A Fairytale: จนฟ้ารุ่งราง บทที่ 7

Title: A Fairytale
Book III: จนฟ้ารุ่งราง (Another Dawn)
Author: vekin
Rate: PG-13
Warning: คนเขียนอ่อนคำราชาศัพท์เป็นอย่างยิ่ง ต้องขออภัยในความผิดพลาดมา ณ ที่นี้
***บุคคล เหตุการณ์และสถานที่ในเรื่องล้วนสมมติขึ้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องพาดพิงกับบุคคลและเหตุการณ์จริงแต่อย่างใด***

Chapter 7
####################################################
แต่ไหนแต่ไรลูเชียสเป็นคนที่ตื่นเช้า หากก็ไม่เช้าพอสำหรับวันนั้นเมื่อทหารรักษาพระองค์นายหนึ่งเข้ามาปลุกเขาให้ลุกตามมานานก่อนฟ้าจะสาง มันเป็นโมงยามที่คนรับใช้จะตื่นขึ้นมาตระเตรียมอาหารและสะสางงานช่วงเช้าในบ้านก่อนที่เจ้าบ้านจะลงมาเมื่อดวงอาทิตย์ขึ้น แต่ในเวลาอย่างนั้นกลับมีแขกมาขอพบเขาเป็นการเร่งด่วนทั้งที่เขาก็ไม่ได้รู้จักใครในเมืองหลวงนี้

จนกระทั่งลูเชียสได้เห็นหน้าของชายซึ่งนั่งรอเขาอยู่ในเสื้อผ้าเก่าปอนเปื้อนดินและน้ำค้าง เขาเกือบจะจำอาวดริคไม่ได้ด้วยซ้ำ อาวดริคเป็นฝ่ายลุกขึ้นแล้วตรงเข้ามาทักทายเขา ชายร่างสูงได้แต่มองอย่างงงๆพยายามเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น “ ท่านไปไหนมา” เป็นสิ่งแรกที่เขาถาม “ข้ารอท่านอยู่ทั้งวันเมื่อวาน”

“ข้ามีเหตุต้องเปลี่ยนแผนน่ะลู” ชายหนุ่มตอบพลางเชื้อเชิญเพื่อนให้นั่งลง “คนที่ข้ารู้จักในปราสาทไม่อยู่ที่นั่นอีกแล้ว ตอนนี้เราต้องหาทางเข้าไปสืบความเคลื่อนไหวในนั้นเอง ดังนั้นข้าเลยต้องหางานทำ” แล้วเขาก็บุ้ยใบ้ไปที่เสื้อผ้าที่เขาสวมใส่ ต่อให้เขาง่วงอยู่ลูเชียสก็จำกลิ่นของดินและน้ำค้างได้ดี แต่บนตัวของเจ้าชายนั้นมีกลิ่นของหลายสิ่งปะปนมาด้วย มีคนไม่กี่ประเภทนักที่มีกลิ่นติดตัวที่หลากหลายเพียงนี้

“ ท่านทำงานเป็นคนส่งของ? ” เขาอุทาน “ เวลาอย่างนี้มีใครยอมจ้างคนไม่รู้หัวนอนปลายเท้าด้วยรึ ”

“ ข้าได้คนรู้จักแนะนำให้ ตอนนี้ข้าก็พักอยู่กับเขาโดยเล่นเป็นญาติจากต่างเมือง ” เจ้าชายตอบ “ ข้อเสียก็คือข้าคงมาพบพวกเจ้าได้แต่ในเวลาเช้าตรู่แบบนี้ ไม่อย่างนั้นจะผิดสังเกต ”

ลูเชียสยักหน้างึกงักอย่างเข้าใจก่อนจะมุ่นคิ้วนิ่ว “ ถ้าอย่างนั้นท่านก็ไปพบคนที่ท่านรู้จักด้วยตัวท่านเองไม่ได้น่ะสิ แล้วที่ว่าเราจะต้องคุยกับพวกเขา-”

“ เรื่องนั้นต้องให้เจ้าช่วยจัดการตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ลูเชียส ” ชายหนุ่มตอบพร้อมรอยยิ้มขัดเขินที่บ่งบอกว่าเขาเองก็ไม่ได้สบายใจนักที่มัดมือชกกันแบบนี้ “ข้าขอให้ทหารรักษาพระองค์ช่วยเตรียมแผนที่กับข้อมูลเบื้องต้นของคนที่ข้าอยากพบไว้แล้ว ที่เจ้าต้องทำคือปลอมตัวเป็นเพื่อนของท่านเกรเกอร์เข้าไปเยี่ยมคนเหล่านั้น- ”

“ เดี๋ยวนะ ท่านหมายความว่าข้าต้องปลอมเป็นขุนนางงั้นเรอะ “ เมื่อเจ้าชายยักหน้าชายร่างสูงก็ส่งเสียงครางต่ำในลำคอทันที “ ท่านก็รู้ว่าข้าเป็นลูกช่างตีเหล็ก อ่านก็ไม่ออกเขียนก็ไม่ได้ เรื่องมารยาทสังคมทั้งหลายข้าก็ไม่รู้ ข้าจะไปตบตาคนอื่นว่าเป็นขุนนางได้ยังไง ”

“ เรื่องนั้นคนที่นี่จะช่วยแต่งเรื่องที่สมเหตุสมผลให้เอง เจ้าแค่เล่นตามน้ำ อบรมเรื่องพื้นฐานซักวันสองวันก็คงพอจะตบตาพวกเขาในระยะเวลาสั้นๆได้แล้ว ” แล้วอาวดริคก็ดึงพับกระดาษออกมาจากเสื้อของเขา บนนั้นคือรายชื่อที่แม้ลูเชียสจะอ่านไม่ออกเขาก็พอเดาได้ว่าคนเหล่านี้ต้องมาจากตระกูลสำคัญ “ พวกเขาเป็นอาจารย์ของข้า ” เจ้าชายกล่าว ” คนเหล่านี้เป็นขุนนางเก่าที่ราชาลุดวิกไว้วางพระราชหฤทัย ถึงแม้จะเกษียณอายุไปแล้วแต่บารมีของพวกเขาไม่ใช่น้อยๆ ข้าไม่อาจไปพบพวกเขาเองเพราะถ้ามีคนแม้แต่คนเดียวนึกสงสัยว่าเจ้าชายกบฏกำลังติดต่อกับคนพวกนี้อยู่ละก็ พวกทหารม้าต้องตามมาแน่ ข้าต้องการคนที่ดูไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อพวกเขา คนในตระกูลขุนนางที่อาจไม่ได้มีอำนาจอะไรและไม่มีใครรู้จัก แบบนั้นจะปลอดภัยกว่า ”

ท่าทางที่จริงจังของอาวดริคทำให้ลูเชียสต้องกลืนน้ำลาย เขาไม่มีความมั่นใจเลยแม้แต่นิดเดียวว่าเขาจะตบตาคนพวกนี้ได้แม้แต่คนเดียว

เจ้าชายเองก็เข้าใจ เขาจึงเอื้อมมือไปตบบ่าสหายหนักๆทีหนึ่ง “ ข้าแค่อยากให้เจ้าหยั่งเชิงว่าคนเหล่านี้เป็นมิตรหรือศัตรู เจ้าไม่ต้องต่อรองไม่ต้องบอกอะไรพวกเขาทั้งนั้น ถ้าเราพอรู้ว่าใครยินดีจะช่วยเมื่อนั้นเราค่อยเริ่มเปิดปาก แต่ต้องไม่ใช่ในการพบกันครั้งแรก “

อาจเป็นความเยือกเย็นของเจ้าชายที่ทำให้ลูเชียสได้แต่นั่งเงียบทั้งที่ภายในของเขาตื่นกลัวยิ่งกว่าสิ่งใด อาวดริคเองก็รู้ เขายิ้มให้ชายร่างสูงทีหนึ่งก่อนจะตบบ่าเขาแล้วลุกขึ้น

“ ข้าฝากด้วยนะ “ ลูเชียสไม่ได้ตอบอะไรนอกจากยักหน้ารับคำไปครั้งหนึ่ง ท่าทางอันจริงจังของเขายิ่งดูจริงจังมากขึ้น แต่นั่นพอแล้วสำหรับชายหนุ่ม เขาค้อมตัวขอบคุณทหารรักษาพระองค์ที่ยืนอยู่ในห้องนั้น ” ขอบคุณทุกคนมากๆ และต้องขอโทษด้วยที่ต้องทำให้ลำบาก ”

แต่ทหารคนนั้นก็เพียงแค่ยิ้มน้อยๆก่อนจะค้อมตัวลงบ้าง ” สำหรับเราการรับใช้นายเหนือหัวคือความภาคภูมิใจ ไม่ต้องเกรงใจไปหรอกพะยะคะ เจ้าชายอาวดริค ”

แม้นั่นอาจไม่ใช่คำเรียกที่เขาภาคภูมิใจนักแต่เขาก็น้อมรับไว้ก่อนจะสวมเสื้อคลุมโกโรโกโสและหมวกเก่าๆใบหนึ่ง เขาค้อมตัวบอกลาอย่างสุภาพอีกครั้งก่อนจะหายจากรั้วบ้านไปพร้อมรถเข็นว่างเปล่า

***

เสียงตะโกนสั่งงานดังไม่ได้หยุดมาตั้งแต่เช้าเมื่อร้านเปิด ชายหนุ่มร่างกำยำนับไม่ถ้วนต่างเดินวุ่นวายไปทั้งเขตบ้านที่ประกอบด้วยเรือนอันเป็นที่ตั้งของร้าน โรงเก็บของและลานกว้างที่เต็มไปด้วยรถเข็นที่เตรียมออกไปรวมทั้งตะกร้าและลังสินค้าที่เพิ่งเข้ามาตั้งแต่เมื่อคืนก่อน ที่นี่ไม่เคยหยุดนิ่ง จะมีก็แต่ใครเข้ามาทำงานบ้าง ทุกครั้งที่อาร์ธก้าวเข้ามาเขาจะรู้สึกเหมือนตัวเล็กลีบลงไปทุกครั้งในเมื่อทุกคนที่ขนของนั้นต่างมีร่างกายใหญ่โตล่ำสันกว่าเขาทั้งสิ้น

แต่นั่นไม่ได้ทำให้เขาถอดใจ เขาดันรถเข็นเข้าไปรวมกับรถเข็นเปล่าที่จอดอยู่หลายคันก่อนจะไปรายงายตัวว่าส่งของไปที่ใดมา เขายังไม่ทันได้หายใจด้วยซ้ำตอนที่นายท่านสั่งให้เขาไปขนไหน้ำส้มที่เพิ่งเข้ามาใหม่มาเก็บเข้าที่เพียงไมกี่อึดใจให้หลังเขาก็ได้รับคำสั่งให้ไปส่งของที่บ้านแวร์จิล แน่นอนว่านั่นรวมถึงการจัดของตามรายการที่ได้รับมาด้วย คนที่คอยกำกับการจัดของและการเข้าออกนั้นชื่อเอ็ดผู้ซึ่งคนทั้งหลายนินทาว่าตามองไม่เห็นดินด้วยความหยิ่งที่ไม่อาจหาใครเทียบได้ นั่นเข้าใจได้ไม่ยากเมื่อเขาเป็นหนึ่งในไม่กี่คนนอกจากนายท่านที่อ่านออกเขียนได้ สิ่งที่ไม่ใช่ใครๆก็ทำได้

เขาจึงไปหาเอ็ดเพื่อขอความช่วยเหลือเรื่องการจัดสินค้า เรื่องที่จริงๆแล้วเขาไม่ต้องขอเลยก็ได้ แต่การระวังตัวไว้ย่อมดีกว่า และแน่นอนว่าเอ็ดไม่มีความลังเลใจที่จะสั่งการณ์ใช้งานเขาราวกับว่าตนเองเป็นเจ้าของร้าน แม้กระทั่งตอนที่เขาขอพักก็ตาม ” อะไรวะ ไม่มีน้ำอดน้ำทนเอาซะเลย ขนของหน่อยเดียวเหนื่อยซะและ ”

เขาได้แต่ถอนใจทั้งยังนั่งกองอยู่กับผนังก่อนจะตอบว่า ” ของมันไม่ใช่น้อยๆ ขอเวลาข้าแป็บนึง ”

แต่เอ็ดก็ไม่ยินยอม ” ไม่ได้ๆ เวลาเป็นเงินเป็นทอง เจ้าเอาของขนไปที่บ้านแวร์จิลได้แล้วไป แล้วไม่ต้องรอรับเงินล่ะ บ้านนั้นเขาจะส่งคนมาจ่ายกับนายท่านเอง เข้าใจมั้ย ”

” รับทราบ ” เขาลากเสียงกวนประสาทนิดหนึ่งก่อนจะลุกขึ้นตรงไปที่รถเข็นซึ่งเต็มทั้งของกินของใช้ราวกับว่าคนในบ้านไม่ออกไปจ่ายตลาดที่ไหนด้วยตนเอง สิ่งที่สะดุดตาเขาที่สุดคงไม่พ้นผักผลไม้หรือกระทั่งธัญพืชจากทางใต้ เขาได้แต่เม้มปากแน่นเมื่อคิดว่าในเวลาเช่นนี้คงมีแต่ขุนนางกับพ่อค้าร่ำรวยเท่านั้นที่พอจะซื้ออาหารแบบนี้ยาไส้ได้

“ เฮ้ เจ้ามัวจ้องอะไรอยู่ ของพวกนั้นเน่าได้นะ “ เอ็ดไล่ตะเพิดเขา ก่อนที่เจ้าตัวจะหยุดนิดนึงแล้วร้องอ๋อ ” เออลืมไป เจ้ามันเด็กบ้านนอกนี่หว่า บ้านของคนสำคัญอย่างท่านแวร์จิลคงไม่รู้จัก มา ข้าจะเขียนแผนที่ให้ ” ว่าแล้วชายหนุ่มร่างเล็กก็เดินตัวปลิวไปทางโต๊ะไม้เล็กๆที่เต็มไปด้วยกองกระดาษและเครื่องเขียนที่เขายึดเป็นที่ทำงาน หลังจากขีดๆเขียนๆอะไรอยู่พักหนึ่งเขาก็เดินกลับมาพร้อมแผนที่หยาบๆที่วาดลวกๆพลางชูให้อาร์ธดู ” นี่ดูไว้ซะ นี่เราอยู่ตรงนี้ ถ้าเจ้าไปตามเส้นที่ข้าลากนะ บ้านแวร์จิลเป็นบ้านหลังใหญ่รั้วสีขาวที่มีไม้เถาว์ขึ้นด้านบน ด้านหน้าจะมีตรารูป- ”

” เอาน่า ข้ารู้แล้ว ไม่ต้องบอกหรอกข้าอ่านเองได้ ”

แล้วเขาก็ต้องชะงักปากทันที สีหน้าประหลาดใจของเอ็ดทำให้เขาเริ่มตระหนักได้ว่าเขากำลังพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูดอยู่ ” ข้าหมายความว่าข้าดูเอาเองก็ได้ บ้านที่มีตราจะมีซักกี่หลังเชียว ใช่มั้ยล่ะ” แล้วเขาคว้าแผนที่นั้นและหมวกใบเก่าขึ้นสวม ” ข้าเอาไปส่งให้เดี๋ยวนี้แหละ ” แล้วเขาก็รีบรุนรถเข็นตรงออกจากบ้านโดยไม่มองย้อนกลับไป เขาไม่แน่ใจว่าเอ็ดจะนึกสงสัยเขาหรือไม่ แต่เขาไม่อยากเสี่ยงอยู่ต่อเพื่อให้ถูกจับได้

แต่เพราะความรีบร้อนนั้นทำให้เขาเกือบชนกับกลุ่มคนขบวนย่อมๆที่หัวมุมถนนไม่กี่ก้าวจากร้าน เคราะห์ดีที่เขาหยุดรถเข็นไว้ทันแต่ก็ไม่ทันจะหลบขบวนคำผรุสวาทที่ตามมา ” ดูทางหน่อยสิวะ!! ”

เขาได้แต่ก้มหัวต่ำขอโทษขอโพย แม้จะยากที่จะดับอารมณ์ของพวกเขาลงได้ความยะโสโอหังนั้นชัดเจนจนเขาเดาได้ไม่ยากว่าพวกเขามาจากไหนแม้เมื่อพวกเขาไม่สวมเครื่องแบบใดๆในเวลาอย่างนี้มีแต่ทหารม้าของพระราชินีเท่านั้นที่กร่างได้ทั่วขนาดนี้

” เอาน่า อย่าไปถือสาเขาเลย ท่าทางเขากำลังรีบไม่ใช่รึ ” เสียงหนึ่งขัดขึ้น มันเป็นเสียงที่คุ้นเคยเสียจนตัวของเขาเย็นเฉียบทันทีที่ได้ยิน ในตอนนั้นสิ่งที่เขาอยากทำมากที่สุดคือเงยหน้าขึ้นแล้วเหลียวมองไปทางต้นเสียง แต่ความกลัวทำให้เขาก้มหน้าหลบสายตาอยู่ใต้หมวกต่อไป เขาไม่อยากเสี่ยงให้คนๆนั้นเห็นหน้าเขาในเมืองนี้ ตอนนี้เขาเดาไม่ถูกเลยว่าคีธจะทำอย่างไร

ยังดีที่คนรอบข้างเขานั้นไม่มีใครนึกสงสัยชายที่ยืนตัวแข็งทื่อคนนี้เลย ” ท่านก็น่าจะเห็นนี่ว่ามันเลิ่นเล่อขนาดไหน นี่ขนาดเป็นพวกเรานะ คีธ ” ชายคนเดิมประท้วง

” เอาน่าๆ ” ชายหนุ่มปรามอีกครั้ง ” หัวมุมถนนอย่างนี้เฉี่ยวกันนิดเฉี่ยวกันหน่อยมันเรื่องธรรมดา ที่สำคัญเขายังไม่ชนพวกเราซักหน่อย จะเอาผิดเขาจะเอาโทษฐานอะไรดีล่ะ หือ ” ไม่รู้ว่าเพราะรอยยิ้มเยือกเย็นหรือเพราะความรำคาญในน้ำเสียงทำให้ทหารม้าคนนั้นยอมจำนนแต่โดยดี พวกเขาเริ่มเดินกันต่อโดยไม่มีใครเหลียวมาสนใจชายหนุ่มที่ยืนตัวงอกับรถเข็นของเขา

ยกเว้นแต่คีธ ” เดินระวังๆล่ะน้องชาย ” เขาหันมากล่าวพลางยิ้มให้ ซึ่งนั่นทำให้อาร์ธต้องเสียวสันหลังวาบ แต่ชายหนุ่มก็เพียงแค่เดินต่อไปโดยไม่เหลียวกับมามองเขาอีก อาร์ธรีบหันหลังรุนรถเข็นของเขาไปตามทางอย่างวันธรรมดาวันหนึ่ง หากไม่เพราะใจของเขาอยากจะวิ่งหนีออกจากที่นั่นไปให้สุดกู่

ใจของเขาเริ่มสงบลงได้ก็หลังจากหลายช่วงถนนผ่านไป แต่เขาก็ยังไม่ผ่อนคลายเสียทีเดียว ใจหนึ่งเขากลัวว่าความไม่ใส่นั้นอาจเป็นเพียงแค่กลลวงของคีธเพื่อให้เขาตายใจแล้วตามมารวบตัวเขาทีหลัง เขาคิดว่าจะออกนอกเส้นทางอยู่หลายครั้งแต่การเดินทางอย่างไร้จุดหมายนั้นอาจเป็นทางเลือกที่แย่กว่า เขาจึงยังคงตรงต่อไปตามเส้นทางเดิมราวกับว่ามันเป็นวันปกติวันหนึ่ง

” บ้านหลังใหญ่รั้วสีขาวมีไม้เถาว์ด้านบน ” เขาย้ำกับตัวเองขณะที่ชะลอฝีเท้าลงหลังจากเลี้ยวที่มุมถนนหนึ่งเข้ามา ” บ้านที่มีตรา…. ” แล้วเท้าของเขาต้องชะงักเมื่อบ้านหลังนั้นปรากฏตรงหน้า รวมทั้งตราที่ประดับอยู่บนประตูรั้วซึ่งเขียนอย่างแจ่มแจ้งว่าแวร์จิล และตรานั่น….. เขารู้จักตรานั่น…. ในชั่วขณะนั้นเขาอยากจะเอาหัวกระแทกผนังสังเวยความโง่ของตัวเอง ทำไมเขาถึงขี้หลงขี้ลืมขนาดนี้ เขารู้จักชื่อแวร์จิล แต่ทำไมถึงเพิ่งมานึกออกเอาตอนนี้!

สำหรับตอนนี้เขาต้องทำหน้าที่คนส่งของต่อไปตามแผนเท่านั้น เขาจึงตรงไปยังประตูบ้านแล้วเอาที่เคาะประตูเคาะบานไม้นั้นหนักๆสามสี่ที หญิงคนหนึ่งมาชะเง้อที่ช่องประตูก่อนจะเปิดให้เขาเข้ามา ” เจ้ามาส่งของใช่มั้ย เข้ามาสิๆ ” แล้วนางก็ดึงประตูปิดตามหลังทันทีที่เขารุนรถเข็นผ่านไป ” กำลังรออยู่ทีเดียว ท่านกำลังบ่นว่าเมื่อไหร่อาหารจากทางใต้จะมาถึง ”

” เคานท์แวร์จิลน่ะหรือครับ ” เขาพยายามชวนคุยระหว่างช่วยหญิงคนนั้นขนของหนักเข้าบ้าน ท่าทางของนางนั้นยังคล่องแคล้วก็จริงแต่เรือนผมและใบหน้าบอกว่านางอายุไม่ใช่น้อยแล้ว

นางหันมาทำตาโตเล็กน้อยก่อนจะส่ายหน้า ” ท่านเคานท์ก็อยู่ที่ที่ดินของท่านสิ ท่านจะมาอยู่ที่นี่ทำไม ”

ชายหนุ่มได้ยินเช่นนั้นก็ยักหน้าช้าๆพลางยิ้มแหยๆ ” นั่นสินะครับ เออ… แล้วจะให้ข้าเอาของพวกนี้เก็บที่ไหน ”

” อ้อ ใช่ เอาไว้ในครัวเลยมา ทางนี้มา ” แล้วนางก็นำทางเขาไปหลังบ้านพลางชี้ที่เก็บของของชนิดต่างๆที่เขาต้องช่วยถือเข้ามาให้ ตลอดเวลานั้นเขาอดสงสัยไม่ได้ว่าบ้านนั้นทำไมจึงมีแต่นางเพียงคนเดียวเท่านั้น จริงอยู่ว่าแม้เป็นบ้านขุนนางใหญ่แต่ในเมืองหลวงจะไม่ใหญ่โตเท่าที่อยู่ในที่ดิน กระนั้นผู้หญิงตัวคนเดียวก็ไม่น่าดูแลบ้านหลังขนาดนี้ได้ไหว เขายังต้องช่วยนางย้ายของสองสามอย่างในครัวเพราะนางไม่มีเรี่ยวแรงจะจัดการได้ด้วยตัวเอง แต่เขาก็ยังไม่กล้าถาม ไม่ใช่ตอนนี้ที่พวกเขาเพิ่งพบกันครั้งแรกและเขา ชายส่งของ ไม่ควรสนอกสนใจความเป็นไปในบ้านเขามาส่งของให้มากถึงเพียงนั้น

ในตอนที่จะกลับนั้นเอง ที่นางจับมือของเขาแล้ววางเหรียญเล็กๆเหรียญหนึ่งลงไป เขารีบท้วงทันทีว่า ” แต่ว่านี่ลงบัญชีไว้แล้ว- ”

” นี่ไม่เกี่ยวอะไรกับในบัญชีหรอก ” นางตอบ ” เจ้าช่วยข้าตั้งเยอะ ถือเป็นน้ำใจเล็กๆน้อยๆก็แล้วกัน ข้าเองก็เคยลำบากมาก่อนก่อนนายท่านจะรับข้าเข้ามาบ้านหลังนี้ ข้าเลยไม่อยากให้เจ้าช่วยเปล่าๆ ” เขาได้เงียบขณะที่นางยิ้มให้ มือของเขากำเหรียญนั้นไว้แน่นก่อนจะบอกขอบคุณ ประตูบ้านปิดไล่หลังเขาทันทีที่เขารุนรถเข็นพ้นออกมาโดยไม่มีคำบอกลาใดๆ เขาได้แต่เหลียวมองบ้านนั้นอีกครั้งก่อนจะก้มมองแผนที่ซ้ำพยายามจดจำตำแหน่งของบ้านหลังนั้นให้ขึ้นใจ

เขาต้องรู้ให้ได้ว่าใครคือแวร์จิลคนที่อยู่ในบ้านหลังนี้

***
แม้แต่ความพยายามของลูเชียสที่จะติดต่อบ้านแวร์จิลก็ไม่เป็นผลเมื่อคำตอบที่เขาได้รับจากแม่บ้านคือ ” ท่านไม่ให้พบ บอกว่าท่านมาพักผ่อน ขอไม่รับแขก ”

นั่นทำให้การรอคอยสองวันของอาวดริคแทบจะเรียกได้ว่าสูญเปล่าแม้มันจะไม่ได้เกินความคาดหมายไปนัก กระนั้นเจ้าชายก็อดนึกรำคาญใจไม่ได้ อย่างน้อยที่สุดเขาก็อยากจะรู้ว่าใครแต่แม่บ้านคนที่ว่าปากแข็งเสียจนไม่มีอะไรออกจากปากนางมาเลย

ความผิดหวังที่ชัดเจนนั้นแม้แต่ลูเองก็รู้สึกได้จนเขาต้องถอนใจอย่างช่วยไม่ได้ก่อนที่เขาจะเปลี่ยน ” อย่างน้อยข้าได้พบลอร์ดเฟรดเจอรัลแล้ว พอดีว่าเขาสุขภาพไม่ค่อยดีเลยมีข้ออ้างเรื่องเยี่ยมไข้ ตัวเขาเองไม่เท่าไหร่แต่มาร์ควิสเฟรดเจอรัลคนปัจจุบันท่าทางแข็งใช้ได้ คนแบบนี้คงไม่ลงรอยกับนางง่ายนัก ” อาวดริคเพียงแค่ยักหน้ารับข่าวนั้นอย่างเงียบแต่สีหน้าเคร่งเครียดของเขานั้นยังคงไม่เปลี่ยน ลูบอกได้ว่าเขายังคงคิดถึงเรื่องของบ้านแวร์จิลไม่ตก “ ท่านอยากติดต่อให้ได้ขนาดนั้นเลยหรือ “ ชายร่างสูงถาม

อาวดริคพลันเหลือบสายตาขึ้นมองเขาแล้วยักหน้า “แวร์จิลเป็นตระกูลที่มีอำนาจมากทางใต้ ไม่ใช่แค่ทางใต้ แวร์จิลหลายชั่วรุ่นมีอิทธิพลต่อราชสำนักและเหล่าขุนนางจนพวกเขาเป็นเหมือนขุนนางในหมู่ขุนนาง ถ้าแวร์จิลคนที่อยู่บ้านหลังนี้มีกระทั่งเสี้ยวของบารมีที่ว่านั่น งานของเราจะง่ายขึ้นมาก ข้าถึงอยากติดต่อเขาให้ได้ “

แม้ลูจะไม่รู้ความเป็นไปของวงในของราชสำนักแต่จากคำบรรยายนั้นเขาเข้าใจความสำคัญของภารกิจนี้ได้ไม่ยาก “ข้าจะลองดูอีกที แต่คงไม่ใช่เร็วๆนี้ ที่สำคัญเขาบอกชัดเจนว่าไม่รับแขก ข้าถามเอาจากแถวนั้นก็มีแต่คนบอกว่าไม่มีใครเข้าออกบ้านหลังนั้นนอกจากแม่บ้านที่ดูแลที่นั่นกับพวกส่งของ นางไม่จ่ายตลาดเองด้วยซ้ำ คงไม่ให้ใครยุ่งจริงๆ ”

ไม่มีใครเข้าออก? นั่นแปลกซักหน่อยสำหรับคนที่คุ้นเคยกับราชสำนักเป็นอย่างดีอย่างอาวดริค ขุนนางตระกูลสำคัญขนาดนั้นไม่ว่าอย่างไรก็มีความฟู่ฟ่าอยู่ในที โดยเฉพาะเรื่องบริวาร การที่บ้านหลังนั้นมีคนดูแลเพียงคนเดียวทั้งที่เจ้าบ้านมีปัญญาซื้อหาของจากทางใต้ได้นั้นเป็นเรื่องแปลก ยิ่งเป็นขุนนางที่ไม่คบกับใครยิ่งแปลก อำนาจบารมีของขุนนางนั้นมาจากผู้คนที่เขารู้จักดังนั้นไม่จะเป็นขุนนางระดับไหนพวกเขาล้วนต้องออกไปสังสรรค์ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะกับขุนนางด้วยกันเพื่อกระชับความสัมพันธ์หรือกับพ่อค้าวาณิชที่อยากได้คนช่วยหนุนหลังเรื่องค้าขายก็ตาม

” ไม่คบกับใครแถมยังแทบไม่มีคนในบ้าน ขุนนางที่ไหนอยู่ในบ้านที่มีคนดูแลคนเดียวกัน พวกนั้นใช้คนเอิกเกริกจะตายไป หรือเขามีเหตุที่ให้เอิกเกริกไม่ได้ ”

ตลอดเวลานั้นลูเชียสได้แต่มองเขานิ่งราวเข้าใจดีว่าที่เพื่อนของเขาเอ่ยขึ้นนั้นเป็นคำบ่นรำพึงกับตัวเอง แต่ต่อให้เขาไม่คิดเช่นนั้นเขาก็ไม่มีคำตอบใดจะให้ เขาอาจพูดคุยกับทหารรักษาพระองค์บางคนที่เป็นบุตรชายคนท้ายๆของตระกูลขุนนางเพื่อดูว่าเขาคิดอย่างไร แต่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็คงไม่อาจเข้าใจนัยยะนั้นได้ด้วยตนเอง

ขอบฟ้าที่เริ่มเรืองแสงสีทองบอกชัดว่าเวลาของพวกเขาในวันนั้นหมดแล้ว อาวดริคเองก็ลุกขึ้นราวกับว่าท้องฟ้านั้นมีมนต์สะกดที่สั่งเขาให้เขาต้องรีบจากไป เขารำพึงน้อยในตอนนั้นว่า ” ท่าทางจะมีแต่ข้าสินะ ” ชายร่างสูงไม่ได้ถามว่าเขากำลังคิดจะทำอะไร

***
ทันทีที่หญิงสาวก้าวเข้ามาในเขตรั้วบ้านชายฉกรรจ์ทั้งหลายต่างก็ต้องชะงัก ไม่มีใครในละแวกนั้นไม่รู้จักหล่อนเมื่อทหารม้าหามหล่อนมาส่งที่บ้านในสภาพที่ทำให้แม้แต่ชายหนุ่มอกสามศอกยังต้องกลืนน้ำลาย หลายคนคิดว่าหล่อนคงรอดอยู่ได้ไม่เกินเดือนสองเดือน หลายคนคิดว่าหล่อนอาจต้องกลายเป็นหญิงพิการไปตราบชีวิตที่เหลือ ไม่มีใครคิดว่าหล่อนจะลุกขึ้นเดินได้ และด้วยดวงตาที่พร่ามัวจนเกือบบอดสามารถเดินมาถึงที่นี่ได้

แน่นอนว่าหล่อนไม่รู้ว่าพวกเขาจ้องมองหล่อนอยู่ หล่อนหันตามแต่เงาที่อยู่ใกล้ๆพลางถามว่าเขารู้จักอาร์ธหรือไม่ “ รู้จักสิ ” ชายคนหนึ่งตอบพลางยิ้มน้อยๆ “ แต่วันนี้เจ้านั่นไม่ได้เข้ามาหรอก เจ้าไปตามที่บ้านดีกว่ามั้ย ”

” เขาไม่ได้กลับบ้านมาสองวันแล้ว ” หล่อนตอบโดยไม่รู้เลยว่าพวกเขากำลังมองหน้ากันเช่นไร ชายที่ตอบหล่อนหันไปทางเพื่อนอย่างมีนัย นั่นทำให้เพื่อนของเขาส่ายหน้าน้อยๆอย่างขันๆ เขาเป็นคนที่หันไปหาหล่อนแล้วบอกว่า

“ ข้าไม่อยากทำร้ายจิตใจเจ้าหรอกนะ แต่ผู้ชายของเจ้าคนนี้ไม่ใช่ว่าไม่มีผู้หญิงเมี่ยงมอง ข้าว่า….ป่านนี้คงอยู่บ้านสาวคนไหนเสียแล้วล่ะมั้ง ”

หล่อนกะพริบตาอย่างงงๆสองสามครั้งก่อนจะเข้าใจนัยยะที่ชายคนนั้นกล่าว หล่อนรีบปฏิเสธในทันที “ เขาเป็นญาติของข้า เราไม่ได้คบหากันแบบนั้น ข้าแค่เป็นห่วงเพราะปกติแล้วเขาไม่หายไปจากบ้านโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า “

พวกเขาจึงมองหน้ากันโดยไม่กล่าวกระไร สำหรับพวกเขาหลายคนการที่ชายหนุ่มโสดตัวคนเดียวที่เที่ยวไปค้างตามบ้านของเพื่อนหรือหญิงสาวที่ติดพันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรและย่อมไม่ใช่เรื่องที่ญาติห่างๆจะมาใส่ใจมากนักเว้นแต่ญาติคนที่ว่าคือนายจ้างที่ต้องการแรงงานทำงานเท่านั้น ท่าทางร้อนรนของหล่อนนั้นจึงแปลกพอกันกับที่ชายหนุ่มนามว่าอาร์ธหายตัวไปเช่นกัน

“ ข้านึกว่าเจ้านั่นป่วยเสียอีก” คนหนึ่งพึมพำขึ้นก่อนจะโดนเพื่อนเอ็ดด้วยสายตาก่อนจะบุ้ยใบ้ให้ดูว่าหญิงตาบอดคนนั้นดูกลัดกลุ้มเพียงใด พวกเขาเองก็จนปัญญาจะสรรหาถ้อยคำมาช่วยให้หล่อนคลายกังวลลงบ้าง

“ ถ้าอาร์ธกลับมา พวกเราจะส่งข่าวให้แล้วกัน “ ชายคนแรกกล่าวก่อนจะก้าวไปหาหล่อน “ ตอนนี้เจ้ากลับบ้านก่อนดีกว่า “

หล่อนยักหน้าก่อนจะถามว่า “ แล้วข้าจะมาใหม่ “

“ ข้าไปหาเจ้าที่บ้านก็ได้ “ แต่ทันทีที่เขาพูดเช่นนั้นเพื่อนของเขาต่างก็ตาโตด้วยความไม่เชื่อหู แม้แต่ตัวชายหนุ่มเองยังแปลกใจที่เขาพูดไปเช่นนั้น “คนแถวนี้รู้เรื่องเจ้ากันดี บ้านเจ้าอยู่ที่ไหนใครๆก็รู้ “ ทันทีที่ถ้อยความนั้นหลุดออกไปเขาก็อยากตบปากตัวเอง เขาน่าจะคิดได้ทันว่าสภาพอันน่าเวทนาของหล่อนเมื่อตอนนั้นคงไม่ใช่เรื่องที่หล่อนอยากให้ใครต่อมิใครได้เห็นหรือจดจำ

แต่สีหน้าของหล่อนก็แค่หม่นลงเล็กน้อยก่อนที่หล่อนจะส่ายหน้าน้อยๆราวกับพยายามไล่ความคิดนั้นไป “ถ้าอย่างนั้นก็ขอบคุณมากคะ พ่อข้าต้องดีใจแน่ถ้าทุกท่านจะช่วย “แล้วหล่อนก็ปรายยิ้มก่อนจะบอกลาพวกเขาแล้วจากไป แต่รอยยิ้มนั้นคงอยู่เพียงครู่ เพราะทันทีที่หล่อนพ้นประตูบ้านหลังนั้นไปหล่อนก็ได้แต่กัดปากแน่น มือของหล่อนคอยคลำรั้วพาหล่อนกลับบ้านด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง

แต่อย่างว่าแต่ผู้หญิงตัวคนเดียวเลย แม้แต่ลูเชียสซึ่งอยู่กับกองทหารรักษาพระองค์ตั้งแต่ที่เขากลับเข้ามาในเมืองก็ไม่พบร่องรอยใดๆของอาร์ธ หลายครั้งที่เขานึกถึงถ้อยคำสุดท้ายก่อนที่เพื่อนของเขาจะหายไปแล้วพยายามบอกตัวเองว่านี่คงเป็นแผนการณ์หนึ่งของเจ้าชาย จนเวลาผ่านไปหลายวันโดยไม่มีข่าวใดๆไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆที่พอบอกให้รู้ว่าเขาปลอดภัยลูเชียสก็เริ่มปริวิตกไปต่างๆนานาจนท้ายที่สุดเขาเองก็ทนอยู่เฉยไม่ได้

เขารู้ว่ามันอาจไม่ใช่ทางที่ดีที่สุดแต่อย่างนั้นที่สุดบ้านแวร์จิลคือเบาะแสสุดท้าย หากไม่เริ่มจากที่นี่เขาเองก็ไม่รู้จะเริ่มจากที่ไหน

ทันทีที่เห็นหน้าเขาแม่บ้านก็ถอนใจ ” ท่านอีกแล้วเหรอคะ ข้าเรียนท่านแล้วนี่คะว่านายท่านไม่รับแขก ” แต่สีหน้าของลูเชียสไม่ได้เปลี่ยนไป สีหน้าของเขามีแต่ความเคร่งเครียดกังวลที่แม้แต่นางก็รู้สึกได้ นางจึงไม่ได้งับประตูปิดอย่างที่ตั้งใจไว้

ในที่สุดชายหนุ่มก็ถามว่า ” คราวนี้ข้าไม่ได้มาเพื่อรบกวนเรื่องนายท่าน ข้าอยากทราบมาว่าช่วงนี้พบคนส่งของที่ชื่ออาร์ธบ้างหรือเปล่า ”

” ไม่คะ ” นางตอบ “ ปกติเขาก็เวียนคนมาส่งอยู่แล้ว ข้าไม่ค่อยเจอใครซ้ำหน้าหรอกคะ “

” เวียนกันมาหรือ ” เขารำพึงน้อยๆอย่างครุ่นคิดจนเหมือนเขามองไม่เห็นนางไปชั่วขณะ ความกังวลของชายสูงศักดิ์ที่มีต่อคนส่งของคนหนึ่งนั้นมากจนแม้แต่นางก็อดสงสัยไม่ได้ว่า

” แล้วทำไมท่านถึงต้องถามเรื่องของอาร์ธที่นี่ด้วยละคะ ”

เมื่อเวลาหนึ่งสัปดาห์ผ่านไป ชายหนุ่มก็ถูกปล่อยจากห้องเล็กๆของเขาบนชั้นสองของร้าน ในส่วนของโรงเก็บของที่ไม่มีใครเข้าไปบ่อยนักนอกจากนายท่านและคนที่ท่านไว้ใจไม่กี่คนตลอดหนึ่งสัปดาห์นั้นชายหนุ่มได้รับการดูแลเป็นอย่างดีมีทั้งอาหารและน้ำและเตียงที่สะอาด แต่ตลอดหนึ่งสัปดาห์นั้นไม่มีใครยอมบอกเขาว่าทำไมเขาจึงถูกขังไว้ที่นั่น ไม่มีใครยอมเผยให้เขาฟังแม้แต่น้อยนิดว่านายท่านกำลังคิดเห็นเช่นไร

มันคือตอนที่เขาก้าวออกจากห้องที่เขารู้ว่ามันไม่ใช่การปล่อยตัวเพื่อปล่อยให้เขาไป เขาจำคนสนิทของนายท่านได้ ชายคนนั้นมารับเขาพร้อมไม้กระบองอันใหญ่พอจะฆ่าเขาด้วยการตีที่หัวและนำเขาไปพบนายท่านที่ห้องทำงานส่วนตัวบนชั้นเดียวกัน

สิ่งที่หนักหน่วงที่สุดในห้องนั้นคือความเงียบ ความเงียบของนายท่านที่ไม่ยอมมองหน้าเขา ไม่รับรู้การมาถึงของเขาแม้ตอนที่เขานั่งลงบนเก้าอี้ที่เตรียมไว้ตรงหน้า ความเงียบของเขาที่ไม่เอ่ยปากใดๆเพียงนั่งและมองดูนายท่านอ่านผ่านบันทึกที่อยู่ตรงหน้า จริงอยู่ว่าพวกมันไม่ได้ถูกเขียนขึ้นอย่างสละสลวยเหมือนของที่พบได้ในกองอาลักษณ์แต่คุณค่าของสิ่งเหล่านี้ต่องานของคนที่เป็นพ่อค้าค้าขายด้วยการส่งสินค้าให้เหล่าผู้มีอันจะกินทั้งหลายนั้นมากมายยิ่งกว่าบันทึกแต่งตั้งขุนนางเสียอีก

ในที่สุดนายท่านก็วางสมุดบันทึกลงและเงยหน้าขึ้นมองเขา ความกดดันนั้นยิ่งทวีเข้าแต่อาร์ธก็เพียงแค่มองตอบก่อนจะหลบสายตาน้อยๆราวแสดงความจำนนต่อเจตนาของชายผู้เป็นนายของเขาในตอนนี้ เขารอให้นายท่านเริ่มพูดก่อน ” ผู้หญิงของเจ้าก็ยังพอว่า แต่การที่มีขุนนางเที่ยวถามหาอาร์ธมันไม่แปลกไปหน่อยหรือ “

เขาปรายรอยยิ้มน้อยๆก่อนจะบอก ” ท่านเข้าใจผิดแล้วครับ ผู้หญิงคนเดียวที่ข้ารู้จักคุ้นเคยด้วยเป็นญาติของข้า เราไม่ได้- ”

” อย่าพยายามออกนอกเรื่อง อาร์ธ “ นายท่านขวางขึ้นกลางลำ “ อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่าเจ้าแลกหน้าที่กับคนหลายคนเพื่อแล้วไปส่งของให้กับบ้านคัสเซียที่เป็นทหารรักษาพระองค์เกือบทุกเช้า แล้วอย่าคิดว่าข้าไม่สังเกตว่าเจ้ากำลังพยายามทำอย่างเดียวกันกับบ้านแวร์จิล ”

ชายหนุ่มทำได้เพียงนั่งเงียบในใจก็นึกก่นด่าตัวเองที่คิดว่าจะมีแต่เอ็ดที่เห็นบันทึกพวกนั้น

” อย่าคิดว่าข้าจัดการเรื่องการค้าขายวุ่นวายทั้งวันแล้วข้าจะไม่เห็นการเคลื่อนไหวของเจ้านะ ” นายท่านกล่าวในที่สุด ” เจ้าอย่าลืมว่าบันทึกทุกอย่างผ่านตาข้าทั้งนั้นเมื่อสิ้นวัน ”

” นายท่านนี่ละเอียดรอบคอบจริงๆนะครับ ” เขาต้องยอมรับจากใจ

” ถ้าข้าไม่ละเอียดรอบคอบ ก็คงทำการค้าขายมาจนป่านนี้ไม่ได้หรอก ” แล้วนายท่านก็ถอนใจ ” เรื่องของคนข้าก็ต้องรอบคอบเหมือนกัน ”

” นั่นคือเหตุผลที่ท่านกักตัวข้าไว้ที่นี่? ”

” เจ้าเข้ามาที่นี่เพื่ออะไร ”

คำถามตรงไปตรงมามากกว่าที่เขาคาดไว้ในตอนแรก แต่ก็นั่นแหละ เขาไม่คาดว่านายท่านจะสังเกตเห็นว่าเขาแลกงานเพื่อทำกะเช้าเป็นประจำ ไม่นึกว่าคำแก้ตัวว่าเขาต้องไปดูแลญาติที่ป่วยหนักจะใช้ได้กับทุกคนยกเว้นนายท่าน

เมื่อเขาไม่ตอบ นายท่านก็ยิ่งรุกหนัก ” เจ้ามีขุนนางหนุนหลัง แต่อาศัยอยู่กับพ่อค้าเล็กๆและลูกสาวที่เคยเป็นนางกำนัลในปราสาทไลน์ แล้วมาขอทำงานเป็นคนส่งของ มิหนำซ้ำมีคนบอกว่าเจ้าอ่านออกเขียนได้และอ่านแผนที่เป็น รู้มั้ยข้าคิดยังไง ข้าคิดว่าเจ้าเป็นคนของราชสำนัก ”

ชายหนุ่มต้องสูดหายใจลึกแล้วค่อยๆผ่อนลมหายใจพยายามให้ตัวเองผ่อนคลาย เพราะการเดาของนายท่านใกล้เคียงเสียเขาเกือบแสดงความแปลกใจออกไป ในตอนนั้นเองที่คำพูดหนึ่งลอยเข้ามาในหัว มาพร้อมทั้งน้ำเสียงที่แสดงความหงุดหงิดกังวลอย่างที่สุดขณะที่ก่นด่าความอ่อนหัดของเขา ว่าเขาจะล้มเหลวในงานแทรกซึม เขาต้องแปลกใจอีกครั้งที่ความแม่นยำของคำทำนายนั้นทำให้เขายิ้ม

แต่แน่นอนว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่คู่สนทนาของเขาคาดไว้ นายท่านมุ่นคิ้วนิ่วทันทีพลางถามเขาว่า ” มีเรื่องอะไรตลกอย่างนั้นหรือ ”

” เปล่าครับ ” เขาตอบ ดูเหมือนว่าตอนนี้ไม่มีอะไรดีไปกว่าความจริงอีกแล้ว ” ข้าแค่นึกถึงใครบางคน เขาเคยพูดเหมือนจะทำนายเหตุการณ์แบบนี้ไว้ เขาบอกว่าข้าเป็นคนอ่อนหัดใช้การไม่ได้ ไม่ควรให้ทำงานแบบนี้แต่ข้าก็ยังดันทุรังมา ”

” เจ้าทำงานให้ใคร ”

” เจ้าชายอาวดริค ”

ชื่อของรัชทายาทผู้เป็นกบฏทำให้ชายตรงหน้าเขาตัวแข็งทื่อขึ้นมาทันที นายท่านถามแทบจะในทันทีว่า ” เจ้าชายกบฏยังมีชีวิตอยู่อย่างนั้นหรือ ”

เขายักหน้าทีหนึ่ง ซึ่งทำให้นายท่านของเขาถึงกับต้องถอนใจเฮือก เขานวดหัวคิ้วอยู่สองสามทีเหมือนพยายามตัดสินใจว่าควรทำอย่างไรก่อนจะบอกเขาเพียงสั้นๆว่า ” เจ้าออกไปเดี๋ยวนี้ ” เมื่อชายหนุ่มยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม นายท่านย้ำอีกครั้ง ” ข้าบอกให้ออกไปเดี๋ยวนี้ ข้าจะไม่มีส่วนในการกบฏ ไม่ต้องมาใกล้ข้าหรือร้านของข้า ”

” แต่ท่านก็ไม่เอาด้วยกับราชสำนัก เพราะท่านไม่ได้คิดจะส่งข้าให้ทหารม้า ” เขาสวนกลับ นั่นคงจะตรงประเด็นกว่าที่เขาคาดไว้ เมื่อปากของนายท่านหุบสนิทและดวงตาของเขาเอาแต่จ้องตรงมา เขาหลบสายตาชั่วครู่หนึ่งราวจะแสดงความจำนนอีกครั้งเพียงแต่ครั้งนี้เขาเหลือบตากลับไปที่นายท่านแค่ไม่นานให้หลัง

ในที่สุดชายตรงหน้าเขาก็พูด ” สำหรับคนอย่างข้า แค่ค้าขายให้ได้ก็พอ ใครจะปกครองประเทศนี้อยู่มันไม่สำคัญทั้งนั้น สิ่งที่สำคัญคือให้ความวุ่นวายนี้มันจบโดยไว ”

” แต่มันจะไม่จบโดยไว ท่านก็ทราบ ตอนนี้ตะวันตกกำลังลุกเป็นไฟ ”

” นั่นเพราะกำลังทหารไร้วินัยถึงได้ทำเรื่องโง่ๆให้เวสต์เวลล์มีเหตุมารบกับพวกเราได้น่ะสิ ”

” ก็อาจใช่ แต่ท่านคิดว่าใครคือคนที่ปล่อยให้เกิดความไร้วินัยที่ว่า ”

อีกครั้งที่ในห้องคือความเงียบ แต่สายตาของพวกเขาที่สบกันคือการสนทนาทั้งหมดและไม่มีใครถอยให้ใครทั้งสิ้น ” ล้มนางแล้วจะได้อะไร ” นายท่านถาม ” เรื่องมันเลยเถิดมานานเกินไปแล้ว แค่เปลี่ยนผู้ปกครองไม่อาจทำให้อะไรดีขึ้นได้หรอก ”

” ท่านพูดถูก ” ชายหนุ่มตอบ ” แต่นั่นเพราะผู้คนในประเทศนี้เป็นเช่นเดิม ทุกอย่างจึงเหมือนเดิม และทุกอย่างจะพังพินาศไม่ว่านางจะอยู่ต่อไปหรือไม่ ไม่ว่าจะมีการกบฏหรือไม่ สิ่งที่ต้องเปลี่ยนก่อนจึงเป็นผู้คน ไม่ใช่ผู้ปกครอง ”

” เปลี่ยนผู้คนน่ะรึ ” นายท่านของเขาหัวเราะ ” ไร้สาระ ของแบบนั้นถ้าเปลี่ยนได้โดยง่ายวิกฤติการณ์ก็ไม่เกิดขึ้นแล้ว คนเราน่ะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แม้แต่เพื่อความอยู่รอดของตัวเองก็ตาม ”

” ข้าไม่เห็นด้วยเสียทั้งหมดแต่ข้ายอมรับว่าที่ท่านพูดนั้นก็มีส่วนจริง ” ชายหนุ่มตอบ “ แต่สำหรับตอนนี้ สำหรับสิ่งที่ประเทศนี้กำลังเผชิญอยู่นั้นแค่ทำลายภาพลวงตาของอำนาจทิ้งเท่านั้นก็พอ ”

ความหนักแน่นในสายตาและท่าทางของชายหนุ่มทำให้นายท่านถึงกับเงียบไปครู่ ” ภาพลวงตาของอำนาจอย่างนั้นหรือ ”

ในตอนนั้นเองที่ชายหนุ่มยกมือข้างหนึ่งขึ้นและชี้ตรงไปทางเขาอย่างที่ลูกน้องคนไหนก็ไม่บังอาจทำกับนายท่าน ” ทำไมผู้คนที่นี่จึงเรียกท่านว่า นายท่าน ท่านเคยคิดบ้างมั้ยครับ ”

นายท่านเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า ” เพราะข้าเป็นเจ้าของร้าน ข้าบริหารและดูแลความเป็นไปของร้าน ข้ารับคนเข้าทำงานและไล่พวกเขาออกได้ ”

” หน้าที่แบบนั้นเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ท่านทำก็ได้นี่ครับ จำเพาะด้วยหรือครับว่าต้องเป็นท่าน จำเพาะด้วยหรือครับว่าต้องเป็นท่านเพียงผู้เดียว เอ็ดเองก็จัดการหลายอย่างในร้านทำไมเขาถึงยังเป็นแค่เอ็ด ไม่ใช่นายท่านเอ็ด ” เมื่อเขาพูดจบห้องนั้นก็มีเพียงความเงียบงัน แต่เขามั่นใจว่านายท่านพอรู้ว่าเขาตั้งใจหมายความว่าอย่างไร เขาจึงพูดต่อไป ” ท่านเคยคิดบ้างไหมว่าทำไมเราจำเป็นต้องยำเกรงทหารม้า หรือจ่ายภาษีให้กับขุนนาง ทำไมเราต้องประเคนสิ่งที่เรามีให้ราชสำนักที่ดำรงตนอยู่บนหอคอยงาช้าง เราเรียกพวกเขาว่าผู้มีอำนาจ แต่อำนาจของพวกเขานั้นแท้จริงแล้วคืออะไร ”

ถึงตอนนั้นนายท่านก็ไม่ได้มองเขาอีกแล้ว บนใบหน้าที่ยับย่นด้วยทั้งภาระและความรับผิดชอบนั้นคือความเข้าใจที่แม้แต่เจ้าตัวก็ไม่อยากยอมรับ ” ข้าไม่เคยบอกให้ใครเรียกข้าว่านายท่าน ในตอนแรกร้านนี้มีแต่ข้า ทำงานทุกอย่างจนแทบไม่มีเวลากินเวลานอน นานทีเดียวกว่าจะมีคนเข้ามา กว่าข้าจะสามารถจ่ายเงินเป็นค่าแรงให้พวกเขาได้ หลังจากนั้น…ข้าไม่รู้ว่านานเท่าไหร่… พวกเขาถึงเรียกข้าว่านายท่าน ” แล้วพลันดวงตาคู่นั้นก็มองมาทางชายหนุ่ม ” เจ้ากำลังจะบอกข้าว่าอำนาจคือสิ่งซึ่งสถาปนาขึ้น อย่างนั้นใช่มั้ย ”

ชายหนุ่มได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มน้อยๆ ” ราชสำนักเองก็อยู่ในสถานภาพไม่ต่างจากท่าน เพียงแต่เรื่องราวของการถือกำเนิดของประเทศนี้ หรือการสถาปนาอำนาจของกษัตริย์และราชสำนักนั้นยาวนานกว่าร้านของท่านไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า ตอนนี้ไม่มีใครที่จดจำเวลาเหล่านั้นได้แล้ว พวกเขาลืมเลือนว่าอำนาจที่พวกเขายำเกรงนั้นแท้จริงแล้วมาจากที่ใดหรือใครกันแน่ที่เป็นนายผู้สามารถบงการความเป็นไปของประเทศนี้ ทั้งทำลายและรักษามันได้ ”

ความแน่วแน่ในดวงตาของชายหนุ่มทำให้อีกฝ่ายถึงกับนิ่งงัน มันเป็นไปไม่ได้ ไม่สิ ต้องเรียกว่าเป็นไปได้ยากยิ่ง แต่กระนั้นสายตาของอาร์ธก็ไร้ความกังขา ไม่มีสิ่งใดสั่นไหวขณะที่เขากล่าวต่อไปว่า

” ข้าจะทำให้ประเทศนี้จดจำนายของมันได้อีกครั้งหนึ่ง ”

***
เขาไม่รู้จะเรียกรายงานในมือว่าอย่างไรดี เนื้อความในจดหมายนั้นไม่ได้ยืดยาวนักและบอกเล่าเหตุการณ์ที่ชายแดนตะวันตกเพียงสังเขปเท่านั้น หากสิ่งที่ปรากฏอยู่ในนั้นทำให้เขาต้องนึกหวั่นใจไม่น้อยทีเดียว

” ท่าทางท่านไม่สบายใจเอาซะเลยนะครับ ” เสียงที่กล่าวขึ้นทำให้ความคิดอันมืดมนของดยุคหนุ่มชะงักงัน กระดาษในมือวางลงกับโต๊ะขณะที่แก้วเหล็กวางลงตรงหน้าพร้อมกับชายหนุ่มที่หย่อนกายลงนั่งตรงข้ามเขา ” พวกเราเห็นท่านเคร่งเครียดมาหลายวันเลยนำเบียร์แก้วนี้มาให้ ท่านจะได้ผ่อนคลายบ้าง ”

คลอเดียสก็เพียงส่ายหน้าพลางถอนใจ ” เอาไว้ก่อน คีธ ข้ายังมีเรื่องต้องคิด ”

” ทั้งที่นี่มันจวนจะเที่ยงคืนแล้วอย่างนั้นหรือครับ ข้าไม่เห็นท่านเรียกตัวสาวงามคนไหนเข้ามาหลายวันแล้วด้วย ”

” ข้าไม่มีอารมณ์น่ะสิ ” แล้วเขาก็ยื่นจดหมายนั้นให้ชายหนุ่ม

ซึ่งคีธก็รับมาอ่านในทันที ” การปะทะเกิดขึ้นที่เวอร์วู้ดใกล้กับด่านที่มีการสังหารสายลับสิบสามคน คาดว่าฝ่ายเวสต์เวลล์มีกำลังสามสิบนาย เสียชีวิตในการปะทะแปดนาย ที่เหลือหลบหนีไปได้ ” แล้วเขาก็วางจดหมายลง ” สามสิบคนก็ต้องเรียกเป็นการโจมตีทางทหารแล้ว ”

” น่าเสียดายที่เราไม่อาจรู้ว่าเป็นกลุ่มใดในเวต์เวลล์ที่โจมตีไม่อย่างนั้นก็ยังพอจะหลีกเลี่ยงการประกาศสงครามตรงๆได้ แต่อย่างนี้เราไม่รู้เลยว่าพวกเขาอาจเป็นกองกำลังขนาดเล็กในเวสต์เวลล์ที่ตัดสินใจลองบุก หรืออาจเป็นแนวหน้าเพื่อมาประเมินกำลังของเราจากหลายกลุ่มในเวสต์เวลล์ที่รวมตัวกัน ”

ชายหนุ่มนิ่วคิ้วนั่งครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะบอกว่า ” ไม่ว่ายังไงเราก็ไม่สามารถนิ่งเฉยไม่ตอบโต้การโจมตีนี้ได้ ตัวข้าเองไม่เห็นเหตุผลที่จะไม่ทำสงคราม หากเราเตรียมตัวเสียแต่ตอนนี้สำหรับสงครามเต็มรูปแบบมันอาจจะจบได้เร็วกว่า และปลอดภัยกว่าก็เป็นได้ ”

แต่ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น ดยุคแห่งโดบรัมกลับหัวเราะลั่นจนแม้แต่คีธยังผงะไปแต่คลอเดียสก็ไม่อาจห้ามตัวเองได้ ราวกับว่าสิ่งที่เขาได้ยินนั้นเป็นเรื่องที่หฤหรรษ์อย่างที่สุด ” สงครามงั้นรึ เจ้าเคยอยู่ในสงครามอย่างนั้นหรือถึงรู้ว่าสงครามเป็นอย่างไร ”

” ไม่ครับ ” ชายหนุ่มตอบ ” แต่ข้าเคยฟังเรื่องสงครามจากตาเฒ่าคนหนึ่งที่เป็นทหารเก่า ”

” ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับสงคราม ” คลอเดียสพูดพลางยิ้มน้อยๆ ” เพราะอย่างนั้นเจ้าถึงสามารถพูดถึงการนำประเทศเข้าสู่สงครามเหมือนมันเป็นแค่หมากตาหนึ่ง เพราะสำหรับเจ้ามันเป็นแค่เรื่องเล่าจากความทรงจำของชายแก่ เรื่องเล่าที่อยู่แสนไกล คนที่รู้จักสงครามย่อมรู้ดีว่ามันไม่อาจบอกเล่าได้ด้วยถ้อยคำ ไม่ว่าเจ้าเห็นสิ่งใด ได้ยินอะไร หรือรู้สึกเช่นไร จะไม่มีใครเข้าใจ เพราะมันคือสิ่งที่เจ้ารู้ได้เมื่อเจ้าอยู่ที่นั่น ในวินาทีนั้น ” ปลายนิ้วที่เกาะกุมอยู่ข้างแก้วพลันชี้มาที่เขา ” คนอย่างเจ้าไม่มีคุณสมบัติจะพูดถึงสงคราม ” สายตาของเขาก็บ่งบอกเช่นนั้น เป็นสายตาที่ทั้งประนามหยามเหยียดและสมเพชเวทนาในเวลาเดียวกัน สายตานั้นไม่ต่างอะไรจากตาเฒ่าในตอนที่เล่าเรื่องราวของสงครามให้เขาฟัง จนในชั่วขณะหนึ่งพวกเขาดูราวกับเป็นคนๆเดียวกัน

” ท่านเคยร่วมสงครามกาลัทเทียร์หรือ? ” คีธต้องถามขึ้นอย่างช่วยไม่ได้

ดยุคหนุ่มยักหน้า ” ตอนนั้นข้าอายุแค่สิบแปด ความจริงมันไม่ใช่ความตั้งใจด้วยซ้ำ แต่พ่อของข้าเป็นขุนนางของโดบรัม ไม่ใหญ่พอที่จะมีหน้าที่ปกปักษ์เมืองเช่นท่านดยุค แต่ก็ไม่เล็กพอจะเล็ดรอดหูตาของราชสำนัก ท่านจึงเข้าสู่สงครามพร้อมกับพระราชา ” แล้วเขาก็ดื่มเบียร์ที่เหลือต่อจนหมด ” พ่อข้าตายที่กาลัทเทียร์ นั่นทำให้ข้าที่เป็นลูกชายคนเดียวของเขาต้องเข้ากองทัพแทนพ่อ ”

แล้วคลอเดียสก็เงียบไป เนิ่นนานทีเดียวที่เขาเพียงแค่มองตรงไปยังแก้วเบียร์ว่างเปล่าราวกับลืมไปแล้วว่าในห้องนั้นยังมีคีธอยู่ เหมือนเขาได้กลับเข้าสู่ห้วงเวลาในอดีตและไม่อาจกลับออกมาได้ แต่แล้วเขาก็เงยหน้าขึ้นราวกับคนที่ตื่นจากฝันหากสายตาของเขานั้นเลื่อนลอยราวกับคนที่เมามาย “ เมื่อสงครามเกิดขึ้นมันจะเผาผลาญทุกคน ไม่ว่าคนๆนั้นจะเป็นใคร ไม่ว่าเขาจะอยู่ใกล้ชิดหรือห่างไกล สงคราม…เมื่อเกิดขึ้น จะสร้างแต่รอยแผลที่ไม่มีวันหายตราเอาไว้ทั้งในผู้คนและแผ่นดิน… ”

แล้วเขาก็ก้มหน้านิ่งเงียบไปจนชายหนุ่มที่นั่งรอต้องชะโงกตัวดูว่าดยุคแห่งโดบรัมหลับไปแล้วหรือไม่ เขาไม่ทันได้เข้าใกล้คลอเดียสก็พึมพำขึ้นว่า ” ข้าจะไม่มีวันลืมน้ำตาของนาง ไม่มีวัน ” แล้วเขาก็ฟุ่บหน้าลงกับโต๊ะหลับไปทั้งอย่างนั้น

***
นางต้องแปลกใจที่เมื่อเปิดประตูออกมาแล้วใบหน้าที่คุ้นเคยยิ้มให้จากอีกฟากของประตู ” เจ้าเองหรือนี่ เข้ามาสิ ” ว่าพลางนางก็เปิดประตูให้เขาขนรถเข็นเข้ามา ” ไม่นึกว่าจะได้เจอเจ้าอีกทีเร็วขนาดนี้ แล้วเป็นอย่างไรบ้าง สบายดีหรือเปล่า ”

คำทักทายราวคนคุ้นเคยนั้นทำให้อาร์ธยิ้มน้อยๆ เขาหยุดรถเข็นที่หน้าประตูครัวแล้วกันมาบอกนางว่า “ ข้าก็สบายดีครับแล้วท่านล่ะ “

“โอ๊ย ข้าก็สบายดีแหละ จะมีก็ปวดเนื้อปวดตัวบ้างตามประสาคนมีอายุน่ะ ”นางเล่าอย่างสดชื่นก่อนจะลงมือตรวจดูของจนพอใจแล้วขอให้เขาช่วยเอาไปเก็บไว้ในครัว “ หลังจากนั้นข้ามีอะไรให้เจ้าช่วยหน่อยนะ ข้าต้องย้ายตู้เพื่อทำความสะอาดแต่แรงคนแก่อย่างข้ามันไม่ไหวแล้วน่ะ “

“ นั่นสิครับ ทำไมนายท่านไม่จ้างคนอื่นมาช่วยแบ่งเบาภาระท่านบ้างล่ะครับ “ ชายหนุ่มถามขณะที่แบกกระสอบมันเข้าไปเก็บในห้องเก็บของก่อนจะตามนางเข้าไปที่ห้องรับแขก

ตลอดทางนั้นนางก็ยังจ้อเจรจาอย่างสดใส ราวกับว่ามันไม่ใช่เรื่องหนักหนาอะไรเลย “ นายท่านเห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องมีคนเยอะๆน่ะสิ ข้าคนเดียวก็ดูแลที่นี่ได้แล้ว ข้าเองก็ไม่ค่อยได้ทำอะไรมาก ส่วนมากก็ทำอาหารกับซักผ้า เรื่องทำความสะอาดห้องก็มีไม่มากเพราะนายท่านไม่รับแขกเลยไม่ยุ่งยาก ”

สภาพของห้องรับแขกเองก็บอกเช่นนั้น ข้าวของที่อยู่ในนั้นฝุ่นจับเสียจนเหมือนห้องนั้นร้างไปนาน จะมีก็แต่ร่องรอยของของที่ถูกยกออกไปและเก้าอี้นวมที่ถูกคลุมเหมือนเตรียมทำความสะอาดขนานใหญ่ กระนั้นก็ยังมีตู้ที่แม้ไม่ใหญ่มากก็หนักอึ้งเพราะล้วนทำมาจากไม้เนื้อแข็งที่อาจทำให้ดาบเนื้อดีบิ่นได้ การที่ผู้หญิงตัวเท่านี้ต้องทำงานใช้แรงงานขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย อาร์ธจึงเสนอว่า ” ส่วนมากข้าส่งของตอนเช้า ช่วงเย็นๆให้ข้ามาช่วยบ้างก็ได้นะครับ ”

แม่บ้านอ้ำอึ้งไปเมื่อเขาเสนอไปเช่นนั้นเหมือนนางเองก็ไม่รู้จะตอบว่าอย่างไร นั่นไม่แปลกเลยเมื่อนางไม่ได้มีอำนาจใดๆในการตัดสินใจ มิหนำซ้ำนายท่านของบ้านยังไม่คบค้าสมาคมกับใคร จะให้จ้างใครก็คงลำบาก

หรือมีอย่างอื่นที่ให้คนอื่นรู้ไม่ได้

ในตอนนั้นเองที่เขาได้ยินเสียงไม้เท้าเคาะเบาๆกับขั้นบันไดที่อยู่หน้าห้อง เสียงเท้าที่ลากตามมานั้นยากจะบอกว่าเป็นเสียงฝีเท้าของชายชราหรือคนซึ่งบาดเจ็บที่ขา แต่เขารู้ดีว่าคนๆนั้นจะเป็นใครดังนั้นเขาจึงเตรียมตัวหันไปทักทาย หากไม่เพราะดวงตาคมกริบนั้นจ้องตรงมา บนใบหน้าที่เหี่ยวย่นนั้นปราศจากแววยินดี เขารู้สึกเหมือนดวงตาคู่นั้นกำลังชำแหละเขาออกเป็นชิ้นๆทั้งที่พวกเขายังคงยืนห่างกันหลายช่วงตัว ตลอดเวลานั้นอาร์ธพยายามอย่างเต็มความสามารถที่จะเดาว่าคนตรงหน้าเขานั้นคือแวร์จิลคนไหน

แล้วชายชราก็มาหยุดยืนตรงหน้าเขา สายตายังคงไม่ละจากเขา เหมือนไม่กะพริบด้วยซ้ำขณะที่ชายชราถามแม่บ้านว่า ” คนๆนี้หรือ ”

” คะนายท่าน ” คือคำตอบของนาง แล้วนางก็พลันถอยออกจากเขาไปยืนเงียบๆที่มุมห้องปล่อยให้นายท่านของนางพิจารณาคนตรงหน้าด้วยสายตาที่เหมือนกับเหยี่ยวจับจ้องเหยื่อไว้ในสายตาแม้เมื่ออยู่ห่างออกไป

แล้วชายชราก็เอ่ยขึ้น ” ท่าทางว่าพระองค์จะจำข้าพระองค์ไม่ได้สินะพะยะคะ คงไม่แปลก ตอนที่ข้าพระองค์ออกจากราชสำนักนั้นพระองค์ยังทรงพระเยาว์ยิ่งนัก คงไม่อาจจดจำตาแก่แวร์จิลที่คอยลงโทษพระองค์อยู่บ่อยๆได้ ”

นั่นเรียกเอาความทรงจำที่ห่างไกลของเจ้าชายกลับมา เมื่อครั้งทรงพระเยาว์นั้นพระองค์ได้เรียนกับพระอาจารย์มากมาย หลายคนก็แก่ชราพอจะเป็นชายคนที่อยู่ตรงหน้าเขานี้ได้ แต่แวร์จิล… แวร์จิลที่เป็นพระอาจารย์ ” อา… ” คือคำเดียวที่เจ้าชายกล่าวออกมาได้ เขารู้จักชายคนนี้ อดีตเคานท์แวร์จิลผู้ซึ่งเกษียณตัวเองจากภาระงานปกครองเข้ามาเป็นพระอาจารย์เมื่อเจ้าชายน้อยทรงพระเยาว์ยิ่ง ความเข้มงวดกับรัชทายาทพระองค์เดียวของไลน์นั้นเป็นที่เลื่องลือ

มิน่าเล่าเขาจึงสั่นกลัวขนาดนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อชายชราขยับเข้ามาใกล้ ชะเง้อใบหน้าเข้ามาจนเกือบชน ” พระองค์เปลี่ยนไปเยอะนะพะยะคะ ” ชายชรากล่าวเบาๆก่อนจะถอยออกมา ” ดูซูบซีดสกปรกโสโครกเป็นหนูนา หาได้มีสง่าราศีของขัตติยะแห่งไลน์แม้ซักน้อยนิดไม่ หากพระบิดาหรือพระปิตุลาทอดพระเนตรเห็นจะว่าอย่างไร”

” แต่ข้าไม่ใช่รัชทายาทแห่งไลน์แล้ว ” ชายหนุ่มตอบ

เขายังคงยืนนิ่งแม้เมื่อตาเฒ่าแวร์จิลนั่งลงบนเก้าอี้นวมที่มีผ้าคลุมพลางหัวเราะเบาๆอย่างหยามหยัน ” พระนางทำลายพระองค์ไปแล้วสินะ” ชายชรารำพึง “ ทำลายได้หมดจดเสียด้วย “

เรื่องนั้นชายหนุ่มไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ” ข้าอาจไม่ใช่รัชทายาทแห่งไลน์แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าข้าไม่ใช่คนของไลน์แล้ว ”

ชายชราหันมองเขาทันทีที่เขาพูดจบ ใบหน้าที่เหมือนเหยี่ยวนั้นทำให้ขนบนกายของเขาลุกชันด้วยความพรั่นพรึง แต่เขายังไม่ถอยหนีไม่หลบสายตา นั่นเพราะถ้ามีใครก็ตามที่เขาต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยก็คงไม่พ้นอดีตเคานท์แวร์จิล ” ข้าจำท่านได้แล้ว ท่านอาจารย์แวร์จิล ” เขากล่าว ” น่าอายจริงๆที่ข้าลืมท่านไปได้ทั้งที่ท่านคือคนที่ดีกับข้าที่สุด ”

ชายชราได้ฟังก็ส่ายหน้า ” ไม่ต้องมายอข้าพระองค์ให้เสียแรงหรอกพะยะคะ ตอนนั้นพระองค์น่ะดีแต่วิ่งหนีข้าพระองค์อย่างกับข้าพระองค์เป็นยักษ์มาร แต่เรื่องนั้นก็จริงใช่มั้ยล่ะพะยะคะ ”

” ตอนนั้นน่ะใช่ ” ชายหนุ่มตอบ ” แต่ตอนนี้ข้าเข้าใจท่านดีพอจะรู้ว่าท่านไม่ใช่ยักษ์มาร ”

ดูเหมือนว่ารอยยิ้มบนใบหน้าของเจ้าชายจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่ชายชราคาดว่าจะได้เห็นเพราะนั้นทำให้เขานิ่งงันราวกับต้องมนต์สะกด แต่เมื่อมนต์สะกดนั้นคลายออกชายชราก็พลันหัวเราะลั่น ” สายพระเนตรของพระองค์ดูดีขึ้นมากทีเดียวพะยะคะ ” เขาบอกก่อนจะถอนใจ ” เวลาผ่านไปรวดเร็วจริงๆ ไม่น่าเชื่อว่าเจ้าชายตัวเล็กๆพระองค์นั้นจะเจริญพระชันษาขึ้นมาขนาดนี้แล้ว ”

“ มีเรื่องเกิดขึ้นมากมาย “ เจ้าชายตอบ

“ มีเรื่องเกิดขึ้นมากมาย “ ชายชราทวนคำก่อนจะผายมือเชื้อเชิญให้เจ้าชายประทับนั่ง “ ห้องนี้อาจจะโสโครกไปเสียหน่อย ข้าพระองค์ไม่นึกว่าจะมีเหตุให้ได้รับแขกในเร็ววันขนาดนี้ หวังว่าพระองค์จะไม่ทรงถือสา “

เจ้าชายไม่ได้คิดจะปฏิเสธ อันที่จริงเขากำลังหาทางให้สิ่งนี้เกิดขึ้นหากไม่เพราะชายชราเดินมาพบเขาเสียเอง กระนั้นคำพูดของชายเฒ่าก็ยังทำให้เขาสงสัย “ แล้วท่านทราบได้อย่างไรว่าจะได้เจอข้า “

” พระองค์เลือกคนทำงานสืบข่าวได้แย่มากนะพะยะคะ พอพระองค์ทรงหายตัวไปเขาก็อยู่ไม่สุขขนาดมาตามหาที่นี่ แถมยังแต่งเรื่องได้ไม่น่าเชื่อถืออีก ปากก็ปิดไม่มิด ”

อาวดริคต้องนวดหัวคิ้วปอยๆเมื่อได้ยินเช่นนั้น มันจะเป็นใครไปเสียอีกนอกจาก “ ลูเชียส “ เจ้าชายคำรามต่ำ

ชายชราได้ยินชื่อนั้นก็ยักหน้า “ ข้าพระองค์รู้ว่าพระองค์ไม่มีคนให้เลือกมากนักถึงได้ใช้เจ้าหนุ่มพาซื่อคนนั้นสืบข่าวกับพวกขุนนาง คราวหน้าคราวหลังจะสืบข่าวลับใช้คนที่ฉลาดกว่านี้หน่อยนะพะยะคะจะได้ไม่หลุดปากเรื่องแผนของพระองค์ออกมายามร้อนรนเช่นนั้นแม้ว่าข้าเชื่อว่าสิ่งที่เขาพูดจะไม่ใช่ทั้งหมดก็ตาม “

เจ้าชายยักหน้าน้อยๆอย่างศิษย์ที่รับคำครูอย่างว่าง่ายก่อนจะเกาศีรษะและถอนใจหน่ายๆ อันที่จริงเขาจะโทษลูเชียสก็ไม่ได้ แม้แต่ขุนนางหลายคนที่เชี่ยวชาญในการเก็บงำความลับก็ไม่อาจหลบสายตาที่แหลมคมของแวร์จิลไปได้ เขาคงต้องคุยกับลูเชียสทีหลัง ตอนนี้คนที่เขาต้องใส่ใจคือคนที่อยู่ตรงหน้าเขา “ แล้วท่านไม่ได้คิดจะขัดขวางข้าหรือ “ เขาถาม

ชายชราส่ายหน้า “ นั่นเพราะข้าพระองค์ทราบดีว่าพระองค์กำลังพยายามทำสิ่งใด พระองค์ใช้คนสืบเอาท่าทีของเหล่าขุนนางเพื่อหวังโน้มน้าวให้ขุนนางที่จงชังพระราชินีมาอยู่ข้างพระองค์ เมื่อถึงเวลาพวกเขาจะช่วยหนุนพระองค์สู่บัลลังก์ได้ นับเป็นความคิดที่ชาญฉลาดพะยะคะ “ แล้วชายชราก็หัวเราะหึเมื่อเห็นเจ้าชายจ้องตรงมาด้วยความตกใจที่ปิดบังไว้มิได้ “ ข้าพระองค์ถึงจะหูตาฟ่าฟางเพียงใดก็ไม่ได้ตาบอดจนมองไม่ออกหรอกนะพะยะคะว่าพระนางกำลังทำสิ่งใดกับราชสำนักหรือกับประเทศนี้ แต่การล้มพระนางนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย พันธมิตรของพระนางมีอยู่ทั้งนอกในราชสำนัก การจะล้มล้างพระนางหมายถึงการกำจัดคนเหล่านั้นด้วย “

แต่เจ้าชายกลับส่ายหน้า “ การกำจัดพวกเขาไม่มีประโยชน์อะไรรังแต่จะทำให้ไลน์อ่อนแอลงเท่านั้น เมื่อนั้นเวสต์เวลล์จะโจมตีเราด้วยกำลังทั้งหมดที่พวกเขามี “

” พระองค์จึงหวังจะตัดแต่หัวเท่านั้นหรือพะยะคะ ” อีกครั้งที่ชายชราหัวเราะในลำคอ ” พระองค์ยังอ่อนหัดนัก ”

นั่นไม่ใช่ครั้งแรกที่เจ้าชายได้ยินคำปรามาสเช่นนั้นและทุกครั้งเขาจะยิ้มรับราวกับมันคือคำชมเชยที่ดีที่สุด “ สิ่งเดียวที่ข้าทำได้คือตัดที่หัว เพราะข้ามีตัวคนเดียวท่านอาจารย์ แม้ข้าอาจจะขึ้นเป็นกษัตริย์ได้ไม่ได้หมายความว่าข้าจะสามารถรักษาไลน์ไว้ได้ นั่นคือเหตุผลที่ข้าต้องการกำลังของขุนนาง ไม่ใช่แค่คนที่จงเกลียดจงชังนางแต่ทุกคนที่สามารถเข้าถึงผู้คนในที่ดินได้ คนที่เป็นที่รักและไว้ใจของชาวบ้านมากพอที่จะช่วยนำพวกเขาได้เมื่อเวลาแห่งความวุ่นวายมาถึง ลำพังขุนนางหรือราชสำนักอย่างเดียวไม่อาจหยุดทหารม้าที่เป็นมือเท้าของนางหรือกระทั่งเวสต์เวลล์หากเรื่องเลวร้ายที่สุดเกิดขึ้น แต่ถ้าเป็นพวกเขา…ถ้าเป็น‘พวกเรา’ต้องทำได้แน่” แล้วเจ้าชายก็ยิ้มน้อยๆ ” ที่สำคัญไม่ว่าอย่างไรพวกท่านก็เป็นคนของไลน์ ถ้าข้าไม่ขอความช่วยเหลือจากพวกท่านแล้ว จะให้ข้าเริ่มมองหาความช่วยเหลือที่ไหนได้ ”

แม้เมื่อเขาเงียบไปแล้วชายชราก็ยังคงจ้องเขานิ่งราวกับว่าเขากลายเป็นสิ่งแปลกใหม่ในสายตาของผู้เป็นอาจารย์ ชั่วครู่หนึ่งบรรยากาศในห้องนั้นเหมือนจะหนักอึ้งจนหายใจไม่ได้จนกระทั่งชายชราเอ่ยปากขึ้นว่า “ข้าพระองค์ไม่เคยนึกว่าพระองค์จะคิดอ่านได้ขนาดนี้”

ชายหนุ่มก็ได้แต่น้อมรับคำชมนั้น อาจจะเป็นคำชมเชยแรกที่เจ้าชายได้รับจากอาจารย์ผู้นี้ “ อย่างที่ข้าว่า มีเรื่องเกิดขึ้นมากมาย ”

ชายชรายักหน้ารับน้อยๆอย่างครุ่นคิดก่อนจะเปรยว่า “ เห็นทีข้าพระองค์คงต้องไปขอบคุณหัวหน้าโจรกบฏเหยี่ยวป่าเป็นการส่วนตัวเสียแล้วกระมัง ”

อาวดริคได้ยินชื่อนั้นก็ต้องเพ่งมองชายชราอย่างช่วยไม่ได้ แต่แล้วพระองค์ก็แย้มพระโอษฐ์อีกครั้งเพราะนั่นยืนยันว่าเสือเฒ่าตัวนี้ยังไม่สิ้นลายจริงๆ ” ดูเหมือนว่าท่านจะรู้เรื่องของข้านอกราชสำนักพอสมควรนะ ”

“ ข้าพระองค์ก็มีวิธีการของข้าพระองค์พะยะคะ “ ชายชราตอบพลางตบหน้าขาน้อยๆ นั่นอาจเป็นครั้งแรกที่เจ้าชายได้เห็นความพึงพอใจอย่างเต็มเปี่ยมบนใบหน้าของพระอาจารย์จนเรียกได้ว่าเขาเปล่งประกาย ดวงตาคู่นั้นพลันกลายเป็นดวงตาของคนหนุ่ม ดวงตาของเคานท์แวร์จิล ขณะที่เขารำพึงว่า ” วันนี้เป็นวันดีของไลน์จริงๆ ”

***
TBC in Chapter 8

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: