A Fairytale: จนฟ้ารุ่งราง บทที่ 2

Title: A Fairytale
Book III: จนฟ้ารุ่งราง (Another Dawn)
Author: vekin
Rate: PG-13
Warning: คนเขียนอ่อนคำราชาศัพท์เป็นอย่างยิ่ง ต้องขออภัยในความผิดพลาดมา ณ ที่นี้
***บุคคล เหตุการณ์และสถานที่ในเรื่องล้วนสมมติขึ้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องพาดพิงกับบุคคลและเหตุการณ์จริงแต่อย่างใด***

Chapter 2
####################################################

ภายในปราสาทนั้นมืดสลัวไปนานแล้ว จะเว้นก็แต่ที่ห้องบรรทมของพระราชินีที่ยังคงสว่างไสวด้วยแสงจากคบไฟที่จุดไว้จนทั่ว นางกำนัลผู้ถวายการรับใช้นั้นนั่งรอถวายการรับใช้จนหลับสัปหงกไปบนเก้าอี้ กระนั้นพระนางยังไม่ได้ขยับจากโต๊ะทรงพระอักษร ในพระหัตถ์ยังคงเป็นปากกาด้ามเดิมที่พระนางทรงใช้ตั้งแต่ทรงประทับลงที่นี่ ตอนนั้นเองที่เสียงเคาะเบาๆดังขึ้นบนบานประตูห้องบรรทม ตามด้วยเสียงของทหารรักษาการณ์หน้าห้องว่า ” พระอาญาไม่พ้นเกล้า ท่านดยุคคลอเดียสขอเข้าเฝ้าพะยะคะ ”

น้ำเสียงของทหารผู้นั้นฟังดูลังเลใจ การให้ชายหนุ่มผู้นี้เข้าเฝ้าพระราชินีในยามวิกาลเช่นนี้ย่อมมิใช่เรื่องที่เหมาะควรแม้พระนางจะไม่เคยใส่พระทัยก็ตาม องค์ราชินีเพียงตรัสอนุญาต ” ให้เขาเข้ามา ”

ดยุคหนุ่มก้าวเท้าเข้ามาได้เพียงไม่กี่ก้าวเขาก็ต้องชะงัก จริงอยู่ที่พระนางผู้เลอโฉมไม่ได้เงยพระพักตร์ขึ้นมาจากจดหมายของพระองค์แต่อย่างใด ฉลองพระองค์นั้นไม่ได้หรูหรา เป็นเพียงเสื้อคลุมสีเทาเรียบที่พระองค์ทรงสวมทับชุดบรรทม บนพระพักตร์ก็มิได้มีเครื่องประทินผิวใดๆและเส้นผมนั้นก็เพียงปล่อยสยายไว้ แต่ในเวลานั้นคลอเดียสกลับรู้สึกว่าพระพักตร์ซึ่งเคร่งเครียดนั้นงามกว่าความงามใดๆที่เขาได้ยลมา

และพระนางไม่ได้ตรัสสิ่งใด เป็นเขาที่เอ่ยปากขึ้นก่อนว่า ” พระองค์ยังไม่ทรงพักผ่อนอีกหรือพะยะคะ ”

สิ่งที่ตรัสตอบมาคือ ” ข้ามีจดหมายที่ต้องรีบเขียน ” แล้วพระนางก็ตวัดพระเนตรขึ้นมองดยุคหนุ่ม ” ท่านเองก็คงได้ข่าวเรื่องที่ลือกันแล้ว ”

” เรื่องเวสต์เวลล์ใช่มั้ยพะยะคะ ” ดยุคหนุ่มกล่าวขึ้นเบาๆ

” ข่าวลือเกี่ยวกับเจ้าชายแห่งเวสต์เวลล์ทำให้ฝ่ายนั้นอยู่ไม่สุขกันแล้ว ” ความกังวลอยู่ในพระสุรเสียงเต็มเปี่ยม แล้วพระนางก็ถอนพระทัย ” ถ้ายิ่งเราหยุดข่าวลือได้ช้าเท่าไหร่ เรื่องจะยิ่งบานปลายมากเท่านั้น ”

” มีทหารมาแจ้งเข้ามาแล้วว่าพวกเขาจับผู้ต้องสงสัยปล่อยข่าวลือได้แล้ว พระองค์ทรงวางพระทัยได้พะยะคะ ”

กระนั้นพระนางก็ยังส่ายพระพักตร์ ” นั่นไม่พอหรอกคลอเดียส มันยังใช้เวลาก่อนที่ข่าวลือจะเงียบไปได้ และนั่นจะไม่หยุดเวสต์เวลล์จากการเข้ามา ”

” เช่นนั้นพระองค์ดำริว่า…. ”

” กำชับทหารม้าให้จับทุกคนที่เกี่ยวข้องกับข่าวนี้ ” พระนางตรัส ” ไม่ว่าคนๆนั้นจะรู้เห็นน้อยนิดแค่ไหนก็ควบคุมตัวไว้ให้หมด เราต้องหยุดข่าวลือนี้ให้ได้ ที่สำคัญที่สุดคือต้องกำจัดกองกำลังที่ซ่องสุมอยู่ทั้งหมด ลบข่าวลือเรื่องกองกำลังของเจ้าชายไปเสีย ”

ดยุคหนุ่มถึงกับต้องกลืนน้ำลายเมื่อได้ยินเช่นนั้น ทั้งความตึงเครียดในท่วงท่าและน้ำเสียงของพระนาง ทั้งความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ของพระนาง เขาไม่มีเหตุผลใดที่สามารถคัดค้าน แต่กระนั้นเขาก็ยังคงรู้สึกว่ามันอาจไม่ช่วยให้วิกฤตินี้ทุเลาลงได้อย่างที่พระราชินีต้องการ แต่เขามีอะไรดีกว่านี้อยู่ในหัวหรืออย่างไร ” ภายในพรุ่งนี้ข้าพระองค์จะเค้นความจริงจากนักโทษให้ได้พะยะคะ ” ดยุคหนุ่มรับคำแข็งขัน ” ถ้าความจริงกระจ่างขึ้น ข้าพระองค์ว่าเราจะสามารถหาวิธีที่มีประสิทธิภาพหยุดยั้งทั้งข่าวลือและเวสต์เวลล์ได้อย่างแน่นอน ”

เขากราบทูลได้เพียงแค่นั้นก่อนที่สายพระเนตรอันเยือกเย็นจะทำให้ปากของเขาหุบสนิท ดูราวกับพระนางกำลังพิจารณาเขาอย่างละเอียดละออ แต่อีกทีก็เหมือนพระนางไม่ได้มองไปที่ใดในห้องบรรทมนี้เลย อีกครั้งที่เขาต้องกลืนน้ำลายด้วยความกระวนกระวายขณะที่รอ แล้วพระนางอาร์ดาราก็ตรัสขึ้นว่า ” ท่านจะไม่มีวันทรยศข้า ใช่หรือไม่ คลอเดียส ”

ในตอนนั้นดยุคหนุ่มก็ถึงกับลืมหายใจไป เมื่อบนพระพักตร์ที่เข้มแข็งยิ่งนั้นอ่อนลง จากท่าทางที่หนักแน่นกลับดูเปราะบางลงอย่างที่เขาไม่ทันเตรียมตัวเตรียมใจ สายพระเนตรของพระนางกลายเป็นสายตาของหญิงสาวที่ขาดความเชื่อมั่น สายตาที่ดูราวกำลังร้องขอความรัก แล้วจะให้เขาตอบอย่างไรได้ ” พระนางคือลมหายใจของข้าพระองค์พะยะคะ คนเราอยู่มิได้โดยขาดลมหายใจ ”

ถ้อยคำนั้นดูเหมือนจะทำให้พระนางโล่งพระทัยขึ้นบ้าง สายพระเนตรที่เต็มไปด้วยความยินดีนั้นไม่ต่างจากสาวแรกรุ่นที่ได้คำรับรักจากชายหนุ่มเป็นครั้งแรกเลยแม้แต่น้อย ” ขอบใจท่านมากคลอเดียส ” แล้วพระนางก็ยื่นพระหัตถ์ให้เขาจุมพิตเช่นทุกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้พระนางตรัสตามด้วยว่า ” ข้ามีจดหมายลับฉบับหนึ่งต้องการให้ท่านส่งให้ จะได้ไหม ”

” จดหมายลับหรือพะยะคะ ” เขานิ่วคิ้ว ก่อนจะกราบทูลถามว่า ” ข้าพระองค์ขอบังอาจ แต่ส่งถึงใครหรือพะยะคะ ”

พระนางก็เพียงแค่พับจดหมายในมือใส่ซองแล้วหยอดครั่ง ระหว่างนั้นพระนางก็บอกว่า ” ถึงเพื่อนคนหนึ่ง เคานเตส ฟรานเชสก้า เอสเมรัล เมริสมา ” แล้วพระหัตถ์อันงามนั้นก็ยื่นจดหมายประทับตรามาให้เขา ” ช่วยย้ำผู้ส่งสาสน์ของท่านด้วยว่าจดหมายฉบับนี้ต้องส่งถึงมือเท่านั้น ”

ดยุคแห่งโดบรัมรับคำแข็งขัน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาเข้าใจถ่องแท้ในเจตนาของพระนาง ไม่ว่าเมื่อใดก็เหมือนมีบางสิ่งซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทางอันสงบนิ่งสง่างามนั้นเสมอ หลายครั้งทีเดียวที่เขาอยากจะเอ่ยปากถาม แต่ทุกครั้งเขาก็ไม่บังอาจกราบทูลออกไป ท้ายที่สุดเขาก็ทำได้เพียงจากมา ด้วยความสงสัยที่ชัดเจนอยู่ในสายตาของเขา

แต่สายพระเนตรของพระนางนั้นช่างต่างออกไป สายตานั้นกลับไปเรียบเฉยราวไม่รู้สึกถึงสิ่งใดแม้ยามเมื่อพระนางทอดพระเนตรจากพระบัญชรลงไปยังทิวทัศน์ของเมืองเบื้องล่าง เมืองหลวงแห่งไลน์ เมืองที่เสมือนเกราะป้องกันอันซับซ้อนปกป้องพระนางจากภยันอันตรายทั้งมวล ” มาสิ ” พระนางตรัสขึ้นเบาๆราวกำลังรับสั่งกับสายลม ” จงมา เด็กน้อยของข้า ถึงเวลาของเจ้าแล้ว ”

***
หัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่าต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่ออาวดริคจู่ๆลุกพรวดขึ้นจากพื้นที่เขานอนอยู่ก่อนหน้านั้น นัยน์ตาที่เบิกโพลงมองตรงไปข้างหน้าราวกำลังพยายามจะจดจำสถานที่ๆเขาอยู่ให้ได้ ในดวงตาคือความกลัวราวกับเบื้องหน้าเขานั้นมีภูติผีที่ไม่มีใครอื่นมองเห็น ความสับสนที่ดูคุ้นตาเตือนเด็กหนุ่มทันทีว่าเขาอาจกำลังมองดูอาวดริคที่หลงทางอยู่ในความทรงจำ

“ อาวดริค ” เขาเรียกอย่างระวังขณะที่ขยับเข้าใกล้เจ้าชาย กินเวลาอยู่พักหนึ่งกว่าที่สายตาเวิ้งว้างที่มองมาจะเริ่มแสดงความรับรู้เข้าใจ สำหรับซาร์คมันคือช่วงเวลาที่เขาทั้งโล่งใจทั้งหัวเสียจนไม่รู้จะทำอย่างไร “ ข้าบอกแล้วไงว่าเจ้าไม่ต้องพยายามรื้อฟื้นความทรงจำอะไรอีกแล้ว “ แต่คำพูดเหล่านั้นก็เหมือนจะลอยลมผ่านไปเมื่อเจ้าชายไม่ตอบสิ่งใด ซาร์คต้องแปลกใจเมื่อเห็นเหงื่อไหลพรากลงตามแนวใบหน้านั้นทั้งที่อากาศยามเช้าเย็นเยียบ ปลายนิ้วของอาวดริคก็เย็นเฉียบจนเขากลัว เขาดูตื่นกลัวเกินกว่าครั้งไหนๆ ” เกิดอะไรขึ้น อาวดริค ”

” ข้าได้ยินเสียง ”

นั่นคือคำแรกของอาวดริคหลังจากความเงียบยาวนาน แต่นั่นไม่ได้ทำให้อะไรกระจ่างขึ้น ” เสียงอะไร ” เด็กหนุ่มถามขึ้นหลังจากความเงียบอีกระยะหนึ่ง อาวดริคเองก็เหมือนกำลังพยายามอย่างหนักจะบอกเขาว่ามันเกิดอะไรขึ้น

” เสียง…คล้ายๆคนกำลังพูดอะไรต่ำๆซ้ำไปซ้ำมา ข้าจับไม่ได้ว่าเขาพูดอะไรแต่ว่า- ”

” เสียงผู้หญิงหรือผู้ชาย ”

ความหนักแน่นไม่สั่นคลอนในน้ำเสียงนั้นทำให้เจ้าชายต้องมองเขาอย่างช่วยไม่ได้ แต่นั่นก็แค่ครู่เดียวก่อนที่เขาจะหลบสายตาไปแล้วตอบว่า ” เสียงผู้หญิง ”

” เป็นนาง… อย่างนั้นเหรอ ”

อาวดริคไม่ตอบคำถามนั้น อาจเพราะตัวเขาเองก็ไม่มีคำตอบจะให้ ” เรารีบไปกันดีกว่า ข้าสังหรณ์ใจไม่ดี ”

ในตอนแรกเขาอยากให้เจ้าชายได้พักมากกว่านี้ ให้สติของเขากลับมาโดยสมบูรณ์เสียก่อน แต่ความรีบร้อนทำให้เขาเริ่มกังวลใจ พวกเขาจึงออกเดินทางแทบจะในทันทีโดยไม่รอให้ตะวันขึ้นพ้นขอบฟ้าดีด้วยซ้ำ

***
เทียบกับในเขตสลัมแล้ว ยามเช้าหน้าคฤหาสถ์หรูหราของดยุคแห่งโดบรัมดูเอะอะไปทันตาเลยทีเดียว ซึ่งก็คงช่วยไม่ได้ในเมื่อด้านหน้านั้นเต็มไปด้วยชายหนุ่มมากมายยืนเกาะกลุ่มกันไม่ห่างจากประตูรั้วมหึมาของคฤหาสถ์มากนัก แต่ละคนก็ไม่ใช่ผู้ลากมากดีที่ไหน ก็เป็นคนเดินดินธรรมดา บ้างเหมือนจะเป็นคนเถื่อนหลุดเข้ามาจากป่ารอบเมืองด้วยซ้ำ โดยไม่ต้องมีใครบอกใครพวกเขาก็รู้กันเองว่าแต่ละคนมาเพื่อสิ่งใด

” กลิ่นเหมือนคอกสัตว์ ” คือคำรำพึงเบาๆของลูเชียสขณะที่พวกเขาเดินเข้ามาใกล้บริเวณนั้น ก็ไม่น่าแปลกใจนักถ้าดูจากสภาพที่ทรุดโทรมและเนื้อตัวที่มอมแมม หลายคนเหมือนเพิ่งออกมาจากป่าโดยไม่ได้อาบน้ำอาบท่ามาร่วมเดือน ความจริงพวกเขาเองก็ไม่ได้ต่างจากคนอื่นๆมากนัก พวกเขาไม่ได้เสียเวลาเตรียมตัวเพื่อมาที่นี่ เนื้อตัวพวกเขายังคงมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ของหนูที่พวกเขาไปแบ่งห้องพักด้วย ” คนเยอะขนาดนี้เจ้าว่าเราจะมีหวังหรือ ” ชายร่างสูงเป็นฝ่ายถามขึ้น

ชายหนุ่มหันมาเลิกคิ้วขึ้นพลางยิ้มเยาะน้อยๆทันที ” นี่ลูเชียสผู้กล้าปอดแหกกับเรื่องแบบนี้ด้วยหรือเนี่ย ”

” ข้าไม่ได้ปอดแหก ” เขาตอบ ” แค่คิดถึงความเป็นไปได้เท่านั้นเอง ”

ริมฝีปากของคีธกระตุกขึ้นน้อยๆทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น ” ถ้าอย่างนั้นก็ลองดู ”

แล้วเขาก็เดินนำเข้าไปท่ามกลางผู้คน จนสามารถเข้ามาประชิดประตูรั้วโดยไม่ยากเย็น ทหารยามที่ยืนเวรร้องขึ้นทันทีที่เห็นพวกเขา ” เฮ้ เจ้าคนนั้นน่ะถอยออกไป ไม่มีใครเข้าใกล้ประตูทั้งนั้น ”

คีธไม่ได้หันไปมองเขาด้วยซ้ำตอนที่ตอบไปว่า ” ข้าไม่ได้อยากจะเข้าใกล้ประตูเสียหน่อย ข้าจะเข้าไปข้างในต่างหาก ”

” เมื่อถึงเวลาท่านคลอเดียสจะเรียกเอง เจ้าไปรอกับคนอื่นๆนู้นไป “แล้วทหารเวรก็หมุนเอาด้ามหอกดันพวกเขาออกห่าง

แต่ชายหนุ่มกลับไม่ยี่หระ เขาหันมาถามต่อว่า ” พวกเขารอมานานเท่าไหร่แล้ว ”

ซึ่งทหารยามก็ตอบว่า ” แล้วแต่คน ข้าไม่สนใจนับหรอกว่าใครอยู่มากี่วันแล้ว ”

สำหรับคีธนั่นหมายความว่าหลายวันแล้ว ” แล้วการคัดเลือกทหารม้าต้องรอท่านคลอเดียสคนเดียวเลยอย่างนั้นหรือ เป็นคนใหญ่คนโตระดับนั้นแท้ๆ ไม่เห็นต้องลงมาวุ่นวายกับเรื่องเด็กใหม่เองเลยนี่ ”

ทหารยามคนนั้นก็ได้แต่เกาหัวแกร่ก ” ข้าเองก็ไม่รู้หรอกนะไอ้หนู แต่ยังไงตอนนี้ท่านก็งานยุ่งมาก ว่างเมื่อไหร่ท่านคงมา ”

” งั้นเหรอ เรื่องเจ้าชายแห่งเวสต์เวลล์นี่ทำให้ปวดหัวมากเลยสินะ ” ฉับพลันที่ได้ยินคำนั้นสันหลังของลูเชียสก็เย็นวาบไม่ต่างทหารยามตรงหน้า และพวกเขาเก็บสีหน้าไม่มิดเลยแม้แต่น้อย มีแต่คีธเท่านั้นที่ยังหน้าระรื่น เขาก้าวเข้าไปประชิดแล้วกระซิบว่า ” ข้าได้ยินข่าวระหว่างมาที่นี่น่ะพี่ชาย ถ้าให้ข้าเดา ตอนนี้งานคงล้นมือท่านคลอเดียสแน่ เพราะจนบัดนี้ยังไม่มีใครยืนยันที่อยู่ของเจ้าชายคนนั้นได้เลย อ้อ แล้วอย่าลืมเรื่องเกี่ยวกับเจ้าชายอาวดริคด้วย มีคนเคยตรวจสอบหรือยังว่าทั้งสองเรื่องนี้เกี่ยวข้องกันหรือเปล่า ”

รอยยิ้มน้อยๆยังคงอยู่บนใบหน้าของชายหนุ่มขณะที่ทหารยามผู้นั้นจ้องมองเขาด้วยดวงตาที่แสดงความไม่เชื่อ แน่ล่ะ ผู้ชายที่ท่าทางเหมือนมาจากบ้านนอกคนนี้น่ะหรือจะรู้เรื่องวุ่นวายที่กำลังกลุ้มรุมราชสำนักอยู่ในตอนนี้

“ท่านคลอเดียสเป็นคนที่สามารถมาก แต่ถึงจะเก่งขนาดไหนทั้งงานและความกดดันระดับนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะรับมือได้ง่ายๆ ถ้าถามข้าละก็ การมีคนช่วยเพิ่มเติมเป็นเรื่องที่ไม่เลวเลย การที่ท่านเจียดเวลาลงมาดูการคัดเลือกซักนิดอาจเป็นการเสียเวลาที่คุ้มค่าก็ได้ ” ชายหนุ่มพูดจบก็ถอยห่างออกมาเล็กน้อย ” พวกข้าจะรออยู่ที่นี่จนกว่าท่านคลอเดียสจะมาแต่ว่า… ท่านก็น่าจะรู้ว่าเวลาเป็นสิ่งที่มีค่ามากในตอนนี้ ”

ทันทีที่เขาพูดจบลูเชียสก็รู้ว่าการเจรจานี้ได้ผลก่อนที่ทหารยามคนนั้นจะผลุ่บหายเข้าไปหลังรั้วด้วยซ้ำ แต่คีธก็ไม่ได้ผ่อนคลายลงเลย อย่างน้อยก็ในสายตาของลูเชียส ชายร่างสูงเองก็กังวลไม่ต่างกัน ” พูดเรื่องนั้นไปจะดีหรือ ” เขาถาม

” เราไม่มีเวลาแล้ว ” คือคำตอบเดียวคีธให้ได้ในตอนนั้น

ผ่านไปนานพอสมควรกว่าที่ทหารยามคนนั้นจะกลับมาอีกครั้ง คราวนี้พร้อมคำตอบว่า ” ท่านคลอเดียสมีเรื่องต้องสะสางเล็กน้อยก่อน อีกครู่คงให้พวกเจ้าเข้าไปพบได้ ” เสียงฮือฮาดังขึ้นโดยรอบในทันที หลายคนที่รอมาหลายวันจนเกือบจะถอดใจกลับมีความหวังอีกครั้ง ส่วนคีธเขาก็ได้แต่ถอนใจด้วยความโล่งอก

และชั่วครู่หนึ่งที่ว่านั้นก็ไม่ได้นานนัก ผ่านไปไม่เท่าไหร่ประตูรั้วนั้นก็เปิดออก ทหารม้าอีกสองสามนายออกมาพร้อมอาวุธและตะโกนเรียกให้พวกเขาเข้าไปภายใน พวกเขาต้องลัดเลาะทางเดินที่ผ่านสวน ผ่านทางเดินทอดยาวและอาคารที่บัดนี้กลายเป็นฐานบัญชาการสำคัญแห่งหนึ่งของทหารม้าพระราชินี ผู้คนที่อยู่ในที่นั้นได้ล้วนเป็นทหารม้าที่มีทั้งฝีมือและได้รับความไว้วางใจเหนือกว่าคนอื่นๆ ดังนั้นคงไม่น่าแปลกที่พวกเขาจะตกประหม่า ยิ่งก้าวเข้าไปลึกเท่าใดยิ่งรู้สึกได้ถึงความกดดันจากสายตาและบรรยากาศโดยรอบ ที่แปลกสำหรับลูเชียสก็คงเป็นคีธ ความสงบของชายหนุ่มคือสิ่งที่ทำให้เขาได้รับความนับถือก็จริง แต่ในท่าทีที่สงบเงียบกลับเหมือนมีบางสิ่งซ่อนอยู่ บางสิ่งซึ่งคีธพยายามควบคุมไว้ด้วยกำลังความสามารถทั้งหมดที่มี

” เอาล่ะพวกเจ้ารออยู่ที่นี่ ” ผู้นำทางของพวกเขาร้องบอกเมื่อพวกเขาเดินหลุดออกมาจากทางเดิน เข้ามายังลานดินตรงกลางอาคารใหญ่ มันเป็นอาคารสองชั้นที่ทาไว้ด้วยสีม่วงแดงด้านๆล้อมลานนั้นเหมือนอัฒจันทร์ที่เรียงรายด้วยระเบียงชวนให้สงสัยทีเดียวว่าลานนี้มีไว้เพื่อการณ์ใดบ้าง และจากระเบียงชั้นสองนั้นชายคนหนึ่งกำลังยืนมองพวกเขา ข้างกายเป็นหญิงงามคนหนึ่งซึ่งยืนอยู่ไม่ห่าง จริงอยู่ที่เสื้อผ้าของเขาไม่ได้ดีเลิศ เป็นเพียงแค่เสื้อหลวมสบายและกางเกงเข้าตัวแบบทหารที่ใส่กันอยู่ทั่วไปในที่นั้น แต่มีหรือที่คีธจะจำเขาไม่ได้

คลอเดียส ชาล็อตตา

” พวกเจ้าก็คงรู้ว่าการเป็นทหารนั้นฝีมือในการต่อสู้สำคัญมาก ” ผู้นำทางคนหนึ่งของพวกเขากล่าวขึ้น ” ตอนนี้ท่านคลอเดียสต้องการให้พวกข้าทดสอบฝีมือพวกเจ้า ใครไม่มีอาวุธก็เลือกเอาจากที่วางอยู่ได้ แล้วก็จัดการกันเองซะ ”

คำสั่งสั้นๆนั้นทำให้พวกเขานิ่งด้วยความงุนงงไปชั่วครู่หนึ่ง แต่นั่นก็แค่ครู่เดียว ก่อนที่คนหนึ่งในกลุ่มพวกเขาจะตัดสินใจดำเนินตามคำสั่ง เขาชักดาบออกฟันคนข้างๆล้มลงกองกับพื้นอย่างง่ายดายโดยที่เจ้าตัวยังไม่ทันขยับด้วยซ้ำ หลังจากนั้นอีกคนหนึ่งก็เริ่มทำตามแล้วก็อีกคน ในชั่วพริบตาทั้งลานนั้นก็กลายเป็นความโกลาหล เมื่อคนที่เหมือนจะเป็นเพื่อนร่วมชะตาพาลกลายเป็นศัตรูกันเสียหมด ตอนนี้ไม่สำคัญแล้วว่าใครมากับใคร พวกเขาทั้งหมดหันดาบเข้าหากันเอง

หรือในกรณีของคีธกับลูเชียส คือหันหลังเข้าหากัน ” วิธีคัดเลือกช่างศิวิลัยจริงๆ ” คือคำสบถต่ำขณะที่ลูเชียสปัดป้องการโจมตีของชายคนหนึ่ง เคราะห์ดีที่คนๆนั้นแรงไม่ดีนักและมองยังไงก็เหมือนพวกเพิ่งหัด แค่ยันด้วยเท้าไปทีหนึ่งเขาก็กระเด็นออกไปล้มกลิ้งอยู่นอกวงโดยไม่ยอมเข้ามาอีก ” เราต้องล้มคนพวกนี้ทั้งหมดจริงๆน่ะหรือ ”

” เจ้ามีความคิดดีๆมั้ยล่ะ ” ชายหนุ่มตอบ ” ทุกคนต่างก็มีเดิมพันของตัวเอง ไม่มีใครยอมหยุดง่ายๆหรอก ”

ได้ยินเช่นนั้นชายร่างสูงก็ได้แต่ส่ายหน้า ” ยกดาบยังจะไม่ขึ้นด้วยซ้ำ ”

คีธเองก็เห็นเช่นนั้น คนที่รบได้และคนที่เพิ่งจับอาวุธนั้นมีทักษะที่ต่างกัน ทั้งความคล่องตัว ทั้งพละกำลังและความโหดเหี้ยม คนกลุ่มนี้ส่วนหนึ่งมาเพราะเข้าตาจน พวกเขาไม่ได้เป็นนักรบ หรือมีความมุทะลุดุดันโดยสันดาน ความจริงที่นี่ไม่ใช่สถานที่ที่พวกเขาสมควรจะมาเลย อีกครั้งที่สายตาของเขาเหลือบมองสูงขึ้นไปยังร่างที่ยืนนิ่งไม่ไหวติงอยู่บนระเบียงชั้นสอง สายตาหยามหยันราวกำลังมองมดปลวกนั้นเหลือบลงมาอย่างเสียไม่ได้ ไม่ต่างจากเมื่อครั้งก่อนแม้แต่น้อย

” นี่ไม่สนุกเลยจริงๆนะ ” คีธตะคอกด้วยเสียงอันดังให้ได้ยินกันถ้วนทั่ว ” ให้สู้กับมือสมัครเล่นแล้วจะได้อะไรขึ้นมา ”

” ใครพูดว่ามือสมัครเล่น ” ชายร่างใหญ่คนหนึ่งดันเข้ามาทางเขาในทันที มองจากรูปร่างหน้าตาอย่างไรก็ต้องบอกว่าชายคนนี้เป็นคนเถื่อนมาก่อน ค้อนยักษ์ในมือนั้นแกว่งไกวไปมาอย่างน่ากลัว ” ไหนข้าขอดูหน้าไอ้ลูกหมาที่เรียกข้าว่ามือสมัครเล่นหน่อยซิ ”

แล้วคีธก็ตอบรับ ในแบบที่ทำให้ลูเชียสแทบหัวใจวาย ” สู้กับพวกไร้ฝีมือมันเสียเวลา ข้ารำคาญ ”

ไม่ทันขาดคำค้อนใหญ่อันนั้นก็เหวี่ยงลงมา เขาหลบก่อนมันจะแบะหัวพวกเขาไปได้แบบเส้นยาแดงผ่าแปดเท่านั้น แต่เพราะน้ำหนักและความใหญ่โตทำให้จนหนทางจะเหวี่ยงกลับขึ้นมาได้ในเวลาอันรวดเร็ว ช่องว่างมหาศาลในเวลาแสนสั้นนั้นคือช่องว่างเดียวที่คีธต้องการเพื่อล้มชายคนนั้นลงอย่างง่ายดายด้วยฝักดาบอันเดียว ร่างและเลือดที่ร่วงลงทำให้หลายคนถึงกับชะงักไป อย่างน้อยก็ชั่วขณะหนึ่ง คือชั่วขณะที่เขาใช้ฝักดาบล้มหลายคนลงไปก่อนจะมีใครตั้งสติและตอบโต้ คนที่เหลือถ้าไม่ขยาดเกินกว่าจะเข้ามาใกล้ก็ลังเลใจด้วยความกลัวว่าต้องเจ็บตัวสาหัสแบบคนก่อนหน้านั้น

แต่ทันทีที่ดูเหมือนการต่อสู้ปาหี่นี้จะจบลงด้วยดี ทหารม้าที่ยืนอยู่โดยรอบก็เข้ามา ในมือของพวกเขาคืออาวุธที่เคยวางอยู่รอบๆนั้น อาวุธแบบเดียวกันกับที่คนหลายคนในที่นั้นใช้หากอยู่ในมือที่อำมหิตกว่าหลายเท่า ” เอาแล้วไงล่ะ ” คือคำเดียวที่หลุดจากปากของชายร่างสูง ก่อนที่ลานนั้นจะเปลี่ยนจากลานประลองเป็นสนามรบ สายตาของคนพวกนั้นไม่มีความเมตตา ไม่คล้ายกับมนุษย์สามัญอีกแล้วด้วยซ้ำ เหมือนชั่วขณะนั้นความเป็นคนของคนเหล่านั้นได้หายไป สูญเสียตัวตนเพื่อกลายเป็นเครื่องจักรสังหารในพระนามของพระราชินี หรือในตอนนี้คือในนามของคลอเดียส ชาล็อตตา

” เอายังไงดี คีธ ” ลูเชียสถามขึ้นขณะที่พวกเขาพยายามหลบหลีกการเป็นเป้านิ่งตรงกลางวงล้อมของนักฆ่า แต่ไม่มีคำตอบใดจากชายหนุ่มขณะที่เขาล้มทหารม้าลงคนหนึ่งและกำลังจะเข้าจัดการคนที่สอง ” คีธ! ”

” จะฆ่างู ตัดที่ตัวก็เปล่าประโยชน์ ”

ทั้งหมดที่เขาพูดมีแค่นั้น แต่ก่อนที่ลูเชียสจะทันถามว่าเขาหมายความว่าอย่างไร คีธก็แหวกออกจากวงล้อมออกมาโดยมีเขาตามหลังไปติดๆ แม้ตอนนี้เขาจะอยากรู้เหลือเกินว่าคีธกำลังคิดอะไรอยู่ แต่สิ่งที่ดีที่สุดที่ทำได้คือตามน้ำไปเท่านั้น เขาได้แต่วิ่งตามหลังโดยมืดแปดด้านว่าจะทำอย่างไรต่อ

จนเขาเห็นชายหนุ่มเร่งสุดฝีเท้าวิ่งเข้าหาผนัง

ด้วยช่วงก้าวและพละกำลังที่มากกว่า เขาสาวเท้าเพียงไม่กี่ครั้งเขาก็นำหน้าไป ร่างสูงใหญ่ล่ำหันหลังชนกำแพงแล้วประสานมือไว้ตรงหน้า ในชั่วพริบตาก่อนที่คีธจะวิ่งมาถึงและอาศัยร่างของเขาต่างบันไดขึ้นไปถึงระเบียงด้านบนราวกับติดปีกบิน มือของเขาคว้าธนูที่ข้างผนังจากประดาอาวุธที่เรียงรายอยู่มากมาย แล้วก่อนที่ใครจะทันได้หายใจเขาก็เข้าประชิดดยุคแห่งโดบรัม ปลายธนูนั้นก็อยู่ห่างจากคลอเดียสเพียงไม่กี่นิ้วเท่านั้น

ทั้งตึกนั้นพลันนิ่งสนิท สายตาทุกคู่หันมาจับจ้องที่พวกเขาแทบจะในทันที

สิ่งเดียวที่ขยับในตอนนั้นคือดวงตาของคลอเดียสที่เหลือบมาจ้องมองชายหนุ่มข้างๆเขา ในตอนนั้นไม่มีใครกล้าขยับตัว แทบไม่มีใครหายใจ ขณะที่พวกเขาจ้องมองกันในความเงียบ ปลายธนูเงินวาวขวางอยู่ระหว่างพวกเขา นิ่งงันและมั่นคงจนยากจะบอกว่ามันจะลอยจากแล่งหรือไม่

แต่แล้วชายหนุ่มจะลดอาวุธของเขาลง บนใบหน้ากลายเป็นรอยยิ้มน้อยๆอันอ่อนล้าขณะที่เขาค้อมตัวลงมอบธนูนั้นให้ท่านดยุค ” ต้องขออภัยที่ล่วงเกิน ท่านคลอเดียส ”

นั่นอาจเป็นครั้งแรกในช่วงเวลานั้นที่มีคนหายใจ แต่สายตาของคลอเดียสยังคงนิ่งเช่นเดิม ” ไม่ได้จะยิงข้าหรอกหรือ ”

” สุนัขที่แว้งกัดเจ้าของไม่มีตัวไหนตายดีหรอกครับ ” เขากล่าวก่อนจะเงยหน้าขึ้นน้อยๆเพื่อมองท่านดยุค ” ข้ามาเพื่อมอบความภักดีแก่ท่าน มิใช่ความตาย ”

นั่นทำให้คลอเดียสยักหน้าน้อยๆ ท่าทีของเขายังคงไม่เปลี่ยนขณะที่รับธนูนั้นมาแล้วถามว่า ” เจ้าชื่ออะไร ”

” คีธขอรับ ” เขาตอบขณะที่ยืดตัวขึ้น บนใบหน้านั้นยังเปื้อนรอยยิ้มอันเป็นมิตรเช่นเดิม ” ส่วนเพื่อนข้าที่อยู่ข้างล่างนั่นชื่อลูเชียส ”

” มาจากโดบรัมหรือ ”

นั่นทำให้ชายหนุ่มนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนที่เขาจะหัวเราะ ” สำเนียงบ้านเกิดกลบยังไงก็ไม่มิดจริงๆสินะครับ ”

นั่นอาจเป็นครั้งแรกตลอดเวลานั้นที่รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของท่านดยุค หากสายตานั้นยังคงพิจารณาชายหนุ่มตรงหน้าอย่างถ้วนถี่ ” คนจากโดบรัมด้วยกัน ทำไมจะฟังกันไม่ออก ” แล้วเขาก็หันไปสั่งด้านล่างว่า ” พวกที่ยังพอได้เรื่องอยู่บ้างเอามันไปที่โรงฝึก แล้วหาห้องให้สองคนนี้ด้วย ” กล่าวจบดยุคหนุ่มก็หันกลับมาบอกเขาว่า ” พวกเจ้าสองคนได้งานแล้ว ”

แล้วคลอเดียสก็เดินกลับเข้าไปในห้องพร้อมสาวงามผู้สั่นเทาและเสียขวัญ ส่วนคีธก็ทำได้เพียงยืนอยู่ตรงนั้นด้วยรอยยิ้มที่กว้างกว่าเดิม

***
คำแรกที่ออกมาจากปากเมื่อทางสะดวกก็คือ ” ท่านทำได้ยังไงกัน คีธ ” ชายหนุ่มได้ยินคำถามนั้นก็เพียงแค่เลิกคิ้วขึ้นก่อนจะถอดเอาเสื้อโกโรโกโสที่ใส่มาออกเพื่อเปลี่ยนเป็นเครื่องแบบของทหารม้า พวกเขาได้ห้องพักตามคำสั่งของดยุคแห่งโดบรัม มันไม่ได้ใหญ่โตอะไรนัก ไม่ต่างจากรังหนูมากเท่าใด แต่พวกเขาก็ไม่ได้บ่นอะไร ยังไงการมีเตียงสะอาดๆและหลังคาคุ่มหัวก็ดีกว่าการนอนข้างถนนมาก แต่ดูเหมือนว่าลูเชียสจะยังไม่มีเวลาชื่นชมกับห้องใหม่นี้หรือเครื่องแบบที่พวกเขาเพิ่งได้มาเพราะชายหนุ่มยังคงถามไม่หยุดปาก ” คนอื่นใช้เวลารอเป็นวันๆทำอย่างไรประตูก็ไม่เปิด ท่านมาถึงก็เป็นทหารม้าในชั่วครึ่งวัน ถามจริงๆเถอะคีธท่านไปเรียนเรื่องพวกนี้จากไหน ”

เมื่อถูกรบเร้ามากเข้า ในที่สุดชายหนุ่มก็ตอบ ” ข้ารู้ว่าข้ามีสิ่งที่ท่านดยุคต้องการอยู่ แค่นั้นเอง ”

นั่นทำให้ชายร่างสูงนิ่งงันไปชั่วขณะหนึ่ง ราวกับเขาพยายามนึกอย่างหนักอยู่ว่าชายหนุ่มหมายถึงสิ่งใด แต่ก่อนที่เขาจะได้ทันเอ่ยปากถามเสียงเคาะประตูหนักๆก็ดังขึ้น ” ออกมาเร็ว ท่านดยุคเรียกพวกเจ้าไปพบ ”

ลูเชียสหันมองคีธทีหนึ่งเมื่อได้ยินเช่นนั้น คลอเดียสน่ะหรืออยากจะพบพวกเขา แต่ไม่ทันที่เขาจะได้พูดอะไร ชายหนุ่มก็เปิดประตูออก ค้อมตัวน้อยๆให้ทหารม้าผู้นั้นก่อนจะกล่าวว่า ” ขอบพระคุณมาก ไม่ทราบว่าข้าต้องไปพบท่านที่ไหนหรือ ”

ชายคนนั้นเพียงแค่มองเขา แล้วก็มองลูเชียส ด้วยสายตาที่นิ่งงั้นแทบไร้อารมณ์ก่อนจะตอบว่า ” ข้าจะนำทางไป ตามมา ”

หากมองโดยรอบแล้วคฤหาสถ์ของดยุคแห่งโดบรัมนั้นดูไม่ต่างจากบ้านพักฤดูร้อนที่เป็นเรือนโล่งโปร่งสบาย ผนังสีดินอมม่วง ไม้ระเบียงสีเข้ม ตัดกับต้นไม้รกครึ้มสีเขียวหลากหลายเฉดดูราวกับเป็นภูเขาน้อยๆซ่อนตัวอยู่กลางป่า แต่ใครไหนเลยจะทันคิดว่าในที่เช่นนี้จะมีส่วนที่น่ากลัวซ่อนไว้ นั่นคือสิ่งที่อยู่ในตึกหลังเล็กๆหลังหนึ่งที่บัดนี้เรียกกันว่าเรือนนักโทษ

” ในที่สุดก็มาเสียที ” ท่านดยุคกล่าวขึ้นขณะที่เหลือบมองชายหนุ่มทั้งสองที่ก้าวเข้ามา แล้วดวงตาคู่นั้นก็กลับไปมองร่างซึ่งถูกขึงพรืดไว้กับผนัง ” พวกเจ้ารู้เรื่องข่าวลือเกี่ยวกับเจ้าชายแห่งเวสต์เวลล์ใช่มั้ย ”

” ครับ แต่ก็ไม่มากนัก ” คีธตอบหลังจากค้อมตัวทำความเคารพ ” ท่านอยากจะทราบเรื่องนี้หรือครับ ”

” เรื่องของเจ้าชายนั่นข้าได้ยินมาเยอะจนขี้เกียจฟังแล้ว ข้าอยากรู้มากกว่าว่าเจ้าได้ยินมาจากไหน ”

โดยไม่มีการชะงักชายหนุ่มก็ตอบไปว่า ” ข้าได้ยินเรื่องนี้ครั้งแรกจากตอนคุยกับชาวบ้านในหมู่บ้านแห่งหนึ่งทางตะวันตกเฉียงเหนือของที่นี่ ”

” แสดงว่าเจ้าได้ฟังมามากกว่าหนึ่งครั้ง ”

” ครับ แต่ละครั้งมีเรื่องใหม่ๆเสมอ ”

” นั่นแหละนะข่าวลือ ” ดยุคหนุ่มกล่าวก่อนจะลุกขึ้นจากที่นั่งแล้วเดินตรงมาทางเขา ดวงตาจ้องมองตรงมาโดยไม่เปิดโอกาสให้ชายหนุ่มหลบหลีกแม้แต่น้อย ” เจ้าเคยไปที่หมู่บ้านชื่อเฮซวิลล์หรือเปล่า ”

” ครับ ถ้าเป็นหมู่บ้านในละแวกใกล้ๆนี้ข้าเคยเดินทางผ่านมาแล้วทั้งนั้น ”

” งั้นก็ดี ” แล้วพลันบนใบหน้าของดยุคผู้นั้นก็ปรากฏรอยยิ้มน้อยๆ ” เจ้าเคยได้พูดคุยกับชายคนนั้นบ้างหรือเปล่า ”

ในตอนแรกพวกเขาไม่อาจจำร่างที่เต็มไปด้วยบาดแผลและรอยฟกช้ำบนผนังนั่นได้ แต่หลังจากเพ่งมองอยู่ครู่หนึ่ง ความคุ้นเคยนั้นก็ทำให้พวกเขาต้องตกใจ เพราะนั่นคือโจ ชายซึ่งเป็นสายข่าวแห่งเฮซวิลล์

แล้วคลอเดียสก็ยังคงพูดต่อไป ” นักโทษคนนี้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ที่ปล่อยข่าวลือ พวกข้าพยายามมาทั้งวันแล้ว มันก็ไม่ยอมพูดว่าได้ข่าวมาจากไหน พูดจาเพ้อเจ้อวนไปวนมาอยู่นั่น ข้าอยากให้เจ้าช่วยเค้นเรื่องราวออกมาจากปากของเจ้านั่นให้หน่อย คงไม่ขัดข้องใช่มั้ย ”

แน่นอนว่ามันต้องขัดข้อง ในตอนนั้นสิ่งที่ลูเชียสต้องการทำที่สุดคือเอาไม้แถวนั้นฟาดหัวดยุคผู้ไม่รู้ร้อนหนาวให้สลบแล้วพาเพื่อนของเขาออกไป แต่พวกเขาทำอย่างนั้นไม่ได้ ไม่ใช่ขณะที่สิ่งที่พวกเขาต้องการทำที่สุดคืออยู่ที่นี่ แต่เขาไม่อาจเดาความคิดของคีธได้เมื่อสีหน้าของชายหนุ่มนั้นมีเพียงความครุ่นคิด ” ข้าขอถามหน่อย ท่านดยุค มีอะไรที่ข้าใช้ได้บ้าง ”

และคำตอบคือ ” ตราบเท่าที่อยู่ในห้องนี้ก็สุดแท้แต่จินตนาการของเจ้า ”

ได้ยินแค่นั้นชายหนุ่มก็ยักหน้า เขาไม่มีความลังเลเลยแม้แต่น้อยขณะที่เดินเข้าไปตรงหน้านักโทษผู้นั้น แล้วกล่าวขึ้น ” สวัสดี ” เขากล่าวเบาๆแต่ก็ดังมากพอที่ทุกคนในห้องนั้นจะได้ยิน ” เจ้ามาจากเฮซวิลล์อย่างนั้นหรือ ” ในตอนนั้นร่างที่สงบนิ่งก็พลันขยับ ราวกับศพที่กลับกลายมีชีวิต ดวงตาที่ลึกโหลจากการอดหลับอดนอนจ้องมองเขาด้วยความไม่เชื่อ ริมฝีปากนั้นเหมือนจะเผยออ้าออก แต่แล้วก็ต้องหุบลงเมื่อเห็นรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมคลี่อยู่บนใบหน้าตรงหน้าเขา ” เจ้าตัวคนเดียวหรือเปล่า หรือมีครอบครัว ” เมื่อเห็นว่าเงียบ เขาถึงถามซ้ำด้วยเสียงที่กรรโชกขึ้น ” ตอบข้ามา!! ”

ชายคนนั้นได้แต่อ้าปาก แต่ไม่มีคำใดหลุดออกมาได้

” เจ้าต้องพยายามมากกว่านี้หน่อยนะเวลาข้าบอกให้ตอบ ” ชายหนุ่มกล่าวก่อนจะถอยออกมา ” ท่านคลอเดียส ไม่ทราบว่าชายคนนี้มีครอบครัวอยู่หรือเปล่าขณะที่ถูกจับกุม ”

ดยุคหนุ่มก็เพียงแค่หันไปทางทหารม้าคนหนึ่งในนั้นซึ่งก็ส่ายหน้ามาเป็นคำตอบ

นั่นทำให้ชายหนุ่มยักหน้า ” ถ้าเจ้าไม่ใช่ตัวคนเดียว ก็คงซ่อนครอบครัวไว้ในที่ปลอดภัยแล้วสินะ ” อีกครั้งที่เขายิ้มน้อยๆ ” เจ้าคงคิดว่าลำพังตัวเจ้าคนเดียวคงไม่เป็นไรอย่างนั้นสิ ”

อีกครั้งที่ชายคนนั้นเบิกตามอง มันยากจะบอกว่าดวงตาที่อ่อนล้านั้นกำลังพยายามสื่อสารสิ่งใด แต่มันเต็มไปด้วยความไม่เชื่อขณะที่จ้องมองคนตรงหน้าราวกับว่าเขากลายเป็นอสูรร้าย

” ข้ารู้ สหาย ข้ารู้ว่าความตายไม่น่ากลัวเท่าใดดอก เมื่อคิดถึงสิ่งอื่นๆที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ” เขาว่าพลางก็คว้าด้ามของแส้เส้นหนึ่งพลางดึงมันขึ้นจากอ่างน้ำมันร้อนอย่างใจเย็น ” เอาล่ะ เราลองมาสมมติดูแล้วกัน สมมติว่าเจ้าไม่พูด แล้วเจ้ามีอันเป็นไป เจ้าคิดว่าใครที่จะถูกขึงพรืดอยู่ที่นี่แทนเจ้า เจ้าลองนึกหน้าของเขาดูก็ได้เพราะมันคงไม่แคล้วเป็นคนใกล้ชิดของเจ้าในเฮซวิลล์ ข้าเชื่อว่าทหารม้าที่ชื่อของคนต่อจากเจ้ารออยู่แล้ว ” แล้วเขาก็หัวเราะน้อยๆ ” เจ้าคนเดียวอย่างนั้นหรือ ไม่หรอก เจ้าไม่ได้ตัวคนเดียว คนทั้งเฮซวิลล์จะกลายเป็นแบบนี้เพราะความเงียบของเจ้า แม้เจ้าตายไปแล้วพวกเขาก็จะสาปแช่งเจ้า สาปแช่งที่เจ้าทำให้พวกเขาต้องมาทรมาน ทำให้ลูกๆของเขาต้องโดนแส้นี่ ”

แล้วในชั่วพริบตานั้นปลายแส้ก็ตวัดอย่างเร็วผ่านร่างของชายผู้นั้น เสียงน้ำมันร้อนไหม้ผิวดังฉ่าเบาๆขณะที่เจ้าของร่างนั้นร้องลั่น ร่างบิดด้วยความทรมานแต่เขาไม่อาจหนี ไม่อาจดิ้นรนเพื่อลดความเจ็บปวดนั้นลง

” เจ้าลองคิดดูแล้วกัน ” ชายหนุ่มกล่าวขณะที่เขาหย่อนแส้นั้นกลับลงไปในอ่างน้ำมันร้อน ” แต่ข้ามีความอดทนไม่มากนักหรอกนะ ” อีกครั้งที่ดวงตาลึกโหลคู่นั้นพยายามองตรงมาราวกำลังอ้อนวอน แต่สิ่งที่เขาได้กลับเป็นสายตาที่ปราศจากซึ่งอารมณ์ขณะที่ชายหนุ่มกล่าวว่า ” รู้มั้ย ข้าเริ่มรำคาญลูกตาของเจ้าแล้ว ”

จริงอยู่ที่ว่าเขาเองก็เคยเห็นการทรมานมาก่อนหน้า แต่อาจเพราะบรรยากาศ อาจเพราะผู้คนที่กำลังมองดูมันอย่างไร้อารมณ์ มันทำให้เขาอยากอาเจียนขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ที่เขาไม่เข้าใจคือคีธ คนๆนั้นทนอยู่ได้อย่างไรเมื่อเขาต้องทำหน้าที่ทรมานคนซึ่งตนเองก็รู้จักมักคุ้น ยังไม่นับว่าความรุนแรงของมันมากทวีขึ้นเรื่อยๆขณะที่ชายหนุ่มเปลี่ยนอาวุธคู่มือไป จากแส้ซึ่งก่อแผลและความเจ็บปวด เป็นสิ่งที่โหดเหี้ยมมากขึ้นเรื่อยๆ

และเขาสาบานได้ว่าคีธไม่กะพริบตาเลยตลอดเวลานั้น

” เพื่อนของเจ้านี่น่าประทับใจจริงๆนะ ” ดยุคหนุ่มกระซิบกับเข้าด้วยรอยยิ้มพึงพอใจบนใบหน้า ” ข้าไม่เจอคนที่ทำได้แบบนี้บ่อยนัก ”

” เขาก็ไม่ได้เป็นแบบนี้บ่อยนักหรอก ” คือคำรำพึงกลับไปที่เขาแทบไม่รู้ตัวเลยซักนิด และเมื่อเขารู้ตัวเขาก็รู้สึกว่าควรถอนคำพูดกลับโดยเฉพาะเมื่อคลอเดียสกำลังมองเขาเช่นนั้น

” พวกเจ้าอยู่ที่ไหนกันมาก่อนอย่างนั้นหรือ ”

” ข้าอยู่ทางเหนือของที่นี่ ” เขาตอบ ” เราพบกันกลางทางระหว่างที่เดินทางมา ”

” แปลว่าเจ้าไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับเขามากนัก ”

” ครับ ”

คำตอบนั้นทำให้คลอเดียสยักหน้าน้อยๆอย่างครุ่นคิดก่อนที่สายตาจะเบนกลับไปที่คีธอีกครั้ง เสียงร้องของโจดังโหยหวนขึ้นอีกขณะที่คนทั้งห้องเงียบกริบจนเหมือนจะไม่มีกระทั่งเสียงหายใจ เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ทีเดียวก่อนที่การทรมานนั้นจะหยุดลง เหลือเพียงเสียงสะอื้นงึมงำไม่ได้ศัพท์จากชายบนผนัง ” ข้าว่าคงต้องให้เวลาเขาอีกหน่อยกระมังครับ ” คีธกล่าวเมื่อเดินกลับมาทางดยุคแห่งโดบรัม ” ให้เวลาเขาได้ทบทวนเรื่องต่างๆที่ข้าถามเขาอีกหน่อย เขาอาจจะยอมเปิดปาก ในตอนนี้เหมือนเขาจะยังสับสนอยู่ ”

ดยุคหนุ่มได้ยินเช่นนั้นก็เพียงแค่ยักหน้าแล้วหันไปสั่งการณ์ทหารม้าอีกสองคนในที่นั้นก่อนจะกลับมาด้วยรอยยิ้มกว้างบนใบหน้า ” ข้าชักจะชอบเจ้าซะแล้ว ยังไงวันนี้พวกเจ้าให้เกียรติมาทานมื้อค่ำกับข้าหน่อย คงไม่ขัดข้องหรอกใช่มั้ย ”

” เป็นเกียรติของข้าต่างหากท่านคลอเดียส ” ชายหนุ่มตอบพร้อมรอยยิ้มระรื่น ความดีใจเหมือนจะฉายอยู่ในดวงตาของเขา

นั่นคือตอนที่คลอเดียสถามคำถามซึ่งคาใจอยู่ ” เมื่อครู่นี้ข้าดูเจ้าทรมานนักโทษนั่นทำให้ข้านึกถึงคนเก่าคนแก่คนหนึ่ง เขาเคยเป็นผู้คุมนักโทษของข้า การดูเขาเค้นความลับนักโทษเป็นสิ่งที่น่าทึ่งมากอย่างหนึ่งทีเดียว วิธีการของเจ้าคล้ายของเขาจนน่าตกใจทีเดียวนะ ”

ชายหนุ่มได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มน้อยๆแล้วตอบว่า ” อาจเพราะข้าเคยอยู่ในคุกของโดบรัมก็เป็นได้มังครับ ”

***
ห้องบรรทมของพระราชานั้นไม่เคยมีบรรยากาศที่ชวนสลดถึงปานนี้มาก่อน นั่นคือสิ่งที่ทำให้หัวหน้ากองทหารรักษาพระองค์อย่างเกรเกอร์ถึงกับสะท้าน เป็นเวลายี่สิบปีที่เขาได้ถวายการรับใช้ราชาลุดวิกอย่างใกล้ชิด แต่แม้ในคราวประชวรหนักเขาก็ไม่เคยเห็นพระองค์เงียบงันไร้ความรับรู้เช่นที่เป็นอยู่ตอนนี้ เขาได้แต่มองขณะที่นางกำนัลช่วยประคองพระราชาให้เอนพระวรกายลงบนพระแท่นบรรทม สายพระเนตรของพระองค์ก็ยังมองตรงไป สูงขึ้นไปยังเพดานอันว่างเปล่า

” หม่อมฉันไปก่อนนะเพคะ ” คือเสียงกระซิบจากพระมเหสีขณะที่พระนางพยายามแย้มพระโอษฐ์ส่งยิ้มราวกับว่าพระสวามียังทรงรู้สึกองค์อยู่ เว้นแต่ความเศร้าโศกในสายพระเนตรซึ่งทอดมองขณะที่พระนางดึงผ้าห่มหนาให้คลุมพระวรกายของพระสวามีให้มิดชิด ตลอดเวลานั้นพระราชาไม่ได้ขยับแม้เพียงน้อย นั่นยังความสะเทือนใจมายังเขาโดยช่วยไม่ได้ แล้วจากนี้ประเทศนี้จะเป็นอย่างไรเมื่อผู้นำกลายเป็นเพียงร่างเนื้อที่ทำได้เพียงหายใจ แล้วสิ่งต่างๆที่คั่งค้างอยู่เล่า เรื่องราวต่างๆที่ทหารรักษาพระองค์กำลังสืบสวนตามพระบัญชาจะให้ทำอย่างไรต่อไป ความคิดของเขาต้องชะงักงันเมื่อราชินีอาร์ดาราทรงหันมา บนพระพักตร์อิดโรยนั้นมีรอยยิ้มน้อยๆขณะที่ตรัสว่า ” ข้าฝากด้วยนะเกรเกอร์ ” เขาได้แต่ค้อมตัวรับขณะที่ส่งเสด็จพระนางออกจากห้องนั้นไป

คราวนี้ในห้องนั้นก็ไม่เหลือสิ่งใดนอกจากร่างกายที่ยังมีลมหายใจของพระราชาเท่านั้น ในเวลาเช่นนั้นเขามักเข้าไปเข้าเฝ้าที่ข้างพระแท่นและนั่งในความเงียบราวกับรอคอยให้พระองค์คืนพระสติมา ให้ทั้งหมดนี้เป็นเพียงละครตบตาที่พระองค์ทรงแสดงต่อหน้าพระพักตร์พระนางอาร์ดารา แต่เปล่าเลย วันแล้ววันเล่าพระองค์ก็เพียงบรรทมอยู่เช่นนั้น ไม่ว่าจะกลางวันหรือกลางคืน พระองค์ไม่ทรงร้องขอสิ่งใด แม้พระสุรเสียงเพียงเล็กน้อยก็ไม่ทรงเปล่งออกมา

กระนั้นเขาก็ยังคงอยากได้คำตอบ โดยเฉพาะเรื่องของพระราชินี ” ฝ่าบาทจะให้หม่อมฉันทำอย่างไรต่อไปพะยะคะ ” เขากราบทูลถามด้วยเสียงแผ่วเบา เรื่องราวที่พวกเขาสืบได้มานั้นมีหลักฐานหลงเหลืออยู่เพียงน้อยนิด แต่ไม่ว่ามองอย่างไรเงาของพระนางก็อยู่ในทุกเรื่องราว หากไม่มีเรื่องไหนเลยที่พวกเขาอาจสืบสาวลึกลงไปได้ ยิ่งพยายามหาความเชื่อมโยงมากเท่าใดยิ่งพบเพียงทางตัน

แม้แต่คราวนี้ แม้เขารู้สึกว่าทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของพระนางก็ไม่อาจหาสิ่งใดมายืนยันสังหรณ์นั้นได้ เขาได้แต่มองดูขณะที่พระวรกายของราชาลุดวิกเสื่อมสลายไปอย่างช้าๆ ไม่ต่างอะไรจากประเทศนี้….

ในฐานะทหารรักษาพระองค์ นี่คือความอัปยศอดสูอย่างที่สุด ทั้งที่หน้าที่ของเขาคือปกป้องพระราชา ปกป้องประมุขของแผ่นดิน แต่เขากลับไม่อาจปกป้องพระองค์จากภัยที่อยู่ภายในได้ ไม่อาจปกป้องพระราชอำนาจจากการถูกช่วงชิงได้ แล้วทหารรักษาพระองค์จะมีไว้เพื่อสิ่งใดเมื่อไม่อาจทำหน้าที่ปกป้องผู้เป็นนายได้

อีกครั้งที่เขาจ้องมองพระองค์ราวกับร้องขอคำตอบทั้งที่รู้ว่าไม่ว่าอย่างไรพระองค์จะไม่รับรู้ เขามีเพียงตัวเองเท่านั้น เขาจะปล่อยพระนางไว้อย่างนี้หรือเปล่า ” หม่อมฉันสาบานจะปกป้องพระองค์จนกว่าชีวิตจะหาไม่ ” เขากล่าวขึ้น ” นั่นย่อมหมายถึงสิ่งที่สำคัญสำหรับพระองค์ด้วย ใช่หรือไม่พะยะคะ ”

การปกป้องเพียงร่างและเลือดเนื้อจะมีความหมายอันใด เช่นนั้นแล้วเขาคงต้องต่อกรกับพระนางอย่างไม่มีทางเลือก เขาต้องทำความจริงให้กระจ่างในทุกๆเรื่องที่พระนางปล่อยไว้ให้คลุมเครือ

” หม่อมฉันจะตามหาพระโอรสเองพะยะคะ ”

***
สิ่งที่อยู่บนโต๊ะนั้นทำให้ชายร่างสูงใหญ่ถึงกับเบิกตาโพลง เขาไม่เคยเห็นสุราอาหารมากมายขนาดนั้นมาก่อน ทั้งหมูป่าตัวเขื่องที่แทบจะเลี้ยงครอบครัวเล็กๆได้เป็นสัปดาห์ ผลไม้ต่างแดนที่ปอกและหั่นไว้พอดีคำ ขนมปังท่อนยักษ์ เนยแข็งเต็มชิ้นที่เหมือนขนมเค้กก้อนใหญ่ ผักสารพัดสีปรุงเป็นอาหารหลากหลายจานเรียงจนเขาแทบตาลาย สิ่งที่ใกล้เคียงที่สุดที่เขาเคยเห็นคือในงานเลี้ยงที่มีคนร่วมกินดื่มกันในครอบครัวใหญ่เมื่อถึงวันสำคัญเช่นงานแต่งงาน แต่วันนี้ไม่ว่ามองอย่างไรในห้องนี้ก็มีเพียงคลอเดียสกับพวกเขาสองคน รวมหญิงสาวผู้มาคอยปรนนิบัติก็เป็นสี่ พวกเขาจะต้องกินทั้งหมดนี่หมดจริงๆน่ะหรือ

” นั่งลงๆ ” เป็นคำเชิญง่ายๆของคลอเดียสขณะที่เขาผายมือให้ชายหนุ่มทั้งสองนั่งลงบนเก้าอี้บุนวมตัวยาว โต๊ะเล็กที่วางอาหารถูกจัดวางลดหลั่นกันเพื่อให้หยิบจับอาหารได้เต็มที่แม้นอนเหยียดกาย แม้แต่พระราชาก็คงไม่ได้ดื่มกินอย่างหรูหราสะดวกสบายเช่นนี้

” ขอบพระคุณมากที่ท่านดยุคให้เกียรติพวกข้า ” คือคำทักทายนอบน้อมจากคีธขณะที่เขานั่งลง รอยยิ้มยังเต็มเปี่ยมบนใบหน้า ” ไม่นึกเลยจริงๆว่าท่านจะเลี้ยงพวกข้าหรูหราถึงเพียงนี้ ”

” ข้าถือคติว่าเลี้ยงแล้วต้องเลี้ยงให้เต็มที่ นั่นคือความจริงใจของข้า ไม่ต้องเกรงใจ ทานให้เต็มที่ ถ้าต้องการอะไรเพิ่มก็บอกข้า ” ดยุคหนุ่มกล่าวขณะที่ดึงหญิงสาวให้นั่งลงบนตัก นางเหมือนจะอิดออดเล็กน้อยในตอนแรก แต่ไม่นานก็สงบลงได้และเริ่มป้อนอาหารท่านดยุคตามหน้าที่

ส่วนอีกสองคนก็ต้องช่วยตัวเองไป พวกเขาน้อมรับคำเชิญแล้วลงมือทานอาหารของตัวเองในทันที สำหรับคนที่กินอยู่อย่างลำบากมาแรมปีนี่เป็นอาหารดีที่สุดในรอบหลายปีถ้าไม่ใช่ในชั่วชีวีต สำหรับคนธรรมดาสามัญของเช่นนี้ไม่ใช่ของที่อยู่ในวิสัยจะหาได้เลย

แต่คลอเดียสก็ไม่ได้ปล่อยพวกเขาทานกันเปล่าๆ ตลอดเวลานั้นดยุคหนุ่มจะถามบางอย่างจากพวกเขาอยู่เสมอ ” ไม่รู้ว่าข้าคิดไปเองหรือเปล่านะ ” ดยุคหนุ่มกล่าวขึ้นขณะที่แกว่งแก้วไวน์ในมือผ่านใต้จมูกไปช้าๆเพื่อเสพกลิ่นของมัน ” แต่วันนี้ที่ห้องใต้ดินนั่น ท่าทางของเจ้านักโทษนั่นแปลกไปทันทีที่เห็นพวกเจ้า ”

นั่นทำให้ลูเกือบสะอึกแต่คีธยังมีรอยยิ้มละไมอยู่เช่นเดิม ” คงเพราะมีคนทรมานคนใหม่เลยนึกกลัวกระมังครับ ”

” ถ้าดูจากสีหน้า เหมือนว่าเขาจะรู้จักเจ้ามาก่อน ” ดยุคหนุ่มกล่าวขณะที่จิบไวน์ในมือ ” พวกเจ้าเคยพบเขาหรือเปล่า ”

คำตอบจากชายหนุ่มยังคงระมัดระวังเช่นเดิม ” อาจจะเคยขอรับ แต่เขาถูกทรมานจนโทรมเช่นนั้นจะนึกให้ออกก็คงยาก ”

ได้ยินเช่นนั้นดยุคหนุ่มก็ยักหน้า ” อย่างนั้นหรือ ” แล้วเขาก็หันไปรับประทานเนื้อที่ปลายส้อมของหญิงสาว ” ถ้าข้าบอกว่าเขาเป็นพวกสองหน้า เบื้องหน้าเหมือนชาวบ้านธรรมดา ทำมาค้าขายบ้างแต่เบื้องหลังเขาขายข่าวอยู่ล่ะ เจ้าจะพอนึกออกมั้ย ”

” ขายข่าวอย่างนั้นหรือครับ ” คีธตอบหลังจากเคี้ยวอาหารในปากจนหมด ” มิน่าล่ะถึงถูกจับในฐานะที่ปล่อยข่าวลือ ”

แต่คลอเดียสไม่ใช่คนที่จะถูกพาออกนอกทางได้โดนง่าย ” แล้วเจ้าเคยพบเขาหรือเปล่า ” เขาถามย้ำอีกครั้ง

บนใบหน้าของคีธปราศจากซึ่งความเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิงขณะที่เขาตอบว่า ” คงเคยครับ เรื่องข่าวสารก็เป็นเรื่องสำคัญ ข้าเองก็อาจจะเคยพึ่งพาเขามาก่อน ”

นั่นทำให้ดยุคหนุ่มหัวเราะน้อยๆในลำคอ ” ยังปฏิเสธความเกี่ยวข้องสินะ ”

” กับนักโทษที่ถูกทรมานปางตายแบบนั้น ต่อให้เป็นพี่น้องคลานตามกันมาก็ต้องปฏิเสธอยู่แล้วล่ะครับ ”

คลอเดียสได้ยินเช่นนั้นก็ยักหน้าน้อยๆราวกับเห็นดีด้วยกับสิ่งที่ชายหนุ่มกล่าว ใครจะอยากโดนหางเลขด้วยการเข้าไปเกี่ยวข้องกับผู้ต้องโทษกัน ” ถ้าอย่างนั้นเจ้าเองก็คงเคยซื้อขายข่าวมาบ้าง แล้วเจ้าซื้อข่าวอะไร ” เขาถามขึ้นก่อนจะหันไปรับอาหารจากหญิงสาวมาเคี้ยวแก้มตุ่ย

” ก็พวกความเคลื่อนไหวจากชายแดนต่างๆ แล้วก็ความเคลื่อนไหวของราชสำนัก รวมถึงข่าวลือไม่ชอบมาพากลด้วย ”

” เช่นเรื่องเจ้าชายอาวดริค ” ชายหนุ่มได้ยินเช่นนั้นก็เลิกคิ้วน้อยๆแต่ไม่ตอบว่ากระไร จนดยุคถามขึ้นอีกครั้ง ” เจ้าบอกทหารยามหน้าประตูว่าความเคลื่อนไหวของเจ้าชายแห่งเวสต์เวลล์อาจเกี่ยวพันกับเจ้าชายอาวดริค เจ้ารู้อะไรมาอย่างนั้นหรือ ”

คีธได้แต่ถอนใจน้อยๆขณะที่กลืนอาหารลงคอแล้วตอบว่า ” จะเรียกว่าเป็นสังหรณ์ก็คงได้มังครับ ข่าวเรื่องเจ้าชายแห่งเวสต์เวลล์ปรากฏขึ้นก็หลังจากข่าวว่าเจ้าชายอาวดริคซึ่งต้องโทษกบฏหายสาปสูญไป แถมยังแพร่กระจายอย่างรวดเร็วเสียด้วยจนดูแล้วเหมือนเป็นความตั้งใจ เหมือนว่าข่าวนี้มีวัตถุประสงค์ที่ถูกปล่อยออกมา ” ลูเชียสได้ฟังถึงตรงนั้นก็ต้องสะดุดอย่างช่วยไม่ได้ ความพยายามจะซักไซ้ไล่เลียงของคลอเดียสนั้นเขาเข้าใจ แต่เขาไม่อาจเข้าใจว่าทำไมคีธต้องตั้งใจโยงอาวดริคเข้าหาข่าวลือนั้น

” เจ้าหมายความว่าข่าวลือนั้นเป็นฝีมือของเจ้าชายอาวดริคอย่างนั้นหรือ ” ดยุคหนุ่มถาม

คำตอบของคีธหลังจากที่ชิมไวน์ชั้นดีคือ ” คิดได้หลายอย่างขอรับ ถ้าเราเข้าใจเจตนาของข่าวลือย่อมตัดสินได้ง่ายขึ้นว่าใครเป็นคนปล่อย ถ้าเป็นเจ้าชายอาวดริค คำถามคงอยู่ที่ว่าพระองค์ทำไปเพื่ออะไร ”

พวกเขามองหน้ากัน ในความเงียบที่น่าอึดอัดมีเรื่องราวมากมายวิ่งพล่านอยู่ในความคิดของดยุคแห่งโดบรัม แล้วเขาก็ตอบว่า ” สมมติว่ามันคือความพยายามเบี่ยงเบนความสนใจ ทหารม้าต้องตามข่าวนี้กันจ้าละหวั่น อาจจะเปิดช่องว่างสำหรับเจ้าชายได้ ”

” ถ้าเพื่อซ่องสุมกำลังละก็ ข้าว่ามีผลเสียมากกว่าผลดี เพราะเมื่อข่าวลือนั้นออกไปแน่นอนว่าพวกท่านต้องเพ่งเล็งกองกำลังต่างๆก่อน การรวมตัวในเวลาเช่นนี้จะทำได้ยากกว่าตอนที่ไม่มีข่าวลือเสียอีก ”

” นั่นก็จริง ” ดยุคหนุ่มว่าพลางถอนใจ ” แล้วเจ้าคิดว่ายังไง ”

อีกครั้งที่คีธเลิกคิ้วขึ้นน้อยๆ ก่อนจะตอบว่า ” ข้าคิดว่าข่าวลือนี้มีไว้เพื่อให้เวสต์เวลล์บุก สายตาหลายคู่จับจ้องพวกเราจากตะวันตกมานาน และจะมีเพิ่มอีกหลายคู่โดยเฉพาะเมื่อมีข่าวว่าเจ้าชายแห่งเวสต์เวลล์กำลังเคลื่อนไหวในอาณาเขตของเรา ” เขาเว้นช่วงไปครู่หนึ่งราวกำลังใช้ความคิด ” สิ่งที่ข้ากลัวคือถ้าเกิดเรื่องนี้เป็นจริงและเราจับเจ้าชายผู้นั้นได้ เท่ากับว่าเวสต์เวลล์มีข้ออ้างเพื่อจะรวมตัวกันและบุกไลน์เพื่อช่วย’ประมุข’ที่ถูกควบคุมตัวหรือล้างแค้นที่เขาถูกสังหารใช้มันเป็นข้ออ้างเพื่อให้ได้ทำสงครามกับไลน์ ”

ดยุคหนุ่มถามขึ้นทันทีว่า ” แล้วถ้าอย่างนั้น เจ้าชายอาวดริคเกี่ยวข้องยังไง ”

” หนทางยืมกำลังของเวสต์เวลล์เพื่อกวาดล้างราชสำนัก ประเทศที่บอบช้ำจากสงครามปราศจากซึ่งอำนาจเก่าที่ขวางมือขวางเท้าเป็นเวทีที่เหมาะยิ่งสำหรับการกลับมาของเจ้าชายกบฏ คนซึ่งจะรวบรวมไลน์กลับมาอีกครั้ง ”

” แต่เวสต์เวลล์จะยินยอมอย่างนั้นหรือ ถ้าราชสำนักพ่ายแพ้ย่อมหมายความว่าไลน์ตกเป็นของเวสต์เวลล์ เจ้าชายที่ไร้อำนาจจะทำอะไรได้ ”

” ท่านอย่าลืมว่าเวสต์เวลล์แม้อาจรวมตัวกันเพื่อบุกไลน์ก็ไม่ได้เป็นปึกแผ่น ต่อหน้ารางวัลก้อนงามอย่างไลน์และกาลัทเทียร์นั้นพวกเขาจะยอมทนกันละกันเพื่อโอกาสที่จะครอบครองมัน แต่เมื่อถึงเวลานั้นความโลภและความร้าวฉานระหว่างผู้นำต่างๆในเวสต์เวลล์จะทำให้พวกเขาสู้รบกันเอง เมื่อนั้นทั้งไลน์ เวสต์เวลล์ และกาลัทเทียร์จะไม่เหลือสภาพแห่งความเป็นประเทศ เมื่อนั้นคือเวลาที่เหมาะสมที่พระองค์จะเริ่มรวบรวมผู้คน สานมิตรภาพกับอำนาจต่างๆบนแผ่นดิน และถ้าพระองค์มีพระปรีชาพอ พระองค์อาจได้ไปมากกว่าแค่ไลน์ ”

ถึงตอนนั้นพวกเขาเหมือนจะหลงลืมอาหารตรงหน้าไปหมดสิ้น สายตาทั้งหมดนั้นจับจ้องที่ชายหนุ่มทั้งด้วยความสับสน สงสัย ครุ่นคิดหรือเพียงตกตะลึง ผู้ที่ขยับก่อนคือคีธซึ่งก้มลงจิบไวน์ที่เหลืออยู่ในแก้ว

ในที่สุดผู้ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสงสัยอย่างดยุคแห่งโดบรัมก็ถามขึ้น ” ถ้าเราไม่พบเจ้าชายแห่งเวสต์เวลล์ล่ะ ถ้านี่เป็นเพียงแผนการณ์และข่าวลือไร้มูล แล้วเจ้าชายไม่ได้มีตัวตนอยู่จริง ข้ออ้างที่เวสต์เวลล์จะโจมตีเราก็ไม่มีอยู่ ”

แต่คำตอบของชายหนุ่มคือ ” การที่พวกเราพยายามตามหาอย่างเต็มที่ก็เหมือนเป็นสัญญาณบางอย่างมิใช่หรือครับ ”

มันคือการยืนยันว่าการคุกคามนั้นมีอยู่จริง

” แต่เราไม่เคลื่อนไหวไม่ได้ ”

” อันนี้ข้าทราบ ” คีธตอบ ” แต่อย่างไรก็ตามข้าคงบอกได้แค่ว่าให้ท่านระวังสายตาจากตะวันตกให้มาก ถ้าเราพลาดพวกนั้นจะมีข้ออ้างที่จะบุก และพวกเขาจะบุก สงครามอาจเกิดขึ้นก่อนที่เราจะทันตั้งตัวด้วยซ้ำ ”

ในขณะที่บ้านเมืองปั่นป่วนวุ่นวายเช่นนี้ ไม่มีใครอยากคิดถึงสงครามโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่มีมากมายหลายสิ่งที่เขาอาจต้องสูญเสีย เหนืออื่นใดคือความกลัวที่จะสูญเสียบ้านอันปลอดภัยซึ่งไม่ว่าใครก็ล้วนมี แต่ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดจนชวนให้อาเจียนนั้นดยุคแห่งโดบรัมกลับหัวเราะขึ้นมา ” ข้าประหลาดใจจริงๆนะ เป็นไปได้ยังไงที่คนอย่างเจ้าจะไม่มีขุนนางซื้อตัวไป เจ้ามัวทำอะไรอยู่จนป่านนี้ ”

สำหรับคำถามนั้นชายหนุ่มก็เพียงแค่ยิ้มรับก่อนจะตอบว่า ” ข้าอยู่ในกองโจรที่ชื่อเหยี่ยวป่า ท่านคงเคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน ” ลูเชียสถึงกับหันขวับ ขณะที่สายตาของคลอเดียสพลันจ้องเขม็งมาในทันที ความกดดันระหว่างพวกเขามากมายเสียจนหญิงสาวต้องลงจากตักของดยุคหนุ่มแล้วถอยออกจากวงแล้วชายหนุ่มก็พูดขึ้นอีกครั้ง ” ข้าปล้นชิงคาราวานอยู่ในเขตที่ดินของเมริสมา หัวหน้าของข้าคือซาร์ค เซเนดัล เมริสมา บุตรชายคนโตของเคานท์โจนาธาน เมริสมา แต่ตอนนี้… มันเป็นอดีตไปแล้ว ” แล้วเขาก็หันไปรินไวน์ให้ตัวเองเพิ่มอีกแก้วหนึ่ง

คนที่ไม่อาจนิ่งนอนใจอยู่ได้อีกแล้วคือลูเชียส มันยิ่งกว่าความตกใจเมื่อเขาได้ยินคีธเผยความลับทั้งหมดของพวกเขาต่อหน้าคลอเดียส ผู้ซึ่งถามกลับว่า ” แล้วเจ้ามาที่นี่ทำไม หรือพวกเจ้ากำลังหาทางปล้นราชสำนักเพื่อช่วยผู้ยากไร้อย่างที่เขาลือกัน ”

คีธได้ยินก็ถึงกับหัวเราะ ” ท่านก็น่าจะรู้ว่ามันไม่มีประโยชน์อะไร โดยเฉพาะในเวลาแบบนี้ เรื่องปล้นคนรวยช่วยคนจนอะไรนั่นมันก็แค่อุดมการณ์เพ้อฝันที่เด็กอ่อนต่อโลกคนหนึ่งคิดขึ้นมาก็เท่านั้นเอง ”

เสียงรื่นหูมีแววเย้ยหยันอย่างชัดเจนนั้นทำให้ลูเชียสอยากจะสำรอกออกมาตรงนั้น มันไม่ใช่เพราะมีคนเยาะเย้ยศรัทธาของพวกเขาแต่เพราะคนที่พูดนั้นคือคีธ คนซึ่งสร้างมันมา คนที่หัวหน้าของพวกเขารักและไว้ใจเหนือเหตุและผล คนที่พวกเขานับถือยิ่งกว่าใครๆ เขาไม่อาจข่มสีหน้าอยู่ได้เมื่อเขาฟังเสียงหัวเราะระรื่นของชายหนุ่มดังลอดมา

แล้วชายหนุ่มเหลือบสายตามาทางเขา บนใบหน้านั้นไม่ได้มีรอยยิ้มเป็นมิตรเหลืออยู่แล้ว ในดวงตามีเพียงความเย็นชาขณะที่สีหน้านั้นมีเพียงความสังเวช ” ข้านึกว่าเจ้ารู้ดีกว่านั้นเสียอีกนะ ลู ” ในพริบตานั้นชายร่างสูงใหญ่รู้สึกได้ถึงอันตราย เขารีบผละออกจากโต๊ะนั้นแต่ไม่ทันหนีปลายมีดหั่นเนื้อของคีธที่คว้าจากบนโต๊ะขึ้นมาจ่อที่คอของเขาในเวลาแค่อึดใจ ความเลือดเย็นในดวงตาคู่นั้นทำให้เขาถึงกับหนาวสะท้าน ” โตๆกันแล้ว ไม่นึกว่าเจ้าจะถือคำพูดของเด็กคนนั้นเป็นจริงเป็นจังขนาดนี้ ท่านคลอเดียส ช่วยสั่งคนของท่านให้ควบคุมตัวชายคนนี้ด้วยครับ ” แล้วชายหนุ่มก็ตวัดมีดออก เขาเฝ้ามองอย่างไร้อารมณ์ขณะที่สหายของเขาถูกทหารม้าลากออกไป

แน่นอนว่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นอยู่ในสายตาของดยุคแห่งโดบรัมซึ่งมองดูอย่างใกล้ชิด เขาไม่ได้ขยับออกจากที่นั่ง ไม่ทำอะไรมากไปกว่าการตะโกนเรียกทหารม้าที่ยืนยามอยู่ภายนอกให้เข้ามารวบตัวชายร่างสูงผู้นั้นไป แต่ตลอดเวลานั้นสายตาของเขามองอยู่ที่คีธ พิจารณาทุกอย่างของเขาอย่างถ้วนถี่ ” เจ้าตัดขาดจากเหยี่ยวป่าแล้วอย่างนั้นหรือ ” เขาถาม

ชายหนุ่มยักหน้า

ดยุคหนุ่มจึงยักหน้ารับน้อยๆ ความคลางแคลงยังชัดอยู่ในสายตา ” ทำไม ”

” สุนัขไม่มีความภักดีให้เจ้าของที่ไม่มีเนื้อให้มันกินหรอกนะครับ ” คีธกล่าวขณะที่เขานั่งลง มีดที่เคยจ่อที่คอเพื่อนถูกใช้หั่นเนื้อเข้าปากตามหน้าที่ของมันอีกครั้ง บนใบหน้านั้นยังคงมีรอยยิ้มละไมขณะที่เขาบอกว่า ” ข้าก็แค่อยู่ฝ่ายเดียวกับผู้ชนะก็เท่านั้นเอง ”

***
TBC in Chapter 3

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: