Project City Walk: บทสรุปของเมืองและสิ่งแวดล้อม

ไม่ทันดูจริงๆว่าโพสต์สรุปของ Project City Walk จะมาลง Earth Day พอดีราวกับตั้งใจ จริงๆเราไม่เคยฉลองEarth Day เพราะสำหรับเรารักโลกควรรักทุกวันและรักในทุกลมหายใจ เพราะทุกลมหายใจของเรากระทบคนอื่นเรื่อยไป ไม่ใช่แค่จากวันใดวันหนึ่ง

นั่นคือสิ่งที่เราได้จากการทำ Project City Walk ตอนปีสี่

ย้อนความซักนิดว่าโปรเจ็คนี้เกี่ยวกับอะไร เมื่อตอนปีสี่เราลงเรียนวิชาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ(ทั้งที่เรียนมาทางฟิสิกส์) หลักๆคือเพื่อต้องการพบปะมิตรสหายในสายอื่นและเพื่อได้ร่วมคลาสที่มีแนวการสอนแปลกใหม่ของอ.สรยุทธ รัตนพจนารถ รายละเอียดว่าการสอนของคลาสนี้ต่างอย่างไรเราเล่าให้ฟังคร่าวๆแล้วในโพสต์นี้ดังนั้นก็จะขอไม่เล่าซ้ำ งานอย่างหนึ่งในคลาสนี้คือการทำโปรเจ็คโดยออกไปสำรวจตามแนวทางของตัวเองเพื่อศึกษาหัวข้อของ Earth Charter ซึ่งเป็นข้อเขียนว่าเป็นแนวทางของการปฏิบัติตัวอันดีของมนุษยชาติ  เราเลือกหัวข้อที่ 6 ซึ่งบอกว่า

Earth Charter 6 : Prevent harm as the best method of environmental protection and, when knowledge is limited, apply a precautionary approach.

หรือแปลไทยแบบคร่าวๆได้ว่า จงใช้การป้องกันความเสียหายเป็นแนวทางหลักของการรักษาสิ่งแวดล้อมและเมื่อความรู้นั้นจำกัดให้ใช้วิธีที่มีผลกระทบน้อยที่สุด

การป้องกันเป็นวิธีที่ดีที่สุด เพราะ”สิ่งแวดล้อม”นั่นประกอบด้วยสายใยความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนและในหลายครั้งก็เปราะบาง สิ่งเหล่านี้มนุษย์ไม่สามารถสร้างทดแทนได้ วิธีที่ดีที่สุดจึงเป็นการรบกวนให้น้อยที่สุดแต่แรก

แต่พูดตามตรงว่าเวลาอ่านอะไรแบบนี้ เราจะนึกถึง”สิ่งแวดล้อม”ว่าเป็นลำห้วยป่าเขาลำเนาไพรเสือสิงห์กระทิงแรด ซึ่งมันก็ไม่เชิงว่าถูกและไม่เชิงว่าผิด เหตุผลที่เรานึกถึงป่าถึงเขาขึ้นมาก่อนเพราะเราเห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นการตัดไม้ทำลายป่า ทำไร่เลื่อนลอย หรือเขาหัวโล้นก็ดี มันจับต้องได้ เป็นรูปธรรม

แต่สิ่งแวดล้อมจริงๆคือ สิ่งที่แวดล้อม ไม่ใช่แค่ป่าเขาลำเนาไพรอันสำหรับเราชาวเมืองแล้วค่อนข้างจะไกลตัว แล้วเราชาวเมืองจะทำการป้องกันความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมกันได้อย่างไรเล่าในเมื่อเรายังไม่ได้มองสิ่งแวดล้อมของเรากันดีๆซักเท่าไหร่เลย

นั่นคือเหตุผลที่เราเริ่มเดินเมือง เดินเพื่อให้เข้าใจสิ่งแวดล้อม…หรือสิ่งมีชีวิต อันเรียกว่าเมือง

การเดินครั้งแรกทำให้เราเข้าใจว่าไฉนคนเมืองจึงไม่คิดถึงเมืองในฐานะสิ่งแวดล้อมกันซักเท่าไหร่ เมืองนั้นครอบครองพื้นที่และเปลี่ยนทั้งดินน้ำอากาศให้มาอยู่ในความควบคุมของมนุษย์โดยสมบูรณ์ ดังนั้นเราจึงไม่รู้สึกว่าเมืองเป็นอย่างอื่นนอกจากของๆเรา ปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการของเรา

แต่เมืองไม่ใช่สิ่งที่หยุดนิ่งตายตัว เมืองโดยตัวมันเองเหมือนสิ่งที่ชีวิต มันเกิด กิน โต ขับถ่าย เปลี่ยนแปลง(และหลายครั้งก็ลอกคราบ) รวมถึงตายได้ด้วย เพียงแต่มันเกิดขึ้นช้าๆ ช้ามากจนมนุษย์ไม่สามารถมองเห็นกระบวนการทั้งหมดได้โดยสะดวก

การเดินครั้งที่สองเลยมุ่งเน้นไปที่การเปลี่ยนแปลงหรือลอกครอบของเมือง รวมทั้งปัจจัยทางสภาพแวดล้อมที่ขับดันคนซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนเมือง ไม่มีคนไม่มีเมืองและไม่มีความเปลี่ยนแปลง

เมืองโตจากคน และคนต้องกินต้องขับถ่ายต้องการพลังงานต้องการพื้นที่สำหรับอยู่อาศัย นั่นคือเหตุผลที่เมืองก็ทำตัวคล้ายๆสิ่งมีชีวิตคือต้องการทรัพยากร พื้นที่และพลังงาน รวมทั้งขับถ่ายสิ่งปฏิกูลและมลภาวะออกมา

ดังนั้นแขนขาของเมืองก็ต้องรวมไปถึงพื้นที่ทางการเกษตร เขื่อน ทางน้ำชลประทาน ฯลฯ ซึ่งทำหน้าที่ค้ำจุนเมืองไว้ ไม่ใช่แค่ตัวเมืองเท่านั้น ถ้าไม่มีเมืองก็มักไม่มีความจำเป็นต้องผลิตอาหาร พลังงาน หรือจัดการปฏิกูลในระดับที่ต้องทำอยู่นี้

เมื่อการจัดการเหล่านั้นไม่อาจตามทันความต้องการของเมือง สิ่งที่ตามมาอาจเป็นความตายของเมือง

สิ่งนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าครั้งแล้วครั้งเล่าในประวัติศาสตร์แต่มักไม่ถูกเชื่อมโยงเข้ากับความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม ใน Collapse ผู้เขียน Jared Diamond สันนิษฐานว่าความล่มสลายที่เคยเกิดขึ้นเกิดจากความเสื่อมโทรมทางสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรเป็นปัจจัยหลักทั้งสิ้นแม้หลายที่จะถูกบันทึกในประวัติศาสตร์ว่าล่มสลายจากสงคราม นั่นเพราะการแพ้สงครามเกิดขึ้นจากการที่เมืองอ่อนแอ ความอ่อนแอนั้นเกิดจากความเสื่อมโทรมทางทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม

ส่วนว่ามันคือปัจจัยสำคัญที่สุดหรือไม่นั้นคงต้องถกเถียงกันต่อไป เพราะอย่างที่ว่าว่าความเปลี่ยนแปลงของเมืองเกิดขึ้นช้ามากจนมนุษย์แทบไม่รู้สึก ดังนั้นความล่มสลายจึงมักจะมาถึงโดยที่ไม่มีใครทันตั้งตัวหรือตั้งใจ หรือบางทีแม้รู้ว่ามันอาจมาถึง ความต้องการเร่งด่วนต่างๆในชีวิตที่เกิดขึ้นเร็วกว่าก็มักดึงความสนใจและทรัพยากรไปก่อนที่ใครจะได้ทันคิดแก้ไขสถานการณ์

จริงๆแล้วเราก็สามารถเห็นความเพิกเฉยหรือลังเลจะลงมือได้ในตอนนี้ เรารู้ว่าเราอยู่ภายใต้ผลกระทบของปรากฏการณ์โลกร้อนซึ่งเกิดจากการใช้ทรัพยากรอย่างฟุ่งเฟ้อของมนุษย์ แต่น้อยนักที่ใครจะลงมือทำอะไรอย่างจริงจัง หรือผลักดันให้เกิดความเคลื่อนไหวขนาดใหญ่เพื่อลดทอนผลกระทบลง อันที่จริงเราไปในทิศทางตรงกันข้ามด้วยซ้ำ เราซื้อหา gadget เช่น iPhone iPad หรือ Blackberry เพื่อความบันเทิงและการเข้าถึงข้อมูล รวมทั้งเปลี่ยนรุ่นกันแทบทุกปีเพื่อให้ก้าวทันเทคโนโลยีโดยไม่คิดถึง carbon footprint ที่เกิดจากการสร้างอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์หรือรีไซเคิลมัน การสร้างใช้พลังงานและทรัพยากร การรีไซเคิลหรือทำลายก็ใช้พลังงานและทรัพยากร ตราบเท่าที่เรายังไงเสพย์เทคโนโลยีตามกระแสไม่ใช่เพียงเพื่อการใช้งาน มันก็นำไปสู่ความเสื่อมโทรมทางทรัพยากรโดยไม่จำเป็นทั้งสิ้น

และเทคโนโลยีจะไม่ช่วย ถ้าลองคิดดูดีๆ ยิ่งเทคโนโลยีซับซ้อนมากเท่าไหร่ยิ่งต้องการพลังงานและทรัพยากรเพื่อสร้าง พัฒนา และจัดการ มากเท่านั้น ยิ่งเมื่อคิดว่าตอนนี้ประชากรโลกมีถึง 7 พันล้านคน หากคนเพียง 50%ของที่ว่าใช้ชีวิตที่สะดวกสบายรายล้อมด้วยเทคโนโลยีและความบันเทิงเช่นตอนนี้ เราก็มีทรัพยากรไม่เพียงพอจะตอบสนองพวกเขาแล้ว

ดังนั้นทางแก้ปัญหาจึงอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต ซึ่งเป็นเรื่องยากทีเดียว เพราะผลกระทบของมันไม่ชัดเจน เปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนทุกอย่างก็ดูเหมือนเดิม นั่นเพราะเราไปบงการให้คนทั้งหมดเปลี่ยนพร้อมๆกันไม่ได้ ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมอาจมากเกินกว่าที่พวกเราจะจัดการได้ทัน เรื่องนี้เราก็ต้องคำนึงถึงมากเท่าๆกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเพราะนี่คือสิ่งที่มนุษย์ในเมืองรู้สึกชัดเจนกว่าอย่างอื่น ถ้าเราเปลี่ยนแล้วคนจำนวนมากต้องตกงาน ความเปลี่ยนแปลงนั้นจะไม่จีรัง

อย่างเดียวที่ทำได้จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงทัศนคติของเราและการใช้ชีวิตของเราในฐานะปัจเจกบุคคลไปก่อน ไม่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนมือถือและครอบครอง gadget กันขนาดนั้นก็ไม่ต้อง มีแต่จำเป็น ใช้แต่จำเป็น ถ้ามีแล้วก็ใช้จนกว่ามันจะพินาศคามือกันไปข้าง พังนิดพังหน่อยก็อย่าไปทิ้ง ซ่อมใช้กันไปจนกว่ามันจะซ่อมกันไม่ไหวนั่นแหละ แล้วเมื่อนั้นเราค่อยส่งให้คนอื่นที่เขาอยากได้ จะเพื่อชิ้นส่วนที่เหลือหรือเพื่อขายต่อเป็นอะไหล่หรือเพื่อรีไซเคิลก็ดี ให้เขาเอาไปจัดการ

ไม่ใช่แต่อิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น รองเท้า เสื้อผ้า อาหาร เครื่องเรือน รักและรักษาในสิ่งที่มีให้อยู่ให้ได้นานที่สุดก็จะลด demand ของสินค้าซึ่งทำให้ผู้ขายลด supply ของสินค้า นั่นหมายถึงการลดการผลิต ลดการจัดการขยะ และโดยรวมคือลดการดึงทรัพยากรและพลังงานเข้าสู่วงจร นั่นคือการป้องกันความเสียหายที่จะเกิดต่อสิ่งแวดล้อมทั้งใกล้และไกลตัวเรา

เราคิดว่าท้ายที่สุดมันลงมาที่การมีชีวิตอยู่อย่างเคารพและรับผิดชอบ ทั้งต่อสังคมที่เราอยู่และต่อสิ่งแวดล้อมและเพื่อนร่วมโลก วิธีการเราขอเปิดให้แต่ละคนค้นหากันเองจะดีกว่าว่าแบบไหนที่เหมาะสมกับวิถีชีวิต เพียงแต่ก็ขอให้คิดว่าสิ่งที่คุณมีและได้มานั้นมาจากไหนและจะไปที่ไหนในวันข้างหน้า รวมถึงว่าเราต้องการมันเพื่ออะไร คนเราไม่ได้ต้องการอะไรมากมายหรอกในการมีชีวิตอยู่ เราแค่”อยาก”มากเท่านั้น ถ้าแยกความอยากจากความต้องการได้ เข้าใจความรับผิดชอบที่เรามีต่อคนอื่นได้ การเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิตมันไม่ได้ยากขนาดนั้นเลยจริงๆ เพราะไม่ใช่ว่าทุกคนต้องเป็น Colin Beavan แห่ง No Impact Man ที่พลิกวิธีใช้ชีวิตกลางนิวยอร์คจากหน้ามือเป็นหลังมือในชั่วไม่กี่เดือน แต่ถ้าผู้ชายคนหนึ่งและครอบครัวของเขาสามารถทำแบบนั้นได้ ทำไมเราจะค้นหาวิธีของเราบ้างไม่ได้

สุขสันต์วัน Earth Day ครับทุกคน

  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: