A Fairytale: จนฟ้ารุ่งราง บทที่ 12 (ตอนจบ)

Title: A Fairytale
Book III: จนฟ้ารุ่งราง (Another Dawn)
Author: vekin
Rate: PG-13
Warning: คนเขียนอ่อนคำราชาศัพท์เป็นอย่างยิ่ง ต้องขออภัยในความผิดพลาดมา ณ ที่นี้
***บุคคล เหตุการณ์และสถานที่ในเรื่องล้วนสมมติขึ้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องพาดพิงกับบุคคลและเหตุการณ์จริงแต่อย่างใด***

Chapter 12 (finale)
####################################################

บ้านเมริสมาไม่มีแขกมาเยือนนานหลายเดือนแล้วนับแต่ความวุ่นวายทั้งหลายเริ่มขึ้น ดังนั้นเมื่อสาวใช้ในบ้านบอกนางว่ามีแขกมาขอพบนั้น คุณผู้หญิงฟรานเชสก้าจึงอดแปลกใจไม่ได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อแขกคนนั้นไม่ได้ส่งจดหมายใดๆมาก่อนเลย

นางยิ่งแปลกใจเมื่อเห็นว่าแขกคนที่ว่านั้นคือน้องชายของนางเอง “ มีเรื่องอะไรอย่างนั้นหรือ ” นางถามเขาทันทีที่เห็นความไม่สบายใจบนใบหน้าของเขา น้องชายของนางเป็นคนที่อ่านได้ง่ายแต่ไหนแต่ไรมา นั่นเป็นเหตุให้นางรู้สึกว่าเขาไม่เหมาะกับอาชีพค้าขายของครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง แต่เขาก็ทำได้ไม่เลวนักตลอดเวลาที่ผ่านมา การค้าเป็นไปอย่างราบรื่นแม้ในภาวะที่ทำให้พ่อค้าคนอื่นต้องตกยาก ไม่มีครั้งไหนที่เขาเข้ามาขอให้พี่สาวคนนี้ต้องช่วย ดังนั้นนางก็ไม่คาดว่าเขาจะมาขอความช่วยเหลือเอาป่านนี้เช่นกัน

ทันทีที่เขาเห็นนางเดินเข้ามาเขาก็ถามทันทีว่า “ ทำไมท่านยังอยู่ที่นี่อีก ”

นางต้องชะงักไปชั่วขณะ ” ข้าก็อยู่ที่นี่มาตลอด ” นางตอบ “ มีอะไรอย่างนั้นหรือ? ”

“ ข้าได้ยินมาว่าเมื่อคืนวานมีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นในปราสาทไลน์ ขุนนางในบริเวณไปที่นั่นกันหมดแล้ว เหลือแต่ท่านที่ใครๆก็บอกว่าไม่ได้ไปไหน ”

ยิ่งฟังนางยิ่งงงหนัก ” เจ้าเข้าออกปราสาทไลน์ไม่ได้ถ้าไม่มีจดหมายเรียก ข้าไม่เห็นจดหมายเรียกที่ว่านั้นเลย แล้วมันเกิดอะไรขึ้นที่นั่น เจ้ารู้อะไรบ้างหรือเปล่า ”

น้องชายของนางได้แต่ส่ายหน้า เขาเองก็ไม่รู้ แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่เขากังวลที่สุดในตอนนี้ ” วันก่อนมีคนแปลกหน้ามาถามเรื่องของท่านที่บ้านด้วย นี่เป็นเรื่องอีกอย่างที่ข้าอยากถามท่าน ท่านไปมีเรื่องอะไรกับใครหรือเปล่า ”

“ เงียบไปนะเจเรมี เราไม่ได้เป็นเด็กๆกันแล้วนะ ข้าจะไปมีเรื่องอะไรกับใครได้- “

“ แต่พวกเขาอาจจะเป็นทหาร ”

ดวงตาของนางเบิกกว้างในทันที นั่นเพราะพวกเขาไม่มีทางเป็นทหารม้า พระราชินีอาร์ดารารู้เรื่องหล่อนดีเกินกว่าจะส่งคนมาซักไซ้ถามไถ่เช่นนี้ ทหารทั่วไปก็คงไม่มีความสนใจอะไรพิเศษเกี่ยวกับขุนนางหม้ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะสงคราม ถ้าจะมีก็แต่… “ ทหารรักษาพระองค์ ”

น้องชายของนางไม่อาจปิดบังความตกใจของเขาไว้ได้ ” ทหารรักษาพระองค์? แต่ไม่ใช่ว่าพวกนั้นเป็นทหารของพระราชาหรอกหรือ ทำไมพวกเขาถึงได้- ”

“ ก็เพราะอย่างนั้นน่ะสิ ”

เจเรมีเข้าใจทุกอย่างกระจ่างในทันที นัยน์ตาของเขาพลันเต็มไปด้วยความตื่นกลัว ” ท่านอย่าบอกนะว่าพวกเขามาเพราะเรื่อง- “

“ เจ้าหุบปากไว้ให้ดีก็พอ ” นางว่า ” ไม่สิ เจ้าออกไปทำงานค้าขายต่างเมืองซักพักจะดีกว่า ถ้าเจ้าลนลานขึ้นมาพวกนั้นต้องจับทางได้แน่ ทหารรักษาพระองค์ไม่ใช่พวกกระจอก เจ้าหลอกพวกนั้นไม่ได้ง่ายๆหรอก ”

น้องชายของนางเหมือนจะประท้วง แต่ความเด็ดเดี่ยวในดวงตาของผู้เป็นพี่สาวทำให้เขาต้องยอมรับข้อเสนอนั้นแต่โดยดี เขาขอตัวกลับโดยไม่ลืมจะเตือนว่า ” ท่านต้องหาทางรู้ให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับจดหมายของท่าน อาจจะมีบางคนพยายามตัดขาดท่านจากราชสำนักก็เป็นได้ ”

นั่นเป็นไปได้มาก ไม่สิ เป็นไปได้อย่างยิ่งโดยเฉพาะเมื่อนางเคยเห็นมันเกิดขึ้นมาแล้ว

สาวใช้ต้องแปลกใจที่แขกของคุณผู้หญิงกลับไปเร็วกว่าที่หล่อนคาดจนของว่างที่เตรียมมานั้นต้องเป็นหม้ายไป แต่คุณผู้หญิงก็ไม่ปล่อยให้หล่อนต้องยืนถือถาดขนมเก้ๆกังๆอยู่นานนัก ” เจสสิก้า ไปตามอาร์เซนมาพบข้าที่ห้องทำงานด้วย ” นางบอกก่อนจะเดินหายจากห้องนั้นไป

ในตอนที่เขาก้าวเข้าไปในห้องทำงานของคุณผู้หญิงสิ่งเดียวที่เขาทำได้คือพยายามหายใจให้ทั่วท้อง เขาไม่ได้ถูกเรียกมาที่นี่บ่อยนักเพราะแทบไม่มีเหตุที่เขาต้องพูดคุยกับคุณผู้หญิงตามลำพัง ครั้งนี้เขาเองก็นึกไม่ออกเช่นกันว่าจะเป็นเรื่องอะไรไปได้ แต่เขารู้ว่ามันอาจไม่ใช่เรื่องดี โดยเฉพาะเมื่อคุณผู้หญิงฟรานเชสก้าจ้องหน้าเขาด้วยสายตาที่เคร่งเครียดเช่นตอนนี้ นางไม่ได้นั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะแต่ยืนรอเขาอยู่ นั่นบอกเขาว่าไม่ว่ามันเป็นเรื่องอะไรเรื่องนี้สำคัญอย่างยิ่ง เขาได้แต่กลืนน้ำลายแล้วค้อมตัวน้อยๆเพื่อเป็นการแสดงความเคารพก่อนจะงับประตูปิด

” มายืนข้างหน้าข้า อาร์เซน ” นางบอกเมื่อเสียงลั่นจากประตูไม้นั้นเงียบลง และเด็กชายก็ทำตามแต่โดยดี เขาเดินมาหยุดที่หน้าคุณผู้หญิง สายตามองต่ำ ไม่สบสายตา แต่ไม่ได้หลบหน้าเช่นกัน เขาเพียงไม่กล้าเผชิญหน้ากับความคลางแคลงใจที่ฉายชัดอยู่ในตอนนี้ “ พักนี้เจ้าออกไปไหนกลางค่ำกลางคืนบ้างหรือเปล่า ” นางถาม

เขาเผลอสูดหายใจลึกและเขารู้ว่าคุณผู้หญิงเห็น อันที่จริงการที่นางถามก็แสดงว่าสงสัยบางสิ่ง แต่ที่ถามนั้นก็เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ใจของเขา

“ ครับ ” เขาตอบ ครั้งนี้เขามองสบสายตากับนาง “ ข้าไปหาคนในหมู่บ้านน่ะครับ ”

“ แล้วทำไมต้องไปตอนค่ำมืด ” คุณผู้หญิงถาม สีหน้าของนางไม่เปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่น้อย

“ เป็นการพบปะกันตามประสาคนรู้จักน่ะครับ ”

“ แล้วทำไมเจ้าต้องออกไปตอนค่ำมืด ไปเจอเวลาอื่นไม่ได้รึ ”

“ ทุกคนมีงานที่ตัวเองต้องทำนี่ครับ ถ้าจะพบกันก็ต้องหลังจากภารกิจประจำวันจบแล้ว ”

เขาได้แต่ภาวนาว่าคุณผู้หญิงฟรานเชสก้าจะยอมรับเรื่องการพบปะสังสรรค์นี้โดยที่ไม่ถามรายละเอียดมาไปกว่านี้ เขารู้ว่าหากถูกซักไซ้มากกว่านี้ข้อแก้ต่างใดๆก็จะไม่สมเหตุสมผล เขารู้ว่าเขาไม่อาจหลอกนางได้ อย่างไรเสียคนๆนี้คือคุณผู้หญิง ฟรานเชสก้า เอสเมรัล เมริสมา และนางมีคุณสมบัติทั้งมวลของคนที่อยู่ในตำแหน่งเช่นนั้น “ ถ้าอย่างนั้น ทำไมเจ้าต้องเข้ามาที่เรือนใหญ่หลังจากกลับมาแล้วด้วย ” นางถามขึ้นหลังจากความเงียบที่ชวนอึดอัด สายตาของนางยังคงจ้องอยู่ที่เขา ศึกษาทุกอิริยาบถของเขา และอาจมองเห็นมากกว่าแค่เด็กชายที่ยืนอยู่ตรงหน้านาง

มือของเขากำแน่นขณะที่เขาตอบว่า “ ข้ามาดูสตีวี่ไงครับ ” เขาต้องห้ามตัวเองไม่ให้ถอยหลังเมื่อคุณผู้หญิงเดินเข้ามาก้าวหนึ่ง นางจ้องตรงมาทางเขาพลางส่ายหน้าช้าๆก่อนจะบอกเขาว่า

” สตีวี่นอนคนเดียวได้ เรื่องนั้นเจสสิก้าบอกข้าเอง ” ดวงตาอำมหิตคู่นั้นทำให้เด็กชายต้องหนาวสันหลังวาบ ในตอนนี้นางดูน่ากลัวยิ่งว่าเมื่อนางขมวดคิ้วนิ่วหน้าปะทะทั้งคารมและอารมณ์กับคุณชายน้อยหลายเท่านัก นั่นเพราะในสายตานั้นคือการคิดคำนวณที่เด็กชายไม่อาจเดาได้ว่าเป็นเรื่องอะไร นางกล่าวต่อไปด้วยว่า “ เจสสิก้าบอกข้าด้วยว่ามีคนมาหาเจ้าเป็นพักๆในช่วงที่ผ่านมา ทั้งที่ถ้าข้าจำไม่ผิดไม่เคยมีใครมาหาเจ้าบ่อยขนาดนี้แม้แต่ช่วงที่ในเขตเมริสมามีเรื่องวุ่นวายมากมายจนข้าอ่านผ่านตาแทบไม่ทันก็ตามที ” แล้วนางก็หัวเพราะหึ “ การพบปะสังสรรค์อย่างนั้นหรือ ใครกันสังสรรค์กันในเวลาที่บ้านเมืองเป็นแบบนี้ เว้นแต่จะหารือกันเรื่องการกบฎ ”

“ ไม่ใช่นะครับ ” เขารีบท้วง อาจจะเร็วเกินไปหน่อยด้วยซ้ำ

แต่คุณผู้หญิงไม่ได้ตอบกระไร ดวงตาของนางพลันหรี่ลงก่อนจะถามอย่างช้าๆว่า ” เจ้ามีเหตุอะไรถึงพยายามใกล้ชิดลูกชายข้า ”

เด็กชายได้แต่กะพริบตากับคำถามที่มาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยก่อนที่เขาจะส่ายหน้า ” ข้าไม่ได้พยายามใกล้ชิดคุณชายน้อย- ”

“ เจ้าพาเขาไปนา ช่วยเขาดูแลสตีวี่ เจ้าคอยพยาบาลเขาตลอดเวลาที่เจ็บหนัก นี่ไม่ใช่เพราะเจ้าต้องการความไว้วางใจจากเขาอย่างนั้นหรือ- ”

“ คุณชายน้อยต่างหากที่ตามข้าไปนาและอาสาจะดูแลสตีวี่ ข้าไม่เคย- “

แต่ก่อนที่เขาจะทันพูดจบ คุณผู้หญิงฟรานเชสก้าก็สาวเท้าเข้าหาแล้วบีบต้นแขนเขาไว้แน่นจนเจ็บแปล็บ “ เจ้าทำให้เขาเชื่อเจ้าหมดใจทั้งที่คนเป็นแม่อย่างข้ายังทำไม่ได้ ” นางกระซิบด้วยเสียงที่ทุ้มต่ำและทรงอำนาจจนฟังดูไม่เหมือนเสียงของคุณผู้หญิงเลยแม้แต่น้อย ดวงตาของพลันดูลึกโหลและดำคล้ำไม่ต่างจากดวงตาของผีร้ายขณะที่นางกล่าวต่อไปว่า “ เด็กเลี้ยงแกะอย่างเจ้า อาร์เซน ทำให้เขาเชื่อใจเจ้าได้ ทั้งที่เจ้ามันก็แค่เสแสร้งเป็นไร้เดียงสา แต่ข้ารู้ สารภาพมา เจ้าออกไปเจอเจ้าโจรกบฎนั่นมาใช่มั้ย ”

“ ไม่ใช่ครับ ” เขากัดฟันข่มความเจ็บปวดจากแรงบีบบนต้นแขนแล้วบอกนาง “ ปล่อยเถอะครับ คุณผู้หญิง ”

“ เจ้ายังจะโกหกอีกงั้นหรือ ” ว่าแล้วนางก็จิกปลายเล็บแหลมคมลงบนต้นแขนของเด็กชาย เขาร้องออกมาสั้นๆก่อนจะกัดฟันแน่น สายตายังคงจ้องตอบนางอย่างหนักแน่น

“ ข้าไม่ได้ออกไปพบท่านพี่ ” เขาตอบ ครั้งนี้เขาจ้องนิ่งเข้าไปในดวงตาของนางและย้ำทุกคำที่พูด “ แล้วข้าก็ไม่เคยพยายามเรียกความไว้ใจหรือเห็นอกเห็นใจจากใครด้วย ”

ในพริบตานั้นสิ่งที่อยู่บนใบหน้าของฟรานเชสก้าคือความโกรธเกลียดชิงชังอย่างที่เด็กชายไม่เคยเห็น “ หุบปากซะ!! ”

ใบหน้านั้นคือสิ่งสุดท้ายที่เขาได้เห็นเมื่อนางตบเขาจนหันไปข้างและเกือบทำให้เขาเสียหลักหากไม่เพราะนางยังคงจับแขนเขาไว้มั่น ใบหน้าของเขาไร้ความรู้สึกไปแม้ขณะที่นางจับไหล่ของเขาให้หันกลับไปที่นางอีกครั้ง “ เจ้าเด็กเลี้ยงแกะ เจ้ากับชาวบ้านพวกนั้นสมคบกับเจ้ากบฎนั่นหวังฆ่าข้างั้นสิ เจ้าไม่ได้ทำแบบนั้นหรอก ” มือทั้งสองของนางรวบเข้าที่รอบคอของเขาแล้วบีบจนกระทั่งเขาไม่อาจหายใจ เขาคว้ามือของคุณผู้หญิงไว้และพยายามแกะมันออก ทำทุกวิถีทางเพื่อดิ้นให้หลุดจากกำมือของนาง แต่มันมีแต่จะแน่นเข้า แน่นเข้าทุกที “ ใครบ้างที่ร่วมมือกับเจ้าบอกมา!! ”

“ ข้าไม่- ”

“ ข้าต้องการชื่อ อาร์เซน ”

เขาไอครั้งหนึ่งเมื่ออ้าปากพยายามจะพูด แต่เขาไม่มีชื่อจะให้ เพราะไม่มีใครพยายามฆ่าฟรานเชสก้า ไม่มี

เมื่อไม่ได้คำตอบนางก็ดันเขาไปจนชิดผนังแล้วบีบคอของเขาให้แน่นเข้า ตอนนี้ไม่ว่าหายใจหรือเขาก็ทำไม่ได้ ไม่ว่าเขาพยายามอ้อนวอนนางอย่างไรนางยังคงมองเขาด้วยสายตาของอสูรที่จับจ้องเหยื่อ ปราศจากทั้งความเมตตาและความพึงพอใจ “ ข้าไม่ยอมให้พวกเจ้าเอามันไปจากข้าหรอก “ นางพึมพำก่อนจะเขย่าเขากระแทกกับกำแพงด้านหลัง เสียงของนางลอดจากแนวฟันที่สบกันแน่นอย่างยากเย็น “ ข้าทำทุกอย่างเพื่อยืนอยู่ที่นี่ เพื่อให้เป็นคนของเมริสมา คนที่ได้ไปง่ายๆอย่างเจ้าไม่เข้าใจหรอกว่าข้าต้องพยายามขนาดไหน ข้าจะไม่ยอมให้ใครเอาเมริสมาไป ข้าจะทำทุกอย่างไม่ว่าอะไร ไม่ว่าข้าต้องกำจัดใคร! ”

ทันทีที่สิ้นคำนั้นมือของเด็กชายที่เคยจับแน่นอยู่บนมือของนางก็กลับคลายออกแล้วเอื้อมมาที่คอของนาง ทั้งที่การเคลื่อนไหวนั้นไม่ได้รวดเร็วแต่นางกลับไม่อาจหลบเขาหรือปัดป้องเขา แรงบีบที่อยู่บนคอของนางมากเสียจนนางเองก็ไม่อาจเข้าใจมันมาจากที่ใด ในเมื่อเด็กชายตรงหน้านางเหมือนจะขาดใจอยู่รอมร่อ…

สายตาของอาร์เซนทำให้นางสะท้านเมื่อความตื่นกลัวที่นางเห็นก่อนหน้าหายไป ที่อยู่ในนั้นคือความชิงชังที่เย็นยะเยือกจนจับขั้วหัวใจของนาง นางต้องปล่อยมือจากเขาและพยายามดึงมือของเขาออก แต่ไม่มีผล แรงของอาร์เซนไม่ได้ลดลงเลยขณะที่เขาดันนางออกห่างจากผนัง มือของเขายังคงรวบอยู่บนคอของนางแม้ขณะที่นางเซร่วงลงกับพื้น แต่นางไม่มีเวลากระทั่งจะหนีเมื่อเขานั่งคร่อมอยู่เหนือตัวนางแล้วกระแทกนางกลับลงไป มือทั้งสองรัดแน่นบนลำคอของนางในชั่วอึดใจ

“ ทุกอย่างงั้นรึ “ เขากล่าวด้วยเสียงที่แหบพร่าจากคอที่ถูกบีบจนแดง “ รวมทั้งฆ่าแม่ข้าด้วยหรือ ”

นั่นอาจเป็นครั้งแรกที่นางสั่นกลัวเด็กชายที่อยู่ตรงหน้า บนใบหน้าของอาร์เซนมีเพียงความตายและในดวงตาของเขาคือคำสาปแช่ง เด็กชายที่ใสซื่อและนอบน้อมไม่เหลืออยู่ตรงนั้นอีกแล้ว นางไม่รู้อีกแล้วว่าคนที่อยู่ตรงหน้านางและกำลังเค้นเอาลมหายใจออกไปจากนางนี้เป็นใคร นางพยายามทั้งอ้อนวอน ทั้งทุบตี ทั้งแกะมือของเขา หรือกระทั่งบีบคอของเขาซ้ำ  แต่นางไม่เหลือเรี่ยวแรงแล้ว นางทำได้เพียงอ้าปากพยายามหายใจเหมือนปลาที่ถูกยกขึ้นจากน้ำ

สติของนางเลือนลางเต็มแก่ในตอนที่ประตูห้องกระแทกเปิดออก สิ่งสุดท้ายที่นางได้ยินคือเสียงตะโกนของความตกใจ “ อาร์เซน!!!! “

แต่เสียงนั้นไปไม่ถึงเด็กชาย เขาไม่มีปฏิกิริยาใดๆแม้เมื่อแมกซิมิเลียนวิ่งตรงมานั่งข้างหลังเขาและพยายามดึงมือของเขาออกจากรอบคอมารดา  ” พอเถอะอาร์เซน ปล่อยนางได้แล้ว ” แต่อาร์เซนไม่มีท่าทีว่าจะสนใจเขา มือนั้นยังคงบีบแน่น ดวงตาที่มีเพียงแววเฉยชาจ้องตรงไปยังหญิงหม้ายที่หมดสติ ความชิงชังมากมายนั้นทำให้เขาเขย่านางกระแทกกับพื้น เขาต้องการให้นางตื่น เขาต้องการให้นางสารภาพสิ่งที่นางทำ เขาต้องการได้ยินนางรับสารภาพต่อบาปนั้นก่อนที่เขาจะฆ่านาง

ยิ่งเขาพยายามดึงมือของเด็กชายออกมาเท่าไหร่ แมกซิมยิ่งรู้สึกว่าความพยายามของนั้นไร้ความหมาย อาร์เซนไม่ได้ยินเขาราวกับอยู่ในห้วงภวังค์ที่เด็กหนุ่มไม่อาจเข้าไปได้ เหมือนตอนที่อาร์เซนฆ่าเป็นครั้งแรก ความคลุ้มคลั่งที่เขาเห็นในคืนนั้นก็อยู่ที่นี่ และเหมือนคืนนั้นเขาไม่อาจแก้ไขสิ่งใด ความพยายามใดๆของเขาล้วนไร้ประโยชน์ “ ข้าขอร้องล่ะ ” เด็กหนุ่มกล่าวขึ้น เสียงของเขาสั่นเครือขณะที่เขาคว้าข้อมือของเด็กชายไว้แน่น ” ข้าขอร้อง อย่าฆ่าแม่ข้าเลย อาร์เซน ”

เขาคิดว่าแม่ของเขาอาจต้องตาย แต่ในตอนนั้นเองแขนของเด็กชายกลับคลายลง มือของเขาเลื่อนหลุดจากลำคอของคุณผู้หญิงฟรานเชสก้าขณะที่ร่างที่เคยเกร็งขึงกลับเอนพิงเด็กหนุ่มราวกับว่าหมดสิ้นเรี่ยวแรงที่จะยืนหยัดอยู่ได้ ความเงียบในห้องนั้นพลันถูกแทนที่ด้วยเสียงหายใจที่หอบสั้นกระชั้น ที่น่ากลัวที่สุดคือเสียงหวีดที่มากับทุกลมหายใจเข้าออก แมกซิมิเลียนรีบดึงอาร์เซนลงมาที่พื้นทันทีแล้วพยายามพยุงเด็กชายให้ลุกขึ้น แต่ถึงตอนนั้นร่างของอาร์เซนปราศจากเรี่ยวแรงจะพยุงตัวไว้ได้อีกต่อไป ตัวของเด็กชายเกร็งแน่นอีกครั้งแต่ครั้งนี้ด้วยความพยายามจะหายใจ มือของเขาพยายามจิกหาอะไรก็ตามที่อาจคลายความทรมานนี้ลง

สิ่งเดียวที่แมกซิมิเลียนคิดได้ในตอนนั้นคือกอดเด็กชายไว้ ปล่อยให้อาร์เซนจิกข่วนแผ่นหลังของเขาทุกครั้งที่มันเจ็บจนไม่อาจทนได้ ตลอดเวลานั้นเขาได้แต่เรียกชื่อของเด็กชายซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกำลังสวดภาวนาเพราะไม่มีอะไรอีกแล้วที่เขาทำได้ ความกลัวในตอนนั้นมากเสียจนเขาไม่รู้สึกถึงน้ำตาที่ร่วงลงมาอาบใบหน้าของตัวเอง แทบไม่รู้สึกตอนที่ทหารรักษาพระองค์เข้ามาให้ห้องนั้นแล้วปฐมพยาบาลแม่ของเขา เขาไม่ได้ยักหน้ารับตอนที่หมอบอกว่าแม่ของเขาไม่เป็นไร ไม่ใช่ตอนที่อาร์เซนอาจจะขาดใจตายในอ้อมแขนของเขาอย่างนี้

ในที่สุดมือกำเสื้อของเขาไว้แน่นก็คลายลง ลมหายใจของเด็กชายค่อยๆช้าลง ตัวของเขาเหมือนกลายเป็นเพียงถุงหนังที่ห่อหุ้มเลือดเนื้ออยู่ภายใน เขายังคงหายใจแต่ไม่ตอบสนองต่อเสียงเรียก ไม่ตอบสนองต่อสัมผัส ไม่ว่าที่เขาลูบหลังของเด็กชายหรือสางเส้นผมสีฟางข้าวไม่ให้ปรกหน้า ในชั่วขณะหนึ่งเขากลัวเหลือเกินว่านี่คือขีดจำกัด ว่าอาร์เซนจะไม่ลืมตาตื่นชึ้นมาเหมือนครั้งก่อนๆและหายไป เหมือนแม่นม เหมือนราชาลุดวิก เหมือนพ่อเลี้ยงโจนาธาน เหมือนพ่อของเขา

เขาปัดมือที่เอื้อมมาจับอาร์เซนโดยไม่ทันมองด้วยซ้ำว่านั่นคือใคร แต่เมื่อเขาเห็นใบหน้าที่เขารู้จัก เมื่อหัวหน้ากองเกรเกอร์ตบบ่าเขาเบาๆแขนของเขาจึงคลายออกเพื่อให้หมอพลิกตัวเด็กชายขึ้นแล้วนาบมือบนอกของเขา ตลอดเวลานั้นเขาประคองอาร์เซนไว้ ยังคงพยายามเรียกเขาให้ได้สติ ใช้เสียงของตัวเขาเองกลบเสียงของท่านหมอที่อาจบอกเขาว่า…

“ เขาหายใจเป็นปกติแล้ว ไม่น่าเป็นอะไร “ ท่านหมอกล่าวพลางนิ่วคิ้วน้อยๆขณะที่เพ่งไปที่รอยบนคอและใบหน้าของเด็กชายแล้วส่ายหน้าก่อนจะลุกขึ้น “ เขารู้สึกตัวเมื่อไหร่พาไปหาข้าด้วย ข้ายังต้องดูคอของเขาอยู่ “

เด็กหนุ่มเพียงยักหน้ารับก่อนที่ท่านหมอจะหันกลับไปควบคุมทหารรักษาพระองค์ที่กำลังยกคุณผู้หญิงฟรานเชสก้าขึ้นเปลและออกจากห้องไป อย่างน้อยที่สุดตอนนี้เขาก็ไม่มีอะไรต้องกลัว ทั้งเรื่องอาร์เซน ทั้งเรื่องแม่

“ เจ้าไม่เป็นไรนะ “ เป็นคำถามจากหัวหน้ากองที่ยังคงยองนั่งอยู่ข้างเขา

เด็กหนุ่มยักหน้ารับอีกครั้งก่อนจะกระชับแขนเข้าให้ร่างในอ้อมแขนของเขานอนให้สบาย “ ท่านจะเริ่มสอบสวนเมื่อไหร่ครับ “ เขาถาม ความกังวลอยู่ในน้ำเสียงของเขาอย่างชัดเจนจนเกรเกอร์ต้องถอนใจ

“ ตอนที่แม่ของเจ้ากับเขาหายดีพอจะพูดคุยได้นั่นแหละ “ หัวหน้ากองตอบ “ ข้าจะให้คนดูแลแม่ของเจ้าไว้แล้ว แต่คงฝากเจ้าดูแลอาร์เซน ให้เขาพักให้สบาย “

แมกซิมิเลียนไม่ทันรับคำด้วยซ้ำตอนที่หัวหน้ากองทหารรักษาพระองค์ลุกขึ้นแล้วเดินออกจากห้องนั้นไป แต่เขาเข้าใจนัยยะของถ้อยความนั้น ตอนนี้แม่ของเขาอยู่ในการควบคุมตัวแล้วจะเหลือก็แต่การไต่สวนและพิพากษาเท่านั้น ทั้งเรื่องหายนะเกิดขึ้นบนแผ่นดินเมริสมานี่เมื่อห้าปีก่อน ทั้งเรื่องรอยบนตัวของอาร์เซน คอของเด็กชายมีทั้งรอยช้ำแดงและรอยเล็บข่วน แก้มของเขาค่อยๆบวมแดงขึ้นตามเวลาที่ผ่านไปจนเด็กหนุ่มทำได้แค่สบถในใจ เขาไม่เคยนึกว่าแม่ของเขาจะทำได้ถึงขนาดนี้ เหมือนที่เขาไม่เคยนึกว่าอาร์เซนจะทำถึงขนาดนี้เช่นกัน

แต่ว่าไม่เพราะอะไร เขาไม่อาจเกลียดคนทั้งสองได้ เขาไม่อาจนิ่งเฉยให้แม่ของเขาตายเช่นที่เขาไม่อาจปล่อยมือจากอาร์เซนในตอนนี้ เขานั่งอยู่ที่นั่นแม้เมื่อห้องนั้นเงียบร้างผู้คนไปเว้นก็แต่เจสสิก้าที่แวะเข้ามาดูว่าเขาเป็นอย่างไรและเสียงกรีดร้องราวคนเสียสติของอนาสตาเซียดังมาจากทางเดินเมื่อทหารรักษาพระองค์ไม่ยอมให้หล่อนพบแม่ เขาได้แต่อยู่ที่นั่นและรอจนตัวเขาเองเหมือนกำลังจะเสียสติไปอย่างช้าๆ

แต่หลังจากเวลาเนิ่นนาน ในที่สุดมือของเด็กชายก็ขยับ ดวงตาของเขาปรือขึ้นพร้อมๆกับหัวใจของแมกซิมที่เต้นแทบไม่เป็นส่ำ ” อาร์เซน ” เขาเรียกเบาๆขณะที่สางผมออกจากใบหน้าของเด็กชาย อาร์เซนพยายามตอบเขาแต่สิ่งที่ออกมามีเพียงเสียงไอแหบๆ เด็กหนุ่มได้แต่ลูบแผ่นหลังนั้นเบาๆจนเสียงไอก็หยุดลงและอาร์เซนค่อยๆถัดตัวขึ้นจากเขา เด็กชายเหลือบสายตาไปที่กลางห้องครั้งหนึ่งก่อนจะพยายามลุกขึ้นแต่ตัวเขาในตอนนั้นอ่อนแรงเสียจนทำได้เพียงแค่นั่งอยู่ที่นั่น ” คุณผู้หญิงละครับ ” เขาถามด้วยเสียงแตกพร่า

“ ท่านแม่ไม่เป็นไร ทหารรักษาพระองค์ดูแลนางอยู่แล้ว เจ้าไม่ต้องห่วง ” เด็กหนุ่มตอบขณะที่ไล่สายตามองร่องรอยบนตัวเขาอีกครั้ง แต่ทั้งรอยแดงที่คอและรอยบวมบนแก้มนั้นน้อยนิดนักเมื่อเทียบกับดวงตาของอาร์เซนที่มองมาที่เขา ดวงตาที่ช้ำแดงด้วยเลือดทำให้น้ำตาของแมกซิมไหลลงมาอีกครั้ง

แต่ทั้งที่เขาเจ็บตัวถึงขนาดนั้น อาร์เซนยังบอกว่า “ ข้าไม่เป็นไรครับ คุณไปดูคุณแม่คุณเถอะ ”

“ ไม่เป็นไรที่ไหน “ เขาตอบด้วยเสียงที่กร้าวกว่าที่ตั้งใจไว้จนอาร์เซนต้องสะดุ้งด้วยความตกใจ แต่ตอนนี้ให้ควบคุมเสียงไม่ให้สั่นเครือยังยาก เขาไม่อาจควบคุมความกลัวหรือความโกรธและทั้งหมดนั้นอยู่บนใบหน้าของเขา สิ่งซึ่งอาร์เซนตีความในทันทีว่าลงมาที่เขา เด็กชายเบือนหน้าหลบสายตาเขาแต่แมกซิมิเลียนก็เอื้อมมือไปแล้วประคองหน้าเด็กชายให้หันกลับมาและมองเข้าไปในดวงตาที่ช้ำเลือดคู่นั้น “ ข้าขอโทษ “ เขากระซิบบอก “ ทั้งที่ข้ารู้…ว่านางทำอะไร…และอาจจะทำอะไร… แต่ข้ามาไม่ทัน… “ แล้วเสียงของเขาเงียบหายไป เด็กหนุ่มไม่กล้าเอ่ยปากเพราะกลัวเสียงสะอื้นที่จะลอดออก

นั่นอาจเป็นครั้งแรกที่อาร์เซนได้เห็นคุณชายน้อยร้องไห้ แม้เด็กหนุ่มจะพยายามไม่ให้เขารู้ พยายามไม่แสดงอะไรมากกว่าน้ำตาไม่กี่หยดที่ร่วงลงจากตา แต่เสียงที่สั่นเครือและแทรกด้วยลมหายใจลึกและมือที่เลื่อนไปกำแน่นอยู่ที่ตักก็บอกเด็กชายแล้วทุกอย่างอาร์เซน “ คุณมาทันครับ “ เขาบอกขณะที่เอื้อมมือไปสางเรือนผมของเด็กหนุ่ม เขาไม่นึกว่าการต้องพูดถึงมันจะทำให้คอของเขาตีบตันถึงเพียงนี้ “ คุณแม่คุณไม่เป็นอะไร คุณมาทัน ”

สิ่งที่บอกเขาว่าเด็กหนุ่มได้ยินคืออ้อมแขนที่กระชับเข้ารอบตัวเขาและกอดเขาไว้ราวกับกลัวว่าเขาจะหายไป

***

มันยากยิ่งที่จะบอกว่าร่างกายของเขาสิ้นสุดที่ใดและฟูกอันอ่อนนุ่มนั้นเริ่มต้นขึ้นที่ไหน เขารู้สึกราวกับว่าร่างทั้งร่างได้จมหายไปในความนุ่มนวลที่ไร้สิ้นสุดนั้น ขอบเขตของตัวตนเริ่มพร่าเลือนจนเขาไม่รู้อีกแล้วว่าเขาคือสิ่งใด สิ่งที่เรียกเขากลับมาคือน้ำ มันคือความเย็นชื่นที่ค่อยๆปลุกปลายประสาทของเขาให้ตื่นขึ้น จากผิวหนังเป็นใบหู เป็นปลายจมูก เป็นริมฝีปาก และเมื่อมันผ่านไปบนเปลือกตา เขาก็ได้ดวงตากลับคืนมา ภาพที่พร่าเลือนค่อยๆแจ่มชัดขึ้นและคนที่อยู่ตรงทำให้เขาแปลกใจ

“ …ซาร์ค… “

เด็กหนุ่มผมแดงยิ้มน้อยๆก่อนจะเอาผ้าพาดไว้ที่ขอบอ่างข้างเตียง ” ตื่นได้เสียทีนะ เจ้านอนไปสี่วันเต็มๆจนหมอหลวงกลัวกันแทบจับไข้ซะเอง ”

นั่นทำให้เขายิ้มน้อยๆแม้ร่างกายของเขาในตอนนั้นจะอ่อนแอเสียจนสิ่งง่ายๆอย่างการยักยิ้มยังเหมือนต้องใช้เรี่ยวแรงมากมาย ในตอนแรกเขานึกไม่ออกว่าเขาอยู่ที่ไหนหรือมาที่นั่นได้อย่างไร เพราะสิ่งสุดท้ายที่เขาจำได้คือ “ นางล่ะ “ เขาหันไปถาม

เด็กหนุ่มถอนใจน้อยๆก่อนจะตอบว่า  “ นางไปแล้ว ”  เมื่อเห็นเจ้าชายขมวดคิ้วนิ่วหน้าเขาจึงเล่าต่อไป  “ ข้าเองก็ฟังมาจากคีธอีกที เขาไปเจอเจ้าที่ท้องพระโรงหลังจากที่เจ้าเสียเลือดจนหมดสติไป เขาคิดว่าเจ้าอาจจะตายไปแล้วด้วยซ้ำถ้าไม่เพราะนางใช้พลังพยายามรักษาชีวิตของเจ้าไว้ จนท้ายที่สุดนางก็ไม่อาจรักษารูปลักษณ์ที่อ่อนเยาว์ของตัวเองไว้ได้อีก พอคีธหยุดเลือดให้เจ้าได้ นางก็จากไป นอร์ธบีสท์ของนางก็หายไปจากโรงม้าของปราสาท แต่ไม่มีใครเห็นนางตอนนางออกไป คงเพราะไม่มีใครจำนางได้แล้ว ”

สำหรับอาวดริค เขาไม่รู้เลยว่าตนเองควรโล่งใจดีหรือไม่ แต่เขารู้สึกโล่งใจจนเขาเผลอถอนใจออกมาโดยที่เขาไม่รู้ตัว ในโลกที่สมบูรณ์แบบพวกเขาควรจับตัวนางไว้เพื่อไต่สวนในทุกสิ่งที่นางทำ แต่จะทำอย่างนั้นได้อย่างไรโดยไม่พาดพิงถึงสิ่งที่ราชสำนักแห่งไลน์เองก็ทำ เขาไม่รู้ว่ามันคุ้มค่ากันหรือไม่ที่จะล่าตัวนางมาเพียงเพื่อรื้อฟื้นเรื่องเก่าแก่ที่ไม่มีใครรับรู้หรือจดจำได้

“ พ่อข้าล่ะ ” เจ้าชายหันมาถามอีกครั้ง

นั่นทำให้ซาร์คต้องส่ายหน้า ถามได้แล้วถามไม่หยุดจริงๆ ” ราชาลุดวิกทรงปลอดภัยดี หมอหลวงดูแลอยู่ใกล้ชิดอยู่แล้วเจ้าไม่ต้องห่วงหรอก ถ้าจะห่วงก็ห่วงให้ตัวเองหายเร็วๆเถอะ สงครามตะวันตกก็เรื่องหนักหนามากพอแล้ว ถ้าผู้นำประเทศต้องมาเจ็บหนักอยู่นานเจ้าคิดว่าเราจะไปกันรอดมั้ยล่ะ ”

การกระทบกระเทียบนั้นทำให้อาวดริคยิ้มน้อยๆ ความจริงแล้วเขาอยากจะหัวเราะแต่ความเจ็บปวดบนตัวนั้นมากเกินกว่าที่เขาจะขำออก เขาจึงถามคำถามสุดท้าย

“ แล้วเจ้าล่ะ เจ็บตรงไหนหรือเปล่า ”

เด็กหนุ่มถึงกับนิ่งไปชั่วขณะ ชั่วขณะหนึ่งอาวดริคคิดว่าเขาเห็นเด็กหนุ่มอ้าปากพะงาบโดยไม่มีเสียง แต่มันก็แค่ชั่วขณะก่อนที่เขาจะรวบรวมสติแล้วตอบว่า ” ข้าไม่เป็นอะไร ข้าแค่โดนเวทย์ของนางล่อเข้าไปในขาวงกตเท่านั้น นอกจากทหารม้าบางนายแล้วไม่มีใครเจ็บหนักเท่าเจ้าแล้ว ”

คำพูดติดตลกนั้นทำให้อาวดริคยิ้มอีกครั้ง ซาร์คาเรียที่ผ่อนคลายในตอนนี้ผิดจากหัวหน้าผู้เคร่งขรึมของเหยี่ยวป่ามากจนเหมือนหน้ามือกับหลังมือ แต่นั่นยิ่งทำให้หัวใจของเจ้าชายพองโตเมื่อเขาคิดว่านี่คือสิ่งที่เขาช่วยให้เกิดขึ้น ในที่สุดซาร์คก็ได้สิ่งที่เขาต่อสู้ตลอดมาเพื่อให้ได้

กระนั้นบางอย่างในดวงตาสีเทาคู่นั้นก็กวนใจเขา บางอย่างในสายตาของซาร์คดูผิดที่ผิดทางท่ามกลางความรื่นรมย์ในชัยชนะแม้ชั่วขณะของพวกเขา  เด็กหนุ่มมองเขาราวกับกำลังดื่มกินเขา จดจำทุกอย่างเกี่ยวกับเขา

ราวกับว่านี่คือครั้งสุดท้าย

“ มันจบแล้ว อาวดริค ” เขาพูดขึ้นในที่สุด ” ที่เหลือก็ขึ้นกับว่าเจ้าจะทำได้ดีแค่ไหน เจ้าไม่ใช่คนโง่และไม่ใช่คนเลว ขอเพียงเจ้าอย่าละสายตาจากประชาชนของเจ้า ไม่ว่าอย่างไรเจ้าจะพาพวกเราไปต่อได้ ” มือของเด็กหนุ่มตบบนหลังมือขององค์รัชทายาทอย่างเบามือ อีกครั้งที่เขาดูเหมือนพยายามจะจดจำรายละเอียดของทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชั่วขณะนี้

ใจของเขาเต้นผางขึ้นมาทันทีเมื่อเขารับรู้ได้ว่าบางสิ่งกำลังเกิดขึ้น…ไม่สิ มันเกิดขึ้นไปแล้ว ใบหน้าของซาร์คคือใบหน้าของคนที่ตัดสินใจแล้วอย่างแน่วแน่ “ ซาร์คาเรีย… ”

“ หน้าที่แรกของเจ้า อาวดริค ” เด็กหนุ่มกล่าวต่อไปราวกับว่าไม่เห็นความกลัวในดวงตาของเขา ” คือการทำให้มั่นใจว่าขื่อแปของบ้านเมืองยังคงอยู่ ผู้ที่กระทำผิดต่อกฏหมายต้องได้รับโทษ ไม่ว่าคนผู้นั้นจะเป็นขุนนาง เป็นทหาร หรือเป็นโจร ” เขายิ้มน้อยๆ ” ข้าขอแค่อย่างเดียวสำหรับเหยี่ยวป่า อย่าลากคนอื่นๆเข้ามาเกี่ยวด้วย คนที่เจ้าจะลงโทษมีแต่ข้าคนเดียว หัวของหัวหน้าน่าจะพอสำหรับการชดใช้ความผิดทั้งหมดที่เราก่อ ”

“ ซาร์คาเรีย ”

“ นั่นเป็นคำขอสุดท้ายของข้า ” ผู้เป็นหัวหน้ากล่าวโดยไม่ได้สนใจทั้งสายตาและน้ำเสียงของคู่สนทนา หรือกระทั่งการที่อีกฝ่ายพยายามคว้าเขาไว้ขณะที่เขาลุกขึ้นแล้วถอยห่าง เขาไม่มองหน้าขณะที่อาวดริคพยายามยันตัวขึ้นอย่างไร้ผล พยายามด้วยทุกวิถีทางที่จะหยุดเขาไว้ ” ข้าจะรออยู่ที่รังเหยี่ยว เจ้าไม่ต้องให้คนของเจ้าเสียเวลาตามหาหรอก เพราะข้าจะไม่หนีไปไหน ”

“ ซาร์ค!! “

แล้วเขาก็เดินจากไปโดยไม่หันกลับมาอีก

***

เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นเหมือนทุกวันไม่ทำให้หญิงสาวขยับตัวจากบนเตียงของหล่อนแต่อย่างใด ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่ต้องทำอย่างนั้น หล่อนรู้ว่าไม่นานไม่ว่าเป็นใครก็จะเหนื่อยหน่ายและจากไปและทิ้งหล่อนไว้เพียงลำพัง เหมือนพ่อที่ไม่ดูดำดูดีหล่อนและเอาแต่เล่นกับน้องชายเพียงเพราะเขาเป็นเด็กผู้ชาย เหมือนแม่ที่มีแต่งาน งาน และงาน จนจะสนใจหล่อนก็ต่อเมื่อหล่อนร้องไห้โวยวาย เหมือนคนอื่นๆที่เอาใจใส่หล่อนก็เพราะหล่อนคือ อนาสตาเซีย เอสเมรัล เมริสมา บุตรสาวของตระกูลพ่อค้าเลื่องชื่อและขุนนางแห่งไลน์

แต่ใครอีกจะมาสนใจใยดีหล่อนตอนนี้เมื่อแม่ของหล่อนกำลังถูกไต่สวนด้วยข้อกล่าวหาว่ากระทำการทุจริตในการค้าขาย เรื่องราวเมื่อนานนมกาเลที่หล่อนเองก็ไม่ได้รู้เห็นและจดจำไม่ได้ หล่อนไม่รู้หรอกว่าแม่ของหล่อนทำอะไรไว้ รู้เพียงแต่ว่ามันคือเหตุที่ทำให้ตระกูลเมริสมาถึงขั้นล้มละลายและแม่ของหล่อนก็เข้ามากู้สถานการณ์ไว้ด้วยการแต่งงาน

เงินเพื่อยศศักดิ์ เรื่องนั้นหล่อนเข้าใจได้ แต่ที่หล่อนจะโกรธจะเกลียดแม่ตอนนี้คือการที่นางทำให้หล่อนหมดโอกาสใดๆในวงสังคม ไม่ต้องพูดถึงวงในของราชสำนักเลย ตอนนี้คนพวกนั้นคงติฉินนินทาครอบครัวของหล่อนอย่างสนุกปาก หล่อนถึงไม่อยากเจอหน้าใคร หล่อนไม่ต้องการเพื่อนโดยเฉพาะเพื่อนที่ถากถางหล่อนในสิ่งที่หล่อนไม่ได้ทำ

แต่วันนี้ผิดจากที่หล่อนคาดเมื่อกลอนประตูห้องของหล่อนดังขึ้นเบาๆ บานประตูนั้นเปิดออกแต่หล่อนก็ไม่ได้หันไปมองว่าใคร ไม่ว่าใครก็ไม่ต่างกัน

“ ตายแล้วคะคุณหนู ” เป็นเจสสิก้าที่ปรี่เข้ามาที่ข้างตัวหล่อน จับผมเผ้าที่ปล่อยไว้กระเซิงไม่เป็นทรงและเนื้อตัวที่ห่อหุ้มไว้ด้วยชุดนอน ” ทำไมเป็นอย่างนี้ละคะ คุณหนู คุณได้อาบน้ำบ้างหรือเปล่าคะ ทำไมปล่อยเนื้อปล่อยตัวแบบนี้ ”

“ ทำไมข้าต้องพยายามแต่งตัวด้วยล่ะ ” หล่อนหันไปถามโดยปราศจากความพยายามจะกลบซ่อนความเหนื่อยหน่าย หรือขอบตาที่บวมช้ำ ” ไม่มีประโยชน์อะไรอีกแล้ว เจส ทุกอย่างพังไม่เป็นท่าเพราะคุณแม่นั่นแหละ ”

สาวใช้พูดอะไรไม่ออกเมื่อได้ยินเช่นนั้น หล่อนเพียงแค่ผ่อนลมหายใจที่หนักอึ้งก่อนจะบอกว่า ” แต่คุณก็ไม่จำเป็นต้องทำกับตัวเองแบบนี้นี่คะ ”

คราวนี้เป็นทีของหล่อนบ้างที่จะถอนใจและค่อนค้อนสาวใช้อย่างที่หล่อนอยากทำกับเหล่าลูกผู้ดีตีนแดงที่ค่อนแคะหล่อน ” ข้าเลือกจะทำอะไรกับตัวเองก็เป็นการตัดสินใจของข้า ในเมื่อข้าไม่เห็นเหตุผลที่จะต้องแต่งตัวแต่งหน้าแล้วทำท่าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นมันก็เรื่องของข้า เจ้าจะไปไหนก็ไป เจสสิก้า แล้วไม่ต้องเสนอหน้าเข้าในห้องข้าเวลาข้าไม่อนุญาต- ”

“ ท่านพูดกับคนที่อุตส่าห์มาเคาะประตูเรียกท่านทุกวันด้วยความเป็นห่วงอย่างนี้เหรอครับ ท่านพี่ ”

เสียงทุ้มต่ำที่แทรกขึ้นกวนอารมณ์ที่ขุ่นมัวอยู่แล้วให้ขุ่นขลักหนักกว่าเก่า หล่อนหันขวับแล้วมองน้องชายปะหลับปะเหลือกโดยไม่เก็บทั้งสีหน้าและความไม่พอใจเอาไว้เลยแม้แต่น้อย ไม่มีเหตุผลอะไรอีกแล้วที่ต้องทำดีตีหน้าใส่กันในเมื่อตอนนี้ไม่มีใครขวางหล่อนกับแมกซิมิเลียนอีก “ เจ้าล่ะมาทำไม  จะมา- ”

“ ข้าไม่ได้มาเยาะเย้ยท่าน ท่านพี่ ” เด็กหนุ่มตอบ เขายังคงยืนพิงประตูโดยไม่ได้ก้าวเข้ามา ” ไม่มีความจำเป็นที่ข้าต้องทำแบบนั้น ”

“ อ๋อ ใช่ซี่ เพราะตอนนี้เจ้ามีอำนาจทุกอย่างในบ้านในฐานะลูกชายคนโตของท่านเคานท์เมริสมาแล้วนี่ ท่านแม่ก็ไม่อยู่ขวางทางเจ้ากับเจ้าเด็กนั่นแล้ว จะทำอะไรก็เชิญ แต่อย่าลืมแล้วกันว่าเจ้าไม่ใช่ลูกชายแท้ๆของท่านเคานท์ อย่าคิดว่าของทั้งหมดนี้เป็นของเจ้า- ”

“ ข้ารู้ดีว่าไม่มีอะไรเป็นของข้า ” แมกซิมิเลียนตัดบทด้วยความรำคาญอย่างชัดเจน ” ไม่เคยมีอะไรเป็นของพวกเราท่านพี่ เราเกิดมาตัวเปล่าและก็ตายไปตัวเปล่า อะไรที่ข้ามีอยู่วันนี้เพราะมีคนกรุณาจะให้ข้า ไม่ใช่เพราะข้าสามารถแย่งชิงมา ทำแบบนั้นท่านไม่มีวันได้อะไรเลย ”

หล่อนต้องยอมรับว่าน้ำเสียงของเขาวันนี้ฟังดูประหลาดกว่าทุกวัน ไม่ว่าเพราะอะไรก็ตามแมกซิมิเลียนที่ยืนอยู่ที่ประตูห้องของหล่อนไม่ได้ให้ความรู้สึกเย่อหยิ่งจองหองอย่างเคย เย่อหยิ่งนั้นอาจใช่ มันเป็นลักษณะของเขาที่แก้ไม่ได้ แต่บางอย่างในตัวเขาเปลี่ยนไป หนักแน่นขึ้นและอ่อนโยนลง เหมือนพ่อของหล่อน

“ ถ้าข้าจะมีอำนาจจัดการอะไรในบ้านได้ ก็เพราะคนอื่นๆกรุณาจะฟังข้าแล้วก็ให้คำแนะนำข้า ไม่ใช่เพราะข้าคือลูกเลี้ยงของเคานท์โจนาธาน เมริสมา ” เขากล่าวต่อ ” ถ้ามีใครจะอยู่เคียงข้างข้าก็เพราะเขาต้องการแบบนั้น ข้าอาจขอร้องเขาได้ แต่ไม่อาจสั่งให้เขาอยู่ได้ เขาจะมาหรือไปล้วนเป็นการตัดสินใจของเขา ” แล้วเขาก็ก้าวเข้ามาในห้องแต่ก็เพียงหนึ่งก้าว ” ดังนั้นการที่เจสสิก้ามาเคาะห้องของท่านทุกวัน หรือการที่ข้าใช้กุญแจเพื่อเปิดห้องของท่าน ก็ล้วนเป็นการตัดสินใจของเรา ท่านอาจบอกให้เราไปได้ แต่จะไปหรือไม่ล้วนขึ้นอยู่กับเรา ”

ดวงตาของอนาสตาเซียพลันเบิกกว้างในทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น น้องชายที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับหล่อนนี่นะหรือที่ให้เจสเข้ามา ” อย่าโง่น่าแมกซิม ข้าอยู่ในห้องนี้ก็ดีแล้วไม่ใช่หรือไง ข้าจะได้ไม่กวนเวลาและอารมณ์ของเจ้ากับเจ้าเด็กนั่นอีก ”

“ นั่นก็จริง ” เขาตอบ ” แต่ข้ายังไม่คิดจะปล่อยให้ท่านเปื่อยตายที่นี่ และไม่ใช่เพราะเรามีสายเลือดเดียวกัน ข้าแค่ไม่อยากเชื่อว่าผู้หญิงที่ข้าต่อกรด้วยมาสิบเจ็ดปีจะล้มลงง่ายๆเพียงเพราะท่านแม่ถูกจับแบบนี้ ”

“ แล้วมันเพราะใครล่ะ ไม่ใช่เพราะเจ้าไปลากทหารรักษาพระองค์มาที่บ้านหรอกเรอะ ”

“ ท่านจะคิดแบบนั้นก็ตามใจ ” เขาว่า ” แต่นั่นก็จะหมายความว่าข้าคือคนที่ทำให้ท่านอยู่ในสภาพที่พ่ายแพ้สิ้นเชิงอย่างนั้นสินะ ”

ความเยาะหยันทีเล่นทีจริงบนใบหน้านั้นทำให้หล่อนนิ่งเงียบ หากหล่อนไม่ได้เบือนหน้าหนีเขาเหมือนที่หล่อนอาจทำถ้าต้องผจญกับการถากถางในงานสังคมตอนนี้ นั่นเพราะคนตรงหน้าหล่อนคือแมกซิมิเลียน คนที่หล่อนไม่ต้องการจะแพ้ และอาจเพราะเรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับแม่ หรือเมริสมา หรือเรื่องใดๆที่เกิดขึ้น แค่หล่อนกับเขาและสงครามศักดิ์ศรีระหว่างพี่น้อง

“ ถ้าเจ้าคิดว่าข้าแพ้ เจ้าคิดผิดแล้ว ” หล่อนกล่าวพลางปรายยิ้มน้อยๆ ” ข้า อนาสตาเซีย เอสเมรัล เมริสมา ไม่ร่วงลงง่ายๆเพราะผู้ชายอย่างเจ้า เรื่องนั้นเจ้าน่าจะรู้ดีที่สุด ”

มุมปากของคุณชายน้อยกระตุกเป็นรอยยิ้มกวนอารมณ์ในทันที ” ท่านก็ดีแต่พูดนั่นแหละ ข้าจะถือคำพูดของผู้หญิงที่ใส่แค่ชุดนอน หน้าไม่ล้าง ผมไม่สาง และร้องไห้มาทั้งคืน เป็นจริงเป็นจังได้ยังไง ”

อนาสตาเซียได้ยินเช่นนั้นก็ลุกขึ้นจากเตียงและสาวเท้าเข้าหาน้องชายในทันที ” งั้นก็เชิญไสหัวออกไปจากห้องข้าได้แล้วแมกซิม แล้วเจ้า เจสสิก้า ไปเตรียมน้ำให้ข้าด้วย ข้าจะอาบน้ำ ” แล้วหล่อนก็จ้ำพรวดๆตรงไปยังตู้เสื้อผ้าในทันที

ผู้เป็นน้องชายก็ได้แต่ยิ้มขำ ขณะที่เขาคว้าลูกบิดประตูแล้วถอยออกมา ” อาหารเที่ยงในอีกสองชั่วโมงนะครับท่านพี่ อย่าพิรี้พิไรให้มันมากนัก ”

“ ย่ะ! “ คือคำตอบที่คุณชายน้อยได้ก่อนประตูจะปิดลง

ที่เขาได้ยินลอดจากบานประตูนั้นมาคือเสียงสั่งโน่นนี่ของพี่สาวที่บอกเขาว่าหล่อนสบายดี ห้องนี้มีเพียงความเงียบตลอดหลายวันที่ผ่านมา ไม่กระทั่งเสียงร้องไห้ฟูมฟายที่พวกเขาได้ยินในวันแรกๆที่แม่ของเขาถูกจับจนพวกเขาคิดว่าหล่อนอาจตายไปแล้วถ้าไม่เพราะอาหารที่เจสสิก้าวางไว้หน้าห้องนั้นหายวับไปทุกครั้ง หลังจากเวลาร่วมสัปดาห์และหลายสิ่งในบ้านเริ่มเข้าที่เข้าทางเขาก็ตัดสินใจว่าถึงเวลาต้องเผชิญหน้ากับหล่อน อย่างน้อยก็เพื่อยืนยันว่าหล่อนได้ยอมแพ้กับการใช้ชีวิตไปแล้วจริง แต่ดูเหมือนว่าเขาจะคิดผิด หญิงสาวที่อยู่ในห้องนั้นมีชีวิตชีวามากกว่าเมื่อก่อนเสียด้วยซ้ำ

สำหรับตอนนี้เขาคงได้แค่ทิ้งพี่สาวไว้กับเจส เขาไปที่ห้องหนังสือเพื่อดูว่าสตีวี่ยังคงตั้งใจคัดลายมือตามที่เขาสั่งไว้  ตอนแรกที่เขาบังคับให้สตีวี่เขียนให้เป็นนั้นเขาสาบานว่าเด็กน้อยที่น่าเอ็นดูคนนั้นเกลียดเขาเข้าไส้ไปแล้ว แต่ตอนนี้หลังจากที่โดนทั้งเกลี้ยกล่อมทั้งบังคับทั้งขู่ทั้งหลอกล่อสตีวี่ก็ยอมตามเขาในที่สุด และลายมือของเขาก็กำลังดีวันดีคืน นั่นหมายความว่าเขาต้องให้รางวัลเด็กน้อยตามที่ตกลงกันไว้

เขากลับไปที่ห้องเพื่อบอกเรื่องนั้นกับอาร์เซน แต่เด็กชายยังคงอยู่หลังฉากบังตาตอนที่เขาเข้าไป เสียงงับประตูทำให้เสียงใดๆในห้องนั้นเงียบลง

“ คืนนี้เจ้าต้องนอนที่นี่แล้วล่ะ “ คุณชายน้อยกล่าวขึ้นโดยยังไม่ได้ขยับจากประตู

“ สตีวี่คัดลายมือครบแล้วหรือครับ ” เด็กชายถามจากหลังม่านบัง

“ จวนแล้ว ยังไงก็คงเสร็จก่อนอาหารเที่ยง ” เด็กหนุ่มตอบก่อนจะก้าวไปทางฉากบัง  “ แล้วเจ้าล่ะ ”

“ จวนแล้วครับ เหลือแค่ผ้าพันคอกับเสื้อนอก ”

“ ให้ข้าช่วยใส่ให้มั้ย ”

มันเป็นคำถามที่หลุดออกไปโดยไม่ทันคิดและทำให้เด็กหนุ่มต้องรีบหันหนีทันทีทั้งที่เขาเองก็รู้ว่าอาร์เซนมองไม่เห็นว่าเขากำลังทำหน้าอย่างไร แต่คนที่เขาอยากหันหนีที่สุดคือตัวเขาเอง คนสติดีที่ไหนออกปากจะช่วยคนที่แข็งแรงสมบูรณ์ดีแต่งตัวกันบ้าง

แต่คำตอบของเด็กชายกลับเป็น “ ก็ดีครับ”

ชั่วครู่หนึ่งแมกซิมิเลียนคิดว่าเขาคงได้ยินผิดไปจนเมื่อเด็กชายเดินออกมาจากหลังฉากบัง เครื่องแบบพิธีการของนักเรียนทหารนั้นอยู่บนตัวของเขาทุกชิ้นยกเว้นเสื้อนอกที่ยังไม่ได้ติดกระดุมและผ้าพันคอที่พาดอยู่กับคอ เขากลอกตาเหมือนจะบอกว่าสิ้นหวังกับมันแล้วและนั่นทำให้เด็กหนุ่มยิ้มน้อย เขาดึงตัวเด็กชายไปที่น่ากระจกก่อนจะเข้าไปยืนด้านหลังและเริ่มไล่วิธีผูกให้อาร์เซนดู

“ คุณทำให้ดูเหมือนง่ายเลย “ เด็กชายทักขณะที่เขาติดกระดุมเสื้อนอกให้ ตำแหน่งที่พวกเขายืนทำให้อาร์เซนต้องเอนมาพิงตัวเขาขณะที่เด็กหนุ่มโอบแขนรอบตัวเด็กชายเพื่อติดกระดุมเม็ดล่างสุด

“ เดี๋ยวเจ้าก็ทำได้เอง ” คุณชายน้อยกล่าวก่อนตบปลายเสื้อให้เข้าที่แล้วเงยหน้าขึ้นมองกระจก ลมหายใจของเขาเหมือนจะหยุดไปชั่วขณะกับภาพของเด็กชาย ไม่สิ เด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้า อาร์เซนในตอนนี้มัดผมจนตึงเปิดใบหน้าที่ได้รูปและลำคอยาวระหงซึ่งถูกบดบังโดยปกเสื้อสีดำขลับและผ้าพันคอ ลายปัก ดิ้นทอง และกระดุมทองเม็ดมันปลาบมีแต่จะเสริมเส้นผมสีฟางข้าวของเขาให้กลายเป็นสีบลอนด์อ่อนที่ดูงามสง่า ไม่มีทางที่ใครจะฉุกคิดว่าเด็กหนุ่มคนนี้แท้จริงแล้วเป็นแค่ลูกชาวนาที่เคานท์เมริสมารับมาเลี้ยง ไม่มีทางที่ใครจะนึกออกว่าครั้งหนึ่งเขาเคยต้องเป็นเด็กรับใช้ในบ้านของตัวเอง เพราะตอนนี้อาร์เซนมีสง่าราศีของบุตรแห่งเมริสมาอยู่เต็มเปี่ยม

” เจ้าได้เข้าโรงเรียนทหารแล้วนะ ” เด็กหนุ่มกระซิบบอก ” ยินดีด้วย ”

อาร์เซนยิ้มให้เขาน้อยๆในกระจกก่อนจะหลบสายตา ท่าทางที่เก้อเขินนั้นช่างต่างจากคุณสมบัติที่ทำให้เขาได้เรียกตัวยิ่งนัก ในตอนแรกเด็กชายไม่คิดจะรับคำเชิญนั้นด้วยซ้ำหากไม่เพราะเด็กหนุ่มรบเร้า ไม่ใช่เพื่อเกียรติแต่เพื่อตัวเด็กชายเอง เขาได้แต่หวังว่าการฝึกนั้นจะช่วยให้อาร์เซนหายดีในที่สุด  แต่ความคิดใดๆของเขาก็ต้องชะงักเมื่ออาร์เซนก็เงยหน้าขึ้น เขาเหมือนมีบางอย่างที่อยากพูดแต่ไม่แน่ใจนักว่าควรพูดหรือไม่ เด็กหนุ่มจึงจับต้นแขนเขาเบาๆก่อนจะมองตอบเขาในกระจกเหมือนจะบอกอาร์เซนว่าเขากำลังรอฟัง

แล้วถามคำถามที่เหมือนจะอยู่ในใจเขาอยู่นานแล้วว่า “ คุณว่าท่านพี่จะดีใจมั้ยครับ ”

ในดวงตาของอาร์เซนเต็มไปด้วยความกังวล ก็คงไม่น่าแปลกถ้าคิดว่าเขามีปฏิกิริยาอย่างไรเมื่อเด็กชายเอ่ยถึงพี่ตลอดเวลาที่ผ่านมา แต่ครั้งนี้เขาแค่บีบต้นแขนนั้นน้อยๆเพื่อเรียกความมั่นใจแล้วบอกว่า “ ดีใจสิ พี่ชายของเจ้าต้องภูมิใจมากแน่ๆ ”

นั่นคงเกินความคาดหมายของเด็กชายเมื่อเขาเหลียวมามองหน้าเขาในทัน ” คุณชายน้อย- “

“ แมกซิมิเลียน ”

เด็กชายกะพริบตาอย่างงงๆ

เด็กหนุ่มเห็นเช่นนั้นก็ย้ำอีกครั้ง ” ชื่อของข้าคือแมกซิมิเลียน ”

ปากของอาร์เซนเผยอค้างอยู่ชั่วขณะ มันเป็นคำเชื้อเชิญที่เขาคาดไม่ถึง แต่ในขณะเดียวกันบนใบหน้าของเขาคือความโล่งใจขณะที่ชื่อนั้นหลุดออกมาจากริมฝีปาก “ แมกซิม “

แม้เป็นชื่อของเขา คำที่เขาได้ยินมาเป็นพันๆหนตลอดชีวิตของเขาแต่เขากลับไม่เคยได้ยินมันอย่างตอนนี้ที่อาร์เซนเรียกเขา ไม่มีครั้งไหนที่เขาถูกเรียกแล้วหัวใจของเขาแทบจะเต้นออกจากอกและแขนของเขาอ่อนแรงจนมือของเขาเลื่อนจากบนแขนเป็นประสานกันไว้อย่างหลวมๆบนหน้าท้องของเด็กชาย เขาโน้มตัวลงจรดหน้าผากกับอาร์เซนราวกับว่ามันเป็นสิ่งที่เป็นธรรมชาติอย่างที่สุด และอาร์เซนไม่ได้ขยับหนีเขา เด็กชายเอื้อมมือข้างหนึ่งขึ้นมาจับไหล่ของเขาไว้หลวมก่อนที่รอยยิ้มน้อยๆจะปรากฏบนใบหน้า สำหรับคุณชายน้อย ไม่มีที่ไหนอีกแล้วที่เขาอยากไปในตอนนี้นอกจากที่นี่ ไม่มีอะไรที่เขาอยากเห็นนอกจากรอยยิ้มนี้ เขากระชับอ้อมแขนเข้าให้เด็กชายยืนพิงตัวเขาและพวกเขายืนกันอยู่อย่างนั้นอยู่นานสองนาน

***

ตะวันตกและขึ้นอีกครั้งบนแผ่นดินเมริสมา และทุกครั้งเขาจะจ้องตาไม่กะพริบราวกับว่ามันจะเป็นครั้งสุดท้าย แต่นั่นก็เพราะทุกวันอาจเป็นวันสุดท้าย เขาจึงเลือกจะดื่มด่ำทุกช่วงเวลาที่เขาใช้บนแผ่นดินนี้ แม้นั่นหมายถึงการที่เขาจะเข้านอนดึกดื่นและตื่นแต่เช้าทั้งที่เขาไม่มีอะไรที่จำเป็นต้องทำ เขาเพียงต้องการจะสัมผัสน้ำค้างที่ร่วงลงมาจากใบไม้ยามที่นอนมองดวงดาวและเดินอย่างไร้ตัวตนกลางสายหมอกหนายามเช้าของเฮซวิลล์

เขาได้เล่นกับพวกเด็กๆอย่างที่สัญญาไว้และเล่าการผจญภัยของเหยี่ยวป่าให้พวกเขาฟัง เขาได้เยี่ยมแม่ทูนหัวของเขาที่หลุมศพเพื่อบอกนางว่าทุกอย่างลุล่วงไปด้วยดีและไม่มีอะไรอีกแล้วที่นางต้องกังวลเกี่ยวกับเขา เขาได้พบพ่อกับแม่ของอลิซาเบธอีกครั้งเพื่อมอบกะโหลกของเด็กหญิงคืนให้ และพวกเขาก็กรุณาให้เขาเป็นคนฝังชิ้นส่วนสุดท้ายนี้ในหลุมศพเล็กๆที่พวกเขาเตรียมไว้ ให้เขาได้บอกลาเด็กหญิงผู้กล้าหาญคนหนึ่งที่คอยย้ำเตือนให้เขาอย่าได้ยอมแพ้

เขาไม่ได้ย่างเท้าเข้าไปที่บ้านเมริสมา เพียงแค่อาศัยมองน้องชายของเขาอยู่ห่างๆ การได้เห็นอาร์เซนยิ้มหรือหัวเราะก็เพียงพอแล้วสำหรับเขา ไม่มีความจำเป็นที่เขาจะต้องให้อาร์เซนต้องเจ็บปวดจากความคิดที่ว่าพี่ชายของเขากลับมาเพียงเพื่อจะจากไปอีกครั้ง…. ตลอดกาล

ตลอดเวลาหลายต่อหลายวันนั้นเขาบอกลาเพื่อนของเขาคนแล้วคนเล่า เมื่อไม่มีศัตรูภายในที่พวกเขาต้องต่อสู้ก็ไม่มีความจำเป็นใดๆต้องมีเหยี่ยวป่า พวกเขาสามารถกลับไปเป็นคนธรรมดา กลับไปหาครอบครัว คนที่พวกเขารัก และชีวิตที่ครั้งหนึ่งพวกเขาต้องจากมาเพราะต้องการปกป้องมันไว้ และพวกเขาเอาหัวใจที่ปราศจากความกลัวของคนที่ครั้งหนึ่งเคยลุกขึ้นสู้กลับไปยังบ้านของตนด้วย นั่นคือสิ่งที่เขาต้องการ มีเพียงผู้คนเท่านั้นที่ปกป้องผู้คนไว้ได้ ไม่ใช่เหยี่ยวที่เร้นกายในร่มไม้ของเมริสมา หรือทหารที่ได้รับการฝึกมาอย่างดี คนธรรมดาๆเหล่านี้ได้พิสูจน์กับตัวเองแล้วว่าพวกเขาคือกำลังที่เข้มแข็งที่สุด

แต่ก็มีบางคนที่เขาไล่อย่างไรก็ไม่ยอมไป คนเหล่านั้นคัดค้านการตัดสินใจของเขาตลอดมาแม้จะไม่เคยแสดงออกอย่างโจ่งแจ้ง แต่ตอนนี้เมื่อช่วงเวลานั้นมาถึง พวกเขามีแต่จะร้องขอให้เด็กหนุ่มทบทวนการตัดสินใจของเขาใหม่ แต่ไม่มีอะไรอีกแล้วที่เขาต้องทบทวน เขาคิดถึงมันหลายต่อหลายครั้งตลอดเวลาหลายปีที่เขาใช้เวลาอยู่ในป่าเขาปล้นคนรวยช่วยคนจนและทำสงครามกับอำนาจที่คุกคามผู้คนทั้งหลายที่เขารัก ไม่มีตอนจบไหนที่เหมาะสมกว่านี้อีกแล้วสำหรับหัวหน้าของโจรป่าที่ละเมิดซึ่งกฏเกณฑ์ทั้งปวงแม้จะเป็นไปในนามแห่งความชอบธรรม ผู้ที่ทำผิดไม่ว่าอย่างไรก็ต้องชดใช้ไม่ว่าเขาจะทำไปเพื่อสิ่งใดก็ตาม

เขาไม่กลัวที่จะต้องยืนอยู่บนตะแลงแกง ไม่กลัวที่ต้องฟังคำพิพากษา ไม่กลัวที่จะถูกประหาร ตรงกันข้าม ความคิดที่ว่าเขากำลังจะตายกลับทำให้ทั้งหมดนี้เป็นการฉลองชัยที่หวานชื่น ดวงอาทิตย์ที่ขึ้นและตกไปทุกวันกลับมีความหมายอีกครั้งสำหรับเด็กหนุ่ม เขาดื่มกับทั้งความงามและความทรงจำที่มันนำมา เขามั่นใจแล้วว่าเมริสมาและไลน์อยู่ในมือที่ดี แม้หลายคนอาจยังข้องใจ แต่สายตาของอาวดริคในตอนนี้ต่างจากเจ้าชายที่เขาจับตัวไว้ได้เมื่อปีก่อนมากนัก ความละเลยไม่รู้เรื่องราวที่เขาเคยมีถูกแทนที่ด้วยความเข้าใจที่ลึกซึ้งเสียจนเขาเองก็ไม่มั่นใจนักว่าเขาเข้าใจชายคนนี้หรือไม่ เขารู้เพียงว่าเขาตัดสินใจไม่ผิดที่ไว้ใจเขาและถือเขาเป็นสหาย เขาเชื่อว่าอาวดริคจะทำให้ความต้องการสุดท้ายของเขาลุล่วง หากเพียงสิ่งนั้นเกิดขึ้นได้เขาก็ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว

หลังจากที่หลายวันที่พวกเขาพยายามโน้มน้าวผู้เป็นหัวหน้าอย่างไร้ผล ในที่สุดหลายคนก็จากไป จะมีเหลือก็บางคนที่ยังดื้อด้านเหลือเกิน

“ ท่านซาร์คครับ ” เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลังเขา คีธยังคงสุขุมมั่นคงเช่นที่เคยเป็นมา ยังคงดูแลเขาราวกับว่าเขาคือหัวหน้าของเหยี่ยวป่าที่ตอนนี้ไม่มีตัวตนอยู่อีกแล้ว ” มีคนอยากจะคุยกับท่านครับ ”

เด็กหนุ่มได้ยินเช่นนั้นก็ได้แต่ถอนใจเฮือก ” คุยอะไรอีกคีธ พวกเขามีแต่อยากจะให้ข้าเปลี่ยนใจเท่านั้นเอง แล้วอาวดริคก็ใช้เวลานานเหลือเกิน ไม่อย่างนั้นมันคงไม่ยืดเยื้อขนาดนี้ ”

นั่นทำให้ชายหนุ่มต้องถอนใจบ้าง ” ข้าพอเข้าใจพวกเขาอยู่นะครับ พวกเขามีท่านยืนอยู่เบื้องหน้าเสมอมา มันคงยากที่จะคิดว่าท่านจะไม่อยู่ที่นี่อีกแล้ว ”

เรื่องนั้นใช่ว่าซาร์คไม่เข้าใจ การมองไปเบื้องหน้าที่ว่างเปล่านั้นทำให้เขาเจ็บปวดและสับสนอย่างไรในเขาเข้าใจดี เขายังคงจำวันที่พ่อของเขาตายจากไปได้จนวันนี้

แต่ไม่มีใครที่จะอยู่ค้ำฟ้า ไม่ช้าก็เร็วเขาต้องจากทุกๆคนไปอยู่ดี ไม่ในความหมายใดก็ความหมายหนึ่ง เด็กหนุ่มพลันปลดดาบออกจากข้างเอวแล้วส่งมันให้คีธผู้ซึ่งรับไว้อย่างงงๆ ” มันเป็นดาบที่ข้าพกติดตัวออกมาจากบ้านเมริสมาและมันอยู่กับข้ามาตลอด ยังไงข้าก็เอามันไปต่อด้วยไม่ได้ เจ้าช่วยเอาให้พวกเขาด้วยก็แล้วกัน ” ผู้เป็นหัวหน้ากล่าวพร้อมรอยยิ้มน้อยๆอย่างอาลัยบนใบหน้า ” แล้วก็คีธ ถึงเวลาที่เจ้าควรจะกลับบ้านได้แล้วนะ ”

สิ้นคำนั้นชายหนุ่มก็ถอนใจอีกครั้ง เห็นได้ชัดว่าคีธอยากคัดค้านแต่เมื่อหัวหน้าของเขาไม่ได้ดุดันเหมือนเก่าเรี่ยวแรงจะแย้งก็พาลหมดลงไป แต่คีธตัดสินใจเรื่องนี้ไว้นานเท่าๆกับที่ซาร์คาเรียเลือกวาระสุดท้ายของเขาเช่นกัน ” ข้าเคยบอกท่านแล้วว่าข้าจะติดตามท่านไปจนถึงที่สุดไม่ว่าที่นั้นจะเป็นที่ใด ”

“ อย่าบ้าน่าคีธ เจ้าเป็นลูกชายคนเดียวของบ้าน เจ้าไม่คิดบ้างเหรอว่าพ่อแม่เจ้า- “

“ ข้าตายจากบ้านหลังนั้นไปตั้งแต่วันที่ข้าออกจากบ้านเพื่อฆ่าคลอเดียส ชาล็อตต้า สำหรับพวกเขาข้าไม่มีตัวตนในโลกใบนี้อีกต่อไปแล้ว ” แล้วเขาก็ยิ้มน้อยๆ ” ข้าตายไปจากโลกที่ข้าเคยอยู่นานแล้วครับท่านซาร์ค ข้าไม่มีที่ไหนให้กลับไป ไม่มีเหตุผลอะไรที่ข้าจะมีชีวิตอยู่ นอกจากเพื่อท่าน ”

แม้ไม่อยากจะยอมรับ คำพูดของคีธก็ทำให้หัวใจของเขาพองโตอย่างช่วยไม่ได้ แต่เด็กหนุ่มไม่มีวันยอมให้ความดีใจอย่างเห็นแก่ตัวนั้นบดบังเขา ” อย่าโง่ไปหน่อยเลย ชีวิตของเจ้าเป็นของเจ้า อย่าเอามาทิ้งเพราะคนเอาแต่ใจตัวเองอย่างข้า เจ้าไม่ต้องตามข้าไปถึงโลกหน้าก็ได้ ”

“ การติดตามท่านก็เป็นความเอาแต่ใจตัวเองของข้า ในแง่นั้นเราเสมอกัน ”

“ ….เจ้าบ้า “

การโน้มน้าวมันยากอย่างนี้นี่เอง ถึงตอนนี้เขาก็หมดเหตุผลจะยกขึ้นมาพูดแล้ว เพราะไม่ว่าจะพยายามอย่างไรคีธก็ไม่มีท่าทีจะเปลี่ยนใจ น่าแปลกที่พวกเขาอยู่กันได้มาจนบัดนี้ทั้งที่พวกเขาทั้งสองคนต่างดื้อด้านหัวชนฝาไม่ต่างกันเลยแม้แต่นิดเดียว

เมื่อเขาเงียบไป ชายหนุ่มก็ก้าวเข้ามาคว้ามือของเขาไว้ก่อนจะกระซิบบอกว่า ” ข้าเข้าใจเหตุผลของท่านสำหรับทุกอย่าง เพราะอย่างนั้นข้าถึงไม่เคยคัดค้านเรื่องที่ท่านจะรับโทษแทนเหยี่ยวป่าทั้งหมด ข้ารู้ว่าท่านเข้าใจความเจ็บปวดของผู้ที่อยู่เบื้องหลังถึงไม่อยากให้ใครต้องไปพร้อมกับท่าน แต่เพราะอย่างนั้นข้าอยากจะขอร้องท่าน ให้ข้าไปด้วย ข้าไม่มีคนที่จะหลั่งน้ำตาให้ข้า และถ้าข้าต้องเป็นฝ่ายหลั่งน้ำตาให้ท่าน ข้าคงทนไม่ได้ ” มือนั้นบีบแน่นเข้า เรียกให้เด็กหนุ่มต้องเงยหน้าขึ้นเพื่อสบสายตาที่ดูราวกับสัตว์บาดเจ็บที่ถูกทิ้ง

ความเศร้าสร้อยนั้นทำให้ซาร์คต้องกัดปากแน่น เขาอยากจะก่นด่าว่าทำไมชายหนุ่มตรงหน้าถึงคิดสั้นขนาดนั้นแต่เขาไม่อาจทำได้ นั่นเพราะเขาเองเข้าใจคนตรงหน้ามากกว่าที่ตัวเองอยากจะยอมรับเสียอีก “ เจ้ามันโง่แท้ๆ ” เป็นคำพูดเดียวที่เขาพูดออกมาได้ แต่นั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับคีธ เขารู้แล้วว่าหัวหน้าปฏิเสธเขาไม่ได้ เขาบีบมือนั้นแน่นแทนคำขอบคุณและการยืนยันว่าเขาจะไม่มีวันให้เด็กหนุ่มต้องก้าวย่างไปตามลำพังแม้นั่นจะเป็นภพหน้าก็ตาม

ในตอนนั้นเองที่เสียงฝีเท้าหนึ่งดังขึ้นจากเบื้องหลังคีธ ก่อนจะตามมาด้วยการร้องทัก ” คีธ ข้าพบหัวหน้าเจ้าได้หรือยัง ”

เสียงที่คุ้นเคยนั้นทำให้ซาร์คอ้าปากค้าง ขณะที่เงาร่างที่คุ้นเคยปรากฏจากหลังสุมทุมพุ่มไม้พร้อมกับม้าสีขาว “ อาวดริค! ”

การที่คนตรงหน้าเอ่ยเรียกตนด้วยความประหลาดใจเช่นนั้นทำให้เจ้าชายแย้มพระสรวลน้อยๆ

นั่นไม่ช่วยให้ความงุนงงของเด็กหนุ่มน้อยลง “ แต่เจ้า…ฝ่าบาทมาทำอะไรที่นี่พะยะคะ ”

เจ้าชายทรงยอมรับว่าการที่อีกฝ่ายเปลี่ยนวิธีเรียกพระองค์อย่างกะทันหันนั้น ทำให้พระองค์เก้อเขินไม่น้อย ” ข้าเอาคำพิพากษาของสภาฎีกามาแจ้งให้เจ้า แล้วอีกอย่าง ยังไม่ต้องเรียกข้าว่าฝ่าบาท พระราชาแห่งไลน์ในตอนนี้ยังคงเป็นเสด็จพ่อของข้าอยู่ ” กล่าวจบพระองค์ก็ทรงยื่นม้วนกระดาษให้เด็กหนุ่ม เป็นคีธที่รับไปแทนหัวหน้าที่ตอนนี้ได้แต่ยืนมองเจ้าชายตาค้าง

“ หากจะทรงพระกรุณา ช่วยทรงเล่าซักนิดได้มั้ยพะยะคะว่ามันเกิดอะไรขึ้นพระองค์ถึงเสด็จมาโดยไม่มีทหารตามเสด็จซักคน นี่มันรังโจรนะพะยะคะ “ เด็กหนุ่มกอดอกถาม

เจ้าชายอาวดริคก็ทรงพระกรุณาตอบว่า “ เท่าที่ข้าได้ยินมากองโจรเหยี่ยวป่าสลายตัวไปหลังจากพระราชินีอาร์ดาราถูกโค่นล้ม ที่สำคัญข้าเป็นแค่นำสาสน์มาโดยสันติ ”

นั่นทำให้เด็กหนุ่มกัดฟันกรอด “ แล้วเรื่องที่พระองค์ต้องจับข้าพระองค์ไปตะแลงแกงล่ะพะยะคะ ”

เจ้าชายส่ายพระพักตร์น้อยๆก่อนจะตรัสว่า “ ข้าเกรงว่าสภาฎีกาไม่เห็นด้วยกับโทษที่เจ้าพิพากษาให้ตัวเอง ”

ซาร์คต้องเงียบไปครู่หนึ่งด้วยไม่รู้ว่าเขาควรตอบโต้ว่าอย่างไร ก่อนจะบอกว่า “ ข้าพระองค์ไม่รู้จักสภาฎีกาที่ว่า แต่ถ้าข้าพระองค์จำไม่ผิดการซ่องสุมกำลังต่อต้านราชสำนักนั้นมีโทษเท่าการกบฎคือประหาร ”

“ ก็เป็นอย่างนั้นจริง ” เจ้าตรัส “ และเพราะมันเป็นจริง มันจึงถูกใช้อย่างพร่ำเพรื่อในช่วงหลายปีที่ผ่านมาโดยคนที่ต้องการกำจัดศัตรูของตนเองจนมีคนจำนวนมากถูกกล่าวหาด้วยข้อกล่าวหา‘เทียบเท่ากบฎ’อย่างที่เจ้าว่า สภาฎีกาเป็นสิ่งที่เหล่าขุนนางเสนอขึ้นเพื่อพิจารณาข้อกล่าวหาเหล่านั้นว่าตั้งขึ้นอย่างเป็นธรรมหรือไม่ นั่นหมายความว่าพวกเขาเอาปัจจัยทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาไปพิจารณา หากไม่เพื่อช่วยคนที่อาจต้องตายเพราะข้อกล่าวหา ก็ช่วยกู้ชื่อให้กับคนที่ต้องสูญเสียชีวิตเพราะมัน  ” แล้วพระองค์ก็แย้มพระโอษฐ์น้อยๆ  ” อย่างของข้า ข้อหาที่ข้าได้รับในตอนแรกถูกวินิจฉัยแล้วว่าตั้งขึ้นอย่างไม่เป็นธรรม ส่วนเรื่องที่ข้าล้มราชินีอาร์ดาราถูกมองว่าเป็นเรื่องระหว่างข้ากับองค์ราชินีเท่านั้น เพราะข้าไม่มีเจตนาจะล้มราชสำนัก ข้อหากบฎเลยตกไป ”

“ เพราะคนพวกนั้นเห็นตัวเองเป็นราชสำนักน่ะสิ  ” เด็กหนุ่มกัดกลับ

แต่เจ้าชายก็แค่ส่ายพระพักตร์ “ คนที่อยู่ในสภาฎีกาไม่ใช่ขุนนาง ซาร์ค บางคนเป็นนักกฎหมาย แต่พวกเขาไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของราชสำนัก “

อีกครั้งที่ซาร์คต้องยืนเงียบและจ้องตรงไปยังเจ้าชายโดยมีความตกใจเต็มใบหน้าของเขา เพราะเจ้าชายผู้ที่ประทับอยู่ตรงหน้าเขานี้เพีงตรัสบอกกับเขาว่าพระองค์ได้รับคำพิพากษาจากสามัญชน

“ แต่ข้าทำการกบฏจริง ” เด็กหนุ่มแย้งแม้เขาจะยังไม่ได้อ่านจดหมายที่บัดนี้อยู่ในมือคีธ เขาเพียงแต่จ้องตรงไปยังเจ้าชาย ” แต่ให้พวกเขาถือเรื่องการล้มพระนางอาร์ดาราว่าไม่เกี่ยวข้องกับราชสำนักแต่เหยี่ยวป่าต่อต้านราชสำนักจริง- ”

” สภาฎีกาวินิจฉัยว่าเจ้ามีความผิดจริงเรื่องการก่อกบฏและกระด้างกระเดื่องต่อราชสำนัก แต่พวกเขาเชื่อว่าเจ้ามีเหตุอันสมควร- “

“ ข้าตั้งกองโจร กระทำผิดกฏหมายบ้านเมือง ปล้นชิงเจ้าหน้าทีภาษี อะไรที่มันเป็นเหตุอันสมควรกันน่ะ ”

ความสับสนของเด็กหนุ่มแปรเปลี่ยนเป็นความประหลาดใจทันทีที่คีธยื่นจดหมายให้เขา ปลายนิ้วของชายหนุ่มชี้ไปที่ข้อความหนึ่งบนนั้นซึ่งเขียนว่า…

“ ตระกูลเมริสมารวมทั้งชาวบ้าน เขียนฎีกาส่งตรงไปยังสภาเพื่อชี้แจ้งเจตนาในการกระทำของเจ้า ” เจ้าชายทรงช่วยย้ำ ” พวกเขาลงชื่อเพื่อยืนยันว่าทั้งหมดที่เจ้าทำนั้นก็เพื่อปกป้องพวกเขา ”

สายตาของเด็กหนุ่มเบิกค้างขณะที่เขาอ่านชื่อของผู้ซึ่งร่างฎีกานั้น ชื่อของน้องชายของเขา อาร์เซน เซเนดัล เมริสมา

“ เจ้าต้องบ้าไปแล้ว ” เด็กหนุ่มกล่าว ดวงตาสีเทาคมกริบจ้องตรงไปยังเจ้าชาย ” เจ้าจะปล่อยให้ชาวบ้านในเขตเมริสมาพังขื่อแปของไลน์ไม่ได้ ไม่ว่ายังไงความผิดที่ข้าก่อก็ลบล้างไม่ได้ ”

“ ถูกต้อง ” เจ้าชายตรัส “ ชาวบ้านช่วยยืนยันเจตนาของเจ้าได้ก็จริง แต่นั่นไม่ช่วยลบเลือนความผิดที่เจ้าก่อ เพื่อเป็นการชดใช้ สภาฎีกาด้วยความเห็นชอบของราชสำนัก วินิจฉัยให้ลงโทษด้วยการแต่งตั้งเจ้าเป็นเคานท์ซาร์คาเรีย เมริสมาอย่างเป็นทางการ ”

เลือดในตัวซาร์คเหมือนจะแข็งไปในทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น เขาไม่แน่ใจว่าตัวเองได้ยินถูกต้อง ไม่สิ มันต้องมีซักอย่างที่ผิดพลาด “ เดี๋ยวนะ ” เขากล่าวพลางหนวดหัวคิ้วเต็มแรง ” เจ้าบอกว่าบทลงโทษคือให้ข้าสืบทอดตำแหน่งจากพ่อข้า ”

“ ถูกต้อง ”

เด็กหนุ่มถึงกับสบถในทันที ” สภาของเจ้ามีขี้เลื่อยอยู่ในหัวหรือไง ตำแหน่งขุนนางไม่ใช่ว่าจะแต่งตั้งให้ใครก็ได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ใช่กับโจร อย่างนี้ใครก็ได้ก็เป็นขุนนางได้ไม่ใช่หรือ ”

“ ข้าเห็นด้วยเรื่องที่เจ้าบอกว่าตำแหน่งขุนนางไม่ควรแต่งตั้งโดยพร่ำเพรื่อ แต่มันก็ไม่ควรเป็นของอภิสิทธิชน ตำแหน่งนั้นควรเป็นของคนที่ได้พิสูจน์แล้วว่าเขารักในคนของเขาและแผ่นดินของเขา สำหรับเมริสมาไม่มีใครเหมาะสมไปกว่าเจ้าอีกแล้ว ที่สำคัญข้าเชื่อให้การให้โอกาสคนพิสูจน์ตัวเอง เหมือนที่ข้าได้รับ ”

เด็กหนุ่มอ้าปากจะเถียง แต่ทันทีที่เห็นรอยยิ้มกริ่มบนใบหน้าของเจ้าชายเขาก็ต้องกลืนเอาอะไรที่คิดจะพูดกลับลงคอไปในทันที จะให้เขาเถียงยังไงได้ในเมื่อเขาเองคือคนที่ให้โอกาสนั้น

เมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มไม่ตอบโต้เจ้าชายก็เสด็จมาตรงหน้าเขาแล้วทรงคุกเข่าลง “ ข้าขอร้องในฐานะรัชทายาทผู้วันหนึ่งจะเป็นราชาแห่งไลน์ และในฐานะของชายคนหนึ่ง ” พระองค์ตรัสพลางจับมือของเด็กหนุ่มขึ้นกุมไว้ในพระหัตถ์ทั้งสองข้าง ” เจ้าจะอยู่เคียงข้างข้าในยามสุขและยามทุกข์ ในยามมั่งมีและยามลำบาก ในยามป่วยไข้และในยามสบาย ไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ ได้หรือเปล่า ”

ใบหน้าของซาร์คาเรียกลายเป็นสีแดงก่ำเท่าๆกับสีผมของเขา คีธซึ่งยืนเยื้องไปเบื้องหลังได้แต่อมยิ้มก่อนจะส่ายหน้าอย่างขันๆให้กับวิธีการของเจ้าชายซึ่งตอนนี้ทอดพระเนตรไปที่หัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่า พระหัตถ์ของพระองค์บีบแน่นจนไม่มีทางที่ซาร์คจะดึงมือกลับไปได้ และเด็กหนุ่มก็รู้หลังจากที่เขาพยายามดึงมือถึงสองครั้งอย่างไร้ผล เขาอยากจะสบถก่นด่าคนตรงหน้าให้ละอายแก่ใจที่กล้าเล่นบ้าๆแบบนี้ แต่เพราะคนตรงหน้าคือรัชทายาทแห่งไลน์ เขาทำได้แค่กัดปากแน่น

แต่ก่อนที่ความคิดของเด็กหนุ่มจะวิ่งวนไปไกลจนเกินไป เจ้าชายก็ตรัสขึ้นว่า ” ในวันที่ข้าเป็นกษัตริย์สิ่งที่ข้าต้องการที่สุดคือคนที่จะเตือนสติไม่ให้ข้าหลงทาง คนที่ช่วยเตือนข้าถึงสิ่งสำคัญที่ข้าต้องไม่ลืม และข้าไม่เห็นว่าจะมีใครอื่นอีกที่เหมาะสมไปกว่าเจ้า เจ้าคือคนที่ชี้ทางให้ข้าและข้าจะช่วยชี้ทางให้ได้ในวันที่ดวงตาของข้ามืดมัว ” แล้วพระองค์ก็ทรงกระซิบว่า ” มีชีวิตอยู่ต่อไปเถอะ ซาร์คาเรีย ”

น่าแปลกที่เพียงแค่นั้นหัวใจของเด็กหนุ่มก็อ่อนยวบ เขามีเรื่องมากมายที่อยากทำ มีคำผรุสวาทมากมายวิ่งไปมาในหัว แต่สิ่งที่เดียวที่เขากล่าวได้ในตอนนั้นที่เจ้าชายอาวดริคทอดพระเนตรเขาด้วยสายตาที่เหมือนลูกสุนัขที่น่าสงสารนั้นกลับเป็น ” ก็ได้ ”

นั่นเป็นคำตอบที่ทำให้เจ้าชายทรงเก็บรอยยิ้มบนพระพักตร์ไว้ไม่ได้ และคีธถอนใจด้วยความโล่งอก มีคนตั้งมากมายพยายามพูดในซาร์คเปลี่ยนใจก่อนหน้านี้และคนเหล่านั้นไม่มีใครเลยที่ทำสำเร็จ กลับเป็นอาวดริค ชายซึ่งเริ่มต้นเป็นคนที่เด็กหนุ่มจงเกลียดจงชังอย่างที่สุดที่ทำให้เขาทบทวนการตัดสินใจนั้นใหม่

“ ท่านซาร์คครับ ” เสียงเรียกนั้นทำให้เด็กหนุ่มหัน เขาต้องประหลาดใจกับรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความยินดีของคีธซึ่งเขาไม่เคยเห็นมาก่อน ในมือของชายหนุ่มคือดาบที่เขาเพิ่งยื่นให้ไม่นานก่อนหน้า ” ของท่านครับ ”

ทั้งที่มันคือดาบที่เขาถือมาตลอดสามปี น่าแปลกที่ในตอนนี้สัมผัสของมันช่างแปลกใหม่คล้ายกับเมื่อเขาจับดาบเป็นครั้งแรก แม้แต่ดวงอาทิตย์เหนือศีรษะ แมกไม้ และทิวทัศน์ของเมริสมาก็ดูต่างออกไป ราวกับว่าในวินาทีที่เขายอมรับข้อเสนอของอาวดริค โลกที่เขาลืมเลือนไปนานเปิดหาเขาอีกครั้ง

และเขาพอจะเดาได้ว่าเพราะเหตุใด ทั้งที่เขาไม่เคยคิดว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้น แต่ในที่สุดเขาก็จะได้กลับบ้าน

-End-

Advertisements

One thought on “A Fairytale: จนฟ้ารุ่งราง บทที่ 12 (ตอนจบ)

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s