A Fairytale: จนฟ้ารุ่งราง บทที่ 1

Title: A Fairytale
Book III: จนฟ้ารุ่งราง (Another Dawn)
Author: vekin
Rate: PG-13
Warning: คนเขียนอ่อนคำราชาศัพท์เป็นอย่างยิ่ง ต้องขออภัยในความผิดพลาดมา ณ ที่นี้
***บุคคล เหตุการณ์และสถานที่ในเรื่องล้วนสมมติขึ้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องพาดพิงกับบุคคลและเหตุการณ์จริงแต่อย่างใด***

Chapter 1
####################################################

ดวงอาทิตย์เพิ่งพ้นขอบฟ้าไม่นานตอนที่กับดักของพวกเขาทำงาน เสียงเล็กแหลมที่ร้องแผ่ดนั้นทำให้แม้แต่ผู้ชายตัวโตๆหลายคนยังต้องถอยด้วยความหวาดกลัวชั่วขณะ แต่เมื่อพวกเขาไปถึงกับดักนั้นพวกเขาพบเพียงเด็กหญิงติดอยู่ใต้ตาข่าย หล่อนดิ้นพล่านไปมาร้องบอกให้พวกเขาปล่อยหล่อนเดี๋ยวนี้ ” พาข้าไปพบท่านซาร์ค ข้ามีเรื่องสำคัญมากต้องบอก ปล่อยข้าเร็วเข้าสิ ”

แต่ไม่มีใครกล้าปล่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพวกเขาไม่รู้ที่มาที่ไปของเด็กหญิงผู้นี้ เจ้าชายกำชับกับพวกเขาเป็นนักหนาว่าอำนาจของนางแม่มดนั้นมาได้กับทุกสิ่ง พวกเขาไม่อาจไว้ใจคนจากนอกเขาลูกนี้ได้ ยิ่งไม่อาจให้พวกเขาพบหัวหน้าโดยตรงได้

แต่ยิ่งพวกเขารีรอหล่อนยิ่งหงุดหงิด ในที่สุดหล่อนก็แผ่ดเสียงบอกพวกเขาว่า ” ข้าอลิซาเบธไง นี่พวกเจ้าเป็นใครไม่รู้จักข้ากัน พาข้าไปหาหัวหน้าเขาจะบอกเจ้าเองแหละว่าข้าเป็นใคร ”

” เชื่อเจ้าก็เป็นเด็กอมขนมแล้วสาวน้อย ” ชายคนหนึ่งกล่าวพลางทิ้งร่างนั่งลงบนโขดหินไม่ไกลจากหล่อนนัก ท่าทางดุดันน่าพรั่นพรึ่งนั้นทำให้หล่อนเบิกตาโพลง หล่อนมองไปรอบๆแล้วกลับมาที่เขาด้วยท่าทางลนลานเมื่อหล่อนตระหนักได้ว่าหล่อนไม่คุ้นหน้าค่าตาพวกเขา มิหนำซ้ำคนเหล่านี้ยังอายุมากกว่าเหยี่ยวป่าที่หล่อนรู้จัก

” เป็นไปไม่ได้ ก็เป็นที่นี่นี่นา ” หล่อนพึมพำขณะที่พยายามถอยหนีจากเขา ” พวกเจ้าไม่ใช่เหยี่ยวป่านี่ ”

ชายร่างใหญ่ได้ยินก็ถึงกับถอนใจเฮือก ” ก็พวกข้านี่แหละเหยี่ยวป่า ”

” น้ำหน้าอย่างพวกเจ้าเนี่ยนะ ”

” นี่ แม่สาวน้อย ไม่ทราบว่าหน้าข้ามันชาติชั่วขนาดนั้นเลยเหรอ ”

” ก็เออน่ะสิ ”

สิ้นเสียงตะโกนนั้นพวกเขาก็เงียบ….กริบ

สำหรับหลายคนมันแค่คำพูดของเด็กที่ไม่รู้จักยับยั้งช่างใจ แต่สำหรับบางคนแล้วคำพูดนั้นกวนอารมณ์มากเกินไป ” วอนขนานหนักแล้วแม่นี่ ” คนหนึ่งในนั้นกล่าวขณะที่ชักดาบสั้นออกมา แต่ชายคนนั้นก็ห้ามไว้

” ถ้าเจ้าทำอันตรายคนไม่มีทางสู้ หัวหน้าต้องไม่พอใจมากแน่ เจ้าอยากถูกลงโทษหรือไง ”

เพียงแค่เอ่ยถึงแค่นั้นบรรยากาศรอบกายพวกเขาก็หนักอึ้งในทันที บนสีหน้าของพวกเขามีทั้งความกลัวและยำเกรงอยู่อย่างชัดเจน ชายที่มีแผลที่มุมปากถึงกับลูบคอปอยๆ ความยำเกรงนั้นชัดเจนจนอลิซาเบธเชื่อแล้วว่าหล่อนอยู่ถูกที่ และเด็กหญิงรีบฉวยโอกาสต้อนพวกเขาในทันที ” ใช่ แล้วถ้าเขาไม่รู้เรื่องนี้โดยเร็วละก็ เขาจะโกรธมากแน่ๆ ให้ข้าพบหัวหน้านะ ข้าต้องพบหัวหน้า ”

” หุบปากของเจ้าไปซะ แม่สาวน้อย ” ชายคนนั้นคำราม ” ไม่มีใครข้ามเขตแดนนี้เข้าไปทั้งนั้น นี่เป็นคำสั่ง ดังนั้นเจ้าจะเข้าไปไม่ได้ ”

” แต่ว่าข้าก็เป็นคนของเหยี่ยวป่านะ ข้ามีนกหวีดของท่านหัวหน้า ให้ข้า- ”

แต่ก่อนที่พวกเขาจะได้ต่อล้อต่อเถียงกันต่อไป เสียงหนึ่งก็ทักขึ้นจากนอกวงว่า ” เอะอะอะไรกันน่ะ ” คนที่ปรากฏขึ้นจากหลังแนวต้นไม้ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเจ้าชาย หรือที่ตอนนี้พวกเขาเรียกกันอย่างสนิทใจแล้วว่าอาวดริค

” แม่หนูนี่น่ะสิ ” ชายคนหนึ่งกล่าวขึ้นอย่างหัวเสีย ” โวยวายแว๊ดๆว่าจะพบหัวหน้า แถมยังกวนประสาทจนน่าฆ่าทิ้งเสียอีก ”

เจ้าชายได้ยินเช่นนั้นเลิกคิ้วขึ้นน้อยๆก่อนจะยิ้มแล้วบอกพวกเขาว่า ” ไม่เอาน่า นี่พวกเจ้าโดนเด็กยั่วนิดเดียวก็โมโหกันหมดแล้วเหรอเนี่ย ”

ชายร่างสูงได้ยินก็ถึงกับถอนใจ ” ท่านต้องมาคุยเอง ”

พวกเขาแหวกทางให้เจ้าชายเดินเข้ามา แต่เพียงไม่กี่ก้าวเขาก็จำเด็กหญิงได้ในทันที ” อลิซาเบธ? ”

หล่อนหันมองเขาตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าแล้วกลับมาที่หัว บนใบหน้าไร้เดียงสานั้นมีความแปลกใจอย่างซื่อๆแม้ขณะที่หล่อนเบ้หน้าแล้วบอกว่า ” ท่าน… พี่ชายในตอนนั้นน่ะเหรอ ท่านดูแย่จนข้าจำแทบไม่ได้แหนะ ”

สุดคำนั้นเสียงหัวเราะหนึ่งหึก็หลุดออกมาจากทุกคนรอบข้าง เหมือนจะบอกว่าเอาแล้วไง แต่อาวดริคก็แค่ถอนใจ ไม่ใช่เขาไม่รู้จักหล่อนเสียหน่อย ” โตขึ้นไม่ทันไรปากเสียเสียแล้วนะเจ้าน่ะ คนจะเป็นภรรยาของหัวหน้าต้องระมัดระวังคำพูดมากกว่านี้หน่อยละมั้ง ”

หล่อนหน้าหงิกทันที ” ไม่รู้ล่ะ ตอนนี้ข้ามีข่าวสำคัญมาก ท่านต้องพาข้าไปพบหัวหน้า ”

” เกรงว่าจะไม่ได้ ”

” ทำไมล่ะ? ”

เขาได้ถอนใจเฮือกใหญ่ การอธิบายเรื่องนี้อาจยากกว่าที่เขาคาด ” เพราะข้าไม่รู้ว่าเจ้า’เอาอะไรติดตัวมา’หรือเปล่าน่ะสิ อะไรก็ตามที่เจ้ารู้ต้องบอกผ่านพวกเราไปเท่านั้น ไม่มีใครพบหัวหน้าโดยตรงยกเว้นพวกเรา ”

หล่อนหน้างอลงจนเขาคิดว่าหล่อนอาจร้องไห้ หรือร้ายกว่านั้นคือร้องโวยวายไม่หยุด หล่อนอยากพบซาร์ค อยากพบใจแทบขาด และอาวดริคก็รู้ แต่ความเห็นอกเห็นใจที่เขามีให้ไม่ได้เปิดทางให้หล่อนเลย ชายหนุ่มแม้อ่อนโยนแต่เขาก็หนักแน่นจนหล่อนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากบอกเขาว่า ” โจถูกจับไปแล้ว ”

อาวดริคถึงกับเก็บความตกใจไว้ไม่อยู่ ” ว่าไงนะ ”

” ทหารม้านำเขาออกไปจากหมู่บ้านเมื่อเช้า เห็นว่าจะพาตัวไปปราสาทไลน์ ” น้ำตาหยดแรกของหล่อนร่วงลงมาทั้งที่ยังพูดไม่ทันขาดคำ และอาวดริคเองก็ทำอะไรไม่ได้ เขาได้แต่มองขณะที่หล่อนพยายามกลั้นสะอื้นไว้ ” พวกนั้นเหมือนจะรู้เรื่องโจแล้ว เขาต้องตายแน่ๆ ท่านต้องช่วยเขานะ ถ้าเหยี่ยวป่าชิงตัวเขาก่อน… ”

คำพูดของหล่อนสุดเพียงแค่นั้นเมื่อเด็กหญิงตัวน้อยไม่อาจกลั้นสะอื้นได้อีกต่อไป หล่อนร้องไห้โฮออกมาท่ามกลางความตกใจของเหล่าชายหนุ่มที่สะดุ้งเสียงเจ้าหล่อนกันเป็นแถว จะมีก็แต่เจ้าชายที่เข้ามาลูบหัวหล่อนหนักๆสองสามที ” ข้าจะบอกหัวหน้าให้ ตอนนี้เจ้าต้องรีบกลับบ้านแล้วนะ ถ้ามีใครรู้ว่าเจ้าหายไปต้องสงสัยเจ้าแน่ ”

เด็กหญิงได้ยินเช่นนั้นก็เงยหน้าขึ้นมองเขาทั้งที่น้ำตายังร่วงพราวพลางอ้อนวอนว่า ” ท่านต้องช่วยโจนะ ”

เขายักหน้า แต่ไม่ยอมเอ่ยคำสัญญา ไม่อย่างเด็ดขาด

เช้านี้เป็นเช้าที่สงบเงียบเช่นเดียวกับยามเช้าของหลายวันที่ผ่านมา พวกเขาผ่านค่ำคืนดำมืดมาได้อีกคืนโดยไม่มีใครเป็นอะไร ไม่มีไฟที่ล้อมเขา ไม่มีกองทัพ ไม่มีมือสังหารหรือสัตว์เวทย์ ถ้าจะมีก็แค่ม้าปีศาจที่คอยวนเวียนอยู่ตามเส้นทางที่ตีนเขา ถ้าพวกเขาไม่เคลื่อนไหวคนพวกนั้นก็ยังไม่สังเกต แค่คนสองคนลงจากเขาลูกนี้ไป คนพวกนั้นก็ยังคงไม่สังเกต ทุกอย่างช่างสงบ จนเขาไม่เข้าใจว่าทำไมถึงรู้สึกเหนื่อยขึ้นมาอย่างจับจิตจับใจ

แต่เขาก็ยังคงทำเช่นทุกวัน ตื่นแต่เช้าคลุมเสื้อแล้วเตรียมจะออกไปข้างนอก ออกไปเพื่อให้ทุกคนเห็นว่าเขายังไม่ถอย ออกไปเพื่อให้ทุกคนเห็นว่าเขายังไม่ล้า เป็นการโกหกที่เขาต้องทำในฐานะหัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่า

แต่ไม่ทันทีเขาจะสวมเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ร่างหนึ่งก็ถลันเข้ามานั่งหอบอยู่ในกระโจมเล็กๆของเขา สีหน้านั้นบอกชัดว่าวันนี้คงไม่ใช่วันที่สงบสุขอีกต่อไปแล้ว ” มันได้ตัวโจไปแล้ว ” เจ้าชายกล่าวขณะที่พยายามหายใจให้เป็นปกติ ” พวกเราต้องออกจากที่นี่ เดี๋ยวนี้ ”

***
กลางป่าที่เต็มไปด้วยสุ่มทุมพุ่มไม้นั้นอาจไม่ใช่ที่ที่เหมาะนักสำหรับม้าแม้ม้าที่ชึ้นชื่อลือชาในพละกำลังที่ทำให้มันสามารถไต่เขาได้สูงกว่าม้าตัวไหนๆ ผู้ที่อยู่บนหลังม้าก็ทำได้เพียงจิ๊ปากด้วยความขัดใจขณะที่พยายามควบคุมอาชาไม่ให้หันหลังลงจากเขาอันเป็นทางที่ง่ายกว่า พวกเขารู้ดีว่าจะใจร้อนไม่ได้ ไม่เช่นนั้นก็คงพลาดเหยื่อโอชาและอาจโดนม้ากระทืบด้วยความไม่พอใจ

การอยู่กับสัตว์ร้ายและคนที่ร้ายต้องอดทน

” แนวหน้ายังไม่มาอีกหรือ ” ผู้นำบนหลังม้าตะโกนด้วยความงุ่นง่านรำคาญ ” นี่มันนานไปแล้วนะ ”

” พวกเรามาเร็วไปมากกว่า ” อีกคนกล่าว ” ข้าบอกแล้วไงว่าให้รอคนอื่นๆก่อน เจ้าปิดเขาทั้งลูกด้วยคนสามสี่คนไม่ได้หรอกนะ ”

” ถึงตอนนั้นก็ช้าไปแล้ว ” ชายคนแรกว่า ” พวกมันไวยังกะอะไรดีในป่าแบบนี้ ถ้าจะลากคอมัน ก็ต้องทำแบบนี้ ”

ความร้อนใจนั้นทำให้สหายของเขาอดถอนใจไม่ได้ ” เจ้ามั่นใจเหลือเกินนะว่าพวกมันอยู่ที่นี่ กะอีแค่เด็กผู้หญิงขึ้นเขามา- ”

” นังนั่นเกี่ยวกับพวกมันแน่ ” เขาหันมาแยกเขี้ยวยิงฟัน ” ที่ชิงนักโทษ ที่ทำให้พวกข้าต้องอาย ข้าจะเอาคืนให้สาสม ” ความบ้าคลั่งบนใบหน้าที่หันมาทางเขาวูบหนึ่งนั้นทำให้อีกฝ่ายถึงกับต้องเงียบ

***
วันเวลานับเดือนกลางป่าเขาทำให้เขาไวขึ้นจนแม้แต่ตัวเองก็ต้องแปลกใจ เพราะในยามคับขันนั้นสัญชาตญาณพาเขาลัดเลาะลงจากเขาได้อย่างรวดเร็วโดยแทบไม่ทิ้งร่องรอยไว้ นั่นนับว่าดีมากเพราะตอนนี้พวกเขาต้องการเวลาทุกวินาทีเพื่อหนีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ข่าวสารอย่างเดียวที่พวกเขามีในตอนนี้คือความเคลื่อนของป่ารอบกายและเสียงสัญญาณที่ฟังคล้ายนกร้องดังแว่วมาไกลๆ เสียงที่ช่วยบอกพวกเขาว่าควรหลบเลี่ยงไปทางใด ยังดีที่พวกนั้นมากันไม่เยอะ พวกเขาทั้งหมดน่าจะสามารถหลบหนีไปได้โดยไม่ยากนัก ถ้าเพียงพวกเขาจะมีทางหนีต่อไปเรื่อยๆ

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าร่างกายของเขาจะพร้อมสำหรับการหลบหนีนี้ เขาตระหนักได้เมื่อพวกเขาต้องหยุดที่ข้างชะงักเท้าข้างแม่น้ำ เพราะเขาหอบจนแทบยืนไม่ได้ในขณะที่เด็กหนุ่มข้างเขายังไม่แสดงท่าทางว่าเหนื่อยเลย ” ตามแม่น้ำไปก็แล้วกัน ” ซาร์คเสนอเมื่อเขาเห็นท่าทางของเขา ” ว่ายน้ำตอนนี้เจ้าตายแน่ ”

” ข้ายังไหว ” เขาตอบทั้งที่ยังไม่หยุดหอบ ” ถ้าเดินเลียบแม่น้ำพวกนั้นต้องหาเจอแน่ ”

หัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่าได้แต่ถอนใจอย่างเหลืออดพลางฉุดให้เจ้าชายลุกขึ้นจากพื้น ” ถ้าจมแม่น้ำก็ไม่ต่างกันหรอก ไว้ข้ามที่อื่น ตอนนี้ตามข้ามาก่อน ” เจ้าชายก็ไม่มีทางเลือกนอกจากทำตาม ไม่ว่าอย่างไรคนที่อยู่กลางป่าแรมเดือนก็ไม่มีทางสู้คนที่อยู่มาแรมปีได้ ตอนนี้ที่พวกเขาทำได้คือลัดเลาะไปตามแนวไม้ริมน้ำโดยภาวนาว่าจะเจอช่วงที่แม่น้ำแคบพอจะข้ามไหว และหวังว่าทุกคนจะปลอดภัย ทุกคนรวมทั้ง…

” ราพุนเซล ” นางม้าซึ่งแฝงกายอยู่ใกล้หาดหินสะบัดหัวด้วยความยินดีทันทีที่เห็นนายของนาง แต่นางก็ยังระมัดระวังตัวพอจะไม่ทะยานออกมาในที่โล่งเล็กๆที่ขวางระหว่างพวกเขาอยู่ เป็นอาวดริคที่รีบลัดเลาะตามร่มไม้ไปหานาง ปลายจมูกชื้นที่ดุนอุ้งมือของเขาเป็นการทักทายทำให้อุ่นใจได้อย่างประหลาด ” เจ้าอยู่นี่เอง ข้ากำลังห่วงอยู่เชียวว่าเจ้าจะออกมาทันไหม ” แล้วเขาก็เอาหน้าผากแนบกับหน้าผากของนางม้าซึ่งถอนใจราวกับโล่งใจเช่นกัน

แต่เวลาแห่งความสุขนั้นแสนสั้นเมื่อเสียงหนึ่งขัดขึ้น ” ถ้าลากันพอก็ไปกันต่อได้แล้ว ”

นั่นเรียกเจ้าชายกลับมาสู่ความเป็นจริง ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาดีใจกับเรื่องเล็กน้อยอย่างนี้เลยจริงๆ เขาลูบหน้ามันอีกสองสามทีก่อนจะบอกว่า ” รีบไปเสียไป ”

แต่นางกลับพ้นลมหายใจราวกำลังขัดเคืองก่อนจะกัดเสื้อให้ตามมา ตอนนั้นเองที่สิ่งหนึ่งหลุดออกมาจากปากของนาง มันเป็นแถบผ้า ผ้าผูกผมของผู้หญิง อาวดริคถึงกับตัวแข็งไปเมื่อลักษณะของมันดูคุ้นตานั้นเหมือนเขาเพิ่งเห็นไปไม่นานนี้ เขารีบคว้าตัวนางม้าไว้ในทันที ” เจ้าไปเอามาจากไหน ราพุนเซล อลิซาเบธอยู่ที่ไหน ”

ทันทีที่ซาร์คได้ยินเช่นนั้นเขาก็รีบเก็บผ้านั้นขึ้น สีที่ปลายผ้านั้นก็ทำให้เลือดในตัวเขาเย็นเฉียบ เพราะถึงจะเลือนและหมองไปแต่นั่นเป็นรอยเลือด ไม่ผิดแน่

ในตอนนั้นเองที่นางม้าชิงผ้านั้นไปจากพวกเขาแล้วควบเหยาะๆหนีเข้าไปในป่า ชายทั้งสองของไล่ตามนางไปติดๆ แต่ยิ่งพยายามเข้าใกล้นางยิ่งเร่งฝีเท้าหนี ถึงตอนนั้นมันไม่สำคัญอีกแล้วว่าทหารม้าจะตามพวกเขามาทันหรือไม่ สิ่งที่เขาต้องการรู้คือ ” อลิซาเบธอยู่ที่ไหน ราพุนเซล ” เจ้าชายคำรามต่ำเมื่อเขาคว้าตัวนางได้ในน้ำตื้นเลียดชายฝั่ง ” ราพุนเซล เจ้าเจอผ้านั่นที่ไหน”

แต่นางไม่แสดงท่าทีใด นางหันออกไปแล้วตรงออกไปกลางแม่น้ำโดยมีอาวดริคและซาร์คเกาะติดอยู่กับหลังของนาง พวกเขาเองก็ไม่อาจทำอะไรได้นอกจากปล่อยให้นางพาพวกเขาไปโดยหวังว่าที่ปลายทางนั้นอลิซาเบธจะอยู่ที่นั่น แต่เมื่อถึงอีกฝั่งนางม้ากลับยืนนิ่ง ผ้าผืนนั้นร่วงจากปากของนางไปบนตลิ่งใกล้กับกิ่งไม้กิ่งหนึ่งที่ยื่นลงไปในแม่น้ำ และซาร์คาเรียรู้ในทันทีว่ามันหมายความว่าอย่างไร ” ให้ตายสิ ” เด็กหนุ่มสบถเบาๆ ” ในแม่น้ำ เจ้ากำลังจะบอกว่าเจ้าเจอผ้านั่นติดอยู่กับ- ”

แม้ราพุนเซลไม่อาจพูดได้ แต่สีหน้าแววตาของนางท่าทางของนางก็เป็นคำตอบถึงสิ่งที่เขาไม่อาจปิดหูไม่รับรู้ได้ อาวดริครู้ดีว่าในตอนนี้สิ่งที่ซาร์คอยากทำที่สุดคงไม่พ้นชักดาบออกมาแล้วเข้าไปสู้กับทหารม้าพวกนั้นให้รู้แล้วรู้รอด ในสมกับความชั่วช้าที่พวกมันได้ทำ แต่พวกเขาก็รู้ดีว่าทำไม่ได้ ที่ราพุนเซลพาเขาออกมาถึงที่นี่จึงยอมบอกอาจเพราะนางเองก็รู้เช่นกัน

ตอนนี้เมื่อมีแม่น้ำขวางตรงหน้าสิ่งเดียวที่ซาร์คจะทำได้คือต่อยต้นไม้ใกล้ๆ ต่อยให้มันเจ็บมากพอที่ใจของเขาจะไม่รู้สึกเจ็บอีก

อาวดริครู้ดีว่าเขาอาจถึงตายก่อนจะทำอย่างนั้นได้ เขารีบคว้าตัวซาร์คไว้แล้วดึงออกมาให้ไกลจากแม่น้ำเท่าที่จะลากไหวด้วยทุกวิถีทางที่จะไม่ให้เด็กหนุ่มสลัดเขาหลุด แต่ซาร์คก็กระชากหนีได้หลายครั้ง เรี่ยวแรงของเขาในตอนนั้นมากมายขนาดที่ทำให้อาวดริคต้องตกใจ ใช่ว่าเขาไม่เคยได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างทั้งหลายแต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นซาร์คคลั่งด้วยความโกรธเกรี้ยวเคียดแค้นกับตาตัวเอง เขาเข้าใจความรู้สึกนั้น ไม่อย่างนั้นมันคงไม่เจ็บมากถึงเพียงนี้ ” พอได้แล้ว เราต้องไปแล้ว ” เขาว่าขณะที่พยายามหันเด็กหนุ่มมาหาเขา ” เราทำอะไรไม่ได้แล้วซาร์ค มันสายไปแล้ว เราช่วยอลิซาเบธไม่ได้แล้ว ”

ไม่ทันขาดคำเขาก็ถูกเหวี่ยงไปกระแทกกับต้นไม้ที่อยู่ใกล้ๆ คนที่เขาพยายามจับไว้ตอนนี้กลายเป็นฝ่ายผลักเขาติดเข้ากับลำต้น ความโกรธเกรี้ยวมีอยู่เต็มใบหน้าแต่สิ่งที่หุบปากของเขาโดยสิ้นเชิงคือความเศร้าที่อยู่ในดวงตาสีเทาคู่นั้น ” หุบปากของเจ้าซะ!! ” เด็กหนุ่มคำราม ” ช่วยไม่ได้แล้วอย่างนั้นเหรอ ทำอะไรไม่ได้งั้นเหรอ แล้วเจ้าได้พยายามทำอะไรบ้างมั้ย! เจ้าเอาแต่นั่งงอมืองอเท้าอยู่ในปราสาทแล้วปล่อยให้ประเทศพังพินาศ แล้วตอนนี้เจ้าก็จมปลักกับความคิดว่าตัวเองไร้ความสามารถแล้วก็ปล่อยให้คนของเจ้าตาย ได้ยินมั้ยอาวดริค คนของเจ้า! ประชาชนของเจ้า!! คนที่ไม่มีสิทธิ์จะพูด ไม่มีทางที่จะสู้ คนที่จ่ายภาษีเลี้ยงดูขุนนางเฮงซวยแล้วก็คนอย่างเจ้า เจ้าเคยคิดถึงพวกเขาบ้างมั้ย เจ้าเคยพยายามจะทำอะไรเพื่อพวกเขาบ้างมั้ย!! ”

ไม่ทันขาดคำเด็กหนุ่มก็ต้องเซออก คราวนี้เป็นเขาที่ถูกเหวี่ยงชนต้นไม้แทน ความตกใจแล่นขึ้นมาอย่างเฉียบพลันเมื่อนั่นเป็นครั้งแรกที่เขาเห็นอาวดริคหมดความอดทน ” คิดสิ!! แต่ใช่ เจ้าพูดถูก ข้ามันขี้ขลาดที่เอาแต่คิดว่าตัวเองทำอะไรไม่ได้! ข้ามันไม่ได้ความเพราะข้าไม่เคยพยายามลงมือทำอะไร! แต่เจ้าอย่าคิดว่านั่นเพราะข้าไม่เห็นอย่างที่เจ้าเห็นหรือรู้สึกอย่างที่เจ้ารู้สึก เพียงแค่บางครั้งเราต้องปล่อยมือจากคนๆหนึ่งเพื่อคนอื่นๆ เราต้องปล่อยมือจากอลิซาเบธเพื่อจะได้ไม่มีใครต้องเป็นเหมือนเธออีก ”

” แล้วมันต้องใช้อลิซาเบธอีกกี่คน ต้องมีเดไลลาอีกกี่คน เจ้าต้องใช้ผู้เสียสละอีกเท่าไหร่เพื่อจะไม่-มี-คน-ต่อ-ไป บอกข้ามาซิอาวดริคว่าเจ้าจะเอาปัญญาที่ไหนไปช่วยคนทั้งประเทศไว้ถ้าคนใกล้ตัวเจ้ายังช่วยไม่ได้ ”

” ก็ต้องลอง ”

” ก็ต้องลอง? ลองอะไร คนที่พูดถึงประเทศแต่ไม่เคยคิดถึงประชาชนในฐานะที่เขาเป็นคนมันต่างจากเจ้าหมูขี้ฉ้อทั้งหลายที่กุมอำนาจประเทศนี้อยู่ตรงไหน!! ”

อีกครั้งที่เขาได้แต่ปล่อยให้เสียงนั้นก้องอยู่ในโสตประสาทโดยไม่อาจตอบอะไรได้ อีกครั้งที่เขารู้สึกว่าซาร์คพูดถูกจนเขาไม่เหลืออะไรให้โต้แย้งได้อีก แต่มันก็ยังเจ็บเมื่อเขาคิดว่าซาร์คกำลังมองเขาเป็นแบบเดียวกับคนพวกนั้น เจ็บยิ่งกว่าการสนทนาในครั้งแรกที่พวกเขาพบกันด้วยซ้ำ ” ข้ารู้ ” เขาพูดได้แค่นั้น ขณะที่ถอยออกมา ” ข้ารู้ว่า… ให้ตายเถอะ คำพูดก็แค่คำพูด สิ่งที่ข้าพูดมันก็แค่ลมปาก ข้าไม่เคยช่วยใครได้ ไม่เคยทำอะไรด้วยตัวเองได้ คำพูดของคนอย่างข้ามันไม่มีความหมาย ”

แค่ลมปากที่ไร้ผล เจ้าชายที่ไร้อำนาจ ทำไมถึงไม่มีอะไรที่เขาจะทำได้บ้าง

” รู้ก็ดีแล้ว ” เด็กหนุ่มกล่าว อารมณ์ที่เขาเคยรู้สึกว่ากระพือเป็นฟืนเป็นไฟกลับสงบลงไปอย่างประหลาด มันพาลให้สงสัยว่าความโกรธเกลียดเคียดแค้นมันหายไปไหนหมด ” เจ้าว่ายังไง ”

” อะไร ”

” ตอนนี้จะทำอะไรต่อ ” ซาร์คถามเขา ” ทะเลาะกันดังลั่นขนาดนี้ไม่นานพวกนั้นต้องตามมาแน่ แต่อลิซาเบธ- ”

” ให้ราพุนเซลช่วย ”

” อะไรนะ ”

” เอาถุงหินถ่วงน้ำหนักบนตัวนางให้พอๆกับคนซักคนสองคนแล้วให้นางวิ่งเข้าไปในแผ่นดิน ถ้าพวกนั้นเห็นรอยเท้าม้าที่ลึกผิดสังเกตต้องตามนางไปแน่ อย่างน้อยนั่นจะช่วยทำให้พวกนั้นไขว้เขวตอนที่พวกเราเลียบแม่น้ำหาร่องรอยของอลิซาเบธ ”

หัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่าต้องนวดหัวคิ้วตัวเองปอยๆทันที ” อย่าบอกนะว่าเจ้าคิดแผนนี้ได้ระหว่างที่พวกเราทะเลาะกัน ”

” เปล่า นั่นแค่มีส่วน ข้าคิดออกตอนเจ้าถามเมื่อกี้ ”

คำตอบนั้นทำให้เด็กหนุ่มสบถอีกครั้ง

***
ภาพของเมืองหลวงต่างจากที่เขาคาดคิดไว้มากทีเดียว

นี่คือเมืองที่ล้อมปราสาทไลน์ ปราสาทที่ประมุขของประเทศและขุนนางมากมายอาศัยอยู่ ทุกอย่างที่พวกเขาต้องการจะมาจากที่นี่ ไม่ว่าเสื้อผ้า อาหาร หรือข้อมูลข่าวสาร นี่น่าจะเป็นเมืองที่เงินตราสะพัดที่สุดแห่งหนึ่ง และเงินตราย่อมหมายถึงความรุ่งเรือง เขารู้เพียงว่ามันเป็นความคิดที่ผิดถนัด จริงอยู่ที่มีย่านการค้าที่รุ่งเรือง มีเหย้าเรือนที่สวยงาม แต่อีกมุมหนึ่ง มุมที่อาจไม่ได้ไกลจากถนนที่สวยงามนั้น เป็นตรอกที่เต็มไปด้วยคนจรจัดที่อาศัยมุมตึกต่างบ้าน หรือถนนที่แออัดด้วยร้านค้าของผู้คนที่พยายามทำมาหากิน แต่ไม่ว่ามองไปทางไหนความทรุดโทรมก็มองเห็นได้ทั่วไป

” ข้าไม่คิดว่ามันจะแย่ขนาดนี้เลยนะ ” ชายร่างสูงใหญ่กล่าวโดยพยายามไม่เบ้หน้าหนีจากชายร่างแห้งเหี่ยวที่นั่งคุดคู้อยู่ในซอก พวกเขาพยายามเดินผ่านโดยไม่สนใจเช่นเดียวกับผู้คนทั้งหลายแม้มันจะทำใจได้ยากก็ตาม

” มันเป็นธรรมดาของเมืองใหญ่ โดบรัมเองก็มีสลัมแบบนี้ ” เขากล่าวปลอบใจสหาย ” เพียงแต่ครั้งสุดท้ายที่ข้าเห็นที่แบบนี้ มันไม่แย่ขนาดนี้ก็เท่านั้นเอง ”

การดิ้นรนของคนหลากหลายชนชั้นนั้นเป็นเรื่องธรรมดา ผู้คนต่างแสวงหาโดยคาดหวังสิ่งที่ดีกว่า เมืองใหญ่ซึ่งเต็มไปด้วยโอกาสจึงกลายเป็นกับดักชั้นดีสำหรับผู้ที่วาดหวังถึงอนาคตที่ผาสุก แต่ความจริงก็คือความจริง เพียงแค่แม้ความจริงอยู่ตรงหน้าบางครั้งคนก็ไม่ใส่ใจจะมองดู ไม่ว่าเพราะความหลงงมงายหรือเพราะไม่มีทางเลือกอื่นเหลืออยู่อีกแล้ว สำหรับคนที่มองเห็นสิ่งเหล่านั้นพวกเขาได้เพียงถามตนเองว่าพวกเขาจะรอดออกไปได้หรือเปล่า

” ข้าว่าเราพลาดแล้ว เราไม่มีทางได้ข้อมูลอะไรที่เป็นประโยชน์แน่ ” ชายร่างสูงกล่าวด้วยใบหน้าขึงขังเช่นทุกครั้ง ” อยู่ที่นี่มีแต่จะอดตายหรือไม่ก็ตายด้วยโรค ข้าว่า- ”

” สลัมแบบนี้มีคนร้อยพ่อพันแม่ นั่นแหละถึงเหมาะที่จะพรางตัว เราแค่ต้องทนอยู่ที่แบบนี้อย่างมากก็วันสองวัน เก็บข้อมูลจากที่นี่ให้ได้มากที่สุดแล้วเราก็ไปต่อได้แล้ว ”

” ไปต่อ ” ชายร่างสูงย่นคิ้วทันที ” ท่านหมายความว่ายังไง ”

ความสงสัยในดวงตาใต้แนวคิ้วหนานั้นทำให้ชายหนุ่มยิ้มน้อยๆ ” ถ้าเราต้องการข้อมูลที่แม่นยำก็ต้องตรวจสอบสถานที่นั้นเอง แต่ถ้าเข้าไปตรงๆไม่ได้ เราต้องหาคนที่สามารถพาเราเข้าไปได้ ”

กระนั้นมันก็ยังไม่กระจ่างนักสำหรับชายร่างสูง ” ท่านหมายถึง… ท่านจะจ้างหัวขโมยงั้นหรือ? ”

คีธได้ยินก็ส่ายหน้า ” เข้าไปแบบนั้นเสี่ยงเกินไปโดยใช่เหตุ เราจะเข้าไปในฐานะทหารม้าของพระราชินี ”

พอได้ยินชื่อนั้นเขาเหมือนโดนฟ้าผ่าลงกลางกระหม่อมจนประสาทมึนชาไปหมด ” ทหารม้า… ท่านจะเข้าเป็นพวกทหารม้าอย่างนั้นหรือ! ”

” คนมากมายพยายามเป็นทหารม้าเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง ไม่มีที่ไหนที่เราจะเข้าไปได้ง่ายขนาดนั้นอีกแล้ว ” แล้วชายหนุ่มก็ออกเดินต่อไปด้วยท่าทางที่ใจเย็นเช่นเดิม ” แล้วตอนนี้เราไม่ได้อยู่ในป่าแล้ว ไม่ต้องใช้ท่านอะไรนั่นหรอก แค่คีธก็พอ ลู ”

ต่อให้เป็นชื่อตัว แต่ชายร่างสูงก็ไม่สู้จะรู้สึกดีนักที่ถูกเรียกด้วยชื่อนั้น ” เอาเป็นลูเชียสหรืออย่างอื่นดีกว่า คีธ ”

รอยฝาดเลือดแดงเรื่อใต้แนวเคราดกดำนั้นทำให้คีธยิ้มขำอย่างช่วยไม่ได้ เทียบกับร่างกายกำยำใหญ่โตนั้นชื่อลูดูจะไม่เหมาะจริงๆ ” ก็ได้ลูเชียส หนักแน่นเหมาะกับเจ้าดี ว่าแต่ตัวเจ้าเถอะจะทำใจเข้าเป็นพวกทหารม้าได้หรือเปล่า ”

” เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วไม่ได้ก็ต้องได้ ” ชายร่างใหญ่กล่าวอย่างแข็งขัน ” ข้ามาเพราะต้องการช่วย ไม่ว่าต้องทำอะไรก็จะทำ ”

ความเข้มแข็งนั้นทำให้คีธเบาใจลงได้มากทีเดียว เขาเอื้อมมือไปตบบ่าสหายร่างใหญ่ของเขาหนักๆสองสามที ” ขอบใจมาก งั้นเราไปหากันดีกว่าว่าต้องไปที่ไหน สหายลูเชียส ” ท่าทางที่ต่างจากเดิมไปเล็กน้อยนั้นทำให้ลูเชียสนิ่งงันไปชั่วขณะ แต่ก็ชั่วขณะเดียวเท่านั้น เพราะมันเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าละครฉากใหญ่ของพวกเขาเริ่มขึ้นแล้ว

และหวังว่ามันจะจบด้วยดี หวังว่า….

***
ยิ่งตะวันคล้อยต่ำลงมาเท่าไหร่ความหวังของพวกเขาก็ยิ่งมอดลงเท่านั้น ตั้งแต่ที่พวกเขาได้เห็นผ้าผูกผมเส้นนั้นพวกเขาก็ไม่เจอร่องรอยใดจากอลิซาเบธอีกเลย ยิ่งเวลาผ่านไปความกระวนกระวายของพวกเขาก็เพิ่มมากขึ้นพอๆกับความเหนื่อยล้าที่ทำให้แต่ละย่างก้าวหนักหนาขึ้นทุกที สิ่งเดียวที่ทำให้พวกเขายังคงเดินต่อไปคือความหวังว่าอลิซาเบธจะยังมีชีวิตอยู่ ที่ปลายน้ำนั้น หนาวสั่นและตื่นกลัวแต่ยังคงปลอดภัย

แต่พวกเขาก็รู้ดีว่าความจริงแล้วหล่อนอาจจากไปตั้งแต่ร่างยังร่วงไม่ถึงน้ำด้วยซ้ำ ความพยายามของพวกเขาคือการหลอกตัวเองอย่างร้ายกาจอยู่อย่างนั้นหรือเปล่า

” ซาร์คาเรีย ”

เสียงเรียกไม่ได้ทำให้เด็กหนุ่มหันหรือชะงัก เขาแค่ตอบกลับมาว่า ” มีอะไร ”

” ไม่หิวบ้างหรือ ” เจ้าชายถาม ” ตั้งแต่เช้าเจ้ายังไม่ได้กินอะไรเลยไม่ใช่เหรอ ”

” เจ้าล่ะหิวแล้วเหรอ ”

ครั้นจะตอบว่าไม่ ก็คงโกหกมากไป ” นิดหน่อย ยังพอไหวอยู่ แต่ถ้าปล่อยให้มืดอาหารจะหายาก ข้าเลยคิดว่าเราน่าจะพักก่อนตะวันจะพลบ ”

เหตุผลของเขาจะฟังขึ้นอยู่ไม่น้อยเพราะฝีเท้าของซาร์คช้าลงจนเห็นได้ชัด ” ก็ดีเหมือนกัน ” เขาตอบเบาๆ แต่แค่นั้นก็มากพอจะบอกว่าเขาเหนื่อยมากเพียงใดกับการเดินทางนี้ แต่เขาก็ยังคงไม่หันมาแล้วบอกว่า ” เดี๋ยวข้าเข้าไปหาในป่าเอง เจ้านั่งพักแถวนี้แหละ ”

” ข้าไปด้วย ”

