านั้นเอง ”

เรื่องนั้นชายหนุ่มยักหน้าเห็นด้วย แม้พวกเขาจะไม่มีแสงไฟ แต่ซาร์คกลับรู้สึกเหมือนเห็นคีธกำลังขมวดคิ้วนิ่วหน้าอย่างไม่สบอารมณ์ขณะที่เขาถามว่า ” มีเรื่องอะไรสำคัญขนาดนั้นอย่างนั้นหรือ ”

” เห็นว่าเป็นเรื่องของนาง ”

” นาง? ”

เขายักหน้า ” เจ้านั่นบอกว่ามันเกี่ยวกับบางอย่างที่นางเคยพูด แต่ข้าเตือนไปแล้วว่าอย่าสนใจเรื่องเล็กน้อยแบบนั้น ไม่รู้ว่าจะเชื่อกันบ้างหรือเปล่า ”

เรื่องนั้นคีธเห็นด้วย แต่เขาก็ต้องยอมรับว่าการรอคอยยาวนานเจียนคลั่งนี้สามารถทำให้คนฟุ้งซ่านได้โดยง่ายเช่นกัน” ข้าจะคอยจับตาดูเขาไว้แล้วกันนะครับ ” ชายหนุ่มว่า ” แต่ตอนนี้ข้าว่าท่านไปพักผ่อนก่อนจะดีกว่า นี่ก็ดึกมากแล้ว ”

ถ้าไม่ใช่เพราะรู้จักกันดีเด็กหนุ่มต้องคิดว่าคีธมีเวทย์มนต์แน่นอน เพราะทันทีที่เขาพูดเช่นนั้นหนังตาก็พาลจะปิดเอาเสียให้ได้ ” ก็ดีเหมือนกัน ” เขาว่าก่อนจะยิ้มให้น้อยๆ ” รู้มั้ยคีธว่าเจ้าก็มีส่วนเหมือนแม่ของข้าเหมือนกันนะ ” นั่นทำให้ชายหนุ่มนิ่วหน้าในทันที ก็ควรอยู่ จู่ๆผู้ชายถูกบอกว่าเหมือนแม่ใครซักคนมันก็ฟังดูพิลึกไม่น้อย ” นางบอกให้ข้าเข้านอนทีไร ข้าง่วงหลับได้ทันทีเลย ”

” ‘เจ้าเป็นลูกของนาง’ ”

เสียงพึมพำของอาวดริคทำให้พวกเขาหันในทันที ความง่วงที่มีอยู่เมื่อครู่นี้เปลี่ยนเป็นความตกใจทันทีที่เห็นดวงตาเบิกกว้างอย่างไร้จุดหมายของเจ้าชาย ” อาวดริค ”

” นั่นคือที่นางพูดกับข้า… ” เขาพูด แต่สายตาไม่ได้มองพวกเขา เขายังคงมองอย่างอื่น มองสิ่งที่อยู่ห่างออกไป

” เจ้าเป็นลูกของนาง ” คือสิ่งที่ริมฝีปากแตกพร่านั้นกล่าวกับเขา น่าแปลกที่นางขยับริมฝีปากเพียงน้อยนิดแต่เสียงกับสะท้อนก้องไปทั่ว ” เจ้าเป็นลูกของวิลเฮลมีนา ”

เจ้าชายน้อยทั้งหวาดกลัวและงุนงง แต่พระองค์ก็ยังพาซื่อ ” ท่านน้ารู้จักท่านแม่ด้วยเหรอ ”

” แน่นอน ” แล้วนางก็หันมา นั่นคือตอนที่พระองค์ได้ทอดพระเนตรใบหน้าของนางเต็มตา เค้าโครงนั้นความงดงามเป็นอย่างยิ่ง หากดวงตาของนางช่างเยือกเย็นน่ากลัว ” นางเป็นจอมเวทย์ที่เก่งกาจทีเดียว น่าเสียดายที่เราไม่ได้เป็นเพื่อนกัน ”

” แต่ท่านน้ารู้จักท่านแม่ ทำไมถึงไม่ได้เป็นเพื่อนล่ะ ”

นั่นอาจเป็นครั้งแรกที่มีรอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าของนางขณะที่นางยันตัวขึ้นบนเข่า ร่างแบบบางนั้นโน้มเข้าใกล้ขณะที่นางบอกพระองค์ว่า ” คนเราอาจรู้จักกันแต่อาจไม่ได้เป็นมิตรต่อกัน เหมือนที่เราอาจฆ่าฟันกันได้โดยไม่ได้โกรธแค้นกันเป็นส่วนตัวเลย ” แล้วปลายนิ้วของนางก็สัมผัสแผ่วเบาบนปรางแก้มของเจ้าชายน้อย ขณะที่นางบอกว่า ” ข้าขอโทษด้วยที่ทำให้เจ้าต้องเห็นสิ่งที่โหดร้ายในวันนั้น แต่ข้าไม่มีทางเลือก แม่เจ้าเองก็ผิดที่ให้เจ้าต้องรับรู้ในสิ่งที่นางทำ ” ความจริงแล้วในตอนนั้นพระองค์ยังทรงพระเยาว์ยิ่งนัก ความจริงทั้งหมดนั้นมันเกินกว่าที่เด็กตัวเล็กๆจะเข้าใจ แต่เพราะบางอย่างพระองค์ทรงทราบในทันทีว่าคนผู้นี้….

” นางฆ่าแม่ข้า ”

อีกครั้งที่ทั้งซาร์คและคีธต้องมองหน้ากัน แต่เมื่อเขาหันมา สายตาของอาวดริคก็แสดงความรับรู้อีกครั้งแล้ว

” นางคือจอมเวทย์ที่แม่ของข้าสู้ด้วยในคืนที่สิ้นลม ” แล้วเจ้าชายก็ถอนใจ ” ข้าไม่รู้ว่าเสด็จแม่เห็นนางหรือเปล่า แต่เห็นได้ชัดว่านางเห็นข้า ”

” และนางฆ่าแม่เจ้าต่อหน้าเจ้า ”

มันเป็นความสงสัยที่ทำให้ซาร์คถามออกไปโดยไม่ทันคิด แต่ก่อนที่เขาจะถอนคำพูด อาวดริคก็ยักหน้า นั่นเหมือนยิ่งตอกย้ำความชิงชังของพวกเขาต่อนาง อย่างน้อยนั่นคือสิ่งที่เสียงสบถของเด็กหนุ่มแสดงอย่างชัดเจน สายตาของเขาบอกถึงความรังเกียจขยะแขยงอย่างที่สุด การฆ่าแม่ต่อหน้าลูกคือสิ่งที่เขาเห็นว่าเกินจะรับได้ กับคีธเองก็เช่นกัน แต่เขาเลือกจะแสดงความห่วงใยต่อคนตรงหน้ามากกว่าความชิงชังต่อคนที่อยู่ไกลออกไป ” ข้าว่าท่านพักผ่อนก่อนเถอะ อาวดริค ร่างกายท่านอาจยังไม่แข็งแรงพอก็เป็นได้ ”

แม้เขาจะเชื่อว่าตนเองไม่เป็นไร แต่ความกังวลของคีธก็สมเหตุผลมากพอที่เขาจะไม่เถียง ตอนนี้สถานการณ์อันตรายเกินกว่าที่พวกเขาจะยอมเสี่ยงกับคนเจ็บได้แล้ว กระนั้นเขากลับรู้สึกว่ามันยังคงมีอย่างอื่นอีก อย่างอื่นที่เขาต้องนึกให้ออก

***

แสงไฟจากคบถูกดับลงไปเสียนานแล้ว กระนั้นผู้ที่อยู่ในห้องกลับไม่มีท่าทีง่วงงุนเลยแม้เพียงน้อยนิด ในแสงจันทร์นั้นนางเพียงแค่นั่งอยู่เบื้องหน้ากระจกบานใหญ่ ใบหน้าไม่ขยับแม้เพียงน้อยขณะที่สายตาเพิ่งมองเข้าไปในกระจกราวมันจะมีคำตอบให้แก่ความสงสัยของนาง

” กระจกวิเศษ บอกข้าเถิด ” นางกล่าว ใบหน้านั้นยังคงไร้รอยแย้มยิ้ม ” ตอนนี้เจ้าชายอยู่แห่งใด ”

สิ่งที่สะท้อนกระจกออกมามีเพียงความมืด ไม่มีแสงใดลอดมาจากบานสีคล้ำเข้มนั้น นางมองไม่เห็นเขาอีกแล้ว

” หรือเขาจะป้องกันเวทย์ของข้าไว้ ” นางพึมพำ แต่เป็นไปได้หรือ หรือมันเป็นเพราะกระจกของนางไม่อาจเห็นได้ทุกสิ่ง

มันไม่เคยแสดงภาพที่นางปรารถนาอย่างสุดใจจะเห็นเลยซักครั้ง

” แต่เจ้าก็ไม่เคยบอกข้าว่า’เขา’อยู่ที่ใด ” นางกล่าวกับกระจกนั้นราวกำลังจะต่อว่าต่อขาน แต่ทั้งหมดที่สะท้อนออกมามีเพียงใบหน้าสล้างงดงามที่กำลังบิดเบี้ยวด้วยความกังวลเท่านั้น เมื่อสิบหกปีก่อนนางก็ทำเช่นนี้ คืนแล้วคืนเล่าที่นางนั่งอยู่หน้ากระจก อ้อนวอนจนแทบจะร่ำไห้ แต่ทั้งหมดที่นางได้เห็นคือความวุ่นวายของสนามรบ และภาพสุดท้ายเลือนลางอยู่ไกลๆของบุคคลที่นางค้นหา

ฉับพลันนั้นเองที่ภาพนั้นปรากฏบนกระจกอีกครั้ง ใบหน้าที่คุ้นตา เรือนผมสีดำยาวสยายขณะที่ร่างนั้นควบขี่อาชาที่มีใบหน้าราวปีศาจ นั่นคือใบหน้าสุดท้ายที่กระจกแสดงให้นางได้ดู ก่อนที่ภาพจะหายไป

ครั้งนี้มันเลือนไปเป็นอีกภาพหนึ่ง ภาพของชายหนุ่มที่ดูเยาว์วัยกว่านั้นมากและต่างจากคนๆนั้นมาก หากชายบนอาชาคือสีดำของยามราตรี ชายหนุ่มผู้นี้คือสีเงินของแสงจันทร์

” พอที! ” นางกล่าวขณะที่ลุกขึ้น น้ำเสียงนั้นกร้าวแข็งทรงพลังทั้งที่นางทราบดีว่ากระจกไม่มีวันรับรู้ ทั้งหมดที่มันจะทำก็เพียงลบภาพทิ้งไปเท่านั้น ที่นางทำได้จึงเป็นการนั่งลงแล้วถอนใจ เหนื่อยหน่ายต่อความอ่อนแอของตน ทั้งที่เบื้องหน้านางมีอุปสรรคขวากหนามมากมาย แต่ทำไมเสี้ยนหนามสำคัญนางถึงไม่อาจกำจัดได้

ของสำคัญที่นางอยากได้ ไม่เคยได้มาโดยง่ายเลยซักครั้ง

ทันใดนั้นเองเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ตามด้วยเสียงแผ่วเบาที่นางกำนัลของนางที่เหมือนกำลังโต้เถียงกับบุคคลที่มาเยือน แต่คนผู้นั้นเหมือนจะไม่ฟัง ยังคงเคาะต่อไป นางจึงลุกขึ้น จัดเสื้อผ้าเส้นผมให้เรียบร้อย คลุมร่างด้วยเสื้อคลุมหรูหราวิจิตรของพระราชินี แล้วก้าวออกไป แค่พริบตานางก็เป็นราชินีแห่งไลน์อีกครั้ง ” มีเรื่องอะไรอย่างนั้นหรือ ” พระนางตรัส เมื่อประตูเปิดออก และนางกำนัลรวมทั้งผู้มาเยือนต่างถอยออกห่างแล้วทำความเคารพพระนาง เมื่อทอดพระเนตรเห็นดยุคแห่งโดบรัมผู้มีท่าทางรีบร้อนพระนางก็พลันแย้มพระโอษฐ์ดูผ่อนคลายลงในทันที  ” ท่านนี่เองคลอเดียส ท่านมาเยือนในยามวิกาลคงมีเรื่องด่วนมากสินะ ” แล้วพระนางก็ถอยห่างจากบานประตูเป็นการเชื้อเชิญให้ดยุคหนุ่มเข้ามา คลอเดียสเหมือนจะลังเลใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตามเสด็จเข้าไปพร้อมเหล่านางกำนัลทั้งหลายขององค์ราชินีที่แทบจะยืนอยู่ระหว่างพระนางและดยุคหนุ่มทุกครั้งที่มีโอกาส

แต่ทั้งสองมิได้ใส่ใจนักในเมื่อธุระที่อยู่ตรงหน้านั้นสำคัญกว่าเป็นไหนๆ “ พระอาญาไม่พ้นเกล้า ข้าพระองค์เพิ่งได้ข่าวเข้ามาจากทางตะวันตกว่าเจ้าชายแห่งเวสต์เวลล์ พระโอรสองค์เล็กของราชาเอ็ดมันด์หนีรอดจากการสังหารหมู่ราชวงศ์มาได้และกำลังรวบรวมกองกำลังอยู่ในเขตแดนของไลน์พะยะคะ ข้าพระองค์ต้องบังอาจเข้ามากราบทูลเนื่องจากเกรงว่าข่าวนี้อาจทำให้กองกำลังในเวสต์เวลล์พยายามเข้ามาค้นหาเจ้าชายที่ว่าพะยะคะ “

ตลอดเวลานั้นพระนางก็เพียงประทับรับฟังอย่างสงบ หากความหม่นหมองบนสีพระพักตร์นั้นชัดเจนจนเหล่านางกำนัลต้องแอบค้อนดยุคแห่งโดบรัมฐานนำเรื่องชวนกลัดกลุ้มพระทัยมากราบทูลในเวลาเช่นนี้ แต่พระนางเองก็ทรงทราบว่าเรื่องเช่นนี้จะรออยู่นานไม่ได้ “ พวกนั้นเข้ามาแน่ จะเร็วจะช้าก็เท่านั้น “แล้วพระนางก็เสด็จไปยังโต๊ะทรงพระอักษรในทันที “ อย่างเดียวที่เราทำได้คือต้องเร็วกว่า ข้าจะเขียนคำสั่งอนุญาตให้ประหารใครที่ตามที่น่าสงสัยที่ข้ามชายแดนเข้ามาโดยไม่ต้องสอบสวน ที่เหลือที่ตามหาว่าต้นตอของข่าวลือนั้นมาจากที่ใด”

“ เรื่องนั้นข้าพระองค์ให้คนไปสืบหามาบ้างแล้วพะยะคะ “ ดยุคแห่งโดบรัมตอบ “ดูเหมือนต้นตอของข่าวลือจะอยู่ลึกเข้ามาในประเทศ ในเมืองหลวงนี้ก็มีข่าวทั้งหลายกระแสเกี่ยวกับเจ้าชายแห่งเวสต์เวลล์ บ้างก็ว่า พระองค์กำลังรวบรวมไพร่พลเพื่อกลับไปกอบกู้เวสต์เวลล์ แต่ตอนนี้ข่าวที่ลือกันมากที่สุดคือที่ข่าวนี้เพิ่งเริ่มแพร่ไม่นาน เพราะแท้จริงแล้วเจ้าชายซ่องสุมกำลังคนเพื่อโจมตีไลน์และต้องการให้กำลังของอดีตอาณาจักรเวสต์เวลล์เข้าร่วมด้วย ” แล้วชายหนุ่มก็เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะกราบทูลต่อไปว่า “ ข้าพระองค์ขอบังอาจกราบทูล แต่ในเวลาเช่นนี้ที่ทั้งพระราชาทรงประชวรหนักและองค์รัชทายาทสาปสูญ พระองค์คงต้องแต่งตั้งรัชทายาทแล้วกระมังพะยะคะ ”

เมื่อสดับเช่นนั้นพระนางก็ถอนพระทัยน้อยๆ ” ยังก่อนคลอเดียส ”

พระนางยังคงประวิงเวลาและนั่นทำใหดยุคหนุ่มร้อนใจ ” แต่เวลาแห่งความมั่นคงนั้นลดน้อยลงเต็มแก่แล้วนะพะยะคะ หากข่าวเรื่องพระอาการประชวรแพร่ไปถึงเวสต์เวลล์กับกาลัทเทียร์เมื่อไหร่ ทั้งสองต้องเตรียมตัวโจมตีเราแน่ และถ้าประเทศของเราระส่ำระสายเพราะไร้รัชทายาทแล้วล่ะก็- ”

” เรื่องนั้นไม่เป็นไรหรอก คลอเดียส ท่านวางใจได้ ” พระนางรับสั่งก่อนจะยกพระหัตถ์ขึ้นลูบใบหน้าของชายหนุ่มเบาๆราวกำลังปลอบใจ พระอิริยาบถนั้นอาจนำมาซึ่งความไม่พอใจในหมู่นางกำนัลที่รอสนองรับใช้ในที่นั้น แต่กับคลอเดียสสิ่งเดียวที่เขาห่วงกังวลคือพระนางผู้เลอโฉมที่ประทับอยู่ตรงหน้า ความคิดที่ว่าอันตรายอาจเกิดขึ้นกับพระนางนั้นทำให้เขาไม่อาจอยู่เฉยได้ ดยุคหนุ่มประคองพระหัตถ์ข้างนั้นขึ้นจุมพิตในทันที

” หากประเทศเป็นอันล่มสลาย พระนางจะทรงเป็นอันตราย ข้าพระองค์คงไม่อาจยอมเช่นนั้นได้ ”

” ไลน์จะไม่ล่มสลายหรอกคลอเดียส ” พระนางตรัสพลางช้อนปลายคางของชายหนุ่มซึ่งก้มหน้าต่ำให้สบสายพระเนตรของพระองค์ ” ประเทศนี้จะไม่เป็นไร ต่อให้ไม่มีราชาหรือรัชทายาท เพราะเจ้าอย่าได้ลืมว่าไลน์ยังมีข้า ”

กระนั้นความกังวลบนใบหน้าของท่านดยุคก็มิได้น้อยลง เขาเพียงแค่ปลงใจว่าคงไม่อาจเปลี่ยนพระทัยของพระนางได้ เขาจึงเพียงรับพระราชสาสน์ด้วยลายพระอักษรถึงเหล่าแม่ทัพผู้รักษาชายแดนตะวันตกแล้วถวายบังคมลาไป เมื่อดยุคแห่งโดบรัมลับตา นางกำนัลผู้ยืนเงียบอยู่ตั้งแต่เมื่อครู่จึงขยับกายเข้ามากราบบังคมทูลถามพระนางว่า ” พระอาญาไม่พ้นเกล้า พระองค์รีบเข้าบรรทมเถิดเพคะ คืนนี้ดึกนักแล้ว อดนอนจะทำให้พระวรกายทรุดโทรมนะเพคะ ”

ตอนนั้นเองพระราชินีจึงยักพระพักตร์และแย้มพระโอษฐ์เป็นครั้งแรกนับแต่เย็นวันนั้น ” ขอบใจเจ้ามากนะ ” แล้วพระนางก็ถอนพระทัย ” ถ้าเพียงข้าจะหลับลงได้ก็ดีอยู่หรอก ”

” เช่นนั้นพระนางโปรดจะเสวยสิ่งใดหรือไม่เพคะ หม่อมฉันอุ่นนมร้อนๆมาถวายมั้ยเพคะ ”

” ไม่ล่ะ ข้าขอไวน์ดีกว่า ” พระนางตรัสก่อนจะเสด็จเข้ายังห้องพระบรรทม แต่ก่อนประตูจะปิดลงพระนางก็ราวจะนึกขึ้นได้ ” ไม่ เอาเป็นนมม้าหมักจากกาลัทเทียร์แล้วกัน เจ้าช่วยอุ่นให้หน่อยได้มั้ย ”

” เพคะ ” นางกำนัลผู้นั้นรับพระราชโองการแล้วรีบถลันออกไปทันที

***

เครื่องดื่มเดียวที่ช่วยให้รู้สึกอบอุ่นขึ้นได้ในตอนนี้คือเบียร์อย่างเลวและกองไฟที่จุดแค่พอให้ถ่านคุส่งไอร้อนและแสงเรื่อๆสีแดงออกมา ไม่มีใครอย่างเสี่ยงก่อเปลวไฟ แม้แต่ควันก็ยังไม่อยากจะให้เกิดแม้แต่น้อย แต่การมีชีวิตอยู่ในตอนนี้ก็นับว่าดีมากแล้ว พวกเขาจะเคลื่อนไหวบุ่มบ่ามไม่ได้ ดังนั้นแม้พวกเขาจะต้องทรมานขนาดไหนก็ยังเคลื่อนไหวไม่ได้ ” ยังไม่มีสัญญาณจากโจอีกหรือ ” คือคำรำพึงของเจ้าชายขณะที่นั่งจิบเบียร์ด้วยความพยายามจะให้ตนเองใจเย็นลง

แต่นั่นก็ยังยาก และคีธเองก็ดูออก ” ตอนนี้โจเองก็พยายามเต็มที่แล้วเพื่อให้ข่าวกระพือออกไป แต่เขาเองก็ต้องระวังตัว ถ้าถูกนางจับได้พวกเราเองก็จะจบเช่นกัน ”

อาวดริคฟังเช่นนั้นก็ยักหน้า เขารู้ ทำไมจะไม่รู้ แต่มันก็ยังยากจะทำใจให้สงบได้ ” ยิ่งเวลาผ่านไปไลน์ยิ่งอ่อนแอ ” เขาว่าก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาเด็กหนุ่ม ” เราเองก็จะยิ่งอ่อนแอ ”

ซาร์คไม่ได้จะตอบรับ ไม่ได้สบสายตา แค่ค่อยๆละเลียดเบียร์ในถ้วยของเขาอย่างช้าๆ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเด็กหนุ่มละเลยไม่รับรู้ว่าตอนนี้พวกเขาอ่อนแอลงมากเพียงใด อันที่จริงซาร์คคือคนที่รู้ดีที่สุดว่าเวลาของพวกเขากำลังลดน้อยลงทุกที ยิ่งวันเวลาผ่านไปความกดดันที่กำลังทำลายชาวบ้านสุดท้ายก็จะทำลายพวกเขาด้วยเช่นกัน

” เจ้าอยากไปต่อโดยไม่รอโจอย่างนั้นหรือ ” ผู้เป็นหัวหน้ากล่าวขึ้นราวจะปล่อยให้มันลอยไปตามสายลม

” ก็อาจจะดีกว่าอยู่เฉยๆ ” เจ้าชายตอบ

ซาร์คเหลือบสายตามองคีธครู่หนึ่งราวจะดูปฏิกิริยาของชายหนุ่มต่อข้อเสนอนั้นแล้วก็ก้มหน้ามองกองไฟตามเดิม ” ถ้าแผนโจมตีของพวกเรายังไม่ชัดเจนรีบไปก็ยิ่งจะมีแต่ลำบาก เราต้องรู้ว่านางกำลังสนใจตะวันตก ไม่อย่างนั้นเราอาจเสียเพื่อนพ้องไปก่อนจะทันได้ลงมือ ”

และอาวดริคเองก็รู้ เพียงแต่เขาร้อนใจเกินกว่าจะทนเฉยได้ ” ถ้าอย่างนั้นข้าจะไปก่อน ”

เด็กหนุ่มถลึงตาในทันที ” เจ้าจะบ้าเรอะ ”

” ถ้าข้าล่วงหน้าไปก่อนก็สามารถวางแผนการที่รัดกุมสำหรับการโจมตีไว้ก่อนหน้าได้ พวกเจ้าที่ตามมาทีหลังก็ไม่ต้องเสี่ยง ”

” แต่ผู้คนรอบปราสาทไลน์รู้จักเจ้า ต่อให้เจ้าไปจมโคลนที่ไหนมาพวกเขาก็ยังจำเจ้าได้แน่นอน ”

หลังจากฟังการโต้เถียงนั้นอยู่ครู่หนึ่ง คีธจึงแทรกขึ้น ” ข้าไปเอง ” คราวนี้พวกเขาทั้งสองต้องเป็นฝ่ายหันบ้าง แต่ก่อนที่พวกเขาจะทันออกปากคัดค้าน คีธก็รีบบอกทันทีว่า ” ไม่มีใครรู้จักข้าที่ปราสาทไลน์ ”

” ยกเว้นคลอเดียส ชาล็อตต้า ”

ชื่อนั้นไม่ได้ทำให้ชายหนุ่มสะท้าน ” คนอย่างคลอเดียสไม่ออกมาเดินถนนเดียวกับคนเดินดินหรอก ยังไงเป็นข้าไปก็ยังปลอดภัยว่าท่านสองคนไปอยู่ดี ”

คราวนี้เป็นซาร์คที่ท้วงขึ้นบ้าง ” เจ้านั่นคงไม่เจอเจ้าหรอก แต่… ”

แม้พูดไม่จบ แต่มีหรือที่คีธจะไม่เข้าใจ มันทำให้ชายหนุ่มยิ้มน้อยๆ ” ข้าเคยผิดคำสั่งของท่านมั้ยครับ ท่านซาร์ค คำสั่งของท่านคือสิ่งที่ข้าจะรักษาไว้เท่าชีวิตของข้า ถ้าท่านไม่ต้องการให้ข้าแตะต้องคลอเดียส ชาล็อตต้า ต่อให้เขากำลังคลานเหมือนหนอนเน่าใกล้ตายตรงหน้าข้า ข้าก็จะไม่ฆ่าเขา ”

กระนั้นความกังวลก็ยังเต็มเปี่ยมบนใบหน้าของซาร์ค เขารู้ว่าคีธจะไม่ละเมิดคำสั่งของเขา ไม่มีอะไรทรงพลังต่อคีธมากเท่าคำพูดของเขา แต่ทว่า…

” เจ้าเป็นมนุษย์นะ ” ชายหนุ่มได้แต่มองเขานิ่งขณะที่เด็กหนุ่มต้องถอนใจ ” ถึงข้าจะสั่งให้เจ้าทำตามที่ข้าต้องการ แต่ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ไม่อาจสั่งใจของเจ้าได้ ความเกลียดของเจ้าต่อเขาข้าไม่อาจลบมันให้หายไป ดังนั้นแม้เจ้าจะฆ่าเขา เจ้าก็ไม่ได้ผิด และข้าก็ไม่มีสิทธิไปบอกว่าเจ้าผิดด้วย ข้าตัดสินเจ้าไม่ได้ ” แล้วคำพูดของเขาก็ค้างอยู่เพียงเท่านั้น ดวงตาสีเทาเสมองไปทางอื่นขณะที่อังมือเข้ากับไออุ่นจากถ่านคุไฟ ในหัวของเขากำลังคิดไปต่างๆนานาขณะที่ความหนาวเย็นคืบคลานเข้ามาทุกขณะ

จะช้าอยู่ไม่ได้แล้ว

” ข้าจะพาเพื่อนไปด้วยซักคน คนแค่สองคนไม่น่าเป็นที่สังเกต ” คีธตอบก่อนจะหันไปทางเจ้าชาย ” ข้ารู้ว่าท่านคงไม่ชอบใจ แต่ตอนนี้ข้าให้ท่านไปเสี่ยงไม่ได้ ท่านสำคัญต่อเราในการต่อกรกับนาง นอกจากท่านแล้วข้าไม่คิดว่ามีใครอื่นอีกที่ทำได้ ”

” เพราะอย่างนั้นข้าถึงจะไปเองยังไงล่ะ ” เจ้าชายตอบ ” เจ้าไม่ได้รู้จักปราสาทหลังนั้นดีเท่าข้า ถ้าข้าเป็นคนไปเอง- ”

” ข้าบอกแล้วว่าเราทำอย่างนั้นไม่ได้ ” คีธย้ำอีกครั้ง ” ข้าต้องถามอีกหลายเรื่องจากท่านแต่ข้าให้ท่านไปด้วยไม่ได้ ท่านจะเข้าใกล้ที่นั่นไม่ได้จนกว่าจะถึงเวลาที่เราโจมตี อยู่ที่นี่รอสัญญาณจากโจ- ”

” ถ้ามันไม่มีวันมาถึงล่ะ ” เป็นคำถามจากซาร์ค คำถามที่ถามอย่างไร้อารมณ์เสียจนพวกเขาต้องแปลกใจ แต่ไม่หรอก คำถามนั้นมีเพียงความรู้สึกเดียวเท่านั้นที่แฝงอยู่ มันคือความรู้สึกเดียวกันกับที่สะท้อนในดวงตาของพวกเขายามที่สบตากัน

ความกลัว

***

ชายหนุ่มพยายามทรงกายขึ้น แต่มันยากทีเดียวเมื่อมือของเขาถูกล่ามไว้แน่นหนากับนอร์ธบีสท์ที่กำลังเดินโดยไม่มีท่าทีว่าจะหยุด แม้จะมีคนถูกผูกติดกับตัวมันมันก็ไม่สะดุ้งสะเทือนราวกับว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของโกลนที่อยู่บนตัวมัน คนถูกล่ามเสียอีกที่เริ่มจะเดินต่อไปไม่ไหวเสียแล้ว

” ยอๆ ” เสียงชายบนหลังม้าดังขึ้นขณะที่เขานำม้าให้หยุดแล้วหันมา ” เจ้าจะบอกได้หรือยังว่าข่าวของเจ้ามาจากไหน ”

” ข้าได้ยินมาอีกที ” เขาตอบ ” แต่ข้าจำไม่ได้แล้วจริงๆว่ามันมาจากใคร ”

” โอ้ อย่างนั้นเหรอ ” ทหารม้าผู้นั้นกล่าวก่อนจะหันม้ามา ” แต่ข้าได้ยินมาว่าต้นตอของข่าวอาจจะเป็นเจ้านะ ”

” ไม่ใช่หรอก ข้าจะเป็นต้นตอได้ยังไง ข้าอยู่ที่หมู่บ้านนี้มานานแล้ว ข้าไม่รู้อะไรมากไปกว่าเรื่องแถวๆนี้หรอกครับ ”

” มีพ่อค้าบอกข้าว่าเจ้าเคยเสนอขายเข็มกลัดอัญมณีสูงค่ากับเขา บางคนบอกว่าเจ้าขายสร้อยบ้าง จานกระเบื้องราคาแพงบ้าง ” แล้วทหารผู้นั้นก็ยิ้มกริ่ม ” เจ้าดูจะมั่งคั่งมากกว่าที่ควรจะเป็นนะ โจ ”

ถ้าไม่มีฝุ่นดินและรอยฝาดเลือดบนใบหน้าจากการดิ้นรนยาวนาน ทหารม้าผู้นั้นคงเห็นใบหน้าของชายหนุ่มซีดเผือด เขาจ้องมองและพยายามอย่างหนักที่จะหาคำอธิบาย ” ข้าขุดเจอมัน ”

” ขุดเจอ? ที่ดินแถวนี้งอกเงินงอกทองได้สินะถึงสามารถขุดเจอของมีค่าแบบนั้น ” แล้วเขาก็หัวเราะ ” ปากแข็งต่อไปเถอะ ถ้าเจ้ากล้าปากแข็งกับพวกข้า ก็ปากแข็งให้ได้แบบนี้ต่อหน้าท่านดยุคและพระราชินีก็แล้วกัน ”

คราวนี้ต่อให้มีทั้งดินและฝาดเลือด ทหารม้าผู้นั้นก็เห็นใบหน้าของนักโทษของเขากลายเป็นสีขาวเผือด ชายหนุ่มเพียงแค่ก้มหน้าลงไม่อาจพูดสิ่งใดเมื่อเขารู้ถึงชะตากรรมมาถึง

สิ่งที่เขาคิดถึงในตอนนั้นคือหัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่า และเจ้าชายอ่อนหัดที่เขาหวังให้ช่วยประเทศนี้ไว้ให้ได้

***

ดวงอาทิตย์ของวันนั้นจมหายไปแล้ว ใจของเขาหนักอึ้งขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้เมื่อแสงสุดท้ายลับไป นี่จะเป็นอาทิตย์ตกดินครั้งสุดท้ายที่เขาจะได้มองจากยอดเขานี่ก่อนที่เขาจะต้องเข้าถ้ำเสือ ถ้ำที่ล้อมรอบรังของนางพญาที่เรียกกันว่าปราสาทแห่งไลน์ เขาเป็นคนออกมาปากเองว่าวิธีนี้น่าจะปลอดภัยที่สุด แต่เอาเข้าจริงเขาเองก็ไม่มั่นใจว่ามันจะปลอดภัยซักแค่ไหน เขาไม่รู้อะไรมากนักเกี่ยวกับปราสาทหลังนั้นนอกจากการบุกเมื่อคราวที่เข้าไปช่วยเจ้าชายและรายละเอียดอื่นๆที่อาวดริคเล่าให้เขาฟัง

แต่ปราสาทไลน์อาจไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่สุดในตอนนี้ เมืองทั้งเมืองรอบข้างนั่นต่างหากคือสิ่งที่เขาต้องจัดการ

” คีธ ”

เสียงอันเยาว์วัยที่เรียกหาทำให้เขาหัน ไม่ห่างออกไปคือหัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่าซึ่งถือมีดเล่มเล็กอยู่ในมือด้วยท่าทีเหมือนเด็กที่ไม่แน่ใจนักว่าตัวเองควรทำอย่างไร

เขาจึงทำเช่นทุกครั้ง นั่นคือยิ้ม ” มีอะไรหรือครับ ท่านซาร์ค ”

เด็กหนุ่มเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะถามว่า ” เจ้าจะไปพรุ่งนี้แล้วใช่มั้ย ”

” ใช่ ” เขาตอบ

อีกครั้งที่เขาเงียบไป เหมือนลังเลใจว่าควรพูดอย่างไร ” เจ้าว่างตัดผมให้ข้าหรือเปล่า ”

นั่นทำให้ชายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นในทันที พวกเขารู้จักกันมาตั้งกี่ปี ตลอดเวลานั้นซาร์คไม่เคยขอให้เขาตัดผมให้ ไม่สิ ซาร์คไม่เคยกระทั่งคิดจะตัดผมเลยต่างหาก แต่ก็เช่นทุกครั้งที่เขารับคำบัญชาที่มาจากคนผู้นั้น เขาผายมือให้เด็กหนุ่มนั่งลงตรงหน้าเขา ” ทำไมถึงตัดเสียละครับ ” เขาถามขณะที่คลายมัดผมออก ปล่อยให้เส้นผมสีแดงนั้นสยายยาวลงปรกบ่า ยาวเสียจนทำให้เสียดายที่ต้องตัดมันทิ้ง ปลายนิ้วของเขาสางเส้นที่พันกันยุ่งนั้นออก สางจนกระทั่งไม่มีตรงไหนติดกันอีก

แต่จนถึงตอนนั้น ซาร์คก็ยังไม่ตอบเขา ยิ่งเขามองดูเรือนผมทอดตัวลงตามแนวแผ่นหลังเขายิ่งเสียดายจึงอดไม่ได้จริงๆที่จะถามอีกครั้ง ” จะตัดจริงๆเหรอครับ ทั้งที่ไว้มาตลอด ”

” ข้าไม่ได้ตั้งใจจะไว้หรอก ” เด็กหนุ่มตอบในที่สุด

” ข้าเคยจะตัดให้ครั้งหนึ่ง ท่านก็ไม่ยอม ”

” นั่นนานมากแล้วนะ ”

” ใช่ ตั้งแต่ก่อนเหยี่ยวป่าจะเข้มแข็งได้ขนาดนี้ ”

ก่อนหน้าทุกอย่าง

” มันกำลังจะจบแล้ว ”

นั่นทำให้คีธเงยหน้าขึ้นทันที

” ในที่สุดมันก็กำลังจะจบแล้ว ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร นี่จะเป็นการเดิมพันสุดท้ายแล้ว ” แล้วเด็กหนุ่มก็หัวเราะน้อยๆให้ตัวเอง ” มันตลกดีที่ข้าออกจากบ้านมาเพื่อทำให้มันจบ แต่ต้องใช้เวลายาวนานเสียจนผมของข้ายาวออกถึงเพียงนี้ก่อนที่ข้าจะเผชิญหน้ากับนาง ”

คมมีดตัดผ่านผมปอยหนึ่งไปโดยไม่ยากเย็น ขณะที่ชายหนุ่มถามว่า ” เหนื่อยมั้ยครับ ”

เด็กหนุ่มยักหน้า มันอาจเป็นครั้งแรกที่เขายอมรับ แม้จะในความเงียบก็ตาม

ผมอีกปอยร่วงลงไปบนพื้น

” ข้าอยากรู้สึกเหมือนตอนนั้นอีกซักครั้ง ” ผู้เป็นหัวหน้ากระซิบ ” ข้าอยากมีพลังเหมือนตอนนั้น มีความฝันเหมือนตอนนั้น ข้าไม่อยากจะลืมความรู้สึกที่ข้ามีในตอนนั้น ”

ผมร่วงลงอีกปอย และอีกปอย

” ท่านไม่ได้เสียมันไปหรอก ”

เสียงกระซิบนั้นทำให้ซาร์คหัน แต่ก็แค่น้อยๆ

” ข้ารู้ว่าท่านเหนื่อย และหลายครั้งก็ท้อ แต่ท่านไม่เคยล้ม ความฝันที่ท่านหยิบยื่นให้พวกเราไม่เคยมอดไปจากดวงตาของท่าน ” ชายหนุ่มกล่าว มีดยังคงตัดเอาปอยผมออกไป ” ท่านเพียงแค่โตขึ้น อารมณ์และพลังที่พลุ่งพล่านอาจจะไม่มากเหมือนเก่า แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพลังของท่านลดน้อยลง ท่านยังเหมือนเดิม หรืออาจจะยอดเยี่ยมกว่าเดิมด้วยซ้ำ ”

แม้ซาร์คจะไม่ได้หันมา แต่บางอย่างบอกคีธว่าเด็กหนุ่มกำลังก้มหน้าหนีเขาด้วยใบหน้าแดงเรื่อจากความเก้อเขิน ” ยอกันเข้าไป ”

นั่นทำให้ชายหนุ่มหัวเราะ ” ข้าไม่ได้ยอ ข้าหมายความตามนั้นจริงๆ ” แล้วเขาก็เล็มไปอีกปอย ” เหยี่ยวป่ารวมกันอยู่ได้ใต้ปีกของท่าน ถ้าไม่ใช่เพราะความฝันและพลังในตัวท่าน แล้วจะมีสิ่งใดที่ดึงพวกเราเอาไว้ด้วยกันได้อีกเหรอ ”

แม้ไม่อยากยอมรับ แต่หัวใจของเขากำลังพองโตเพราะคำพูดนั้นอย่างช่วยไม่ได้ กระนั้นส่วนหนึ่งในตัวเขาก็ยังเตือนว่ามันอาจไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย ความจริงที่ทั้งหมดยังยึดอยู่ด้วยกันได้อาจเพราะคีธ ” ไม่คิดว่ามันเป็นเพราะเจ้าบ้างเหรอ ”

นั่นทำให้ชายหนุ่มชะงัก ” ทำไมถึงคิดอย่างนั้นล่ะครับ ”

” เจ้ารู้มากกว่าข้าว่าเราควรจะทำอย่างไร ” เขาตอบขณะที่หันกลับมาให้คีธตัดปอยผมด้านหน้าของเขา ” เจ้าเคยอยู่กับกองโจรจริงๆ กองโจรที่ใหญ่ขนาดที่ต้องใช้กองทัพในการปราบ เจ้าเคยเป็นคนโปรดของหัวหน้าพวกนั้น เจ้ารู้และเข้าใจอะไรหลายอย่างที่ข้าไม่รู้ ถ้าไม่มีเจ้า ข้าเองก็ไม่รู้ว่าจะสร้างเหยี่ยวป่าขึ้นมาได้ยังไง ”

อีกครั้งที่ปอยผมร่วงลงบนพื้น และครั้งนี้เขาได้มองมัน มองอดีตที่กำลังหลุดลอยไป

” ข้าคงไม่เรียกตัวเองว่าคนโปรดหรอกครับ รอบข้างแช็ดมีคนเก่งมากมายไปหมด ข้าแค่เป็นสัตว์เลี้ยงที่เขาเอ็นดูเท่านั้น ” หลังจากตัดเสร็จไปข้างหนึ่งเขาก็หันไปหาอีกข้าง ” ความจริงในกองโจรนั้นมีคนที่เก่งกว่าแช็ดอยู่หลายคน แต่ไม่มีใครคิดจะขึ้นเป็นใหญ่ ไม่มีใครคิดจะตีตนออกห่าง ทำไมรู้มั้ยครับ ”

อีกปอยร่วงไป

” เพราะแช็ดซื้อใจของพวกเขาไปหมดแล้ว ” คีธตอบ ” แช็ดเป็นผู้นำที่ไม่มีใครแทนได้เพราะหัวใจของทุกคนอยู่ที่เขา ทุกคนทำเพื่อเขาโดยไม่คิดด้วยซ้ำ ท่านเองก็เป็นสิ่งนั้นสำหรับเหยี่ยวป่า ข้าถึงได้บอกท่านเสมอว่าอย่าวอกแวกอย่าถอย อย่าทิ้งพวกเรา สิ่งที่ร้ายกาจที่สุดที่ท่านจะทำกับพวกเราได้คือทรยศหัวใจที่เรามอบให้ท่าน ”

ปอยสุดท้ายร่วงหล่นไป แล้วภาพตรงหน้าคีธก็เหมือนจะเปลี่ยนไป คนตรงหน้าเขาไม่ใช่หัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่าที่เขาคุ้นเคยรับใช้มาหลายปี แต่เหมือนทุกอย่างจะย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้น เมื่อเขาจับตัว ซาร์คาเรีย เซเนดัล เมริสมา ไว้ได้

ประกายตานั้นไม่เคยเปลี่ยนไปเลยจริงๆ

” ข้าไม่มีวันทำแบบนั้นเด็ดขาด ” เด็กหนุ่มตอบ ดวงตาสีเทาคมกริบจ้องมองเขาจะใต้แนวผมที่ตัดให้สั้น ” ข้าไม่มีวันหันหลังให้ความฝันของพวกเรา ”

….ของพวกเรา

เขาเอื้อมมือไปลูบศีรษะนั้นเบาๆ ปล่อยให้สัมผัสของเส้นผมละเอียดวิ่งผ่านมือของเขาไป เหมือนครั้งที่เขาลูบหัวเด็กชายที่เขาจับตัวไว้ตอนนั้น ตอนที่ซาร์คบอกว่าเขาจะลองเปลี่ยนโลกเหม็นเน่านี้ด้วยมือตัวเองซักครั้ง ดวงตาสีเทาในตอนนั้นเปล่งประกายเหมือนตอนนี้ไม่มีผิดเพี้ยน

” ท่านต้องทำได้แน่ ” คือสิ่งที่เขาพูดทั้งตอนนั้นและตอนนี้

***

TBC in Book III

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: