A Fairytale: จนฟ้ารุ่งราง บทที่ 8

Title: A Fairytale
Book III: จนฟ้ารุ่งราง (Another Dawn)
Author: vekin
Rate: PG-13
Warning: คนเขียนอ่อนคำราชาศัพท์เป็นอย่างยิ่ง ต้องขออภัยในความผิดพลาดมา ณ ที่นี้
***บุคคล เหตุการณ์และสถานที่ในเรื่องล้วนสมมติขึ้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องพาดพิงกับบุคคลและเหตุการณ์จริงแต่อย่างใด***

Chapter 8
####################################################

สายลมตอนนี้ไม่ต่างอะไรจากลางบอกเหตุ เพราะแม้ลมหนาวนี้จะไร้หิมะ มันก็กรรโชกแรงเสียจนเหมือนจะหอบเอาชีวิตทั้งหลายไปกับมัน เสียงนกร้องแผ่วไปจากฤดูใบไม้ร่วงจนเสียงนกที่เขาได้ยินมักเป็นเสียงของพวกเดียวกันเท่านั้นแม้มันจะมาไม่บ่อยนัก ผู้ล่าที่ตามประหัตถ์ประหารพวกเขามีภัยใหม่ให้ต้องคิดถึง ตอนนี้สายตาเบนไปยังตะวันตกแล้ว พวกเขาเพียงต้องรอคอยเวลาอันเหมาะสมเพื่อออกจากเขาลูกนี้

แม้ไม่อยากยอมรับ แต่การรอคอยในตอนนี้ทรมานมากกว่าตอนไหนๆ เขาไม่อยากยอมรับว่านั่นเพราะมีคนหายไปจากชีวิตของเขา แม้ตอนที่จากไปชายหนุ่มจะยิ้มและบอกเขาว่าไว้เจอกันแต่ไหนเลยเขาจะมั่นใจว่าพวกเขาจะได้เจอกัน คนๆนั้นอ่อนหัดขนาดไหนเขารู้ดีที่สุด ต่อให้บาร์ธและลูอยู่ด้วยก็ไม่ได้หมายความว่าเจ้านั่นจะไม่มีอันตรายกล้ำกลาย ตลกดีที่เขานึกกังวลถึงคนๆนี้ในเมื่อตอนนี้ไม่มีใครเลยไม่อยู่ในอันตราย เหยี่ยวป่าทุกคนอยู่ในอันตรายกันมาหลายปี ผู้คนที่เขาตั้งใจปกป้องไม่เคยไม่อยู่ในห้วงแห่งอันตรายจะมากหรือน้อยเท่านั้น ครอบครัวของเขาอยู่ในอันตรายเพราะแม่เลี้ยงของเขาเข้าฝ่ายกับนางแม่มด ไลน์กำลังอยู่ในอันตรายจากการบุกของเวสต์เวลล์ และทั้งหมดที่เขาทำได้ในตอนนี้คือรอ

นั่นคือตอนที่เสียงนกร้องดึงแผ่วมา มีเสียงหลายเสียงร้องรับ ทุกเสียงไม่แสดงความร้อนรน ไม่มีอันตราย แต่มีคนมา มีคนกำลังขึ้นเขามา

เขาลุกขึ้นจากที่นั่งริมผาแล้วตามสัญญาณเสียงไปในทันที ในหัวของเขามีทั้งคำทักทายและคำผรุสวาทปนกันจนแยกไม่ได้ แต่เมื่อเขาเห็นคนทั้งสองที่ขึ้นเขามานั้นถ้อยคำทั้งหลายต่างหายไปจากห้วงคำนึงของเขาทั้งสิ้น พวกเขาเป็นคู่สามีภรรยาที่เดินทางขึ้นเขาตามเส้นทางที่มีคนเดินตัดไว้ราวกับว่าเป็นชาวบ้านที่เพียงเดินทางผ่าน แต่พวกเขาจดจำใบหน้าของคนทั้งคู่ได้ พวกเขาเป็นคู่สามีภรรยาที่อาศัยอยู่ที่เฮซวิลล์ และไม่มีใครจำได้ดีไปกว่าหัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่า เท้าของเขาเหมือนถูกถ่วงด้วยเหล็กในทันที

เป็นฝ่ายภรรยาที่มองเห็นเขา อันที่จริงเขาก็ไม่มีเจตนาจะปิดบังตนจากคนทั้งคู่ ใบหน้าที่อ่อนแรงของนางพลันดูเคร่งเครียดขณะที่นางหยุดเท้า เขารู้ในทันทีว่าเขาควรเป็นฝ่ายเข้าไปหา แต่เมื่อเข้าไปใกล้ เขายิ่งรู้สึกถึงบรรยากาศที่ผิดแปลกไปจากธรรมดา ยังไม่นับว่าคนทั้งสองล้วนแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีดำ ในอ้อมแขนของนางเป็นห่อผ้าสีที่นางอุ้มไว้แนบอกมาตลอดเส้นทาง

“ สวัสดีครับท่านซาร์ค “ ฝ่ายสามีทักทายเขาด้วยใบหน้าที่แย้มยิ้มอย่างอิดโรยขณะที่ผู้เป็นภรรยามองเขาด้วยดวงตาที่แดงเรื่อ เขาบอกได้ในทันทีว่านางร้องไห้มา ร้องไห้มาตลอดเส้นทางจากเฮซวิลล์มาที่โขดหินโลหิตนี่ นั่นหมายความว่าห่อผ้านั่น…

“ …ลิซ… “

นั่นคือตอนที่ฝ่ายภรรยายิ้มให้เขาเต็มขืน ผู้เป็นสามีเองก็ได้แต่หลบสายตาเขา แต่เขารู้ พวกเขามาที่นี่เพื่อนำสิ่งนี้มาให้เขาดู เขาไม่ต้องมองตอนที่นางปลดห่อผ้านั้นก็รู้ว่ามีสิ่งใดรออยู่ข้างใน กระนั้นเขาก็ไม่อาจละสายตา เขาต้องมอง แม้เมื่อทั้งหมดที่เขาเห็นจะเป็นกะโหลกสีหมอง กะโหลกใบน้อยนั้นนอนอยู่ในอ้อมแขนของมารดาราวกับว่ามันเป็นทารกที่นางถนอมอย่างยิ่ง เด็กหญิงคนนี้เป็นคนที่แม่ของหล่อนรักถนอมอย่างยิ่งแต่หล่อนจากไปแล้ว… จากไปแล้ว…

น้ำตาของนางร่วงหล่นลงอีกครั้ง แต่เสียงของนางไม่มีความสั่นไหวขณะที่นางหันมาทางเขา “ อลิซาเบธอยากอยู่กับท่านเสมอ เธออ้อนวอนข้าไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งเพื่อขอไปเป็นเหยี่ยวป่า ข้าไม่เคยอนุญาต แต่ตอนนี้…อย่างน้อยในความตายข้าก็อยากให้เธอสมปรารถนา “

เขาไม่รู้จะตอบว่าอย่างไร แม้แต่แนวไม้รอบตัวพวกเขาก็พลันเงียบงัน เขาได้แต่มองดูกะโหลกใบนั้นแล้วพยายามนึกถึงหน้าของอลิซาเบธ นึกถึงเสียงเล็กแหลมของหล่อน แต่ไม่มีแล้ว ทั้งหมดที่เหลืออยู่ของเด็กหญิงที่เป็นทั้งความรำคาญและสหายที่สัตย์ซื่อของเขาคือกะโหลกใบหนึ่งที่ไร้ชีวิต

นั่นคือตอนที่ความจริงนั้นถ่าโถมเข้าใส่เขาอย่างไม่ทันตั้งตัว เขารู้อยู่แล้วว่าหล่อนคงไม่รอด แต่ไม่รู้ทำไมเขาไม่เคยยอมรับความจริงนั้น ใจของเขาไม่เคยยอมรับว่าหล่อนตายจนกระทั่งได้เห็นกะโหลกใบนั้น เขาเสียคนอีกคนไปแล้ว

“ ข้ารับไว้ไม่ได้ “ เขาตอบแม้เมื่อไม่ได้มองดูคนทั้งสอง พ่อและแม่ของลิซที่มองเขาอยู่ราวจะไม่กะพริบตา “ อลิซาเบธทำเพื่อพวกเรามาพอแล้ว เธอเป็นคนที่กล้าหาญที่สุดคนหนึ่ง ถึงเวลาที่เธอควรพักผ่อน- “

“ ท่านคิดว่าลิซจะคิดอย่างนั้นหรือคะ “ ผู้เป็นแม่กล่าวก่อนจะก้าวเข้ามาแล้ววางกะโหลกของบุตรสาวในมือของผู้เป็นหัวหน้าไม่ยินยอมให้เขาหลบหน้านางเป็นอันขาด “ ลิซจะพักผ่อนเมื่อเหยี่ยวป่าและตัวท่านได้พักผ่อน เพราะเธอก็เป็นเหยี่ยวป่าคนหนึ่ง และเธอตายเพื่อพวกท่าน ความจริงข้อนี้ข้าจะไม่ยอมให้ท่านลืม อลิซาเบธของข้าเป็นคนของท่านและข้าจะให้เธอสมปรารถนา “

สามีของนางเข้ามาจับต้นแขนของนางเบาๆหากแม้แต่เขาก็กลัวที่จะดึงนางออกมา แต่เสียงเรียกเบาๆนั้นบ่งบอกถึงความร้อนรนในตัวเขาได้ไม่ยากหากนางไม่ได้สนใจ สายตาของนางยังคงอยู่ที่เด็กหนุ่มตรงหน้าขณะที่เขาก้มลงมองกะโหลกนั้น เขาเงยหน้าขึ้นสบสายตากับนาง “ ข้าเข้าใจ “ ก่อนจะกอดกะโหลกใบเล็กนั้นไว้แนบตัว “ ข้าจะพาลิซกลับไปพักผ่อนเมื่อทุกอย่างจบลง “

ได้ฟังเช่นนั้นผู้เป็นแม่ก็ยักหน้าแม้ขณะที่จ้องมองเขาราวกับจะจดจำทุกคำพูดและท่าทางของเขาในขณะที่เขารับอลิซาเบธไว้ ผู้เป็นสามีได้แต่ถอนใจ เขามองดูซาร์คราวอยากจะขอโทษแต่เด็กหนุ่มก็ไม่ได้ว่ากระไร เขาเข้าใจความรู้สึกของนางดี หากนี่จะช่วยปลอบประโลมผู้เป็นแม่ได้ไฉนเลยเขาจะไม่ยินดี

ในตอนนั้นเองที่ร่างหนึ่งปรากฏจากหลังแนวไม้มาตามทางเดินที่พวกเขายืนอยู่ ในครั้งแรกเด็กหนุ่มถึงกับสะดุ้งเมื่อคิดว่ามีคนสามารถเข้ามาในเขตของเหยี่ยวป่าได้โดยไม่มีเสียงเตือนจากเพื่อนๆของเขา แต่เมื่อชายคนนั้นเดินเข้ามาใกล้ความกลัวนั้นก็หายไป “ บาร์ธ “

“ พวกท่านคุยกันเรียบร้อยแล้วสินะ “ บาร์ธกล่าวพลางมองกลับไปมาระหว่างพวกเขา ผู้เป็นแม่ยักหน้า นางถอยออกมาเหมือนจะบอกว่าธุระของนางจบแล้ว บาร์ธจึงยักหน้าน้อยๆเป็นทั้งการรับรู้และขอบคุณก่อนที่เขาจะเดินเข้าหาผู้เป็นหัวหน้าแล้วยื่นจดหมายให้ “ ของท่านครับ ”

แต่สิ่งแรกที่เด็กหนุ่มถามคือ “ อาร์ธกับลูเป็นยังไงบ้าง “ ก่อนที่เขาจะลงมือเปิดจดหมายที่ประทับด้วยครั่งที่ไร้ตรานั้น แม้ไม่มีอะไรที่บ่งบอกว่าใครเป็นคนส่งมา แต่แค่ครั่งและลายมือที่อยู่ข้างในนั้นก็บอกซาร์คแล้วว่าคนๆนั้นเป็นใคร

แต่ชายหนุ่มไม่ได้ตอบเขา เขารู้ว่าไม่จำเป็น เพราะทุกอย่างอยู่ตรงหน้าเด็กหนุ่มแล้วเมื่อเขาคลี่จดหมายออกอ่าน เนื้อความที่เขียนในนั้นมีเพียงสั้นๆแต่แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว “ บาร์ธ เจ้าช่วยบอกเขาด้วยว่าข้าจะไปตามนัดในอีกห้าวัน “ ชายหนุ่มยักหน้ารับแล้วเขาก็เริ่มลงเขาไปทันทีโดยไม่ได้คิดจะหยุดพัก พวกเขาต่างรู้ว่าไม่มีเวลาให้เสียอีกแล้ว เด็กหนุ่มจึงหันไปทางคู่สามีภรรยาในทันที “ ข้าต้องรบกวนท่านช่วยข้าซักอย่าง ระหว่างท่านเดินทางกลับไปที่หมู่บ้านรบกวนส่งข่าวให้คนที่อยู่เขตเมริสมามารวมตัวกันที่รังเหยี่ยวตอนเที่ยงวันในอีกสามวันข้างหน้า ข้ามีเรื่องสำคัญต้องบอกพวกท่าน “

ผู้เป็นสามียักหน้ารับก่อนจะหันไปจับท่อนแขนของภรรยาให้นางตามเขาลงเขาไป แต่ก่อนที่จะจากไปนางบอกเขาว่า ” ลิซจะพักผ่อนเมื่อท่านได้พักผ่อน ข้ารู้ว่าเธออยากอยู่ข้างท่านจนกว่าความฝันของท่านจะเป็นจริง ” แล้วนางก็หันเดินไปกับสามีโดยไม่หันมามองอีก นั่นเพราะนางรู้ว่าสำหรับหัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่า ไม่ว่าใครก็ไม่ควรได้เห็นน้ำตาแม้มันจะน้อยนิดก็ตาม

***
อาจไม่มีการนัดพบที่ใหญ่กว่านี้อีกแล้วสำหรับเหยี่ยวป่าซึ่งไม่เคยเผยตัวต่อใครแม้แต่คนที่อาศัยอยู่ในเมริสมา ที่พวกเขาได้เจอก็มีเพียงคนไม่กี่คน ส่วนมากคือคนที่พวกเขาใกล้ชิดและรู้จัก เป็นแค่เงาเพียงเลือนลางของปีกซึ่งปกป้องพวกเขาจากภยันตรายที่แม้แต่ทหารที่เก่งกล้ายังต้องนึกเกรงกลัว กระนั้นพวกเขาก็อยู่อย่างวางใจเพราะเงานั้นมาตลอดหลายปี เพราะพวกเขารู้คุณซาร์คของพวกเขาอยู่ไหนซักแห่งในเงาไม้นั้นและกำลังคุ้มครองพวกเขาด้วยกำลังทั้งหมดที่มี พวกเขาไม่เคยคิดว่าจะได้เจอเด็กหนุ่มหรือกระทั่งเหยี่ยวป่าคนอื่นๆที่พวกเขาอาจไม่มักคุ้น พวกเขาล้วนพกอาวุธไว้ข้างกายและบนใบหน้านั้นคือความตึงเครียดที่สอดรับกับที่พวกเขาเองก็รู้สึก บรรยากาศที่เคร่งขรึมนั้นทำให้เด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดเหมือนมีอายุมากกว่านั้นเป็นสิบปี ราวกับว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขานี้เป็นแม่ทัพผู้กรำศึกหาใช่โจรป่า แต่ซาร์คก็เป็นเช่นนั้นสำหรับพวกเขาไม่ใช่หรือ นักรบที่สู้เพื่อพวกเขา แม่ทัพที่นำการต่อสู้ของพวกเขา หัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่าที่กางปีกปกป้องพวกเขา

ดังนั้นเมื่อเขาเอ่ยปาก ทุกคนจึงรับฟัง” ข้าต้องขอบคุณที่พวกท่านมารวมตัวกันที่นี่วันนี้ ” เสียงที่หนักแน่นดังผ่านสายลมราวกับเสียงระฆังที่กังวาน ” ข้าเดาว่าทุกคนคงรู้เรื่องสงครามทางตะวันตกแล้ว หากเราต้องการจะปกป้องไลน์พวกเราต้องเริ่มเคลื่อนไหว ถึงเวลาสำหรับการกบฏแล้ว ”

สิ้นประโยคนั้นคือความเงียบที่หนักอึ้งเสียจนดูเหมือนไม่มีใครหายใจ ใช่ว่าพวกเขาไม่เคยได้ยินเรื่องเหล่านั้นหรือสังหรณ์ว่ามันจะเกิดขึ้น แต่การได้ยินจากปากเด็กหนุ่มกลับหนักหน่วงยิ่งกว่าจากปากของคนอื่นๆที่เคยได้ฟัง

” เหยี่ยวป่าส่วนหนึ่งออกจากที่นี่ไปแล้วและข้ากับคนที่เหลือเองก็กำลังจะตามไป คงใช้เวลาซักระยะก่อนที่เราจะสามารถกำจัดนางแม่มดได้ ในช่วงเวลานั้นข้าไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง เวสต์เวลล์อาจตีผ่านกำแพงป้องกันเข้ามา ทหารม้าที่ไร้ผู้นำอาจกลายเป็นกองโจรที่ไร้หัวหน้าอาละวาดไปทั่ว เรื่องนี้เกินการคาดเดาของข้าและเกินกว่าที่ข้าจะป้องกันได้ ” แล้วก็มาถึงสิ่งที่ยากเย็นที่สุดที่เขาต้องพูดออกไป ” ข้าปกป้องพวกท่านไม่ได้ ”

จะไม่มีเงาปีกที่ปกป้องพวกเขาอีกแล้วเพราะพายุนี้หนักหนาเกินกว่าที่เหยี่ยวป่าจะต้านทานได้ แม้แต่เหยี่ยวที่ปกป้องพวกเขายังต้องถูกมันซัดไป

แล้วพวกเขาเล่า

” ที่ข้าอยากบอกคือในเวลาเช่นนี้ไม่ว่าอำนาจเดิมนั้นจะเป็นของใครมันไม่สำคัญ” เด็กหนุ่มเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “ อนาคตของท่านเป็นของท่าน และพวกท่านเท่านั้นที่ปกป้องมันไว้ได้ ไม่ใช่ตระกูลเมริสมา ไม่ใช่เหยี่ยวป่า พวกท่านเท่านั้นที่มีอำนาจจะหยุดยั้งหายนะที่คืบคลานเข้ามา และเพื่อพวกเราทั้งหมดข้าต้องขอร้องให้พวกท่านลุกขึ้นและสู้เพื่อตัวเอง เพื่อครอบครัวของท่าน และเพื่อพี่น้องที่นั่งอยู่ข้างท่านวันนี้ ” นั่นอาจเป็นครั้งแรกที่เขาก้มหน้าหลบสายตา ” ข้าขอโทษด้วยที่ข้าทำได้เพียงเท่านี้ ”

อีกครั้งที่มันเป็นความเงียบที่หนักหน่วงเสียจนพวกเขารู้สึกว่ามันอาจทับพวกเขาแหลกเป็นชิ้นๆ หลายคนต้องหลบสายตาลงมองดินเมื่อได้ยินข่าวนั้น แต่ในช่วงเวลาที่ยาวนานเหมือนไร้สิ้นสุดนั้นเสียงทุ่มต่ำก็ดังขึ้นจากในหมู่พวกเขา ” ท่านไม่มีอะไรต้องขอโทษหรอกท่านซาร์ค ท่านพยายามในส่วนของพวกเรามามากแล้ว เราต่างหากที่ต้องขอโทษ ”

ในตอนนั้นเองที่เหล่าคนที่ปลดปลงในความสิ้นหวังเงยหน้าขึ้นอีกครั้งเพื่อมองหาต้นเสียง ชายคนนั้นไม่ได้กล่าวกระไรอีก กลับเป็นชายเฒ่าอีกคนที่กล่าวขึ้น ” หลานชายข้าล่วงหน้าไปแล้วสินะ ” แล้วเขาก็หัวเราะเบาๆในลำคอ ” คนอย่างข้าไม่ยอมแพ้เจ้าเด็กไม่ได้เรื่องนั่นหรอก ข้าจะทำให้เจ้านั่นรู้ใครเป็นใคร ต่อให้มันเป็นหยี่ยวป่าก็อย่ามาคิดอวดเบ่งกับปู่มันเชียว ”

นั่นทำให้ชายหนุ่มข้างๆเขาอดแทรกขึ้นไม่ได้ ” น้อยๆหน่อยน่าตาเฒ่า เรื่องแบบนี้ให้คนหนุ่มๆจัดการเหอะน่า ”

” อย่าดูถูกประสบการณ์ของคนแก่เชียวนะ ” ชายวันกลางคนๆหนึ่งพูดขึ้น ” ถึงตอนนั้นข้าจะเป็นแค่ทหารเลว แต่ข้าเองก็ผ่านสงครามกาลัทเทียร์มา ”

ฉับพลันนั้นดูราวกับว่าฝูงชนที่เคยอยู่ในความเงียบงัน ในความศิโรราบและสิ้นหวังพลันมีชีวิตกลับคืนมา พวกเขาเริ่มหันไปพูดคุยกันถึงสิ่งที่ได้ยินมา คนที่พอจะเป็นผู้นำเป็นหลักยึดให้คนอื่นๆได้เริ่มปรากฏชัดขึ้นในฝูงชน พวกเขาเริ่มเข้าใจทีละน้อยว่านี่คือสิ่งที่ต้องทำเพื่อความอยู่รอด

เสียงเซ็งแซ่นั้นเงียบลงเมื่อชายคนหนึ่งถามขึ้นว่า ” แต่ว่าท่านซาร์ค พวกเราไม่มีอาวุธอะไรจะต่อกรกับคนพวกนั้น พวกเราเป็นชาวไร่ชาวนาเรื่องต่อสู้น่ะไม่เป็นแม้แต่อย่างเดียว ถ้าสู้กันแบบนี้….แล้วพวกเราจะเป็นยังไง ”

ความจริงข้อนั้นทำให้หลายคนต้องเงียบไปและหลายคนพลันรู้สึกเหมือนเขาตื่นจากความฝัน ชายคนนั้นพูดถูก พวกเขาสู้ไม่เป็นและไม่มีทางสู้ ยังไม่นับว่าตอนนี้พวกเขาอ่อนแอลงจากอาหารที่มีกินอย่างอดอยากและความหวาดกลัวต่อทหารม้าตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา

แต่ซาร์คาเรียเพียงส่ายหน้าก่อนจะตอบว่า ” การต่อสู้ไม่ได้หมายถึงการใช้หอกดาบเข้าห้ำหั่น มันคือการตัดสินใจลิขิตชีวิตด้วยตัวเอง ข้าไม่ได้สู้เพราะนางแม่มด หรือเพราะทหารม้า ข้าสู้เพราะข้าไม่อาจยอมให้คนพวกนั้นทำกับชีวิตของข้าหรือของใครเหมือนผักปลา ข้าไม่อยากต้องเสียใจเหมือนที่ข้าเคยเสียใจหรือให้ใครต้องเผชิญกับสิ่งเหล่านั้น นั่นคือเหตุผลของข้า ” แล้วเขาก็กลืนน้ำลายราวจะย้ำความรู้สึกที่เขามีนั้นให้ฝังแน่นอยู่ในใจ
อีกครั้งที่ผู้คนส่วนใหญ่นั้นเงียบไปราวกำลังครุ่นคิดถึงสิ่งที่พวกเขาเพิ่งได้ยิน จนกระทั่งคนหนึ่งตะโกนขึ้นว่า ” ที่นี่เป็นบ้านของพวกเรา พวกเราต้องปกป้องไว้อยู่แล้ว ท่านไม่ต้องห่วงหรอก ”

เสียงแรกตามมาด้วยเสียงที่สอง ” เอาชัยชนะกลับมา เราจะเตรียมที่นี่ไว้ต้อนรับท่านกับเหยี่ยวป่าเป็นอย่างดี ไม่ต้องห่วง ”

ถึงตอนนั้นซาร์คไม่อาจห้ามตัวเองไม่ให้ยิ้มได้ แม้มันจะเป็นรอยยิ้มและเศร้าแต่ก็แฝงไปด้วยความโล่งใจขณะที่ใบหน้าทั้งหลายที่อิดโรยและอ่อนแรงเริ่มมีรอยยิ้มตอบรับ เสียงพูดคุยดังขึ้นอีกครั้ง และความมีชีวิตชีวาก็กลับมาหลังจากเวลายาวนานที่นางและทหารม้าช่วงชิงมันไป นี่คือผู้คนของเมริสมาที่เขาจำได้ นี่คือรอยยิ้มที่เขาจำได้ “ ข้าฝากที่นี่ไว้กับพวกท่านด้วย ขอให้ทุกคนปลอดภัย ” เด็กหนุ่มกล่าว สิ่งที่ตอบรับเขากำปั้นที่ชูขึ้นและเสียงขานรับที่แม้ไม่สอดประสานแต่เต็มไปด้วยพลัง และเขาสาบานด้วยทุกสิ่งว่าเขาจะปกป้องผู้คนเหล่านี้ไม่ว่าเขาจะอยู่ห่างไปเท่าไหร่ ไม่ว่าเขาต้องใช้ซักกี่ชีวิต เพราะไม่มีสิ่งใดมีค่าสำหรับเขามากไปกว่ารอยยิ้มและผู้คนเหล่านี้ ไม่มีอีกแล้ว

***
” ขออนุญาตครับท่านคลอเดียส มีจดหมายมาถึงท่านครับ ”

ดยุคหนุ่มได้แต่เหลือบสายตามองชายที่มาส่งสาสน์อย่างเอือมระอาก่อนจะรับจดหมายนั้นมาแล้วไล่เขาไป ไม่มีข่าวดีมาที่นี่หลายวันแล้วนับตั้งแต่สงครามเริ่มดำเนินไป ทหารม้าหลายร้อยนายถูกเรียกตัวไปที่ชายแดนเพื่อแก้ขัดให้กองทัพตะวันตกที่กำลังรวบรวมกะเกณฑ์ไพร่พล คลอเดียสได้แต่ก่นด่าความเชื่องช้าของคนเหล่านั้นทั้งที่พวกเขาต่างรู้ดีว่าสงครามนี้ต้องเกิดขึ้นในเร็ววัน มีแต่พวกสายตาสั้นเท่านั้นที่ไม่เตรียมพร้อมกับเรื่องคอขาดบาดตายเช่นนี้

เขาไม่ต้องอ่านจดหมายฉบับนั้นจนจบก็ฉีกมันทิ้งได้โดยไม่ต้องคิดด้วยซ้ำ ทหารม้าพันนาย นี่มันบ้าชัดๆ หากเขาต้องส่งทหารม้ามากขนาดนั้นไปตะวันตกแล้วใครกันจะดูแลความเรียบร้อยภายในประเทศที่เต็มไปด้วยโจรและกบฏพร้อมลุกฮือขึ้น ไม่ต้องมีศึกจากอาณาจักรจากตะวันออกหรือใต้พวกเขาก็เหมือนมีศึกสองด้านอยู่แล้วแท้ๆ

ตอนนั้นเองที่เขาได้ยินเสียงเอะอะจากภายนอกห้องทำงานมาจากลานกลางที่พวกเขาใช้สำหรับฝึกซ้อมและเตรียมพล มันเป็นเสียงที่เขาได้ยินหลายครั้งในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมานับตั้งแต่เขามอบหมายให้คีธตามล่ากองโจรกบฏในเมืองหลวง เพียงแต่ชะเง้อหน้าออกจากประตูไป เขาก็เห็นคนกลุ่มหนึ่งถูกล่ามมือไพล่หลังติดกันมา พวกเขาถูกลากให้มายืนเรียงแถวหน้ากระดานที่ลานนั้นโดยคนที่ไต่สวนพวกเขาก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากคีธ

สำหรับดยุคหนุ่มวิธีการของชายหนุ่มนั้นทั้งน่าดูและน่ากลัวในเวลาเดียวกัน สายตาที่คมกริบเพ่งมองชายที่เขาสืบสวนราวจะชำแหละเขาเป็นชิ้นๆ ถ้อยคำที่ใช้หลอกล่อนั้นโอนอ่อนและหนักแน่น ไม่นานนักหลายคนก็ยอมจำนนและสารภาพโดยที่ชายหนุ่มไม่ต้องเปลืองแรงทรมานพวกเขาด้วยซ้ำ ถ้าจะทรมานคีธแทบไม่เคยใช้เรือนคุกหรือเครื่องมือใดๆในนั้น เขาเคยจับคนพวกนั้นมัดกับเสาไม้ปล่อยให้ตากลมและน้ำค้าง อดข้าวอดน้ำและอดนอนจนพวกเขาเริ่มเพ้อ ครั้งหนึ่งชายหนุ่มจับคนหนึ่งให้ยืนบนเก้าอี้เล็กๆที่ล้มได้ง่ายกับห่วงเชือกรอบคอที่อาจกลายเป็นทางตายของเขาทันทีที่เขาทรงกายพลาด พวกเขาได้คำสารภาพในเวลาแค่ไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น

ครั้งนี้ก็เหมือนจะเป็นเช่นนั้น คีธทรมานชายหนุ่มหนึ่งต่อหน้าเพื่อนๆของเขาจนได้รับคำสารภาพจากพวกเขาเสียหมดเปลือก นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่คลอเดียส ชาล็อตต้าต้องใช้กองทัพล่าโจร แต่คงมีแต่คีธที่สามารถมองเห็นเช่นชาติคนเถื่อนเหล่านี้ได้ถึงเพียงนี้จนรู้ว่ากับใครวิธีใดจึงได้ผล งานของพวกเขาจึงเป็นไปอย่างราบรื่นถึงเพียงนี้

เหล่านักโทษถูกพาตัวไปขังรอการไต่สวนบทลงโทษซึ่งคงไม่พ้นความตาย ตอนนั้นเองที่ชายหนุ่มก็เงยหน้าขึ้นและหันมาทางเขาก่อนจะค้อมตัวให้เล็กน้อยเป็นการแสดงความเคารพ

คลอเดียสยักหน้ารับก่อนจะเดินลงไปยังลานเบื้องล่าง “ วันนี้ก็ทำงานได้น่าชมเชยอีกแล้วนะ “ เขากล่าว

ชายหนุ่มค้อมตัวรับอีกครั้ง “ ขอบคุณมากครับ ท่านคลอเดียส “ เขาตอบก่อนจะนิ่วคิ้วเล็กน้อย “ วันนี้ท่านดูอิดโรยอีกแล้ว “

แต่ดยุคหนุ่มก็แค่ส่ายหน้าอย่างหน่ายๆ “ ทางตะวันตกขอกำลังเพิ่มอีก ข้าละไม่เข้าใจจริงๆว่าคนพวกนั้นทำงานกันประสาอะไรถึงเกณฑ์ไพร่พลกันได้ไม่ทันใช้ “

คำบ่นรำพึงนั้นฟังดูคุ้นหูจนชายหนุ่มต้องหัวเราะน้อยๆ “ มีเรื่องให้ท่านได้กลุ้มใจอยู่เรื่อยๆแบบนี้เย็นนี้ท่านจะรับเบียร์ซักแก้วมั้ยครับ ”

” ไม่ต้องเลย ” เขาตอบพลางหัวเราะน้อยๆ ” ครั้งสุดท้ายที่ข้าดื่มเบียร์ของเจ้าข้าผล็อยหลับไปรู้ตัวอีกทีก็เที่ยงวัน เจ้านี่มันแสบจริงๆ ”

ชายหนุ่มยิ้มน้อยๆแล้วตอบไปว่า ” ก็แค่สมุนไพรที่ช่วยให้หลับลึกเท่านั้นแหละครับ ข้าเห็นท่านเหนื่อยมากก็เลยปรุงมาให้ ท่านตื่นมาก็สดชื่นดีไม่ใช่หรือ ”

คลอเดียสฟังเช่นนั้นก็ได้แต่กลอกตาด้วยความหน่ายระอา จริงอยู่ว่าความฉับไวของคีธช่วยเขาได้มาก แต่การเดินหมากล่วงหน้าของคีธก็ทำให้เขาปวดหัวได้เสมอ ” ข้าขอบใจเจ้ามาก แต่ไม่ต้อง ถ้าอยากให้ข้าผ่อนคลายละก็เจ้าก็เลิกปรุงยานั่นเสียด้วยล่ะ ”

ครั้งนี้เป็นชายหนุ่มที่หัวเราะ ก่อนจะเงียบไปครู่หนึ่ง ดวงตาของเขามีแววครุ่นคิดอยู่เต็มเปี่ยมขณะที่ถามขึ้นว่า ” ท่านจะให้เกียรติดวลกับข้าได้มั้ยครับ ”

สายตาของคลอเดียสพลันตวัดมองเขาในทันที คำเชิญนั้นเป็นเรื่องแปลกใหม่เพราะไม่มีใครเลยที่บังอาจท้าทายคลอเดียส ชาล็อตต้า ผู้บังคับบัญชาทหารม้า จะมีก็แต่ชายหนุ่มผู้นี้ผู้ไม่เคยมีชีวิตอยู่ในกฎเกณฑ์ที่ผู้อื่นเห็นชอบด้วย ดยุคหนุ่มจึงถาม ” เจ้าจะดวลกับข้าทำไมหรือคีธ ”

” ข้าเพียงแค่คิดว่าการออกกำลังเป็นการผ่อนคลายที่ดี ถ้าท่านดยุคไม่รังเกียจ ข้าก็ยินดีจะเป็นคู่มือให้ ”

คลอเดียสได้ยินเช่นนั้นก็เลิกคิ้วขึ้น ข้อเสนอนั้นไม่เลวเลยเมื่อคิดว่าชายคนนี้อาจทำอะไรได้ เขายังจำการดวลของคีธในวันที่เขาเข้ามาเป็นทหารม้าได้แม่นยำและเขาบอกได้ว่าชายคนนี้จะไม่ทำให้เขาผิดหวัง ” อย่างนั้นก็ได้ ข้ารับคำท้า แต่ข้าเตือนไว้ก่อนนะว่าถึงนี่จะเป็นการดวลเล่นๆข้าไม่ออมมือให้หรอก ”

คำตอบที่มาพร้อมรอยยิ้มของชายหนุ่มคือ ” ข้าก็เช่นกัน ” ก่อนที่เขาชักดาบออกจากฝักแล้วหันไปบอกทหารม้าคนอื่นๆในถอยออกไปจากลาน ดยุคหนุ่มเองก็ชักดาบออกมากวัดแกว่งไปมาเพื่อยืดเส้นสายเป็นสัญญาณให้ทหารม้าทั้งหลายได้รู้ว่าจะมีการดวลเกิดขึ้น หลายคนตรงมาที่ข้างลานเพื่อเตรียมชมการดวลของผู้บังคับบัญชาซึ่งพวกเขาไม่ได้เห็นบ่อยนัก

” เพราะว่านี่เป็นแค่การดวลกันฉันท์มิตร ข้าว่าเราน่าจะตั้งกติกาเพื่อตัดสินแพ้ชนะไว้ก่อน เจ้ากับข้าจะได้ไม่ต้องมาปวดหัวว่าใครชนะใครกันทีหลัง ” คลอเดียสกล่าว

” อย่างนั้นก็ได้ครับ ” ชายหนุ่มรับพลางขว้างฝักดาบหลบไปทางหนึ่ง ” แต่โดยส่วนตัวข้าไม่ได้คิดเรื่องแพ้ชนะหรอกนะครับ ”

ดยุคหนุ่มได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะหึ ” ไม่มีแพ้ชนะแล้วจะสนุกยังไง ”

” นั่นก็จริง งั้นท่านดยุคว่าอย่างไร ”

” แผลที่มือขวา ไหล่ขวาและหน้าอกถือว่าตาย ส่วนที่เหลือถือว่าบาดเจ็บ ถ้าไม่มีใครตายคนที่ได้รับบาดแผลน้อยกว่าหลังจากครึ่งชั่วโมงถือว่าชนะ ”

ชายหนุ่มหลุดขำในทันที ” นี่ดวลกันอย่างเป็นมิตรแล้วนะเนี่ย ”

” หรือจะให้เอาถึงตายจริงๆ? ”

” ไม่หรอกขอรับ ” คีธกล่าวก่อนจะวาดดาบขึ้นตั้งท่าเตรียมพร้อม

ไม่มีคำพูดหรือสัญญาณอันแสดงว่าการดวลเริ่มขึ้น แต่ใบดาบของพวกเขาตวัดเข้าปะทะแทบจะในเวลาเดียวกันราวกับอ่านใจกันไว้ เหล่าทหารม้าประหลาดใจไม่น้อยที่เห็นว่าผู้บังคับบัญชาของพวกเขาก็มีฝีมือไม่อ่อนด้อยไปกว่าชายหนุ่มซึ่งเจนศึกอย่างคีธเสียเท่าไหร่ อันที่จริงพวกเขาไม่ควรแปลกใจเมื่อคิดว่าคลอเดียสเคยออกรบและนำกองทัพล่าโจรด้วยตนเองเพียงแต่ดยุคหนุ่มไม่ใคร่ยินยอมแสดงฝีมือเสียเท่าไหร่

อันที่จริงฝีมือของพวกเขาสูสีกันจนตลอดห้านาทีแรกนั้นไม่มีใครลงมือกับใครได้ ไม่ว่าการโจมตีนั้นจะยอดเยี่ยมเพียงใดแต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะอ่านทางได้เสียก่อนทุกครั้ง ดังนั้นดาบของพวกเขาถ้าไม่ตวัดโดนกันก็โดนอากาศว่างเปล่า ชายหนุ่มถึงกับต้องขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ดาบของเขาไม่ถูกสั่นคลอนจากสิ่งนั้น คลอเดียสเองก็เช่นกัน หลังจากแกว่งดาบของพวกเขาอยู่หลายนาทีติดต่อกัน พวกเขาต้องถอยมาชั่วขณะ ส่วนหนึ่งเพื่อหายใจ อีกส่วนเพื่อคิดหาวิธีโจมตีผ่านการป้องกันของอีกฝ่าย

ไม่นานนักชายหนุ่มก็เริ่มขยับอีกครั้ง และครั้งนี้คลอเดียสเหมือนจะตั้งใจให้เขาเป็นฝ่ายรุก ดยุคหนุ่มทำเพียงป้องกันโดยไม่มีความตั้งใจจะบุกเลยแม้แต่น้อย แต่นั่นยิ่งทำให้คีธมุ่นคิ้วหนัก เพราะเมื่ออีกฝ่ายเบนความตั้งใจไปที่การป้องเขายิ่งไม่อาจหาช่องว่างจะจู่โจมได้ ดยุคหนุ่มเองก็ไม่โจมตีแม้เมื่อคีธเริ่มมีช่องว่าง เขาถอย ตั้งรับ ตีออกห่าง ล่อคีธให้ไล่ตามมา

และชายหนุ่มก็ตามติดอย่างไม่ลดละ กระนั้นเขาก็ยังทำอะไรดยุคแห่งโดบรัมไม่ได้ ยิ่งพยายามมากเท่าไหร่เขายิ่งเหมือนจะสู้ได้ลำบากมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งพวกเขาเคลื่อนไหวยิ่งดูเหมือนคลอเดียสจะถูกต้อนเข้ามุมอับจนชายหนุ่มเริ่มนึกสงสัยว่านี่เป็นกับดักแบบไหนกันแน่

เมื่อความเคลื่อนไหวเริ่มลำบากขึ้น ดยุคหนุ่มจึงฉวยโอกาสตีโต้คืนชายหนุ่มไปสองสามครั้งซึ่งคีธตั้งรับไว้เกือบไม่ทันเพราะเขาไม่ทันนึกถึงการโจมตีที่อาจตามมา ถึงเขาจะป้องกันตัวเองไว้ได้คลอเดียสก็หลุดออกจากการต้อนของเขาไป เขาได้แต่จิปากอย่างไม่พอใจก่อนจะคว้าดาบจากเสาใกล้ๆ สะบัดมันหลุดจากฝักแล้วเข้าโจมตีคลอเดียสต่อทันที

ดยุคหนุ่มต้องกัดฟันตั้งรับการโจมตีครั้งนี้เมื่อความถี่นั้นเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า เขาอดรู้สึกไม่ได้ว่าชายหนุ่มดูชำนาญการใช้ดาบสองมืออยู่พอประมาณทั้งที่เขาไม่เคยพูดเลยว่าตัวเองทำได้ตลอดเวลาที่ผ่านมา ยากจะเดาว่าคีธมีฝีมืออะไรซ่อนไว้จนชายหนุ่มตรงหน้าเขานี้ไม่ต่างอะไรกับอสรพิษที่ซ่อนเขี้ยวไว้เลยแม้แต่น้อย

นั่นคือตอนที่คลอเดียสตัดสินใจว่าเขาไม่อาจทำเพียงตั้งรับอีกต่อไป เขารุกกลับ และมุ่งการโจมตีทั้งหมดไปที่ซีกซ้ายของชายหนุ่ม เห็นได้ไม่ยากว่าชายหนุ่มคนนี้ชำนาญการต่อสู้กับคู่ต่อสู้จำนวนมาก เขามีความชำนาญดีพอจะแยกแขนซ้ายขวาจากกัน หากทหารซักกองโจมตีเขา เขาคงชนะได้ไม่ยาก แต่แขนทั้งสองไม่อาจโจมตีศัตรูคนเดียวกันในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะเมื่อศัตรูคนนั้นไม่ยอมยืนอยู่ด้านหน้าของเขาให้โจมตีได้ถนัด อีกครั้งที่เขาจิปากอย่างขัดใจ ก่อนจะตัดสินใจเหวี่ยงตัวกลับ ดาบในมือขวาของเขาเหวี่ยงผ่านใบหน้าของดยุคหนุ่มไปฉิวเฉียด ขณะที่ใบดาบของคลอเดียสที่กรีดผ่านสีข้างของเขา

เรื่องนั้นไม่ได้เกินความคาดหมาย เขาจำต้องเปิดช่องว่างด้านหลังตัวเขาเพื่อใช้แขนขวา และคลอเดียสก็สามารถพอจะใช้เสี้ยวเวลานั้นทำให้เขาบาดเจ็บได้ แต่การดวลของพวกเขายังไม่จบแค่นั้น เมื่อตอนนี้คลอเดียสยืนอยู่เบื้องหน้าเขา คราวนี้คลอเดียสต้องเป็นฝ่ายตั้งรับเมื่อชายหนุ่มโจมตีเขาจากทั้งสองข้างโดยไม่เปิดโอกาสให้ดยุคหนุ่มหลบออกจากตำแหน่งนั้นได้อีก การต้อนจากทั้งซ้ายและขวาทำให้คลอเดียสหมดโอกาสจะรุกกลับ

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาหมดโอกาสจะชนะ เขารู้ดีว่าบาดแผลบนสีข้างของคีธกำลังแย่ลงเรื่อยๆขณะที่คีธใช้แขนทั้งสองข้างของเขาอย่างต่อเนื่อง ในเวลาไม่นานผลของมันจะปรากฏและดาบขวาของชายหนุ่มจะไม่เฉียบคมอีกต่อไป และนั่นคือจังหวะที่ดยุคหนุ่มรอคอย เมื่อช่องว่างปรากฏเขาก็เล็งใบดาบไปที่แขนขวาทันที

และแผลบนแขนขวาหมายถึงตาย

การดวลของพวกเขายุติลงเพียงเท่านั้น คีธได้แต่มองไปที่แขนของเขาซึ่งปรากฏแนวเลือดเป็นทาง คลอเดียสเองก็มองก็บาดแผลนั้นก่อนจะตวัดสายตามาที่ใบหน้าของชายหนุ่มแล้วกล่าวว่า ” ถ้าเจ้าคิดว่าการมีอาวุธมากกว่าทำให้มีโอกาสชนะมากกว่าเจ้าคิดผิดแล้ว ” แล้วเขาก็เก็บดาบเข้าฝัก ใบหน้าของเขาแม้นิ่งเฉยก็มีความพึงพอใจแฝงอยู่ ” ยังไงก็ขอบใจมาก ออกกำลังแล้วรู้สึกกระชุ่มกระชวยขึ้นจริงๆ ”

เมื่อได้ยินเช่นนั้นใบหน้าของชายหนุ่มก็พลันมีรอยยิ้มขณะที่มือของเขากุมแผลที่เลือดไหลซึม ” ได้รับใช้ท่านดยุคข้าก็ยินดีครับ ”

ดยุคหนุ่มยักหน้ารับ แต่ก่อนที่เขาจะทันกล่าวอะไร เสียงเอะอะก็ดังขึ้นจากด้านหนึ่งของเรือน ชายหนุ่มเรือนกายคลุกฝุ่นคนหนึ่งกระโจนลงจากหลังม้าวิ่งกระหืดกระหอบตรงมาทางเขาในทันที ” ท่านคลอเดียส ” เขากล่าวขณะที่หายใจหนักหน่วงพลางล่วงเอาจดหมายฉบับหนึ่งออกมา

ดยุคแห่งโดบรัมรีบรับจดหมายนั้นพลางตะโกนให้ทหารม้านำน้ำมาให้ชายผู้นี้ ครั่งบนซองบอกเขาว่ามันเป็นตราของราชสำนัก และสิ่งที่อยู่ในจดหมายยืนยันความกลัวของเขา ” เจ้ารีบไปทำแผลเสียไป ” ดยุคหนุ่มกล่าวขณะที่พับจดหมายนั้นเก็บในเสื้อ ” เราอาจต้องไปเข้าเฝ้าพระราชินีเร็วๆนี้ ”

***
ในยามเย็นของเมืองที่พลุกพล่านเช่นเมืองหลวงแห่งไลน์นั้นไม่มีที่ใดที่พลุกพล่านไปกว่าโรงเตี๊ยมต่างๆซึ่งคนทั้งนอกและในเมืองอาศัยเป็นที่พบปะและบางทีก็หลับนอน คนทั้งหลายมาเพื่อเหล้ายาอาหารมิตรสหายหรือทั้งหมดที่ว่านั้นในที่เดียวกัน ในที่แบบนั้นจึงไม่มีใครสังเกตเมื่อร่างในเสื้อคลุมเดินทางพรางกายเข้ามาและมองไปรอบๆราวกำลังตามหาคนรู้จัก แต่สำหรับสายตาที่เจนจัดกับห้องโถงที่คลาคล่ำนั้นเขาเป็นที่สังเกตได้ไม่ยาก ชายหนุ่มซึ่งทำงานอยู่ในร้านรีบเดินตรงจากหลังโต๊ะยาวอันเต็มไปด้วยเครื่องดื่มมาทางเขาในทันที ” ยินดีต้อนรับครับ ” เขาทักทาย ” ไม่ทราบมีอะไรให้รับใช้หรือครับ ”

ร่างในเสื้อคลุมไม่พูดอะไรนอกจากยื่นจดหมายเปิดผนึกฉบับหนึ่งให้ ชายหนุ่มเพียงแค่ก้มลงมองซองจดหมายที่ประทับครั่งไร้ตราก็พอบอกได้ว่ามาจากที่ใด นั่นเพราะผู้ที่มีปัญญาจะซื้อหาครั่งมาใช้มักจะมีปัญญาสั่งตราของตนเองด้วยเช่นกัน จดหมายที่ไร้ตรานั้นจึงมีความหมายพิเศษของมัน แต่เพื่อความมั่นใจเขาจึงเปิดจดหมายออกอ่านก่อนจะหันไปยิ้มกับร่างในเสื้อคลุมแล้วค้อมตัวน้อยๆ ” เดี๋ยวเราจะเตรียมห้องพักให้ ตอนนี้เชิญท่านพักผ่อนรับประทานอาหารทางนี้ก่อนครับ ” แล้วเขาก็นำทางแขกคนพิเศษผ่านผู้คนที่กำลังรับประทานทั้งอาหารและเครื่องดื่มขึ้นไปยังชั้นสอง ทางเดินบนนั้นเงียบงัน จะมีก็แต่เสียงที่ลอดห้องรับรองส่วนตัวบางห้องออกมา ในเวลาเช่นนี้มีน้อยคนนักที่ยอมจ่ายเงินเพื่ออาหารและบริการระดับนี้ และหากมีมักหมายความว่าพวกเขามีวาระพิเศษที่ต้องใช้ความเป็นส่วนตัว

ที่สุดทางเดินนั้นเองที่ชายหนุ่มเคาะประตูของห้องรับรองหนึ่งที่อยู่ห่างจากห้องที่เหลือ คนที่เปิดรับพวกเขาเป็นชายหน้าถมึงทึงซึ่งจ้องพวกเขาตาขวาง แต่รอยยิ้มของชายหนุ่มเหมือนจะยืนยันว่านี่เป็นเหตุการณ์ปกติ เขาผลักประตูให้แง้มออกอีกหน่อยแล้วดันหลังเด็กหนุ่มเข้าไป ห้องนั้นเป็นห้องรับรองที่ใหญ่เอาการณ์แต่ก็ดูเล็กไปถนัดตาเมื่อเทียบกับคนทั้งหลายที่นั่งอยู่ในนั้น ตรงกลางคือโต๊ะที่เต็มไปด้วยอาหารและเหยือกเบียร์ ผู้คนทั้งหลายในห้องนั้นต่างดื่มกินและพูดคุยอย่างสำราญราวกับว่านี่เป็นงานเลี้ยงหรูหราของขุนนาง

ในตอนที่เด็กหนุ่มเริ่มคิดว่าเขาอาจมาผิดที่นั้นเองที่สายตาของเขาเหลือบไปเห็นใบหน้าที่คุ้นเคย ไม่ว่าจะสกปรกมอมแมมอย่างไร ชายที่นั่งอยู่ที่มุมห้องกำลังถกเถียงกับชายในชุดคลุมยาวก็ยังเป็นอาวดริคเจ้าชายกบฏแห่งไลน์ ทันทีที่หันมาเห็นเขาใบหน้าของเจ้าชายก็พลันปรากฏรอยยิ้มกว้าง เขาวางแก้วเบียร์ของตนเองลงก่อนจะเดินมารับเสื้อคลุมของเด็กหนุ่ม ” ข้านึกว่าเจ้าจะแต่งตัวเป็นผู้หญิงมาเสียอีก ”

เด็กหนุ่มยิ้มเยาะในทันที “ เคราะห์ดีที่ข้าไม่ได้ทำแบบนั้น ”

ได้ยินเช่นนั้นชายหนุ่มก็หัวเราะน้อยๆ เขาแขวนเสื้อคลุมนั้นไว้ก่อนจะโอบบ่าดึงเด็กหนุ่มมาข้างตัวโดยซาร์คไม่ทันตั้งตัว หัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่าเองก็ไม่มั่นใจว่าเกิดอะไรขึ้นขณะที่เขาถูกพาไปแนะนำตัวกับผู้คนในห้องนั้น ดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่ใช่มิตรสหายที่รู้จักกันมาแต่อ้อนแต่ออกในเมื่อคนกลุ่มนั้นมีทั้งลูกพ่อค้า ทั้งหมอ ช่างไม้ บางคนทำงานฆ่าสัตว์หรือปล่อยเงินกู้ ความหลากหลายของคนที่นั่งอยู่ในห้องนั้นทำให้เด็กหนุ่มพาลรู้สึกว่าเจ้าชายอาจกำลังคิดย่อประเทศของตนเองเอาไว้ในผนังสี่เหลี่ยมนี้

เมื่อถึงด้านในเจ้าชายก็เชื้อเชิญให้เขานั่งตาม เขากำลังจะเอ่ยปากถามเรื่องผู้คนในห้องนี้ตอนที่ชายในเสื้อคลุมยาวโน้มตัวมาทางเจ้าชายอีกครั้ง “ นี่รึหัวหน้าของเหยี่ยวป่าที่เจ้าพูดถึง อายุน้อยกว่าที่ข้าคิดเสียอีก “

แต่อาวดริคก็แค่หันไปแล้วบอกว่า “ อายุไม่ใช่เรื่องสำคัญนี่ “

ชายคนนั้นยักหน้าก่อนจะหันมาทางเด็กหนุ่มแล้วยื่นมือข้ามตัวเจ้าชายมาทางเขา “ ข้า แรดเบิร์ท เป็นตลกหลวง ยินดีที่ได้รู้จัก”

ทันทีที่ยินว่าตลกหลวงสายตาของซาร์คก็เหลือบตาไปทางอาวดริคขณะที่ยื่นมือไปจับมือของชายในเสื้อคลุม “ ยินดีที่ได้รู้จัก ข้าซาร์ค เซเนดัล เมริสมา “

“ ชื่อท่านข้ารู้อยู่แล้ว “ ชายคนนั้นกล่าว “ ข้อดีของการเป็นตลกคือเจ้าได้รู้จักคนหลากหลาย “แล้วเขาก็เหลือบสายตาไปส่งยิ้มให้เจ้าชาย ผู้ซึ่งยิ้มตอบอย่างรู้กัน ซาร์คมั่นใจในทันทีว่าชายคนนนี้รู้บางสิ่งที่คนอื่นๆในห้องนี้ไม่รู้ แล้วจะเป็นอะไรไปได้นอกจากเรื่องของอาวดริคเอง

“ ชายคนนี้เป็นสายข่าวของเจ้า? “ เด็กหนุ่มกระซิบถามเจ้าชายอย่างระวัง

แต่ชายในเสื้อคลุมก็เบ้หน้าพลางกลอกตา “ สายข่าว คนอย่างข้าไม่ทำงานม้าเร็วให้เหนื่อยยากหรอก “

“ แรดเบิร์ทเป็นสหายของข้า “ อาวดริคแทรกขึ้น “ นั่นหมายความว่าเราทำงาน‘ด้วยกัน’ เราเป็นสายข่าวให้กันและกัน ”

“ ทุกคนในที่นี้มาเพื่อแลกเปลี่ยนข่าว “ แรดเบิร์ทกล่าว “ ข้อดีของการเป็นตลกคือไม่มีใครสนใจเจ้าในงานเลี้ยง แม้แต่พวกขุนนางก็ลืมไปว่าใต้ใบหน้าสีขาวมีหูและตาที่คอยฟังและมองพวกเขาได้ ยามที่พวกเขาหลงลืมการมีอยู่ของข้านั่นแหละคือเวลาทอง “ แล้วเขาก็หัวเราะ “ แม้แต่เจ้าชายกบฏก็ยังต้องการข่าวจากข้า “

“ และข้อดีของยามข้าวยากหมากแพงคือเจ้าได้รับว่าจ้างเป็นงานๆไป ไม่ได้นั่งนอนอยู่ในบ้านใดบ้านหนึ่ง “ เจ้าชายแหย่ แรดเบิร์ทก็ได้แต่กลอกตา

“ เจ้าไม่ได้นึกเห็นใจข้าที่ต้องลำบากเดินทางไปทั่วประเทศเลยนะ แต่เอาเถอะ หลังงานนี้ข้าหวังว่าข้าคงได้ไปนั่งนอนในปราสาทไลน์อีก “

เจ้าชายได้ยินเช่นนั้นก็ยักหน้า ก่อนจะถามว่า “ ว่าแต่เจ้าเพิ่งกลับมาจากทางใต้ ที่นั่นเป็นยังไงบ้าง “

แรดเบิร์ทยิ้มกริ่มก่อนจะจิบเบียร์ในแก้วแล้วตอบว่า “ อำนาจของแวร์จิลยังคงแข็งแกร่งมากที่นั่น แม้หลังจากท่านเคานท์มีเรื่องระหองระแหงกับราชสำนักเพราะทหารม้าเข้าเหยียบเท้าใครต่อมิใครที่มีสายโยงใยกับตระกูล แน่นอนว่าขุนนางเล็กๆบางคนอาจจะแขยงการเข้าไปข้องแวะกับแวร์จิลไปบ้าง แต่นั่นล่ะ เหล่าคนขลาดจะรวมพลังกันด้านหลังผู้ชนะอยู่ดี ถ้าแวร์จิลมีแนวโน้มว่าจะต่อรองกับราชสำนักได้ละก็ พวกนั้นคงไม่พ้นมาเคล้าแข้งเคล้าขาท่านเคานท์เหมือนเดิม ส่วนสหายผู้เข้มแข็งของแวร์จิลก็ยังเรียงหน้ากระดานอยู่ไม่ได้ไปไหน อย่างมาร์ควิสเลโอเดนนี่ถึงขนาดออกมาเข้าข้างแวร์จิลกันเห็นๆเลยทีเดียว ”

“ นับเป็นข่าวดี ” เจ้าชายกล่าวยิ้มๆ “ ตอนนี้ข้าติดต่อวาร์โรซึ่งเป็นตระกูลที่สนิทสนมกับเฟดเจอรัลได้แล้ว บิเนทที่เป็นตระกูลอาลักษณ์หลวงก็ด้วย แล้วก็ออคแคมจากตะวันออก ”

แรดเบิร์ทได้ฟังก็พยักหน้า ” ถ้าอย่างนั้นเราได้คนคุ้มกันทางใต้และตะวันออกกับทางเหนือบางส่วนแล้ว แล้วตะวันตกล่ะ ”

ฟังอย่างนั้นแล้วอาวดริคก็ได้แต่ถอนใจเฮือก ” นั่นคือที่ข้าเป็นห่วงที่สุด ดยุคแห่งโดบรัมมาอยู่เสียที่นี่ รางวัลก็ใหญ่ ถ้าเกิดอะไรขึ้นเวสต์เวลล์อาจเลือกโจมตีโดบรัมก่อน ถ้าเป็นอย่างนั้นเราจะเสียหน้าด่านทางตะวันตกเฉียงเหนือไปด้วย เท่ากับว่าเราจะเสียกาลัทเทียร์ไป ”

“ ฟังดูคล้ายความคิดของนางนะ ” หัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่าแทรกขึ้นขณะที่แย่งเนื้อแกะจากจานของอาวดริคโดยที่เจ้าตัวไม่ได้สนใจเลยแม้แต่น้อย มีแต่แรดเบิร์ทผู้มีหูตาไวเป็นเลิศที่มองเห็น แต่เขาก็แค่เลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนจะกลับมาเป็นจริงจังและยักหน้ารับแข็งขัน

“ นั่นแหละความน่ากลัวของนาง นางเหมือนจะทำได้ทุกอย่าง “ เขาว่า “ ตั้งแต่เจ้าชายทรงหนีออกไป ราชสำนักก็มีแต่กลิ่นไอของความหดหู่โดยมีนางเป็นศูนย์กลาง นางเป็นหญิงที่เด็ดขาดเหมาะที่จะนำประเทศในยามลำบาก แต่ทันทีที่นางกลายเป็นราชสำนักมันก็ไม่ใช้ราชสำนักแห่งไลน์แล้ว “ ว่าแล้วเขาก็ยักไหล่ “ ว่าตามตรงการรับงานที่นั่นที่นี่ในตอนนี้ดีกว่าอยู่ในปราสาทมาก ”

“ แล้วใครบางคนก็บ่นเรื่องเดินทาง ”

อีกครั้งที่คำแหย่ของเจ้าชายทำให้ชายในเสื้อคลุมถลึงตา “ เจ้านี่มันช่างจับผิดจริงๆ ถ้าเจ้าชายอาวดริคได้เป็นพระราชาแล้วอย่าลืมไปจับผิดพระองค์แบบนี้บ้างนะ ”

เจ้าชายหัวเราะน้อยๆก่อนจะเหลือบตามองสหายอย่างรู้กัน สำหรับซาร์คนั่นกวนประสาทเขาไม่น้อย แต่เด็กหนุ่มเข้าใจความจำเป็นที่ต้องกำกวมนี้ดีเกินกว่าจะทำอะไรนอกจากถอนใจหน่ายๆ ในตอนนี้พวกเขาจะให้ข่าวว่าเจ้าชายกบฏกลับมายังเมืองหลวงแพร่ออกไปไม่ได้ อาวดริคในตอนนี้คืออาร์ธ ชายที่ทำงานให้เจ้าชายกบฏแห่งไลน์ คงไม่มีใครในห้องนี้นอกจากตลกหลวงและตัวเขาที่รู้ว่าแท้จริงแล้วทั้งสองคือคนเดียวกัน

” โจชัวเพิ่งเข้าไปที่บ้านของท่านดยุคคนก่อนเมื่อไม่นานนี้ไม่ใช่รึ ”แรดเบิร์ทถาม “ ข่าวว่าพวกเขายังแข็งแกร่งไม่น้อยเลยนี่ ถึงตอนนี้โดบรัมเป็นของชาล็อตต้า แต่ฉุกเฉินขึ้นมาพวกเขาคงพอทำอะไรได้บ้างแหละมั้ง ”

“ ข้าก็หวังว่าอย่างนั้น ” อาวดริคตอบก่อนจะจิบเบียร์ของตัวเองบ้าง “แต่ เราก็ไม่มีหลักประกันเรื่องโดบรัม ว่าตามตรงว่าข้าไม่ค่อยสบายใจ “

“ อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดแหละเฮ้ย “ ชายอีกคนหนึ่งบอกเขาหลังจากถือวิสาสะนั่งลงข้างซาร์ค ใบหน้าที่เยาว์วัยนั้นเต็มไปด้วยหนวดเคราเข้มคล้ำหันมาทักทายเด็กหนุ่ม “ ข้าโจชัว เป็นสถาปนิกและคนที่เจ้าสองคนนี้นินทาถึง ยินดีที่ได้รู้จัก “

“ เจ้ารู้ได้ไงว่าพวกข้าพูดถึง “ แรดเบิร์ทถาม

โจชัวย่นจมูกในทันที “ ข้าคงจามละมั้งถึงได้รู้ว่าพวกเจ้านินทา โถ่ว้อย ห้องก็มีอยู่เท่านี้ ไม่ได้ยินก็บ้าแล้ว ” นั่นทำให้เจ้าชายหัวเราะอย่างขบขัน แม้แต่ซาร์คยังหลุดยิ้มออกมาอย่างช่วยไม่ได้ เขาส่ายหน้าน้อยๆก่อนจะได้เห็นโจชัวร์หันมายิ้มให้เขา “ ตอนแรกข้าคิดว่าหัวหน้าโจรที่เจ้านั่นว่าจะมีหนวดมีเคราหน้าตา น่ากลัวที่ไหนได้เจ้าน่ารักใช้ได้นี่นา มิน่าล่ะอาร์ธมันถึง- “

แต่ก่อนที่จะทันพูดจบเสียงกระแอ้มของอาวดริคจะตัดบทเขาและแขนของเจ้าชายเอื้อมไปพาดบนพนักเก้าอี้ด้านหลังเด็กหนุ่มอย่างมีนัย “ ข้าไม่เห็นจำได้ว่าข้าพูดอะไรกับเจ้าเรื่องนี้นะ ” ที่เขาพลาดไม่ได้เห็นคงเป็นแรดเบิร์ทที่กำลังขำกลิ้ง

“ อ้าว ก็เจ้าบอกว่าเขาคือหัวหอกที่ช่วยเจ้าชายในการกบฏไม่ใช่เหรอ ” โจชัวรีบแก้เก้อ “ ข้าแค่แปลกใจที่เขามีกำลังคนอยู่กับเขามากขนาดนั้นทั้งที่อายุเพิ่งแค่นี้ ข้าแค่จินตนาการถึงแม่ทัพกรำศึกอยู่ก็เท่านั้นแหละ ”

“ เขาก็เป็นแม่ทัพที่กรำศึกจริง ” เจ้าชายกล่าวพลางเหลือบมองเด็กหนุ่ม “ ไม่อย่างนั้นเจ้าชายคงไม่ไว้วางพระทัยให้เหยี่ยวป่าเป็นแนวหน้าในการบุกปราสาทหรอก ”

ซาร์คได้ยินเช่นนั้นก็ส่ายหน้าหน่ายๆ ” เจ้านั่นคิดว่าย่องเข้าไปตัดคอนางแล้วก็จบใช่มั้ย ”

คำตอบจากชายหนุ่มคือ ” ประมาณนั้น ”

หัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่าต้องสบถก่อนจะเอนตัวพิงพนักเก้าอี้โดยไม่ได้สนใจเลยว่าแขนของอาวดริคยังอยู่ที่นั่น ” เจ้าคิดว่าการลอบเข้าปราสาทไลน์มันง่ายมากหรือไง ครั้งก่อนเราได้คนในช่วยหรอกถึงได้ทำได้ แต่เจ้าบอกเองว่าตอนนี้นางโดนอัปเปหิออกมาแล้ว ใครจะพาพวกเราเข้าไป ”

” เจ้าชายอาวดริคจะทรงนำทางพวกเราเข้าไปเอง ” ชายหนุ่มตอบ เด็กหนุ่มได้ยินก็ถึงกับอ้าปากค้างขณะที่ชายอีกสองคนยักหน้าหงึกหงักเห็นดีเห็นงามจนซาร์คนึกอย่างซัดแรดเบิร์ทขึ้นมาตะหงิดๆถ้าไม่เพราะเจ้าชายกล่าวต่อไปว่า ” ยังไงคนที่พอจะต่อกรกับนางได้ในเชิงเวทย์ก็เป็นเจ้าชาย แล้วปราสาทนั้นก็เป็นบ้านของพระองค์ คนที่พาเราเข้าไปได้ตอนนี้ก็มีแต่เจ้าชายนั่นแหละ ”

ในตอนนั้นที่ซาร์คอยากทำมากที่สุดคือประท้วง แต่ไม่ว่าอย่างไรเขาไม่อาจเปล่งเสียงออกมาจากลำคอได้ เพราะใช่ มันจะเป็นใครเสียอีก แต่…. ” เวรยามที่นั่นอาจจะเปลี่ยนไปหมดแล้ว เจ้านั่นออกจากปราสาทมาตั้งหลายเดือน ”

” เรื่องเวรยามข้าสืบไว้แล้ว ไม่ว่าปราสาทจะดีเลิศแค่ไหนก็ต้องมีทางเข้าออกและมีผู้คนเข้าออก ที่สำคัญคือต้องมีคนส่งเสบียงและสินค้าเข้าไป พ่อค้าที่ใหญ่พอจะจัดหาของเข้าราชสำนักก็มีอยู่ไม่กี่ราย- ”

” เจ้าติดต่อพวกเขางั้นหรือ ”

เจ้าชายยิ้มน้อยๆแล้วตอบว่า ” ข้าทำงานให้คนหนึ่งในนั้นอยู่ ”

อีกครั้งที่ซาร์คอ้าปากค้าง แต่ครั้งนี้เขาหุบปากลงแล้วถอนใจ ” ข้าเชื่อแล้วว่าเจ้าเตรียมทุกอย่างไว้แล้ว ”

อาวดริคเห็นอย่างนั้นก็ยิ้มน้อยๆแล้วส่ายหน้า “ ไม่ใช่ทุกอย่างหรอก แค่ทุกอย่างที่ข้าพอจะนึกออก แม้จะมีพวกเขาช่วย ”เขาว่าพลางมองไปรอบๆ “ ข้าก็ไม่รู้ว่าข้าหลงลืมอะไรหรือใครไปหรือเปล่า ข้าไม่อยากลืมอะไรไป เดิมพันมันสูงเกินไป ”

มือของเด็กหนุ่มกำแน่นเมื่อได้ฟังเช่นนั้นเพราะนั่นคือสิ่งที่เขาเองก็รู้สึก แม้แต่แรดเบิร์ทซึ่งเหมือนจะล้อเลียนโลกทั้งใบก็ยังดูเคร่งขรึมขณะที่เขาตบบ่าอาวดริคหนักๆราวจะบอกว่าเขาเข้าใจทั้งความกังวลและความกดดันนั้น โจชัวเองก็ยักหน้า พวกเขาทั้งหมดลงเดิมพันไปแล้วด้วยชีวิตของตัวเอง หากการพบปะนี้แดงขึ้นมาพวกเขาทั้งหมดจะอยู่ในฐานะกบฏที่ช่วยเหลือเจ้าชายในทันที แต่พวกเขายอมลงเดิมพันนั้นเพราะพวกเขาไม่ต้องการจะเสียใครไป ไม่แม้แต่คนเดียว

“ อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด “ โจชัวว่า “ เรามีสิ่งที่เราทำได้อย่างจำกัด เป็นไปได้ข้าก็อยากเคียงบ่าเคียงไหล่กับพวกเจ้าในวันนั้น แต่ข้าจับอาวุธไม่เป็น ข้าช่วยได้ก็แค่เรื่องพวกนี้เท่านั้น “

“ เรื่องพวกนี้ที่เจ้าว่าคือเรื่องที่สำคัญที่สุด โจชัว “ อาวดริคกล่าว “ ไม่ว่าเจ้าชายจะทรงก่อกบฏสำเร็จหรือไม่ ชาวบ้านต้องปลอดภัย นั่นเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าขุนนางในที่ดินไม่ช่วยพวกเขา “

โจชัวได้ยินเช่นนั้นก็ถอนใจเฮือก “ ถึงข้าจะไม่ได้ชอบใจขุนนางก็ต้องยอมรับว่าเจ้าพูดถูก ในตอนนี้เราต้องทำงานจากสิ่งที่มีก่อนจะสร้างสิ่งใหม่ ” แล้วเขาก็ยิ้มน้อยๆ “ ข้าอยากลองทำอย่างนั้นกับปราสาทเก่าแก่อย่างไลน์ดูซักครั้งเหมือนกัน “

นัยยะในคำพูดนั้นทำให้อาวดริคยิ้มรับ “ เจ้าชายต้องทรงยินดีเป็นแน่ “

รอยยิ้มของเจ้าชายนั้นทั้งเคร่งขรึมและอบอุ่น ต่างจากรอยยิ้มเก้อที่อาวดริคเคยมีจนแม้แต่หัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่ายังอดแปลกใจไม่ได้ หรืออันที่จริงเขาไม่ควรแปลกใจ เขาเคยเห็นรอยยิ้มนี้มาก่อนในวันที่เจ้าชายบอกเขาว่าเขาจะเข้ามาในเมืองนี้ วันที่อาวดริคได้ตัดสินใจว่าจะรับภาระของการล้มนางแม่มด อาจตั้งแต่วันนั้นแล้วก็ได้ที่เจ้าชายเติบโตขึ้นและแข็งแกร่งขึ้นจนไม่ต้องการปีกของเหยี่ยวป่าเพื่อปกป้องอีกต่อไป ผู้คนในห้องนั้นเองก็ยืนยันสิ่งนั้น ไม่ว่ารู้ตัวหรือไม่พวกเขาคือสหายของเจ้าชาย คนที่จะขับเคลื่อนการกบฏนี้ให้สำเร็จ เหยี่ยวป่าเป็นแค่ส่วนหนึ่งในภาพที่ใหญ่เสียจนแม้แต่ซาร์คเองก็ไม่เคยนึกถึง

เขาคงไม่อาจมองอาวดริคเหมือนเดิมอีก และนั่นทำให้เขาอุ่นใจอย่างประหลาด

“ เจ้ามีเวลาส่วนตัวซักเดี๋ยวไหม “ เขาหันไปกระซิบกับเจ้าชาย แต่ก็ดังพอที่ทั้งโจชัวและแรดเบิร์ทจะได้ยิน “ ข้ามีข่าวสำคัญจะส่งถึงเจ้าชาย “ โดยไม่ต้องพูดมากไปกว่านั้นอาวดริคก็เข้าใจเขาในทันที เขายักหน้าก่อนจะขอตัวจากเพื่อนทั้งสองแล้วนำทางเขาไปยังห้องรับรองเล็กๆห้องหนึ่งที่ไม่มีใครใช้งาน

เสียงลั่นดาลประตูไม่เคยฟังดูหนักหนาขนาดนี้สำหรับซาร์ค เขาเงียบอยู่นานโดยไม่รู้ว่าจะพูดอะไร นั่นเพราะเขาไม่ได้เตรียมใจจะเล่าเรื่องนี้ให้อาวดริคฟัง เขาคิดว่ามันจะเป็นการขัดสมาธิของชายหนุ่มขณะที่เขาใช้ความพยายามทั้งหมดไปกับการเตรียมการบุกปราสาทไลน์ เขารู้ว่าอาวดริคอ่อนไหวแต่ตอนนี้เขารู้แล้วว่าเจ้าชายจะรับมือกับข่าวนี้ได้ ” พวกเขาเจออลิซาเบธแล้ว ” หัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่ากล่าว สายตาของเขาไม่ได้ละจากใบหน้าของชายหนุ่มขณะที่สีหน้าของเขาเปลี่ยนจากงุนงงเป็นตกใจเป็นเศร้าใจ อาวดริครู้ได้จากกบรรยากาศที่หนักอึ้งนั้นว่าปาฏิหาริย์ที่พวกเขาร้องขอไม่ได้เกิดขึ้น

” เธอได้กลับบ้านแล้วเหรอ ” เจ้าชายถาม

มันเป็นคำพูดสั้นๆไม่กี่คำที่แทงลึกเข้าไปในใจของซาร์คจนแม้แต่เขาเองก็ไม่อยากเชื่อ ทุกครั้งที่ใครซักคนต้องจากไปรอยที่เหลืออยู่ในใจของเขายิ่งเจ็บลึก ทุกครั้งที่เขาไม่อาจปกป้องคนที่เขาอยากปกป้องแผลที่ใจยิ่งกลัดหนองรุนแรง เขาไม่อยากให้อาวดริคต้องเจ็บเช่นนั้น ไม่ใช่ตอนนี้ มันอาจดีกว่าที่จะเรียนรู้ที่จะไม่รู้สึกเจ็บอีก แต่ถ้าไม่เจ็บจะมีสิ่งใดนำทางพวกเขาไม่ให้หลงมัวเมาได้กัน ” พวกเขาพบแค่กะโหลกเท่านั้น ” เขาบอกขณะที่มองดูอาวกดริค มองดูบาดแผลที่ค่อยๆถูกกรีดลงชายหนุ่ม มองดูเพื่อให้มั่นใจว่าแม้วันหนึ่งอาวดริคจะชินชากับความเจ็บปวดนี้เขาจะยังมีรอยแผลเป็นคอยย้ำเตือนเขาไว้

” อย่างน้อยเธอก็ได้พักแล้ว ” อาวดริคกระซิบ แหบพร่าและแผ่วเบาราวกำลังพยายามปลอบใจตนเอง กำลังพยายามจะลืมความเจ็บปวดนั้นไป

” เจ้าคิดว่าอลิซาเบธจะยอมพักผ่อนอย่างนั้นหรือ ” เขากระซิบตอบ ดวงตาสีเทาคู่นั้นมองตรงไปยังเจ้าชายผู้ที่ทำได้เพียงกลืนน้ำลาย ในที่สุดเมื่อความเจ็บปวดนั้นมากเกินไปชายหนุ่มก็ต้องเบือนหน้าหนีเขา เขามองไปรอบๆราวกับไม่รู้ว่าควรมองสิ่งใดหรือควรทำอะไร เขาไม่รู้ว่าเขาควรทำอย่างไรกับความรู้สึกที่ข่าวนั้นนำพามาให้ นั่นคือตอนที่ซาร์คคว้าท่อนแขนของชายหนุ่มไว้แล้วออกแรงน้อยๆให้เขาหันมา ดวงตาของพวกเขาประสานอีกครั้งขณะที่เขาบอกว่า “ ลิซจะได้พักเมื่อทุกอย่างจบลง “

อาวดริคเพียงแค่ยักหน้ารับ เขายังคงไม่มีเสียงที่จะพูดหรือกระทั่งเรี่ยวแรงจะสรรหาถ้อยคำ เขาเพียงแค่มองตรงมา รับรู้และเจ็บจำ ” จวนแล้ว ” เจ้าชายกระซิบในที่สุด ” ใกล้เหลือเกินแต่ก็ยังไกลเกินไป ”

“อย่ากลัว อาวดริค ความกลัวก่อแต่ปัญหา “ เด็กหนุ่มกล่าวก่อนจะขืนยิ้มน้อยๆเมื่อดวงตาของเจ้าชายพลันหรี่ลงราวกับว่าเขาจดจำถ้อยคำของตัวเองได้ “ เจ้าพอรู้มั้ยว่าเราจะบุกได้เมื่อไหร่ ”

เจ้าชายส่ายหน้า ” ข้ายังบอกแน่ไม่ได้ อีกสองวันข้างหน้าจะข้าจะพบอาจารย์แวร์จิลกับขุนนางกลุ่มหนึ่ง ถึงตอนนั้นเราคงรู้ว่าจะพร้อมเมื่อไหร่”

” มันคงจะไม่สายไปหรอกนะ ”

อาวดริคยิ้มอย่างเศร้าๆราวกับว่านั่นคือสิ่งที่เจ็บปวดที่สุดที่เจ้าชายเคยได้ยิน ” มันสายไปตั้งนานแล้ว ซาร์ค ” เขาบอก

***
TBC in Chapter 9

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: