A Fairytale: จนฟ้ารุ่งราง บทที่ 5

Title: A Fairytale
Book III: จนฟ้ารุ่งราง (Another Dawn)
Author: vekin
Rate: PG-13
Warning: คนเขียนอ่อนคำราชาศัพท์เป็นอย่างยิ่ง ต้องขออภัยในความผิดพลาดมา ณ ที่นี้
***บุคคล เหตุการณ์และสถานที่ในเรื่องล้วนสมมติขึ้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องพาดพิงกับบุคคลและเหตุการณ์จริงแต่อย่างใด***

Chapter 5
####################################################

” นายท่าน เชิญแวะชมสินค้าทางนี้กันก่อนนะขอรับ วันนี้มีเขากวางชิ้นพิเศษที่เพิ่งหาได้ เป็นของกวางเฒ่าที่ร้ายกาจหลบหนีมือนายพรานมาหลายต่อหลายครั้งแล้วนะครับ ครั้งนี้คนของข้าจับตัวมันได้ ข้าสามารถขายให้ท่านได้ในราคาพิเศษ…. ”

” โอ้ นั่นเป็นรังผึ้งที่ใหญ่มากใช่มั้ยละขอรับ นอกจากจะให้น้ำผึ้งมากมายอย่างที่ท่านเห็นแล้ว ข้างในนั้นยังอุดมไปด้วยวุ้นที่มีสรรพคุณทางยาด้วยนะขอรับ…. ”

” ตอนนี้เรามีขนสุนัขจิ้งจอกหิมะที่เหมาะเป็นเครื่องประดับอาภรณ์ของสุภาพสตรีเป็นอย่างยิ่งเลยนะขอรับ พูหางของเจ้าตัวนี้สวยได้รูปมากและขนก็ขาวละเอียด ของคุณภาพขนาดนี้หาไม่ได้ง่ายๆเลยนะขอรับ… ”

” อ๋อ ใช่ขอรับ พักนี้ค้าขายพืชพันธุ์ธัญญาหารนี่ลำบากพอควรเลยขอรับ หาจะกินยังยากเลย… ”

” ช่วยไม่ได้นี่ขอรับ ถึงเข้าป่าจะอันตรายแต่อย่างน้อยก็ยังค้าขายได้แล้วก็มีกิน… ”

” ฮ่าๆๆ นั่นสินะ ดวงข้าคงดีน่ะขอรับเลยยังไม่ถูกสงสัยว่าเป็นโจรป่า แต่ใช่ขอรับ ข้างบนเขานั่นอันตรายมากบอกไม่ได้เลยว่าใครเป็นใคร คนที่ผันตัวเองไปล่าค่าหัวก็มีเยอะ สวนทางกับพวกนั้นล่ะก็อันตรายน่าดู… ”

” โอ้ย… เลิกไม่ได้หรอกขอรับ วิธีทำกินอื่นข้าก็ไม่ค่อยรู้จัก เป็นแต่ทำไร่ทำนากับหาของป่าเท่านั้นแหละขอรับ…. ”

” ขอบพระคุณมากขอรับที่เป็นห่วง ข้าจะระมัดระวังตัว ”

มันเป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่เขานึกขอบคุณวัยที่เริ่มร่วงเลยและรอยแผลเป็นตามเนื้อตัว โดยเฉพาะจุดที่มองเห็นได้เช่นที่มุมปาก เพราะบาดแผลเหล่านี้ผนวกกับเสื้อผ้าเก่าปอนจากลมฝนทำให้เขาดูเหมือนชาวบ้านผู้ใช้ชีวิตอยู่กับป่าเขาหากินกับธรรมชาติอันโหดร้ายได้ดีว่าพวกหนุ่มบ้านไร่หน้าเกลี้ยงๆ นั่นคือเหตุที่ทำให้เขาได้รับหน้าที่แทรกซึมที่แสนสำคัญในค่ายพักของกองคาราวานในฐานะพ่อค้าขายของป่าผู้กำลังดิ้นรนท่ามกลางความยากแค้น เขารอดพ้นความสงสัยของคนทั่วไปที่ผ่านไปผ่านมาและเหล่าพ่อค้าใหญ่ด้วยท่าทางพินอบพิเทาไม่มีพิษภัย คอยช่วยเหลือและเสนอของป่าที่ทำราคาให้ แต่ถึงตอนนี้การค้าก็ฝืดเคืองเต็มทีเมื่อแม้แต่หนทางในแผ่นดินไลน์ยังไม่ปลอดภัย หากไม่มีเงินทองบารมีมากจริงคงไม่อาจจ้างกองกำลังคุ้มกันเพื่อค้าขายตามหัวเมืองได้

หลายครั้งทีเดียวที่เหล่าพ่อค้าใหญ่จะระบายความคับข้องออกมายามเมื่อพวกเขาดื่มสุรากันในยามค่ำ ไม่ว่าเรื่องของทหารม้าก็ดี (ซึ่งพวกเขาต้องพูดคุยกันในที่ลับตาคน) หรือสภาพชีวิตความเป็นอยู่ในตอนนี้ก็ดี

” แต่ก่อนแม้แต่ชาวบ้านธรรมดาก็ยังสามารถซื้อหาเครื่องประดับชิ้นเล็กๆซักชิ้นจากกองคาราวานได้ ตอนนี้อย่างว่าแต่เครื่องประดับที่ว่าเลย ท้องยังไม่มีอะไรจะยาไส้ เรื่องวุ่นวายทั้งหลายทั้งแหล่นี้ทำให้ผู้คนทำมาหากินกันได้ลำบากเต็มที ”

” ข้าได้ยินมาว่าตอนนี้เริ่มมีการนำเข้าธัญพืชจากอาณาจักรทางใต้แล้ว แต่ปัญหาคือ ข่าวลือบอกมาว่าทั้งหมดนั้นเป็นการจ่ายด้วยเงินเชื่อ นั่นหมายความว่าจริงๆแล้วตอนนี้ไลน์ไม่อยู่ในสภาพที่จะเลี้ยงประชากรของตัวเองได้หรอก ”

” จะว่าไปข้ายังสงสัยอยู่ว่าทำไมไม่มีการถลุงแร่จากเหมืองในกาลัทเทียร์ออกมาเพิ่ม นั่นน่าจะเป็นทางเดียวจะกระตุ้นการค้าขายของอาณาจักรได้ เราเคยทำมาแล้วตอนหลังสงครามกาลัทเทียร์ จะว่ายังไงดี มันคือขุมสมบัติที่ช่วยให้ประเทศของเราไม่ล้มละลายเชียวนะ ”

ว่าตามตรงเขาไม่ได้เข้าใจสิ่งที่พ่อค้าพวกนั้นพูดอย่างกระจ่างแจ้งมากนัก แต่เขาก็พยายามจดจำทุกถ้อยคำ ใครจะรู้เลยว่าสำหรับผู้ที่กระจ่างแจ้งกับเรื่องเหล่านี้ข้อมูลพวกนี้มีค่าเพียงไร

นั่นคือหน้าตาของวันปกติของเขา เช้าวันนั้นเขาก็หอบของป่าออกมาตั้งแล้วรอเหล่าปลาใหญ่ให้เข้ามาติดเบ็ดเพื่อรีดข่าวสารอันโอชาก่อนจะปล่อยกลับไปโดยไม่มีใครรู้ตัว เช้าวันนั้นก็เหมือนทุกวัน จนชายคนหนึ่งเดินทอดน่องมาทางร้านของเขา ท่าทางที่ติดสำอางหากแต่แข็งแกร่งดุดันทำให้เขาต้องสนใจชายคนนั้นอย่างช่วยไม่ได้ เขาไม่เหมือนพวกพ่อค้าที่ผ่านๆมา กล้ามเนื้อและรูปร่างบ่งบอกว่าเขาทำงานที่ใช้งานร่างกายอยู่เนืองนิจ

เขาจึงร้องเชิญให้ชายคนนั้นเข้ามาชมร้านเช่นเดียวกับที่เขาร้องเชิญพ่อค้าทั้งหลาย ชายคนนั้นปรายยิ้มให้น้อยๆอย่างสุภาพก่อนจะเข้ามาสอบถามเรื่องเขากวางและไม้หอมที่เขาตั้งแสดงไว้ พวกเขาพูดคุยกันต่อไม่กี่คำก่อนที่ชายคนนั้นจะถามขึ้นว่า ” ของพวกนี้เจ้าหามาจากไหนหรือ ”

เขายิ้มพลางพินอบพิเทาพลางตอบว่า ” ของพวกนี้ก็มาจากป่าบริเวณใกล้ๆนี่แหละขอรับ แต่ของดีหายากมักจะมาจากบนเขาถัดออกไปที่ยังมีป่าทึบหลงเหลือมากกว่านี้ ”

” ไกลกว่านี้เป็นเขตที่ดินของขุนนางตระกูลเมริสมาไม่ใช่หรือ ข้าได้ยินมาว่าทหารม้าที่นั่นเข้มงวดมากนี่ ”

” โอ๊ย ก็เข้มงวดทุกที่แหละขอรับนายท่าน… เพียงแต่… ฟังแล้วอย่าเอ็ดไป พวกเขาเชื่อว่าหัวหน้ากองโจรเลื่องชื่อของที่นั่นที่ชื่อว่าเหยี่ยวป่าซ่องสุมกำลังคนบนภูเขาจึงลาดตระเวนขึ้นไปเป็นประจำ ต้องเรียกว่าเป็นเคราะห์ดีของข้าที่ไม่ถูกจับ ”

ชายตรงหน้าเขาหัวเราะเบาๆ ” เคราะห์ดีหรือเจ้ามีของดีอะไรอยู่กันแน่ ”

เขาเบิ่งตาขึ้นเล็กน้อยก่อนจะหัวเราะบ้าง ” โธ่ นายท่าน ข้ามันก็ชาวบ้านธรรมดาๆ ไม่มีของดงของดีอะไรหรอกครับ ”

แต่ชายคนนั้นก็ส่ายหน้า ” ข้าหมายถึงความรู้เรื่องชัยภูมิของเจ้าต่างหาก เจ้าหาของป่าและล่าสัตว์ต้องรู้เส้นทางในป่าที่สัตว์ป่าใช้แต่คนอาจไม่รู้ นั่นคือเหตุผลที่เจ้าเล็ดรอดหูตาของคนพวกนั้นมาได้โดยตลอดรอดฝั่งไม่ใช่หรือ ”

ความจริงมันก็ไม่เชิงเช่นนั้น แต่เขาก็เล่นตามน้ำไปอย่างแนบเนียน ” แหม ท่านก็พูดเกินไป ข้าไม่ได้ชำนิชำนาญทางอะไรขนาดนั้นหรอกขอรับ ป่านั้นกว้างใหญ่แถมเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา คนๆเดียวน่ะไม่มีทางชำนาญเส้นทางป่าขนาดใหญ่ขนาดนี้ได้หรอกขอรับ ”

จู่ๆท่าทางของชายคนนั้นก็เหมือนผิดหวังก่อนจะกลายเป็นครุ่นคิด ” อา นั่นสินะ ถ้าอย่างนั้นของป่าพวกนี้เจ้าคงไม่ได้หามาคนเดียวกระมัง ”

” … ก็ ข้าก็รับของคนอื่นมาบ้างเหมือนกันขอรับ ” เขาตอบพลางยิ้มเจื่อนๆ

ทั้งหมดที่ชายตรงหน้าเขาทำก็เพียงแค่ยักหน้าแล้วยิ้มน้อยๆ ” ไว้ข้าจะแวะมาใหม่ ของๆเจ้าน่าสนใจมากทีเดียว ” แล้วเขาก็เดินจากไปอย่างเงียบๆเช่นเดียวกับตอนที่เขามา

แม้เขาอยากจะเดินตรงกลับที่พักเสียตอนนั้นแต่เกรเกอร์ยังรู้ดีเกินกว่าจะถอดบทบาทพ่อค้าออกไปโดยเร็ว เขาทำทีเดินเลือกหาจากร้านค้าเล็กรายทาง สอบถามที่มาที่ไปของสินค้าหรือหยุดพูดคุยถามสารทุกข์สุขดิบเพื่อสืบหาข่าว จนกว่าจะออกจากบริเวณตะวันก็ลอยสูงมากแล้ว

เขาได้เจอลูเชียสอีกครั้งตอนมื้ออาหารเที่ยง ความสำอางใดๆของชายร่างสูงใหญ่ก็หายไปสิ้น เขาเหมือนสัตว์ป่าที่ได้กลับถิ่นของตัวเองแต่ก็ยังไม่ลืมหน้าที่ ” ไม่ได้อะไร ” เป็นคำตอบของลูเชียสขณะที่เขาเริ่มตักอาหารเข้าปาก ชายหนุ่มเองก็ใช้เวลาทั้งเช้าปลอมตัวเป็นพ่อค้าออกไปสืบหาข่าวเช่นกัน

” พวกข้าได้ข่าวแค่เล็กน้อยเท่านั้นครับ ” ทหารรักษาพระองค์อีกสองนายบอกก่อนจะเล่าเรื่องราวให้พวกเขาฟัง ” ไม่มีใครเต็มใจจะพูดเรื่องที่เกี่ยวพันกับขุนนางมากนัก ”

” ข้าไม่แปลกใจหรอก ” เกรเกอร์ตอบ ” คงมีแต่ข้าที่มีข่าวดีหน่อย ข้าพบพรานป่าคนหนึ่ง เขาบอกว่าเข้าออกเขตที่ดินของเมริสมาเพื่อหาของป่าอยู่บ่อยครั้งทีเดียว ต้องจัดว่าเป็นคนช่างพูดช่างจาแต่ระมัดระวังตัวไม่ต่างกัน ”

” ถ้าอย่างนั้นท่านจะให้เขาทำงานกับพวกเราอย่างนั้นหรือ ” ลูทักท้วงขึ้นพลางนิ่วคิ้ว ” คนที่พูดมากมีแต่จะนำความวิบัติมาให้ ”

เรื่องนั้นเกรเกอร์ก็ยักหน้าเห็นด้วย ” ข้าก็คิดแบบนั้น ตัวเขาเองข้าก็คิดว่าอาจจะมีเบื้องหน้าเบื้องหลัง แต่ถ้าสามารถเข้าออกป่าของเมริสมาได้โดยไม่เคยถูกจับละก็ ก็น่าจะคุยกับเขาดูหน่อยจริงมั้ย ” หัวหน้ากองกล่าวพลางหันไปพยักเพยิดกับลูเชียส ” ส่วนเรื่องจะว่าจ้างเขาสำหรับงานของเราหรือไม่ ข้าคงต้องให้เจ้าช่วยตัดสิน เจ้ารู้จักคนแถวนี้ดีกว่าข้ามาก ”

ลูเชียสยักหน้ารับ ก่อนจะสำทับว่า ” หวังว่าคงไม่ใช่ใครที่ข้ารู้จักนะ ”

แต่โชคชะตาจะไม่เข้าข้างเขาถึงขนาดนั้น…

เพียงแค่เห็นหน้ากันครั้งแรกพวกเขาทั้งสองก็ต้องยืนอึ้ง ใจ ส่วนหนึ่งเพราะลูเชียสนั้นโกนหนวดเคราจนเกลี้ยงและแต่งกายด้วยเสื้อผ้าชั้นดีเหมือนเป็นพ่อค้าใหญ่จากต่างเมืองจนอีกคนแทบจำไม่ได้ แต่ทำไมเขาจะจำเค้าหน้าและแนวคิ้วดกดำนั้นไม่ได้ จริงแล้วพวกเขาอยากจะกระโดดกอดคอแล้วไต่ถามสารทุกข์สุขดิบกันตรงนั้นด้วยซ้ำ แต่เพราะตอนนี้ไม่มีใครรู้ว่ามิตรคนใดกลายเป็นศัตรูไปแล้วบ้าง พวกเขาจึงสงวนท่าที ทำไม่รู้ไม่ชี้ใส่กันไปพลางๆก่อน

ลูเชียสจึงกระแอ้มขึ้นอย่างวางมาดแล้วพูดว่า ” ข้าได้ยินมาจากหุ้นส่วนของข้าว่าเจ้ารู้วิธีเข้าไปในเขตของเมริสมาอย่างนั้นหรือ ”

ชายที่มีแผลเป็นมุ่นคิ้วเล็กน้อยกับคำถามนั้นแม้จะยังคงรักษาสีหน้าอันเป็นมิตรไว้ สายตาของเขากวาดมองเหล่าคนแปลกหน้าที่ยืนอยู่ไม่ไกล เขาจำชายท่าทางสำอางที่เขาพูดคุยด้วยเมื่อเช้าได้ไม่ยาก แต่ทำไมลูเจึงมากับคนพวกนี้ เขาเข้าเมืองไปพร้อมคีธไม่ใช่หรือ

เขาไม่มีทางอื่นมากนักนอกจากเล่นตามน้ำไป เขาพยายามแค่นหัวเราะไล่บรรยากาศอันน่าอึดอัดไปก่อนจะหันไปทางเกรเกอร์ ” นายท่านคนนี้คงเป็นหุ้นส่วนของท่านสินะขอรับ ข้าจำได้ ว่าแต่ท่านทั้งสองค้าขายอะไรหรือขอรับ ”

คำถามนั้นเกรเกอร์เตรียมคำตอบไว้แล้ว แต่ลูเชียสกลับชิงตอบไปทันทีว่า ” ของป่า และบางครั้งก็สัตว์ป่า ทั้งเป็นทั้งตาย ”

” อา… ข้าไม่ขายสัตว์เป็นๆหรอกนะขอรับ พวกนั้นดูแลยากนัก ถ้าต้องการสัตว์เป็นๆคงต้องจ้างพรานป่าให้ดักให้ท่านจะดีกว่า ”

ลูเชียสฟังเช่นนั้นก็ยักหน้า ” อย่างนั้นสินะ แล้วเจ้ารู้จักพรานที่ล่าเหยี่ยวป่าได้หรือเปล่า ”

คำถามนั้นในวูบแรกเหมือนเป็นคำถามธรรมดา แต่ในสายตาของลูมีบางอย่างที่ต่างออกไป เขาดูคาดหวังจนชายผู้มีแผลเป็นต้องนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า ” ล่าเหยี่ยวป่าหรือขอรับ… ข้าไม่รู้จักคนที่ทำแบบนั้นได้หรอกขอรับ เหยี่ยวนั้นว่องไวเกินกว่าจะไปล่า ถ้าท่านใช้เป็นสหายในการล่าจะไม่ดีกว่าหรือขอรับ ”

ชั่ววูบนั้นเขาเหมือนจะเห็นลูยิ้มน้อยๆอย่างเหี้ยมเกรียมที่มุมปากก่อนจะบอกว่า ” ถ้าเจ้าหมายความอย่างที่พูดจริงๆละก็ ข้าจะยอมไว้ใจเจ้าก็แล้วกัน ”

สำหรับชายที่ผ่านโลกอันโหดร้ายมา เขาต้องยอมรับว่ารอยยิ้มนั้นน่ากลัวพอตัวเลยทีเดียว

***
จากบนเขาเหนือโขดหินโลหิตนั้น ที่พักกองคาราวานเป็นวงเปิดในป่าที่เต็มไปด้วยเกวียนหลากสีสัน ที่นั่น ในเงาที่เขาไม่อาจมองเห็นคือที่ซึ่งผู้คนมาเพื่อแลกเปลี่ยนทั้งสินค้าเงินทอง แต่ที่สำคัญที่สุดคือข้อมูลที่อาจบอกพวกเขาถึงความเป็นไปจากทั้งใกล้ไกล โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากชายแดนตะวันตกและเมืองหลวง เมื่อพระอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้าคือยามที่สหายของเขาจะกลับมาจากวงเกวียนนั้นแล้วบอกเล่าทุกสิ่งที่เขาได้รู้ได้ฟังจากผู้คน

เขารอด้วยใจจดจ่อเช่นทุกวัน เป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะเลิกสนใจข้อมูลพวกนั้นโดยเฉพาะเมื่อก้าวต่อไปของพวกเขาอาจขึ้นอยู่กับข่าวชิ้นเล็กๆเพียงชิ้นเดียวที่อาจไม่มีใครเห็นว่าสำคัญ แต่ทุกอย่างสำคัญ อาวดริคเองก็บอกเขาแบบนั้น เจ้าชายกลายเป็นหูและมันสมองที่สำคัญยิ่งในตอนนี้เมื่อเขาเข้าใจความคิดของราชสำนักมากกว่าพวกเขามาก แม้แต่อาวดริคเองอาจจะไม่เคยตระหนักรู้เรื่องนั้นจนตอนนี้เมื่อเขาใช้ความคิดทั้งหมดอยู่กับการวางหมากตัวต่อไป

มันกลายเป็นกิจวัตร์ที่พวกเขาจะเจอกันที่ผาเล็กๆนั้นเมื่อดวงอาทิตย์คล้อยต่ำ ในหลายครั้งพวกเขาแค่มองออกไปอย่างเงียบๆ ต่างคนต่างอยู่ในความคิดของตัวเอง บางครั้งมันคือการถกเถียงเผ็ดร้อนที่พวกเขาทำได้แค่กระซิบหากันแม้อยากจะตะโกนใส่หน้ากันใจแทบขาด ไม่มีใครรู้ว่ายามเย็นของพวกเขาจะเป็นอย่างไหน แม้แต่ซาร์คเองก็ไม่คิดว่าคนที่มาพบเขาในวันนี้จะไม่ใช่อาวดริค

” ลูกลับมาแล้วครับ ” บาร์ธบอกเขาทั้งที่ยังหอบ

อันที่จริงเขาควรจะดีใจ แต่ความร้อนใจในน้ำเสียงทำให้เขาต้องหยุดคิดอีกครั้ง ” แล้วคีธล่ะ ”

คำตอบที่ได้รับคือ ” ข้าว่าท่านไปถามเขาเองดีกว่า ”

แต่ก่อนที่ซาร์คจะได้เอ่ยปากถามกลับเป็นลูที่ตรงเข้ามาหาเขาพร้อมสีหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความกังวลแล้วเปรยขึ้นว่า ” ขอบคุณสวรรค์ที่ท่านยังไม่เป็นไร ”

เด็กหนุ่มได้แต่ยืนงงไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร เขารู้ว่าลูจะเป็นห่วงพวกเขาแต่ท่าทางของลูดูงุ่นง่านกังวลตั้งแต่เขาเห็นชายหนุ่มจากหลังทิวไม้ ที่สำคัญคือลูพาคนอื่นมา คนอื่นซึ่งเป็นเพื่อน แต่ท่าทางของเขาติดสำอางเกินกว่าจะเป็นชาวบ้านทั่วไปจนแม้แต่เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็ดูขัดกับตัว รูปร่างของเขาจะบ่งว่าชายคนนี้ทำงานซึ่งใช้กำลังแต่ไม่ใช่คนที่เคยลำบาก ในวูบหนึ่งเขาทำให้หัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่านึกถึงเจ้าชายอาวดริคที่เขาจับตัวไว้ได้

อาจเพราะตัวเขามีกลิ่นอายของราชสำนักที่แสลงจมูกเด็กหนุ่มยิ่งนัก เขาหันไปทางลูแล้วถามทันที ” คนนั้นใคร ”

ตอนนั้นเองที่ชายร่างสูงเหมือนจะนึกขึ้นได้ว่าพวกเขาไม่ได้อยู่กันแต่คนในเหยี่ยวป่า เขาเองก็คงรู้สึกถึงความกดดันจากเงาในทิวไม้ได้ ” เขาชื่อเกเกอร์ เป็นหัวหน้ากองทหารรักษาพระองค์ที่ถูกพระราชินีขับไล่ออกจากเมือง ”

” ขับไล่ออกจากเมืองอย่างนั้นหรือ ” เด็กหนุ่มทวนคำ ก่อนจะผละจากชายร่างสูงตรงหน้าไปยังชายคนที่ว่า ชายคนนั้นค้อมตัวน้อยๆให้เขาอย่างสุภาพ แต่หัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่าจ้องมองเขาราวเขาเป็นงูพิษ ” ข้าไม่เคยเจอขุนนางที่มีแค่ชื่อต้นนะ ”

” เกรเกอร์ วแลด คัสเซีย ” เขาตอบ “ และท่านคือซาร์ค เซเนดัล เมริสมา หัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่าที่ร่ำลือกัน ใช่หรือไม่ ”

เด็กหนุ่มไม่ตอบ เขายังคงเพ่งมองชายตรงหน้า ไม่มีแววตื่นกลัว และรูปร่างนั้นเขาพอบอกได้ว่า ” ท่านเป็นทหาร ”

” สหายของท่านกล่าวไม่ผิดที่ว่าข้าเป็นหัวหน้ากองทหารรักษาพระองค์ ”

” หัวหน้ากองทหารรักษาพระองค์ละทิ้งพระราชาเข้ามาในป่าเขาด้วยอย่างนั้นหรือ ”

ดวงตาสีเทาที่จ้องมองมานั้นไม่ได้เป็นมิตร และเกรเกอร์เองก็เข้าใจ ชื่อเสียงของเหยี่ยวป่านั้นไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยได้ยิน แต่เขาเองก็รู้ดีว่าความลนลานไม่ช่วยอะไรโดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนี้ ” กองทหารรักษาพระองค์นั้นเป็นเหมือนเงาของพระราชา แต่เงาที่คิดอ่านแทนนายผู้อ่อนล้านั้นย่อมต้องถูกผู้อื่นกำจัดเป็นธรรมดา ”

” เช่นพระราชินี ”

เกรเกอร์ยักหน้า

และในตอนนั้นเองที่เด็กหนุ่มถอนใจด้วยหมดความอดทนขึ้นมากะทันหัน ” ข้าว่าเราเลิกเล่นลิ้นแล้วพูดกันตรงๆเลยดีกว่า ข้าไม่มีหลักฐานอะไรเลยที่จะเชื่อว่าท่านเป็นส่วนหนึ่งของกองทหารรักษาพระองค์ ที่สำคัญคือข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าท่านไม่เกี่ยวพันกับนาง ”

สำหรับหัวหน้ากองเขายิ้มน้อยๆอีกครั้งเพราะนั่นเป็นคำถามที่ดี เขารู้ดีว่าเขาต้องถูกสงสัย แต่การเป็นทหารสอนให้เขาสงบนิ่ง ขณะที่ลูเชียสซึ่งเริ่มจับความไม่ไว้ใจของหัวหน้าได้แทรกขึ้นว่า ” เขาช่วยข้ากับโจตอนที่พวกเราหนีออกมาจากคุกของทหารม้า และเขาช่วยข้าให้ออกมาจากเมืองหลวงที่ตอนนี้ถูกกวดขันเข้มงวดได้ ถ้าไม่ใช่เพราะเขาข้าคงมาหาท่านไม่ได้ ”

” บุญคุณเป็นเรื่องหนึ่ง ลู ” ผู้เป็นหัวหน้าตัดบทก่อนจะหันกลับไปทางชายตรงหน้าเขาอีกครั้ง ” ความจริงก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ” แล้วเขาก็หันกลับมาพลางสั่งว่า ” ค้นตัวชายคนนี้แล้วผูกไว้กับต้นไม้ ริบอาวุธทุกอย่างถ้ามี ”

ลูเชียสถึงกับเบิ่งตาด้วยความตกใจ ” หัวหน้า! ”

” ความอยู่รอดมันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ” เด็กหนุ่มกระซิบบอกเพื่อนของเขาพลางถอนใจ ” ถ้าเจ้าอยากช่วยเขาจริงก็ตามข้ามา ข้าอยากรู้รายละเอียดทั้งหมด ”

สำหรับคำสั่งนั้นลูเชียสได้แต่พยักหน้ารับ เขาปฏิเสธไม่ได้ และดวงตาของหัวหน้าบอกเขาว่าเด็กหนุ่มเองก็ไม่รับการปฏิเสธ

อาวดริคต้องตกใจเมื่อเขามายังผาหินเช่นทุกวันแล้วไม่พบใครเลยที่นั่น ความเงียบรอบตัวบอกเขาว่าไม่มีใครอยู่ใกล้ที่นั่นเลย เขาหันมองดวงตะวันซึ่งกำลังลอยเอื่อยอยู่ที่ขอบฟ้าก่อนจะตระหนักว่าเกิดบางอย่างขึ้นกับเหยี่ยวป่า ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่หายไปจากที่นี่ทั้งที่พวกเขามักนั่งอยู่ที่นี่พร้อมกับเพื่อนของเขาจนค่ำทุกครั้ง เรื่องร้ายๆมากมายแล่นเข้ามาในความคิดขณะที่ชายหนุ่มรีบสาวเท้าลงจากแนวผานั้นเพื่อตามหาเหยี่ยวป่าคนอื่นๆ

เพื่อนคนหนึ่งของเขาที่เล่าข่าวน่าตกใจให้เขาฟัง ” ลูเพิ่งกลับมาเมื่อกี้นี้ เห็นพาคนแปลกหน้ามาด้วยคนหนึ่ง ”

” แล้วคีธล่ะ ”

เพื่อนของเขาส่ายหน้า

หัวใจของเขาเหมือนจะร่วงหายไปกับคำตอบนั้น ” เกิดอะไรขึ้น ”

อีกครั้งที่เพื่อนของเขาส่ายหน้า ” ข้าไม่รู้ ดูเหมือนหัวหน้ากำลังคุยกับลูเรื่องนี้อยู่ ข้าสังหรณ์ใจไม่ดีชอบกล ”

เขาเองก็เช่นกัน ความร้อนใจทำให้เขาผ่านสุมทุมพุ่มไม้ตามหนทางในป่าได้อย่างรวดเร็วจนไม่ต่างจากเงาในร่มไม้ ความร้อนใจเร่งฝีเท้าของเขาจนหูของเขาได้ยินเพียงเสียงหวีดหวิวของสายลม แต่ถึงตอนนี้คงไม่มีใครไม่ร้อนใจอีกแล้ว จริงอยู่ว่าไม่มีใครคาดคิดว่าลูจะพาคนแปลกหน้าเข้ามา แต่การที่คีธไม่มาด้วยนั้นแทบเป็นไปไม่ได้

สิ่งแรกที่เขาสังเกตเห็นเมื่อหลุดออกจากทิวไม้มายังลานหญ้าเล็กๆนั้นคือสีหน้าที่เคร่งเครียดของซาร์คขณะที่เด็กหนุ่มนั่งฟังลูเล่าเรื่องของเขา ความกังวลที่ชัดเจนนั้นทำให้ชายหนุ่มรีบรุดเข้าหาจนไม่เห็นสิ่งใดนอกจากซาร์ค เป็นเสียงที่เขาไม่ได้ยินมานานที่หยุดเขาไว้ ” ท่านอาวดริค! ”

เขาชะงักเท้า ในตอนนั้นเองที่ป่ารอบข้างกลับมาอีกครั้ง เขาหันไปทางต้นเสียง ชายคนนั้นถูกมัดตรึงกับต้นไม้ไม่ต่างจากเขาเมื่อถูกเหยี่ยวป่าจับตัวได้ครั้งแรก เขาจำใบหน้านั้นได้ ” …ท่านคัสเซีย… ”

แม้นั่นจะแผ่วเบาเหมือนคำรำพึงกับตนเอง แต่นั่นก็มากพอจะยืนยันกับเกรเกอร์ว่าคนตรงหน้าคือผู้ที่เขาตามหา ” เป็นพระองค์จริงๆ ” แล้วเขาก็หัวเราะเบาๆบนใบหน้านั้นคือความยินดีอย่างที่สุดจนดูเหมือนการถูกตรึงกับต้นไม้จะไม่มีผลต่อเขาแม้แต่น้อย ” หม่อมฉันไม่นึกไม่ฝันจริงๆว่าจะได้พบพระองค์เช่นนี้ อาณาจักรไลน์คงยังไม่สิ้นวาสนาเป็นแน่ ”

อาวดริค เขาไม่รู้จริงๆว่าควรจะตอบว่าอย่างไร เขาเพียงแค่ยืนอยู่ที่นั่นและมองคนตรงหน้าราวกับว่าเขาเป็นภูตผีที่ปรากฏจากอดีต เขาไม่รู้ว่าเขาควรวิ่งหนีหรือแสดงความยินดีที่ได้พบกันอีกครั้ง เขาจึงได้แต่ยืนเป็นใบ้อยู่ที่นั่นจนกระทั่ง…

” อาร์ธ ”

เสียงของซาร์คเรียกให้เขาหันและย้ำเตือนถึงฐานะของเขาในตอนนี้ อาร์ธไม่ใช่อาวดริค ตอนนี้เขาคือเหยี่ยวป่าไม่ใช่เป็นเจ้าชาย มิได้เป็นรัชทายาท ต่อหน้าคนทั้งโลกตอนนี้เขาคืออาร์ธ ” ครับ ท่านซาร์ค ” เขารับคำเช่นที่เหยี่ยวป่าคนหนึ่งจะรับเมื่อหัวหน้าของเขาเรียกแล้วเดินตรงไปหาเด็กหนุ่ม ตลอดเวลานั้นเขาไม่ได้หันกลับไปมองเกรเกอร์ ไม่ต้องการรับรู้ว่าเขามีสีหน้าเช่นไร

เขารู้ว่าซาร์คที่นั่งอยู่บนโขดหินไม่ห่างออกไปมองเห็นทุกอย่าง แต่สีหน้าของเด็กหนุ่มไม่ได้เปลี่ยนไป เขาแค่พยักเพยิดให้ชายหนุ่มนั่งลง และเขาก็ทำตามอย่างว่าง่ายขณะที่ปล่อยให้ความคิดที่สับสนค่อยๆเข้ารูปเข้ารอย และท่ามกลางความเงียบนั้นผู้เป็นหัวหน้ากระซิบถามเขาว่า ” เจ้ารู้จักเขาหรือ ”

” แค่ผ่านๆ เขาเป็นหัวหน้ากองทหารรักษาพระองค์รับใช้พ่อข้า แต่ข้าไม่เคยคุยกับเขาจริงๆจังๆมาก่อน ”

เด็กหนุ่มฟังแล้วก็ยักหน้า อย่างน้อยที่สุดตอนนี้เขาก็ยืนยันสถานะของชายคนนั้นได้อย่างแน่นอนแล้ว เหลือแต่วัตถุประสงค์ของเขาเท่านั้น ” เจ้าบอกว่าเขาถูกไล่ออกมาจากเมืองหลวงเพราะสืบเรื่องไม่ชอบมาพากลในราชสำนักอย่างนั้นหรือ ” ซาร์คหันกลับไปถามลูเชียสเพื่อย้ำให้มั่นใจอีกครั้ง ซึ่งชายร่างสูงก็ยักหน้ารับ

” แต่นั่นก็เป็นการคาดการณ์ของเขา เพราะเหตุผลที่ให้ออกมาเป็นเรื่องการปกครองภายในปราสาทไลน์ แต่เพราะตอนนั้นเขากำลังสืบเรื่องของเจ้าชายอยู่จึงเชื่อว่าแท้จริงแล้วนางไม่ต้องการให้เขาพบความจริง ” ลูเชียสเล่า ” ที่ข้ายอมให้ความร่วมมือกับเขาส่วนหนึ่งก็เพื่อจะกลับมาเตือนท่านเรื่องเจ้านั่น อีกส่วนเพราะข้ารู้สึกว่าเขาเป็นศัตรูของนางไม่ต่างอะไรจากพวกเรา ”

” เจ้าคิดว่าศัตรูของศัตรูก็คือมิตรอย่างนั้นหรือ ลู ” เด็กหนุ่มถาม

คำตอบคือการยักหน้า

และนั่นทำให้ซาร์คขืนยิ้มน้อยๆ ” มันไม่จริงเสมอไปหรอกนะ ”

” เรื่องนั้นข้าทราบ ” ชายร่างสูงใหญ่ตอบ ” แต่ถ้าตอนนี้เราไม่สร้างมิตร พวกเราจะอยู่ในฐานะลำบาก โดยเฉพาะเมื่อเจ้านั่นกลายเป็นหนอนบ่อนไส้ ”

ความโกรธเกรี้ยวที่ชัดเจนทำให้อาวดริคถึงกับหนาวสันหลังวูบ แต่สิ่งที่ทำให้มือของเขาเย็นเฉียบไปเลยก็คือ ” เจ้านั่นที่เจ้าว่า….เจ้าหมายถึง… ”

” มันเป็นข้อสันนิษฐาน ” ซาร์คตัดบทในทันที

แต่มันไม่จบแค่นั้นสำหรับลูเชียส คนซึ่งเห็นทุกสิ่งด้วยตาของเขาเอง ” มันไม่ใช่ข้อสันนิษฐาน ท่านซาร์ค! เจ้านั่นเปิดโปงข้าและทรมานโจปางตาย ท่านยังจะบอกว่ามันไม่ทรยศเราอีกหรือ ”

” เขามีเหตุผลอะไรที่ต้องทำแบบนั้นกัน ” คราวนี้เป็นซาร์คที่ขึ้นเสียงบ้าง ” เจ้านั่นเคียดแค้นขุนนางยิ่งกว่าอะไร ทำไมเขาจะ- ”

” ท่านคิดว่าท่านรู้จักผู้ชายคนนั้นดีหรือท่านซาร์ค ”

ผู้เป็นหัวหน้าเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า ” ใช่ ”

ลูเชียสส่ายหน้าทันที ” แต่ทั้งข้าทั้งท่าน… พวกเราทั้งหมด ไม่มีใครรู้จักเขานานกว่าสองหรือสามปี ท่านรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่เขาพูดเป็นความจริง ผู้ชายคนนั้นไม่ค่อยแสดงให้เห็นว่าเขาคิดอะไร จะโกหกหรือไม่เราก็ไม่มีทางรู้ ”

” คีธไม่โกหก ”

ความหัวแข็งนั้นทำให้ชายร่างสูงต้องขึ้นเสียงอย่างเหลืออดในที่สุด ” ท่านคิดว่าท่านรู้ดีเรื่องนั้นคือ ท่านซาร์ค ท่านไม่ได้ฟังเจ้านั่นสาดเสียเทเสียใส่ร้ายเหยี่ยวป่าแล้วก็ตัวท่าน เจ้านั่นมันก็แค่สุนัขชั้นต่ำที่ทำเพื่อความอยู่รอดของตัวเองเท่านั้น มันไม่เคยสนใจเลยว่าเรามีเป้าหมายอะไร ไม่เคยสนใจว่าชาวบ้านอย่างข้าจะเคยมีชีวิตอยู่ยังไง มันไม่เคยสนใจว่าท่าน- ”

” หุบปากของเจ้าได้แล้ว!!! ”

เสียงตะคอกของเด็กหนุ่มทำให้ทั้งป่านั้นเงียบสงัดในทันที

และในความเงียบนั้น ความเงียบของเด็กหนุ่มเหมือนจะน่ากลัวที่สุด ” เจ้าไปพักผ่อนได้แล้ว ขอบใจมากสำหรับข้อมูลแล้วก็ความพยายามทั้งหมดของเจ้า ” ผู้เป็นหัวหน้ากล่าวในที่สุด ความเดือดดาลใดๆที่เขามีหายไปจากผิวหน้าอย่างรวดเร็ว ไม่มีสิ่งใดบนใบหน้าของเขา ในเสียงของเขา หรือท่าทางของเขา แต่เขาไม่สบสายตามองใครแม้เหมือนจะพยายามอยู่ในบางขณะแต่ท้ายที่สุดอารมณ์ที่พลุ่งพล่านก็ทำให้เขาต้องหนีหน้าเสียทุกครั้ง

ลูเชียสเหมือนจะถอดใจ มีหรือเขาจะไม่เข้าใจความรู้สึกของผู้เป็นหัวหน้า แต่เขาคือคนที่ได้ยินทุกสิ่งมองเห็นทุกอย่าง เขาไม่อาจอยู่นิ่งเฉยได้จริงๆ ” รักษาตัวครับหัวหน้า ” แล้วเขาก็ลุกไป ความห่วงใยนั้นยังคงชัดเจน เพราะอย่างนั้นเด็กหนุ่มจึงยังก้มหน้าต่อไป ในเวลาเช่นนั้นอาวดริคเองก็ไม่รู้เช่นกันว่าเขาควรทำอย่างไร ลูเป็นชายที่ตรงไปตรงมา เขารู้ว่าลูไม่โกหกเกี่ยวกับสิ่งที่เขาประสบมา แต่เพราะว่ามันเป็นคีธ เพราะว่าเขาคือคนที่ทุ่มเทที่สุดและภักดีที่สุด คนที่ค้ำจุนจิตใจของหัวหน้าแห่งเหยี่ยวไว้มากที่สุด ต่อให้ลูเชียสเป็นร้อยคนมาบอกเขา เขาก็ยังไม่อาจทำใจให้เชื่อได้

แล้วหัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่าก็พูดขึ้น ” ข้าวานเจ้าปล่อยชายคนนั้น แล้วถามเรื่องราวทั้งหมดจากเขาจะได้มั้ย ”

ในเวลาเช่นนั้นทั้งหมดที่อาวดริคตอบได้คือ ” แน่นอน ”

” ขอบใจมาก ” เด็กหนุ่มตอบก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินจากไป

***
กองไฟถูกดับลงเมื่อแสงเรืองสุดท้ายของดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแต่ผู้ที่รายล้อมกองไฟเพื่อรับประทานอาหารเย็นก็ยังไม่ได้กลับกันไปจนหมด ส่วนมากพวกเขายังคงอยู่ที่นั่นเพื่อพักผ่อนพูดคุยล่วงเลยเข้าไปในความมืด อาวดริคและหัวหน้าแห่งกองทหารรักษาพระองค์ก็เป็นหนึ่งในนั้น เพียงแต่เจ้าชายนั้นแทรกขึ้นน้อยครั้งนักระหว่างที่เกรเกอร์เล่าให้เขาฟังถึงความเป็นไปในราชสำนักแหละข่าวคราวของพระบิดา ” ไม่มีทางรักษาได้เลยอย่างนั้นหรือ ” เขาถาม

ความกังวลนั้นทำให้เกรเกอร์อดนึกสงสารไม่ได้ แต่ก็ไม่มีคำตอบใดดีกว่า ” เท่าที่ข้าทราบ หมอหลวงเองก็ยังวินิจฉัยไม่ได้แน่ชัดว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ”

การถอนใจเป็นการยอมรับความปราชัย เจ้าชายไม่อาจทำอะไรได้อีกแล้วแต่นั้นไม่ได้หมายความว่าเขาจะยอมปล่อยมันเลยตามเลยไป ” ฝีมือของนางหรือ ”

” ข้าไม่อาจสืบสาวถึงเรื่องนั้นได้ แต่ก็เป็นไปได้ว่าพระ…เอ่อ…เป็นไปได้ว่าคราวนี้นางให้ยาเกินขนาด ”

” เพื่อกำจัดท่านพ่อออกจากกระดาน ”

นั่นคือข้อสรุปที่ขมขื่นยิ่งนักแต่มันคือสิ่งที่หัวหน้ากองคิดเช่นกัน ” แต่พระราชาก็ยังมีท่านอยู่ ” เขากล่าว ” ข้าถือเป็นหน้าที่ที่สำคัญยิ่งยวดที่จะต้องปกป้องสิ่งสำคัญของพระองค์ ทั้งพระโอรส ทั้งประเทศนี้ ”

ชายหนุ่มส่ายหน้าในทันที ” ท่านก็รู้ว่าข้าเป็นโจรกบฏ ”

” แต่พระบิดาของท่านเชื่อมั่นจนถึงที่สุดว่าท่านไม่ได้เป็นกบฏ ได้พบท่านวันนี้ก็ทำให้ข้ามั่นใจว่าท่านไม่ได้เป็นกบฏต่อพระบิดา อย่างน้อยที่สุดความเชื่อมั่นสุดท้ายของพระองค์ก็ถูกต้อง และข้ายินดีอย่างยิ่งที่มันเป็นเช่นนั้น ”

อาวดริคไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันน่ายินดีหรือไม่ ตอนนี้สิ่งที่ชายหนุ่มรู้สึกมีเพียงความนิ่งงัน ความคิดของเขาเหมือนเต็มไปด้วยม่านหมอกพร่ามัวที่ก็ไม่รู้ว่าจะกำจัดออกไปได้อย่าง เขารู้เพียงว่าเมื่อมีมันอยู่เขาไม่จำเป็นต้องรู้สึก แต่ในขณะเดียวกันความคิดทั้งหลายก็วนไปเวียนมาอย่างสับสน ทั้งเรื่องของพระบิดา เรื่องของอาณาจักร เรื่องของราชสำนัก และเรื่องของนาง

ใบหน้าที่เคร่งเครียดของเจ้าชายทำให้เกรเกอร์อดถอนใจไม่ได้ ” ข้าต้องขอโทษด้วยที่ไม่มีข้อมูลที่มีประโยชน์เกี่ยวกับนางเลย ”

” ท่านไม่ผิดหรอก ” อาวดริคกล่าว ” ความลับที่เก็บมาได้สิบหกปีคงไม่สามารถสืบเอาได้ในเวลาสั้นๆแค่นี้ ”

” แต่ท่านก็รู้แล้ว ”

” เรียกว่าเป็นความเชื่อของข้าดีกว่า สิ่งที่ข้ามีเพียงชิ้นผ้าและความทรงจำของข้าที่บอกว่านางเกี่ยวข้องกับกาลัทเทียร์ ไม่มีอะไรบอกตรงๆว่านางมาจากกาลัทเทียร์เลยแม้แต่อย่างเดียว ”

” แต่ท่านก็รู้สึกอย่างแรงกล้าว่ามันเป็นเช่นนั้น ” หัวหน้ากองกล่าว “ มันต้องมีความจริงอยู่ในนั้นไม่มากก็น้อย “

เจ้าชายหัวเราะขึ้นในทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น กี่ครั้งแล้วที่ความรู้สึกของเขาชี้ไปในทางที่ผิดที่ลวงหรือที่ร้ายกว่านั้น เขาจะบอกได้อย่างไรว่าสิ่งใดเป็นจริงหากไม่มีอะไรยืนยันความเชื่อนั้นได้ “ ท่านอย่าลืมว่าตอนนั้นข้าอายุเพียงเจ็ดขวบเท่านั้น ข้าไม่มีความเข้าใจใดๆถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ความทรงจำที่ข้ามีจึงไม่ปะติดปะต่อเป็นเรื่องเป็นราว ข้าอาจจำได้ว่านางถูกขังไว้ที่ใดในปราสาทโดบรัมแต่ข้าไม่รู้ว่านางไปอยู่ที่นั่นได้อย่างไร ….หรือท่านพ่อไปหานางเพื่ออะไร “

ฟังเช่นนั้นแล้วเกเกอร์ก็อดจะแทรกขึ้นไม่ได้ว่า ” เรื่องราวล้วนมีเหตุและผลของมัน ที่ท่านไม่เห็นอาจเพราะมันไม่ใช่สิ่งที่ท่านมองหาก็เป็นได้ ข้าทำงานรับใช้พระราชามาหลายปี ตลอดเวลานั้นมีเรื่องอันไม่สมเหตุสมผลมากมายเกิดขึ้น แต่ข้าพบว่าที่ข้ารู้สึกว่าเหตุการณ์เหล่านั้นไม่มีเหตุผล เพราะข้าปฏิเสธความเป็นไปได้ของเหตุและผลนั้นแต่แรก คนที่เป็นทหารรักษาพระองค์ ทำงานต่างพระหัตถ์พระกรของพระราชานั้นไม่สามารถทำงานบนความสมเหตุสมผลได้ ที่เราต้องการคือความจริง และความจริงเท่านั้นที่สำคัญ ”

ในชั่วขณะนั้นอาวดริครู้สึกราวกับว่าเขากลายเป็นใบ้คล้ายโลกที่เขาอยู่นั้นเอียงกะเท่เร่ แต่ก่อนที่ความคิดที่วิ่งวุ่นจะเข้ารูปเข้ารอยหยี่ยวป่าคนหนึ่งจะเข้ามาขัดจังหวะพวกเขาพร้อมรอยยิ้มกว้างพลางยื่นแก้วเหล็กที่ปรี่ด้วยเครื่องดื่มกลิ่นคุ้นเคยมาให้ ” มีคนเพิ่งได้เบียร์มาแหนะ อาร์ธ พวกท่านก็มาดื่มด้วยกันสิ ”

เมื่อได้ยินคำชวนนั้นเจ้าชายก็หัวเราะร่วนพลางรับส่วนแบ่งมาให้ตัวเองและหัวหน้ากอง ” เวลาอย่างนี้ยังรักจะดื่มกันอีกนะ ”

เพื่อนของเขายักไหล่พลางบอกว่า ” แค่นิดหน่อย เป็นการต้อนรับลูที่กลับมาโดยปลอดภัย ”

ถึงจะพูดเช่นนั้น แต่ในน้ำเสียงของเขาก็แฝงความกังวลที่พวกเขาเข้าใจดี เขาถามทันทีว่า ” แล้วหัวหน้าล่ะ โอกาสแบบนี้ไม่น่าพลาดนี่ ”

เพื่อนของเขาถึงกับถอนใจ ” คนนั้นแหละที่ข้าเป็นห่วงที่สุด เจ้าช่วยไปดูให้หน่อยได้มั้ย ”

” หา.. ทำไมต้องเป็นข้าล่ะ? ”

เพื่อนของเขาดูจริงจังขึ้นมาทันทีราวกับว่านี่เป็นหน้าที่ซึ่งศักดิ์สิทธิ์เลยทีเดียว ” จะมีใครซะอีกล่ะ เจ้าก็เห็นสีหน้าของหัวหน้านี่ เวลาแบบนี้พวกข้าทำอะไรได้งั้นเหรอ แต่เจ้าน่ะคงไม่เป็นไร ยังไงเจ้าก็เป็นกระสอบทรายของหัวหน้าอยู่แล้ว ถ้าครั้งนี้จะมีอะไรผิดพลาดไปบ้างก็คงไม่ต่างจากเดิมหรอก ช่วยหน่อยนะ ”

ความจริงถ้าไม่มีประโยคหลังก็คงแล้วไปแต่พอได้ยินอย่างนั้นเจ้าชายก็ได้แต่ทำหน้าปั้นยาก ” กระสอบทรายงั้นหรือ ” แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังลุกขึ้น ” ได้ เดี๋ยวข้าบอกให้ แล้วพวกเจ้าพอรู้หรือเปล่าว่าหัวหน้าอยู่ไหน ”

” ข้าอยู่นี่ ” เสียงที่คุ้นเคยดังจากด้านหลังพวกเขาและทำให้พวกเขาสะดุ้ง แม้มันจะไม่ได้อ่อนเยาว์เช่นที่เคยเป็นเมื่อก่อนอีกต่อไปแต่เค้าของความเยาว์วัยนั้นก็ยังอยู่ ร่างที่อยู่ใต้แสงจันทร์แรกขึ้นนั้นก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากหัวหน้าของเหยี่ยวป่าซึ่งเดินเข้ามาร่วมวงอย่างปรกติ เขาเข้ามายืนข้างอาวดริคก่อนจะประคองถ้วยของเจ้าชายขึ้นดมก่อนจะบอกว่า ” กลิ่นหอมดีนี่ ไปเอามาจากไหน ”

เพื่อนของเขาตอบพร้อมรอยยิ้มโล่งใจ ” ได้จากกองคาราวานจากทางใต้ที่หยุดพักที่นี่นะครับ หัวหน้าเอาซักถ้วยมั้ย ”

จริงๆแล้วพวกเขาไม่ต้องถามก็ยังได้ เพราะยังไงคำตอบของซาร์คก็จะเป็น ” เอามาเลย ” โดยไม่มีลังเลแม้แต่น้อย

รอยยิ้มกวนๆทำให้เพื่อนของเขาใจชื้นขึ้นมาบ้าง บนใบหน้าของเขาพลันเป็นรอยยิ้มกว้างขณะที่หันไปตะโกนให้เพื่อนรินเบียร์มาให้ ซึ่งเด็กหนุ่มก็รับมาซดหมดแก้วอย่างง่ายดายก่อนที่คนอื่นจะทันดื่มส่วนของตัวให้ถึงครึ่งหนึ่งด้วยซ้ำ เขายังถามอีกว่า ” มีอีกหรือเปล่า ”

” มีครับ ”

เด็กหนุ่มได้ยินอย่างนั้นก็ยื่นแก้วให้ทันที ” ข้าขอเพิ่มได้มั้ย ”

แต่เพื่อนของเขาส่ายหน้าราวกับเป็นสัญชาตญาณ ” ไม่ได้ครับ คีธเคยบอกไม่ให้… ” แล้วคำพูดนั้นก็ขาดหายไปเหมือนเขาจะนึกขึ้นได้ว่าไม่ควรเอ่ยชื่อคนๆนั้นต่อหน้าหัวหน้าของพวกเขา

แต่ซาร์คไม่แสดงปฏิกิริยาใดๆ เขาแค่เปรยขึ้นว่า ” พวกเจ้ารู้เรื่องจากลูหมดแล้วสินะ ” น้ำเสียงที่เรียบเฉยจนเกือบไร้อารมณ์นั้นทำให้เพื่อนของเขานิ่งเงียบ จนกระทั่งผู้เป็นหัวหน้าถามขึ้นว่า ” พวกเจ้าคิดยังไงกับเรื่องนั้นบ้าง ”

” เชื่อยาก ” ชายคนหนึ่งในวงใกล้ๆตอบ ” คีธทุ่มเทให้เหยี่ยวป่ามากกว่าใคร ทำไมจู่ๆเขาถึงจะหักหลังพวกเรา ไม่มีเหตุผลอะไรเลย ”

” แต่พวกเราเองก็ไม่มีใครที่รู้จักเขามานานพอจะบอกได้เหมือนกันนะ ” อีกคนแย้ง ” อย่างที่ลูว่า เรารู้จักผู้ชายคนนั้นกันสั้นมาก ”

” พวกเราก็รู้จักกันเองในเวลาที่สั้นพอกันนั่นแหละ ”

” ความจริงตอนตั้งเหยี่ยวป่าครั้งแรกก็ไม่มีใครรู้หรอกว่าคีธทำไปทำไม แม้เป้าหมายของหัวหน้าจะชัดเจนก็เถอะ ”

” คีธไม่หักหลังหัวหน้าหรอก จริงมั้ยครับ ”

” เรื่องนั้นข้าตอบไม่ได้ ” เป็นคำตอบเดียวของซาร์คขณะที่เขาปล่อยให้การถกเถียงดำเนินไปโดยไม่ห้ามไม่ทัดทานไม่แก้ต่าง มีแต่อาวดริคที่คอยมองเด็กหนุ่มด้วยความเป็นห่วง แต่ซาร์คไม่ได้มองมาทางเขาหรือทางใครเลย เขาเพียงแค่มองตรงไปราวกำลังดื่มกินบรรยากาศของการโต้แย้งอย่างเผ็ดร้อนตรงหน้าไม่ต่างจากเบียร์ที่อยู่ในแก้ว คนพวกนั้นต่างคาดเดาต่างๆนานาว่าทำไมรูปการณ์จึงออกมาเป็นเช่นนั้น หรือมีอะไรแอบแฝงอยู่เบื้องหลัง

” คีธอาจจะโดนมนต์สะกดของนางก็ได้ มีคนเคยโดนมาแล้วไม่ใช่เหรอ ข้าว่าไม่แปลกหรอกถ้าเขาจะถูกทำให้ทรยศ ”

” แต่ลูบอกว่าพวกเขายังไปไม่ถึงตัวนางเลยไม่ใช่หรือตอนที่คีธเปิดโปงเขากับทหารม้า ”

แต่แล้วการถกเถียงก็เงียบลงเมื่อคนหนึ่งถามขึ้นว่า ” แล้วหัวหน้าล่ะครับ หัวหน้าคิดว่ายังไง ”

ความเงียบนั้นคงอยู่ๆชั่วครู่หนึ่ง มันอาจเป็นชั่วครู่สั้นๆ หรือยาวนานอย่างยิ่งก็ไม่อาจรู้ได้ เพราะสายตาทั้งหมดจดจ้องอยู่ที่ซาร์ค และการขยับปากของเด็กหนุ่มดูจะช้ากว่าคราวไหนๆ ” พูดตามตรงนะ ข้าเองก็ไม่มั่นใจ เหตุผลของทุกคนมีน้ำหนัก ไม่ว่าจะมาจากลูที่อยู่ในเหตุการณ์หรือจากการคาดเดา แต่ถ้าถามตัวข้าละก็…. ข้าไม่เชื่อ ” มือของเขาบีบกันแน่น ” คีธที่ข้ารู้จักไม่ทำอย่างนั้นกับเหยี่ยวป่า แต่นั่นคือคีธที่ข้ารู้จัก ข้าไม่อาจบอกได้ว่าคีธจะทรยศพวกเราได้หรือไม่หรือทำเพราะอะไร… แต่เหตุการณ์ตอนนี้วิกฤติเกินกว่าให้เรื่องแบบนี้มาทำให้พวกเราต้องชะงัก ก็จริงอยู่ว่าคีธเป็นคนสำคัญ เขามีทั้งความรู้และประสบการณ์ที่จำเป็นสำหรับพวกเราต่อจากนี้อย่างที่ไม่อาจหาใครมาแทนได้ แต่คนที่เสียแขนขาก็ยังมีชีวิตอยู่ได้ เหยี่ยวป่าเองก็ต้องอยู่ได้เช่นกัน ” เมื่อพูดเช่นนั้นแล้วเขาก็ยิ้มน้อยๆ ” ต่อไปนี้อาจจะลำบากมากกว่าเมื่อก่อนอย่างเทียบกันไม่ได้ ความสูญเสียจะมากกว่าที่เราเคยประสบ คำถามของข้าตอนนี้คือถึงแม้เราจะง่อนแง่นถึงเพียงนี้แล้ว พวกเจ้าจะยังอยากไปต่อด้วยกันอีกหรือเปล่า ”

ไม่รู้ว่าเพราะท่าทางที่มั่นคง หรือน้ำเสียงหนักแน่น หรือดวงตาสีเทากระจ่างที่แม้จะหมองลงก็ไม่ได้สูญเสียความมุ่งมั่น ความจริงมันอาจเป็นทั้งหมดนั้นที่ทำให้พวกเขานิ่งเงียบยาวนานกับต้องมนต์สะกดไม่เว้นแม้แต่เจ้าชายอาวดริคที่นั่งอยู่ข้างๆ ในวินาทีนั้นคนที่นั่งอยู่ตรงนั้นไม่ใช่ซาร์ค เซเนดัล เมริสมา เด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดปี แต่เป็นหัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่า ชายผู้สู้ถวายหัวเพื่อความเที่ยงธรรมที่เขาเชื่อถือเท่านั้น

แล้วจะมีใครที่กล้าปฏิเสธชายคนนี้กัน

เกรเกอร์ไม่รู้จะเรียกเหตุการณ์ตรงหน้านี้ว่าความชาญฉลาดหรือความสัตย์ซื่อดี เพราะการโต้เถียงกันอย่างเปิดเผยนั้นช่วยทำลายความกังขาและกังวลที่พวกเขามีอยู่จนหมดสิ้น จริงอยู่ว่าพวกเขาอาจไม่มีวันได้รู้ว่าความจริงเป็นเช่นไร แต่อย่างน้อยที่สุดตอนนี้พวกเขารู้ว่าพวกเขาสามารถพูดคุยถึงความกังวลนี้ได้ เพราะแม้แต่หัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่าซึ่งน่าจะเจ็บปวดกับเรื่องนี้มากกว่าใครก็ยังเอ่ยปากพูดถึงมันอย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่ามันจะเกิดขึ้นจากการคาดคำนวณหรือความจริงใจ เขาต้องยอมรับว่ามันทำให้บรรยากาศที่เคยคุกรุ่นสงบลงในทันที

” ไม่ทราบว่ามีอะไรทำให้ท่านอารมณ์ดีขนาดนั้นหรือ ท่านหัวหน้ากอง ”

เสียงของเด็กหนุ่มที่ทักขึ้นทำให้เกรเกอร์ต้องข่มรอยยิ้มของตนลง แม้จะทำได้เพียงเล็กน้อยก็ตาม ” ตอนนี้ที่ข้ามาที่นี่ ข้าคิดว่าข้าคงไม่มีวันได้พบกับบุตรชายของเคานท์เมริสมา ที่ข้ายินดีถึงเพียงนี้เพราะไม่เพียงข้าได้พบเขา เขายังสมกับเป็นบุตรแห่งเมริสมาทุกประการด้วย ”

ภายใต้แสงสลัวของกองเพลิงเล็กๆที่จุดเพื่อความอบอุ่นนั้นมันยากอย่างยิ่งจะเห็นความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยบนใบหน้า แต่เกรเกอร์ก็รู้สึกได้ว่าเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงข้ามเขากำลังปั้นหน้าไม่ถูก เขาอยากจะแย้ง แต่เอ่ยขึ้นเพียงว่า ” ท่านคงทราบว่าข้าไม่ใช่บุตรโดยสายเลือดของท่านเคานท์ ” ราวกับมันคือคำอธิบายทั้งหมดทั้งมวล

” เรื่องนั้นข้าทราบดี ” หัวหน้าทหารรักษาพระองค์อดยิ้มอย่างเอ็นดูไม่ได้ แม้พวกเขาจะรู้จักกันไม่นานแต่เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมเจ้าชายจึงถูกใจเด็กหนุ่มคนนี้ ” จริงๆข้าที่ข้ามาที่นี่เพราะข้าตั้งใจจะเข้าไปในเขตที่ดินของเมริสมาเพื่อสืบหาสาเหตุแท้จริงเบื้องหลังความตายของเคานท์โจนาธาน เมริสมา ”

บรรยากาศระหว่างพวกเขาเปลี่ยนไปในทันที แม้แต่เจ้าชายยังเหลือบตามองเด็กหนุ่มอย่างห่วงใย แต่เช่นเดียวกับเรื่องของคีธ ซาร์คาเรียจ้องตอบหัวหน้ากองด้วยท่าทางที่สงบนิ่งเกินวัยแม้ความตกใจนั้นจะชัดเจน ” ท่านหมายความว่ามันไม่ใช่… ”

เสียงของเด็กหนุ่มขาดหายไปเมื่อรอยยิ้มใดๆหายจากใบหน้าของเกรเกอร์ไปจนสิ้น หัวหน้ากองเพียงแค่ยักหน้าตอบ ” พระราชาลุดวิกไม่ทรงเชื่อว่ามันเป็นความโชคร้ายที่เมริสมาต้องเผชิญกับทั้งโรคระบาดและหายนะทางการค้าและการเงินในเวลาไล่เลี่ยกัน จริงอยู่ที่โรคระบาดอาจทำให้เมริสมาต้องโดดเดี่ยวแต่ก็ใช่ว่าราชสำนักจะไม่สามารถให้ความช่วยเหลือใดๆได้โดยสิ้นเชิง ขุนนางซึ่งปกครองที่ดินนั้นได้รับสิทธิ์พิเศษซึ่งปกป้องพวกเขาจากการล้มละลายทางการเงิน เว้นแต่มีคนตั้งใจจะไม่ให้ความช่วยเหลือนั้นแก่ตระกูลของท่าน ”

ซาร์คอาจหยุดหายใจไปแล้วตอนที่เขาถามว่า ” ฝีมือของนางอย่างนั้นหรือ ”

แม้เด็กหนุ่มพยายามไม่แสดงความชิงชังแต่มันก็ออกมาในน้ำเสียงของเขา เกรเกอร์เองก็เข้าใจเพียงแต่ว่า ” ลำพังนางคนเดียวไม่อาจทำได้เพียงนี้ดอก ท่านซาร์ค จะต้องมีคนอื่นอีกที่ร่วมมือกับนาง นั่นคือคนที่ข้าตั้งใจจะลากคอออกมา เสียดายแต่ว่าตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานเท่านั้น ”

” แปลว่าท่านพอทราบแล้วหรือว่าเป็นใคร? ” เด็กหนุ่มถาม

หัวหน้ากองเพียงแค่ยักหน้าก่อนจะบอกว่า ” ก่อนหน้านี้ข้าติดตามพระราชาไปยังบ้านของท่าน มีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้น แต่ก็ทำให้ข้าได้ทราบว่าท่านผู้หญิงฟรานเชสก้าเป็นพระสหายของพระราชินี ข้ายังไม่มีหลักฐานว่านางรู้เห็นเป็นใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น แม่เลี้ยงของท่านอาจไม่ได้เกี่ยวข้องเลยก็ได้ แต่อย่างน้อยนั่นคือร่องรอยของอำนาจของนางภายในเขตของเมริสมา ดังนั้นแม้ไม่ใช่นางก็ไม่น่าอยู่ไกลจากตัวนางมากนัก ”

ยิ่งทีเด็กหนุ่มยิ่งข่มสีหน้าของเขาได้ลำบากขึ้นทุกที ครั้งนี้เขาซ่อนใบหน้าไว้หลังอุ้งมือที่กดนวดเบ้าตา มันเป็นทั้งความตกใจและความโมโหโกรธาที่แม้แต่ตัวเขาเองก็คงไม่เข้าใจ ” ทั้งที่ข้าคิดว่าที่นั่นปลอดภัย ” เขาพึมพำ ” ทั้งที่มันน่าจะปลอดภัยที่สุด…. ผ่าเถอะ!! ”

ในเวลาเช่นนั้นคำพูดมีความหมายเพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับการกระทำ และอาจเพราะเหตุนั้นเจ้าชายอาวดริคจึงไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียวขณะที่บีบมือข้างหนึ่งของเด็กหนุ่มเต็มแรงแม้แต่เกรเกอร์ก็พยายามย้ำให้เขามั่นใจว่า ” ข้าจะส่งคนไปจับตาดูความเคลื่อนไหวที่บ้านของท่านไว้ พวกเราไม่ยอมให้น้องชายของท่านเป็นอะไรไปหรอก ”

” บ้านข้ามีน้องชายข้าแค่คนเดียวเสียเมื่อไหร่ ”

อีกครั้งที่เด็กหนุ่มทำให้หัวหน้ากองต้องประหลาดใจแต่ในขณะเดียวกันมันก็ทำให้เขาโล่งใจอย่างประหลาด ดูเหมือนว่าไม่ว่านานเท่าไหร่ซาร์คก็ไม่ลืมเรื่องสำคัญนี้ ” ข้าเข้าใจ ข้าจะไม่ให้ผู้บริสุทธิ์คนไหนต้องรับเคราะห์ แต่ตอนนี้การเข้าออกบริเวณนั้นเข้มงวดเป็นอย่างยิ่ง ข้าคงต้องพึ่งพาความสามารถของพวกท่านในการเดินทางเข้าไปที่นั่น ”

” ท่านอาจต้องการความช่วยเหลือมากกว่าแค่การเข้าออก ตอนนี้ทหารม้าอยู่ที่นั่นเต็มไปหมด ” อาวดริคกล่าวขึ้นก่อนจะหันไปทางเด็กหนุ่ม ” เจ้าให้เขายืมตัวใครซักคนได้ไหม ”

” ถามพวกเขาดูแล้วกันว่าใครสมัครใจจะทำหน้าที่นี้ ข้าไม่อยากจะบังคับใคร ” ซาร์คกล่าวก่อนจะหันไปทางหัวหน้ากอง ” เรื่องนี้ท่านให้ลูช่วยคุยให้ก็ได้ ข้าเชื่อว่าเขาหาคนที่มีความสามารถให้ท่านได้ไม่ยาก ”

เกรเกอร์ก็ค้อมตัวลงเล็กน้อยเป็นการกล่าวขอบคุณ เขาไม่ได้เอ่ยปากเรื่องของเมริสมาอีกตลอดค่ำนั้น

***
หลังจากวันที่ยาวนาน หลังจากเรื่องราวที่ชวนปวดหัว ไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้ล้มตัวลงนอนแม้ว่าที่นอนจะเป็นเพียงแค่เตียงหญ้าแห้งก็ตาม กระโจมผ้าที่คุ้มหัวเขาอยู่นั้นก็ต่อขึ้นอย่างง่ายๆเพื่อช่วยกันลมและน้ำค้าง แต่ที่สำคัญที่สุดคือช่วยตัดโลกภายนอกออกไป ให้เขาได้ตัดขาดจากภาระของการเป็นหัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่า เป็นโจรกบฏไปซักจนกว่าดวงอาทิตย์จะพ้นขอบฟ้าขึ้นมาอีกครั้ง

เขาเริ่มจะเคลิ้มหลับตอนที่ความเคลื่อนไหวข้างกายทำให้เขาต้องสะดุ้งตื่น มือที่จับต้นแขนของเขาบ่งบอกว่านี่ไม่ใช่สัตว์ป่าที่มาอาศัยกระโจมพักนอนแต่เป็น ” อาวดริค! ”

ในความมืดนั้นเขาไม่เห็นหน้ากันและกัน กระนั้นซาร์คก็บอกได้ว่าอาวดริคกำลังยิ้มน้อย เหมือนที่เขายิ้มทุกครั้งที่อยากขอโทษขณะที่เขาซุกเข้ามาใต้ผ้าห่ม ” โทษที ข้าไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เจ้าตื่น ”

” เจ้ามาประชิดตัวอย่างนี้ทำไมข้าจะไม่ตื่น ” เด็กหนุ่มสบถอย่างหัวเสีย ” แล้วมีธุระอะไรดึกดื่นป่านนี้ ”

คำตอบคือ ” ข้ามานอนเป็นเพื่อน ”

เด็กหนุ่มต้องกลอกตา ” ข้านอนคนเดียวได้ ”

” ข้ารู้ ” ชายหนุ่มตอบ ” แต่ข้าไม่อยากปล่อยเจ้าไว้คนเดียว ”

” เจ้ากลัวข้าเป็นอะไรไปหรือไง ” เขาย้อนอย่างเยาะหยัน แต่อาวดริคกลับเงียบไม่ตอบ เด็กหนุ่มไม่รู้ว่านั้นแสดงอะไรระหว่างความสงสารหรือความสมเพช หรืออาจไม่ใช่ทั้งสองอย่าง

แต่ก่อนที่เขาจะทันตั้งตัวหรือตัดสินใจลุกหนีไปแขนของอาวดริคก็เหวี่ยงมากดตัวเขาไว้กับที่นอน เสียงถอนใจของชายหนุ่มกระซิบที่ข้างหูทำให้ตัวของเขาแข็งทื่อไป ” ตอนนี้ไม่มีใครแล้ว ไม่เป็นไรหรอก ไม่ต้องทำเหมือนมันไม่เป็นไรก็ได้ ”

ถ้าเขาไม่ได้เกลียดอาวดริคมาก่อนเขาก็คงเกลียดชายหนุ่มเอาตอนนั้น เกลียดที่เจ้าชายสามารถพูดเรื่องนี้ได้ราวกับว่ามันไม่เป็นไร ราวกับว่าการยอมรับมันแสนจะง่ายดาย แต่มันไม่มีอะไรง่าย ไม่มีเลยสำหรับซาร์ค เขาอยากจะพลิกขึ้นนั่งทับแล้วบีบคออาวดริคให้ตายคามือโทษฐานที่มาทำลายโลกที่สงบสุขของเขา ทำลายโอกาสที่เขาจะได้นอนพักแล้วลืมมันไม่เสียอย่างน้อยก็ชั่วขณะ แต่เขาทำไม่ได้ สิ่งที่อาวดริคพูดปลดปล่อยความกลัวของเขาในออกมายังผิวพื้นทุบทำลายกรงขังอย่างบ้าคลั่ง ในหูของเขาตอนนี้ไม่มีเสียงอื่นใดอีกนอกจากเสียงเต้นของหัวใจที่บีบตัวแรงเสียงจนอกมันเจ็บแปล็บ

” หุบปาก ” คือคำเดียวที่เขาพึมพำออกมาขณะที่หลับตาลง เพื่อให้ไม่ต้องเห็นสิ่งใด ไม่ต้องรับรู้สิ่งใดอีก

ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้

เขาอยากจะกรีดร้องโวยวายฟูมฟายทำเรื่องบ้าบอคอแตกมากมายในความอึดอัดในอกมันหมดไป แต่ทั้งหมดที่เขาทำได้คือนอนเงียบๆอยู่ที่นั่น ปล่อยตัวเองให้จมลงไปกับน้ำหนักของท่อนแขนที่กดลงมา เขาคิดจะพลิกหนีแต่กลับทำไม่ได้ ความอบอุ่นจากมนุษย์อีกคนดึงเขาไว้จนหนีไปไม่ได้

ทำไมถึงเป็นแบบนี้

” ซาร์คาเรีย ”

” ข้าบอกให้หุบปากไง ”

ในตอนนั้นเองที่อาวดริคดึงมือของเขาไปกุมไว้ นิ้วของพวกเขาประสานกันขณะที่ชายหนุ่มบีบมือของเขาแน่น ราวจะย้ำว่าเขาจะไม่ไปไหน ราวจะย้ำว่าเขาเข้าใจ ” ขอโทษนะ ” เจ้าชายกระซิบขณะที่หลับตาลง ” ความจริงมันอาจจะเป็นตัวข้าเองก็ได้ ”

ความเงียบกลับมาอีกครั้ง และครั้งนี้มีเพียงดวงตะวันที่ไล่มันไป

***
TBC in Chapter 6

Advertisements

One thought on “A Fairytale: จนฟ้ารุ่งราง บทที่ 5

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s