A Fairytale: จนฟ้ารุ่งราง บทที่ 3

Title: A Fairytale
Book III: จนฟ้ารุ่งราง (Another Dawn)
Author: vekin
Rate: PG-13
Warning: คนเขียนอ่อนคำราชาศัพท์เป็นอย่างยิ่ง ต้องขออภัยในความผิดพลาดมา ณ ที่นี้
***บุคคล เหตุการณ์และสถานที่ในเรื่องล้วนสมมติขึ้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องพาดพิงกับบุคคลและเหตุการณ์จริงแต่อย่างใด***

Chapter 3
####################################################
แสงไฟในห้องทำงานของท่านผู้หญิงฟรานเชสก้าสว่างวาบขึ้นฉับพลัน แต่ก็แค่วูบหนึ่งก่อนจะเลือนหายไปกลายเป็นเพียงแสงสลัวของเทียนไข เศษซากของแสงสว่างนั้นคือขี้เถ้าที่อยู่บนถาดทองเหลืองบนโต๊ะของนาง แต่ต่อให้จดหมายฉบับนั้นมอดไหม้ไปหมดแล้ว นางก็ยังไม่ละสายตาจากมัน เนื้อความของมันทำให้นางกลัวอย่างที่นางไม่เคยกลัวนับตั้งแต่ได้รู้จักกับนางผู้เป็นอำนาจของแผ่นดินนี้ นางไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งอำนาจซึ่งคุ้มครองนางนี้อาจหายไป

สายตาของนางเหลือบแลไปที่ซองจดหมายเปล่าที่วางอยู่บนโต๊ะเยื้องถาดนั้นออกไป ครั่งสีแดงสดที่อยู่บนนั้นไม่ต่างอะไรจากเลือดที่แห้งกรัง และตราประทับนั้นบาดใจนางเป็นอย่างยิ่ง จนบัดนี้นางก็ยังไม่รู้ว่ามันมาจากที่ใดเพื่อวัตถุประสงค์ใดและไปอยู่กับบุตรของนางได้อย่างไร รวมทั้งว่าทำไมเขาจึงปิดปากเงียบเกี่ยวกับมันจนบัดนี้

ในตอนนั้นเองที่เสียเคาะประตูดังขึ้นพร้อมกับเสียงสดใสจากภายนอกกล่าวว่า ” ท่านแม่คะ ข้าเอาชามาให้คะ ”

นางจึงถอนใจอย่างโล่งอกก่อนจะตอบว่า ” เข้ามาสิ อนาสตาเซีย ”

แล้วประตูก็เปิดออก รอยยิ้มอันสดใสอยู่บนใบหน้าที่งดงามของบุตรสาวของนางขณะที่นางยกถาดขนมและน้ำชาเข้ามา ” ท่านแม่หมกตัวอยู่ในนี้ทั้งวันเลยนะคะ ค่ำแล้วก็ยังไม่นอนอีก ”

นางได้แต่ส่ายหน้า ” จะให้แม่นอนลงได้ยังไง พระราชินีต้องการตัวคนทรยศตอนนี้แล้ว ”

นั่นทำให้หญิงสาวอ้าปากน้อยๆด้วยความตกใจ ” คนทรยศอย่างนั้นหรือคะ เรื่องอะไรกันคะ ”

ผู้เป็นแม่ก็ได้แต่ส่ายหน้า ” เจ้าคงได้ยินเรื่องข่าวลือของเจ้าชายแห่งเวสต์เวลล์แล้ว ”

ผู้เป็นบุตรสาวยักหน้า ” แต่นั่นไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรานี่คะ เรื่องตามหาคนปล่อยข่าวไม่ใช่หน้าที่ทหารม้าหรอกหรือคะ ”

คุณผู้หญิงไม่ได้ตอบสิ่งใดนอกจากเหลือบสายตามองซองจดหมายนั้นครู่หนึ่ง ในตอนนั้นมีหลายสิ่งเหลือเกินที่นางอยากบอกกับบุตรสาว แต่เมื่อมองดูใบหน้าของหล่อน เรี่ยวแรงจะพูดก็พาลหมดไป สำหรับนางแล้วการที่อนาสเตาเซียไม่เข้าใจสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอาจดีกว่า ” เรื่องราวมันซับซ้อน ข้าเองก็ไม่รู้จะเล่ายังไงเหมือนกัน ” แล้วนางก็หันไปยิ้มให้ ” เจ้าไปนอนเสียได้แล้วไป อยู่จนดึกดื่นเดี๋ยวจะไม่สวยเสียนะ ”

ถึงหล่อนจะหน้าง้ำด้วยความไม่พอใจแต่หล่อนก็ตอบว่า ” คะ ท่านแม่ ” ก่อนจะลุกขึ้นแล้วออกจากห้องนั้นไปเงียบๆ

สำหรับคนเป็นแม่ การที่บุตรสาวให้ความใส่ใจกับนางนั้นทำให้นางแช่มชื่นขึ้นไม่น้อย ตอนนี้นางรู้แล้วว่าจะปล่อยมันไว้นานนักไม่ได้ เพื่ออนาคตของอนาสตาเซีย นางต้องกลับเป็นคนโปรดของพระราชินีให้ได้โดยเร็ว นางต้องลงมืออะไรเสียที

การที่ใครซักคนจะมาเคาะประตูห้องเขาในยามค่ำมืดเช่นนี้นั้นไม่ใช่เรื่องปกติเลยสำหรับคุณชายน้อย แต่คนที่เดินเข้ามาในวันนั้นยิ่งทำให้เขาตกใจเป็นทวีคูณ กระนั้นเขาก็ยังคงรักษาความเยือกเย็น ” มีอะไรหรือครับ ท่านแม่ ”

ในตอนแรกนางไปได้ตอบเขา แต่มองไปรอบๆดูสิ่งต่างๆที่อยู่ในห้อง ทั้งของเล่นเก่าๆที่วางกองเกลื่อนพื้น หนังสือที่วางจนเต็มโต๊ะและถาดขนมที่ยังไม่ได้เก็บ นางจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าแมกซิมิเลียนปล่อยเนื้อปล่อยตัวขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ” ห้องของเจ้าทำไมถึงรกขนาดนี้น่ะ แมกซิม ”

” มีเด็กอยู่ก็เป็นธรรมดานั่นแหละครับ ” แล้วเขาก็บุ้ยใบ้ไปทางสตีวี่ที่นอนหลับแผ่อยู่บนเตียงข้างตัวเขาราวกับว่าเป็นเตียงตัวเอง เสียงพูดคุยของพวกเขาไม่แม้ทำให้เด็กน้อยรู้สึกตัวตื่น

ผู้เป็นแม่มุ่นคิ้วในทันที ” ให้เด็กคนนี้อยู่ด้วยแล้วเมื่อไหร่แผลจะหายดีกัน ”

” ตอนนี้ก็ดีขึ้นมากแล้วครับ ” เขาตอบ ” ข้าเองก็ไม่ได้ทำอะไรอยู่แล้ว แล้วมีสตีวี่อยู่เขาก็ช่วยอะไรเล็กน้อยๆได้ จะได้ไม่ต้องรบกวนคนอื่นให้เสียงาน ”

แม้สีหน้าของเขาไม่บอกอะไร แต่ฟรานเชสก้าก็อดจะรู้สึกไม่ได้ว่าลูกชายกำลังประชดประชันนาง เพียงแต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาคิดเล็กคิดน้อย นางมีเรื่องอื่นดอกถึงต้องมาหาเขาในเวลาเช่นนี้ ” แม่มีเรื่องจะคุยด้วย ”

” เรื่องจดหมายนั่นใช่มั้ยครับ ”

นางต้องยอมรับว่าการที่เขาเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาเองทำให้นางตกใจไม่น้อย ยังไม่นับว่าเขาพูดโดยไม่เปลี่ยนสีหน้าเลย ” เจสบอกเจ้าหรือ ” ผู้เป็นแม่ถาม

” ข้าหาจดหมายนั่นไม่เจอเลยถามเจสสิก้าไป ตอนแรกนางก็ไม่ยอมตอบ จนซักไซ้นางถึงได้บอกว่าเอาไปให้ท่านแม่ ข้าคิดอยู่หรอกว่าท่านต้องถามข้าซักวัน”

ทั้งน้ำเสียงที่ราบเรียบของแมกซิมิเลียนทั้งท่าทางที่เยือกเย็นจนเรียกได้ว่าเหินห่างไม่ต่างจากกำปั้นที่ทุบลงบนหัวใจของนาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรู้ว่าเขารู้ถึงความกลัวของนาง รู้แต่ไม่เคยพูดสิ่งใดราวต้องการทดสอบบางอย่างกับมารดา นางอดรู้สึกไม่ได้ว่านี่เป็นวิธีเรียกร้องความสนใจของแมกซิม นางจึงเดินไปที่เตียงแล้วนั่งลงตรงหน้าบุตรชาย ” แม่ยังไม่ได้คุยกับเจ้าจริงๆเลยสินะตั้งแต่กลับมา ” นางกล่าว ความดุดันในน้ำเสียงของนางหายไปแล้วขณะที่สายตาของนางมองดูบุตรชายซึ่งร่างยังเต็มไปด้วยผ้าพันแผลและกลิ่นยา ” แม่ขอโทษจริงๆ มีเรื่องเกิดขึ้นหลายเรื่องเหลือเกินจนบางครั้งแม่ก็ไม่ได้ทำสิ่งที่ควรทำจริงๆเลย ”

คำตอบของแมกซิมิเลียนก็คือ ” ท่านมีเรื่องต้องรับผิดชอบมากมาย เรื่องนั้นข้าเข้าใจ ” เขาว่าขณะที่วางหนังสือบนตักลงบนตู้ข้างเตียง จริงอยู่ที่เขาไม่ได้ตัดพ้อนาง แต่การที่เขาไม่ยอมมองหน้านั้นไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่

นางต้องถอนใจเบาๆ ” แมกซิม เจ้าโตแล้วนะ ”

” ครับข้าโตแล้ว ” เขาตอบ ความฉุนเฉียวนั้นชัดเจนในน้ำเสียงแม้เขาก็ยังนิ่งเฉย ” ดังนั้นท่านเลิกพูดจาวนไปวนมาแล้วถามเรื่องที่ท่านอยากรู้มาเลยดีกว่า ”

สำหรับฟรานเชสก้า วินาทีนั้นคือตอนที่นางรู้สึกราวกับโดนตบหน้า สายตาของบุตรชายที่มองมานั้นกำลังจิกทึ้งนางเป็นเสี่ยงๆจากเบื้องหลังเกราะป้องกันที่ไร้ช่องว่าง เหมือนจะบอกว่าเขาไม่มีทางปล่อยให้ผู้เป็นแม่เข้าหาอีก นั่นเหมือนจะตอกย้ำความพ่ายแพ้ของนางต่อสามีผู้ล่วงลับ นางรู้สึกราวกับว่าเขากำลังมองดูนางอย่างกระหยิ่มยิ้มย่องผ่านดวงตาของบุตรชาย แต่นางจะยอมรับความพ่ายแพ้รึ ไม่มีวัน ” ก็ได้ ” นางตอบเขาโดยพยายามกลบน้ำเสียงที่กระด้างขึ้นฉับพลัน ” เรื่องจดหมายนั่น เจ้าไปได้มาจากไหน ”

” จากแม่นมครับ ” คุณชายน้อยตอบแทบจะในทันที ” นางเดินลับๆล่อๆอยู่ในบ้านคืนที่ท่านออกไปงานเลี้ยงข้าเลยเข้าไปทัก ซักไซ้ไล่เลียงอย่างไรนางก็ไม่ยอมบอกว่ามาจากใครและเอาไปให้ใคร ท้ายที่สุดข้าเลยริบจดหมายฉบับนั้นมาเก็บไว้เพื่อหาว่ามันเป็นของใคร ”

” เจ้าเปิดดูหรือเปล่า ”

” เปล่าครับ ข้าเห็นตราบนครั่งก็เลยไม่ได้เปิดดูแต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีอะไรข้างใน ”

นั่นยิ่งทำให้ฟรานเชสก้างุนงงมากขึ้น ” เจ้ากำลังจะบอกว่าใครบางคนไหว้วานแม่นมให้เอาซองจดหมายเปล่าๆประทับตราของพระราชาไปส่งให้ใครบางคนในบ้านนี้อย่างนั้นหรือ ”

” เรื่องได้รับการไหว้วานนี้คงใช่ แต่จะให้ใครข้าไม่ทราบ ที่ร้ายกว่านั้นคือการที่พระราชาต้องทรงส่งจดหมายลับอาจแปลว่ามีคนที่พระองค์ไม่ต้องการให้ล่วงรู้ความเคลื่อนไหวนี้อยู่ในบ้านในตอนนั้น มีคนซึ่งเป็นภัยต่อราชสำนักอยู่ในบ้านเราตอนนั้น ”

แม้น้ำเสียงของเขาจะยังคงราบเรียบ สิ่งที่เขากล่าวนั้นทำให้ฟรานเชสก้าหายใจไม่ทั่วท้อง เขารู้อะไร แมกซิมรู้อะไรบ้าง ” แล้วทำไมจู่ๆคืนนั้นเจ้าถึงหายออกไปจากบ้าน เจ้ารู้มั้ยว่านั่นทำให้ตัวเจ้าน่าสงสัยขนาดไหน ” นางถาม

” คืนนั้นข้าไม่ได้ออกไปจากบ้าน ” คุณชายน้อยตอบ ” ข้าเข้าป่าไปตอนรุ่งเช้า ท่านเองก็ทราบแล้ว ”

ใช่ นางรู้เรื่องทั้งหมดแล้ว ทั้งจากเจสสิก้าและแมกซิมิเลียนเอง แต่ไม่ว่าอย่างไรนางก็ยังนึกสงสัยโดยเฉพาะเมื่อไม่มีใครเลยที่เห็นเขาออกไป และบาดแผลบนตัว… คนที่ไปโดนสัตว์ป่าทำร้ายจะมีบาดแผลทะลุเป็นแนวตรงบนขาของตัวเองได้อย่างนั้นหรือ ถ้าบอกว่าเป็นธนูนางยังจะเชื่อซะกว่า แต่ถ้าเป็นธนูไยเขาต้องโกหกนาง ทำไมไม่ยอมบอกว่ามีคนทำร้ายเขา แล้วใครกันที่จะคิดร้ายกับเด็กชายที่ไม่น่าเป็นผิดเป็นภัยกับใคร

แต่สายตาที่หลุ่บต่ำอย่างครุ่นคิดนั้นกำลังทำให้นางหายใจไม่ทั่วท้อง เพราะชั่วขณะหนึ่งคนที่นั่งอยู่ตรงหน้านางเหมือนไม่ใช่แมกซิมิเลียน ความครุ่นคิดนั้นเตือนนางว่าแม้คนตรงหน้าจะเป็นบุตรชายของนางก็ไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นของนาง

แล้วเขาก็พลันเหลือบสายตาขึ้น ความคิดของนางชะงักไปในทันทีที่เขาพูดขึ้นว่า “ แล้วเรื่องของแม่นมละครับ ท่านทราบหรือยังว่าใครทำร้ายนาง ”

นางไม่ทันตั้งตัวกับคำถามนั้น ริมฝีปากของนางเผยอค้างโดยไร้คำตอบอยู่นานสองนานภายใต้สายตาที่จดจ้องและครุ่นคิดของบุตรชาย ในที่สุดนางก็ตอบไปว่า “ ข้าสืบอยู่ ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ตอนนี้เจ้าพักผ่อนซะ แล้วอย่าหายออกจากบ้านแบบนั้นอีก เข้าใจมั้ย ”

เขายักหน้ารับขณะที่มารดาลุกขึ้นบอกราตรีสวัสดิ์แล้วออกจากห้องไป แต่สิ่งที่กวนใจเด็กหนุ่มที่สุดก็คงไม่พ้นความตกใจของนางเมื่อเขาถามถึงแม่นม เกือบเหมือนว่านางไม่ได้นึกถึงเรื่องนั้นจนเขาเอ่ยปาก ไม่เพียงเท่านั้นนางยังรีบออกจากห้องหลังจากนั้นก่อนที่เขาจะทันได้ถามอะไรอีก นางคิดว่าเขาจะไม่เห็นแต่เขาเห็น นางคิดว่าเขาจะไม่รู้แต่เขารู้ นางไม่ได้สนใจเรื่องของแม่นมแต่ไม่ใช่เพราะนางเป็นเพียงคนรับใช้ต้อยต่ำเกินกว่าที่นางจะใส่ใจ แม่ของเขาไม่ใช่คนแบบนั้นโดยเฉพาะเมื่อเรื่องสำคัญเช่นความมั่นคงของเมริสมาอยู่ตรงหน้านาง สำหรับแมกซิมนั่นหมายความได้อย่างเดียวและการตระหนักรู้นั้นทำให้เขาเกือบจะอาเจียนออกมา

ท่านแม่ของเขารู้อยู่แล้วต่างหาก

***
ตอนที่พวกเขาเหยียบถึงโขดหินโลหิต ดวงอาทิตย์ก็ชิงพลบไปแล้ว แต่นั่นไม่ได้บดบังทัศนียภาพใหม่ที่ราชินีอาร์ดาราได้สร้างขึ้นที่นอกเมืองของพระนาง มันคือคำเตือนที่รุนแรงเสียจนเด็กหนุ่มถึงกับนิ่งงัน เขาได้แต่ยืนอยู่ที่เชิงเขาแล้วมองขึ้นไป มองดูร่างนับสิบที่ถูกขึงไว้กับโขดหินที่บัดนี้ถูกย้อมด้วยเลือดดังชื่อของมัน

” นี่มันอะไรกัน ” เสียงของอาวดริคที่ยืนอยู่ข้างเขานั้นสั่นเครือ ทั้งความตกใจ หวาดกลัว สยดสยอง และโกรธเกรี้ยวเหมือนจะเอ่อทะลักขึ้นมาจากที่ไหนซักแห่งในตัว จริงอยู่ที่ช่วงเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้โฉมหน้าที่ร้ายกาจของพระนางเริ่มเผยตัวออกมา แต่ไม่ใช่แบบนี้ เขาไม่เคยคิดว่านางจะทำได้ถึงเพียงนี้

ซาร์คไม่ได้กล่าวสิ่งใด เขาเพียงแค่ก้าวเข้าไปที่ร่างหนึ่งซึ่งเลื่อนลงมากองอยู่ด้านล่างโขดหินในท่าที่เหมือนคนกำลังคุกเข่าขอขมา หากแขนทั้งสองข้างยังถูกรั้งขึ้นไปด้วยเชือกที่รัดแน่นหนา เลือดที่อยู่บนตัวกลายเป็นสีดำไปหมดแล้ว กลิ่นรุนแรงชวนอาเจียนนั้นก็บ่งบอกว่าเขาอยู่ที่นี่มาหลายวัน

” เราเอาพวกเขาลงมาได้มั้ย ” เป็นคำขอของชายหนุ่มที่อยู่ข้างๆเขา

ถึงจะเข้าใจแต่เด็กหนุ่มก็ต้องส่ายหน้า ” ถ้าเราเอาพวกเขาลงมา นางจะรู้ว่าเรามาที่นี่ ” เขาตอบอย่างสงบ ทั้งที่น้ำเสียงบ่งบอกว่าเขากำลังกัดฟันพูด ใช่ เขากำลังโกรธ ภายในของเขากำลังพลุ่งพล่าน เขาอยากจะบุกเข้าไปที่ปราสาท ไปจัดการนางเสียเดี๋ยวนี้ก่อนที่จะมีร่างต่อไปบนโขดหิน แต่เขารู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ เขาจะกลายเป็นร่างต่อไปบนโขดหินนี้ก่อนที่จะได้เห็นหน้าพระนางด้วยซ้ำ อาวดริคเองก็เข้าใจแม้ตอนนี้เขาจะยังทำใจรับความจริงนั้นไม่ได้ เขาได้แต่มองไปรอบๆจากร่างหนึ่งไปยังร่างหนึ่ง มองดูใบหน้าของพวกเขาที่ยังคงมีเค้าของความเจ็บปวดหวาดกลัวในวาระสุดท้ายอยู่เต็มเปี่ยม ทุกใบหน้านั้นเหมือนกำลังกรีดร้องขอให้เขาช่วย และทั้งที่เป็นอย่างนั้นเขากลับทำอะไรไม่ได้ เขาที่เป็นเจ้าชายของประเทศนี้กลับไม่อาจหยุดยั้งความโหดร้ายทารุณนี้ได้ เขาได้แต่หลบซ่อนตัวขณะที่คนของเขากำลังทรมาน เขาได้แต่หนีขณะที่คนของเขารับเคราะห์กรรมทุกอย่าง

เขาจะต้องหนีอีกนานแค่ไหนกัน ” มันเป็นอย่างนี้เองสินะ ” แล้วเขาก็หัวเราะน้อยๆ ความขมขื่นดังกังวานชัดเจน ” ข้าคิดมาตลอดว่าข้าเข้าใจความรู้สึกของเจ้า แต่ไม่เลย ข้าไม่เคยรู้จริงๆว่าการมองเห็นสิ่งนี้เกิดขึ้นต่อหน้ามันเป็นยังไง ”

เด็กหนุ่มแค่ยืนมองอย่างเงียบๆ ปล่อยให้ไหล่ที่สั่นเทานั้นค่อยๆนิ่งลง ตอนนั้นเขาถึงพูดขึ้นด้วยเสียงที่เกือบเป็นเสียงกระซิบ ” เหมือนถูกตบหน้าโดยที่หันหนีไม่ได้ ”

ใช่ เพราะมันเจ็บและแสบร้อน ในอกมันทรมานจนไม่รู้ว่าจะบรรเทาลงอย่างไร

” ตอนที่แม่ของข้าตาย มันก็เป็นความรู้สึกที่ไม่ต่างกันหรอก ” เด็กหนุ่มกล่าวต่อไป เขายังคงมองร่างเหล่านั้น มองซากของความเป็นมนุษย์ที่ค่อยๆเปลี่ยนรูปร่างไป ” โรคระบาดคร่าชีวิตผู้คนไปมากมาย ร่างจำนวนมากถูกทิ้งไว้ในสุสานเพราะสัปเหร่อเองก็ป่วยจนไม่อาจฝังศพให้ได้ ไม่มีใครอยากเข้าใกล้ที่นั่นเพราะเกรงว่าตัวเองจะเป็นคนต่อไป และต่อไป และต่อไป… ” เขาต้องกลืนน้ำลายก่อนจะพูดอะไรต่อได้ ” ข้าได้แต่ยืนมองขณะที่ร่างของแม่ถูกแบกเข้าไปในสุสานพร้อมกับศพอื่นๆ และนั่นคือครั้งสุดท้ายที่ข้าได้เห็นท่าน ”

ความเศร้าในน้ำเสียงนั้นชัดเจน แต่สิ่งที่อาวดริคเห็นบนใบหน้านั้นไม่ได้มีเพียงความเศร้า ในดวงตาที่มองมายังเขานั้นมีความมุ่งมั่นแน่วแน่ที่เหมือนจะไม่มีวันถูกสั่นคลอนได้ ” ข้ารู้ว่าข้าไม่มีวันหยุดโรคระบาดได้ แต่มีอย่างอื่นที่ข้าสามารถหยุดได้ ”

นั่นอาจเป็นตอนที่เขาเข้าใจจริงๆว่าคีธและคนอื่นๆรู้สึกเช่นไรยามที่มองดูซาร์ค คนที่มีทั้งความไร้เดียงสาและมุ่งมั่นที่ทำให้ตัวเขาเจิดจ้ามากกว่าใครๆ ในตอนนั้นเขาเชื่อโดยไร้ข้อสงสัยเลยว่าซาร์คทำในสิ่งที่เขาพูดได้ มันไม่เกี่ยวอะไรกับการที่เขาเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ เป็นขุนนางหรือแค่ชาวบ้านธรรมดา แม้แต่พระราชาก็อาจไม่ได้มีคุณสมบัติเช่นนี้เสมอไป

และเขารู้สึกจริงๆว่าเขาสามารถติดตามคนๆนี้ไปได้จนสุดหล้าฟ้าเขียว

***
เขาไม่แน่ใจนักว่ามันเป็นเวลาเท่าไหร่ตอนที่เขาถูกปลุกขึ้นอย่างหยาบคายด้วยน้ำที่สาดบนหน้า ” เอ้า ตื่น อาหารมาแล้ว ” แล้วก็ตามด้วยเสียงจานโลหะกระทบพื้น โซ่ที่ล่ามข้อมือทิ้งตัวลงตามน้ำหนักเมื่อที่ยึดถูกคลายออก ให้แขนทั้งสองข้างมีอิสระพอจะหยิบจับอาหารได้ เมื่อเขาเงยหน้าขึ้น ตรงหน้าของเขาคือจานที่บรรจุบางอย่างที่ดูคล้ายเศษอาหาร และเลยออกไปจากที่ๆเขานั่งอยู่คือโจซึ่งนั่งพิงกำแพงหินอย่างไร้เรี่ยวแรง เนื้อตัวของเขาเต็มไปด้วยบาดแผลและรอยไหม้ แขนทั้งสองข้างซึ่งถูกขึงขึ้นวันละนานๆไม่เหลือกระทั่งเรี่ยวแรงจะยกตัวเองขึ้นจากพื้นด้วยซ้ำ กระนั้นก็ไม่มีใครสนใจ พวกเขาเพียงแค่วางจานอาหารและเหยือกน้ำก่อนจะกลับออกไป ทิ้งแต่พวกเขาไว้ตามลำพัง

เมื่อเสียงลั่นดาลจากภายนอกเงียบไปแล้วชายร่างสูงจึงเอ่ยขึ้น ” เฮ้ ” ร่างเบื้องหน้าเขาไม่ตอบสนอง เสียงทั้งหมดที่ดังมาคือเสียงลมหายใจฟืดฟาด แต่ชายหนุ่มตรงหน้าเขาไม่ได้ลืมตาขึ้น หรือขยับศีรษะ เขาเพียงแค่นั่งอยู่ตรงนั้น เพราะนั่นคือเรี่ยวแรงทั้งหมดที่เขามี เคราะห์ดีที่โซ่ของเขาค่อนข้างยาว เขาจึงลากมันเดินตรงไปหาสหายที่นั่งเป็นซากอยู่เช่นนั้น ” เจ้าตื่นอยู่หรือเปล่า ”

ลมหายใจที่เปลี่ยนห้วงไปบอกเขาว่าใช่

” เจ้ามีแรงกินอะไรบ้างหรือเปล่า ” โจยังคงไม่ขยับร่างใดๆเป็นการตอบสนอง ลูเชียสจึงเสี่ยงหนักใช้เท้าค่อยๆยันเหยือกน้ำให้เข้าใกล้ชายหนุ่ม ” ดื่มน้ำเสียก่อนไป ”

นั่นคือตอนที่โจเริ่มขยับร่าง เขาใช้เข่าขยับเหยือกน้ำที่ลูพยายามส่งให้เข้าหาตัวก่อนจะก้มลงแล้วพยายามทรงกายเพื่อดื่ม แขนที่ลู่อยู่ข้างตัวทั้งสองข้างนั้นทำให้อดสะท้านไม่ได้

” แขนของเจ้า…ยังขยับได้มั้ย ”

โจไม่ได้ตอบสิ่งใดนอกจากไอสองสามครั้งขณะที่เขาใช้ผนังถัดกายขึ้นนั่งอีกครั้ง และนั่นบอกสหายของเขาได้มากกว่าคำพูดเสียอีก ความโกรธแค้นของเขาคงชัดเจนมากเพราะเขาเห็นโจยิ้มน้อยๆให้ ดวงตาที่เหมือนคนตายดูมีประกายขึ้นมาบ้าง แต่ชายหนุ่มก็ยังไม่พูดอะไร เขามุ่งความสนใจไปที่จานอาหารซึ่งเขาค่อยๆใช้ขาเขี่ยเข้าหาตัว อีกครั้งที่เขาก้มตัวลง ต้องนอนลงกับพื้นบ้างเป็นครั้งคราว เพื่อกินอาหารจากจานโกโรโกโสใบนั้น ภาพของเพื่อนที่ต้องกินข้าวราวกับหมูกับหมานั้นทำให้ชายร่างสูงใหญ่สั่นระริกด้วยความเคียดแค้นที่อัดอั้นขึ้นมาอย่างฉับพลัน ทหารของพระราชินีอย่างนั้นหรือ ทหารที่มีหน้าที่ปกป้องประเทศมีความชอบธรรมใดกันที่จะทำกับประชาชนเยี่ยงสัตว์เดียรัจฉานเช่นนี้

ความคิดของเขาต้องชะงักไปเมื่อโจถัดร่างขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้เขามองตรงมาแล้วถามด้วยเสียงแผ่วเบาและแหบแห้งว่า “ทำไม… ” ทำไมเขาถึงมาอยู่ที่นี่

มุมปากของเขาพลันกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มโหดเหี้ยมในทันที ” คีธแปรพักตร์ไปแล้ว ” ชายหนุ่มถลึงตาตอบเขาในทันที และลูเชียสเข้าใจได้ เขาเองก็ไม่อยากเชื่อ เขาโง่เองที่เชื่อว่าชายคนนี้ไม่มีวันเปลี่ยนไป ” มันเข้าเป็นพวกกับทหารม้าและก็ขายพวกเราไปหมดแล้ว ตอนที่มันทรมานเจ้าข้านึกว่าเป็นละครตบตาคลอเดียส แต่นี่คงไม่ใช่ ” เขากล่าวขณะที่มองร่องรอยการทรมานบนตัวของเพื่อนด้วยความรู้สึกคลื่นไส้อย่างบอกไม่ถูก

ก่อนที่พวกเขาจะพูดอะไรมากไปกว่านั้นเสียงไขประตูห้องขังก็ดังขึ้น ลูเชียสรีบกลับไปยังที่ของเขาแล้วกินข้าวในจาน แต่คนที่เดินเข้ามาทำให้มือของเขาต้องชะงัก ท่าทางนั้นยะโสจนเขาไม่อยากจะเชื่อว่านั่นเคยเป็นคนที่เขารู้จัก ” มีคนบอกข้าว่าพวกเจ้าตื่นกันแล้ว ” คีธกล่าวขณะที่มองลูเชียสแต่ก็แค่อึดใจก่อนที่เบนสายตากลับไปที่โจ ซึ่งนั่งพิงกำแพงจ้องมองเขาอยู่เช่นกัน ” หวังว่าวันนี้เจ้าคงพร้อมจะพูดนะ ”

” เดี๋ยวก่อนคีธ เจ้าจะทำอะไร ” ลูรีบลุกขึ้นเพื่อเข้ามาขวาง แต่โซ่ที่เคยคลายไว้ถูกทหารม้าอีกนายดึงกลับอย่างฉับพลันจนแรงกระตุกนั้นทำให้แขนและไหล่ของเขาเจ็บร้าวไปทั้งสองข้าง เขายังคงพยายามพุ่งไปข้างหน้า แต่ก็ไม่มีแรงพอจะลากโซ่ที่ล่ามอยู่ออกมาได้ ที่เขาทำได้มีเพียงส่งเสียงคำรามขณะที่ชายหนุ่มตรงหน้าเขามองเขาด้วยรอยยิ้มเหยียดหยาม

” สุนัขขี้เรื้อนอย่างเจ้าไม่ต้องเห่าให้มันมากนักหรอก ” เขากล่าว ” เจ้าน่าจะดีใจนะที่ในหัวเจ้าไม่ได้มีอะไรที่เป็นประโยชน์พอที่ข้าไปลงแรงด้วย ” แล้วเขาก็หันไปทางโจโดยไม่สนใจเสียงสบถก่นด่าของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย ราวกับว่าสำหรับเขาลูเชียสไม่ได้ตัวตนอยู่ เพราะสิ่งที่เขาต้องการอยู่ที่โจ ” อิ่มแล้วสินะ ” เขาทักขึ้นขณะนั่งลงตรงหน้าร่างยับเยินที่พิงผนังอยู่นั้น ” ข้าให้เวลาเจ้าไปวันหนึ่งแล้ว มีเรื่องอะไรที่เจ้าอยากบอกข้าหรือเปล่า ”

ตลอดเวลานั้นที่โจทำคือมองหน้าเขาด้วยดวงตาที่เลื่อนลอย

หรืออย่างน้อยก็ดูเหมือนเป็นอย่างนั้น ” คนที่สติเลื่อนลอยไปแล้ว ทำไมจึงยังทานอาหารได้เกลี้ยงเกลาขนาดนี้อีกนะ ” คีธว่าพลางนั่งลงตรงหน้าชายซึ่งเคยเป็นสหายของเขา ปลายนิ้วเขี่ยเศษอาหารซึ่งติดอยู่บนปากออกไปอย่างเบามือ ” ไม่หรอก เจ้าไม่ได้เสียความรับรู้ทั้งหมดไป เจ้าไม่ต้องแสดงละครตบตาข้าหรอก โจแห่งเฮซวิลล์ ” ไม่ทันขาดคำร่างของโจก็ถูกดึงขึ้นไปด้วยแรงจากโซ่ตรวนข้อมือของเขาอีกครั้ง แรงกระตุกนั้นทำให้เขาร้องออกมา แขนถูกยืดออกสู่ท่าทางที่สร้างความเจ็บปวดให้เขา แต่เขายังคงไม่ยอมมองหน้าคีธตลอดเวลานั้น ” เจ้ารู้ว่ามันง่ายมากหากเจ้าเพียงแค่สารภาพทุกอย่างกับท่านดยุค ท่านเป็นคนที่มีความเมตตามากทีเดียว ยังไงก็ไม่ฆ่าเจ้าหรอก ” แล้วชายหนุ่มก็เลิกคิ้ว ” ว่ายังไง ”

” อย่าไปฟังมัน! ” ลูเชียสตะโกนแทรกขึ้นมา แต่เขาก็พูดได้เพียงแค่นั้นก่อนที่แส้จะฟาดเข้าที่ตัวของเขาเต็มแรง ความเจ็บปวดฉับพลันนั้นทำให้ร่างของเขากระตุก คำพูดใดๆเหมือนจะหายไปจากตัวเขาในทันที

” อยู่เงียบๆก็ไม่ต้องเจ็บตัวแล้วแท้ๆ ” คีธกล่าวขึ้นขณะที่เก็บแส้เข้าข้างตัวเช่นเดิม ” เจ้าคิดว่าตัวเองกำลังทำอะไร ช่วยคนอย่างนั้นหรือ ” เสียงหึเบาๆดังลอดมาพร้อมสายตาเหยียดหยาม ” เจ้าช่วยใครเมื่อตัวเจ้าอยู่ในสภาพอย่างนี้ สหายของเจ้ารึ ชาวบ้านรึ เจ้าน่าจะดูออกได้ไม่ยากว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ช่วยอะไรใครเลย ”

” แต่อย่างน้อยที่สุด พวกข้าก็ไม่ใช่นกสองหัว ” ชายร่างสูงใหญ่กล่าวขึ้นพร้อมรอยยิ้มหยามหยันเต็มใบหน้า ” ข้าเคยนับถือเจ้ายิ่งกว่าอะไร แต่เจ้ามันก็แค่วัวสันหลังหวะที่หันหลังให้กับสิ่งที่ตัวเองเคยเชื่อเพื่อเห็นแก่ความอยู่รอด! ”

เขาคาดว่าคีธจะโกรธ แต่เปล่าเลยชายหนุ่มแค่มองเขาแล้วก็ยิ้ม รอยยิ้มซึ่งทำให้พวกเขาเย็นสันหลังวาบ ภายในรอยยิ้มนั้นคือความมั่นใจที่ทำให้สิ่งที่เขาพูดนั้นไร้ข้อกังขา ” ความเชื่อช่วยอะไรใครได้อย่างนั้นหรือ ความเชื่อก็แค่คำโกหกที่ทำให้คนอยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไปแม้จะอยู่ในสภาพไม่อยู่ต่อไปเสียอาจจะดีกว่า ” เขากล่าวขณะที่เดินเข้าไปข้างอ่างน้ำมันร้อนที่กำลังเดือดพล่าน ที่พ้นอ่างนั้นมาคือปลายแส้ที่ชายหนุ่มคว้าไว้อย่างไม่ลังเล ” แต่คนพวกนั้นคงลืมไปว่าโลกนี้ไม่ต้อนรับผู้แพ้หรอกนะ ” แล้วเขาก็เหวี่ยงมันเข้าใส่ร่างที่เต็มไปด้วยบาดแผลของโจ อีกครั้งและอีกครั้ง และก็อีกครั้ง

***
สิ่งที่อยู่ในห้องทรงพระอักษรของเจ้าชายอาวดริคทำให้หัวหน้ากองทหารรักษาพระองค์ถึงกับตกใจ เขาคือคนที่ขอให้กองอาลักษณ์นำเอกสารทั้งหมดที่เจ้าชายเคยทรงหยิบยืมมาให้ แต่เขาไม่นึกว่ามันจะท่วมท้นล้นห้องถึงขนาดนี้ ” พระองค์ทรงอ่านทั้งหมดนี่เลยหรือ ” เขาเอ่ยปากถามขณะที่มองไปรอบๆ บันทึกกิจกรรมในราชสำนักหลายสิบเล่มตั้งแต่ช่วงก่อนสงครามถูกกองไว้บนเก้าอี้นวม บันทึกการทูตและรายงานจารกรรมถูกวางซ้อนกันบนโต๊ะ เป็นไปไม่ได้เลยที่จะอ่านทั้งหมดนี้

อาลักษณ์หลวงก็ยืนยันเช่นนั้น ” พระองค์สนพระทัยเรื่องช่วงสงครามกาลัทเทียร์มาก ดังนั้นเอกสารพวกนั้นพระองค์จะทรงอ่านมากเป็นพิเศษ ” วางพลางเขาก็ชี้ไปที่กองเอกสารบนโต๊ะรับรองกลางห้อง ” นอกจากนั้นดูเหมือนจะใช้เพื่ออ้างอิงเป็นเรื่องๆไป ข้าเองก็ไม่ทราบว่ามีเรื่องใดบ้างที่พระองค์ทรงสนพระทัย ”

เกเกอร์ได้ยินเช่นนั้นก็ยักหน้า เขาไม่โทษคนเหล่านี้เลย ” ยังไงก็ขอบคุณท่านมาก ข้าจะขอดูเอกสารพวกนี้ก่อน ท่านคงไม่ขัดข้อง ”

” เช่นนั้นก็ตามสบาย เดี๋ยวข้าจะให้คนมาช่วยท่าน ตอนนี้คงต้องขอตัวก่อน ” แล้วเขาก็ทำความเคารพก่อนจะเดินหายออกจากห้องไป แต่สำหรับเกรเกอร์ต่อให้มีผู้ช่วยก็คงไม่เป็นประโยชน์เท่าใดนัก เอกสารจำนวนทั้งหมดนี้คงต้องใช้ทหารรักษาพระองค์ทั้งกองช่วยกันอ่านจึงจะหมด แต่ถึงทำเช่นนั้นพวกเขาก็ไม่มีทางรู้ว่าเจ้าชายทรงดำริสิ่งใด ตัวอักษรเหล่านี้จะไม่ช่วยเผยความลับใดออกมา

เพื่อเข้าใจสิ่งนั้นพวกเขาอาจต้องเริ่มต้นที่เบาะแสเดียวที่เขามี สงครามกาลัทเทียร์ ทำไมพระองค์จึงจะสนพระทัยสงครามนั้นเป็นพิเศษทั้งที่ก่อนหน้าไม่ทรงมีความสนพระทัยประวัติศาสตร์เลย มีอะไรที่พระองค์ต้องการทราบจากเอกสารพวกนี้หรือ เขาจึงเริ่มจากการเปิดดูเนื้อหาภายในนั้น ซึ่งก็ไม่ได้บันทึกอะไรโดยละเอียดนัก ส่วนมากเป็นบันทึกความเคลื่อนไหวภายในโดบรัม ที่ซึ่งพระราชาลุดวิกแปรพระราชฐานไปในสงครามคราวนั้น แต่แทบไม่มีเรื่องราวของสงคราม หรือบันทึกการเดินทัพในดินแดนกาลัทเทียร์

นั่นนับว่าแปลก จริงอยู่ที่เมื่อสิบหกสิบเจ็ดปีที่แล้วเขายังนับว่าเป็นทหารชั้นล่างในกองทหารรักษาพระองค์ที่อยู่รักษาปราสาทโดบรัม แต่เขาก็รู้ธรรมเนียมปฏิบัติในทัพหลวง ภายในกองทัพจะต้องมีคนคอยบันทึกเรื่องราวสำคัญๆเช่นการบุกโจมตีเมือง หรือเชลยและทรัพย์สินที่ริบได้ รวมทั้งว่ามีใครตายและมีความเคลื่อนไหวที่พิเศษภายในกองทัพหรือไม่ แต่นี่ไม่มี ถ้าหมดทั้งโต๊ะนี้คือเอกสารที่มีบันทึกเกี่ยวกับสงครามกาลัทเทียร์ มันก็ไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับสงครามกาลัทเทียร์เลย แล้วเจ้าชายทรงทราบเรื่องนั้นหรือเปล่า บันทึกมากมายที่กองอยู่รอบห้องนั้นเหมือนจะบอกว่าพระองค์ทรงทราบ ความพยายามทั้งหมดนั้นอาจเพื่อต่อภาพของสงครามครั้งนั้นให้ครบถ้วน เชื่อมโยงชิ้นส่วนที่ขาดหายไป

แล้วพระองค์ทรงพบสิ่งที่ตามหาหรือไม่

ในตอนนั้นเองที่เสียงเคาะประตูดังขึ้น ตามที่เขาคาดอยู่ ทหารรักษาพระองค์สองนายทำความเคารพเขาแล้วพาหญิงสาวคนหนึ่งเข้ามา เสื้อผ้าของหล่อนนั้นสะอาดสะอ้านแต่ไม่ได้หรูหราบ่งบอกถึงฐานะนางกำนัลของนาง เกรเกอร์เพียงแค่ยักหน้าก่อนจะส่งสัญญาณให้ทั้งคู่ออกไปจากห้อง ทิ้งแต่หญิงสาวผู้นั้นไว้ตามลำพัง ” เชิญนั่งก่อน ” เขากล่าวพลางผายมือไปทางเก้าอี้รับแขกตัวเดียวที่ยังว่างอยู่ ” ข้าได้ยินมาว่าท่านได้ถวายการรับใช้เจ้าชายอาวดริคก่อนเกิดเรื่อง เลยอยากจะพูดคุยด้วยเสียหน่อย ”

” ข้านึกว่าการสืบสวนจบไปแล้วเสียอีก ” นางกำนัลผู้นั้นกล่าว ” ข้าเล่าเรื่องวันนั้นไปหมดแล้วนี่เจ้าคะ ”

เกรเกอร์จึงยิ้มน้อยๆ ” ข้าไม่ได้จะถามเรื่องวันนั้นดอก เรื่องที่เกิดขี้นแล้วย่อมสุดวิสัยที่จะแก้ไขได้ ตอนนี้ข้าอยากรู้ว่าทำไมเจ้าชายจึงทรงทำเช่นนั้นมากกว่า ”

หล่อนเพียงแค่มองดูเขาแล้วก็ส่ายหน้า ” ข้าเป็นเพียงนางกำนัลที่ถวายการรับใช้คงไม่อาจตอบคำถามเช่นนั้นได้ ”

” ข้ารู้ แต่ท่านช่วยข้าได้ ท่านรู้จักเจ้าชายมากกว่าใครๆ ข้าอยากให้ ท่านเล่ากิจวัตรของเจ้าชายให้ข้าฟัง ข้าอยากรู้ว่าอะไรบ้างที่พระองค์ทรงทำบ่อยครั้ง อะไรบ้างที่พระองค์มีความกระตือรือร้นมากที่จะทำ ใครบ้างที่พระองค์คบหาเป็นพระสหาย ”

สิ้นคำถามนั้นหล่อนก็จ้องหน้าเขานิ่งเงียบราวกำลังคาดคำนวณชายที่อยู่ตรงหน้าหล่อน เกรเกอร์เพียงมองตอบหล่อนอย่างใจเย็น หล่อนยังไม่ไหวใจเขาโดยที่เขาเองก็ไม่รู้ว่าทำไม แต่แล้วหล่อนก็ถอนใจก่อนจะตอบว่า “ รายละเอียดเรื่องกิจวัตรของเจ้าชายนั้นข้าไม่ทราบ บางวันพระองค์ก็ฝึกม้าและศาสตรา บางวันพระองค์ก็ทรงพระอักษรอยู่ในห้องทรงพระอักษรจนค่ำมืด พระองค์ไม่มีพระสหายที่ทรงพูดคุยด้วยในปราสาทนี้ ถ้ามีอะไรในพระทัยพระองค์จะชอบทอดพระเนตรออกไปนอกหน้าต่าง แต่จะไม่ตรัสอะไร บางครั้งก็เป็นชั่วโมงๆ “

” แล้วท่านล่ะ ”

หล่อนไม่ได้ปิดบังความแปลกใจเลยตอนที่ถามเขากลับว่า “ ท่านหมายความว่ายังไงเจ้าคะ “

“ ท่านเป็นนางกำนัลต้นห้องของเจ้าชายได้เห็นพระองค์ในที่อันเป็นส่วนพระองค์ที่สุด แล้วเจ้าชายไม่นับท่านเป็นพระสหายบ้างเลยหรือ “

นางรีบส่ายหน้าปฏิเสธในทันที “ นางกำนัลก็เป็นเพียงนางกำนัล เราคือเงาที่ไร้ตัวตน คนที่ไร้ตัวตนไม่อาจผูกมิตรกับใครได้หรอกคะ “

สิ่งที่นางกล่าวทำให้เกรเกอร์หัวเราะเบาๆในลำคอเพราะนั่นฟังดูคล้ายคำสอนของนายแม่ ผู้ซึ่งปกครองเหล่านางกำนัลในปราสาทไลน์จะกล่าวยิ่งนัก “ โดยธรรมเนียมก็คงเป็นเช่นนั้น แต่เท่าที่ข้าทราบมา เจ้าชายอาวดริคไม่เคยทรงสนพระทัยธรรมเนียมอะไรที่ว่า อาจจะดีแล้วก็ได้ที่พระองค์ไม่เคยทรงสนพระทัยการเรียน “ หัวหน้ากองกล่าวขันๆ “ ชายในโรงม้าเล่าให้ข้าฟังครั้งหนึ่งว่าพระองค์เคยนั่งลงคุยกับเขาหลังจากให้หญ้านางม้าราพุนเซลอยู่เกือบชั่วโมง ข้าอดคิดไม่ได้ว่ากับท่านอย่างน้อยพระองค์คงต้องตรัสถามสารทุกข์สุขดิบบ้าง “

หล่อนยังคงดูลังเลใจ “ แต่พระองค์ทรงรักม้ามาก ต่อให้ไม่ใช่ราพุนเซลก็ตาม เรื่องพระองค์จะทรงสนิมสนมกับคนม้าย่อมไม่ใช่เรื่องแปลก “

“ แต่พระองค์ไม่ได้ทรงสนพระทัยแต่ม้าในช่วงหลังๆมานี่มิใช่หรือ “ แล้วหัวหน้ากองก็ผายมือไปยังกองหนังสือที่เรียงรายอยู่รอบพวกเขา “ พระองค์ทรงอ่านเอกสารทั้งหมดนี่ นี่ไม่ใช่แค่เพื่อการเรียนหรือความบันเทิงเป็นแน่ มีบางสิ่งที่พระองค์ต้องการรู้ และข้าบอกได้เลยว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่เจ้าชายทรงเคยเป็น ท่านอยู่กับเจ้าชายมานาน พอจะบอกได้มั้ยว่าช่วงก่อนเกิดเรื่องนั้นพระองค์ทรงทำสิ่งใดแปลกไป ”

หล่อนนิ่งเงียบอยู่นาน หากสายตาของหล่อนยังคงจ้องมองมาที่เขาอย่างครุ่นคิด แล้วหล่อนก็กล่าวขึ้น ” พระองค์บรรทมบนพระเก้าอี้ยาวนับจากที่นิวัติมาโดยปลอดภัย พระองค์เคยตรัสว่าถ้านอนบนเตียงเดี๋ยวจะติดความนุ่มสบายของเตียงและทำให้ขี้เกียจ จึงบรรทมบนพระเก้าอี้เจ้าคะ ”

นั่นทำให้หัวหน้ากองมุ่นคิ้วในทันที ในหัวของเขาคาดเดาคำตอบมากมายไว้ แต่ไม่ใช่คำตอบนี้ ” พระองค์ทรงกลัวว่าจะขี้เกียจอย่างนั้นหรือ ” นางเพียงแค่ยักหน้ารับแล้วปล่อยให้เกรเกอร์ครุ่นคิด ในที่สุดหัวหน้ากองก็เอ่ยขึ้นราวคนที่กำลังรำพึงอยู่ตามลำพัง ” พระองค์…. ทรงเป็นเจ้าชายที่ดีขึ้นจริงๆ หลายคนที่ข้าได้พูดคุยด้วยก็บอกแบบนั้น ไม่มีใครนึกภาพออกว่าทำไมพระองค์จะทรงก่อกบฏต่อพระบิดา ”

นางกำนัลผู้นั้นไม่ได้ตอบโต้อะไร แต่ท่าทีของหล่อนกลับดูผ่อนคลายลง หล่อนเห็นด้วยกับเขาอย่างไม่ต้องสงสัย และหล่อนเองก็คงข้องใจในสิ่งที่เกิดขึ้นเช่นกัน ครู่ใหญ่ทีเดียวที่พวกเขานั่งอยู่ในความเงียบ จนกระทั่งหล่อนเอ่ยขึ้นว่า ” พระองค์เคยตรัสถามข้าว่าพ่อของข้าเป็นอย่างไรบ้าง พระองค์ถามถึงบ้านของข้า ถามว่าทำไมข้าถึงมาเป็นนางกำนัล…. และข้ายังได้พบกับพ่อบ้างหรือเปล่า ได้เจอกันบ่อยหรือเปล่า คนที่ใส่ใจเรื่องของพ่อและครอบครัวมากถึงเพียงนี้จะทรยศพ่อของตัวเองอย่างนั้นหรือคะ ”

เขายักหน้ารับรู้โดยไม่กล่าวอะไรเพิ่ม แต่สายตาแสดงว่าเขายังคงรอฟัง แต่นั่นคือทั้งหมดที่นางยอมเอ่ยปาก เพราะหลังจากนั้นนางก็นั่งเงียบไม่ยอมพูดยอมจาอะไรราวกับรู้สึกว่าสิ่งที่ตนพูดนั้นมากเกินไปเสียแล้ว และสำหรับเกเกอร์ นั่นไม่รู้จะเรียกว่าเป็นประโยชน์กับเขาได้หรือไม่ เพราะนางไม่ได้ช่วยให้เขาเข้าถึงความนึกคิดของเจ้าชายได้มากนัก แต่ในขณะเดียวกันก็แสดงว่าผู้คนรอบข้างภักดีต่อเจ้าชายอย่างไร นั่นอาจแปลว่าพระองค์ไม่ได้เป็นคนที่เลวร้ายนักและคนที่พระองค์ทรงไว้รับใช้ใกล้ชิดก็คงไม่ใช่คนเลวร้ายเช่นกัน ในที่สุดเขาก็เสี่ยงพูดไป ” ท่าน… อาจจะทราบถึงอาการป่วยของพระราชาลุดวิกแล้วก็เป็นได้ ”

การเปลี่ยนเรื่องกะทันหันนั้นทำให้หล่อนกะพริบตาปริบ หล่อนไม่ตอบสิ่งใดแต่มองเขาอย่างกระตือรือร้น

” แต่ก่อนที่พระองค์จะทรงประชวรหนักนี้ มีช่วงหนึ่งที่พระอาการของพระองค์ทุเลาลงจนเรียกได้ว่าทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์อีกครั้ง และตลอดเวลานั้นพระองค์ทรงพยายามเท่าที่จะทำได้เพื่อสืบเรื่องที่เจ้าชายทรงถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏ เพราะพระองค์ไม่เคยเชื่อ พระองค์บอกว่าในคืนนั้นเจ้าชายมาเข้าเฝ้าพระองค์ เข้าเฝ้าเพื่อลาพ่อก่อนที่พระองค์จะต้องทรงหนีตายออกจากปราสาทไป ”

ความตกใจบนใบหน้าของนางกำนัลทำให้เขาเงียบ แต่ก็แค่ครู่เดียวก่อนที่หล่อนจะถามว่า ” พระองค์ทรงบอกว่าเจ้าชายไปเข้าเฝ้าอย่างนั้นหรือเจ้าคะ ”

” ใช่ ” เขาตอบ ” หากความพยายามเข้าใจพระโอรสคือเจตจำนงของพระองค์แล้ว ข้าถือว่านั่นคือหน้าที่ในฐานะทหารรักษาพระองค์ ข้าบาทที่มีหน้าที่ปกป้องพระองค์ ในการปกป้องเจตจำนงนั้นต่อไป ” แล้วเขาก็ถอนใจ ” แต่ข้ารับตามตรงว่าข้าอยากจะถอดใจเสียจริงๆ เพราะคนที่สามารถเล่าเรื่องให้ข้าฟังได้นั้นมีน้อยนัก ”

” นั่นเพราะพระองค์ทรงกระทำการด้วยตัวพระองค์เอง ” นางกำนัลผู้นั้นกล่าว ” อย่างในห้องทรงพระอักษร พระองค์ก็ไม่เคยทรงเรียกใครให้มาช่วย ใครจะถามอย่างไรก็ทรงตอบเพียงว่าพระองค์กำลังศึกษาบทเรียน ความสนพระทัยใดๆก็เก็บไว้แต่กับพระองค์เอง แม้แต่คนที่พระองค์เคยทรงซักถามก็คงตอบท่านไม่ได้ว่าพระองค์ตรัสถามเรื่องพวกนั้นไปด้วยวัตถุประสงค์อันใด ”

แนวคิ้วของหัวหน้ากองนิ่วเข้า ระคนด้วยทั้งความสงสัยและกังขา ก่อนจะถามว่า ” แล้วกับท่านพระองค์ตรัสถามถึงสิ่งใดบ้างหรือ ”

” กับข้ามีสองเรื่อง คือเรื่องเกี่ยวกับบ้านของข้าอย่างที่ข้าเรียนให้ท่านทราบแล้ว แล้วอีกเรื่องก็คือวัยเด็กของข้า ” หล่อนขมวดคิ้วน้อยเมื่อนึกย้อนถึงช่วงเวลานั้น ราวกับว่าสำหรับหล่อนมันคือสิ่งซึ่งน่าพิศวง ” พระองค์ถามข้าว่าข้าจำเรื่องตอนเจ็ดขวบได้มากแค่ไหน ”

คิ้วของเกรเกอร์ยิ่งมุ่นหนักยิ่งกว่าเดิม ยิ่งพยายามจะเข้าใจมากเท่าใด เกเกอร์ยิ่งรู้สึกเหมือนเขาจะไม่เข้าใจมากเท่านั้น เจ็ดขวบอย่างนั้นหรือ ทำไมต้องจำเพาะเป็นเจ็ดขวบด้วย

แต่ก่อนที่ความคิดของหัวหน้ากองทหารรักษาพระองค์จะไปได้ไกลกว่านั้นเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ” เข้ามา ” เขากล่าว และปล่อยให้ทหารผู้นั้นเปิดประตูเข้ามาตามปกติ

หากสีหน้าของคนผู้นั้นดูไม่สู้ปกตินัก ” ท่านเกรเกอร์ รู้สึกว่าจะมีเรื่องใหญ่แล้วครับ ” แล้วเขาก็ส่งจดหมายฉบับหนึ่งให้กับผู้เป็นหัวหน้า จดหมายซึ่งประทับพระลัญจกรของพระราชินีที่ไม่ได้มาถึงพวกเขาบ่อยนัก เขารีบเปิดซองออกแล้วคลี่พับกระดาษภายในออกโดยไม่รอช้า เนื้อความในจดหมายนั้นทำให้ใบหน้าของหัวหน้ากองดูซีดลงอย่างฉับพลันจนนางกำนัลผู้นั่งอยู่ตรงข้ามมองกลับไปมาระหว่างทหารรักษาพระองค์ทั้งสองอย่างกังวล

ในที่สุดเขาก็เงยหน้าขึ้นจากจดหมายแล้วส่งยิ้มให้หล่อน “ ข้าต้องขอโทษด้วย แต่ท่าทางว่าเราคงพูดคุยกันได้เพียงเท่านี้ มีเหตุด่วนที่ข้าต้องไปจัดการเสียแล้ว เชิญท่านกลับไปได้แล้วล่ะ ” แล้วเขาก็ลุกขึ้นดึงเสื้อผ้าก่อนจะเดินออกจากห้องนั้นไปโดยไม่มองหล่อนแม้แต่น้อย

***
” ข้าคงให้ท่านอยู่ในปราสาทต่อไม่ได้ ” พระนางตรัสขึ้นขณะที่ประทับนั่งลงบนพระเก้าอี้ นางกำนัลที่ห้อมล้อมซ้ายขวานำเอกสารและเครื่องมือทรงพระอักษรมาถวายที่โต๊ะเล็กๆเบื้องหน้าพระองค์ก่อนจะถอยออกไป ” ท่านเองก็ทราบเรื่องพระอาการประชวรของพระราชาดี ในตอนนี้พระองค์ไม่อาจบังคับบัญชาพวกท่านได้ ถ้าเรื่องอารักขาที่นี่มีทหารองครักษ์รักษาการอยู่แล้ว คงไม่ต้องรบกวนพวกท่านให้มาทำงานอารักขาจิปาถะดอก ”

” ถึงเป็นงานอารักขาจิปาถะ หากผู้นั้นคือพระราชาก็ถือว่าเป็นหน้าที่ของทหารรักษาพระองค์เช่นกันพะยะคะ ” ท่านหัวหน้ากราบทูลอย่างแข็งขันเจือด้วยอารมณ์ที่ขุ่นมัวอย่างชัดเจน

แต่พระนางก็ไม่ได้ทรงถือสา นอกจากถอนพระทัยน้อยๆก่อนจะตรัสว่า ” ท่านเกรเกอร์ ท่านเป็นทหาร ท่านน่าจะเข้าใจเรื่องลำดับบังคับบัญชาดีที่สุดมิใช่หรือ ”

หัวหน้ากองทหารรักษาพระองค์หน้าตึงขึ้นมาเล็กน้อย

” พวกท่านนั้นรับเพียงคำสั่งจากพระราชาเท่านั้น ” พระนางตรัสต่อไป ” สำหรับทหารกองอื่นๆพวกท่านมีอภิสิทธิ์มากกว่าใครที่จะไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้อื่นใดเพราะท่านมีเจ้าเหนือหัวเพียงผู้เดียว ดังนั้นถ้าว่าตามเนื้อผ้าตอนนี้พวกท่านไม่ต้องฟังคำสั่งของผู้ใดทั้งนั้น แต่ท่านย่อมทราบว่านั่นจะนำความสับสนมาแก่การปกครองกองทหารและผู้คนภายในปราสาท เพราะพวกเขาจะเห็นว่าท่านลอยอยู่เหนืออำนาจทั้งหมดที่ควบคุมดูแลความเรียบร้อยของที่นี่ ในสถานการณ์ที่บ้านเมืองไม่สงบเช่นนี้ข้าคงไม่อาจยินยอมความไร้ระเบียบในปราสาทของข้าเองได้ ”

ความกังวลในสายพระเนตรของราชินีอาร์ดาราทำให้เกรเกอร์ถึงกับกลืนน้ำลายไปอึกใหญ่ ” แต่ต้องถึงกับให้กองทหารรักษาพระองค์ทั้งหมดออกจากเมืองหลวงเชียวหรือพะยะคะ ”

สายพระเนตรพลันดูอ่อนลงเมื่อพระนางตรัสตอบว่า ” เพื่อความเรียบร้อยของที่นี่ข้าจำเป็นต้องทำ ข้าไม่ได้ว่าอะไรหรอกหากท่านจะมาเข้าเฝ้าฝ่าบาท แต่ภายในเขตเมืองนี้ข้าขอให้ท่านอย่าได้มาในฐานะทหารรักษาพระองค์ แต่เป็นเพียงพระสหายคนหนึ่งของพระองค์เท่านั้น ข้าหวังว่าท่านจะเข้าใจความจำเป็นของข้าด้วย ”

แม้หัวหน้ากองจะอยากคัดค้านพระบัญชานี้เพียงไร แต่เหตุและผลของพระราชินีนั้นชัดเจนจนเขาเองก็ไม่อาจปฏิเสธได้ เขาแต่ถอนใจเพื่อไล่ความกลัดกลุ้มออกมาเพียงเล็กน้อยก็จะรับพระบัญชา ” ข้าพระองค์เข้าใจ ขออย่าทรงกังวลพะยะคะ ”

พระนางทรงสดับเช่นนั้นก็ยักพระพักตร์น้อยๆ พระพักตร์พลันดูผ่อนคลายลงแม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม ” ขอบใจท่านและคนของท่านมาก ถ้ามีอะไรข้าอาจต้องรบกวนพวกท่าน ระหว่างนี้เชิญพวกท่านพักผ่อนกันก่อนเถอะนะ ”

เขารับเพียงว่า ” พะยะคะ ” ก่อนจะถวายบังคมลาจากห้องนั้น ภายในหัวของเขานั้นเต็มไปด้วยความคิดต่างๆนานาจนไม่ได้สังเกตเห็นคลอเดียส ชาล็อตตา หรือชายแปลกหน้าอีกคนที่เดินมากับเขาเลยแม้แต่น้อย

หากเป็นเวลาอื่นดยุคหนุ่มอาจมองตามว่าเป็นผู้ใดที่มาเข้าเฝ้าพระราชินี แต่ในตอนนั้นแม้แต่เกรเกอร์เองก็ไม่ได้อยู่ในสายตาของเขา นั่นเพราะทั้งหมดที่เขานึกถึงในขณะนั้นมีเพียงพระนางอาร์ดารา ความต้องการเพียงอย่างเดียวของเขาในตอนนั้นคือการได้พบพระพักตร์อันงดงามยิ่งนั้น เขาแทบไม่รอคำอนุญาตใดๆเลยขณะที่ผลุนผลันเข้าไปถวายเคารพท่ามกลางสายตาไม่พอใจของเหล่านางกำนัลที่รายล้อม

แต่ก่อนที่ใครจะเข้ามาขัดขวางเขา สุรเสียงอันอ่อนหวานก็เรียกชื่อเขาอย่างที่เขาไม่เคยได้ยินใครอื่นอีกเรียก ในนั้นมีความคนึงหาที่ทำให้หัวใจของชายหนุ่มเช่นเขาแทบจะหยุดเต้นและขนบนกายของเขาลุกชัน พระพักตร์ที่หันมายังคงงดงามอย่างที่มิอาจหาผู้ใดเทียบเคียงได้ แต่ความอ่อนล้านั้นก็ชัดเจนเสียจนลดทอนประกายอันเจิดจ้าที่เคยรายล้อมพระนางไว้ เขาก้าวเข้าไปคุกเข่าตรงหน้าพระพักตร์พลางจุมพิตบนพระหัตถ์อย่างนุ่มนวลด้วยหวังว่าความห่วงหากังวลทั้งหมดของเขานั้นจะถ่ายทอดผ่านมือนั้นสู่พระนาง

และก็ราวกับพระนางจะทรงทราบ เพราะบนพระพักตร์พลันปรากฏรอยยิ้มน้อยๆ ” ดีใจจริงๆที่ได้เจอท่าน คลอเดียส”

เพียงได้รับรอยยิ้มนั้น หัวใจของเขาก็แทบจะเต้นออกมาจากอกเสียให้ได้ ” เพียงพระองค์มีทรงดำริถึง ข้าพระองค์ก็ยินดีอย่างหาที่สุดมิได้แล้ว ”

พระนางทรงพระสรวลน้อยๆก่อนจะตรัสถามว่า ” ท่านยังปากหวานเหมือนเดิมไม่มีผิดเลยนะ แล้วนี่ท่าทางท่านดูรีบร้อนมีเรื่องอะไรหรือเปล่า ”

ตอนนั้นเองที่ดยุคแห่งโดบรัมลุกขึ้นยืนตรงหน้าพระพักตร์ตามที่ควรอีกครั้ง ” ข้าพระองค์จะมากราบทูลว่านักโทษที่เราจับมาได้ยอมเปิดปากพูดแล้วพะยะคะ ”

” จริงหรือ ” พระนางตรัสถามแทบจะในทันที ” มันว่าอย่างไรบ้าง ”

” มันสารภาพว่าได้รับการว่าจ้างให้ปล่อยข่าวลือเรื่องเจ้าชายแห่งเวสต์เวลล์จากชายผู้หนึ่ง แต่ที่มันปล่อยออกไปนั้นมีเพียงข่าวลือเรื่องที่เจ้าชายทรงซ่องสุมกำลังอยู่ในประเทศนี้เท่านั้น เรื่องที่ว่าทรงเคลื่อนไหวกองกำลังนั้นไม่ได้มาจากมันแต่อย่างใด ”

” มันกำลังซัดทอดว่ามีผู้อื่นอีกที่อาจได้รับการว่าจ้างจากชายคนนั้นเหมือนกัน ”

” เช่นนั้นพะยะคะ ”

เมื่อได้สดับเช่นนั้นพระนางก็ยักพระพักตร์น้อยๆ ” แล้วมันบอกหรือเปล่าว่าผู้ที่ว่าจ้างมันเป็นใคร ”

ถึงตรงนี้ดยุคหนุ่มก็กลืนน้ำลายอึกใหญ่ก่อนจะตอบว่า “ เจ้าชายอาวดริคพะยะคะ ” ทั้งห้องนั้นพลันนิ่งงันไปในทันที มีแต่พระนางอาร์ดาราเท่านั้นที่ทรงลุกขึ้นจากที่ประทับในทันใด ความเศร้าโศกมหาศาลเหมือนจะมาสู่พระเนตรจนพระนางต้องผินพระพักตร์หนีหน้าจากผู้คนทั้งมวลที่อยู่ที่นั่น แม้แต่คลอเดียสก็ไม่ได้เห็นสิ่งซึ่งผ่านมาในความนึกคิดของพระนางผู้เลอโฉม แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดของพระนาง ” พระองค์โปรดวางพระทัย ข้าพระองค์กำลังตรวจสอบเรื่องนี้อยู่พะยะคะ ถ้าเป็นพระโอรสจริงย่อมต้องมีใครซักคนจำได้ ”

ไม่ทันขาดคำพระนางก็หันองค์กลับมายังดยุดแห่งโดบรัมรวดเร็วจนฉลองพระองค์ยาวนั้นสะบัดพลิ้ว “แล้วมันต้องนานแค่ไหนกันคลอเดียสกว่าที่ท่านจะพบเขา เขาหายไปเป็นเดือนๆแล้วแต่กลับไม่มีใครพบร่องรอยของเขาเลย “ ร้อนใจ ขมขื่น สายพระเนตรของพระนางนั้นดูราวกับว่าพระองค์ถูกทรยศ พระโอรสที่พระนางรักทำเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร

อีกครั้งที่ดยุคหนุ่มพยายามปลอบพระทัยพระนาง “ ข่าวลือนี่อย่างไรละพะยะคะคือร่องรอย หากเจ้าชายทรงสร้างข่าวลือนี้จริง พระองค์ต้องอยู่ไม่ไกลจากมันมากนักหรอกพะยะคะ “

แต่พระนางส่ายพระพักตร์ “ ถ้าอาวดริคจ้างคนเพื่อแพร่ข่าวจริง ร่องรอยนั้นจะเลือนลางลงไป ที่สำคัญท่านรู้ได้อย่างไรว่านั่นคืออาวดริคแน่ๆ ไม่ใช่ว่าเจ้านักโทษนั่นกุเรื่องขึ้นเพื่อให้หลุดจากการทรมาณ ทำไมท่านไม่ตรวจสอบมันจนแน่ใจ คลอเดียส “

คลอเดียสก็ได้เพียงยืนอ้ำอึ้ง เขารู้ดีว่าพระนางหมายถึงสิ่งใดแต่ไม่อาจหาข้อแก้ต่างมาคัดค้านพระนางได้ ในตอนนั้นเองที่ร่างซึ่งยืนนิ่งจนเหมือนกลายเป็นรูปปั้นหินขยับขึ้นมายืนข้างท่านดยุคในทันที ” หม่อมฉันเห็นว่าตอนนี้ยังไม่ควรพะยะคะ ”

ความอุกอาจของชายหนุ่มผู้นั้นทำให้พระราชินีทรงหันมองในทันที ความแปลกพระทัยชัดอยู่ในพระเนตรคู่งามอันอมทุกข์นั้น ” เจ้าพาใครมาด้วยน่ะ คลอเดียส”

ดยุคแห่งโดบรัมซึ่งยืนหน้าซีดเผือดรีบกราบทูลไปทันทีว่า ” พระอาญาไม่พ้นเกล้า เขาเป็นทหารม้าซึ่งมาใหม่ ต้องขออภัยที่ข้าพระองค์ไม่ได้อบรมมารยาทของเขาให้ดีพอ- ”

พระนางกลับทรงตรัสสวนมาด้วยความอ่อนล้าทันทีว่า ” ข้าดูเครื่องแบบก็รู้แล้วว่าเป็นคนของท่าน คลอเดียส ข้าถามท่านว่า’เขาเป็นใคร’ ”

ถึงตอนนี้ดยุคหนุ่มแห่งโดบรัมก็ไม่รู้แล้วว่าควรกราบทูลเช่นไร เขาไม่คุ้นเคยกับพระนางผู้ขุ่นมัว อ่อนล้า และเกรี้ยวกราดที่อยู่ตรงหน้านี้เลย กลายเป็นชายหนุ่มข้างๆเขาที่โค้งต่ำครั้งหนึ่งก่อนจะกราบทูลพระนางไปว่า ” หากพระองค์ไม่ขัดข้อง ให้หม่อมฉันเป็นคนกราบทูลเองจะได้หรือไม่พะยะคะ ”

ความกล้านั้นทำให้พระราชินีซึ่งเลิกพระขนงขึ้นราวกำลังลองเชิงเขา ก่อนจะประทับนั่งลงบนพระเก้าอี้ในที่สุด “ เช่นนั้นก็ได้ ว่ามาสิ ”

เมื่อได้รับอนุญาตเช่นนั้นชายหนุ่มก็โค้งอีกครั้ง ก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องราวของตัสเอง ” หม่อมฉันชื่อคีธ เป็นชาวโดบรัมโดยกำเนิด ช่วงก่อนหน้านี้หม่อมฉันเป็นสมาชิกคนหนึ่งของกองโจรที่ชื่อเหยี่ยวป่า ไม่ทราบว่าพระองค์ทรงเคยได้ยินชื่อนี้หรือไม่พะยะคะ ”

จริงอยู่ที่ความจริงแล้วชายหนุ่มไม่ควรเลยที่จะย้อนถามพระนาง กระนั้นราชินีอาร์ดาราก็เพียงยักพระพักตร์ก่อนจะตรัสว่า ” ข้าเคยได้ยินมาว่าเหยี่ยวป่าเป็นกองโจรอุดมการณ์ที่พยายามริดรอนอำนาจของราชสำนัก ไม่นึกว่าจะมีคนหักหลังออกมาอยู่ฝ่ายตรงข้ามเสียอย่างนี้นะ ”

ชายหนุ่มได้ฟังรับสั่งก็ยิ่มน้อยๆแล้วกราบทูลว่า ” หากว่าอุดมการณ์ทำให้กินอิ่มนอนหลับได้ หม่อมฉันก็คงไม่ออกมาเสียอย่างนี้หรอกพะยะคะ ”

พระนางมุ่นพระขนงเข้าทันที ” พวกเจ้ากำลังลำบากอย่างนั้นหรือ ”

” หลังจากที่ทหารม้าออกลาดตระเวนอย่างเข้มงวด กองโจรต่างๆก็แทบจะขยับตัวไม่ได้ ไม่ใช่แต่เหยี่ยวป่าดอกพะยะคะ อันที่จริงเหยี่ยวป่าไม่ได้เคลื่อนไหวมาเป็นเวลาหลายเดือนแล้ว และท่ามกลางความคับข้องใจว่าพวกเขาจะไม่อาจโจมตีราชสำนักได้อีก พวกเขาก็ตัดสินใจที่จะส่งไส้ศึกเข้ามาในกองทหารม้า ”

มิพักต้องกล่าวมากกว่านั้นพระนางก็ทราบทันทีว่า ” คือเจ้าอย่างนั้นสิ ”

ชายหนุ่มยักหน้ารับ ” หม่อมฉันเสนอตัวเองทำงานนี้ เพราะเป็นทางเดียวที่จะสามารถออกมาจากเหยี่ยวป่ามาอาศัยพระบารมีของพระองค์ได้โดยไม่ถูกตามล่า ความทรงประสิทธิภาพในการข่าวของทหารม้าทำให้พวกเขาหวาดระแวงคนที่อาจเป็นสายข่าวได้ หวาดระแวงขนาดที่ว่าเมื่อหม่อมฉันจะเข้ามาที่นี่เพียงคนเดียว พวกเขายังยัดเยียดให้คนอีกคนมากับหม่อมฉันด้วย ” เขาตั้งใจเว้นช่วงเล็กน้อยเหมือนจะคอยดูปฏิกิริยาของพระนาง แต่ทั้งหมดที่พระนางผู้เลอโฉมทรงทำคือมองตรงมาที่เขา ด้วยดวงตาที่ทั้งงดงามอ่อนหวานและทรงอำนาจที่สามารถบังคับให้เขาพูดต่อไปอย่างเต็มใจโดยที่พระนางไม่ต้องตรัสสิ่งใดด้วยซ้ำ ” เมื่อเข้าเป็นทหารม้าได้หม่อมฉันจึงเปิดโปงเขา ในตอนนี้เขาถูกคุมขังอยู่พะยะคะ ”

” แล้วทำไมเจ้าไม่ฆ่าเขาเสีย ”

ชายหนุ่มต้องชะงักไป แต่ก็เพียงชั่วครู่ก่อนที่รอยยิ้มน้อยๆจะปรากฏขึ้นบนใบหน้าของชายหนุ่มราวกับเขากำลังนึกถึงเรื่องราวอันหฤหรรษ์อย่างที่สุด ” ขอประทานอภัยพะยะคะ หม่อมฉันไม่ได้คิดว่าคำถามของพระองค์มีสิ่งใดให้ขบขัน เพียงแต่พระองค์ทำให้หม่อมฉันนึกถึงวิธีการที่หม่อมฉันจะสังหารจิตวิญญาณของเขาแล้วส่งเขาคลานอย่างสุนัขกลับไปยังรังของเหยี่ยวป่า ใช้ความตายในศรัทธาของเขาเช่นเชื้อของโรคระบาดที่จะฆ่าสิ่งที่เหยี่ยวป่าเรียกว่าอุดมการณ์จนไม่มีแม้แต่ซากให้เห็นอีก ”

การพรรณาพร้อมรอยยิ้มชวนขนลุกนั้นดูเหมือนจะทำให้พระราชินีทรงสนพระทัยขึ้นมาโดยพลัน พระองค์ทรงเอียงพระศอน้อยๆขณะที่ถามว่า ” เจ้าเก็บเขาไว้เพื่อเรื่องยุ่งยากแบบนั้นน่ะหรือ ”

” หากฆ่าเขาตอนนี้ก็เพียงแค่ร่างกายของคนๆหนึ่งที่ตายไป เชื้อที่เรียกว่าอุดมการณ์นั้นจะยังเผาไหม้ไปยังคนอื่นๆ และสร้างคนเช่นเขาขึ้นมาเพิ่มกำลังให้กับเหยี่ยวป่าบ่อนทำลายความมั่นคงของประเทศต่อไป ถ้าจะทำลายสิ่งที่เป็นความคิด ก็ต้องใช้ความคิดทำลายเท่านั้น ”

อีกครั้งที่ถ้อยคำของเขาดูเหมือนจะทำให้พระนางสนพระทัย ครั้งนี้พระราชินีทรงหยัดพระวรกายขึ้นประทับตรงและจ้องมองมายังเขา ” เล่ามาซิว่าเจ้ากำลังคิดอะไรอยู่ ”

อีกครั้งที่รอยยิ้มแห่งความหฤหรรษ์ปรากฏบนใบหน้าของชายหนุ่ม ครั้งนี้เขาพยายามข่มมันลงขณะที่กราบทูลต่อไป ” ความทุกข์ยากคือสิ่งที่สร้างกองโจรเช่นเหยี่ยวป่า และพวกเขาต้องการแพะรับบาปสำหรับความทุกข์ยากที่เกิดขึ้น พวกเขาเลือกราชสำนักซึ่งคืออำนาจที่ปกครองประเทศนี้ เขาสร้างมายาคติของศัตรูที่ชั่วช้าราวปีศาจขึ้นมา และมายาคตินั้นพวกเขาใช้มันเพื่อบงการผู้คนให้คล้อยตามและทำให้การกระทำของตนเองคือความชอบธรรม ความวุ่นวายของบ้านเมืองพวกเขาโทษว่าเกิดจากการใช้อำนาจโดยมิชอบของราชสำนักซึ่งพวกเขาต้องต่อต้าน แต่พวกเขาลืมไปว่าความวุ่นวายทั้งหลายทั้งมวลนั้นเกิดขึ้นเพราะพวกเขาแต่แรก พวกเขาใช้ความทุกข์ยากของตัวเองเป็นเชื้อไฟเพื่อสนองความต้องการในอำนาจควบคุม อาศัยคำว่าอุดมการณ์เพื่อทำให้การวางอำนาจนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และพวกเขาหลงอยู่ในมายาคติโดยไม่สามารถออกมาได้ เพราะทันทีที่ทำลายมายาคตินั้น เขาจะพบว่าตนเองก็ไม่ต่างจากปีศาจชั่วช้าที่ตนเองเคยวางไว้ในฐานะศัตรู ”

ในตอนนั้นเองที่บนพระพักตร์ของพระนางพลันปรากฏรอยยิ้ม และนั่นมิได้หยุดอยู่ที่ริมฝีปากของพระนางหากสะท้อนอยู่ในดวงตาและบนพระปราง ก่อนที่พระนางจะทรงสรวลน้อยๆ เป็นครั้งแรกหลังจากเวลาเนิ่นนานที่ไม่มีใครได้ยินพระสุรเสียงของพระนางเปล่งออกมาอย่างรื่นรมย์เช่นนี้ สำหรับคลอเดียส เขารู้สึกเหมือนสายฝนกำลังหลั่งลงจากฟ้าหลังจากเวลาเนิ่นนานที่ไม่มีใครสามารถแม้กระทั่งจะเรียกปรอยน้อยๆนั้นลงมาได้

ที่ทำให้ดยุคหนุ่มเจ็บในอกมากที่สุดคงไม่พ้นว่าคนที่สามารถเรียกสายฝนกลับมาอีกครั้งนั้นไม่ใช่เขา แต่เป็นคีธซึ่งก้าวเข้ามาในห้องนี้เพียงไม่กี่อึดใจก่อนหน้าเท่านั้น

” นี่สินะที่เจ้าเรียกว่าสังหารจิตวิญญาณ ” พระนางตรัสขึ้นขณะที่เอียงพระศอเท้าคางทอดพระเนตรชายหนุ่ม ” แผนสูงเสียเหลือเกิน ”

แต่คีธกลับตอบอย่างถ่อมตัวว่า ” หามิได้ นี้ก็เพียงแค่ทำให้พวกเขาเข้าใจความจริงโดยกระจ่างเท่านั้น ”

แต่นั่นไม่ได้ทำให้ความชื่นชมในสายพระเนตรของพระราชินีลดน้อยถอยลง ความเหนื่อยล้าเหมือนจะลาจากพระวรกายไปขณะที่พระนางตรัสอย่างรื่นรมย์ว่า ” คลอเดียส คลอเดียส ดูแลสมบัติชิ้นนี้ของท่านไว้ให้ดีล่ะ ท่านได้ของสูงค่าไว้ในมือเสียแล้ว ” ดยุคหนุ่มก็ทำได้เพียงโค้งรับ หากสายตาของเขายังคงเหลือบแลชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างตัว ก่อนจะกลับไปยังพระนางอาร์ดารา พระนางผู้เลอโฉมอันเป็นที่รักของเขาบัดนี้กลับไม่แม้แลสายพระเนตรมา พระนางจ้องมองเพียงที่คีธราวกับว่าเขาคือผู้เดียวที่เหลืออยู่ในห้องนั้นก่อนจะตรัสถามว่า ” แล้วเจ้าคิดว่ายังไม่ควรทรมานนักโทษมากไปกว่านี้หรือ ”

ซึ่งชายหนุ่มก็กราบทูลว่า ” เขาเป็นเบาะแสเดียวที่มีมูลให้เชื่อว่าเราไม่ได้จับผิดตัว มีแต่เขาเท่านั้นที่เราสามารถเชื่อมโยงกลับไปยังเบื้องหลังของข่าวลือได้ ถ้าเขาตายเสียระหว่างการทรมาน เราต่างหากที่จะมืดแปดด้าน ดังนั้นหม่อมฉันจึงเห็นว่าเราควรตรวจสอบเรื่องเล่าของเขาก่อน หากไม่พบมูลประการใดค่อยกลับไปเค้นความจากเขาก็ยังไม่สาย ”

เมื่อได้สดับเช่นนั้นพระนางก็แย้มพระโอษฐ์น้อยๆอย่างพอพระทัย มันช่างชัดเจนว่าสิ่งที่ชายหนุ่มเพิ่งกราบทูลไปนั้นทำให้พระนางปรีเปรมเป็นอย่างยิ่ง องค์ราชินีพลันยื่นพระหัตถ์ไปทางชายหนุ่มแล้วมีรับสั่งว่า ” มานี่สิ ข้ามีของจะให้ ” แม้จะงุนงงแต่คีธก็ก้าวออกไปขณะที่พระนางทรงเอื้อมพระหัตถ์ไปเปิดลิ้นชักแล้วดึงเอาเข็มกลัดเงินอันหนึ่งออกมา สัณฐานวงกลมของมันและลวดลายประดับบอกชัดอยู่ว่าเป็นตราในพระองค์ โดยที่ตรงกลางนั้นคือโลหะวงกลมสีเข้มซึ่งสะท้อนแวววาวกับแสงอาทิตย์ยามเมื่อเคลื่อนไหวในพระหัตถ์ของพระนางเมื่อพระนางทรงยืนขึ้น ” คุกเข่าลง ”

คำบัญชานั้นเป็นเหมือนเสียงกระซิบโดยไร้วี่แววของการใช้อำนาจ แต่เขากลับยินดีที่จะทำตามนั้นโดยไม่มีความลังเลเลยแม้แต่น้อย แล้วพระนางก็ทรงกลัดเข็มกลัดนั้นไว้ที่กลางอกเสื้อก่อนจะตบเบาๆสองสามครั้ง

” ขอให้เจ้าติดไว้กับตัวเช่นนี้เสมอนับจากนี้ ” พระนางทรงกระซิบบอกเขา ” เช่นที่ความภักดีของเจ้าที่มีต่อข้าจะไม่มีวันเสื่อมคลาย ” แล้วสายพระเนตรของพระนางก็สบมองเขา จากที่เคยทำได้เพียงมองอยู่ห่างๆบัดนี้พระนางผู้เลอโฉมอยู่ตรงหน้าเขาห่างออกไปเพียงชั่วเอื้อมมือ พระหัตถ์ยังคงวางนิ่งบนอกเสื้อราวจะสัมผัสหัวใจที่เต้นรัวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

ฉับพลันนั้นชายหนุ่มก็ยกพระหัตถ์ข้างนั้นขึ้นจุมพิตถึงสามครั้ง ก่อนจะเงยขึ้นสบสายพระเนตรแล้วกราบทูลว่า ” ชีวิตของหม่อมฉันเป็นของพระองค์แต่ผู้เดียวพะยะคะ ”

เมื่อได้สดับเช่นนั้นพระโอษฐ์ของพระนางก็คลี่ออกเป็นรอยยิ้มที่ดูราวหญิงสาวแรกรุ่นที่กำลังฟังคำบอกรักของชายหนุ่มเป็นครั้งแรก พระหัตถ์นั้นเกาะเกี่ยวกับอุ้งมือหยาบกร้านอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะทรงยกขึ้นลูบใบหน้าของเขาเบาๆ ” ขอบใจเจ้ามาก คีธ ” แล้วพระนางก็หันไปทางดยุคหนุ่มอีกครั้ง ” ข้าอยากให้ท่านคุมขังนักโทษคนนั้นต่ออีกซักระยะ ระหว่างนี้ทหารม้าจะต้องตรวจสอบหาคนอื่นๆที่ปล่อยข่าวลือ ลากคอมันออกมาให้ได้ทุกคน ”

ความเฉียบขาดในพระสุรเสียงนั้นชัดเจนพอที่จะทำให้ดยุคหนุ่มต้องเสียวสันหลัง เขาน้อมรับพระบัญชาของพระนางด้วยทั้งตัวและวิญญาณของเขาเช่นทุกครั้ง แล้วเขาก็กราบบังคมลาออกมาจากห้องนั้นพร้อมคีธซึ่งตามหลังเขามาติดๆ ใกล้ชิดพอที่เขาจะเห็นอารมณ์ที่คุกรุ่นของดยุคแห่งโดบรัมซึ่งเจ้าตัวไม่คิดจะปิดบังอีกต่อไปเมื่อไม่อยู่หน้าพระพักตร์ แต่เขาไม่กล่าว่าพระไร พวกเขาก็เพียงแค่เดินต่อไปอย่างเงียบๆ จนกระทั่งทางเดินนั้นปราศจากซึ่งผู้คน ชายหนุ่มจึงเอ่ยถามขึ้นว่า ” ท่านไม่พอใจอะไรหรือครับ ”

คำถามนั้นทำให้เขาชะงัก แต่ไม่ได้ทำให้ฝีเท้านั้นชะลอลง ” ที่ข้าไม่พอใจก็เพราะเจ้าแสดงอาการอันไม่สมควรต่อหน้าพระพักตร์ คราวหลังระมัดระวังตัวให้มากกว่านี้ด้วย ”

” ข้าทราบครับ ” ชายหนุ่มตอบ ” ขออภัยด้วยที่ข้าปล่อยตัวมากเกินไปวันนี้ ข้าสัญญาว่าครั้งหน้าข้าจะไม่แย่งความสนใจของพระนางไปจากท่านแน่นอน ”

ดยุคหนุ่มถึงกับหันขวับ ความหงุดหงิดงุ่นง่านที่เคยต้องซ่อนไว้เผยตัวออกมาโดยแทบจะควบคุมไม่ได้ ” พูดอะไรของเจ้า ”

ชายหนุ่มก็เพียงแค่ปรายยิ้ม ” ข้าเข้าใจความรู้สึกของท่านดี พระองค์เป็นสตรีที่ทั้งเลอโฉมและเฉลียวฉลาด หากใครได้พบแล้วไม่นึกรักคงต้องไม่มีหัวใจเป็นแน่ ” แล้วเขาก็ลดเสียงลงขณะที่กระซิบบอกว่า ” แต่กระนั้นคนที่พระองค์เรียกหาคือท่าน ความไว้วางพระทัยระดับนั้นไม่ใช่ว่าใครก็แทนที่ได้หรอกนะครับ ”

ความคลางแคลงใจชัดเจนอยู่ในสายตาของดยุคหนุ่มขณะที่เขาหรี่ตามองชายหนุ่มราวกำลังหาว่าเขาคิดเห็นเช่นใด แต่คำตอบที่เขาได้มีเพียงความเงียบกับสายตาที่ดูราวกับว่าเขารู้เห็นทุกสิ่ง และนั่นทำให้คลอเดียสขนลุกขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ท่ามกลางความเงียบนั้นชายหนุ่มก็เพียงแค่ยิ้มขณะที่ปลดเข็มกลัดบนอกเสื้อส่งให้ สายตาของดยุคหนุ่มตวัดมองจากใบหน้าไปที่เข็มกลัดในมือแล้วกลับมาที่ใบหน้าอีกครั้ง ” ของชิ้นนี้พระองค์ประทานให้เจ้าไม่ใช่หรือ ”

” ข้าบอกท่านแล้วพระราชินีอาร์ดาราเป็นหญิงที่ชายใดได้เห็นก็ต้องนึกรัก ถ้าข้ายังมีของชิ้นนี้อยู่เกรงว่าตัวข้าเองก็คงหักห้ามความรู้สึกลำบาก เช่นนั้นแล้วข้าจะผิดต่อท่านและต่อพระองค์ด้วย ข้าเลยคิดว่าให้ท่านเก็บเอาไว้น่าจะดีกว่า ” กระนั้นดยุคหนุ่มแห่งโดบรัมก็ยังดูลังเล อย่างไรเสียนี่ก็เป็นของพระราชทาน เป็นสิ่งซึ่งไม่ควรยกให้คนอื่น ที่สำคัญคือเขายังไม่เคยพบใครซึ่งสามารถเก็บความหลงใหลหักห้ามมิให้ตนเองนึกรักราชินีเลอโฉมผู้นี้ได้

แต่คีธก็ยังย้ำเขาว่า ” ถ้าพระองค์ต้องการหลักฐานของความภักดี ตัวท่านเองก็ทราบว่าความภักดีของข้าหน้าตาเป็นอย่างไร ”

คลอเดียสเหลือบมองหน้าเขาอีกครั้ง ก่อนจะรับเข็มกลัดนั้นในอกเสื้อแล้วนำทางพวกเขาออกจากปราสาท

***
TBC in Chapter 4

Advertisements

One thought on “A Fairytale: จนฟ้ารุ่งราง บทที่ 3

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s