ไม่รู้ว่าเพราะความเหนื่อยอ่อนหรือเพราะความหนักแน่นของอาวดริค ครั้งนี้ซาร์คไม่คัดค้านแม้แต่น้อย ” ก็ได้ ” เขาว่าก่อนจะเดินนำเข้าไปในป่า ไม่มีวี่แววของความขัดเคืองใจทั้งในสีหน้าท่าทางของเขา สำหรับอาวดริคนั่นบ่งบอกว่าซาร์คเหนื่อยมากแล้ว แต่หัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่ายังคงไม่ยินยอมให้ความเหนื่อยล้าหยุดเขา เขายังคงเดินนำ เขายังคงไปต่อ ด้วยความมุ่งมั่นที่ชัดเจนเท่าๆกับความกลัว

อาวดริคจึงเร่งฝีเท้าเข้าประชิดตัวแล้วรั้งเขาไว้ ” ข้าว่าเจ้าพักอยู่แถวนี้ดีกว่า ท่าทางเจ้าไม่สู้ดีเลย ”

คำตอบของเด็กหนุ่มคือ ” ข้ายังไหว ”

ยิ่งเขาไม่มองหน้าอาวดริคยิ่งเหลืออด เขาจับตัวเด็กหนุ่มหันกลับมาอย่างรวดเร็วแล้วบอกว่า ” ข้าสั่งให้เจ้าพักก็พัก มื้อนี้ข้าหาให้เจ้าได้ ไม่ต้องฝืนหรอก ”

แววตาของเด็กหนุ่มพลันขุ่นมัวด้วยความเคืองขณะที่ตอบกลับมาว่า ” นี่เจ้าคิดว่าตัวเองสามารถขนาดนั้นแล้วเหรอ ”

” แน่นอน เพื่อนๆเจ้าสอนข้าไว้ตั้งเยอะ ทำไมจะ- ”

” แค่นั้นเจ้าคิดว่าตัวเองปีกกล้าขาแข็งขนาดสั่งข้าได้แล้วงั้นเหรอ ”

มุมปากของอาวดริคยักขึ้นน้อยๆเหมือนรอยยิ้มขณะที่เขาบอกว่า ” อย่างนั้นสิ ค่อยสมเป็นเจ้าหน่อย ” แล้วเขาก็เดินเข้าไปในป่าในทันที

ซาร์คาเรียรีบก้าวตามในทันทีถ้าไม่เพราะเจ้าชายกันกลับมาเพ่งมองเขาราวกับกำลังมองดูเด็กน้อยที่ดื้ออย่างไม่เข้าท่า นั่นทำให้เด็กหนุ่มชะงักเท้าและปล่อยให้อาวดริคเดินหายไปก่อนที่เขาจะทันได้คิดว่าทำไมเขาถึงปล่อยให้เจ้าชายสั่งเขาได้ แต่ถึงตอนนั้นมันก็ช้าเกินกว่าจะตามไป ขาของเขาล้าจนเขาทำได้เพียงนั่งลง หนึ่งวันที่ไม่มีอะไร มันช่างทรมานจนเมื่อเขาหยุดเขาไม่อาจหาเรี่ยวแรงจะไปต่อ

แต่เขาจะยังยอมแพ้ไม่ได้ เขาบอกตัวเองขณะที่มองผ้าผูกผมเจือด้วยเลือดที่รัดแน่นบนข้อมือ อลิซาเบธยังรอเขาอยู่ ที่ไหนซักแห่ง แม้ว่าเด็กคนนั้นบางทีจะน่ารำคาญเสียจนอยากจะให้หล่อนหายไปเสีย แต่ไม่ว่าอย่างไรหล่อนก็เป็นเพื่อน เป็นสหายที่เขาไว้ใจ เป็นคนหนึ่งที่รักเขาอย่างที่เขาไม่อาจตอบรับหรือตอบแทนได้ ” ได้โปรดเถอะ ” เขาพึมพำขึ้นมาเหมือนกับคนกำลังเพ้อ แต่เขากำลังบอกตัวเอง กำลังย้ำเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่ไขว้เขว เขาจะไม่ยอมให้หล่อนตาย ไม่เด็ดขาด

เขาจะไม่ถอดใจ ไม่มีทาง

” เป็นอะไรหรือเปล่า ซาร์ค ”

เสียงเรียกนั้นทำให้เขาสะดุ้ง เขาไม่รู้ตัวเลยจริงๆว่าตัวเองกำลังก้มหน้าต่ำอยู่จนอาวดริคมาเรียก ชายหนุ่มมาพร้อมผลไม้หอบหนึ่งในเสื้อคลุม ” กลับมาเร็วจัง ” เขาทักขึ้นเพราะไม่รู้ว่าจะพูดอะไรอีก

” บังเอิญว่ามีต้นแอปเปิ้ลออกลูกอยู่แถวๆนี้ ก็เลยไม่ต้องไปไหนไกล กินซักหน่อยก่อน มีแรงค่อยหาอย่างอื่น ” เจ้าชายว่าพลางนั่งลงข้างๆเขาแล้วยื่นแอปเปิ้ลป่าสีแดงสุกปลั่งมาให้

ในเวลาเช่นนั้นเขาก็ทำได้แค่ยอมตามอาวดริค เขารับแอปเปิ้ลลูกนั้นมาแล้วกัดเข้าไปเต็มปาก เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมาเขาก็ต้องแปลกใจที่เจ้าชายกำลังมองหน้าเขาเขม็งจนเขาตกใจ แต่ก่อนที่จะทันถามว่ามีอะไร เจ้าชายก็ถามว่า ” อร่อยหรือเปล่า ”

เขาตอบแค่ ” อือ ”

นั่นทำให้อาวดริคยิ้มน้อยๆอย่างพอใจก่อนจะหันไปกินแอปเปิ้ลในมือตัวเองบ้างไม่ต่างจากเด็กที่กำลังพอใจผลงานของตัวเองจนทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกขำขึ้นมาไม่ได้ คนไม่ได้กินอะไรมาทั้งวัน อะไรลงท้องมันก็ต้องอร่อยอยู่แล้วไม่ใช่หรือไง แต่เขาไม่มีแก่ใจจะบอกอาวดริคแบบนั้น ไม่ใช่ตอนที่เขาเหนื่อยจนคิดอะไรไม่ออกและใบหน้าที่มีความสุขนั่นกำลังเคี้ยวแอปเปิ้ลจนแก้มตุ่ย ความชอบในแอปเปิ้ลของอาวดริคนั้นเด่นชัดเจนเขาเริ่มไม่แปลกใจที่มีคนวางยาเจ้าชายด้วยแอปเปิ้ล

นั่นยิ่งเห็นได้ชัดเจนเมื่อเขาเอียนแอปเปิ้ลที่ลูกที่สอง แต่อาวดริคกำลังเคี้ยวลูกที่สี่อย่างสบาย ” พอแล้วหรือ ” เจ้าชายถาม

คำตอบคือ ” ข้าไม่ใช่หนอนแอปเปิ้ลเหมือนเจ้านี่ถึงจะกินหมดทีละต้นได้ ”

” งั้นเอานี่แล้วกัน ” อาวดริคว่าพลางก็หยิบแอปเปิ้ลลูกสุดท้ายออกจากห่อผ้าแล้วส่งส่วนที่เหลือไปให้ซาร์ค มันเป็นลูกเชอรี่กองหนึ่งที่สุกกำลังดีแทบทั้งนั้น แล้วมีหรือเด็กหนุ่มจะปฏิเสธ เขากวาดทั้งหมดนั้นกินจนเกลี้ยงก่อนที่อาวดริคจะทันทิ้งแกนของแอปเปิ้ลเสียอีก จนเจ้าชายต้องทัก ” นี่เจ้าชอบเชอรี่มากขนาดนั้นเลยเหรอ ”

” อย่างน้อยก็มากกว่าแอปเปิ้ล ” ซาร์คตอบขณะที่หยิบลูกสุดท้ายบนกิ่งน้อยๆขึ้นมา ซึ่งทำให้อาวดริครีบท้วงขึ้นทันที

” ข้ายังไม่ได้ชิมเลยนะ ”

” เรื่องของเจ้า ” แล้วเขาก็กัดลงบนลูกเชอรี่ลูกหนึ่ง

แค่เสี้ยววินาทีก่อนที่ปลายนิ้วของอาวดริคจะสัมผัสบนริมฝีปากของเขาแผ่วเบา ใบหน้าที่โน้มเข้ามาทำให้เด็กหนุ่มเผลอกลั้นหายใจไป สัญชาตญาณบอกให้เขาถอยจนหลังชนกับต้นไม้หมดหนทางจะหลบหนี และดวงตาของอาวดริคที่มองมาทำให้เขาไม่อาจหลบสายตา เขาได้แต่นั่งอยู่ตรงนั้นขณะที่อาวดริคใช้ปลายนิ้วคีบลูกเชอรี่ที่ค้างอยู่ไปที่ปากของเขา ปลายลิ้นบรรจงตวัดให้รอยกัดหายเข้าปากไปอย่างช้าๆดูดกินน้ำหวานจากรอยกัดนั้น ตลอดเวลานั้นเขาไม่ละสายตาจากซาร์คาเรียเหมือนจะกินเขาเข้าไปพร้อมๆกับเชอรี่ในปาก

แต่เสี้ยววินาทีอันยาวนานนั้นก็จบลงเมื่อเจ้าชายถอยไปแล้วตวัดลิ้นน้อยๆ เชอรี่ลูกแดงนั้นก็ผลุบหายเข้าไปในปากก่อนที่เจ้าชายจะกัดแล้วรำพึงเบาๆว่า ” อร่อยนี่ ” เด็กหนุ่มเผลอถอนใจออกไปตอนไหนยังไม่รู้ด้วยซ้ำ แต่ถึงมันจะแผ่วเบาซักเพียงไหนอาวดริคที่อยู่ใกล้ขนาดนั้นก็ต้องได้ยิน เขาคลี่ยิ้มน้อยๆก่อนจะหลบสายตาแล้วขยับตัวจากไป

เมื่อเด็กหนุ่มได้สติอีกครั้งเขาก็ง้างมะเหงกเขกหัวอีกฝ่ายไปหนึ่งโป๊กเต็มๆ

” ทำอะไรของเจ้าน่ะ ซาร์ค ” อาวดริคโวยวายขึ้นมาทันทีเพราะแรงที่กระแทกกับหัวของเขามันใช่น้อยๆเสียเมื่อไหร่

แต่ผู้เป็นหัวหน้าก็แค่หัวเราะหนึ่งหึแล้วบอกว่า ” นี่เป็นการสั่งสอนที่เจ้าทำอะไรแปลกๆ ”

” แปลก? ข้าแค่กินเชอรี่เท่านั้นเองนะ ”

คงเพราะอาการไม่รู้ร้อนรู้หนาวของเจ้าชายที่ทำให้เด็กหนุ่มหมั่นไส้จนอยากจะลุกขึ้นกระทืบให้รู้แล้วรู้รอด แต่ในขณะเดียวกันสิ่งที่พูดออกมาอย่างไม่มีอายนั้นก็ทำให้เลือดฉีดขึ้นหน้าเขาในทันที แต่ตอนนั้นเองสายตาของอาวดริคก็อ่อนลง ก่อนที่เด็กหนุ่มจะทันได้พูดอะไร เจ้าชายก็ชิงหลบสายตาไปก่อน ” ข้าไม่แย่งเชอรี่เจ้าอีกหรอก ไม่ต้องห่วง ” แล้วเขาก็ยื่นแอปเปิ้ลลูกสุดท้ายที่เก็บไว้ให้ ” เอาไว้เผื่อหิวขึ้นมา ตอนนี้ยังไงพวกเราก็ยังไม่มีแรงจะล่าสัตว์หรอกจริงมั้ย ”

ซาร์คได้แต่รับแอปเปิ้ลลูกนั้นมาแล้วนั่งเงียบ ในชั่วครู่หนึ่งเขาลืมเป้าหมายของพวกเขาไปเสียสนิทเอาแต่คิดว่าจะเอาคืนอาวดริคอย่างไร ตอนนี้สิ่งที่เขาต้องคิดคือจะทำอย่างไรต่อไป เขาจะพักที่นี่คืนนี้หรือเดินทางต่อ หรือรอเดินทางเมื่อฟ้ามืดแล้ว สิ่งที่ทำให้พวกเขาต้องเสี่ยงมากที่สุดในตอนนี้คือการที่พวกเขาก่อไฟไม่ได้ สัตว์ป่าหลายชนิดจะเข้ามาถึงตัวพวกเขาได้ง่ายถ้าไม่มีไฟ ยิ่งถ้ามีกันอยู่แค่สองคนยิ่งอันตราย ” เราคงต้องพักที่นี่ก่อน ไว้ดึกๆค่อยเดินทางอีกรอบ ” ซาร์คพูดขึ้นลอยๆโดยไม่ยอมมองหน้าอีกฝ่ายแม้แต่น้อย ” เราก็ต้องผลัดกันเฝ้ายาม เจ้านอนไปก่อน- ”

” เจ้านอนก่อนเถอะ ข้าเฝ้าให้ ” เจ้าชายตัดบทในทันที ” เจ้าเหนื่อยมากแล้วซาร์ค หลับยาวซักตื่นจะได้สบายขึ้น ”

จริงอยู่ที่ในตอนแรกเขาคิดจะอ้าปากเถียง แต่ไม่รู้ว่าเพราะน้ำเสียงที่หนักแน่นนั้นหรือเปล่าที่ทำให้เขาเงียบไป เขาไม่อาจเถียงอาวดริคในตอนนี้ได้เพราะเจ้าชายพูดเรื่องที่จริงเสียยิ่งกว่าจริง ” งั้นฝากด้วย ” เขาพูดจบก็ล้มตัวลงหนุนแขนตัวเองแล้วก็หลับไปอย่างรวดเร็ว

***
ในแสงยามโพล้เพล้สีแดงเรื่อนั้นโขดหินโลหิตยิ่งดูเหมือนอาบด้วยเลือดดังฉายาของมัน ซึ่งยังมาทั้งความพรั่นพรึงและโล่งใจมาให้เหล่าเหยี่ยวป่าที่พวกเขามาถึงที่หมายได้โดยปลอดภัย แม้ต้องเดินทางใต้เขี้ยวเล็บของทหารม้า ตอนนี้พวกเขาก็ได้เพียงรอคอยให้สหายมากันพร้อมหน้าเท่านั้น พวกเขาปรากฏตัวอย่างเชื่องช้าจากในแนวสุมทุมพุ่ม
ไม้ ไร้สุ้มเสียงราวกับภูติผี จะมีก็แต่เสียงเล็กแหลมราวกับนกร้องที่ดังรับกันอยู่ประปราย

แต่นั่นไม่อาจแทนที่ความรู้สึกของการพบหน้าเพื่อนและเห็นว่าพวกเขายังปลอดภัยดี ” โล่งอกไปที ” คนหนึ่งในกลุ่มที่มาใหม่อุทานก่อนจะถอนใจเมื่อเห็นใบหน้าทีคุ้นเคยอีกครั้ง ” แล้วนี่มาถึงกันเยอะหรือยัง หัวหน้าล่ะ ”

บาร์ธส่ายหน้า ” หัวหน้ายังไม่มา ตอนนี้ก็มีกันอยู่ไม่ถึงครึ่ง สงสัยว่าคงรอให้ครบสามวันกันก่อน ” พวกเขาฟังแล้วก็ถอนใจ เขาคงร้อนใจเกินไปเพราะพวกเขาต่างหากที่มาเร็ว ตอนที่นัดแนะเรื่องหลบหนีนั้นที่หัวหน้าสั่งไว้คือให้เจอกันอีกสามวันที่โขดหินโลหิต

แต่ที่น่ากังวลใจยิ่งกว่าคือสีหน้าของบาร์ธ ” แย่หน่อยที่ที่นี่ไม่ใช่จุดนัดพบที่ดีเสียแล้ว ” เขากล่าวก่อนจะเบนสายตาไปที่หินก้อนหนึ่งด้านหลังเขา ตอนนั้นเองที่พวกเขาเห็นโซ่และเชือกที่มัดอยู่รอบมันในเงาของดวงอาทิตย์สาดส่อง เพียงแค่เดินไปอีกไม่กี่ก้าวพวกเขาก็สามารถเห็นสิ่งที่ถูกมัดอยู่ มันคือร่างคน ร่างไร้วิญญาณเปลือยเปล่าที่ถูกผูกติดกับก้อนหินไว้หันไปทางทิศตะวันตกราวจะส่งสู่ความตาย เลือดจากร่างนั้นอาบหินลงมาเห็นทาง มันบอกได้ไม่ยากเลยว่าร่างนี้เพิ่งเสียเลือดจนถึงแก่ความตายเพียงไม่กี่ชั่วยามก่อนที่พวกเขาจะมาถึง

แต่ในที่นั้นไม่ได้มีแค่ร่างเดียว โขดหินอื่นที่อยู่ไม่ห่างออกไปก็มีอีกร่างหนึ่ง แล้วก็อีกร่าง ป้ายไม้ถูกปักไว้เพื่อประกาศความผิดของผู้ตายในฐานะผู้ที่ต่อต้านอำนาจของทหารม้าและราชสำนัก นี่เป็นคำเตือนของนางสำหรับผู้ที่คิดต่อต้าน และนางแสดงมันได้อย่างร้ายกาจที่สุด ” ข้าไม่อยากจะคิดเลยว่าหัวหน้าจะว่ายังไง ” ชายหนุ่มรำพึงขึ้นขณะที่ทอดสายตาไว้อาลัยแก่ผู้ตาย

***
ตั้งแต่เล็กแต่น้อยนางถูกสอนมาเสมอว่าให้มองดูเรื่องราวต่างๆตามที่มันเป็นและจัดการมันตามที่มันเป็น นั่นเป็นคำสอนที่นางรู้สึกว่ามีค่าใหญ่หลวงที่สุดจากพ่อของนาง บุคคลที่สอนนางในการจะดูแลเรื่องราวทั้งหลาย ทั้งเรื่องธุรกิจ ทั้งเรื่องในบ้าน ทั้งบริวาร ทั้งหมดทั้งมวลนั้นดำเนินไปอย่างราบรื่นเพราะนางยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ทุกอย่าง แต่ไม่ใช่กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้านางตอนนี้ ไม่ใช่จดหมายที่ปิดด้วยครั่งประทับพระราชลัญจกรของพระราชาฉบับนี้ ” เจ้าบอกว่ามันอยู่ห้องลูกชายข้าอย่างนั้นหรือ ” นางหันไปถามสาวใช้ซึ่งก้มหน้างุดไม่ยอมตอบนาง ” ตอบข้ามาสิ เจสสิก้านี่อยู่ในห้องลูกชายข้าอย่างนั้นหรือ ”

ในที่สุดหล่อนก็ตอบแม้จะลังเลใจก็ตาม ” คะ อยู่ในกองกระดาษบนโต๊ะของคุณชายน้อยน่ะคะ ”

ผู้เป็นมารดาทำได้เพียงส่ายหน้า นางยังไม่อยากจะยอมรับว่าแมกซิมิเลียนที่สงบเสงี่ยมถึงทรยศนางเช่นนี้ได้ ” เขาไม่เคยเป็นแบบนี้เลยนะ ” นางพูดขึ้นด้วยเสียงที่ดุดันแต่ก็สั่นเทา ” อย่างน้อยที่สุดเขาก็ไม่หาเรื่องใส่ตัวแบบซาร์คาเรีย แต่จดหมายนี่เขาได้มายังไง แล้วข้างในมันหายไปไหน ” ครั่งยังปิดดีแต่ไม่มีข้อความข้างใน ไม่ว่านางพยายามเท่าใดก็จนปัญญาจะเข้าใจสิ่งที่เห็นตรงหน้าได้

” ข้าว่าคุณผู้หญิงใจเย็นๆดีกว่านะคะ ” เจสว่าเมื่อเห็นคุณผู้หญิงของนางเริ่มหัวเสีย ” ข้าว่าถ้าท่านไปถามคุณชายน้อย คุณชายน้อยต้องอธิบายให้ฟังแน่ๆคะ ” สายตาที่ดุดันของคุณผู้หญิงทำให้หล่อนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามอีกครั้งด้วยความข้องใจว่า ” แล้วการที่คุณชายน้อย….ได้รับความไว้วางใจจากพระราชา…ไม่ดีเหรอคะ ”

นั่นทำให้ฟรานเชสก้าสวนขึ้นมาในทันที ” เรื่องแบบนี้เจ้าจะไปเข้าใจอะไรเจสสิก้า ออกไปได้แล้ว ออกไป๊! ”

สาวใช้ก็ได้แต่รีบถอยออกมา ตั้งแต่รับใช้คุณผู้หญิงคนนี้มาหล่อนจำไม่ได้เลยว่าคุณผู้หญิงของหล่อนสามารถเสียจริตไปได้ถึงเพียงนี้ หล่อนยอมรับอยู่หรอกว่าหล่อนไม่ค่อยเข้าใจอะไรมากนักเกี่ยวกับความวุ่นวายภายในราชสำนัก แต่ทำไมการที่คุณชายน้อยจะมีจดหมายประทับพระราชลัญจกรอยู่มันถึง…

” ท่านแม่ว่าอย่างไรบ้างเจสสิก้า ” เป็นคุณหนูอนาสตาเซียที่รออยู่นอกห้องที่เข้ามาทักหล่อนด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยกังวลแบบเดียวกับตอนที่หล่อนลากสาวใช้มาหาผู้เป็นแม่ ” ท่านแม่ได้เห็นแล้วใช่มั้ย ”

” คะ คุณผู้หญิงอารมณ์เสียใหญ่เลย ” หล่อนตอบด้วยใบหน้าบูดบึ้ง ” คุณหนูคะ ข้าไม่เข้าใจจริงๆว่าการที่คุณชายน้อยมีจดหมายนี่อยู่มัน- ”

แต่ก่อนที่หล่อนจะพูดจบปลายนิ้วของหญิงสาวก็ปิดปากหล่อนไว้ ” อย่าพูดเสียงดังไปเจส เดี๋ยวเจ้าน้องชายตัวดีของข้าได้ยินเข้าจะว่ายังไง เล่นไม่ยอมบอกท่านแม่แบบนี้ เจ้าคิดว่าเขาอยากจะให้ใครอื่นเห็นอย่างนั้นหรือ ”

นั่นทำให้สาวใช้ชะงักไปในทันที ” คุณหนูกำลังจะบอกว่า- ”

” ข้าไม่รู้หรอกนะว่าจดหมายนั่นไปอยู่ที่แมกซิมได้ยังไง แต่เจ้าลองคิดดูว่า….. ถ้าจดหมายนั่นไม่ใช่สิ่งที่แมกซิมควรมีอยู่ล่ะ ” หล่อนกล่าวขณะที่มองสาวใช้แน่วนิ่ง ” แม่ข้าคงคิดแบบนั้น นางถึงกลัว ถ้าความจริงจดหมายฉบับนี้ไม่ควรอยู่ที่แมกซิม มิหมายความว่าเขากำลังล้วงความลับของราชสำนักอยู่เหรอ ”

เพียงได้ยินเช่นนั้นขนบนตัวของสาวใช้ก็ลุกชัน หล่อนไม่อยากนึกแต่ไม่นึกก็ไม่ได้ ว่าถ้าคุณชายน้อยของหล่อน….

” ไม่ต้องห่วงหรอกนะ ยังไงก่อนที่จะทำอะไร ท่านแม่ต้องสืบให้รู้เรื่องก่อนอยู่แล้ว เจ้าวางใจเถอะ ” แล้วหล่อนก็บีบมือของสาวใช้น้อยๆก่อนจะเดินไปเคาะที่ประตู

” นั่นใคร ” เสียงข้างในถามขึ้น

” ข้าอนาสตาเซียเองคะท่านแม่ ” คุณหนูกล่าวพลางปรายสายตามองสาวใช้ที่ยังยืนนิ่งด้วยความตกใจ ” ข้ารู้เรื่องจดหมายแล้ว ให้ข้าเข้าไปนะคะ ”

ในอึดใจต่อมาคำอนุญาตก็ลอดจากบานประตูนั้นออกมา หล่อนรีบเปิดเข้าไปในทันที โดยไม่ลืมจะหุบรอยยิ้มที่กำลังคลี่กว้างบนใบหน้าลง

***
เวลาล่วงไปหนึ่งวันแต่มันดูราวกับเป็นทั้งชาติ อาจเพราะเขาไม่คุ้นเคยกับสภาพของเมืองที่เขาผ่านมา สภาพของผู้คนและชีวิตที่อาศัยอยู่ที่นี่ สำหรับลูเชียสเวลาหนึ่งวันที่คอยสืบหาความเป็นไปในเมืองนี้ทำให้เขาอยากกลับไปอยู่ในป่าให้รู้แล้วรู้รอด แต่เพราะงานของพวกเขายังไม่เสร็จสิ้นพวกเขาจึงยังกลับไม่ได้ นั่นคือเหตุผลที่เขาต้องนั่งจ้องชามอาหารซึ่งประกอบด้วยซุปข้นที่ใสกับขนมปังที่แข็งจนเคี้ยวแทบไม่ลง แต่จะประท้วงอะไรได้ ในเมื่อมันเป็นของดีที่สุดที่เขาจะหาได้แล้วในตอนนี้

” อดทนไว้ลูเชียส ” ชายหนุ่มตรงหน้าเขากล่าวขณะที่พยายามเคี้ยวขนมปัง ” ไว้พรุ่งนี้ถ้าเราได้เป็นทหารม้าก็ไม่ต้องกินของพวกนี้แล้ว ”

เขาหัวเราะหึทีหนึ่งก่อนจะตักซุปเข้าปาก ” เอาให้จริงเถอะ คีธ ข้ายังไม่เห็นเลยว่าทำไมพวกนั้นต้องรับเราเข้าไป ”

” เอาน่า ฝีมือเจ้ากับข้าก็ไม่ได้เลวร้ายเสียหน่อย จริงมั้ยพี่สาว พี่สาวคิดว่าพวกข้าพอเป็นทหารม้าได้มั้ย ”

สาวเสิร์ฟที่เดินผ่านเขาถึงกับชะงักเท้าเมื่อคีธปรายยิ้มให้ซึ่งทำให้ลูเชียสได้แต่กลอกตา ตลอดวันนั้นชายหนุ่มใช้ใบหน้าและรอยยิ้มนั้นมากกว่าหนึ่งครั้ง เขาไม่รู้เลยจริงๆว่าคีธซึ่งใช้ชีวิตส่วนมากในป่าในเขารู้วิธีหว่านเสน่ห์ให้อิสตรีได้อย่างไร แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามมันก็ได้ผลเกือบทุกครั้ง

ลูเชียสบอกได้ว่ามันได้ผลอีกครั้งแล้วเพราะสาวเสิร์ฟคนนั้นทำได้เพียงยืนอ้ำอึ้งมองตาค้างจนเขาต้องทักขึ้นว่า ” อย่าไปสนใจมันเลยพี่สาว มันไม่ค่อยรู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำเท่าไหร่ พูดจาบ้าบอแบบนี้แหละ ”

คีธหันมาเขม่นเขาทันที ” เจ้าพูดจาดีๆหน่อยก็ได้นะลูเชียส ข้าไปทำอะไรพี่สาวเข้าเหรอ ”

ชายร่างใหญ่ถึงกับหัวเราะหึ ” ทั้งเจ้าทั้งข้ามาจรจัดกันอยู่แบบนี้ยังเสนอหน้าไปยุ่งกับพี่สาว เจ้ามันเจียมกะลาหัวเป็นบ้างมั้ย ”

” จรจัดก็แค่วันนี้แหละวะ พรุ่งนี้ยังไงข้าก็จะเป็นทหารม้าให้ได้ล่ะ พี่สาว พี่สาวว่าข้าเป็นทหารม้าได้มั้ย ”

” ก็… ก็คงได้มั้ง ” สาวเสิร์ฟตอบหลังจากนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ท่าทางหล่อนยังงงๆอยู่

” แล้วพี่สาวพอรู้มั้ยล่ะว่าต้องไปที่ไหน ” คีธถามโดยไม่ยอมหุบรอยยิ้มบนใบหน้าลงแม้แต่น้อย ” ข้าเดินหามาทั้งวันยังไม่เจอทหารม้าซักคน ข้าไม่รู้จะถามใครแล้ว ”

ตอนนั้นเองที่เสียงชายชราคนหนึ่งดังขึ้นจากหลังร้านโดยไม่ปิดบังความหงุดหงิดรำคาญของเขาแม้แต่น้อย ” จะเป็นทหารม้าน่ะไม่ได้ง่ายหรอกนะเฟ้ย แล้วนี่พวกเจ้าเป็นใครมายุ่งอะไรกับคนของข้า ”

ต่อให้มองวูบแรกพวกเขาก็รู้ว่าชายคนนี้เป็นเจ้าของร้าน แต่พวกเขาไม่ยอมถูกเตะออกจากที่นี่ก่อนที่จะได้ข้อมูลอะไรบ้างแน่ ” ท่าน เพื่อนข้าแค่ถามเฉยๆนะ ” ลูเชียสกล่าว ” แล้วท่านล่ะรู้หรือเปล่าว่าต้องไปที่ไหน ”

” เชอะ ของแค่นี้ยังหาไม่เจอ บ้านท่านคลอเดียสออกจะใหญ่โต อยู่โน่น ย่านของพ่อค้าโดบรัมทางตะวันออกโน่น กินเสร็จแล้วเชิญออกไปได้เลย เงินวางไว้บนโต๊ะนั่นแหละแล้วเลิกยุ่งกับเมียข้าได้แล้ว ”

ชายหนุ่มสองคนตาโตในทันที ” เฮ้ย ตาพูดจริงดิ ข้านึกว่าหลานท่านนะเนี่ย ” คีธพูดขึ้นเสียดังลั่นระหว่างที่มองกลับไปกลับมาระหว่างทั้งคู่ ” โห…. แล้วตกลงนี่คือท่านหน้าแก่หรือพี่สาวหน้าเด็กกันแน่เนี่ย ”

คราวนี้จวักในมือตาเฒ่าเกือบได้ลอยถึงหัวพวกเขาเอาจริงๆ ใบหน้าของชายชราแดงก่ำด้วยโทสะขณะที่แกว่งจวักไปมาอย่างเหลืออด ” ไอ้ทะลึ่ง! ไปเลยไป ไสหัวไปเลยไป๊ ”

พวกเขาสองคนกุลีกุจอลุกขึ้นหลบอาวุธของตาเฒ่าได้อย่างหวุดหวิดแล้วเผ่นออกไปท่ามกลางเสียงหัวเราะของคนมากมายในร้านที่ต่างมองดูพวกเขาด้วยความขบขัน พวกเขาเองก็ยิ้มหัวกันอยู่นานจนพ้นจากร้านนั้นออกไปไกลพอควรแล้ว” ท่านนี่เอาเรื่องเลยนะคีธ ” ลูเชียสพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เคร่งเครียดเช่นเคย แต่ก็ไม่วายแฝงความขบขันอยู่ในที ” ข้าไม่นึกว่าท่านจะไปกวนตาเฒ่าแบบนั้น ”

ชายหนุ่มก็ยิ้มน้อยๆ ” จริงๆข้าตั้งใจจะแค่ตามน้ำให้ได้คำตอบเท่านั้น แต่เห็นแล้วมันอดไม่ได้ก็เท่านั้นแหละ ”

และนั่นก็ไม่ได้ต่างออกไปนักสำหรับลูเชียส ” แต่ก็น่าแปลกที่พวกเขาเลี่ยงจะตอบเรื่องทหารม้าอยู่เรื่อย ทั้งที่ข้าก็ไม่เห็นทหารม้าที่นี่ซักคนเดียว ”

เรื่องนั้นคีธเองก็รู้สึก ตลอดทั้งวันที่พวกเขาเดินไปทั่วแต่กลับไม่เห็นทหารม้าแม้ซักคน จะมีก็ทหารรักษาความสงบในเมืองที่อยู่กันอย่างประปราย ไม่มีใครพูดถึงทหารม้า แค่เอ่ยถึงบางคนก็หนีหน้าไปแทบจะในทันที แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่พวกเขาต้องสนใจมากที่สุดในตอนนี้ เรื่องที่ต้องคิดคืนนี้คือทำอย่างไรถึงจะสามารถเข้าไปในกองทหารม้าได้ และที่สำคัญกว่านั้นคือทำอย่างไรให้เข้าไปในวังได้

ใบหน้าที่เคร่งเครียดขึ้นมาอย่างกะทันหันของคีธทำให้ลูเชียสทักขึ้น ” มีอะไรหรือ ”

ที่ชายหนุ่มถามกลับคือ ” ไม่ว่าวันพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น เจ้าจะเชื่อใจข้าอยู่ใช่มั้ย ”

ชายหนุ่มร่างสูงนิ่งงันไปเล็กน้อยก่อนจะตอบว่า ” เราอาจไม่ได้สนิทสนมกันมากก็จริง แต่ถ้าหัวหน้าเชื่อใจท่านข้าก็จะเชื่อใจท่าน ”

คีธได้ยินเช่นนั้นก็ยักหน้า เขาไม่ได้พูดอะไรหลังจากนั้นมากไปกว่า ” คืนนี้รีบหาที่พักกันดีกว่า ” แล้วก็เงียบไปตลอดคืนที่เหลือ

***
ในความมืดซึ่งดวงตาไม่อาจมองเห็นสิ่งที่อาจตามไปได้คือเสียง ทั้งเสียงของป่าในยามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยสรรพสัตว์ ทั้งสายน้ำที่เชี่ยวกรากอยู่ไม่ห่างจากพวกเขา แต่ด้วยประสาทที่อ่อนล้าพวกเขาเกือบพลาดท่ากลายเป็นเหยื่อของสายน้ำไปหลายครั้ง หลังจากสองหรือสามครั้งมันก็มากเกินกว่าที่พวกเขาจะหวังพึ่งดวงต่อไป พวกเขาหยุดอยู่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่งลึกเข้าไปในแผ่นดิน ตลอดเวลานั้นไม่มีใครพูดอะไร

จนเจ้าชายเปรยขึ้นในความเงียบนั้นว่า ” พรุ่งนี้เราต้องไปโขดหินโลหิตแล้ว ”

แต่ซาร์คไม่ได้ตอบว่ากระไร ไม่ใช่เพราะเขาเหนื่อยเกินกว่าจะรับรู้แต่เพราะเขายังไม่อาจทำใจ เขายังไม่อยากจะยอมแพ้ และอาวดริคก็รู้ หัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่ายังดื้อเกินกว่าจะยอมรับว่าทุกอย่างอาจสายเกินไป พวกเขามาไกลจากจุดเริ่มต้นมาก ไกลเสียจนเด็กผู้หญิงคนหนึ่งไม่น่าจะลอยตามน้ำมาถึงที่นี่ได้โดยยังปลอดภัย ยังไม่นับว่าบนผ้าผืนนั้นเหมือนจะบอกโดยนัยว่าหล่อนได้รับบาดเจ็บ

ถ้าหล่อนตกน้ำจริง ป่านนี้ก็คง….

” เรานอนที่นี่กันคืนนี้แล้วกัน ” อีกครั้งที่เจ้าชายกล่าวขึ้นราบเรียบไร้อารมณ์

แต่ครั้งนี้เด็กหนุ่มไม่ได้ตอบเขาด้วยความเงียบ ” มันง่ายมากเลยอย่างนั้นหรือ ” เขาได้แต่นั่งเงียบขณะที่ซาร์คเปลี่ยนจากมองผืนดินมาที่เขา ” การยอมแพ้มันง่ายขนาดเลยงั้นเหรอ ” ซาร์คถามย้ำด้วยเสียงที่ขุ่นด้วยอารมณ์ ” ทิ้งเด็กผู้หญิงคนหนึ่งให้ต้องเผชิญหน้ากับความเหี้ยมโหดป่าเถื่อนของคนพวกนั้นมันง่ายมากเลยอย่างนั้นสิ ”

ความโกรธเคืองนั้นชัดเจนอยู่ในดวงตา แต่อาวดริครู้ดีเกินกว่าจะโกรธหรือกลัว เขาเพียงแค่สงบนิ่งแล้วมองตรงไปในตาคู่นั้นเหมือนที่คีธทำ ” เจ้ารู้ดีว่าเราทำได้แค่นี้ ” เขาตอบทั้งที่ลำคอแห้งผาก ” เราพยายามแล้วซาร์ค เจ้าพยายามมากแล้ว แต่- ”

” แต่อะไร ” เพียงสาวเท้าไม่กี่ก้าวเด็กหนุ่มก็มายืนอยู่ตรงหน้าเขา จ้องมองเขาด้วยสายตาที่ไม่ต่างจากสุนัขบาดเจ็บ ” เรายังหาไปไม่ถึงไหนเลย ”

” แล้วเราต้องหาไปถึงไหน ปากแม่น้ำอย่างนั้นหรือ ” เจ้าชายสวน ” แค่จากตรงนั้นถึงนี่ข้าก็ไม่คิดว่า- ”

มือข้างหนึ่งของซาร์คปิดปากเขาไว้อย่างรวดเร็ว เขาไม่ต้องการได้ยินอะไรทั้งนั้น โดยเฉพาะเรื่องนี้ ” เรื่องอัปมงคลแบบนั้น อย่าพูด ” เด็กหนุ่มกล่าวด้วยเสียงที่แผ่วเบาจนเหมือนเสียงกระซิบ เขาได้แต่อาศัยเงาจากเรือนผมหลบหน้าไม่ให้อาวดริคเห็นดวงตาของเขาได้ ดวงตาที่จะทรยศความเจ็บปวดที่เขารู้สึก ความอ่อนไหวที่ทำให้เขารู้สึกอ่อนแอ ความสูญเสียหลายต่อหลายครั้งกำลังกัดกินเขาราวกับว่าส่วนหนึ่งของดวงวิญญาณของเขาจากไปพร้อมกับคนเหล่านั้น

แต่อาวดริคไม่จำเป็นต้องมองหน้าเขาเพื่อจะรับรู้ความเจ็บปวดของเขา มือที่สั่นเทานั้นทรยศทุกสิ่งอย่างที่เด็กหนุ่มพยายามเก็บงำไว้ เขาดึงมือข้างนั้นออกอย่างเบามือแล้วกระซิบบอกว่า ” ข้าไม่จำเป็นต้องพูดหรอกซาร์ค เพราะเจ้ารู้อยู่แล้ว ”

ใช่ ซาร์ครู้อยู่แล้ว ใจของเขาต่างหากที่ไม่ยอมรับ เขาเสียมากเกินไปกับการเดิมพันครั้งนี้ เขาเสียเพื่อนในเหยี่ยวป่าหลายคน เสียคนที่รู้จัก คนที่เป็นแค่ชาวบ้านธรรมดาหาเช้ากินค่ำที่ต้องมาติดบ่วงนี้ เขาเสียแม่ทูนหัวไปท่ามกลางการกดดันของทหารม้า เขาเสียแขนขาสำคัญอย่างโจ แล้วนี่ก็เด็กที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ คนที่เขาสาบานว่าจะปกป้องไว้ อย่างอลิซาเบธ…

คนต่อไปล่ะ คนต่อไปจะเป็นใคร

นั่นคือตอนที่อาวดริคดึงเขาให้นั่งลง ความคิดของเขาต้องชะงักเมื่อเจ้าชายหันมายิ้มน้อยๆ ” นอนเถอะ ข้าเฝ้าให้เอง หนทางพรุ่งนี้ยังอีกไกล ถ้าไม่พักเอาแรงเดี๋ยวก็ไปไม่ถึงเสียหรอก ”

เขาเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมมันถึงฟังดูง่ายดายนักเมื่อออกมาจากปากของอาวดริค ง่ายดายจนบางครั้งเขาก็อดจะฉุนชายหนุ่มบ้างไม่ได้ ทำไมดวงตาคู่นั้นถึงกระจ่างใสจนน่าอิจฉา

แล้วมันก็มองกลับมาที่เขาอีกครั้งแล้วถามว่า ” มีอะไรหรือเปล่าซาร์ค ”

เด็กหนุ่มก็เพียงแค่ส่ายหน้าแล้วก็ล้มตัวลงนอน คืนนั้นเขาฝันถึงความว่างเปล่าที่คลอด้วยเสียงสายน้ำหลาก

***
TBC in Chapter 2

Advertisements

One thought on “A Fairytale: จนฟ้ารุ่งราง บทที่ 1

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s