A Fairytale: จนฟ้ารุ่งราง บทที่ 10

Title: A Fairytale
Book III: จนฟ้ารุ่งราง (Another Dawn)
Author: vekin
Rate: PG-13
Warning: คนเขียนอ่อนคำราชาศัพท์เป็นอย่างยิ่ง ต้องขออภัยในความผิดพลาดมา ณ ที่นี้
***บุคคล เหตุการณ์และสถานที่ในเรื่องล้วนสมมติขึ้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องพาดพิงกับบุคคลและเหตุการณ์จริงแต่อย่างใด***

Chapter 10
####################################################

เขารู้สึกเหมือนหายใจได้อีกครั้งเมื่อร่างของทหารยามทั้งสองร่วงลงกับพื้นและแน่นิ่งไป พวกเขายังคงหายใจแต่ไม่ตอบสนองกับแรงตบบนหน้ามากพอจะทำให้อาวดริคถอนใจอย่างโล่งอกก่อนจะถอดเสื้อของคนหนึ่งแล้วเปลี่ยนเสื้อของเขาให้ ไม่มีเหตุผลต้องให้ใครทนหนาวในเวลาแบบนี้แม้อาจจะต้องทนเมื่อยบ้างขากการถูกมัดไว้กับเก้าอี้ทำท่าเหมือนยังคงนั่งเฝ้ายามเพื่อลวงสายตาคนที่ผ่านไปมา

เขาเดินออกจากห้องเล็กๆบนกำแพงนั้นราวกับว่าเป็นทหารยามคนหนึ่งกำลังออกตรวจตามแนวกำแพง เขาสวนกับคนสองสามคนซึ่งคุ้นหน้าและยักหน้าให้เขายามเดินผ่านไปยังบันได การที่มิตรสหายของเขาอยู่ในชุดทหารยามหมายความว่าทุกอย่างเป็นไปด้วยดีและเขาสามารถออกจากที่นั่นได้

ที่ตีนบันไดนั่นเองที่คนอีกสองคนรออยู่ คนหนึ่งอยู่ในชุดทหารยามแล้วขณะที่อีกคนอยู่ในชุดคนรับใช้ของบ้านขุนนาง ” มาช้านะ ” เป็นคำทักของชายในชุดทหารยามที่ฟังดูเด็กกว่าที่เขาควรจะเป็น นั่นทำให้เจ้าชายยิ้ม

เขาตอบว่า ” ข้าไปดูคนอื่นมา ทุกอย่างเรียบร้อยดี ” แล้วเขาก็หันไปยักหน้าให้บาร์ธซึ่งตอนนี้ใบหน้าแดงก่ำเพราะฤทธิ์สุราแม้ว่าจะน้อยนิดก็ตาม

” ถ้างั้นก็เริ่มขั้นต่อไปได้สินะ ” ชายหนุ่มว่าพลางปรายยิ้ม

ผู้ที่ยืนยามในปราสาทต้องแปลกใจเมื่อเห็นร่างกระปลกกระเปลี้ยถูกพยุงเข้ามาใกล้ จากชุดพวกเขาก็พอบอกได้ว่าไม่ใช่ทหารยามในปราสาทซึ่งหมายความว่าไม่มีใครต้องถูกลงโทษในวันพรุ่งจากการที่หนียามไปดื่มกินสุราจนใบหน้าแดงก่ำพูดจาไม่รู้เรื่อง

แต่พวกเขาก็ไม่ได้ปล่อยให้ทหารยามทั้งสองนายพาชายคนนั้นเขาไปโดยไม่ได้ตรวจดู ” เจ้านี่ที่ออกไปดื่มข้างนอกนี่นะ สารรูปดูไม่ได้เลยเฮ้ย ”

” เหอออออ ” บาร์ธผงกหัวขึ้นพลางกลอกตาที่ปรือปริ่มมองคนตรงหน้า เขาเหมือนจะพูดบางอย่างต่อแต่แล้วตัวเขาก็โก่งเข้าเหมือนจะขย้อนของในตับไตไส้พุงออกมา

แต่ละคนก็ต้องถอยกรูดกันทันที ” เฮ้ยๆๆๆๆๆๆๆ อย่ามาอ้วกแถวนี้ ”

” ห้องมันอยู่ที่ไหนข้าไม่รู้นี่สิ ” เป็นอาวดริคที่กล่าวขึ้น วิธีพูดที่ยานคางกว่าทำให้เสียงของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อยจนแม้แต่ซาร์คเองก็ยังแปลกใจ จริงอยู่ว่าคนทั้งสองคงไม่อาจจำเจ้าชายได้แต่ยังไงกันไว้ก็ดีกว่าแก้ แต่สิ่งที่ช่วยพวกเขาไว้จริงๆคืออาการใกล้อ้วกจนน่ากลัวของบาร์ธที่ทำให้พวกเขาถูกไล่ไปยังปีกที่เป็นห้องพักคนรับใช้โดยไว พวกเขารีบลากเพื่อนถูลู่ถูกังไปผ่านนายทหารอีกหลายคน แต่ละครั้งก็ทำเอาทั้งอาวดริคและซาร์คหายใจไม่ทั่วท้อง แต่บาร์ธก็ยังรักษาชื่อเสียงของนักแสดงเอกไว้ได้เมื่อเขาอาละวาดโวยวาย หรือทำท่าเหมือนจะปล่อยปัสสาวะให้พวกทหารยามรีบปล่อยพวกเขาไปด้วยความรังเกียจ จนในที่สุดพวกเขาก็มาหยุดที่บันไดวนซึ่งขึ้นไปยังชั้นบนของปีกนั้น

ลับสายตาทั้งปวงบาร์ธดูมีสติดีทุกประการ เพียงแค่หน้ายังแดงก่ำเหมือนดื่มเหล้าเมามาย ” น่าเสียดายที่วิธีนี้พาพวกท่านเข้ามาได้แค่สองคน ” เขากระซิบ ระหว่างที่พวกเขาทำท่าเหมือนหยุดพัก ” พวกเรามีเวลาถึงรุ่งสางก่อนที่ทหารยามจะเปลี่ยนเวรยาม ข้างนอกนี่พวกเราช่วยกันดูอยู่แล้วข้าไม่ห่วงหรอก แต่ด้านในมีทหารม้าคุ้มกันทางเข้าออกอยู่ไม่มีใครเข้าไปได้เลย ” แล้วเขาก็หันไปทางอาวดริค ” ท่านพอรู้มั้ยว่าจะเข้าไปถึงนางยังไง ”

” เรื่องเข้าเขตพระราชฐานชั้นในนั้นใช้ทางลับได้ เรื่องนั้นข้าไม่กังวล ” เจ้าชายกล่าว ” แต่นางเองก็รู้เรื่องทางลับนั้น ดังนั้นข้าไม่คิดว่านางจะอยู่ในห้องที่ทางลับนั้นไปถึง ”

” งั้นเราต้องตามหานางอีก ” เป็นเด็กหนุ่มที่กล่าวขึ้น ความร้อนใจของเขานั้นปิดไม่มิด

แต่ก็ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้เช่นกัน ” เขตพระราชฐานชั้นในไม่ได้กว้างขนาดว่าเราจะหาไม่ได้ถ้าใช้บริวาร ”

หัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่าต้องถอนใจอย่างหน่ายๆ ” ทำอย่างนั้นเจ้าจะเสียแรงไปเยอะก่อนถึงตัวนางอีกนะ ”

“ต่อให้นางเป็นแม่มดยังไงก็เป็นคน ไม่ได้มีแต่เวทย์มนต์เท่านั้นที่จัดการนางได้ แต่ไม่ว่ายังไงเราก็ต้องเข้าไปให้ถึงพระราชฐานชั้นในก่อน “ แล้วเจ้าชายก็หันไปทางบาร์ธ ” ข้าขอยืมกำลังเจ้ากับเพื่อนอีกสองสามคนได้มั้ย ”

” ได้สิ ทำไมรึ ”

คำตอบคือ ” มีคนที่เราต้องพาออกมาก่อน ”

***
ไม่ว่าเวลาไหนห้องบรรทมของกษัตริย์นั้นก็เงียบสงัด ข้าราชบริพารต่างถูกกำชับให้รักษาที่นั่นให้สงบเพื่อกษัตริย์ชราจะได้ทรงพักผ่อน แต่อีกส่วนหนึ่งนั้นเพราะองค์กษัตริย์เองมิได้ทรงขยับพระวรกายหรือเอื้อนเอ่ยวาจามานานนักแล้ว พระสหายที่อาจเคยหมุนเวียนมาต่างเงียบหายไม่ด้วยภารกิจก็ความขมขื่นที่ต้องมองพระองค์เป็นเพียงร่างที่มีลมหายใจเช่นนั้นจนท้ายที่สุดคงเหลือเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่เข้ามาเยี่ยมเยียนเป็นนิจสินธุ์ ตรวจตราความเรียบร้อยของห้องนั้นมิได้ขาด แม้เมื่อไม่มีนางกำนัลนางใดตามเสด็จมา หรือเมื่อไม่มีใครคิดว่าการดูแลจะช่วยอันใดอีกแล้วก็ตาม

แม้กระทั่งตามค่ำคืนดึกสงัดหลังพระราชภาระทั้งปวงพระนางก็ยังก็เสด็จมาแม้เพียงเพื่อให้มั่นพระทัยว่าพระราชาทรงบรรทมหลับดี เมื่อทอดพระเนตรเห็นพระเนตรที่ยังเบิกโพลงนั้น องค์ราชินีก็ทรงถอนพระทัย ” ยังไม่นอนอีกหรือเพคะ ” พระนางผู้เลอโฉมตรัสพลางลูบพระหัตถ์ไปบนพระพักตร์ของกษัตริย์ชรา อันที่จริงแล้วราชาลุดวิกนั้นไม่ได้มีพระชนมายุมากไปกว่าพระนางเสียเท่าไหร่ หากความเจ็บป่วยยาวนานทำให้พระวรกายซูบโทรม พระพักตร์เหี่ยวย่น ดวงตาที่เคยแจ่มใสเหม่อมองอย่างไร้จุดหมายหลังเปลือกตาที่เหี่ยวห้อย เมื่อเทียบกันตอนนี้ก็ดูราวกับว่าพระองค์จะสามารถเป็นพระบิดาของพระนางได้

เพียงแต่ครั้งนี้ดวงตาที่เคยสงบนิ่งนั้นกลอกมองมาที่พระนาง ความสะพรึงปรากฏชัด หากแต่พระองค์ไม่อาจกรีดร้องไม่อาจขยับตัว ไม่อาจขอความช่วยเหลือใดๆ พระองค์ทำได้เพียงประทับอยู่ที่นั่นและจ้องมองพระนาง ราวกับว่าพระพักตร์อันงดงามนั้นบ่งบอกการมาถึงของปีศาจร้าย ขณะที่พระนางแย้มพระสรวลน้อยๆอย่างยินดี ” เริ่มขยับองค์ได้บ้างแล้วสินะเพคะ ” ก่อนจะเลื่อนพระหัตถ์ไล้ไปบนพระเกศาที่บัดนี้เปลี่ยนเป็นสีขาวหมดสิ้น ” ถ้าอย่างนั้นพระองค์คงจะเสด็จมากับหม่อมฉันได้กระมัง ”

ไม่มีคำตอบใดสำหรับคำถามนั้น นอกจากดวงตาที่สะท้อนเพียงรอยยิ้มเย็นเยือกของพระนางเท่านั้น

***
ทางลับของปราสาทไลน์สูงชันและเหมือนจะทอดยาวไม่จบไม่สิ้น เมื่อครั้งก่อนนั้นอาจเพราะพวกเขาต้องพยุงเจ้าชายที่อ่อนแรงกะปลกกะเปลี้ยขึ้นมาตามทางที่ทั้งมืดและน่ากลัว แต่เหนืออื่นใดพวกเขารู้สึกเหมือนหลงทางอยู่ในเขาวงกตที่วนสูงขึ้นไปโดยไม่รู้เลยว่าตนเองอยู่ที่ใดในปราสาท คนที่พอจะรู้ก็มีเพียงเจ้าชายอาวดริคที่อาจอ่านสัญลักษณ์ที่ซ่อนอยู่บนคบไฟหรือผนังที่พวกเขาไม่มีทางมองออก

แต่ที่หัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่าจำได้แม่นยำคือแท่นคบไฟรูปมังกรซึ่งเจ้าชายชี้ให้เขาดูในคราวก่อน คบไฟที่หมายถึงห้องบรรทมของพระราชาซึ่งพวกเขายืนจ้องหน้ากับมันอยู่ในตอนนี้ ” ที่นี่หรือ? ” บาร์ธทักขึ้นขณะที่เลื่อนคบไฟเข้าใกล้ ลูกแก้วในปากของทอประกายจางๆราวกับรับรู้ว่ามีผู้มาเยือน

เจ้าชายเพียงยักหน้าก่อนจะหันไปทางชายอีกสามคนที่ตามมาด้วย ” พอข้าเปิดประตูนี้ พวกเจ้ารีบพาพระราชาลงไปซ่อนตัวแล้วไปแจ้งท่านบิเนท หินที่ข้าให้พวกเจ้าไว้จะช่วยเปิดประตูให้ ” พวกเขายักหน้ารับโดยไม่ตอบอะไรแต่นั่นเพียงพอแล้วสำหรับเจ้าชาย เขานาบมือลงบนลูกแก้วเพื่อเปิดประตูสู่ความมืดสลัวและเงียบงัน

และพระแท่นบรรทมที่ว่างเปล่า

ทั้งตัวของเจ้าชายสะท้านวูบ โดยสัญชาติญาณพวกเขารีบถอยกลับเพื่อไปตั้งหลักแต่ก็ช้าไปก้าวหนึ่ง ทั้งห้องนั้นพลันสว่างวาบขึ้นจากแสงคบไฟ ทหารม้าสิบนายล้อมรอบพวกเขาไว้ด้วยความเคลื่อนไหวชั่วพริบตาและกั้นพวกเขาจากทางออกเดียวที่นำไปสู่ที่ปลอดภัย เด็กหนุ่มสบถเบาๆในทันทีที่รู้ว่าพวกเขาถูกจับ ก่อนที่ร่างของชายสองคนซึ่งปรากฏตัวจากประตูจะเรียกความสนใจของเขาไป

” เจ้าทายถูกอีกแล้วสิ ” ชายสูงศักดิ์เอ่ยขึ้นกับชายหนุ่มที่เดินเยื้องอยู่เบื้องหลัง ใบหน้านั้นพวกเขาจำได้แม่นยำแม้เมื่อคีธอยู่ในเครื่องแบบทหารม้าดูสะอาดสะอ้าน รอยยิ้มนั้นเป็นทั้งการฉลองชัยชนะและเยาะหยันที่ทำให้พวกเขาต้องกำมือไว้แน่นด้วยความเจ็บแค้น มันแค้นเพราะชายคนนี้คือคนที่พวกเขาไว้ใจอย่างถึงที่สุด กระนั้นเขากลับทรยศเหยี่ยวป่าได้โดยไม่รู้สึกละอายทั้งยังอ่านทางพวกเขาจนขาดปิดโอกาสน้อยนิดที่พวกเขาจะชนะโดยไม่เสียเลือดเนื้อไป

อาวดริคต้องเหลือบตามองซาร์คาเรีย เพราะคงไม่มีใครจะเจ็บจากการทรยศนี้มากเท่าเด็กหนุ่มอีก แต่ซาร์คกลับก้าวออกไปข้างหน้าเพื่อขวางชายสูงศักดิ์ตรงหน้าจากเจ้าชายที่ยืนอยู่เบื้องหลัง ดาบวาววับที่อยู่ในมือบอกชัดว่าเขายังไม่ถอย “ ที่นี่ข้าจัดการเอง ” เขาบอก ” เจ้ามีงานต้องทำ ถ้าออกไปได้เมื่อไหร่ก็รีบไป ไม่ต้องห่วงข้า ”

ทั้งสีหน้าและแววตาของเขานั้นไม่มีแววสั่นคลอน ราวกับว่าเรื่องแค่นี้ไม่ทำให้เขาสะท้านได้ นั่นช่วยให้อาวดริคโล่งใจขึ้นมากแม้เขาจะเห็นว่าเป็นไปไม่ได้ “ ตกลงตามนั้น ” เจ้าชายกล่าวแต่ก็ชักดาบออกมาโดยไม่รอช้า ” แต่ข้าก็ไม่เห็นทางอื่นนอกจากชนะคนพวกนี้ให้ได้ก่อนนะ ”

ริมฝีปากของเด็กหนุ่มพลันกระตุกเป็นรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมก่อนที่ร่างนั่นพุ่งออกไปในชั่วอึดใจ ทหารม้าที่รายล้อมพวกเขาพลันเคลื่อนไหวขึ้นมาทันที แต่ก็ช้ากว่าพวกเขาไปหนึ่งก้าว ถึงแม้พวกเขาจะมีกันไม่มากนักและพละกำลังก็เสียเปรียบอีกฝ่ายอย่างเห็นได้ชัด ดาบของพวกเขาก็ยังรู้หน้าที่ของมันดี นั่นคือส่งหัวหน้าของพวกเขาให้ถึงหัวของอีกฝ่าย นั่นคือ คลอเดียส ชาล็อตต้า

แต่ก่อนที่ใบดาบของเขาจะได้ทันเฉียดเข้าใกล้ดยุคหนุ่ม มันก็ถูกขวางด้วยดาบยาวด้วยความเคลื่อนไหวที่ทั้งเฉียบคมและรวดเร็วจนเด็กหนุ่มต้องถอยออกมาทันทีคมดาบนั้นจะแค่เฉียดผ่านเขาไป วิถีดาบนั้นเขารู้จักดีเท่าๆกับที่อีกฝ่ายก็รู้จักของเขา “ ทางนี้ให้ข้ารับมือเองดีกว่า ท่านคลอเดียส ” คีธกล่าวขึ้นด้วยความมั่นใจที่เกือบจะเรียกได้ว่าเป็นความหยิ่งทรนง เขาเข้ามาขวางระหว่างเด็กหนุ่มกับดยุคแห่งโดบรัม สายตาของเขาปราศจากความลังเลขณะที่เอ่ยขึ้นกับซาร์คว่า “ น่าเสียดายที่คนอย่างท่านท้ายที่สุดกลับกลายเป็นแค่เบี้ย “

แต่ก่อนที่เขาจะพูดจบเด็กหนุ่มก็พุ่งเข้าจู่โจมพวกเขาทันทีด้วยทั้งความคลั่งและความแค้นที่เขาไม่ปิดบัง ไม่ใช่เขาถูกเยาะหยันโดยคนตรงหน้า แต่เพราะคนตรงหน้าเขาคือทหารม้าที่ทำให้มีร่างสีเข้มคล้ำจำนวนมากมายและกลิ่นเน่าเหม็นสาปคลุ้งไปทั้งโขดหินโลหิต ทำให้โจสายข่าวและเพื่อนยากของเขาอาจไม่มีวันใช้แขนทั้งสองข้างได้อีก เหนืออื่นใดคือความคลั่งแค้นที่เขามีให้ตัวเองที่เชื่อว่าคนตรงหน้าไม่มีวันหักหลังเขา เขาไม่มีใครอื่นที่จะกล่าวโทษสำหรับความเจ็บปวดที่เขารู้สึก เขาแทบหายใจไม่ได้หากไม่หอบหายใจ เขาขยับกายไม่ได้หากไม่โถมตัวเข้าใส่ด้วยกำลังทั้งหมดที่มี

และไม่มีทางที่คีธจะไม่รู้ แต่ไม่ว่าเขารู้หรือไม่ชายหนุ่มก็ปราศจากความลังเล ดาบยาวนั้นเยือกเย็นเฉียบคมเช่นที่มันเป็นมาเสมอเพียงแต่คราวนี้วัตถุประสงค์ของมันมีเพียงการสังหารหัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่าผู้ที่เรียนจากดาบนั้นและร่วมต่อสู้กับดาบนั้น การต่อสู้ของพวกเขาจึงไม่ต่างอะไรจากการร่ายระบำของความชิงชังขมขื่นที่แม้แต่คลอเดียสยังมองเห็นได้โดยชัดเจน

การกำจัดอสรพิษก็ควรเป็นหน้าที่ของอสรพิษ แต่ในห้องนั้นก็ไม่ได้มีเพียงอสรพิษ แม้ด้วยจำนวนที่น้อยกว่าเจ้าชายและเหยี่ยวป่าที่เหลือก็ยังต่อสู้ได้อย่างน่าชมเชย ในคราแรกเขาคิดว่าจำนวนที่เยอะกว่านั้นจะทำให้พวกเขาถอดใจและยอมแพ้ในที่สุด แต่ไม่ว่าดูอย่างไรพวกเขาก็ไม่มีท่าทีว่าจะรามือหรือเหนื่อยอ่อนลง พวกเขายังคงสู้ด้วยเรี่ยวแรงที่ดยุคหนุ่มเองก็ไม่รู้ว่าพวกเขาไปเอามาจากไหน เขาคงเรียกมันว่าความดื้อรั้นซึ่งทำให้ดยุคแห่งโดบรัมอดนึกถึงคำพูดของคีธขึ้นมาไม่ได้

…หากจะทำลายให้สิ้นซาก ต้องทำลายจิตวิญญาณ…

นั่นเองทำให้เขาสั่งให้ทหารม้าล้อมพวกเขาไว้ ทหารม้าทั้งแปดนายจึงถอยออกมาเพื่อล่อเหยี่ยวป่าไว้ตรงกลาง จริงอยู่ว่าเขาไม่อาจล้อมไว้ได้ทุกคนและการต่อสู้ยังคงดำเนินต่อไป แต่ตอนนี้เจ้าชายอาวดริคก็เหมือนโดนตรึงอยู่ตรงกลางวงล้อมกับเพื่อนเพียงไม่กี่คนที่ไม่อาจหนีออกมาได้ ใครก็ตามที่พยายามจะถูกฟาดกลับเข้าไปในวงราวกับตุ๊กตายัดนุ่น แต่ถ้าหากอยู่เฉยๆทหารม้าก็จะไม่ทำอะไรยังความงุนงงมาให้เหยี่ยวป่าที่ติดอยู่ในกับดัก ตอนนั้นเองดยุคหนุ่มจึงตะโกนขึ้น

“ ในที่สุดพระองค์เสด็จนิวัตินะพะยะคะ หากตอนนี้พระองค์จะวางดาบลงแล้วตามหม่อมฉัน พระราชินีทรงรอพระองค์อยู่ “

“ เพื่อจะแขวนคอข้างั้นสิ ” อาวดริคกล่าว ปลายดาบพลันชี้ไปที่ดยุคแห่งโดบรัม ” นางให้เจ้ามาเจรจาให้ข้ายอมจำนนหรืออย่างไร ”

“ หากเป็นเช่นนั้น เรื่องราวของพวกเราก็จะจบลงง่ายนักทีเดียว ” คลอเดียสกล่าวพลางส่ายหน้า ” และพระนางไม่ได้คิดจะแขวนคอพระองค์ดอกพะยะคะ ไม่มีทางที่พระนางจะแม้แต่ดำริจะทำเช่นนั้นทั้งกับพระองค์และสหายของพระองค์ ”

นั่นควรจะทำให้พวกเขาเกิดความลังเล ทำให้ความคิดแตกแยกและเรรวน นั่นจะเป็นโอกาสอันดีที่จะชนะโดยไม่ต้องเปลืองแรงต่อสู้กันต่อไป หากเจ้าชายกลับกล่าวขึ้นว่า ” หากนางยังละเลงเลือดของประชาชนบนโขดหินโลหิตแม้เขาจะมีความผิดเพียงพาดพิงราชสำนัก ข้าก็ไม่เห็นเหตุที่นางจะละเว้นผู้มีโทษกบฏเลยแม้แต่น้อย ”

เหตุและผลรวมทั้งความหนักแน่นของเจ้าชายทำลายความพยายามของคลอเดียสจนหมดสิ้น แต่นั่นไม่ได้ทำให้ดยุคหนุ่มสั่นคลอนแต่อย่างใด เขายังคงเกลี้ยกล่อมต่อไป “ พระองค์จำไม่ได้หรือพะยะคะ ว่าพระนางรักพระองค์เพียงใด ไม่มีหญิงคนใดฆ่าลูกของตนเองได้ลงหรอก ”

“ ข้าไม่ใช่ลูกของนาง แค่หมากตัวหนึ่งเท่านั้น ”

เมื่อเขากล่าวเช่นนั้นคลอเดียสกลับเงียบไป สายตาที่เคยดูเหมือนว่างเปล่ากลับปกคุลมด้วยม่านหมอกราวกับว่าเขากำลังระลึกถึงบางสิ่ง “ พระองค์ทรงจำไม่ได้สินะพะยะคะ ” เจ้าชายทำได้เพียงมุ่นคิ้วขณะที่ดยุคหนุ่มกล่าวต่อไปว่า “ ก็ไม่น่าแปลกใจถ้าพระองค์จะลืมความรักที่พระนางมีให้พระองค์หมดสิ้นเพราะตอนนั้นพระองค์ยังทรงพระเยาว์ยิ่งนัก ทั้งยังเพิ่งสูญเสียพระมารดา- ”

“ ระวังครับ ท่านคลอเดียส!! ” ดยุคแห่งโดบรัมไม่ได้ขยับด้วยซ้ำตอนที่ใบดาบที่วาดผ่านเพียงถูกกันด้วยดาบขององครักษ์ทั้งสองทิ้งเพียงรอยตัดบนแขนเสื้อ คีธได้แต่กัดฟันแน่นขณะที่ดันเด็กหนุ่มออกไปแม้เห็นได้ชัดว่าเป้าหมายของเขาคือดยุคแห่งโดบรัม ” ข้าว่านี่ไม่ใช่เวลาเจรจามังครับ ”

แม้คีธจะฝีมือดีแต่เด็กหนุ่มก็ว่องไวเกินกว่าที่ชายหนุ่มจะตามได้ทัน คลอเดียสจึงสั่งให้ทหารองครักษ์ทั้งสองเข้าไปช่วยชายหนุ่มก่อนจะหันมาทางเจ้าชายอีกครั้ง ครั้งนี้เป็นตัวอาวดริคเองที่ถามขึ้น ” เกิดอะไรขึ้นที่โดบรัม คลอเดียส ”

ดยุคหนุ่มยังคงมีแววครุ่นคิด ราวกับว่าเขาเองก็ไม่แน่ใจว่าจะเล่าอย่างไร “ ข้าพระองค์เองก็ไม่ได้ทราบรายละเอียดทั้งหมดหรอกนะพะยะคะ แต่เท่าที่ข้าพระองค์ทราบนั้น พระนางยอมรับเป็นราชินีแห่งไลน์ก็ด้วยเหตุผลเดียวเท่านั้น นั่นคือพระองค์ พระองค์คือผู้เดียวที่นำความทุกข์โศกไปจากพระนาง ”

ชั่วขณะนั้นสิ่งที่เจ้าชายทำได้มีเพียงความนิ่งงัน แม้แต่ปลายดาบที่เคยชี้ที่ใบหน้าของดยุคแห่งโดบรัมกลับค่อยๆตกลง ท่ามกลางวังวนแห่งความทรงจำอันวุ่นวายนั้นสิ่งหนึ่งพลันชัดเจนขึ้น บนหอคอยนั้น หอคอยซึ่งพระมารดาของพระองค์สิ้นพระชนม์ หอคอยซึ่งกักขังหญิงจากต่างแดนผู้นั้น บนหอคอยนั้นพระองค์เสด็จขึ้นไปด้วยความกระตือรือร้นราวกับมีมนต์สะกด แต่ที่นั่นกลับไม่ได้มีเพียงนาง ผู้ที่ยืนอยู่ไม่ห่างนั้นคือพระบิดาของพระองค์ในยามที่พระวรกายยังแข็งแรงกำยำและพระหัตถ์ขวายังถือดาบไว้มั่นคง

พระองค์ไม่เข้าใจว่าเกิดสิ่งใดขึ้น มันคงไม่ใช่เรื่องที่เด็กน้อยจะเข้าใจได้ พระองค์เพียงแค่วิ่งเข้าไปในห้องนั้น วิ่งไป…

…หานาง?

แต่พระบิดากลับรั้งพระองค์ไว้ ด้วยพระหัตถ์ที่แข็งแกร่งและทรงอำนาจ เพียงแค่สัมผัสเบาๆเจ้าชายน้อยก็หยุด แรงดึงเพียงเล็กน้อยนั้นทำให้พระองค์ถอยกลับไปหาพระบิดา นั่นอาจเป็นครั้งแรกที่เจ้าชายน้อยได้เห็นความเจ็บปวดที่ไร้ก้นบึ้งบนใบหน้าอันงดงามที่บิดเบี้ยวจนนางดูราวกับอสูรร้าย “ ท่านมันต่ำช้า ลุดวิก ” นางกล่าวอย่างขมขื่น ” แม้แต่ลูกในไส้ท่านยังใช้เขาเป็นเครื่องมือได้ “

“ ข้ารู้ดี ” พระบิดาของพระองค์ตรัสด้วยพระสุรเสียงที่ทั้งอ่อนโยนและอ่อนล้า ” สิ่งที่ข้าทำกับเจ้านั้นใหญ่หลวงเกินกว่าจะชดใช้ให้เจ้าได้ ไม่ว่าด้วยชีวิตหรืออาณาจักรนี้ก็ตาม แต่เจ้าไม่จำเป็นต้องมีชีวิตอยู่บนความทุกข์ อาร์ดารา ข้าไม่ได้ขอให้เจ้าให้อภัยข้าแต่ข้าอยากให้เจ้าคิดถึงเด็กคนนี้ ” พระหัตถ์หยาบกร้านนั้นลูบพระเกศาของเจ้าชายเบาๆ ” เขาไม่จำเป็นต้องกำพร้าแม่ ”

ในตอนนั้นเองที่นางสายตาของนางมองตรงมาที่เจ้าชายน้อย ในดวงตานั้นมีทั้งความสงสารและความสังเวช ” ข้าสงสารเจ้าจริงๆที่ต้องมีพ่ออย่างเขา ”

“ ข้าเพียงแค่ต้องการสิ่งที่ดีที่สุดให้ทั้งเจ้าและเขาเท่านั้น ” พระราชาตรัสขึ้นแล้วพระองค์ก็ทรงค้อมลงกระซิบกับเจ้าชายน้อยว่า ” ข้ากำลังขอให้อาร์ดารามาเป็นแม่ของเจ้า ดีมั้ยอาวดริค ”

สำหรับเด็กน้อยวัยเพียงเจ็ดปี เรื่องนั้นยังคงเหนือความเข้าใจ แม่อย่างนั้นหรือ นางจะมาเป็นแม่ของพระองค์ได้อย่างไร

“ พ่อรู้ว่าเจ้าเหงาตั้งแต่แม่เจ้าจากไป เจ้าถึงได้ขึ้นมาหานางที่นี่เสียทุกบ่อย แต่ถ้าเราเป็นครอบครัวเดียวกันก็ไม่มีเหตุผลที่นางต้องอยุ่ที่นี่ นางจะได้ไปอยู่ด้วยกันกับเรา ไม่ดีหรือ ”

ในตอนนั้นเจ้าชายน้อยไม่อาจเข้าพระทัยถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นตรงหน้าพระองค์ หรือทั้งความเศร้าโศกชิงชังของหญิงตรงหน้า พระองค์เพียงไม่ปรารถนาให้นางมีสีหน้าเช่นนั้น พระองค์จึงตรัสว่า…

เสียงปะทะของใบดาบดังเสียดเข้ามาเรียกเจ้าชายจากภวังค์ ร่างของเพื่อนของเขาแทบจะลอยขึ้นจากพื้นเมื่อถูกตีโต้ด้วยพละกำลังมหาศาล คอของเขาคงขาดไปแล้วหากไม่ใช่เพราะอาวดริคเข้าขวางไว้ทันและช่วยดันทหารม้าผู้นั้นออกไป ความเคลื่อนไหวของเขาทำให้เพื่อนของเขาเริ่มเคลื่อนไหวตามด้วยความพยายามจะออกจากวงล้อมนี้อีกครั้ง

สำหรับคลอเดียสมันเป็นทางเลือกที่น่าผิดหวัง กระนั้นเขาก็ไม่ได้ขัดขวางการต่อสู้ที่ตามมาเมื่อเห็นได้ชัดว่าเจ้าชายจะไม่ยอมจำนนโดยง่าย ทหารม้าที่ล้อมพวกเขาเริ่มโจมตีอีกครั้งโดยหมายสังหารพวกเขาทั้งหมด แต่ก่อนที่ดาบแรกจะพุ่งหาพวกเขา หนึ่งในนั้นก็ล้มลงจากดาบของเด็กหนุ่มซึ่งฉวยจังหวะฟันหลังคอของทหารม้านายหนึ่งเพียงแค่อึดใจก่อนที่เขาจะต้องหันกลับไปรับมือคีธและทหารม้าอีกนายที่ไล่ตามมาติดๆ เสียงกรีดร้องที่ก้องกังวานนั้นทำให้เสียดประสาทพวกเขาเหมือนเสียงร้องของผีร้ายก่อนที่บาร์ธจะฟันลำคอของมันขาดสะบั้น แต่สิ่งที่พวกเขาได้ยินในช่วงเวลาสั้นๆนั้นก็มากพอจะหลอกหลอนพวกเขาไปนานสองนาน

สำหรับเจ้าชายอาวดริคเสียงนั้นทำให้เขาฉุกคิดได้ เขายกดาบขึ้นจนโกรงเสมอริมฝีปากแล้วกระซิบพึมพำแผ่วเบาจนคงไม่มีใครได้ยิน แค่อึดใจต่อมาทหารม้าอีกนายก็พุ่งเข้ามาหากครั้งนี้เขาเซถลาจากการตอบโต้ของเจ้าชายอย่างมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งแทนที่จะเป็นยักษ์ปักหลั่นที่พวกเขาห้ำหั่นด้วยในช่วงที่ผ่านมา นัยน์ของคลอเดียสพลันเบิกกว้างทันที่ที่เห็นเช่นนั้น เขาไม่อาจเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นได้ และอาวดริคก็คิดจะอธิบาย เจ้าชายรีบส่งดาบเล่มนั้นให้สหายของเขาก่อนจะรับดาบอีกเล่มมา เสียงร่ายเวทย์ดังขึ้นเพียงสั้นๆก่อนที่ดาบเล่มนั้นจะฟันทหารม้าอีกคนลงไปกอง ดยุคหนุ่มต้องรีบหันไปสั่งให้คนของเขาหยุดเจ้าชายไว้ แต่ก็ไม่ทันเจ้าชายร่ายคาถาบนดาบเล่มที่สาม เพียงเท่านั้นพวกเขาก็สามารถต่อสู้กับทหารม้าที่เหลือได้อย่างสูสี

“ หากเห็นเวทย์สำคัญกว่าคนก็จะเป็นอย่างนี้แหละ ” เจ้าชายกล่าวขณะที่มองดูดยุคหนุ่มอย่างท้าทายเพียงอึดใจก่อนจะเริ่มตีฝ่าทหารม้ามาทางเขาในทันที

ความเคลื่อนไหวอย่างฉับพลันนั้นไม่พ้นสายตาของหัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่าแม้ขณะที่เขายังต้องรับมือกับคีธที่ตามกัดเขาไม่ปล่อย ไม่เพียงเขาจะเข้าใกล้คลอเดียสไม่ได้ ตอนนี้เขาถูกตีร่นแทบจะอยู่อีกมุมห้องตามลำพังกับทหารม้าสามนาย

“ ต้องทำงานกับคนที่ไว้ใจไม่ได้ก็อย่างนี้แหละนะ ” คีธกล่าวเบาๆพลางแสยะยิ้มขณะที่เขาจงใจต้อนเด็กหนุ่มเข้ามุม ซาร์คกลิ้งหลบออกมาได้หวุดหวิดแล้วหันไปขัดขาทหารม้าอีกนายที่ขวางทางเขาก่อนจะอาศัยจังหวะนั้นถอยออกมาตั้งหลัก

“ ก็ดีกว่าอยู่กับคนที่เสแสร้งเป็นไว้ใจได้ก็แล้วกัน ” คราวนี้เป็นคราวที่เขาแสยะยิ้มบ้างแม้จะเพื่อเยาะหยันตัวเอง ทหารม้าอีกนายพยายามต้อนเขาเข้าอีกมุมห้องแต่ก็ช้าไปอึดใจเพราะเด็กหนุ่มหลบการโจมตีเขาได้อีกครั้งและดันชายคนนั้นชนกับผนัง ก่อนจะหันไปทางคลอเดียส-

สิ่งที่เขารู้สึกต่อมาคือแรงกระแทกที่ดันหลังของเขาชนกับทหารม้าและเสียงกรีดร้องของผีร้ายที่ดังขึ้นจนหูของเขาแทบหนวก แต่แล้วสรรพสิ่งก็พลันเงียบงัน เขาไม่ได้ยินสิ่งใดนอกจากเสียงหัวใจที่เต้นอย่างบางคลั่งและมองไม่เห็นสิ่งใดนอกจากใบหน้าของคีธที่อยู่ใกล้เสียจนเขารู้สึกถึงลมหายใจที่ระอยู่บนใบหน้าและยิ้ม…อย่างผู้ชนะ

ดาบของซาร์คร่วงจากมือแต่เขาไม่มีเรี่ยวแรงจะคว้ามันไว้ ขาของเขากำลังสิ้นกำลังขณะที่เลือดค่อยๆไหลลง มันเปรอะมือของเขาและคีธขณะที่เขาพยายามดาบของชายหนุ่มออก แต่ไม่มีประโยชน์ มันสายไปแล้ว…

คนที่ไม่อาจเชื่อว่ามันสายเกินไปแล้วคืออาวดริค เขาเบนความสนใจไปที่เด็กหนุ่มในทันทีที่เสียงกรีดร้องดังขึ้นและเขาเห็นร่างของซาร์คติดอยู่ตรงกลางระหว่างทหารม้าผู้ที่ดิ้นรนอย่างสิ้นหวังและคีธที่ยังคงดันดาบของเขาปักแน่นลงในร่างทั้งสอง อุ้งมืออาบเลือดของเด็กหนุ่มพยายามคว้าไหล่ของชายหนุ่มไว้ ยังคงพยายามอย่างสิ้นหวังที่จะยืนจะสู้และหายใจ แต่ไม่นานเขาพ่ายแพ้ มือของเขาลากลงทิ้งแนวสีแดงสดบนแขนเสื้อสีขาวขณะที่เขาค่อยๆหมดแรงไปจนท้ายที่สุดเขาก็ซบลงกับอกชายหนุ่มขณะที่มือร่วงลงไม่อาจจับยึดสิ่งใดอีกต่อไป

คีธไม่ได้ผละไปจากเขาเลยตลอดเวลานั้น แววตาที่ฉายเพียงการสังหารเหมือนจะอ่อนลงในช่วงเวลานั้นขณะที่เขาดึงดาบนั้นออกแล้วค่อยๆประคองร่างของผู้เป็นหัวหน้าออกมา ความนุ่มนวลทะนุถนอมนั้นขัดกับการต่อสู้นองเลือดเพียงอึดใจก่อนหน้า ขัดกับการสังหารที่ทั้งรวดเร็วและไร้ความปรานี และขัดกับความละเลยขณะที่เขาปล่อยให้ร่างของเด็กหนุ่มร่วงลงบนพระแท่นบรรทมของพระราชา คว่ำหน้าอยู่ราวกับเด็กน้อยที่เอาแต่ใจที่งอแงจนหลับไป มือของเขาลูบเรือนผมสีแดงสั้นที่เขาเป็นคนตัดให้อย่างเบามือก่อนจะหันมาทางเจ้าชายและสหายของพระองค์

“ เราได้หัวของหัวหน้าโจรกบฏแล้ว ” ชายหนุ่มกล่าวขึ้นด้วยเสียงอันกังวานให้พวกเขาได้ยินกันถ้วนทั่ว ” ทิ้งอาวุธของพวกเจ้าซะ ”

ในชั่วขณะนั้นทุกอย่างเหมือนจะพังทลายลง ทั้งสำหรับเหยี่ยวป่าและสำหรับเจ้าชายผู้ซึ่งไม่มีวันเชื่อในสิ่งที่เขาเพิ่งได้เห็น เขาไม่อาจละสายตาจากซาร์คาเรีย ไม่อาจหยุดภาวนาว่าเด็กหนุ่มจะลืมตาขึ้นอีกครั้ง แต่เมื่อเขามองหน้าคีธเขารู้ว่านี่เป็นความจริงเมื่อใบหน้าของชายหนุ่มมีแววแห่งความพึงพอใจอย่างนักล่าที่ล่าได้เนื้อชั้นดี และตัวชายหนุ่มเองก็ย้ำถึงชัยชนะนั้นด้วยการลูบผมของเด็กหนุ่มครั้งแล้วครั้งเล่า

และนั่นทำให้อาวดริคโกรธมากกว่าอะไรทั้งหมด

คลอเดียสแทบจะถอยไม่ทันเมื่อเจ้าชายพลันตวัดดาบมาทางเขาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยทั้งที่ชั่วขณะหนึ่งเขาเห็นความสิ้นหวังบนใบหน้านั้นจนมั่นใจว่าพวกเขาจะต้องยอมแพ้อย่างแน่นอน แต่รอยเลือดบนต้นแขนบอกเขาว่ามันไม่ใช่เช่นนั้น ไม่ว่าเพราะอะไรตอนนี้เจ้าชายพบเหตุผลใหม่ที่จะสู้ และนั่นทำให้ดยุคหนุ่มเกือบเสียแขนของเขาเลยทีเดียว เมื่อเจ้าชายยังไม่หยุด เหยี่ยวป่าก็ยังไม่หยุด ราวกับว่าฉับพลันพวกเขารู้สึกและเข้าใจในสิ่งเดียวกันจนพวกเขาทั้งหมดนั้นต่างเข้าต่อสู้อีกครั้ง

ถ้าแม้แต่ความตายของหัวหน้าของพวกเขายังไม่หยุดพวกเขาแล้วละก็ คงมีแต่ความตายเท่านั้นที่หยุดพวกเขาได้ “ ฆ่าให้หมด” คลอเดียสสั่งสั้นๆกับทหารม้าที่เหลือก่อนจะถอยออกมาและเบือนหน้าหนีจากสิ่งที่เขามั่นใจว่าจะกลายเป็นทุ่งสังหารในไม่ช้า สายตาของเขาพลันเปลี่ยนไปที่คีธและร่างของเด็กหนุ่มผมแดงที่นอนพังพาบอยู่บนเตียง รอยเลือดบนหลังเสื้อของเขาย้ำเตือนถึงการสังหารที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่กี่อึดใจก่อนหน้า หากใบหน้าของคีธดูสงบเป็นปรกติแม้หลังจากที่เขาสังหารอดีตหัวหน้าของตนเองไป การฆ่าของคีธนั้นประชิดตัวเสียจนคลอเดียสไม่อาจเข้าใจว่าเขายังคงเป็นปกติได้อย่างไร

“ เจ้านี่แปลกดีนะ “ ดยุคหนุ่มทักขณะที่เขาสาวเท้าไปทางชายหนุ่ม “ เจ้าไม่รู้สึกอะไรกับการฆ่าเลยอย่างนั้นหรือ “

“ นี่ไม่ใช่คนๆแรกที่ข้าฆ่าหรอกนะครับ “ ชายหนุ่มตอบ “ ในการต่อสู้ชี้ชะตาใครซักคนก็ต้องตาย มันเป็นเรื่องธรรมดา ”

“ แม้ว่าคนๆนั้นจะเคยเป็นหัวหน้าของเจ้าอย่างนั้นหรือ “

ความกังวลใจบนใบหน้าของคลอเดียสทำให้ชายหนุ่มยิ้มละไมพลางตอบว่า “ ท่านก็รู้ว่าความภักดีของข้าหน้าตาเป็นอย่างไร “

แต่ดยุคหนุ่มกลับส่ายหน้า “ เรื่องนั้นข้าไม่กังวล คีธ ข้าเพียงแค่… สงสัย “

“ ว่า? “

“ เจ้าฆ่าคนได้อย่างไรโดยไม่รู้สึกอะไร “

นั่นไม่ใช่คำถามที่ง่าย ดยุคแห่งโดบรัมบอกได้เมื่อชายหนุ่มไม่ได้ตอบเขาในทันที แต่เสสายตาไปทางอื่น เขาเดินออกไปสองสามก้าวก่อนจะยืนนิ่งแล้วหันมาตอบว่า “ ความตายไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ท่านคลอเดียส มันแค่ขึ้นกับเมื่อไหร่และใครเป็นผู้หยิบยื่นให้ เมื่อตระหนักได้ว่ามันธรรมดาสามัญเพียงใดการหยิบยื่นสิ่งธรรมดาให้กันก็ไม่ต่างจากการหยิบยื่นหยูกยาอาหาร อย่างพี่สาวของข้า…. นางปลิดชีวิตของนางด้วยตัวนางเอง “ ริมฝีปากของดยุคหนุ่มพลันห้อยค้างด้วยความสยดสยองขณะที่ชายหนุ่มก้าวไปอีกก้าวแล้วเล่าต่อว่า “ นางมีแรงใจมากกว่าหญิงธรรมดาทั่วไป ข้าผู้เป็นน้องชายรู้ดีที่สุด เพราะมันได้นำนางไปสู้สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดถึงมาแล้ว แต่ในคืนนั้น ตอนที่นางถูกชายสูงศักดิ์ย่ำยี มันทำให้นางสามารถปักมีดลงในลำคอตัวเอง “ แล้วชายหนุ่มก็ยิ้ม “ ข้าเองก็ไม่คิดว่าความตายช่างง่ายดายจนวันนั้นเมื่อข้ารู้ว่าสิ่งที่ข้าต้องทำก็แค่ปักมีดเข้าไปเท่านั้น “

“ เรื่องพี่สาวของเจ้า… “ ดยุคหนุ่มถามขึ้นด้วยเสียงแหบแห้ง “ เกิดขึ้นที่ใดอย่างนั้นหรือ “

ชายหนุ่มตอบเขาว่า “ โดบรัม “

ทั้งตัวของดยุคหนุ่มพลันเย็นวาบเมื่อภาพที่เขาไม่อยากนึกถึงหวนกลับมาอีกครั้ง ในจมูกของเขาคือกลิ่นเลือดของนาง และดวงตาของนางจ้องตรงมีที่เขาด้วยความอาฆาตแค้นทั้งมวลจนเสียงสำลักนั้นหยุดไป เขารีบถอยออกทันที จากทั้งหญิงสาวและชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาหากไม่เพราะมีดเล่มหนึ่งพาดลงที่ข้างคอของเขาจากด้านหลังของเขาที่หันเข้าหาเตียง เขาหวังจะหลบมีดเล่มนั้นแล้วหันกลับไปเพื่อยืนยันว่าไม่ได้เป็นเพราะศพสามารถคืนชีพได้ แต่ปลายดาบยาวของคีธพาดเข้าที่คออีกข้างของเขาและขวางทางรอดของเขาในทันที เขาจึงทำได้เพียงมองหน้าชายหนุ่มซึ่งเลิกคิ้วราวจะยืนยันความสงสัยของเขา

เขาถูกอสรพิษแว้งกัดเข้าเสียแล้ว

ในที่สุดคนที่อยู่เบื้องหลังเขาก็เอ่ยปากขึ้นด้วยเสียงที่ทั้งเยาว์วัยและหนักแน่น “ ข้าขอบ่นอย่างหนึ่งเถอะคีธ เจ้าจำเป็นต้องต่อยแรงขนาดนั้นด้วยเหรอ ข้าจุกจนหายใจไม่ออกเลย ”

คีธเพียงแค่ยิ้มก่อนจะบอกว่า ” ถ้าท่านหายใจได้คล่องการแสดงนี้ก็ไม่สมจริงสิครับ ”

ผู้เป็นหัวหน้าก็ได้แต่ส่ายหน้าด้วยความหน่ายใจก่อนเดินออกมาจากด้านหลัง ใบมีดของเขาหมุนตามอย่างชำนาญ มันแตะเนื้อของดยุคหนุ่มเพียงน้อยนิดแต่ก็ใกล้พอจะทำให้เขาหายใจไม่ทั่วท้องได้ เขาหยุดเมื่อยืนอยู่ตรงหน้าดยุคแห่งโดบรัมขณะที่คีธสาวเท้าเข้ามายืนข้างเยื้องไปด้านหลังเพียงเล็กน้อย ” คราวนี้เราคุยกันง่ายหน่อยนะท่านคลอเดียส ข้าไม่ได้คิดจะฆ่าท่านและไม่อยากจะมีเหตุผลที่ต้องทำเช่นนั้น ดังนั้นช่วยสั่งทหารของท่านให้ถอยออกมาจากเพื่อนๆของข้าหน่อยจะได้มั้ย ”

แต่ดยุคหนุ่มก็เพียงยืนนิ่ง หากเขามีความกลัวใดมันก็ถูกซ่อนไว้อย่างมิดชิดหากเขาไม่อาจกลบความสิ้นหวังได้ “ เจ้าคิดว่าพวกเขาจะชนะอย่างนั้นหรือ ” เขากล่าวกับคีธโดยไม่ได้สนใจเด็กหนุ่ม ” ถ้าเจ้าคิดว่าการก่อกบฏกับพระนางจะเป็นจุดจบของความทุกข์ยากละก็ เจ้าคิดผิดแล้ว การทำลายพระนางในตอนนี้ก็เท่ากับทำลายไลน์ ”

” ท่านน่าจะรู้ดีว่าข้าไม่สนใจเรื่องแบบนั้น ” ชายหนุ่มตอบ ” สั่งคนของท่านให้ถอยเดี๋ยวนี้ ”

” เป็นศัตรูของพระนางเจ้าก็ไม่มีทางรอดไปจากที่นี่ได้หรอก ”

แต่คีธก็แค่ยักไหล่ ” ข้าไม่โง่ขนาดจะไม่รู้เรื่องนั้นหรอกนะครับท่านคลอเดียส “ แล้วเขาก็หันไปกระซิบกับเด็กหนุ่มโดยไม่สนใจสีหน้าที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจของดยุคหนุ่ม “ ทหารม้ากลุ่มนี้เรียกว่าเป็นครึ่งผีครึ่งคนไปแล้ว พวกเขาไม่ฟังเหตุผลดังนั้นข้าว่าท่านรีบพาเจ้าชายออกไปดีกว่า ที่นี่ปล่อยให้ข้าจัดการ ”

ชั่วขณะหนึ่งเด็กหนุ่มเหมือนจะหันไปคัดค้าน แต่แล้วเขาก็หันกลับมาทางคลอเดียสอีกครั้ง แม้ดวงตาของเขาจะยังจ้องอยู่ที่ดยุคหนุ่มแต่เขากำลังครุ่นคิดอย่างหนัก ก่อนจะถามว่า ” แล้วพระราชาอยู่ที่ไหน ”

และนั่นคือการยอมจำนนที่ชายหนุ่มรอคอย ” ที่ประทับของฝ่าบาทตอนนี้คือห้องสีขาวใกล้กับห้องบรรทมของพระราชินี เจ้าชายน่าจะทรงทราบว่าอยู่ที่ไหน ”

เด็กหนุ่มได้ยินเช่นนั้นก็ยักหน้ารับรู้ก่อนจะบอกว่า ” แล้วเจ้าตามมานะ ” เขาชักปลายมีดออกจากข้างคอของดยุคหนุ่ม ตรงไปเก็บดาบที่ทำหล่นไว้ก่อนพุ่งเข้าฟันขาของทหารม้านายนึงร่วงลง ในชั่วอึดใจต่อมาเขาใช้มีดในมืออีกข้างปาดคอของทหารนายนั้นขณะที่เสียงกรีดร้องแหลมสูงดังลั่นไปทั้งห้อง ผู้เป็นหัวหน้าไม่ได้รอให้เสียงนั้นเงียบลงก่อนที่เขาจะโถมตัวใส่ทหารม้าอีกนายที่หันหลังให้เขาอยู่ไม่ห่างและดันเขาเข้าใส่ปลายดาบที่เพื่อนของเขาถือรออยู่ นั่นคือตอนที่เหยี่ยวป่าได้เห็นเขา ทั้งผม มือและตัวล้วนเป็นสีแดงฉานขณะที่เขาเข้าช่วยล้มทหารม้าอีกนาย เหยี่ยวป่าทุกคนสู้ได้ดี เห็นได้ชัดว่าศัตรูที่จำนวนมากกว่าและมีอาวุธที่ดีกว่าทำให้พวกเขาอ่อนล้าลงมาก แรงใจหากลดน้อยลงก็ยังไม่หมดไปและมันเหมือนจะถูกเติมจนล้นปรี่เพียงแค่เห็นหัวหน้าของพวกเขาอยู่ที่นั่น ยังคงยืนและยังคงต่อสู้ แม้แต่พละกำลังของพวกเขาก็กลับมาจากที่ไหนซักแห่งที่พวกเขาเองก็ไม่รู้

“ ออกไปจากที่นี่กัน ” เด็กหนุ่มกล่าวเรียบๆ แต่แค่นั้นก็ทรงอำนาจมากพอ เด็ดเดี่ยวมากพอที่จะแหวกขวากหนามทั้งหลายที่ขวางทางพวกเขาไม่ว่ามันจะเป็นอะไร เพราะถ้าหัวหน้าของพวกเขายังฟื้นจากความตายได้ ก็คงไม่มีอะไรอีกแล้วที่เป็นไปไม่ได้

ความโกลาหลนั้นเป็นเหมือนพื้นหลังสำหรับการเผชิญหน้า คลอเดียสทำได้เพียงรอคอยขณะที่ชายหนุ่มตรงหน้าเขาจ้องตรงมา ใบดาบของเขายังคงพาดอยู่ข้างคอของดยุคหนุ่มโดยยังไม่มีทหารม้านายใดเห็น ไม่มีใครคิดว่ามิตรคนนี้จะกลายเป็นศัตรู แม้แต่ตัวคลอเดียสซึ่งคิดว่าเขาเข้าใจความภักดีของชายคนนี้ดีที่สุด

“ ทำไมเจ้าถึงทรยศพระนาง “ ดยุคแห่งโดบรัมกระซิบถาม “ ไม่ใช่ว่าเจ้าต้องการอยู่รอดหรอกหรือ “

ฉับพลันดวงตาของชายหนุ่มพลันดูมีชีวิตอีกครั้ง เขายิ้มน้อยๆแล้วตอบว่า “ ข้าอยู่โดยหันหลังให้เหตุผลที่ข้ามีชีวิตอยู่ไม่ได้หรอก ท่านคลอเดียส “

ในตอนนั้นเองที่เสียงประตูบานใหญ่ถูกกระแทกเปิดออกและเหยี่ยวป่าค่อยๆทะยอยกันออกไป เป็นเด็กหนุ่มที่รั้งท้ายและคอยกันทหารม้าที่ยังต่อสู้ได้ให้กลับเข้าไปในห้อง แต่เสียงนั้นไม่ได้เรียกความสนใจของชายหนุ่มไป คีธยังคงมองตรงมายังคลอเดียสแม้เมื่อหัวหน้าของเขาตะโกนข้ามทะเลแห่งจลาจลมาทางเขา ” คีธ!!! ”

แม้มันเป็นแค่ชื่อของเขา แต่ในเสียงนั้นคือการเรียกหาที่ชายหนุ่มไม่อาจปฏิเสธได้ หากเขายังคงไม่หันไป เขาตอบไปเพียงว่า “ ไปซะ ”

มันไม่ใช่คำสั่ง ไม่ใช่เสียงตะโกนแต่มันดังพอที่เด็กหนุ่มจะได้ยินท่ามกลางเสียงทั้งหลาย และเขาเข้าใจแม้ทั้งหมดนั้นจะมีแค่สองคำ ร่างของเด็กหนุ่มผลุ่บหายออกไปจากบานประตูก่อนที่เสียงกึ้งกังลั่นบอกเขาว่าประตูนั้นถูกกระแทกปิดอีกครั้งที่ตามมาคือเสียงขัดบานประตูที่บ่งบอกว่าพวกเขาทั้งหมดถูกขังตาย นั่นทำให้ดยุคแห่งโดบรัมหัวเราะอย่างช่วยไม่ได้ มันเป็นทั้งเสียงแห่งความโล่งใจและความสิ้นหวัง ” พวกเขาช่างเป็นเพื่อนที่ดีจริงๆนะ ทิ้งเจ้าไว้ในห้องนี้กับศัตรูโดยไม่มีทางหนี ”

แต่คีธเองกลับแสยะยิ้มเยือกเย็น ” คนอย่างท่านคงไม่รู้จัก แต่มันเรียกว่าความเชื่อใจ ”

ไม่ทันขาดคำชายหนุ่มก็ถอยกลับเพื่อหลบการโจมตีจากทหารม้าซึ่งมาถึงตัวในชั่วพริบตา ดยุคแห่งโดบรัมเองก็ได้จังหวะถอยหลบกลับไปตั้งหลักท่ามกลางการคุ้มกัน เมื่อไม่มีเหยี่ยวป่าหรือเจ้าชายให้ต้องสนใจ ความสนใจของพวกเขาจึงกลับมาที่ชายหนุ่ม หากคีธกลับไม่มีแววสั่นกลัว เขาเพียงมองตรงมายังคลอเดียสอย่างเยาะหยัน ” ท้ายที่สุดท่านก็ยังหลบหลังพวกเขาเหมือนเดิม ท่านพูดพร่ำเรื่องที่ท่านรอดชีวิตจากสงครามกาลัทเทียร์ แต่นั่นเพราะท่านมัวแต่หลบหลีกการต่อสู้เป็นตายใช่หรือเปล่า ”

ทหารม้าสองนายพุ่งเข้าโจมตีหมายจัดการเขาในทันที แต่ในพริบตาก่อนที่ดาบทั้งสองจะตัดเขาได้เขากลิ้งหลบจากวงล้อมไปยังร่างของทหารม้าที่ร่วงอยู่แล้วคว้าดาบของคนผู้นั้นขึ้น แขนทั้งซ้ายขวาของเขาเคลื่อนไหวราวกับว่ามันมีความคิดของมันเองขณะที่เขาปัดป้องการโจมตีที่มาจากทั้งซ้ายและขวาพร้อมกัน คลอเดียสบอกได้ว่าการจัดการคีธจะไม่ใช่เรื่องง่ายโดยเฉพาะเมื่อพวกเขาติดอยู่ในห้องนี้ด้วยกัน เขาจึงหันไปสั่งคนของเขาให้ ” พังประตูซะ ”

ทหารม้าสองนายทำตามคำสั่งนั้นในทันที แต่ไม่ทันที่จะได้ออกแรงดันบานไม้นั้นมือข้างหนึ่งก็ถูกมีดพุ่งปักมาจากด้านหลัง ก่อนที่เขาจะทันดึงมีดเล่มนั้นออก ชายหนุ่มก็ตีวงหลบทหารม้าที่ตามล่าเขา ตรงมายังบานประตู วิ่งเหยียบแผ่นหลังของทหารม้าและกระแทกมีดให้ฝังลึกลงไปในเนื้อไม้ก่อนจะถีบตัวเข้าปะทะทหารม้าที่ตามมา แรงกระแทกส่งคนหนึ่งลงไปกองกับพื้นขณะที่อีกคนได้รับบาดเจ็บจากดาบของคีธที่ตัดผ่านแขนขวาของเขาในชั่วพริบตา ชายหนุ่มถีบตัวลุกจากพื้นอย่างรวดเร็วพร้อมๆกับกระแทกร่างเบื้องล่างให้ถึงสลบ ด้ามดาบเหวี่ยงปะทะจมูกของอีกคนจนเลือดอาบ แล้วมุ่งตรงกลับไปจัดการทหารม้าอีกนายที่ติดอยู่กับประตู หากไม่เพราะเสียงหวีดคุ้นหูจะดังขึ้นเตือนให้เขาก้มหลบ เสียงที่ตามมาคือเสียงกระจกหน้าต่างที่แตกกระจาย เขาคุ้นเคยกับเสียงนั้นมากจนไม่ต้องหันไปมองก็รู้ได้ว่ามันคืออะไร

หลังจากพลาดในครั้งแรกคลอเดียสก็รีบขึ้นสายธนูแล้วเล็งไปยังชายหนุ่มอีกครั้ง หากตอนนี้เมื่อคีธรู้ว่าเขากำลังเป็นเป้าของธนูสงครามเขาก็ไม่เปิดช่องว่างให้ดยุคหนุ่มมีจังหวะเล็งได้ถนัด ชายหนุ่มไม่ต่างอะไรจากเงาที่หลบจากหลังทหารม้านายหนึ่งไปอีกนายหนึ่ง ทหารม้าที่ควรช่วยดยุคหนุ่มตรึงคีธไว้กลับกลายเป็นกำแพงที่ขวางคลอเดียสไปเสียได้ หากเขาพยายามยิง ลูกธนูนั้นหากไม่โดนทหารม้าก็พลาดเป้าไปยังหน้าต่างเสียทุกครั้ง

ยิ่งทีคลอเดียสยิ่งไม่อาจข่มใจให้นิ่งได้เมื่อทหารม้าร่วงลงไปทีละนายๆแต่คีธยังคงหลบหลีกเขาได้ หากไม่มีใครที่บังเขาไว้ได้ เขาก็ใช้ร่างไร้วิญญาณของพวกเขาต่างกำบัง ท้ายที่สุดก็ไม่มีร่างใดเหลือยืนอยู่นอกจากชายหนุ่มและคลอเดียสเท่านั้น เมื่อคีธหันมาทางเขา ดวงตาที่ไร้ความรู้สึกจนเหมือนดวงตาของคนตายนั้นทำให้ขนบนตัวดยุคหนุ่มลุกชัน เขารีบเอื้อมไปคว้าลูกธนูอีกครั้งแต่ก็พบเพียงอากาศว่างเปล่า

รอยยิ้มชวนสยองของคีธพลันคลี่กว้างในทันที ขณะที่ชายหนุ่มทิ้งดาบหนึ่งลงกับพื้น มือดึงลูกธนูอาบเลือดดอกหนึ่งขึ้นคาบไว้ในปากก่อนจะคว้าดาบอีกเล่มแล้วพุ่งเข้าหาคลอเดียส ดยุคหนุ่มรีบทิ้งคันธนูยาวนั้นเพื่อหันไปชักดาบเข้ารับมือ แต่ชายหนุ่มกลับเพียงเหวี่ยงดาบเล่มหนึ่งใส่เขาก่อนจะหักเข้าไปคว้าคันธนูที่ถูกทิ้ง พริบตาต่อมาลูกธนูก็แล่นจากแล่งเข้าแทงข้อมือขวาของคลอเดียสขณะที่เขายกดาบขึ้นและส่งดาบเล่มนั้นหลุดมือลงไปที่พื้นอีกครั้ง เขาพยายามคว้าดาบนั้นไว้ด้วยมือซ้าย แต่ก็ได้เพียงอึดใจก่อนที่คีธจะถอนลูกธนูจากอีกร่างแล้วยิงข้อมือข้างนั้นตามไป

เมื่อเขาหันกลับไปคีธก็กำลังดึงธนูออกมาอีกดอกและพาดมันบนคันธนูอย่างง่ายดายพอๆกับการหายใจ และนั่นตอกย้ำถึงความโง่เขลาของดยุคหนุ่ม เขาเคยเห็นชายหนุ่มขึ้นสายธนูครั้งหนึ่งแต่เขาไม่เคยนึกเฉลียวใจเลยว่าฝีมือที่แท้จริงของเขาคือการใช้ธนูสงครามได้ราวกับเป็นมือข้างหนึ่งของตัวเองโดยไม่ต้องพยายามด้วยซ้ำ เขารีบชูมือขึ้นเพื่อแสดงการยอมแพ้ทันที ” ข้าต่อสู้ไม่ได้แล้ว เจ้าไม่จำเป็นต้องยิงแล้ว ”

เขาได้แต่หวังว่าชายหนุ่มจะปล่อยเขาไปเมื่อที่เขาพูดนั้นเป็นความจริง เมื่อมือทั้งสองข้างของเขาเจ็บและปวดจนขยับยังไม่ได้ เขาไม่มีอันตรายใดๆต่อชายหนุ่มอีกแล้ว หากคีธจะไว้ชีวิต-

เขาถอนใจอย่างโล่งอกเมื่อเห็นชายหนุ่มลดคันธนูลง ดวงตาคู่นั้นยังคงจ้องตรงมาทางเขา ชั่วขณะหนึ่งเขารู้สึกเหมือนคีธกำลังจะพูดบางสิ่ง แต่แล้วเขาก็ปล่อยลูกธนูจากพุ่งเข้าปักทะลุข้อเท้าขวาของดยุคแห่งโดบรัมเข้าอย่างจังจนเขาร้องลั่น ร่างของเขาร่วงลงบนพื้นเมื่อไม่อาจทรงกายได้อีกต่อไป เขาพยายามกระถดหนีขณะที่ชายหนุ่มสาวเท้าเข้ามา แต่ด้วยมือและเท้าที่บาดเจ็บ เขาไปไหนไม่ได้ไกลก่อนที่ชายหนุ่มจะเข้ามาเหยียบเขาติดพื้น ในมือนั้นคือลูกธนูที่เขาขึ้นสายและเล็งลงมาที่ลำคออย่างไม่มีลังเล

แต่ในวินาทีที่คลอเดียสคิดว่าเขาคงไม่มีทางรอดไปได้ คีธกลับหยุดนิ่งไป ลูกธนูที่อยู่ใกล้พร้อมแล่นจากแล่งได้ทุกเมื่อกลับคาอยู่ตรงนั้นไม่ได้ลอยไปไหน ชายหนุ่มเพียงแค่มองลงไปยังร่างเบื้องหน้าด้วยดวงตาที่เกือบจะไร้แวว แล้วสายธนูก็ผ่อนลง หากเขายังคงเหยียบเขาไว้ ดวงตาที่เคยเกือบเหมือนอสูรร้ายกับเสียทั้งความดุดันและเกรี้ยวกราด เหลือเพียงชายซึ่งเหนื่อยล้าจนดูราวกับว่าเขาแก่ตัวลงไปอย่างปุบปับ “ ท่านยังตายตอนนี้ไม่ได้คลอเดียส ” เขาพูดขึ้นเหมือนกำลังบอกกับตัวเองเสียมากกว่า ” สำหรับการกระทำชั่วช้าของท่าน ท่านควรได้รับการพิพากษาต่อหน้าผู้คนทั้งหมดที่เป็นเหยื่อของท่าน ” แล้วเขาก็ถอนเท้าจากแผ่นอกก่อนจะถอยออกห่าง ” เรื่องนั้นอาวดริคจะเป็นคนจัดการ ”

แต่ทันทีที่เขาหันไปคำพูดของคลอเดียสก็ทำให้เขาชะงัก ” ถ้าหากว่าเจ้าชายจะได้ขึ้นเป็นกษัตริย์แล้วละก็นะ ”

ชายหนุ่มชะงักเท้าไปครู่หนึ่ง แต่นานพอที่ดยุคหนุ่มจะกล่าวต่อ

“ การก่อกบฏครั้งนี้เหมือนหาที่ตาย พวกเจ้าไม่รู้จักอำนาจที่แท้จริงของพระนาง หากเป็นศัตรูของพระนางเจ้าไม่มีทางรอดไปได้ ไม่ใช่แค่จากปราสาทนี้ ทั้งแผ่นดินนี้จะเป็นศัตรูของเจ้า ”

ที่คลอเดียสต้องแปลกใจคือแทนที่สิ่งที่เขากล่าวจะทำให้ชายหนุ่มล้มเลิกความตั้งใจมันกลับทำให้เขาหัวเราะ ” ข้ามีโลกเป็นศัตรูอยู่แล้ว “ แล้วเขาก็หันมา “ ที่สำคัญคงมีแต่คนที่อยู่บนหอคอยงาช้างอย่างท่านเท่านั้นที่คิดว่าแผ่นดินนี้เป็นของนาง “ แล้วคีธก็เดินตรงไปยังประตูโดยไม่สนใจดยุคแห่งโดบรัมอีกต่อไป เขาดึงร่างของทหารม้าคนหนึ่งยังติดคาอยู่ลงแล้วตะโกนเรียกออกไปภายนอก

พลันประตูนั้นก็เปิดออก เหยี่ยวป่าที่ยืนอยู่ข้างนอกดูโล่งใจระคนงุนงงสงสัย เขามองเข้ามายังร่างนับสิบที่นอนกองอยู่เกลื่อนห้องก่อนจะมองมาที่ชายหนุ่มอีกครั้ง

” ขอบใจมากที่อยู่ตรงนี้ ” คีธบอก เขารู้สึกเหมือนเรี่ยวแรงกำลังหายไปจากตัวเขาในตอนนั้น แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มของเพื่อนเขากลับรู้สึกเหมือนความเหนื่อยล้านั้นพลันค่อยๆจางหายไป

” เจ้าก็รู้ว่าหัวหน้าไม่มีทางทิ้งใครไว้ข้างหลังเด็ดขาด ” สหายของเขาว่าพลางเปิดทางให้เขาเดินออกมา

ชายหนุ่มได้ฟังเช่นนั้นก็ยิ้มน้อยๆก่อนจะหันไปบอกว่า ” ปิดประตูแล้วไปกันเถอะ เรามีงานต้องทำอีก ”

***
แสงไฟในบ้านส่วนมากดับไปแล้วในเวลานั้นแม้กระทั่งในเมืองเล็กๆของเมริสมาซึ่งเต็มไปด้วยคนค้าขายที่มักเจรจากันไปได้ถึงดึกดื่น ส่วนหนึ่งนั่นเพราะการค้าขายในตอนนี้ฝืดเคืองจนมีพ่อค้าน้อยรายนักจะผ่านไปมา สำหรับเย้าเรือนทั้งหลายพวกเขาจะรีบดับไฟกันตั้งแต่ค่ำเพื่อไม่ให้เป็นที่สงสัยของทหารม้าที่ลากตระเวนอยู่ในยามวิกาล แม้จำนวนของพวกมันจะน้อยลงแต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะไม่เดือดร้อนหากคนพวกนั้นตัดสินใจมาตรวจสอบ

แต่การที่ไม่มีแสงไฟไม่ได้หมายความว่าไม่มีความเคลื่อนไหวในบ้านเหล่านั้นโดยเฉพาะในคืนเดือนหงายที่แสงจันทร์แรงพอจะช่วยให้พวกเขามองเห็นได้ในความมืดโดยไม่ต้องใช้ไฟ ทหารม้าไม่สนใจหน้าต่างบนหลังคาที่บางทีพวกเขาเปิดไว้ พวกเขามักจะนั่งล้อมวงกันในบ้านนั้นหลังพระอาทิตย์ตกดิน กระซิบกระซาบกันด้วยเสียงอันแผ่วเบาขณะที่คนหนึ่งยืนยามอยู่ข้างหน้าต่างเพื่อดูว่ามีทหารม้าผ่านไปมาหรือไม่ การสนทนามีทั้งการแลกเปลี่ยนข่าวสารไปจนถึงการวางแผนเพื่อรักษาบ้านและชีวิตของพวกเขาไว้และในหลายครั้งพวกเขาจะมีแขกผู้นำทั้งข่าวและความช่วยเหลือมากจากบ้านเมริสมาพร้อมข่าวของความเคลื่อนไหวของราชสำนัก คำสั่งของทหารม้า รวมทั้งแผนที่ซึ่งจำเป็นต่อการวางแผนของพวกเขา

ภาระที่หนักอึ้งนี้พวกเขาฝากไว้กับเด็กชายวัยสิบสี่ที่เสี่ยงตัวเองออกมาพบพวกเขาในเวลาดึกดื่นเช่นนี้ สิ่งที่พวกเขาพอจะทำได้คือไปรับไปส่งเด็กชายที่บ้านด้วยข้ออ้างต่างๆนานากันไปเพื่อให้การออกจากบ้านของเขาไม่น่าสงสัย กระนั้นพวกเขาก็ยังกลัวเหลือเกินว่าวันหนึ่งมันจะกระตุ้นความสนใจของทหารม้าเข้า

“ พวกเราคงไม่ต้องรบกวนคุณหนูไปอีกซักพักล่ะครับ “ ชายที่เดินมาส่งเขากล่าว “ ออกมากลางค่ำกลางคืนบ่อยๆแบบนี้เดี๋ยวคุณผู้หญิงจะผิดสังเกต “

เด็กชายส่ายหน้าพลางกระชับเสื้อคลุมของเขาให้มิดชิดเพื่อบังแผนที่ที่เขาพกติดตัวไว้ “ พอหลังอาหารเย็นคุณผู้หญิงก็ไปพักผ่อนแล้วล่ะครับ เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงหรอก “

กระนั้นความจริงที่ว่านางเป็นพระสหายของราชินีอาร์ดาราก็ทำให้พวกเขาไม่สู้สบายใจนัก อันที่จริงแล้วพวกเขาควรอยู่ข้างบ้านเมริสมาซึ่งเป็นขุนนางรับใช้ราชสำนัก แต่เมื่อพวกเขาข้องใจในราชสำนักและเมื่อคุณซาร์คของพวกเขาตั้งตัวเป็นศัตรูกับรัฐาธิปัตย์ของประเทศอย่างชัดเจน พวกเขาก็อดจะเอนเอียงไปฝ่ายโน้นไม่ได้ ในเวลาอย่างนี้คนในบ้านเมริสมาที่พวกเขาสนิทใจจะเข้าหาก็มีแต่อาร์เซน อย่างน้อยพวกเขาก็รู้จักเด็กชายมาแต่อ้อนแต่ออก หากเลือกได้พวกเขาก็คงไม่อยากรบกวนเพราะตอนนี้เด็กชายก็อยู่ในฐานะคนรับใช้ไม่ใช้จ้าวบ้าน แต่จะมีทางใดอีกที่จะได้ข่าวสารภายในโดยตรง

ตอนที่ใกล้ถึงบ้านนั้นเองที่พวกเขาเดินเลียบออกจากทางและใช้เส้นทางลัดเลาะตามพุ่มไม้เพื่อไปที่หลังบ้านเมริสมาเพื่อหลบทหารม้า บนเส้นทางที่มืดสลัวนั้นเด็กชายกระซิบถามว่า “ ได้ข่าวอะไรเรื่องม้าจากราชสำนักเร็วบ้างมั้ยครับ ”

ชายคนนั้นตอบว่า ” ยังไม่มีใครพบตัวเขาเลย ครั้งที่สุดท้ายทีชาวบ้านเห็นเขาคือก่อนเขาจะเข้าเส้นทางภูเขาที่เป็นทางลัดไปบ้านเมริสมา ” นั่นหมายความว่าชายคนนั้นหายตัวไปบนภูเขาไม่ก็หลงทาง แต่ไม่มีหมู่บ้านเลยในแถบนั้นที่ได้เจอทั้งคนทั้งม้า ซึ่งน่าแปลกเพราะว่าเหยี่ยวป่าไม่ได้อยู่บนเขาลูกนั้นอีกแล้ว

หรือว่า….

“ มีใครอยู่บนเขาลูกนั้นหรือเปล่าครับ ” เด็กชายถาม

“ ข้าได้ยินมาว่าเหมือนจะมีเหยี่ยวอยู่ในป่าแถบนั้น ” ชายคนนั้นตอบ

ความเชื่อว่ายังมีเหยี่ยวป่าบางคนอยู่ในเมริสมานั้นช่วยเรื่องขวัญกำลังใจของชาวบ้านได้มากจนอาร์เซนต้องหุบปากไม่พูดอะไรทั้งที่เขาข้องใจในคำกล่าวอ้างนั้นอย่างที่สุด พี่ชายของเขาไม่ได้บอกเลยซักคำว่ายังมีเหยี่ยวป่าอยู่ที่นี่ หรือถ้าเป็นเหยี่ยวป่าทำไมพวกเขาจึงโจมตีผู้ส่งสาสน์ที่โดยปกติจะปล่อยให้ผ่านมาและผ่านไป ยิ่งคิดเขายิ่งไม่สบายใจ“ ข้าว่าเราจับตาดูเขาลูกนั้นไว้ก็ดีนะครับ ” เขาบอก

“ คุณหนูคิดว่าอาจเป็นอย่างอื่นหรือครับ ”

“ตอนนี้ถ้าไม่แน่ใจเราก็ระวังไว้ก่อนจะดีกว่าครับ ตอบยากจริงๆว่าใครมิตรใครศัตรู ”

ชายหนุ่มยักหน้าอย่างเข้าใจก่อนจะบอกว่า ” ข้าจะเตือนคนอื่นๆให้ ”

พวกเขาเดินกันไปในความเงียบไปตลอดทางที่เหลือจนพวกเขาไปถึงชายป่าที่อยู่ใกล้ตัวบ้านและเล็ดรอดตามเงาของโรงนาจนถึงประตูครัวโดยไม่มีใครสังเกต กุญแจของเด็กชายเปิดประตูนั้นออกอย่างง่ายดายขณะที่เขาหันไปกล่าวขอบคุณและขอให้ชายคนนั้นเดินทางกลับอย่างปลอดภัย ส่วนตัวเด็กชายเองเมื่อเข้าไปในบ้านได้เขาก็รีบลงกลอน จุดเทียนไขแล้วตรงขึ้นไปยังห้องหนังสือชั้นสองในเรือนใหญ่ที่คุณผู้หญิงเก็บแผนที่ไว้ ใช่ว่ฟรานเชสก้าจะใช้มันเสียทุกบ่อย แต่ถ้าหากวันหนึ่งคุณผู้หญิงถามหาแผนที่แล้วมันไม่อยู่ที่นั่นก็มีแต่จะนำเรื่องเดือดร้อนมาเท่านั้น

ในเวลาอย่างนี้ทั้งบ้านนั้นเงียบสนิท ทั้งคุณผู้หญิง คุณหนู และเหล่าคนรับใช้ต่างเข้าห้องเพื่อพักผ่อนหลับนอนกันจนหมดแล้ว เขาจึงแทบไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครเห็นเขาเขาไปในห้องหนังสือ เก็บแผนที่เข้าที่แล้วกลับออกมา แต่ในคืนนี้เขายังเดินไม่ทันถึงบันไดดีตอนที่ได้ยินเสียงประตูจากฝั่งที่เป็นห้องนอนของคุณผู้หญิงฟรานเชสก้า เด็กชายรีบวิ่งไปยังห้องนอนหนึ่งในทางเดินนั้นโดยเร็ว

แม้พื้นนั้นจะมีพรมปูช่วยกันหนาวแต่เสียงฝีเท้านั้นก็ยังชัดเจนพอที่จะทำให้คุณผู้หญิงฟรานเชสก้าต้องมุ่นคิ้ว ปกติแล้วนางไม่มีเหตุอะไรให้ออกมาจากห้องนอนในยามวิกาลหากไม่เพราะคืนนี้นางนอนไม่หลับ ขณะที่พยายามข่มตาอยู่นั้นนางมั่นใจว่าได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวในบ้านจึงออกและเสียงฝีเท้านั่นก็ทำเอานางตื่นเต็มตาเสียแล้ว นางรีบสาวเท้าไปตามทิศของฝีเท้า เทียนไขในมือยกสูงเพื่อส่องให้ได้ไกลที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เผื่อว่าจะมีร่องรอยใดที่นางพอจะเห็นได้บ้าง เสียงฝีเท้านั้นหายไปตรงห้องนอนของบุตรทั้งสองของนาง นั่นบอกนางคนๆนั้นเข้าไปในห้องใดห้องหนึ่ง นางตรงไปยังห้องของแมกซิมิเลียนแล้วเปิดประตูนั้นออกทันที

นางคาดว่าจะพบห้องที่มืดมิด แต่ที่นั่นกลับสว่างด้วยแสงสลัวของเทียนไขเล็กๆเล่มหนึ่ง ในแสงเทียนนั้นคืออาร์เซนที่นั่งอยู่ข้างสตีวี่ที่หลับไหล เขาดูแปลกใจที่เห็นนางอยู่ที่นั่น “ เจ้ามาทำอะไรที่นี่” นางถามขณะที่กระชับเสื้อคลุมเข้ากันอากาศหนาว

” ข้ามาดูสตีวี่น่ะครับ ปกติเขาไม่นอนคนเดียว ข้าเลยเป็นห่วง ”

คุณผู้หญิงได้ยินเช่นนั้นก็ยักหน้าช้าๆ ดวงตาของนางยังคงจ้องนิ่งอยู่ที่เด็กชายขณะที่นางบอกว่า ” งั้นถ้าเขาหลับดีแล้วก็กลับไปได้แล้วล่ะ ”

เด็กชายรับคำก่อนจะค้อมตัวแล้วถือเทียนไขเดินออกจากห้องนั้นไปเงียบๆคุณผู้หญิงฟรานเชสก้าเองก็ตามออกมาและปิดประตูห้องขณะที่เด็กชายเดินหายลับจากชั้นสองไปในไม่ช้า ฟรานเชสก้าอาจเชื่อทุกอย่างที่เขาพูดหากไม่เพราะนางเห็นรอยดินใหม่ๆจากรองเท้าของเขาบนทางที่เขาเดินไป

***
TBC in Chapter 11

Advertisements

One thought on “A Fairytale: จนฟ้ารุ่งราง บทที่ 10

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s