A Fairytale: จนฟ้ารุ่งราง บทที่ 4

Title: A Fairytale
Book III: จนฟ้ารุ่งราง (Another Dawn)
Author: vekin
Rate: PG-13
Warning: คนเขียนอ่อนคำราชาศัพท์เป็นอย่างยิ่ง ต้องขออภัยในความผิดพลาดมา ณ ที่นี้
***บุคคล เหตุการณ์และสถานที่ในเรื่องล้วนสมมติขึ้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องพาดพิงกับบุคคลและเหตุการณ์จริงแต่อย่างใด***

Chapter 4
####################################################

อาหารเย็นมาถึงแต่เขาไม่ได้มีแก่ใจจะกินมากนัก ทั้งหมดที่ลูเชียสทำตลอดบ่ายอันยาวนานนั้นคือการนั่งมองโจที่นอนแน่นิ่งอยู่ตรงข้าม คำสารภาพของโจทำให้เขาถูกปล่อยจากการทรมาน แต่นั่นไม่รวมการรักษาบาดแผลสาหัสบนร่างกาย หรืออิสรภาพ พวกเขายังต้องอยู่ที่นี่กับตรวนที่ล่ามขาทั้งสองข้าง และเพื่อนของเขาอาจจะต้องตายที่นี่ เขาอดแค้นใจไม่ได้ทุกครั้งที่เขานึกถึงการทรมาน เขาจะนึกถึงคนที่ถือแส้อยู่ตรงนั้น คนที่ลงมือทำร้ายโจทั้งด้วยการกระทำและถ้อยคำ สาดเสียใส่ร้ายอุดมการณ์ของหัวหน้าราวกับว่าเขาไม่เคยเป็นเหยี่ยวป่าคนหนึ่งมาก่อน เขาไม่เคยนึกจริงๆว่าคนอย่างคีธจะสามารถทำกับคนที่เคยเรียกว่าเพื่อนได้ถึงเพียงนี้ แค่คิดว่าคีธจะทรยศยังนึกไม่ออกด้วยซ้ำ ตลอดมาสิ่งที่เขาเห็นคือคีธที่ตามหัวหน้าราวกับเงา คีธที่คอยดูแลสหายของเขาอย่างเอาใจใส่ คีธที่มองดีชั่วขาดจากกันมากกว่าใครๆ

ความคิดของเขาชะงักไปเมื่อโจส่งเสียงครางออกมาเบาๆ ชายร่างสูงใหญ่รีบลุกขึ้นไปหาเพื่อน แม้จะไม่อาจเข้าถึงตัวได้เพราะตรวนบนข้อมือของเขา แต่อย่างน้อยที่สุดเขาไม่อยากให้โจต้องรู้สึกโดดเดี่ยว ” เฮ้ เจ้าตื่นแล้วเหรอ ” เขาว่าพลางดันเหยือกน้ำและอาหารไปให้ ” ยังมีแรงกินข้าวหรือเปล่า ”

โจครางเบาๆหนึ่งครั้ง แต่เขาไม่ได้ขยับตัว ไม่ได้ลืมตาขึ้น และลูก็รู้ดีว่าชายหนุ่มตรงหน้าเขาคงเกือบถึงขีดจำกัดแล้ว ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ละลำละลั่กเล่าเรื่องราวของเขาไปแบบนั้น เขาไม่อาจหุบปากเงียบได้อีกต่อไปหลังจากการทรมานหลายต่อหลายวัน เขาไม่รู้ว่าคำสารภาพนั้นจะนำไปสู่สิ่งใด แต่อย่างน้อยที่สุดตอนนี้โจก็ได้พักฟื้นบ้าง

” ….ลู…. ”

เสียงเรียกที่ได้ศัพท์คำแรกดังขึ้น และเขารีบตอบรับทันที ” มีอะไรหรือ ”

ร่างนั้นยังคงนอนแน่นิ่งขณะที่เขาบอกว่า “…. พาข้าไปจากที่นี่…. ”

ทำไมเขาจะไม่อยากทำเช่นนั้น แต่ชายร่างสูงใหญ่ก็ได้แต่ส่ายหัวด้วยความสิ้นหวัง

” …..ได้โปรดเถอะ…. ” โจกล่าว ด้วยริมฝีปากที่แทบไม่ขยับ ” …..ข้ายังไม่อยากตาย…. ”

น้ำตาที่ออกมาจากดวงตาคู่นั้นทำให้ลูเชียสต้องกลืนน้ำลาย โจหมดสิ้นเรี่ยวแรงแล้ว ร่างกายของเขาแทบไม่สามารถขยับได้อีก แต่ที่เขายังหายใจอยู่เพราะเขายังไม่อยากตาย เขายังไม่ต้องการจะตายตอนนี้ และเขากำลังอ้อนวอนเพื่อนเพียงคนเดียวของเขาให้พาเขาออกไป ในดวงตาที่มีน้ำคลอเต็มหน่วย มันคล้ายดวงตาของวัวยามที่กำลังจะถูกฆ่า มันคือดวงตาของสัตว์ที่รู้ชะตากรรมของตัวเองและอ้อนวอนขอความช่วยเหลือด้วยเรี่ยวแรงสุดท้ายที่มี

แล้วเขาจะปฏิเสธได้ลงคอเชียวหรือ ” ได้ กินข้าวแล้วนอนพักเอาเรี่ยวแรง แล้วข้าจะลองดู ”

จริงอยู่ที่เขารู้อยู่เต็มอกว่าตนเองกำลังมอบความหวังลมๆแล้งๆให้กับคนที่จนหนทาง แต่ที่เขาพูดไปเช่นนั้นเพราะตัวเขาเองก็อยากเชื่อว่าตนเองจะทำได้เช่นกัน

***
คืนนั้นท้องฟ้ามีแต่เมฆ ไม่มีทั้งแสงจันทร์หรือแสงดาวจะให้มอง

แต่ถึงมีคนที่นั่นก็ดูจะไม่ได้ใส่ใจนัก พวกเขานั่งล้อมวงกันรอบกองไฟสรวลเสเฮฮากันตามประสาขณะที่ดื่มเหล้าย้อมใจ หญิงสาวสองสามคนอยู่ในวงของพวกเขาคอยช่วยรินเหล้าให้ด้วยใบหน้ายิ้มละไม แต่บนใบหน้าของแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกันอยู่ บางคนนั้นมีรอยยิ้มที่มองดูแล้วก็รู้ว่าเต็มฝืนขณะที่ต้องคอยรับใช้ผู้ชายที่คอยหาเศษหาเลยพวกหล่อน บางคนแสดงความยินดีอย่างเห็นได้ชัด ราวกับว่างานเลี้ยงเล็กๆนี้คือสิ่งที่ดีที่สุดที่เกิดขึ้น ส่วนบางคนนี่คือโอกาสที่หล่อนจะถีบตัวเองขึ้นจากเลนตม และหาใครซักคนที่จะปกป้องหล่อนจากความวุ่นวายของโลกภายนอก

” พี่ชายจะรับเหล้าเพิ่มหน่อยมั้ยคะ ” เสียงที่ใกล้ใบหูทำเอาเขาเกือบสะดุ้ง ที่ทำให้ขนลุกชันไปทั้งร่างคือสายตาหวานฉ่ำกับก้อนเนื้อนิ่มๆที่ถูกกดเข้ามาที่แขน ” เห็นท่านนั่งเงียบตั้งนานแล้ว ให้ข้าเป็นเพื่อนคุยท่านหน่อยนะคะ ”

” เจ้าช่างมีน้ำใจจริงๆนะคนดี ” เขาว่าพลางยื่นถ้วยให้หล่อนเติมพลางปรายยิ้มอ่อนโยนให้ สาวเจ้าหัวเราะคิกคักก่อนจะรินเหล้าให้เขาขณะที่เล่นหูเล่นตาทำวางท่า เขารู้ว่าหล่อนกำลังรอเขาเป็นฝ่ายเริ่มสนทนาก่อน ” แล้วนี่เจ้ามานั่งคุยเป็นเพื่อนข้าอย่างนี้คนของเจ้ามิเหงาแย่หรือ ”

” ข้าไม่มีหรอกคะ ” หล่อนว่าก่อนจะชะม้ายตาตามปลายขวดขึ้นมามองจ้องตากับเขา ” ถึงมีข้าก็คงเขี่ยเขาทิ้งทันทีที่เจอท่านอยู่ดี ”

เสียงโห่เล็กน้อยดังมาจากทหารม้าข้างๆเขาซึ่งอดจะแสดงความหมั่นไส้ไม่ได้ แต่คีธก็ไม่ได้ใส่ใจ ” ข้าดูเป็นผู้ชายที่ดีขนาดนั้นเชียว ”

” แหม…. ” หล่อนลากเสียงทำออดอ้อนพลางเลื่อนมือไล้ขึ้นลงไปบนท่อนแขนของเขา ” ของแบบนี้มองด้วยสายตาก็พอรู้บ้าง แต่เรื่องลึกๆน่ะ… ” แล้วหล่อนก็เลิกคิ้วขึ้นน้อยๆ ” มันก็ต้องลองดู ถูกมั้ยคะ ”

เสียงจากในวงบอกว่าเอาเลย แต่เขาใช้เวลามองหน้าหล่อนมากกว่าจะสนใจพวกเขา ” ข้าอาจจะไม่ใช่อย่างที่เจ้าคิดก็ได้นะ ” เขาบอก

เจ้าหล่อนแค่ยักไหล่ ” ไม่ลองแล้วจะรู้ได้ยังไงล่ะคะ ”

” เฮ้ย! เลิกเล่นลิ้นแล้วไปหาห้องกันได้แล้วไปพวกเจ้าสองคนน่ะ ” ใครซักคนตะโกนขึ้นก่อนจะหัวเราะร่วน ” ดูมัน เข้ามาได้ไม่กี่วันมันก็ฉกคนสวยของข้าไปซะแล้ว เจ้านี่ใจร้ายซะจริงๆเลยนะ ”

แม่หญิงได้ยินเช่นนั้นก็หันยักคิ้วล้อเลียนหน่อยหนึ่งก่อนจะหันไปทางชายหนุ่มอีกครั้ง ” ข้าเบื่อใครบางคนแถวนี้จัง เราไปที่อื่นกันเถอะคะ ”

ชายหนุ่มทำท่าเหมือนกำลังครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า ” อย่างนั้นก็ได้ ” แล้วเขาก็ช่วยหล่อนลุกขึ้นก่อนจะหันไปทางคนอื่นๆแล้วถามว่า ” แถวนี้มี…ที่ส่วนตัวที่ไหนบ้างมั้ย ”

” หาเอาตามสบายเลยสหาย ” ชายคนหนึ่งช่วยตอบทั้งที่เมาจนนั่งตัวตรงยังไม่ได้ ชายหนุ่มตอบขอบใจแล้วเขาก็ดึงแขนหล่อนให้เดินตามออกมาท่ามกลางเสียงโห่ร้อง

ข้างนอกแสงไฟนั้นโลกกลายเป็นสีดำ สีดำของความมืดของคืนที่ไม่มีแสงดาวและแสงจันทร์ สีดำของเงาที่มีอยู่ทุกที่ ” ท่านชอบที่แบบนี้หรือคะ ” หล่อนถามขึ้นท่ามกลางความมืดนั้น แขนที่รัดอยู่รอบเอวเขาอยู่โอบแน่นเข้าอีกเล็กน้อย ” มันไม่…เอ่อ….น่ากลัวไปหน่อยเหรอ ”

” ที่นี่มีอะไรน่ากลัวหรือ หือม์ ” คีธถามก่อนจะก้มลงจูบหล่อนที่ใบหู ” หรือเจ้ากลัวข้าเสียแล้ว ”

” เปล่าซะหน่อย ” หล่อนว่า ทั้งที่หางเสียงนั้นสั่นอย่างชัดเจน ” ข้าแค่ไม่คุ้นกับที่แบบนี้เท่านั้นแหละคะ ”

เขาได้แต่หัวเราะในลำคอน้อยๆขณะที่กอดหล่อนไว้ ” สั่นเป็นลูกนกยังจะพูดดีอีกนะ ” แล้วเขาก็โอบแขนรอบเอวของหล่อนให้เดินตามมา ” ถ้าอย่างนั้นเอาที่ที่มีแสงมากกว่านี้ก็ได้ ”

หล่อนเองไม่รู้ว่าเขากำลังพาไปที่ไหน แต่หลังจากเลี้ยวทางนั้นทางนี้อยู่ไม่กี่ครั้งพวกเขาก็โผล่ออกมาที่หน้าเรือนหลังหนึ่ง ที่นั่นมีทหารยามนั่งอยู่สองคนข้างคบไฟหน้าประตูไม้ที่ลงดาลแน่นหนา กลิ่นสาปรุนแรงบางอย่างทำให้หญิงสาวถึงกับหนาวสะท้าน ทันทีที่พวกเขาปรากฏตัวในรัศมีของแสงไฟทหารทั้งสองก็ลุกขึ้นในท่าเตรียมพร้อม ก่อนจะถอนใจอย่างหัวเสียเมื่อเห็นหน้าชายหนุ่มชัดๆ ” คีธ เจ้าบ้า ทำไมจู่ๆโผล่มาที่นี่ได้วะ ”

” ข้ามาหาที่เงียบๆน่ะ ” ชายหนุ่มตอบพร้อมกับกระชับแขนรอบเอวของหญิงสาวให้แน่นเข้า ” แถวนี้พอจะมีบ้างมั้ย ”

ไม่พักต้องพูดอะไรมากกว่านั้น ทหารยามทั้งสองก็เข้าใจ ” ทำไมไม่ไปที่ห้องของเจ้าวะ ”

” ที่ห้องไม่ได้หมายความว่ามันเป็นส่วนตัวเสียหน่อย ” ชายหนุ่มตอบ “ทำสำคัญข้าเคยชินแบบนี้มากกว่าน่ะ ”

” โฮ เข้าขั้นเลยนะเจ้าเนี่ย ” ทหารคนหนึ่งตอบพลางส่ายหน้า ” แม่หญิงเอ๊ย ข้าว่าเจ้ามากับคนผิดคนแล้ว เจ้านี่เนี่ยนะ- ”

” ไม่เอาน่า เพื่อน ” ชายหนุ่มขัดขึ้นก่อนจะปรายยิ้มน้อยๆ ” ข้าขอเวลาแค่ไม่นานหรอก นะ ”

ทหารยามทั้งสองมองหน้ากันไปมาก่อนจะตอบว่า ” อย่าเล่นอะไรแผลงๆแล้วกัน ”

” รับทราบ ” ชายหนุ่มตอบก่อนจะนำหล่อนออกเดินอีกครั้ง ” รบกวนท่านช่วยดูทิศดูทางให้ด้วยนะ ”

” เออ ” คนหนึ่งตอบ ก่อนจะถอนใจอย่างเสียไม่ได้

ท่าทางของชายทั้งสองทำให้หล่อนนึกสงสัยขึ้นมาในทันที จริงอยู่ที่หล่อนเป็นคนสวยพอที่ชายหลายคนจะเข้ามายื้อแย่งติดพัน แต่คำเตือนเมื่อครู่ไม่ได้เกิดจากความปรารถนาในตัวหล่อน คำเตือนนั้น….

” มีอะไรหรือเปล่าคนดี ”

เสียงของชายหนุ่มเรียกหล่อนออกจากภวังค์ หล่อนรีบส่ายหน้าพลางคลี่ยิ้มบนใบหน้าอันสวยงามนั้นอีกครั้ง ” เปล่าคะ ข้าแค่…. รู้สึกว่าบรรยากาศที่นี่มันวังเวงชอบกล ”

” อย่างนั้นหรือ ” เขากล่าวก่อนจะดึงตัวหล่อนเข้ามาในอ้อมกอด ” เจ้ายังกลัวอยู่หรือเปล่า ”

เพียงสบสายตา หล่อนก็รู้สึกราวกำลังจะหลอมละลายหายไปเสียตรงนั้น จริงอยู่ที่เขาไม่ใช่ชายคนแรกของหล่อน แต่ไม่รู้ว่าด้วยเหตุใด หล่อนกลับรู้สึกราวกับตอนที่มีความรักครั้งแรกอีกครั้ง ความหวาดกลัวหายลับไปในทันทีที่เขาบรรจงจุมพิตหล่อนอย่างแผ่วเบาบนหน้าผากของหล่อน ไล้ไปบนปลายจมูก และริมฝีปาก ความนุ่มนวลในทุกการกระทำนั้นค่อยๆทำให้ร่างกายของหล่อนอ่อนยวบ หล่อนโอบแขนขึ้นรอบคอของเขาและโอบรัดเขาอย่างหลงลืมขณะที่มือหยาบกร้านของเขาลูบไล้ไปตัวหล่อน ค่อยๆดึงแกะเสื้อผ้าอาภรณ์ให้คลายออกทีละน้อย

หล่อนหัวเราะน้อยๆเมื่อเห็นว่าเขาใช้เวลาโอ้โลมอย่างยืดเยื้อยาวนาน ไม่ใช่เพราะหล่อนดูแคลนเขา ตรงกันข้ามเลย ” ท่านทำเหมือนข้าเป็นผู้หญิงคนแรกของท่านเลยนะ ”

เขาสูดหายใจเต็มแรงที่ข้างใบหูของหล่อนพลางถามว่า ” แล้วนั่นไม่ดีหรือ ”

” คิกๆ เปล่าคะ ” หล่อนว่าก่อนจะประคองใบหน้าของเขาไว้ในมือทั้งสองข้างแล้วบรรจงจูบเขา การบูชาเดียวกันกับที่เขาทำกับหล่อน ก่อนจะกระซิบบอกเขาว่า ” เจ้าชายของข้า ให้ข้าเป็นของท่านเถอะ ”

คราวนี้เป็นเขาที่ยิ้มน้อยๆก่อนจะจูบหล่อน คราวนี้ความนุ่มนวลลดน้อยหากเต็มไปด้วยความเร้าร้อนปรารถนา มือที่เปะป่ายบนตัวหล่อนดึงทึ้งเสื้อผ้าของหล่อนออกจนถึงชั้นในที่หล่อนสวมใส่ แล้วพวกเขาก็ล้มตัวลงกอดก่ายกันอยู่บนพื้นหญ้า รสจุมพิตยิ่งเร้าร้อนจนเหมือนว่าเขาจะกลืนกินหล่อนไปทั้งตัว มันรู้สึกดี ดีมาก จนเมื่อหล่อนพยายามถอยออกเพื่อหายใจ แต่เขาไม่ยินยอม

ในตอนแรกมันเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของเกมแห่งการควบคุม เขาแสดงอย่างชัดเจนว่าเขาจะบัญชาและหล่อนก็ไม่ได้ขัดขืน แต่แล้วเมื่อหล่อนพยายามบอกเขาว่าไม่ไหวแต่เขาไม่สนใจ ความรู้สึกที่เพียงแค่อึดอัดก็พลันกลายเป็นความตื่นกลัว หล่อนพยายามทุบเขาให้ปล่อยพยายามดิ้นให้หลุดแต่ยิ่งพยายามเท่าไหร่ เขายิ่งกดทับหล่อนมากขึ้น มือที่เคยประคองใบหน้าของหล่อนอย่างรักใคร่พลันปิดหน้าตาและจมูกของหล่อนจนไม่มีทางมองเห็นหรือหายใจ อุ้งมือนั้นกดใบหน้าของหล่อนไว้จนกระทั่งร่างทั้งร่างหมดความเคลื่อนไหว

ชายหนุ่มรีบลุกขึ้นทันทีที่หญิงสาวแน่นิ่งไป เขาคว้ามือข้างหนึ่งของหล่อนขึ้นและต้องโล่งใจเมื่อยังจับพบชีพจร ร่างนั้นอาจหอบหายใจ หมดสติ แต่ยังไม่ตาย เขาได้แต่ถอนใจ ก่อนจะลุกขึ้นสวมเสื้อผ้าให้เข้าที่ แล้วเดินกลับออกไปทางเดิม

ไม่ทันจะพ้นเงาไม้ ทหารยามก็ร้องทักขึ้น” เฮ้ย อะไรวะเสร็จแล้วเรอะ นี่เจ้าคงไม่ได้ฆ่าหล่อนหรอกนะ ”

เขายิ้มน้อยๆพลางหัวเราะในลำคอก่อนจะบอกว่า ” ข้าไม่ได้ฆ่าหล่อนน่า ข้ายังไม่ทันได้ทำอะไรด้วยซ้ำหล่อนก็สลบไปแล้ว ”

ทหารยามทั้งสองได้ยินเช่นนั้นก็สะท้านวูบ ” เจ้าทำอะไรกันแน่ คีธ ”

” ก็บอกแล้วว่าข้าไม่ได้ทำ ”

” คนเราไม่สลบไปเองหรอกนะเฟ้ย ไม่ต้องมาทำปากดี ” ทหารยามอีกคนกล่าว ” เลิกเล่นลิ้นแล้วบอกพวกข้ามาได้แล้ว ”

ได้ยินเช่นนั้นชายหนุ่มก็เกาต้นคอแกร่กๆ ” เอางั้นเหรอ ” แล้วเขาก็เดินมานั่งบนเก้าอี้ตัวหนึ่งที่หน้าเรือนท่ามกลางสายตาเคลือบแคลงของสหายทั้งสอง ” จริงๆข้าก็แค่กอดจูบหล่อน แล้วหล่อนก็สลบไป ”

” แค่นั้น? ” ทหารยามคนหนึ่งอุทานขึ้น ” นี่ให้ข้าเดานะ เจ้าปิดลมหายใจของหล่อนใช่มั้ย ”

แม้คีธไม่ตอบ แต่สีหน้าของเขาก็เหมือนจะบอกว่า รู้ได้ยังไง และนั่นทำให้สหายทั้งสองของเขาต้องถอนใจอย่างเอือมระอา ” จูบเนี่ย เป็นวิธีโอ้โลมปฏิโลม ไม่ใช่เอาไว้ทำอะไรแบบนั้น แล้วขืนแม่นั้นเอาเรื่องที่เจ้าทำไปพูด ต่อไปผู้หญิงที่ไหนจะกล้าเข้าหาเจ้าอีก หือ? ถึงเจ้าจะหน้าตาดีแต่ขืนมีคนรู้ว่าเจ้ามีรสนิยมพิลึกแบบนี้ใครเขาจะเอา แล้วเจ้าหล่อนก็เป็นคนงามนะ เจ้าช่วยปฏิบัติกับหล่อนให้ดีกว่านี้หน่อยไม่ได้หรือไง ”

นั่นทำให้ชายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นน้อยๆ ” ใช่ หล่อนสวยมาก ” เขาว่า ” ทั้งหน้าตาทั้งเนื้อตัว แต่ว่าตามตรงจริตของหล่อนยังไม่เร้าใจข้าเท่าไหร่เลย ”

สหายทั้งสองของเขาได้ยินดังนั้นก็เลิกคิ้วขึ้นในทันที คนหนึ่งเพราะ ” ไม่ถูกจริตงั้นหรือ ” ส่วนอีกคนเพราะ ” เจ้าเห็นเนื้อตัวหล่อนแล้วงั้นหรือ ”

คีธก็ได้แต่นิ่วคิ้ว ” เจ้าคิดว่าข้าพาหล่อนเข้าไปทำอะไร เล่นซ่อนหาเรอะ ”

” แล้วหล่อนเป็นยังไงบ้าง ”

ชายหนุ่มก็ผิวปากหวือก่อนจะยักคิ้วให้ทีหนึ่งแล้วสำทับว่า ” จะว่าไปตอนนี้หล่อนอาจจะหนาวเพราะเสื้อผ้ายังใส่ไม่ดีนัก เจ้าไปช่วยหล่อนหน่อยก็ดี ” ไม่ทันขาดคำทหารม้าผู้นั้นก็วิ่งตื๋อหายเข้าไปในดงไม้โดยไม่สนใจคำทัดทานจากเพื่อนเลยแม้แต่น้อย

” ได้ที่จริงๆ ” ทหารยามอีกคนรำพึงขึ้นพลางส่ายหน้า ” ว่าแต่ตัวเจ้าเถอะ ทำแบบนี้ไม่กลัวว่าที่ถูกจริตจะหนีเจ้าเอาบ้างหรือไง ”

ชายหนุ่มได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะน้อยๆ ” ไม่ต้องห่วงหรอก ถ้าคนๆนั้นมาข้ารู้ตั้งแต่แรกเห็นไม่มีทางปล่อยให้หนีไปอยู่แล้ว ”

สหายของเขาถึงกับเลิกคิ้วขึ้น ” จริงรึ ”

แต่คีธไม่ตอบ ครู่ใหญ่ทีเดียวที่สายตาของเขาทอดมองความมืดภายนอก ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า ” ครั้งสุดท้ายที่ข้าเจอคนแบบนั้น ข้ารู้ตั้งแต่ประโยคแรกที่เขาพูดกับข้าด้วยซ้ำ ” อันที่จริงเขาอาจจะหยุดแค่นั้นหากไม่เพราะสหายของเขาแสดงความสนใจต่อเรื่องเล่าของเขาอย่างชัดเจน แค่มองหน้าก็บอกได้แล้วว่าเขาอยากรู้เหลือเกินว่าคนๆนั้นเป็นผู้หญิงแบบไหน ” หล่อนเป็นคนอารมณ์ร้อนมาก เหมือนไฟ ถ้าดูแลไม่ดีละก็จะเจ็บตัวเอาได้ง่ายๆ แต่ก็เป็นคนที่ร้อนแรงมาก….ในทุกๆเรื่อง จนถ้าได้ลิ้มลองครั้งหนึ่งแล้วมันยากอย่างยิ่งที่จะหักใจ ”

” โฮ่ ” เพื่อนของเขาอุทานพลางยิ้มน้อยๆ ” คงจะสวยมากงั้นสิ ”

” แน่นอน ” เขารับโดยไม่สามารถหุบรอยยิ้มของตัวเองลงได้

ท่าทางของเขาทำให้สหายตรงหน้าอดทักขึ้นไม่ได้ ” ทั้งที่เจ้ารักหล่อนมากขนาดนี้ ทำไมยังจากหล่อนมาอีกล่ะ ”

ได้ยินเช่นนั้นเขาก็หัวเราะเบาๆในลำคอ ” รักงั้นเหรอ ไม่รู้สินะ แต่ใช่ ข้าผูกพันกับหล่อนมาก การลาจากมันจึงเจ็บปวด แต่ข้าไม่มีทางอื่น ข้ารู้แต่ว่าข้าไม่อาจอยู่กับหล่อนได้อีกจึงจากมา มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับความรักหรือความผูกพันหรอก ”

ทหารยามผู้นั้นนั่งฟังแล้วก็ได้แต่ยักหน้า ใบหน้าของเขาแสดงความครุ่นคิดอย่างเห็นได้ชัด ดูเหมือนเรื่องเล่าของคีธจะทำให้เขาหวนนึกถึงตนเอง และชายหนุ่มเองก็มองเห็น ” วงของผู้ชายตัวสองคนแบบนี้มันกร่อยจริงๆนะ เราไปขอแบ่งเหล้ามาบ้างดีกว่า จะได้คุยกันต่อได้ชื่นคอกว่านี้หน่อย ” ทหารม้าคนนั้นเหมือนจะคัดค้านแต่คีธไม่ได้เปิดโอกาสให้ปฏิเสธมากนัก เขากึ่งลากกึ่งพาสหายคนนั้นไปได้ในเวลาไม่นาน

กระนั้นชายร่างสูงก็ยังนั่งนิ่งขณะที่เขาเงี่ยหูฟังเสียงสนทนาที่ค่อยๆหายลับไปจนกระทั่งเสียงที่เหลืออยู่มีเพียงเสียงลมหายใจหนักหน่วงของตนเอง เขายื่นเท้าออกไปถีบจานข้าวจนคว่ำกระแทกพื้นเสียงดัง แต่เมื่อเสียงนั้นจางไปแล้วยังไม่มีความเคลื่อนไหวเขาจึงควานเข้าไปใต้กองฟางที่อาศัยต่างที่นอนจนกระทั่งปลายนิ้วของเขาสัมผัสเข้าท่อนเหล็กเล็กๆท่อนหนึ่ง

จริงอยู่ว่าตรวนที่อยู่รอบข้อมือของเขานั้นแข็งแรงแน่นหนา แต่หากมีของชิ้นนี้อยู่ในมือเขาไม่กลัวตรวนใดๆทั้งนั้น แต่เขาเองก็ยอมรับว่าการสะเดาะตรวนครั้งนี้ยากเย็นกว่าทุกครั้ง อาจเพราะมันยากเหลือเกินที่จะข่มใจให้นิ่งได้เมื่อเขารู้ว่าเวลากำลังลดน้อยลงทุกขณะ โดยเฉพาะเมื่อเสียงลมหายใจอันรวยรินของโจซึ่งนอนอยู่ไม่ไกลดังชัดเจนขึ้น ใช่เขายังมีเวลา แต่เวลานั้นช่างน้อยนิดนักสำหรับโจเมื่อไม่รู้ว่าร่างกายนั้นจะทนได้ถึงเมื่อใด หรือทหารม้าที่หายไปนั้นจะกลับมาเมื่อใด เขาจึงต้องเร่งมือ ทั้งกับตรวนบนข้อมือ กับทั้งประตูที่เป็นทางออกเดียวของพวกเขาในตอนนี้

แต่เมื่อเห็นบานพับชายเขาก็แทบจะหัวเราะ เพราะบานพับนั้นทำขึ้นอย่างหยาบๆ แผ่นเหล็กขัดกันอย่างหลวมๆถูกยึดอยู่ด้วยตะปูยาวโดยไม่มีสลักใดๆ บานพับเช่นนี้เขาต้องการเพียงแค่ท่อนเหล็กปลายแบนเพื่องัดตะปูเหล่านั้นออก

แล้วท่อนเหล็กนั้นจะหาได้จากที่ไหนอีก หากไม่ใช่จากบรรดาเครื่องมือทรมานในห้องนั้น แต่ละชิ้นมีวัตถุประสงค์น่าสยดสยองของมัน เขาไม่อาจหยุดจินตนาการถึงความเจ็บปวดที่พวกมันก่อขึ้น ขณะที่มันปริเปิดปลายเล็บหรือเถือเนื้อหนังของมนุษย์ทั้งที่อีกปลายหนึ่งคือมือมนุษย์ที่จับยึดมันเพื่อกระทำการอุบาทว์เช่นนั้น เขาได้แต่สาปแช่งนางและทหารม้าของนางขณะที่เขาดึงชิ้นหนึ่งออกมาและใช้ปลายแบนและคมของมันเพื่องัดตะปูให้หลุดออก แต่ก่อนที่ตะปูตัวสุดท้ายจะถูกงัดออกเขาก็ต้องวางเครื่องมือลง เมื่อเสียงครวญครางแผ่วเบาเตือนเขาว่าโจตื่นแล้ว

เขาตรงกลับไปหาสหาย แต่ก็รู้ว่าเพื่อนของเขายังไม่ได้สติดีนัก เขาต้องช่วยประคองโจให้นั่งขึ้นเพื่อจะได้เห็นหน้าของเพื่อนชัดๆ

” เฮ้ ” เขาเรียกเพื่อให้เพื่อนลืมตาขึ้น ” เจ้าตื่นได้แล้ว เรากำลังจะออกไปจากที่นี่แล้ว ”

เขาพยายามพูดมันเป็นเรื่องง่ายๆ ใช่ มันเป็นเรื่องง่ายๆ ง่ายสำหรับคนซึ่งร่างกายยังสมบูรณ์แข็งแรงและมีร่องรอยบาดแผลเพียงน้อยนิด แต่ขณะที่เขามองดูเพื่อนของเขา เขาก็ต้องกลืนน้ำลาย เพราะร่างกายของโจนั้นยับเยิน แขนทั้งสองข้างถูกขึงตรึงจนตอนนี้ไม่เหลือเรี่ยวแรงใดๆ ขาของเขาอาจยังใช้งานได้แต่โจเหนื่อยอ่อนเหลือเกินแล้ว แค่ทรงตัวขึ้นนั่งยังยากเย็นเหลือแสน

เขาต้องกลืนน้ำลาย แต่เขาจะไม่มีวันกลืนคำพูดตัวเองเป็นแน่นอน ” ข้าจะมัดเจ้าไว้กับตัว ” เขาบอกขณะที่ปลดตรวนออกจากข้อเท้าของเพื่อน ” นั่นเพื่อความปลอดภัยแต่เจ้าก็ต้องจับข้าไว้ดีๆด้วย อย่างนั้นเราน่าจะออกไปจากที่นี่ได้โดยไม่ยาก ” เขามองหน้าโจแน่วนิ่ง แต่เขารู้ดีว่ามันไม่ใช่ความมั่นใจ มันคือคำอธิษฐาน เพราะถ้าครั้งนี้ไม่สำเร็จแล้วที่ต่อไปที่เขาจะไปอยู่คือบนโขดหินโลหิต และโจบนผนังของห้องขังนี้ต่อไป

เขาเองก็ไม่แน่ใจว่าตนเองใช้เวลาไปเท่าไหร่กับการมัดตัวเพื่อนให้ติดกับหลังอย่างทุลักทุเล หรือกับการงัดตะปูตัวสุดท้ายบนบานพับแล้วดึงจนบานประตูหลุดจากดาลที่ยึดมันอยู่ เสียงที่ดังขึ้นในตอนนั้นจะเรียกทหารม้ามาเป็นแน่นอน และนั่นหมายความว่าเขาเหลือเวลาแค่ไม่มากนักที่จะหนีออกไป

ที่ๆเขามุ่งหน้าไปคือเรือนเสบียงซึ่งไม่เพียงอยู่ริมกำแพงแต่เต็มไปด้วยลังและข้าวของที่กักตุนไว้ ลังเหล่านั้นคือบันไดที่เขาใช้ไต่ขึ้นไปบนกำแพงและกระโดดลงมาอีกฝาก แรงกระแทกก็ทำให้เขาของเขาเจ็บแปล็บ กระนั้นสิ่งเดียวที่เขาทำได้คือพยายามวิ่ง วิ่ง และวิ่ง วิ่งออกไปให้ไกลที่สุดขณะที่หาทางออกจากเมืองนี้ ภายใต้เงาปีกของเหยี่ยวป่าเท่านั้นที่โจจะปลอดภัยและหัวหน้าเองก็ต้องรู้เรื่องของวัวสันหลังหวะตัวหนึ่งที่ขายพวกเขาจนหมดสิ้นและทำกับเพื่อนของตัวเองได้ถึงเพียงนี้

แต่ขาที่บาดเจ็บของเขาก็ลากร่างกายที่ไปได้ไม่ไกลนัก น้ำหนักของโจบนแผ่นหลังมากเกินไปสำหรับร่างกายที่ไม่สมบูรณ์ดี และทั้งที่เป็นแบบนั้นระยะทางที่เขาต้องไปก็ยังอีกไกลแสนไกล ในชั่วขณะที่เขาเริ่มชะลอฝีเท้านั้นเอง เสียงฝีเท้าม้าก็ดังขึ้น มันยากจะบอกว่ามาจากทิศใดเมื่อหูของเขาเหมือนจะแยกแยะทิศทางไม่ได้ไปเสียแล้ว เขายังคงพยายามหนี พยายามหาที่หลบซ่อน เพราะเขาไม่มีวันยอมถูกทหารม้าจับกุม ทางนั้นมีเพียงแต่ความตายเท่านั้นที่รออยู่

แต่ที่รอเขาอยู่ในตอนนี้คือม้า ม้าสามตัวที่ค่อยๆตะล่อมต้อนจนเขาจนมุม กลิ่นสาบสางของมันเหมือนจะอบอวลอยู่จนยากจะหายใจ แต่เขาจะยังสู้ จะต้องไม่มีใครขวางเขาได้ เพราะถ้าเขาจะตาย เขาจะตายโดยตนเองเป็นผู้เลือกเอง

แต่เขายังไม่อยากตาย เขาจะผิดต่อโจต่อหัวหน้าถ้าเขาตายในตอนนี้ เขาไม่อยากตาย

***
คงไม่มีอะไรน่าอดสูมากไปกว่าการที่นักโทษคนสำคัญหายตัวไปได้จากในฐานบัญชาการของทหารม้าเอง จากที่ซึ่งน่าจะเข้มงวดและปลอดภัยที่สุดบนแผ่นดินนี้รองจากปราสาทแห่งไลน์ กระนั้นมันก็เกิดขึ้นใต้จมูกของดยุคแห่งโดบรัมผู้ซึ่งไม่สบอารมณ์อย่างที่สุด ” พวกเจ้ามีเรื่องจะเล่าเพียงแค่นี้ใช่มั้ย ”

ทหารม้าทั้งสองซึ่งยืนยามในคืนนั้นได้แต่ยืนตัวเล็กลีบ พวกเขาไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองนายหรือมองกันและกัน ความโกรธกริ้วโกรธาอันน่ากลัวของดยุคหนุ่มนั้นมากมายจนพวกเขาแทบไม่กล้าขยับตัว แต่แล้วสายตาที่เหมือนจะกินเลือดกินเนื้อนั้นก็ตวัดมองไปที่อีกคนหนึ่ง ชายหนุ่มซึ่งยืนทอดสายตาต่ำแต่มิได้ก้มหน้าหรือมีท่าทางหวาดกลัว เขาเพียงแค่ยืนอยู่ที่นั่นจนรู้สึกได้ว่าผู้เป็นนายกำลังมองมาเขาจึงเหลือบสายตาขึ้นมองตอบ

” เจ้าละคีธ ” ดยุคหนุ่มถาม ” เจ้ามีอะไรจะพูดมั้ย ”

เขาก็เพียงแค่ก้มหน้าลงเล็กน้อย ” สิ่งที่ทั้งสองกล่าวเป็นความจริงทุกประการครับ ”

” ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็เป็นตัวการณ์ที่ทำให้เรือนคุกไร้คนเฝ้ายามเมื่อคืนอย่างนั้นสิ ”

” เรื่องนั้นข้ายอมรับผิดครับ ” ชายหนุ่มตอบ ” และข้าขอยอมรับผิดที่ไม่ได้ตรวจสอบเรือนคุกให้เรียบร้อยจึงไม่ได้เตรียมการป้องกันนักโทษที่จะหลบหนี ”

การบ่ายเบี่ยงนั้นขัดใจคลอเดียสอยู่ไม่น้อยแต่ขณะเดียวกันก็ทำให้เขานึกสนใจขึ้นมา ” ตรวจสอบอะไร ”

เมื่อได้รับคำอนุญาตเช่นนั้นคีธจึงกล่าวต่อไปว่า ” ข้าเพิ่งได้ตรวจสอบบานประตูที่ถูกพังลงเมื่อเช้านี้ จึงได้เห็นว่าแท้จริงแล้วประตูเรือนนั้นมีบานพับอยู่ด้านใน ซ้ำยังเป็นบานพับแบบที่ทำลายได้ง่าย ข้าเลินเล่อจึงคิดว่าการให้สหายได้พักผ่อนซักครู่ยามคงไม่เป็นไรเพราะที่คุมขังนั้นพังจากข้างในไม่ได้ แต่ความจริงคือมันถูกสร้างมาให้พังจากข้างนอกไม่ได้ต่างหาก ข้าเดาว่าตอนที่ปรับปรุงเรือนนั้นเพื่อใช้คุมขังคงทำเพียงกลอนเสริมแต่ไม่ได้คิดถึงประตูเช่นกัน ”

ดยุคหนุ่มได้ยินเช่นนั้นก็ชักสีหน้าเล็กน้อย ” แล้วเรื่องตรวนล่ะ ” เขาถาม ” ตรวนที่ถูกสะเดาะออก จะบอกว่ามันไม่แข็งแรงอย่างนั้นหรือเปล่า ”

” เรื่องนั้นเกี่ยวข้องกับความสามารถของนักโทษเอง ซึ่งข้าก็ประมาทเกินไป จึงนับเป็นความผิดของข้าเช่นกัน ”

ท่าทางนิ่งสงบทำให้ดยุคหนุ่มอดกระแนะกระแหนขึ้นไม่ได้ว่า ” ดูเหมือนเจ้าจะรับผิดเรื่องนี้ง่ายเหลือเกินนะ ”

แต่ชายหนุ่มก็เพียงตอบว่า ” ข้าเห็นว่าตัวเองบกพร่องจริงก็รับไปตามนั้น นั่นผิดด้วยหรือครับ ”

ชั่วขณะหนึ่งพวกเขาก็เพียงแค่นิ่งเงียบ ท่านดยุคจ้องมองตรงไปยังชายหนุ่มซึ่งก็มองตอบเขาอย่างสงบเช่นเดียวกัน ท่วงท่าที่ไม่ร้อนรนและไร้ความพยายามจะหลบหนีความผิดก็ทำให้ความเกรี้ยวกราดของดยุคหนุ่มค่อยทุเลาลง

” พระนางอาร์ดาราจะต้องพิโรธมากเมื่อข้ากราบทูลเรื่องนี้ ” เขากล่าวขณะที่กวาดสายตามองชายทั้งสามตรงหน้าเขา ” พวกเจ้าจะต้องถูกลงโทษ แต่เนื่องจากคนของเรามีไม่มากพอข้าจะละโทษวินัยของพวกเจ้าไปก่อน ตอนนี้ข้ามอบหมายให้เจ้าสองคนรับผิดชอบเรื่องการตามหาตัวนักโทษ ข้าส่งคนออกไปแล้วแต่ตอนนี้พวกเจ้าต้องดูแลการติดตามทั้งหมด เข้าใจหรือไม่ ” เมื่อทหารม้าทั้งสองรับคำเขาก็หันไปทางคีธ ” ส่วนเจ้าก็ติดตามข้า ต่อจากนี้ให้รายงานตัวกับข้าที่ห้องทำงานทุกเช้าและหลังอาหารค่ำ ” คลอเดียสกล่าวก่อนจะก้มหน้าลงอ่านเอกสารตรงหน้าอีกครั้ง ” ตอนนี้พวกเจ้าสามคนออกไปได้แล้ว ”

แต่ที่เดินออกไปมีเพียงสองคนเท่านั้น คีธยังคงยืนอยู่ที่เดิม สายตามองต่ำขณะที่ดยุคหนุ่มตวัดสายตาขึ้นมองเขาด้วยความไม่พอใจ เมื่อเห็นเช่นนั้นชายหนุ่มก็ย้อนถามว่า ” ท่านให้ข้าติดตามท่านไม่ใช่หรือครับ ”

เมื่อได้ยินเช่นนั้นดยุคแห่งโดบรัมก็อดชักสีหน้าด้วยความขัดใจไม่ได้ ” ข้ารู้ว่าข้าพูดอะไรไม่ต้องมาย้อน ”

” เช่นนั้นการที่ข้าอยู่ที่นี่ก็เป็นไปตามคำสั่งของท่านทุกประการ แล้วมีอะไรที่ท่านไม่พอใจอย่างนั้นหรือครับ ”

ความพาซื่อจนกวนอารมณ์นั้นทำให้คลอเดียสถอนใจเฮือกใหญ่โดยไม่รู้ว่าเขาควรจะตอบว่าอย่างไร เพราะชายหนุ่มไม่ได้พูดอะไรผิดเลย อันที่จริงคีธพูดตรงเสียจนเขาไม่รู้จะตอบโต้ว่าอย่างไรด้วยซ้ำ ในหัวของดยุคหนุ่มนั้นมีคำสั่งต่างๆนานาที่จะพาชายหนุ่มไปให้พ้นตาเขาแต่กลับไม่พบซักคำสั่งที่เหมือนจะเข้าท่า

ระหว่างความเงียบนั้นเองที่คีธเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้น ” ท่านไม่มีงานอะไรที่ข้าพอจะช่วยได้เลยหรือครับ ถ้าให้ติดตามท่านเฉยๆข้าเกรงว่าคงไม่เหมาะนักโดยเฉพาะเมื่อคนอื่นมีงานล้นมืออยู่เช่นตอนนี้ ”

คลอเดียสได้ยินเช่นนั้นก็ตวัดสายตามอง เขาเงียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า ” เจ้าคิดว่าตัวเองมีความสามารถขนาดนั้นเลยหรือ ”

” ข้ายอมรับว่าความสามารถของข้ามีจำกัด ข้ารู้เพียงบางเรื่องแต่ก็คิดว่ารู้มากพอเช่นกัน ”

” เช่น ”

” ข้าอยู่ในกองโจรมาตั้งแต่อายุยี่สิบ เปลี่ยนหัวหน้ามาสามครั้ง คิดว่าคงไม่มีใครมีประสบการณ์มากขนาดนี้กระมัง ”

ฉับพลันนั้นบรรยากาศโดยรอบก็เหมือนจะหนาวเยือกขึ้นมาอย่างกะทันหัน แต่ทั้งสองคนนั้นไม่มีใครขยับ ดยุคหนุ่มก็เพียงแค่จ้องมองขณะที่คีธมองตอบอย่างใจเย็น ” กองโจรอย่างนั้นหรือ ” คลอเดียสถาม เขายักหน้า ดยุคหนุ่มครุ่นคิดอยู่ในความเงียบนั้นครู่ใหญ่ก่อนจะบอกว่า ” ถ้าอย่างนั้นข้าให้เจ้าจัดการเรื่องการจับตาดูความเคลื่อนไหวของกองโจรรอบเมืองหลวง รวมทั้งการจัดการเครือข่ายของพวกมันอย่าให้มีเรื่องไประคายเคืองพระยุคลบาทของพระราชินีเป็นอันขาด เข้าใจมั้ย ”

ชายหนุ่มค้อมตัวรับคำสั่งนั้นก่อนจะออกจากห้องไปอย่างเงียบๆ

***
ความเคลื่อนไหวอย่างเร่งรีบช่วงรุ่งสางเหมือนเป็นลางบอกว่ามีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้นในเมืองหลวง กระนั้นก็มีน้อยคนนักที่จะลุกขึ้นมาแง้มม่านด้วยความสงสัย ผู้คนในเมืองหลวงหากไม่หลับหูหลับตาทำไม่รู้ไม่ชี้ก็ตื่นกลัวเสียจนต้องหลบหนีหัวซุกหัวซุนยามเมื่อเสียงร้องของม้าปีศาจดังก้องไปในถนนที่ว่างเปล่า แม้แต่คนที่เป็นทหารมายาวนานเคยผ่านร้อนผ่านหนาวมากับราชาลุดวิกยังอดสะท้านกับเสียงร้องนั้นไม่ได้ เสียงร้องเรียกความทรงจำชวนขนลุกเกี่ยวกับนอร์ธบีสท์กลับมาอีกครั้ง แต่นั่นก็เพียงแค่ชั่วครู่ เพราะตอนนี้เขาไม่อยู่ในฐานะที่ต้องกลัวทหารเถื่อนพวกนั้น

ถ้ามีอะไรที่หัวหน้าทหารรักษาพระองค์จะต้องกลัวก็เรื่องคนที่เขาเก็บมา เขาดึงม่านปิดก่อนจะเดินเข้าไปในห้องเล็กๆไม่ห่างออกไป กลิ่นสาบสางของเลือด น้ำเหลืองและเหงื่อคลุ้งไปทั้งห้องที่สว่างไสวด้วยคบไฟมากมาย ชายหลังค้อมงุ้มง่วนอยู่กับการเย็บร่างอันเต็มไปด้วยบาดแผลจนไม่ให้ความสนใจกับผู้มาเยือน มีบ้างที่เขาหันไปตวาดทหารรักษาพระองค์ที่ยืนถือโคมไว้เมื่อมันแกว่งออกจากที่ๆเขาอยากให้มันอยู่

” เป็นอย่างไรบ้าง ” เกรเกอร์กันไปถามทหารม้าอีกคนซึ่งอุ่นน้ำล้างแผลอยู่ไม่ห่างเพราะรู้ดีว่าชายร่างงุ้มจะไม่หันมาตอบเขา

ซึ่งคนของเขาก็ตอบว่า ” อาการน่าเป็นห่วงครับ แขนทั้งสองข้างเจ็บหนักไม่รู้ว่าจะใช้การได้อีกหรือเปล่า บาดแผลบนตัวมีจำนวนมากแล้วบางส่วนก็เป็นแผลไหม้ เคราะห์ดีอย่างเดียวคือแผลไม่ลึกเพราะเกิดจากแส้ไม่ใช่ของมีคม ”

” แล้วอีกคนล่ะ ”

” คนนั้นกระดูกไม่ถึงกับหักแต่ข้อเข่าเจ็บเอาเรื่อง ตามเนื้อตัวมีบาดแผลบ้าง อ่อนเพลียและหวาดระแวงมาก ”

เมื่อเขาได้ฟังเช่นนั้นก็ยักหน้า จริงอยู่ว่าพวกเขายังไม่รู้ที่มาที่ไปของชายทั้งสองคนนี้ แต่ที่คนของเขาพบชายทั้งสองนี้กำลังหลบหนีอยู่บนถนนไม่ห่างจากคฤหาสถ์ของคลอเดียส ชาล็อตต้า ทั้งบาดแผลจากการทรมานบนร่างของชายคนนี้ก็พอบอกได้ว่าพวกเขาคงหลบหนีออกมาจากคุกของทหารม้า ที่ทหารม้าซึ่งแต่เดิมแทบไม่เคลื่อนไหวในเมืองหลวงยังออกค้นหากันถึงขนาดนี้แสดงว่านักโทษคนนี้รู้บางสิ่ง

แล้วเรื่องไหนเล่าที่สำคัญมากขนาดนั้นสำหรับพระนางอาร์ดารา เรื่องเจ้าชายแห่งเวสต์เวลล์ หรือเจ้าชายแห่งไลน์กัน

” เขาจะมีชีวิตรอดใช่มั้ย ” เกรเกอร์ถาม

ชายหนุ่มสองคนที่ยืนอยู่ต่างมองหน้ากันโดยไม่รู้ว่าจะตอบว่าอย่างไร พวกเขาไม่ค่อยได้เห็นใครถูกทรมานจนสาหัสสากันปานนี้โดยยังมีชีวิตอยู่ คนที่ตอบจึงเป็นชายหลังค้อมซึ่งยังไม่วางมือ ” เขาจะรอด ถ้าท่านตั้งใจดูบาดแผลพวกนี้ ก็จะรู้เอง คนที่ลงแส้ฉลาดเกินกว่าจะลงให้ถึงตาย ”

หัวหน้าทหารรักษาพระองค์ก็ได้แต่ยักหน้าอย่างเงียบๆ ” ฝากท่านด้วย ” แล้วเขาก็เดินออกจากที่นั่น ตรงไปยังชั้นล่าง ที่ซึ่งพวกเขาจัดให้ชายอีกคนค้างแรมอยู่ ทหารที่เฝ้าหน้าประตูนั้นค้อมตัวน้อยๆก่อนจะเปิดประตูให้เขาเข้าไป

แต่ไม่มีร่างนอนอยู่บนเตียงที่จัดไว้ ชายร่างสูงใหญ่นั่งอยู่ที่มุมห้องบนเก้าอี้ราวกับพร้อมจะถลาออกจากห้องนั้นทุกเมื่อที่มีโอกาสราวกับสัตว์ป่าบาดเจ็บที่ปราศจากความเชื่อใจต่อทุกสิ่งรอบกาย สิ่งที่ขวางเขาจากการพยายามหลบหนีคงเป็นขาที่บาดเจ็บซึ่งตอนนี้มีผ้าพันกระชับไว้ เขายังคงไม่แตะอาหารที่พวกเขานำมาให้

” อรุณสวัสดิ์ ” หัวหน้ากองทักทายก่อนจะถือวิสาสะนั่งลงบนเก้าอี้ที่อยู่ใกล้ประตู ประตูบานนั้นยังเปิดกว้าง แต่ทหารที่เฝ้ายามขวางทางเข้าออกนั้นไว้แน่นหนา สิ่งซึ่งชายร่างสูงก็ทราบ เขาได้แต่ยิ้มน้อยๆพลางกล่าวว่า ” ข้าต้องขอโทษด้วยที่ต้องให้อยู่ในห้องแบบนี้ แต่พวกเราเองก็ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของตัวเองด้วยเช่นกัน ข้าสัญญาว่าหากเจ้าพิสูจน์ว่าตัวเองไม่ได้เป็นอันตรายสำหรับพวกเรา เราจะปล่อยเจ้าไปทันที ”

แต่คำสัญญาถึงอิสรภาพดูจะไม่มีผลต่อเขา ชายหนุ่มเพียงแค่จ้องกลับมาอย่างหวาดระแวง ก่อนจะถามว่า ” เพื่อนของข้าอยู่ไหน ”

” เขาบาดเจ็บมากจึงต้องให้หมอดูแลก่อน ทันทีที่เสร็จการรักษาข้าจะพาเจ้าไปเยี่ยม ”

” ข้าไม่รับคำสัญญาใดๆทั้งนั้น ” ชายหนุ่มตอบ

เกเกอร์ต้องนิ่งงันไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า ” ก็ได้ ถ้าอย่างนั้นช่วยตอบคำถามของข้าซักสองสามข้อก่อนจะได้มั้ย ”

อีกครั้งที่ชายร่างสูงไม่รับคำ ตรงกันข้าม เขาชิงถามทันที ” พวกเจ้าเป็นใคร ทำไมไม่ส่งตัวข้าให้ทหารม้า ” เขาถามจบก็กลืนน้ำลายอึกใหญ่ เขาเองก็ได้ยินเสียงร้องของเหล่าม้าปีศาจเช่นกัน

“ ข้าไม่อยากส่งใครไปตาย “ เกรเกอร์ตอบอย่างเป็นมิตร “ พวกนั้นคงไม่เอาเจ้าไว้แน่หลังจากที่เจ้าช่วยนักโทษคนสำคัญหลบหนี “

นั่นอาจเป็นก้าวที่เร็วเกินไป หัวหน้าทหารรักษาพระองค์เพิ่งตระหนักได้เมื่อชายร่างสูงเหมือนจะถอยร่างนี้ “ พวกเจ้าเป็นอะไรกับทหารม้า “

เขาเพียงแค่ส่ายหน้า “ แม้ไม่ใช่ทหารม้าเรื่องแค่นี้มีหรือจะดูไม่ออก พวกมันไม่เคยปล่อยใครไว้นานๆโดยไม่มีสาเหตุ ว่าแต่เจ้าเถอะ เจ้าเป็นใครทำมาหากินอะไร ทำไมถึงถูกจับมาด้วย “

ชายหนุ่มดูเหมือนจะลังเลใจในตอนแรก แต่ในที่สุดเขาก็ตอบว่า ” ข้าเป็นแค่ช่างตีเหล็กในหมู่บ้านเล็กๆ พวกนั้นจับตัวข้ามาเพราะเรื่องข่าวลือ ตอนนี้ใครๆก็ถูกจับตัวเพราะข่าวลือทั้งนั้น ”

” ข่าวลือ? ”

” เรื่องเจ้าชายแห่งเวสต์เวลล์ หรือท่านไม่เคยได้ยิน ”

” มีคนเล่าให้ข้าฟังจากหลายกระแสทีเดียว ” แล้วเขาก็ถอนใจ ” ถ้าอย่างนั้นข้าขอถามหน่อยว่าทำไมพวกมันต้องพาเจ้ามาที่นี่ คนจำนวนมากถูกจับฐานเกี่ยวข้องกับข่าวลือนั้นจริง แต่มีไม่กี่คนเท่านั้นที่ถูกพามาที่นี่ และยังปล่อยให้มีชีวิตอยู่ เหมือนเจ้ากับเพื่อนของเจ้า ”

อีกครั้งที่ในห้องนั้นมีเพียงความเงียบ เกรเกอร์เพียงแค่นั่งนิ่งจ้องตรงมาขณะที่ชายร่างสูงมองไปมาบนพื้นราวกำลังหาคำตอบ เขารู้ว่าเขาเงียบอยู่ไม่ได้นานนักก่อนจะผิดสังเกต ดังนั้นเขาจึงรีบตอบไปว่า ” เพื่อนนักโทษของข้าได้รับการว่าจ้างให้ปล่อยข่าวเรื่องเจ้าชาย ”

มิน่าเล่า ” แล้วเจ้ารู้มั้ยว่าใครว่าจ้าง ”

ชายร่างสูงเงียบไปในทันที ราวกำลังลังเลว่าเขาควรตอบหรือไม่ เกรเกอร์ก็รู้สึกได้แต่เขาไม่คิดจะเร่งเอาเรื่องราวตอนนี้ ชายทั้งสองต่างบอบช้ำมากเกินกว่าเขาจะมีแก่ใจซักไซ้เอาความมากนัก ตลอดเวลานั้นชายหนุ่มมองเขาและบานประตูอย่างหวาดระแวงราวกลัวว่าทหารยามจะเข้ามาลากเขาออกไปได้ทุกเมื่อเหมือนที่ทหารม้าอาจทำ

แต่กองทหารรักษาพระองค์ที่มีเกียรติจะไม่มีวันทำเรื่องต่ำช้าแบบนั้นเป็นอันขาด

“ แล้วพวกเจ้าช่วยข้าไว้ทำไม “ ชายร่างสูงถามอีกครั้งเพื่อบ่ายเบี่ยงประเด็นอย่างชัดเจน “ ถึงเจ้าจะเป็นขุนนางแต่ไม่ได้หมายความว่าทหารม้าจะทำอะไรพวกเจ้าไม่ได้ ที่ยอมเสี่ยงถึงขนาดนี้เจ้าทำเพื่ออะไร “

เป็นการเดาที่ใกล้เคียงพอจะทำให้เกรเกอร์ยิ้มน้อยๆแม้เขาไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นขุนนางก็ตาม “ ไม่ใช่ขุนนางทั้งหมดหรอกนะที่เห็นด้วยกับพฤติการณ์ของทหารม้า หรือเกรงกลัวพวกมันจนโงไม่ขึ้น ข้าช่วยพวกเจ้าเพราะข้าเชื่อว่าพวกเจ้ามีสิ่งที่ทหารม้าต้องการอยู่ ข้าอยากรู้ว่ามันคืออะไร ”

ชายร่างสูงพลันหรี่ตามองเขาอย่างไตร่ตรอง “ เจ้ากำลังจับตาดูทหารม้า ”

“ น่าเสียดายที่ข้าทำได้แค่จับตาดู “ เขาว่าพลางยักไหล่ “ ตอนนี้ข้าบอกวัตถุประสงค์ของเข้าแล้ว เจ้าจะบอกได้หรือยังว่าคนที่ว่าจ้างการปล่อยข่าวลือนั้นคือใคร “ อีกครั้งที่ชายหนุ่มนั่งเงียบ นั่นเพราะเขาต้องการปกป้องใครบางคน หรือเพราะเขารู้แล้วว่าเขามีอำนาจต่อรองกันแน่

ในที่สุดเขาก็เอ่ยขึ้น “ ข้าอยากพบเพื่อนของข้า “

เกรเกอร์ได้แต่ถอนใจกับความผิดพลาดของตัวเขาเอง

เมื่อลูเชียสมองผ่านบานประตูเข้าไปเขาต้องถอยออกมาอาเจียน ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยเห็นสภาพของโจ แต่การมองดูหมอยาร่างงองุ้มเช็ดล้างและเย็บปิดบาดแผลเหล่านั้นเรียกความทรงจำในเรือนคุกนั้นกลับมา เสียงของแส้ที่ฟาดลงบนเนื้อจนปริแตกและเสียงร้องคร่ำครวญทรมานของโจยามที่เขาต้องทนรับการทรมานนั้นยังคงมากเกินไปสำหรับลูเชียส อกของเขาบีบแน่นเมื่อได้ยินเพื่อนของเขาร้องครวญครางแผ่วเบา ครั้งนี้เขาก็ไม่อาจหยุดความทรมานของเพื่อนได้เหมือนครั้งที่โจถูกแขวนอยู่กับผนัง

โจแทบไม่มีสติใดๆแม้เมื่อเขารู้สึกตัว เขาไม่มีแรงจะขยับกายได้แต่ร้องอ้อนวอนให้ความเจ็บปวดทั้งหลายหายไป แต่หมอยาที่นั่งอยู่ตรงนั้นกลับไม่พูดสิ่งใดเพื่อช่วยปลอบประโลมเขาแม้แต่น้อย

” อดทนไว้ ” ลูเชียสบอกด้วยเสียงอันดังเพื่อให้เพื่อนของเขาได้ยิน ” ท่านหมอกำลังดูแลเจ้าอยู่ อดทนอีกหน่อยเท่านั้น ”

แต่โจกลับส่ายหน้าน้อยๆ เขาอ้าปากเหมือนจะพูดบางอย่าง แต่เสียงที่ออกมานั่นแหบพร่า

” เอาน้ำให้กินก่อน ” ท่านหมอที่กล่าวขึ้นอย่างเหลืออดโดยไม่ได้ละสายตาหรือมือจากแผลตรงหน้า ” แต่ไม่ต้องเยอะนะ ” และลูเชียสก็ทำตามนั้นทันทีโดยไม่สนใจว่าจะมีใครอยู่ที่นั่นเตรียมรับคำสั่งนั้นอยู่ก่อนหรือไม่ เขาเข้าไปที่ข้างเตียงเพื่อนและประคองกาใบเล็กที่เต็มไปด้วยน้ำไปยังริมฝีปากแห้งผาก

คำแรกที่มาจากปากของโจเมื่อลูเชียสยกกานั้นออกไปคือ ” ไปหาหัวหน้า ทิ้งข้าไว้ที่นี่ เจ้าต้องไปหาหัวหน้า บอกเขาว่าไม่ต้องห่วงข้า ทุกอย่างต้องไปต่อ ไม่มีเวลาแล้ว ” แล้วเขาก็ไอสองสามครั้ง ลูเชียสยกกานั้นมาให้อีกครั้ง แต่ครั้งนี้เพื่อนของเขาปฏิเสธ ” ไปซะ ”

อีกครั้งที่ลูเชียสพยายามจะปฏิเสธแต่สายตาแข็งกร้าวของโจทำให้เขารู้ว่าชายตรงหน้าเขากล่าวทุกถ้อยคำโดยมีสติดี พวกเขาต้องไปต่อ พวกเขาต่างรู้ดีว่าเรื่องนี้ต้องถึงหูของหัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่าโดยเร็วที่สุดแม้จะไม่ได้มาจากปากของโจเองก็ตาม เขาจึงต้องกลืนคำพูดทั้งหมด ยักหน้าแล้วลุกขึ้น

” ข้าขอถามอะไรหน่อย ” เขาเอ่ยคืนเมื่อเดินไปประจันหน้ากับหัวหน้าแห่งกองทหารรักษาพระองค์ ร่างกายที่ใหญ่โตของลูเชียสทำให้นายทหารผู้นี้ดูตัวเล็กไปผิดหูผิดตา แต่ก็ไม่ได้มีความหวาดกลัวใดๆบนใบหน้าขณะที่เขาจ้องตอบตาต่อตากับชายตรงหน้าเขา ” ข้าต้องทำยังไงท่านถึงจะปล่อยข้าไปโดยเร็ว ”

เกรเกอร์ซึ่งยืนเงียบอยู่ตลอดเวลานั้นพลันยิ้มๆน้อยก่อนจะบอกว่า “ ข้าขอแค่ความจริงใจเท่านั้นก็พอ ”

***
รอบเมืองมีแต่จะเข้มงวดขึ้นนับตั้งแต่นักโทษของทหารม้าหลบหนีไป จริงอยู่ที่ภายใต้แสงตะวันทุกอย่างในเมืองยังคงดำเนินไปตามที่มันควรจะเป็น แต่ในบรรยากาศนั้นอลอวลด้วยความหวาดกังวล แม้ทุกชีวิตจะยังเคลื่อนไหวตามทางของตน แต่สายตาของพวกเขาไม่เคยเงยขึ้นมองแสงสว่างบนฟากฟ้า สิ่งนั้นยิ่งชัดเจนบนเส้นทางหลักที่ด่านตรวจตั้งขวางอยู่อย่างแข็งขัน ผู้คนที่ผ่านไปมามีแต่จะก้มมองถนนตรงหน้าหาเพียงทางที่ตนอาจเดินไปได้โดยไม่ขวางทางของอาชาปีศาจที่กำลังส่งเสียงฟืดฟาดอย่างรำคาญเมื่อมันวิ่งเหยาะไปตามขบวนรถม้าที่จอดรอการตรวจตรา ในตอนนี้แม้แต่ขบวนของขุนนางก็ไม่ได้รับการยกเว้น

ร่างสูงใหญ่ของนอร์ทบีสท์วนกลับมาหยุดที่รถช่วงหน้าของขบวนอีกครั้ง ที่ข้างหน้าต่างนั้นเจ้าของขบวนก็ได้แต่รออย่างใจเย็นให้ทหารม้ารื้อค้นข้าวของของเขาจนพอใจ ” ต้องขออภัยที่ต้องละลาบละล้วงและต้องขอบคุณท่านที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ท่านหัวหน้ากอง ” ทหารผู้อยู่บนหลังม้ากล่าวอย่างแข็งขันก่อนจะค้อมตัวน้อยๆแต่ไม่ได้ลงมาจากม้าอย่างที่ควรก็ตาม แม้ผู้ที่เขาพูดคุยอยู่ด้วยคือหัวหน้ากองทหารรักษาพระองค์ก็ตาม

แต่เกรเกอร์ก็เพียงแค่ยิ้มน้อยๆ ” ขอบใจเจ้าเช่นกันที่ทำหน้าที่อย่างดี เช่นนี้แล้วข้าก็วางใจจะให้พวกเจ้าดูแลปราสาทไลน์ในระหว่างนี้ ”

ทหารม้าผู้นั้นค้อมตัวรับอีกครั้งก่อนจะตอบว่า ” ขอให้ท่านพักผ่อนให้สบาย ท่านหัวหน้ากอง ”

เขายักหน้ารับน้อยๆแล้วปิดหน้าต่างลง เพียงไม่นานรถม้าคันนั้นก็เริ่มเคลื่อนอีกครั้งแต่ก็จนกระทั่งพวกเขาทั้งหมดออกจากด่านแล้วเท่านั้นเขาจึงเอ่ยปากบอกคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามว่า ” ไม่มีใครจำเจ้าได้หรอกไม่ต้องห่วง ”

ชายร่างสูงใหญ่จึงเบนสายตาจากพื้นรถมาเป็นที่ชายตรงหน้าเขาซึ่งสวมเสื้อผ้าหรูหราอย่างที่ขุนนางทั้งหลายจะสวมใส่ หนวดเคราบนใบหน้าของเขาถูกโกนออกจนเกลี้ยงและเส้นผมถูกหวีและมัดรวบไว้เรียบร้อย ร่างที่สูงใหญ่ดูสง่างามยามเมื่อแผ่นหลังนั้นตั้งตรง แต่บนฝ่ามือทั้งสองข้างที่กำแน่นนั้นชื้นด้วยเหงื่อจนบอกได้อย่างชัดเจนว่าถึงความเครียดที่ก่อตัวอยู่ภายใน

ความหวาดกังวลนั้นเกรเกอร์เข้าใจได้ ” อีกค่อนวันก็จะถึงบ้านพักของข้าแล้ว ทำใจให้สบายเถอะ ”

มันเป็นคำพูดที่พูดได้ง่ายแต่ทำได้ยากกว่านั้นมากทีเดียวสำหรับพวกเขาทั้งคู่ ทหารม้ายังคงอยู่ข้างนอกนั่น วนเวียนตามหานักโทษของพวกมันราวกับผีร้ายที่เคลื่อนไหวทั้งกลางคืนและกลางวัน ไม่มีอะไรรับประกันว่าการอำพรางตัวของพวกเขาจะได้ผล และไม่มีอะไรรับประกันเช่นกันว่าโจที่ยังคงอยู่ในเมืองจะเล็ดรอดหูตาเหล่านี้ไปได้โดยตลอดรอดฝั่ง แต่มันจะมีประโยชน์อันใดที่จะกังวลต่อไป หนทางข้างหน้านั้นยังมีเรื่องที่สำคัญกว่ารออยู่

” จากที่นี่ถึงบ้านพักของข้าคงไม่มีปัญหาอะไร ” หัวหน้ากองกล่าว ” แต่การเข้าไปในเขตของเมริสมาโดยไม่มีใครสงสัย นั่นจะเป็นเรื่องใหญ่กว่า ”

แม้ขณะที่เขากำลังกระวนกระวาย ลูเชียสก็บอกได้ว่าความกังวลของเกรเกอร์ใหญ่หลวงกว่ากันมาก นั่นเพราะตลอดเส้นทางนี้ ตราของทหารรักษาพระองค์จะคุ้มครองพวกเขาไว้ ในขณะที่ภายในเขตของเมริสมามันมีแต่จะนำภัยมาสู่พวกเขาเท่านั้น พวกเขาไม่อาจเข้าไปที่นั่นในฐานะคนของราชสำนัก ในภาวะเช่นนี้แม้แต่คนเดินทางหรือพ่อค้าก็ไม่อาจไว้ใจได้ทั้งนั้น

” ที่นั่นมีกองคาราวานผ่านไปมา พวกเขาอาจพอรู้ทางหนีทีไล่บ้าง ” ชายร่างสูงใหญ่ตอบ

นั่นฟังดูเข้าท่าเว้นเสียแต่ว่า ” ถ้าอย่างนั้นเราก็ต้องหาจุดพักกองคาราวาน แต่ตอนนี้โขดหินโลหิตกลายเป็นลานประหาร กองคาราวานไม่หยุดที่นั่นอีกแล้ว ”

” แต่พวกเขาจะไม่ออกจากเส้นทางไกลนักหรอก ” ลูเชียสกล่าว ” การออกนอกเส้นทางเสี่ยงเกินไปสำหรับพ่อค้า พวกเขาจะหาจุดพักใหม่ใกล้ๆ ”

” ถ้าอย่างนั้นก็เราก็เริ่มจากโขดหินโลหิต ” ท่านหัวหน้ากองสรุปด้วยท่าทีแข็งขันก่อนจะปรายยิ้มน้อยๆ ” แล้วเจ้าล่ะ จะหาตัวหัวหน้าของเจ้าเจอได้ยังไง ”

ลูเชียสหลบสายตาของเขาและนั่งเงียบอยู่ครู่ใหญ่ เห็นได้ชัดว่าเขาก็ไม่มีคำตอบ กองโจรที่ชื่อเหยี่ยวป่านี้เคลื่อนไหวในร่มไม้ของเมริสมาราวกับเงา หากไม่ใช่ที่รังเหยี่ยวแล้ว ชายหนุ่มเองก็ไม่รู้ว่าจะตามหาพวกเขาได้อย่างไร เขาไม่อาจถามชาวบ้านได้เพราะไม่มีใครตอบคำถามของพวกเขา ไม่มีใครเอ่ยถึงเหยี่ยวป่ากับคนที่เดินทางเข้ามาในหมู่บ้าน ” ก็ต้องลองดู ” คือคำตอบของชายร่างสูง “ ข้าไม่รู้ว่าหัวหน้าจะยังอยู่ที่กบดานของพวกเราหรือเปล่า เป็นไปได้ว่าพวกเขากำลังหนีการตามล่าของทหารม้า แต่พวกเขาต้องการข่าวจากเมืองหลวง เมื่อไม่มีโจพวกเขาต้องออกมาหาข่าวสาร ข้าเพียงต้องหาให้เจอว่าใคร ”

เกรเกอร์ได้ยินอย่างนั้นก็ส่ายหน้า ” ข้าว่าเราต้องการแผนที่ดีกว่านี้ เราทั้งคู่เลย ยังไงก็มีเวลาอีกเกือบทั้งวันเรามานั่งทบทวนความเป็นไปได้ต่างๆกันหน่อยเป็นไร ”

***
ต่อให้เป็นฤดูร้อน อากาศบนหอคอยแห่งไลน์ก็จะหนาวเย็นเสมอ มิพักต้องพูดถึงฤดูหนาวที่กำลังคืบคลานเข้ามา บนหอคอยจะหนาวยะเยือก กระนั้นเจ้าชายน้อยก็ยังขึ้นไปบนหอคอย ครั้งแล้วครั้งเล่าที่เขาหลบหนีพระอาจารย์พระพี่เลี้ยงและพระบิดาเพื่อขึ้นมาบนหอคอยที่ว่างเปล่า มันเคยที่เป็นห้องลับของพระมารดา และพระองค์เองก็เคยขึ้นมาเพียงครั้งหรือสองครั้ง แต่เมื่อสิ้นพระมารดาไป นี่กลับเป็นห้องที่พระองค์กลับมาบ่อยครั้ง

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความคิดถึงพระมารดา หรือเพราะมนต์สะกดของนาง

พระองค์ไม่ทราบว่าหญิงสาวผู้นั้นอยู่ที่นั่นได้อย่างไร ในห้องที่ว่างเปล่า ไม่มีตะเกียงหรือแม้แต่คบไฟ ทั้งหมดที่นางมีคือตรวนจองจำ และอาภรณ์ที่เหมือนจะแผ่ไอหนาวออกมามากกว่าจะให้ความอบอุ่นแก่ผู้สวมใส่ นางจะอยู่ที่นั่นเฝ้ามองมาที่ประตูราวกับว่านางทราบอยู่แล้วว่าพระองค์จะมาที่นี่ และนางจะยิ้ม ด้วยรอยยิ้มที่หนาวยะเยือกเฉกเช่นอากาศในห้องนั้น นางยิ้มและถามพระองค์ว่า ” เจ้ามาอีกแล้วหรือ ”

พระองค์ไม่อาจเข้าใจเจตนาของคำถามนั้น เพราะมันมีความรื่นเริงและขมขื่นที่พระองค์ไม่อาจเข้าพระทัยได้

นางมองมาที่พระองค์ แล้วมองสูงขึ้นไปบนเพดานของห้องหอคอยก่อนจะรำพึงออกมาว่า ” แม่ของเจ้าตายที่ห้องนี้สินะ ”

กายของพระองค์สั่นเทา

” ช่างเป็นการล้อเลียนที่ร้ายกาจ ” นางกล่าวขณะที่เบนสายตากลับลงมาที่พระองค์ ” ที่ข้าต้องมีชีวิตอยู่ในห้องนี้ ที่ซึ่งเจ้าภาวนาด้วยหัวใจทั้งหมดว่ามันไม่ได้พรากผู้ที่เจ้ารักไป ” แล้วนางก็ถอนใจ ” เจ้าเจ็บปวดมั้ยที่ต้องมองดูนางจากไป ”

พระองค์ยืนเงียบ กายสั่นเทาจนไม่อาจเอ่ยปากได้

อีกครั้งที่นางยิ้มแล้วถามเขาด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบเย็นชา ” แล้วพ่อของเจ้าเล่า เขาเจ็บปวดมั้ย ”

ทำไมพระองค์จึงรู้สึกแน่นในอกเพียงนี้

แล้วนางก็นั่งเงียบอยู่เช่นนั้น นั่งเงียบและจ้องมองพระองค์ จนท้ายที่สุดนางเอ่ยถามขึ้นว่า ” เจ้าจะโตขึ้นเป็นแบบนั้นมั้ยหนอ อาวดริค ”

ดวงตาที่หรี่มองพระองค์นั้นมีถ้อยคำมากมายที่พระองค์ไม่อาจเข้าใจได้ ไม่ใช่ด้วยสิ่งที่เด็กน้อยวัยเจ็ดปีจะเข้าใจ แต่ถ้าเป็นตอนนี้…

ถ้าเป็นตอนนี้…

***
TBC in Chapter 5

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: