A Fairytale: จนฟ้ารุ่งราง บทที่ 9

Title: A Fairytale
Book III: จนฟ้ารุ่งราง (Another Dawn)
Author: vekin
Rate: PG-13
Warning: คนเขียนอ่อนคำราชาศัพท์เป็นอย่างยิ่ง ต้องขออภัยในความผิดพลาดมา ณ ที่นี้
***บุคคล เหตุการณ์และสถานที่ในเรื่องล้วนสมมติขึ้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องพาดพิงกับบุคคลและเหตุการณ์จริงแต่อย่างใด***

Chapter 9
####################################################

สงครามเริ่มขึ้นไปแล้ว หากเสียงของมันดังมาไม่ถึงปราสาทแห่งไลน์จนกระทั่งตอนนี้

ทหารม้าหลายร้อยนายถูกส่งตัวไปยังตะวันตกผู้คนถูกกะเกณฑเข้ากองทัพ ผู้คนที่หล่อนรู้จักเริ่มค่อยๆหายหน้าไป หญิงสาวร่ำลาสามีของหล่อนขณะที่เฝ้าคิดถึงหนทางที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป ช่างตีเหล็ก ช่างไม้และวิศวกรต่างถูกเรียกตัวโดยกองทัพเพื่อสร้างและบำรุงยุทโธปกรณ์ เสียงกันหนักหน่วงของทั่งและค้อนนั้นไม่ต่างจากเสียงฝีเท้าของกองทหารที่เดินแถวสูงสนามรบ แม้แต่เหล่าขุนนางที่มักอยู่แต่ที่ที่ดินของตัวก็เริ่มทะยอยกันปรากฏตัวในเมืองหลวง

เวลานี้คือเวลาสำคัญสำหรับเจ้าชาย หล่อนบอกได้แม้เมื่อไม่อาจมองเห็นพระองค์โดยชัดเจน พระทัยของพระองค์ไม่ได้อยู่ที่นี่อีกแล้วเมื่อสถานการณ์คับขันขึ้นทุกขณะ แม้ยามที่พระองค์อยู่บ้านเพื่อช่วยดูแลหล่อนก็ยังมีคนไปมาหาสู่นำข่าวคราวมาแลกเปลี่ยน ข่าวซึ่งทำให้พระองค์ทรงเงียบลงทุกที หล่อนทำได้เพียงจินตนาการถึงภาระอันหนักหนาของการเป็นเจ้าชาย ของการที่ตนเองจะอ่อนแอให้ผู้ใดเห็นไม่ได้ หล่อนถามพระองค์บ่อยครั้งว่ามีสิ่งใดที่หล่อนอาจช่วยได้บ้างหรือไม่แต่พระองค์ก็ทรงส่ายพระพักตร์แล้วเพียงบอกให้หล่อนไม่ต้องกังวลใจไป

แต่ไหนเลยหล่อนจะไม่รู้ว่าพระองค์กำลังรวบรวมไพร่พลแฝงตัวอยู่ในเมืองหลวงนี้เพื่อเตรียมบุกปราสาทไลน์ ไหนเลยหล่อนจะไม่รู้ว่าพระองค์ต้องซื้อใจพ่อค้าใหญ่เพื่อให้พวกเขาดูแลการเคลื่อนไหวของสินค้าและวัตถุดิบ ซื้อใจผู้คนเพื่อหนทางที่ปลอดภัยในเมืองหลวง และเหนืออื่นใดพระองค์ต้องโน้มน้าวเหล่าขุนนาง ไม่ว่าพระองค์จะตรัสว่าอำนาจเป็นเพียงภาพลวงอย่างไรในตอนนี้พระองค์ก็ต้องการให้อำนาจนั้นอยู่ข้างพระองค์เพื่อไม่ให้ไลน์ต้องแตกออกเป็นเสี่ยงเช่นเวสต์เวลล์

แม้พระองค์ไม่เคยตรัสสิ่งใดกับหล่อน แต่หล่อนรู้สึกได้ว่าถึงเวลาที่พระองค์ต้องยืนอยู่ต่อหน้าเหล่าขุนนางในฐานะว่าที่ประมุขแห่งไลน์ เมื่อบ้านแวร์จิลที่เงียบอยู่เนิ่นนานเปิดประตูรับแขกอันได้แก่ขุนนางในตระกูลสำคัญๆทั้งหลาย ไม่มีโอกาสไหนจะดีไปกว่านี้หากพระองค์ต้องการกำลังของคนเหล่านี้ แต่ยิ่งมีผู้คนรวมกันมากเท่าไหร่ ผลที่ออกมายิ่งทำนายได้ยากเท่านั้น เดิมพันนี้ใหญ่นักทั้งได้ทั้งเสีย

หล่อนรู้ว่าในตอนนี้พระองค์ต้องการเวลาเพื่อทบทวนเรื่องต่างๆ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นเวลาที่พระองค์ต้องการพระสหายมากกว่าตอนไหนๆ

” ท่านอาวดริค ” หล่อนทำให้พระองค์ทรงสะดุ้ง หล่อนรู้จากเงาเลือนลางที่หล่อนมองเห็นว่าพระองค์ทรงผินพระพักตร์มาและมองหล่อน ” ถึงเวลาแล้วนะคะ ”

เวลาที่จะตัดสินความเป็นไปทั้งมวล

เมื่อได้ยินเช่นนั้นพระองค์ก็ทรงยืนขึ้น สายพระเนตรยังคงมองมาที่หล่อนแต่ไม่ได้ตรัสสิ่งใด ราวไม่รู้ว่าพระองค์ควรตรัสสิ่งใด หล่อนรู้ว่าตัวหล่อนคือเครื่องย้ำเตือนถึงเดิมพันที่พระองค์ต้องเสียหากพระองค์พลาดไป ” คนเรามีวาระและบทบาทที่ต่างกัน สิ่งที่เราเลือกได้คือจะลงมือหรือไม่เท่านั้น ” หล่อนกราบทูลก่อนจะค้อมตัวลง ” วาระของหม่อมฉันจบลงไปนานแล้ว คราวนี้คือวาระของพระองค์ โปรดใช้มันให้เต็มที่เพคะ ”

ถ้าไม่อยากสูญเสียทุกอย่างไป….

เจ้าชายทรงสดับเช่นนั้นก็ยักหน้ารับ ที่หล่อนจะเสียใจเป็นที่สุดก็ตรงที่หล่อนไม่อาจรู้ได้ว่าพระองค์ทรงมีสีพระพักตร์ขณะที่พระหัตถ์คว้าเสื้อคลุมเก่าปอนขึ้นสวม “งั้นข้าไปล่ะ ” หล่อนไม่ได้เงยหน้าขึ้นจนเมื่อพระองค์เสด็จออกไป ความห่วงกังวลใดๆที่มีหล่อนจำต้องเก็บไว้ เพราะพระองค์จะหันหลังกลับไม่ได้อีกแล้ว

***
ทั้งห้องนั้นเงียบกริบทันทีที่สิ้นเสียงของคุณผู้หญิงฟรานเชสก้า เนื้อความในจดหมายที่นางอ่านนั้นเหมือนจะยังสะท้อนก้องอยู่ในโสตของผู้ที่ได้ยินมันและทำให้หัวใจของพวกเขาหนักอึ้งจนไม่อาจเอ่ยตอบสิ่งใด แม้กระทั่งสตีวี่ก็ต้องเงียบเมื่อความกดดันนั้นมากจนเด็กน้อยมองไปรอบๆอย่างแปลกใจ เจสสิก้ายืนนิ่งด้วยริมฝีปากเม้มแน่นขณะที่อาร์เซนซึ่งนั่งอยู่ข้างๆเด็กน้อยทำได้พียงก้มหน้านิ่งกลืนน้ำลายอึกใหญ่ จะมีก็แต่แมกซิมิเลียนที่มองตรงไปยังผู้เป็นมารดาก่อนจะวางม้าสลักไม้ในมือลงบนกระดาน

” ขอบคุณครับท่านแม่ ” เด็กหนุ่มกล่าวพลางลุกขึ้นยืน มือของเขาคว้าไม้ค้ำมาข้างตัวขณะที่เดินไปรับจดหมายจากมือมารดา

” แต่….แต่คุณชายน้อยยังไม่หายดีเลยนะคะ ” เป็นสาวใช้ที่ประท้วงขึ้น ” ขาแบบนี้จะให้ไปรบได้ยังไง คุณผู้หญิงเขียนจดหมายชี้แจงไปไม่ได้หรือคะ ”

” ไม่มีประโยชน์หรอกเจส ขุนนางบางตระกูลทำแบบนั้นเพื่อปกป้องตัวเอง ในเวลาอย่างนี้ราชสำนักจะไม่ยกเว้นใครทั้งนั้น ” เด็กหนุ่มกล่าวก่อนจะเก็บจดหมายใส่กระเป๋าเสื้อแล้วหันไปทางผู้เป็นแม่ ” งั้นข้าขอตัวไปเก็บของก่อนนะครับ ”

คุณผู้หญิงก็เพียงยักหน้าโดยไม่กล่าวสิ่งใดขณะที่บุตรชายเดินผ่านนางไปโดยไม่หันกลับมา เสียงเคาะของไม้ค้ำนั้นบอกหล่อนอยู่ชัดเจนว่าไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่อาจรบที่แนวหน้าได้ แต่ไม่นานหรอก เมื่อขาของเขาหายดี เมื่อเขาสามารถจับดาบเข้าต่อสู้ได้อีกครั้ง เขาจะยืนอยู่ที่ชายแดนตะวันตกประจันหน้ากับทหารเวสต์เวลล์เช่นที่พ่อของเขาเคยทำกับกองทัพสีดำของกาลัทเทียร์

และครั้งนี้นางก็ทำเหมือนเมื่อตอนที่สามีของนางได้รับจดหมายนั้น คือปล่อยเขาเดินผ่านนางไป

เป็นเจสสิก้าที่ไม่อาจห้ามตัวเองได้ “ แต่ว่า…คุณชายน้อย “ แล้วหล่อนก็หันมา “ คุณผู้หญิงจะไม่ทำอะไรเลยเหรอคะ “

นางตอบไปว่า ” ในเวลาอย่างนี้เป็นธรรมดาที่ราชสำนักจะต้องเกณฑ์ไพร่พล โดยเฉพาะนักเรียนทหารที่ผ่านการฝึกแล้วยิ่งเป็นกำลังสำคัญ เขาต้องเรียกตัวทุกคนอยู่แล้ว ”

” แต่- ”

คำประท้วงของหล่อนค้างไปเมื่ออาร์เซนจับท่อนแขนของหล่อน หล่อนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขามายืนข้างหล่อนตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ความสงบของเขาเหมือนจะช่วยให้หล่อนได้สติและเลิกต่อปากต่อคำไป หล่อนเป็นใครกันถึงคิดว่าหล่อนสามารถเปลี่ยนอะไรได้ สงครามเกิดขึ้นแล้วและไม่มีใครหยุดยั้งมันได้ ไม่กระทั่งราชสำนักแห่งไลน์ นั่นทำให้หล่อนแน่นในอกขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ หล่อนอาจจำไม่ได้มากนักว่าสงครามเมื่อสิบเจ็ดปีก่อนนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าหล่อนไม่เข้าใจสิ่งที่มันนำมา น้ำตาของหล่อนร่วงลงมาอย่างช่วยไม่ได้

อาร์เซนลูบแขนของหล่อนเบาๆทีหนึ่งก่อนจะผละมาทางคุณผู้หญิงฟรานเชสก้า “ ข้าขอตัวไปช่วยคุณชายน้อยนะครับ ” นางก็เพียงแค่ยักหน้ารับรู้แล้วปล่อยให้เขาไป

คุณชายน้อยดูแปลกใจเมื่อเด็กชายเข้ามาในห้องของเขาพร้อมหีบใบใหญ่ที่เช็ดถูแล้วเป็นอย่างดีซึ่งเขาลากถูลู่ถูกังมาตรงหน้าเด็กหนุ่ม ของใช้ประจำวัน เสื้อผ้าและรองเท้าถูกดึงออกมากองตามที่ต่างๆ อาร์เซนแค่ต้องเอาของพวกนั้นมาจัดลงในหีบขณะที่เด็กหนุ่มเก็บเสื้ออยู่ที่เตียงอย่างเงียบๆ ไม่มีใครพูดอะไรตลอดเวลานั้น จนของใช้ที่อยู่บนพื้นหมดไปเด็กชายจึงลุกขึ้นมาที่เตียงเพื่อรับกองเสื้อไป นั่นอาจเป็นครั้งแรกตั้งแต่ที่พวกเขาอยู่ในห้องนั้นที่พวกเขาได้สบสายตากัน และนั่นคือครั้งแรกที่เด็กชายเอ่ยปากถามขึ้นว่า ” ตอนนี้เป็นยังไงบ้างครับ คุณรอเวลาที่จะเป็นอิสระจากคุณแม่ของคุณมาตลอด ตอนนี้ถึงเวลานั้นแล้ว คุณมีความสุขหรือเปล่า ”

ไหล่ของแมกซิมเลียนพลันดูห่อลู่ลงทันตา เขาหลบสายตาราวต้องการครุ่นคิดบางสิ่งเพียงลำพังก่อนจะตอบว่า “ ข้าไม่ได้คิดเรื่องนั้นเลย “ แล้วเขาว่าพลางวางเสื้อที่ถืออยู่ลง “ ข้าคิดว่าข้าจะดีใจที่ไม่ต้องอยู่ที่นี่อีก แต่… ”

“ แต่? “

“ ข้าอยากอยู่ที่นี่ “

เด็กชายเม้มปากแน่น เขาไม่รู้จะพูดอะไร ไม่รู้ว่าควรทำอะไร เขาไม่กล้าจะสบสายตาที่มองตอบมาเพราะรู้ว่าเขาจะเห็นใครนั่งอยู่ตรงนั้น แต่แมกซิมิเลียนไม่ใช่ซาร์ค เขาไม่มีอะไรเหมือนกับซาร์ค แต่ในตอนที่เขาเอ่ยคำนั้น ตอนที่บอกว่าเขาไม่อยากไป เขารู้สึกราวกับได้ยินเสียงพี่ชายบอกเขาว่าเขาต้องไป ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด พวกเขาล้วนต้องไป

เขาไม่รู้เลยว่ามือของตัวเองกำแน่นอยู่จนกระทั่งปลายนิ้วของแมกซิมแทรกเข้ามาระหว่างปลายนิ้วและฝ่ามือที่ถูกจิกจนเขาเองไม่รู้สึกเจ็บอีกต่อไป เขาไม่ได้เจ็บ เขาบอกตัวเองไม่ให้รู้สึกเพราะการรู้สึกไม่ช่วยอะไร แต่ห้วงอารมณ์ทั้งหมดนั้นกลับปรากฏที่แมกซิมิเลียนเมื่อเขาดึงเด็กชายเข้ามาใกล้ก่อนจะซบใบหน้ากับตัวของเขา ลมหายใจระอุนั้นรดบนผิวผ่านเสื้อของเขาขณะที่เด็กหนุ่มสูดหายใจแรงราวต้องการสูดเอากลิ่นกายของเขาไป แขนอีกข้างโอบเข้าที่รอบเอวของเขาดึงเขาให้ยืนใกล้จนเหมือนพวกเขาจะกลืนหายไปในกันและกัน

“ ข้าไม่อยากไปไหนอีกแล้ว ” คุณชายน้อยกระซิบบอกเมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยอารมณ์จนแม้แต่เด็กชายก็ไม่เคยเห็น เขาอาจได้เห็นคุณชายน้อยโมโห หรือหัวเราะ หรือกระทั่งตอนที่เขาเกือบร้องไห้ แต่เขาไม่เคยเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่มั่นใจ ความอาลัย และหลายสิ่งที่เขาเองก็ไม่รู้จะเรียกว่า ดวงตาคู่นั้นเหมือนจะดูดกลืนเขาเข้าไป คอยมองและจดจำทุกสิ่งราวกับว่านี่คือภาพสุดท้าย “ ข้าอยากปกป้องทุกคนที่นี่ ข้าไม่อยากให้ใครต้องเป็นอะไร ข้าจะรีบกลับมา- ”

” ไม่ต้องหรอกครับ ” เด็กชายกระซิบตอบขณะที่เขาค่อยๆสางเส้นผมของเด็กหนุ่มเบาๆ เขาอยากลบความกลัวไปจากดวงตาคู่นั้นเพราะเขาไม่คุ้นเคยที่จะเห็นมันอยู่ที่นั่น แต่เขาเองก็กลัว แม้ไม่มีกระจกอยู่ใกล้ๆเขาก็รู้ว่าตัวเองกำลังมีสีหน้าเช่นไร เพราะใบหน้าของแมกซิมิเลียนคือภาพสะท้อนนั้น ไม่ว่าเขาพยายามจะซ่อนมันอย่างไรเขาก็รู้ว่าไม่อาจซ่อนมันได้ แม้แต่เสียงของเขาก็สั่นพร่าขณะที่บอกว่า ” ขอแค่คุณปลอดภัยกลับมา ทุกคนก็ดีใจมากแล้วล่ะครับ ”

นางไม่รู้ว่าจะตัวเองควรรู้สึกอย่างไรกับภาพที่เห็น ชิงชังหรือ ไม่หรอก นางรู้จักความชิงชังและมันไม่ใช่ความรู้สึกนี้ มันซับซ้อนกว่านั้นและแผ่ดเผาตัวนางยิ่งกว่านั้น ไม่ใช่เพราะนั่นคือบุตรชายคนเดียวของนาง แต่เพราะความเป็นไปได้ของเรื่องราวทั้งหมดนั้นทำให้นางหายใจไม่ทั่วท้อง

” ข้าเองก็ไม่อยากเชื่อหรอกคะว่าคนหัวแข็งอย่างแมกซิมจะโดนเด็กนั่นจูงจมูกเอา ” เป็นเสียงของบุตรสาวของนางกระซิบอยู่ใกล้ๆขณะที่พวกเขารีบเดินจากไปก่อนที่ใครจะทันสังเกต สีหน้าท่าทางของบุตรสาวนั้นแสดงความกังวลอย่างชัดแจ้ง ” ข้าเองก็ไม่รู้จะยกเรื่องนี้ขึ้นมาบอกท่านแม่ยังไง แต่ถ้าปล่อยไว้อย่างนี้จะเป็นอันตรายต่อบ้านเรานะคะ ”

ความรักและภักดีที่เด็กคนนั้นมีต่อพี่ชายนั้นมากมายขนาดไหนใครๆก็รู้ และถ้าแมกซิมเป็นอย่างนี้ ไม่แน่ว่าบุตรชายของนางก็อาจจะ…

” ท่านแม่คะ เราจะจัดการสองคนนี้ยังไงดีคะ ” อนาสตาเซียรบเร้าถาม

” ขอข้าคิดก่อน ” นางตอบ

มือของอนาสตาเซียคว้าแขนนางทันที ” แต่ท่านแม่คะ ถ้าพระราชินีรู้เข้าว่าสองคนนั้นเป็นพวกกบฏละก็ พวกเรามีหวัง- ”

” เพราะอย่างนั้นเจ้าต้องเหยียบเรื่องนี้ไว้ก่อนยังไงล่ะ ” เสียงกระซิบของนางฟังดูกระโชกขึ้นมาในทันทีเมื่อนางหันกลับไปทางบุตรสาว ” จะต้องไม่มีใครรู้ว่าเมริสมามีหนอนบ่อนไส้ ไม่ใช่ตอนนี้ ข้าไม่ยอมให้เรื่องนี้มาทำลายบ้านของข้าเป็นอันขาด เข้าใจมั้ย ”

ความโกรธเกรี้ยวในสายตาของมารดาทำให้อนาสตาเซียลืมกระทั่งการหายใจ หล่อนจำต้องปล่อยแขนของแม่ขณะที่กลืนน้ำลายอึกใหญ่แล้วตอบว่า ” เข้าใจคะ ” ด้วยเสียงที่แผ่วเบาจนนางแทบไม่ได้ยิน

ความหวาดกลัวในดวงตาของบุตรสาวทำให้ฟรานเชสก้าอ่อนใจ ” งั้นเจ้าก็กลับไปที่ห้องได้แล้ว แล้วไม่ต้องห่วง แม่จะจัดการพวกมันเอง ” ว่าพลางสายตาของนางก็ตวัดมองไปที่ทางเดินนั้นเป็นครั้งสุดท้าย หากทำได้นางอยากเดินเข้าไปในห้องนั้นแล้วกระชากเอาตัวอาร์เซนและแมกซิมิเลียนออกมาเค้นความให้รู้เรื่อง แต่นางทำแบบนั้นไม่ได้ ไม่ใช่เมื่อนางไม่มีสิ่งใดที่จับต้องได้ว่าพวกเขามีส่วนในการกบฏ

แต่เมื่อถึงเวลานั้น ไม่ว่ามันเป็นใคร นางก็จะไม่ไว้เหมือนกัน

***
เมื่อปราศจากแขกเหรื่อมากมายที่มาเยี่ยมเยือน บ้านแวร์จิลก็พลันเงียบไปทันตาจนแม้แต่แม่บ้านก็อดรู้สึกหดหู่ขึ้นมาไม่ได้ นานแล้วที่นางไม่ได้เห็นคุณท่านของนางกระชุ่มกระชวยเท่านี้ มิตรสหายแม้จะรุ่นราวคราวบุตรหลานก็ทำให้ตาเฒ่าผู้เก็บตนดูสดชื่นขึ้นทันตา หัวข้อสนทนานั้นล้วนเป็นเรื่องหนักหนาแต่นางกลับไม่เคยเห็นคุณท่านดูฉับไวเท่านั้น ไม่ว่าอายุจะมากเพียงใดเมื่อกลับสู่บรรยากาศที่คุ้นเคยคุณท่านของนางก็เหมือนกลายเป็นหนุ่มอีกครั้ง น่าเสียดายที่ไม่มีงานเลี้ยงใดไม่มีวันเลิกรา แม้เมื่องานเลี้ยงนั้นเป็นสังเวียนทดสอบเจ้าชายก็ตาม

จนตอนนี้นางก็ยังตกใจไม่หายเมื่อคิดว่าชายหนุ่มท่าทางธรรมดาคนนั้นเป็นรัชทายาทแห่งไลน์ จะมีก็แต่ในงานเลี้ยงนั้นเมื่อเจ้าชายอยู่ท่ามกลางวงล้อมของขุนนางถกเถียงทั้งข้อดีเสียของการก่อกบฎและสถานการณ์บ้านเมืองที่ตึงเครียดที่นางรู้สึกว่าคนๆนั้นคือเจ้าชายแห่งไลน์ นางเองไม่เข้าใจมากนักว่าเกิดสิ่งใดขึ้นในห้องนั้นไม่ว่าจะมีเสียงหัวเราะหรือเสียงทะเลาะก็ตามที แต่คุณท่านของนางดูพึงพอใจเป็นอย่างยิ่งในวันนั้น มีแต่เมื่อเห็นตาเฒ่าผู้คร่ำหวอดยิ้มให้เท่านั้นที่เจ้าชายจะดูโล่งพระทัยขึ้นบ้าง

หลายวันแล้วที่พระองค์ไม่ได้มาที่นี่และนางก็อดไม่ได้ที่จะร้อนใจ ถ้าไม่ใช่เพื่อตัวเองก็เพื่อคุณท่านของนางที่นับวันจะยิ่งเงียบลงทุกที

ตอนนั้นเองที่เสียงกระดิ่งหน้าบ้านดังขึ้น นางก็ออกไปรับของตามปกติ เพียงแต่วันนั้นคนที่มาส่งเป็นคนที่นางคุ้นเคยแม้จะอยู่ในชุดคลุมซอมซ่อ สวมหมวกเก่าโทรมและมีรอยยิ้มคลุกฝุ่นก็ตามที

นางเปิดประตูให้เขาเข็นรถเข็นเข้ามา จนเมื่อประตูปิดสนิทแล้วเท่านั้นที่นางจะเอ่ยกับเขาว่า ” ถวายบังคมเพคะ ”

แต่เขาจะดึงมือของนางไว้ไม่ยินยอมให้นางถอนสายบัวให้เลยซักครั้ง ” ข้าเป็นคนส่งของเท่านั้น ภาษายากๆแบบนั้นข้าไม่เข้าใจหรอก ” ว่าพลางเขาก็หยุดรถที่ประตูครัวด้านหลังเช่นทุกวัน แต่เมื่อเปิดผ้าคลุมขึ้น นางก็ต้องอุทานด้วยความตกใจเพราะในรถเข็นนั้นมีเด็กหนุ่มนั่งคุดคู้อยู่กลางรถท่ามกลางข้าวของจำนวนมากที่ล้อมรอบและทับบนตัวเขา ใบหน้าแสดงว่าเมื่อยขบซึ่งทำให้เจ้าชายอดอมยิ้มน้อยๆไม่ได้ ” ลงมาได้แล้วซาร์ค ”

” ยกของพวกนี้ออกไปก่อนสิ ” เขาว่าพลางส่งไหน้ำส้มที่อยู่บนตักให้ด้วยสีหน้าไม่สู้สบอารมณ์นัก เขารอจนขวดไวน์และผลไม้ถูกยกเข้าไปแล้วจึงค่อยๆลุกขึ้นและลงจากรถเข็นมาช่วยขนข้าวของที่เหลือเข้าไปในครัวโดยที่นางเองก็ไม่ได้ขอ นางไม่รู้ว่าเขาเป็นใครและทำไมจึงต้องเดินทางมาด้วยวิธีที่พิกลเช่นนี้ แต่นางพอเดาได้ว่าเขาคงมีส่วนสำคัญในความเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นแน่นอน

นางอาจมองเขามากเกินไปก็เป็นได้เมื่อเขาหันมาทางนางหลังจากวางกองผักลงแล้วบอกนางว่า ” ข้าต้องขอโทษด้วยที่ทำให้ตกใจ ”

สีหน้าปั้นยากของเขาทำให้นางยิ้มน้อยๆอย่างเอ็นดู “ไม่เป็นไรหรอกคะ ” แล้วนางก็เก็บผักนั้นลงในบ่อเก็บซึ่งค่อยๆพูนขึ้นจากกองผักผลไม้ พลางว่า ” ข้าไม่รู้หรอกนะคะว่าทำไมถึงต้องทำขนาดนั้น แต่จะทำเรื่องอันตรายก็ระวังๆกันหน่อยนะคะ ”

เด็กหนุ่มฟังเช่นนั้นก็ยักหน้ารับ ” ข้าว่าท่านควรจะบอกเจ้านั่นด้วย ” ว่าพลางเขาก็บุ้ยใบ้ไปทางเจ้าชายที่กำลังเก็บหัวมันเข้าตู้อย่างขมีขมัน

” ท่านหมายถึงเจ้าชาย? ” นางถามด้วยเสียงค่อนข้างดังซึ่งทำให้ซาร์คตัวเกร็งขึ้นมาทันที

” คนนั้นแหละครับ ” เขาตอบโดยไม่หันกลับไปมอง เพราะเขารู้ว่าอาวดริคต้องกำลังมองมาด้วยสายตาฉงนฉงาย แค่การที่แม่บ้านหัวเราะน้อยๆเมื่อหันไปก็ยืนยันกับเขาได้เป็นอย่างดีแล้ว เมื่อเจ้าชายตรัสถามว่ามีอะไรเด็กหนุ่มก็แทบจะแสร้งเป็นเก็บของต่อแทบไม่ทัน

เมื่อแม่บ้านกลับมาอีกครั้ง นางน้ำผ้าชุบน้ำอุ่นๆมาให้ ” เสร็จแล้ว เช็ดหน้าเช็ดตาเสียหน่อยแล้วก็เข้าไปข้างในได้แล้วล่ะคะ เดี๋ยวนายท่านจะหาว่าข้ารับแขกไม่ดี ”

เด็กหนุ่มกล่าวขอบคุณก่อนจะรับผ้านั้นมา นางยิ้มน้อยๆก่อนจะเดินไปทางอาวดริคแล้วยื่นผ้าอีกผืนให้ซึ่งเจ้าชายก็รับมาเช็ดหน้าขมุกขมอมจนเกลี้ยง แต่ก็เปลี่ยนผ้าผืนนั้นไปจนแทบจะกลายเป็นผ้าขี้ริ้ว อาวดริคเห็นอย่างนั้นก็หัวเราะก่อนจะหันไปขอโทษที่ทำให้ผ้าโสโครกถึงเพียงนี้ นางก็เพียงแค่ยิ้มแล้วรับผ้านั้นมาก่อนจะนำทางพวกเขาเข้าไปในตัวบ้าน

อดีตเคานท์แวร์จิลรอพวกเขาอยู่ที่ห้องรับแขกซึ่งบัดนี้สะอาดเอี่ยม ถ้าไม่ใช่เพราะแม่บ้านก็เพราะฝีมือของเจ้าชายเอง ชายชราไม่มีท่าทีว่าจะลุกขึ้นถวายการต้อนรับเช่นที่ขุนนางทั้งหลายจะทำต่อหน้าพระพักตร์แต่เพียงแค่ยิ้มน้อยๆแล้วทักว่า ” พระองค์มาสายนะพะยะคะ เป็นเพราะสัมภาระที่กระหม่อมสั่งไปหรือพะยะคะ ”

ชายหนุ่มปรายยิ้มก่อนจะเข้าไปนั่งลงตรงข้ามผู้เป็นอาจารย์ มือของเขาดึงเด็กหนุ่มที่ยืนเก้ๆกังๆให้นั่งตามพลางตอบว่า ” เป็นเพราะสัมภาระนี้ต้องขนส่งอย่างระวัง ข้าไม่อาจรีบร้อนมาพบท่านได้ ” แล้วเขาก็หันไปทางเด็กหนุ่ม ” นี่คือซาร์ค เซเนดัล เมริสมา บุตรชายของท่านเคานท์โจนาธาน เมริสมาผู้ล่วงลับ ซาร์ค นี่อดีตเคานท์ เจอราร์ด แวร์จิล อาจารย์สมัยเด็กของข้า ”

เมื่อจบการแนะนำตัวนั้นหัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่าก็ค้อมตัวให้ผู้เฒ่าตามมารยาทอันดี แต่เขาก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าสายตาของชายชรากำลังหรี่มองเขาอย่างข้องใจ ” เจ้าชายรับสั่งถึงท่านอยู่หลายครั้ง รวมทั้งที่ว่าท่านเป็นโจรปล้นคนรวยช่วยคนจน ข้าไม่นึกว่าท่านจะอายุน้อยขนาดนี้ ท่านอายุเท่าไหร่แล้ว ท่านเคานท์ ”

” ปีนี้ก็สิบเจ็ดปี แล้วข้าก็ไม่ได้เป็นเคานท์เมริสมา ข้าไม่ได้รับตำแหน่งสืบทอดจากพ่อ ”

” แม่เลี้ยงของท่านจึงเป็นเคานเตสเมริสมาจนบัดนี้สินะ ” ชายชรากล่าวพลางเพ่งมองอย่างครุ่นคิด ” ท่านบอกว่าสิบเจ็ดปีอย่างนั้นหรือ ”

แม้นั่นจะเป็นสายตาของชายชราแต่ความเฉียบคมนั้นก็ทำให้เด็กหนุ่มเสียวสันหลังขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ” ใช่ ” เขาตอบโดยพยายามไม่กลืนน้ำลาย ไม่แสดงท่าทีว่าเขาเกรงกลัวชายผู้นี้ แต่ว่าตามตรงว่าขนบนต้นคอของเขาลุกชันด้วยความยำเกรงอย่างบอกไม่ถูก

แต่ไม่ว่าชายชราจะเห็นหรือไม่ เขาก็เพียงยักหน้างึกงักก่อนจะหันไปทางเจ้าชาย ” กระหม่อมไม่รู้จะเรียกว่านี่คือโชคชะตาดลบันดาลดีหรือไม่ แต่ดูเหมือนว่าข่าวลือจะเป็นจริงเสียแล้ว ”

เจ้าชายยิ้มน้อยๆแล้วตอบว่า ” ถ้าท่านหมายถึงข่าวลือเรื่องของเจ้าชายแห่งเวสต์เวลล์ล่ะก็ เรื่องนั้นเป็นความจริงอยู่แล้วแต่แรก ”

ดวงตาของชายชราเบิกขึ้นทันที ” หมายความว่าพระองค์ทรงทราบอยู่ก่อนแล้ว ”

” ท่านพ่อส่งจดหมายฉบับหนึ่งมาถึงซาร์ค นั่นคือตอนที่ทั้งข้าทั้งเขารู้เรื่องนี้ แต่ข้าไม่คิดว่าจะมีคนอื่นอีกที่รู้เรื่องเจ้าชายแห่งเวสต์เวลล์ในไลน์ ”

” พระองค์ต้องถามว่ามีใครอีกบ้างที่รู้แล้วยังมีชีวิตอยู่จนบัดนี้ ” ผู้เฒ่ากล่าวก่อนจะถอนใจเฮือก “ สงครามกาลัทเทียร์นั้นเป็นช่วงโกลาหลโดยแท้ แต่ที่แน่นอนอย่างหนึ่งคือเมื่อกาลัทเทียร์ทำลายเวสต์เวลล์ได้พวกนั้นก็ฮึกเหิมเสียจนน่ากลัว สิ่งสุดท้ายที่พระราชาต้องการคือให้พวกนั้นโจมตีไลน์ซึ่งอ่อนแอเพราะต้องการสังหารทายาทองค์สุดท้ายของเวสต์เวลล์ พระองค์จะหาว่าพระบิดาของพระองค์ขี้ขลาดก็ได้ ท่านอาวดริค แต่ถ้าไม่ทำเช่นนั้นไลน์คงได้เป็นฝุ่นตามไปในไม่ช้า เรื่องของเจ้าชายแห่งเวสต์เวลล์จึงถือเป็นเรื่องที่ห้ามแพร่งพราย และในบรรดาพระสหายก็ไม่มีใครที่ฝ่าบาทไว้พระทัยมากเท่าโจนาธาน นอกจากนั้นภรรยาของท่านเคานท์ก็ไม่อาจมีทายาทได้ ทุกอย่างประจวบเหมาะที่จะรับเจ้าชายน้อยไว้โดยไม่มีใครนึกสงสัย ” กล่าวจบเขาก็ถอนใจก่อนจะหันไปค้อมร่างให้เด็กหนุ่ม ” การที่เจ้าชายแห่งเวสต์เวลล์ทรงช่วยเจ้าชายแห่งไลน์ไว้นั้นเหมือนกับเป็นโชคชะตา ข้าไม่อาจขอประทานอภัยจากพระองค์เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับเวสต์เวลล์นั้นเกินกว่าจะให้อภัยได้- ”

” ข้าไม่ติดใจเรื่องนั้นหรอก ” ซาร์ครีบขวางขึ้น ” ที่สำคัญข้าโตมาในฐานะคนของเมริสมา เรื่องของเวสต์เวลล์นั้นข้าไม่ได้รับรู้ใดๆด้วย ข้าไม่บังอาจยกตัวเองเป็นเจ้าชายแห่งเวสต์เวลล์ ”

สีหน้าของชายชราบอกชัดว่าคำพูดนั้นทำให้แปลกใจไม่น้อย แต่ก็เพียงชั่วครู่เท่านั้นก่อนที่เขาจะหัวเราะเบาๆ ” เพราะอย่างนี้สินะ ท่านอาวดริคถึงชื่นชมท่านนัก ”

ซาร์คถึงกับตวัดหางตามองอาวดริคในทันที แต่ราวกับเจ้าชายจะรู้ทันเพราะเขาเบนสายตาหลบไปได้เส้นยาแดงผ่าแปด เด็กหนุ่มจึงได้แต่กัดฟันเงียบๆก่อนจะหันกลับมาทางชายชราแล้วถามว่า ” ข้าได้ยินมาว่าท่านเลือกวันโจมตีแล้ว ”

เฒ่าแวร์จิลยักหน้าก่อนจะตอบว่า ” ทหารม้าจำนวนมากถูกเรียกตัวไปตะวันตกจนตอนนี้เกือบไม่เหลือพวกมันในเมืองหลวง ขุนนางทั้งหลายก็ได้รับคำสั่งเกณฑ์พลสำหรับภาวะสงคราม วันเวลาที่พระราชินีจะเสด็จไปยังโดบรัมก็ถูกกำหนดแล้ว หากเราจะโจมตีต้องก่อนที่ขบวนเสด็จจะเคลื่อน ” ผู้เฒ่ากล่าวก่อนจะหยิบกระดาษใบหนึ่งออกจากกองที่ตั้งไว้บนโต๊ะไม่ห่างออกไปแล้วยื่นให้ ” ในอีกเจ็ดวันข้างหน้าจะเป็นการประชุมใหญ่ก่อนเคลื่อนพล ความเห็นของข้าคือคืนวันที่สี่เป็นจังหวะดีที่สุดสำหรับการโจมตี ”

เจ้าชายอาวดริครับกระดาษนั้นมาแล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นรายละเอียดของการเตรียมการทั้งหมด รวมถึงการขนย้ายยุทโธปกรณ์ ” ท่านไปได้ข้อมูลนี่มาจากไหน ” คือคำถามเดียวที่อาวดริคจะถามได้ในเวลานั้น ” ไม่ใช่ว่านี่ควรอยู่กับอาลักษณ์หลวงหรอกหรือ ”

” อา ดูเหมือนว่าท่านหัวหน้าอาลักษณ์จะสับสนเล็กน้อยและแผนการณ์เคลื่อนย้ายทั้งหมดถูกส่งมาที่บ้านข้าพร้อมกับจดหมายรวมพล ” เคานท์แวร์จิลว่าพลางปรายยิ้มเจ้าเล่ห์ ” คนแก่ก็อย่างนี้แหละ ” เจ้าชายได้แต่ยิ้มน้อยๆ ดูเหมือนว่าพวกเขาจะยังเข้าขากันได้ดีอย่างเคยแม้เวลาจะล่วงเลยมานานแล้วก็ตามที

คนที่ขัดขึ้นคือเด็กหนุ่มซึ่งสายตาไม่ได้ละจากหน้ากระดาษตั้งแต่เขารับมันมา ความกังวลของเขานั้นชัดเจน ” ขุนนางจะรวมตัวกันตั้งแต่วันที่สาม อย่างนั้นไม่เท่ากับว่าลงมือยากขึ้นหรอกหรือ ”

เรื่องนั้นไม่ใช่ว่าเฒ่าแวร์จิลเองก็เล็งเห็น ” จริงอยู่ที่การมีคนมากอาจทำให้เคลื่อนไหวได้ยาก แต่ขณะเดียวกันเราก็สามารถอำพรางตัวในหมู่พวกเขาได้ ขุนนางยังไงก็ต้องพาคนของตนเองมาจนไม่ว่ายังไงทหารยามไม่มีทางจำหน้าได้หมด เหยี่ยวป่าที่มีชื่อเสียงเรื่องการอำพรางตัวคงใช้โอกาสแบบนี้เคลื่อนไหวได้ไม่ยาก ” รอยยิ้มของตาเฒ่าทำให้เด็กหนุ่มต้องกลืนน้ำลายอึกใหญ่ก่อนจะยักหน้ารับ ชายชราเองก็เล็งเห็นความตึงเครียดนั้นได้ เขาจึงกล่าวต่อไปว่า “ ที่สำคัญคือขุนนางตระกูลสำคัญๆจะต้องมากันครบ เราสามารถจัดการเห็นชอบการครองราชย์ของท่านอาวดริคได้ทันที ”

” ถ้าอย่างนั้นเมริสมาต้องมาด้วย เคานเตสไม่เห็นชอบแน่ ” เด็กหนุ่มกล่าวขึ้นเรียบๆ ” แล้วยังมีชาล็อตต้าที่ครองโดบรัมเป็นก้างขวางคออีกหนึ่ง ”

” เรื่องของเคานเตส ข้ารบกวนท่านคัสเซียลงมือไปแล้ว นางจะมาไม่ทัน ” ชายชรากล่าวอย่างใจเย็น ” ส่วนคลอเดียส ข้าไม่คิดว่ามีทางอื่นนอกจากกำจัดเขาไปเสียด้วย ”

” ตระกูลอื่นที่เป็นของนางล่ะ ”

” เรื่องนั้นคนอื่นๆจะจัดการเอง นางมีมิตรก็ไม่ได้หมายความว่านางไม่มีศัตรู และมิตรของนางเองก็มีศัตรูของพวกเขา คนทั้งหมดที่ว่านั้นจะอยู่ในปราสาทในคืนนั้น ”

เด็กหนุ่มได้ยินเช่นนั้นเขาก็อดหัวเราะไม่ได้ เพราะการต่อสู้นี้ไม่ว่าจะเริ่มด้วยเหตุผลใดก็ลงเอยด้วยผู้คนที่เข้าร่วมบนผลประโยชน์ส่วนตนทั้งนั้น ” เพราะอย่างนี้แหละนะ ข้าถึงไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับพวกขุนนาง ผลประโยชน์โยงใยพัลวัน ”

ชายชราได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มน้อยๆราวจะตอบรับรอยยิ้มประชดประชันของเด็กหนุ่ม ” น่าเศร้าที่มันคือสิ่งที่ทำให้ทุกอย่างยังดำเนินต่อไป ถ้าไม่มีพวกเขาหนุนการล้มอำนาจครั้งนี้จะเป็นไปไม่ได้เลย ”

และเจ้าชายเองก็รู้ รวมถึงรู้ด้วยว่าหัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่ารู้สึกอย่างไร เป็นไปได้เขาก็ไม่อยากใช้วิธีนี้ ไม่ใช่เพราะเขาชิงชังขุนนางผู้ซึ่งซาร์คมองว่าดำรงชีวิตอยู่บนความละโมภเสียส่วนใหญ่ แต่เพราะว่าคนเหล่านั้นไม่ว่าอย่างไรก็จะไม่หยุดใช้อำนาจของตน อำนาจซึ่งเจ้าชายไม่ปรารถนาจะใช้ ” จบเรื่องวุ่นวายครั้งนี้คงจะต้องสางบัญชีกันครั้งใหญ่ ” เขาเปรยขึ้น

เด็กหนุ่มเยาะเขาขึ้นมาว่า ” ถึงเวลานั้นขอให้ยังคำของตัวเองได้เถอะ ”

ความข้องใจนั้นอาวดริคไม่โต้แย้ง เขาหันไปทางอาจารย์พลางกล่าวว่า ” ถ้าอย่างนั้นเราจะโจมตีในคืนนั้น ”

ชายชราได้ยินเช่นนั้นก็ยักหน้าก่อนจะหันไปทางเด็กหนุ่ม ” กำลังของท่านจะพร้อมมั้ย ท่านซาร์ค ”

” พวกเขาพร้อมนานแล้ว อันที่จริงบางคนอยู่ที่ปราสาทแล้ว ” ความตกใจของชายทั้งสองนั้นทำให้เขาต้องเม้มปากก่อนจะกล่าวว่า ” ขอโทษด้วยที่ไม่ได้บอกก่อนหน้านี้ แต่สงครามทำให้ปราสาทต้องการคน นอกจากนั้นการเข้ามาหางานก็เป็นการอำพรางที่ดี เหยี่ยวป่าบางคนจึงเข้าไปอยู่ที่นั่นเรียบร้อยแล้ว ”

ชายชราได้ฟังเช่นนั้นก็หัวเราะชอบใจ ” อย่างนี้สินะถึงเป็นกองกำลังที่เจ้าชายไว้วางพระราชหฤทัย ” เฒ่าแวร์จิลกล่าวขณะที่หันไปเรียกแม่บ้านให้นำอาหารเที่ยงเข้ามา หากตลอดเวลานั้นอาวดริคมองอยู่แต่ที่ซาร์คราวกับว่าเขาไม่เคยเห็นเด็กหนุ่มมาก่อน

“ มีอะไร ” เด็กหนุ่มกระซิบถาม การถูกจ้องทำให้เขาทำตัวไม่ถูก

เจ้าชายก็ได้แต่ยิ้มก่อนจะกระซิบตอบว่า “ ไม่มีอะไร“ แล้วหันจากไปโดยไม่ให้คำตอบมากกว่านั้น

***
อันที่จริงเขาผ่านการลาจากมานับครั้งไม่ถ้วนตั้งแต่ถูกส่งไปโรงเรียนทหาร ทุกครั้งเขารู้สึกราวกับว่าตัวเองกำลังติดปีกบินขณะที่ลาแม่และพ่อเลี้ยงแล้วหันหลังขึ้นรถม้าไปโดยไม่กระทั่งแลกลับมา จะมีแต่ครั้งนี้ที่ทุกอย่างมันช่างยากเย็นแม้แต่การบอกลาแม่ของเขาผู้ซึ่งยักหน้ารับโดยไม่กล่าวกระไรเช่นทุกครั้ง เขาปะทะสายตากับอนาสตาเซียซึ่งมองดูเขาอย่างสะใจราวกับว่าเขาจะจากไปอย่างผู้แพ้ เจสยังคงบอกลาเขาเงียบๆด้วยความเกรงใจคุณผู้หญิง และอาร์เซนที่เพียงแค่ขอให้เขาโชคดี

ถ้าจะมีอะไรต่างไปจากทุกครั้งก็คงเป็นสตีวี่ เขาลูบหัวเด็กชายสองสามครั้งขณะที่บอกว่าเขาต้องไปก่อน ตลอดเวลานั้นสตีวี่ก็เพียงแค่ยืนนิ่งมองหน้าเขาด้วยสีหน้าที่เขาเองก็ไม่รู้จะอธิบายว่าอย่างไร จนกระทั่งเขาหันเพื่อขึ้นรถม้าเด็กชายวิ่งเข้ามาเกาะขาเขา ในเสี้ยววินาทีสุดท้ายเมื่อเด็กน้อยมั่นใจว่าเขากำลังจะไปนั้นเองที่สตีวี่ตัดสินใจหยุดเขาไว้ เจสต้องเข้ามาดึงเด็กน้อยออกไป แต่มือของเด็กน้อยกลับยึดกับกางเกงสีเข้มนั้นไว้เหนียวแน่น และนั่นเป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่พวกเขาได้ยินสตีวี่ร้องไห้จ้าจนเขากลัวว่าเด็กน้อยจะขาดใจ

เขาไม่รู้ว่าควรหันกลับไปดีหรือไม่ เขาไม่เคยหันกลับไป

” ไปเถอะ แมกซิม ” ผู้เป็นมารดากล่าว ” ขืนเจ้ายืนอยู่ตรงนั้น เด็กคนนั้นได้ร้องไม่หยุดแน่ ”

นั่นสินะ

แต่ก่อนที่เขาจะไป เด็กหนุ่มหันกลับมา เขานั่งยองลงเพื่อมองใบหน้าเปื้อนน้ำตานั้นได้ถนัด และให้เด็กน้อยมองจ้องเข้าไปในตาของเขา ” ตราบเท่าที่บ้านหลังนี้ยังอยู่ข้าจะกลับมา ” เขาบอก ” เจ้าต้องปกป้องที่นี่ไว้ เข้าใจมั้ย สตีวี่ ”

อาจเพราะความดุดันในดวงตาของเขา อาจเพราะความเด็ดขาดในน้ำเสียงของเขา ฉับพลันทันใดนั้นเด็กน้อยก็เงียบ เขามองตอบมาด้วยใบหน้านองน้ำตาพลางกลืนก้อนสะอื้นโดยไม่มีเสียงตอบและตัวยังไม่หยุดสั่นเด็กน้อยยักหน้าขึงขัง เขาลูบหัวเด็กน้อยและยิ้มให้ขณะที่เขาลุกขึ้นแล้วดูเจสอุ้มสตีวี่ถอยไป ตลอดเวลานั้นสตีวี่ยังคงมองเขา และเขาก็มองตอบ สายตาของเขาพลันเหลือบไปทางอาร์เซนซึ่งยังคงมองมาที่เขาเช่นกัน เขายักหน้าให้เด็กชายทีหนึ่งก่อนจะหันหลังเดินขึ้นรถม้าไป

ครั้งนี้เขาไม่มองกลับไปหากมันไม่เหมือนทุกครั้ง ครั้งก่อนนั้นมันเป็นเพราะเขาไม่ต้องการเห็น เขาจะนั่งอยู่ในรถม้านึกถึงเพื่อนและการฝึกที่รออยู่ข้างหน้า นึกถึงแรงตบลงบนบ่าที่หมายถึงการยอมรับและใบหน้าที่แม้ขึงขังก็เปี่ยมไปด้วยความเมตตาของครูฝึกที่เขารู้จักนับตั้งแต่ปีแรกที่เข้าไป ครั้งนี้เขาไม่มองกลับไปเพราะเขากลัวว่าถ้ามองกลับไปเขาจะสั่งให้คนรถหันกลับ

เขาอยากกลับบ้าน

เขาไม่เคยเรียกที่นั่นว่าบ้านจนตอนนี้ ไม่มีที่ไหนที่รู้สึกเหมือนบ้านนับตั้งแต่พ่อของเขาจากไป จะมีก็แต่ที่โรงเรียนที่ทำให้เขานึกถึงทั้งน้ำเสียงและกิริยาของพ่อ กระนั้นเมื่อเขาพบบ้านที่ตัวเองต้องการจะอยู่ ผู้คนที่เขาต้องการใช้เวลาด้วย ทั้งหมดนั้นก็ถูกพรากไปจากเขาอีกครั้ง

ครั้งนี้เขาตั้งใจแล้วว่าเขาจะไม่ยินยอมต่อชะตากรรมนั้นโดยง่าย ไม่ว่าเขาจะต้องทำอย่างไรเขาจะกลับมาที่นี่ ต่อให้เขาต้องไปแนวหน้าเพื่อให้สงครามนี้จบลงก็ตาม

ความคิดของเขาชะงักไปเมื่อรถม้าที่หยุดอย่างกะทันหัน คุณชายน้อยรีบคว้าดาบที่ข้างตัวเตรียมพร้อมสำหรับการดักโจมตี เสียงโหวกเหวกของคนรถทำให้เขาเปิดหน้าต่างออก ที่ด้านนอกนั้นเป็นนายทหารคนหนึ่งบนหลังม้า ด้วยความคุ้นเคยคุณชายน้อยรู้ในทันทีว่าทั้งเครื่องแบบและตรานั้นเป็นของทหารรักษาพระองค์ ” แมกซิมิเลียน เอสเมรัล เมริสมาอยู่บนรถม้านี้หรือเปล่า ” เขาถาม

” ข้าเอง ” เด็กหนุ่มตอบแทนคนรถที่ทั้งตัวสั่นทั้งสับสน ” ไม่ทราบว่าท่านมีธุระอะไรหรือ ”

นายทหารผู้นั้นฟังแล้วก็ยักหน้า ” ตอนนี้ท่านอยู่ในสังกัดกองทหารรักษาพระองค์อย่างเป็นทางการแล้ว ข้าได้รับคำสั่งจากหัวหน้ากองให้นำทางท่านไปพบโดยเร็วที่สุด ” แล้วเขาก็ชักม้าออกควบเยาะๆไปเบื้องหน้าเป็นสัญญาณให้เด็กหนุ่มตามมา

” ตามเขาไป ” เขาบอกกับคนรถแล้วปิดหน้าต่างรถม้าดังเดิม ตลอดทางนั้นมือของเขากำด้ามดาบไว้แน่น

***
จะหาว่าหล่อนฟูมฟายไม่เข้าเรื่องก็ช่าง แต่สำหรับเจสสิก้าการที่คุณชายน้อยไปออกรบนั้นทำให้หล่อนเสียขวัญมากจริงๆ ตั้งแต่จดหมายฉบับนั้นมาหล่อนกินไม่ได้นอนไม่หลับด้วยความคิดว่าคุณชายน้อยของหล่อนกำลังจะเอาชีวิตตัวเองเข้าเสี่ยงกับการปกป้องประเทศ มันเป็นความเห็นแก่ตัวของหล่อน หล่อนรู้ดี แต่หล่อนอยากให้เขาอยู่ที่นี่ในที่ๆปลอดภัย หล่อนไม่เข้าใจคุณผู้หญิงที่ยังเยือกเย็นเป็นปกติหรือคุณหนูอนาสตาเซียที่ทำราวกับว่าน้องชายก็เพียงจะไปเจ็บตัวที่โรงเรียน พวกเขาเพียงแค่หยุดรู้สึกไปเฉยๆอย่างนั้นได้หรือ

ที่หล่อนสงสารที่สุดคงไม่พ้นคุณหนูอาร์เซน เด็กชายถูกตอกย้ำทุกเช้าค่ำเมื่อนำอาหารเช้าไปให้แม่นมว่าเขาได้เสียคนที่เป็นเหมือนแม่คนหนึ่งไปแล้ว แม้ทุกครั้งที่เรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นเขาจะทำเหมือนไม่เป็นอะไร เขายังสามารถเชิดหน้าขึ้นแล้วเดินต่อไป แต่ทำไมหล่อนจะไม่รู้ว่าภายในของเด็กชายร่ำๆจะยอมแพ้ให้กับความทุกข์ที่อยู่ตรงหน้ามากแค่ไหน ตอนที่จดหมายมาอาร์เซนเองก็ทำเหมือนไม่เป็นอะไร เขาเป็นฝ่ายปลอบใจเจสสิก้าด้วยซ้ำ แต่นับวันเขายิ่งใจลอยจนบางครั้งก็หยุดมือจากงานที่ทำอยู่ไปโดยไม่รู้ตัวเอาแต่มองตรงไปราวกับไม่รับรู้อะไรอีก และนั่นทำให้หล่อนกลัว เพราะที่หล่อนเห็นนั้นไม่ต่างจากแม่นมที่นั่งโดยไม่รับรู้อะไรมานานนักหนาแล้ว

เสียงเคาะประตูครัวดังขึ้นพร้อมเสียงตะโกนว่า ” ส่งของครับ ” นั่นเรียกทั้งเด็กชายและเจสออกจากภวังค์ของตนเอง หล่อนวางมือจากงานครัวแต่เด็กชายไปถึงประตูก่อนที่หล่อนจะทันได้ล้างมือ เขาเปิดประตูรับชายซึ่งมาส่งของด้วยรอยยิ้มอันสุภาพที่หล่อนได้เห็นบ่อยเหลือเกินในช่วงที่ผ่านมา พวกเขาช่วยกันเอาของเข้ามาในบ้านและตรวจดูทุกอย่างที่สั่งนั้นมาถึงเรียบร้อยดี ฤดูหนาวและสงครามที่คืบคลานเข้ามาทำให้พวกเขาต้องให้แน่ใจว่าพวกเขามีทุกอย่างพร้อม

” น้ำมันสำหรับทาผิวหายากนะครับปีนี้ ” ชายส่งของกล่าวขณะที่เขาเข้ามาขออาศัยเตาผิงในครัวเพื่อความอบอุ่น ” ขอหรูหราราคาขึ้นหูฉีกเพราะสงคราม นี่นายท่านของข้าไปตามหามาให้คุณผู้หญิงแทบพลิกแผ่นดินเลยนา ”

” น่าข้ารู้แล้ว ” สาวใช้ตอบด้วยความเหนื่อยหน่ายขณะที่หล่อนช่วยคุณหนูของหล่อนเก็บเอาเครื่องปรุงไว้บนชั้นในครัว ยิ่งทีหล่อนยิ่งเหมือนป้าแก่ขึ้นทุกวัน ” ข้าไม่สนหรอกน่าว่านายเจ้าไปหามาได้ไง เรื่องนั้นปล่อยให้เขาเล่าให้คุณผู้หญิงฟังดีกว่ามั้ย ”

” ฮ่าๆๆๆๆ นั่นสินะ ” ชายคนนั้นหัวเราะร่วนก่อนจะหันไปทางเด็กชาย ” แล้วช่วงนี้เป็นยังไงบ้างครับคุณหนูอาร์เซน ป้าแกล้มป่วยไปแบบนี้ลำบากหน่อยสินะ ”

เรื่องนั้นเด็กชายก็ได้แต่ยิ้มน้อยๆ ” คนที่ลำบากที่สุดก็เจสนั่นแหละ ข้าน่ะไม่เท่าไหร่หรอก ”

ชายคนนั้นได้ฟังก็ยักหน้าน้อยๆ ราวกำลังกำซาบสิ่งที่เด็กชายพูด บนใบหน้านั้นพลันปรากฏรอยยิ้มของความห่วงใย ” แต่ก็รักษาตัวนะครับ นี่ก็หน้าหนาวแล้วอย่าให้หอบนะครับ ” แล้วเขาก็ล้วงไปในกระเป๋าเสื้อเพื่อหยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมาให้เด็กชาย

ในตอนแรกอาร์เซนก็ได้แต่รับมาอย่างงงๆ ซองนั้นปิดผนึกอย่างดีแต่ไม่มีตราหรือลายมือระบุว่ามาจากใคร จนเมื่อเขาเปิดมันออกเท่านั้นเขาก็ต้องรีบเก็บมันเข้าซองแล้วซุกใส่เสื้อทันที ” ขอบคุณมากครับที่เป็นห่วง ”

เจสสิก้าบอกได้ในทันทีว่าจดหมายนั้นสำคัญยิ่ง จะมีที่หล่อนไม่เข้าใจก็ตรงว่าทำไมต้องไหว้วานคนส่งของให้นำมาทั้งที่ก็อาจส่งผู้นำสาสน์มาได้ ที่สำคัญคือมันทำให้เด็กชายตื่นเต้นจนเก็บอาการแทบไม่ได้ขณะที่พวกเขาเก็บของส่วนที่เหลือจนหล่อนเสนอว่าจัดการเรื่องของที่ส่งมาต่อเองเพื่อให้เด็กชายได้ไปหามุมสงบๆอ่านจดหมาย

อาร์เซนกระซิบบอกขอบคุณหล่อนก่อนที่เขาจะเดินหายขึ้นชั้นสองไป เขาดึงจดหมายนั้นออกมาเสียตั้งแต่ก่อนที่จะทันเข้าไปในห้องและไม่เสียเวลาปิดประตูให้เรียบร้อยเลยด้วยซ้ำคตอนที่เขาทิ้งตัวลงบนเตียงแล้วคลี่มันออกอ่าน เขาเกือบจะได้ยินเสียงพี่ชายสะท้อนอยู่ในหัวราวกับว่าพี่นั่งอยู่กับเขาในห้องนั้นหลังจากนานแสนนานที่พวกเขาไม่ได้เจอกัน

‘ ถึง อาร์เซน

ครั้นข้าจะถามว่าเจ้าเป็นยังไงบ้างก็ฟังดูพิกลเพราะไม่ว่าอย่างไรเจ้าก็ไม่ควรพยายามตอบข้า ข้าได้แต่หวังว่าเจ้าจะสบายดีแม้หลังจากเรื่องวุ่นวายมากมายที่บ้าน ข้าไม่อาจปลีกตัวไปหาเจ้าเลยตลอดช่วงที่ผ่านมา ไม่ใช่เพราะข้าไม่อยากแต่เพราะการไปพบเจ้ามีแต่จะทำให้เจ้าและบ้านเมริสมาอยู่ในอันตราย ข้าได้แต่มองดูอยู่ห่างๆจากบนเขาเท่านั้น

แต่ตอนนี้แม้แต่การมองดูเจ้าก็ทำไม่ได้เสียแล้ว ตอนนี้ข้าต้องออกจากเมริสมา เมริสมาที่ข้ารักและหวังจะปกป้องไว้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ไม่ว่าจากสงครามหรือจากทหารม้า ใครจะไปรู้ว่าเมื่อสุนัขเถื่อนพวกนั้นไม่มีนายคุ้มหัวขึ้นมาพวกมันจะทำอย่างไร และนั่นทำให้ข้าไม่สบายใจมากกว่าอะไรทั้งหมด

นั่นคือเรื่องที่ข้าอยากจะขอให้เจ้าช่วย ในตอนนี้สิ่งที่คุ้มครองเมริสมาได้คือผู้คนที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินนั้น พวกเขารู้ดีที่สุดว่าจะทำอย่างไรเมื่อถึงคราวของปกป้องครอบครัวและรังนอนของตัวเองแต่ข้ากลัวเหลือเกินว่าเพียงแค่นั้นจะไม่พอ แม้พวกเรามีกำลังคนแต่พวกเขาไม่เคยได้รับการฝึก เมื่อเรื่องเลวร้ายที่สุดเกิดขึ้นมันอาจดีเท่ามีคนๆเดียวพยายามสร้างเขื่อนกั้นน้ำที่ท่วมทะลักจากพายุ พวกเขาต้องทำงานด้วยกัน และข้าอยากให้มั่นใจว่ามันจะเกิดขึ้น ข้าหนักใจจริงๆที่ต้องขอร้องให้เจ้าทำหน้าที่นั้นแม้เมื่อความจริงแล้วมันควรเป็นหน้าที่ของข้าที่เป็นลูกชายคนโตของบ้าน แต่ข้าไม่ต้องการปล่อยเมริสมาไปตามยถากรรม ดังนั้นข้าทำได้เพียงขอร้องเจ้าให้คอยช่วยเหลือให้พวกเขารอดพ้นจากวิกฤตินี้ไปได้โดยตลอดรอดฝั่ง

ข้าไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่ข้าอยากให้เจ้ารู้ไว้ว่าเจ้าเป็นน้องชายที่ข้ารักและคิดถึงมากกว่าใครทั้งหมด ข้าไม่ปรารถนาสิ่งใดนอกจากให้สิ่งที่ดีที่สุดเกิดขึ้นกับเจ้า ไม่ว่าข้าจะอยู่กับเจ้าหรือไม่ก็ตาม

เหยี่ยวนั้นว่องไวเกินกว่าจะไปล่า หากใช้เป็นสหายในการล่าจะไม่ดีกว่าหรือ

ซาร์คาเรีย’

นานนักหลังจากที่สายตาของเขาเพียงแค่มองอยู่ที่ลายมือชื่อที่ท้ายจดหมายนั้น ราวกับว่าการจ้องมองชื่อนั้นทำให้เขาสามารถมองเห็นคนๆนั้นได้ ในชั่วขณะหนึ่งเขาไม่อยากนึกถึงเนื้อความในจดหมายนั้น ไม่ใช่เพราะว่ามันได้นำมาซึ่งหน้าที่ที่เขาต้องทำให้ลุล่วง แต่เพราะความนัยของมัน ‘เมื่อสุนัขเถื่อนพวกนั้นไม่มีนายคุ้มหัว’ จะหมายถึงอะไรไปได้หากไม่ใช่…

เสียงเรียกจากนอกประตูทำให้เขาสะดุ้ง เขารีบพับปิดจดหมายนั้นเก็บใส่ซองเสียตั้งแต่ยังไม่ทันเห็นว่าเป็นเจสสิก้าที่เคาะประตูแล้วชะเง้อหน้าผ่านรอยแง้มของประตูเข้ามา หล่อนถามว่า ” เดี๋ยวข้าจะไปทำความสะอาดบ้านแล้วนะคะ คุณหนูยังจะไปด้วยกันมั้ย ”

” ไปสิ ” เด็กชายตอบ เขาเก็บจดหมายนั้นใส่ลิ้นชักแล้วปิดไว้ก่อนจะเดินตามสาวใช้ไป

***
สงครามนำมาซึ่งความกลัวและความตึงเครียดแม้ในที่ๆไม่ใช่แนวหน้า ความมั่นคงของอาณาจักรกระทบทุกผู้คนตั้งแต่ขอทานจนถึงขุนนางผู้ดูแลที่ดินน้อยใหญ่ และไม่มีที่ใดที่ความรู้สึกนั้นหนักหนาเท่าที่ปราสาทไลน์ที่ซึ่งขุนนางทั้งหลายต่างรวมตัวกันเพื่อประชุมหารือถึงความเป็นไปของไลน์ พวกเขาต้องทำการตกลงเรื่องยุทธวิธี แผนการณ์ที่จะใช้และไพร่พลที่ต้องเสริมให้ตะวันตกซึ่งตอนนี้กำลังนองเลือดขึ้นทุกที

และมันอาจนองเลือดกว่านี้เมื่อพวกเขาเริ่มเคลื่อนศูนย์กลางการบัญชาการรบสู่โดบรัม ที่ซึ่งพระราชินีและเหล่าขุนพลจะใช้เป็นที่พำนักในการสงคราม พวกเขาต่างถามถึงเรื่องของรัชทายาทผู้โดยศักดิ์ควรเป็นผู้บัญชาการรบแทนพระราชาที่ประชวรหนัก หากคำถามใดในเรื่องนั้นกลับถูกบ่ายเบี่ยงไป คำตอบที่พวกเขาได้จากพระโอษฐ์ของพระราชินีนั้นคือใครก็ตามที่มีสิทธิ์ในบัลลังก์จะได้บัญชาการไพร่พลขณะที่พระนางจะประเมินผลงานของผู้คนเหล่านั้น ขุนนางหลายคนกระอักพระอ่วนในการตัดสินพระทัยเช่นนั้นเพราะนั่นหมายความว่าสงครามที่เดิมพันอนาคตของประเทศเช่นนี้กำลังจะกลายเป็นสนามประลองของผู้มักใหญ่ใฝ่สูง การประลองซึ่งพวกเขาไม่รู้เลยว่าจะนำมาสู่ผลลัพธ์เช่นไร

ที่สำคัญองค์รัชทายาทนั้นคือผู้ที่วันหนึ่งจะนำประเทศนี้ ไม่ใช่เพียงในสงครามและในยามสงบ ชายที่สามารถนำผู้คนเข้าสู่สนามรบไม่ได้หมายความว่าเขาสามารถในยามสงบเสมอไป

กระนั้นมันก็ยากที่จะคัดค้าน เช่นทุกครั้งที่เหตุและผลของพระนางนั้นหนาแน่นจนความกระอักกระอ่วนเป็นเพียงความรู้สึกที่ไม่อาจถูกถือเอาจริงจังได้ พวกเขาไม่มีเหตุผลที่จะหนักแน่นเพียงพอจะต่อรองกับพระนางหรือทำให้พระนางทรงเปลี่ยนพระทัย และนั่นทำให้พวกเขาไม่สบายใจอย่างยิ่ง

สิ่งซึ่งส่งเสริมบรรยากาศแห่งความกระอักกระอ่วนนั้นก็ไม่พ้นกระจกสีดำมากมายที่ถูกติดไว้ทุกหัวระแหงไม่ว่าบนผนังห้องโถงที่ผู้คนผ่านไปมา หรือในซอกหลืบที่ไม่มีผู้ใดใส่ใจจะเหลียวมอง ไม่มีใครรู้ว่ากระจกพวกนั้นมีไว้เพื่อสิ่งใด หรือเพราะเหตุใดพวกมันจึงแทบจะไม่สะท้อนภาพใดๆออกมาก หากมีสิ่งใดสะท้อนออกมาก็ล้วนเป็นภาพที่บิดเบี้ยวเสียจนทำให้ผู้มองต้องขนหัวลุก และนับวันจำนวนของพวกมันยิ่งมากเข้าๆทุกที

ถ้าจะมีใครที่ได้ประโยชน์จากกระจกเหล่านั้นก็คงไม่พ้นทหารม้าซึ่งตอนนี้ทำหน้าที่รักษาปราสาทตามพระราชดำรัสขององค์ราชินี กระจกอันเหมือนจะไร้ทั้งที่มาและวัตถุประสงค์นั้นมีแต่ส่งความกลัวและความหวาดระแวงไปทั่วปราสาท แม้แต่คนซึ่งทำงานภายในรั้วหินนี้มานานยังอดประหม่าไม่ได้ พวกเขารู้สึกราวกับว่าปราสาทนี้มีหูตาอยู่ในทุกที่จนไม่มีใครกล้าเคลื่อนไหวอย่างโฉงฉางจนเกินไป เมื่อผู้คนอยู่ในระเบียบย่อมมองหาศัตรูได้ง่ายขึ้น แต่นั่นยังคงไม่ใช่งานที่ง่ายเมื่อศัตรูของพวกเขาคือเจ้าชายอาวดริค พระโอรสของพระนางวิลเฮลมีนาอดีตราชินีแม่มดแห่งไลน์

ดังนั้นพวกเขาจึงตรวจตราทุกทีอย่างเข้มงวด ไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดที่จะเล็ดรอดหูตาของทหารม้า ไม่มีความเคลื่อนไหวใดที่พวกเขาไม่รู้เช่นกัน

” ท่านคลอเดียสครับ ”

เสียงเรียกของชายหนุ่มทำให้ดยุคแห่งโดบรัมชะงักเท้าจากการเดินตรวจแล้วหันไปทางชายหนุ่ม ขณะที่คีธค้อมตัวให้แล้วเข้ามากล่าวด้วยเสียงอันเบาว่า ” ข้าเตรียมคนพร้อมแล้วครับ ”

เขายักหน้าน้อยๆก่อนจะถามว่า ” เรื่องพระราชาเรียบร้อยดีแล้วหรือ ” ชายหนุ่มยักหน้ารับเงียบๆ ความตึงเครียดที่ไม่มีใครเอ่ยปากนั้นเหมือนจะทวีขึ้นอย่างฉับพลันในตัวของดยุคหนุ่ม ” เจ้ามั่นใจนะว่าไม่มีใครรู้ ”

ที่คีธตอบคือ ” คนที่รู้เห็นข้าอุดปากหมดแล้ว ที่สำคัญพวกเขาคงไม่โง่ขนาดเป็นศัตรูกับทหารม้าหรอกครับ ”

ดยุคหนุ่มได้ฟังเช่นนั้นก็ยักหน้า ตอนนี้ไม่มีอะไรที่เขาห่วงไปกว่าความปลอดภัยของพระราชาเมื่อพระองค์ประชวรหนักเสียจนไม่รู้องค์มานับเดือน เมื่อประมุขของประเทศไม่อาจช่วยเหลือตนเองได้เช่นนั้นยิ่งอันตรายเมื่อพวกเขายังไม่มีรัชทายาท “ขอบใจมาก” เขาตอบ

แต่ก่อนที่พวกเขาจะเดินตรวจกันต่อไปชายคนหนึ่งก็ปรากฏตัวที่ปลายทางเดิน เสื้อผ้าที่เขาสวมใส่บ่งบอกว่าเขาเป็นขุนนาง และท่าทางที่พลันกลายเป็นสดใสด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มนั้นบ่งบอกว่าเขารู้จักดยุคแห่งโดบรัม ” ท่านคลอเดียส! ”

ดยุคหนุ่มรีบปรายยิ้มพลางค้อมตัวทันที ” ท่านมาร์ควิสเลโอเดน ”

ชายร่างท้วมตันหัวเราะร่าในทันที ” เรียกข้าเสียเต็มยศเชียว ท่านคลอเดียส แค่บาร์โธโลมิวก็พอ ” แล้วเขาก็สาวเท้าเข้ามาสวมกอดดยุคหนุ่มเต็มรัก ” แหมๆ ท่านดูซูบเซียวไปเยอะเลยเทียว บ้านเมืองเป็นเช่นนี้คงลำบากคนโปรดอย่างท่านหน่อยสินะ ”

ไม่ว่ามาร์ควิสเลโอเดนจะตั้งใจเหน็บแนมหรือไม่ คลอเดียส ชาล็อตต้าก็ไม่ได้สนใจ เขาเพียงตอบอย่างนบน้อมว่า ” ก็เหนื่อยกันทุกคนแหละท่าน เวลาอย่างนี้ ”

ใบหน้าอวบอูมของบาร์โธโลมิว เลโอเดนยักหงึกหงักก่อนจะตบบ่าดยุคหนุ่มหนักๆ ” งั้นมา เรามาดื่มเพื่อการผ่อนคลายหน่อยเป็นไงท่านคลอเดียส นี่ก็เย็นแล้วท่านคงหมดหน้าที่แล้วกระมัง ”

” เป็นความคิดที่ยอดเยี่ยมมากขอรับ ” คนที่รับคำหน้าแป้นกลับเป็นคีธก่อนที่ชายหนุ่มจะหันไปทางดยุคแห่งโดบรัมแล้วกล่าวว่า ” ข้าจะจัดการงานส่วนที่เหลือให้เอง ท่านคลอเดียสพักผ่อนเถอะครับ ”

ท่าทางที่รื่นเริงเกินพอดีนั้นทำให้คลอเดียส ชาล็อตต้าต้องส่ายหน้าหน่ายๆ ” เจ้าจะไปไหนก็ไปเลยไป ”

เมื่อได้ยินเช่นนั้นชายหนุ่มก็แย้มยิ้มราวจะหัวเราะก่อนจะค้อมตัวน้อยๆแล้วหันหลังเดินจากไปสายตาของคลอเดียสเหลือบอยู่ที่ชายหนุ่มจนเขาเองก็หายไปจากทางเดินปล่อยให้ผู้เป็นนายกับขุนนางผู้นั้นสนทนากันต่อไป มาร์ควิสเลโอเดนยิ้มร่าในทันที ” มะ คลอเดียส ข้าขนเหล้าชั้นดีจากทางใต้มาด้วย ท่านต้องได้ลอง- ”

” ข้ายังไม่ลองตอนนี้ ท่านเลโอเดน แต่ขอบคุณมาก ” ดยุคหนุ่มกล่าว ” ข้ามีเรื่องต้องทำอีก ”

มาร์ควิสเลโอเดนเลิกคิ้วสูงเมื่อได้ยินเช่นนั้น แต่ความจริงจังของทั้งถ้อยคำและสีหน้าของสหายเปลี่ยนเขาจากชายเจ้าสำราญเป็นเงียบขรึมจริงจังในทันที ” ท่านเปลี่ยนไปนะ เมื่อก่อนท่านเคยมีเวลาให้เรื่องสนุกเสมอ ” แล้วเขากระซิบถามว่า “ เป็นเพราะพระนางงั้นรึ ”

ดยุคหนุ่มแห่งโดบรัมไม่ปฏิเสธ ริมฝีปากที่เม้มแน่นเหมือนจะย้ำว่าสหายของเขาเข้าใจถูกต้องแล้ว ท่านมาร์ควิสจึงถอนใจ ” ……ท่านทำให้ข้าแปลกใจ ”

” ทำไมรึ ”

” ข้าไม่เคยเห็นท่านไม่เคยจริงจังกับใครขนาดนี้ ”

ดยุคหนุ่มได้ฟังก็เงียบไป หากจะมีใครมองเขาอย่างทะลุปรุโปร่งคงเป็นมาร์ควิสเลโอเดน มันเป็นความสามารถที่ทำให้ขุนนางตระกูลใหญ่ๆทั้งรักทั้งแขยงชายตรงหน้าเป็นนักหนา แต่มันก็ยากจะหาคำอธิบายการกระทำของเขาให้เป็นอื่น ใช่ คลอเดียส ชาล็อตต้าขึ้นชื่อเรื่องเป็นเจ้าแห่งความสำราญ เขาเป็นอย่างนั้นมาแต่ไหนแต่ไร แต่ไม่ใช่ตอนนี้ เขาไม่อาจออกไปดื่มเหล้าล่าสาวงาม ไม่เมื่อพระนางประทับอยู่บนหอคอยด้วยพระพักตร์เปี่ยมความระทม ” ในฐานะผู้บังคับบัญชาของกองทหารม้า ข้าต้องปกป้องพระราชินีอย่างถึงที่สุด รวมถึงความสุขของพระนางด้วย ”

นั่นทำให้มาร์ควิสเลโอเดนต้องขำ อาการซึ่งทำให้สหายของเขาถึงกับมุ่นคิ้ว ” สำหรับท่านแล้วมันไม่ใช่ในฐานะทหารม้าดอก ท่านคลอเดียส ” แล้วเขาก็ขยับเข้ามากระซิบ ” ข้าดีใจที่ท่านมีคนที่ท่านทุ่มเททุกสิ่งอย่างให้ แต่เพราะคนผู้นี้คือพระนางอาร์ดารา ความรักภักดีของท่านจึงเป็นเช่นดาบสองคม ท่านทุ่มเทไปมากเท่าไหร่ ท่านก็จะยิ่งเจ็บปวดเท่านั้นเมื่อมันพังทลายลง ”

” อะไรพังทลายลง? ”

แต่ท่านมาร์ควิสไม่กล่าวอะไรมากไปกว่านั้น ” ขอให้ท่านโชคดีท่านคลอเดียส ” แล้วเขาก็หันหลังเดินจากไปอย่างเงียบๆ

***
แสงไฟค่อยๆมอดดับหายไปทีละดวงเมื่อค่ำคืนล่วงไป ปราสาทไลน์แม้เคยคลาคล่ำด้วยผู้คนก็ค่อยๆเงียบลงเมื่อเหล่าขุนนางและคนรับใช้ต่างแยกย้ายกันไปพักผ่อน ข้าราชบริพารต่างกลับสู่ห้องพักของตนหลังจากเหล่าพระราชอาคันตุกะต่างกลับสู่ที่พัก จริงอยู่ว่าไม่ใช่ทุกผู้ทุกคนที่หลับตานอน แต่ความเงียบนั้นก็ยังคงน่าวังเวง กระจกนับร้อยที่ห้อยอยู่ยิ่งทำให้พวกเขาไม่ปรารถนาจะอยู่ในปราสาทในยามวิกาล

ในเวลานี้ทหารที่อยู่เวรยามภายนอกได้แต่ยินดีกับความโชคดีของตนเองไปเงียบๆ การยืนอยู่ท่ามกลางกระจกพวกนั้นทำให้ขนบนหลังถึงกับลุกชันและตกประหม่าเสียจนเหงื่อไหลอาบแม้จะในหน้าหนาวที่อากาศเย็นเยียบ พวกเขาไม่รู้ว่าจะอธิบายความสยดสยองที่ไร้ตัวตนนั้นอย่างเว้นแต่ว่ามันช่วยให้การต้องนั่งทนลมหนาวที่รอบเตาผิงเล็กๆนั้นไม่ใช่เรื่องเลวร้ายจนเกินไป อย่างน้อยที่สุดห้องที่พวกเขาอยู่ก็ช่วยกันยามลมโกรกแรงไปได้มากแล้ว

พวกเขาไม่ค่อยแปลกใจนักที่จะมีคนอื่นคิดเห็นเช่นเดียวกัน ทุกคืนจะมีคนรับใช้ของเหล่าขุนนางอย่างน้อยก็คนสองคนที่จะแวะเวียนมาทางพวกเขาเพื่อหลบหนีจากบรรยากาศอึงอลภายในปราสาท บางครั้งพวกเขาก็มาพร้อมเรื่องเล่าจากต่างแดน หรือข่าวลือที่เหล่าคนรับใช้ลือกันอยู่ในวันที่ผ่านมา

แต่ก็มีบางทีที่ของซึ่งติดมือมานั้นเป็นของดีกว่านั้นอย่างขวดเบียร์ถูกๆที่เขาหนีบมาด้วย “ขอโทษด้วยที่มารบกวน ” ชายคนนั้นกล่าวพลางยิ้มเผล่แล้ววางขวดนั้นลงที่กลางโต๊ะ “ แต่ในนั้นมันชวนขนลุกจนข้าทนไม่ไหวแล้ว ถ้าไม่ได้ออกมาบ้างข้าต้องบ้าตาย ” พวกเขายักหน้ารับอย่างเข้าใจขณะที่ปรายตามองขวดบนโต๊ะ ชายคนนั้นได้เห็นก็ปรายยิ้ม ” ดื่มด้วยกันสิ ” เขากล่าวก่อนจะดันขวดไปกลางโต๊ะ ” ข้าชื่อบาร์ธ รับใช้ท่านเฟดเจอรัล พวกเจ้าล่ะ ”

” ทอมกับโรเจอร์ ” ทหารยามทั้งสองแนะนำบ้าง ” เป็นยามอย่างที่เจ้าเห็น ”

ชายหนุ่มยิ้มรับกว้างพลางกล่าว ” ยินดีที่ได้รู้จัก เอาล่ะ ” ว่าแล้วเขาก็คว้าขวดมาบิดเปิด ” พวกเจ้าต้องอยู่ยามถึงเมื่อไหร่นี่ ”

” รุ่งสางโน่นน่ะ ” ทอมตอบ ” คนมีอยู่น้อยเต็มแก่ พวกที่นั่งยามเลยต้องนั่งยามนานขึ้น ”

ชายหนุ่มได้ยินเช่นนั้นก็เงยหน้าขึ้นมาทำตาใสแล้วยื่นขวดให้ ” งั้นก็ไม่ควรดื่มเยอะสินะ ”

” นี่มันกี่โมงกี่ยามเจ้ารู้มั้ย รุ่งสางน่ะอีกไม่นานหรอก ” เป็นโรเจอร์ตอบพลางชิงขวดมากรอกปากตัวเองอึกใหญ่ ” ที่สำคัญพวกข้าคอแข็งจะตาย ขวดแค่นี้ไม่เท่าไหร่หรอก ”

” นั่นสินะ ” บาร์ธยิ้มพลางหัวเราะก่อนจะเอาขวดนั้นมาซดบ้าง เขาส่งให้ทอมต่อทันที ” งั้นข้าก็เสียเปรียบน่ะสิ ”

“ เจ้าชวนพวกข้าเองนะสหาย “ โรเจอร์ทัก

ซึ่งบาร์ธก็ตอบว่า “ ข้าไม่คืนคำหรอกน่า ข้าไม่ได้คิดจะดื่มหมดอยู่แล้วด้วย ตามสบายเลยสหาย “

พวกเขาเวียนขวดนั้นระหว่างกันพลางคุยเรื่องสัพเพเหระกันไปเรื่อย มีบ้างที่ทอมหรือโรเจอร์ต้องออกไปตรวจยาม แต่ก็แค่ครู่เดียวเท่านั้น มันยากจะคิดว่าศัตรูจะทลายกำแพงชั้นนอกที่หนาแน่นมั่นคงของปราสาทไลน์เข้ามาได้อย่างไรโดยที่พวกเขาไม่รู้ ยังไม่นับว่ารอบปราสาทนั้นคือเมืองหลวงแห่งไลน์ที่เต็มไปด้วยผู้คนที่ไม่ต่างอะไรจากหูตา หากมีความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติใดๆพวกเขาต้องรู้ล่วงอยู่แล้ว ดังนั้นก็ไม่น่าแปลกใจถ้าทั้งขวดจะหายลับไปอย่างรวดเร็ว

” อา หมดเสียแล้ว ” บาร์ธกล่าวอย่างเสียดายขณะที่แกว่งขวดในมือไปมา เขาบิดตัวอย่างเกียจคร้านบนเก้าอี้ก่อนจะรำพึงว่า ” ข้าละไม่อยากจะกลับไปที่ปราสาทเล้ย ”

” ไม่อยากกลับก็อยู่เวรแทนข้าก็ได้นะ ” ทอมว่าพลางหาววอดใหญ่ ” ข้าอยากจะงีบซักงีบจริงๆ ”

” หลับยามเดี๋ยวก็คอขาดหรอก ” โรเจอร์กล่าวแม้ตาจะปรือในสภาพที่ไม่ต่างกันก็ตาม

” ถ้าทุกอย่างเป็นไปด้วยดี คอพวกเจ้าไม่ขาดหรอก ”

เสียงที่กล่าวนั้นยังคงเยาว์วัยฟังดูคล้ายเด็กชายแต่ในขณะเดียวกันกลับทุ้มห้าวเหมือนเสียงของชายหนุ่ม เสียงนั้นทำให้บาร์ธปรายยิ้มกว้างขณะที่ทอมกับโรเจอร์ต้องเหลียวหลังไปทางต้นเสียง แต่พวกเขาช้าไปเพียงอึดใจเมื่อแรงกระแทกที่หลังคอส่งพวกเขาลงไปนอนกับพื้นในพริบตา

” ท่าทางยังอีกนานว่ากิลจะผสมยานอนหลับให้มันได้ขนาดพอดี ” เด็กหนุ่มผมแดงรำพึงขึ้นอย่างหน่ายๆขณะที่ก้มลงถอดเสื้อผ้าของนายทหารคนหนึ่งมาสวม ” ขอบใจมากนะบาร์ธ เจ้าดื่มเข้าไปเยอะหรือเปล่า ” เขากล่าวขณะที่เพ่งมองใบหน้าแดงก่ำของเพื่อน

” สองกรึ๊บเท่านั้นเอง ” ชายหนุ่มตอบ ” หน้าข้าแค่แดงง่าย ท่านไม่ต้องห่วงหรอก หัวหน้า ”

กระนั้นบนใบหน้าของผู้เป็นหัวหน้าก็ยังมีความกังวล ” ถึงอย่างนั้นเจ้าก็ได้ยาเข้าไปจำนวนหนึ่ง ข้าว่าเจ้าไปพัก- ”

” ตลอดเวลาที่ข้าติดตามท่าน ข้าเคยหันหลังให้ท่านซักครั้งหรือเปล่า ” บาร์ธกล่าวแล้วก็ยิ้มน้อยๆเมื่อเห็นเด็กหนุ่มยืนเงียบ ดวงตาสีเทาคู่นั้นหรี่มองเขาอย่างตำหนิ เขารู้ว่าเขาหัวดื้อ แต่เขาจะไม่ยอมพลาดโอกาสนี้ให้กับทุกสิ่งในจักรวาล ” ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อเปิดประตูปราสาทให้ท่าน แต่ข้ามาที่นี่เพื่อช่วยให้ภารกิจของเราลุล่วง ดังนั้นข้าไม่เลิกไปกลางทางแบบนั้นหรอก ” เขากล่าวพลางลุกขึ้นขากเก้าอี้ มือเอื้อมหยิบเศษฟางที่เสียบไว้ในกระเป๋ากางเกงขึ้นเคี้ยว รอยยิ้มของเขาก็พลันคลี่กว้าง ” ขอต้อนรับสู่ปราสาทไลน์ ท่านซาร์ค ”

***
TBC in Chapter 10

Advertisements

One thought on “A Fairytale: จนฟ้ารุ่งราง บทที่ 9

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s