Project City Walk: Bangkok Trip 2 – December 2008

คราวที่แล้วเล่าไปแล้วว่าโปรเจ็คนี้ไปไงมาไง ตอนเริ่มเดินครั้งที่สองเดือนธันวาคมความคิดอะไรๆมันก็เปลี่ยนทั้งด้วยเวลาและความเข้าใจใหม่ๆ ดังนั้นท้ายที่สุดโปรเจ็คเลยโฟกัสอยู่ที่กรุงเทพฯและความเป็นไปของเมืองแทน

ทริปสองเราไปเจออะไรมาบ้าง เชิญรับชมครับ

– – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – –

project report 0.2 – Trip 2 ย้อนรอยชีวิต และเรื่องราวของPublic Space

ภาคต่อของรายงานonlineฉบับที่แล้ว เขียนขึ้นราวหนึ่งเดือนหลังจากออกเดินเหมือนฉบับที่แล้วเช่นกัน

การเดินครั้งที่สองไปด้วย mind set ที่ต่างจากครั้งก่อน ครั้งที่แล้วเป็นการเดินแบบไปสัมผัส หัวว่างๆตัวโล่งๆ ไปรับอะไรก็ตามที่เมืองรอบกายจะให้เรา ตอนที่นั่งพิมพ์รายงานการเดินครั้งที่แล้วทำให้ได้เรียบเรียงความคิดในหลายเรื่อง แล้วความสนใจก็เปลี่ยนจากการหาว่า “เมืองเป็นอย่างไร” เป็น “เมืองมีชีวิตอย่างไร” เป้าหมายของการไป “รับรู้ในชั่วขณะนั้น” กลายเป็นการไป “รับรู้ชีวิตของเมือง” ด้วยความรู้สึกว่าเราอยากเห็นความเคลื่อนไหวเติบโตของมันในฐานะสิ่งมีชีวิตประเภทหนึ่ง

ปัญหาคือชีวิตมนุษย์นั้นสั้นนักเทียบกับเมืองที่เราอาศัย ความเปลี่ยนแปลงใดๆมองไม่เห็นในวันสองวันหรือปีสองปี มันอาศัยเวลาเป็นสิบปีเพื่อให้มนุษย์น้อยๆรับรู้ความแตกต่างได้ชัดเจน นั่นคือตอนที่ตัดสินใจว่าการเดินครั้งที่สองจะเป็นการเดินเพื่อย้อนความทรงจำวัยเด็กของตัวเอง เพราะนั่นเป็นทางเดียวที่จะสามารถมองเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ด้วยความทรงจำที่มีอยู่ยี่สิบกว่าปี หรือน้อยกว่านั้น

เรียกว่าเป็นเคราะห์ดี(ของเรา)หรือร้าย(ของเขา)ไม่ทราบ ในคืนก่อนที่จะออกเดิน เพื่อนรักที่เรียนอยู่คณะสถาปัตย์โทรมาคุยด้วย เราเลยได้ทีเล่าเรื่องโปรเจ็กของเราเพื่อขอความเห็นจากเขา ในฐานะบุคคลซึ่งสัมผัสเมืองแบบ first-handมายาวนานเกือบ 4 ปี

หลังจากนั้นก็เป็นการฟังmini-lecture ว่าด้วยว่าโปรเจ็คของเรามันบ้าอย่างไร (กับการพยายามเข้าใจเมืองทั้งเมืองด้วยเวลาที่จำกัดขนาดนี้) และพยายามกล่อมเราโดยนัยว่าหาหัวข้อที่เฉพาะกว่านี้เถอะ (ซึ่งเราเห็นด้วยเต็มร้อย แต่ยังไม่รู้ว่าทิศทางของตัวเองในตอนนั้น) แล้วจึงเล่าให้เราฟังเกี่ยวกับประสบการณ์ของเขาที่มีต่อกรุงเทพฯตลอดเวลาที่ต้องตะลอนๆไปตามsiteงาน พบปะผู้คนและค้นคว้ามากมาย

อย่างแรกที่เขาบอกคือ character ของกรุงเทพนั้นสับสน (เขาใช้คำว่าChaos ตอนคุยกัน) พื้นที่แต่ละพื้นที่มีcharacterเฉพาะตัวต่างกันไป characterทั้งหมดนั้นคือสิ่งที่ประกอบขึ้นเป็นกรุงเทพ แต่การจะหาให้เจอก็ลำบากหน่อย เพราะต้องเข้าไปดูในที่ซึ่ง character โดดเด่นไปทางหนึ่ง แต่ที่ไหนแสดง character อะไรก็ต้องอาศัยประสบการณ์พอควรในการมองให้เห็น

character ร่วมสำคัญอย่างหนึ่งซึ่งกรุงเทพมี หรือพูดให้ถูกคือขาดแคลนเหมือนกันทุกๆที่ คือ “Public Space” เป็นพื้นที่ของทุกคนไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่ง จึงเป็นที่ๆคนใช้ร่วมกันและก่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน สวนสาธารณะเป็นตัวอย่างที่มองเห็นง่ายที่สุด แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นสวนสาธารณะเสมอไป ความรู้สึกของเราคือวัดก็จัดเป็น Public Space หรือกระทั่งตลาดก็อาจมองว่ามีความเป็นPublic Space แต่ในเขตเมืองใหม่ที่ผู้คนโยกย้ายเข้ามาจากชุมชนภายนอก เช่นย่านลาดพร้าว(บ้านของเจ้าตัวเขาอยู่แถวนั้น) มี Public Spaceน้อยมาก ผลที่ตามมาคือบริเวณเหล่านั้นมีความผูกพันเป็นชุมชนน้อยลง ต่างคนต่างอยู่ต่างสนใจตัวเองเป็นหลัก

ชุมชนและPublic Space คือ keyword สองคำที่เขาบอกให้เราไปลองมองหาดู

ส่วนการพัฒนาของกรุงเทพเขาแยกให้เราเป็นสามเฟส : เป็นน้ำ, ถนน, และรถไฟฟ้า หมายความว่าเส้นเลือดของการคมนาคมมีสามยุค ยุคที่ใช้ทางน้ำ คือหน้าบ้านหันเข้าหาน้ำหลังบ้านหันทางพื้นดิน ต่อมาเมื่อมีการใช้ถนน หน้าบ้านจึงอยู่ที่ถนน คราวนี้ทางน้ำก็กลายเป็นหลังบ้าน ในปัจจุบันเส้นเลือดใหม่ที่เข้ามาก็คือการคมนาคมโดยใช้รถไฟฟ้า(จะลอยฟ้าหรือใต้ดินก็ตามแต่) และความเคลื่อนไหวใหม่ๆก็จะมาพร้อมเส้นเลือดพวกนี้ด้วย อันที่เห็นได้ชัดเจนคือการขึ้นของคอนโดมิเนียมจำนวนมากตามแนวBTS

เรื่องสุดท้ายที่เขาเล่าให้เราฟัง(ก่อนที่สมองน้อยๆของไอ้ปันจะถึงขีดจำกัด) คือ “Sustain” หรือยั่งยืน สิ่งที่ชัดเจนสำหรับเราในวูบแรกคือความยั่งยืนของสภาพแวดล้อม เรื่องของการแก้ไขปัญหามลภาวะ

แต่เขาบอกว่ามันถูกแค่ส่วนเดียว

ยั่งยืนอย่างแท้จริงไม่ได้มีแค่มิติของสภาวะแวดล้อม แต่มีมิติในเชิงสังคม ชุมชน วัฒนธรรม เศรษฐกิจและอื่นๆ แล้วขณะที่เขาพยายามอธิบายสมองของเราก็เริ่มดับ เพราะเราเริ่มพบว่าคอนเซปต์นี้ซับซ้อนเกินกว่าจะเข้าใจในเวลาสั้นๆและด้วยการอธิบายทางโทรศัพท์เพียงอย่างเดียว และดูเหมือนเพื่อนของเราคนนี้ก็รู้ เพราะหลังจากพูดไปซักระยะเขาก็หยุดแล้วบอกเราว่า “ ไว้มีโอกาสเจอกันเราจะอธิบายให้ฟังอีกที มันต้องใช้กระดาษเขียนแผนผังให้ดู” ตอนนี้ให้รู้ไว้ก่อนว่ามันเป็น trend ของการพัฒนาสมัยใหม่ที่จะใช้คอนเซปต์ของ Sustain เข้ามาในการออกแบบบ้านอาคารและพัฒนาเมือง

ส่วนกรุงเทพจัดว่าเป็นเมืองที่ไม่ Sustain ความจริงเราแอบมีความรู้สึกว่า เราไม่ได้แผนจะพัฒนาให้มันSustain ด้วยซ้ำมั้ง

เป็นเวลาราวครึ่งชั่วโมงที่พลิกสมองเรากลับเกือบทั้งหมดและทำให้เราเห็นความตื้นเขินและโง่เขลาของตัวเอง เราอยู่ในเมืองนี้มาเกือบยี่สิบปีแต่ไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้เลยซักนิด สิ่งที่เราได้จากการเดินครั้งแรกเป็นเหมือนเด็กน้อยไปเลยเทียบกับสิ่งที่เพื่อนเราเห็นมา ก็คงไม่แปลกในเมื่อเราไม่เคยถูกสอนให้มองแบบนั้น ส่วนเขาทั้งถูกสอนทั้งถูกสั่ง(งาน)เพื่อให้เจอกับเรื่องพวกนี้โดยตรง ความลุ่มลึกมันเลยต่างระดับกันมหาศาล

คารวะเพื่อนที่รักสามจอกน้ำชา เราจะนำวิชาอันท่านสั่งสอนมา (แม้เรารับได้น้อยนิด) ไปใช้ในการเดินแน่นอน

Trip 2 – หัวลำโพง, สะพานพุทธ, สำเหร่, สะพานตากสิน, สาธร, สวนลุมพินี, สยามฯ

บ้านเดิมของเราอยู่ที่สำเหร่ ในซอยบนถนนตากสินระหว่างวงเวียนใหญ่กับดาวคะนอง โรงเรียนแรกที่เราไปอยู่บนถนนสาธร ก่อนจะย้ายไปโรงเรียนราชินีที่ปากคลองตลาด ร้านหนังสือประจำ(ในสมัยที่ร้านหนังสือหาได้ยาก)คือศูนย์หนังสือจุฬาที่เดิมมีแต่ที่ชั้นล่างของศาลาพระเกี้ยว ตรุษจีนจะต้องไปเยี่ยมอาเหล่าม่าที่สี่พระยา สนามเด็กเล่นคือสวนลุมฯ สถานที่ๆรอคอยในเดือนเมษายนคือหัวลำโพง เพราะถ้าได้ไปหัวลำโพงแปลว่าคุณป้า(พี่สาวของแม่)มาเยี่ยม ไม่ก็เรานี่แหละจะไปเยี่ยมญาติๆที่สงขลา หนึ่งเดือนในบ้านนาเป็นความสวรรค์สำหรับเด็กที่ใช้ชีวิตอีก 11 เดือนที่เหลือกลางป่าคอนกรีต

นั่นคือเรื่องเมื่อประมาณสิบปีที่แล้ว เราย้ายออกมาจากบ้านห้องแถวที่สำเหร่มาตอนขึ้นม.3 โรงเรียนที่สาธรย้ายไปตั้งแต่เราอยู่ป.6 ร้านหนังสือก็เริ่มแพร่หลาย สยามฯคนเยอะจนไม่อยากไปเหยียบถ้าไม่จำเป็น การไปสงขลาเปลี่ยนจากรถไฟเป็นเครื่องบินเพราะเจ้าน้องชายยังเล็ก และบ้านที่สี่พระยาก็ไม่ได้ไปอีกตั้งแต่อาเหล่าม่าเข้าโรงพยาบาลจนท่านเสีย

สรุปคือสิ่งที่เรามีอยู่ เป็นความทรงจำของหลายปีก่อนเท่านั้นจริงๆ

กลับกลายเป็นว่านั่นเป็นข้อดี เพราะยิ่งทิ้งห่างเราจะยิ่งเห็นความแตกต่างได้ชัดเจน และด้วยความเป็นเด็ก ความทรงจำเหล่านั้นขาดรายละเอียดไปมากเปิดพื้นที่ให้สิ่งใหม่ๆจากการเดินได้มีที่อยู่ของมันด้วยเช่นกัน

เป้าหมายแรกของเราคือเดินจากหอไปหัวลำโพง และนี่คือสิ่งที่เจอระหว่างทาง

นี่เป็นบานประตูห้องน้ำในปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งซึ่งกลายเป็นสถานที่ประชาสัมพันธ์และแสดงความคิดเห็นทางการเมืองไป ตลอดการเดินทางนี้มีอะไรแบบนี้ปรากฏอยู่เรื่อยๆรายทาง

ทายได้หรือไม่ว่านี่คืออะไร? คำตอบจากการสังเกตของเราคือโรงงานแยกขยะรีไซเคิลแบบลูกทุ่ง เช่าตึกแถวเก่าๆไว้เก็บและใช้คนคัดแยกทำความสะอาด เห็นแล้วมีว้าวเล็กๆในใจ ถ้าคนเราอยากจะทำมันก็หาวิธีได้ทั้งนั้นแหละเนอะ

รับสารภาพว่าไม่ได้ถ่ายภาพอะไรในหัวลำโพงมาก เพราะส่วนมากมันเป็นข้อสังเกตจิปาถะเล็กน้อยเท่านั้น หัวลำโพงมีสภาพเหมือนเดิมมากทีเดียว เว้นแต่ร้านขนมปังเยอะขึ้นมา และมีศูนย์อาหารด้วย อาคารยังเหมือนเดิมแต่หน้าตาภายในสถานีใกล้เคียงศูนย์การค้าเข้าไปทุกที กระทั่งลานที่ปกติจะเป็นที่นั่งจับจองของผู้คนที่มารอขึ้นรถไฟก็ยังแปลงสภาพไปเป็นสถานที่จัดงาน เรานั่งมองจากด้านบนก็พาลงงว่าทำไมต้องจัดที่นี่ เดิมทีที่ทางก็น้อยมากอยู่แล้วแท้ๆ

นั่งชมบรรยากาศได้ซักพักก็เดินออกมา แล้วก็เลี้ยวเข้าเส้นพระรามสี่ ตรงโซนนั้นจะอยู่ใกล้ๆวงเวียน 22 และเยาวราช เว้นแต่ว่าเป็นเวลาเก้าโมงเช้าคนน้อยมาก ที่เดินไปมาก็เหมือนจะเป็นคนในละแวกนั้นเป็นส่วนใหญ่ คนที่มาเพื่อซื้อของก็มีบ้างแต่น้อย แม้ร้านค้าจะเปิดกันมากแล้ว ก็เลยทำให้ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงสำคัญอย่างหนึ่งในย่านนั้น เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เรานิยามว่า modernization

ถ้าเปรียบเมืองเป็นสิ่งมีชีวิต อาจจะเรียกว่าเป็นการ “ลอกคราบ” ก็ได้

เราเจอประเด็นนี้ครั้งแรกตอนที่ไปเมืองจีน ตอนนั้นได้ไปสองเมืองคือปักกิ่งและตุ้งหวง(Dunhuang เมืองโอเอซิสที่ริมทะเลทรายโกบี อยู่บนเส้นทางสายไหม) เป็นสองที่ที่ได้เห็น modernization ใน scale ที่ต่างกันแม้ตุ้งหวงจะเป็นเมืองที่เล็กมาก แต่การท่องเที่ยวนำการเปลี่ยนแปลงและการ “ลอกคราบ” มาให้ส่วนของเมืองที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจนและรุนแรง เราสามารถเดินอยู่ในตลาดสมัยใหม่ของตุ้งหวงที่ขนาบด้วยศูนย์การค้าในอึดใจหนึ่ง อีกไม่กี่ร้อยเมตรต่อมาก็เดินเจอชุมชนของชาวเมืองที่ประกอบด้วยบ้านดินเรียงราย ห้องน้ำสมัยใหม่ที่มีชักโครกอยู่ห่างจากห้องน้ำในตำนานที่มีแค่รางน้ำแค่ไม่กี่ช่วงตึก ถนนดินแคบๆห่างจากถนนลาดยางประดับไฟแค่ไม่กี่เลี้ยว

ส่วนในปักกิ่ง เป็นการลอกคราบขนาดมหึมา มีบ้างที่เราได้เห็นเงารางๆของวิถีชีวิตดั้งเดิม บ้านแบบเก่ามีเป็นกลุ่มๆเหมือนตั้งใจอนุรักษ์ในนักท่องเที่ยวชมยังไงไม่ทราบ เพราะคนอยู่ในอพารทเมนต์กันหมดแล้ว ส่วนที่เหลือของเมืองเป็นตึกสูง ตึกสูง ตึกสูง ถนน สายเล็ก สายใหญ่ highway แล้วก็ ตึกสูง ตึกสูง ตึกสูง อาหารฟาส์ตฟู้ดที่ขายกันเกร่อเป็นสูตรผสม จีน-ญี่ปุ่น-เกาหลี (ที่รสชาติพอประทังชีวิต แต่ขอกินมันเผารถเข็นจะดีกว่า)

ตอนเรากลับจากปักกิ่ง เรากลับมาด้วยความรู้สึกว่ามีบางอย่างน่ากลัวเกิดขึ้นที่นั่น แม้อธิบายไม่ได้ว่าอะไรแน่ อาจเป็นความรุนแรงของการเปลี่ยนแปลงทั้งในปักกิ่งและตุ้งหวงที่ทำให้นึกสงสัยไม่ได้ว่าใครบ้างที่ถูกทิ้งให้อยู่ข้างหลังในกระบวนการพัฒนาอันรวดเร็วนี้

เทียบไปแล้วmodernization ของประเทศไทยดูหน่อมแน้มไปเลย แต่ไม่ได้หมายความว่าเราล้าหลังหรือเชื่องช้าหรือดีกว่าเขา เราว่ามันควรจะไปพร้อมกับคน แต่คนของเราพร้อมหรือยังนี่ก็ไม่อยู่ในวิสัยจะตอบได้จริงๆ

แต่ถึงยังไงมันก็เกิดขึ้นตลอดเวลาช้าบ้างเร็วบ้าง และตลอดทางที่เราเดินจากหัวลำโพงถึงสะพานพุทธเราก็เห็นการเปลี่ยนแปลงนั้น ที่ชัดเจนที่สุดคือที่วิธี display ร้านค้าในย่านเยาวราชหรือสำเพ็ง ที่มีสลับทั้งร้านที่เอาtrendการจัดร้านแบบสมัยใหม่ (เสนอสินค้าอย่างอู้ฟู่แพรวพราวใส่เอฟเฟ็กส์เต็มพิกัด) และร้านแบบเก่า (ของก็วางไว้ให้เห็น แต่ไม่มีเอฟเฟ็กส์ประกอบแต่อย่างใด) ไม่แน่ใจนักว่าสิ่งนี้สามารถสะท้อนเข้าไปถึงวิธีทำการค้าที่อาจจะเปลี่ยนไปด้วยหรือเปล่า

ชายฝั่งแล้งๆของแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณสะพานพระปกเกล้า

ส่วนแรกหลังพ้นทางเข้าสวนสมเด็จย่าบริเวณชุมชนวัดอนงคาราม ที่มีทั้งสวนและพิพิธภัณฑ์และความเป็น public space เต็มเปี่ยม

เลยมาหน่อยเป็นสะพานพระปกเกล้าและสะพานพุทธซึ่งแล้งอย่างชัดเจน จริงๆบริเวณนั้นก็มีสวน แต่เป็นสวนสาธารณะเล็กๆ ต้นไม้เตี้ยๆและล้อมรั้ว เข้าใจว่าเพื่อกันไม่ให้คนไร้บ้านเข้าไปอาศัยเป็นที่หลับนอนเพราะบริเวณนั้นเคยเป็นที่อยู่อย่างเป็นกิจลักษณะของพวกเขาเลยทีเดียว (ทั้งสองฟากแม่น้ำ ตอนเด็กๆจะเห็นทุกเช้าที่มาโรงเรียน) ในแง่นั้นไม่ทราบเช่นกันว่าทำสำเร็จหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆคือลดความเป็นpublic ของ space ตรงนั้นลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่แน่ใจว่าคนในชุมชนได้ใช้พื้นที่ตรงนั้นมากแค่ไหน แต่ถ้าเป็นคนที่ผ่านมาอย่างเราไม่มีความรู้สึกว่าอยากเข้าไปแม้แต่น้อย

ซึ่งต่างกันมากกับสวนสาธารณะที่ซ่อนอยู่อีกฟากของแม่น้ำเจ้าพระยาคือสวนสมเด็จย่า ต้องเรียกว่าซ่อนเพราะรอบบริเวณนั้นเป็นกลุ่มตึกทั้งหมด สวนนี้สร้างขึ้นช่วงงานถวายพระเพลิงพระบรมศพของสมเด็จย่าท่านเมื่อสิบกว่าปีมาแล้ว เรารู้จักที่นี่เพราะพ่อเคยขับรถเข้ามาในบริเวณนั้นเพื่อหลบรถติดบนถนนข้างนอก แต่ตลอดช่วงที่อยู่สำเหร่ก็ไม่ได้เข้ามา

ไหนๆก็เดินมาแล้ว ไม่มีทางที่เราจะไม่เข้าไปแน่นอน

ถ้าคิดว่าที่นี่สร้างมาสิบปีก็ต้องนับว่ากลางเก่ากลางใหม่สำหรับชุมชนบริเวณนั้น ดังนั้นก็ต้องบอกว่ามันโดดออกมาจากชุมชนมากพอสมควร แต่ในขณะเดียวกันมันก็มีฟังก์ชั่นสำหรับชุมชนตรงนั้นแล้ว

ขอสารภาพว่าตกหลุมรักที่นี่เต็มๆ อย่างแรกเพราะที่นั่นเป็นพิพิธภัณฑ์และสวน แต่ทั้งสองส่วนเป็นส่วนเดียวกัน (งงมั้ย เอาใหม่) กลุ่มอาคารซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์หรือห้องสมุดชุมชน หรือศาลา หรือลาน ถูกวางไว้กลมกลืนกับสวนมากจนไม่สามารถชี้ได้ว่านี่เป็นส่วนของสวนสาธารณะนะ นี่เป็นพิพิธภัณฑ์นะ คนออกแบบต้องเรียกว่าสุดยอด อย่างที่สอง สวนที่นี่เป็นสวนกึ่งป่า คือมีทั้งส่วนที่เป็นหญ้าเตียนๆที่ดูตั้งใจแบบสวนสาธารณะทั่วไป และส่วนที่เป็นต้นไม้ใหญ่แบบโตมาเอง ใต้ต้นไม้พวกนั้นจะมีต้นไม้เล็กๆที่อยู่ผิวดินที่เขาก็อารมณ์ปล่อยๆไว้ คือควบคุมให้อยู่ในขอบเขต แต่ก็ตามมีตามเกิดว่ามันจะอยู่ยังไง อย่างที่สาม ที่นี่เป็น public space ที่คนในชุมชนได้ใช้ วันที่ไปเป็นวันหยุดวันรัฐธรรมนูญพอดี เลยมีครอบครัวพาลูกพาหลานมาวิ่งเล่นเป็นแก็ง และด้วยบรรยากาศที่ดีมากเลยมีคนหิ้วกล้องมาถ่ายรูปสวนเสียจนพรุน นอกจากนั้นยังมีชาวต่างชาติจากที่ไหนไม่ทราบเข้ามาใช้พื้นที่นั่งพูดคุยกันอย่างออกรสออกชาติด้วย

ไม่อยากจะออกมาเลยจริงๆเพราะรู้ว่าต้องมาเจอกับอะไรแบบนี้


แต่ก่อนวงเวียนใหญ่เคยมีต้นไม้อยู่บ้าง

ไม่ทราบว่าใครเหมือนกันไปจัดการ reverse ภาพลักษณ์กลับไปสมัยอากงยังหนุ่มๆ โค่นไม้ใหญ่ที่เคยมีเสียเหี้ยนเตี้ยน

ทราบครับว่ากลางวงเวียนแบบนั้นทำสวนสาธารณะก็ไม่ได้ จะเป็นลานใช้งานจริงจังก็ไม่ได้ จะตั้งร้านตั้งรวงก็ไม่ได้ พูดง่ายๆคือเป็นพื้นที่ๆหมดประโยชน์ในแง่การใช้สอยในชุมชน

แต่ขอต้นไม้ไว้ดูหน่อยไม่ได้เหรอ

สถานีรถไฟฟ้าวงเวียนใหญ่ที่ใกล้จะเสร็จแล้ว นี่คือที่มาของระลอกความเปลี่ยนแปลงของแถบนี้หรือเปล่า

ถ่ายมาเอาขำ กับเอาบรรยากาศสวนข้างหลังซึ่งอยู่ใต้สะพานสมเด็จพระเจ้าตากสิน

ภาพข้างบนทางซ้ายเป็นภาพตอนขาเดินไปสำเหร่ นี่คือสถานีรถไฟฟ้าที่ข้ามมาจากสาธรสถานีแรกซึ่งมีข่าวว่าจะเปิดใช้งานราวเดือนพฤษภาคม(โปรดเช็คข่าวอีกครั้งหนึ่ง)

ขอย้อนบรรยากาศสมัยเมื่อสิบปีที่แล้วซักนิด เพราะถึงบริเวณนี้จะใกล้ย่านธุรกิจสำคัญอย่างสาธรและสีลม แต่ที่นี่ไม่ได้เฟื่องและตื่นตัวมากนัก ติดจะเงียบเหงาด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะถนนลาดหญ้า หรือบนถนนตากสินเองก็ดี บริเวณบ้านเดิมของเราเองก็เป็นแค่ซอยเล็กๆขนาดสองเลนซึ่งเป็นที่อยู่ของคนที่หาเช้ากินค่ำทำธุรกิจเล็กๆน้อยๆในบ้านตึกแถวที่ตัวเองอยู่ หลังจากฟองสบู่แตกมันก็เฉาลง

ตอนนี้ได้กลับไป ต้องบอกว่าแปลกใจ เพราะภาพย่านชุมชนที่เงียบๆเรื่อยๆมันกลับตาลปัตรหมดแล้ว ตอนนี้ที่นั่นมีกิจกรรมที่เกิดขึ้นอย่างครึกครื้น ไม่ว่าจะตลาดนัดตั้งใหม่ ร้านค้าใหม่ๆ ร้านอาหารใหม่ๆที่เพิ่มขึ้นซักสองเท่าตัวเห็นจะได้ โรงพยาบาลที่อยู่ที่นั่นสร้างตึกใหม่ใหญ่กว่าเดิมและทาสีตึกเก่า(แค่ด้านหน้า) บ้านคนมีอันจะกินเยอะขึ้น ที่ดินรกร้างเดิมถูกเปลี่ยนการใช้งานเป็นอพาร์ทเมนต์ก็มี ตึกสูงริมแม่น้ำมีเจ้าของใหม่ได้รับการปรับปรุงจนไฉไล ที่ตกใจที่สุดคือถนนลาดหญ้าอันสงบสุขกลายเป็นแหล่งของเด็กวัยรุ่นไปแล้ว

ไม่ค่อยแน่ใจว่ากระแส modernization ขนาดรุนแรงนี้มาจากไหน แต่คาดว่ารถไฟฟ้ามีส่วน เหมือนที่เพื่อนเราบอกว่ามันคือตัวชักนำการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันของกรุงเทพ อาจจะรวมถึงเศรษฐกิจที่หมุนได้คล่องพอควรในช่วงก่อนหน้าที่ทุกอย่างจะซบเซาลง และทำเลที่ย่านนั้นที่มีสีลมเป็นเพื่อนบ้านอยู่แล้ว

ดีใจที่ได้เห็นที่นี่กลับมามีชีวิตชีวาแม้ว่าเราจะไม่ได้โตมาโดยมีส่วนร่วมกับชุมชนที่นี่มากนัก เป็นความรู้สึกที่ดีที่ได้เห็นคนเก่าๆที่เขาคงลืมหน้าเราไปแล้วยังมีชีวิตอยู่อย่างที่เคยเป็น ไม่รู้ว่ามีอะไรดีขึ้นบ้างหรือเปล่า แต่การที่ได้เห็นว่ามันไม่ได้เลวลงก็เป็นเรื่องที่ดี

แล้วเราก็จากที่นั่นมาโดยเดินทะลุไปถนนเจริญนครตรงกลับมาที่สะพานสมเด็จพระเจ้าตากสิน(หรือที่เราชอบเรียกว่าสะพานสาธร)แล้วเดินข้ามกลับมาฝั่งพระนคร

บรรยากาศแม่น้ำเจ้าพระยาที่สะพานสมเด็จพระเจ้าตากสิน ต่างกันมากกับที่สะพานพุทธในแง่ของความพลุ่กพล่าน

หนึ่งในอาชีพที่พบบ่อยๆหลังจากข้ามสะพานมา

ข้ามมาฝั่งสาธรแล้วก็ได้พบความพลุกพล่านของจริง อะไรคนจะเยอะได้ปานนี้ ทั้งกิจกรรมที่ริมแม่น้ำ กิจกรรมกลางแม่น้ำ และบนบกเลยเข้ามาจากแม่น้ำ ความรู้สึกต่างจากบริเวณสะพานพุทธอย่างสิ้นเชิง ต้นไม้ก็อาจจะน้อยพอๆกันแต่ระดับของชีวิตมันต่างกันมาก

รวมทั้งภาพลักษณ์ของสีลมและสาธรในหัวเราก็ต่างกันมาก ความรู้สึกที่มีต่อย่านนั้นคือ ย่านธุรกิจ ตึกสูง พื้นที่ซึ่งผ่านการ modernized มากแล้ว ปรากฏว่าพอได้เดินเข้าจริงๆ บางย่านบนสีลมกลับซอมซ่อกว่าที่คิด โดยเฉพาะตามซอยที่เป็นแหล่งร้านนวดคลับผับบาร์(ซึ่งเยอะมาก) แต่การเปลี่ยนแปลงก็มี ตอนนี้สุสานชาวจีนบนถนนสีลมก็กำลังถูกรื้อถอน คาดว่าคงจะใช้เพื่อสร้างตึกใหม่อีกตึกบนถนนเส้นนั้น

ตึกหุ่นยนต์ ที่สำหรับเราหมายถึง “ความฝัน” ด้วย

บรรยากาศของสวนลุมพินี สวนสาธารณะ/public space ที่ใหญ่ที่สุดที่เคยเดินผ่านมา แต่ก็อยู่ในที่ๆมันเป็นที่ต้องการที่สุดด้วยกระมัง

ทางเดินเหนือชุมชนเชื่อมจากข้างสวนลุมพินีไปจนถึงทางด่วนขั้นที่หนึ่ง ถ้าไม่ติดว่าเย็นแล้วคงเดินต่อว่ามันไปสุดจริงๆที่ไหน

ยืนยันอีกอย่างหนึ่งว่า public space มีน้อยมาก ตลอดทางที่เดิน แต่ไม่ใช่ว่าไม่มี เห็นความพยายามที่จะสร้างพื้นที่สำหรับชุมชนแต่มันก็ใช้ได้บ้างไม่ได้บ้าง และส่วนมากมีขนาดเล็ก ระดับที่เรียกว่าใหญ่มากแล้วอย่างสวนลุมฯวิ่งแค่รวดเดียวก็โผล่ไปที่อีกฟากได้สบายๆแม้ปกติจะไม่เคยวิ่งเลยก็ตาม

และเมื่อขาด คนก็ต้องหาสิ่งที่มาทดแทน ซึ่งเพื่อนของเราบอกว่า public space ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันคือห้างสรรพสินค้า

ลานเซ็นทรัลเวิร์ล ลานที่จัดเป็น public space ของคนรุ่นใหม่ ดังนั้นอย่าถามว่าทำไมพันธมิตรเขาต้องเดินขบวนผ่านสยามฯด้วย เพราะบริเวณนี้คือที่ซึ่งคนอยู่จริงๆ คุณจะเสียเวลาแหกปากทำไมถ้าข้อความของคุณจะไปไม่ถึงกลุ่มเป้าหมายจริงมั้ย

แต่หลังจากเราไปนั่งอยู่บริเวณลานนั้นครู่หนึ่ง เราก็รู้สึกว่ามันไม่เชิงจะเป็น public space เสียเท่าไหร่ ในแง่ที่ว่าคนที่มาที่นี่ไม่ได้ connect กัน มันไม่เหมือนเวลาเราไปนั่งในสวนรมณีฯหรือสวนลุมฯที่แม้ต่างคนจะต่างมาก็เหมือนไม่ได้ขาดจากกันมากขนาดนี้ และคนที่ผ่านเราไปก็ดูผ่อนคลายกว่าที่เซ็นทรัลเวิร์ล คุณพ่อคุณแม่สามารถปล่อยลูกไปวิ่งเล่นกับเด็กคนอื่นได้ แต่คุณคงไม่ทำอย่างนั้นในห้างสรรพสินค้า คุณมากับคนรู้จักและอยู่กับคนรู้จัก ซื้อบริการและสินค้า ร่วมกิจกรรมบางอย่างและจากไป ท้ายที่สุดพวกเขาก็อยู่กับตัวเองและพวกของตัวเองเท่านั้น

เราพอเข้าใจแล้วว่าทำไมการมี public space ในชุมชนจึงสำคัญต่อความเป็นกลุ่มเป็นก้อนและมีส่วนในการสร้างพลังให้กับชุมชนได้ การพบเจอและรู้สึกถึงความเกี่ยวพันคือสิ่งที่ทำให้เราใส่ใจเรื่องของกันและกันมากพอที่จะทำให้เรื่องของชุมชนเป็นเรื่องของเราเองได้

เรายังไม่รู้ว่ามันจะถูกสร้างได้อย่างไร แค่รู้สึกถึงความจำเป็น คนที่เป็น antisocial อย่างเรายิ่งคิดไม่ออกเข้าไปใหญ่


งานต่อจากนี้

จะพยายามอ่าน “Collapse” ให้จบ แต่พบว่ามันขยับได้ช้ามากกว่าที่คิด เพราะตอนนี้เรารู้สึกถึงความเชื่อมโยงระหว่าง “Sustain” และ “Collapse” ชัดเจนขึ้นแล้ว หวังว่าการอ่านหนังสือเล่มนี้จะให้ข้อมูลและไอเดียเพื่อขัดเกลาความเข้าใจของตัวเราเองให้ดีขึ้น

ส่วนมันเกี่ยวข้องกับ Earth Charter ข้อ 6 อย่างไร การเดินครั้งนี้ชี้ช่องบอกเราว่าอะไรที่สามารถเป็นกำลังป้องกันอันตรายของเมืองต่อสิ่งแวดล้อมอื่นๆได้

ก็คือชุมชนนั่นแหละ

อีกเช่นเคย รบกวนข้อเสนอแนะด้วยขอรับ

– – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – –

ตอนที่โพสต์ลงบล็อคของวิชาเรียนไปได้รับคำแนะนำมากมายทั้งโพสต์แรกโพสต์สอง เสียดายว่าไม่มีโอกาสไปเดินอีกซักครั้งก่อนปิดโปรเจ็ค เนื่องจากเวลาไม่อำนวยเราเลยจบลงที่การอ่าน Collapse ของ Jared Diamond เพื่อให้ได้เห็นการตายของเมืองซึ่งเราไม่ได้เห็น (จริงๆการเกิดก็ไม่ได้เห็น) เสียดายว่าไม่มีบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรเรื่องในส่วนสุดท้ายที่เราพรีเซนต์ไป หรือถ้ามีก็อยู่ในJournalของวิชาซึ่งไม่ได้อยู่กับตัว เราจะลองเรียบเรียงเท่าที่ยังจำได้ในใส่โพสต์ถัดไปเมื่อโอกาสอำนวย

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: