A Fairytale: จนฟ้ารุ่งราง บทที่ 6

Title: A Fairytale
Book III: จนฟ้ารุ่งราง (Another Dawn)
Author: vekin
Rate: PG-13
Warning: คนเขียนอ่อนคำราชาศัพท์เป็นอย่างยิ่ง ต้องขออภัยในความผิดพลาดมา ณ ที่นี้
***บุคคล เหตุการณ์และสถานที่ในเรื่องล้วนสมมติขึ้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องพาดพิงกับบุคคลและเหตุการณ์จริงแต่อย่างใด***

Chapter 6
####################################################
ถ้ามีเรื่องใดที่ฟ้าดินกลั่นแกล้งหล่อนได้อย่างร้ายกาจ คือการให้หล่อนซึ่งเป็นข้าบาทของเจ้าชายกบฏมาเป็นนางกำนัลในพระราชินีแห่งไลน์

ไม่ใช่ว่าความภักดีของหล่อนนั้นเป็นอื่นนอกจากราชวงศ์แห่งไลน์ แต่ความภักดีนั้นไม่ได้หมายความว่าหล่อนจะหันหลังให้กับเจ้าชายอาวดริคผู้ซึ่งถือหล่อนเป็นพระสหายให้ต้องอยู่ในคุกใต้ดินรอความตายโดยไม่ได้รับความยุติธรรม ความภักดีไม่ใช่สิ่งที่หล่อนนึกถึงยามที่พาเด็กหนุ่มผมแดงลงไปยังคุกใต้ดินหรือตอนที่พวกเขาช่วยกันพาเจ้าชายออกมา หล่อนไม่เคยคิดถึงว่าสิ่งที่หล่อนทำในคืนนั้นคือการทรยศต่อราชวงศ์ มันเป็นเพียงการกระทำของเพื่อนต่อเพื่อนเท่านั้น

เป็นตอนที่หล่อนเข้าเฝ้าพระราชินีเพื่อถวายการรับใช้ที่หล่อนตระหนักถึงความขัดแย้งในตัวหล่อน พระพักตร์ที่ทรุดโทรมรุมเร้าด้วยความกลัดกลุ้มนั้นขึงขังเด็ดขาดยามที่พระนางรับสั่งว่าเจ้าชายจะต้องถูกประหาร นั่นคือพระราชินีแห่งไลน์ผู้ที่หล่อนมอบความภักดีทั้งมวลให้ แต่ในขณะเดียวกันนั่นคือผู้ที่ทำลายเจ้าชายแห่งไลน์ซึ่งหล่อนเชื่ออย่างสุดหัวใจว่าบริสุทธิ์

หล่อนไม่กล้าสบสายพระเนตรองค์ราชินีด้วยเหตุนั้น หล่อนรู้ดีว่าสิ่งที่หล่อนทำไปนั้นอาจทำให้หล่อนได้รับโทษประหาร แต่การที่หล่อนทำเช่นนั้นโดยยังคงรักและเทอดทูนพระราชาและพระราชินีนั้นเกินกว่าที่ตัวหล่อนเองจะเข้าใจได้ หล่อนกลัวว่าความสับสนกังวลของหล่อนเองจะเป็นสิ่งที่ขายความลับของหล่อน ถ้าไม่กับพระนางก็กับนางกำนัลที่ถวายรับใช้ใกล้ชิด หล่อนไม่ได้เป็นพวกเดียวกันกับคนพวกนั้นมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว หล่อนรู้มานานแล้วว่าในปราสาทนี้มีอสรพิษที่หล่อนไม่อาจไว้ใจได้อยู่มากมายที่หล่อนพยายามออกห่าง และดูเหมือนพระนางเองก็ทรงทราบเพียงแต่พระนางเลือกจะเลี้ยงพวกมันไว้ใกล้ชิดเสียแทน

แต่พระนางก็มิได้เป็นเหยื่อของมัน ที่ทำให้หล่อนยิ่งหวาดหวั่นคือการที่พระนางทำให้งูพวกนั้นแทบจะเป็นใบ้และอัมพาตไปต่อหน้าพระพักตร์ของพระนาง แล้วหล่อนเล่า ถ้าพระนางทรงทราบว่าหล่อนเองก็เป็นงูพิษ เป็นหนอนบ่อนไส้ที่ให้ความช่วยเหลือเจ้าชายกบฏ พระนางจะทำเช่นไร

กระนั้นหล่อนก็ไม่อาจเห็นพระนางเช่นนางพญาของเหล่าสัตว์พิษ หลายครั้งที่หล่อนเห็นพระนางดูเปลี่ยวเหงาโดยเฉพาะเมื่อก่อนเข้าบรรทม พระพักตร์ที่งดงามยากหาผู้เปรียบจะผินออกไปนอกพระบัญชร สายพระเนตรเหม่อลอยยากยิ่งจะคาดเดาว่าทรงดำริเช่นใด ในหลายครั้งพระนางก็ตรัสกับหล่อนเรื่องของเจ้าชายอาวดริค พระโอรสที่พระนางรักยิ่ง และเป็นพระโอรสที่ทรยศและทอดทิ้งพระนางไป ในเวลาเช่นนั้น พระราชินีผู้ทรงสิริโฉมงดงาม องค์ราชินีผู้เหี้ยมหาญ ก็เป็นเพียงแม่ที่คิดถึงลูกอย่างสุดหัวใจเท่านั้น ในเวลาเช่นนั้นหล่อนได้แต่สงสัยว่าที่พระนางให้หล่อนมาถวายการรับใช้ เป็นเพราะพระนางต้องการใครซักคนที่สามารถพูดคุยเรื่องพระโอรสได้เท่านั้นหรือเปล่า

วันนี้ก็เป็นวันแบบนั้น แสงสีส้มจากเทียนนับสิบเล่มตามมุมห้องทำให้ห้องนั้นดูอบอุ่นหากพระนางนั้นดูเหน็บหนาวเปลี่ยวเหงาบนพระแท่นที่ปูไว้ด้วยผ้าห่มหนานุ่มสบายสำหรับอากาศที่เริ่มเย็นลงทุกขณะ นางกำนัลนางหนึ่งนำฉลองพระบาทมาให้ทรงสวมกันหนาว พระนางเพียงยักพระพักตร์ตรัสขอบใจก่อนจะให้นางออกไป

แล้วพระนางก็ทรงหันมาทางหล่อนพร้อมแย้มพระโอษฐ์น้อยๆ ” ท่าทางเจ้าใจลอยจังนะวันนี้ ”

พระสุรเสียงของพระนางทำให้หล่อนต้องสะดุ้งก่อนจะถอนสายบัวต่ำ ” หม่อมฉันขอประทานอภัยเพคะ ” แล้วหล่อนก็รีบตรงไปคลี่ผ้าม่านบังพระแท่นตามหน้าที่ หล่อนไม่น่าใจลอยกับผ้าม่านเสียจนต้องอยู่เป็นคนสุดท้ายเลย

” ข้าดีใจจริงๆนะที่คนขยันขันแข็งอย่างเจ้าเคยรับใช้ลูกชายของข้า ” พระนางตรัสขึ้นท่ามกลางความเงียบ ” มิน่าเล่าเขาจึงเรียกหาเจ้าบ่อยครั้ง ”

เรื่องนั้นทำให้ขนบนต้นคอของหล่อนลุกชันในทันที ” เป็นพระกรุณาเพคะ ”

ชั่วขณะหนึ่งพระนางก็เพียงประทับมองหล่อนอย่างเงียบๆด้วยสายพระเนตรที่เปี่ยมด้วยพระเมตตา แม้ขณะที่หล่อนหายใจอย่างติดขัด หากมีนางกำนัลคนอื่นอยู่ด้วย อย่างน้อยที่สุดพระนางก็ไม่ได้สนใจแต่หล่อน แต่ตอนนี้ที่มีเพียงหล่อนอยู่ถวายการรับใช้ในห้อง หล่อนรู้สึกราวกับว่าสายตาของพระนางจ้องมองแต่หล่อนเท่านั้น

แล้วพระนางก็ตรัสขึ้นว่า ” เจ้ากำลังมีความรักอยู่หรือเปล่า ”

หล่อนถึงกับสะดุ้งตัวตรงในทันที ” หม่อมฉันไม่ได้คบชู้กับผู้ใดเพคะ! ”

ความตกใจนั้นทำให้พระนางแย้มพระสรวลน้อยๆใบหน้าของหล่อนพลันร้อนผ่าวด้วยความอับอายในกิริยาของตัวเอง ” ข้าไม่ได้กล่าวหาว่าเจ้าทำเรื่องเสื่อมเสียหรอก ที่สำคัญความรักนั้นไม่ใช่เรื่องเลวทรามต่ำช้าเลย ข้าเพียงแค่เคยได้ยินมาว่าหญิงที่มีความรักเป็นหญิงที่งดงามที่สุด เวลาข้ามองเจ้าข้ารู้สึกได้ว่าเจ้านั้นโดดเด่นและงดงาม เหมือนหญิงสาวที่กำลังมีความรักอยู่เต็มหัวใจ ”

หล่อนได้ยินเช่นนั้นก็ส่ายหน้า ” ในหัวใจของหม่อมฉันมีเพียงความภักดีต่อราชวงศ์แห่งไลน์เพคะ ”

” หมายถึงลูกชายของข้าสินะ ”

แม้พระสุรเสียงจะอบอุ่นแต่มือของหล่อนกลับเย็บเฉียบ ” มิใช่เช่นนั้นเพคะ ” หล่อนตอบ

พระนางมิได้ทรงซักไซ้ต่อไป องค์ราชินีแค่ทรงเปรยขึ้นลอยๆว่า ” ความรักและความภักดีนี่เหมือนกันหรือเปล่านะ ”

คำถามนั้นทำให้หล่อนถึงกับนิ่งงัน หล่อนยืนนิ่งรอคอยให้พระนางมีพระดำรัสต่อไป ใจหนึ่งหล่อนกลัวนัยยะที่พระนางทรงดำรัสส่วนอีกใจหล่อนก็แค่อยากจะไปเสียให้พ้นๆ เมื่อพระนางมิได้ดำรัสสิ่งใดหล่อนก็ปลดม่านสุดท้ายลงแล้วกราบบังคมทูลลาก่อนจะถอยออกไป แต่เมื่อหล่อนหันจะเดินออกไปนั้นเองที่เท้าของหล่อนต้องชะงัก สายตาของหล่อนเหลือบเห็นภาพสะท้อนของพระนางบนกระจกบานใหญ่สีดำประหลาดที่พระนางทรงโปรด กระจกนั้นแทบไม่สะท้อนสิ่งใด แต่วันนี้มันสะท้อนทุกสิ่ง รวมทั้งพระนางผู้เลอโฉมผู้ประทับอยู่บนพระแท่น แต่ในภาพสะท้อนนั้น พระนางกลับ…

” ข้าเป็นหญิงที่ไม่มีความรัก ” พระพักตร์ในกระจกขยับหากนั่นกลับไม่เหมือนพระพักตร์ของพระองค์ พระสุรเสียงดังแว่วมาจากเบื้องหลังหล่อนขณะที่ร่างในกระจกหยัดกายลุดขึ้น ” แต่ไหนแต่ไร… ผู้ที่เข้าหาข้าไม่เพราะต้องการพลังอำนาจก็เพราะรูปโฉมของข้า ทั้งสองสิ่งนี้คือสิ่งที่ชายคนไหนก็ต้องการ ”

นั่นคือตอนที่หล่อนได้เห็นร่างนั้นชัดๆ พระราชินีของหล่อนกลับกลายเป็นร่างที่มีเพียงหนังและกระดูกซึ่งแม้ลุกขึ้นอย่างงามสง่าก็น่าสยดสยองจนหล่อนไม่อาจเปิดปากหวีดร้องได้ หล่อนไม่มีแรงจะก้าวหนี ไม่มีกระทั่งแรงจะหันกลับหรือหลบสายตาจากดวงตาที่ปูดโปนอยู่ในเบ้าลึกโหล เส้นพระเกศายาวหนาเหมือนจะร่วงหล่นจากพระเศียรในทุกครั้งที่พระนางก้าวเข้ามา

” ความทรงจำของข้าเกี่ยวกับพ่อแม่ก็มีเพียงน้อยนิด ทั้งสามีและลูกชายก็ล้วนจากข้าไป ” เสียงนั้นขยับใกล้เข้ามาเข้าจังหวะกับริมฝีปากแห้งผากที่ขยับเผยเหงือกที่หดย่นจนฟันนั้นปูดโปนเห็นราก ” เจ้าเข้าใจหรือไม่ว่าข้าไม่อาจงดงามได้ ไม่ใช่ด้วยตัวข้าเอง ”

ในชั่วพริบตานั้นหล่อนรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดเพื่อหันกลับไปและผู้ที่ยืนอยู่เบื้องหลังหล่อนก็คือพระราชินีอาร์ดาราซึ่งประทับยืนอยู่ห่างจากหล่อนเพียงชั่วก้าว พระนางยังคงมีพระสิริโฉมงดงามยิ่งกว่าผู้ใด หากความงดงามนั้นแฝงไว้ด้วยความเศร้าโศกที่หนักหนากว่าผู้ใด

แล้วพระนางก็แย้มพระโอษฐ์น้อยๆ ” ความรักหรือความภักดี เจ้ามีสิ่งใดในหัวใจของเจ้าหนอ ”

นั่นคือดำรัสสุดท้ายก่อนที่พระนางทรงก้าวเข้ามาจะกลืนกินลมหายใจของหล่อน หล่อนไม่มีเวลาจะขัดขืนเลยตอนที่พระนางประทับพระโอษฐ์ลงบนริมฝีปากที่เผยอค้างด้วยความหวาดกลัว ในชั่วพริบตานั้นเรี่ยวแรงของหล่อนก็หายไป หล่อนไม่อาจกรีดร้อง ไม่อาจขัดขืน แม้แต่ขาทั้งสองข้างก็ยังหมดเรี่ยวแรงจะประคองตัวหล่อนให้ยืนอยู่ได้ สิ่งที่ค้ำจุนร่างกายของหล่อนให้ยืนอยู่คือพระพาหาอันแบบบางแต่ทรงพลังของพระนางอาร์ดาราที่ค่อยๆประคองให้ร่างของหล่อนทอดนอนบนพื้นอย่างนุ่มนวล

ถึงตอนนั้นพระนางจึงยอมหล่อนให้หายใจ ในชั่วครู่นั้นพระนางกลับดูงดงามจับตาเสียยิ่งกว่าผู้ที่หล่อนถวายการรับใช้เมื่อก่อนหน้า หล่อนมั่นใจว่าหล่อนอุปทานไปกระนั่นหล่อนก็ไม่อาจละสายตาจากพระพักตร์หรือพระหัตถ์เรียวงามที่เอื้อมมาสางเรือนผมของหล่อนเบาๆ ” เจ้าอาจคิดว่านี่คือการลงโทษ แต่เปล่าเลย ข้าเพียงแค่แย่งชิงสิ่งที่ข้าต้องการเหมือนที่คนอื่นๆแย่งชิงจากข้าเท่านั้น ถ้าเจ้าจะโทษใคร ก็จงโทษตนเองที่ไม่ซื่อสัตย์กับหัวใจเถอะนะ ”

แล้วพระนางก็ประทับยืนขึ้นปล่อยหล่อนให้ยังคงนอนอยู่กับพื้น หล่อนยังคงไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเพราะเหตุใดร่างกายของหล่อนจึงหมดเรี่ยวแรงจนขยับแทบไม่ได้ กระนั้นหล่อนก็พยายามลุกขึ้น สายตาของหล่อนพลันเหลือบเห็นเงาของตนเองในกระจกที่แปรเปลี่ยนจากหญิงสาวที่ร่างกายเต็งตึงเต็มเนื้อหนังกลายเป็นร่างที่ตอบแห้งเป็นเพียงหนังที่ห่อหุ้มกระดูกไม่ต่างอะไรจากโครงร่างที่หล่อนเห็นก่อนหน้า นัยน์ตาลึกโหลจ้องตอบหล่อนมาด้วยความตื่นกลัวและกรีดร้องพร้อมกับเสียงแหบแห้งที่เปล่งออกมาจากลำคอยามเมื่อหล่อนแผ่ดเสียงแห่งความสยดสยอง

***
ค่ำวันนั้นอาวดริคมาหาเขาที่กระโจมอีกครั้งหลังจากทั้งวันที่หายตัวไป เย็นวันนั้นเขาไม่ได้ปรากฏตัวที่หน้าผา ไม่ว่าผู้เป็นหัวหน้าจะถามใครเจ้าชายก็เหมือนจะอยู่ในที่ๆห่างออกไปราวกับพยายามหลบหน้าเขาทั้งวัน ซาร์คไม่อยากยอมรับว่าเขานึกเป็นห่วงแต่เมื่อเขาเห็นอาวดริคยิ้มให้ก็อดโล่งใจไม่ได้

อย่างน้อยก็จนกระทั่งเจ้าชายกล่าวขึ้นว่า ” ข้าจะเข้าเมืองหลวงพรุ่งนี้เช้า ”

เด็กหนุ่มได้แต่จ้องหน้าเขานิ่งราวกับว่าไม่เข้าใจสิ่งที่ชายหนุ่มพูดแม้แต่น้อย หรือถ้าเข้าใจก็ไม่เห็นด้วยแม้แต่น้อย ซึ่งเรื่องนั้นอาวดริคก็คาดไว้แล้ว ” ข้าขอโทษด้วยที่ไม่ได้ปรึกษาก่อน หลังจากข่าวจากตะวันตกเมื่อเช้า ข้ากับอีกหลายคนรู้สึกว่าเราคงปล่อยเวลาให้นานกว่าไม่ได้ ข้ากับลูแล้วก็บาร์ธจะเข้าเมืองเพื่อจัดการเรื่องเตรียม- ”

” เราคุยเรื่องนี้กันแล้วนะ ” ซาร์คสวนขึ้นในทันทีโดยไม่รอฟังจนจบ เขาไม่ต้องฟังจนจบก็รู้ว่ามันจะเป็นแผนการณ์เอาตัวเข้าแลกที่ไม่เข้าท่า ” คนในเมืองหลวงรู้จักเจ้า ดังนั้นจะเป็นใครเข้าไปก็ตามแต่จะต้องไม่ใช่เจ้า ”

แต่เจ้าชายก็เพียงตอบว่า ” ตัวตนอำพรางกันได้ ลูเองก็รอดออกมาได้- ”

” ลูโชคดีมากที่ได้หัวหน้ากองทหารรักษาพระองค์ช่วยพาออกมา เจ้าไม่มีใครช่วยพาเข้าไปนะ ” ซาร์คเถียง

กระนั้นอาวดริคก็ไม่ท่าทีจะถอดใจ ” ข้ารู้จักที่นั่นดี เรื่องทางเข้าออกแค่นี้ข้าจัดการได้ ”

” จัดการได้บ้านเจ้าน่ะสิ!! ”

แทนที่จะต่อปากต่อคำต่อเจ้าชายกลับเงียบ เขาเดินมานั่งลงข้างเด็กหนุ่มเพื่อให้พวกเขามองตากันได้ถนัด ทุกครั้งที่เขาพูดโดยสายตาของเขาไม่ได้ละจากซาร์คเลยแม้แต่น้อย “ เจ้าได้ยินข่าวแล้วว่าทหารไลน์ฆ่าชาวบ้านที่เข้ามาจากชายแดนเวสต์เวลล์ด้วยข้อหาเป็นสายลับโดยไม่มีการไต่สวน สงครามกำลังจะเริ่มแล้วซาร์ค เราต้องลงมือแล้ว “

“ ข้ารู้ “ เด็กหนุ่มตอบ “ แต่นี่มัน ‘เรา’ ไม่ใช่ ‘เจ้า’ อาวดริค ในหมู่พวกเราเจ้าเสี่ยงที่สุดที่จะมีคนจำได้ สำหรับงานแทรกซึมนั่นคือหายนะ ”

” คีธเองก็คิดแบบนั้น ข้าและเจ้าจะเป็นคนสุดท้ายที่เขาคิดว่าจะเข้าไป ”

” แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการคิดตรงข้ามเป็นวิธีที่ฉลาด ” เด็กหนุ่มโต้

อาวดริคถอนใจอีกครั้งก่อนจะบอกว่า ” ข้าไม่เถียง แต่ถ้าตอนนี้คีธแปรพักตร์ไปแล้ว การเคลื่อนไหวแบบเหยี่ยวป่าจะอันตรายมากเพราะ เขารู้จักความเคลื่อนไหวของเราดีกว่าใคร ข้าต่างจากพวกเจ้าที่สุดและข้ารู้จักวิถีทางอื่นที่ไม่ใช่วิธีที่เหยี่ยวป่าใช้ มันอาจดีกว่าถ้าข้าเป็นคนที่จัดการเรื่องนี้ ”

แต่ซาร์คาเรียยังคงส่ายหน้า ยังคงปฏิเสธที่จะยอมรับเหตุผลของเขา ความคับข้องใจของชัดเจนเท่าๆกับความมุ่งมั่นของอาวดริค เขายังคงมองตาเด็กหนุ่มขณะที่ซาร์คต้องหลบสายตาไปแล้วถามว่า ” เจ้าไม่ได้มาเพื่อให้ข้าตอบว่าไม่ ใช่มั้ย ”

ความคับข้องใจนั้นทำให้เจ้าชายยิ้มน้อยๆ ” จริงๆมันอาจเป็นความเอาแต่ใจของข้าเองนั่นแหละ ”

ตอนนั้นเองที่ซาร์คหันกลับมามองเขา มองเพื่อให้รู้ว่าเจ้าชายยังคงไม่เปลี่ยนใจและจะไม่เปลี่ยนใจก่อนที่เขาจะระบายความหงุดหงิดทั้งมวลออกมา ” เจ้าน่าจะรู้ดีที่สุดว่าเจ้าแทบจะเอาชีวิตตัวเองให้รอดยังไม่ได้ เจ้าอ่อนหัดที่สุดในคนทั้งหมดที่ข้าเคยเจอมา แล้วในเวลาแบบนี้ ในเรื่องเสี่ยงอันตรายแบบนี้ เจ้าคิดว่าตัวเองจะเอาตัวรอดอยู่ได้นานขนาดไหนกัน ”

อาวดริคไม่เถียงเขา เพราะพวกเขาทั้งคู่รู้ว่ามันคือความจริงที่ชายหนุ่มเองก็ยอมรับ เขาอ่อนหัดที่สุด ดึงดันที่สุด และอาจจะโง่ที่สุดในเรื่องการเอาชีวิตรอด ยามที่เขามองดูซาร์คเหมือนเขากำลังกำซาบทุกสิ่งที่เด็กหนุ่มพูดหากแต่ไม่ได้ให้มันหยุดเขา และเขารู้ว่าซาร์คต้องการคำอธิบาย ” ตั้งแต่ข้าพบเจ้ามีเรื่องหนึ่งที่ข้าข้องใจมาตลอด ตลอดมาข้าซึ่งเป็นเจ้าชายแห่งไลน์ผู้ซึ่งควรจะดูแลแผ่นดินแห่งไลน์กลับได้แต่งอมืองอเท้า ขณะที่เจ้าซึ่งเป็นบุตรชายของขุนนาง เป็นเจ้าชายแห่งเวสต์เวลล์กลับละทิ้งทุกอย่างที่เคยมีเพื่อต่อสู้อย่างเอาเป็นเอาตายกำจัดความทุกข์ยากของประชาชนแห่งไลน์ ข้าได้แต่นึกสงสัยว่าทำไมข้าถึงทำแบบเจ้าไม่ได้ “

มือของเจ้าชายเอื้อมมากุมมือของเด็กหนุ่มไว้แน่นราวกับกลัวว่าเขาจะถอยหนี แต่ซาร์คไม่ได้ถอยไปใน เขาไม่ได้ละสายตาไปขณะที่อาวดริคกล่าวต่อไปว่า ” แต่ตอนนี้ข้าเข้าใจเจ้าแล้ว มันไม่เกี่ยวอะไรกับไลน์หรือเวสต์เวลล์ หรือเจ้าจะเป็นเจ้าชายหรือไม่ เจ้าแค่รักผู้คนในชีวิตของเจ้า ไม่ใช่แค่ครอบครัวหรือเพื่อน แต่ผู้คนทั้งหมดที่เจ้ารู้จักและคนที่ต้องพึ่งพิงตระกูลของเจ้า สำหรับเจ้ามันไม่ใช่เรื่องของคนอื่นเจ้าถึงไม่อาจทนเห็นพวกเขาทุกข์ทรมาน เจ้าถึงลุกขึ้นและเผชิญหน้ากับทุกสิ่งที่ถ่าโถมเข้าใส่ เพื่อปกป้องพวกเขาด้วยความกำลังทั้งหมดที่เจ้ามี จริงอยู่ว่ามันไม่ใช่ทุกคนและทุกครั้งที่เจ้าปกป้องพวกเขาไว้ได้ แต่อย่างน้อยที่สุดเจ้าก็พยายาม ” มือของอาวดริคบีบแน่นเข้าขณะที่เขาบอกว่า ” ส่วนข้าไม่มีกระทั่งความพยายามที่ว่านั่น ”

อาจเพราะความเศร้าในน้ำเสียงเด็กหนุ่มจึงนิ่งเงียบและยังคงมองตรงไปแม้เมื่อเจ้าชายหลบสายตาของเขาโดยซ่อนดวงตาไว้ใต้เรือนผมที่ยาวลงมาปรกใบหน้า บางสิ่งในตัวเขาต่างจากอาวดริคที่เด็กหนุ่มรู้จักแต่ในขณะเดียวกันก็ยังเป็นอาวดริคที่เขารู้จัก

แล้วชายหนุ่มก็เงยหน้าขึ้นยิ้มอีกครั้ง ยิ้มที่เป็นของอาวดริค หากแววตาของชายหนุ่มนั้นต่างออกไปจากทุกคราว ” แต่ตอนนี้ข้ามีผู้คนที่ข้ารักและอยากจะปกป้องแล้ว ดังนั้นเจ้าจะว่าข้าทำเรื่องโง่เง่าก็ได้แต่ข้าจะพยายามทุกวิถีทางเพื่อปกป้องพวกเขา ไม่ว่าข้าจะต้องทำอะไร ”

เด็กหนุ่มได้แต่ส่ายหน้าก่อนจะเตือนเขาว่า ” ความดึงดันอย่างเดียวไม่ได้ทำให้เจ้าทำสำเร็จ เจ้าเอาตัวเองเข้าแลกก็ไม่ได้หมายความว่าเจ้าช่วยพวกเขาไว้ได้ ” เรื่องนั้นหัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่าเข้าใจดีที่สุด และเจ้าชายเองก็รู้ เขาจึงบอกว่า

” ช่วยได้สิ ” แล้วมือของเขาก็เลื่อนขึ้นมาแตะที่ปลายคางของเด็กหนุ่มเบาๆ ” อย่างน้อยข้าก็อยากช่วยให้ได้คนหนึ่ง ”

***
” แผลตื้นขึ้นเยอะแล้วนะครับ อีกไม่นานคงแห้งดีแล้ว ” หมอยากล่าวอย่างอารมณ์ดีหลังจากตรวจดูบาดแผลบนขาของคุณชายน้อยแห่งบ้านเมริสมาจนเรียบร้อย เขาโล่งใจอย่างเห็นได้ชัดขณะที่เช็ดทำความสะอาดบาดแผลอย่างระวังแล้วซับจนแห้ง จากนั้นเขาก็ทาซ้ำด้วยยาที่ทำให้แมกซิมิเลียนซึ่งนั่งเอนอยู่กับขอบพนักเตียงต้นย่นจมูก แม้จะต้องทนยานี้มาเป็นสัปดาห์แต่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่ชินเสียที

เมื่อป้ายยานั้นจนเรียบร้อยแล้วหมอยาก็ยกท่อนขาของเขาจากโต๊ะพับกลับลงไปที่เตียงแล้วเงยหน้าขึ้นมายิ้มเผล่อีกครั้ง “ข้าทำได้ก็แค่แวะมาตรวจเป็นครั้งคราวเท่านั้น คนที่ท่านควรจะขอบคุณคือคนที่คอยดูแลล้างแผลใส่ยาให้ท่านทุกวัน แผลแบบนี้ถ้าไม่ตั้งใจดูแลแล้วละก็ ไม่หายเร็วขนาดนี้หรอกนะครับ ”

สายตาของคุณชายน้อยพลันเสจากใบหน้าของหมอไปยังคนที่ยืนอยู่ข้างหลังไม่ไกล อาร์เซนที่จดจ่ออยู่กับการทำแผลตั้งแต่เมื่อครู่เหมือนจะรู้สึกตัว แต่ทันทีที่สบสายตากับแมกซิมิเลียนเขาก็เสมองทางอื่นทำไม่รู้ไม่ชี้ทันที นั่นทำให้แมกซิมิเลียนเลิกคิ้วน้อยๆ ก่อนที่เสียงหมอยาจะเรียกความสนใจของเขากลับไปอีกครั้ง ” เดี๋ยวทิ้งให้แห้งดีก่อนนะครับแล้วค่อยพันผ้า ส่วนชายโครงก็ยังให้พันผ้ารั้งไว้ก่อน แล้วอย่าออกแรงขยับไปมาให้มากนัก ถึงจะไม่หัก แต่ถ้าร้าวก็ยังต้องระวังให้มากอยู่ดี ”

เด็กหนุ่มผงกหัวรับ ” ข้าทราบครับ ” แล้วเขาก็กล่าวลาหมอพลางขอโทษที่ไม่อาจไปส่งได้ หมอยาก็เพียงแค่ส่ายหน้าว่าไม่เป็นไรก่อนจะเก็บเครื่องมือแล้วเดินออกไปโดยมีอาร์เซนตามไปส่ง แต่เพียงไม่นานเขาก็กลับมาที่ห้องอีกครั้งแล้วนั่งลงที่ขอบเตียงพลางถอนหายใจหนักหน่วง

โดยไม่ต้องบอกเด็กหนุ่มก็พอเดาได้ว่าการสนทนาขาออกไปนั้นเป็นเรื่องใด ” เขาว่ายังไงเรื่องแม่นมบ้าง ”

เด็กชายก็ได้แต่ก้มหน้าก่อนจะตอบว่า ” แค่ให้ดูแลจนถึงที่สุด ที่เหลือท่านหมอก็ทำอะไรไม่ได้แล้วครับ ”

ไม่มีใครแปลกใจกับคำตอบนั้นแม้แต่อาร์เซนเอง แต่ไม่มีใครอาจห้ามใจที่อยากเชื่อในปาฏิหาริย์ จะมีก็แต่คำพูดของหมอยามือดีเท่านั้นที่ช่วยให้พวกเขายอมรับได้ว่าปาฏิหาริย์ไม่มีอยู่จริง แต่ถึงอย่างนั้นอาร์เซนก็ยังไม่ยินยอมให้ตนเองอ่อนแออยู่นาน เขาเงยหน้าขึ้นสูดหายใจเต็มแรงก่อนจะหันไปทางเด็กหนุ่ม ” เดี๋ยวข้าพันผ้าให้นะครับ ”

ท่าทางแข็งขันขึ้นทันตานั้นทำให้แมกซิมอดแหย่ขึ้นไม่ได้ว่า ” เขาบอกว่าที่แผลหายดีเพราะคนดูแลแหนะ ” แต่อาร์เซนก็ไม่รู้ไม่ชี้ไม่สนใจ เขาไม่เงยหน้ามองขณะที่เขาพับขาของแมกซิมเข้าเพื่อเปิดทางให้ตัวเองมีที่นั่งก่อนจะให้เด็กหนุ่มพาดขาไว้บนตัก แมกซิมิเลียนก็ชันเข่าอีกข้างขึ้นให้เด็กชายนั่งพิงราวกับเป็นสัญชาตญาณแม้เมื่ออาร์เซนไม่ได้ใส่ใจ สายตาของเด็กชายจดจ่ออยู่แค่ที่แผลขณะที่เขาคลี่ม้วนผ้าไปรอบขา จนเด็กหนุ่มพูดขึ้นว่า ” ขอบใจนะ ”

มือของเด็กชายชะงักไปทันที เขาเหลือบตามองคุณชายน้อยครู่หนึ่งก่อนจะหันกลับไปพันต่อ ” ก็ข้าทำให้คุณต้องเจ็บขนาดนี้นี่ครับ ”

คำตอบนั้นทำให้เด็กหนุ่มคำรามเบาๆในลำคออย่างเสียอารมณ์ อีกครั้งที่อาร์เซนเหลือบตามองเขาและครั้งนี้เขาเห็นความหงุดหงิดรำคาญใจที่เจ้าตัวไม่แม้แต่พยายามจะปิดบัง แต่เขาไม่ได้โกรธแค่รำคาญใจเท่านั้น “ ข้าแค่อยากขอบคุณ ช่วยอย่าปัดได้มั้ย “

อาจจะเป็นเสียงบ่นกระปอดกระแปดทีเล่นทีจริงไม่ก็หน้าตาเง้างอนเหมือนเด็กๆที่ทำให้อาร์เซนยิ้มขำ กระนั้นมือก็ยังพันผ้าไปต่อไปจนปลายผ้าขึ้นมาถึงเข่าเขาจึงพันเก็บให้เรียบร้อยก่อนจะหันมองเด็กหนุ่มแล้วบอกว่า “ข้าแค่ทำตัวไม่ถูกนะครับ คุณเคยขอบคุณใครซะที่ไหน “

แมกซิมิเลียนถอนใจเฮือกทันที “ ข้ายังมีสำนึกอยู่นะ “

“ ครับ ข้าเชื่อว่าคุณมี “ ว่าพลางเขาพับขาเด็กหนุ่มแล้วลุกขึ้นก่อนจะช่วยประคองให้มันเหยียดตรงอีกครั้ง “ แต่ถ้าช่วยแสดงออกบ่อยๆด้วยจะดีมาก นี่ถ้าไม่ใช่ข้าคงนึกว่าคุณชายน้อยหัวเสียจนอยากกินหัวคนไปแล้วละครับ “

แมกซิมิเลียนได้ยินอย่างนั้นก็ชักสีหน้าที่ทำให้อาร์เซนอดนึกไม่ได้ว่าเด็กหนุ่มกำลังงอน แต่แล้วเขากลับเอ่ยขึ้นว่า“ ข้าหิวข้าวแล้ว “

ครั้งนี้เป็นอาร์เซนที่ถอนใจกระนั้นเขาก็ยังยิ้มแม้ขณะที่เริ่มเดินไปทางประตู “ คร้าบ คร้าบ เอาสตูเนื้อแกะใส่แครอทเยอะๆใช่มั้ยคร้าบ ”

” ใครบางคนจำได้อีกแหนะ ” เสียงพึมพำของแมกซิมทำให้อาร์เซนหยุดเท้าแล้วหันมา เปิดจังหวะให้แมกซิมบอกเขาว่า ” ขอบใจมากนะ อาร์เซน ”

” ไม่เป็นไรครับ ” เด็กชายตอบแล้วก็เดินออกไป

เมื่ออาร์เซนไม่อยู่ในห้องใบหน้าของเด็กหนุ่มก็พลันมีรอยยิ้มกว้างราวกับว่าเขาไม่อาจเก็บมันไว้ได้อีกต่อไป แม้แต่ตัวเด็กหนุ่มเองก็คงไม่รู้ว่าตัวเองกำลังมีสีหน้าเช่นไรขณะที่เขาเอื้อมมือไปหยิบหนังสือขึ้นวางบนตักโดยที่สีหน้าของเขาไม่ได้เปลี่ยนเลยแม้แต่น้อย แต่คนที่มองจากภายนอกย่อมเห็นทุกสิ่งชัดเจนแม้จะแค่จากรอยแง้มบนประตูที่ไม่ได้งับปิดดีนัก และสำหรับผู้เป็นพี่สาวรอยยิ้มนั้นบอกหลายสิ่งที่ทำให้หล่อนเองต้องปรายยิ้มตามขณะที่หล่อนละสายตาจากน้องชายไปยังเด็กชายที่เดินหายไปในทางเดิน

***
สำหรับเหล่านางกำนัล การที่องค์ราชินีรับสั่งว่าจะเสวยพระกระยาหารเช้าในห้องบรรทมนั้นหมายความว่าพระนางทรงอ่อนล้าเหน็ดเหนื่อยจากพระราชกิจเสียจนไม่ทรงปรารถนาจะพบหน้าผู้ใด อย่าว่าแต่คนนอกเลย แม้แต่นางกำนัลที่ตามปรกติได้รับใช้ใกล้ชิดก็มีน้อยรายนักที่ได้ถวายการรับใช้ในเวลาเช่นนั้น ยังไม่นับว่าตลอดเวลานั้นพระนางจะทรงประทับเงียบ ไม่ตรัสกับผู้ใด

แต่ก็มีในบางครั้งที่การเสวยพระกระยาหารเช้าในห้องบรรทม หมายถึงการพบพูดคุยกับบางคนเป็นการส่วนพระองค์ในที่ซึ่งสายตาน้อยคู่นักจะมองเข้ามาได้ ในวันเช่นนี้นางกำนัลยิ่งมีอยู่น้อยนางนักเพราะในหลายครั้งการพบปะนั้นอาจทำให้พระเกียรติของพระนางต้องมัวหมองหากถูกแพร่งพราย นั่นคือการพบปะที่พวกนางไม่พอใจนักแต่ก็ไม่มีนางในผู้ใดบังอาจคัดค้าน จะทำได้ก็แค่ค้อนผู้มาเยือนเสียปะหลับปะเหลือกเท่านั้น

ครั้งนี้ก็เช่นกัน อาจจะเว้นบางขณะเมื่อชายหนุ่มปรายยิ้มละไมขอบใจพวกนางอย่างแสนสุภาพยามที่พวกนางเปิดประตูให้ หรือนำเขาไปยังโต๊ะเสวย จากเครื่องแต่งกายพวกนางทราบว่าเขาเป็นทหารม้า แต่ท่าทางของเขานั้นปราศจากทั้งความหวาดกลัวและหยิ่งผยองจองหองอย่างที่ทหารม้าทั้งหลายจะมีเมื่อพระนางเคยรับสั่งให้มาเข้าเฝ้า ยังไม่นับว่าเขาคือทหารม้าคนแรกที่พระนางรับสั่งจะเสวยพระกระยาหารเช้าด้วย

ถ้าว่าตามจริง พระนางก็ปฏิบัติต่อเขาอย่างแตกต่าง ราวกับว่าการมีเขาอยู่ให้ห้องนั้นทำให้พระนางผ่อนคลายลง พระนางมิได้แต่งองค์จนวิจิตรหากแต่ประทับอยู่ในฉลองพระองค์สำหรับบรรทมทับด้วยเสื้อคลุมธรรมดา เส้นผมยาวสลวยก็เพียงสางจนเรียบร้อยและเก็บไปด้านหลังมิให้รุงรัง พระพักตร์ก็เพียงล้างจนสะอาดมิได้ประทินผิวแต่อย่างใด แต่เพียงแค่นั้นก็เหมือนจะสะกดสายตาของทุกผู้คน ชายผู้มาเยือนถึงกับนิ่งงันเพียงได้สบสายพระเนตรเท่านั้น

และพระนางก็เหมือนจะทราบเพราะพระนางทรงสรวลน้อยๆก่อนจะตรัสว่า ” นั่งลงก่อนสิ คีธ ” แล้วก็ผายพระหัตถ์ไปทางเก้าอี้ว่างตรงข้ามพระองค์ ซึ่งถ้วยโถโอชามต่างๆถูกจัดวางเอาไว้เป็นอย่างดีแล้ว เขาค้อมตัวแล้วนั่งลงตามรับสั่งขณะที่อาหารเช้าอุ่นๆถูกยกเข้ามาวางบนโต๊ะ ระหว่างนั้นพระนางอาร์ดาราก็ตรัสทักทายผู้มาเยือน ” ข้าต้องขอบใจเจ้าที่ชี้ตัวผู้สมคบคิดการกบฏให้ ถ้าไม่ได้เจ้าคงไม่อาจจะหาตัวหนอนบ่อนไส้ที่ช่วยเจ้าชายออกจากปราสาทเป็นแน่ ”

ได้ยินเช่นนั้นเขาก็ค้อมตัวรับน้อยๆ ” หม่อมฉันยินดีอย่างยิ่งที่ข้อมูลนั้นเป็นประโยชน์ต่อพระองค์พะยะคะ ”

พระนางพลันแย้มพระโอษฐ์อย่างพอพระทัยก่อนจะกลับมาสนพระทัยมื้ออาหารอีกครั้ง ” เช้านี้ข้าสั่งนมม้าหมักไว้ไม่รู้จะถูกปากเจ้าหรือเปล่า ”

ชายหนุ่มต้องเงยหน้าจากขึ้นด้วยความแปลกใจ “ นมม้าหมักหรือพะยะคะ? นั่นไม่ใช่อาหารของกาลัทเทียร์หรือ “

คราวนี้เป็นพระนางที่ต้องแปลกพระทัยบ้าง “ เจ้ารู้จักด้วยหรือ? “

“ หม่อมฉันเพียงเคยได้ยินจากพ่อค้าที่ผ่านมาที่โดบรัมเมื่อครั้งยังเด็กน่ะพะยะคะแต่ไม่เคยได้เห็นเลยซักครั้ง “ แล้วเขาก็ปรายยิ้มน้อยๆ “ ได้ลองของเช่นนั้นก็ต้องถือเป็นวาสนา ยิ่งเป็นที่โต๊ะเสวยกับพระองค์ด้วยแล้ว ”

พระนางแย้มพระสรวลน้อยๆอย่างขบขันก่อนจะตรัสตอบว่า “ แหม เจ้านี่ปากหวานจริงๆ “

“ หามิได้พะยะคะ ” เขาตอบก่อนจะหันไปขอบคุณนางในที่นำเครื่องดื่มอุ่นๆมาให้ นั่นทำให้นางกำนัลผู้นั้นชะงักไปด้วยว่าโดยปกติแล้วพวกนางนั้นเป็นเหมือนเงาที่ไม่มีใครมองเห็น ไม่มีใครใส่ใจ แม้แต่เจ้าหน้าที่ในวังหลายครั้งก็ไม่ได้สนใจพวกหล่อน

องค์ราชินีเองก็ทรงเห็น สายพระเนตรของพระนางมองดูเขาตลอดเวลาที่เสวยเครื่องดื่มนั้น ชายหนุ่มเห็นเช่นนั้นก็จิบตามก่อนจะดื่มเข้าไปอึกใหญ่ พระนางทอดพระเนตรเห็นเช่นนั้นก็แย้มพระโอษฐ์อย่างพอพระทัยก่อนจะตรัสถามว่า “ เจ้านี่ช่างใส่ใจคนอื่นจริงๆนะคีธ ข้านึกว่าคนที่หักหลังขายพวกพ้องใจเยือกเย็นอำมหิตไม่คิดถึงผู้ใดเสียอีก ”

ในพระสุรเสียงนั้นมีความท้าทายอยู่ในที แต่ชายหนุ่มกลับแสดงปฏิกิริยาใด เขาวางถ้วยลงแล้วกราบทูลพระนางไปว่า ” การจะทรยศผู้ใดหม่อมฉันมีเหตุผล มิได้ทำไปเพราะทำได้หรือเพียงเพราะหม่อมฉันไม่คำนึงถึงผู้คนเหล่านั้น ครั้งนี้หม่อมฉันมาอาศัยบารมีเพื่อความอยู่รอดย่อมต้องหาทางตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณเป็นธรรมดา ”

ชั่วขณะหนึ่งพระนางทรงเงียบไปราวกับกำลังทรงไตร่ตรองสิ่งที่ชายหนุ่มกล่าวอย่างละเอียดละออ ” เช่นนั่นหมายความว่าวันหนึ่งหากเจ้ามีเหตุผลอันควรเจ้าก็จะทรยศข้าอย่างนั้นหรือ ”

ชายหนุ่มส่ายหน้าทันที ” หม่อมฉันไม่อาจจินตนาการเรื่องแบบนั้น ไม่มีเหตุผลใดสำคัญไปกว่าพระองค์หรอกพะยะคะ ”

ได้สดับเช่นนั้นพระนางก็ทรงเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตรัสว่า ” ผู้ชายหลายคนเคยพูดกับข้าเช่นนี้ แต่ที่แต่ละคนบอกว่าข้าสำคัญนั้นไม่ได้เกี่ยวอะไรกับตัวข้า มันเกี่ยวกับสิ่งที่ข้ามี อำนาจ ยศถา หรือรูปโฉม น้อยคนนักที่มาโดยไม่หวังสิ่งเหล่านี้ แต่น้อยยิ่งกว่านั้นที่บังคับตนเองจากความยั่วยวนของมันได้ เจ้าอายุยังไม่มากนักและหนทางที่เจ้าผ่านมามีสิ่งยั่วใจน้อยนักเทียบกับที่มีอยู่รอบตัวข้า วันนี้ข้าอาจสำคัญสำหรับเจ้า คีธ แต่วันหน้าจะไม่ใช่เช่นนั้น ”

ชายหนุ่มยกถ้วยน้ำนมขึ้นดื่มอีกครั้งแต่สีหน้าของเขานั้นหม่นลงจนรู้สึกได้ เมื่อเขาวางถ้วยลงเขาจึงกราบทูลว่า ” หม่อมฉันเคยได้ยินมาว่า ไม่มีสตรีนางใดน่าสงสารเท่าสตรีสูงศักดิ์ ยิ่งสูงศักดิ์มากยิ่งมีชีวิตที่น่าสงสารมากเพราะศักดินามาพร้อมหน้าที่ และพวกนางต่างจากผู้ชายตรงที่ไม่สามารถมีชีวิตสองหน้าได้เพราะหน้าที่ไม่ได้เรียกร้องผลงานจากพวกนางแต่เรียกร้องบทบาทจากพวกนาง ” เขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อว่า ” หม่อมฉันเข้าใจหากพระองค์จะไม่มีวันไว้พระทัยผู้ใดเลย- ”

” ข้าไม่ได้หมายความว่าข้าไม่ไว้ใจเจ้า ”

” แต่พระองค์ไม่ปรารถนาจะเปิดพระทัยให้ใคร สำหรับพระองค์ไม่มีใครที่มาเพื่อพระองค์เลย ไม่ใช่หรือพะยะคะ ” ทั้งห้องนั้นพลันเงียบสงัดในทันที คีธรู้สึกได้ถึงสายตามาดร้ายจากเหล่านางกำนัลที่รายล้อม แต่เขาไม่ได้ละสายตาจากราชินีที่ประทับอยู่ตรงหน้าแม้แต่อึดใจ

แต่พระนางก็ไม่มีวี่แววว่าจะพิโรธ บนพระพักตร์มีเพียงความเศร้าก่อนจะถอนพระทัย ” ทำไมเจ้าต้องเถรตรงขนาดนี้ด้วยนะ ”

เขาค้อมศีรษะเพื่อขออภัยโทษ

” ข้าไม่ได้ถือสาหรอก ” พระนางตรัสพลางจิบนมในถ้วย ” การเกิดเป็นสตรีสูงศักดิ์นั้นเป็นเช่นที่เจ้าว่าไม่ผิดหรอก ไม่ว่าเมื่อใดก็จะถูกคาดหวังให้วางตัวอย่างเหมาะสม ให้ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์ แต่ว่าตามจริงทั้งหญิงและชายล้วนอยู่ภายใต้ความกดดันทั้งเรื่องการวางตัวและผลงาน ” แล้วพระนางก็ทรงเงียบไปครู่หนึ่ง สายพระเนตรจ้องมองลงในถ้วยน้ำนมตรงหน้า ” ในตอนแรกข้าตั้งใจว่าจะไม่ให้อาวดริคต้องอยู่ภายใต้สิ่งเหล่านั้น ให้เขาได้เป็นเจ้าชายที่มีอิสระมากกว่าเจ้าชายคนไหนๆ ไม่รู้ว่าข้าทำผิดหรือเปล่าที่เลี้ยงดูเขาแบบนั้น ”

ความกลัดกลุ้มพระทัยที่ชัดเจนทำให้เขาไม่อาจนั่งเฉยอยู่ได้ แม้เมื่ออาหารเช้าหอมกรุ่นถูกวางไว้ตรงหน้าสิ่งที่ชายหนุ่มมองก็มีเพียงพระพักตร์ของพระนางอาร์ดาราขณะที่เขาบอกไปว่า ” พระองค์ตรัสเองว่ารอบข้างพระองค์นั้นมีสิ่งยั่วใจมากมาย เจ้าชายเองก็ต้องทรงเผชิญหน้ากับสิ่งเหล่านั้น ย่อมเป็นไปได้ที่พระองค์จะพลาดพลั้ง มิใช่ผิดที่การเลี้ยงดูหรอกพะยะคะ ”

แม้อาจเป็นชั่วขณะแต่พระพักตร์ของพระนางก็กลับอ่อนลง บนนั้นมีคำขอบคุณที่พระนางซึ่งชัดเจนจนเขาต้องตั้งใจก้มลงแล้วลงมือกับอาหารตรงหน้าเพื่อหลบสายพระเนตร ต่อให้เขาคิดว่าเขาจะเข้มแข็งอย่างไรก็ไม่อาจต้านทานรอยยิ้มน้อยๆของหญิงผู้ว้าเหว่ที่นั่งอยู่ตรงหน้าเขาได้ เขารีบเปลี่ยนไปยังเรื่องอื่นทันที ” ว่าแต่หม่อมฉันไม่ได้ข่าวคราวว่ามีนางกำนัลคนใดถูกลงโทษในช่วงที่ผ่านมาเลยนี่พะยะคะ พระองค์ทรงลงโทษนางผู้นั้นอย่างไรหรือ ”

” ข้าลงโทษนางขั้นเบา แล้วส่งนางกลับไปอยู่ที่บ้าน ” พระนางตรัสตอบโดยไม่ได้เงยพระพักตร์ขึ้นจากพระกระยาหารเพื่อมองดูชายหนุ่มผู้สับสนเลยแม้แต่น้อย

” ส่งกลับบ้าน? หม่อมฉันนึกว่านางจะถูกประหารเสียอีก ”

พระนางส่ายพระพักตร์เมื่อทรงสดับเช่นนั้น ” เพียงแค่นางออกไปก็เท่ากับสายข่าวของเจ้าชายในปราสาทก็ไม่มีแล้ว ไม่มีเหตุผลอะไรต้องพรากชีวิตกันแบบนั้นดอก ”

” แต่ข้าราชบริพารคนอื่นเล่าพะยะคะ ทำไมไม่ใช้นางเป็นเยี่ยงอย่างแก่ข้าราชบริพารไม่ให้นึกเอาใจออกห่าง ”

” การรักษาคนรอบข้างไว้ด้วยความกลัวจะมีประโยชน์อันใดเมื่อใจของพวกเขาจะออกห่างเจ้าอยู่แล้ว ”

นั่นทำให้คีธต้องหยุดลงหยุดคิด ยิ่งเมื่อเห็นพระพักตร์อันเศร้าหมองของพระนางเขายิ่งไม่มีอะไรจะพูด นอกจาก ” ขออภัยพะยะคะ หม่อมฉันลืมคิดไป ”

” ความกลัวก็เป็นสิ่งที่ดี คีธ ” พระนางตรัสขึ้นหลังจากเสวยพระกระยาหารไปได้ครู่หนึ่ง ” แต่มันเป็นอันตรายเมื่อเจ้าใช้กับคนที่ใกล้ชิด เพราะยิ่งเขากลัวเจ้าเท่าไหร่ ก็เหมือนยิ่งขับไล่เขาออกไปไกลมากขึ้นเท่านั้น ท้ายที่สุดรอบข้างก็จะมีแต่คนที่เจ้าไม่อาจไว้ใจได้ ”

” ความกลัวจึงใช้กับคนไกล ความเสน่หาใช้กับคนใกล้ เช่นนั้นสินะพะยะคะ ”

พระนางเลิกพระขนงน้อยๆขณะที่ตอบว่า ” เจ้าจะว่าอย่างนั้นก็ได้ ”

” หม่อมฉันดีใจจริงๆที่เลือกมาเป็นคนใกล้ของพระองค์ ”

พระราชินีก็เพียงแย้มพระโอษฐ์ แล้วเสวยพระกระยาหารต่อไป

***
เขาไม่อาจข่มใจให้สงบอยู่ได้

เขาซึ่งเป็นพ่อไม่ปรารถนาอะไรมากไปกว่าความสุขสบายและปลอดภัยของบุตรสาว เขาซึ่งเป็นชายตาดำๆคนหนึ่งไม่ปรารถนาอะไรมากไปกว่าการหลบให้พ้นจากอันตรายทั้งปวงหรือจากอำนาจที่อยู่เหนือเขาขึ้นไป กระนั้นเขาก็ไม่อาจผลักประตูปิดหรือไล่ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาไป คนผู้นั้นสวมเสื้อผ้าเก่าปอน ผมยาวรุงรัง และผิวพรรณหยาบกร้านเข้มคล้ำ จนไม่เหลือร่องรอยของชาติกำเนิดของเขาให้จดจำได้มากนัก กระนั้นเขาก็ยังจำชายคนนี้ได้แม่นยำเสียจนเขารู้สึกเหมือนพื้นใต้เท้าสั่นคลอน

รอยยิ้มนั้นยังคงเดิมขณะที่ชายคนนั้นเดินเข้ามาในร้านแล้วปิดประตู ” ไม่เจอท่านตั้งนาน สบายดีหรือเปล่าครับ ”

เขาเพียงแค่ยืนนิ่ง คำเดียวที่ออกมาจากปากของเขาได้คือ “…เจ้าชาย… ”

แต่ชายตรงหน้าเขากลับส่ายหน้า ดวงตาของเขาหรี่มองบอกให้เขาระมัดระวัง ” ข้าชื่ออาร์ธ ท่านจำผิดคนแล้วล่ะ ”

” อา….อาร์ธ ” เขาพูดอีกครั้ง เหมือนย้ำให้ตนองมั่นใจ ” พะ….ท่านมาทำอะไรที่นี่ ”

ความหวาดกลัวที่ชัดเจนนั้นทำให้ชายหนุ่มต้องชะงักไปชั่วครู่หนึ่ง เขายักหน้าอย่างเข้าใจก่อนจะบอกว่า ” เรื่องของข้ายาวมาก แต่เอาเป็นว่าตอนนี้ข้าจำเป็นต้องอยู่ในเมืองหลวงซักระยะ และข้าต้องการความช่วยเหลือของท่านกับลูกสาวถ้าเป็นไปได้ แล้วตอนนี้พวกท่านสบายดีกันหรือเปล่า ลูกสาวท่านเป็นยังไงบ้าง ”

เพียงเท่านั้นท่าทีของเขาก็เปลี่ยนไป เขาไม่อาจข่มใจทำตัวเป็นปกติได้อีกแม้เมื่อเจ้าชายท่าทางห่วงใยเป็นทุกข์ร้อน ความชิงชังนั้นคงชัดเจนจนแม้แต่เจ้าชายยังต้องผงะไป ” ท่านไปเถอะ ข้าไม่รู้ว่าท่านมีเรื่องอะไรแต่พวกเราช่วยอะไรท่านไม่ได้ ตอนนี้ลูกสาวข้าก็ไม่ได้อยู่ที่ปราสาทไลน์แล้ว ”

ริมฝีปากของชายหนุ่มต้องค้างไปชั่วขณะก่อนจะถามว่า ” ทำไมล่ะ ” นั่นอาจเป็นคำถามที่นำความบอบช้ำมาสู่ความรู้สึกของผู้เป็นพ่อ เจ็บปวดเสียจนเขาไม่อาจพูดอะไรได้ เขาจึงหันและนำทางชายหนุ่มขึ้นไปบนชั้นสองของบ้าน

ภาพนั้นทรงพลังกว่าคำพูดมากนัก โดยเฉพาะเมื่อเป็นภาพของหญิงสาวที่น่าจะแข็งแรงมีร่างกายสมบูรณ์นอนอยู่บนเตียงในบ้านของหล่อนราวกับจะจมหายลงไปในฟูก หล่อนดูซูบซีดอิดโรย ผิวซีดเผือดราวกับว่าในตัวหล่อนไม่มีเลือดเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย เส้นผมที่เคยเป็นกลุ่มหนาเงามันราวเส้นไหมกลับกลายเป็นเหมือนใยป่านสากที่ไม่เคยถูกปั่นและร่วงหล่นอยู่ทั่วไปบนเตียง นางผอมลงจนแทบจะเหลือแต่กระดูกกับหนัง โหนกแก้มปูดโปนจนเป็นสัน มือคู่ที่เคยพับเก็บผ้าห่มและผูกม่านอย่างปราณีตนั้นซูบจนมองเห็นร่องรอยของกระดูกและเอ็น

และเสียงของหล่อนก็เหลือเพียงเสียงแหบแห้งขณะที่ศีรษะกลมบิดมาทางประตูแล้วถามว่า ” ใครน่ะ ”

ตอนนั้นเองที่เขาได้เห็นดวงตาของหล่อนที่หมดประกายเหลือเพียงรอยขาวฝ้าคล้ายที่เห็นในดวงตาของคนชรา ” มันเกิดอะไรขึ้น ” ชายหนุ่มกระซิบถามกับพ่อของหล่อน ใจหนึ่งเขากลัวว่าคำถามนั้นจะทำร้ายหล่อนผู้ซึ่งมีร่างกายที่อ่อนแออยู่เป็นทุน แต่ผู้ที่มันทำร้ายกลับเป็นพ่อของหล่อนเสียมากกว่า

ความเจ็บแค้นบนใบหน้าของผู้เป็นพ่อนั้นชัดเจนขณะที่เขากัดฟันตอบว่า ” นี่เป็นการลงโทษสำหรับการที่หล่อนทรยศราชสำนักเพื่อช่วยท่านออกมา พวกเขาสืบจนรู้ว่าหล่อนมีส่วนเกี่ยวข้อง และ…. ” แล้วชายผู้นั้นก็เงียบไป เขาไม่อาจเล่าเรื่องราวนั้นจนจบได้โดยไม่สะอื้นไห้ สภาพของหล่อนตอนที่พวกเขาพากลับมาที่บ้านพร้อมจดหมายชี้แจงถึงความผิดของหล่อนนั้นทำให้ดวงตาของผู้เป็นพ่อต้องคลอด้วยน้ำตา

เจ้าชายเองก็ไม่ได้หวังว่าเขาจะเล่ารายละเอียดสุดท้ายนั้น ไม่มีความจำเป็นเลยเมื่อภาพตรงหน้าเขาบอกเล่าทุกอย่าง ชายหนุ่มตรงรี่ไปที่ข้างเตียงแล้วนั่งลงพลางยกมือของหล่อนขึ้นมากุมไว้ ” ข้าเองนะ อาวดริคไง ”

” อาวดริค ” หล่อนกล่าวย้ำกับตนเองพลางขมวดคิ้ว หล่อนหรี่ตาราวพยายามมองผ่านม่านหมอกรอบตัวหล่อนออกมา แต่หล่อนไม่อาจเห็นเขาได้

” ใช่ อาวดริค ” เขาบอก ” ข้ารบกวนเจ้าอยู่บ่อยๆ อย่าบอกนะว่าลืมเสียแล้ว ”

เมื่อได้ยินเช่นนั้นหล่อนก็นิ่งไป ความนิ่งงันเนิ่นนานนั้นทำให้เขาใจเสีย แต่แล้วหล่อนก็เอ่ยขึ้นด้วยริมฝีปากที่แตกแห้ง ” เจ้าชาย ”

แม้ยศถานั้นเป็นสิ่งที่เขาไม่อยากได้ยิน แต่อย่างน้อยการที่หล่อนจำเขาได้ก็ควรแก่การยินดี ” ใช่ ข้าเอง ” แต่นั่นคือทั้งหมดที่หล่อนพูดขึ้น หลังจากนั้นสิ่งที่หล่อนทำก็เพียงแค่นอนนิ่ง ดวงตาที่เหมือนจ้องมองตรงมายังเขาก็เหมือนจะจ้องไปยังความเวิ้งว้างว่างเปล่า มันทำให้ขนบนคอของชายหนุ่มลุกชันอย่างช่วยไม่ได้ ” เกิดอะไรขึ้นกับเจ้า ใครทำให้เจ้ากลายเป็นแบบนี้ ”

หล่อนเพียงแค่นอนนิ่งแล้วส่ายหน้า

แนวคิ้วของเขาขมวดเข้าทันที ” เจ้าบอกไม่ได้อย่างนั้นหรือ ”

หล่อนอ้าปาก ชั่วขณะหนึ่งสิ่งที่ออกมาคือความเงียบก่อนที่หล่อนจะพูดด้วยเสียงแหบแห้ง ” ข้าไม่รู้ ”

” ไม่รู้? ”

” ข้าไม่รู้ว่าทำไมข้าถึงเป็นแบบนี้ ” หล่อนว่า ” ข้าไม่รู้ว่าใครทำ…. แล้ว….ท่านคือเจ้าชายจริงๆน่ะหรือ ”

ปลายนิ้วของอาวดริคพลันเย็นเฉียบ ครู่ใหญ่ทีเดียวที่เขาต้องพยายามแหวกเมฆหมอกแห่งความสับสนเพื่อถามหล่อนว่า ” เจ้าจำเสียงข้าไม่ได้หรือ ”

หล่อนส่ายหน้า

” แต่เจ้าจำได้ว่าข้าคือเจ้าชาย เจ้าจำได้ว่าข้ารบกวนเจ้าบ่อย- ”

ปากของเขาหุบลงทันทีที่หล่อนส่ายหน้าดิกจนเส้นผมของหล่อนสยายไปทั่วหมอน ” ข้าจำได้ว่าเจ้าชายทรงมีพระนามว่าอาวดริค แต่ข้าจำอย่างอื่นไม่ได้ ข้าจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าข้าเคยอยู่ในปราสาทไลน์ ”

ในตอนนั้นเองที่เหมือนมีหินก้อนใหญ่ตกลงมาบนหัวของเขาจนสมองมึนชา เพราะในที่สุดเขาก็รู้ว่าไม่ใช่เพียงร่างกายภายนอกของหล่อนเท่านั้นที่ถูกทำลาย ภายในตัวหล่อนก็เช่นกัน อาวดริคได้แต่เม้มปากแน่น มือข้างหนึ่งของเขาเหมือนจะสั่นระริก มันสั่นเพราะเขารู้ว่าอะไรทำร้ายหล่อน และถ้าเป็นเช่นนั้นจริง เขาก็รู้ทั้งคนที่ทำร้ายหล่อน และวิธีรักษาความทรงจำของหล่อนให้คืนเดิมได้ หากเพียงมันไม่ใช่เวทย์คืนความทรงจำและหากไม่เพราะความทรงจำนั้นอาจทำร้ายหล่อนมากกว่าจะช่วยรักษา ไม่มีอะไรในห้วงความรู้ของเขาที่อาจช่วยให้หล่อนกลับมาเป็นเช่นเดิม ไม่มีเลย

เขาวางมือของหล่อนลงบนเตียงอีกครั้งก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินมาหาบิดาของหล่อน เขาอยากจะขอโทษที่ทำให้หล่อนต้องพบกับชะตากรรมนี้แต่รู้ดีว่าคำขอโทษนั้นไม่เพียงพอ คำพูดก็แค่ลมที่พัดผ่านเท่านั้น เขาจึงถามไปว่า ” ให้ข้าอยู่ที่นี่ได้ไหม? ”

พ่อของหล่อนลืมตาโพลง เขาสวนขึ้นในทันทีว่า ” ท่านก็เห็นแล้วว่าพวกนั้นทำอะไรกับลูกสาวข้า ขืนข้าให้ท่านอยู่ที่นี่ พวกเรามีหวังฉิบหายกันหมด ”

เขายักหน้าว่าเขารู้แต่ถามไปว่า ” มีใครไม่อยู่ในความฉิบหายหรือตอนนี้”

ในห้องนั้นพลันเงียบลงอีกครั้ง การตระหนักรู้นั้นหนักหนาจนแม้แต่อากาศยังพลันหนักอึ้งกดทับพวกเขาจนไม่อาจหายใจ เขาเข้าใจดีความรู้สึกนั้นดี ” ข้ารู้ว่าการที่ข้าอยู่ที่นี่อาจทำให้ท่านมีอันตราย ” เขากล่าว ” แต่ข้าก็ไม่รู้ว่าเวลาของพวกเราเหลืออยู่ซักเท่าไหร่ อย่างน้อยในช่วงเวลานั้นข้าอยากจะตอบแทนบุตรสาวของท่านที่เคยดูแลข้าเป็นอย่างดี อย่างน้อยข้าก็อยากจะได้ดูแลหล่อนบ้าง ”

อีกครั้งที่ผู้เป็นพ่อคัดค้านแม้เพียงด้วยการส่ายหน้าจนผมของเขาพองฟู กระนั้นอาร์ธก็ยังตั้งใจมั่น เขาเหลียวกลับไปที่หญิงสาวอีกครั้งและยิ้มให้หล่อนซึ่งหันมาทางพวกเขาราวกับว่าหล่อนยังคงมองเห็น ราวกับว่าดวงตาของหล่อนไม่ได้จนเจียนจะบอดเต็มที สายตาของเขาปราศจากความสังเวชใดๆ อาจมีความสงสารแต่ไม่ใช่สังเวช มันคือสายตาของเพื่อนซึ่งเล็งเห็นความทุกข์ของเพื่อนแม้เพื่อนคนนั้นจะเป็นเพียงนางในของปราสาท กับเจ้าชายอาวดริคนี่คือพระสหายที่พระองค์เก็บไว้แนบพระทัย สหายที่พระองค์จะไม่ทิ้งไปเพียงเพราะหล่อนกลายเป็นหมากที่หมดค่า

อาจเพราะอย่างนั้นผู้เป็นพ่อจึงไม่ได้ปฏิเสธ

***
หลังจากหลายคืนที่เขาได้แต่นอนคิดถึงชะตากรรมของตนเอง โจคิดว่าคงไม่มีอะไรทำให้เขาตกใจได้อีกแล้วไม่ว่าจะเป็นความจริงที่ว่าบ้านซึ่งเขาอยู่นี้และผู้คนที่คอยดูแลเขาคือทหารรักษาพระองค์ ทหารที่ขึ้นชื่อว่าฝึกปรือมาดีที่สุดในแผ่น หรือการที่คนเหล่านั้นปฏิบัติต่อเขาอย่างแขกผู้ทรงเกียรติ เขาจะไม่แปลกใจถ้าวันหนึ่งทหารม้าบุกเข้ามาและลากตัวเขาออกไปหลังจากสืบจนพบเขาไม่ได้ออกไปจากเมืองหลวง

แต่เขาไม่เคยคิดว่าเขาจะได้เจอเพื่อนที่ควรจะไปแล้วไปลับจากเมืองนี้อีกครั้ง โดยเฉพาะที่นี่หลังจากเวลาแค่ชั่วสัปดาห์ ลูดูแตกต่างจากที่เขาจำได้มาก ใบหน้าของเขาเกลี้ยงเกลา ผิวพรรณเปล่งปลั่งเหมือนถูกขัดจนขึ้นมัน เขาสวมเสื้อผ้าเรียบง่ายหากทำด้วยผ้าเนื้อดี ถ้าจะมีสิ่งใดที่ไม่เปลี่ยนไปก็คงเป็นความกังวลบนใบหน้าของเขา

โจจึงถัดตัวลุกขึ้น แขนของเขายังขยับไม่ได้แต่อย่างน้อยที่สุดเขาก็มีเรี่ยวแรงพอจะขยับตัวได้ และเขาอยากให้ลูได้รู้ว่าเขาไม่เป็นไรแล้ว เขามีคำถามมากมายอยู่มากมายเหลือเดินที่อยาถาม ทั้งว่าทำไมเขาถึงอยู่ที่นี่ เขาออกจากเมืองไม่สำเร็จหรือ หัวหน้าเป็นอย่างไร เหยี่ยวป่าเป็นอย่างไร แล้วโลกที่กำลังหมุนอยู่ภายนอกนั้นเป็นอย่างไร แต่เขาก็ยังพยายามจะเยือกเย็น ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นไม่มีอะไรที่เขาควรจะต้องแปลกใจ

เมื่อเห็นเขาลุกขึ้นนั่งชายหนุ่มจึงลากเก้าอี้ในห้องมานั่งลงข้างๆ มิพักที่เขาต้องถามลูก็รู้ว่าเขาจะถามอะไร ” ข้าแจ้งข่าวให้หัวหน้าแล้ว พวกเราตัดสินใจจะไปกันต่อ ข้าถึงกลับมาที่นี่ “

” ตะวันตกเกิดสงครามแล้วหรือ ” โจถาม เขาเองก็คาดไว้ไม่ต่างจากนี้มากนัก

ชายร่างสูงใหญ่นั่งนิ่งราวกับไม่รู้ว่าเขาควรตอบว่าอย่างไร จนในที่สุดเขาก็เล่าว่า ” ยังหรอก แต่ก็อีกไม่นาน ข่าวเพิ่งมาถึงจากฝั่งตะวันตกเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาว่าการสังหารครั้งแรกเริ่มไปแล้ว แค่ทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้ประกาศอย่างชัดเจนเท่านั้นเอง ” แล้วเขาก็ถอนใจ ” ว่ากันว่าไลน์ฆ่าชาวบ้านกลุ่มหนึ่งที่เข้ามาจากเวสต์เวลล์ด้วยข้อหาเป็นสายลับแม้แต่เด็กทารกและคนแก่ก็ไม่ละเว้น ข้าไม่แปลกใจหรอกที่บางกลุ่มในเวสต์เวลล์จะเริ่มรวนชายแดนไลน์อย่างโจ่งแจ้ง ”

โจถึงกับส่ายหน้า มันไม่สมเหตุสมผลเลยสำหรับเขา เมื่อเห็นเพื่อนของเขากลัดกลุ้มเหมือนจะระเบิดลูจึงเงียบแล้วรอให้โจพูดขึ้นบ้าง ” นางไม่น่าปล่อยให้เกิดเรื่องแบบนี้ ” ชายหนุ่มบนเตียงบอก ” นางรู้ดีว่าการใช้กำลังจะทำให้เวสต์เวลล์ตอบโต้ นางกำลังทำให้ไลน์เป็นผีร้ายที่รวมเวสต์เวลล์เป็นปึกแผ่นและพร้อมสำหรับสงคราม นางไม่ควรปล่อยให้ทหารทำถึงขั้นนี้ มันเหมือนนางตั้งใจจะเล่นไปตามที่เราต้องการ….ไม่ก็เป็นพวกเขาที่ความเคลื่อนไหวอย่างที่นางต้องการ ”

” เจ้าคิดมากไปมากกว่า ” ลูเชียสตอบ ” นางอาจจะสะเพร่าก็ได้ ”

นั่นฟังไม่ขึ้นสำหรับโจ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่มีข้อมูลใดให้คิดต่อไป เขาจึงละจากเรื่องไกลมาถามถึงคนใกล้ตัวแทน ” ซาร์คล่ะ เป็นยังไงบ้าง ”

” หัวหน้าสบายดี ตอนนี้เขากำลังเตรียมพร้อมเหยี่ยวป่าอยู่ที่ชายขอบของเขตเมริสมา ทันทีที่ข้ากับอาร์ธเตรียมหนทางเข้าออกที่นี่เรียบร้อยและชายแดนตะวันตกปะทุ เราจะลงมือ ”

ชื่ออาร์ธทำโจตาโตทันที ” เจ้านั่นมาที่นี่งั้นเหรอ ”

ความร้อนใจนั้นชัดเจนในดวงตาของเพื่อน จริงๆเขาไม่ควรบอกเลยว่าคนๆนั้นเข้ามาในเมืองนี้แล้ว แต่ในเมื่อเขาพลาดไปแล้วเขาก็ได้แต่ปล่อยเลยตามเลยไป ” เจ้านั่นเข้ามาหาสายข่าวของตัวเอง ทั้งข้าและหัวหน้าก็ห้ามเขาแล้ว แต่เขาบอกว่าตัวเขาซึ่งคุ้นเคยกับเมืองนี้มาทำงานเองน่าจะทำได้รวดเร็วและเสี่ยงน้อยกว่าคนอื่น โดยเฉพาะเมื่อคีธแปรพักตร์ไป “
โจฟังแล้วก็ส่ายหน้าอย่างหน่ายใจ เจ้าชายอ่อนหัดนั่นน่ะหรือจะมาเพื่อต่อกรกับคีธในสงครามเย็นเหนือเมืองนี้ แค่พยายามนึกภาพยังนึกไม่ออกด้วยซ้ำ ” ข้าคิดว่าข้าเห็นลูกบ้าที่บ้าที่สุดของเขาแล้วเสียอีก ” เขารำพึง

ลูเองก็เหมือนจะคิดอย่างนั้นและ ” เห็นได้ชัดว่ายัง ”

โจก็ได้แต่ยักหน้ารับ ไม่ว่าเขาคาดอะไรไว้อาวดริคก็ทำให้เขาประหลาดใจเสมอ ครั้งนี้อาจจะเกือบหัวใจวายได้ด้วยซ้ำ “ เจ้านั่นมันมองโลกในแง่ร้ายไม่เป็น “ เขาหัวเราะหึ ” แต่อาจจะดีแล้วก็ได้ถ้ามองไกลกว่านี้ การล้มนางจะไม่ใช่จุดจบแต่เป็นจุดเริ่มของจุดจบ เมื่อไม่มีนางอาณาจักรไลน์จะระส่ำระสายจนอาจถึงกลียุค คงจะมีแต่คนอย่างนั้นที่จะยินดีรับภาระประคองประเทศที่ใกล้ล่มสลายโดยไม่ถอดใจไปเสียก่อน “ แต่แล้วเขาก็ยิ้มน้อยๆราวกำลังเยาะหยัน ” จริงๆมันอาจจะสายไปแล้ว ไม่ว่าเรามองไปทางไหนนางได้วางหมากขวางไว้หมดทุกทางแล้ว เราอาจจนหนทางจะแก้มันแล้วก็ได้ ”

” ยกเว้นว่าเขาจะสร้างปาฏิหาริย์ ”

คำพูดของลูทำให้โจขำที่มีทั้งความโล่งใจและหนักใจ ” ใช่ แต่เพราะเป็นเขา ข้ายังนึกไม่ออกด้วยซ้ำว่ามันจะเป็นปาฏิหาริย์แบบไหน ”

***
TBC in Chapter 7

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: