มายาคติ

Title: มายาคติ (Ideologies)
Author: vekin
Rate: G
Author Note: เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เขียนส่งประกวดเมื่อนานนนนนนนนมากแล้ว (แต่ก็ทำได้แค่ส่ง ฮา) และเคยลงตีพิมพ์ในหนังสือของค่ายวิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนม.ปลายที่สโมฯคณะวิทย์จัด มีคนบอกว่าอ่านแล้วงง ซึ่งคนเขียนก็เข้าใจ กลับมาอ่านก็ยังรู้สึกว่าอาร์ตนิดนึง (อาร์ตในแง่ที่ว่าคนเขียนอ่ะเก็ต คนอื่นไม่รู้ว่าไง) แต่ก็ยังเป็นเรื่องที่ชอบ

อ่านแล้วช่วยบอกด้วยนะครับว่าคิดว่าไง

[Written August 2005]

#####################################################

เขาคงไม่ได้เห็นทิวทัศน์ที่สวยงามขนาดนี้อีกแล้วในชั่วชีวิตนี้ เขาคิดเช่นนั้นขณะที่ทอดสายตาไปบนขอบฟ้าลิบๆที่เงาทะมึนของเนินทรายตัดกับแสงดาวระยิบระยับบนขอบฟ้า ท่ามกลางความเงียบที่มีเพียงสายลมเย็นพัดผ่านและความกันดารที่ไม่มีใครใฝ่ฝันจะมาถึง

แต่เขาก็อยู่ที่นี่ และเฝ้ามองดูขอบฟ้านั้นซึ่งดวงอาทิตย์ลาลับไปเมื่อหลายเพลาก่อน ไออุ่นจากพื้นทรายยังอบเท้าเปล่าของเขาที่ฝังอยู่ครึ่งหนึ่งในเนื้อเม็ดอันละเอียดจนกรุ่น แต่ความร้อนก็ไม่ได้ทำลายสุนทรีของการเฝ้ามองนี้แต่อย่างใด ดวงตาสีน้ำตาลเข้มยังเพ่งมองไปสู่ทิศเดิมเสมอ

จะมีวันที่เขาได้ออกไปจากที่นี่ไหม? เขาไม่แน่ใจ ชั่วชีวิตนี้อาจหมดไปกับความว่างเปล่าก็เป็นได้

“ หวัดดี “ ชายวัยกลางคนเดินเข้ามาทัก ในปากคาบซิการ์ที่ส่งควันฉุยออกมาตลอดเวลา “ ซักมวนไหม? “

“ ขอบคุณครับ แต่ผมไม่สูบ “

“ เบียร์? “

“ ผมไม่ดื่ม “

รอยยิ้มประหลาดปรากฏบนใบหน้า ชายคนนี้ยิ้มแปลกกว่าใครๆ เขาก็ไม่เข้าใจว่าทำไม แต่ดูราวกับรอยยับย่นของใบหน้ากำลังเริงร่าเวลาที่เขายิ้ม แสงไฟจากบริเวณที่พักสร้างเงาทาบทับตามร่องเนื้อยิ่งทำให้ริ้วรอยเด่นชัด “ ธรรมะธรรมโมจริงนะ “

“ เปล่าครับ “ เขาส่ายหน้า “ ผมแค่ไม่ชอบ “

“ ถ้าอย่างนั้นผมก็ต้องขอโทษ คุณคงรำคาญที่ผมมายืนสูบอยู่ใกล้ๆ “ ชายวัยกลางคนนั่งยองลงแล้วขยี้ปลายไหม้ไฟของซิการ์ลงบนทรายจนดับ เขาเก็บปลายมวนที่ยังอุ่นลงกระเป๋ากางเกงอย่างบรรจงราวเป็นของมีค่า

ชายหนุ่มมองดูชายคนนั้นด้วยความสงสัย

* * * * * * * * * * * * * *

เสียงกระดิ่งดังเบาๆในตอนที่ประตูร้านเปิดออก อากาศเย็นฉ่ำพุ่งเข้ามาปะทะใบหน้าจนทุกอณูหนาวสะท้าน ใช่ว่าตรงทางเดินจะไม่ได้ปรับอากาศไว้ แต่ความร้อนจากฝูงชนที่ผ่านไปมาอย่างเร่งรีบก็ทำให้ไอเย็นมลายไปเสียหมด เขานั่งลงบนเก้าอี้โค้งที่มุมร้านพลางสั่งอาหารเย็นอย่างไม่รีบร้อน วันนี้ร้านว่างกว่าทุกวัน หรืออาจเพราะเขามาเร็วกว่าทุกวันก็เป็นได้ นาฬิกาบนข้อมือกระดิกบอกเวลาทุ่มห้านาทีขณะที่ฝูงชนผู้หิวกระหายกำลังเคลื่อนตัวเข้ามา

“ อะไรกัน วันนี้นาฬิกาของนายเดินเร็วกว่าปกติหรือไง? “ เพื่อนของเขาร้องทักเมื่อเดินพ้นบานประตูกระจกเข้ามา ท่าทางและเสื้อผ้าที่รุ่มร่ามรวมทั้งเส้นผมที่ฟูกระเซิงทำให้รู้ว่าเขายุ่งแค่ไหน

“ วิทยานิพนธ์หรือ? “ เขาทักเมื่อแฟ้มแข็งวางโครมลงบนโต๊ะพร้อมกับกระเป๋าที่ถูกโยนไปริมเก้าอี้ รีมกระดาษและแผ่นแฟลชดิสก์อัดแน่นอยู่ในกล่องพลาสติกจนแทบจะปริเลยทีเดียว

เพื่อนของเขายิ้ม “ นายเถียงไม่ได้แล้วซิว่าเอกปรัชญามันง่าย “ เสียงตบแฟ้มดังปับๆ “ นักธรณีวิทยาอย่างนายอาจจะไม่เข้าใจ “ การสนทนาของพวกเขาถูกขัดจังหวะโดยบริกรสาวผู้มีใบหน้านิ่งเฉยที่มารับรายการสั่งอาหารเพิ่ม

“ พูดให้ถูกนะเกลอ “ เขาขัดจังหวะขึ้นเมื่อเห็นว่าเพื่อนวางแผ่นเมนูลงแล้ว “ ฉันเป็นว่าที่นักธรณีฟิสิกส์ต่างหาก “

“ วิทยานิพนธ์ไปได้สวยงั้นซิ? “

เขาเหยียดยิ้มที่มุมปาก “ งดงามทีเดียว “ ว่าพลางก็จิบน้ำมะตูมอึกใหญ่ “ อันที่จริงมีคนเสนองานให้ฉันแล้ว “

“ ว้าว! เฮ้ย! นายนี่เอาเรื่องนี่หว่า “

เขาเลิกคิ้วแล้วโน้มตัวไปด้านหน้า เสียงพูดของเขากลายเป็นเสียงกระซิบ “ นายรู้จักโครงการยูเรเชียใช่ไหม? “

สีหน้าของเพื่อนเปลี่ยนไปในทันที แววตาขี้เล่นจ้องขมึงราวกับไม่เชื่อสิ่งที่ตนได้ยิน “ พูดเป็นเล่น “

“ ฉันต้องไปทะเลทรายโกบีเพื่อร่วมการวิจัยขั้นต้นที่นั่นทันทีที่วิทยานิพนธ์ของฉันเสร็จ “

เพื่อนของเขาเอนกายพิงพนักนวมพลางลูบคางทรงตัดอันบึกบึนไปมา แววตาของเขาเหม่อมองไปไกลอย่างครุ่นคิด เขาทำท่าเหมือนจะพูดแต่กลับกลายเป็นคนบ้าใบ้ไปชั่วขณะ “ รวดเร็วขนาดนี้เชียว มันยังไม่ผ่านสภาไม่ใช่รึ ทำไมเงินงบประมาณถึงได้…. “

“ ประชามติยังไม่ลงตัว แต่ทางสภาล่างต้องการให้ลงมือสำรวจก่อนเพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจ “

เพื่อนรักนั่งเงียบ เขาเหลือบตามองอย่างครุ่นคิด “ และนายก็จะไป? “

“ จะให้ฉันทำยังไงล่ะ แขนงวิชานี้หางานได้ง่ายๆซะที่ไหนกัน “ เขาลูบหลังคออย่างลำบากใจภายใต้สายตาของสหายรัก ดวงตานั้นดูจะลุ่มลึกยิ่งกว่าที่เคยเป็นร้อยเท่า ความเงียบที่ก่อตัวนั้นทำให้เขารู้สึกลำบากใจเหมือนกำลังถูกพิพากษาโทษโดยที่เขาไม่อาจอุทธรณ์ “ เพื่อนรัก ฉันไม่เคยเห็นว่าสิ่งที่เราเคยพูดกันเป็นเรื่องเล่นนะ อีกหลายกลุ่มหลายคนก็คิดอย่างนั้น แม้มันก็ถูกมองว่า- “

“ ฉันเข้าใจ เกลอรัก นายต้องทำเพื่อตัวนายเองด้วย “ เพื่อนรักของเขาตัดบทพอดีกับที่อาหารที่สั่งไว้ถูกวางตรงหน้า

* * * * * * * * * * * * * *

ลมเย็นพัดผ่านใบหน้าของเขาไปกระทบเม็ดทรายให้ร่วงลงจากแนวสันตามแรงลม ส่งเสียงเสียดสีเหมือนดนตรีดังแผ่ว แสงดาวเริ่มแจ่มชัดขึ้นมากแล้ว แนวละอองของทางช้างเผือกทอดจางๆราวเป็นกลุ่มหมอกควันที่มีผู้บรรจงระบายไว้บนท้องฟ้า

เขาเงยขึ้นมองฟากฟ้าเบื้องบนพลางเปรยขึ้นว่า “ วันนี้เมฆน้อย “

“ หือ? “

เขาหันมายิ้มเล็กน้อยที่มุมปาก “ แสงดาวชัดเจนดีในคืนแบบนี้ “

“ คุณชอบดวงดาวหรือ? “ ชายคนนั้นเลิกคิ้ว

“ เป็นรองแต่พื้นดินเท่านั้นแหละครับ “ เขายักไหล่ “ ยังไงผมก็เป็นนักธรณีวิทยาวันยันค่ำ “

ชายวัยกลางคนพยักหน้าหงึก “ ผมก็ว่าอย่างนั้น เวลาคุณอยู่ในห้องวิจัยดวงตาคุณมีความสุขพอๆกับตอนนี้ “

ชายหนุ่มต้องเหลียวมองด้วยถ้อยคำนั้น “ คุณเห็นผมด้วยเหรอ? “

“ ผมดูทุกคนนั้นแหละ “ ชายคนนั้นยิ้มพราย “ ถึงผมจะเป็นหัวหน้าฝ่ายวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม มันก็เป็นเพราะความอุตริของผมพวกคุณถึงต้องมาระหกระเหินกลางทะเลทรายแบบนี้ ผมถือเป็นความรับผิดชอบโดยส่วนตัวที่จะคอยดูว่าพวกคุณมีความสุขดี “

เขาพยักหน้ารับอย่างลังเล ถึงเขาจะได้ยินกิตติศัพท์ความประหลาดของบุรุษผู้นี้มามากต่อมากแต่ดูเหมือนว่าคนๆนี้ยังเก็บความประหลาดเอาไว้มากกว่าที่แสดงให้เห็น ความชราไม่ได้พรากความเยาว์วัยช่างฝันไปจากจิตใจของเขา ชายหนุ่มถอนใจกับตัวเองเบาๆ คงมีเพียงความเยาว์วัยแบบนี้กระมังจึงคิดอะไรอย่างโครงการยูเรเชียออกมาได้

แต่ความฝันนี้จะเป็นจริงได้หรือ?

“ ไม่รังเกียจใช่ไหมถ้าผมจะเดินชมดาวกับคุณซักระยะ “ ชายวัยกลางคนเอ่ยถาม

“ ได้ครับ ด้วยความยินดี “

พวกเขาออกเดินทอดน่องไปอย่างไม่รีบร้อน รอยบนผืนทรายทอดตัวตามเส้นทางที่พวกเขาผ่าน ความร้อนของผืนทรายปะทะฝ่าเท้าจนร้อนผ่าวในทุกก้าวย่าง เขาหยุดเดินชั่วครู่แล้วเหลียวหลังไปมองเงาร่างทะมึนของชายวัยกลางคนซึ่งตัดกับแสงจากกระโจมทดลองที่สาดส่องมา สะเก็ดไฟจากเครื่องจุดไฟฟ้าส่องประกายวูบก่อนจะเปลี่ยนเป็นแสงสีแดงเรื่อตรงปลายมวน ชายคนนั้นหันมาพร้อมรอยยิ้ม

“ อดไม่ได้น่ะ แต่ผมจะยืนใต้ลมไว้ ไม่ต้องห่วง “

เขาเลิกคิ้ว “ คุณติดซิการ์หรือครับ? “

ชายวัยกลางคนยักไหล่ “ ยังไงเสียมันก็ไม่มีพิษมีภัย ขอบคุณนักวิจัยที่สกัดสารอันตรายพวกนั้นทิ้งไปได้ “

“ คุณไม่กลัวมะเร็งหลอดลมหรือครับ? ยังไงควันก็ยังเคืองลำคอ “

เสียงทรายเรียงตัวดังเบาๆในจังหวะก้าวเดินของเขาล้อกับเสียงหัวเราะในลำคอ “ จะมีความสุขทั้งที่แค่นี้กลัวไปไย“

เขานิ่งเงียบพลางพิจารณาใบหน้าที่สงบและประดับด้วยความสุขอันน่าประหลาดโดยไม่อาจเฟ้นหาเหตุของความสงบนั้นได้ เขามักรู้สึกเหมือนกำลังจ้องมองทารกที่กำลังหลับใหลอย่างเป็นสุขในห้วงฝันพิสดาร รอยยิ้มอันพิสุทธิ์ไร้เดียงสานี้มักปรากฏเป็นเนืองนิตย์แม้ในขณะที่พวกเขากำลังผจญปัญหาที่ร้ายแรงที่สุดที่อาจเกิดขึ้น เป็นรอยยิ้มที่ช่วยเรียกขวัญและกำลังใจกลับมา

“ เราไม่ได้มากอบกู้โลกหรอกนะ “ เป็นประโยคที่เขาได้ยินในตอนที่ความหวังทั้งหลายในการแก้ไขปัญหาให้ทันการกำลังริบหรี่ แน่นอนว่าทุกคนอยากจะคิดเช่นนั้นแต่แม้มนุษย์ปัญญาทึบที่สุดก็มองเห็นความสำคัญของโครงการนี้

พวกเขากำลังพยายามกอบกู้โลกอยู่จริง

* * * * * * * * * * * * * *

เสียงโทรทัศน์ฟังไม่ได้ศัพท์เอาเสียเลยเมื่อเขาพยายามฟังมันจากหลังม่านน้ำหลาก กระจกใสกลายเป็นฝ้าจากไออุ่นของสายน้ำ เขาเงยขึ้นมองตัวเลขบนเครื่องทำน้ำอุ่น มันสงบนิ่งอยู่ที่ 35 องศาเซลเซียส

“ แอร์อยู่ที่กี่องศาน่ะ “ เขาตะโกนถาม

“ หา? อ้อ ฉันเปิดไว้ที่ 22 ”

“ หนาวจะตายชัก “เขาลูบต้นแขนขณะที่กำลังสวมชุดนอนตัวโคร่ง ในสภาพนี้บ่นไปก็เท่านั้น ถึงยังไงถ้าเปิดเครื่องปรับอากาศที่อุณหภูมิสูงกว่านี้ห้องจะเปลี่ยนสภาพจากรังนอนที่น่าอยู่กลายเป็นรังหนูอับๆได้โดยง่าย ไอร้อนจากภายนอกพร้อมจะทะลวงผนังคอนกรีตบุตัวกันความร้อนเข้ามาได้ทุกเมื่ออยู่แล้ว ห้องของเขามีช่องหน้าต่างเพียงนิดเดียวเพื่อให้เปิดระบายอากาศได้เมื่อต้องการ แต่น้อยครั้งนักที่เขาจะทำแบบนั้น ไม่มีใครอยากเสี่ยงสูดอากาศในเมืองมลพิษอย่างกรุงเทพฯเข้าไปทั้งที่ยังไม่ได้กรองหรอก

“ บอบบางจริงนะนาย “ เขาเพียงรับคำทักทายจากเพื่อนด้วยรอยยิ้ม เธอกำลังเอนกายอย่างสบายบนเตียงในมุมของเธอ ห้องพักของพวกเขาไม่ใหญ่โตอะไรนักเมื่อเทียบกับผู้เช่าถึงสองคน พื้นที่มีแค่พอจะแบ่งมุมส่วนตัวกันได้อย่างเบียดเสียด หลายครั้งที่ข้าวของของเขากระเด็นไปอยู่ในมุมของอีกคน โชคดีที่เธอไม่ถือสาและไม่เคยบ่นถึงความรกของห้อง จะว่ากันตามจริงแล้วการอยู่ห้องเดียวกันกับเธอก็ไม่เหมือนอยู่ร่วมห้องกับผู้หญิงเสียเท่าไหร่อยู่แล้ว มันกินเวลาไม่นานเลยกว่าที่เขาจะสืบรู้ว่าเธอนัดเที่ยวกับสาวสวยหลายคนจนทำให้เขาและเพื่อนคนอื่นมักแอบอิจฉาแกมหมั่นไส้อยู่เนืองๆ

“ มีโค้กเหลือบ้างไหม? “ เขาโก้งโค้งรื้อตู้เย็นซึ่งเป็นเครื่องใช้กลางของพวกเขาเช่นเดียวกับโทรทัศน์พลาสมาและเครื่องเรือนหลายชิ้นที่รวมเงินกันซื้อ

“ มีเหลือสองสามกระป๋องหลังกล่องข้าวไก่กระเพรา ลองหาดูซิ “

“ ฉันเจอแต่ขวดน้ำมะตูม “

“ ก็นายซื้อมาเองนี่หว่า กินซะก่อนก็ดีนะ รกตู้ “ เธอว่าพลางกระดกเบียร์ลงคอไปอีกอึกอย่างสบายอารมณ์

ความเงียบต่อจากนั้นทำให้เขาได้ยินรายงานข่าวทางโทรทัศน์อย่างชัดเจนแม้เมื่อกำลังค้นตู้เย็นสร้างเสียง     กรอบแกรบของกระป๋องและถุงพลาสติก โทนเสียงราบเรียบของผู้ประกาศข่าวสาวฟังดูไร้อารมณ์แม้เมื่อเธอกำลังพูดถึงสภาพอากาศที่ผันผวนอย่างหนักในช่วง15-20ปีที่ผ่านมา ไม่น่าแปลกใจเลยสำหรับเขาที่โตขึ้นมากับความวิปริตนี้ แค่น้ำสูงขึ้นซักนิ้วสองนิ้วก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าตื่นเต้นตกใจอะไร

“ เขาว่าที่นี่จะจมน้ำในอีกสิบห้าปีนี่จริงรึเปล่า? “ เธอเปรยขึ้นคั่นจังหวะกระดกเบียร์ “ ไม่มีประโยชน์ถ้าจะสร้างอนาคตแถวนี้ซินะ “

“ ตั้งใจจะพูดอะไรเรอะ “ เขาเอ่ยขึ้นหลังเสียงถอนใจ ในที่สุดก็ต้องยอมแพ้แล้วซดน้ำมะตูมกระป๋องอย่างหงุดหงิด

“ ฉันคิดว่าจะย้ายไปที่ไหนซักแห่ง “ เธอโยนขนมขาไก่เข้าปากเคี้ยวกร่วมๆเป็นกับแกล้ม “ อาจจะเป็นจีน หรือออสเตรเลีย ยังไม่แน่ใจ ขาไก่ไหม? ” เขารับน้ำใจเธอด้วยความยินดี ทั้งคู่นั่งเงียบอยู่บนโซฟาอยู่พักหนึ่งเธอจึงพูดขึ้นว่า “ นายกำลังจะไปโกบีงั้นซิ? “

“ ทันทีที่วิทยานิพนธ์เสร็จ “

“ นายโชคดี “

“ ทำไม? “

เธอเหลือบตามามองพลางกระดกเบียร์ย้อมใจ “ มีคนพานายไปจากที่นี่ ในขณะที่คนอีกเป็นล้านต้องดิ้นรนออกไปเอง “

“ การอยู่ที่นี่มันเลวร้ายนักรึ? “ เขาขมวดคิ้ว สำหรับเขาแล้วไม่ว่าที่ใดก็ล้วนไม่แตกต่างกัน

“ ตราบเท่าที่อนาคตคือทะเล “ เธอกระดกอึกสุดท้ายแล้วเดินเข้าห้องน้ำไป

* * * * * * * * * * * * *

ร่างอันแข็งแรงของชายหนุ่มไถลลงตามแนวสันทรายทิ้งแต่รอยฝุ่นตลบในอากาศ เสียงโรยตัวของทรายดังเหมือนน้ำหลากก่อนจะร่วงมากลบเท้าทั้งสองของเขาไว้มิด ไออุ่นของดวงอาทิตย์ยังไม่หายไปจากเนื้อเม็ดละเอียดที่อยู่โดยรอบ ความอบอุ่นนี้ส่งผ่านขึ้นมาถึงขาของเขาเหมือนจะดึงให้จมไปในความรู้สึกสงบและสบาย เขาเงยขึ้นมองชายวัยกลางคนซึ่งเห็นเป็นเพียงเงาเล็กๆตรงขอบสัน เสียงหายใจถี่ๆดังมาพร้อมกัน

“ เหนื่อยแล้วหรือครับ? “ เขาถาม

“ ยังหรอก “ ชายคนนั้นตะโกนตอบพลางเลื่อนตัวลงมาตามแนวลาดสู่เงามืดของสันทรายที่เหมือนห้วงเหวไร้ก้นบึ้ง ในเงานั้นพวกเขาเหมือนจะหายไปจากโลกโดยสิ้นเชิง ความเงียบที่รายล้อมนั้นมีเพียงเสียงโรยตัวของเม็ดทรายที่ลมอ่อนพัดร่วงลงสู่หุบเบื้องล่าง แสงเดียวที่ปรากฏคือแสงดาวจากทางช้างเผือกเหนือศีรษะขึ้นไป

“ คุณคิดถึงอะไรเวลามองดูดาวน่ะ “ ชายวัยกลางคนเอ่ยขึ้นลอยๆ

“ คุณละครับคิดถึงอะไร? “ เขาย้อนถาม

“ อืมมม บอกยากนะ แต่ละครั้งที่ผมมองดูมัน ความรู้สึกจะต่างออกไป “

“ เช่น? “

“ เช่นว่า ตอนเด็กๆผมจะนึกถึงหิ่งห้อย ผมไม่เคยเห็นหิ่งห้อยจริงๆหรอก ที่เคยเห็นก็มีแต่ภาพจำลองในงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์ก็เท่านั้น ดังนั้นผมมักจะจินตนาการดูว่าจะเป็นอย่างไรถ้าดวงดาวทั้งหมดลงมาลอยอยู่รอบๆตัวผมเหมือนเป็นฝูงหิ่งห้อยฝูงใหญ่ คงจะสวยดี “ ชายวัยกลางคนอมยิ้มแก้มปริเมื่อนึกถึงความสุขวัยเยาว์ “ แล้วคุณล่ะนึกถึงอะไร “

“ ผมเหรอ “ ชายหนุ่มเลิกคิ้วก่อนจะตอบไปว่า “ ผมถามตัวเองว่ามนุษย์จะเกิดขึ้นในที่อื่นแทนได้ไหม? “

ควันซิการ์พ่นพ้นริมฝีปากออกมาเป็นกลุ่มใหญ่ “ ลึกล้ำๆ “ เขาพึมพำ

“ หรือบางที ผมก็ถามตัวเองว่าชะตากรรมของมนุษย์คืออะไร? อยู่บนโลกแล้วสูญพันธุ์ไปแบบสัตว์ชนิดอื่น หรือออกไปข้างนอกนั่นแล้วเริ่มทุกอย่างกันใหม่ “ เขายักไหล่ “ เป็นคำถามที่ตลกสิ้นดี ว่าไหมครับ? “

ชายวัยกลางคนเงียบขรึมลง เขาปล่อยลมหายใจยาวก็จะเอ่ยขึ้นว่า “ ไม่หรอก เพื่อนรัก สรรพสิ่งคงร่ำไห้ถ้าไม่มีใครถามถึงชะตากรรมนี้เลย “

ฝีเท้าของชายหนุ่มชะงักงัน เขาจ้องมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยนั้นอย่างคลางแคลงใจ

* * * * * * * * * * * * * *

“ มาเล่นเกมอะไรกันหน่อยไหม? “ เพื่อนของเขาทักจากอีกฟากโต๊ะ เขาเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าที่ส่งยิ้มละไมมาให้อย่างหงุดหงิด

“ จะสอบแล้วยังจะเล่นอะไรอีก? “

เพื่อนของเขาโยนผลส้มให้ผลหนึ่งก่อนจะนั่งลงตรงข้าม สายตาที่ฉับไวมองปราดบนหน้ากระดาษเพียงครู่ก่อนจะกล่าวว่า “ นายไม่ค่อยมีสมาธิอ่านใช่ไหม? ฉันเดินผ่านมาสองสามรอบก็เห็นอยู่ที่หน้านี้ทุกที “

เขายกมือขึ้นทั้งสองข้าง “ ยอมแพ้แล้ว “

“ ถ้าอย่างนั้นมาเล่นเกมกัน “ สหายรักกล่าวพลางหยิบผลส้มอีกผลจากในถุง เขาแกว่งมันไปรอบๆ “ สมมติว่าฉันมีส้มผลใหญ่อยู่ผลหนึ่ง เป็นผลสุดท้ายในสายพันธุ์ ปัญหาโลกแตกคือมีคนครึ่งค่อนโลกกำลังกระหายใคร่กินผลส้มนี้ ถ้านายมีส้มผลนี้อยู่ในมือ นายจะทำยังไง “

“ ปัญหาเชาว์? “

เพื่อนของเขาหัวเราะร่วน “ อาจจะใช่หรืออาจจะไม่ “

“ โอเค “ เขาถือผลส้มของเขาไว้ในสองมือ “ ถ้าเก็บไว้ก็ไม่มีประโยชน์ อีกไม่นานมันก็เน่า “

“ ใช่ “

“ จะแบ่งกันก็ไม่ได้เพราะไม่พอ “

“ ใช่ “

เขาเลิกคิ้วอีกครั้งก่อนจะวางส้มสุกลูกนั้นลงตรงหน้าสหายรัก “ เอาไปปลูกน่าจะได้ซักสิบต้น ผลพวกนั้นก็เอาไปปลูกอีกผลละสิบต้น ภายในศตวรรษหนึ่งคนซักครึ่งค่อนทวีปก็น่าจะได้กินส้มสมใจแล้ว เอาละเกลอ ช่วยแจงหน่อยเถิดว่าท่านจะอุปมาถึงสิ่งใดฤๅ?“

สหายรักหัวเราะร่วนพลางวางผลส้มของตนลงประจันกับผลของชายหนุ่มพลางตอบว่า “ ถ้าใช้อธิบายการสำรวจอวกาศล่ะ นายว่าเข้าท่าไหม? “

“ ขอโทษครับท่านปรมาจารย์ ต่อให้ข้าพเจ้าไปบำเพ็ญพรตมาดิบดีก็คงไม่เข้าใจเจตนาของท่านได้เองดอก “

เพื่อนของเขาพยักหน้ารับพลางกลิ้งผลส้มเล่นด้วยปลายนิ้ว “ มีคนอาสาเขียนบทความลงเน็ตแม็กกาซีนให้ แต่เขาต้องการคำอธิบายของพวกเราประกอบด้วย ฉันตั้งใจว่าจะใช้เรื่องผลส้มที่เคยพูดสดให้รุ่นน้องฟังใส่ลงไปด้วย ที่ว่า…. “

“ … ความต้องการของมนุษย์ต่อผลส้มแห่งชีวิตมีไม่จำกัด แต่ผลส้มนั้นมีเพียงหนึ่งคือพิภพโลกที่เราอาศัย ถึงวันหนึ่งน้ำเลี้ยงนี้จะเลี้ยงเราไม่พออีกต่อไป หากไม่คิดแพร่พันธุ์จากผลนี้ให้เกิดผลอื่นสืบไป ไหนเลยจะมีน้ำเลี้ยงมากพอให้เพลี้ยมากมายนี้กินได้ถ้วนทั่ว… “ ชายหนุ่มปรายยิ้มเมื่อเห็นสีหน้าตื่นตะลึงของเพื่อนรัก “ ครบถ้วนหรือเปล่า? ”

“ เข้าขั้นเอตทัคคะ “ เพื่อนของเขายิ้มหยอก “ ไม่คิดว่านายจะจำได้ “

ชายหนุ่มยิ้มรับพลางลงมือแกะผลส้มของตัว “ แต่บทความนี้อย่างเดียวคงไม่หยุดสภาสหพันธ์เอเชียหรือสหภาพยุโรปจากการสนับสนุนโครงการยูเรเชียแน่ พวกที่สถาบันอวกาศคงลำบาก “

สหายรักของเขาถอนใจอย่างปลงตก “ อาจจะแย่กว่าที่คิดก็ได้เกลอรัก ถ้าประชามติออกมาให้ทุ่มกับการสร้างนครยูเรเชียเต็มตัวละก็ งานวิจัยทางนั้นอาจจะต้องหยุด “

“ เงิน? “ เพื่อนของเขาไม่ตอบเพียงแค่พยักหน้ารับพลางยัดกลีบส้มเข้าปาก บรรยากาศของความตึงเครียดรายล้อมพวกเขาในบัดดลแม้รสส้มจะอร่อยลิ้น คิดว่าผลประชามติจะเป็นยังไง? “ เขาเปรยขึ้น

“ เดาได้ไม่ยากเลย เพื่อนรัก ”

พวกเขานั่งนิ่งเงียบขณะที่ความคิดต่างๆเริ่มปะติดปะต่อเข้ารูปเข้ารอย เขาเริ่มเห็นหนทางรางเลือนที่จะไล่คว้าความฝันของเขาและสหาย สิ่งสุดท้ายที่เขายังต้องกระทำคือการตัดสินใจ

* * * * * * * * * * * * * *

“ เชื่อหรือเปล่าครับว่านี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้ดูดาวแบบนี้ “

ชายวัยกลางคนเลิกคิ้วในเชิงถามก่อนจะกล่าวว่า “ คุณไม่เคยเลยหรือ? “

“ ผมไม่กล้าออกไปกลางแจ้งหรอกครับ ในเขตศูนย์สูตรแบบนั้นแม้แต่ในหน้าหนาวอากาศก็ร้อนมากจนผมทนไม่ไหว ที่สำคัญท้องฟ้าก็มัวมีแต่เมฆ พยายามยังไงก็มองไม่เห็น ถ้าจะดูดาวอย่างมากก็ได้ดูจากท้องฟ้าจำลองหรือเครื่องสกายซิมูเลชั่น “

“ แย่หน่อยนะ “ ชายคนนั้นกล่าว “ ผมเองก็เคยดูดาวแค่ไม่กี่ครั้งในชีวิต ส่วนมากก็ตอนผมยังเป็นเด็กเสียด้วย ครั้งที่น่าประทับใจที่สุดคงเป็นการดูจากบนยานชัตเตอร์ตอนที่ผมไปอเมริกาละมั้ง? “

“ สวยไหมครับ? “

“ อย่างที่สุด “ เขาอัดควันเข้าเต็มปอด “ คุณไม่มีทางรู้หรอกว่าชั้นบรรยากาศลดทอนความงามของมันไปมากน้อยเพียงใดจนกว่าคุณจะได้เห็นกับตา “

เขาหัวเราะหึในลำคอ “ ผมก็อยากอยู่หรอก ถ้าไม่ติดว่า….ผมคงไม่มีโอกาสได้เห็น “

“ ทำไมล่ะ? “

“ เพราะผมจะติดอยู่ที่กลางทะเลทรายนี่ไงครับ “ ชายหนุ่มเงียบไปครู่หนึ่ง “ ไม่เคยนึกรำคาญหรือครับที่ต้องอุดอู้อยู่ในบางที่นานๆ เป็นผมแค่คิดก็จะคลั่งแล้ว “

“ คุณไม่ชอบขีดจำกัดหรือ? “

“ แน่นอนครับ “

ชายวัยกลางคนเหลือบตาไปมองต้นเสียงที่นั่งอยู่ไม่ห่าง แต่ความมืดในเงาสันทรายกลับแยกพวกเขาห่างกันราวอยู่ต่างภพ เขาตระหนักดีแก่ใจว่าความมืดนี้ไม่ใช่สิ่งเดียวที่แบ่งแยกพวกเขา “ ผมชอบขีดจำกัด “ ชายคนนั้นเอ่ย    “ ถึงผมจะชอบทำลายมันในบางคราวแต่ผมก็ยังชอบที่โลกนี้มีขีดจำกัด “ เขายักไหล่ “ คนรุ่นผมเป็นแบบนี้แหละ พวกเราออกจะขี้กลัวไปบ้าง ถ้าคุณจะว่าอย่างนั้น “

“ ผมไม่เห็นว่าคุณจะขี้กลัวเลยนี่ครับ คุณกล้าพอจะทำโครงการนี้ได้ผมว่าคุณก็มีความกล้ามากพอจะทำอย่างอื่นได้เหมือนกัน “

ควันขาวลอยคลุ้งขึ้นสู่แสงดาวเบื้องบนขณะที่ชายวัยกลางคนรำพึง “ ผมใช้ความกล้าของผมหมดสิ้นแล้ว เพื่อนรัก“

* * * * * * * * * * * * * *

“ อาจารย์จะไปจริงๆหรือครับ? “ เป็นคำพูดที่ได้ยินจากปากลูกศิษย์ลูกหาเป็นประจำ ส่วนมากเขาจะยิ้มและไม่พูดอะไรมากไปกว่า….

“ อ้าว! แล้วถ้าผมไม่ไปใครจะไปดูแลโครงการล่ะ “

“ โธ่ ‘จารย์ คนอื่นก็ได้นี่ ‘จารย์ไปใครจะสอนพวกผมล่ะ “

ชายวัยกลางแย้มยิ้มจนใบหน้ายับย่น เขาหัวเราะหึในลำคอก่อนจะตบบ่าอันเก้งก้างของศิษย์ “ ผมสอนคุณได้แต่ทฤษฎีเท่านั้นแหละพ่อหนุ่ม ทฤษฎีแบบนี้ใครก็เรียนได้ทั้งนั้น ผมอยากเห็นที่อยู่ในนี้มากกว่า “เขาจิ้มหน้าผากเกลี้ยงๆของเจ้าหนุ่มสองสามที “ ทำวิทยานิพนธ์ซักเล่มแล้วผมอาจจะเลือกคุณไปร่วมงานด้วย ถ้าคุณคิดอยากจะทำงานกับผมนะ “ เขายิ้มกว้างก่อนจะหันกลับไปที่คอมพิวเตอร์ เครื่องจำลองสร้างเส้นสายโครงร่างโฮโลแกรม สามมิติบนเครื่องฉายสีเทาที่ติดตั้งขนาบกันจากพื้นและเพดาน

“ อาจารย์รู้ไหมว่ามันเสี่ยง “ น้ำเสียงแฝงแววขี้เล่นเปลี่ยนเป็นจริงจังเคร่งขรึม เขาเข้าประชิดตัวอาจารย์ที่เคารพรักพลางกระซิบเบาๆ สายตาเหลือบแลรอบกายซึ่งร้างไร้ผู้คน “ มีคนเคลื่อนไหวเพื่อหยุดยั้งโครงการยูเรเชียอยู่ อาจารย์ก็รู้ นั่นทำให้ประชามติไม่ลงตัว ผมรู้ว่ามันเป็นความฝันของอาจารย์ ผมรู้ว่ามันยิ่งใหญ่ แต่อาจารย์ลองนึกถึงเงินงบประมาณที่ต้องทุ่มลงมาและคนที่เสียประโยชน์จากมันซิ พวกจักรวาลนิยมต้องไม่ยอมแน่ “

ผู้เป็นอาจารย์เหลียวมองศิษย์รักแล้วยิ้ม “ ผมตระหนักแก่ใจดี แต่ผมไม่กลัวไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ดังนั้นผมไม่อยากให้คุณมากังวลใจแทนผม ผมเป็นคนกระโจนลงไปในเรื่องนี้เอง “ เขาก้มลงเคาะแป้น หน้าจอเต็มไปด้วยตัวอักษรและเครื่องหมายที่มองปราดแล้วเหมือนลายรายาวเป็นปื้น

“ อาจารย์ครับ “ ศิษย์รักกระซิบเสียงแผ่ว “ ชีวิตของอาจารย์อยู่ในอันตรายนะครับ “

อณูอากาศสั่นเป็นเสียงหวีดเบาๆในความเงียบ ชายวัยกลางคนเคาะปุ่มสุดท้ายก่อนจะก้าวไปยังเครื่องฉายโฮโลแกรม ภาพหยาบที่ลอยอยู่เปลี่ยนเป็นภาพของมหานครสูงใหญ่เสียดท้องฟ้า ขาแต่ละข้างที่หยั่งลงดินเป็นสิ่งก่อสร้างขนาดมหึมาค้ำยันโครงสร้างเรขาคณิตสมมาตรที่อยู่เบื้องบน โครงสร้างโค้งน้อยใหญ่สลับลดหลั่นทอประกายในแสงอาทิตย์เจิดจ้าของโลกเสมือนเหมือนประดับด้วยเพชรนิลจินดาอันประเมินค่ามิได้

“ ผมไม่กลัวตายหรอก เพื่อนรัก “ เขาปรายยิ้ม ดวงตาที่สดใสทอประกายแห่งความร่าเริงอยู่เต็มเปี่ยม “ ยูเรเชียจะขอแลกกับผมด้วยชีวิตอยู่แล้ว”

* * * * * * * * * * * * * *

ชายวัยกลางคนชะงักฝีเท้าเมื่อเขารู้สึกว่าเงาร่างที่เดินเคียงมาหายไป ชายหนุ่มก้มลงเก็บบางอย่างขึ้นจากพื้นแล้วพยายามเพ่งดูมันอย่างยากลำบาก “ กะโหลกกิ้งก่ามั้งครับ “ นิ้วหัวแม่มือไล้ไปตามแนวสันแข็ง “ แปลกจริง ผมไม่ยักรู้ว่าแถวนี้มีตัวแบบนี้อยู่ด้วย “

“ นี่แหละชีวิต โผล่ขึ้นมาได้แม้ในทะเลทรายแสนกันดาร “ ชายวัยกลางคนพ่นควันฉุย “ แต่ไม่มีใครบอกผมว่าเจอตัวอะไรแถวนี้เหมือนกันนะ “

“ หนีไปหมดแล้วมั้งครับ “ ชายหนุ่มยักไหล่พลางพึมพำ “ ในที่แบบนี้มีแค่หนีหรือตายก็เท่านั้น “

“ โหดร้ายจังนะ “

“ ก็เป็นอย่างเดียวที่เร็วกว่าวิวัฒนาการ “ เขาถอนใจ “ แต่กิ้งก่าพวกนี้ก็คงหนีไปได้ไม่ไกลหรอก ตอนนี้ทุกที่ในโลกก็มีสภาพไม่ต่างจากทะเลทรายนี่ซักเท่าไหร่ อาจจะโหดร้ายกว่าด้วยซ้ำ “

“ เพราะอย่างน้อยเราก็ยังหายใจได้ที่นี่ “

“ แต่ก็ไม่ตลอดไปหรอกครับ “

ชายวัยกลางคนเหลือบมองดูชายหนุ่มที่เพ่งมองกะโหลกกิ้งก่าในอุ้งมือ เขาเห็นความมุ่งมั่นที่พลุ่งพล่านอยู่ภายในโดยไม่อาจสกัดกั้น รอยยิ้มน้อยๆผุดขึ้นบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยย่น “ คุณมีทางหนีของคุณอยู่ในใจอย่างนั้นซิ “

ชายหนุ่มพยักหน้า “ ครับ แต่ทางหนีนั้นถูกปิดลงเพราะว่าคนอื่นเห็นว่าทางที่เดินง่ายมีปลายทางแน่นอนนั้นดีกว่า “

ควันซิการ์ลอยคลุ้งออกมาพร้อมเสียงหัวเราะในลำคอ “นี่ล่ะมนุษย์ สัตว์ความจำสั้นที่มักลืมว่าอะไรก็ไม่ได้มาง่ายๆ“

ดวงตาสีน้ำตาลตวัดมองแสงเรืองของปลายซิการ์ ในชั่วขณะหนึ่งเขาเชื่อเหลือเกินว่าเขาสามารถทำในสิ่งที่ต้องการได้ การกระทำที่เล็กน้อยเพื่อหยุดยั้งทุกสิ่งที่อาจเกิดขึ้นต่อมา แต่แม้ในชั่วขณะนั้นเขาก็ยังไม่อาจตัดสินใจ

“ ผมก็ว่าอย่างนั้น “ เขาตอบ

* * * * * * * * * * * * * *

“ อาจารย์อ่านบทความนี้หรือยังคะ? “ สาวคอมพิวเตอร์ทักเขาเมื่อวันก่อนพร้อมกับส่งแผ่นหนังสือดิจิตอลขนาดA4ให้ ชายวัยกลางไม่คุ้นเคยกับการที่ใครๆเรียกเขาว่าอาจารย์เสียเท่าไหร่ มันเริ่มขึ้นที่แผนกวิศวะ-สถาปัตย์ก่อนแล้วค่อยๆกระจายไปสู่แผนกอื่นๆ ตอนนี้ทั้งโครงการเรียกเขาว่าอาจารย์แม้แต่แผนกคอมพิวเตอร์ที่เขาไม่ค่อยได้เกี่ยวข้องด้วย

บทความที่เขาถืออยู่ในมือโหลดมาจากเน็ตแมกกาซีนต้นฉบับภาษาอังกฤษ แต่ก็สามารถใช้โปรแกรมแปลภาษาอัตโนมัติให้แสดงผลเป็นอีก 8 ภาษามาตรฐานได้อย่างสละสลวย สายตาของเขาหยุดที่หัวข้อเรื่องตัวโตที่ด้านบน

สปาร์ตันแห่งยูเรเชีย มันเกี่ยวอะไรหรือ? “

“ บทความโจมตียูเรเชียคะ ” เธอเบ้หน้าทำเสียงฮึดฮัด “ มือไม่พายเอาเท้าราน้ำแท้ๆ “

ชายวัยกลางคนพยักหน้า เขาขบฟันพลางนึกตงิดถึงซิการ์ที่นอนนิ่งอยู่ในกระเป๋า แต่ภายในกระโจมวิจัยนี้เขาจะสูบก็ไม่ได้ ชายคนนั้นนั่งลงบนเก้าอี้ใกล้ๆพลางขยับปากพึมพำตามตัวอักษรบนหน้ากระดาษจำลองเพื่อบรรเทาอาการเหงาปาก เสียงงึมงำเงียบหายกลายเป็นการอ่านเต็มเสียงเมื่อเขาพบกับข้อความท่อนหนึ่งซึ่งไม่อาจปล่อยผ่านเลยไปได้

“… แต่ไหนแต่ไรมาความเสมอภาคเป็นเพียงอุดมการณ์ที่แทบจะปราศจากตัวตนในพิภพนี้ มีเพียงความเหลื่อมล้ำและการกดขี่ที่อยู่ยั่งยืนในทุกยุคสมัย กฎเกณฑ์ข้ออ้างอาจต่างไปแต่การกระทำนั้นไม่ต่าง คนกลุ่มหนึ่งจะเสียเปรียบอยู่ตลอดกาลไม่อาจลืมตาอ้าปากขึ้นได้ ยูเรเชียนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับกรอบใหม่ๆเพื่อให้เกิดการกระทำเดิมๆ คนที่มีเงินเท่านั้นที่มีปัญญาเข้าสู่นครนี้ได้ในขณะที่คนยากไร้จะได้เข้าสู่นครนี้ในฐานะแรงงานที่ดูแลรับใช้นครให้คงอยู่ได้ ไม่ต่างอะไรกับข้าทาสของชาวสปาร์ตาที่ต้องรับใช้นายเหนือเกล้าซึ่งดำรงชีวิตอย่างเสถียรเหนือความยากแค้นทั้งมวลโดยไม่คำนึงถึงสิ่งใดแม้กระทั่งมนุษยธรรม…… “ เขาเลิกคิ้วสูงพลางถอนใจเฮือก “ โจมตีกันรุนแรงจริงๆ ”

“ อาจารย์ตอบโต้บ้างซิคะ “ สาวคอมพิวเตอร์กล่าวอย่างมีอารมณ์ “ ถ้าปล่อยเขาโจมตีเราท่าเดียวโครงการอาจจะล้มก็ได้ “

เขาส่ายหน้าพลางปรายยิ้ม “ ไม่ต้องหรอก “

นัยน์ตาสดใสของเธอเบิกกว้างด้วยความไม่เข้าใจ เธอกล่าวตอบด้วยเสียงแหลมสูงว่า “ ทำไมละคะ? “

ชายคนนั้นลุกขึ้นพลางตบบ่าบอบบางของเธออย่างอ่อนโยน “ อย่ากังวลไปเลย ทำงานของคุณให้ดีที่สุดเถอะ “แล้วเขาก็เดินออกจากห้องโดยเหน็บแผ่นหนังสือดิจิตอลติดตัวไปอย่างรื่นเริง สาวคอมพิวเตอร์มองตามด้วยความกังวล เธอรู้ดีว่าจะมีมากกว่านั้น คนเรายินดีทำทุกอย่างเพื่อให้อนาคตเป็นไปตามที่ตนต้องการ

แม้จะแลกด้วยอนาคตของตนเองก็ตาม

* * * * * * * * * * * * * *

มือของเขาสัมผัสโดนโลหะเย็นเยียบในกระเป๋า ปลายนิ้วของเขาไล้ไปบนผิวชืดชาของมันอย่างเหม่อลอย รูปทรงและน้ำหนักช่างกระชับอุ้งมือของเขาได้อย่างน่าประหลาด เขาปล่อยให้มันดึงเอาความร้อนจากกายไปอย่างเชื่องช้า ลดทอนความหนาวเย็นด้วยความอบอุ่น

เขาสะดุ้งเมื่อมีเสียงเรียกจากจากคนข้างๆ “ คุณพกนาฬิกามาหรือเปล่า? “

ชายหนุ่มก้มมองนาฬิกาควอนตัมบนข้อมือ “ สามทุ่มแล้ว มีอะไรหรือครับ? “

“ เราเดินมานานเหมือนกันนะ ผมไม่ทันสังเกตเลย “

“ คุณไม่พกนาฬิกาหรือครับ “ เขาถาม

“ ความเคยชินน่ะ ตอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยผมมีนาฬิกาอยู่ในห้องทำงานก็เลยไม่ค่อยใช้นาฬิกาพก ที่นี่ก็มีนาฬิกาอยู่ทุกห้อง ผมยิ่งไม่ต้องใช้เข้าไปใหญ่ “ ชายวัยกลางคนหัวเราะหึ “ ที่กลางทะเลทรายอย่างนี้ เวลาเหมือนจะไม่สำคัญเสียเท่าไหร่ทั้งที่เราเคยวิ่งไล่ตามมันเกือบตาย “

“ แต่ชั่วนิรันดรก็ไม่มีจริง แม้เรานั่งอยู่ในความว่างเปล่าเวลาก็หมุนผ่านเราไป “

ชายคนนั้นพ่นควันจางๆสีขาวออกมาตามแนวริมฝีปากที่ยิ้มกริ่ม “ ใครพูดไว้หรือ? “

“ เพื่อนของผม “ ชายหนุ่มตอบ “ เขาชอบทำอะไรที่ผมไม่เข้าใจอยู่เรื่อย “

“ แต่ก็ความไม่เข้าใจนี่ไม่ใช่หรือที่ทำให้คุณไล่ตามความฝันจนสุดล้า โดยมีเขาอยู่ในใจ “ ชายวัยกลางคนขยี้ซิการ์ลงบนพื้นทราย แสงเรืองสุดท้ายดับวูบลงทิ้งแต่ความมืดที่สมบูรณ์แบบไว้รอบกายพวกเขา ชายหนุ่มไม่ได้ขยับกายแม้แต่น้อยนอกจากอุ้งมือที่บีบกระชับเข้า

“ เคยวิ่งตามฝันของคุณจนเหนื่อยไหมครับ? “

“ แน่นอน “

“ ผมก็เช่นกัน “ เขายิ้มเครียด “ และผมจำเป็นต้องหาทางออก “

ชายวัยกลางคนหยุดนิ่งราวกับไม่ใส่ใจคำพูดเหล่านั้น เพียงพยักพเยิดกับท้องฟ้าที่ดารดาษด้วยดวงดาว “ ผมคงแก่เกินไป แต่ซักวันคนหนุ่มสาวอย่างคุณคงทำได้ “ รอยยิ้มพิสุทธิ์แบบเดิมปรากฏบนใบหน้ายับย่นเพียงแต่ถูกความมืดรอบกายบดบังไว้ “ แล้วเมื่อถึงเวลานั้น ถ้าพวกคุณเหนื่อยล้ามากละก็ ขอให้นึกถึงบ้านหลังน้อยที่ผมสร้างไว้ ผมจะดีใจมากถ้าคุณได้นอนหลับใต้หลังคานี้อย่างสบายใจ “

ทรายโรยตัวเบาๆในความเงียบ สายตาของพวกเขามองทอดออกไปสู่ขอบฟ้าลิบๆที่ทางช้างเผือกสีขาวสว่างบรรจบลงกับแนวสันทรายดำทะมึน ในที่สุดชายคนนั้นก็ยิ้มน้อยๆกับตัวเองพลางหันไปพูดกับชายหนุ่มว่า  “ คุณยิงผมไม่ได้แล้วหรือ? “

ฝุ่นกระจายตัวออกเมื่อปืนโลหะเบาร่วงจากมือลงกระทบพื้นทรายพร้อมกับความหนักใจที่เคยค้างคาอยู่ในอก อุ้งมือที่เคยหนักอึ้งพลันเบาหวิวราวกลายเป็นอากาศธาตุราวกับหายวับไปในพริบตา

ชายวัยกลางคนดึงซิการ์ขึ้นจุด ประกายแสงน้อยๆนั้นช่างกระจิริดเมื่อเทียบกับแสงดาวบนฉากหลัง ควันสีขาวที่ลอยคลุ้งก็เล็กน้อยเมื่อเทียบกับเนบิวลาที่อยู่แสนไกล พวกเขาทั้งสองเป็นเพียงเงาเล็กๆในความมืดอันธการของจักรวาลเบื้องนอก

ในความเงียบอันกะจ้อยร่อยของทะเลทรายนั้น เงาร่างสองเงาเดินตัดสันทรายซ้ำบนรอยเท้าที่พวกเขาเดินมา แสงอบอุ่นของกระโจมวิจัยทอดอยู่เบื้องหน้าลิบๆ ความสงบนี้กลายเป็นเพื่อนของเขาอีกครา

ยังหรอก ยังไม่ถึงเวลา มนุษย์ยังเป็นทารกแห่งจักรวาล อีกยาวนานนักกว่าที่พวกเขาจะยุรยาตรไปในหมู่ดาว

พวกเขาทั้งสองจะกลายเป็นแค่เศษเสี้ยวเล็กๆที่ถูกฝุ่นทรายกลบฝังไปกับกาลเวลา แต่นั่นไม่สำคัญเลย จารึกใดจะมีความหมายเท่าสิ่งที่พวกเขาตระหนักอยู่แก่ใจในขณะนี้ สายลมที่พัดผ่านกระซิบบอกเขาให้เงยหน้าขึ้นทันพอดีกับที่ดาวดวงหนึ่งตกลงจากฟากฟ้า รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าที่เริ่มส่อเค้าแห่งความชราแต่ระบายไว้ด้วยความเยาว์วัย  ณ ตรงนี้พื้นทรายอาจกลายเป็นมหานครแห่งมหานครที่สูงเสียดดวงดารา โดมใสอาจทอประกายกับแสงดาวเดียวกันนี้ในอีกหลายร้อยปีข้างหน้า

เขาจะไม่ได้เห็นมัน แต่นั่นไม่สำคัญ แค่เขาได้ทำงานที่เขารักนี้ไปจนตายก็พอ

-จบ-

A Fairytale: จนฟ้ารุ่งราง บทที่ 12 (ตอนจบ)

Title: A Fairytale
Book III: จนฟ้ารุ่งราง (Another Dawn)
Author: vekin
Rate: PG-13
Warning: คนเขียนอ่อนคำราชาศัพท์เป็นอย่างยิ่ง ต้องขออภัยในความผิดพลาดมา ณ ที่นี้
***บุคคล เหตุการณ์และสถานที่ในเรื่องล้วนสมมติขึ้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องพาดพิงกับบุคคลและเหตุการณ์จริงแต่อย่างใด***

Chapter 12 (finale)
####################################################

บ้านเมริสมาไม่มีแขกมาเยือนนานหลายเดือนแล้วนับแต่ความวุ่นวายทั้งหลายเริ่มขึ้น ดังนั้นเมื่อสาวใช้ในบ้านบอกนางว่ามีแขกมาขอพบนั้น คุณผู้หญิงฟรานเชสก้าจึงอดแปลกใจไม่ได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อแขกคนนั้นไม่ได้ส่งจดหมายใดๆมาก่อนเลย

นางยิ่งแปลกใจเมื่อเห็นว่าแขกคนที่ว่านั้นคือน้องชายของนางเอง “ มีเรื่องอะไรอย่างนั้นหรือ ” นางถามเขาทันทีที่เห็นความไม่สบายใจบนใบหน้าของเขา น้องชายของนางเป็นคนที่อ่านได้ง่ายแต่ไหนแต่ไรมา นั่นเป็นเหตุให้นางรู้สึกว่าเขาไม่เหมาะกับอาชีพค้าขายของครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง แต่เขาก็ทำได้ไม่เลวนักตลอดเวลาที่ผ่านมา การค้าเป็นไปอย่างราบรื่นแม้ในภาวะที่ทำให้พ่อค้าคนอื่นต้องตกยาก ไม่มีครั้งไหนที่เขาเข้ามาขอให้พี่สาวคนนี้ต้องช่วย ดังนั้นนางก็ไม่คาดว่าเขาจะมาขอความช่วยเหลือเอาป่านนี้เช่นกัน

ทันทีที่เขาเห็นนางเดินเข้ามาเขาก็ถามทันทีว่า “ ทำไมท่านยังอยู่ที่นี่อีก ”

นางต้องชะงักไปชั่วขณะ ” ข้าก็อยู่ที่นี่มาตลอด ” นางตอบ “ มีอะไรอย่างนั้นหรือ? ”

“ ข้าได้ยินมาว่าเมื่อคืนวานมีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นในปราสาทไลน์ ขุนนางในบริเวณไปที่นั่นกันหมดแล้ว เหลือแต่ท่านที่ใครๆก็บอกว่าไม่ได้ไปไหน ”

ยิ่งฟังนางยิ่งงงหนัก ” เจ้าเข้าออกปราสาทไลน์ไม่ได้ถ้าไม่มีจดหมายเรียก ข้าไม่เห็นจดหมายเรียกที่ว่านั้นเลย แล้วมันเกิดอะไรขึ้นที่นั่น เจ้ารู้อะไรบ้างหรือเปล่า ”

น้องชายของนางได้แต่ส่ายหน้า เขาเองก็ไม่รู้ แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่เขากังวลที่สุดในตอนนี้ ” วันก่อนมีคนแปลกหน้ามาถามเรื่องของท่านที่บ้านด้วย นี่เป็นเรื่องอีกอย่างที่ข้าอยากถามท่าน ท่านไปมีเรื่องอะไรกับใครหรือเปล่า ”

“ เงียบไปนะเจเรมี เราไม่ได้เป็นเด็กๆกันแล้วนะ ข้าจะไปมีเรื่องอะไรกับใครได้- “

“ แต่พวกเขาอาจจะเป็นทหาร ”

ดวงตาของนางเบิกกว้างในทันที นั่นเพราะพวกเขาไม่มีทางเป็นทหารม้า พระราชินีอาร์ดารารู้เรื่องหล่อนดีเกินกว่าจะส่งคนมาซักไซ้ถามไถ่เช่นนี้ ทหารทั่วไปก็คงไม่มีความสนใจอะไรพิเศษเกี่ยวกับขุนนางหม้ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะสงคราม ถ้าจะมีก็แต่… “ ทหารรักษาพระองค์ ”

น้องชายของนางไม่อาจปิดบังความตกใจของเขาไว้ได้ ” ทหารรักษาพระองค์? แต่ไม่ใช่ว่าพวกนั้นเป็นทหารของพระราชาหรอกหรือ ทำไมพวกเขาถึงได้- ”

“ ก็เพราะอย่างนั้นน่ะสิ ”

เจเรมีเข้าใจทุกอย่างกระจ่างในทันที นัยน์ตาของเขาพลันเต็มไปด้วยความตื่นกลัว ” ท่านอย่าบอกนะว่าพวกเขามาเพราะเรื่อง- “

“ เจ้าหุบปากไว้ให้ดีก็พอ ” นางว่า ” ไม่สิ เจ้าออกไปทำงานค้าขายต่างเมืองซักพักจะดีกว่า ถ้าเจ้าลนลานขึ้นมาพวกนั้นต้องจับทางได้แน่ ทหารรักษาพระองค์ไม่ใช่พวกกระจอก เจ้าหลอกพวกนั้นไม่ได้ง่ายๆหรอก ”

น้องชายของนางเหมือนจะประท้วง แต่ความเด็ดเดี่ยวในดวงตาของผู้เป็นพี่สาวทำให้เขาต้องยอมรับข้อเสนอนั้นแต่โดยดี เขาขอตัวกลับโดยไม่ลืมจะเตือนว่า ” ท่านต้องหาทางรู้ให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับจดหมายของท่าน อาจจะมีบางคนพยายามตัดขาดท่านจากราชสำนักก็เป็นได้ ”

นั่นเป็นไปได้มาก ไม่สิ เป็นไปได้อย่างยิ่งโดยเฉพาะเมื่อนางเคยเห็นมันเกิดขึ้นมาแล้ว

สาวใช้ต้องแปลกใจที่แขกของคุณผู้หญิงกลับไปเร็วกว่าที่หล่อนคาดจนของว่างที่เตรียมมานั้นต้องเป็นหม้ายไป แต่คุณผู้หญิงก็ไม่ปล่อยให้หล่อนต้องยืนถือถาดขนมเก้ๆกังๆอยู่นานนัก ” เจสสิก้า ไปตามอาร์เซนมาพบข้าที่ห้องทำงานด้วย ” นางบอกก่อนจะเดินหายจากห้องนั้นไป

ในตอนที่เขาก้าวเข้าไปในห้องทำงานของคุณผู้หญิงสิ่งเดียวที่เขาทำได้คือพยายามหายใจให้ทั่วท้อง เขาไม่ได้ถูกเรียกมาที่นี่บ่อยนักเพราะแทบไม่มีเหตุที่เขาต้องพูดคุยกับคุณผู้หญิงตามลำพัง ครั้งนี้เขาเองก็นึกไม่ออกเช่นกันว่าจะเป็นเรื่องอะไรไปได้ แต่เขารู้ว่ามันอาจไม่ใช่เรื่องดี โดยเฉพาะเมื่อคุณผู้หญิงฟรานเชสก้าจ้องหน้าเขาด้วยสายตาที่เคร่งเครียดเช่นตอนนี้ นางไม่ได้นั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะแต่ยืนรอเขาอยู่ นั่นบอกเขาว่าไม่ว่ามันเป็นเรื่องอะไรเรื่องนี้สำคัญอย่างยิ่ง เขาได้แต่กลืนน้ำลายแล้วค้อมตัวน้อยๆเพื่อเป็นการแสดงความเคารพก่อนจะงับประตูปิด

” มายืนข้างหน้าข้า อาร์เซน ” นางบอกเมื่อเสียงลั่นจากประตูไม้นั้นเงียบลง และเด็กชายก็ทำตามแต่โดยดี เขาเดินมาหยุดที่หน้าคุณผู้หญิง สายตามองต่ำ ไม่สบสายตา แต่ไม่ได้หลบหน้าเช่นกัน เขาเพียงไม่กล้าเผชิญหน้ากับความคลางแคลงใจที่ฉายชัดอยู่ในตอนนี้ “ พักนี้เจ้าออกไปไหนกลางค่ำกลางคืนบ้างหรือเปล่า ” นางถาม

เขาเผลอสูดหายใจลึกและเขารู้ว่าคุณผู้หญิงเห็น อันที่จริงการที่นางถามก็แสดงว่าสงสัยบางสิ่ง แต่ที่ถามนั้นก็เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ใจของเขา

“ ครับ ” เขาตอบ ครั้งนี้เขามองสบสายตากับนาง “ ข้าไปหาคนในหมู่บ้านน่ะครับ ”

“ แล้วทำไมต้องไปตอนค่ำมืด ” คุณผู้หญิงถาม สีหน้าของนางไม่เปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่น้อย

“ เป็นการพบปะกันตามประสาคนรู้จักน่ะครับ ”

“ แล้วทำไมเจ้าต้องออกไปตอนค่ำมืด ไปเจอเวลาอื่นไม่ได้รึ ”

“ ทุกคนมีงานที่ตัวเองต้องทำนี่ครับ ถ้าจะพบกันก็ต้องหลังจากภารกิจประจำวันจบแล้ว ”

เขาได้แต่ภาวนาว่าคุณผู้หญิงฟรานเชสก้าจะยอมรับเรื่องการพบปะสังสรรค์นี้โดยที่ไม่ถามรายละเอียดมาไปกว่านี้ เขารู้ว่าหากถูกซักไซ้มากกว่านี้ข้อแก้ต่างใดๆก็จะไม่สมเหตุสมผล เขารู้ว่าเขาไม่อาจหลอกนางได้ อย่างไรเสียคนๆนี้คือคุณผู้หญิง ฟรานเชสก้า เอสเมรัล เมริสมา และนางมีคุณสมบัติทั้งมวลของคนที่อยู่ในตำแหน่งเช่นนั้น “ ถ้าอย่างนั้น ทำไมเจ้าต้องเข้ามาที่เรือนใหญ่หลังจากกลับมาแล้วด้วย ” นางถามขึ้นหลังจากความเงียบที่ชวนอึดอัด สายตาของนางยังคงจ้องอยู่ที่เขา ศึกษาทุกอิริยาบถของเขา และอาจมองเห็นมากกว่าแค่เด็กชายที่ยืนอยู่ตรงหน้านาง

มือของเขากำแน่นขณะที่เขาตอบว่า “ ข้ามาดูสตีวี่ไงครับ ” เขาต้องห้ามตัวเองไม่ให้ถอยหลังเมื่อคุณผู้หญิงเดินเข้ามาก้าวหนึ่ง นางจ้องตรงมาทางเขาพลางส่ายหน้าช้าๆก่อนจะบอกเขาว่า

” สตีวี่นอนคนเดียวได้ เรื่องนั้นเจสสิก้าบอกข้าเอง ” ดวงตาอำมหิตคู่นั้นทำให้เด็กชายต้องหนาวสันหลังวาบ ในตอนนี้นางดูน่ากลัวยิ่งว่าเมื่อนางขมวดคิ้วนิ่วหน้าปะทะทั้งคารมและอารมณ์กับคุณชายน้อยหลายเท่านัก นั่นเพราะในสายตานั้นคือการคิดคำนวณที่เด็กชายไม่อาจเดาได้ว่าเป็นเรื่องอะไร นางกล่าวต่อไปด้วยว่า “ เจสสิก้าบอกข้าด้วยว่ามีคนมาหาเจ้าเป็นพักๆในช่วงที่ผ่านมา ทั้งที่ถ้าข้าจำไม่ผิดไม่เคยมีใครมาหาเจ้าบ่อยขนาดนี้แม้แต่ช่วงที่ในเขตเมริสมามีเรื่องวุ่นวายมากมายจนข้าอ่านผ่านตาแทบไม่ทันก็ตามที ” แล้วนางก็หัวเพราะหึ “ การพบปะสังสรรค์อย่างนั้นหรือ ใครกันสังสรรค์กันในเวลาที่บ้านเมืองเป็นแบบนี้ เว้นแต่จะหารือกันเรื่องการกบฎ ”

“ ไม่ใช่นะครับ ” เขารีบท้วง อาจจะเร็วเกินไปหน่อยด้วยซ้ำ

แต่คุณผู้หญิงไม่ได้ตอบกระไร ดวงตาของนางพลันหรี่ลงก่อนจะถามอย่างช้าๆว่า ” เจ้ามีเหตุอะไรถึงพยายามใกล้ชิดลูกชายข้า ”

เด็กชายได้แต่กะพริบตากับคำถามที่มาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยก่อนที่เขาจะส่ายหน้า ” ข้าไม่ได้พยายามใกล้ชิดคุณชายน้อย- ”

“ เจ้าพาเขาไปนา ช่วยเขาดูแลสตีวี่ เจ้าคอยพยาบาลเขาตลอดเวลาที่เจ็บหนัก นี่ไม่ใช่เพราะเจ้าต้องการความไว้วางใจจากเขาอย่างนั้นหรือ- ”

“ คุณชายน้อยต่างหากที่ตามข้าไปนาและอาสาจะดูแลสตีวี่ ข้าไม่เคย- “

แต่ก่อนที่เขาจะทันพูดจบ คุณผู้หญิงฟรานเชสก้าก็สาวเท้าเข้าหาแล้วบีบต้นแขนเขาไว้แน่นจนเจ็บแปล็บ “ เจ้าทำให้เขาเชื่อเจ้าหมดใจทั้งที่คนเป็นแม่อย่างข้ายังทำไม่ได้ ” นางกระซิบด้วยเสียงที่ทุ้มต่ำและทรงอำนาจจนฟังดูไม่เหมือนเสียงของคุณผู้หญิงเลยแม้แต่น้อย ดวงตาของพลันดูลึกโหลและดำคล้ำไม่ต่างจากดวงตาของผีร้ายขณะที่นางกล่าวต่อไปว่า “ เด็กเลี้ยงแกะอย่างเจ้า อาร์เซน ทำให้เขาเชื่อใจเจ้าได้ ทั้งที่เจ้ามันก็แค่เสแสร้งเป็นไร้เดียงสา แต่ข้ารู้ สารภาพมา เจ้าออกไปเจอเจ้าโจรกบฎนั่นมาใช่มั้ย ”

“ ไม่ใช่ครับ ” เขากัดฟันข่มความเจ็บปวดจากแรงบีบบนต้นแขนแล้วบอกนาง “ ปล่อยเถอะครับ คุณผู้หญิง ”

“ เจ้ายังจะโกหกอีกงั้นหรือ ” ว่าแล้วนางก็จิกปลายเล็บแหลมคมลงบนต้นแขนของเด็กชาย เขาร้องออกมาสั้นๆก่อนจะกัดฟันแน่น สายตายังคงจ้องตอบนางอย่างหนักแน่น

“ ข้าไม่ได้ออกไปพบท่านพี่ ” เขาตอบ ครั้งนี้เขาจ้องนิ่งเข้าไปในดวงตาของนางและย้ำทุกคำที่พูด “ แล้วข้าก็ไม่เคยพยายามเรียกความไว้ใจหรือเห็นอกเห็นใจจากใครด้วย ”

ในพริบตานั้นสิ่งที่อยู่บนใบหน้าของฟรานเชสก้าคือความโกรธเกลียดชิงชังอย่างที่เด็กชายไม่เคยเห็น “ หุบปากซะ!! ”

ใบหน้านั้นคือสิ่งสุดท้ายที่เขาได้เห็นเมื่อนางตบเขาจนหันไปข้างและเกือบทำให้เขาเสียหลักหากไม่เพราะนางยังคงจับแขนเขาไว้มั่น ใบหน้าของเขาไร้ความรู้สึกไปแม้ขณะที่นางจับไหล่ของเขาให้หันกลับไปที่นางอีกครั้ง “ เจ้าเด็กเลี้ยงแกะ เจ้ากับชาวบ้านพวกนั้นสมคบกับเจ้ากบฎนั่นหวังฆ่าข้างั้นสิ เจ้าไม่ได้ทำแบบนั้นหรอก ” มือทั้งสองของนางรวบเข้าที่รอบคอของเขาแล้วบีบจนกระทั่งเขาไม่อาจหายใจ เขาคว้ามือของคุณผู้หญิงไว้และพยายามแกะมันออก ทำทุกวิถีทางเพื่อดิ้นให้หลุดจากกำมือของนาง แต่มันมีแต่จะแน่นเข้า แน่นเข้าทุกที “ ใครบ้างที่ร่วมมือกับเจ้าบอกมา!! ”

“ ข้าไม่- ”

“ ข้าต้องการชื่อ อาร์เซน ”

เขาไอครั้งหนึ่งเมื่ออ้าปากพยายามจะพูด แต่เขาไม่มีชื่อจะให้ เพราะไม่มีใครพยายามฆ่าฟรานเชสก้า ไม่มี

เมื่อไม่ได้คำตอบนางก็ดันเขาไปจนชิดผนังแล้วบีบคอของเขาให้แน่นเข้า ตอนนี้ไม่ว่าหายใจหรือเขาก็ทำไม่ได้ ไม่ว่าเขาพยายามอ้อนวอนนางอย่างไรนางยังคงมองเขาด้วยสายตาของอสูรที่จับจ้องเหยื่อ ปราศจากทั้งความเมตตาและความพึงพอใจ “ ข้าไม่ยอมให้พวกเจ้าเอามันไปจากข้าหรอก “ นางพึมพำก่อนจะเขย่าเขากระแทกกับกำแพงด้านหลัง เสียงของนางลอดจากแนวฟันที่สบกันแน่นอย่างยากเย็น “ ข้าทำทุกอย่างเพื่อยืนอยู่ที่นี่ เพื่อให้เป็นคนของเมริสมา คนที่ได้ไปง่ายๆอย่างเจ้าไม่เข้าใจหรอกว่าข้าต้องพยายามขนาดไหน ข้าจะไม่ยอมให้ใครเอาเมริสมาไป ข้าจะทำทุกอย่างไม่ว่าอะไร ไม่ว่าข้าต้องกำจัดใคร! ”

ทันทีที่สิ้นคำนั้นมือของเด็กชายที่เคยจับแน่นอยู่บนมือของนางก็กลับคลายออกแล้วเอื้อมมาที่คอของนาง ทั้งที่การเคลื่อนไหวนั้นไม่ได้รวดเร็วแต่นางกลับไม่อาจหลบเขาหรือปัดป้องเขา แรงบีบที่อยู่บนคอของนางมากเสียจนนางเองก็ไม่อาจเข้าใจมันมาจากที่ใด ในเมื่อเด็กชายตรงหน้านางเหมือนจะขาดใจอยู่รอมร่อ…

สายตาของอาร์เซนทำให้นางสะท้านเมื่อความตื่นกลัวที่นางเห็นก่อนหน้าหายไป ที่อยู่ในนั้นคือความชิงชังที่เย็นยะเยือกจนจับขั้วหัวใจของนาง นางต้องปล่อยมือจากเขาและพยายามดึงมือของเขาออก แต่ไม่มีผล แรงของอาร์เซนไม่ได้ลดลงเลยขณะที่เขาดันนางออกห่างจากผนัง มือของเขายังคงรวบอยู่บนคอของนางแม้ขณะที่นางเซร่วงลงกับพื้น แต่นางไม่มีเวลากระทั่งจะหนีเมื่อเขานั่งคร่อมอยู่เหนือตัวนางแล้วกระแทกนางกลับลงไป มือทั้งสองรัดแน่นบนลำคอของนางในชั่วอึดใจ

“ ทุกอย่างงั้นรึ “ เขากล่าวด้วยเสียงที่แหบพร่าจากคอที่ถูกบีบจนแดง “ รวมทั้งฆ่าแม่ข้าด้วยหรือ ”

นั่นอาจเป็นครั้งแรกที่นางสั่นกลัวเด็กชายที่อยู่ตรงหน้า บนใบหน้าของอาร์เซนมีเพียงความตายและในดวงตาของเขาคือคำสาปแช่ง เด็กชายที่ใสซื่อและนอบน้อมไม่เหลืออยู่ตรงนั้นอีกแล้ว นางไม่รู้อีกแล้วว่าคนที่อยู่ตรงหน้านางและกำลังเค้นเอาลมหายใจออกไปจากนางนี้เป็นใคร นางพยายามทั้งอ้อนวอน ทั้งทุบตี ทั้งแกะมือของเขา หรือกระทั่งบีบคอของเขาซ้ำ  แต่นางไม่เหลือเรี่ยวแรงแล้ว นางทำได้เพียงอ้าปากพยายามหายใจเหมือนปลาที่ถูกยกขึ้นจากน้ำ

สติของนางเลือนลางเต็มแก่ในตอนที่ประตูห้องกระแทกเปิดออก สิ่งสุดท้ายที่นางได้ยินคือเสียงตะโกนของความตกใจ “ อาร์เซน!!!! “

แต่เสียงนั้นไปไม่ถึงเด็กชาย เขาไม่มีปฏิกิริยาใดๆแม้เมื่อแมกซิมิเลียนวิ่งตรงมานั่งข้างหลังเขาและพยายามดึงมือของเขาออกจากรอบคอมารดา  ” พอเถอะอาร์เซน ปล่อยนางได้แล้ว ” แต่อาร์เซนไม่มีท่าทีว่าจะสนใจเขา มือนั้นยังคงบีบแน่น ดวงตาที่มีเพียงแววเฉยชาจ้องตรงไปยังหญิงหม้ายที่หมดสติ ความชิงชังมากมายนั้นทำให้เขาเขย่านางกระแทกกับพื้น เขาต้องการให้นางตื่น เขาต้องการให้นางสารภาพสิ่งที่นางทำ เขาต้องการได้ยินนางรับสารภาพต่อบาปนั้นก่อนที่เขาจะฆ่านาง

ยิ่งเขาพยายามดึงมือของเด็กชายออกมาเท่าไหร่ แมกซิมยิ่งรู้สึกว่าความพยายามของนั้นไร้ความหมาย อาร์เซนไม่ได้ยินเขาราวกับอยู่ในห้วงภวังค์ที่เด็กหนุ่มไม่อาจเข้าไปได้ เหมือนตอนที่อาร์เซนฆ่าเป็นครั้งแรก ความคลุ้มคลั่งที่เขาเห็นในคืนนั้นก็อยู่ที่นี่ และเหมือนคืนนั้นเขาไม่อาจแก้ไขสิ่งใด ความพยายามใดๆของเขาล้วนไร้ประโยชน์ “ ข้าขอร้องล่ะ ” เด็กหนุ่มกล่าวขึ้น เสียงของเขาสั่นเครือขณะที่เขาคว้าข้อมือของเด็กชายไว้แน่น ” ข้าขอร้อง อย่าฆ่าแม่ข้าเลย อาร์เซน ”

เขาคิดว่าแม่ของเขาอาจต้องตาย แต่ในตอนนั้นเองแขนของเด็กชายกลับคลายลง มือของเขาเลื่อนหลุดจากลำคอของคุณผู้หญิงฟรานเชสก้าขณะที่ร่างที่เคยเกร็งขึงกลับเอนพิงเด็กหนุ่มราวกับว่าหมดสิ้นเรี่ยวแรงที่จะยืนหยัดอยู่ได้ ความเงียบในห้องนั้นพลันถูกแทนที่ด้วยเสียงหายใจที่หอบสั้นกระชั้น ที่น่ากลัวที่สุดคือเสียงหวีดที่มากับทุกลมหายใจเข้าออก แมกซิมิเลียนรีบดึงอาร์เซนลงมาที่พื้นทันทีแล้วพยายามพยุงเด็กชายให้ลุกขึ้น แต่ถึงตอนนั้นร่างของอาร์เซนปราศจากเรี่ยวแรงจะพยุงตัวไว้ได้อีกต่อไป ตัวของเด็กชายเกร็งแน่นอีกครั้งแต่ครั้งนี้ด้วยความพยายามจะหายใจ มือของเขาพยายามจิกหาอะไรก็ตามที่อาจคลายความทรมานนี้ลง

สิ่งเดียวที่แมกซิมิเลียนคิดได้ในตอนนั้นคือกอดเด็กชายไว้ ปล่อยให้อาร์เซนจิกข่วนแผ่นหลังของเขาทุกครั้งที่มันเจ็บจนไม่อาจทนได้ ตลอดเวลานั้นเขาได้แต่เรียกชื่อของเด็กชายซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกำลังสวดภาวนาเพราะไม่มีอะไรอีกแล้วที่เขาทำได้ ความกลัวในตอนนั้นมากเสียจนเขาไม่รู้สึกถึงน้ำตาที่ร่วงลงมาอาบใบหน้าของตัวเอง แทบไม่รู้สึกตอนที่ทหารรักษาพระองค์เข้ามาให้ห้องนั้นแล้วปฐมพยาบาลแม่ของเขา เขาไม่ได้ยักหน้ารับตอนที่หมอบอกว่าแม่ของเขาไม่เป็นไร ไม่ใช่ตอนที่อาร์เซนอาจจะขาดใจตายในอ้อมแขนของเขาอย่างนี้

ในที่สุดมือกำเสื้อของเขาไว้แน่นก็คลายลง ลมหายใจของเด็กชายค่อยๆช้าลง ตัวของเขาเหมือนกลายเป็นเพียงถุงหนังที่ห่อหุ้มเลือดเนื้ออยู่ภายใน เขายังคงหายใจแต่ไม่ตอบสนองต่อเสียงเรียก ไม่ตอบสนองต่อสัมผัส ไม่ว่าที่เขาลูบหลังของเด็กชายหรือสางเส้นผมสีฟางข้าวไม่ให้ปรกหน้า ในชั่วขณะหนึ่งเขากลัวเหลือเกินว่านี่คือขีดจำกัด ว่าอาร์เซนจะไม่ลืมตาตื่นชึ้นมาเหมือนครั้งก่อนๆและหายไป เหมือนแม่นม เหมือนราชาลุดวิก เหมือนพ่อเลี้ยงโจนาธาน เหมือนพ่อของเขา

เขาปัดมือที่เอื้อมมาจับอาร์เซนโดยไม่ทันมองด้วยซ้ำว่านั่นคือใคร แต่เมื่อเขาเห็นใบหน้าที่เขารู้จัก เมื่อหัวหน้ากองเกรเกอร์ตบบ่าเขาเบาๆแขนของเขาจึงคลายออกเพื่อให้หมอพลิกตัวเด็กชายขึ้นแล้วนาบมือบนอกของเขา ตลอดเวลานั้นเขาประคองอาร์เซนไว้ ยังคงพยายามเรียกเขาให้ได้สติ ใช้เสียงของตัวเขาเองกลบเสียงของท่านหมอที่อาจบอกเขาว่า…

“ เขาหายใจเป็นปกติแล้ว ไม่น่าเป็นอะไร “ ท่านหมอกล่าวพลางนิ่วคิ้วน้อยๆขณะที่เพ่งไปที่รอยบนคอและใบหน้าของเด็กชายแล้วส่ายหน้าก่อนจะลุกขึ้น “ เขารู้สึกตัวเมื่อไหร่พาไปหาข้าด้วย ข้ายังต้องดูคอของเขาอยู่ “

เด็กหนุ่มเพียงยักหน้ารับก่อนที่ท่านหมอจะหันกลับไปควบคุมทหารรักษาพระองค์ที่กำลังยกคุณผู้หญิงฟรานเชสก้าขึ้นเปลและออกจากห้องไป อย่างน้อยที่สุดตอนนี้เขาก็ไม่มีอะไรต้องกลัว ทั้งเรื่องอาร์เซน ทั้งเรื่องแม่

“ เจ้าไม่เป็นไรนะ “ เป็นคำถามจากหัวหน้ากองที่ยังคงยองนั่งอยู่ข้างเขา

เด็กหนุ่มยักหน้ารับอีกครั้งก่อนจะกระชับแขนเข้าให้ร่างในอ้อมแขนของเขานอนให้สบาย “ ท่านจะเริ่มสอบสวนเมื่อไหร่ครับ “ เขาถาม ความกังวลอยู่ในน้ำเสียงของเขาอย่างชัดเจนจนเกรเกอร์ต้องถอนใจ

“ ตอนที่แม่ของเจ้ากับเขาหายดีพอจะพูดคุยได้นั่นแหละ “ หัวหน้ากองตอบ “ ข้าจะให้คนดูแลแม่ของเจ้าไว้แล้ว แต่คงฝากเจ้าดูแลอาร์เซน ให้เขาพักให้สบาย “

แมกซิมิเลียนไม่ทันรับคำด้วยซ้ำตอนที่หัวหน้ากองทหารรักษาพระองค์ลุกขึ้นแล้วเดินออกจากห้องนั้นไป แต่เขาเข้าใจนัยยะของถ้อยความนั้น ตอนนี้แม่ของเขาอยู่ในการควบคุมตัวแล้วจะเหลือก็แต่การไต่สวนและพิพากษาเท่านั้น ทั้งเรื่องหายนะเกิดขึ้นบนแผ่นดินเมริสมานี่เมื่อห้าปีก่อน ทั้งเรื่องรอยบนตัวของอาร์เซน คอของเด็กชายมีทั้งรอยช้ำแดงและรอยเล็บข่วน แก้มของเขาค่อยๆบวมแดงขึ้นตามเวลาที่ผ่านไปจนเด็กหนุ่มทำได้แค่สบถในใจ เขาไม่เคยนึกว่าแม่ของเขาจะทำได้ถึงขนาดนี้ เหมือนที่เขาไม่เคยนึกว่าอาร์เซนจะทำถึงขนาดนี้เช่นกัน

แต่ว่าไม่เพราะอะไร เขาไม่อาจเกลียดคนทั้งสองได้ เขาไม่อาจนิ่งเฉยให้แม่ของเขาตายเช่นที่เขาไม่อาจปล่อยมือจากอาร์เซนในตอนนี้ เขานั่งอยู่ที่นั่นแม้เมื่อห้องนั้นเงียบร้างผู้คนไปเว้นก็แต่เจสสิก้าที่แวะเข้ามาดูว่าเขาเป็นอย่างไรและเสียงกรีดร้องราวคนเสียสติของอนาสตาเซียดังมาจากทางเดินเมื่อทหารรักษาพระองค์ไม่ยอมให้หล่อนพบแม่ เขาได้แต่อยู่ที่นั่นและรอจนตัวเขาเองเหมือนกำลังจะเสียสติไปอย่างช้าๆ

แต่หลังจากเวลาเนิ่นนาน ในที่สุดมือของเด็กชายก็ขยับ ดวงตาของเขาปรือขึ้นพร้อมๆกับหัวใจของแมกซิมที่เต้นแทบไม่เป็นส่ำ ” อาร์เซน ” เขาเรียกเบาๆขณะที่สางผมออกจากใบหน้าของเด็กชาย อาร์เซนพยายามตอบเขาแต่สิ่งที่ออกมามีเพียงเสียงไอแหบๆ เด็กหนุ่มได้แต่ลูบแผ่นหลังนั้นเบาๆจนเสียงไอก็หยุดลงและอาร์เซนค่อยๆถัดตัวขึ้นจากเขา เด็กชายเหลือบสายตาไปที่กลางห้องครั้งหนึ่งก่อนจะพยายามลุกขึ้นแต่ตัวเขาในตอนนั้นอ่อนแรงเสียจนทำได้เพียงแค่นั่งอยู่ที่นั่น ” คุณผู้หญิงละครับ ” เขาถามด้วยเสียงแตกพร่า

“ ท่านแม่ไม่เป็นไร ทหารรักษาพระองค์ดูแลนางอยู่แล้ว เจ้าไม่ต้องห่วง ” เด็กหนุ่มตอบขณะที่ไล่สายตามองร่องรอยบนตัวเขาอีกครั้ง แต่ทั้งรอยแดงที่คอและรอยบวมบนแก้มนั้นน้อยนิดนักเมื่อเทียบกับดวงตาของอาร์เซนที่มองมาที่เขา ดวงตาที่ช้ำแดงด้วยเลือดทำให้น้ำตาของแมกซิมไหลลงมาอีกครั้ง

แต่ทั้งที่เขาเจ็บตัวถึงขนาดนั้น อาร์เซนยังบอกว่า “ ข้าไม่เป็นไรครับ คุณไปดูคุณแม่คุณเถอะ ”

“ ไม่เป็นไรที่ไหน “ เขาตอบด้วยเสียงที่กร้าวกว่าที่ตั้งใจไว้จนอาร์เซนต้องสะดุ้งด้วยความตกใจ แต่ตอนนี้ให้ควบคุมเสียงไม่ให้สั่นเครือยังยาก เขาไม่อาจควบคุมความกลัวหรือความโกรธและทั้งหมดนั้นอยู่บนใบหน้าของเขา สิ่งซึ่งอาร์เซนตีความในทันทีว่าลงมาที่เขา เด็กชายเบือนหน้าหลบสายตาเขาแต่แมกซิมิเลียนก็เอื้อมมือไปแล้วประคองหน้าเด็กชายให้หันกลับมาและมองเข้าไปในดวงตาที่ช้ำเลือดคู่นั้น “ ข้าขอโทษ “ เขากระซิบบอก “ ทั้งที่ข้ารู้…ว่านางทำอะไร…และอาจจะทำอะไร… แต่ข้ามาไม่ทัน… “ แล้วเสียงของเขาเงียบหายไป เด็กหนุ่มไม่กล้าเอ่ยปากเพราะกลัวเสียงสะอื้นที่จะลอดออก

นั่นอาจเป็นครั้งแรกที่อาร์เซนได้เห็นคุณชายน้อยร้องไห้ แม้เด็กหนุ่มจะพยายามไม่ให้เขารู้ พยายามไม่แสดงอะไรมากกว่าน้ำตาไม่กี่หยดที่ร่วงลงจากตา แต่เสียงที่สั่นเครือและแทรกด้วยลมหายใจลึกและมือที่เลื่อนไปกำแน่นอยู่ที่ตักก็บอกเด็กชายแล้วทุกอย่างอาร์เซน “ คุณมาทันครับ “ เขาบอกขณะที่เอื้อมมือไปสางเรือนผมของเด็กหนุ่ม เขาไม่นึกว่าการต้องพูดถึงมันจะทำให้คอของเขาตีบตันถึงเพียงนี้ “ คุณแม่คุณไม่เป็นอะไร คุณมาทัน ”

สิ่งที่บอกเขาว่าเด็กหนุ่มได้ยินคืออ้อมแขนที่กระชับเข้ารอบตัวเขาและกอดเขาไว้ราวกับกลัวว่าเขาจะหายไป

***

มันยากยิ่งที่จะบอกว่าร่างกายของเขาสิ้นสุดที่ใดและฟูกอันอ่อนนุ่มนั้นเริ่มต้นขึ้นที่ไหน เขารู้สึกราวกับว่าร่างทั้งร่างได้จมหายไปในความนุ่มนวลที่ไร้สิ้นสุดนั้น ขอบเขตของตัวตนเริ่มพร่าเลือนจนเขาไม่รู้อีกแล้วว่าเขาคือสิ่งใด สิ่งที่เรียกเขากลับมาคือน้ำ มันคือความเย็นชื่นที่ค่อยๆปลุกปลายประสาทของเขาให้ตื่นขึ้น จากผิวหนังเป็นใบหู เป็นปลายจมูก เป็นริมฝีปาก และเมื่อมันผ่านไปบนเปลือกตา เขาก็ได้ดวงตากลับคืนมา ภาพที่พร่าเลือนค่อยๆแจ่มชัดขึ้นและคนที่อยู่ตรงทำให้เขาแปลกใจ

“ …ซาร์ค… “

เด็กหนุ่มผมแดงยิ้มน้อยๆก่อนจะเอาผ้าพาดไว้ที่ขอบอ่างข้างเตียง ” ตื่นได้เสียทีนะ เจ้านอนไปสี่วันเต็มๆจนหมอหลวงกลัวกันแทบจับไข้ซะเอง ”

นั่นทำให้เขายิ้มน้อยๆแม้ร่างกายของเขาในตอนนั้นจะอ่อนแอเสียจนสิ่งง่ายๆอย่างการยักยิ้มยังเหมือนต้องใช้เรี่ยวแรงมากมาย ในตอนแรกเขานึกไม่ออกว่าเขาอยู่ที่ไหนหรือมาที่นั่นได้อย่างไร เพราะสิ่งสุดท้ายที่เขาจำได้คือ “ นางล่ะ “ เขาหันไปถาม

เด็กหนุ่มถอนใจน้อยๆก่อนจะตอบว่า  “ นางไปแล้ว ”  เมื่อเห็นเจ้าชายขมวดคิ้วนิ่วหน้าเขาจึงเล่าต่อไป  “ ข้าเองก็ฟังมาจากคีธอีกที เขาไปเจอเจ้าที่ท้องพระโรงหลังจากที่เจ้าเสียเลือดจนหมดสติไป เขาคิดว่าเจ้าอาจจะตายไปแล้วด้วยซ้ำถ้าไม่เพราะนางใช้พลังพยายามรักษาชีวิตของเจ้าไว้ จนท้ายที่สุดนางก็ไม่อาจรักษารูปลักษณ์ที่อ่อนเยาว์ของตัวเองไว้ได้อีก พอคีธหยุดเลือดให้เจ้าได้ นางก็จากไป นอร์ธบีสท์ของนางก็หายไปจากโรงม้าของปราสาท แต่ไม่มีใครเห็นนางตอนนางออกไป คงเพราะไม่มีใครจำนางได้แล้ว ”

สำหรับอาวดริค เขาไม่รู้เลยว่าตนเองควรโล่งใจดีหรือไม่ แต่เขารู้สึกโล่งใจจนเขาเผลอถอนใจออกมาโดยที่เขาไม่รู้ตัว ในโลกที่สมบูรณ์แบบพวกเขาควรจับตัวนางไว้เพื่อไต่สวนในทุกสิ่งที่นางทำ แต่จะทำอย่างนั้นได้อย่างไรโดยไม่พาดพิงถึงสิ่งที่ราชสำนักแห่งไลน์เองก็ทำ เขาไม่รู้ว่ามันคุ้มค่ากันหรือไม่ที่จะล่าตัวนางมาเพียงเพื่อรื้อฟื้นเรื่องเก่าแก่ที่ไม่มีใครรับรู้หรือจดจำได้

“ พ่อข้าล่ะ ” เจ้าชายหันมาถามอีกครั้ง

นั่นทำให้ซาร์คต้องส่ายหน้า ถามได้แล้วถามไม่หยุดจริงๆ ” ราชาลุดวิกทรงปลอดภัยดี หมอหลวงดูแลอยู่ใกล้ชิดอยู่แล้วเจ้าไม่ต้องห่วงหรอก ถ้าจะห่วงก็ห่วงให้ตัวเองหายเร็วๆเถอะ สงครามตะวันตกก็เรื่องหนักหนามากพอแล้ว ถ้าผู้นำประเทศต้องมาเจ็บหนักอยู่นานเจ้าคิดว่าเราจะไปกันรอดมั้ยล่ะ ”

การกระทบกระเทียบนั้นทำให้อาวดริคยิ้มน้อยๆ ความจริงแล้วเขาอยากจะหัวเราะแต่ความเจ็บปวดบนตัวนั้นมากเกินกว่าที่เขาจะขำออก เขาจึงถามคำถามสุดท้าย

“ แล้วเจ้าล่ะ เจ็บตรงไหนหรือเปล่า ”

เด็กหนุ่มถึงกับนิ่งไปชั่วขณะ ชั่วขณะหนึ่งอาวดริคคิดว่าเขาเห็นเด็กหนุ่มอ้าปากพะงาบโดยไม่มีเสียง แต่มันก็แค่ชั่วขณะก่อนที่เขาจะรวบรวมสติแล้วตอบว่า ” ข้าไม่เป็นอะไร ข้าแค่โดนเวทย์ของนางล่อเข้าไปในขาวงกตเท่านั้น นอกจากทหารม้าบางนายแล้วไม่มีใครเจ็บหนักเท่าเจ้าแล้ว ”

คำพูดติดตลกนั้นทำให้อาวดริคยิ้มอีกครั้ง ซาร์คาเรียที่ผ่อนคลายในตอนนี้ผิดจากหัวหน้าผู้เคร่งขรึมของเหยี่ยวป่ามากจนเหมือนหน้ามือกับหลังมือ แต่นั่นยิ่งทำให้หัวใจของเจ้าชายพองโตเมื่อเขาคิดว่านี่คือสิ่งที่เขาช่วยให้เกิดขึ้น ในที่สุดซาร์คก็ได้สิ่งที่เขาต่อสู้ตลอดมาเพื่อให้ได้

กระนั้นบางอย่างในดวงตาสีเทาคู่นั้นก็กวนใจเขา บางอย่างในสายตาของซาร์คดูผิดที่ผิดทางท่ามกลางความรื่นรมย์ในชัยชนะแม้ชั่วขณะของพวกเขา  เด็กหนุ่มมองเขาราวกับกำลังดื่มกินเขา จดจำทุกอย่างเกี่ยวกับเขา

ราวกับว่านี่คือครั้งสุดท้าย

“ มันจบแล้ว อาวดริค ” เขาพูดขึ้นในที่สุด ” ที่เหลือก็ขึ้นกับว่าเจ้าจะทำได้ดีแค่ไหน เจ้าไม่ใช่คนโง่และไม่ใช่คนเลว ขอเพียงเจ้าอย่าละสายตาจากประชาชนของเจ้า ไม่ว่าอย่างไรเจ้าจะพาพวกเราไปต่อได้ ” มือของเด็กหนุ่มตบบนหลังมือขององค์รัชทายาทอย่างเบามือ อีกครั้งที่เขาดูเหมือนพยายามจะจดจำรายละเอียดของทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชั่วขณะนี้

ใจของเขาเต้นผางขึ้นมาทันทีเมื่อเขารับรู้ได้ว่าบางสิ่งกำลังเกิดขึ้น…ไม่สิ มันเกิดขึ้นไปแล้ว ใบหน้าของซาร์คคือใบหน้าของคนที่ตัดสินใจแล้วอย่างแน่วแน่ “ ซาร์คาเรีย… ”

“ หน้าที่แรกของเจ้า อาวดริค ” เด็กหนุ่มกล่าวต่อไปราวกับว่าไม่เห็นความกลัวในดวงตาของเขา ” คือการทำให้มั่นใจว่าขื่อแปของบ้านเมืองยังคงอยู่ ผู้ที่กระทำผิดต่อกฏหมายต้องได้รับโทษ ไม่ว่าคนผู้นั้นจะเป็นขุนนาง เป็นทหาร หรือเป็นโจร ” เขายิ้มน้อยๆ ” ข้าขอแค่อย่างเดียวสำหรับเหยี่ยวป่า อย่าลากคนอื่นๆเข้ามาเกี่ยวด้วย คนที่เจ้าจะลงโทษมีแต่ข้าคนเดียว หัวของหัวหน้าน่าจะพอสำหรับการชดใช้ความผิดทั้งหมดที่เราก่อ ”

“ ซาร์คาเรีย ”

“ นั่นเป็นคำขอสุดท้ายของข้า ” ผู้เป็นหัวหน้ากล่าวโดยไม่ได้สนใจทั้งสายตาและน้ำเสียงของคู่สนทนา หรือกระทั่งการที่อีกฝ่ายพยายามคว้าเขาไว้ขณะที่เขาลุกขึ้นแล้วถอยห่าง เขาไม่มองหน้าขณะที่อาวดริคพยายามยันตัวขึ้นอย่างไร้ผล พยายามด้วยทุกวิถีทางที่จะหยุดเขาไว้ ” ข้าจะรออยู่ที่รังเหยี่ยว เจ้าไม่ต้องให้คนของเจ้าเสียเวลาตามหาหรอก เพราะข้าจะไม่หนีไปไหน ”

“ ซาร์ค!! “

แล้วเขาก็เดินจากไปโดยไม่หันกลับมาอีก

***

เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นเหมือนทุกวันไม่ทำให้หญิงสาวขยับตัวจากบนเตียงของหล่อนแต่อย่างใด ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่ต้องทำอย่างนั้น หล่อนรู้ว่าไม่นานไม่ว่าเป็นใครก็จะเหนื่อยหน่ายและจากไปและทิ้งหล่อนไว้เพียงลำพัง เหมือนพ่อที่ไม่ดูดำดูดีหล่อนและเอาแต่เล่นกับน้องชายเพียงเพราะเขาเป็นเด็กผู้ชาย เหมือนแม่ที่มีแต่งาน งาน และงาน จนจะสนใจหล่อนก็ต่อเมื่อหล่อนร้องไห้โวยวาย เหมือนคนอื่นๆที่เอาใจใส่หล่อนก็เพราะหล่อนคือ อนาสตาเซีย เอสเมรัล เมริสมา บุตรสาวของตระกูลพ่อค้าเลื่องชื่อและขุนนางแห่งไลน์

แต่ใครอีกจะมาสนใจใยดีหล่อนตอนนี้เมื่อแม่ของหล่อนกำลังถูกไต่สวนด้วยข้อกล่าวหาว่ากระทำการทุจริตในการค้าขาย เรื่องราวเมื่อนานนมกาเลที่หล่อนเองก็ไม่ได้รู้เห็นและจดจำไม่ได้ หล่อนไม่รู้หรอกว่าแม่ของหล่อนทำอะไรไว้ รู้เพียงแต่ว่ามันคือเหตุที่ทำให้ตระกูลเมริสมาถึงขั้นล้มละลายและแม่ของหล่อนก็เข้ามากู้สถานการณ์ไว้ด้วยการแต่งงาน

เงินเพื่อยศศักดิ์ เรื่องนั้นหล่อนเข้าใจได้ แต่ที่หล่อนจะโกรธจะเกลียดแม่ตอนนี้คือการที่นางทำให้หล่อนหมดโอกาสใดๆในวงสังคม ไม่ต้องพูดถึงวงในของราชสำนักเลย ตอนนี้คนพวกนั้นคงติฉินนินทาครอบครัวของหล่อนอย่างสนุกปาก หล่อนถึงไม่อยากเจอหน้าใคร หล่อนไม่ต้องการเพื่อนโดยเฉพาะเพื่อนที่ถากถางหล่อนในสิ่งที่หล่อนไม่ได้ทำ

แต่วันนี้ผิดจากที่หล่อนคาดเมื่อกลอนประตูห้องของหล่อนดังขึ้นเบาๆ บานประตูนั้นเปิดออกแต่หล่อนก็ไม่ได้หันไปมองว่าใคร ไม่ว่าใครก็ไม่ต่างกัน

“ ตายแล้วคะคุณหนู ” เป็นเจสสิก้าที่ปรี่เข้ามาที่ข้างตัวหล่อน จับผมเผ้าที่ปล่อยไว้กระเซิงไม่เป็นทรงและเนื้อตัวที่ห่อหุ้มไว้ด้วยชุดนอน ” ทำไมเป็นอย่างนี้ละคะ คุณหนู คุณได้อาบน้ำบ้างหรือเปล่าคะ ทำไมปล่อยเนื้อปล่อยตัวแบบนี้ ”

“ ทำไมข้าต้องพยายามแต่งตัวด้วยล่ะ ” หล่อนหันไปถามโดยปราศจากความพยายามจะกลบซ่อนความเหนื่อยหน่าย หรือขอบตาที่บวมช้ำ ” ไม่มีประโยชน์อะไรอีกแล้ว เจส ทุกอย่างพังไม่เป็นท่าเพราะคุณแม่นั่นแหละ ”

สาวใช้พูดอะไรไม่ออกเมื่อได้ยินเช่นนั้น หล่อนเพียงแค่ผ่อนลมหายใจที่หนักอึ้งก่อนจะบอกว่า ” แต่คุณก็ไม่จำเป็นต้องทำกับตัวเองแบบนี้นี่คะ ”

คราวนี้เป็นทีของหล่อนบ้างที่จะถอนใจและค่อนค้อนสาวใช้อย่างที่หล่อนอยากทำกับเหล่าลูกผู้ดีตีนแดงที่ค่อนแคะหล่อน ” ข้าเลือกจะทำอะไรกับตัวเองก็เป็นการตัดสินใจของข้า ในเมื่อข้าไม่เห็นเหตุผลที่จะต้องแต่งตัวแต่งหน้าแล้วทำท่าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นมันก็เรื่องของข้า เจ้าจะไปไหนก็ไป เจสสิก้า แล้วไม่ต้องเสนอหน้าเข้าในห้องข้าเวลาข้าไม่อนุญาต- ”

“ ท่านพูดกับคนที่อุตส่าห์มาเคาะประตูเรียกท่านทุกวันด้วยความเป็นห่วงอย่างนี้เหรอครับ ท่านพี่ ”

เสียงทุ้มต่ำที่แทรกขึ้นกวนอารมณ์ที่ขุ่นมัวอยู่แล้วให้ขุ่นขลักหนักกว่าเก่า หล่อนหันขวับแล้วมองน้องชายปะหลับปะเหลือกโดยไม่เก็บทั้งสีหน้าและความไม่พอใจเอาไว้เลยแม้แต่น้อย ไม่มีเหตุผลอะไรอีกแล้วที่ต้องทำดีตีหน้าใส่กันในเมื่อตอนนี้ไม่มีใครขวางหล่อนกับแมกซิมิเลียนอีก “ เจ้าล่ะมาทำไม  จะมา- ”

“ ข้าไม่ได้มาเยาะเย้ยท่าน ท่านพี่ ” เด็กหนุ่มตอบ เขายังคงยืนพิงประตูโดยไม่ได้ก้าวเข้ามา ” ไม่มีความจำเป็นที่ข้าต้องทำแบบนั้น ”

“ อ๋อ ใช่ซี่ เพราะตอนนี้เจ้ามีอำนาจทุกอย่างในบ้านในฐานะลูกชายคนโตของท่านเคานท์เมริสมาแล้วนี่ ท่านแม่ก็ไม่อยู่ขวางทางเจ้ากับเจ้าเด็กนั่นแล้ว จะทำอะไรก็เชิญ แต่อย่าลืมแล้วกันว่าเจ้าไม่ใช่ลูกชายแท้ๆของท่านเคานท์ อย่าคิดว่าของทั้งหมดนี้เป็นของเจ้า- ”

“ ข้ารู้ดีว่าไม่มีอะไรเป็นของข้า ” แมกซิมิเลียนตัดบทด้วยความรำคาญอย่างชัดเจน ” ไม่เคยมีอะไรเป็นของพวกเราท่านพี่ เราเกิดมาตัวเปล่าและก็ตายไปตัวเปล่า อะไรที่ข้ามีอยู่วันนี้เพราะมีคนกรุณาจะให้ข้า ไม่ใช่เพราะข้าสามารถแย่งชิงมา ทำแบบนั้นท่านไม่มีวันได้อะไรเลย ”

หล่อนต้องยอมรับว่าน้ำเสียงของเขาวันนี้ฟังดูประหลาดกว่าทุกวัน ไม่ว่าเพราะอะไรก็ตามแมกซิมิเลียนที่ยืนอยู่ที่ประตูห้องของหล่อนไม่ได้ให้ความรู้สึกเย่อหยิ่งจองหองอย่างเคย เย่อหยิ่งนั้นอาจใช่ มันเป็นลักษณะของเขาที่แก้ไม่ได้ แต่บางอย่างในตัวเขาเปลี่ยนไป หนักแน่นขึ้นและอ่อนโยนลง เหมือนพ่อของหล่อน

“ ถ้าข้าจะมีอำนาจจัดการอะไรในบ้านได้ ก็เพราะคนอื่นๆกรุณาจะฟังข้าแล้วก็ให้คำแนะนำข้า ไม่ใช่เพราะข้าคือลูกเลี้ยงของเคานท์โจนาธาน เมริสมา ” เขากล่าวต่อ ” ถ้ามีใครจะอยู่เคียงข้างข้าก็เพราะเขาต้องการแบบนั้น ข้าอาจขอร้องเขาได้ แต่ไม่อาจสั่งให้เขาอยู่ได้ เขาจะมาหรือไปล้วนเป็นการตัดสินใจของเขา ” แล้วเขาก็ก้าวเข้ามาในห้องแต่ก็เพียงหนึ่งก้าว ” ดังนั้นการที่เจสสิก้ามาเคาะห้องของท่านทุกวัน หรือการที่ข้าใช้กุญแจเพื่อเปิดห้องของท่าน ก็ล้วนเป็นการตัดสินใจของเรา ท่านอาจบอกให้เราไปได้ แต่จะไปหรือไม่ล้วนขึ้นอยู่กับเรา ”

ดวงตาของอนาสตาเซียพลันเบิกกว้างในทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น น้องชายที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับหล่อนนี่นะหรือที่ให้เจสเข้ามา ” อย่าโง่น่าแมกซิม ข้าอยู่ในห้องนี้ก็ดีแล้วไม่ใช่หรือไง ข้าจะได้ไม่กวนเวลาและอารมณ์ของเจ้ากับเจ้าเด็กนั่นอีก ”

“ นั่นก็จริง ” เขาตอบ ” แต่ข้ายังไม่คิดจะปล่อยให้ท่านเปื่อยตายที่นี่ และไม่ใช่เพราะเรามีสายเลือดเดียวกัน ข้าแค่ไม่อยากเชื่อว่าผู้หญิงที่ข้าต่อกรด้วยมาสิบเจ็ดปีจะล้มลงง่ายๆเพียงเพราะท่านแม่ถูกจับแบบนี้ ”

“ แล้วมันเพราะใครล่ะ ไม่ใช่เพราะเจ้าไปลากทหารรักษาพระองค์มาที่บ้านหรอกเรอะ ”

“ ท่านจะคิดแบบนั้นก็ตามใจ ” เขาว่า ” แต่นั่นก็จะหมายความว่าข้าคือคนที่ทำให้ท่านอยู่ในสภาพที่พ่ายแพ้สิ้นเชิงอย่างนั้นสินะ ”

ความเยาะหยันทีเล่นทีจริงบนใบหน้านั้นทำให้หล่อนนิ่งเงียบ หากหล่อนไม่ได้เบือนหน้าหนีเขาเหมือนที่หล่อนอาจทำถ้าต้องผจญกับการถากถางในงานสังคมตอนนี้ นั่นเพราะคนตรงหน้าหล่อนคือแมกซิมิเลียน คนที่หล่อนไม่ต้องการจะแพ้ และอาจเพราะเรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับแม่ หรือเมริสมา หรือเรื่องใดๆที่เกิดขึ้น แค่หล่อนกับเขาและสงครามศักดิ์ศรีระหว่างพี่น้อง

“ ถ้าเจ้าคิดว่าข้าแพ้ เจ้าคิดผิดแล้ว ” หล่อนกล่าวพลางปรายยิ้มน้อยๆ ” ข้า อนาสตาเซีย เอสเมรัล เมริสมา ไม่ร่วงลงง่ายๆเพราะผู้ชายอย่างเจ้า เรื่องนั้นเจ้าน่าจะรู้ดีที่สุด ”

มุมปากของคุณชายน้อยกระตุกเป็นรอยยิ้มกวนอารมณ์ในทันที ” ท่านก็ดีแต่พูดนั่นแหละ ข้าจะถือคำพูดของผู้หญิงที่ใส่แค่ชุดนอน หน้าไม่ล้าง ผมไม่สาง และร้องไห้มาทั้งคืน เป็นจริงเป็นจังได้ยังไง ”

อนาสตาเซียได้ยินเช่นนั้นก็ลุกขึ้นจากเตียงและสาวเท้าเข้าหาน้องชายในทันที ” งั้นก็เชิญไสหัวออกไปจากห้องข้าได้แล้วแมกซิม แล้วเจ้า เจสสิก้า ไปเตรียมน้ำให้ข้าด้วย ข้าจะอาบน้ำ ” แล้วหล่อนก็จ้ำพรวดๆตรงไปยังตู้เสื้อผ้าในทันที

ผู้เป็นน้องชายก็ได้แต่ยิ้มขำ ขณะที่เขาคว้าลูกบิดประตูแล้วถอยออกมา ” อาหารเที่ยงในอีกสองชั่วโมงนะครับท่านพี่ อย่าพิรี้พิไรให้มันมากนัก ”

“ ย่ะ! “ คือคำตอบที่คุณชายน้อยได้ก่อนประตูจะปิดลง

ที่เขาได้ยินลอดจากบานประตูนั้นมาคือเสียงสั่งโน่นนี่ของพี่สาวที่บอกเขาว่าหล่อนสบายดี ห้องนี้มีเพียงความเงียบตลอดหลายวันที่ผ่านมา ไม่กระทั่งเสียงร้องไห้ฟูมฟายที่พวกเขาได้ยินในวันแรกๆที่แม่ของเขาถูกจับจนพวกเขาคิดว่าหล่อนอาจตายไปแล้วถ้าไม่เพราะอาหารที่เจสสิก้าวางไว้หน้าห้องนั้นหายวับไปทุกครั้ง หลังจากเวลาร่วมสัปดาห์และหลายสิ่งในบ้านเริ่มเข้าที่เข้าทางเขาก็ตัดสินใจว่าถึงเวลาต้องเผชิญหน้ากับหล่อน อย่างน้อยก็เพื่อยืนยันว่าหล่อนได้ยอมแพ้กับการใช้ชีวิตไปแล้วจริง แต่ดูเหมือนว่าเขาจะคิดผิด หญิงสาวที่อยู่ในห้องนั้นมีชีวิตชีวามากกว่าเมื่อก่อนเสียด้วยซ้ำ

สำหรับตอนนี้เขาคงได้แค่ทิ้งพี่สาวไว้กับเจส เขาไปที่ห้องหนังสือเพื่อดูว่าสตีวี่ยังคงตั้งใจคัดลายมือตามที่เขาสั่งไว้  ตอนแรกที่เขาบังคับให้สตีวี่เขียนให้เป็นนั้นเขาสาบานว่าเด็กน้อยที่น่าเอ็นดูคนนั้นเกลียดเขาเข้าไส้ไปแล้ว แต่ตอนนี้หลังจากที่โดนทั้งเกลี้ยกล่อมทั้งบังคับทั้งขู่ทั้งหลอกล่อสตีวี่ก็ยอมตามเขาในที่สุด และลายมือของเขาก็กำลังดีวันดีคืน นั่นหมายความว่าเขาต้องให้รางวัลเด็กน้อยตามที่ตกลงกันไว้

เขากลับไปที่ห้องเพื่อบอกเรื่องนั้นกับอาร์เซน แต่เด็กชายยังคงอยู่หลังฉากบังตาตอนที่เขาเข้าไป เสียงงับประตูทำให้เสียงใดๆในห้องนั้นเงียบลง

“ คืนนี้เจ้าต้องนอนที่นี่แล้วล่ะ “ คุณชายน้อยกล่าวขึ้นโดยยังไม่ได้ขยับจากประตู

“ สตีวี่คัดลายมือครบแล้วหรือครับ ” เด็กชายถามจากหลังม่านบัง

“ จวนแล้ว ยังไงก็คงเสร็จก่อนอาหารเที่ยง ” เด็กหนุ่มตอบก่อนจะก้าวไปทางฉากบัง  “ แล้วเจ้าล่ะ ”

“ จวนแล้วครับ เหลือแค่ผ้าพันคอกับเสื้อนอก ”

“ ให้ข้าช่วยใส่ให้มั้ย ”

มันเป็นคำถามที่หลุดออกไปโดยไม่ทันคิดและทำให้เด็กหนุ่มต้องรีบหันหนีทันทีทั้งที่เขาเองก็รู้ว่าอาร์เซนมองไม่เห็นว่าเขากำลังทำหน้าอย่างไร แต่คนที่เขาอยากหันหนีที่สุดคือตัวเขาเอง คนสติดีที่ไหนออกปากจะช่วยคนที่แข็งแรงสมบูรณ์ดีแต่งตัวกันบ้าง

แต่คำตอบของเด็กชายกลับเป็น “ ก็ดีครับ”

ชั่วครู่หนึ่งแมกซิมิเลียนคิดว่าเขาคงได้ยินผิดไปจนเมื่อเด็กชายเดินออกมาจากหลังฉากบัง เครื่องแบบพิธีการของนักเรียนทหารนั้นอยู่บนตัวของเขาทุกชิ้นยกเว้นเสื้อนอกที่ยังไม่ได้ติดกระดุมและผ้าพันคอที่พาดอยู่กับคอ เขากลอกตาเหมือนจะบอกว่าสิ้นหวังกับมันแล้วและนั่นทำให้เด็กหนุ่มยิ้มน้อย เขาดึงตัวเด็กชายไปที่น่ากระจกก่อนจะเข้าไปยืนด้านหลังและเริ่มไล่วิธีผูกให้อาร์เซนดู

“ คุณทำให้ดูเหมือนง่ายเลย “ เด็กชายทักขณะที่เขาติดกระดุมเสื้อนอกให้ ตำแหน่งที่พวกเขายืนทำให้อาร์เซนต้องเอนมาพิงตัวเขาขณะที่เด็กหนุ่มโอบแขนรอบตัวเด็กชายเพื่อติดกระดุมเม็ดล่างสุด

“ เดี๋ยวเจ้าก็ทำได้เอง ” คุณชายน้อยกล่าวก่อนตบปลายเสื้อให้เข้าที่แล้วเงยหน้าขึ้นมองกระจก ลมหายใจของเขาเหมือนจะหยุดไปชั่วขณะกับภาพของเด็กชาย ไม่สิ เด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้า อาร์เซนในตอนนี้มัดผมจนตึงเปิดใบหน้าที่ได้รูปและลำคอยาวระหงซึ่งถูกบดบังโดยปกเสื้อสีดำขลับและผ้าพันคอ ลายปัก ดิ้นทอง และกระดุมทองเม็ดมันปลาบมีแต่จะเสริมเส้นผมสีฟางข้าวของเขาให้กลายเป็นสีบลอนด์อ่อนที่ดูงามสง่า ไม่มีทางที่ใครจะฉุกคิดว่าเด็กหนุ่มคนนี้แท้จริงแล้วเป็นแค่ลูกชาวนาที่เคานท์เมริสมารับมาเลี้ยง ไม่มีทางที่ใครจะนึกออกว่าครั้งหนึ่งเขาเคยต้องเป็นเด็กรับใช้ในบ้านของตัวเอง เพราะตอนนี้อาร์เซนมีสง่าราศีของบุตรแห่งเมริสมาอยู่เต็มเปี่ยม

” เจ้าได้เข้าโรงเรียนทหารแล้วนะ ” เด็กหนุ่มกระซิบบอก ” ยินดีด้วย ”

อาร์เซนยิ้มให้เขาน้อยๆในกระจกก่อนจะหลบสายตา ท่าทางที่เก้อเขินนั้นช่างต่างจากคุณสมบัติที่ทำให้เขาได้เรียกตัวยิ่งนัก ในตอนแรกเด็กชายไม่คิดจะรับคำเชิญนั้นด้วยซ้ำหากไม่เพราะเด็กหนุ่มรบเร้า ไม่ใช่เพื่อเกียรติแต่เพื่อตัวเด็กชายเอง เขาได้แต่หวังว่าการฝึกนั้นจะช่วยให้อาร์เซนหายดีในที่สุด  แต่ความคิดใดๆของเขาก็ต้องชะงักเมื่ออาร์เซนก็เงยหน้าขึ้น เขาเหมือนมีบางอย่างที่อยากพูดแต่ไม่แน่ใจนักว่าควรพูดหรือไม่ เด็กหนุ่มจึงจับต้นแขนเขาเบาๆก่อนจะมองตอบเขาในกระจกเหมือนจะบอกอาร์เซนว่าเขากำลังรอฟัง

แล้วถามคำถามที่เหมือนจะอยู่ในใจเขาอยู่นานแล้วว่า “ คุณว่าท่านพี่จะดีใจมั้ยครับ ”

ในดวงตาของอาร์เซนเต็มไปด้วยความกังวล ก็คงไม่น่าแปลกถ้าคิดว่าเขามีปฏิกิริยาอย่างไรเมื่อเด็กชายเอ่ยถึงพี่ตลอดเวลาที่ผ่านมา แต่ครั้งนี้เขาแค่บีบต้นแขนนั้นน้อยๆเพื่อเรียกความมั่นใจแล้วบอกว่า “ ดีใจสิ พี่ชายของเจ้าต้องภูมิใจมากแน่ๆ ”

นั่นคงเกินความคาดหมายของเด็กชายเมื่อเขาเหลียวมามองหน้าเขาในทัน ” คุณชายน้อย- “

“ แมกซิมิเลียน ”

เด็กชายกะพริบตาอย่างงงๆ

เด็กหนุ่มเห็นเช่นนั้นก็ย้ำอีกครั้ง ” ชื่อของข้าคือแมกซิมิเลียน ”

ปากของอาร์เซนเผยอค้างอยู่ชั่วขณะ มันเป็นคำเชื้อเชิญที่เขาคาดไม่ถึง แต่ในขณะเดียวกันบนใบหน้าของเขาคือความโล่งใจขณะที่ชื่อนั้นหลุดออกมาจากริมฝีปาก “ แมกซิม “

แม้เป็นชื่อของเขา คำที่เขาได้ยินมาเป็นพันๆหนตลอดชีวิตของเขาแต่เขากลับไม่เคยได้ยินมันอย่างตอนนี้ที่อาร์เซนเรียกเขา ไม่มีครั้งไหนที่เขาถูกเรียกแล้วหัวใจของเขาแทบจะเต้นออกจากอกและแขนของเขาอ่อนแรงจนมือของเขาเลื่อนจากบนแขนเป็นประสานกันไว้อย่างหลวมๆบนหน้าท้องของเด็กชาย เขาโน้มตัวลงจรดหน้าผากกับอาร์เซนราวกับว่ามันเป็นสิ่งที่เป็นธรรมชาติอย่างที่สุด และอาร์เซนไม่ได้ขยับหนีเขา เด็กชายเอื้อมมือข้างหนึ่งขึ้นมาจับไหล่ของเขาไว้หลวมก่อนที่รอยยิ้มน้อยๆจะปรากฏบนใบหน้า สำหรับคุณชายน้อย ไม่มีที่ไหนอีกแล้วที่เขาอยากไปในตอนนี้นอกจากที่นี่ ไม่มีอะไรที่เขาอยากเห็นนอกจากรอยยิ้มนี้ เขากระชับอ้อมแขนเข้าให้เด็กชายยืนพิงตัวเขาและพวกเขายืนกันอยู่อย่างนั้นอยู่นานสองนาน

***

ตะวันตกและขึ้นอีกครั้งบนแผ่นดินเมริสมา และทุกครั้งเขาจะจ้องตาไม่กะพริบราวกับว่ามันจะเป็นครั้งสุดท้าย แต่นั่นก็เพราะทุกวันอาจเป็นวันสุดท้าย เขาจึงเลือกจะดื่มด่ำทุกช่วงเวลาที่เขาใช้บนแผ่นดินนี้ แม้นั่นหมายถึงการที่เขาจะเข้านอนดึกดื่นและตื่นแต่เช้าทั้งที่เขาไม่มีอะไรที่จำเป็นต้องทำ เขาเพียงต้องการจะสัมผัสน้ำค้างที่ร่วงลงมาจากใบไม้ยามที่นอนมองดวงดาวและเดินอย่างไร้ตัวตนกลางสายหมอกหนายามเช้าของเฮซวิลล์

เขาได้เล่นกับพวกเด็กๆอย่างที่สัญญาไว้และเล่าการผจญภัยของเหยี่ยวป่าให้พวกเขาฟัง เขาได้เยี่ยมแม่ทูนหัวของเขาที่หลุมศพเพื่อบอกนางว่าทุกอย่างลุล่วงไปด้วยดีและไม่มีอะไรอีกแล้วที่นางต้องกังวลเกี่ยวกับเขา เขาได้พบพ่อกับแม่ของอลิซาเบธอีกครั้งเพื่อมอบกะโหลกของเด็กหญิงคืนให้ และพวกเขาก็กรุณาให้เขาเป็นคนฝังชิ้นส่วนสุดท้ายนี้ในหลุมศพเล็กๆที่พวกเขาเตรียมไว้ ให้เขาได้บอกลาเด็กหญิงผู้กล้าหาญคนหนึ่งที่คอยย้ำเตือนให้เขาอย่าได้ยอมแพ้

เขาไม่ได้ย่างเท้าเข้าไปที่บ้านเมริสมา เพียงแค่อาศัยมองน้องชายของเขาอยู่ห่างๆ การได้เห็นอาร์เซนยิ้มหรือหัวเราะก็เพียงพอแล้วสำหรับเขา ไม่มีความจำเป็นที่เขาจะต้องให้อาร์เซนต้องเจ็บปวดจากความคิดที่ว่าพี่ชายของเขากลับมาเพียงเพื่อจะจากไปอีกครั้ง…. ตลอดกาล

ตลอดเวลาหลายต่อหลายวันนั้นเขาบอกลาเพื่อนของเขาคนแล้วคนเล่า เมื่อไม่มีศัตรูภายในที่พวกเขาต้องต่อสู้ก็ไม่มีความจำเป็นใดๆต้องมีเหยี่ยวป่า พวกเขาสามารถกลับไปเป็นคนธรรมดา กลับไปหาครอบครัว คนที่พวกเขารัก และชีวิตที่ครั้งหนึ่งพวกเขาต้องจากมาเพราะต้องการปกป้องมันไว้ และพวกเขาเอาหัวใจที่ปราศจากความกลัวของคนที่ครั้งหนึ่งเคยลุกขึ้นสู้กลับไปยังบ้านของตนด้วย นั่นคือสิ่งที่เขาต้องการ มีเพียงผู้คนเท่านั้นที่ปกป้องผู้คนไว้ได้ ไม่ใช่เหยี่ยวที่เร้นกายในร่มไม้ของเมริสมา หรือทหารที่ได้รับการฝึกมาอย่างดี คนธรรมดาๆเหล่านี้ได้พิสูจน์กับตัวเองแล้วว่าพวกเขาคือกำลังที่เข้มแข็งที่สุด

แต่ก็มีบางคนที่เขาไล่อย่างไรก็ไม่ยอมไป คนเหล่านั้นคัดค้านการตัดสินใจของเขาตลอดมาแม้จะไม่เคยแสดงออกอย่างโจ่งแจ้ง แต่ตอนนี้เมื่อช่วงเวลานั้นมาถึง พวกเขามีแต่จะร้องขอให้เด็กหนุ่มทบทวนการตัดสินใจของเขาใหม่ แต่ไม่มีอะไรอีกแล้วที่เขาต้องทบทวน เขาคิดถึงมันหลายต่อหลายครั้งตลอดเวลาหลายปีที่เขาใช้เวลาอยู่ในป่าเขาปล้นคนรวยช่วยคนจนและทำสงครามกับอำนาจที่คุกคามผู้คนทั้งหลายที่เขารัก ไม่มีตอนจบไหนที่เหมาะสมกว่านี้อีกแล้วสำหรับหัวหน้าของโจรป่าที่ละเมิดซึ่งกฏเกณฑ์ทั้งปวงแม้จะเป็นไปในนามแห่งความชอบธรรม ผู้ที่ทำผิดไม่ว่าอย่างไรก็ต้องชดใช้ไม่ว่าเขาจะทำไปเพื่อสิ่งใดก็ตาม

เขาไม่กลัวที่จะต้องยืนอยู่บนตะแลงแกง ไม่กลัวที่ต้องฟังคำพิพากษา ไม่กลัวที่จะถูกประหาร ตรงกันข้าม ความคิดที่ว่าเขากำลังจะตายกลับทำให้ทั้งหมดนี้เป็นการฉลองชัยที่หวานชื่น ดวงอาทิตย์ที่ขึ้นและตกไปทุกวันกลับมีความหมายอีกครั้งสำหรับเด็กหนุ่ม เขาดื่มกับทั้งความงามและความทรงจำที่มันนำมา เขามั่นใจแล้วว่าเมริสมาและไลน์อยู่ในมือที่ดี แม้หลายคนอาจยังข้องใจ แต่สายตาของอาวดริคในตอนนี้ต่างจากเจ้าชายที่เขาจับตัวไว้ได้เมื่อปีก่อนมากนัก ความละเลยไม่รู้เรื่องราวที่เขาเคยมีถูกแทนที่ด้วยความเข้าใจที่ลึกซึ้งเสียจนเขาเองก็ไม่มั่นใจนักว่าเขาเข้าใจชายคนนี้หรือไม่ เขารู้เพียงว่าเขาตัดสินใจไม่ผิดที่ไว้ใจเขาและถือเขาเป็นสหาย เขาเชื่อว่าอาวดริคจะทำให้ความต้องการสุดท้ายของเขาลุล่วง หากเพียงสิ่งนั้นเกิดขึ้นได้เขาก็ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว

หลังจากที่หลายวันที่พวกเขาพยายามโน้มน้าวผู้เป็นหัวหน้าอย่างไร้ผล ในที่สุดหลายคนก็จากไป จะมีเหลือก็บางคนที่ยังดื้อด้านเหลือเกิน

“ ท่านซาร์คครับ ” เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลังเขา คีธยังคงสุขุมมั่นคงเช่นที่เคยเป็นมา ยังคงดูแลเขาราวกับว่าเขาคือหัวหน้าของเหยี่ยวป่าที่ตอนนี้ไม่มีตัวตนอยู่อีกแล้ว ” มีคนอยากจะคุยกับท่านครับ ”

เด็กหนุ่มได้ยินเช่นนั้นก็ได้แต่ถอนใจเฮือก ” คุยอะไรอีกคีธ พวกเขามีแต่อยากจะให้ข้าเปลี่ยนใจเท่านั้นเอง แล้วอาวดริคก็ใช้เวลานานเหลือเกิน ไม่อย่างนั้นมันคงไม่ยืดเยื้อขนาดนี้ ”

นั่นทำให้ชายหนุ่มต้องถอนใจบ้าง ” ข้าพอเข้าใจพวกเขาอยู่นะครับ พวกเขามีท่านยืนอยู่เบื้องหน้าเสมอมา มันคงยากที่จะคิดว่าท่านจะไม่อยู่ที่นี่อีกแล้ว ”

เรื่องนั้นใช่ว่าซาร์คไม่เข้าใจ การมองไปเบื้องหน้าที่ว่างเปล่านั้นทำให้เขาเจ็บปวดและสับสนอย่างไรในเขาเข้าใจดี เขายังคงจำวันที่พ่อของเขาตายจากไปได้จนวันนี้

แต่ไม่มีใครที่จะอยู่ค้ำฟ้า ไม่ช้าก็เร็วเขาต้องจากทุกๆคนไปอยู่ดี ไม่ในความหมายใดก็ความหมายหนึ่ง เด็กหนุ่มพลันปลดดาบออกจากข้างเอวแล้วส่งมันให้คีธผู้ซึ่งรับไว้อย่างงงๆ ” มันเป็นดาบที่ข้าพกติดตัวออกมาจากบ้านเมริสมาและมันอยู่กับข้ามาตลอด ยังไงข้าก็เอามันไปต่อด้วยไม่ได้ เจ้าช่วยเอาให้พวกเขาด้วยก็แล้วกัน ” ผู้เป็นหัวหน้ากล่าวพร้อมรอยยิ้มน้อยๆอย่างอาลัยบนใบหน้า ” แล้วก็คีธ ถึงเวลาที่เจ้าควรจะกลับบ้านได้แล้วนะ ”

สิ้นคำนั้นชายหนุ่มก็ถอนใจอีกครั้ง เห็นได้ชัดว่าคีธอยากคัดค้านแต่เมื่อหัวหน้าของเขาไม่ได้ดุดันเหมือนเก่าเรี่ยวแรงจะแย้งก็พาลหมดลงไป แต่คีธตัดสินใจเรื่องนี้ไว้นานเท่าๆกับที่ซาร์คาเรียเลือกวาระสุดท้ายของเขาเช่นกัน ” ข้าเคยบอกท่านแล้วว่าข้าจะติดตามท่านไปจนถึงที่สุดไม่ว่าที่นั้นจะเป็นที่ใด ”

“ อย่าบ้าน่าคีธ เจ้าเป็นลูกชายคนเดียวของบ้าน เจ้าไม่คิดบ้างเหรอว่าพ่อแม่เจ้า- “

“ ข้าตายจากบ้านหลังนั้นไปตั้งแต่วันที่ข้าออกจากบ้านเพื่อฆ่าคลอเดียส ชาล็อตต้า สำหรับพวกเขาข้าไม่มีตัวตนในโลกใบนี้อีกต่อไปแล้ว ” แล้วเขาก็ยิ้มน้อยๆ ” ข้าตายไปจากโลกที่ข้าเคยอยู่นานแล้วครับท่านซาร์ค ข้าไม่มีที่ไหนให้กลับไป ไม่มีเหตุผลอะไรที่ข้าจะมีชีวิตอยู่ นอกจากเพื่อท่าน ”

แม้ไม่อยากจะยอมรับ คำพูดของคีธก็ทำให้หัวใจของเขาพองโตอย่างช่วยไม่ได้ แต่เด็กหนุ่มไม่มีวันยอมให้ความดีใจอย่างเห็นแก่ตัวนั้นบดบังเขา ” อย่าโง่ไปหน่อยเลย ชีวิตของเจ้าเป็นของเจ้า อย่าเอามาทิ้งเพราะคนเอาแต่ใจตัวเองอย่างข้า เจ้าไม่ต้องตามข้าไปถึงโลกหน้าก็ได้ ”

“ การติดตามท่านก็เป็นความเอาแต่ใจตัวเองของข้า ในแง่นั้นเราเสมอกัน ”

“ ….เจ้าบ้า “

การโน้มน้าวมันยากอย่างนี้นี่เอง ถึงตอนนี้เขาก็หมดเหตุผลจะยกขึ้นมาพูดแล้ว เพราะไม่ว่าจะพยายามอย่างไรคีธก็ไม่มีท่าทีจะเปลี่ยนใจ น่าแปลกที่พวกเขาอยู่กันได้มาจนบัดนี้ทั้งที่พวกเขาทั้งสองคนต่างดื้อด้านหัวชนฝาไม่ต่างกันเลยแม้แต่นิดเดียว

เมื่อเขาเงียบไป ชายหนุ่มก็ก้าวเข้ามาคว้ามือของเขาไว้ก่อนจะกระซิบบอกว่า ” ข้าเข้าใจเหตุผลของท่านสำหรับทุกอย่าง เพราะอย่างนั้นข้าถึงไม่เคยคัดค้านเรื่องที่ท่านจะรับโทษแทนเหยี่ยวป่าทั้งหมด ข้ารู้ว่าท่านเข้าใจความเจ็บปวดของผู้ที่อยู่เบื้องหลังถึงไม่อยากให้ใครต้องไปพร้อมกับท่าน แต่เพราะอย่างนั้นข้าอยากจะขอร้องท่าน ให้ข้าไปด้วย ข้าไม่มีคนที่จะหลั่งน้ำตาให้ข้า และถ้าข้าต้องเป็นฝ่ายหลั่งน้ำตาให้ท่าน ข้าคงทนไม่ได้ ” มือนั้นบีบแน่นเข้า เรียกให้เด็กหนุ่มต้องเงยหน้าขึ้นเพื่อสบสายตาที่ดูราวกับสัตว์บาดเจ็บที่ถูกทิ้ง

ความเศร้าสร้อยนั้นทำให้ซาร์คต้องกัดปากแน่น เขาอยากจะก่นด่าว่าทำไมชายหนุ่มตรงหน้าถึงคิดสั้นขนาดนั้นแต่เขาไม่อาจทำได้ นั่นเพราะเขาเองเข้าใจคนตรงหน้ามากกว่าที่ตัวเองอยากจะยอมรับเสียอีก “ เจ้ามันโง่แท้ๆ ” เป็นคำพูดเดียวที่เขาพูดออกมาได้ แต่นั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับคีธ เขารู้แล้วว่าหัวหน้าปฏิเสธเขาไม่ได้ เขาบีบมือนั้นแน่นแทนคำขอบคุณและการยืนยันว่าเขาจะไม่มีวันให้เด็กหนุ่มต้องก้าวย่างไปตามลำพังแม้นั่นจะเป็นภพหน้าก็ตาม

ในตอนนั้นเองที่เสียงฝีเท้าหนึ่งดังขึ้นจากเบื้องหลังคีธ ก่อนจะตามมาด้วยการร้องทัก ” คีธ ข้าพบหัวหน้าเจ้าได้หรือยัง ”

เสียงที่คุ้นเคยนั้นทำให้ซาร์คอ้าปากค้าง ขณะที่เงาร่างที่คุ้นเคยปรากฏจากหลังสุมทุมพุ่มไม้พร้อมกับม้าสีขาว “ อาวดริค! ”

การที่คนตรงหน้าเอ่ยเรียกตนด้วยความประหลาดใจเช่นนั้นทำให้เจ้าชายแย้มพระสรวลน้อยๆ

นั่นไม่ช่วยให้ความงุนงงของเด็กหนุ่มน้อยลง “ แต่เจ้า…ฝ่าบาทมาทำอะไรที่นี่พะยะคะ ”

เจ้าชายทรงยอมรับว่าการที่อีกฝ่ายเปลี่ยนวิธีเรียกพระองค์อย่างกะทันหันนั้น ทำให้พระองค์เก้อเขินไม่น้อย ” ข้าเอาคำพิพากษาของสภาฎีกามาแจ้งให้เจ้า แล้วอีกอย่าง ยังไม่ต้องเรียกข้าว่าฝ่าบาท พระราชาแห่งไลน์ในตอนนี้ยังคงเป็นเสด็จพ่อของข้าอยู่ ” กล่าวจบพระองค์ก็ทรงยื่นม้วนกระดาษให้เด็กหนุ่ม เป็นคีธที่รับไปแทนหัวหน้าที่ตอนนี้ได้แต่ยืนมองเจ้าชายตาค้าง

“ หากจะทรงพระกรุณา ช่วยทรงเล่าซักนิดได้มั้ยพะยะคะว่ามันเกิดอะไรขึ้นพระองค์ถึงเสด็จมาโดยไม่มีทหารตามเสด็จซักคน นี่มันรังโจรนะพะยะคะ “ เด็กหนุ่มกอดอกถาม

เจ้าชายอาวดริคก็ทรงพระกรุณาตอบว่า “ เท่าที่ข้าได้ยินมากองโจรเหยี่ยวป่าสลายตัวไปหลังจากพระราชินีอาร์ดาราถูกโค่นล้ม ที่สำคัญข้าเป็นแค่นำสาสน์มาโดยสันติ ”

นั่นทำให้เด็กหนุ่มกัดฟันกรอด “ แล้วเรื่องที่พระองค์ต้องจับข้าพระองค์ไปตะแลงแกงล่ะพะยะคะ ”

เจ้าชายส่ายพระพักตร์น้อยๆก่อนจะตรัสว่า “ ข้าเกรงว่าสภาฎีกาไม่เห็นด้วยกับโทษที่เจ้าพิพากษาให้ตัวเอง ”

ซาร์คต้องเงียบไปครู่หนึ่งด้วยไม่รู้ว่าเขาควรตอบโต้ว่าอย่างไร ก่อนจะบอกว่า “ ข้าพระองค์ไม่รู้จักสภาฎีกาที่ว่า แต่ถ้าข้าพระองค์จำไม่ผิดการซ่องสุมกำลังต่อต้านราชสำนักนั้นมีโทษเท่าการกบฎคือประหาร ”

“ ก็เป็นอย่างนั้นจริง ” เจ้าตรัส “ และเพราะมันเป็นจริง มันจึงถูกใช้อย่างพร่ำเพรื่อในช่วงหลายปีที่ผ่านมาโดยคนที่ต้องการกำจัดศัตรูของตนเองจนมีคนจำนวนมากถูกกล่าวหาด้วยข้อกล่าวหา‘เทียบเท่ากบฎ’อย่างที่เจ้าว่า สภาฎีกาเป็นสิ่งที่เหล่าขุนนางเสนอขึ้นเพื่อพิจารณาข้อกล่าวหาเหล่านั้นว่าตั้งขึ้นอย่างเป็นธรรมหรือไม่ นั่นหมายความว่าพวกเขาเอาปัจจัยทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาไปพิจารณา หากไม่เพื่อช่วยคนที่อาจต้องตายเพราะข้อกล่าวหา ก็ช่วยกู้ชื่อให้กับคนที่ต้องสูญเสียชีวิตเพราะมัน  ” แล้วพระองค์ก็แย้มพระโอษฐ์น้อยๆ  ” อย่างของข้า ข้อหาที่ข้าได้รับในตอนแรกถูกวินิจฉัยแล้วว่าตั้งขึ้นอย่างไม่เป็นธรรม ส่วนเรื่องที่ข้าล้มราชินีอาร์ดาราถูกมองว่าเป็นเรื่องระหว่างข้ากับองค์ราชินีเท่านั้น เพราะข้าไม่มีเจตนาจะล้มราชสำนัก ข้อหากบฎเลยตกไป ”

“ เพราะคนพวกนั้นเห็นตัวเองเป็นราชสำนักน่ะสิ  ” เด็กหนุ่มกัดกลับ

แต่เจ้าชายก็แค่ส่ายพระพักตร์ “ คนที่อยู่ในสภาฎีกาไม่ใช่ขุนนาง ซาร์ค บางคนเป็นนักกฎหมาย แต่พวกเขาไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของราชสำนัก “

อีกครั้งที่ซาร์คต้องยืนเงียบและจ้องตรงไปยังเจ้าชายโดยมีความตกใจเต็มใบหน้าของเขา เพราะเจ้าชายผู้ที่ประทับอยู่ตรงหน้าเขานี้เพีงตรัสบอกกับเขาว่าพระองค์ได้รับคำพิพากษาจากสามัญชน

“ แต่ข้าทำการกบฏจริง ” เด็กหนุ่มแย้งแม้เขาจะยังไม่ได้อ่านจดหมายที่บัดนี้อยู่ในมือคีธ เขาเพียงแต่จ้องตรงไปยังเจ้าชาย ” แต่ให้พวกเขาถือเรื่องการล้มพระนางอาร์ดาราว่าไม่เกี่ยวข้องกับราชสำนักแต่เหยี่ยวป่าต่อต้านราชสำนักจริง- ”

” สภาฎีกาวินิจฉัยว่าเจ้ามีความผิดจริงเรื่องการก่อกบฏและกระด้างกระเดื่องต่อราชสำนัก แต่พวกเขาเชื่อว่าเจ้ามีเหตุอันสมควร- “

“ ข้าตั้งกองโจร กระทำผิดกฏหมายบ้านเมือง ปล้นชิงเจ้าหน้าทีภาษี อะไรที่มันเป็นเหตุอันสมควรกันน่ะ ”

ความสับสนของเด็กหนุ่มแปรเปลี่ยนเป็นความประหลาดใจทันทีที่คีธยื่นจดหมายให้เขา ปลายนิ้วของชายหนุ่มชี้ไปที่ข้อความหนึ่งบนนั้นซึ่งเขียนว่า…

“ ตระกูลเมริสมารวมทั้งชาวบ้าน เขียนฎีกาส่งตรงไปยังสภาเพื่อชี้แจ้งเจตนาในการกระทำของเจ้า ” เจ้าชายทรงช่วยย้ำ ” พวกเขาลงชื่อเพื่อยืนยันว่าทั้งหมดที่เจ้าทำนั้นก็เพื่อปกป้องพวกเขา ”

สายตาของเด็กหนุ่มเบิกค้างขณะที่เขาอ่านชื่อของผู้ซึ่งร่างฎีกานั้น ชื่อของน้องชายของเขา อาร์เซน เซเนดัล เมริสมา

“ เจ้าต้องบ้าไปแล้ว ” เด็กหนุ่มกล่าว ดวงตาสีเทาคมกริบจ้องตรงไปยังเจ้าชาย ” เจ้าจะปล่อยให้ชาวบ้านในเขตเมริสมาพังขื่อแปของไลน์ไม่ได้ ไม่ว่ายังไงความผิดที่ข้าก่อก็ลบล้างไม่ได้ ”

“ ถูกต้อง ” เจ้าชายตรัส “ ชาวบ้านช่วยยืนยันเจตนาของเจ้าได้ก็จริง แต่นั่นไม่ช่วยลบเลือนความผิดที่เจ้าก่อ เพื่อเป็นการชดใช้ สภาฎีกาด้วยความเห็นชอบของราชสำนัก วินิจฉัยให้ลงโทษด้วยการแต่งตั้งเจ้าเป็นเคานท์ซาร์คาเรีย เมริสมาอย่างเป็นทางการ ”

เลือดในตัวซาร์คเหมือนจะแข็งไปในทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น เขาไม่แน่ใจว่าตัวเองได้ยินถูกต้อง ไม่สิ มันต้องมีซักอย่างที่ผิดพลาด “ เดี๋ยวนะ ” เขากล่าวพลางหนวดหัวคิ้วเต็มแรง ” เจ้าบอกว่าบทลงโทษคือให้ข้าสืบทอดตำแหน่งจากพ่อข้า ”

“ ถูกต้อง ”

เด็กหนุ่มถึงกับสบถในทันที ” สภาของเจ้ามีขี้เลื่อยอยู่ในหัวหรือไง ตำแหน่งขุนนางไม่ใช่ว่าจะแต่งตั้งให้ใครก็ได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ใช่กับโจร อย่างนี้ใครก็ได้ก็เป็นขุนนางได้ไม่ใช่หรือ ”

“ ข้าเห็นด้วยเรื่องที่เจ้าบอกว่าตำแหน่งขุนนางไม่ควรแต่งตั้งโดยพร่ำเพรื่อ แต่มันก็ไม่ควรเป็นของอภิสิทธิชน ตำแหน่งนั้นควรเป็นของคนที่ได้พิสูจน์แล้วว่าเขารักในคนของเขาและแผ่นดินของเขา สำหรับเมริสมาไม่มีใครเหมาะสมไปกว่าเจ้าอีกแล้ว ที่สำคัญข้าเชื่อให้การให้โอกาสคนพิสูจน์ตัวเอง เหมือนที่ข้าได้รับ ”

เด็กหนุ่มอ้าปากจะเถียง แต่ทันทีที่เห็นรอยยิ้มกริ่มบนใบหน้าของเจ้าชายเขาก็ต้องกลืนเอาอะไรที่คิดจะพูดกลับลงคอไปในทันที จะให้เขาเถียงยังไงได้ในเมื่อเขาเองคือคนที่ให้โอกาสนั้น

เมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มไม่ตอบโต้เจ้าชายก็เสด็จมาตรงหน้าเขาแล้วทรงคุกเข่าลง “ ข้าขอร้องในฐานะรัชทายาทผู้วันหนึ่งจะเป็นราชาแห่งไลน์ และในฐานะของชายคนหนึ่ง ” พระองค์ตรัสพลางจับมือของเด็กหนุ่มขึ้นกุมไว้ในพระหัตถ์ทั้งสองข้าง ” เจ้าจะอยู่เคียงข้างข้าในยามสุขและยามทุกข์ ในยามมั่งมีและยามลำบาก ในยามป่วยไข้และในยามสบาย ไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ ได้หรือเปล่า ”

ใบหน้าของซาร์คาเรียกลายเป็นสีแดงก่ำเท่าๆกับสีผมของเขา คีธซึ่งยืนเยื้องไปเบื้องหลังได้แต่อมยิ้มก่อนจะส่ายหน้าอย่างขันๆให้กับวิธีการของเจ้าชายซึ่งตอนนี้ทอดพระเนตรไปที่หัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่า พระหัตถ์ของพระองค์บีบแน่นจนไม่มีทางที่ซาร์คจะดึงมือกลับไปได้ และเด็กหนุ่มก็รู้หลังจากที่เขาพยายามดึงมือถึงสองครั้งอย่างไร้ผล เขาอยากจะสบถก่นด่าคนตรงหน้าให้ละอายแก่ใจที่กล้าเล่นบ้าๆแบบนี้ แต่เพราะคนตรงหน้าคือรัชทายาทแห่งไลน์ เขาทำได้แค่กัดปากแน่น

แต่ก่อนที่ความคิดของเด็กหนุ่มจะวิ่งวนไปไกลจนเกินไป เจ้าชายก็ตรัสขึ้นว่า ” ในวันที่ข้าเป็นกษัตริย์สิ่งที่ข้าต้องการที่สุดคือคนที่จะเตือนสติไม่ให้ข้าหลงทาง คนที่ช่วยเตือนข้าถึงสิ่งสำคัญที่ข้าต้องไม่ลืม และข้าไม่เห็นว่าจะมีใครอื่นอีกที่เหมาะสมไปกว่าเจ้า เจ้าคือคนที่ชี้ทางให้ข้าและข้าจะช่วยชี้ทางให้ได้ในวันที่ดวงตาของข้ามืดมัว ” แล้วพระองค์ก็ทรงกระซิบว่า ” มีชีวิตอยู่ต่อไปเถอะ ซาร์คาเรีย ”

น่าแปลกที่เพียงแค่นั้นหัวใจของเด็กหนุ่มก็อ่อนยวบ เขามีเรื่องมากมายที่อยากทำ มีคำผรุสวาทมากมายวิ่งไปมาในหัว แต่สิ่งที่เดียวที่เขากล่าวได้ในตอนนั้นที่เจ้าชายอาวดริคทอดพระเนตรเขาด้วยสายตาที่เหมือนลูกสุนัขที่น่าสงสารนั้นกลับเป็น ” ก็ได้ ”

นั่นเป็นคำตอบที่ทำให้เจ้าชายทรงเก็บรอยยิ้มบนพระพักตร์ไว้ไม่ได้ และคีธถอนใจด้วยความโล่งอก มีคนตั้งมากมายพยายามพูดในซาร์คเปลี่ยนใจก่อนหน้านี้และคนเหล่านั้นไม่มีใครเลยที่ทำสำเร็จ กลับเป็นอาวดริค ชายซึ่งเริ่มต้นเป็นคนที่เด็กหนุ่มจงเกลียดจงชังอย่างที่สุดที่ทำให้เขาทบทวนการตัดสินใจนั้นใหม่

“ ท่านซาร์คครับ ” เสียงเรียกนั้นทำให้เด็กหนุ่มหัน เขาต้องประหลาดใจกับรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความยินดีของคีธซึ่งเขาไม่เคยเห็นมาก่อน ในมือของชายหนุ่มคือดาบที่เขาเพิ่งยื่นให้ไม่นานก่อนหน้า ” ของท่านครับ ”

ทั้งที่มันคือดาบที่เขาถือมาตลอดสามปี น่าแปลกที่ในตอนนี้สัมผัสของมันช่างแปลกใหม่คล้ายกับเมื่อเขาจับดาบเป็นครั้งแรก แม้แต่ดวงอาทิตย์เหนือศีรษะ แมกไม้ และทิวทัศน์ของเมริสมาก็ดูต่างออกไป ราวกับว่าในวินาทีที่เขายอมรับข้อเสนอของอาวดริค โลกที่เขาลืมเลือนไปนานเปิดหาเขาอีกครั้ง

และเขาพอจะเดาได้ว่าเพราะเหตุใด ทั้งที่เขาไม่เคยคิดว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้น แต่ในที่สุดเขาก็จะได้กลับบ้าน

-End-

A Fairytale: จนฟ้ารุ่งราง บทที่ 11

Title: A Fairytale
Book III: จนฟ้ารุ่งราง (Another Dawn)
Author: vekin
Rate: PG-13
Warning: คนเขียนอ่อนคำราชาศัพท์เป็นอย่างยิ่ง ต้องขออภัยในความผิดพลาดมา ณ ที่นี้
***บุคคล เหตุการณ์และสถานที่ในเรื่องล้วนสมมติขึ้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องพาดพิงกับบุคคลและเหตุการณ์จริงแต่อย่างใด***

Chapter 11
####################################################

ตลอดเส้นทางจากห้องบรรทมของพระราชามาถึงห้องสีข่าวนั้นไม่มีวี่แววของเวรยามหรือผู้คน ราวกับว่าพวกเขาหายสาปสูญไปจากปราสาทกันหมดสิ้น จะว่าเป็นเรื่องดีก็คงใช่แต่ยิ่งที่พวกเขายิ่งหายใจไม่ทั่วท้องด้วยรู้สึกว่านี่อาจเป็นกับดักอันใหญ่อีกอันของนาง

“ ปกติพวกเจ้ารักษาความปลอดภัยกันอย่างนี้เหรอ ” เด็กหนุ่มกระซิบถามหลังจากผ่านทางเดินยาวที่ปราศจากเงาของผู้คน พวกเขาอยู่ใกล้ห้องบรรทมมากแล้วกลับไม่พบใครที่พอเรียกได้ว่าเป็นทหารยามเลย

” นางอาจจะไม่อยู่ที่ห้องบรรทม ” เจ้าชายตอบ ความกังวลและสับสนชัดเจนอยู่บนใบหน้าของเขา “ แต่ถ้าพระราชาอยู่ที่นี่ “

“ คีธไม่โกหกหรอก “

ความมั่นใจในน้ำเสียงของหัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่าทำให้อาวดริคหันไปยิ้มน้อยๆขณะที่พวกเขาหยุดยืนอยู่ที่หน้าประตูของห้องสีขาว มือของเขาผลักเปิดบานประตูนั้นขณะที่ตอบว่า “ ข้าไม่ข้องใจเรื่องนั้นหรอก “

แต่อีกครั้งที่ห้องนั้นว่างเปล่าร้างผู้คน หากพระแท่นบรรทมนั้นไม่ว่ามองอย่างไรก็เหมือนถูกใช้งาน คลุมพระบรรทมที่ยับย่นไม่ได้ถูกจัดให้เข้าที่แสดงว่าไม่มีข้าราชพารคนใดอยู่ที่นี่ตอนที่พระองค์ออกไป “ เสด็จพ่ออยู่ที่นี่ก่อนหน้านี้ ” เจ้าชายกล่าว สายตานั้นยังคงมองตรงไปยังรอยยับของผืนผ้าปูขณะที่เขาสัมผัสมันเบาๆ ” ไปได้พักหนึ่งแล้วโดยไม่มีข้าราชบริพารคนไหนรู้ แต่ถ้าประชวรหนักอย่างที่ว่ากันแล้วพระองค์เสด็จออกจากห้องนี้ไปได้ยังไง ”

“ เจ้ามั่นใจได้ยังไงว่าไม่มีใครรู้ “ บาร์ธท้วง “ โดยเฉพาะถ้าทรงประชวร “

นั่นหมายความว่าใครคนหนึ่งที่ไม่ข้าราชบริพารพาพระองค์ออกไป แล้วนั่นจะเป็นใครไปได้ ” ยังไงเราก็ต้องตามหาพระราชาให้พบแล้วนำเสด็จสู่ที่ปลอดภัย ” เจ้าชายกล่าว ครั้งนี้ความร้อนใจของพระองค์นั่นชัดเจน “ ข้าว่าเราควรแยกกันออกค้นหา ด้วยพระอาการแบบนั้นพระองค์ไม่น่าจะประทับอยู่ที่ไหนไกล ”

เหยี่ยวป่าทั้งหลายต้องเห็นด้วยในเรื่องนั้นแต่การแยกกันอาจเป็นอันตรายใหญ่หลวงในสถานที่เช่นนี้ ในที่สุดผู้เป็นหัวหน้ากล่าวขึ้น ” เราเหลือเวลาไม่ได้แล้ว รบกวนพวกเจ้าค้นในพระราชฐานชั้นในนี่แล้วกัน ไม่แน่ว่านางอาจซ่อนพระองค์ไว้ในห้องอื่น ข้ากับเจ้าชายจะไปที่พระราชฐานชั้นกลางหาร่องรอยของนาง ระวังอย่าปะทะกับนางเข้าล่ะ ”

ในตอนนั้นแม้อยากจะคัดค้ายพวกเขาก็ทำได้เพียงรับคำเท่านั้น ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่พวกเขายิ่งจะลำบากมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นพวกเขาต้องแยกกันตรงนั้นเพื่อดำเนินแผนการณ์ให้ลุล่วง

เมื่ออยู่กันตามลำพังแล้วนั่นเองที่เด็กหนุ่มถามขึ้นว่า “ มีที่ไหนบ้างที่นางอาจพาพ่อของเจ้าไปถ้าไม่ใช่พระราชฐานชั้นใน ”

คำถามนั้นทำให้เจ้าชายประหลาดใจเล็กน้อย ” ยอดหอคอยเป็นที่หนึ่งที่เป็นไปได้ แต่สภาพพระวรกายคงเป็นไปไม่ได้โดยไม่มีข้าราชบริพารช่วยเหลือ จากตรงนี้ไปก็เป็นพระราชฐานชั้นกลาง ” อาวดริคตอบก่อนจะกระซิบบอกว่า “และนางอาจอยู่ที่นั่น “

“ ไม่ว่าข้ามองยังไงนี่ก็ดูคล้ายกับดัก ” ผู้เป็นหัวหน้าตอบ “ แต่ไม่เข้าทำเสือ ไม่มีทางได้ลูกเสือหรอกจริงมั้ย ”

รอยยิ้มของซาร์คทำให้เจ้าชายยิ้มตาม อันที่จริงมันชัดเจนอยู่แล้วผู้เป็นหัวหน้าเข้าใจถึงความเสี่ยง ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ออกปากว่าจะออกค้นหากับเจ้าชาย และคงไม่สั่งการณ์ให้สหายค้นหาเขตพระราชฐานชั้นในที่พวกเขารู้อยู่แล้วว่าปลอดภัย หากนางไม่อยู่ที่นี่ เป็นไปได้มากว่าพระราชาก็ไม่อยู่ที่นี่เช่นกันในเมื่อนางรู้ดีว่าพระองค์การช่วยเหลือราชาลุดวิกจะเป็นภารกิจส่วนตัวและหมากตาสำคัญที่เจ้าชายต้องเดิน

แต่ในตอนนี้อะไรก็ล้วนเป็นไปได้ทั้งสิ้น พวกเขาทำได้เพียงเดินหน้าต่อเท่านั้น หัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่าจึงหันมาบอกว่า ” ไปกันเถอะ ” ก่อนจะออกเดินนำไป ท่าทางของเด็กหนุ่มนั้นทำให้อาวดริคอดขำไม่ได้ ให้มาดูตอนนี้คงบอกยากว่าใครกันแน่คือเจ้าชายแห่งไลน์เพราะไม่ว่าเมื่อใดซาร์คก็เหมือนจะพร้อมนำทางพวกเขาไปยังที่ๆไม่มีใครกล้าก้าวเท้าไป และเพราะซาร์คอยู่ที่นี่ เขาจึงรู้สึกเหมือนว่าทุกสิ่งเป็นไปได้

พวกเขาไม่มีทั้งความลังเลใจหรือความกลัวขณะที่เดินเข้าไปยังเขตพระราชฐานชั้นกลางที่ทั้งมืดสลัวและเงียบสงัด ที่นี่คือที่ๆกษัตริย์จะรับแขกบ้านแขกเมือง หารือราชการและเสด็จออกท้องพระโรงดังนั้นในเวลาเช่นนี้จึงเป็นธรรมดาที่จะไม่มีใคร และสิ่งที่แรกที่เจ้าชายสังเกตเห็นคือ…

ผู้เป็นหัวหน้าหันไปกลับมาด้วยความกังวลทันทีที่เห็นชายหนุ่มชะงักเท้า “ อะไรหรืออาวดริค ”

“ กระจก ”

“ หา? ”

“ ตั้งแต่เมื่อกี้นี้แล้ว ” เขากระซิบราวกับกลัวว่าภูตพรายทั้งหลายจะได้ยิน ” แต่ที่นี่มีมากเกินไป นางติดกระจกไว้ทั่วพระราชฐานชั้นกลางไปหมด ”

นั่นอาจเป็นครั้งแรกที่ซาร์คตั้งใจมองไปทั่วทางเดินนั้น และเป็นตอนนั้นเองที่เขาสังเกตเห็นกระจกบานใหญ่เล็กหลากหลายติดอยู่ตามที่ต่างๆ ที่มันยากจะสังเกตเพราะในความมืดนี้กระจกเหล่านั้นแทบไม่สะท้อนอะไรและบางบานก็ถูกซ่อนไว้กึ่งหนึ่งหลังม่านบังตา จำนวนที่ผิดธรรมดาทำให้เด็กหนุ่มต้องถาม “ นางต้องการมากมายขนาดนี้ไปทำไม หรือมันเกี่ยวกับเวทย์มนต์ ” คำตอบของอาวดริคมีเพียงการกลืนน้ำลายเท่านั้น แต่นั่นเพียงพอแล้วสำหรับซาร์ค” นางใช้เวทย์ผ่านกระจกงั้นหรือ ”

” นางใช้กระจกเป็นสื่อ จะเพื่อควบคุมผู้คนหรืออะไรก็ตามข้าก็พอเข้าใจ แต่ทำไมในปราสาทของนางถึงต้องใช้กระจกมากขนาดนี้ แค่ไม่กี่บานนางก็น่าจะสามารถควบคุมปราสาทนี้ได้แล้ว ”

นั่นแปลกอย่างยิ่ง และสำหรับเด็กหนุ่มนั่นหมายความได้อย่างเดียวว่า “นางไม่มั่นใจว่านางสามารถควบคุมทุกอย่างได้หรือเปล่า ” ชายหนุ่มหันมอง แต่ผู้เป็นหัวหน้าก็ออกเดินนำไปแล้ว “ ถ้าอย่างนั้นเราเป็นต่ออยู่สินะ ”

นั่นอาจเป็นข้อสรุปที่เป็นไปได้แต่กับอาวดริคนั่นยังไม่สมเหตุสมผล ทุกครั้งที่เขาเพ่งมองบานกระจกนั้นเขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังมองข้ามบางอย่างไป เป็นไปได้หรือที่นางตกเป็นรองพวกเขาทั้งที่นางมีทหารม้ามีข้าราชบริพารและเวทย์บริวาร มีอะไรที่พวกเขาเหนือกว่านางจนต้องใช้กระจกจำนวนมากกั้นอาณาเขตโดยรอบนี่เลยหรือ

….อาณาเขต….

“ เดี๋ยวก่อนซาร์ค- “

แต่ห้องโถงที่ว่างเปล่าบอกชัดว่ามันสายไปแล้ว

หัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่าต้องเหลียวหลังเมื่อเขารู้สึกราวกับว่าได้ยินเสียงเรียกแผ่วๆจากไกลๆ แต่เบื้องหลังเขานั้นกลับไม่มีใคร ไม่มีกระทั่งเจ้าชายอาวดริคที่ยืนห่างจากเขาไปไม่กี่ก้าวก่อนหน้า แต่เมื่อเด็กหนุ่มหันกลับมาเขากลับมาหนทางเบื้องหน้านั้นกลับมืดสนิท ไม่มีแสงคบสลัวที่เคยเห็นอยู่รำไรหรือแสงจันทร์ที่สะท้านเข้ามาทางกระจกหน้าต่าง ตอนนี้เขาอยู่ในสถานที่อีกที่หนึ่งซึ่งเขาเองก็ไม่รู้ว่าที่ไหน และจำไม่ได้ว่าเขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร

เมื่อดวงตาไม่อาจนำทางได้ชัด เด็กหนุ่มจึงเอื้อมมือออกไปเผื่อเขาอาจชนเข้ากับผนังแต่เบื้องหน้าของเขาว่างเปล่า เขาก้าวเท้าออกไปก้าวหนึ่งก็ยังไม่พบสิ่งใด เขาจึงก้าวต่อไปอีกก้าว และอีกก้าว จนมือของเขาก็สัมผัสบางสิ่งที่ทั้งแข็ง เรียบและลื่น จนไม่อาจเป็นผนังไปได้

กระจก?

เขาออกเดินด้านข้างเพื่อดูว่ากระจกบานนั้นสิ้นสุดที่ใด แต่กลับไม่มีร่องรอยว่ามันจะหยุดลง จริงอยู่ว่าเขาพบรอยต่อหรือมุม แต่สิ่งที่อยู่ต่อไปนั้นก็ยังเป็นกระจก หากจะมีสิ่งใดที่อยู่ใกล้เขาสิ่งนั้นจะเป็นกระจก เขาไม่รู้เลยว่าเขาอยู่ที่ใดหรือห้องนั้นกว้างใหญ่เพียงใดเมื่อกระจกพาเขาวนไปมาราวกับอยู่ในเขาวงกต นั่นคือตอนที่เขาลองผลักกระจกเหล่านั้นเผื่อว่ามันจะเลื่อนออก แต่ไม่เลย มันถูกยึดเข้าด้วยกันแข็งแกร่งเสียจนเขาเองก็ไม่รู้ว่าเป็นไปได้อย่างไร แต่เป็นไปได้หรือที่สิ่งซึ่งบอบบางปานนั้นจะให้ความรู้สึกที่แข็งแกร่งเพียงนี้ มีลูกเล่นอะไรอยู่เบื้องหลังกระจกพวกนี้กัน

“ มันไม่ได้มีลูกเล่นอะไรมากไปกว่านั้นหรอก ซาร์คาเรีย ”

เสียงนุ่มนวลอ่อนหวานทำให้เด็กหนุ่มหัน และในความมืดนั้นพลันปรากฏเงารางๆของหญิงสาวที่งดงามสะคราญ รอยยิ้มน้อยฉาบไล้บนพักตราขณะที่นางมองมายังเขาด้วยดวงตาใสกระจ่าง แต่ความไร้เดียงสาและซื่อบริสุทธิ์บนดวงหน้านั้นไม่อาจทำให้เด็กหนุ่มไขว้เขวไปได้ เขาชักดาบแล้วพุ่งเข้าใส่นางทันที แต่แล้วนางกลับหายไป และตัวเขาพุ่งชนกระจกบานหนึ่งอย่างจัง

“ ข้ายังไม่ทันพูดอะไรเจ้าก็จะฆ่าจะแกงกันแล้วหรือ ” นางกล่าวขึ้นขณะที่ร่างปรากฏอีกที่หนึ่ง แต่ร่างนั้นไม่ได้สมบูรณ์ บางส่วนของตัวนางเหมือนจะเลือนหายหรือบิดเบือนไปเช่นภาพสะท้อนทั้งหลาย ในตอนนั้นเองที่เขาเริ่มตระหนักได้ว่าที่นั่นมีแสงไฟแม้อาจเพียงน้อยนิดแต่ก็มากพอที่จะให้เขาเห็นภาพของนางได้ชัด ใช่ นางเป็นเพียงเงาในกระจก และรอบข้างตัวเขาไม่มีอะไรเลยนอกจากกระจกซ้อนกันไปมา

เขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร

“ เจ้าเดินเข้ามาเองซาร์คาเรีย ” นางเรียกชื่อเขาอีกครั้ง ชื่อที่เขาไม่รู้ว่านางรู้ได้อย่างไร ราวกับอ่านใจเขานางตอบว่า ” ข้าคือมเหสีของราชาลุดวิกพระสหายของราชาเอ็ดมันด์บิดาผู้ให้กำเนิดเจ้า ข้าย่อมรู้เรื่องของเจ้า ซาร์คาเรียแห่งเวสต์เวลล์ ” นางกล่าวพร้อมยิ้มน้อยๆราวกับเอ็นดูเขาเหลือเกิน

แต่เด็กหนุ่มไม่ได้หวั่นไหว ไม่กับภาพลวงตาของความงามที่แทบเป็นจริงไปไม่ได้ เขาจึงยืนขึ้นเดินเข้าไปประจันหน้ากับเงาของนาง ” ถ้ารู้เรื่องข้าจริง เจ้าคงฆ่าข้าไปนานแล้ว ” เขากล่าวพลางยิ้มเยาะหยัน ” เหมือนที่เจ้าฆ่าพ่อบุญธรรมของข้า ”

กระนั้นนางก็ไม่ได้สะทกสะท้านกับทั้งข้อกล่าวหาและความชิงชังที่หัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่ามีให้ นางยังคงมองดูเขาราวมารดาที่มองดูบุตรแล้วตอบว่า “ ถ้าเขาไม่ตายจากเจ้าไปในสภาพเช่นนั้น เจ้าจะยืนตรงหน้าข้าอย่างสง่างามเช่นนี้หรือ ”

รอยยิ้มละไมของนางทำให้เด็กหนุ่มนิ่งงันไป แต่เหนืออื่นใดมันคือนัยยะของคำพูดนั้นที่ทำให้ความคิดทั้งมวลของเขาหยุดชะงัก เขาไม่มั่นใจเลยว่าเขาได้ยินสิ่งที่เขาได้ยินไปจริงจนกระทั่งนางกล่าวต่อไปว่า

” หากโจนาธานยังมีชีวิตอยู่ เจ้าก็คงเป็นเพียงบุตรชายของขุนนางแห่งไลน์ คอยดูแลชาวบ้านในที่ดินของเจ้าเช่นที่พ่อเจ้าทำ เจ้าคงดำรงอยู่และตายไปอยู่ภายใต้อำนาจของราชสำนักเช่นสิงโตที่ถูกขุนด้วยเนื้อวัวเสียจนเชื่อง ” แล้วนางก็เริ่มเดิน ภาพของนางเลื่อนไปจากกระจกบานหนึ่งสู่กระจกอีกบาน ” เจ้าคงไม่ได้รู้ว่าราชสำนักทำสิ่งใดกับประเทศนี้ และเจ้าคงไม่ได้รู้ว่าราชสำนักกระทำสิ่งใดกับประเทศของเจ้า ”

แล้วนางก็หยุดนิ่งที่กระจกซึ่งอยู่ไม่ห่างจากใบหน้าของเขา ดวงตางดงามคู่นั้นจ้องตรงมาโดยไม่ได้แสดงทั้งความสงสารสังเวชหรือเอื้อเอ็นดู สิ่งที่นางหยิบยื่นให้มีเพียงความเข้าใจขณะที่นางเหมือนจะเข้ามากระซิบว่า “ ข้าก็ไม่ต่างจากเจ้า ซาร์คาเรีย ข้าสูญเสียครอบครัวที่ข้ารักหมดสิ้นเพราะความละโมภของราชสำนัก ข้ามองดูผู้คนของข้าต่อสู้กับความยากแค้นท่ามกลางความอสัตย์และฉ้อฉล ข้าตั้งคำถามเช่นเดียวกับเจ้าว่าทำไมพวกเขาต้องทนทรมานเพื่อราชสำนักที่มีเพียงความโลภและปราศจากความเมตตา ”

แล้วนางก็ออกเดินอีกครั้ง ทันทีที่เขาเหลือบมองนางสายตาของพวกเขาสบนิ่งไม่อาจคลาดจากกัน ราวกับว่าดวงตาของนางมีอำนาจที่สามารถดึงดูดเขาไว้และสะกดเขาให้นิ่งงัน “ ราชสำนักแห่งไลน์ทำลายทั้งกาลัทเทียร์และเวสต์เวลล์เพื่อสนองตัณหาที่ไม่จบสิ้น จนเมื่อทั้งสองอาณาจักรล่มสลายสายตาของมันจะมองไปยังที่อื่นเรื่อยไป สูบและกินได้แม้กระทั่งประชาชนของตนเอง แล้วเหล่าขัตติยะแห่งไลน์ทำอะไรบ้าง พวกเขายังมีความชอบธรรมที่จะเป็นกษัตริย์อยู่อีกหรือ ”

ในความเงียบที่เหมือนจะดูดกินทุกสิ่งนั้น เด็กหนุ่มถามขึ้นว่า ” แล้วเจ้าล่ะทำอะไรอยู่อาร์ดารา หากเจ้าเห็นมองเห็นสิ่งเหล่านั้น ทำไมถึงปล่อยให้มันเป็นเช่นที่มันเป็น ”

นางหยุดเดินแล้วคลี่ยิ้มน้อยก่อนจะตอบว่า ” เพราะข้าทำไม่ใช่หรือ ไลน์จึงอ่อนแอลงถึงเพียงนี้ ”

เลือดในกายของเด็กหนุ่มเย็นวูบไปในทันที

” ราชสำนักแห่งไลน์ไร้ความสามารถจะยึดประเทศนี้เข้าด้วยกันได้แล้ว และตอนนี้คือเวลาของเจ้า ” นางกล่าวขึ้น ” เวลาที่เจ้า ซาร์คาเรีย แห่งเวสต์เวลล์ จะเถลิงบัลลังก์แห่งไลน์ ”

หากไม่เพราะความหนักแน่นในน้ำเสียงและใบหน้าของนาง เขาคงคิดว่านี่เป็นเพียงเรื่องตลกร้ายกาจที่นางใช้ซื้อเวลาให้ตัวเอง แต่นางไม่ได้อยู่ที่นี่ เขาต่างหากที่อยู่ที่นี่ในกำมือของนาง

และนางเองก็เห็นความตระหนกของเขา นางจึงก้าวถอยจากเขาไปก้าวหนึ่ง ” ข้าไม่ทำอะไรเจ้าหรอก “ นางกล่าว “ ไม่มีเหตุผลที่เราต้องทำร้ายกันในเมื่อเราต่างต้องการความสงบสันติบนแผ่นดินนี้ และเจ้าคือผู้ที่ทำให้มันเป็นจริงได้ ซาร์คาเรีย หากเจ้าที่เป็นสายเลือดแห่งเวสต์เวลล์ขึ้นครองบัลลังก์แห่งไลน์ย่อมสามารถผนวกดินแดนทั้งสองและหยุดยั้งสงครามนี้ เจ้าสามารถกำจัดขุนนางฉ้อฉลและและผู้นำที่เห็นแต่ตนเอง และเมื่อนั้น เจ้าชายที่รักของข้า เจ้าจะสามารถนำความผาสุขมาสู่ผู้คน ไม่ใช่แค่เมริสมา เจ้าจะนำทั้งไลน์ เวสต์เวลล์ และกาลัทเทียร์สู่ยุคที่เที่ยงธรรมและสันติ จะไม่มีใครต้องเสียสละเพื่อใครอีก ไม่มีใครต้องเป็นอลิซาเบธหรือเดไลลาหรือเหยี่ยวป่าคนอื่นๆที่ต้องสละชีวิต เจ้าจะสามารถสร้างอนาคตที่ทั้งเจ้าและพวกเขาต้องการโดยไม่ต้องใช้เลือดและเนื้อ ”

…เจ้าจะสามารถสร้างอนาคตที่ทั้งเจ้าและพวกเขาต้องการโดยไม่ต้องใช้เลือดและเนื้อ…

โลกที่ความอดอยากจะไม่พรากชีวิตผู้ใด ผู้คนจะไม่ต้องเจ็บป่วยและล้มตายจากการขาดอาหาร ไม่มีศพมากมายในสุสานที่ไม่มีใครฝังได้หมด ไม่มีใครถูกหามเข้าไป เพื่อกลายเป็นอีกร่างที่ไม่มีที่จะไป…

ริมฝีปากของเด็กหนุ่มพลันกระตุกเป็นรอยยิ้ม หากมันกลับดูเหมือนการเยาะหยันขณะที่เขาถามนางว่า “ แล้วมันจะต่างจากที่มันเป็นอยู่ตอนนี้ยังไงหรือ ”

นางผงะไปชั่วขณะหนึ่ง แต่นั่นนานเกินกว่าที่เขาจะรอได้ “ สิ่งที่เจ้าพูดคือสิ่งที่ใครๆก็ปรารถนา อาร์ดารา ” เด็กหนุ่มกล่าว ” แต่ประเทศที่นำโดยวิสัยทัศน์ของคนเพียงคนเดียว สิ่งที่เจ้าจะได้มีเพียงทรราชที่ทำทุกสิ่งตามที่ตัวเองต้องการ มันก็ไม่ต่างอะไรจากสิ่งที่เรามีอยู่ตอนนี้ ประเทศซึ่งนำโดยราชสำนักที่เห็นเพียงตนเองเท่านั้น ” แล้วเขาก็ยกดาบขึ้นฟาดเข้าหับกระจกที่อยู่ข้างตัวจนแตกละเอียดหากตลอดเวลานั้นเขาไม่ละสายตาจากนาง และไม่ยอมให้นางละสายตาจากเขา ” แผ่นดินนี้อาจจะเล็กเกินไปสำหรับความละโมภของไลน์ แต่มันใหญ่เกินไปสำหรับคนๆเดียว ” เขาทำลายกระจกทิ้งบานแล้วบานเล่า เท้าของเขาย่างไปบนเศษเสี้ยวสีดำนั้นราวกับพวกมันไม่มีตัวตนอยู่ “ เมริสมาคือบ้านของข้า คนของที่นั่นคือครอบครัวของข้า พวกเขาคือเสียงที่นำทางข้า นั่นคือสิ่งที่ข้ารักและเข้าใจ และข้าสู้เพื่อสิ่งนั้น เพื่อรอยยิ้มของคนเหล่านั้น ข้าไม่ต้องการไลน์เพราะข้าไม่มีวันเข้าใจมันเหมือนที่ข้าเข้าใจเมริสมา ข้าไม่อาจนำรอยยิ้มมาให้ประชาชนแห่งไลน์ได้ ”

“ แต่เจ้าจะหยุดเพียงเท่านั้นน่ะหรือ ” นางขัดขึ้น ” เมริสมาที่เล็กกะจ้อยร่อยไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงภัยพิบัติที่เกิดขึ้นกับไลน์ได้- “

“ ไลน์เองก็เล็กกะจ้อยร่อยไม่อาจหลีกเลี่ยงภัยพิบัติที่เกิดขึ้นแก่เวสต์เวลล์หรือกาลัทเทียร์หรือประเทศใดๆในทวีปนี้ได้ ไม่มีใครคนใดคนหนึ่งหรอกที่หยุดมันได้ ” อีกครั้งที่เขาฟาดบานกระจกรอบข้างตัวจนแตก ไม่ได้ยี่หระกับเส้นแก้วที่บาดข่วนมือของเขา เขาทำลายเงาของนางครั้งแล้วครั้งเล่า หากทุกครั้งมันก็จะปรากฎบนกระจกบานอื่น เรื่อยไป ” สิ่งที่คนๆหนึ่งจะทำได้คือดูแลครอบครัวของตัวเองและเพื่อนบ้านของตัวเอง นั่นคือสิ่งที่พ่อข้าสอนข้า ทันทีที่เจ้าคิดว่าเจ้าทำได้มากกว่านั้น เจ้าก็เพียงแค่ยัดเยียดความคิดของตัวเองให้กับคนอื่นเท่านั้น ”

ตลอดเวลานั้นนางเพียงแต่มองเขาด้วยความเงียบงันขณะที่เขาค่อยๆทลายโลกที่นางสร้างขึ้นทีละบานๆแต่ตลอดเวลานั้นเขาไม่ได้ละสายตาจากนาง ไม่ว่านางอยู่ที่ใด เขาจะตามไปจนนางไม่เหลือกระจกบานใดให้หนีไปได้อีก และสิ่งเดียวที่เหลือจะสะท้อนภาพของนางได้คือดวงตาสีเทาของเด็กหนุ่มซึ่งยืนอยู่ตรงหน้านาง ดวงตาที่ไม่มีทั้งความกลัว ไม่มีทั้งโกรธเกรี้ยวชิงชัง หากทอประกายราวกับจะเรืองได้ในความมืด

“ อีกอย่างหนึ่ง ” เขาเอ่ยขึ้น ” หากเจ้าคิดว่าโจรอย่างข้ามีความชอบธรรมจะขึ้นครองบัลลังก์ ความเที่ยงธรรมของเจ้ามันก็พิกลพิการแล้ว ”

ในพริบตาก่อนที่นางจะได้พูดอะไรเขาก็ทำลายกระจกบานนั้นและโอกาสใดๆที่นางอาจจะปั่นหัวเขาลง เขาไม่ต้องการจะได้ยินสิ่งอื่นใดจากภาพในกระจกเงาอีกต่อไป เพราะมันก็เป็นได้เพียงมายาเหมือนกับตัวนาง “ ถ้าเจ้ายังอยากจะคุยกับข้าอยู่ละก็ ออกมาเจอข้าด้วยตัวเองดีกว่าอาร์ดารา ” เขากล่าวกับความว่างเปล่านั้นเพราะเขามั่นใจว่านางยังได้ยิน ” แต่ข้าไม่รับปากหรอกนะว่ามันจะจบแบบที่เจ้าต้องการ ”

พระนางเพียงแย้มพระโอษฐ์เมื่อทรงสดับเช่นนั้น พระนางไม่แปลกพระทัยเลยหากจะไม่สามารถโน้มน้ามเขาได้ไม่ว่าด้วยวาจาหรือเวทย์ เขาอาจจะอายุน้อยก็จริง แต่ความเข้มแข็งของจิตใจนั้นมากกว่าแม้แต่แม่ทัพใหญ่ที่พระนางเคยทรงพบมาและความแน่วแน่ต่อเป้าหมายและเส้นทางตรงนั้นแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะเปลี่ยนแปลง นั่นทำให้เขาเป็นคนที่รับมือได้ยากหากพระนางกลับไม่ได้กังวลพระทัยมากนัก อาจไม่มีอะไรเลยก็เป็นได้ที่ทำให้พระนางไม่สบายพระทัยในคืนนี้

“ ไม่น่าเชื่อว่าเจ้าชายน้อยแห่งเวสต์เวลล์จะเจริญวัยขึ้นเป็นคนที่น่าสนใจได้ถึงเพียงนี้นะเพคะ ” พระนางตรัสพลางผินจากกระจกบานใหญ่ไปยังพระสวามีผู้ประทับบนบัลลังก์ ร่างที่งองุ้มจ้องตรงมาโดยไม่ได้ขยับ อันที่จริงบนร่างนั้นมีเพียงสายพระเนตรของกษัตริย์ชราเท่านั้นที่อาจกลอกไปมาได้ แต่เท่านั้นก็เพียงพอแล้วที่จะแสดงความตระหนกของพระองค์

กระนั้นพระมเหสีก็เสด็จเข้าหาราวกับว่าไม่เห็นความกลัวนั้น พระนางเสด็จขึ้นมาประทับต่อหน้าพระสวามีพลางลูบพระพักตร์แผ่วเบา ” หม่อมฉันเข้าใจเพคะว่าเขาเป็นสายเลือดของพระสหายที่สำคัญต่อพระองค์เป็นอย่างยิ่ง หม่อมฉันไม่แตะต้องเขาตอนนี้หรอกเพคะ อย่างไรเสียคงอีกพักใหญ่กว่าที่เขาจะออกมาจากเขาวงกตของหม่อมฉันได้ แต่อีกไม่นานพระโอรสก็จะมาที่นี่เพื่อมาพบพระองค์ตามที่พระองค์ปรารถนาแล้วนะเพคะ ” แล้วพระนางก็เสด็จไปยังเบื้องหลังบัลลังก์นั้น พระหัตถ์ทั้งสองข้างวางลงบนพระอังสาของกษัตริย์ชรา ” หม่อมฉันทำให้มั่นใจแล้วว่าไลน์จะมีชะตากรรมไม่ต่างจากกาลัทเทียร์ น่าเสียดายที่หม่อมฉันไม่อาจให้พระองค์ทอดพระเนตรมันถึงวินาทีสุดท้ายเพราะคำพิพากษาสุดท้ายของพระองค์มาถึงแล้ว ” แล้วพระนางก็ก้มลงกระซิบที่ข้างพระกรรณของพระราชา ” นี่คือคำพิพากษาสำหรับสิ่งที่พระองค์กระทำกับบุตรชายของหม่อมฉัน ”

ฉับพลันนั้นภาพเบื้องหน้าพระองค์ก็เหมือนจะเลือนไป ปราสาทไลน์กลายเป็นกลุ่มอาคารหินแห่งกาลัทเทียร์ รายละเอียดทั้งปวงที่เคยเลือนหายไปในความทรงจำพลันปรากฏชัดราวกับว่าพระองค์ยืนอยู่ที่นั่นอีกครั้ง ทหารหาญที่เป็นพระสหายต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับพระองค์ตลอดหลายเดือนอันยาวนานต่างร่วมสมรภูมินี้กับพระองค์ พวกเขาแผ้วถางทางก้าวแล้วก้าวเล่าเข้าไปในอาคารอันสูงตระหง่านของวิหารแห่งกาลัทเทียร์ ที่ซึ่งผู้นำของกาลัทเทียร์ซ่อนตัวอยู่หลังจากการโรมรันสงครามเวทย์ที่เหนื่อยอ่อนกับพระนางวิลเฮลมีนา ในเวลาเช่นนี้แม้แต่จอมเวทย์ที่ขึ้นชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุดยังไม่อาจป้องกันบ้านของตนเองจากการบุกของทหารกล้าแห่งไลน์ได้

คนแล้วคนเล่าที่พวกเขาฆ่า ร่างแล้วร่างเล่าที่พวกเขาเหยียบย้ำ ในตอนนั้นสิ่งที่พระองค์ต้องการมีเพียงการจับตัวนางผู้เป็นศูนย์กลางของแผ่นดินนี้ หากไลน์ได้ตัวนางนั่นย่อมหมายถึงไลน์ได้กาลัทเทียร์ ไม่มีความสูญเสียใดไม่คุ้มค่าในตอนนี้

เหล่าหญิงรับใช้ต่างจับอาวุธขึ้นต่อสู้ราวตนเองเป็นทหารกล้าคนหนึ่ง หากแรงแขนของอิสตรีที่ใช้เวลาอยู่กับผืนผ้าและหม่อนไหมไม่อาจต้านแรงแขนของชายชาตรีที่มีชีวิตอยู่เพื่อต่อสู้ได้ ต่างฝ่ายต่างปกป้องผู้เป็นนาย ต่างฝ่ายต่างเข่นฆ่า ท้ายที่สุดก็เป็นพวกนางที่พ่ายแพ้แม้นั่นหมายถึงการต้องปลิดชีวิตพวกนางเพื่อนำการต่อสู้นี้มาถึงจุดสิ้นสุด

เสียงกู่ร้องอันเยาว์วัยเรียกพระองค์จากห้วงภวังค์และดาบในพระหัตถ์พลันแกว่งออกในทันใด พระองค์ยังทรงจดจำความแรงต้านจากเนื้อและกระดูกอันเปราะบางของเด็กชายขณะที่ใบดาบตัดผ่านร่างน้อยๆนั้น ดาบในมือของเด็กชายร่วงลงกระแทกพื้นเป็นเสียงอันดังตามด้วยเสียงกรีดร้องที่ทั้งโหยหวนและเศร้าสร้อย เสียงของนาง หญิงที่งามที่สุดที่พระองค์เคยทอดพระเนตรแม้ยามเมื่อใบหน้าของนางนองด้วยน้ำตาและบิดเบี้ยวด้วยความชิงชังขณะที่นางสาปแช่งพวกเขา สาปแช่งพระองค์ แขนที่แทบไร้เรี่ยวแรงตระกองกอดร่างของเด็กชายไว้ขณะที่นางร้องเย้ยให้พระองค์ฆ่านางเช่นที่พระองค์ฆ่าลูกของนาง นางในตอนนั้นไม่ใช่ประมุขแห่งกาลัทเทียร์ ไม่ใช่จอมเวทย์ผู้มีอำนาจอันผู้คนยำเกรง หากเป็นแม่ เป็นหญิงสาว ที่สูญเสียทุกสิ่งที่นางมีไป

ความเศร้านั้นมากมายราวจะกลืนกินพระองค์ กระนั้นพระองค์ก็เพียงให้ทหารกล้าของพระองค์พาตัวนางไป พวกเขาดึงร่างที่ไร้ชีวิตออกจากอ้อมกอดของนางและโยนลงกับพื้นราวกับตุ๊กตาพังๆตัวหนึ่ง มันเป็นภาพที่พระองค์ไม่อาจสลัดภาพนั้นทิ้งไปได้ พระโลมาบนพระวรกายลุกชันขณะที่พระองค์ได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ มันคือเสียงของเกราะเหล็กที่กระทบกันยามที่ร่างสูงใหญ่ย่างไปบนสนามรบ

“ หม่อมฉันรอวันนี้มานานแล้ว ” พระสุรเสียงอ่อนหวานตรัสที่ข้างพระกรรณ ” วันที่’เขา’จะมาพิพากษาพระองค์ ให้กับลูกของเรา ”

***
มันเกินกว่าความร้อนใจไปนานแล้วสำหรับเจ้าชายเมื่อเขาค้นหาทุกห้องในบริเวณนั้นแต่ไม่มีที่ใดเลยที่เขาพบร่องรอยแม้แต่น้อยนิดของหัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่า หัวใจของเขากำลังเต้นรัวแทบไม่เป็นจังหวะอีกแล้วขณะที่เขาวิ่งจากห้องหนึ่งไปยังห้องหนึ่ง ห้องทุกห้องตลอดห้องโถงนั้นเงียบงัน ไม่มีใครอยู่แม้แต่คนเดียว แต่นั่นเป็นไปได้อย่างไรในเมื่อเวทย์มนต์ไม่อาจทำให้คนทั้งคนหายไปได้ ต่อให้เจ้าของเวทย์คือจอมเวทย์ที่ทรงอำนาจที่สุดของกาลัทเทียร์ก็ตาม

ความคิดทั้งดีร้ายทั้งหลายของเจ้าชายกลายเป็นความว่างเปล่าไป เขาหยุดยืนพักอยู่ในเงาของม่านหน้าต่าง ใจหนึ่งเขาอยากจะเอาหัวโขกกับกระจกตรงนั้นเพื่อให้สาแก่ความหัวช้าของตัวเอง ถ้าเขาคิดได้เร็วกว่านี้แม้ซักนิด เขาอาจช่วยซาร์คาเรียไว้ทัน เขาไม่อยากคิดว่านางอาจทำอะไรเมื่อได้ตัวซาร์คไป เขายิ่งไม่อยากคิดเมื่อเขารู้ว่าพวกเขาอาจไม่มีวันหาซาร์คพบอีกเลย

แต่เขาต้องหยุดคิดเรื่องร้ายๆเพียงแค่นั้น เจ้าชายบอกกับตัวเองขณะที่มือลูบศีรษะเพื่อดึงสติที่กระเจิดกระเจิงกลับมา ไม่ว่าซาร์คจะอยู่ที่นี่หรือไม่ ไม่ว่าพระบิดาจะประทับอยู่ที่นี่หรือไม่ เวลาจะไม่รอเขา เขาต้องเดินหน้าต่อไปและทำภารกิจนี้ให้ลุล่วง จะมีใครต้องเสียสละอย่างเสียเปล่าไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้าน ขุนนาง เหยี่ยวป่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องไม่ใช่ซาร์ค

เมื่อใจของเขาเขาสงบลงได้บ้าง ชายหนุ่มจึงเริ่มทบทวนสิ่งต่างๆอีกครั้ง ตอนนี้นางได้ทั้งราชาลุดวิกและหัวหน้าแห่งเหี่ยวป่าไป ในปราสาทเต็มไปด้วยกระจกทั้งที่ซ่อนไว้และแขวนไว้อย่างโจ่งแจ้งจนเขามั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่านางรู้แล้วว่าเขาอยู่ที่ไหนและกำลังทำอะไร แต่นางกลับไม่ทำอะไรเลย นางไม่ปรากฏตัวหรือส่งบริวารมาตามล่าเขา ไม่ใช้เวทย์ผ่านกระจกพวกนั้นมาฆ่าเขาเหมือนที่นางทำกับแม่ของเขา

คำพูดของคลอเดียสผุดขึ้นมาในห้วงคำนึงอย่างช่วยไม่ได้ แม้เขาปฏิเสธที่จะเชื่อแต่มันเรียกบางสิ่งในซอกหลืบของความทรงจำออกมา สิ่งซึ่งบอกเขาว่าความจริงสวนทางกับความเชื่อที่เขามีมาตลอดก็เป็นได้

เจ้าชายน้อยไม่ได้เสด็จขึ้นไปยังหอคอยที่นางถูกจองจำเพราะมนต์สะกด นางถูกสะกดพลังอันมหาศาลโดยเหล่าผู้ใช้เวทย์ที่ร่วมกันเตรียมที่คุมขังนั้นให้นาง ในคราแรกเจ้าชายน้อยเสด็จไปที่นั่นเพราะทรงปรารถนาจะพบพระมารดาที่สิ้นพระชนม์ที่ห้องนั้นอีกครั้ง แต่พระองค์กลับพบหญิงจากต่างแดนผู้ถูกตรวนอยู่ที่นั่นราวกับวิญญาณที่ไม่อาจไปสู่สุขคติ นางภูติที่แสนสวยและแสนเศร้า ในครั้งแรกพระองค์หวาดกลัวนางเสียจนต้องหนีออกมา แต่เมื่อพระองค์เล่าเรื่องนี้ให้พระพี่เลี้ยงฟังกลับไม่มีใครเชื่อ บางคนโทษความเศร้าโศกที่เจ้าชายน้อยทรงสูญเสียพระมารดาทำให้พระองค์คิดฝันไปว่ามีคนอยู่ที่นั่น

ความสงสัยใคร่รู้ทำให้พระองค์เสด็จขึ้นไปบนหอคอยนั่นอีกครั้ง และนางยังคงอยู่ที่นั่นเพื่อยืนยันแก่พระองค์ว่าการพบกันนั้นไม่ใช่ความคิดฝัน แต่เพื่อยืนยันเจ้าชายน้อยจึงเดินเข้าไปสัมผัสตัวนาง นั่นอาจเป็นสายใยแรกของชะตากรรมที่ถักทอระหว่างพวกเขา ระหว่างราชินีต่างแดนและเจ้าชายน้อยผู้กำพร้า นางเล่าเรื่องมากมายของดินแดนที่นางเคยอยู่ให้พระองค์ฟัง ดินแดนของทุ่งหญ้าและผาหิน ที่ซึ่งอาชาที่ทรงพลังราวกับปีศาจวิ่งอย่างอิสระ เล่าถึงครอบครัวของนางที่ต้องแตกสลายและความโหดเหี้ยมที่พระบิดาของเจ้าชายน้อยกระทำไว้กับแผ่นดินที่มีชื่อว่ากาลัทเทียร์

เจ้าชายน้อยไม่อาจเข้าใจเรื่องพวกนั้นได้มากนัก แต่พระองค์เข้าใจมากพอจะรู้สึกกระอักกระอ่วนต่อหน้าพระพักตร์ของพระบิดาผู้อ่อนโยนได้ บางคนว่ามันถึงวัยที่เจ้าชายน้อยจะทรงดื้อดึงต่อพระบิดาแล้ว แต่ในความเป็นจริงมีเพียงความกลัวเท่านั้นที่ทำให้เจ้าชายน้อยทรงถอยห่าง กระนั้นพระบิดาก็ยังคงเป็นพระบิดาที่พระองค์รู้จัก พระบิดาซึ่งพาเจ้าชายน้อยสู่พระแท่นบรรทมแทนพระมารดาที่สิ้นพระชนม์ พระองค์มีเรื่องราวเกี่ยวกับกาลัทเทียร์ในแบบของพระองค์ เรื่องราวซึ่งแม้คล้ายก็ยังต่างจากที่นางเล่าอย่างมากมาย ในเรื่องราวนั้นพระองค์ทรงเสียพระสหายที่สนิทสนมราวกับพี่น้องไปพร้อมกับครอบครัวในการต่อสู้กับกาลัทเทียร์ อาชาปีศาจนั่นเป็นสัตว์สงครามที่แข็งแกร่งและน่ากลัว แต่ไม่เคยมีเรื่องราวของนางในเรื่องเล่าเหล่านั้นเลย

ความแตกต่างที่ชวนฉงนนี้ทำให้พระองค์ทรงถามนางในวันหนึ่ง ซึ่งนางให้คำตอบเพียงว่า ” แต่ละคนมองเห็นเรื่องราวต่างกันไป ความจริงของเจ้าก็ต้องประจักษ์ด้วยตัวเจ้าเองเท่านั้น ”

ด้วยเหตุนั้นเจ้าชายน้อยจึงทรงขอทอดพระเนตรอาชาปีศาจแห่งกาลัทเทียร์ด้วยตัวพระองค์เอง

มันเป็นวันที่พายุตั้งเค้าจนท้องฟ้ายามกลางวันกลายเป็นสีเทามืดครึม ทั้งปราสาทนั้นเงียบงันด้วยว่าพระบิดาทรงนำทัพออกรบกับกองทัพกาลัทเทียร์ที่เหลืออยู่ นอร์ธบีสท์ตัวแรกในไลน์ถูกส่งมายังปราสาทโดบรัมท่ามกลางเสียงคัดค้านของเหล่าขุนนางที่เกรงกลัวอาชาปีศาจเลื่องชื่อ กระนั้นก็ไม่มีใครอาจหยุดเจ้าชายน้อยจากการทอดพระเนตรอสูรตัวนั้นแม้พวกเขาไม่ยินยอมให้พระองค์เสด็จเข้าใกล้ก็ตามที

แต่ไม่มีใครรู้จักพละกำลังที่แท้จริงของนอร์ธบีสท์แห่งกาลัทเทียร์ ความไม่รู้นั้นทำให้สัตว์ร้ายนั้นหลุดจากหลักยึดและออกวิ่งไปมาในลานของปราสาทราวผีร้ายคลุ้มคลั่ง ข้าราชบริพารต่างถอยหนีด้วยความกลัว ท่ามกลางความโกลาหลนั้นเจ้าชายน้อยถูกทิ้งอยู่ริมปราสาทซึ่งทุกคนต่างคิดว่าจะปลอดภัย หากไม่มีที่ใดเลยที่นอร์ธบีสท์ไม่อาจเบิกทางเข้าไปได้ด้วยกำลัง มันหนีการต้อนมาทางพระองค์โดยไม่มีใครเลยที่อยู่ใกล้พอจะช่วยเจ้าชายวัยเจ็ดชันษาได้ พระองค์ทำได้เพียงร้องหาพระบิดาแม้เมื่อไม่อาจเปล่งเสียงออกมาได้ ตอนนั้นเองที่เสียงพึมพำราวบทเพลงก็ดังขึ้นและสะกดให้ม้าคลั่งหยุดยืนนิ่ง เสียงลมหายใจฟืดฟาดบอกชัดถึงความเหนื่อยอ่อนจากการวิ่งและพยศแต่ดวงตาสีดำลึกล้ำนั้นมิได้มีแววการยอมจำนน ในชั่วขณะหนึ่งพระองค์รู้สึกราวกับว่าทรงรู้จักสายตาเช่นนั้น

ในตอนนั้นเองที่นางปรากฏตัวขึ้นในเงาของกระจกบานหม่นข้างพระองค์ อำนาจของนางในตอนนั้นน้อยนิดเกินกว่าจะใช้หลบหนีแต่ก็มากพอจะสะกดม้าคลั่งและพูดกับพระองค์ด้วยเสียงที่คล้ายดังอยู่ในโสตของเจ้าชายน้อยราวกับนางยืนอยู่ตรงนั้นจริง “ พ่อของเจ้าไม่มาหรอก ” นางกล่าวราวกำลังตอบรับเสียงร้องขอความช่วยเหลือในความคำนึงของพระองค์ ” และพ่อของเจ้าจะไม่อยู่ข้างเจ้าเสมอไป ซักวันเขาจะจากไปเหมือนแม่ของเจ้า เจ้ามีเพียงตัวเจ้าเองเท่านั้นอาวดริค ”

แล้วเงาของนางก็หายไป ทิ้งเจ้าชายน้อยไว้กับม้าตัวนั้น ดวงตากลมโตสีดำที่ไร้แววนั้นจ้องตรงมาราวกำลังพิจารณาพระองค์อย่างถี่ถ้วน ความคิดคำนึงใดๆของพระองค์เหมือนจะถูกม้าตัวนั้นอ่านได้โดยง่ายแม้เมื่อพระองค์ไม่อาจเข้าใจมัน แต่พระองค์ปรารถนาเหลือเกินที่จะเข้าพระทัย เช่นที่พระองค์ปรารถนาจะเจ้าพระทัยนางและพระบิดา นั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของความหลงใหลในม้าของเจ้าชายอาวดริค แม้เมื่อพระองค์ไม่อาจจดจำเรื่องราวของนอร์ธบีสท์ตัวนั้นได้จนเนิ่นนานให้หลัง

และนั่นอาจดีกว่า เพราะการจดจำเรื่องราวของม้าตัวนั้นหมายถึงการจดจำจุดจบของมันด้วยเช่นกัน นอร์ธบีสท์ท้ายที่สุดก็มากเกินไปสำหรับคนม้าของไลน์ ไม่นานให้หลังเมื่อมันพยศจนมีคนม้าคนหนึ่งถึงตายพวกเขาก็ตัดสินใจกำจัดมันเสีย นั่นเพียงไม่นานก่อนที่อาร์ดาราจะรับข้อเสนอที่จะอภิเษกเป็นราชินีแห่งไลน์ และความทรงจำของเจ้าชายน้อยถูกปิดผนึก

สำหรับนางมันคงเหมือนการถูกทำร้ายเป็นครั้งที่สอง คนที่นางรักคือเจ้าชายน้อยอาวดริคที่อยู่เป็นเพื่อนนางบนหอคอยที่เงียบร้างและหนาวเย็น เด็กชายที่รับฟังความเจ็บปวดคับแค้นของนางอย่างไร้เดียงสาและแสวงหาเพียงความเข้าใจ ไม่ใช่เพื่ออำนาจของนางหรือรูปโฉมของนางหรือแม้แต่หัวใจของนาง แต่แทนที่เด็กน้อยคนนั้นซึ่งปรารถนาความสุขให้นางอย่างบริสุทธิ์ใจ คนที่นางได้กลับเป็นเจ้าชายน้อยอาวดริคที่เห็นนางเป็นเพียงแม่เลี้ยงเท่านั้น

ใช่…. คนที่นางแค้นที่สุดไม่ใช่เขา แต่เป็นราชาลุดวิกต่างหาก

ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงเขายิ่งต้องรีบตามหาพระบิดาให้พบ เขาไม่กล้านึกว่านางจะทำเช่นไรต่อไป พระบิดาต้องประทับในที่ปลอดภัยที่ไม่มีกระจกและไม่มีนาง พลันสายตาของเจ้าชายก็เหลือบเห็นช่อกุหลาบในแจกันที่ประดับตกแต่งอยู่ไม่ไกล เขาดึงกุหลาบออกมาดอกหนึ่ง มือที่กำตัวดอกบิดกลีบให้หลุดออกพลางกระซิบเสียงต่ำ พลันกลีบดอกกุหลาบสีแดงคล้ำก็กลายร่างเป็นฝูงผีเสื้อตัวเล็กๆโบยบินออกจากฝ่ามือของเขากระจายหายเข้าไปในเงามืดของปราสาท ชายหนุ่มยังยืนอยู่ที่นั่นครู่ใหญ่ แม้เขาจะไม่เห็นร่องรอยของพระราชาเลยตลอดทางที่ผ่านมา แต่ตาคู่เดียวย่อมไม่อาจสู้หูตานับร้อยที่มองหาพร้อมๆกันได้

ตัวเขาเองก็ไม่ควรอยู่ที่นี่ให้นานเกินไปนัก แม้ว่านางจะไม่ทำอะไรเขาแต่ทหารม้าที่เดินยามผ่านมาคงไม่ได้คิดเช่นนั้นด้วยแน่ เขายังเหลือที่สุดท้ายในท้องพระราชฐานชั้นกลางที่ต้องสำรวจ นั่นคือท้องพระโรงแห่งไลน์ สถานที่อันถือว่าศักด์สิทธ์ที่สุดในปราสาทไลน์และอาจเป็นที่ๆได้รับการอารักขาเข้มแข็งที่สุดเช่นกัน หากเจ้าชายไม่คาดว่าจะพบกองทหารม้ายืนแถวเรียงรายป้องกันประตูทางเข้าไว้แน่นหนาเช่นนั้น สำหรับพระองค์นั่นหมายความได้เพียงว่ามีคนที่สำคัญมากอยู่ที่นั่น ไม่แน่ว่าอาจเป็นพระบิดา หรืออาจเป็นนาง

เมื่อเขาปรากฎตัวที่ทางเดินนั้น ร่างที่สงบนิ่งราวตุ๊กตานับสิบพลันหันมาทางเขา นัยน์ตาที่เหลือความเป็นมนุษย์เพียงน้อยนิดจับจ้องอยู่ที่เขาเป็นตาเดียวจนเจ้าชายอดรู้สึกไม่ได้ว่าพวกเขาเป็นเพียงตุ๊กตาไปแล้วจริงๆ ตุ๊กตาที่เพียงจะขยับตามเส้นใยที่ชักมันไปเท่านั้น เขาอดสงสัยไม่ได้ว่านางมีพลังเวทย์มากมายขนาดไหนกันเพื่อควบคุมผู้คนพวกนี้และใช้กระจกนับร้อยต่างหูตา จะมีทหารม้าและผู้คนอีกมากขนาดไหนที่อยู่ใต้เวทย์ของนางโดยไม่รู้ตัว มีกับดักเวทย์จำนวนเท่าไหร่ที่นางวางไว้ในปราสาทหลังนี้

แต่นั่นย่อมหมายความว่านางต้องใช้พลังมหาศาลดูแลสิ่งซึ่งกระจัดกระจายอยู่ไกลตัวนาง นั่นทำให้เขานึกขำขึ้นมาเพราะดูเหมือนซาร์คาเรียอาจจะพูดถูกเรื่องที่ว่าพวกเขาเป็นต่ออยู่ก็เป็นได้

เขาชักดาบออกแล้วสาวเท้าหาทหารม้าเหล่านั้นในทันที ฝ่ายนั้นชักดาบของตนออกบ้างแต่ไม่ทันจะยับยั้ง เจ้าชายมิให้ร่ายคาถาลงบนดาบก่อนจะพุ่งเข้าไปฟาดร่างสูงใหญ่ที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุด ร่างที่ดาบของเขาสัมผัสร่วงล้มไร้สุ้มเสียงรวดเร็วจนคนธรรมดาที่ไหนก็ต้องประหลาดใจ แต่กลับไม่มีความแปลกใจใดๆบนใบหน้าของพวกเขา พวกเขาเพียงตรงเข้ามาหวังหยุดเจ้าชายเพียงเพื่อจะร่วงลงกองหมดสติอยู่กับพื้น แต่กับทุกดาบที่ลงไปนั้นอาวดริคก็หายใจยากขึ้นทุกที ความอ่อนล้าจากทั้งการต่อสู้ ความอ่อนล้าจากการใช้เวทย์กำลังส่งผลต่อร่างกายของเจ้าชายอย่างชัดเจน

แต่เขาจะยังไม่หยุดตอนนี้ต่อให้ขานั้นสั่นหรือแขนนั้นแทบจะยกดาบขึ้นไม่ไหวเขาก็จะยังไปต่อไป ต่อไปและต่อไป จนทหารม้าทั้งหมดนั้นหมดสติอยู่บนพื้นและบานประตูของท้องพระโรงอยู่ตรงหน้า เจ้าชายไม่หยุดพักหายใจเลยขณะที่ผลักประตูให้เปิดออกและก้าวเข้าไป

เขาเตรียมใจแล้วว่าเขาอาจจะเจอห้องที่ว่างเปล่าอีกห้อง หรือกับดักเวทย์ขนาดใหญ่ หรือกองทัพอสูรของนางที่รออยู่ภายใน มีสิ่งที่เขาคิดไว้เป็นร้อยเป็นพัน ทุกความเป็นไปได้ยกเว้นสิ่งที่เขาเห็นอยู่นี้

“ เสด็จพ่อ!!! “

ในท้องพระโรงที่ว่างเปล่านั้นมีเพียงร่างหนึ่งที่นอนคว่ำอยู่หน้าบัลลังก์ แต่ต่อให้ร่างนั้นเปลี่ยนเป็นร่างของชายชราผมขาวโพลนเจ้าชายก็ยังจดจำพระบิดาได้ เขารีบวิ่งไปยังร่างเล็กๆผอมแห้งนั้นด้วยหัวในที่เต้นอย่างเจ็บปวดกับภาพของชายชราตรงหน้า แต่เหนืออื่นใดมันคือความเศร้าใจที่ต้องเห็นพระบิดา ราชาลุดวิกผู้จับดาบสู้รบในทุกที่ด้วยพระองค์เองเสมอมาขดร่างคุดคู้ราวกับทารกในครรภ์และสั่นด้วยความกลัว

“ เสด็จพ่อ ” เจ้าชายเอ่ยเรียกอีกครั้งเมื่อเข้ามานั่งอยู่ข้างร่างงองุ้มนั้น กษัตริย์ชราบ่นพึมพำปนสะอื้นจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์และเหมือนไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่ามีคนอื่นอยู่ที่ตรงนั้นด้วย ” ท่านพ่อ นี่ลูกเอง อาวดริคไงพะยะคะ ” เจ้าชายกล่าวอีกครั้งก่อนจะเอื้อมมือไปเพื่อสัมผัสตัวบิดา

” อย่าแตะต้องเขา อาวดริค ” เสียงที่ดังจากบัลลังก์ทำให้เขาต้องชะงักและนั่นก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากพระราชินีผู้เลอโฉมและเยือกเย็นซึ่งประทับนั่งบนบัลลังก์นั้นแทนพระสวามีที่เห็นได้ชัดว่าไม่เหลือสติใดๆอีกแล้ว ” จะเรียกเท่าไหร่เขาก็ไม่ได้ยินเจ้าอีกแล้ว สิ่งที่เขารับรู้มีเพียงความหวาดกลัวเท่านั้น ”

“ เจ้าทำอะไรเขา ” เจ้าชายขู่คำรามแต่สิ่งที่ตอบรับมีเพียงความแปลกใจและพึงใจบนพระพักตร์ขององค์ราชินี

“ บางสิ่งที่คล้ายเวทย์คืนความทรงจำ ” พระนางตรัส ” ข้าเพียงแค่กระตุ้นให้เขาระลึกถึงเรื่องราวทีเกิดขึ้นในช่วงสงครามกาลัทเทียร์ก็เท่านั้น ให้ความทรงจำในตอนนั้นชัดเจนราวกับเกิดขึ้นตรงหน้าอีกครั้ง แต่รายละเอียดของความทรงจำที่ถูกกระตุ้นนั้นไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สมบูรณ์แบบ ดังนั้นแล้วส่วนที่เหลือก็แล้วแต่จินตนาการของคนผู้นั้นจะเสริมแต่งเอง ”

เวทย์หลอนประสาทดีๆนี่เอง

“ ท่านพ่อ!! ” ครั้งนี้เขาดึงร่างของผู้เป็นพ่อขึ้นจากพื้นโดยไม่มีรีรอ ” ท่านพ่อ อาวดริคเองพะยะคะ มองหน้าลูกสิพะยะคะ ”

เจ้าชายค่อยใจชื้นขึ้นเมื่อพระเศียรที่คลอนไปมาเงยขึ้นสบสายตากับเขา แต่ก็แค่ชั่วครู่เท่านั้นก่อนพระพักตร์จะแปรเปลี่ยนบิดเบี้ยวด้วยสิ่งที่อาจเรียกได้ว่าความสยดสยองหวาดกลัว ร่างที่เหมือนจะไร้เรี่ยวแรงเมื่อก่อนหน้าพลันสะบัดหนีจนแม้แต่เจ้าชายก็ยังกระเด็น ดาบที่เขาเคยเอาไว้ข้างกายกลับถูกคว้าไปและหันใส่ตัวเขาเอง “ อย่าเข้ามาใกล้ข้า ” พระราชาเฒ่าตรัสเสียงสั่น สายพระเนตรที่ทอดตรงไปยังพระโอรสเต็มไปด้วยความชิงชัง หวาดกลัว และขลาดเขลา ” เจ้าตายไปแล้วพร้อมกับกองทัพกาลัทเทียร์ ไม่มีใครรอดจาดที่นั่น คนของข้ายืนยันได้ ”

เจ้าชายไม่เข้าใจนักว่าพระบิดากำลังตรัสถึงสิ่งใดหากมันชัดเจนว่าพระองค์ไม่ทรงเห็นเขาเป็นพระโอรสหากเป็นคนอื่น ผลจากเวทย์หลอนประสาทของนาง ” เสด็จพ่อ… ” เขาลุกขึ้นช้าๆแล้วก้าวเข้าหาก้าวหนึ่งอย่างระวังเพื่อไม่ทำให้พระบิดาทรงตกพระทัย แต่ปลายดาบที่พุ่งมาทำให้เขาต้องถอยหลังไปสามก้าว พระพักตร์ของพระบิดาที่เจ้าชายได้เห็นนั้นบิดเบี้ยวด้วยรอยยับย่น

“ แล้ว….แล้วทำไมเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่ได้ ” พระองค์ตรัสเสียงสั่นเครือ ” การิน ทำไมเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่ได้ ”

การิน….ชื่อนั้นคุ้นหูเจ้าชายยิ่งนัก แต่เขาไม่อาจนึกให้ออกในทันทีว่าคนผู้นั้นเป็นใคร แล้วกองทัพกาลัทเทียร์…

“ การินคือชื่อของจอมทัพแห่งกาลัทเทียร์ที่นำทัพลงใต้ ทำลายเวสต์เวลล์จนราบเป็นหน้ากลอง ก่อนจะถูกกองทัพไลน์บดขยี้จนไม่มีผู้ใดรอด ” เป็นอาร์ดาราที่เอ่ยตอบความข้องใจของเขา ” เขาเป็นเด็กกำพร้าที่โตขึ้นในเงาของวิหารแห่งกาลัทเทียร์ เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่สามารถต้านทานเวทย์มนต์ เป็นพ่อที่ทุ่มเทให้กับลูกชาย และเป็นสามีที่รักยิ่งของข้า ” เจ้าชายเหลือบสายตาไปยังนางผู้เลอโฉมบนบัลลังก์ในทันที และนางตอบรับสายตาแห่งความแปลกใจนั้นด้วยรอยยิ้มที่งามเลิศกว่าผู้ใดในปฐพี “ ตอนเขาเป็นเด็กชายวัยรุ่น เขามีเส้นผมดำยาวเกือบประบ่า คล้ายกับเจ้าตอนนี้มากทีเดียว ”

ไม่ทันขาดคำอาวดริคก็ต้องถอยหลบใบดาบที่เหวี่ยงมาอีกครั้ง ทั้งที่พระวรกายนั้นซูบซีดผอมโทรม แต่ราชาลุดวิกกลับยังสามารถกวัดแกว่งดาบได้ไม่ต่างจากเมื่อทรงพระพลานามัยแข็งแรง เพียงแต่ครั้งนี้มันเหวี่ยงหาพระโอรสที่พระองค์เข้าพระทัยว่าคือจอมทัพของกาลัทเทียร์ คู่แค้นที่พระองค์ไม่เคยได้ทอดพระเนตรร่างไร้วิญญาณให้แล้วแก่พระทัย เขาคืออสูรที่พระองค์กำจัดไปจากห้วงดำริมิได้มาร่วมสิบเจ็ดปี

แต่เจ้าชายยังคงไม่ละความพยายาม เขายังคงรักษาความเยือกเย็นขณะที่เรียกออกไป “ เสด็จพ่อพะยะคะ การินไม่ได้อยู่ที่นี่ เขาเข้ามาในปราสาทไม่ได้ เขาตายไปแล้ว- ”

“ ครั้งนี้ข้าจะฝังเจ้าด้วยมือข้าเองนี่แหละ!!! ”

ครั้งนี้แทนที่เจ้าชายจะถอยออกไป เขากลับปลดฝักดาบออกปัดดาบของพระราชาจนหลุดจากพระหัตถ์แล้วเข้าประชิดตัวพระองค์ มือทั้งสองจับพระพักตร์ของกษัตริย์ชราให้มองมาขณะที่เวทย์ถูกร่ายอย่างรวดเร็วเพื่อเรียกสติของราชาลุดวิกกลับมา กระนั้นก็ยังช้าเกินกว่าใบมีดเย็นยะเยียบที่แทงเข้ามาที่ท้องจนมิดเล่ม

กระนั้นเขาก็ยังยืนอยู่ตรงนั้นสะกดกลั้นความเจ็บปวดเพื่อร่ายเวทย์ให้เสร็จสิ้น จนสายพระเนตรที่ทอดตรงมาสบสายตาเบิกกว้างด้วยความตระหนกเมื่อตระหนักได้ว่าบุคคลตรงหน้าไม่ใช่การิน ราชาเฒ่าก้าวถอยออกไป มีดที่อาบด้วยเลือดอุ่นๆจนแดงฉานยังคงกำแน่นอยู่ในพระหัตถ์ที่พระองค์ก้มลงทอดพระเนตรราวกับว่ามันไม่ใช่พระหัตถ์ของพระองค์ ความเป็นจริงที่ประดังประเดกลับมาอย่างกะทันหันนั้นทำให้พระวรกายของพระราชาลุดวิกสั่นสะท้าน พระองค์ทรุดนั่งลงกับพื้นเมื่อพระเพลาหมดกำลังไป สิ่งเดียวที่พระองค์ตรัสได้ในตอนนั้นคือ

“ …อาวดริค… “

พระโอรสยิ้มรับน้อยๆก่อนที่จะทรุดลงตรงหน้าพระบิดา เลือดที่ไหลอาบลงไปตามขาอาบเปื้อนรองเท้าและนองบนพื้นของท้องพระโรง เลือดของรัชทายาทแห่งไลน์ หลั่งรินอาบท้องพระโรงแห่งไลน์ ด้วยพระหัตถ์ของกษัตริย์แห่งไลน์ ความอ่อนแรงจากทั้งการต่อสู้ ทั้งการใช้เวทย์ และจากเลือดที่กำลังเหือดไปจากกายทำให้เจ้าชายหมดสิ้นเรี่ยวแรงแม้กระทั่งจะนั่งอยู่อีกต่อไป หากตลอดเวลานั้นเขาคอยมองบิดา ขณะที่มีดร่วงลงจากพระหัตถ์และร่างอันงดงามขององค์ราชินีทรุดลงนั่งข้างพระสวามี

” ลุดวิก ” นางกล่าวขึ้นเพียงแผ่วเบา ” ท่านทำอะไรลงไป ”

เพียงถ้อยความสั้นอันไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ แต่มันทุบลงไปที่พระทัยที่อ่อนล้าของกษัตริย์ชราจนแทบแตกเป็นเสี่ยงๆ

“ ท่านฆ่าลูกชายข้า ” นางกล่าวต่อไปช้าๆ ” ท่านฆ่าราชาเอ็ดมันด์ที่เป็นสหายที่ไว้ใจในตัวท่าน ท่านฆ่าวิลเฮลมีนาที่เป็นราชินีและแม่ของลูกของท่าน และตอนนี้ …” นางเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนน้ำเสียงที่เศร้าสร้อยและหดหู่จะกระซิบขึ้นว่า ” ท่านฆ่าลูกชายของตัวเองด้วยอย่างนั้นหรือ ”

คำถามนั้นเหมือนเหล็กร้อนที่จี้เข้าที่พระทัยราชาเฒ่าแม้เมื่อร่างของพระองค์ยังคงอยู่นิ่ง ทอดพระเนตรไปยังพระโอรสที่ทอดร่างอยู่เบื้องหน้าพระพักตร์ในกองเลือดของตนเอง พระหัตถ์ของพระองค์แดงฉานด้วยเลือดนั้น กลิ่นคาวอันคละคลุ้งต้องพระนาสิกจนแทบทำให้พระองค์อาเจียน พระองค์ฆ่าฟันผู้คนมาเท่าไหร่ พระหัตถ์ของพระองค์อาบไว้ด้วยสีอันน่าสะพรึงนี้มากี่ครั้ง แต่ไม่มีครั้งใดที่มันทำให้พระองค์เจ็บปวดได้ถึงเพียงนี้

ตอนนั้นเองที่พระนางเข้าประคองพระหัตถ์ของพระองค์ไว้ ราชาลุดวิกทรงหันไปยังพระมเหสีและวอนขอความช่วยเหลือใดๆที่พระนางอาจมีแม้ไม่ใช่ด้วยคำพูด เพราะพระองค์ไม่ต้องการความเจ็บปวดนี้ ไม่ต้องการสูญเสียพระโอรสไป พระองค์ต้องการออกซึ่งพระนางตอบรับด้วยการวางมีดอาบเลือดที่หนักอึ้งนั้นลงในพระหัตถ์ สัมผัสของมันในตอนนี้หนักอึ้งยิ่งกว่าสิ่งใด และสั่นไหวน้อยๆเป็นจังหวะ จนพระองค์รู้สึกราวกับว่ามันคือหัวใจ หัวใจที่กำลังพ่ายแพ้แก่ความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามา

หัวใจของอาวดริค

หัวใจนั้นยงคงเต้นอยู่ในพระหัตถ์ขณะที่ดวงตาของเจ้าชายลืมขึ้นมองมา ความแจ่มใสหมองมัวและพร่าเลือนขณะที่มือนั้นเอื้อมมือออกมา มือสีแดงฉาน

…ทำไม….

นั่นคือคำถามที่สะท้อนก้องในห้วงดำริของราชาลุดวิกราวมาจากพระโอษฐ์ของพระโอรส

…ทำไม…

“ อาาา… “ เป็นคำเดียวที่พระองค์อาจตรัสออกมาได้ ขณะที่พระหัตถ์เหี่ยวย่นและสั่นเทานั้นยกมีดเล่มนั้นขึ้น แต่ปลายอาวุธอันร้ายกาจนั้นควรหันไปที่ใด ที่พระโอรสที่กลับกลายเป็นปีศาจร้ายอย่างนั้นหรือ ไม่ พระองค์ไม่อาจทำเช่นนั้นกับอาวดริค ไม่ใช่กับอาวดริค กระนั้นพระองค์คือคนที่สร้างฝันร้ายนี้ขึ้น พระองค์สังหารพระโอรสของพระองค์เอง ที่ๆปลายมีดควรนาบลงคือพระศอของพระองค์

แต่ก็แค่ชั่วขณะหนึ่งเท่านั้นก่อนที่พระองค์ตวัดมันไปยังลำคอเรียวระหงของนางผู้เลอโฉมที่นั่งอยู่ข้างพระองค์ พระมเหสีที่พระองค์ทรงรัก นางแก้วที่อยู่เคียงบัลลังก์ของพระองค์มาสิบเจ็ดปี การทรยศนี้ช่างเจ็บปวดเสียจนพระองค์แทบไม่อาจมองนาง แต่ดวงตาของนางยังคงจ้องตรงมาโดยปราศจากความรู้สึกใดๆแม้เมื่อบนพระพักตร์ของพระองค์เปื้อนด้วยน้ำตาและระบายด้วยความเศร้าโศก โกรธเกลียด ชิงชัง และรัก

“ ทำไมเจ้าต้องทำถึงเพียงนี้ ” พระองค์ตรัสเพียงแผ่วเบาเจือด้วยเสียงสะอื้น ” แม้แต่กับอาวดริค ”

นางตอบว่า ” พระองค์พรากเขาไปจากหม่อมฉันเมื่อนานแสนนานมาแล้ว ลืมไปแล้วหรือเพคะ ” นางตอบ ตลอดเวลานั้นสายตาของนางไม่ได้ละจากราชาลุดวิก ไม่กระทั่งกะพริบตา ไม่มีทั้งความสงสารหรือความเสียใจ เพียงแค่ดื่มกินความปวดร้าวของลุดวิกลงไปราวสุรารสโอชา ไม่ว่านางจะงดงามถึงเพียงไหน หัวใจของนางก็มืดดำ ไม่ว่าบนใบหน้าของนางมีความรักกรุณาเพียงใด หัวใจของนางก็มีเพียงความชิงชัง อาร์ดาราที่พระองค์รักและรักพระองค์นั้นเป็นเพียงมายาที่ไม่เคยมีอยู่เลยตลอดวันเวลาที่ผ่านมา

พระองค์ช่างโง่เขลา ช่างโง่เขลานัก

พระหัตถ์อ่อนล้าของราชาเฒ่าพลันเงื้อมีดเล่มนั้นขึ้นหมายปักเข้าไปที่หัวใจดำมืดของนาง

“ อย่า! “

เสียงนั้นไม่ได้ดังกัมปนาท อาจเรียกได้ว่าเป็นเสียงกระซิบ แต่มันกลับทรงพลังพอที่จะหยุดราชาลุดวิก และทำให้พระองค์ต้องผินพระพักตร์ไปยังต้นเสียง ยังเจ้าชายที่กำลังพยายามยันร่างขึ้นและขยับเข้าหาพระองค์ แขนทั้งยังพอมีแรงลากร่างที่กำลังหมดความรู้สึกเข้ามาและระบายพื้นนั้นด้วยเลือดที่ยังคงไหลไม่ขาดสาย

“ …พอแล้ว… “ เขากระซิบแต่อีกครั้งที่มันเหมือนถูกสะท้อนก้องไปทั้งท้องพระโรง ” …ไม่มีอะไร….ต้องทำร้ายกัน…พอเถอะ… “

มือที่เปื้อนเลือดสัมผัสที่ข้อพระบาทของราชาเฒ่าราวกับผีร้ายที่คืบคลานขึ้นจากหลุม หากบนใบหน้าซีดเซียวนั้นมีเพียงรอยยิ้ม ไม่มีแววแห่งการตำหนิกล่าวโทษ เป็นรอยยิ้มเดียวกับที่คนเป็นพ่อเคยได้รับจากลูกชายตัวน้อย ลูกชายวัยเจ็ดปีที่พระองค์พาไปให้ปิดผนึกความทรงจำ ความทรงจำนั้นทำให้พระอัสสุชลไหลลง พร้อมๆกับมีดที่ร่วงหล่นลงสู่พื้น ครั้งนี้เป็นราชาลุดวิกที่เข้าตระกองกอดพระโอรสไว้

รอยยิ้มบนใบหน้าของเจ้าชายไม่ได้หายไปเลยขณะที่เขาหันไปยังอาร์ดารา ไม่มีแววของการเยาะเย้ยหรือถากถางขณะที่เขาพยายามขยับเข้าไปหาเพียงเพื่อจะร่วงลงสู่พื้นเบื้องหน้านาง มือที่เปื้อนเลือดเกาะกุมมือของนางไว้ แต่ก็เพียงแค่ครู่เดียวเท่านั้นก่อนที่เรี่ยวแรงทั้งหมดจะหายไป เขามาถึงขีดสุดแล้ว แรงที่เหลืออยู่เพียงหยาดสุดท้ายก็ใช้เพื่อหยุดยั้งหายนะที่อาจเกิดขึ้นได้แล้ว เขาไม่มีอะไรอีกแล้วที่ต้องทำ…. อาจจะยกเว้นสิ่งที่สุดท้ายที่เขาอยากจะบอกนาง

“ ….อย่าโศกเศร้าอีกเลย… “

มันเป็นคำขออธิษฐานสุดท้ายที่เขามอบให้แก่นาง มันยังคงเป็นคำอธิษฐานที่เขาเคยให้เมื่อพวกเขาพบกันเมื่อเนิ่นนาน นานจนพระองค์จดจำรายละเอียดไม่ได้อีกแล้ว แต่นั่นไม่สำคัญ มันอาจสายเกินไปแต่พวกเขาต้องหลุดพ้นจากความเจ็บปวดนี้ มันได้นำพามาซึ่งความทุกข์และเคียดแค้นมากจนเกินไปแล้ว

ในความมืดที่มาคืบคลานมานั้นเจ้าชายได้พบพระมารดาอีกครั้ง แม้มันอาจเป็นภาพวาระสุดท้ายของราชินีวิลเฮลมีนาที่นองเลือดและสยดสยอง แต่ครั้งนี้เขากลับไม่หวาดกลัว ไม่ทุกข์โศก ไม่ร่ำไห้ เพราะเขาเข้าใจแล้วว่ามือที่ยื่นออกมานั้นหมายความถึงสิ่งใด

…มันเป็นชีวิตที่ดีพะยะคะ… เขาบอกต่อพระมารดา …ลูกมีความสุขมาก…

พลันบนพระพักตร์ของพระมารดาก็ปรากฏรอยแย้มพระโอษฐ์

…แม่เป็นห่วงอยู่เชียว อาวดริค…

***
TBC in Chapter 12

A Fairytale: จนฟ้ารุ่งราง บทที่ 10

Title: A Fairytale
Book III: จนฟ้ารุ่งราง (Another Dawn)
Author: vekin
Rate: PG-13
Warning: คนเขียนอ่อนคำราชาศัพท์เป็นอย่างยิ่ง ต้องขออภัยในความผิดพลาดมา ณ ที่นี้
***บุคคล เหตุการณ์และสถานที่ในเรื่องล้วนสมมติขึ้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องพาดพิงกับบุคคลและเหตุการณ์จริงแต่อย่างใด***

Chapter 10
####################################################

เขารู้สึกเหมือนหายใจได้อีกครั้งเมื่อร่างของทหารยามทั้งสองร่วงลงกับพื้นและแน่นิ่งไป พวกเขายังคงหายใจแต่ไม่ตอบสนองกับแรงตบบนหน้ามากพอจะทำให้อาวดริคถอนใจอย่างโล่งอกก่อนจะถอดเสื้อของคนหนึ่งแล้วเปลี่ยนเสื้อของเขาให้ ไม่มีเหตุผลต้องให้ใครทนหนาวในเวลาแบบนี้แม้อาจจะต้องทนเมื่อยบ้างขากการถูกมัดไว้กับเก้าอี้ทำท่าเหมือนยังคงนั่งเฝ้ายามเพื่อลวงสายตาคนที่ผ่านไปมา

เขาเดินออกจากห้องเล็กๆบนกำแพงนั้นราวกับว่าเป็นทหารยามคนหนึ่งกำลังออกตรวจตามแนวกำแพง เขาสวนกับคนสองสามคนซึ่งคุ้นหน้าและยักหน้าให้เขายามเดินผ่านไปยังบันได การที่มิตรสหายของเขาอยู่ในชุดทหารยามหมายความว่าทุกอย่างเป็นไปด้วยดีและเขาสามารถออกจากที่นั่นได้

ที่ตีนบันไดนั่นเองที่คนอีกสองคนรออยู่ คนหนึ่งอยู่ในชุดทหารยามแล้วขณะที่อีกคนอยู่ในชุดคนรับใช้ของบ้านขุนนาง ” มาช้านะ ” เป็นคำทักของชายในชุดทหารยามที่ฟังดูเด็กกว่าที่เขาควรจะเป็น นั่นทำให้เจ้าชายยิ้ม

เขาตอบว่า ” ข้าไปดูคนอื่นมา ทุกอย่างเรียบร้อยดี ” แล้วเขาก็หันไปยักหน้าให้บาร์ธซึ่งตอนนี้ใบหน้าแดงก่ำเพราะฤทธิ์สุราแม้ว่าจะน้อยนิดก็ตาม

” ถ้างั้นก็เริ่มขั้นต่อไปได้สินะ ” ชายหนุ่มว่าพลางปรายยิ้ม

ผู้ที่ยืนยามในปราสาทต้องแปลกใจเมื่อเห็นร่างกระปลกกระเปลี้ยถูกพยุงเข้ามาใกล้ จากชุดพวกเขาก็พอบอกได้ว่าไม่ใช่ทหารยามในปราสาทซึ่งหมายความว่าไม่มีใครต้องถูกลงโทษในวันพรุ่งจากการที่หนียามไปดื่มกินสุราจนใบหน้าแดงก่ำพูดจาไม่รู้เรื่อง

แต่พวกเขาก็ไม่ได้ปล่อยให้ทหารยามทั้งสองนายพาชายคนนั้นเขาไปโดยไม่ได้ตรวจดู ” เจ้านี่ที่ออกไปดื่มข้างนอกนี่นะ สารรูปดูไม่ได้เลยเฮ้ย ”

” เหอออออ ” บาร์ธผงกหัวขึ้นพลางกลอกตาที่ปรือปริ่มมองคนตรงหน้า เขาเหมือนจะพูดบางอย่างต่อแต่แล้วตัวเขาก็โก่งเข้าเหมือนจะขย้อนของในตับไตไส้พุงออกมา

แต่ละคนก็ต้องถอยกรูดกันทันที ” เฮ้ยๆๆๆๆๆๆๆ อย่ามาอ้วกแถวนี้ ”

” ห้องมันอยู่ที่ไหนข้าไม่รู้นี่สิ ” เป็นอาวดริคที่กล่าวขึ้น วิธีพูดที่ยานคางกว่าทำให้เสียงของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อยจนแม้แต่ซาร์คเองก็ยังแปลกใจ จริงอยู่ว่าคนทั้งสองคงไม่อาจจำเจ้าชายได้แต่ยังไงกันไว้ก็ดีกว่าแก้ แต่สิ่งที่ช่วยพวกเขาไว้จริงๆคืออาการใกล้อ้วกจนน่ากลัวของบาร์ธที่ทำให้พวกเขาถูกไล่ไปยังปีกที่เป็นห้องพักคนรับใช้โดยไว พวกเขารีบลากเพื่อนถูลู่ถูกังไปผ่านนายทหารอีกหลายคน แต่ละครั้งก็ทำเอาทั้งอาวดริคและซาร์คหายใจไม่ทั่วท้อง แต่บาร์ธก็ยังรักษาชื่อเสียงของนักแสดงเอกไว้ได้เมื่อเขาอาละวาดโวยวาย หรือทำท่าเหมือนจะปล่อยปัสสาวะให้พวกทหารยามรีบปล่อยพวกเขาไปด้วยความรังเกียจ จนในที่สุดพวกเขาก็มาหยุดที่บันไดวนซึ่งขึ้นไปยังชั้นบนของปีกนั้น

ลับสายตาทั้งปวงบาร์ธดูมีสติดีทุกประการ เพียงแค่หน้ายังแดงก่ำเหมือนดื่มเหล้าเมามาย ” น่าเสียดายที่วิธีนี้พาพวกท่านเข้ามาได้แค่สองคน ” เขากระซิบ ระหว่างที่พวกเขาทำท่าเหมือนหยุดพัก ” พวกเรามีเวลาถึงรุ่งสางก่อนที่ทหารยามจะเปลี่ยนเวรยาม ข้างนอกนี่พวกเราช่วยกันดูอยู่แล้วข้าไม่ห่วงหรอก แต่ด้านในมีทหารม้าคุ้มกันทางเข้าออกอยู่ไม่มีใครเข้าไปได้เลย ” แล้วเขาก็หันไปทางอาวดริค ” ท่านพอรู้มั้ยว่าจะเข้าไปถึงนางยังไง ”

” เรื่องเข้าเขตพระราชฐานชั้นในนั้นใช้ทางลับได้ เรื่องนั้นข้าไม่กังวล ” เจ้าชายกล่าว ” แต่นางเองก็รู้เรื่องทางลับนั้น ดังนั้นข้าไม่คิดว่านางจะอยู่ในห้องที่ทางลับนั้นไปถึง ”

” งั้นเราต้องตามหานางอีก ” เป็นเด็กหนุ่มที่กล่าวขึ้น ความร้อนใจของเขานั้นปิดไม่มิด

แต่ก็ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้เช่นกัน ” เขตพระราชฐานชั้นในไม่ได้กว้างขนาดว่าเราจะหาไม่ได้ถ้าใช้บริวาร ”

หัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่าต้องถอนใจอย่างหน่ายๆ ” ทำอย่างนั้นเจ้าจะเสียแรงไปเยอะก่อนถึงตัวนางอีกนะ ”

“ต่อให้นางเป็นแม่มดยังไงก็เป็นคน ไม่ได้มีแต่เวทย์มนต์เท่านั้นที่จัดการนางได้ แต่ไม่ว่ายังไงเราก็ต้องเข้าไปให้ถึงพระราชฐานชั้นในก่อน “ แล้วเจ้าชายก็หันไปทางบาร์ธ ” ข้าขอยืมกำลังเจ้ากับเพื่อนอีกสองสามคนได้มั้ย ”

” ได้สิ ทำไมรึ ”

คำตอบคือ ” มีคนที่เราต้องพาออกมาก่อน ”

***
ไม่ว่าเวลาไหนห้องบรรทมของกษัตริย์นั้นก็เงียบสงัด ข้าราชบริพารต่างถูกกำชับให้รักษาที่นั่นให้สงบเพื่อกษัตริย์ชราจะได้ทรงพักผ่อน แต่อีกส่วนหนึ่งนั้นเพราะองค์กษัตริย์เองมิได้ทรงขยับพระวรกายหรือเอื้อนเอ่ยวาจามานานนักแล้ว พระสหายที่อาจเคยหมุนเวียนมาต่างเงียบหายไม่ด้วยภารกิจก็ความขมขื่นที่ต้องมองพระองค์เป็นเพียงร่างที่มีลมหายใจเช่นนั้นจนท้ายที่สุดคงเหลือเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่เข้ามาเยี่ยมเยียนเป็นนิจสินธุ์ ตรวจตราความเรียบร้อยของห้องนั้นมิได้ขาด แม้เมื่อไม่มีนางกำนัลนางใดตามเสด็จมา หรือเมื่อไม่มีใครคิดว่าการดูแลจะช่วยอันใดอีกแล้วก็ตาม

แม้กระทั่งตามค่ำคืนดึกสงัดหลังพระราชภาระทั้งปวงพระนางก็ยังก็เสด็จมาแม้เพียงเพื่อให้มั่นพระทัยว่าพระราชาทรงบรรทมหลับดี เมื่อทอดพระเนตรเห็นพระเนตรที่ยังเบิกโพลงนั้น องค์ราชินีก็ทรงถอนพระทัย ” ยังไม่นอนอีกหรือเพคะ ” พระนางผู้เลอโฉมตรัสพลางลูบพระหัตถ์ไปบนพระพักตร์ของกษัตริย์ชรา อันที่จริงแล้วราชาลุดวิกนั้นไม่ได้มีพระชนมายุมากไปกว่าพระนางเสียเท่าไหร่ หากความเจ็บป่วยยาวนานทำให้พระวรกายซูบโทรม พระพักตร์เหี่ยวย่น ดวงตาที่เคยแจ่มใสเหม่อมองอย่างไร้จุดหมายหลังเปลือกตาที่เหี่ยวห้อย เมื่อเทียบกันตอนนี้ก็ดูราวกับว่าพระองค์จะสามารถเป็นพระบิดาของพระนางได้

เพียงแต่ครั้งนี้ดวงตาที่เคยสงบนิ่งนั้นกลอกมองมาที่พระนาง ความสะพรึงปรากฏชัด หากแต่พระองค์ไม่อาจกรีดร้องไม่อาจขยับตัว ไม่อาจขอความช่วยเหลือใดๆ พระองค์ทำได้เพียงประทับอยู่ที่นั่นและจ้องมองพระนาง ราวกับว่าพระพักตร์อันงดงามนั้นบ่งบอกการมาถึงของปีศาจร้าย ขณะที่พระนางแย้มพระสรวลน้อยๆอย่างยินดี ” เริ่มขยับองค์ได้บ้างแล้วสินะเพคะ ” ก่อนจะเลื่อนพระหัตถ์ไล้ไปบนพระเกศาที่บัดนี้เปลี่ยนเป็นสีขาวหมดสิ้น ” ถ้าอย่างนั้นพระองค์คงจะเสด็จมากับหม่อมฉันได้กระมัง ”

ไม่มีคำตอบใดสำหรับคำถามนั้น นอกจากดวงตาที่สะท้อนเพียงรอยยิ้มเย็นเยือกของพระนางเท่านั้น

***
ทางลับของปราสาทไลน์สูงชันและเหมือนจะทอดยาวไม่จบไม่สิ้น เมื่อครั้งก่อนนั้นอาจเพราะพวกเขาต้องพยุงเจ้าชายที่อ่อนแรงกะปลกกะเปลี้ยขึ้นมาตามทางที่ทั้งมืดและน่ากลัว แต่เหนืออื่นใดพวกเขารู้สึกเหมือนหลงทางอยู่ในเขาวงกตที่วนสูงขึ้นไปโดยไม่รู้เลยว่าตนเองอยู่ที่ใดในปราสาท คนที่พอจะรู้ก็มีเพียงเจ้าชายอาวดริคที่อาจอ่านสัญลักษณ์ที่ซ่อนอยู่บนคบไฟหรือผนังที่พวกเขาไม่มีทางมองออก

แต่ที่หัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่าจำได้แม่นยำคือแท่นคบไฟรูปมังกรซึ่งเจ้าชายชี้ให้เขาดูในคราวก่อน คบไฟที่หมายถึงห้องบรรทมของพระราชาซึ่งพวกเขายืนจ้องหน้ากับมันอยู่ในตอนนี้ ” ที่นี่หรือ? ” บาร์ธทักขึ้นขณะที่เลื่อนคบไฟเข้าใกล้ ลูกแก้วในปากของทอประกายจางๆราวกับรับรู้ว่ามีผู้มาเยือน

เจ้าชายเพียงยักหน้าก่อนจะหันไปทางชายอีกสามคนที่ตามมาด้วย ” พอข้าเปิดประตูนี้ พวกเจ้ารีบพาพระราชาลงไปซ่อนตัวแล้วไปแจ้งท่านบิเนท หินที่ข้าให้พวกเจ้าไว้จะช่วยเปิดประตูให้ ” พวกเขายักหน้ารับโดยไม่ตอบอะไรแต่นั่นเพียงพอแล้วสำหรับเจ้าชาย เขานาบมือลงบนลูกแก้วเพื่อเปิดประตูสู่ความมืดสลัวและเงียบงัน

และพระแท่นบรรทมที่ว่างเปล่า

ทั้งตัวของเจ้าชายสะท้านวูบ โดยสัญชาติญาณพวกเขารีบถอยกลับเพื่อไปตั้งหลักแต่ก็ช้าไปก้าวหนึ่ง ทั้งห้องนั้นพลันสว่างวาบขึ้นจากแสงคบไฟ ทหารม้าสิบนายล้อมรอบพวกเขาไว้ด้วยความเคลื่อนไหวชั่วพริบตาและกั้นพวกเขาจากทางออกเดียวที่นำไปสู่ที่ปลอดภัย เด็กหนุ่มสบถเบาๆในทันทีที่รู้ว่าพวกเขาถูกจับ ก่อนที่ร่างของชายสองคนซึ่งปรากฏตัวจากประตูจะเรียกความสนใจของเขาไป

” เจ้าทายถูกอีกแล้วสิ ” ชายสูงศักดิ์เอ่ยขึ้นกับชายหนุ่มที่เดินเยื้องอยู่เบื้องหลัง ใบหน้านั้นพวกเขาจำได้แม่นยำแม้เมื่อคีธอยู่ในเครื่องแบบทหารม้าดูสะอาดสะอ้าน รอยยิ้มนั้นเป็นทั้งการฉลองชัยชนะและเยาะหยันที่ทำให้พวกเขาต้องกำมือไว้แน่นด้วยความเจ็บแค้น มันแค้นเพราะชายคนนี้คือคนที่พวกเขาไว้ใจอย่างถึงที่สุด กระนั้นเขากลับทรยศเหยี่ยวป่าได้โดยไม่รู้สึกละอายทั้งยังอ่านทางพวกเขาจนขาดปิดโอกาสน้อยนิดที่พวกเขาจะชนะโดยไม่เสียเลือดเนื้อไป

อาวดริคต้องเหลือบตามองซาร์คาเรีย เพราะคงไม่มีใครจะเจ็บจากการทรยศนี้มากเท่าเด็กหนุ่มอีก แต่ซาร์คกลับก้าวออกไปข้างหน้าเพื่อขวางชายสูงศักดิ์ตรงหน้าจากเจ้าชายที่ยืนอยู่เบื้องหลัง ดาบวาววับที่อยู่ในมือบอกชัดว่าเขายังไม่ถอย “ ที่นี่ข้าจัดการเอง ” เขาบอก ” เจ้ามีงานต้องทำ ถ้าออกไปได้เมื่อไหร่ก็รีบไป ไม่ต้องห่วงข้า ”

ทั้งสีหน้าและแววตาของเขานั้นไม่มีแววสั่นคลอน ราวกับว่าเรื่องแค่นี้ไม่ทำให้เขาสะท้านได้ นั่นช่วยให้อาวดริคโล่งใจขึ้นมากแม้เขาจะเห็นว่าเป็นไปไม่ได้ “ ตกลงตามนั้น ” เจ้าชายกล่าวแต่ก็ชักดาบออกมาโดยไม่รอช้า ” แต่ข้าก็ไม่เห็นทางอื่นนอกจากชนะคนพวกนี้ให้ได้ก่อนนะ ”

ริมฝีปากของเด็กหนุ่มพลันกระตุกเป็นรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมก่อนที่ร่างนั่นพุ่งออกไปในชั่วอึดใจ ทหารม้าที่รายล้อมพวกเขาพลันเคลื่อนไหวขึ้นมาทันที แต่ก็ช้ากว่าพวกเขาไปหนึ่งก้าว ถึงแม้พวกเขาจะมีกันไม่มากนักและพละกำลังก็เสียเปรียบอีกฝ่ายอย่างเห็นได้ชัด ดาบของพวกเขาก็ยังรู้หน้าที่ของมันดี นั่นคือส่งหัวหน้าของพวกเขาให้ถึงหัวของอีกฝ่าย นั่นคือ คลอเดียส ชาล็อตต้า

แต่ก่อนที่ใบดาบของเขาจะได้ทันเฉียดเข้าใกล้ดยุคหนุ่ม มันก็ถูกขวางด้วยดาบยาวด้วยความเคลื่อนไหวที่ทั้งเฉียบคมและรวดเร็วจนเด็กหนุ่มต้องถอยออกมาทันทีคมดาบนั้นจะแค่เฉียดผ่านเขาไป วิถีดาบนั้นเขารู้จักดีเท่าๆกับที่อีกฝ่ายก็รู้จักของเขา “ ทางนี้ให้ข้ารับมือเองดีกว่า ท่านคลอเดียส ” คีธกล่าวขึ้นด้วยความมั่นใจที่เกือบจะเรียกได้ว่าเป็นความหยิ่งทรนง เขาเข้ามาขวางระหว่างเด็กหนุ่มกับดยุคแห่งโดบรัม สายตาของเขาปราศจากความลังเลขณะที่เอ่ยขึ้นกับซาร์คว่า “ น่าเสียดายที่คนอย่างท่านท้ายที่สุดกลับกลายเป็นแค่เบี้ย “

แต่ก่อนที่เขาจะพูดจบเด็กหนุ่มก็พุ่งเข้าจู่โจมพวกเขาทันทีด้วยทั้งความคลั่งและความแค้นที่เขาไม่ปิดบัง ไม่ใช่เขาถูกเยาะหยันโดยคนตรงหน้า แต่เพราะคนตรงหน้าเขาคือทหารม้าที่ทำให้มีร่างสีเข้มคล้ำจำนวนมากมายและกลิ่นเน่าเหม็นสาปคลุ้งไปทั้งโขดหินโลหิต ทำให้โจสายข่าวและเพื่อนยากของเขาอาจไม่มีวันใช้แขนทั้งสองข้างได้อีก เหนืออื่นใดคือความคลั่งแค้นที่เขามีให้ตัวเองที่เชื่อว่าคนตรงหน้าไม่มีวันหักหลังเขา เขาไม่มีใครอื่นที่จะกล่าวโทษสำหรับความเจ็บปวดที่เขารู้สึก เขาแทบหายใจไม่ได้หากไม่หอบหายใจ เขาขยับกายไม่ได้หากไม่โถมตัวเข้าใส่ด้วยกำลังทั้งหมดที่มี

และไม่มีทางที่คีธจะไม่รู้ แต่ไม่ว่าเขารู้หรือไม่ชายหนุ่มก็ปราศจากความลังเล ดาบยาวนั้นเยือกเย็นเฉียบคมเช่นที่มันเป็นมาเสมอเพียงแต่คราวนี้วัตถุประสงค์ของมันมีเพียงการสังหารหัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่าผู้ที่เรียนจากดาบนั้นและร่วมต่อสู้กับดาบนั้น การต่อสู้ของพวกเขาจึงไม่ต่างอะไรจากการร่ายระบำของความชิงชังขมขื่นที่แม้แต่คลอเดียสยังมองเห็นได้โดยชัดเจน

การกำจัดอสรพิษก็ควรเป็นหน้าที่ของอสรพิษ แต่ในห้องนั้นก็ไม่ได้มีเพียงอสรพิษ แม้ด้วยจำนวนที่น้อยกว่าเจ้าชายและเหยี่ยวป่าที่เหลือก็ยังต่อสู้ได้อย่างน่าชมเชย ในคราแรกเขาคิดว่าจำนวนที่เยอะกว่านั้นจะทำให้พวกเขาถอดใจและยอมแพ้ในที่สุด แต่ไม่ว่าดูอย่างไรพวกเขาก็ไม่มีท่าทีว่าจะรามือหรือเหนื่อยอ่อนลง พวกเขายังคงสู้ด้วยเรี่ยวแรงที่ดยุคหนุ่มเองก็ไม่รู้ว่าพวกเขาไปเอามาจากไหน เขาคงเรียกมันว่าความดื้อรั้นซึ่งทำให้ดยุคแห่งโดบรัมอดนึกถึงคำพูดของคีธขึ้นมาไม่ได้

…หากจะทำลายให้สิ้นซาก ต้องทำลายจิตวิญญาณ…

นั่นเองทำให้เขาสั่งให้ทหารม้าล้อมพวกเขาไว้ ทหารม้าทั้งแปดนายจึงถอยออกมาเพื่อล่อเหยี่ยวป่าไว้ตรงกลาง จริงอยู่ว่าเขาไม่อาจล้อมไว้ได้ทุกคนและการต่อสู้ยังคงดำเนินต่อไป แต่ตอนนี้เจ้าชายอาวดริคก็เหมือนโดนตรึงอยู่ตรงกลางวงล้อมกับเพื่อนเพียงไม่กี่คนที่ไม่อาจหนีออกมาได้ ใครก็ตามที่พยายามจะถูกฟาดกลับเข้าไปในวงราวกับตุ๊กตายัดนุ่น แต่ถ้าหากอยู่เฉยๆทหารม้าก็จะไม่ทำอะไรยังความงุนงงมาให้เหยี่ยวป่าที่ติดอยู่ในกับดัก ตอนนั้นเองดยุคหนุ่มจึงตะโกนขึ้น

“ ในที่สุดพระองค์เสด็จนิวัตินะพะยะคะ หากตอนนี้พระองค์จะวางดาบลงแล้วตามหม่อมฉัน พระราชินีทรงรอพระองค์อยู่ “

“ เพื่อจะแขวนคอข้างั้นสิ ” อาวดริคกล่าว ปลายดาบพลันชี้ไปที่ดยุคแห่งโดบรัม ” นางให้เจ้ามาเจรจาให้ข้ายอมจำนนหรืออย่างไร ”

“ หากเป็นเช่นนั้น เรื่องราวของพวกเราก็จะจบลงง่ายนักทีเดียว ” คลอเดียสกล่าวพลางส่ายหน้า ” และพระนางไม่ได้คิดจะแขวนคอพระองค์ดอกพะยะคะ ไม่มีทางที่พระนางจะแม้แต่ดำริจะทำเช่นนั้นทั้งกับพระองค์และสหายของพระองค์ ”

นั่นควรจะทำให้พวกเขาเกิดความลังเล ทำให้ความคิดแตกแยกและเรรวน นั่นจะเป็นโอกาสอันดีที่จะชนะโดยไม่ต้องเปลืองแรงต่อสู้กันต่อไป หากเจ้าชายกลับกล่าวขึ้นว่า ” หากนางยังละเลงเลือดของประชาชนบนโขดหินโลหิตแม้เขาจะมีความผิดเพียงพาดพิงราชสำนัก ข้าก็ไม่เห็นเหตุที่นางจะละเว้นผู้มีโทษกบฏเลยแม้แต่น้อย ”

เหตุและผลรวมทั้งความหนักแน่นของเจ้าชายทำลายความพยายามของคลอเดียสจนหมดสิ้น แต่นั่นไม่ได้ทำให้ดยุคหนุ่มสั่นคลอนแต่อย่างใด เขายังคงเกลี้ยกล่อมต่อไป “ พระองค์จำไม่ได้หรือพะยะคะ ว่าพระนางรักพระองค์เพียงใด ไม่มีหญิงคนใดฆ่าลูกของตนเองได้ลงหรอก ”

“ ข้าไม่ใช่ลูกของนาง แค่หมากตัวหนึ่งเท่านั้น ”

เมื่อเขากล่าวเช่นนั้นคลอเดียสกลับเงียบไป สายตาที่เคยดูเหมือนว่างเปล่ากลับปกคุลมด้วยม่านหมอกราวกับว่าเขากำลังระลึกถึงบางสิ่ง “ พระองค์ทรงจำไม่ได้สินะพะยะคะ ” เจ้าชายทำได้เพียงมุ่นคิ้วขณะที่ดยุคหนุ่มกล่าวต่อไปว่า “ ก็ไม่น่าแปลกใจถ้าพระองค์จะลืมความรักที่พระนางมีให้พระองค์หมดสิ้นเพราะตอนนั้นพระองค์ยังทรงพระเยาว์ยิ่งนัก ทั้งยังเพิ่งสูญเสียพระมารดา- ”

“ ระวังครับ ท่านคลอเดียส!! ” ดยุคแห่งโดบรัมไม่ได้ขยับด้วยซ้ำตอนที่ใบดาบที่วาดผ่านเพียงถูกกันด้วยดาบขององครักษ์ทั้งสองทิ้งเพียงรอยตัดบนแขนเสื้อ คีธได้แต่กัดฟันแน่นขณะที่ดันเด็กหนุ่มออกไปแม้เห็นได้ชัดว่าเป้าหมายของเขาคือดยุคแห่งโดบรัม ” ข้าว่านี่ไม่ใช่เวลาเจรจามังครับ ”

แม้คีธจะฝีมือดีแต่เด็กหนุ่มก็ว่องไวเกินกว่าที่ชายหนุ่มจะตามได้ทัน คลอเดียสจึงสั่งให้ทหารองครักษ์ทั้งสองเข้าไปช่วยชายหนุ่มก่อนจะหันมาทางเจ้าชายอีกครั้ง ครั้งนี้เป็นตัวอาวดริคเองที่ถามขึ้น ” เกิดอะไรขึ้นที่โดบรัม คลอเดียส ”

ดยุคหนุ่มยังคงมีแววครุ่นคิด ราวกับว่าเขาเองก็ไม่แน่ใจว่าจะเล่าอย่างไร “ ข้าพระองค์เองก็ไม่ได้ทราบรายละเอียดทั้งหมดหรอกนะพะยะคะ แต่เท่าที่ข้าพระองค์ทราบนั้น พระนางยอมรับเป็นราชินีแห่งไลน์ก็ด้วยเหตุผลเดียวเท่านั้น นั่นคือพระองค์ พระองค์คือผู้เดียวที่นำความทุกข์โศกไปจากพระนาง ”

ชั่วขณะนั้นสิ่งที่เจ้าชายทำได้มีเพียงความนิ่งงัน แม้แต่ปลายดาบที่เคยชี้ที่ใบหน้าของดยุคแห่งโดบรัมกลับค่อยๆตกลง ท่ามกลางวังวนแห่งความทรงจำอันวุ่นวายนั้นสิ่งหนึ่งพลันชัดเจนขึ้น บนหอคอยนั้น หอคอยซึ่งพระมารดาของพระองค์สิ้นพระชนม์ หอคอยซึ่งกักขังหญิงจากต่างแดนผู้นั้น บนหอคอยนั้นพระองค์เสด็จขึ้นไปด้วยความกระตือรือร้นราวกับมีมนต์สะกด แต่ที่นั่นกลับไม่ได้มีเพียงนาง ผู้ที่ยืนอยู่ไม่ห่างนั้นคือพระบิดาของพระองค์ในยามที่พระวรกายยังแข็งแรงกำยำและพระหัตถ์ขวายังถือดาบไว้มั่นคง

พระองค์ไม่เข้าใจว่าเกิดสิ่งใดขึ้น มันคงไม่ใช่เรื่องที่เด็กน้อยจะเข้าใจได้ พระองค์เพียงแค่วิ่งเข้าไปในห้องนั้น วิ่งไป…

…หานาง?

แต่พระบิดากลับรั้งพระองค์ไว้ ด้วยพระหัตถ์ที่แข็งแกร่งและทรงอำนาจ เพียงแค่สัมผัสเบาๆเจ้าชายน้อยก็หยุด แรงดึงเพียงเล็กน้อยนั้นทำให้พระองค์ถอยกลับไปหาพระบิดา นั่นอาจเป็นครั้งแรกที่เจ้าชายน้อยได้เห็นความเจ็บปวดที่ไร้ก้นบึ้งบนใบหน้าอันงดงามที่บิดเบี้ยวจนนางดูราวกับอสูรร้าย “ ท่านมันต่ำช้า ลุดวิก ” นางกล่าวอย่างขมขื่น ” แม้แต่ลูกในไส้ท่านยังใช้เขาเป็นเครื่องมือได้ “

“ ข้ารู้ดี ” พระบิดาของพระองค์ตรัสด้วยพระสุรเสียงที่ทั้งอ่อนโยนและอ่อนล้า ” สิ่งที่ข้าทำกับเจ้านั้นใหญ่หลวงเกินกว่าจะชดใช้ให้เจ้าได้ ไม่ว่าด้วยชีวิตหรืออาณาจักรนี้ก็ตาม แต่เจ้าไม่จำเป็นต้องมีชีวิตอยู่บนความทุกข์ อาร์ดารา ข้าไม่ได้ขอให้เจ้าให้อภัยข้าแต่ข้าอยากให้เจ้าคิดถึงเด็กคนนี้ ” พระหัตถ์หยาบกร้านนั้นลูบพระเกศาของเจ้าชายเบาๆ ” เขาไม่จำเป็นต้องกำพร้าแม่ ”

ในตอนนั้นเองที่นางสายตาของนางมองตรงมาที่เจ้าชายน้อย ในดวงตานั้นมีทั้งความสงสารและความสังเวช ” ข้าสงสารเจ้าจริงๆที่ต้องมีพ่ออย่างเขา ”

“ ข้าเพียงแค่ต้องการสิ่งที่ดีที่สุดให้ทั้งเจ้าและเขาเท่านั้น ” พระราชาตรัสขึ้นแล้วพระองค์ก็ทรงค้อมลงกระซิบกับเจ้าชายน้อยว่า ” ข้ากำลังขอให้อาร์ดารามาเป็นแม่ของเจ้า ดีมั้ยอาวดริค ”

สำหรับเด็กน้อยวัยเพียงเจ็ดปี เรื่องนั้นยังคงเหนือความเข้าใจ แม่อย่างนั้นหรือ นางจะมาเป็นแม่ของพระองค์ได้อย่างไร

“ พ่อรู้ว่าเจ้าเหงาตั้งแต่แม่เจ้าจากไป เจ้าถึงได้ขึ้นมาหานางที่นี่เสียทุกบ่อย แต่ถ้าเราเป็นครอบครัวเดียวกันก็ไม่มีเหตุผลที่นางต้องอยุ่ที่นี่ นางจะได้ไปอยู่ด้วยกันกับเรา ไม่ดีหรือ ”

ในตอนนั้นเจ้าชายน้อยไม่อาจเข้าพระทัยถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นตรงหน้าพระองค์ หรือทั้งความเศร้าโศกชิงชังของหญิงตรงหน้า พระองค์เพียงไม่ปรารถนาให้นางมีสีหน้าเช่นนั้น พระองค์จึงตรัสว่า…

เสียงปะทะของใบดาบดังเสียดเข้ามาเรียกเจ้าชายจากภวังค์ ร่างของเพื่อนของเขาแทบจะลอยขึ้นจากพื้นเมื่อถูกตีโต้ด้วยพละกำลังมหาศาล คอของเขาคงขาดไปแล้วหากไม่ใช่เพราะอาวดริคเข้าขวางไว้ทันและช่วยดันทหารม้าผู้นั้นออกไป ความเคลื่อนไหวของเขาทำให้เพื่อนของเขาเริ่มเคลื่อนไหวตามด้วยความพยายามจะออกจากวงล้อมนี้อีกครั้ง

สำหรับคลอเดียสมันเป็นทางเลือกที่น่าผิดหวัง กระนั้นเขาก็ไม่ได้ขัดขวางการต่อสู้ที่ตามมาเมื่อเห็นได้ชัดว่าเจ้าชายจะไม่ยอมจำนนโดยง่าย ทหารม้าที่ล้อมพวกเขาเริ่มโจมตีอีกครั้งโดยหมายสังหารพวกเขาทั้งหมด แต่ก่อนที่ดาบแรกจะพุ่งหาพวกเขา หนึ่งในนั้นก็ล้มลงจากดาบของเด็กหนุ่มซึ่งฉวยจังหวะฟันหลังคอของทหารม้านายหนึ่งเพียงแค่อึดใจก่อนที่เขาจะต้องหันกลับไปรับมือคีธและทหารม้าอีกนายที่ไล่ตามมาติดๆ เสียงกรีดร้องที่ก้องกังวานนั้นทำให้เสียดประสาทพวกเขาเหมือนเสียงร้องของผีร้ายก่อนที่บาร์ธจะฟันลำคอของมันขาดสะบั้น แต่สิ่งที่พวกเขาได้ยินในช่วงเวลาสั้นๆนั้นก็มากพอจะหลอกหลอนพวกเขาไปนานสองนาน

สำหรับเจ้าชายอาวดริคเสียงนั้นทำให้เขาฉุกคิดได้ เขายกดาบขึ้นจนโกรงเสมอริมฝีปากแล้วกระซิบพึมพำแผ่วเบาจนคงไม่มีใครได้ยิน แค่อึดใจต่อมาทหารม้าอีกนายก็พุ่งเข้ามาหากครั้งนี้เขาเซถลาจากการตอบโต้ของเจ้าชายอย่างมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งแทนที่จะเป็นยักษ์ปักหลั่นที่พวกเขาห้ำหั่นด้วยในช่วงที่ผ่านมา นัยน์ของคลอเดียสพลันเบิกกว้างทันที่ที่เห็นเช่นนั้น เขาไม่อาจเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นได้ และอาวดริคก็คิดจะอธิบาย เจ้าชายรีบส่งดาบเล่มนั้นให้สหายของเขาก่อนจะรับดาบอีกเล่มมา เสียงร่ายเวทย์ดังขึ้นเพียงสั้นๆก่อนที่ดาบเล่มนั้นจะฟันทหารม้าอีกคนลงไปกอง ดยุคหนุ่มต้องรีบหันไปสั่งให้คนของเขาหยุดเจ้าชายไว้ แต่ก็ไม่ทันเจ้าชายร่ายคาถาบนดาบเล่มที่สาม เพียงเท่านั้นพวกเขาก็สามารถต่อสู้กับทหารม้าที่เหลือได้อย่างสูสี

“ หากเห็นเวทย์สำคัญกว่าคนก็จะเป็นอย่างนี้แหละ ” เจ้าชายกล่าวขณะที่มองดูดยุคหนุ่มอย่างท้าทายเพียงอึดใจก่อนจะเริ่มตีฝ่าทหารม้ามาทางเขาในทันที

ความเคลื่อนไหวอย่างฉับพลันนั้นไม่พ้นสายตาของหัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่าแม้ขณะที่เขายังต้องรับมือกับคีธที่ตามกัดเขาไม่ปล่อย ไม่เพียงเขาจะเข้าใกล้คลอเดียสไม่ได้ ตอนนี้เขาถูกตีร่นแทบจะอยู่อีกมุมห้องตามลำพังกับทหารม้าสามนาย

“ ต้องทำงานกับคนที่ไว้ใจไม่ได้ก็อย่างนี้แหละนะ ” คีธกล่าวเบาๆพลางแสยะยิ้มขณะที่เขาจงใจต้อนเด็กหนุ่มเข้ามุม ซาร์คกลิ้งหลบออกมาได้หวุดหวิดแล้วหันไปขัดขาทหารม้าอีกนายที่ขวางทางเขาก่อนจะอาศัยจังหวะนั้นถอยออกมาตั้งหลัก

“ ก็ดีกว่าอยู่กับคนที่เสแสร้งเป็นไว้ใจได้ก็แล้วกัน ” คราวนี้เป็นคราวที่เขาแสยะยิ้มบ้างแม้จะเพื่อเยาะหยันตัวเอง ทหารม้าอีกนายพยายามต้อนเขาเข้าอีกมุมห้องแต่ก็ช้าไปอึดใจเพราะเด็กหนุ่มหลบการโจมตีเขาได้อีกครั้งและดันชายคนนั้นชนกับผนัง ก่อนจะหันไปทางคลอเดียส-

สิ่งที่เขารู้สึกต่อมาคือแรงกระแทกที่ดันหลังของเขาชนกับทหารม้าและเสียงกรีดร้องของผีร้ายที่ดังขึ้นจนหูของเขาแทบหนวก แต่แล้วสรรพสิ่งก็พลันเงียบงัน เขาไม่ได้ยินสิ่งใดนอกจากเสียงหัวใจที่เต้นอย่างบางคลั่งและมองไม่เห็นสิ่งใดนอกจากใบหน้าของคีธที่อยู่ใกล้เสียจนเขารู้สึกถึงลมหายใจที่ระอยู่บนใบหน้าและยิ้ม…อย่างผู้ชนะ

ดาบของซาร์คร่วงจากมือแต่เขาไม่มีเรี่ยวแรงจะคว้ามันไว้ ขาของเขากำลังสิ้นกำลังขณะที่เลือดค่อยๆไหลลง มันเปรอะมือของเขาและคีธขณะที่เขาพยายามดาบของชายหนุ่มออก แต่ไม่มีประโยชน์ มันสายไปแล้ว…

คนที่ไม่อาจเชื่อว่ามันสายเกินไปแล้วคืออาวดริค เขาเบนความสนใจไปที่เด็กหนุ่มในทันทีที่เสียงกรีดร้องดังขึ้นและเขาเห็นร่างของซาร์คติดอยู่ตรงกลางระหว่างทหารม้าผู้ที่ดิ้นรนอย่างสิ้นหวังและคีธที่ยังคงดันดาบของเขาปักแน่นลงในร่างทั้งสอง อุ้งมืออาบเลือดของเด็กหนุ่มพยายามคว้าไหล่ของชายหนุ่มไว้ ยังคงพยายามอย่างสิ้นหวังที่จะยืนจะสู้และหายใจ แต่ไม่นานเขาพ่ายแพ้ มือของเขาลากลงทิ้งแนวสีแดงสดบนแขนเสื้อสีขาวขณะที่เขาค่อยๆหมดแรงไปจนท้ายที่สุดเขาก็ซบลงกับอกชายหนุ่มขณะที่มือร่วงลงไม่อาจจับยึดสิ่งใดอีกต่อไป

คีธไม่ได้ผละไปจากเขาเลยตลอดเวลานั้น แววตาที่ฉายเพียงการสังหารเหมือนจะอ่อนลงในช่วงเวลานั้นขณะที่เขาดึงดาบนั้นออกแล้วค่อยๆประคองร่างของผู้เป็นหัวหน้าออกมา ความนุ่มนวลทะนุถนอมนั้นขัดกับการต่อสู้นองเลือดเพียงอึดใจก่อนหน้า ขัดกับการสังหารที่ทั้งรวดเร็วและไร้ความปรานี และขัดกับความละเลยขณะที่เขาปล่อยให้ร่างของเด็กหนุ่มร่วงลงบนพระแท่นบรรทมของพระราชา คว่ำหน้าอยู่ราวกับเด็กน้อยที่เอาแต่ใจที่งอแงจนหลับไป มือของเขาลูบเรือนผมสีแดงสั้นที่เขาเป็นคนตัดให้อย่างเบามือก่อนจะหันมาทางเจ้าชายและสหายของพระองค์

“ เราได้หัวของหัวหน้าโจรกบฏแล้ว ” ชายหนุ่มกล่าวขึ้นด้วยเสียงอันกังวานให้พวกเขาได้ยินกันถ้วนทั่ว ” ทิ้งอาวุธของพวกเจ้าซะ ”

ในชั่วขณะนั้นทุกอย่างเหมือนจะพังทลายลง ทั้งสำหรับเหยี่ยวป่าและสำหรับเจ้าชายผู้ซึ่งไม่มีวันเชื่อในสิ่งที่เขาเพิ่งได้เห็น เขาไม่อาจละสายตาจากซาร์คาเรีย ไม่อาจหยุดภาวนาว่าเด็กหนุ่มจะลืมตาขึ้นอีกครั้ง แต่เมื่อเขามองหน้าคีธเขารู้ว่านี่เป็นความจริงเมื่อใบหน้าของชายหนุ่มมีแววแห่งความพึงพอใจอย่างนักล่าที่ล่าได้เนื้อชั้นดี และตัวชายหนุ่มเองก็ย้ำถึงชัยชนะนั้นด้วยการลูบผมของเด็กหนุ่มครั้งแล้วครั้งเล่า

และนั่นทำให้อาวดริคโกรธมากกว่าอะไรทั้งหมด

คลอเดียสแทบจะถอยไม่ทันเมื่อเจ้าชายพลันตวัดดาบมาทางเขาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยทั้งที่ชั่วขณะหนึ่งเขาเห็นความสิ้นหวังบนใบหน้านั้นจนมั่นใจว่าพวกเขาจะต้องยอมแพ้อย่างแน่นอน แต่รอยเลือดบนต้นแขนบอกเขาว่ามันไม่ใช่เช่นนั้น ไม่ว่าเพราะอะไรตอนนี้เจ้าชายพบเหตุผลใหม่ที่จะสู้ และนั่นทำให้ดยุคหนุ่มเกือบเสียแขนของเขาเลยทีเดียว เมื่อเจ้าชายยังไม่หยุด เหยี่ยวป่าก็ยังไม่หยุด ราวกับว่าฉับพลันพวกเขารู้สึกและเข้าใจในสิ่งเดียวกันจนพวกเขาทั้งหมดนั้นต่างเข้าต่อสู้อีกครั้ง

ถ้าแม้แต่ความตายของหัวหน้าของพวกเขายังไม่หยุดพวกเขาแล้วละก็ คงมีแต่ความตายเท่านั้นที่หยุดพวกเขาได้ “ ฆ่าให้หมด” คลอเดียสสั่งสั้นๆกับทหารม้าที่เหลือก่อนจะถอยออกมาและเบือนหน้าหนีจากสิ่งที่เขามั่นใจว่าจะกลายเป็นทุ่งสังหารในไม่ช้า สายตาของเขาพลันเปลี่ยนไปที่คีธและร่างของเด็กหนุ่มผมแดงที่นอนพังพาบอยู่บนเตียง รอยเลือดบนหลังเสื้อของเขาย้ำเตือนถึงการสังหารที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่กี่อึดใจก่อนหน้า หากใบหน้าของคีธดูสงบเป็นปรกติแม้หลังจากที่เขาสังหารอดีตหัวหน้าของตนเองไป การฆ่าของคีธนั้นประชิดตัวเสียจนคลอเดียสไม่อาจเข้าใจว่าเขายังคงเป็นปกติได้อย่างไร

“ เจ้านี่แปลกดีนะ “ ดยุคหนุ่มทักขณะที่เขาสาวเท้าไปทางชายหนุ่ม “ เจ้าไม่รู้สึกอะไรกับการฆ่าเลยอย่างนั้นหรือ “

“ นี่ไม่ใช่คนๆแรกที่ข้าฆ่าหรอกนะครับ “ ชายหนุ่มตอบ “ ในการต่อสู้ชี้ชะตาใครซักคนก็ต้องตาย มันเป็นเรื่องธรรมดา ”

“ แม้ว่าคนๆนั้นจะเคยเป็นหัวหน้าของเจ้าอย่างนั้นหรือ “

ความกังวลใจบนใบหน้าของคลอเดียสทำให้ชายหนุ่มยิ้มละไมพลางตอบว่า “ ท่านก็รู้ว่าความภักดีของข้าหน้าตาเป็นอย่างไร “

แต่ดยุคหนุ่มกลับส่ายหน้า “ เรื่องนั้นข้าไม่กังวล คีธ ข้าเพียงแค่… สงสัย “

“ ว่า? “

“ เจ้าฆ่าคนได้อย่างไรโดยไม่รู้สึกอะไร “

นั่นไม่ใช่คำถามที่ง่าย ดยุคแห่งโดบรัมบอกได้เมื่อชายหนุ่มไม่ได้ตอบเขาในทันที แต่เสสายตาไปทางอื่น เขาเดินออกไปสองสามก้าวก่อนจะยืนนิ่งแล้วหันมาตอบว่า “ ความตายไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ท่านคลอเดียส มันแค่ขึ้นกับเมื่อไหร่และใครเป็นผู้หยิบยื่นให้ เมื่อตระหนักได้ว่ามันธรรมดาสามัญเพียงใดการหยิบยื่นสิ่งธรรมดาให้กันก็ไม่ต่างจากการหยิบยื่นหยูกยาอาหาร อย่างพี่สาวของข้า…. นางปลิดชีวิตของนางด้วยตัวนางเอง “ ริมฝีปากของดยุคหนุ่มพลันห้อยค้างด้วยความสยดสยองขณะที่ชายหนุ่มก้าวไปอีกก้าวแล้วเล่าต่อว่า “ นางมีแรงใจมากกว่าหญิงธรรมดาทั่วไป ข้าผู้เป็นน้องชายรู้ดีที่สุด เพราะมันได้นำนางไปสู้สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดถึงมาแล้ว แต่ในคืนนั้น ตอนที่นางถูกชายสูงศักดิ์ย่ำยี มันทำให้นางสามารถปักมีดลงในลำคอตัวเอง “ แล้วชายหนุ่มก็ยิ้ม “ ข้าเองก็ไม่คิดว่าความตายช่างง่ายดายจนวันนั้นเมื่อข้ารู้ว่าสิ่งที่ข้าต้องทำก็แค่ปักมีดเข้าไปเท่านั้น “

“ เรื่องพี่สาวของเจ้า… “ ดยุคหนุ่มถามขึ้นด้วยเสียงแหบแห้ง “ เกิดขึ้นที่ใดอย่างนั้นหรือ “

ชายหนุ่มตอบเขาว่า “ โดบรัม “

ทั้งตัวของดยุคหนุ่มพลันเย็นวาบเมื่อภาพที่เขาไม่อยากนึกถึงหวนกลับมาอีกครั้ง ในจมูกของเขาคือกลิ่นเลือดของนาง และดวงตาของนางจ้องตรงมีที่เขาด้วยความอาฆาตแค้นทั้งมวลจนเสียงสำลักนั้นหยุดไป เขารีบถอยออกทันที จากทั้งหญิงสาวและชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาหากไม่เพราะมีดเล่มหนึ่งพาดลงที่ข้างคอของเขาจากด้านหลังของเขาที่หันเข้าหาเตียง เขาหวังจะหลบมีดเล่มนั้นแล้วหันกลับไปเพื่อยืนยันว่าไม่ได้เป็นเพราะศพสามารถคืนชีพได้ แต่ปลายดาบยาวของคีธพาดเข้าที่คออีกข้างของเขาและขวางทางรอดของเขาในทันที เขาจึงทำได้เพียงมองหน้าชายหนุ่มซึ่งเลิกคิ้วราวจะยืนยันความสงสัยของเขา

เขาถูกอสรพิษแว้งกัดเข้าเสียแล้ว

ในที่สุดคนที่อยู่เบื้องหลังเขาก็เอ่ยปากขึ้นด้วยเสียงที่ทั้งเยาว์วัยและหนักแน่น “ ข้าขอบ่นอย่างหนึ่งเถอะคีธ เจ้าจำเป็นต้องต่อยแรงขนาดนั้นด้วยเหรอ ข้าจุกจนหายใจไม่ออกเลย ”

คีธเพียงแค่ยิ้มก่อนจะบอกว่า ” ถ้าท่านหายใจได้คล่องการแสดงนี้ก็ไม่สมจริงสิครับ ”

ผู้เป็นหัวหน้าก็ได้แต่ส่ายหน้าด้วยความหน่ายใจก่อนเดินออกมาจากด้านหลัง ใบมีดของเขาหมุนตามอย่างชำนาญ มันแตะเนื้อของดยุคหนุ่มเพียงน้อยนิดแต่ก็ใกล้พอจะทำให้เขาหายใจไม่ทั่วท้องได้ เขาหยุดเมื่อยืนอยู่ตรงหน้าดยุคแห่งโดบรัมขณะที่คีธสาวเท้าเข้ามายืนข้างเยื้องไปด้านหลังเพียงเล็กน้อย ” คราวนี้เราคุยกันง่ายหน่อยนะท่านคลอเดียส ข้าไม่ได้คิดจะฆ่าท่านและไม่อยากจะมีเหตุผลที่ต้องทำเช่นนั้น ดังนั้นช่วยสั่งทหารของท่านให้ถอยออกมาจากเพื่อนๆของข้าหน่อยจะได้มั้ย ”

แต่ดยุคหนุ่มก็เพียงยืนนิ่ง หากเขามีความกลัวใดมันก็ถูกซ่อนไว้อย่างมิดชิดหากเขาไม่อาจกลบความสิ้นหวังได้ “ เจ้าคิดว่าพวกเขาจะชนะอย่างนั้นหรือ ” เขากล่าวกับคีธโดยไม่ได้สนใจเด็กหนุ่ม ” ถ้าเจ้าคิดว่าการก่อกบฏกับพระนางจะเป็นจุดจบของความทุกข์ยากละก็ เจ้าคิดผิดแล้ว การทำลายพระนางในตอนนี้ก็เท่ากับทำลายไลน์ ”

” ท่านน่าจะรู้ดีว่าข้าไม่สนใจเรื่องแบบนั้น ” ชายหนุ่มตอบ ” สั่งคนของท่านให้ถอยเดี๋ยวนี้ ”

” เป็นศัตรูของพระนางเจ้าก็ไม่มีทางรอดไปจากที่นี่ได้หรอก ”

แต่คีธก็แค่ยักไหล่ ” ข้าไม่โง่ขนาดจะไม่รู้เรื่องนั้นหรอกนะครับท่านคลอเดียส “ แล้วเขาก็หันไปกระซิบกับเด็กหนุ่มโดยไม่สนใจสีหน้าที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจของดยุคหนุ่ม “ ทหารม้ากลุ่มนี้เรียกว่าเป็นครึ่งผีครึ่งคนไปแล้ว พวกเขาไม่ฟังเหตุผลดังนั้นข้าว่าท่านรีบพาเจ้าชายออกไปดีกว่า ที่นี่ปล่อยให้ข้าจัดการ ”

ชั่วขณะหนึ่งเด็กหนุ่มเหมือนจะหันไปคัดค้าน แต่แล้วเขาก็หันกลับมาทางคลอเดียสอีกครั้ง แม้ดวงตาของเขาจะยังจ้องอยู่ที่ดยุคหนุ่มแต่เขากำลังครุ่นคิดอย่างหนัก ก่อนจะถามว่า ” แล้วพระราชาอยู่ที่ไหน ”

และนั่นคือการยอมจำนนที่ชายหนุ่มรอคอย ” ที่ประทับของฝ่าบาทตอนนี้คือห้องสีขาวใกล้กับห้องบรรทมของพระราชินี เจ้าชายน่าจะทรงทราบว่าอยู่ที่ไหน ”

เด็กหนุ่มได้ยินเช่นนั้นก็ยักหน้ารับรู้ก่อนจะบอกว่า ” แล้วเจ้าตามมานะ ” เขาชักปลายมีดออกจากข้างคอของดยุคหนุ่ม ตรงไปเก็บดาบที่ทำหล่นไว้ก่อนพุ่งเข้าฟันขาของทหารม้านายนึงร่วงลง ในชั่วอึดใจต่อมาเขาใช้มีดในมืออีกข้างปาดคอของทหารนายนั้นขณะที่เสียงกรีดร้องแหลมสูงดังลั่นไปทั้งห้อง ผู้เป็นหัวหน้าไม่ได้รอให้เสียงนั้นเงียบลงก่อนที่เขาจะโถมตัวใส่ทหารม้าอีกนายที่หันหลังให้เขาอยู่ไม่ห่างและดันเขาเข้าใส่ปลายดาบที่เพื่อนของเขาถือรออยู่ นั่นคือตอนที่เหยี่ยวป่าได้เห็นเขา ทั้งผม มือและตัวล้วนเป็นสีแดงฉานขณะที่เขาเข้าช่วยล้มทหารม้าอีกนาย เหยี่ยวป่าทุกคนสู้ได้ดี เห็นได้ชัดว่าศัตรูที่จำนวนมากกว่าและมีอาวุธที่ดีกว่าทำให้พวกเขาอ่อนล้าลงมาก แรงใจหากลดน้อยลงก็ยังไม่หมดไปและมันเหมือนจะถูกเติมจนล้นปรี่เพียงแค่เห็นหัวหน้าของพวกเขาอยู่ที่นั่น ยังคงยืนและยังคงต่อสู้ แม้แต่พละกำลังของพวกเขาก็กลับมาจากที่ไหนซักแห่งที่พวกเขาเองก็ไม่รู้

“ ออกไปจากที่นี่กัน ” เด็กหนุ่มกล่าวเรียบๆ แต่แค่นั้นก็ทรงอำนาจมากพอ เด็ดเดี่ยวมากพอที่จะแหวกขวากหนามทั้งหลายที่ขวางทางพวกเขาไม่ว่ามันจะเป็นอะไร เพราะถ้าหัวหน้าของพวกเขายังฟื้นจากความตายได้ ก็คงไม่มีอะไรอีกแล้วที่เป็นไปไม่ได้

ความโกลาหลนั้นเป็นเหมือนพื้นหลังสำหรับการเผชิญหน้า คลอเดียสทำได้เพียงรอคอยขณะที่ชายหนุ่มตรงหน้าเขาจ้องตรงมา ใบดาบของเขายังคงพาดอยู่ข้างคอของดยุคหนุ่มโดยยังไม่มีทหารม้านายใดเห็น ไม่มีใครคิดว่ามิตรคนนี้จะกลายเป็นศัตรู แม้แต่ตัวคลอเดียสซึ่งคิดว่าเขาเข้าใจความภักดีของชายคนนี้ดีที่สุด

“ ทำไมเจ้าถึงทรยศพระนาง “ ดยุคแห่งโดบรัมกระซิบถาม “ ไม่ใช่ว่าเจ้าต้องการอยู่รอดหรอกหรือ “

ฉับพลันดวงตาของชายหนุ่มพลันดูมีชีวิตอีกครั้ง เขายิ้มน้อยๆแล้วตอบว่า “ ข้าอยู่โดยหันหลังให้เหตุผลที่ข้ามีชีวิตอยู่ไม่ได้หรอก ท่านคลอเดียส “

ในตอนนั้นเองที่เสียงประตูบานใหญ่ถูกกระแทกเปิดออกและเหยี่ยวป่าค่อยๆทะยอยกันออกไป เป็นเด็กหนุ่มที่รั้งท้ายและคอยกันทหารม้าที่ยังต่อสู้ได้ให้กลับเข้าไปในห้อง แต่เสียงนั้นไม่ได้เรียกความสนใจของชายหนุ่มไป คีธยังคงมองตรงมายังคลอเดียสแม้เมื่อหัวหน้าของเขาตะโกนข้ามทะเลแห่งจลาจลมาทางเขา ” คีธ!!! ”

แม้มันเป็นแค่ชื่อของเขา แต่ในเสียงนั้นคือการเรียกหาที่ชายหนุ่มไม่อาจปฏิเสธได้ หากเขายังคงไม่หันไป เขาตอบไปเพียงว่า “ ไปซะ ”

มันไม่ใช่คำสั่ง ไม่ใช่เสียงตะโกนแต่มันดังพอที่เด็กหนุ่มจะได้ยินท่ามกลางเสียงทั้งหลาย และเขาเข้าใจแม้ทั้งหมดนั้นจะมีแค่สองคำ ร่างของเด็กหนุ่มผลุ่บหายออกไปจากบานประตูก่อนที่เสียงกึ้งกังลั่นบอกเขาว่าประตูนั้นถูกกระแทกปิดอีกครั้งที่ตามมาคือเสียงขัดบานประตูที่บ่งบอกว่าพวกเขาทั้งหมดถูกขังตาย นั่นทำให้ดยุคแห่งโดบรัมหัวเราะอย่างช่วยไม่ได้ มันเป็นทั้งเสียงแห่งความโล่งใจและความสิ้นหวัง ” พวกเขาช่างเป็นเพื่อนที่ดีจริงๆนะ ทิ้งเจ้าไว้ในห้องนี้กับศัตรูโดยไม่มีทางหนี ”

แต่คีธเองกลับแสยะยิ้มเยือกเย็น ” คนอย่างท่านคงไม่รู้จัก แต่มันเรียกว่าความเชื่อใจ ”

ไม่ทันขาดคำชายหนุ่มก็ถอยกลับเพื่อหลบการโจมตีจากทหารม้าซึ่งมาถึงตัวในชั่วพริบตา ดยุคแห่งโดบรัมเองก็ได้จังหวะถอยหลบกลับไปตั้งหลักท่ามกลางการคุ้มกัน เมื่อไม่มีเหยี่ยวป่าหรือเจ้าชายให้ต้องสนใจ ความสนใจของพวกเขาจึงกลับมาที่ชายหนุ่ม หากคีธกลับไม่มีแววสั่นกลัว เขาเพียงมองตรงมายังคลอเดียสอย่างเยาะหยัน ” ท้ายที่สุดท่านก็ยังหลบหลังพวกเขาเหมือนเดิม ท่านพูดพร่ำเรื่องที่ท่านรอดชีวิตจากสงครามกาลัทเทียร์ แต่นั่นเพราะท่านมัวแต่หลบหลีกการต่อสู้เป็นตายใช่หรือเปล่า ”

ทหารม้าสองนายพุ่งเข้าโจมตีหมายจัดการเขาในทันที แต่ในพริบตาก่อนที่ดาบทั้งสองจะตัดเขาได้เขากลิ้งหลบจากวงล้อมไปยังร่างของทหารม้าที่ร่วงอยู่แล้วคว้าดาบของคนผู้นั้นขึ้น แขนทั้งซ้ายขวาของเขาเคลื่อนไหวราวกับว่ามันมีความคิดของมันเองขณะที่เขาปัดป้องการโจมตีที่มาจากทั้งซ้ายและขวาพร้อมกัน คลอเดียสบอกได้ว่าการจัดการคีธจะไม่ใช่เรื่องง่ายโดยเฉพาะเมื่อพวกเขาติดอยู่ในห้องนี้ด้วยกัน เขาจึงหันไปสั่งคนของเขาให้ ” พังประตูซะ ”

ทหารม้าสองนายทำตามคำสั่งนั้นในทันที แต่ไม่ทันที่จะได้ออกแรงดันบานไม้นั้นมือข้างหนึ่งก็ถูกมีดพุ่งปักมาจากด้านหลัง ก่อนที่เขาจะทันดึงมีดเล่มนั้นออก ชายหนุ่มก็ตีวงหลบทหารม้าที่ตามล่าเขา ตรงมายังบานประตู วิ่งเหยียบแผ่นหลังของทหารม้าและกระแทกมีดให้ฝังลึกลงไปในเนื้อไม้ก่อนจะถีบตัวเข้าปะทะทหารม้าที่ตามมา แรงกระแทกส่งคนหนึ่งลงไปกองกับพื้นขณะที่อีกคนได้รับบาดเจ็บจากดาบของคีธที่ตัดผ่านแขนขวาของเขาในชั่วพริบตา ชายหนุ่มถีบตัวลุกจากพื้นอย่างรวดเร็วพร้อมๆกับกระแทกร่างเบื้องล่างให้ถึงสลบ ด้ามดาบเหวี่ยงปะทะจมูกของอีกคนจนเลือดอาบ แล้วมุ่งตรงกลับไปจัดการทหารม้าอีกนายที่ติดอยู่กับประตู หากไม่เพราะเสียงหวีดคุ้นหูจะดังขึ้นเตือนให้เขาก้มหลบ เสียงที่ตามมาคือเสียงกระจกหน้าต่างที่แตกกระจาย เขาคุ้นเคยกับเสียงนั้นมากจนไม่ต้องหันไปมองก็รู้ได้ว่ามันคืออะไร

หลังจากพลาดในครั้งแรกคลอเดียสก็รีบขึ้นสายธนูแล้วเล็งไปยังชายหนุ่มอีกครั้ง หากตอนนี้เมื่อคีธรู้ว่าเขากำลังเป็นเป้าของธนูสงครามเขาก็ไม่เปิดช่องว่างให้ดยุคหนุ่มมีจังหวะเล็งได้ถนัด ชายหนุ่มไม่ต่างอะไรจากเงาที่หลบจากหลังทหารม้านายหนึ่งไปอีกนายหนึ่ง ทหารม้าที่ควรช่วยดยุคหนุ่มตรึงคีธไว้กลับกลายเป็นกำแพงที่ขวางคลอเดียสไปเสียได้ หากเขาพยายามยิง ลูกธนูนั้นหากไม่โดนทหารม้าก็พลาดเป้าไปยังหน้าต่างเสียทุกครั้ง

ยิ่งทีคลอเดียสยิ่งไม่อาจข่มใจให้นิ่งได้เมื่อทหารม้าร่วงลงไปทีละนายๆแต่คีธยังคงหลบหลีกเขาได้ หากไม่มีใครที่บังเขาไว้ได้ เขาก็ใช้ร่างไร้วิญญาณของพวกเขาต่างกำบัง ท้ายที่สุดก็ไม่มีร่างใดเหลือยืนอยู่นอกจากชายหนุ่มและคลอเดียสเท่านั้น เมื่อคีธหันมาทางเขา ดวงตาที่ไร้ความรู้สึกจนเหมือนดวงตาของคนตายนั้นทำให้ขนบนตัวดยุคหนุ่มลุกชัน เขารีบเอื้อมไปคว้าลูกธนูอีกครั้งแต่ก็พบเพียงอากาศว่างเปล่า

รอยยิ้มชวนสยองของคีธพลันคลี่กว้างในทันที ขณะที่ชายหนุ่มทิ้งดาบหนึ่งลงกับพื้น มือดึงลูกธนูอาบเลือดดอกหนึ่งขึ้นคาบไว้ในปากก่อนจะคว้าดาบอีกเล่มแล้วพุ่งเข้าหาคลอเดียส ดยุคหนุ่มรีบทิ้งคันธนูยาวนั้นเพื่อหันไปชักดาบเข้ารับมือ แต่ชายหนุ่มกลับเพียงเหวี่ยงดาบเล่มหนึ่งใส่เขาก่อนจะหักเข้าไปคว้าคันธนูที่ถูกทิ้ง พริบตาต่อมาลูกธนูก็แล่นจากแล่งเข้าแทงข้อมือขวาของคลอเดียสขณะที่เขายกดาบขึ้นและส่งดาบเล่มนั้นหลุดมือลงไปที่พื้นอีกครั้ง เขาพยายามคว้าดาบนั้นไว้ด้วยมือซ้าย แต่ก็ได้เพียงอึดใจก่อนที่คีธจะถอนลูกธนูจากอีกร่างแล้วยิงข้อมือข้างนั้นตามไป

เมื่อเขาหันกลับไปคีธก็กำลังดึงธนูออกมาอีกดอกและพาดมันบนคันธนูอย่างง่ายดายพอๆกับการหายใจ และนั่นตอกย้ำถึงความโง่เขลาของดยุคหนุ่ม เขาเคยเห็นชายหนุ่มขึ้นสายธนูครั้งหนึ่งแต่เขาไม่เคยนึกเฉลียวใจเลยว่าฝีมือที่แท้จริงของเขาคือการใช้ธนูสงครามได้ราวกับเป็นมือข้างหนึ่งของตัวเองโดยไม่ต้องพยายามด้วยซ้ำ เขารีบชูมือขึ้นเพื่อแสดงการยอมแพ้ทันที ” ข้าต่อสู้ไม่ได้แล้ว เจ้าไม่จำเป็นต้องยิงแล้ว ”

เขาได้แต่หวังว่าชายหนุ่มจะปล่อยเขาไปเมื่อที่เขาพูดนั้นเป็นความจริง เมื่อมือทั้งสองข้างของเขาเจ็บและปวดจนขยับยังไม่ได้ เขาไม่มีอันตรายใดๆต่อชายหนุ่มอีกแล้ว หากคีธจะไว้ชีวิต-

เขาถอนใจอย่างโล่งอกเมื่อเห็นชายหนุ่มลดคันธนูลง ดวงตาคู่นั้นยังคงจ้องตรงมาทางเขา ชั่วขณะหนึ่งเขารู้สึกเหมือนคีธกำลังจะพูดบางสิ่ง แต่แล้วเขาก็ปล่อยลูกธนูจากพุ่งเข้าปักทะลุข้อเท้าขวาของดยุคแห่งโดบรัมเข้าอย่างจังจนเขาร้องลั่น ร่างของเขาร่วงลงบนพื้นเมื่อไม่อาจทรงกายได้อีกต่อไป เขาพยายามกระถดหนีขณะที่ชายหนุ่มสาวเท้าเข้ามา แต่ด้วยมือและเท้าที่บาดเจ็บ เขาไปไหนไม่ได้ไกลก่อนที่ชายหนุ่มจะเข้ามาเหยียบเขาติดพื้น ในมือนั้นคือลูกธนูที่เขาขึ้นสายและเล็งลงมาที่ลำคออย่างไม่มีลังเล

แต่ในวินาทีที่คลอเดียสคิดว่าเขาคงไม่มีทางรอดไปได้ คีธกลับหยุดนิ่งไป ลูกธนูที่อยู่ใกล้พร้อมแล่นจากแล่งได้ทุกเมื่อกลับคาอยู่ตรงนั้นไม่ได้ลอยไปไหน ชายหนุ่มเพียงแค่มองลงไปยังร่างเบื้องหน้าด้วยดวงตาที่เกือบจะไร้แวว แล้วสายธนูก็ผ่อนลง หากเขายังคงเหยียบเขาไว้ ดวงตาที่เคยเกือบเหมือนอสูรร้ายกับเสียทั้งความดุดันและเกรี้ยวกราด เหลือเพียงชายซึ่งเหนื่อยล้าจนดูราวกับว่าเขาแก่ตัวลงไปอย่างปุบปับ “ ท่านยังตายตอนนี้ไม่ได้คลอเดียส ” เขาพูดขึ้นเหมือนกำลังบอกกับตัวเองเสียมากกว่า ” สำหรับการกระทำชั่วช้าของท่าน ท่านควรได้รับการพิพากษาต่อหน้าผู้คนทั้งหมดที่เป็นเหยื่อของท่าน ” แล้วเขาก็ถอนเท้าจากแผ่นอกก่อนจะถอยออกห่าง ” เรื่องนั้นอาวดริคจะเป็นคนจัดการ ”

แต่ทันทีที่เขาหันไปคำพูดของคลอเดียสก็ทำให้เขาชะงัก ” ถ้าหากว่าเจ้าชายจะได้ขึ้นเป็นกษัตริย์แล้วละก็นะ ”

ชายหนุ่มชะงักเท้าไปครู่หนึ่ง แต่นานพอที่ดยุคหนุ่มจะกล่าวต่อ

“ การก่อกบฏครั้งนี้เหมือนหาที่ตาย พวกเจ้าไม่รู้จักอำนาจที่แท้จริงของพระนาง หากเป็นศัตรูของพระนางเจ้าไม่มีทางรอดไปได้ ไม่ใช่แค่จากปราสาทนี้ ทั้งแผ่นดินนี้จะเป็นศัตรูของเจ้า ”

ที่คลอเดียสต้องแปลกใจคือแทนที่สิ่งที่เขากล่าวจะทำให้ชายหนุ่มล้มเลิกความตั้งใจมันกลับทำให้เขาหัวเราะ ” ข้ามีโลกเป็นศัตรูอยู่แล้ว “ แล้วเขาก็หันมา “ ที่สำคัญคงมีแต่คนที่อยู่บนหอคอยงาช้างอย่างท่านเท่านั้นที่คิดว่าแผ่นดินนี้เป็นของนาง “ แล้วคีธก็เดินตรงไปยังประตูโดยไม่สนใจดยุคแห่งโดบรัมอีกต่อไป เขาดึงร่างของทหารม้าคนหนึ่งยังติดคาอยู่ลงแล้วตะโกนเรียกออกไปภายนอก

พลันประตูนั้นก็เปิดออก เหยี่ยวป่าที่ยืนอยู่ข้างนอกดูโล่งใจระคนงุนงงสงสัย เขามองเข้ามายังร่างนับสิบที่นอนกองอยู่เกลื่อนห้องก่อนจะมองมาที่ชายหนุ่มอีกครั้ง

” ขอบใจมากที่อยู่ตรงนี้ ” คีธบอก เขารู้สึกเหมือนเรี่ยวแรงกำลังหายไปจากตัวเขาในตอนนั้น แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มของเพื่อนเขากลับรู้สึกเหมือนความเหนื่อยล้านั้นพลันค่อยๆจางหายไป

” เจ้าก็รู้ว่าหัวหน้าไม่มีทางทิ้งใครไว้ข้างหลังเด็ดขาด ” สหายของเขาว่าพลางเปิดทางให้เขาเดินออกมา

ชายหนุ่มได้ฟังเช่นนั้นก็ยิ้มน้อยๆก่อนจะหันไปบอกว่า ” ปิดประตูแล้วไปกันเถอะ เรามีงานต้องทำอีก ”

***
แสงไฟในบ้านส่วนมากดับไปแล้วในเวลานั้นแม้กระทั่งในเมืองเล็กๆของเมริสมาซึ่งเต็มไปด้วยคนค้าขายที่มักเจรจากันไปได้ถึงดึกดื่น ส่วนหนึ่งนั่นเพราะการค้าขายในตอนนี้ฝืดเคืองจนมีพ่อค้าน้อยรายนักจะผ่านไปมา สำหรับเย้าเรือนทั้งหลายพวกเขาจะรีบดับไฟกันตั้งแต่ค่ำเพื่อไม่ให้เป็นที่สงสัยของทหารม้าที่ลากตระเวนอยู่ในยามวิกาล แม้จำนวนของพวกมันจะน้อยลงแต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะไม่เดือดร้อนหากคนพวกนั้นตัดสินใจมาตรวจสอบ

แต่การที่ไม่มีแสงไฟไม่ได้หมายความว่าไม่มีความเคลื่อนไหวในบ้านเหล่านั้นโดยเฉพาะในคืนเดือนหงายที่แสงจันทร์แรงพอจะช่วยให้พวกเขามองเห็นได้ในความมืดโดยไม่ต้องใช้ไฟ ทหารม้าไม่สนใจหน้าต่างบนหลังคาที่บางทีพวกเขาเปิดไว้ พวกเขามักจะนั่งล้อมวงกันในบ้านนั้นหลังพระอาทิตย์ตกดิน กระซิบกระซาบกันด้วยเสียงอันแผ่วเบาขณะที่คนหนึ่งยืนยามอยู่ข้างหน้าต่างเพื่อดูว่ามีทหารม้าผ่านไปมาหรือไม่ การสนทนามีทั้งการแลกเปลี่ยนข่าวสารไปจนถึงการวางแผนเพื่อรักษาบ้านและชีวิตของพวกเขาไว้และในหลายครั้งพวกเขาจะมีแขกผู้นำทั้งข่าวและความช่วยเหลือมากจากบ้านเมริสมาพร้อมข่าวของความเคลื่อนไหวของราชสำนัก คำสั่งของทหารม้า รวมทั้งแผนที่ซึ่งจำเป็นต่อการวางแผนของพวกเขา

ภาระที่หนักอึ้งนี้พวกเขาฝากไว้กับเด็กชายวัยสิบสี่ที่เสี่ยงตัวเองออกมาพบพวกเขาในเวลาดึกดื่นเช่นนี้ สิ่งที่พวกเขาพอจะทำได้คือไปรับไปส่งเด็กชายที่บ้านด้วยข้ออ้างต่างๆนานากันไปเพื่อให้การออกจากบ้านของเขาไม่น่าสงสัย กระนั้นพวกเขาก็ยังกลัวเหลือเกินว่าวันหนึ่งมันจะกระตุ้นความสนใจของทหารม้าเข้า

“ พวกเราคงไม่ต้องรบกวนคุณหนูไปอีกซักพักล่ะครับ “ ชายที่เดินมาส่งเขากล่าว “ ออกมากลางค่ำกลางคืนบ่อยๆแบบนี้เดี๋ยวคุณผู้หญิงจะผิดสังเกต “

เด็กชายส่ายหน้าพลางกระชับเสื้อคลุมของเขาให้มิดชิดเพื่อบังแผนที่ที่เขาพกติดตัวไว้ “ พอหลังอาหารเย็นคุณผู้หญิงก็ไปพักผ่อนแล้วล่ะครับ เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงหรอก “

กระนั้นความจริงที่ว่านางเป็นพระสหายของราชินีอาร์ดาราก็ทำให้พวกเขาไม่สู้สบายใจนัก อันที่จริงแล้วพวกเขาควรอยู่ข้างบ้านเมริสมาซึ่งเป็นขุนนางรับใช้ราชสำนัก แต่เมื่อพวกเขาข้องใจในราชสำนักและเมื่อคุณซาร์คของพวกเขาตั้งตัวเป็นศัตรูกับรัฐาธิปัตย์ของประเทศอย่างชัดเจน พวกเขาก็อดจะเอนเอียงไปฝ่ายโน้นไม่ได้ ในเวลาอย่างนี้คนในบ้านเมริสมาที่พวกเขาสนิทใจจะเข้าหาก็มีแต่อาร์เซน อย่างน้อยพวกเขาก็รู้จักเด็กชายมาแต่อ้อนแต่ออก หากเลือกได้พวกเขาก็คงไม่อยากรบกวนเพราะตอนนี้เด็กชายก็อยู่ในฐานะคนรับใช้ไม่ใช้จ้าวบ้าน แต่จะมีทางใดอีกที่จะได้ข่าวสารภายในโดยตรง

ตอนที่ใกล้ถึงบ้านนั้นเองที่พวกเขาเดินเลียบออกจากทางและใช้เส้นทางลัดเลาะตามพุ่มไม้เพื่อไปที่หลังบ้านเมริสมาเพื่อหลบทหารม้า บนเส้นทางที่มืดสลัวนั้นเด็กชายกระซิบถามว่า “ ได้ข่าวอะไรเรื่องม้าจากราชสำนักเร็วบ้างมั้ยครับ ”

ชายคนนั้นตอบว่า ” ยังไม่มีใครพบตัวเขาเลย ครั้งที่สุดท้ายทีชาวบ้านเห็นเขาคือก่อนเขาจะเข้าเส้นทางภูเขาที่เป็นทางลัดไปบ้านเมริสมา ” นั่นหมายความว่าชายคนนั้นหายตัวไปบนภูเขาไม่ก็หลงทาง แต่ไม่มีหมู่บ้านเลยในแถบนั้นที่ได้เจอทั้งคนทั้งม้า ซึ่งน่าแปลกเพราะว่าเหยี่ยวป่าไม่ได้อยู่บนเขาลูกนั้นอีกแล้ว

หรือว่า….

“ มีใครอยู่บนเขาลูกนั้นหรือเปล่าครับ ” เด็กชายถาม

“ ข้าได้ยินมาว่าเหมือนจะมีเหยี่ยวอยู่ในป่าแถบนั้น ” ชายคนนั้นตอบ

ความเชื่อว่ายังมีเหยี่ยวป่าบางคนอยู่ในเมริสมานั้นช่วยเรื่องขวัญกำลังใจของชาวบ้านได้มากจนอาร์เซนต้องหุบปากไม่พูดอะไรทั้งที่เขาข้องใจในคำกล่าวอ้างนั้นอย่างที่สุด พี่ชายของเขาไม่ได้บอกเลยซักคำว่ายังมีเหยี่ยวป่าอยู่ที่นี่ หรือถ้าเป็นเหยี่ยวป่าทำไมพวกเขาจึงโจมตีผู้ส่งสาสน์ที่โดยปกติจะปล่อยให้ผ่านมาและผ่านไป ยิ่งคิดเขายิ่งไม่สบายใจ“ ข้าว่าเราจับตาดูเขาลูกนั้นไว้ก็ดีนะครับ ” เขาบอก

“ คุณหนูคิดว่าอาจเป็นอย่างอื่นหรือครับ ”

“ตอนนี้ถ้าไม่แน่ใจเราก็ระวังไว้ก่อนจะดีกว่าครับ ตอบยากจริงๆว่าใครมิตรใครศัตรู ”

ชายหนุ่มยักหน้าอย่างเข้าใจก่อนจะบอกว่า ” ข้าจะเตือนคนอื่นๆให้ ”

พวกเขาเดินกันไปในความเงียบไปตลอดทางที่เหลือจนพวกเขาไปถึงชายป่าที่อยู่ใกล้ตัวบ้านและเล็ดรอดตามเงาของโรงนาจนถึงประตูครัวโดยไม่มีใครสังเกต กุญแจของเด็กชายเปิดประตูนั้นออกอย่างง่ายดายขณะที่เขาหันไปกล่าวขอบคุณและขอให้ชายคนนั้นเดินทางกลับอย่างปลอดภัย ส่วนตัวเด็กชายเองเมื่อเข้าไปในบ้านได้เขาก็รีบลงกลอน จุดเทียนไขแล้วตรงขึ้นไปยังห้องหนังสือชั้นสองในเรือนใหญ่ที่คุณผู้หญิงเก็บแผนที่ไว้ ใช่ว่ฟรานเชสก้าจะใช้มันเสียทุกบ่อย แต่ถ้าหากวันหนึ่งคุณผู้หญิงถามหาแผนที่แล้วมันไม่อยู่ที่นั่นก็มีแต่จะนำเรื่องเดือดร้อนมาเท่านั้น

ในเวลาอย่างนี้ทั้งบ้านนั้นเงียบสนิท ทั้งคุณผู้หญิง คุณหนู และเหล่าคนรับใช้ต่างเข้าห้องเพื่อพักผ่อนหลับนอนกันจนหมดแล้ว เขาจึงแทบไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครเห็นเขาเขาไปในห้องหนังสือ เก็บแผนที่เข้าที่แล้วกลับออกมา แต่ในคืนนี้เขายังเดินไม่ทันถึงบันไดดีตอนที่ได้ยินเสียงประตูจากฝั่งที่เป็นห้องนอนของคุณผู้หญิงฟรานเชสก้า เด็กชายรีบวิ่งไปยังห้องนอนหนึ่งในทางเดินนั้นโดยเร็ว

แม้พื้นนั้นจะมีพรมปูช่วยกันหนาวแต่เสียงฝีเท้านั้นก็ยังชัดเจนพอที่จะทำให้คุณผู้หญิงฟรานเชสก้าต้องมุ่นคิ้ว ปกติแล้วนางไม่มีเหตุอะไรให้ออกมาจากห้องนอนในยามวิกาลหากไม่เพราะคืนนี้นางนอนไม่หลับ ขณะที่พยายามข่มตาอยู่นั้นนางมั่นใจว่าได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวในบ้านจึงออกและเสียงฝีเท้านั่นก็ทำเอานางตื่นเต็มตาเสียแล้ว นางรีบสาวเท้าไปตามทิศของฝีเท้า เทียนไขในมือยกสูงเพื่อส่องให้ได้ไกลที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เผื่อว่าจะมีร่องรอยใดที่นางพอจะเห็นได้บ้าง เสียงฝีเท้านั้นหายไปตรงห้องนอนของบุตรทั้งสองของนาง นั่นบอกนางคนๆนั้นเข้าไปในห้องใดห้องหนึ่ง นางตรงไปยังห้องของแมกซิมิเลียนแล้วเปิดประตูนั้นออกทันที

นางคาดว่าจะพบห้องที่มืดมิด แต่ที่นั่นกลับสว่างด้วยแสงสลัวของเทียนไขเล็กๆเล่มหนึ่ง ในแสงเทียนนั้นคืออาร์เซนที่นั่งอยู่ข้างสตีวี่ที่หลับไหล เขาดูแปลกใจที่เห็นนางอยู่ที่นั่น “ เจ้ามาทำอะไรที่นี่” นางถามขณะที่กระชับเสื้อคลุมเข้ากันอากาศหนาว

” ข้ามาดูสตีวี่น่ะครับ ปกติเขาไม่นอนคนเดียว ข้าเลยเป็นห่วง ”

คุณผู้หญิงได้ยินเช่นนั้นก็ยักหน้าช้าๆ ดวงตาของนางยังคงจ้องนิ่งอยู่ที่เด็กชายขณะที่นางบอกว่า ” งั้นถ้าเขาหลับดีแล้วก็กลับไปได้แล้วล่ะ ”

เด็กชายรับคำก่อนจะค้อมตัวแล้วถือเทียนไขเดินออกจากห้องนั้นไปเงียบๆคุณผู้หญิงฟรานเชสก้าเองก็ตามออกมาและปิดประตูห้องขณะที่เด็กชายเดินหายลับจากชั้นสองไปในไม่ช้า ฟรานเชสก้าอาจเชื่อทุกอย่างที่เขาพูดหากไม่เพราะนางเห็นรอยดินใหม่ๆจากรองเท้าของเขาบนทางที่เขาเดินไป

***
TBC in Chapter 11

A Fairytale: จนฟ้ารุ่งราง บทที่ 9

Title: A Fairytale
Book III: จนฟ้ารุ่งราง (Another Dawn)
Author: vekin
Rate: PG-13
Warning: คนเขียนอ่อนคำราชาศัพท์เป็นอย่างยิ่ง ต้องขออภัยในความผิดพลาดมา ณ ที่นี้
***บุคคล เหตุการณ์และสถานที่ในเรื่องล้วนสมมติขึ้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องพาดพิงกับบุคคลและเหตุการณ์จริงแต่อย่างใด***

Chapter 9
####################################################

สงครามเริ่มขึ้นไปแล้ว หากเสียงของมันดังมาไม่ถึงปราสาทแห่งไลน์จนกระทั่งตอนนี้

ทหารม้าหลายร้อยนายถูกส่งตัวไปยังตะวันตกผู้คนถูกกะเกณฑเข้ากองทัพ ผู้คนที่หล่อนรู้จักเริ่มค่อยๆหายหน้าไป หญิงสาวร่ำลาสามีของหล่อนขณะที่เฝ้าคิดถึงหนทางที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป ช่างตีเหล็ก ช่างไม้และวิศวกรต่างถูกเรียกตัวโดยกองทัพเพื่อสร้างและบำรุงยุทโธปกรณ์ เสียงกันหนักหน่วงของทั่งและค้อนนั้นไม่ต่างจากเสียงฝีเท้าของกองทหารที่เดินแถวสูงสนามรบ แม้แต่เหล่าขุนนางที่มักอยู่แต่ที่ที่ดินของตัวก็เริ่มทะยอยกันปรากฏตัวในเมืองหลวง

เวลานี้คือเวลาสำคัญสำหรับเจ้าชาย หล่อนบอกได้แม้เมื่อไม่อาจมองเห็นพระองค์โดยชัดเจน พระทัยของพระองค์ไม่ได้อยู่ที่นี่อีกแล้วเมื่อสถานการณ์คับขันขึ้นทุกขณะ แม้ยามที่พระองค์อยู่บ้านเพื่อช่วยดูแลหล่อนก็ยังมีคนไปมาหาสู่นำข่าวคราวมาแลกเปลี่ยน ข่าวซึ่งทำให้พระองค์ทรงเงียบลงทุกที หล่อนทำได้เพียงจินตนาการถึงภาระอันหนักหนาของการเป็นเจ้าชาย ของการที่ตนเองจะอ่อนแอให้ผู้ใดเห็นไม่ได้ หล่อนถามพระองค์บ่อยครั้งว่ามีสิ่งใดที่หล่อนอาจช่วยได้บ้างหรือไม่แต่พระองค์ก็ทรงส่ายพระพักตร์แล้วเพียงบอกให้หล่อนไม่ต้องกังวลใจไป

แต่ไหนเลยหล่อนจะไม่รู้ว่าพระองค์กำลังรวบรวมไพร่พลแฝงตัวอยู่ในเมืองหลวงนี้เพื่อเตรียมบุกปราสาทไลน์ ไหนเลยหล่อนจะไม่รู้ว่าพระองค์ต้องซื้อใจพ่อค้าใหญ่เพื่อให้พวกเขาดูแลการเคลื่อนไหวของสินค้าและวัตถุดิบ ซื้อใจผู้คนเพื่อหนทางที่ปลอดภัยในเมืองหลวง และเหนืออื่นใดพระองค์ต้องโน้มน้าวเหล่าขุนนาง ไม่ว่าพระองค์จะตรัสว่าอำนาจเป็นเพียงภาพลวงอย่างไรในตอนนี้พระองค์ก็ต้องการให้อำนาจนั้นอยู่ข้างพระองค์เพื่อไม่ให้ไลน์ต้องแตกออกเป็นเสี่ยงเช่นเวสต์เวลล์

แม้พระองค์ไม่เคยตรัสสิ่งใดกับหล่อน แต่หล่อนรู้สึกได้ว่าถึงเวลาที่พระองค์ต้องยืนอยู่ต่อหน้าเหล่าขุนนางในฐานะว่าที่ประมุขแห่งไลน์ เมื่อบ้านแวร์จิลที่เงียบอยู่เนิ่นนานเปิดประตูรับแขกอันได้แก่ขุนนางในตระกูลสำคัญๆทั้งหลาย ไม่มีโอกาสไหนจะดีไปกว่านี้หากพระองค์ต้องการกำลังของคนเหล่านี้ แต่ยิ่งมีผู้คนรวมกันมากเท่าไหร่ ผลที่ออกมายิ่งทำนายได้ยากเท่านั้น เดิมพันนี้ใหญ่นักทั้งได้ทั้งเสีย

หล่อนรู้ว่าในตอนนี้พระองค์ต้องการเวลาเพื่อทบทวนเรื่องต่างๆ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นเวลาที่พระองค์ต้องการพระสหายมากกว่าตอนไหนๆ

” ท่านอาวดริค ” หล่อนทำให้พระองค์ทรงสะดุ้ง หล่อนรู้จากเงาเลือนลางที่หล่อนมองเห็นว่าพระองค์ทรงผินพระพักตร์มาและมองหล่อน ” ถึงเวลาแล้วนะคะ ”

เวลาที่จะตัดสินความเป็นไปทั้งมวล

เมื่อได้ยินเช่นนั้นพระองค์ก็ทรงยืนขึ้น สายพระเนตรยังคงมองมาที่หล่อนแต่ไม่ได้ตรัสสิ่งใด ราวไม่รู้ว่าพระองค์ควรตรัสสิ่งใด หล่อนรู้ว่าตัวหล่อนคือเครื่องย้ำเตือนถึงเดิมพันที่พระองค์ต้องเสียหากพระองค์พลาดไป ” คนเรามีวาระและบทบาทที่ต่างกัน สิ่งที่เราเลือกได้คือจะลงมือหรือไม่เท่านั้น ” หล่อนกราบทูลก่อนจะค้อมตัวลง ” วาระของหม่อมฉันจบลงไปนานแล้ว คราวนี้คือวาระของพระองค์ โปรดใช้มันให้เต็มที่เพคะ ”

ถ้าไม่อยากสูญเสียทุกอย่างไป….

เจ้าชายทรงสดับเช่นนั้นก็ยักหน้ารับ ที่หล่อนจะเสียใจเป็นที่สุดก็ตรงที่หล่อนไม่อาจรู้ได้ว่าพระองค์ทรงมีสีพระพักตร์ขณะที่พระหัตถ์คว้าเสื้อคลุมเก่าปอนขึ้นสวม “งั้นข้าไปล่ะ ” หล่อนไม่ได้เงยหน้าขึ้นจนเมื่อพระองค์เสด็จออกไป ความห่วงกังวลใดๆที่มีหล่อนจำต้องเก็บไว้ เพราะพระองค์จะหันหลังกลับไม่ได้อีกแล้ว

***
ทั้งห้องนั้นเงียบกริบทันทีที่สิ้นเสียงของคุณผู้หญิงฟรานเชสก้า เนื้อความในจดหมายที่นางอ่านนั้นเหมือนจะยังสะท้อนก้องอยู่ในโสตของผู้ที่ได้ยินมันและทำให้หัวใจของพวกเขาหนักอึ้งจนไม่อาจเอ่ยตอบสิ่งใด แม้กระทั่งสตีวี่ก็ต้องเงียบเมื่อความกดดันนั้นมากจนเด็กน้อยมองไปรอบๆอย่างแปลกใจ เจสสิก้ายืนนิ่งด้วยริมฝีปากเม้มแน่นขณะที่อาร์เซนซึ่งนั่งอยู่ข้างๆเด็กน้อยทำได้พียงก้มหน้านิ่งกลืนน้ำลายอึกใหญ่ จะมีก็แต่แมกซิมิเลียนที่มองตรงไปยังผู้เป็นมารดาก่อนจะวางม้าสลักไม้ในมือลงบนกระดาน

” ขอบคุณครับท่านแม่ ” เด็กหนุ่มกล่าวพลางลุกขึ้นยืน มือของเขาคว้าไม้ค้ำมาข้างตัวขณะที่เดินไปรับจดหมายจากมือมารดา

” แต่….แต่คุณชายน้อยยังไม่หายดีเลยนะคะ ” เป็นสาวใช้ที่ประท้วงขึ้น ” ขาแบบนี้จะให้ไปรบได้ยังไง คุณผู้หญิงเขียนจดหมายชี้แจงไปไม่ได้หรือคะ ”

” ไม่มีประโยชน์หรอกเจส ขุนนางบางตระกูลทำแบบนั้นเพื่อปกป้องตัวเอง ในเวลาอย่างนี้ราชสำนักจะไม่ยกเว้นใครทั้งนั้น ” เด็กหนุ่มกล่าวก่อนจะเก็บจดหมายใส่กระเป๋าเสื้อแล้วหันไปทางผู้เป็นแม่ ” งั้นข้าขอตัวไปเก็บของก่อนนะครับ ”

คุณผู้หญิงก็เพียงยักหน้าโดยไม่กล่าวสิ่งใดขณะที่บุตรชายเดินผ่านนางไปโดยไม่หันกลับมา เสียงเคาะของไม้ค้ำนั้นบอกหล่อนอยู่ชัดเจนว่าไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่อาจรบที่แนวหน้าได้ แต่ไม่นานหรอก เมื่อขาของเขาหายดี เมื่อเขาสามารถจับดาบเข้าต่อสู้ได้อีกครั้ง เขาจะยืนอยู่ที่ชายแดนตะวันตกประจันหน้ากับทหารเวสต์เวลล์เช่นที่พ่อของเขาเคยทำกับกองทัพสีดำของกาลัทเทียร์

และครั้งนี้นางก็ทำเหมือนเมื่อตอนที่สามีของนางได้รับจดหมายนั้น คือปล่อยเขาเดินผ่านนางไป

เป็นเจสสิก้าที่ไม่อาจห้ามตัวเองได้ “ แต่ว่า…คุณชายน้อย “ แล้วหล่อนก็หันมา “ คุณผู้หญิงจะไม่ทำอะไรเลยเหรอคะ “

นางตอบไปว่า ” ในเวลาอย่างนี้เป็นธรรมดาที่ราชสำนักจะต้องเกณฑ์ไพร่พล โดยเฉพาะนักเรียนทหารที่ผ่านการฝึกแล้วยิ่งเป็นกำลังสำคัญ เขาต้องเรียกตัวทุกคนอยู่แล้ว ”

” แต่- ”

คำประท้วงของหล่อนค้างไปเมื่ออาร์เซนจับท่อนแขนของหล่อน หล่อนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขามายืนข้างหล่อนตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ความสงบของเขาเหมือนจะช่วยให้หล่อนได้สติและเลิกต่อปากต่อคำไป หล่อนเป็นใครกันถึงคิดว่าหล่อนสามารถเปลี่ยนอะไรได้ สงครามเกิดขึ้นแล้วและไม่มีใครหยุดยั้งมันได้ ไม่กระทั่งราชสำนักแห่งไลน์ นั่นทำให้หล่อนแน่นในอกขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ หล่อนอาจจำไม่ได้มากนักว่าสงครามเมื่อสิบเจ็ดปีก่อนนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าหล่อนไม่เข้าใจสิ่งที่มันนำมา น้ำตาของหล่อนร่วงลงมาอย่างช่วยไม่ได้

อาร์เซนลูบแขนของหล่อนเบาๆทีหนึ่งก่อนจะผละมาทางคุณผู้หญิงฟรานเชสก้า “ ข้าขอตัวไปช่วยคุณชายน้อยนะครับ ” นางก็เพียงแค่ยักหน้ารับรู้แล้วปล่อยให้เขาไป

คุณชายน้อยดูแปลกใจเมื่อเด็กชายเข้ามาในห้องของเขาพร้อมหีบใบใหญ่ที่เช็ดถูแล้วเป็นอย่างดีซึ่งเขาลากถูลู่ถูกังมาตรงหน้าเด็กหนุ่ม ของใช้ประจำวัน เสื้อผ้าและรองเท้าถูกดึงออกมากองตามที่ต่างๆ อาร์เซนแค่ต้องเอาของพวกนั้นมาจัดลงในหีบขณะที่เด็กหนุ่มเก็บเสื้ออยู่ที่เตียงอย่างเงียบๆ ไม่มีใครพูดอะไรตลอดเวลานั้น จนของใช้ที่อยู่บนพื้นหมดไปเด็กชายจึงลุกขึ้นมาที่เตียงเพื่อรับกองเสื้อไป นั่นอาจเป็นครั้งแรกตั้งแต่ที่พวกเขาอยู่ในห้องนั้นที่พวกเขาได้สบสายตากัน และนั่นคือครั้งแรกที่เด็กชายเอ่ยปากถามขึ้นว่า ” ตอนนี้เป็นยังไงบ้างครับ คุณรอเวลาที่จะเป็นอิสระจากคุณแม่ของคุณมาตลอด ตอนนี้ถึงเวลานั้นแล้ว คุณมีความสุขหรือเปล่า ”

ไหล่ของแมกซิมเลียนพลันดูห่อลู่ลงทันตา เขาหลบสายตาราวต้องการครุ่นคิดบางสิ่งเพียงลำพังก่อนจะตอบว่า “ ข้าไม่ได้คิดเรื่องนั้นเลย “ แล้วเขาว่าพลางวางเสื้อที่ถืออยู่ลง “ ข้าคิดว่าข้าจะดีใจที่ไม่ต้องอยู่ที่นี่อีก แต่… ”

“ แต่? “

“ ข้าอยากอยู่ที่นี่ “

เด็กชายเม้มปากแน่น เขาไม่รู้จะพูดอะไร ไม่รู้ว่าควรทำอะไร เขาไม่กล้าจะสบสายตาที่มองตอบมาเพราะรู้ว่าเขาจะเห็นใครนั่งอยู่ตรงนั้น แต่แมกซิมิเลียนไม่ใช่ซาร์ค เขาไม่มีอะไรเหมือนกับซาร์ค แต่ในตอนที่เขาเอ่ยคำนั้น ตอนที่บอกว่าเขาไม่อยากไป เขารู้สึกราวกับได้ยินเสียงพี่ชายบอกเขาว่าเขาต้องไป ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด พวกเขาล้วนต้องไป

เขาไม่รู้เลยว่ามือของตัวเองกำแน่นอยู่จนกระทั่งปลายนิ้วของแมกซิมแทรกเข้ามาระหว่างปลายนิ้วและฝ่ามือที่ถูกจิกจนเขาเองไม่รู้สึกเจ็บอีกต่อไป เขาไม่ได้เจ็บ เขาบอกตัวเองไม่ให้รู้สึกเพราะการรู้สึกไม่ช่วยอะไร แต่ห้วงอารมณ์ทั้งหมดนั้นกลับปรากฏที่แมกซิมิเลียนเมื่อเขาดึงเด็กชายเข้ามาใกล้ก่อนจะซบใบหน้ากับตัวของเขา ลมหายใจระอุนั้นรดบนผิวผ่านเสื้อของเขาขณะที่เด็กหนุ่มสูดหายใจแรงราวต้องการสูดเอากลิ่นกายของเขาไป แขนอีกข้างโอบเข้าที่รอบเอวของเขาดึงเขาให้ยืนใกล้จนเหมือนพวกเขาจะกลืนหายไปในกันและกัน

“ ข้าไม่อยากไปไหนอีกแล้ว ” คุณชายน้อยกระซิบบอกเมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยอารมณ์จนแม้แต่เด็กชายก็ไม่เคยเห็น เขาอาจได้เห็นคุณชายน้อยโมโห หรือหัวเราะ หรือกระทั่งตอนที่เขาเกือบร้องไห้ แต่เขาไม่เคยเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่มั่นใจ ความอาลัย และหลายสิ่งที่เขาเองก็ไม่รู้จะเรียกว่า ดวงตาคู่นั้นเหมือนจะดูดกลืนเขาเข้าไป คอยมองและจดจำทุกสิ่งราวกับว่านี่คือภาพสุดท้าย “ ข้าอยากปกป้องทุกคนที่นี่ ข้าไม่อยากให้ใครต้องเป็นอะไร ข้าจะรีบกลับมา- ”

” ไม่ต้องหรอกครับ ” เด็กชายกระซิบตอบขณะที่เขาค่อยๆสางเส้นผมของเด็กหนุ่มเบาๆ เขาอยากลบความกลัวไปจากดวงตาคู่นั้นเพราะเขาไม่คุ้นเคยที่จะเห็นมันอยู่ที่นั่น แต่เขาเองก็กลัว แม้ไม่มีกระจกอยู่ใกล้ๆเขาก็รู้ว่าตัวเองกำลังมีสีหน้าเช่นไร เพราะใบหน้าของแมกซิมิเลียนคือภาพสะท้อนนั้น ไม่ว่าเขาพยายามจะซ่อนมันอย่างไรเขาก็รู้ว่าไม่อาจซ่อนมันได้ แม้แต่เสียงของเขาก็สั่นพร่าขณะที่บอกว่า ” ขอแค่คุณปลอดภัยกลับมา ทุกคนก็ดีใจมากแล้วล่ะครับ ”

นางไม่รู้ว่าจะตัวเองควรรู้สึกอย่างไรกับภาพที่เห็น ชิงชังหรือ ไม่หรอก นางรู้จักความชิงชังและมันไม่ใช่ความรู้สึกนี้ มันซับซ้อนกว่านั้นและแผ่ดเผาตัวนางยิ่งกว่านั้น ไม่ใช่เพราะนั่นคือบุตรชายคนเดียวของนาง แต่เพราะความเป็นไปได้ของเรื่องราวทั้งหมดนั้นทำให้นางหายใจไม่ทั่วท้อง

” ข้าเองก็ไม่อยากเชื่อหรอกคะว่าคนหัวแข็งอย่างแมกซิมจะโดนเด็กนั่นจูงจมูกเอา ” เป็นเสียงของบุตรสาวของนางกระซิบอยู่ใกล้ๆขณะที่พวกเขารีบเดินจากไปก่อนที่ใครจะทันสังเกต สีหน้าท่าทางของบุตรสาวนั้นแสดงความกังวลอย่างชัดแจ้ง ” ข้าเองก็ไม่รู้จะยกเรื่องนี้ขึ้นมาบอกท่านแม่ยังไง แต่ถ้าปล่อยไว้อย่างนี้จะเป็นอันตรายต่อบ้านเรานะคะ ”

ความรักและภักดีที่เด็กคนนั้นมีต่อพี่ชายนั้นมากมายขนาดไหนใครๆก็รู้ และถ้าแมกซิมเป็นอย่างนี้ ไม่แน่ว่าบุตรชายของนางก็อาจจะ…

” ท่านแม่คะ เราจะจัดการสองคนนี้ยังไงดีคะ ” อนาสตาเซียรบเร้าถาม

” ขอข้าคิดก่อน ” นางตอบ

มือของอนาสตาเซียคว้าแขนนางทันที ” แต่ท่านแม่คะ ถ้าพระราชินีรู้เข้าว่าสองคนนั้นเป็นพวกกบฏละก็ พวกเรามีหวัง- ”

” เพราะอย่างนั้นเจ้าต้องเหยียบเรื่องนี้ไว้ก่อนยังไงล่ะ ” เสียงกระซิบของนางฟังดูกระโชกขึ้นมาในทันทีเมื่อนางหันกลับไปทางบุตรสาว ” จะต้องไม่มีใครรู้ว่าเมริสมามีหนอนบ่อนไส้ ไม่ใช่ตอนนี้ ข้าไม่ยอมให้เรื่องนี้มาทำลายบ้านของข้าเป็นอันขาด เข้าใจมั้ย ”

ความโกรธเกรี้ยวในสายตาของมารดาทำให้อนาสตาเซียลืมกระทั่งการหายใจ หล่อนจำต้องปล่อยแขนของแม่ขณะที่กลืนน้ำลายอึกใหญ่แล้วตอบว่า ” เข้าใจคะ ” ด้วยเสียงที่แผ่วเบาจนนางแทบไม่ได้ยิน

ความหวาดกลัวในดวงตาของบุตรสาวทำให้ฟรานเชสก้าอ่อนใจ ” งั้นเจ้าก็กลับไปที่ห้องได้แล้ว แล้วไม่ต้องห่วง แม่จะจัดการพวกมันเอง ” ว่าพลางสายตาของนางก็ตวัดมองไปที่ทางเดินนั้นเป็นครั้งสุดท้าย หากทำได้นางอยากเดินเข้าไปในห้องนั้นแล้วกระชากเอาตัวอาร์เซนและแมกซิมิเลียนออกมาเค้นความให้รู้เรื่อง แต่นางทำแบบนั้นไม่ได้ ไม่ใช่เมื่อนางไม่มีสิ่งใดที่จับต้องได้ว่าพวกเขามีส่วนในการกบฏ

แต่เมื่อถึงเวลานั้น ไม่ว่ามันเป็นใคร นางก็จะไม่ไว้เหมือนกัน

***
เมื่อปราศจากแขกเหรื่อมากมายที่มาเยี่ยมเยือน บ้านแวร์จิลก็พลันเงียบไปทันตาจนแม้แต่แม่บ้านก็อดรู้สึกหดหู่ขึ้นมาไม่ได้ นานแล้วที่นางไม่ได้เห็นคุณท่านของนางกระชุ่มกระชวยเท่านี้ มิตรสหายแม้จะรุ่นราวคราวบุตรหลานก็ทำให้ตาเฒ่าผู้เก็บตนดูสดชื่นขึ้นทันตา หัวข้อสนทนานั้นล้วนเป็นเรื่องหนักหนาแต่นางกลับไม่เคยเห็นคุณท่านดูฉับไวเท่านั้น ไม่ว่าอายุจะมากเพียงใดเมื่อกลับสู่บรรยากาศที่คุ้นเคยคุณท่านของนางก็เหมือนกลายเป็นหนุ่มอีกครั้ง น่าเสียดายที่ไม่มีงานเลี้ยงใดไม่มีวันเลิกรา แม้เมื่องานเลี้ยงนั้นเป็นสังเวียนทดสอบเจ้าชายก็ตาม

จนตอนนี้นางก็ยังตกใจไม่หายเมื่อคิดว่าชายหนุ่มท่าทางธรรมดาคนนั้นเป็นรัชทายาทแห่งไลน์ จะมีก็แต่ในงานเลี้ยงนั้นเมื่อเจ้าชายอยู่ท่ามกลางวงล้อมของขุนนางถกเถียงทั้งข้อดีเสียของการก่อกบฎและสถานการณ์บ้านเมืองที่ตึงเครียดที่นางรู้สึกว่าคนๆนั้นคือเจ้าชายแห่งไลน์ นางเองไม่เข้าใจมากนักว่าเกิดสิ่งใดขึ้นในห้องนั้นไม่ว่าจะมีเสียงหัวเราะหรือเสียงทะเลาะก็ตามที แต่คุณท่านของนางดูพึงพอใจเป็นอย่างยิ่งในวันนั้น มีแต่เมื่อเห็นตาเฒ่าผู้คร่ำหวอดยิ้มให้เท่านั้นที่เจ้าชายจะดูโล่งพระทัยขึ้นบ้าง

หลายวันแล้วที่พระองค์ไม่ได้มาที่นี่และนางก็อดไม่ได้ที่จะร้อนใจ ถ้าไม่ใช่เพื่อตัวเองก็เพื่อคุณท่านของนางที่นับวันจะยิ่งเงียบลงทุกที

ตอนนั้นเองที่เสียงกระดิ่งหน้าบ้านดังขึ้น นางก็ออกไปรับของตามปกติ เพียงแต่วันนั้นคนที่มาส่งเป็นคนที่นางคุ้นเคยแม้จะอยู่ในชุดคลุมซอมซ่อ สวมหมวกเก่าโทรมและมีรอยยิ้มคลุกฝุ่นก็ตามที

นางเปิดประตูให้เขาเข็นรถเข็นเข้ามา จนเมื่อประตูปิดสนิทแล้วเท่านั้นที่นางจะเอ่ยกับเขาว่า ” ถวายบังคมเพคะ ”

แต่เขาจะดึงมือของนางไว้ไม่ยินยอมให้นางถอนสายบัวให้เลยซักครั้ง ” ข้าเป็นคนส่งของเท่านั้น ภาษายากๆแบบนั้นข้าไม่เข้าใจหรอก ” ว่าพลางเขาก็หยุดรถที่ประตูครัวด้านหลังเช่นทุกวัน แต่เมื่อเปิดผ้าคลุมขึ้น นางก็ต้องอุทานด้วยความตกใจเพราะในรถเข็นนั้นมีเด็กหนุ่มนั่งคุดคู้อยู่กลางรถท่ามกลางข้าวของจำนวนมากที่ล้อมรอบและทับบนตัวเขา ใบหน้าแสดงว่าเมื่อยขบซึ่งทำให้เจ้าชายอดอมยิ้มน้อยๆไม่ได้ ” ลงมาได้แล้วซาร์ค ”

” ยกของพวกนี้ออกไปก่อนสิ ” เขาว่าพลางส่งไหน้ำส้มที่อยู่บนตักให้ด้วยสีหน้าไม่สู้สบอารมณ์นัก เขารอจนขวดไวน์และผลไม้ถูกยกเข้าไปแล้วจึงค่อยๆลุกขึ้นและลงจากรถเข็นมาช่วยขนข้าวของที่เหลือเข้าไปในครัวโดยที่นางเองก็ไม่ได้ขอ นางไม่รู้ว่าเขาเป็นใครและทำไมจึงต้องเดินทางมาด้วยวิธีที่พิกลเช่นนี้ แต่นางพอเดาได้ว่าเขาคงมีส่วนสำคัญในความเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นแน่นอน

นางอาจมองเขามากเกินไปก็เป็นได้เมื่อเขาหันมาทางนางหลังจากวางกองผักลงแล้วบอกนางว่า ” ข้าต้องขอโทษด้วยที่ทำให้ตกใจ ”

สีหน้าปั้นยากของเขาทำให้นางยิ้มน้อยๆอย่างเอ็นดู “ไม่เป็นไรหรอกคะ ” แล้วนางก็เก็บผักนั้นลงในบ่อเก็บซึ่งค่อยๆพูนขึ้นจากกองผักผลไม้ พลางว่า ” ข้าไม่รู้หรอกนะคะว่าทำไมถึงต้องทำขนาดนั้น แต่จะทำเรื่องอันตรายก็ระวังๆกันหน่อยนะคะ ”

เด็กหนุ่มฟังเช่นนั้นก็ยักหน้ารับ ” ข้าว่าท่านควรจะบอกเจ้านั่นด้วย ” ว่าพลางเขาก็บุ้ยใบ้ไปทางเจ้าชายที่กำลังเก็บหัวมันเข้าตู้อย่างขมีขมัน

” ท่านหมายถึงเจ้าชาย? ” นางถามด้วยเสียงค่อนข้างดังซึ่งทำให้ซาร์คตัวเกร็งขึ้นมาทันที

” คนนั้นแหละครับ ” เขาตอบโดยไม่หันกลับไปมอง เพราะเขารู้ว่าอาวดริคต้องกำลังมองมาด้วยสายตาฉงนฉงาย แค่การที่แม่บ้านหัวเราะน้อยๆเมื่อหันไปก็ยืนยันกับเขาได้เป็นอย่างดีแล้ว เมื่อเจ้าชายตรัสถามว่ามีอะไรเด็กหนุ่มก็แทบจะแสร้งเป็นเก็บของต่อแทบไม่ทัน

เมื่อแม่บ้านกลับมาอีกครั้ง นางน้ำผ้าชุบน้ำอุ่นๆมาให้ ” เสร็จแล้ว เช็ดหน้าเช็ดตาเสียหน่อยแล้วก็เข้าไปข้างในได้แล้วล่ะคะ เดี๋ยวนายท่านจะหาว่าข้ารับแขกไม่ดี ”

เด็กหนุ่มกล่าวขอบคุณก่อนจะรับผ้านั้นมา นางยิ้มน้อยๆก่อนจะเดินไปทางอาวดริคแล้วยื่นผ้าอีกผืนให้ซึ่งเจ้าชายก็รับมาเช็ดหน้าขมุกขมอมจนเกลี้ยง แต่ก็เปลี่ยนผ้าผืนนั้นไปจนแทบจะกลายเป็นผ้าขี้ริ้ว อาวดริคเห็นอย่างนั้นก็หัวเราะก่อนจะหันไปขอโทษที่ทำให้ผ้าโสโครกถึงเพียงนี้ นางก็เพียงแค่ยิ้มแล้วรับผ้านั้นมาก่อนจะนำทางพวกเขาเข้าไปในตัวบ้าน

อดีตเคานท์แวร์จิลรอพวกเขาอยู่ที่ห้องรับแขกซึ่งบัดนี้สะอาดเอี่ยม ถ้าไม่ใช่เพราะแม่บ้านก็เพราะฝีมือของเจ้าชายเอง ชายชราไม่มีท่าทีว่าจะลุกขึ้นถวายการต้อนรับเช่นที่ขุนนางทั้งหลายจะทำต่อหน้าพระพักตร์แต่เพียงแค่ยิ้มน้อยๆแล้วทักว่า ” พระองค์มาสายนะพะยะคะ เป็นเพราะสัมภาระที่กระหม่อมสั่งไปหรือพะยะคะ ”

ชายหนุ่มปรายยิ้มก่อนจะเข้าไปนั่งลงตรงข้ามผู้เป็นอาจารย์ มือของเขาดึงเด็กหนุ่มที่ยืนเก้ๆกังๆให้นั่งตามพลางตอบว่า ” เป็นเพราะสัมภาระนี้ต้องขนส่งอย่างระวัง ข้าไม่อาจรีบร้อนมาพบท่านได้ ” แล้วเขาก็หันไปทางเด็กหนุ่ม ” นี่คือซาร์ค เซเนดัล เมริสมา บุตรชายของท่านเคานท์โจนาธาน เมริสมาผู้ล่วงลับ ซาร์ค นี่อดีตเคานท์ เจอราร์ด แวร์จิล อาจารย์สมัยเด็กของข้า ”

เมื่อจบการแนะนำตัวนั้นหัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่าก็ค้อมตัวให้ผู้เฒ่าตามมารยาทอันดี แต่เขาก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าสายตาของชายชรากำลังหรี่มองเขาอย่างข้องใจ ” เจ้าชายรับสั่งถึงท่านอยู่หลายครั้ง รวมทั้งที่ว่าท่านเป็นโจรปล้นคนรวยช่วยคนจน ข้าไม่นึกว่าท่านจะอายุน้อยขนาดนี้ ท่านอายุเท่าไหร่แล้ว ท่านเคานท์ ”

” ปีนี้ก็สิบเจ็ดปี แล้วข้าก็ไม่ได้เป็นเคานท์เมริสมา ข้าไม่ได้รับตำแหน่งสืบทอดจากพ่อ ”

” แม่เลี้ยงของท่านจึงเป็นเคานเตสเมริสมาจนบัดนี้สินะ ” ชายชรากล่าวพลางเพ่งมองอย่างครุ่นคิด ” ท่านบอกว่าสิบเจ็ดปีอย่างนั้นหรือ ”

แม้นั่นจะเป็นสายตาของชายชราแต่ความเฉียบคมนั้นก็ทำให้เด็กหนุ่มเสียวสันหลังขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ” ใช่ ” เขาตอบโดยพยายามไม่กลืนน้ำลาย ไม่แสดงท่าทีว่าเขาเกรงกลัวชายผู้นี้ แต่ว่าตามตรงว่าขนบนต้นคอของเขาลุกชันด้วยความยำเกรงอย่างบอกไม่ถูก

แต่ไม่ว่าชายชราจะเห็นหรือไม่ เขาก็เพียงยักหน้างึกงักก่อนจะหันไปทางเจ้าชาย ” กระหม่อมไม่รู้จะเรียกว่านี่คือโชคชะตาดลบันดาลดีหรือไม่ แต่ดูเหมือนว่าข่าวลือจะเป็นจริงเสียแล้ว ”

เจ้าชายยิ้มน้อยๆแล้วตอบว่า ” ถ้าท่านหมายถึงข่าวลือเรื่องของเจ้าชายแห่งเวสต์เวลล์ล่ะก็ เรื่องนั้นเป็นความจริงอยู่แล้วแต่แรก ”

ดวงตาของชายชราเบิกขึ้นทันที ” หมายความว่าพระองค์ทรงทราบอยู่ก่อนแล้ว ”

” ท่านพ่อส่งจดหมายฉบับหนึ่งมาถึงซาร์ค นั่นคือตอนที่ทั้งข้าทั้งเขารู้เรื่องนี้ แต่ข้าไม่คิดว่าจะมีคนอื่นอีกที่รู้เรื่องเจ้าชายแห่งเวสต์เวลล์ในไลน์ ”

” พระองค์ต้องถามว่ามีใครอีกบ้างที่รู้แล้วยังมีชีวิตอยู่จนบัดนี้ ” ผู้เฒ่ากล่าวก่อนจะถอนใจเฮือก “ สงครามกาลัทเทียร์นั้นเป็นช่วงโกลาหลโดยแท้ แต่ที่แน่นอนอย่างหนึ่งคือเมื่อกาลัทเทียร์ทำลายเวสต์เวลล์ได้พวกนั้นก็ฮึกเหิมเสียจนน่ากลัว สิ่งสุดท้ายที่พระราชาต้องการคือให้พวกนั้นโจมตีไลน์ซึ่งอ่อนแอเพราะต้องการสังหารทายาทองค์สุดท้ายของเวสต์เวลล์ พระองค์จะหาว่าพระบิดาของพระองค์ขี้ขลาดก็ได้ ท่านอาวดริค แต่ถ้าไม่ทำเช่นนั้นไลน์คงได้เป็นฝุ่นตามไปในไม่ช้า เรื่องของเจ้าชายแห่งเวสต์เวลล์จึงถือเป็นเรื่องที่ห้ามแพร่งพราย และในบรรดาพระสหายก็ไม่มีใครที่ฝ่าบาทไว้พระทัยมากเท่าโจนาธาน นอกจากนั้นภรรยาของท่านเคานท์ก็ไม่อาจมีทายาทได้ ทุกอย่างประจวบเหมาะที่จะรับเจ้าชายน้อยไว้โดยไม่มีใครนึกสงสัย ” กล่าวจบเขาก็ถอนใจก่อนจะหันไปค้อมร่างให้เด็กหนุ่ม ” การที่เจ้าชายแห่งเวสต์เวลล์ทรงช่วยเจ้าชายแห่งไลน์ไว้นั้นเหมือนกับเป็นโชคชะตา ข้าไม่อาจขอประทานอภัยจากพระองค์เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับเวสต์เวลล์นั้นเกินกว่าจะให้อภัยได้- ”

” ข้าไม่ติดใจเรื่องนั้นหรอก ” ซาร์ครีบขวางขึ้น ” ที่สำคัญข้าโตมาในฐานะคนของเมริสมา เรื่องของเวสต์เวลล์นั้นข้าไม่ได้รับรู้ใดๆด้วย ข้าไม่บังอาจยกตัวเองเป็นเจ้าชายแห่งเวสต์เวลล์ ”

สีหน้าของชายชราบอกชัดว่าคำพูดนั้นทำให้แปลกใจไม่น้อย แต่ก็เพียงชั่วครู่เท่านั้นก่อนที่เขาจะหัวเราะเบาๆ ” เพราะอย่างนี้สินะ ท่านอาวดริคถึงชื่นชมท่านนัก ”

ซาร์คถึงกับตวัดหางตามองอาวดริคในทันที แต่ราวกับเจ้าชายจะรู้ทันเพราะเขาเบนสายตาหลบไปได้เส้นยาแดงผ่าแปด เด็กหนุ่มจึงได้แต่กัดฟันเงียบๆก่อนจะหันกลับมาทางชายชราแล้วถามว่า ” ข้าได้ยินมาว่าท่านเลือกวันโจมตีแล้ว ”

เฒ่าแวร์จิลยักหน้าก่อนจะตอบว่า ” ทหารม้าจำนวนมากถูกเรียกตัวไปตะวันตกจนตอนนี้เกือบไม่เหลือพวกมันในเมืองหลวง ขุนนางทั้งหลายก็ได้รับคำสั่งเกณฑ์พลสำหรับภาวะสงคราม วันเวลาที่พระราชินีจะเสด็จไปยังโดบรัมก็ถูกกำหนดแล้ว หากเราจะโจมตีต้องก่อนที่ขบวนเสด็จจะเคลื่อน ” ผู้เฒ่ากล่าวก่อนจะหยิบกระดาษใบหนึ่งออกจากกองที่ตั้งไว้บนโต๊ะไม่ห่างออกไปแล้วยื่นให้ ” ในอีกเจ็ดวันข้างหน้าจะเป็นการประชุมใหญ่ก่อนเคลื่อนพล ความเห็นของข้าคือคืนวันที่สี่เป็นจังหวะดีที่สุดสำหรับการโจมตี ”

เจ้าชายอาวดริครับกระดาษนั้นมาแล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นรายละเอียดของการเตรียมการทั้งหมด รวมถึงการขนย้ายยุทโธปกรณ์ ” ท่านไปได้ข้อมูลนี่มาจากไหน ” คือคำถามเดียวที่อาวดริคจะถามได้ในเวลานั้น ” ไม่ใช่ว่านี่ควรอยู่กับอาลักษณ์หลวงหรอกหรือ ”

” อา ดูเหมือนว่าท่านหัวหน้าอาลักษณ์จะสับสนเล็กน้อยและแผนการณ์เคลื่อนย้ายทั้งหมดถูกส่งมาที่บ้านข้าพร้อมกับจดหมายรวมพล ” เคานท์แวร์จิลว่าพลางปรายยิ้มเจ้าเล่ห์ ” คนแก่ก็อย่างนี้แหละ ” เจ้าชายได้แต่ยิ้มน้อยๆ ดูเหมือนว่าพวกเขาจะยังเข้าขากันได้ดีอย่างเคยแม้เวลาจะล่วงเลยมานานแล้วก็ตามที

คนที่ขัดขึ้นคือเด็กหนุ่มซึ่งสายตาไม่ได้ละจากหน้ากระดาษตั้งแต่เขารับมันมา ความกังวลของเขานั้นชัดเจน ” ขุนนางจะรวมตัวกันตั้งแต่วันที่สาม อย่างนั้นไม่เท่ากับว่าลงมือยากขึ้นหรอกหรือ ”

เรื่องนั้นไม่ใช่ว่าเฒ่าแวร์จิลเองก็เล็งเห็น ” จริงอยู่ที่การมีคนมากอาจทำให้เคลื่อนไหวได้ยาก แต่ขณะเดียวกันเราก็สามารถอำพรางตัวในหมู่พวกเขาได้ ขุนนางยังไงก็ต้องพาคนของตนเองมาจนไม่ว่ายังไงทหารยามไม่มีทางจำหน้าได้หมด เหยี่ยวป่าที่มีชื่อเสียงเรื่องการอำพรางตัวคงใช้โอกาสแบบนี้เคลื่อนไหวได้ไม่ยาก ” รอยยิ้มของตาเฒ่าทำให้เด็กหนุ่มต้องกลืนน้ำลายอึกใหญ่ก่อนจะยักหน้ารับ ชายชราเองก็เล็งเห็นความตึงเครียดนั้นได้ เขาจึงกล่าวต่อไปว่า “ ที่สำคัญคือขุนนางตระกูลสำคัญๆจะต้องมากันครบ เราสามารถจัดการเห็นชอบการครองราชย์ของท่านอาวดริคได้ทันที ”

” ถ้าอย่างนั้นเมริสมาต้องมาด้วย เคานเตสไม่เห็นชอบแน่ ” เด็กหนุ่มกล่าวขึ้นเรียบๆ ” แล้วยังมีชาล็อตต้าที่ครองโดบรัมเป็นก้างขวางคออีกหนึ่ง ”

” เรื่องของเคานเตส ข้ารบกวนท่านคัสเซียลงมือไปแล้ว นางจะมาไม่ทัน ” ชายชรากล่าวอย่างใจเย็น ” ส่วนคลอเดียส ข้าไม่คิดว่ามีทางอื่นนอกจากกำจัดเขาไปเสียด้วย ”

” ตระกูลอื่นที่เป็นของนางล่ะ ”

” เรื่องนั้นคนอื่นๆจะจัดการเอง นางมีมิตรก็ไม่ได้หมายความว่านางไม่มีศัตรู และมิตรของนางเองก็มีศัตรูของพวกเขา คนทั้งหมดที่ว่านั้นจะอยู่ในปราสาทในคืนนั้น ”

เด็กหนุ่มได้ยินเช่นนั้นเขาก็อดหัวเราะไม่ได้ เพราะการต่อสู้นี้ไม่ว่าจะเริ่มด้วยเหตุผลใดก็ลงเอยด้วยผู้คนที่เข้าร่วมบนผลประโยชน์ส่วนตนทั้งนั้น ” เพราะอย่างนี้แหละนะ ข้าถึงไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับพวกขุนนาง ผลประโยชน์โยงใยพัลวัน ”

ชายชราได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มน้อยๆราวจะตอบรับรอยยิ้มประชดประชันของเด็กหนุ่ม ” น่าเศร้าที่มันคือสิ่งที่ทำให้ทุกอย่างยังดำเนินต่อไป ถ้าไม่มีพวกเขาหนุนการล้มอำนาจครั้งนี้จะเป็นไปไม่ได้เลย ”

และเจ้าชายเองก็รู้ รวมถึงรู้ด้วยว่าหัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่ารู้สึกอย่างไร เป็นไปได้เขาก็ไม่อยากใช้วิธีนี้ ไม่ใช่เพราะเขาชิงชังขุนนางผู้ซึ่งซาร์คมองว่าดำรงชีวิตอยู่บนความละโมภเสียส่วนใหญ่ แต่เพราะว่าคนเหล่านั้นไม่ว่าอย่างไรก็จะไม่หยุดใช้อำนาจของตน อำนาจซึ่งเจ้าชายไม่ปรารถนาจะใช้ ” จบเรื่องวุ่นวายครั้งนี้คงจะต้องสางบัญชีกันครั้งใหญ่ ” เขาเปรยขึ้น

เด็กหนุ่มเยาะเขาขึ้นมาว่า ” ถึงเวลานั้นขอให้ยังคำของตัวเองได้เถอะ ”

ความข้องใจนั้นอาวดริคไม่โต้แย้ง เขาหันไปทางอาจารย์พลางกล่าวว่า ” ถ้าอย่างนั้นเราจะโจมตีในคืนนั้น ”

ชายชราได้ยินเช่นนั้นก็ยักหน้าก่อนจะหันไปทางเด็กหนุ่ม ” กำลังของท่านจะพร้อมมั้ย ท่านซาร์ค ”

” พวกเขาพร้อมนานแล้ว อันที่จริงบางคนอยู่ที่ปราสาทแล้ว ” ความตกใจของชายทั้งสองนั้นทำให้เขาต้องเม้มปากก่อนจะกล่าวว่า ” ขอโทษด้วยที่ไม่ได้บอกก่อนหน้านี้ แต่สงครามทำให้ปราสาทต้องการคน นอกจากนั้นการเข้ามาหางานก็เป็นการอำพรางที่ดี เหยี่ยวป่าบางคนจึงเข้าไปอยู่ที่นั่นเรียบร้อยแล้ว ”

ชายชราได้ฟังเช่นนั้นก็หัวเราะชอบใจ ” อย่างนี้สินะถึงเป็นกองกำลังที่เจ้าชายไว้วางพระราชหฤทัย ” เฒ่าแวร์จิลกล่าวขณะที่หันไปเรียกแม่บ้านให้นำอาหารเที่ยงเข้ามา หากตลอดเวลานั้นอาวดริคมองอยู่แต่ที่ซาร์คราวกับว่าเขาไม่เคยเห็นเด็กหนุ่มมาก่อน

“ มีอะไร ” เด็กหนุ่มกระซิบถาม การถูกจ้องทำให้เขาทำตัวไม่ถูก

เจ้าชายก็ได้แต่ยิ้มก่อนจะกระซิบตอบว่า “ ไม่มีอะไร“ แล้วหันจากไปโดยไม่ให้คำตอบมากกว่านั้น

***
อันที่จริงเขาผ่านการลาจากมานับครั้งไม่ถ้วนตั้งแต่ถูกส่งไปโรงเรียนทหาร ทุกครั้งเขารู้สึกราวกับว่าตัวเองกำลังติดปีกบินขณะที่ลาแม่และพ่อเลี้ยงแล้วหันหลังขึ้นรถม้าไปโดยไม่กระทั่งแลกลับมา จะมีแต่ครั้งนี้ที่ทุกอย่างมันช่างยากเย็นแม้แต่การบอกลาแม่ของเขาผู้ซึ่งยักหน้ารับโดยไม่กล่าวกระไรเช่นทุกครั้ง เขาปะทะสายตากับอนาสตาเซียซึ่งมองดูเขาอย่างสะใจราวกับว่าเขาจะจากไปอย่างผู้แพ้ เจสยังคงบอกลาเขาเงียบๆด้วยความเกรงใจคุณผู้หญิง และอาร์เซนที่เพียงแค่ขอให้เขาโชคดี

ถ้าจะมีอะไรต่างไปจากทุกครั้งก็คงเป็นสตีวี่ เขาลูบหัวเด็กชายสองสามครั้งขณะที่บอกว่าเขาต้องไปก่อน ตลอดเวลานั้นสตีวี่ก็เพียงแค่ยืนนิ่งมองหน้าเขาด้วยสีหน้าที่เขาเองก็ไม่รู้จะอธิบายว่าอย่างไร จนกระทั่งเขาหันเพื่อขึ้นรถม้าเด็กชายวิ่งเข้ามาเกาะขาเขา ในเสี้ยววินาทีสุดท้ายเมื่อเด็กน้อยมั่นใจว่าเขากำลังจะไปนั้นเองที่สตีวี่ตัดสินใจหยุดเขาไว้ เจสต้องเข้ามาดึงเด็กน้อยออกไป แต่มือของเด็กน้อยกลับยึดกับกางเกงสีเข้มนั้นไว้เหนียวแน่น และนั่นเป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่พวกเขาได้ยินสตีวี่ร้องไห้จ้าจนเขากลัวว่าเด็กน้อยจะขาดใจ

เขาไม่รู้ว่าควรหันกลับไปดีหรือไม่ เขาไม่เคยหันกลับไป

” ไปเถอะ แมกซิม ” ผู้เป็นมารดากล่าว ” ขืนเจ้ายืนอยู่ตรงนั้น เด็กคนนั้นได้ร้องไม่หยุดแน่ ”

นั่นสินะ

แต่ก่อนที่เขาจะไป เด็กหนุ่มหันกลับมา เขานั่งยองลงเพื่อมองใบหน้าเปื้อนน้ำตานั้นได้ถนัด และให้เด็กน้อยมองจ้องเข้าไปในตาของเขา ” ตราบเท่าที่บ้านหลังนี้ยังอยู่ข้าจะกลับมา ” เขาบอก ” เจ้าต้องปกป้องที่นี่ไว้ เข้าใจมั้ย สตีวี่ ”

อาจเพราะความดุดันในดวงตาของเขา อาจเพราะความเด็ดขาดในน้ำเสียงของเขา ฉับพลันทันใดนั้นเด็กน้อยก็เงียบ เขามองตอบมาด้วยใบหน้านองน้ำตาพลางกลืนก้อนสะอื้นโดยไม่มีเสียงตอบและตัวยังไม่หยุดสั่นเด็กน้อยยักหน้าขึงขัง เขาลูบหัวเด็กน้อยและยิ้มให้ขณะที่เขาลุกขึ้นแล้วดูเจสอุ้มสตีวี่ถอยไป ตลอดเวลานั้นสตีวี่ยังคงมองเขา และเขาก็มองตอบ สายตาของเขาพลันเหลือบไปทางอาร์เซนซึ่งยังคงมองมาที่เขาเช่นกัน เขายักหน้าให้เด็กชายทีหนึ่งก่อนจะหันหลังเดินขึ้นรถม้าไป

ครั้งนี้เขาไม่มองกลับไปหากมันไม่เหมือนทุกครั้ง ครั้งก่อนนั้นมันเป็นเพราะเขาไม่ต้องการเห็น เขาจะนั่งอยู่ในรถม้านึกถึงเพื่อนและการฝึกที่รออยู่ข้างหน้า นึกถึงแรงตบลงบนบ่าที่หมายถึงการยอมรับและใบหน้าที่แม้ขึงขังก็เปี่ยมไปด้วยความเมตตาของครูฝึกที่เขารู้จักนับตั้งแต่ปีแรกที่เข้าไป ครั้งนี้เขาไม่มองกลับไปเพราะเขากลัวว่าถ้ามองกลับไปเขาจะสั่งให้คนรถหันกลับ

เขาอยากกลับบ้าน

เขาไม่เคยเรียกที่นั่นว่าบ้านจนตอนนี้ ไม่มีที่ไหนที่รู้สึกเหมือนบ้านนับตั้งแต่พ่อของเขาจากไป จะมีก็แต่ที่โรงเรียนที่ทำให้เขานึกถึงทั้งน้ำเสียงและกิริยาของพ่อ กระนั้นเมื่อเขาพบบ้านที่ตัวเองต้องการจะอยู่ ผู้คนที่เขาต้องการใช้เวลาด้วย ทั้งหมดนั้นก็ถูกพรากไปจากเขาอีกครั้ง

ครั้งนี้เขาตั้งใจแล้วว่าเขาจะไม่ยินยอมต่อชะตากรรมนั้นโดยง่าย ไม่ว่าเขาจะต้องทำอย่างไรเขาจะกลับมาที่นี่ ต่อให้เขาต้องไปแนวหน้าเพื่อให้สงครามนี้จบลงก็ตาม

ความคิดของเขาชะงักไปเมื่อรถม้าที่หยุดอย่างกะทันหัน คุณชายน้อยรีบคว้าดาบที่ข้างตัวเตรียมพร้อมสำหรับการดักโจมตี เสียงโหวกเหวกของคนรถทำให้เขาเปิดหน้าต่างออก ที่ด้านนอกนั้นเป็นนายทหารคนหนึ่งบนหลังม้า ด้วยความคุ้นเคยคุณชายน้อยรู้ในทันทีว่าทั้งเครื่องแบบและตรานั้นเป็นของทหารรักษาพระองค์ ” แมกซิมิเลียน เอสเมรัล เมริสมาอยู่บนรถม้านี้หรือเปล่า ” เขาถาม

” ข้าเอง ” เด็กหนุ่มตอบแทนคนรถที่ทั้งตัวสั่นทั้งสับสน ” ไม่ทราบว่าท่านมีธุระอะไรหรือ ”

นายทหารผู้นั้นฟังแล้วก็ยักหน้า ” ตอนนี้ท่านอยู่ในสังกัดกองทหารรักษาพระองค์อย่างเป็นทางการแล้ว ข้าได้รับคำสั่งจากหัวหน้ากองให้นำทางท่านไปพบโดยเร็วที่สุด ” แล้วเขาก็ชักม้าออกควบเยาะๆไปเบื้องหน้าเป็นสัญญาณให้เด็กหนุ่มตามมา

” ตามเขาไป ” เขาบอกกับคนรถแล้วปิดหน้าต่างรถม้าดังเดิม ตลอดทางนั้นมือของเขากำด้ามดาบไว้แน่น

***
จะหาว่าหล่อนฟูมฟายไม่เข้าเรื่องก็ช่าง แต่สำหรับเจสสิก้าการที่คุณชายน้อยไปออกรบนั้นทำให้หล่อนเสียขวัญมากจริงๆ ตั้งแต่จดหมายฉบับนั้นมาหล่อนกินไม่ได้นอนไม่หลับด้วยความคิดว่าคุณชายน้อยของหล่อนกำลังจะเอาชีวิตตัวเองเข้าเสี่ยงกับการปกป้องประเทศ มันเป็นความเห็นแก่ตัวของหล่อน หล่อนรู้ดี แต่หล่อนอยากให้เขาอยู่ที่นี่ในที่ๆปลอดภัย หล่อนไม่เข้าใจคุณผู้หญิงที่ยังเยือกเย็นเป็นปกติหรือคุณหนูอนาสตาเซียที่ทำราวกับว่าน้องชายก็เพียงจะไปเจ็บตัวที่โรงเรียน พวกเขาเพียงแค่หยุดรู้สึกไปเฉยๆอย่างนั้นได้หรือ

ที่หล่อนสงสารที่สุดคงไม่พ้นคุณหนูอาร์เซน เด็กชายถูกตอกย้ำทุกเช้าค่ำเมื่อนำอาหารเช้าไปให้แม่นมว่าเขาได้เสียคนที่เป็นเหมือนแม่คนหนึ่งไปแล้ว แม้ทุกครั้งที่เรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นเขาจะทำเหมือนไม่เป็นอะไร เขายังสามารถเชิดหน้าขึ้นแล้วเดินต่อไป แต่ทำไมหล่อนจะไม่รู้ว่าภายในของเด็กชายร่ำๆจะยอมแพ้ให้กับความทุกข์ที่อยู่ตรงหน้ามากแค่ไหน ตอนที่จดหมายมาอาร์เซนเองก็ทำเหมือนไม่เป็นอะไร เขาเป็นฝ่ายปลอบใจเจสสิก้าด้วยซ้ำ แต่นับวันเขายิ่งใจลอยจนบางครั้งก็หยุดมือจากงานที่ทำอยู่ไปโดยไม่รู้ตัวเอาแต่มองตรงไปราวกับไม่รับรู้อะไรอีก และนั่นทำให้หล่อนกลัว เพราะที่หล่อนเห็นนั้นไม่ต่างจากแม่นมที่นั่งโดยไม่รับรู้อะไรมานานนักหนาแล้ว

เสียงเคาะประตูครัวดังขึ้นพร้อมเสียงตะโกนว่า ” ส่งของครับ ” นั่นเรียกทั้งเด็กชายและเจสออกจากภวังค์ของตนเอง หล่อนวางมือจากงานครัวแต่เด็กชายไปถึงประตูก่อนที่หล่อนจะทันได้ล้างมือ เขาเปิดประตูรับชายซึ่งมาส่งของด้วยรอยยิ้มอันสุภาพที่หล่อนได้เห็นบ่อยเหลือเกินในช่วงที่ผ่านมา พวกเขาช่วยกันเอาของเข้ามาในบ้านและตรวจดูทุกอย่างที่สั่งนั้นมาถึงเรียบร้อยดี ฤดูหนาวและสงครามที่คืบคลานเข้ามาทำให้พวกเขาต้องให้แน่ใจว่าพวกเขามีทุกอย่างพร้อม

” น้ำมันสำหรับทาผิวหายากนะครับปีนี้ ” ชายส่งของกล่าวขณะที่เขาเข้ามาขออาศัยเตาผิงในครัวเพื่อความอบอุ่น ” ขอหรูหราราคาขึ้นหูฉีกเพราะสงคราม นี่นายท่านของข้าไปตามหามาให้คุณผู้หญิงแทบพลิกแผ่นดินเลยนา ”

” น่าข้ารู้แล้ว ” สาวใช้ตอบด้วยความเหนื่อยหน่ายขณะที่หล่อนช่วยคุณหนูของหล่อนเก็บเอาเครื่องปรุงไว้บนชั้นในครัว ยิ่งทีหล่อนยิ่งเหมือนป้าแก่ขึ้นทุกวัน ” ข้าไม่สนหรอกน่าว่านายเจ้าไปหามาได้ไง เรื่องนั้นปล่อยให้เขาเล่าให้คุณผู้หญิงฟังดีกว่ามั้ย ”

” ฮ่าๆๆๆๆ นั่นสินะ ” ชายคนนั้นหัวเราะร่วนก่อนจะหันไปทางเด็กชาย ” แล้วช่วงนี้เป็นยังไงบ้างครับคุณหนูอาร์เซน ป้าแกล้มป่วยไปแบบนี้ลำบากหน่อยสินะ ”

เรื่องนั้นเด็กชายก็ได้แต่ยิ้มน้อยๆ ” คนที่ลำบากที่สุดก็เจสนั่นแหละ ข้าน่ะไม่เท่าไหร่หรอก ”

ชายคนนั้นได้ฟังก็ยักหน้าน้อยๆ ราวกำลังกำซาบสิ่งที่เด็กชายพูด บนใบหน้านั้นพลันปรากฏรอยยิ้มของความห่วงใย ” แต่ก็รักษาตัวนะครับ นี่ก็หน้าหนาวแล้วอย่าให้หอบนะครับ ” แล้วเขาก็ล้วงไปในกระเป๋าเสื้อเพื่อหยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมาให้เด็กชาย

ในตอนแรกอาร์เซนก็ได้แต่รับมาอย่างงงๆ ซองนั้นปิดผนึกอย่างดีแต่ไม่มีตราหรือลายมือระบุว่ามาจากใคร จนเมื่อเขาเปิดมันออกเท่านั้นเขาก็ต้องรีบเก็บมันเข้าซองแล้วซุกใส่เสื้อทันที ” ขอบคุณมากครับที่เป็นห่วง ”

เจสสิก้าบอกได้ในทันทีว่าจดหมายนั้นสำคัญยิ่ง จะมีที่หล่อนไม่เข้าใจก็ตรงว่าทำไมต้องไหว้วานคนส่งของให้นำมาทั้งที่ก็อาจส่งผู้นำสาสน์มาได้ ที่สำคัญคือมันทำให้เด็กชายตื่นเต้นจนเก็บอาการแทบไม่ได้ขณะที่พวกเขาเก็บของส่วนที่เหลือจนหล่อนเสนอว่าจัดการเรื่องของที่ส่งมาต่อเองเพื่อให้เด็กชายได้ไปหามุมสงบๆอ่านจดหมาย

อาร์เซนกระซิบบอกขอบคุณหล่อนก่อนที่เขาจะเดินหายขึ้นชั้นสองไป เขาดึงจดหมายนั้นออกมาเสียตั้งแต่ก่อนที่จะทันเข้าไปในห้องและไม่เสียเวลาปิดประตูให้เรียบร้อยเลยด้วยซ้ำคตอนที่เขาทิ้งตัวลงบนเตียงแล้วคลี่มันออกอ่าน เขาเกือบจะได้ยินเสียงพี่ชายสะท้อนอยู่ในหัวราวกับว่าพี่นั่งอยู่กับเขาในห้องนั้นหลังจากนานแสนนานที่พวกเขาไม่ได้เจอกัน

‘ ถึง อาร์เซน

ครั้นข้าจะถามว่าเจ้าเป็นยังไงบ้างก็ฟังดูพิกลเพราะไม่ว่าอย่างไรเจ้าก็ไม่ควรพยายามตอบข้า ข้าได้แต่หวังว่าเจ้าจะสบายดีแม้หลังจากเรื่องวุ่นวายมากมายที่บ้าน ข้าไม่อาจปลีกตัวไปหาเจ้าเลยตลอดช่วงที่ผ่านมา ไม่ใช่เพราะข้าไม่อยากแต่เพราะการไปพบเจ้ามีแต่จะทำให้เจ้าและบ้านเมริสมาอยู่ในอันตราย ข้าได้แต่มองดูอยู่ห่างๆจากบนเขาเท่านั้น

แต่ตอนนี้แม้แต่การมองดูเจ้าก็ทำไม่ได้เสียแล้ว ตอนนี้ข้าต้องออกจากเมริสมา เมริสมาที่ข้ารักและหวังจะปกป้องไว้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ไม่ว่าจากสงครามหรือจากทหารม้า ใครจะไปรู้ว่าเมื่อสุนัขเถื่อนพวกนั้นไม่มีนายคุ้มหัวขึ้นมาพวกมันจะทำอย่างไร และนั่นทำให้ข้าไม่สบายใจมากกว่าอะไรทั้งหมด

นั่นคือเรื่องที่ข้าอยากจะขอให้เจ้าช่วย ในตอนนี้สิ่งที่คุ้มครองเมริสมาได้คือผู้คนที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินนั้น พวกเขารู้ดีที่สุดว่าจะทำอย่างไรเมื่อถึงคราวของปกป้องครอบครัวและรังนอนของตัวเองแต่ข้ากลัวเหลือเกินว่าเพียงแค่นั้นจะไม่พอ แม้พวกเรามีกำลังคนแต่พวกเขาไม่เคยได้รับการฝึก เมื่อเรื่องเลวร้ายที่สุดเกิดขึ้นมันอาจดีเท่ามีคนๆเดียวพยายามสร้างเขื่อนกั้นน้ำที่ท่วมทะลักจากพายุ พวกเขาต้องทำงานด้วยกัน และข้าอยากให้มั่นใจว่ามันจะเกิดขึ้น ข้าหนักใจจริงๆที่ต้องขอร้องให้เจ้าทำหน้าที่นั้นแม้เมื่อความจริงแล้วมันควรเป็นหน้าที่ของข้าที่เป็นลูกชายคนโตของบ้าน แต่ข้าไม่ต้องการปล่อยเมริสมาไปตามยถากรรม ดังนั้นข้าทำได้เพียงขอร้องเจ้าให้คอยช่วยเหลือให้พวกเขารอดพ้นจากวิกฤตินี้ไปได้โดยตลอดรอดฝั่ง

ข้าไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่ข้าอยากให้เจ้ารู้ไว้ว่าเจ้าเป็นน้องชายที่ข้ารักและคิดถึงมากกว่าใครทั้งหมด ข้าไม่ปรารถนาสิ่งใดนอกจากให้สิ่งที่ดีที่สุดเกิดขึ้นกับเจ้า ไม่ว่าข้าจะอยู่กับเจ้าหรือไม่ก็ตาม

เหยี่ยวนั้นว่องไวเกินกว่าจะไปล่า หากใช้เป็นสหายในการล่าจะไม่ดีกว่าหรือ

ซาร์คาเรีย’

นานนักหลังจากที่สายตาของเขาเพียงแค่มองอยู่ที่ลายมือชื่อที่ท้ายจดหมายนั้น ราวกับว่าการจ้องมองชื่อนั้นทำให้เขาสามารถมองเห็นคนๆนั้นได้ ในชั่วขณะหนึ่งเขาไม่อยากนึกถึงเนื้อความในจดหมายนั้น ไม่ใช่เพราะว่ามันได้นำมาซึ่งหน้าที่ที่เขาต้องทำให้ลุล่วง แต่เพราะความนัยของมัน ‘เมื่อสุนัขเถื่อนพวกนั้นไม่มีนายคุ้มหัว’ จะหมายถึงอะไรไปได้หากไม่ใช่…

เสียงเรียกจากนอกประตูทำให้เขาสะดุ้ง เขารีบพับปิดจดหมายนั้นเก็บใส่ซองเสียตั้งแต่ยังไม่ทันเห็นว่าเป็นเจสสิก้าที่เคาะประตูแล้วชะเง้อหน้าผ่านรอยแง้มของประตูเข้ามา หล่อนถามว่า ” เดี๋ยวข้าจะไปทำความสะอาดบ้านแล้วนะคะ คุณหนูยังจะไปด้วยกันมั้ย ”

” ไปสิ ” เด็กชายตอบ เขาเก็บจดหมายนั้นใส่ลิ้นชักแล้วปิดไว้ก่อนจะเดินตามสาวใช้ไป

***
สงครามนำมาซึ่งความกลัวและความตึงเครียดแม้ในที่ๆไม่ใช่แนวหน้า ความมั่นคงของอาณาจักรกระทบทุกผู้คนตั้งแต่ขอทานจนถึงขุนนางผู้ดูแลที่ดินน้อยใหญ่ และไม่มีที่ใดที่ความรู้สึกนั้นหนักหนาเท่าที่ปราสาทไลน์ที่ซึ่งขุนนางทั้งหลายต่างรวมตัวกันเพื่อประชุมหารือถึงความเป็นไปของไลน์ พวกเขาต้องทำการตกลงเรื่องยุทธวิธี แผนการณ์ที่จะใช้และไพร่พลที่ต้องเสริมให้ตะวันตกซึ่งตอนนี้กำลังนองเลือดขึ้นทุกที

และมันอาจนองเลือดกว่านี้เมื่อพวกเขาเริ่มเคลื่อนศูนย์กลางการบัญชาการรบสู่โดบรัม ที่ซึ่งพระราชินีและเหล่าขุนพลจะใช้เป็นที่พำนักในการสงคราม พวกเขาต่างถามถึงเรื่องของรัชทายาทผู้โดยศักดิ์ควรเป็นผู้บัญชาการรบแทนพระราชาที่ประชวรหนัก หากคำถามใดในเรื่องนั้นกลับถูกบ่ายเบี่ยงไป คำตอบที่พวกเขาได้จากพระโอษฐ์ของพระราชินีนั้นคือใครก็ตามที่มีสิทธิ์ในบัลลังก์จะได้บัญชาการไพร่พลขณะที่พระนางจะประเมินผลงานของผู้คนเหล่านั้น ขุนนางหลายคนกระอักพระอ่วนในการตัดสินพระทัยเช่นนั้นเพราะนั่นหมายความว่าสงครามที่เดิมพันอนาคตของประเทศเช่นนี้กำลังจะกลายเป็นสนามประลองของผู้มักใหญ่ใฝ่สูง การประลองซึ่งพวกเขาไม่รู้เลยว่าจะนำมาสู่ผลลัพธ์เช่นไร

ที่สำคัญองค์รัชทายาทนั้นคือผู้ที่วันหนึ่งจะนำประเทศนี้ ไม่ใช่เพียงในสงครามและในยามสงบ ชายที่สามารถนำผู้คนเข้าสู่สนามรบไม่ได้หมายความว่าเขาสามารถในยามสงบเสมอไป

กระนั้นมันก็ยากที่จะคัดค้าน เช่นทุกครั้งที่เหตุและผลของพระนางนั้นหนาแน่นจนความกระอักกระอ่วนเป็นเพียงความรู้สึกที่ไม่อาจถูกถือเอาจริงจังได้ พวกเขาไม่มีเหตุผลที่จะหนักแน่นเพียงพอจะต่อรองกับพระนางหรือทำให้พระนางทรงเปลี่ยนพระทัย และนั่นทำให้พวกเขาไม่สบายใจอย่างยิ่ง

สิ่งซึ่งส่งเสริมบรรยากาศแห่งความกระอักกระอ่วนนั้นก็ไม่พ้นกระจกสีดำมากมายที่ถูกติดไว้ทุกหัวระแหงไม่ว่าบนผนังห้องโถงที่ผู้คนผ่านไปมา หรือในซอกหลืบที่ไม่มีผู้ใดใส่ใจจะเหลียวมอง ไม่มีใครรู้ว่ากระจกพวกนั้นมีไว้เพื่อสิ่งใด หรือเพราะเหตุใดพวกมันจึงแทบจะไม่สะท้อนภาพใดๆออกมาก หากมีสิ่งใดสะท้อนออกมาก็ล้วนเป็นภาพที่บิดเบี้ยวเสียจนทำให้ผู้มองต้องขนหัวลุก และนับวันจำนวนของพวกมันยิ่งมากเข้าๆทุกที

ถ้าจะมีใครที่ได้ประโยชน์จากกระจกเหล่านั้นก็คงไม่พ้นทหารม้าซึ่งตอนนี้ทำหน้าที่รักษาปราสาทตามพระราชดำรัสขององค์ราชินี กระจกอันเหมือนจะไร้ทั้งที่มาและวัตถุประสงค์นั้นมีแต่ส่งความกลัวและความหวาดระแวงไปทั่วปราสาท แม้แต่คนซึ่งทำงานภายในรั้วหินนี้มานานยังอดประหม่าไม่ได้ พวกเขารู้สึกราวกับว่าปราสาทนี้มีหูตาอยู่ในทุกที่จนไม่มีใครกล้าเคลื่อนไหวอย่างโฉงฉางจนเกินไป เมื่อผู้คนอยู่ในระเบียบย่อมมองหาศัตรูได้ง่ายขึ้น แต่นั่นยังคงไม่ใช่งานที่ง่ายเมื่อศัตรูของพวกเขาคือเจ้าชายอาวดริค พระโอรสของพระนางวิลเฮลมีนาอดีตราชินีแม่มดแห่งไลน์

ดังนั้นพวกเขาจึงตรวจตราทุกทีอย่างเข้มงวด ไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดที่จะเล็ดรอดหูตาของทหารม้า ไม่มีความเคลื่อนไหวใดที่พวกเขาไม่รู้เช่นกัน

” ท่านคลอเดียสครับ ”

เสียงเรียกของชายหนุ่มทำให้ดยุคแห่งโดบรัมชะงักเท้าจากการเดินตรวจแล้วหันไปทางชายหนุ่ม ขณะที่คีธค้อมตัวให้แล้วเข้ามากล่าวด้วยเสียงอันเบาว่า ” ข้าเตรียมคนพร้อมแล้วครับ ”

เขายักหน้าน้อยๆก่อนจะถามว่า ” เรื่องพระราชาเรียบร้อยดีแล้วหรือ ” ชายหนุ่มยักหน้ารับเงียบๆ ความตึงเครียดที่ไม่มีใครเอ่ยปากนั้นเหมือนจะทวีขึ้นอย่างฉับพลันในตัวของดยุคหนุ่ม ” เจ้ามั่นใจนะว่าไม่มีใครรู้ ”

ที่คีธตอบคือ ” คนที่รู้เห็นข้าอุดปากหมดแล้ว ที่สำคัญพวกเขาคงไม่โง่ขนาดเป็นศัตรูกับทหารม้าหรอกครับ ”

ดยุคหนุ่มได้ฟังเช่นนั้นก็ยักหน้า ตอนนี้ไม่มีอะไรที่เขาห่วงไปกว่าความปลอดภัยของพระราชาเมื่อพระองค์ประชวรหนักเสียจนไม่รู้องค์มานับเดือน เมื่อประมุขของประเทศไม่อาจช่วยเหลือตนเองได้เช่นนั้นยิ่งอันตรายเมื่อพวกเขายังไม่มีรัชทายาท “ขอบใจมาก” เขาตอบ

แต่ก่อนที่พวกเขาจะเดินตรวจกันต่อไปชายคนหนึ่งก็ปรากฏตัวที่ปลายทางเดิน เสื้อผ้าที่เขาสวมใส่บ่งบอกว่าเขาเป็นขุนนาง และท่าทางที่พลันกลายเป็นสดใสด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มนั้นบ่งบอกว่าเขารู้จักดยุคแห่งโดบรัม ” ท่านคลอเดียส! ”

ดยุคหนุ่มรีบปรายยิ้มพลางค้อมตัวทันที ” ท่านมาร์ควิสเลโอเดน ”

ชายร่างท้วมตันหัวเราะร่าในทันที ” เรียกข้าเสียเต็มยศเชียว ท่านคลอเดียส แค่บาร์โธโลมิวก็พอ ” แล้วเขาก็สาวเท้าเข้ามาสวมกอดดยุคหนุ่มเต็มรัก ” แหมๆ ท่านดูซูบเซียวไปเยอะเลยเทียว บ้านเมืองเป็นเช่นนี้คงลำบากคนโปรดอย่างท่านหน่อยสินะ ”

ไม่ว่ามาร์ควิสเลโอเดนจะตั้งใจเหน็บแนมหรือไม่ คลอเดียส ชาล็อตต้าก็ไม่ได้สนใจ เขาเพียงตอบอย่างนบน้อมว่า ” ก็เหนื่อยกันทุกคนแหละท่าน เวลาอย่างนี้ ”

ใบหน้าอวบอูมของบาร์โธโลมิว เลโอเดนยักหงึกหงักก่อนจะตบบ่าดยุคหนุ่มหนักๆ ” งั้นมา เรามาดื่มเพื่อการผ่อนคลายหน่อยเป็นไงท่านคลอเดียส นี่ก็เย็นแล้วท่านคงหมดหน้าที่แล้วกระมัง ”

” เป็นความคิดที่ยอดเยี่ยมมากขอรับ ” คนที่รับคำหน้าแป้นกลับเป็นคีธก่อนที่ชายหนุ่มจะหันไปทางดยุคแห่งโดบรัมแล้วกล่าวว่า ” ข้าจะจัดการงานส่วนที่เหลือให้เอง ท่านคลอเดียสพักผ่อนเถอะครับ ”

ท่าทางที่รื่นเริงเกินพอดีนั้นทำให้คลอเดียส ชาล็อตต้าต้องส่ายหน้าหน่ายๆ ” เจ้าจะไปไหนก็ไปเลยไป ”

เมื่อได้ยินเช่นนั้นชายหนุ่มก็แย้มยิ้มราวจะหัวเราะก่อนจะค้อมตัวน้อยๆแล้วหันหลังเดินจากไปสายตาของคลอเดียสเหลือบอยู่ที่ชายหนุ่มจนเขาเองก็หายไปจากทางเดินปล่อยให้ผู้เป็นนายกับขุนนางผู้นั้นสนทนากันต่อไป มาร์ควิสเลโอเดนยิ้มร่าในทันที ” มะ คลอเดียส ข้าขนเหล้าชั้นดีจากทางใต้มาด้วย ท่านต้องได้ลอง- ”

” ข้ายังไม่ลองตอนนี้ ท่านเลโอเดน แต่ขอบคุณมาก ” ดยุคหนุ่มกล่าว ” ข้ามีเรื่องต้องทำอีก ”

มาร์ควิสเลโอเดนเลิกคิ้วสูงเมื่อได้ยินเช่นนั้น แต่ความจริงจังของทั้งถ้อยคำและสีหน้าของสหายเปลี่ยนเขาจากชายเจ้าสำราญเป็นเงียบขรึมจริงจังในทันที ” ท่านเปลี่ยนไปนะ เมื่อก่อนท่านเคยมีเวลาให้เรื่องสนุกเสมอ ” แล้วเขากระซิบถามว่า “ เป็นเพราะพระนางงั้นรึ ”

ดยุคหนุ่มแห่งโดบรัมไม่ปฏิเสธ ริมฝีปากที่เม้มแน่นเหมือนจะย้ำว่าสหายของเขาเข้าใจถูกต้องแล้ว ท่านมาร์ควิสจึงถอนใจ ” ……ท่านทำให้ข้าแปลกใจ ”

” ทำไมรึ ”

” ข้าไม่เคยเห็นท่านไม่เคยจริงจังกับใครขนาดนี้ ”

ดยุคหนุ่มได้ฟังก็เงียบไป หากจะมีใครมองเขาอย่างทะลุปรุโปร่งคงเป็นมาร์ควิสเลโอเดน มันเป็นความสามารถที่ทำให้ขุนนางตระกูลใหญ่ๆทั้งรักทั้งแขยงชายตรงหน้าเป็นนักหนา แต่มันก็ยากจะหาคำอธิบายการกระทำของเขาให้เป็นอื่น ใช่ คลอเดียส ชาล็อตต้าขึ้นชื่อเรื่องเป็นเจ้าแห่งความสำราญ เขาเป็นอย่างนั้นมาแต่ไหนแต่ไร แต่ไม่ใช่ตอนนี้ เขาไม่อาจออกไปดื่มเหล้าล่าสาวงาม ไม่เมื่อพระนางประทับอยู่บนหอคอยด้วยพระพักตร์เปี่ยมความระทม ” ในฐานะผู้บังคับบัญชาของกองทหารม้า ข้าต้องปกป้องพระราชินีอย่างถึงที่สุด รวมถึงความสุขของพระนางด้วย ”

นั่นทำให้มาร์ควิสเลโอเดนต้องขำ อาการซึ่งทำให้สหายของเขาถึงกับมุ่นคิ้ว ” สำหรับท่านแล้วมันไม่ใช่ในฐานะทหารม้าดอก ท่านคลอเดียส ” แล้วเขาก็ขยับเข้ามากระซิบ ” ข้าดีใจที่ท่านมีคนที่ท่านทุ่มเททุกสิ่งอย่างให้ แต่เพราะคนผู้นี้คือพระนางอาร์ดารา ความรักภักดีของท่านจึงเป็นเช่นดาบสองคม ท่านทุ่มเทไปมากเท่าไหร่ ท่านก็จะยิ่งเจ็บปวดเท่านั้นเมื่อมันพังทลายลง ”

” อะไรพังทลายลง? ”

แต่ท่านมาร์ควิสไม่กล่าวอะไรมากไปกว่านั้น ” ขอให้ท่านโชคดีท่านคลอเดียส ” แล้วเขาก็หันหลังเดินจากไปอย่างเงียบๆ

***
แสงไฟค่อยๆมอดดับหายไปทีละดวงเมื่อค่ำคืนล่วงไป ปราสาทไลน์แม้เคยคลาคล่ำด้วยผู้คนก็ค่อยๆเงียบลงเมื่อเหล่าขุนนางและคนรับใช้ต่างแยกย้ายกันไปพักผ่อน ข้าราชบริพารต่างกลับสู่ห้องพักของตนหลังจากเหล่าพระราชอาคันตุกะต่างกลับสู่ที่พัก จริงอยู่ว่าไม่ใช่ทุกผู้ทุกคนที่หลับตานอน แต่ความเงียบนั้นก็ยังคงน่าวังเวง กระจกนับร้อยที่ห้อยอยู่ยิ่งทำให้พวกเขาไม่ปรารถนาจะอยู่ในปราสาทในยามวิกาล

ในเวลานี้ทหารที่อยู่เวรยามภายนอกได้แต่ยินดีกับความโชคดีของตนเองไปเงียบๆ การยืนอยู่ท่ามกลางกระจกพวกนั้นทำให้ขนบนหลังถึงกับลุกชันและตกประหม่าเสียจนเหงื่อไหลอาบแม้จะในหน้าหนาวที่อากาศเย็นเยียบ พวกเขาไม่รู้ว่าจะอธิบายความสยดสยองที่ไร้ตัวตนนั้นอย่างเว้นแต่ว่ามันช่วยให้การต้องนั่งทนลมหนาวที่รอบเตาผิงเล็กๆนั้นไม่ใช่เรื่องเลวร้ายจนเกินไป อย่างน้อยที่สุดห้องที่พวกเขาอยู่ก็ช่วยกันยามลมโกรกแรงไปได้มากแล้ว

พวกเขาไม่ค่อยแปลกใจนักที่จะมีคนอื่นคิดเห็นเช่นเดียวกัน ทุกคืนจะมีคนรับใช้ของเหล่าขุนนางอย่างน้อยก็คนสองคนที่จะแวะเวียนมาทางพวกเขาเพื่อหลบหนีจากบรรยากาศอึงอลภายในปราสาท บางครั้งพวกเขาก็มาพร้อมเรื่องเล่าจากต่างแดน หรือข่าวลือที่เหล่าคนรับใช้ลือกันอยู่ในวันที่ผ่านมา

แต่ก็มีบางทีที่ของซึ่งติดมือมานั้นเป็นของดีกว่านั้นอย่างขวดเบียร์ถูกๆที่เขาหนีบมาด้วย “ขอโทษด้วยที่มารบกวน ” ชายคนนั้นกล่าวพลางยิ้มเผล่แล้ววางขวดนั้นลงที่กลางโต๊ะ “ แต่ในนั้นมันชวนขนลุกจนข้าทนไม่ไหวแล้ว ถ้าไม่ได้ออกมาบ้างข้าต้องบ้าตาย ” พวกเขายักหน้ารับอย่างเข้าใจขณะที่ปรายตามองขวดบนโต๊ะ ชายคนนั้นได้เห็นก็ปรายยิ้ม ” ดื่มด้วยกันสิ ” เขากล่าวก่อนจะดันขวดไปกลางโต๊ะ ” ข้าชื่อบาร์ธ รับใช้ท่านเฟดเจอรัล พวกเจ้าล่ะ ”

” ทอมกับโรเจอร์ ” ทหารยามทั้งสองแนะนำบ้าง ” เป็นยามอย่างที่เจ้าเห็น ”

ชายหนุ่มยิ้มรับกว้างพลางกล่าว ” ยินดีที่ได้รู้จัก เอาล่ะ ” ว่าแล้วเขาก็คว้าขวดมาบิดเปิด ” พวกเจ้าต้องอยู่ยามถึงเมื่อไหร่นี่ ”

” รุ่งสางโน่นน่ะ ” ทอมตอบ ” คนมีอยู่น้อยเต็มแก่ พวกที่นั่งยามเลยต้องนั่งยามนานขึ้น ”

ชายหนุ่มได้ยินเช่นนั้นก็เงยหน้าขึ้นมาทำตาใสแล้วยื่นขวดให้ ” งั้นก็ไม่ควรดื่มเยอะสินะ ”

” นี่มันกี่โมงกี่ยามเจ้ารู้มั้ย รุ่งสางน่ะอีกไม่นานหรอก ” เป็นโรเจอร์ตอบพลางชิงขวดมากรอกปากตัวเองอึกใหญ่ ” ที่สำคัญพวกข้าคอแข็งจะตาย ขวดแค่นี้ไม่เท่าไหร่หรอก ”

” นั่นสินะ ” บาร์ธยิ้มพลางหัวเราะก่อนจะเอาขวดนั้นมาซดบ้าง เขาส่งให้ทอมต่อทันที ” งั้นข้าก็เสียเปรียบน่ะสิ ”

“ เจ้าชวนพวกข้าเองนะสหาย “ โรเจอร์ทัก

ซึ่งบาร์ธก็ตอบว่า “ ข้าไม่คืนคำหรอกน่า ข้าไม่ได้คิดจะดื่มหมดอยู่แล้วด้วย ตามสบายเลยสหาย “

พวกเขาเวียนขวดนั้นระหว่างกันพลางคุยเรื่องสัพเพเหระกันไปเรื่อย มีบ้างที่ทอมหรือโรเจอร์ต้องออกไปตรวจยาม แต่ก็แค่ครู่เดียวเท่านั้น มันยากจะคิดว่าศัตรูจะทลายกำแพงชั้นนอกที่หนาแน่นมั่นคงของปราสาทไลน์เข้ามาได้อย่างไรโดยที่พวกเขาไม่รู้ ยังไม่นับว่ารอบปราสาทนั้นคือเมืองหลวงแห่งไลน์ที่เต็มไปด้วยผู้คนที่ไม่ต่างอะไรจากหูตา หากมีความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติใดๆพวกเขาต้องรู้ล่วงอยู่แล้ว ดังนั้นก็ไม่น่าแปลกใจถ้าทั้งขวดจะหายลับไปอย่างรวดเร็ว

” อา หมดเสียแล้ว ” บาร์ธกล่าวอย่างเสียดายขณะที่แกว่งขวดในมือไปมา เขาบิดตัวอย่างเกียจคร้านบนเก้าอี้ก่อนจะรำพึงว่า ” ข้าละไม่อยากจะกลับไปที่ปราสาทเล้ย ”

” ไม่อยากกลับก็อยู่เวรแทนข้าก็ได้นะ ” ทอมว่าพลางหาววอดใหญ่ ” ข้าอยากจะงีบซักงีบจริงๆ ”

” หลับยามเดี๋ยวก็คอขาดหรอก ” โรเจอร์กล่าวแม้ตาจะปรือในสภาพที่ไม่ต่างกันก็ตาม

” ถ้าทุกอย่างเป็นไปด้วยดี คอพวกเจ้าไม่ขาดหรอก ”

เสียงที่กล่าวนั้นยังคงเยาว์วัยฟังดูคล้ายเด็กชายแต่ในขณะเดียวกันกลับทุ้มห้าวเหมือนเสียงของชายหนุ่ม เสียงนั้นทำให้บาร์ธปรายยิ้มกว้างขณะที่ทอมกับโรเจอร์ต้องเหลียวหลังไปทางต้นเสียง แต่พวกเขาช้าไปเพียงอึดใจเมื่อแรงกระแทกที่หลังคอส่งพวกเขาลงไปนอนกับพื้นในพริบตา

” ท่าทางยังอีกนานว่ากิลจะผสมยานอนหลับให้มันได้ขนาดพอดี ” เด็กหนุ่มผมแดงรำพึงขึ้นอย่างหน่ายๆขณะที่ก้มลงถอดเสื้อผ้าของนายทหารคนหนึ่งมาสวม ” ขอบใจมากนะบาร์ธ เจ้าดื่มเข้าไปเยอะหรือเปล่า ” เขากล่าวขณะที่เพ่งมองใบหน้าแดงก่ำของเพื่อน

” สองกรึ๊บเท่านั้นเอง ” ชายหนุ่มตอบ ” หน้าข้าแค่แดงง่าย ท่านไม่ต้องห่วงหรอก หัวหน้า ”

กระนั้นบนใบหน้าของผู้เป็นหัวหน้าก็ยังมีความกังวล ” ถึงอย่างนั้นเจ้าก็ได้ยาเข้าไปจำนวนหนึ่ง ข้าว่าเจ้าไปพัก- ”

” ตลอดเวลาที่ข้าติดตามท่าน ข้าเคยหันหลังให้ท่านซักครั้งหรือเปล่า ” บาร์ธกล่าวแล้วก็ยิ้มน้อยๆเมื่อเห็นเด็กหนุ่มยืนเงียบ ดวงตาสีเทาคู่นั้นหรี่มองเขาอย่างตำหนิ เขารู้ว่าเขาหัวดื้อ แต่เขาจะไม่ยอมพลาดโอกาสนี้ให้กับทุกสิ่งในจักรวาล ” ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อเปิดประตูปราสาทให้ท่าน แต่ข้ามาที่นี่เพื่อช่วยให้ภารกิจของเราลุล่วง ดังนั้นข้าไม่เลิกไปกลางทางแบบนั้นหรอก ” เขากล่าวพลางลุกขึ้นขากเก้าอี้ มือเอื้อมหยิบเศษฟางที่เสียบไว้ในกระเป๋ากางเกงขึ้นเคี้ยว รอยยิ้มของเขาก็พลันคลี่กว้าง ” ขอต้อนรับสู่ปราสาทไลน์ ท่านซาร์ค ”

***
TBC in Chapter 10

A Fairytale: จนฟ้ารุ่งราง บทที่ 8

Title: A Fairytale
Book III: จนฟ้ารุ่งราง (Another Dawn)
Author: vekin
Rate: PG-13
Warning: คนเขียนอ่อนคำราชาศัพท์เป็นอย่างยิ่ง ต้องขออภัยในความผิดพลาดมา ณ ที่นี้
***บุคคล เหตุการณ์และสถานที่ในเรื่องล้วนสมมติขึ้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องพาดพิงกับบุคคลและเหตุการณ์จริงแต่อย่างใด***

Chapter 8
####################################################

สายลมตอนนี้ไม่ต่างอะไรจากลางบอกเหตุ เพราะแม้ลมหนาวนี้จะไร้หิมะ มันก็กรรโชกแรงเสียจนเหมือนจะหอบเอาชีวิตทั้งหลายไปกับมัน เสียงนกร้องแผ่วไปจากฤดูใบไม้ร่วงจนเสียงนกที่เขาได้ยินมักเป็นเสียงของพวกเดียวกันเท่านั้นแม้มันจะมาไม่บ่อยนัก ผู้ล่าที่ตามประหัตถ์ประหารพวกเขามีภัยใหม่ให้ต้องคิดถึง ตอนนี้สายตาเบนไปยังตะวันตกแล้ว พวกเขาเพียงต้องรอคอยเวลาอันเหมาะสมเพื่อออกจากเขาลูกนี้

แม้ไม่อยากยอมรับ แต่การรอคอยในตอนนี้ทรมานมากกว่าตอนไหนๆ เขาไม่อยากยอมรับว่านั่นเพราะมีคนหายไปจากชีวิตของเขา แม้ตอนที่จากไปชายหนุ่มจะยิ้มและบอกเขาว่าไว้เจอกันแต่ไหนเลยเขาจะมั่นใจว่าพวกเขาจะได้เจอกัน คนๆนั้นอ่อนหัดขนาดไหนเขารู้ดีที่สุด ต่อให้บาร์ธและลูอยู่ด้วยก็ไม่ได้หมายความว่าเจ้านั่นจะไม่มีอันตรายกล้ำกลาย ตลกดีที่เขานึกกังวลถึงคนๆนี้ในเมื่อตอนนี้ไม่มีใครเลยไม่อยู่ในอันตราย เหยี่ยวป่าทุกคนอยู่ในอันตรายกันมาหลายปี ผู้คนที่เขาตั้งใจปกป้องไม่เคยไม่อยู่ในห้วงแห่งอันตรายจะมากหรือน้อยเท่านั้น ครอบครัวของเขาอยู่ในอันตรายเพราะแม่เลี้ยงของเขาเข้าฝ่ายกับนางแม่มด ไลน์กำลังอยู่ในอันตรายจากการบุกของเวสต์เวลล์ และทั้งหมดที่เขาทำได้ในตอนนี้คือรอ

นั่นคือตอนที่เสียงนกร้องดึงแผ่วมา มีเสียงหลายเสียงร้องรับ ทุกเสียงไม่แสดงความร้อนรน ไม่มีอันตราย แต่มีคนมา มีคนกำลังขึ้นเขามา

เขาลุกขึ้นจากที่นั่งริมผาแล้วตามสัญญาณเสียงไปในทันที ในหัวของเขามีทั้งคำทักทายและคำผรุสวาทปนกันจนแยกไม่ได้ แต่เมื่อเขาเห็นคนทั้งสองที่ขึ้นเขามานั้นถ้อยคำทั้งหลายต่างหายไปจากห้วงคำนึงของเขาทั้งสิ้น พวกเขาเป็นคู่สามีภรรยาที่เดินทางขึ้นเขาตามเส้นทางที่มีคนเดินตัดไว้ราวกับว่าเป็นชาวบ้านที่เพียงเดินทางผ่าน แต่พวกเขาจดจำใบหน้าของคนทั้งคู่ได้ พวกเขาเป็นคู่สามีภรรยาที่อาศัยอยู่ที่เฮซวิลล์ และไม่มีใครจำได้ดีไปกว่าหัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่า เท้าของเขาเหมือนถูกถ่วงด้วยเหล็กในทันที

เป็นฝ่ายภรรยาที่มองเห็นเขา อันที่จริงเขาก็ไม่มีเจตนาจะปิดบังตนจากคนทั้งคู่ ใบหน้าที่อ่อนแรงของนางพลันดูเคร่งเครียดขณะที่นางหยุดเท้า เขารู้ในทันทีว่าเขาควรเป็นฝ่ายเข้าไปหา แต่เมื่อเข้าไปใกล้ เขายิ่งรู้สึกถึงบรรยากาศที่ผิดแปลกไปจากธรรมดา ยังไม่นับว่าคนทั้งสองล้วนแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีดำ ในอ้อมแขนของนางเป็นห่อผ้าสีที่นางอุ้มไว้แนบอกมาตลอดเส้นทาง

“ สวัสดีครับท่านซาร์ค “ ฝ่ายสามีทักทายเขาด้วยใบหน้าที่แย้มยิ้มอย่างอิดโรยขณะที่ผู้เป็นภรรยามองเขาด้วยดวงตาที่แดงเรื่อ เขาบอกได้ในทันทีว่านางร้องไห้มา ร้องไห้มาตลอดเส้นทางจากเฮซวิลล์มาที่โขดหินโลหิตนี่ นั่นหมายความว่าห่อผ้านั่น…

“ …ลิซ… “

นั่นคือตอนที่ฝ่ายภรรยายิ้มให้เขาเต็มขืน ผู้เป็นสามีเองก็ได้แต่หลบสายตาเขา แต่เขารู้ พวกเขามาที่นี่เพื่อนำสิ่งนี้มาให้เขาดู เขาไม่ต้องมองตอนที่นางปลดห่อผ้านั้นก็รู้ว่ามีสิ่งใดรออยู่ข้างใน กระนั้นเขาก็ไม่อาจละสายตา เขาต้องมอง แม้เมื่อทั้งหมดที่เขาเห็นจะเป็นกะโหลกสีหมอง กะโหลกใบน้อยนั้นนอนอยู่ในอ้อมแขนของมารดาราวกับว่ามันเป็นทารกที่นางถนอมอย่างยิ่ง เด็กหญิงคนนี้เป็นคนที่แม่ของหล่อนรักถนอมอย่างยิ่งแต่หล่อนจากไปแล้ว… จากไปแล้ว…

น้ำตาของนางร่วงหล่นลงอีกครั้ง แต่เสียงของนางไม่มีความสั่นไหวขณะที่นางหันมาทางเขา “ อลิซาเบธอยากอยู่กับท่านเสมอ เธออ้อนวอนข้าไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งเพื่อขอไปเป็นเหยี่ยวป่า ข้าไม่เคยอนุญาต แต่ตอนนี้…อย่างน้อยในความตายข้าก็อยากให้เธอสมปรารถนา “

เขาไม่รู้จะตอบว่าอย่างไร แม้แต่แนวไม้รอบตัวพวกเขาก็พลันเงียบงัน เขาได้แต่มองดูกะโหลกใบนั้นแล้วพยายามนึกถึงหน้าของอลิซาเบธ นึกถึงเสียงเล็กแหลมของหล่อน แต่ไม่มีแล้ว ทั้งหมดที่เหลืออยู่ของเด็กหญิงที่เป็นทั้งความรำคาญและสหายที่สัตย์ซื่อของเขาคือกะโหลกใบหนึ่งที่ไร้ชีวิต

นั่นคือตอนที่ความจริงนั้นถ่าโถมเข้าใส่เขาอย่างไม่ทันตั้งตัว เขารู้อยู่แล้วว่าหล่อนคงไม่รอด แต่ไม่รู้ทำไมเขาไม่เคยยอมรับความจริงนั้น ใจของเขาไม่เคยยอมรับว่าหล่อนตายจนกระทั่งได้เห็นกะโหลกใบนั้น เขาเสียคนอีกคนไปแล้ว

“ ข้ารับไว้ไม่ได้ “ เขาตอบแม้เมื่อไม่ได้มองดูคนทั้งสอง พ่อและแม่ของลิซที่มองเขาอยู่ราวจะไม่กะพริบตา “ อลิซาเบธทำเพื่อพวกเรามาพอแล้ว เธอเป็นคนที่กล้าหาญที่สุดคนหนึ่ง ถึงเวลาที่เธอควรพักผ่อน- “

“ ท่านคิดว่าลิซจะคิดอย่างนั้นหรือคะ “ ผู้เป็นแม่กล่าวก่อนจะก้าวเข้ามาแล้ววางกะโหลกของบุตรสาวในมือของผู้เป็นหัวหน้าไม่ยินยอมให้เขาหลบหน้านางเป็นอันขาด “ ลิซจะพักผ่อนเมื่อเหยี่ยวป่าและตัวท่านได้พักผ่อน เพราะเธอก็เป็นเหยี่ยวป่าคนหนึ่ง และเธอตายเพื่อพวกท่าน ความจริงข้อนี้ข้าจะไม่ยอมให้ท่านลืม อลิซาเบธของข้าเป็นคนของท่านและข้าจะให้เธอสมปรารถนา “

สามีของนางเข้ามาจับต้นแขนของนางเบาๆหากแม้แต่เขาก็กลัวที่จะดึงนางออกมา แต่เสียงเรียกเบาๆนั้นบ่งบอกถึงความร้อนรนในตัวเขาได้ไม่ยากหากนางไม่ได้สนใจ สายตาของนางยังคงอยู่ที่เด็กหนุ่มตรงหน้าขณะที่เขาก้มลงมองกะโหลกนั้น เขาเงยหน้าขึ้นสบสายตากับนาง “ ข้าเข้าใจ “ ก่อนจะกอดกะโหลกใบเล็กนั้นไว้แนบตัว “ ข้าจะพาลิซกลับไปพักผ่อนเมื่อทุกอย่างจบลง “

ได้ฟังเช่นนั้นผู้เป็นแม่ก็ยักหน้าแม้ขณะที่จ้องมองเขาราวกับจะจดจำทุกคำพูดและท่าทางของเขาในขณะที่เขารับอลิซาเบธไว้ ผู้เป็นสามีได้แต่ถอนใจ เขามองดูซาร์คราวอยากจะขอโทษแต่เด็กหนุ่มก็ไม่ได้ว่ากระไร เขาเข้าใจความรู้สึกของนางดี หากนี่จะช่วยปลอบประโลมผู้เป็นแม่ได้ไฉนเลยเขาจะไม่ยินดี

ในตอนนั้นเองที่ร่างหนึ่งปรากฏจากหลังแนวไม้มาตามทางเดินที่พวกเขายืนอยู่ ในครั้งแรกเด็กหนุ่มถึงกับสะดุ้งเมื่อคิดว่ามีคนสามารถเข้ามาในเขตของเหยี่ยวป่าได้โดยไม่มีเสียงเตือนจากเพื่อนๆของเขา แต่เมื่อชายคนนั้นเดินเข้ามาใกล้ความกลัวนั้นก็หายไป “ บาร์ธ “

“ พวกท่านคุยกันเรียบร้อยแล้วสินะ “ บาร์ธกล่าวพลางมองกลับไปมาระหว่างพวกเขา ผู้เป็นแม่ยักหน้า นางถอยออกมาเหมือนจะบอกว่าธุระของนางจบแล้ว บาร์ธจึงยักหน้าน้อยๆเป็นทั้งการรับรู้และขอบคุณก่อนที่เขาจะเดินเข้าหาผู้เป็นหัวหน้าแล้วยื่นจดหมายให้ “ ของท่านครับ ”

แต่สิ่งแรกที่เด็กหนุ่มถามคือ “ อาร์ธกับลูเป็นยังไงบ้าง “ ก่อนที่เขาจะลงมือเปิดจดหมายที่ประทับด้วยครั่งที่ไร้ตรานั้น แม้ไม่มีอะไรที่บ่งบอกว่าใครเป็นคนส่งมา แต่แค่ครั่งและลายมือที่อยู่ข้างในนั้นก็บอกซาร์คแล้วว่าคนๆนั้นเป็นใคร

แต่ชายหนุ่มไม่ได้ตอบเขา เขารู้ว่าไม่จำเป็น เพราะทุกอย่างอยู่ตรงหน้าเด็กหนุ่มแล้วเมื่อเขาคลี่จดหมายออกอ่าน เนื้อความที่เขียนในนั้นมีเพียงสั้นๆแต่แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว “ บาร์ธ เจ้าช่วยบอกเขาด้วยว่าข้าจะไปตามนัดในอีกห้าวัน “ ชายหนุ่มยักหน้ารับแล้วเขาก็เริ่มลงเขาไปทันทีโดยไม่ได้คิดจะหยุดพัก พวกเขาต่างรู้ว่าไม่มีเวลาให้เสียอีกแล้ว เด็กหนุ่มจึงหันไปทางคู่สามีภรรยาในทันที “ ข้าต้องรบกวนท่านช่วยข้าซักอย่าง ระหว่างท่านเดินทางกลับไปที่หมู่บ้านรบกวนส่งข่าวให้คนที่อยู่เขตเมริสมามารวมตัวกันที่รังเหยี่ยวตอนเที่ยงวันในอีกสามวันข้างหน้า ข้ามีเรื่องสำคัญต้องบอกพวกท่าน “

ผู้เป็นสามียักหน้ารับก่อนจะหันไปจับท่อนแขนของภรรยาให้นางตามเขาลงเขาไป แต่ก่อนที่จะจากไปนางบอกเขาว่า ” ลิซจะพักผ่อนเมื่อท่านได้พักผ่อน ข้ารู้ว่าเธออยากอยู่ข้างท่านจนกว่าความฝันของท่านจะเป็นจริง ” แล้วนางก็หันเดินไปกับสามีโดยไม่หันมามองอีก นั่นเพราะนางรู้ว่าสำหรับหัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่า ไม่ว่าใครก็ไม่ควรได้เห็นน้ำตาแม้มันจะน้อยนิดก็ตาม

***
อาจไม่มีการนัดพบที่ใหญ่กว่านี้อีกแล้วสำหรับเหยี่ยวป่าซึ่งไม่เคยเผยตัวต่อใครแม้แต่คนที่อาศัยอยู่ในเมริสมา ที่พวกเขาได้เจอก็มีเพียงคนไม่กี่คน ส่วนมากคือคนที่พวกเขาใกล้ชิดและรู้จัก เป็นแค่เงาเพียงเลือนลางของปีกซึ่งปกป้องพวกเขาจากภยันตรายที่แม้แต่ทหารที่เก่งกล้ายังต้องนึกเกรงกลัว กระนั้นพวกเขาก็อยู่อย่างวางใจเพราะเงานั้นมาตลอดหลายปี เพราะพวกเขารู้คุณซาร์คของพวกเขาอยู่ไหนซักแห่งในเงาไม้นั้นและกำลังคุ้มครองพวกเขาด้วยกำลังทั้งหมดที่มี พวกเขาไม่เคยคิดว่าจะได้เจอเด็กหนุ่มหรือกระทั่งเหยี่ยวป่าคนอื่นๆที่พวกเขาอาจไม่มักคุ้น พวกเขาล้วนพกอาวุธไว้ข้างกายและบนใบหน้านั้นคือความตึงเครียดที่สอดรับกับที่พวกเขาเองก็รู้สึก บรรยากาศที่เคร่งขรึมนั้นทำให้เด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดเหมือนมีอายุมากกว่านั้นเป็นสิบปี ราวกับว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขานี้เป็นแม่ทัพผู้กรำศึกหาใช่โจรป่า แต่ซาร์คก็เป็นเช่นนั้นสำหรับพวกเขาไม่ใช่หรือ นักรบที่สู้เพื่อพวกเขา แม่ทัพที่นำการต่อสู้ของพวกเขา หัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่าที่กางปีกปกป้องพวกเขา

ดังนั้นเมื่อเขาเอ่ยปาก ทุกคนจึงรับฟัง” ข้าต้องขอบคุณที่พวกท่านมารวมตัวกันที่นี่วันนี้ ” เสียงที่หนักแน่นดังผ่านสายลมราวกับเสียงระฆังที่กังวาน ” ข้าเดาว่าทุกคนคงรู้เรื่องสงครามทางตะวันตกแล้ว หากเราต้องการจะปกป้องไลน์พวกเราต้องเริ่มเคลื่อนไหว ถึงเวลาสำหรับการกบฏแล้ว ”

สิ้นประโยคนั้นคือความเงียบที่หนักอึ้งเสียจนดูเหมือนไม่มีใครหายใจ ใช่ว่าพวกเขาไม่เคยได้ยินเรื่องเหล่านั้นหรือสังหรณ์ว่ามันจะเกิดขึ้น แต่การได้ยินจากปากเด็กหนุ่มกลับหนักหน่วงยิ่งกว่าจากปากของคนอื่นๆที่เคยได้ฟัง

” เหยี่ยวป่าส่วนหนึ่งออกจากที่นี่ไปแล้วและข้ากับคนที่เหลือเองก็กำลังจะตามไป คงใช้เวลาซักระยะก่อนที่เราจะสามารถกำจัดนางแม่มดได้ ในช่วงเวลานั้นข้าไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง เวสต์เวลล์อาจตีผ่านกำแพงป้องกันเข้ามา ทหารม้าที่ไร้ผู้นำอาจกลายเป็นกองโจรที่ไร้หัวหน้าอาละวาดไปทั่ว เรื่องนี้เกินการคาดเดาของข้าและเกินกว่าที่ข้าจะป้องกันได้ ” แล้วก็มาถึงสิ่งที่ยากเย็นที่สุดที่เขาต้องพูดออกไป ” ข้าปกป้องพวกท่านไม่ได้ ”

จะไม่มีเงาปีกที่ปกป้องพวกเขาอีกแล้วเพราะพายุนี้หนักหนาเกินกว่าที่เหยี่ยวป่าจะต้านทานได้ แม้แต่เหยี่ยวที่ปกป้องพวกเขายังต้องถูกมันซัดไป

แล้วพวกเขาเล่า

” ที่ข้าอยากบอกคือในเวลาเช่นนี้ไม่ว่าอำนาจเดิมนั้นจะเป็นของใครมันไม่สำคัญ” เด็กหนุ่มเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “ อนาคตของท่านเป็นของท่าน และพวกท่านเท่านั้นที่ปกป้องมันไว้ได้ ไม่ใช่ตระกูลเมริสมา ไม่ใช่เหยี่ยวป่า พวกท่านเท่านั้นที่มีอำนาจจะหยุดยั้งหายนะที่คืบคลานเข้ามา และเพื่อพวกเราทั้งหมดข้าต้องขอร้องให้พวกท่านลุกขึ้นและสู้เพื่อตัวเอง เพื่อครอบครัวของท่าน และเพื่อพี่น้องที่นั่งอยู่ข้างท่านวันนี้ ” นั่นอาจเป็นครั้งแรกที่เขาก้มหน้าหลบสายตา ” ข้าขอโทษด้วยที่ข้าทำได้เพียงเท่านี้ ”

อีกครั้งที่มันเป็นความเงียบที่หนักหน่วงเสียจนพวกเขารู้สึกว่ามันอาจทับพวกเขาแหลกเป็นชิ้นๆ หลายคนต้องหลบสายตาลงมองดินเมื่อได้ยินข่าวนั้น แต่ในช่วงเวลาที่ยาวนานเหมือนไร้สิ้นสุดนั้นเสียงทุ่มต่ำก็ดังขึ้นจากในหมู่พวกเขา ” ท่านไม่มีอะไรต้องขอโทษหรอกท่านซาร์ค ท่านพยายามในส่วนของพวกเรามามากแล้ว เราต่างหากที่ต้องขอโทษ ”

ในตอนนั้นเองที่เหล่าคนที่ปลดปลงในความสิ้นหวังเงยหน้าขึ้นอีกครั้งเพื่อมองหาต้นเสียง ชายคนนั้นไม่ได้กล่าวกระไรอีก กลับเป็นชายเฒ่าอีกคนที่กล่าวขึ้น ” หลานชายข้าล่วงหน้าไปแล้วสินะ ” แล้วเขาก็หัวเราะเบาๆในลำคอ ” คนอย่างข้าไม่ยอมแพ้เจ้าเด็กไม่ได้เรื่องนั่นหรอก ข้าจะทำให้เจ้านั่นรู้ใครเป็นใคร ต่อให้มันเป็นหยี่ยวป่าก็อย่ามาคิดอวดเบ่งกับปู่มันเชียว ”

นั่นทำให้ชายหนุ่มข้างๆเขาอดแทรกขึ้นไม่ได้ ” น้อยๆหน่อยน่าตาเฒ่า เรื่องแบบนี้ให้คนหนุ่มๆจัดการเหอะน่า ”

” อย่าดูถูกประสบการณ์ของคนแก่เชียวนะ ” ชายวันกลางคนๆหนึ่งพูดขึ้น ” ถึงตอนนั้นข้าจะเป็นแค่ทหารเลว แต่ข้าเองก็ผ่านสงครามกาลัทเทียร์มา ”

ฉับพลันนั้นดูราวกับว่าฝูงชนที่เคยอยู่ในความเงียบงัน ในความศิโรราบและสิ้นหวังพลันมีชีวิตกลับคืนมา พวกเขาเริ่มหันไปพูดคุยกันถึงสิ่งที่ได้ยินมา คนที่พอจะเป็นผู้นำเป็นหลักยึดให้คนอื่นๆได้เริ่มปรากฏชัดขึ้นในฝูงชน พวกเขาเริ่มเข้าใจทีละน้อยว่านี่คือสิ่งที่ต้องทำเพื่อความอยู่รอด

เสียงเซ็งแซ่นั้นเงียบลงเมื่อชายคนหนึ่งถามขึ้นว่า ” แต่ว่าท่านซาร์ค พวกเราไม่มีอาวุธอะไรจะต่อกรกับคนพวกนั้น พวกเราเป็นชาวไร่ชาวนาเรื่องต่อสู้น่ะไม่เป็นแม้แต่อย่างเดียว ถ้าสู้กันแบบนี้….แล้วพวกเราจะเป็นยังไง ”

ความจริงข้อนั้นทำให้หลายคนต้องเงียบไปและหลายคนพลันรู้สึกเหมือนเขาตื่นจากความฝัน ชายคนนั้นพูดถูก พวกเขาสู้ไม่เป็นและไม่มีทางสู้ ยังไม่นับว่าตอนนี้พวกเขาอ่อนแอลงจากอาหารที่มีกินอย่างอดอยากและความหวาดกลัวต่อทหารม้าตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา

แต่ซาร์คาเรียเพียงส่ายหน้าก่อนจะตอบว่า ” การต่อสู้ไม่ได้หมายถึงการใช้หอกดาบเข้าห้ำหั่น มันคือการตัดสินใจลิขิตชีวิตด้วยตัวเอง ข้าไม่ได้สู้เพราะนางแม่มด หรือเพราะทหารม้า ข้าสู้เพราะข้าไม่อาจยอมให้คนพวกนั้นทำกับชีวิตของข้าหรือของใครเหมือนผักปลา ข้าไม่อยากต้องเสียใจเหมือนที่ข้าเคยเสียใจหรือให้ใครต้องเผชิญกับสิ่งเหล่านั้น นั่นคือเหตุผลของข้า ” แล้วเขาก็กลืนน้ำลายราวจะย้ำความรู้สึกที่เขามีนั้นให้ฝังแน่นอยู่ในใจ
อีกครั้งที่ผู้คนส่วนใหญ่นั้นเงียบไปราวกำลังครุ่นคิดถึงสิ่งที่พวกเขาเพิ่งได้ยิน จนกระทั่งคนหนึ่งตะโกนขึ้นว่า ” ที่นี่เป็นบ้านของพวกเรา พวกเราต้องปกป้องไว้อยู่แล้ว ท่านไม่ต้องห่วงหรอก ”

เสียงแรกตามมาด้วยเสียงที่สอง ” เอาชัยชนะกลับมา เราจะเตรียมที่นี่ไว้ต้อนรับท่านกับเหยี่ยวป่าเป็นอย่างดี ไม่ต้องห่วง ”

ถึงตอนนั้นซาร์คไม่อาจห้ามตัวเองไม่ให้ยิ้มได้ แม้มันจะเป็นรอยยิ้มและเศร้าแต่ก็แฝงไปด้วยความโล่งใจขณะที่ใบหน้าทั้งหลายที่อิดโรยและอ่อนแรงเริ่มมีรอยยิ้มตอบรับ เสียงพูดคุยดังขึ้นอีกครั้ง และความมีชีวิตชีวาก็กลับมาหลังจากเวลายาวนานที่นางและทหารม้าช่วงชิงมันไป นี่คือผู้คนของเมริสมาที่เขาจำได้ นี่คือรอยยิ้มที่เขาจำได้ “ ข้าฝากที่นี่ไว้กับพวกท่านด้วย ขอให้ทุกคนปลอดภัย ” เด็กหนุ่มกล่าว สิ่งที่ตอบรับเขากำปั้นที่ชูขึ้นและเสียงขานรับที่แม้ไม่สอดประสานแต่เต็มไปด้วยพลัง และเขาสาบานด้วยทุกสิ่งว่าเขาจะปกป้องผู้คนเหล่านี้ไม่ว่าเขาจะอยู่ห่างไปเท่าไหร่ ไม่ว่าเขาต้องใช้ซักกี่ชีวิต เพราะไม่มีสิ่งใดมีค่าสำหรับเขามากไปกว่ารอยยิ้มและผู้คนเหล่านี้ ไม่มีอีกแล้ว

***
” ขออนุญาตครับท่านคลอเดียส มีจดหมายมาถึงท่านครับ ”

ดยุคหนุ่มได้แต่เหลือบสายตามองชายที่มาส่งสาสน์อย่างเอือมระอาก่อนจะรับจดหมายนั้นมาแล้วไล่เขาไป ไม่มีข่าวดีมาที่นี่หลายวันแล้วนับตั้งแต่สงครามเริ่มดำเนินไป ทหารม้าหลายร้อยนายถูกเรียกตัวไปที่ชายแดนเพื่อแก้ขัดให้กองทัพตะวันตกที่กำลังรวบรวมกะเกณฑ์ไพร่พล คลอเดียสได้แต่ก่นด่าความเชื่องช้าของคนเหล่านั้นทั้งที่พวกเขาต่างรู้ดีว่าสงครามนี้ต้องเกิดขึ้นในเร็ววัน มีแต่พวกสายตาสั้นเท่านั้นที่ไม่เตรียมพร้อมกับเรื่องคอขาดบาดตายเช่นนี้

เขาไม่ต้องอ่านจดหมายฉบับนั้นจนจบก็ฉีกมันทิ้งได้โดยไม่ต้องคิดด้วยซ้ำ ทหารม้าพันนาย นี่มันบ้าชัดๆ หากเขาต้องส่งทหารม้ามากขนาดนั้นไปตะวันตกแล้วใครกันจะดูแลความเรียบร้อยภายในประเทศที่เต็มไปด้วยโจรและกบฏพร้อมลุกฮือขึ้น ไม่ต้องมีศึกจากอาณาจักรจากตะวันออกหรือใต้พวกเขาก็เหมือนมีศึกสองด้านอยู่แล้วแท้ๆ

ตอนนั้นเองที่เขาได้ยินเสียงเอะอะจากภายนอกห้องทำงานมาจากลานกลางที่พวกเขาใช้สำหรับฝึกซ้อมและเตรียมพล มันเป็นเสียงที่เขาได้ยินหลายครั้งในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมานับตั้งแต่เขามอบหมายให้คีธตามล่ากองโจรกบฏในเมืองหลวง เพียงแต่ชะเง้อหน้าออกจากประตูไป เขาก็เห็นคนกลุ่มหนึ่งถูกล่ามมือไพล่หลังติดกันมา พวกเขาถูกลากให้มายืนเรียงแถวหน้ากระดานที่ลานนั้นโดยคนที่ไต่สวนพวกเขาก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากคีธ

สำหรับดยุคหนุ่มวิธีการของชายหนุ่มนั้นทั้งน่าดูและน่ากลัวในเวลาเดียวกัน สายตาที่คมกริบเพ่งมองชายที่เขาสืบสวนราวจะชำแหละเขาเป็นชิ้นๆ ถ้อยคำที่ใช้หลอกล่อนั้นโอนอ่อนและหนักแน่น ไม่นานนักหลายคนก็ยอมจำนนและสารภาพโดยที่ชายหนุ่มไม่ต้องเปลืองแรงทรมานพวกเขาด้วยซ้ำ ถ้าจะทรมานคีธแทบไม่เคยใช้เรือนคุกหรือเครื่องมือใดๆในนั้น เขาเคยจับคนพวกนั้นมัดกับเสาไม้ปล่อยให้ตากลมและน้ำค้าง อดข้าวอดน้ำและอดนอนจนพวกเขาเริ่มเพ้อ ครั้งหนึ่งชายหนุ่มจับคนหนึ่งให้ยืนบนเก้าอี้เล็กๆที่ล้มได้ง่ายกับห่วงเชือกรอบคอที่อาจกลายเป็นทางตายของเขาทันทีที่เขาทรงกายพลาด พวกเขาได้คำสารภาพในเวลาแค่ไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น

ครั้งนี้ก็เหมือนจะเป็นเช่นนั้น คีธทรมานชายหนุ่มหนึ่งต่อหน้าเพื่อนๆของเขาจนได้รับคำสารภาพจากพวกเขาเสียหมดเปลือก นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่คลอเดียส ชาล็อตต้าต้องใช้กองทัพล่าโจร แต่คงมีแต่คีธที่สามารถมองเห็นเช่นชาติคนเถื่อนเหล่านี้ได้ถึงเพียงนี้จนรู้ว่ากับใครวิธีใดจึงได้ผล งานของพวกเขาจึงเป็นไปอย่างราบรื่นถึงเพียงนี้

เหล่านักโทษถูกพาตัวไปขังรอการไต่สวนบทลงโทษซึ่งคงไม่พ้นความตาย ตอนนั้นเองที่ชายหนุ่มก็เงยหน้าขึ้นและหันมาทางเขาก่อนจะค้อมตัวให้เล็กน้อยเป็นการแสดงความเคารพ

คลอเดียสยักหน้ารับก่อนจะเดินลงไปยังลานเบื้องล่าง “ วันนี้ก็ทำงานได้น่าชมเชยอีกแล้วนะ “ เขากล่าว

ชายหนุ่มค้อมตัวรับอีกครั้ง “ ขอบคุณมากครับ ท่านคลอเดียส “ เขาตอบก่อนจะนิ่วคิ้วเล็กน้อย “ วันนี้ท่านดูอิดโรยอีกแล้ว “

แต่ดยุคหนุ่มก็แค่ส่ายหน้าอย่างหน่ายๆ “ ทางตะวันตกขอกำลังเพิ่มอีก ข้าละไม่เข้าใจจริงๆว่าคนพวกนั้นทำงานกันประสาอะไรถึงเกณฑ์ไพร่พลกันได้ไม่ทันใช้ “

คำบ่นรำพึงนั้นฟังดูคุ้นหูจนชายหนุ่มต้องหัวเราะน้อยๆ “ มีเรื่องให้ท่านได้กลุ้มใจอยู่เรื่อยๆแบบนี้เย็นนี้ท่านจะรับเบียร์ซักแก้วมั้ยครับ ”

” ไม่ต้องเลย ” เขาตอบพลางหัวเราะน้อยๆ ” ครั้งสุดท้ายที่ข้าดื่มเบียร์ของเจ้าข้าผล็อยหลับไปรู้ตัวอีกทีก็เที่ยงวัน เจ้านี่มันแสบจริงๆ ”

ชายหนุ่มยิ้มน้อยๆแล้วตอบไปว่า ” ก็แค่สมุนไพรที่ช่วยให้หลับลึกเท่านั้นแหละครับ ข้าเห็นท่านเหนื่อยมากก็เลยปรุงมาให้ ท่านตื่นมาก็สดชื่นดีไม่ใช่หรือ ”

คลอเดียสฟังเช่นนั้นก็ได้แต่กลอกตาด้วยความหน่ายระอา จริงอยู่ว่าความฉับไวของคีธช่วยเขาได้มาก แต่การเดินหมากล่วงหน้าของคีธก็ทำให้เขาปวดหัวได้เสมอ ” ข้าขอบใจเจ้ามาก แต่ไม่ต้อง ถ้าอยากให้ข้าผ่อนคลายละก็เจ้าก็เลิกปรุงยานั่นเสียด้วยล่ะ ”

ครั้งนี้เป็นชายหนุ่มที่หัวเราะ ก่อนจะเงียบไปครู่หนึ่ง ดวงตาของเขามีแววครุ่นคิดอยู่เต็มเปี่ยมขณะที่ถามขึ้นว่า ” ท่านจะให้เกียรติดวลกับข้าได้มั้ยครับ ”

สายตาของคลอเดียสพลันตวัดมองเขาในทันที คำเชิญนั้นเป็นเรื่องแปลกใหม่เพราะไม่มีใครเลยที่บังอาจท้าทายคลอเดียส ชาล็อตต้า ผู้บังคับบัญชาทหารม้า จะมีก็แต่ชายหนุ่มผู้นี้ผู้ไม่เคยมีชีวิตอยู่ในกฎเกณฑ์ที่ผู้อื่นเห็นชอบด้วย ดยุคหนุ่มจึงถาม ” เจ้าจะดวลกับข้าทำไมหรือคีธ ”

” ข้าเพียงแค่คิดว่าการออกกำลังเป็นการผ่อนคลายที่ดี ถ้าท่านดยุคไม่รังเกียจ ข้าก็ยินดีจะเป็นคู่มือให้ ”

คลอเดียสได้ยินเช่นนั้นก็เลิกคิ้วขึ้น ข้อเสนอนั้นไม่เลวเลยเมื่อคิดว่าชายคนนี้อาจทำอะไรได้ เขายังจำการดวลของคีธในวันที่เขาเข้ามาเป็นทหารม้าได้แม่นยำและเขาบอกได้ว่าชายคนนี้จะไม่ทำให้เขาผิดหวัง ” อย่างนั้นก็ได้ ข้ารับคำท้า แต่ข้าเตือนไว้ก่อนนะว่าถึงนี่จะเป็นการดวลเล่นๆข้าไม่ออมมือให้หรอก ”

คำตอบที่มาพร้อมรอยยิ้มของชายหนุ่มคือ ” ข้าก็เช่นกัน ” ก่อนที่เขาชักดาบออกจากฝักแล้วหันไปบอกทหารม้าคนอื่นๆในถอยออกไปจากลาน ดยุคหนุ่มเองก็ชักดาบออกมากวัดแกว่งไปมาเพื่อยืดเส้นสายเป็นสัญญาณให้ทหารม้าทั้งหลายได้รู้ว่าจะมีการดวลเกิดขึ้น หลายคนตรงมาที่ข้างลานเพื่อเตรียมชมการดวลของผู้บังคับบัญชาซึ่งพวกเขาไม่ได้เห็นบ่อยนัก

” เพราะว่านี่เป็นแค่การดวลกันฉันท์มิตร ข้าว่าเราน่าจะตั้งกติกาเพื่อตัดสินแพ้ชนะไว้ก่อน เจ้ากับข้าจะได้ไม่ต้องมาปวดหัวว่าใครชนะใครกันทีหลัง ” คลอเดียสกล่าว

” อย่างนั้นก็ได้ครับ ” ชายหนุ่มรับพลางขว้างฝักดาบหลบไปทางหนึ่ง ” แต่โดยส่วนตัวข้าไม่ได้คิดเรื่องแพ้ชนะหรอกนะครับ ”

ดยุคหนุ่มได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะหึ ” ไม่มีแพ้ชนะแล้วจะสนุกยังไง ”

” นั่นก็จริง งั้นท่านดยุคว่าอย่างไร ”

” แผลที่มือขวา ไหล่ขวาและหน้าอกถือว่าตาย ส่วนที่เหลือถือว่าบาดเจ็บ ถ้าไม่มีใครตายคนที่ได้รับบาดแผลน้อยกว่าหลังจากครึ่งชั่วโมงถือว่าชนะ ”

ชายหนุ่มหลุดขำในทันที ” นี่ดวลกันอย่างเป็นมิตรแล้วนะเนี่ย ”

” หรือจะให้เอาถึงตายจริงๆ? ”

” ไม่หรอกขอรับ ” คีธกล่าวก่อนจะวาดดาบขึ้นตั้งท่าเตรียมพร้อม

ไม่มีคำพูดหรือสัญญาณอันแสดงว่าการดวลเริ่มขึ้น แต่ใบดาบของพวกเขาตวัดเข้าปะทะแทบจะในเวลาเดียวกันราวกับอ่านใจกันไว้ เหล่าทหารม้าประหลาดใจไม่น้อยที่เห็นว่าผู้บังคับบัญชาของพวกเขาก็มีฝีมือไม่อ่อนด้อยไปกว่าชายหนุ่มซึ่งเจนศึกอย่างคีธเสียเท่าไหร่ อันที่จริงพวกเขาไม่ควรแปลกใจเมื่อคิดว่าคลอเดียสเคยออกรบและนำกองทัพล่าโจรด้วยตนเองเพียงแต่ดยุคหนุ่มไม่ใคร่ยินยอมแสดงฝีมือเสียเท่าไหร่

อันที่จริงฝีมือของพวกเขาสูสีกันจนตลอดห้านาทีแรกนั้นไม่มีใครลงมือกับใครได้ ไม่ว่าการโจมตีนั้นจะยอดเยี่ยมเพียงใดแต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะอ่านทางได้เสียก่อนทุกครั้ง ดังนั้นดาบของพวกเขาถ้าไม่ตวัดโดนกันก็โดนอากาศว่างเปล่า ชายหนุ่มถึงกับต้องขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ดาบของเขาไม่ถูกสั่นคลอนจากสิ่งนั้น คลอเดียสเองก็เช่นกัน หลังจากแกว่งดาบของพวกเขาอยู่หลายนาทีติดต่อกัน พวกเขาต้องถอยมาชั่วขณะ ส่วนหนึ่งเพื่อหายใจ อีกส่วนเพื่อคิดหาวิธีโจมตีผ่านการป้องกันของอีกฝ่าย

ไม่นานนักชายหนุ่มก็เริ่มขยับอีกครั้ง และครั้งนี้คลอเดียสเหมือนจะตั้งใจให้เขาเป็นฝ่ายรุก ดยุคหนุ่มทำเพียงป้องกันโดยไม่มีความตั้งใจจะบุกเลยแม้แต่น้อย แต่นั่นยิ่งทำให้คีธมุ่นคิ้วหนัก เพราะเมื่ออีกฝ่ายเบนความตั้งใจไปที่การป้องเขายิ่งไม่อาจหาช่องว่างจะจู่โจมได้ ดยุคหนุ่มเองก็ไม่โจมตีแม้เมื่อคีธเริ่มมีช่องว่าง เขาถอย ตั้งรับ ตีออกห่าง ล่อคีธให้ไล่ตามมา

และชายหนุ่มก็ตามติดอย่างไม่ลดละ กระนั้นเขาก็ยังทำอะไรดยุคแห่งโดบรัมไม่ได้ ยิ่งพยายามมากเท่าไหร่เขายิ่งเหมือนจะสู้ได้ลำบากมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งพวกเขาเคลื่อนไหวยิ่งดูเหมือนคลอเดียสจะถูกต้อนเข้ามุมอับจนชายหนุ่มเริ่มนึกสงสัยว่านี่เป็นกับดักแบบไหนกันแน่

เมื่อความเคลื่อนไหวเริ่มลำบากขึ้น ดยุคหนุ่มจึงฉวยโอกาสตีโต้คืนชายหนุ่มไปสองสามครั้งซึ่งคีธตั้งรับไว้เกือบไม่ทันเพราะเขาไม่ทันนึกถึงการโจมตีที่อาจตามมา ถึงเขาจะป้องกันตัวเองไว้ได้คลอเดียสก็หลุดออกจากการต้อนของเขาไป เขาได้แต่จิปากอย่างไม่พอใจก่อนจะคว้าดาบจากเสาใกล้ๆ สะบัดมันหลุดจากฝักแล้วเข้าโจมตีคลอเดียสต่อทันที

ดยุคหนุ่มต้องกัดฟันตั้งรับการโจมตีครั้งนี้เมื่อความถี่นั้นเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า เขาอดรู้สึกไม่ได้ว่าชายหนุ่มดูชำนาญการใช้ดาบสองมืออยู่พอประมาณทั้งที่เขาไม่เคยพูดเลยว่าตัวเองทำได้ตลอดเวลาที่ผ่านมา ยากจะเดาว่าคีธมีฝีมืออะไรซ่อนไว้จนชายหนุ่มตรงหน้าเขานี้ไม่ต่างอะไรกับอสรพิษที่ซ่อนเขี้ยวไว้เลยแม้แต่น้อย

นั่นคือตอนที่คลอเดียสตัดสินใจว่าเขาไม่อาจทำเพียงตั้งรับอีกต่อไป เขารุกกลับ และมุ่งการโจมตีทั้งหมดไปที่ซีกซ้ายของชายหนุ่ม เห็นได้ไม่ยากว่าชายหนุ่มคนนี้ชำนาญการต่อสู้กับคู่ต่อสู้จำนวนมาก เขามีความชำนาญดีพอจะแยกแขนซ้ายขวาจากกัน หากทหารซักกองโจมตีเขา เขาคงชนะได้ไม่ยาก แต่แขนทั้งสองไม่อาจโจมตีศัตรูคนเดียวกันในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะเมื่อศัตรูคนนั้นไม่ยอมยืนอยู่ด้านหน้าของเขาให้โจมตีได้ถนัด อีกครั้งที่เขาจิปากอย่างขัดใจ ก่อนจะตัดสินใจเหวี่ยงตัวกลับ ดาบในมือขวาของเขาเหวี่ยงผ่านใบหน้าของดยุคหนุ่มไปฉิวเฉียด ขณะที่ใบดาบของคลอเดียสที่กรีดผ่านสีข้างของเขา

เรื่องนั้นไม่ได้เกินความคาดหมาย เขาจำต้องเปิดช่องว่างด้านหลังตัวเขาเพื่อใช้แขนขวา และคลอเดียสก็สามารถพอจะใช้เสี้ยวเวลานั้นทำให้เขาบาดเจ็บได้ แต่การดวลของพวกเขายังไม่จบแค่นั้น เมื่อตอนนี้คลอเดียสยืนอยู่เบื้องหน้าเขา คราวนี้คลอเดียสต้องเป็นฝ่ายตั้งรับเมื่อชายหนุ่มโจมตีเขาจากทั้งสองข้างโดยไม่เปิดโอกาสให้ดยุคหนุ่มหลบออกจากตำแหน่งนั้นได้อีก การต้อนจากทั้งซ้ายและขวาทำให้คลอเดียสหมดโอกาสจะรุกกลับ

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาหมดโอกาสจะชนะ เขารู้ดีว่าบาดแผลบนสีข้างของคีธกำลังแย่ลงเรื่อยๆขณะที่คีธใช้แขนทั้งสองข้างของเขาอย่างต่อเนื่อง ในเวลาไม่นานผลของมันจะปรากฏและดาบขวาของชายหนุ่มจะไม่เฉียบคมอีกต่อไป และนั่นคือจังหวะที่ดยุคหนุ่มรอคอย เมื่อช่องว่างปรากฏเขาก็เล็งใบดาบไปที่แขนขวาทันที

และแผลบนแขนขวาหมายถึงตาย

การดวลของพวกเขายุติลงเพียงเท่านั้น คีธได้แต่มองไปที่แขนของเขาซึ่งปรากฏแนวเลือดเป็นทาง คลอเดียสเองก็มองก็บาดแผลนั้นก่อนจะตวัดสายตามาที่ใบหน้าของชายหนุ่มแล้วกล่าวว่า ” ถ้าเจ้าคิดว่าการมีอาวุธมากกว่าทำให้มีโอกาสชนะมากกว่าเจ้าคิดผิดแล้ว ” แล้วเขาก็เก็บดาบเข้าฝัก ใบหน้าของเขาแม้นิ่งเฉยก็มีความพึงพอใจแฝงอยู่ ” ยังไงก็ขอบใจมาก ออกกำลังแล้วรู้สึกกระชุ่มกระชวยขึ้นจริงๆ ”

เมื่อได้ยินเช่นนั้นใบหน้าของชายหนุ่มก็พลันมีรอยยิ้มขณะที่มือของเขากุมแผลที่เลือดไหลซึม ” ได้รับใช้ท่านดยุคข้าก็ยินดีครับ ”

ดยุคหนุ่มยักหน้ารับ แต่ก่อนที่เขาจะทันกล่าวอะไร เสียงเอะอะก็ดังขึ้นจากด้านหนึ่งของเรือน ชายหนุ่มเรือนกายคลุกฝุ่นคนหนึ่งกระโจนลงจากหลังม้าวิ่งกระหืดกระหอบตรงมาทางเขาในทันที ” ท่านคลอเดียส ” เขากล่าวขณะที่หายใจหนักหน่วงพลางล่วงเอาจดหมายฉบับหนึ่งออกมา

ดยุคแห่งโดบรัมรีบรับจดหมายนั้นพลางตะโกนให้ทหารม้านำน้ำมาให้ชายผู้นี้ ครั่งบนซองบอกเขาว่ามันเป็นตราของราชสำนัก และสิ่งที่อยู่ในจดหมายยืนยันความกลัวของเขา ” เจ้ารีบไปทำแผลเสียไป ” ดยุคหนุ่มกล่าวขณะที่พับจดหมายนั้นเก็บในเสื้อ ” เราอาจต้องไปเข้าเฝ้าพระราชินีเร็วๆนี้ ”

***
ในยามเย็นของเมืองที่พลุกพล่านเช่นเมืองหลวงแห่งไลน์นั้นไม่มีที่ใดที่พลุกพล่านไปกว่าโรงเตี๊ยมต่างๆซึ่งคนทั้งนอกและในเมืองอาศัยเป็นที่พบปะและบางทีก็หลับนอน คนทั้งหลายมาเพื่อเหล้ายาอาหารมิตรสหายหรือทั้งหมดที่ว่านั้นในที่เดียวกัน ในที่แบบนั้นจึงไม่มีใครสังเกตเมื่อร่างในเสื้อคลุมเดินทางพรางกายเข้ามาและมองไปรอบๆราวกำลังตามหาคนรู้จัก แต่สำหรับสายตาที่เจนจัดกับห้องโถงที่คลาคล่ำนั้นเขาเป็นที่สังเกตได้ไม่ยาก ชายหนุ่มซึ่งทำงานอยู่ในร้านรีบเดินตรงจากหลังโต๊ะยาวอันเต็มไปด้วยเครื่องดื่มมาทางเขาในทันที ” ยินดีต้อนรับครับ ” เขาทักทาย ” ไม่ทราบมีอะไรให้รับใช้หรือครับ ”

ร่างในเสื้อคลุมไม่พูดอะไรนอกจากยื่นจดหมายเปิดผนึกฉบับหนึ่งให้ ชายหนุ่มเพียงแค่ก้มลงมองซองจดหมายที่ประทับครั่งไร้ตราก็พอบอกได้ว่ามาจากที่ใด นั่นเพราะผู้ที่มีปัญญาจะซื้อหาครั่งมาใช้มักจะมีปัญญาสั่งตราของตนเองด้วยเช่นกัน จดหมายที่ไร้ตรานั้นจึงมีความหมายพิเศษของมัน แต่เพื่อความมั่นใจเขาจึงเปิดจดหมายออกอ่านก่อนจะหันไปยิ้มกับร่างในเสื้อคลุมแล้วค้อมตัวน้อยๆ ” เดี๋ยวเราจะเตรียมห้องพักให้ ตอนนี้เชิญท่านพักผ่อนรับประทานอาหารทางนี้ก่อนครับ ” แล้วเขาก็นำทางแขกคนพิเศษผ่านผู้คนที่กำลังรับประทานทั้งอาหารและเครื่องดื่มขึ้นไปยังชั้นสอง ทางเดินบนนั้นเงียบงัน จะมีก็แต่เสียงที่ลอดห้องรับรองส่วนตัวบางห้องออกมา ในเวลาเช่นนี้มีน้อยคนนักที่ยอมจ่ายเงินเพื่ออาหารและบริการระดับนี้ และหากมีมักหมายความว่าพวกเขามีวาระพิเศษที่ต้องใช้ความเป็นส่วนตัว

ที่สุดทางเดินนั้นเองที่ชายหนุ่มเคาะประตูของห้องรับรองหนึ่งที่อยู่ห่างจากห้องที่เหลือ คนที่เปิดรับพวกเขาเป็นชายหน้าถมึงทึงซึ่งจ้องพวกเขาตาขวาง แต่รอยยิ้มของชายหนุ่มเหมือนจะยืนยันว่านี่เป็นเหตุการณ์ปกติ เขาผลักประตูให้แง้มออกอีกหน่อยแล้วดันหลังเด็กหนุ่มเข้าไป ห้องนั้นเป็นห้องรับรองที่ใหญ่เอาการณ์แต่ก็ดูเล็กไปถนัดตาเมื่อเทียบกับคนทั้งหลายที่นั่งอยู่ในนั้น ตรงกลางคือโต๊ะที่เต็มไปด้วยอาหารและเหยือกเบียร์ ผู้คนทั้งหลายในห้องนั้นต่างดื่มกินและพูดคุยอย่างสำราญราวกับว่านี่เป็นงานเลี้ยงหรูหราของขุนนาง

ในตอนที่เด็กหนุ่มเริ่มคิดว่าเขาอาจมาผิดที่นั้นเองที่สายตาของเขาเหลือบไปเห็นใบหน้าที่คุ้นเคย ไม่ว่าจะสกปรกมอมแมมอย่างไร ชายที่นั่งอยู่ที่มุมห้องกำลังถกเถียงกับชายในชุดคลุมยาวก็ยังเป็นอาวดริคเจ้าชายกบฏแห่งไลน์ ทันทีที่หันมาเห็นเขาใบหน้าของเจ้าชายก็พลันปรากฏรอยยิ้มกว้าง เขาวางแก้วเบียร์ของตนเองลงก่อนจะเดินมารับเสื้อคลุมของเด็กหนุ่ม ” ข้านึกว่าเจ้าจะแต่งตัวเป็นผู้หญิงมาเสียอีก ”

เด็กหนุ่มยิ้มเยาะในทันที “ เคราะห์ดีที่ข้าไม่ได้ทำแบบนั้น ”

ได้ยินเช่นนั้นชายหนุ่มก็หัวเราะน้อยๆ เขาแขวนเสื้อคลุมนั้นไว้ก่อนจะโอบบ่าดึงเด็กหนุ่มมาข้างตัวโดยซาร์คไม่ทันตั้งตัว หัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่าเองก็ไม่มั่นใจว่าเกิดอะไรขึ้นขณะที่เขาถูกพาไปแนะนำตัวกับผู้คนในห้องนั้น ดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่ใช่มิตรสหายที่รู้จักกันมาแต่อ้อนแต่ออกในเมื่อคนกลุ่มนั้นมีทั้งลูกพ่อค้า ทั้งหมอ ช่างไม้ บางคนทำงานฆ่าสัตว์หรือปล่อยเงินกู้ ความหลากหลายของคนที่นั่งอยู่ในห้องนั้นทำให้เด็กหนุ่มพาลรู้สึกว่าเจ้าชายอาจกำลังคิดย่อประเทศของตนเองเอาไว้ในผนังสี่เหลี่ยมนี้

เมื่อถึงด้านในเจ้าชายก็เชื้อเชิญให้เขานั่งตาม เขากำลังจะเอ่ยปากถามเรื่องผู้คนในห้องนี้ตอนที่ชายในเสื้อคลุมยาวโน้มตัวมาทางเจ้าชายอีกครั้ง “ นี่รึหัวหน้าของเหยี่ยวป่าที่เจ้าพูดถึง อายุน้อยกว่าที่ข้าคิดเสียอีก “

แต่อาวดริคก็แค่หันไปแล้วบอกว่า “ อายุไม่ใช่เรื่องสำคัญนี่ “

ชายคนนั้นยักหน้าก่อนจะหันมาทางเด็กหนุ่มแล้วยื่นมือข้ามตัวเจ้าชายมาทางเขา “ ข้า แรดเบิร์ท เป็นตลกหลวง ยินดีที่ได้รู้จัก”

ทันทีที่ยินว่าตลกหลวงสายตาของซาร์คก็เหลือบตาไปทางอาวดริคขณะที่ยื่นมือไปจับมือของชายในเสื้อคลุม “ ยินดีที่ได้รู้จัก ข้าซาร์ค เซเนดัล เมริสมา “

“ ชื่อท่านข้ารู้อยู่แล้ว “ ชายคนนั้นกล่าว “ ข้อดีของการเป็นตลกคือเจ้าได้รู้จักคนหลากหลาย “แล้วเขาก็เหลือบสายตาไปส่งยิ้มให้เจ้าชาย ผู้ซึ่งยิ้มตอบอย่างรู้กัน ซาร์คมั่นใจในทันทีว่าชายคนนนี้รู้บางสิ่งที่คนอื่นๆในห้องนี้ไม่รู้ แล้วจะเป็นอะไรไปได้นอกจากเรื่องของอาวดริคเอง

“ ชายคนนี้เป็นสายข่าวของเจ้า? “ เด็กหนุ่มกระซิบถามเจ้าชายอย่างระวัง

แต่ชายในเสื้อคลุมก็เบ้หน้าพลางกลอกตา “ สายข่าว คนอย่างข้าไม่ทำงานม้าเร็วให้เหนื่อยยากหรอก “

“ แรดเบิร์ทเป็นสหายของข้า “ อาวดริคแทรกขึ้น “ นั่นหมายความว่าเราทำงาน‘ด้วยกัน’ เราเป็นสายข่าวให้กันและกัน ”

“ ทุกคนในที่นี้มาเพื่อแลกเปลี่ยนข่าว “ แรดเบิร์ทกล่าว “ ข้อดีของการเป็นตลกคือไม่มีใครสนใจเจ้าในงานเลี้ยง แม้แต่พวกขุนนางก็ลืมไปว่าใต้ใบหน้าสีขาวมีหูและตาที่คอยฟังและมองพวกเขาได้ ยามที่พวกเขาหลงลืมการมีอยู่ของข้านั่นแหละคือเวลาทอง “ แล้วเขาก็หัวเราะ “ แม้แต่เจ้าชายกบฏก็ยังต้องการข่าวจากข้า “

“ และข้อดีของยามข้าวยากหมากแพงคือเจ้าได้รับว่าจ้างเป็นงานๆไป ไม่ได้นั่งนอนอยู่ในบ้านใดบ้านหนึ่ง “ เจ้าชายแหย่ แรดเบิร์ทก็ได้แต่กลอกตา

“ เจ้าไม่ได้นึกเห็นใจข้าที่ต้องลำบากเดินทางไปทั่วประเทศเลยนะ แต่เอาเถอะ หลังงานนี้ข้าหวังว่าข้าคงได้ไปนั่งนอนในปราสาทไลน์อีก “

เจ้าชายได้ยินเช่นนั้นก็ยักหน้า ก่อนจะถามว่า “ ว่าแต่เจ้าเพิ่งกลับมาจากทางใต้ ที่นั่นเป็นยังไงบ้าง “

แรดเบิร์ทยิ้มกริ่มก่อนจะจิบเบียร์ในแก้วแล้วตอบว่า “ อำนาจของแวร์จิลยังคงแข็งแกร่งมากที่นั่น แม้หลังจากท่านเคานท์มีเรื่องระหองระแหงกับราชสำนักเพราะทหารม้าเข้าเหยียบเท้าใครต่อมิใครที่มีสายโยงใยกับตระกูล แน่นอนว่าขุนนางเล็กๆบางคนอาจจะแขยงการเข้าไปข้องแวะกับแวร์จิลไปบ้าง แต่นั่นล่ะ เหล่าคนขลาดจะรวมพลังกันด้านหลังผู้ชนะอยู่ดี ถ้าแวร์จิลมีแนวโน้มว่าจะต่อรองกับราชสำนักได้ละก็ พวกนั้นคงไม่พ้นมาเคล้าแข้งเคล้าขาท่านเคานท์เหมือนเดิม ส่วนสหายผู้เข้มแข็งของแวร์จิลก็ยังเรียงหน้ากระดานอยู่ไม่ได้ไปไหน อย่างมาร์ควิสเลโอเดนนี่ถึงขนาดออกมาเข้าข้างแวร์จิลกันเห็นๆเลยทีเดียว ”

“ นับเป็นข่าวดี ” เจ้าชายกล่าวยิ้มๆ “ ตอนนี้ข้าติดต่อวาร์โรซึ่งเป็นตระกูลที่สนิทสนมกับเฟดเจอรัลได้แล้ว บิเนทที่เป็นตระกูลอาลักษณ์หลวงก็ด้วย แล้วก็ออคแคมจากตะวันออก ”

แรดเบิร์ทได้ฟังก็พยักหน้า ” ถ้าอย่างนั้นเราได้คนคุ้มกันทางใต้และตะวันออกกับทางเหนือบางส่วนแล้ว แล้วตะวันตกล่ะ ”

ฟังอย่างนั้นแล้วอาวดริคก็ได้แต่ถอนใจเฮือก ” นั่นคือที่ข้าเป็นห่วงที่สุด ดยุคแห่งโดบรัมมาอยู่เสียที่นี่ รางวัลก็ใหญ่ ถ้าเกิดอะไรขึ้นเวสต์เวลล์อาจเลือกโจมตีโดบรัมก่อน ถ้าเป็นอย่างนั้นเราจะเสียหน้าด่านทางตะวันตกเฉียงเหนือไปด้วย เท่ากับว่าเราจะเสียกาลัทเทียร์ไป ”

“ ฟังดูคล้ายความคิดของนางนะ ” หัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่าแทรกขึ้นขณะที่แย่งเนื้อแกะจากจานของอาวดริคโดยที่เจ้าตัวไม่ได้สนใจเลยแม้แต่น้อย มีแต่แรดเบิร์ทผู้มีหูตาไวเป็นเลิศที่มองเห็น แต่เขาก็แค่เลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนจะกลับมาเป็นจริงจังและยักหน้ารับแข็งขัน

“ นั่นแหละความน่ากลัวของนาง นางเหมือนจะทำได้ทุกอย่าง “ เขาว่า “ ตั้งแต่เจ้าชายทรงหนีออกไป ราชสำนักก็มีแต่กลิ่นไอของความหดหู่โดยมีนางเป็นศูนย์กลาง นางเป็นหญิงที่เด็ดขาดเหมาะที่จะนำประเทศในยามลำบาก แต่ทันทีที่นางกลายเป็นราชสำนักมันก็ไม่ใช้ราชสำนักแห่งไลน์แล้ว “ ว่าแล้วเขาก็ยักไหล่ “ ว่าตามตรงการรับงานที่นั่นที่นี่ในตอนนี้ดีกว่าอยู่ในปราสาทมาก ”

“ แล้วใครบางคนก็บ่นเรื่องเดินทาง ”

อีกครั้งที่คำแหย่ของเจ้าชายทำให้ชายในเสื้อคลุมถลึงตา “ เจ้านี่มันช่างจับผิดจริงๆ ถ้าเจ้าชายอาวดริคได้เป็นพระราชาแล้วอย่าลืมไปจับผิดพระองค์แบบนี้บ้างนะ ”

เจ้าชายหัวเราะน้อยๆก่อนจะเหลือบตามองสหายอย่างรู้กัน สำหรับซาร์คนั่นกวนประสาทเขาไม่น้อย แต่เด็กหนุ่มเข้าใจความจำเป็นที่ต้องกำกวมนี้ดีเกินกว่าจะทำอะไรนอกจากถอนใจหน่ายๆ ในตอนนี้พวกเขาจะให้ข่าวว่าเจ้าชายกบฏกลับมายังเมืองหลวงแพร่ออกไปไม่ได้ อาวดริคในตอนนี้คืออาร์ธ ชายที่ทำงานให้เจ้าชายกบฏแห่งไลน์ คงไม่มีใครในห้องนี้นอกจากตลกหลวงและตัวเขาที่รู้ว่าแท้จริงแล้วทั้งสองคือคนเดียวกัน

” โจชัวเพิ่งเข้าไปที่บ้านของท่านดยุคคนก่อนเมื่อไม่นานนี้ไม่ใช่รึ ”แรดเบิร์ทถาม “ ข่าวว่าพวกเขายังแข็งแกร่งไม่น้อยเลยนี่ ถึงตอนนี้โดบรัมเป็นของชาล็อตต้า แต่ฉุกเฉินขึ้นมาพวกเขาคงพอทำอะไรได้บ้างแหละมั้ง ”

“ ข้าก็หวังว่าอย่างนั้น ” อาวดริคตอบก่อนจะจิบเบียร์ของตัวเองบ้าง “แต่ เราก็ไม่มีหลักประกันเรื่องโดบรัม ว่าตามตรงว่าข้าไม่ค่อยสบายใจ “

“ อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดแหละเฮ้ย “ ชายอีกคนหนึ่งบอกเขาหลังจากถือวิสาสะนั่งลงข้างซาร์ค ใบหน้าที่เยาว์วัยนั้นเต็มไปด้วยหนวดเคราเข้มคล้ำหันมาทักทายเด็กหนุ่ม “ ข้าโจชัว เป็นสถาปนิกและคนที่เจ้าสองคนนี้นินทาถึง ยินดีที่ได้รู้จัก “

“ เจ้ารู้ได้ไงว่าพวกข้าพูดถึง “ แรดเบิร์ทถาม

โจชัวย่นจมูกในทันที “ ข้าคงจามละมั้งถึงได้รู้ว่าพวกเจ้านินทา โถ่ว้อย ห้องก็มีอยู่เท่านี้ ไม่ได้ยินก็บ้าแล้ว ” นั่นทำให้เจ้าชายหัวเราะอย่างขบขัน แม้แต่ซาร์คยังหลุดยิ้มออกมาอย่างช่วยไม่ได้ เขาส่ายหน้าน้อยๆก่อนจะได้เห็นโจชัวร์หันมายิ้มให้เขา “ ตอนแรกข้าคิดว่าหัวหน้าโจรที่เจ้านั่นว่าจะมีหนวดมีเคราหน้าตา น่ากลัวที่ไหนได้เจ้าน่ารักใช้ได้นี่นา มิน่าล่ะอาร์ธมันถึง- “

แต่ก่อนที่จะทันพูดจบเสียงกระแอ้มของอาวดริคจะตัดบทเขาและแขนของเจ้าชายเอื้อมไปพาดบนพนักเก้าอี้ด้านหลังเด็กหนุ่มอย่างมีนัย “ ข้าไม่เห็นจำได้ว่าข้าพูดอะไรกับเจ้าเรื่องนี้นะ ” ที่เขาพลาดไม่ได้เห็นคงเป็นแรดเบิร์ทที่กำลังขำกลิ้ง

“ อ้าว ก็เจ้าบอกว่าเขาคือหัวหอกที่ช่วยเจ้าชายในการกบฏไม่ใช่เหรอ ” โจชัวรีบแก้เก้อ “ ข้าแค่แปลกใจที่เขามีกำลังคนอยู่กับเขามากขนาดนั้นทั้งที่อายุเพิ่งแค่นี้ ข้าแค่จินตนาการถึงแม่ทัพกรำศึกอยู่ก็เท่านั้นแหละ ”

“ เขาก็เป็นแม่ทัพที่กรำศึกจริง ” เจ้าชายกล่าวพลางเหลือบมองเด็กหนุ่ม “ ไม่อย่างนั้นเจ้าชายคงไม่ไว้วางพระทัยให้เหยี่ยวป่าเป็นแนวหน้าในการบุกปราสาทหรอก ”

ซาร์คได้ยินเช่นนั้นก็ส่ายหน้าหน่ายๆ ” เจ้านั่นคิดว่าย่องเข้าไปตัดคอนางแล้วก็จบใช่มั้ย ”

คำตอบจากชายหนุ่มคือ ” ประมาณนั้น ”

หัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่าต้องสบถก่อนจะเอนตัวพิงพนักเก้าอี้โดยไม่ได้สนใจเลยว่าแขนของอาวดริคยังอยู่ที่นั่น ” เจ้าคิดว่าการลอบเข้าปราสาทไลน์มันง่ายมากหรือไง ครั้งก่อนเราได้คนในช่วยหรอกถึงได้ทำได้ แต่เจ้าบอกเองว่าตอนนี้นางโดนอัปเปหิออกมาแล้ว ใครจะพาพวกเราเข้าไป ”

” เจ้าชายอาวดริคจะทรงนำทางพวกเราเข้าไปเอง ” ชายหนุ่มตอบ เด็กหนุ่มได้ยินก็ถึงกับอ้าปากค้างขณะที่ชายอีกสองคนยักหน้าหงึกหงักเห็นดีเห็นงามจนซาร์คนึกอย่างซัดแรดเบิร์ทขึ้นมาตะหงิดๆถ้าไม่เพราะเจ้าชายกล่าวต่อไปว่า ” ยังไงคนที่พอจะต่อกรกับนางได้ในเชิงเวทย์ก็เป็นเจ้าชาย แล้วปราสาทนั้นก็เป็นบ้านของพระองค์ คนที่พาเราเข้าไปได้ตอนนี้ก็มีแต่เจ้าชายนั่นแหละ ”

ในตอนนั้นที่ซาร์คอยากทำมากที่สุดคือประท้วง แต่ไม่ว่าอย่างไรเขาไม่อาจเปล่งเสียงออกมาจากลำคอได้ เพราะใช่ มันจะเป็นใครเสียอีก แต่…. ” เวรยามที่นั่นอาจจะเปลี่ยนไปหมดแล้ว เจ้านั่นออกจากปราสาทมาตั้งหลายเดือน ”

” เรื่องเวรยามข้าสืบไว้แล้ว ไม่ว่าปราสาทจะดีเลิศแค่ไหนก็ต้องมีทางเข้าออกและมีผู้คนเข้าออก ที่สำคัญคือต้องมีคนส่งเสบียงและสินค้าเข้าไป พ่อค้าที่ใหญ่พอจะจัดหาของเข้าราชสำนักก็มีอยู่ไม่กี่ราย- ”

” เจ้าติดต่อพวกเขางั้นหรือ ”

เจ้าชายยิ้มน้อยๆแล้วตอบว่า ” ข้าทำงานให้คนหนึ่งในนั้นอยู่ ”

อีกครั้งที่ซาร์คอ้าปากค้าง แต่ครั้งนี้เขาหุบปากลงแล้วถอนใจ ” ข้าเชื่อแล้วว่าเจ้าเตรียมทุกอย่างไว้แล้ว ”

อาวดริคเห็นอย่างนั้นก็ยิ้มน้อยๆแล้วส่ายหน้า “ ไม่ใช่ทุกอย่างหรอก แค่ทุกอย่างที่ข้าพอจะนึกออก แม้จะมีพวกเขาช่วย ”เขาว่าพลางมองไปรอบๆ “ ข้าก็ไม่รู้ว่าข้าหลงลืมอะไรหรือใครไปหรือเปล่า ข้าไม่อยากลืมอะไรไป เดิมพันมันสูงเกินไป ”

มือของเด็กหนุ่มกำแน่นเมื่อได้ฟังเช่นนั้นเพราะนั่นคือสิ่งที่เขาเองก็รู้สึก แม้แต่แรดเบิร์ทซึ่งเหมือนจะล้อเลียนโลกทั้งใบก็ยังดูเคร่งขรึมขณะที่เขาตบบ่าอาวดริคหนักๆราวจะบอกว่าเขาเข้าใจทั้งความกังวลและความกดดันนั้น โจชัวเองก็ยักหน้า พวกเขาทั้งหมดลงเดิมพันไปแล้วด้วยชีวิตของตัวเอง หากการพบปะนี้แดงขึ้นมาพวกเขาทั้งหมดจะอยู่ในฐานะกบฏที่ช่วยเหลือเจ้าชายในทันที แต่พวกเขายอมลงเดิมพันนั้นเพราะพวกเขาไม่ต้องการจะเสียใครไป ไม่แม้แต่คนเดียว

“ อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด “ โจชัวว่า “ เรามีสิ่งที่เราทำได้อย่างจำกัด เป็นไปได้ข้าก็อยากเคียงบ่าเคียงไหล่กับพวกเจ้าในวันนั้น แต่ข้าจับอาวุธไม่เป็น ข้าช่วยได้ก็แค่เรื่องพวกนี้เท่านั้น “

“ เรื่องพวกนี้ที่เจ้าว่าคือเรื่องที่สำคัญที่สุด โจชัว “ อาวดริคกล่าว “ ไม่ว่าเจ้าชายจะทรงก่อกบฏสำเร็จหรือไม่ ชาวบ้านต้องปลอดภัย นั่นเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าขุนนางในที่ดินไม่ช่วยพวกเขา “

โจชัวได้ยินเช่นนั้นก็ถอนใจเฮือก “ ถึงข้าจะไม่ได้ชอบใจขุนนางก็ต้องยอมรับว่าเจ้าพูดถูก ในตอนนี้เราต้องทำงานจากสิ่งที่มีก่อนจะสร้างสิ่งใหม่ ” แล้วเขาก็ยิ้มน้อยๆ “ ข้าอยากลองทำอย่างนั้นกับปราสาทเก่าแก่อย่างไลน์ดูซักครั้งเหมือนกัน “

นัยยะในคำพูดนั้นทำให้อาวดริคยิ้มรับ “ เจ้าชายต้องทรงยินดีเป็นแน่ “

รอยยิ้มของเจ้าชายนั้นทั้งเคร่งขรึมและอบอุ่น ต่างจากรอยยิ้มเก้อที่อาวดริคเคยมีจนแม้แต่หัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่ายังอดแปลกใจไม่ได้ หรืออันที่จริงเขาไม่ควรแปลกใจ เขาเคยเห็นรอยยิ้มนี้มาก่อนในวันที่เจ้าชายบอกเขาว่าเขาจะเข้ามาในเมืองนี้ วันที่อาวดริคได้ตัดสินใจว่าจะรับภาระของการล้มนางแม่มด อาจตั้งแต่วันนั้นแล้วก็ได้ที่เจ้าชายเติบโตขึ้นและแข็งแกร่งขึ้นจนไม่ต้องการปีกของเหยี่ยวป่าเพื่อปกป้องอีกต่อไป ผู้คนในห้องนั้นเองก็ยืนยันสิ่งนั้น ไม่ว่ารู้ตัวหรือไม่พวกเขาคือสหายของเจ้าชาย คนที่จะขับเคลื่อนการกบฏนี้ให้สำเร็จ เหยี่ยวป่าเป็นแค่ส่วนหนึ่งในภาพที่ใหญ่เสียจนแม้แต่ซาร์คเองก็ไม่เคยนึกถึง

เขาคงไม่อาจมองอาวดริคเหมือนเดิมอีก และนั่นทำให้เขาอุ่นใจอย่างประหลาด

“ เจ้ามีเวลาส่วนตัวซักเดี๋ยวไหม “ เขาหันไปกระซิบกับเจ้าชาย แต่ก็ดังพอที่ทั้งโจชัวและแรดเบิร์ทจะได้ยิน “ ข้ามีข่าวสำคัญจะส่งถึงเจ้าชาย “ โดยไม่ต้องพูดมากไปกว่านั้นอาวดริคก็เข้าใจเขาในทันที เขายักหน้าก่อนจะขอตัวจากเพื่อนทั้งสองแล้วนำทางเขาไปยังห้องรับรองเล็กๆห้องหนึ่งที่ไม่มีใครใช้งาน

เสียงลั่นดาลประตูไม่เคยฟังดูหนักหนาขนาดนี้สำหรับซาร์ค เขาเงียบอยู่นานโดยไม่รู้ว่าจะพูดอะไร นั่นเพราะเขาไม่ได้เตรียมใจจะเล่าเรื่องนี้ให้อาวดริคฟัง เขาคิดว่ามันจะเป็นการขัดสมาธิของชายหนุ่มขณะที่เขาใช้ความพยายามทั้งหมดไปกับการเตรียมการบุกปราสาทไลน์ เขารู้ว่าอาวดริคอ่อนไหวแต่ตอนนี้เขารู้แล้วว่าเจ้าชายจะรับมือกับข่าวนี้ได้ ” พวกเขาเจออลิซาเบธแล้ว ” หัวหน้าแห่งเหยี่ยวป่ากล่าว สายตาของเขาไม่ได้ละจากใบหน้าของชายหนุ่มขณะที่สีหน้าของเขาเปลี่ยนจากงุนงงเป็นตกใจเป็นเศร้าใจ อาวดริครู้ได้จากกบรรยากาศที่หนักอึ้งนั้นว่าปาฏิหาริย์ที่พวกเขาร้องขอไม่ได้เกิดขึ้น

” เธอได้กลับบ้านแล้วเหรอ ” เจ้าชายถาม

มันเป็นคำพูดสั้นๆไม่กี่คำที่แทงลึกเข้าไปในใจของซาร์คจนแม้แต่เขาเองก็ไม่อยากเชื่อ ทุกครั้งที่ใครซักคนต้องจากไปรอยที่เหลืออยู่ในใจของเขายิ่งเจ็บลึก ทุกครั้งที่เขาไม่อาจปกป้องคนที่เขาอยากปกป้องแผลที่ใจยิ่งกลัดหนองรุนแรง เขาไม่อยากให้อาวดริคต้องเจ็บเช่นนั้น ไม่ใช่ตอนนี้ มันอาจดีกว่าที่จะเรียนรู้ที่จะไม่รู้สึกเจ็บอีก แต่ถ้าไม่เจ็บจะมีสิ่งใดนำทางพวกเขาไม่ให้หลงมัวเมาได้กัน ” พวกเขาพบแค่กะโหลกเท่านั้น ” เขาบอกขณะที่มองดูอาวกดริค มองดูบาดแผลที่ค่อยๆถูกกรีดลงชายหนุ่ม มองดูเพื่อให้มั่นใจว่าแม้วันหนึ่งอาวดริคจะชินชากับความเจ็บปวดนี้เขาจะยังมีรอยแผลเป็นคอยย้ำเตือนเขาไว้

” อย่างน้อยเธอก็ได้พักแล้ว ” อาวดริคกระซิบ แหบพร่าและแผ่วเบาราวกำลังพยายามปลอบใจตนเอง กำลังพยายามจะลืมความเจ็บปวดนั้นไป

” เจ้าคิดว่าอลิซาเบธจะยอมพักผ่อนอย่างนั้นหรือ ” เขากระซิบตอบ ดวงตาสีเทาคู่นั้นมองตรงไปยังเจ้าชายผู้ที่ทำได้เพียงกลืนน้ำลาย ในที่สุดเมื่อความเจ็บปวดนั้นมากเกินไปชายหนุ่มก็ต้องเบือนหน้าหนีเขา เขามองไปรอบๆราวกับไม่รู้ว่าควรมองสิ่งใดหรือควรทำอะไร เขาไม่รู้ว่าเขาควรทำอย่างไรกับความรู้สึกที่ข่าวนั้นนำพามาให้ นั่นคือตอนที่ซาร์คคว้าท่อนแขนของชายหนุ่มไว้แล้วออกแรงน้อยๆให้เขาหันมา ดวงตาของพวกเขาประสานอีกครั้งขณะที่เขาบอกว่า “ ลิซจะได้พักเมื่อทุกอย่างจบลง “

อาวดริคเพียงแค่ยักหน้ารับ เขายังคงไม่มีเสียงที่จะพูดหรือกระทั่งเรี่ยวแรงจะสรรหาถ้อยคำ เขาเพียงแค่มองตรงมา รับรู้และเจ็บจำ ” จวนแล้ว ” เจ้าชายกระซิบในที่สุด ” ใกล้เหลือเกินแต่ก็ยังไกลเกินไป ”

“อย่ากลัว อาวดริค ความกลัวก่อแต่ปัญหา “ เด็กหนุ่มกล่าวก่อนจะขืนยิ้มน้อยๆเมื่อดวงตาของเจ้าชายพลันหรี่ลงราวกับว่าเขาจดจำถ้อยคำของตัวเองได้ “ เจ้าพอรู้มั้ยว่าเราจะบุกได้เมื่อไหร่ ”

เจ้าชายส่ายหน้า ” ข้ายังบอกแน่ไม่ได้ อีกสองวันข้างหน้าจะข้าจะพบอาจารย์แวร์จิลกับขุนนางกลุ่มหนึ่ง ถึงตอนนั้นเราคงรู้ว่าจะพร้อมเมื่อไหร่”

” มันคงจะไม่สายไปหรอกนะ ”

อาวดริคยิ้มอย่างเศร้าๆราวกับว่านั่นคือสิ่งที่เจ็บปวดที่สุดที่เจ้าชายเคยได้ยิน ” มันสายไปตั้งนานแล้ว ซาร์ค ” เขาบอก

***
TBC in Chapter 9

A Fairytale: จนฟ้ารุ่งราง บทที่ 7

Title: A Fairytale
Book III: จนฟ้ารุ่งราง (Another Dawn)
Author: vekin
Rate: PG-13
Warning: คนเขียนอ่อนคำราชาศัพท์เป็นอย่างยิ่ง ต้องขออภัยในความผิดพลาดมา ณ ที่นี้
***บุคคล เหตุการณ์และสถานที่ในเรื่องล้วนสมมติขึ้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องพาดพิงกับบุคคลและเหตุการณ์จริงแต่อย่างใด***

Chapter 7
####################################################
แต่ไหนแต่ไรลูเชียสเป็นคนที่ตื่นเช้า หากก็ไม่เช้าพอสำหรับวันนั้นเมื่อทหารรักษาพระองค์นายหนึ่งเข้ามาปลุกเขาให้ลุกตามมานานก่อนฟ้าจะสาง มันเป็นโมงยามที่คนรับใช้จะตื่นขึ้นมาตระเตรียมอาหารและสะสางงานช่วงเช้าในบ้านก่อนที่เจ้าบ้านจะลงมาเมื่อดวงอาทิตย์ขึ้น แต่ในเวลาอย่างนั้นกลับมีแขกมาขอพบเขาเป็นการเร่งด่วนทั้งที่เขาก็ไม่ได้รู้จักใครในเมืองหลวงนี้

จนกระทั่งลูเชียสได้เห็นหน้าของชายซึ่งนั่งรอเขาอยู่ในเสื้อผ้าเก่าปอนเปื้อนดินและน้ำค้าง เขาเกือบจะจำอาวดริคไม่ได้ด้วยซ้ำ อาวดริคเป็นฝ่ายลุกขึ้นแล้วตรงเข้ามาทักทายเขา ชายร่างสูงได้แต่มองอย่างงงๆพยายามเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น “ ท่านไปไหนมา” เป็นสิ่งแรกที่เขาถาม “ข้ารอท่านอยู่ทั้งวันเมื่อวาน”

“ข้ามีเหตุต้องเปลี่ยนแผนน่ะลู” ชายหนุ่มตอบพลางเชื้อเชิญเพื่อนให้นั่งลง “คนที่ข้ารู้จักในปราสาทไม่อยู่ที่นั่นอีกแล้ว ตอนนี้เราต้องหาทางเข้าไปสืบความเคลื่อนไหวในนั้นเอง ดังนั้นข้าเลยต้องหางานทำ” แล้วเขาก็บุ้ยใบ้ไปที่เสื้อผ้าที่เขาสวมใส่ ต่อให้เขาง่วงอยู่ลูเชียสก็จำกลิ่นของดินและน้ำค้างได้ดี แต่บนตัวของเจ้าชายนั้นมีกลิ่นของหลายสิ่งปะปนมาด้วย มีคนไม่กี่ประเภทนักที่มีกลิ่นติดตัวที่หลากหลายเพียงนี้

“ ท่านทำงานเป็นคนส่งของ? ” เขาอุทาน “ เวลาอย่างนี้มีใครยอมจ้างคนไม่รู้หัวนอนปลายเท้าด้วยรึ ”

“ ข้าได้คนรู้จักแนะนำให้ ตอนนี้ข้าก็พักอยู่กับเขาโดยเล่นเป็นญาติจากต่างเมือง ” เจ้าชายตอบ “ ข้อเสียก็คือข้าคงมาพบพวกเจ้าได้แต่ในเวลาเช้าตรู่แบบนี้ ไม่อย่างนั้นจะผิดสังเกต ”

ลูเชียสยักหน้างึกงักอย่างเข้าใจก่อนจะมุ่นคิ้วนิ่ว “ ถ้าอย่างนั้นท่านก็ไปพบคนที่ท่านรู้จักด้วยตัวท่านเองไม่ได้น่ะสิ แล้วที่ว่าเราจะต้องคุยกับพวกเขา-”

“ เรื่องนั้นต้องให้เจ้าช่วยจัดการตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ลูเชียส ” ชายหนุ่มตอบพร้อมรอยยิ้มขัดเขินที่บ่งบอกว่าเขาเองก็ไม่ได้สบายใจนักที่มัดมือชกกันแบบนี้ “ข้าขอให้ทหารรักษาพระองค์ช่วยเตรียมแผนที่กับข้อมูลเบื้องต้นของคนที่ข้าอยากพบไว้แล้ว ที่เจ้าต้องทำคือปลอมตัวเป็นเพื่อนของท่านเกรเกอร์เข้าไปเยี่ยมคนเหล่านั้น- ”

“ เดี๋ยวนะ ท่านหมายความว่าข้าต้องปลอมเป็นขุนนางงั้นเรอะ “ เมื่อเจ้าชายยักหน้าชายร่างสูงก็ส่งเสียงครางต่ำในลำคอทันที “ ท่านก็รู้ว่าข้าเป็นลูกช่างตีเหล็ก อ่านก็ไม่ออกเขียนก็ไม่ได้ เรื่องมารยาทสังคมทั้งหลายข้าก็ไม่รู้ ข้าจะไปตบตาคนอื่นว่าเป็นขุนนางได้ยังไง ”

“ เรื่องนั้นคนที่นี่จะช่วยแต่งเรื่องที่สมเหตุสมผลให้เอง เจ้าแค่เล่นตามน้ำ อบรมเรื่องพื้นฐานซักวันสองวันก็คงพอจะตบตาพวกเขาในระยะเวลาสั้นๆได้แล้ว ” แล้วอาวดริคก็ดึงพับกระดาษออกมาจากเสื้อของเขา บนนั้นคือรายชื่อที่แม้ลูเชียสจะอ่านไม่ออกเขาก็พอเดาได้ว่าคนเหล่านี้ต้องมาจากตระกูลสำคัญ “ พวกเขาเป็นอาจารย์ของข้า ” เจ้าชายกล่าว ” คนเหล่านี้เป็นขุนนางเก่าที่ราชาลุดวิกไว้วางพระราชหฤทัย ถึงแม้จะเกษียณอายุไปแล้วแต่บารมีของพวกเขาไม่ใช่น้อยๆ ข้าไม่อาจไปพบพวกเขาเองเพราะถ้ามีคนแม้แต่คนเดียวนึกสงสัยว่าเจ้าชายกบฏกำลังติดต่อกับคนพวกนี้อยู่ละก็ พวกทหารม้าต้องตามมาแน่ ข้าต้องการคนที่ดูไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อพวกเขา คนในตระกูลขุนนางที่อาจไม่ได้มีอำนาจอะไรและไม่มีใครรู้จัก แบบนั้นจะปลอดภัยกว่า ”

ท่าทางที่จริงจังของอาวดริคทำให้ลูเชียสต้องกลืนน้ำลาย เขาไม่มีความมั่นใจเลยแม้แต่นิดเดียวว่าเขาจะตบตาคนพวกนี้ได้แม้แต่คนเดียว

เจ้าชายเองก็เข้าใจ เขาจึงเอื้อมมือไปตบบ่าสหายหนักๆทีหนึ่ง “ ข้าแค่อยากให้เจ้าหยั่งเชิงว่าคนเหล่านี้เป็นมิตรหรือศัตรู เจ้าไม่ต้องต่อรองไม่ต้องบอกอะไรพวกเขาทั้งนั้น ถ้าเราพอรู้ว่าใครยินดีจะช่วยเมื่อนั้นเราค่อยเริ่มเปิดปาก แต่ต้องไม่ใช่ในการพบกันครั้งแรก “

อาจเป็นความเยือกเย็นของเจ้าชายที่ทำให้ลูเชียสได้แต่นั่งเงียบทั้งที่ภายในของเขาตื่นกลัวยิ่งกว่าสิ่งใด อาวดริคเองก็รู้ เขายิ้มให้ชายร่างสูงทีหนึ่งก่อนจะตบบ่าเขาแล้วลุกขึ้น

“ ข้าฝากด้วยนะ “ ลูเชียสไม่ได้ตอบอะไรนอกจากยักหน้ารับคำไปครั้งหนึ่ง ท่าทางอันจริงจังของเขายิ่งดูจริงจังมากขึ้น แต่นั่นพอแล้วสำหรับชายหนุ่ม เขาค้อมตัวขอบคุณทหารรักษาพระองค์ที่ยืนอยู่ในห้องนั้น ” ขอบคุณทุกคนมากๆ และต้องขอโทษด้วยที่ต้องทำให้ลำบาก ”

แต่ทหารคนนั้นก็เพียงแค่ยิ้มน้อยๆก่อนจะค้อมตัวลงบ้าง ” สำหรับเราการรับใช้นายเหนือหัวคือความภาคภูมิใจ ไม่ต้องเกรงใจไปหรอกพะยะคะ เจ้าชายอาวดริค ”

แม้นั่นอาจไม่ใช่คำเรียกที่เขาภาคภูมิใจนักแต่เขาก็น้อมรับไว้ก่อนจะสวมเสื้อคลุมโกโรโกโสและหมวกเก่าๆใบหนึ่ง เขาค้อมตัวบอกลาอย่างสุภาพอีกครั้งก่อนจะหายจากรั้วบ้านไปพร้อมรถเข็นว่างเปล่า

***

เสียงตะโกนสั่งงานดังไม่ได้หยุดมาตั้งแต่เช้าเมื่อร้านเปิด ชายหนุ่มร่างกำยำนับไม่ถ้วนต่างเดินวุ่นวายไปทั้งเขตบ้านที่ประกอบด้วยเรือนอันเป็นที่ตั้งของร้าน โรงเก็บของและลานกว้างที่เต็มไปด้วยรถเข็นที่เตรียมออกไปรวมทั้งตะกร้าและลังสินค้าที่เพิ่งเข้ามาตั้งแต่เมื่อคืนก่อน ที่นี่ไม่เคยหยุดนิ่ง จะมีก็แต่ใครเข้ามาทำงานบ้าง ทุกครั้งที่อาร์ธก้าวเข้ามาเขาจะรู้สึกเหมือนตัวเล็กลีบลงไปทุกครั้งในเมื่อทุกคนที่ขนของนั้นต่างมีร่างกายใหญ่โตล่ำสันกว่าเขาทั้งสิ้น

แต่นั่นไม่ได้ทำให้เขาถอดใจ เขาดันรถเข็นเข้าไปรวมกับรถเข็นเปล่าที่จอดอยู่หลายคันก่อนจะไปรายงายตัวว่าส่งของไปที่ใดมา เขายังไม่ทันได้หายใจด้วยซ้ำตอนที่นายท่านสั่งให้เขาไปขนไหน้ำส้มที่เพิ่งเข้ามาใหม่มาเก็บเข้าที่เพียงไมกี่อึดใจให้หลังเขาก็ได้รับคำสั่งให้ไปส่งของที่บ้านแวร์จิล แน่นอนว่านั่นรวมถึงการจัดของตามรายการที่ได้รับมาด้วย คนที่คอยกำกับการจัดของและการเข้าออกนั้นชื่อเอ็ดผู้ซึ่งคนทั้งหลายนินทาว่าตามองไม่เห็นดินด้วยความหยิ่งที่ไม่อาจหาใครเทียบได้ นั่นเข้าใจได้ไม่ยากเมื่อเขาเป็นหนึ่งในไม่กี่คนนอกจากนายท่านที่อ่านออกเขียนได้ สิ่งที่ไม่ใช่ใครๆก็ทำได้

เขาจึงไปหาเอ็ดเพื่อขอความช่วยเหลือเรื่องการจัดสินค้า เรื่องที่จริงๆแล้วเขาไม่ต้องขอเลยก็ได้ แต่การระวังตัวไว้ย่อมดีกว่า และแน่นอนว่าเอ็ดไม่มีความลังเลใจที่จะสั่งการณ์ใช้งานเขาราวกับว่าตนเองเป็นเจ้าของร้าน แม้กระทั่งตอนที่เขาขอพักก็ตาม ” อะไรวะ ไม่มีน้ำอดน้ำทนเอาซะเลย ขนของหน่อยเดียวเหนื่อยซะและ ”

เขาได้แต่ถอนใจทั้งยังนั่งกองอยู่กับผนังก่อนจะตอบว่า ” ของมันไม่ใช่น้อยๆ ขอเวลาข้าแป็บนึง ”

แต่เอ็ดก็ไม่ยินยอม ” ไม่ได้ๆ เวลาเป็นเงินเป็นทอง เจ้าเอาของขนไปที่บ้านแวร์จิลได้แล้วไป แล้วไม่ต้องรอรับเงินล่ะ บ้านนั้นเขาจะส่งคนมาจ่ายกับนายท่านเอง เข้าใจมั้ย ”

” รับทราบ ” เขาลากเสียงกวนประสาทนิดหนึ่งก่อนจะลุกขึ้นตรงไปที่รถเข็นซึ่งเต็มทั้งของกินของใช้ราวกับว่าคนในบ้านไม่ออกไปจ่ายตลาดที่ไหนด้วยตนเอง สิ่งที่สะดุดตาเขาที่สุดคงไม่พ้นผักผลไม้หรือกระทั่งธัญพืชจากทางใต้ เขาได้แต่เม้มปากแน่นเมื่อคิดว่าในเวลาเช่นนี้คงมีแต่ขุนนางกับพ่อค้าร่ำรวยเท่านั้นที่พอจะซื้ออาหารแบบนี้ยาไส้ได้

“ เฮ้ เจ้ามัวจ้องอะไรอยู่ ของพวกนั้นเน่าได้นะ “ เอ็ดไล่ตะเพิดเขา ก่อนที่เจ้าตัวจะหยุดนิดนึงแล้วร้องอ๋อ ” เออลืมไป เจ้ามันเด็กบ้านนอกนี่หว่า บ้านของคนสำคัญอย่างท่านแวร์จิลคงไม่รู้จัก มา ข้าจะเขียนแผนที่ให้ ” ว่าแล้วชายหนุ่มร่างเล็กก็เดินตัวปลิวไปทางโต๊ะไม้เล็กๆที่เต็มไปด้วยกองกระดาษและเครื่องเขียนที่เขายึดเป็นที่ทำงาน หลังจากขีดๆเขียนๆอะไรอยู่พักหนึ่งเขาก็เดินกลับมาพร้อมแผนที่หยาบๆที่วาดลวกๆพลางชูให้อาร์ธดู ” นี่ดูไว้ซะ นี่เราอยู่ตรงนี้ ถ้าเจ้าไปตามเส้นที่ข้าลากนะ บ้านแวร์จิลเป็นบ้านหลังใหญ่รั้วสีขาวที่มีไม้เถาว์ขึ้นด้านบน ด้านหน้าจะมีตรารูป- ”

” เอาน่า ข้ารู้แล้ว ไม่ต้องบอกหรอกข้าอ่านเองได้ ”

แล้วเขาก็ต้องชะงักปากทันที สีหน้าประหลาดใจของเอ็ดทำให้เขาเริ่มตระหนักได้ว่าเขากำลังพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูดอยู่ ” ข้าหมายความว่าข้าดูเอาเองก็ได้ บ้านที่มีตราจะมีซักกี่หลังเชียว ใช่มั้ยล่ะ” แล้วเขาคว้าแผนที่นั้นและหมวกใบเก่าขึ้นสวม ” ข้าเอาไปส่งให้เดี๋ยวนี้แหละ ” แล้วเขาก็รีบรุนรถเข็นตรงออกจากบ้านโดยไม่มองย้อนกลับไป เขาไม่แน่ใจว่าเอ็ดจะนึกสงสัยเขาหรือไม่ แต่เขาไม่อยากเสี่ยงอยู่ต่อเพื่อให้ถูกจับได้

แต่เพราะความรีบร้อนนั้นทำให้เขาเกือบชนกับกลุ่มคนขบวนย่อมๆที่หัวมุมถนนไม่กี่ก้าวจากร้าน เคราะห์ดีที่เขาหยุดรถเข็นไว้ทันแต่ก็ไม่ทันจะหลบขบวนคำผรุสวาทที่ตามมา ” ดูทางหน่อยสิวะ!! ”

เขาได้แต่ก้มหัวต่ำขอโทษขอโพย แม้จะยากที่จะดับอารมณ์ของพวกเขาลงได้ความยะโสโอหังนั้นชัดเจนจนเขาเดาได้ไม่ยากว่าพวกเขามาจากไหนแม้เมื่อพวกเขาไม่สวมเครื่องแบบใดๆในเวลาอย่างนี้มีแต่ทหารม้าของพระราชินีเท่านั้นที่กร่างได้ทั่วขนาดนี้

” เอาน่า อย่าไปถือสาเขาเลย ท่าทางเขากำลังรีบไม่ใช่รึ ” เสียงหนึ่งขัดขึ้น มันเป็นเสียงที่คุ้นเคยเสียจนตัวของเขาเย็นเฉียบทันทีที่ได้ยิน ในตอนนั้นสิ่งที่เขาอยากทำมากที่สุดคือเงยหน้าขึ้นแล้วเหลียวมองไปทางต้นเสียง แต่ความกลัวทำให้เขาก้มหน้าหลบสายตาอยู่ใต้หมวกต่อไป เขาไม่อยากเสี่ยงให้คนๆนั้นเห็นหน้าเขาในเมืองนี้ ตอนนี้เขาเดาไม่ถูกเลยว่าคีธจะทำอย่างไร

ยังดีที่คนรอบข้างเขานั้นไม่มีใครนึกสงสัยชายที่ยืนตัวแข็งทื่อคนนี้เลย ” ท่านก็น่าจะเห็นนี่ว่ามันเลิ่นเล่อขนาดไหน นี่ขนาดเป็นพวกเรานะ คีธ ” ชายคนเดิมประท้วง

” เอาน่าๆ ” ชายหนุ่มปรามอีกครั้ง ” หัวมุมถนนอย่างนี้เฉี่ยวกันนิดเฉี่ยวกันหน่อยมันเรื่องธรรมดา ที่สำคัญเขายังไม่ชนพวกเราซักหน่อย จะเอาผิดเขาจะเอาโทษฐานอะไรดีล่ะ หือ ” ไม่รู้ว่าเพราะรอยยิ้มเยือกเย็นหรือเพราะความรำคาญในน้ำเสียงทำให้ทหารม้าคนนั้นยอมจำนนแต่โดยดี พวกเขาเริ่มเดินกันต่อโดยไม่มีใครเหลียวมาสนใจชายหนุ่มที่ยืนตัวงอกับรถเข็นของเขา

ยกเว้นแต่คีธ ” เดินระวังๆล่ะน้องชาย ” เขาหันมากล่าวพลางยิ้มให้ ซึ่งนั่นทำให้อาร์ธต้องเสียวสันหลังวาบ แต่ชายหนุ่มก็เพียงแค่เดินต่อไปโดยไม่เหลียวกับมามองเขาอีก อาร์ธรีบหันหลังรุนรถเข็นของเขาไปตามทางอย่างวันธรรมดาวันหนึ่ง หากไม่เพราะใจของเขาอยากจะวิ่งหนีออกจากที่นั่นไปให้สุดกู่

ใจของเขาเริ่มสงบลงได้ก็หลังจากหลายช่วงถนนผ่านไป แต่เขาก็ยังไม่ผ่อนคลายเสียทีเดียว ใจหนึ่งเขากลัวว่าความไม่ใส่นั้นอาจเป็นเพียงแค่กลลวงของคีธเพื่อให้เขาตายใจแล้วตามมารวบตัวเขาทีหลัง เขาคิดว่าจะออกนอกเส้นทางอยู่หลายครั้งแต่การเดินทางอย่างไร้จุดหมายนั้นอาจเป็นทางเลือกที่แย่กว่า เขาจึงยังคงตรงต่อไปตามเส้นทางเดิมราวกับว่ามันเป็นวันปกติวันหนึ่ง

” บ้านหลังใหญ่รั้วสีขาวมีไม้เถาว์ด้านบน ” เขาย้ำกับตัวเองขณะที่ชะลอฝีเท้าลงหลังจากเลี้ยวที่มุมถนนหนึ่งเข้ามา ” บ้านที่มีตรา…. ” แล้วเท้าของเขาต้องชะงักเมื่อบ้านหลังนั้นปรากฏตรงหน้า รวมทั้งตราที่ประดับอยู่บนประตูรั้วซึ่งเขียนอย่างแจ่มแจ้งว่าแวร์จิล และตรานั่น….. เขารู้จักตรานั่น…. ในชั่วขณะนั้นเขาอยากจะเอาหัวกระแทกผนังสังเวยความโง่ของตัวเอง ทำไมเขาถึงขี้หลงขี้ลืมขนาดนี้ เขารู้จักชื่อแวร์จิล แต่ทำไมถึงเพิ่งมานึกออกเอาตอนนี้!

สำหรับตอนนี้เขาต้องทำหน้าที่คนส่งของต่อไปตามแผนเท่านั้น เขาจึงตรงไปยังประตูบ้านแล้วเอาที่เคาะประตูเคาะบานไม้นั้นหนักๆสามสี่ที หญิงคนหนึ่งมาชะเง้อที่ช่องประตูก่อนจะเปิดให้เขาเข้ามา ” เจ้ามาส่งของใช่มั้ย เข้ามาสิๆ ” แล้วนางก็ดึงประตูปิดตามหลังทันทีที่เขารุนรถเข็นผ่านไป ” กำลังรออยู่ทีเดียว ท่านกำลังบ่นว่าเมื่อไหร่อาหารจากทางใต้จะมาถึง ”

” เคานท์แวร์จิลน่ะหรือครับ ” เขาพยายามชวนคุยระหว่างช่วยหญิงคนนั้นขนของหนักเข้าบ้าน ท่าทางของนางนั้นยังคล่องแคล้วก็จริงแต่เรือนผมและใบหน้าบอกว่านางอายุไม่ใช่น้อยแล้ว

นางหันมาทำตาโตเล็กน้อยก่อนจะส่ายหน้า ” ท่านเคานท์ก็อยู่ที่ที่ดินของท่านสิ ท่านจะมาอยู่ที่นี่ทำไม ”

ชายหนุ่มได้ยินเช่นนั้นก็ยักหน้าช้าๆพลางยิ้มแหยๆ ” นั่นสินะครับ เออ… แล้วจะให้ข้าเอาของพวกนี้เก็บที่ไหน ”

” อ้อ ใช่ เอาไว้ในครัวเลยมา ทางนี้มา ” แล้วนางก็นำทางเขาไปหลังบ้านพลางชี้ที่เก็บของของชนิดต่างๆที่เขาต้องช่วยถือเข้ามาให้ ตลอดเวลานั้นเขาอดสงสัยไม่ได้ว่าบ้านนั้นทำไมจึงมีแต่นางเพียงคนเดียวเท่านั้น จริงอยู่ว่าแม้เป็นบ้านขุนนางใหญ่แต่ในเมืองหลวงจะไม่ใหญ่โตเท่าที่อยู่ในที่ดิน กระนั้นผู้หญิงตัวคนเดียวก็ไม่น่าดูแลบ้านหลังขนาดนี้ได้ไหว เขายังต้องช่วยนางย้ายของสองสามอย่างในครัวเพราะนางไม่มีเรี่ยวแรงจะจัดการได้ด้วยตัวเอง แต่เขาก็ยังไม่กล้าถาม ไม่ใช่ตอนนี้ที่พวกเขาเพิ่งพบกันครั้งแรกและเขา ชายส่งของ ไม่ควรสนอกสนใจความเป็นไปในบ้านเขามาส่งของให้มากถึงเพียงนั้น

ในตอนที่จะกลับนั้นเอง ที่นางจับมือของเขาแล้ววางเหรียญเล็กๆเหรียญหนึ่งลงไป เขารีบท้วงทันทีว่า ” แต่ว่านี่ลงบัญชีไว้แล้ว- ”

” นี่ไม่เกี่ยวอะไรกับในบัญชีหรอก ” นางตอบ ” เจ้าช่วยข้าตั้งเยอะ ถือเป็นน้ำใจเล็กๆน้อยๆก็แล้วกัน ข้าเองก็เคยลำบากมาก่อนก่อนนายท่านจะรับข้าเข้ามาบ้านหลังนี้ ข้าเลยไม่อยากให้เจ้าช่วยเปล่าๆ ” เขาได้เงียบขณะที่นางยิ้มให้ มือของเขากำเหรียญนั้นไว้แน่นก่อนจะบอกขอบคุณ ประตูบ้านปิดไล่หลังเขาทันทีที่เขารุนรถเข็นพ้นออกมาโดยไม่มีคำบอกลาใดๆ เขาได้แต่เหลียวมองบ้านนั้นอีกครั้งก่อนจะก้มมองแผนที่ซ้ำพยายามจดจำตำแหน่งของบ้านหลังนั้นให้ขึ้นใจ

เขาต้องรู้ให้ได้ว่าใครคือแวร์จิลคนที่อยู่ในบ้านหลังนี้

***
แม้แต่ความพยายามของลูเชียสที่จะติดต่อบ้านแวร์จิลก็ไม่เป็นผลเมื่อคำตอบที่เขาได้รับจากแม่บ้านคือ ” ท่านไม่ให้พบ บอกว่าท่านมาพักผ่อน ขอไม่รับแขก ”

นั่นทำให้การรอคอยสองวันของอาวดริคแทบจะเรียกได้ว่าสูญเปล่าแม้มันจะไม่ได้เกินความคาดหมายไปนัก กระนั้นเจ้าชายก็อดนึกรำคาญใจไม่ได้ อย่างน้อยที่สุดเขาก็อยากจะรู้ว่าใครแต่แม่บ้านคนที่ว่าปากแข็งเสียจนไม่มีอะไรออกจากปากนางมาเลย

ความผิดหวังที่ชัดเจนนั้นแม้แต่ลูเองก็รู้สึกได้จนเขาต้องถอนใจอย่างช่วยไม่ได้ก่อนที่เขาจะเปลี่ยน ” อย่างน้อยข้าได้พบลอร์ดเฟรดเจอรัลแล้ว พอดีว่าเขาสุขภาพไม่ค่อยดีเลยมีข้ออ้างเรื่องเยี่ยมไข้ ตัวเขาเองไม่เท่าไหร่แต่มาร์ควิสเฟรดเจอรัลคนปัจจุบันท่าทางแข็งใช้ได้ คนแบบนี้คงไม่ลงรอยกับนางง่ายนัก ” อาวดริคเพียงแค่ยักหน้ารับข่าวนั้นอย่างเงียบแต่สีหน้าเคร่งเครียดของเขานั้นยังคงไม่เปลี่ยน ลูบอกได้ว่าเขายังคงคิดถึงเรื่องของบ้านแวร์จิลไม่ตก “ ท่านอยากติดต่อให้ได้ขนาดนั้นเลยหรือ “ ชายร่างสูงถาม

อาวดริคพลันเหลือบสายตาขึ้นมองเขาแล้วยักหน้า “แวร์จิลเป็นตระกูลที่มีอำนาจมากทางใต้ ไม่ใช่แค่ทางใต้ แวร์จิลหลายชั่วรุ่นมีอิทธิพลต่อราชสำนักและเหล่าขุนนางจนพวกเขาเป็นเหมือนขุนนางในหมู่ขุนนาง ถ้าแวร์จิลคนที่อยู่บ้านหลังนี้มีกระทั่งเสี้ยวของบารมีที่ว่านั่น งานของเราจะง่ายขึ้นมาก ข้าถึงอยากติดต่อเขาให้ได้ “

แม้ลูจะไม่รู้ความเป็นไปของวงในของราชสำนักแต่จากคำบรรยายนั้นเขาเข้าใจความสำคัญของภารกิจนี้ได้ไม่ยาก “ข้าจะลองดูอีกที แต่คงไม่ใช่เร็วๆนี้ ที่สำคัญเขาบอกชัดเจนว่าไม่รับแขก ข้าถามเอาจากแถวนั้นก็มีแต่คนบอกว่าไม่มีใครเข้าออกบ้านหลังนั้นนอกจากแม่บ้านที่ดูแลที่นั่นกับพวกส่งของ นางไม่จ่ายตลาดเองด้วยซ้ำ คงไม่ให้ใครยุ่งจริงๆ ”

ไม่มีใครเข้าออก? นั่นแปลกซักหน่อยสำหรับคนที่คุ้นเคยกับราชสำนักเป็นอย่างดีอย่างอาวดริค ขุนนางตระกูลสำคัญขนาดนั้นไม่ว่าอย่างไรก็มีความฟู่ฟ่าอยู่ในที โดยเฉพาะเรื่องบริวาร การที่บ้านหลังนั้นมีคนดูแลเพียงคนเดียวทั้งที่เจ้าบ้านมีปัญญาซื้อหาของจากทางใต้ได้นั้นเป็นเรื่องแปลก ยิ่งเป็นขุนนางที่ไม่คบกับใครยิ่งแปลก อำนาจบารมีของขุนนางนั้นมาจากผู้คนที่เขารู้จักดังนั้นไม่จะเป็นขุนนางระดับไหนพวกเขาล้วนต้องออกไปสังสรรค์ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะกับขุนนางด้วยกันเพื่อกระชับความสัมพันธ์หรือกับพ่อค้าวาณิชที่อยากได้คนช่วยหนุนหลังเรื่องค้าขายก็ตาม

” ไม่คบกับใครแถมยังแทบไม่มีคนในบ้าน ขุนนางที่ไหนอยู่ในบ้านที่มีคนดูแลคนเดียวกัน พวกนั้นใช้คนเอิกเกริกจะตายไป หรือเขามีเหตุที่ให้เอิกเกริกไม่ได้ ”

ตลอดเวลานั้นลูเชียสได้แต่มองเขานิ่งราวเข้าใจดีว่าที่เพื่อนของเขาเอ่ยขึ้นนั้นเป็นคำบ่นรำพึงกับตัวเอง แต่ต่อให้เขาไม่คิดเช่นนั้นเขาก็ไม่มีคำตอบใดจะให้ เขาอาจพูดคุยกับทหารรักษาพระองค์บางคนที่เป็นบุตรชายคนท้ายๆของตระกูลขุนนางเพื่อดูว่าเขาคิดอย่างไร แต่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็คงไม่อาจเข้าใจนัยยะนั้นได้ด้วยตนเอง

ขอบฟ้าที่เริ่มเรืองแสงสีทองบอกชัดว่าเวลาของพวกเขาในวันนั้นหมดแล้ว อาวดริคเองก็ลุกขึ้นราวกับว่าท้องฟ้านั้นมีมนต์สะกดที่สั่งเขาให้เขาต้องรีบจากไป เขารำพึงน้อยในตอนนั้นว่า ” ท่าทางจะมีแต่ข้าสินะ ” ชายร่างสูงไม่ได้ถามว่าเขากำลังคิดจะทำอะไร

***
ทันทีที่หญิงสาวก้าวเข้ามาในเขตรั้วบ้านชายฉกรรจ์ทั้งหลายต่างก็ต้องชะงัก ไม่มีใครในละแวกนั้นไม่รู้จักหล่อนเมื่อทหารม้าหามหล่อนมาส่งที่บ้านในสภาพที่ทำให้แม้แต่ชายหนุ่มอกสามศอกยังต้องกลืนน้ำลาย หลายคนคิดว่าหล่อนคงรอดอยู่ได้ไม่เกินเดือนสองเดือน หลายคนคิดว่าหล่อนอาจต้องกลายเป็นหญิงพิการไปตราบชีวิตที่เหลือ ไม่มีใครคิดว่าหล่อนจะลุกขึ้นเดินได้ และด้วยดวงตาที่พร่ามัวจนเกือบบอดสามารถเดินมาถึงที่นี่ได้

แน่นอนว่าหล่อนไม่รู้ว่าพวกเขาจ้องมองหล่อนอยู่ หล่อนหันตามแต่เงาที่อยู่ใกล้ๆพลางถามว่าเขารู้จักอาร์ธหรือไม่ “ รู้จักสิ ” ชายคนหนึ่งตอบพลางยิ้มน้อยๆ “ แต่วันนี้เจ้านั่นไม่ได้เข้ามาหรอก เจ้าไปตามที่บ้านดีกว่ามั้ย ”

” เขาไม่ได้กลับบ้านมาสองวันแล้ว ” หล่อนตอบโดยไม่รู้เลยว่าพวกเขากำลังมองหน้ากันเช่นไร ชายที่ตอบหล่อนหันไปทางเพื่อนอย่างมีนัย นั่นทำให้เพื่อนของเขาส่ายหน้าน้อยๆอย่างขันๆ เขาเป็นคนที่หันไปหาหล่อนแล้วบอกว่า

“ ข้าไม่อยากทำร้ายจิตใจเจ้าหรอกนะ แต่ผู้ชายของเจ้าคนนี้ไม่ใช่ว่าไม่มีผู้หญิงเมี่ยงมอง ข้าว่า….ป่านนี้คงอยู่บ้านสาวคนไหนเสียแล้วล่ะมั้ง ”

หล่อนกะพริบตาอย่างงงๆสองสามครั้งก่อนจะเข้าใจนัยยะที่ชายคนนั้นกล่าว หล่อนรีบปฏิเสธในทันที “ เขาเป็นญาติของข้า เราไม่ได้คบหากันแบบนั้น ข้าแค่เป็นห่วงเพราะปกติแล้วเขาไม่หายไปจากบ้านโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า “

พวกเขาจึงมองหน้ากันโดยไม่กล่าวกระไร สำหรับพวกเขาหลายคนการที่ชายหนุ่มโสดตัวคนเดียวที่เที่ยวไปค้างตามบ้านของเพื่อนหรือหญิงสาวที่ติดพันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรและย่อมไม่ใช่เรื่องที่ญาติห่างๆจะมาใส่ใจมากนักเว้นแต่ญาติคนที่ว่าคือนายจ้างที่ต้องการแรงงานทำงานเท่านั้น ท่าทางร้อนรนของหล่อนนั้นจึงแปลกพอกันกับที่ชายหนุ่มนามว่าอาร์ธหายตัวไปเช่นกัน

“ ข้านึกว่าเจ้านั่นป่วยเสียอีก” คนหนึ่งพึมพำขึ้นก่อนจะโดนเพื่อนเอ็ดด้วยสายตาก่อนจะบุ้ยใบ้ให้ดูว่าหญิงตาบอดคนนั้นดูกลัดกลุ้มเพียงใด พวกเขาเองก็จนปัญญาจะสรรหาถ้อยคำมาช่วยให้หล่อนคลายกังวลลงบ้าง

“ ถ้าอาร์ธกลับมา พวกเราจะส่งข่าวให้แล้วกัน “ ชายคนแรกกล่าวก่อนจะก้าวไปหาหล่อน “ ตอนนี้เจ้ากลับบ้านก่อนดีกว่า “

หล่อนยักหน้าก่อนจะถามว่า “ แล้วข้าจะมาใหม่ “

“ ข้าไปหาเจ้าที่บ้านก็ได้ “ แต่ทันทีที่เขาพูดเช่นนั้นเพื่อนของเขาต่างก็ตาโตด้วยความไม่เชื่อหู แม้แต่ตัวชายหนุ่มเองยังแปลกใจที่เขาพูดไปเช่นนั้น “คนแถวนี้รู้เรื่องเจ้ากันดี บ้านเจ้าอยู่ที่ไหนใครๆก็รู้ “ ทันทีที่ถ้อยความนั้นหลุดออกไปเขาก็อยากตบปากตัวเอง เขาน่าจะคิดได้ทันว่าสภาพอันน่าเวทนาของหล่อนเมื่อตอนนั้นคงไม่ใช่เรื่องที่หล่อนอยากให้ใครต่อมิใครได้เห็นหรือจดจำ

แต่สีหน้าของหล่อนก็แค่หม่นลงเล็กน้อยก่อนที่หล่อนจะส่ายหน้าน้อยๆราวกับพยายามไล่ความคิดนั้นไป “ถ้าอย่างนั้นก็ขอบคุณมากคะ พ่อข้าต้องดีใจแน่ถ้าทุกท่านจะช่วย “แล้วหล่อนก็ปรายยิ้มก่อนจะบอกลาพวกเขาแล้วจากไป แต่รอยยิ้มนั้นคงอยู่เพียงครู่ เพราะทันทีที่หล่อนพ้นประตูบ้านหลังนั้นไปหล่อนก็ได้แต่กัดปากแน่น มือของหล่อนคอยคลำรั้วพาหล่อนกลับบ้านด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง

แต่อย่างว่าแต่ผู้หญิงตัวคนเดียวเลย แม้แต่ลูเชียสซึ่งอยู่กับกองทหารรักษาพระองค์ตั้งแต่ที่เขากลับเข้ามาในเมืองก็ไม่พบร่องรอยใดๆของอาร์ธ หลายครั้งที่เขานึกถึงถ้อยคำสุดท้ายก่อนที่เพื่อนของเขาจะหายไปแล้วพยายามบอกตัวเองว่านี่คงเป็นแผนการณ์หนึ่งของเจ้าชาย จนเวลาผ่านไปหลายวันโดยไม่มีข่าวใดๆไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆที่พอบอกให้รู้ว่าเขาปลอดภัยลูเชียสก็เริ่มปริวิตกไปต่างๆนานาจนท้ายที่สุดเขาเองก็ทนอยู่เฉยไม่ได้

เขารู้ว่ามันอาจไม่ใช่ทางที่ดีที่สุดแต่อย่างนั้นที่สุดบ้านแวร์จิลคือเบาะแสสุดท้าย หากไม่เริ่มจากที่นี่เขาเองก็ไม่รู้จะเริ่มจากที่ไหน

ทันทีที่เห็นหน้าเขาแม่บ้านก็ถอนใจ ” ท่านอีกแล้วเหรอคะ ข้าเรียนท่านแล้วนี่คะว่านายท่านไม่รับแขก ” แต่สีหน้าของลูเชียสไม่ได้เปลี่ยนไป สีหน้าของเขามีแต่ความเคร่งเครียดกังวลที่แม้แต่นางก็รู้สึกได้ นางจึงไม่ได้งับประตูปิดอย่างที่ตั้งใจไว้

ในที่สุดชายหนุ่มก็ถามว่า ” คราวนี้ข้าไม่ได้มาเพื่อรบกวนเรื่องนายท่าน ข้าอยากทราบมาว่าช่วงนี้พบคนส่งของที่ชื่ออาร์ธบ้างหรือเปล่า ”

” ไม่คะ ” นางตอบ “ ปกติเขาก็เวียนคนมาส่งอยู่แล้ว ข้าไม่ค่อยเจอใครซ้ำหน้าหรอกคะ “

” เวียนกันมาหรือ ” เขารำพึงน้อยๆอย่างครุ่นคิดจนเหมือนเขามองไม่เห็นนางไปชั่วขณะ ความกังวลของชายสูงศักดิ์ที่มีต่อคนส่งของคนหนึ่งนั้นมากจนแม้แต่นางก็อดสงสัยไม่ได้ว่า

” แล้วทำไมท่านถึงต้องถามเรื่องของอาร์ธที่นี่ด้วยละคะ ”

เมื่อเวลาหนึ่งสัปดาห์ผ่านไป ชายหนุ่มก็ถูกปล่อยจากห้องเล็กๆของเขาบนชั้นสองของร้าน ในส่วนของโรงเก็บของที่ไม่มีใครเข้าไปบ่อยนักนอกจากนายท่านและคนที่ท่านไว้ใจไม่กี่คนตลอดหนึ่งสัปดาห์นั้นชายหนุ่มได้รับการดูแลเป็นอย่างดีมีทั้งอาหารและน้ำและเตียงที่สะอาด แต่ตลอดหนึ่งสัปดาห์นั้นไม่มีใครยอมบอกเขาว่าทำไมเขาจึงถูกขังไว้ที่นั่น ไม่มีใครยอมเผยให้เขาฟังแม้แต่น้อยนิดว่านายท่านกำลังคิดเห็นเช่นไร

มันคือตอนที่เขาก้าวออกจากห้องที่เขารู้ว่ามันไม่ใช่การปล่อยตัวเพื่อปล่อยให้เขาไป เขาจำคนสนิทของนายท่านได้ ชายคนนั้นมารับเขาพร้อมไม้กระบองอันใหญ่พอจะฆ่าเขาด้วยการตีที่หัวและนำเขาไปพบนายท่านที่ห้องทำงานส่วนตัวบนชั้นเดียวกัน

สิ่งที่หนักหน่วงที่สุดในห้องนั้นคือความเงียบ ความเงียบของนายท่านที่ไม่ยอมมองหน้าเขา ไม่รับรู้การมาถึงของเขาแม้ตอนที่เขานั่งลงบนเก้าอี้ที่เตรียมไว้ตรงหน้า ความเงียบของเขาที่ไม่เอ่ยปากใดๆเพียงนั่งและมองดูนายท่านอ่านผ่านบันทึกที่อยู่ตรงหน้า จริงอยู่ว่าพวกมันไม่ได้ถูกเขียนขึ้นอย่างสละสลวยเหมือนของที่พบได้ในกองอาลักษณ์แต่คุณค่าของสิ่งเหล่านี้ต่องานของคนที่เป็นพ่อค้าค้าขายด้วยการส่งสินค้าให้เหล่าผู้มีอันจะกินทั้งหลายนั้นมากมายยิ่งกว่าบันทึกแต่งตั้งขุนนางเสียอีก

ในที่สุดนายท่านก็วางสมุดบันทึกลงและเงยหน้าขึ้นมองเขา ความกดดันนั้นยิ่งทวีเข้าแต่อาร์ธก็เพียงแค่มองตอบก่อนจะหลบสายตาน้อยๆราวแสดงความจำนนต่อเจตนาของชายผู้เป็นนายของเขาในตอนนี้ เขารอให้นายท่านเริ่มพูดก่อน ” ผู้หญิงของเจ้าก็ยังพอว่า แต่การที่มีขุนนางเที่ยวถามหาอาร์ธมันไม่แปลกไปหน่อยหรือ “

เขาปรายรอยยิ้มน้อยๆก่อนจะบอก ” ท่านเข้าใจผิดแล้วครับ ผู้หญิงคนเดียวที่ข้ารู้จักคุ้นเคยด้วยเป็นญาติของข้า เราไม่ได้- ”

” อย่าพยายามออกนอกเรื่อง อาร์ธ “ นายท่านขวางขึ้นกลางลำ “ อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่าเจ้าแลกหน้าที่กับคนหลายคนเพื่อแล้วไปส่งของให้กับบ้านคัสเซียที่เป็นทหารรักษาพระองค์เกือบทุกเช้า แล้วอย่าคิดว่าข้าไม่สังเกตว่าเจ้ากำลังพยายามทำอย่างเดียวกันกับบ้านแวร์จิล ”

ชายหนุ่มทำได้เพียงนั่งเงียบในใจก็นึกก่นด่าตัวเองที่คิดว่าจะมีแต่เอ็ดที่เห็นบันทึกพวกนั้น

” อย่าคิดว่าข้าจัดการเรื่องการค้าขายวุ่นวายทั้งวันแล้วข้าจะไม่เห็นการเคลื่อนไหวของเจ้านะ ” นายท่านกล่าวในที่สุด ” เจ้าอย่าลืมว่าบันทึกทุกอย่างผ่านตาข้าทั้งนั้นเมื่อสิ้นวัน ”

” นายท่านนี่ละเอียดรอบคอบจริงๆนะครับ ” เขาต้องยอมรับจากใจ

” ถ้าข้าไม่ละเอียดรอบคอบ ก็คงทำการค้าขายมาจนป่านนี้ไม่ได้หรอก ” แล้วนายท่านก็ถอนใจ ” เรื่องของคนข้าก็ต้องรอบคอบเหมือนกัน ”

” นั่นคือเหตุผลที่ท่านกักตัวข้าไว้ที่นี่? ”

” เจ้าเข้ามาที่นี่เพื่ออะไร ”

คำถามตรงไปตรงมามากกว่าที่เขาคาดไว้ในตอนแรก แต่ก็นั่นแหละ เขาไม่คาดว่านายท่านจะสังเกตเห็นว่าเขาแลกงานเพื่อทำกะเช้าเป็นประจำ ไม่นึกว่าคำแก้ตัวว่าเขาต้องไปดูแลญาติที่ป่วยหนักจะใช้ได้กับทุกคนยกเว้นนายท่าน

เมื่อเขาไม่ตอบ นายท่านก็ยิ่งรุกหนัก ” เจ้ามีขุนนางหนุนหลัง แต่อาศัยอยู่กับพ่อค้าเล็กๆและลูกสาวที่เคยเป็นนางกำนัลในปราสาทไลน์ แล้วมาขอทำงานเป็นคนส่งของ มิหนำซ้ำมีคนบอกว่าเจ้าอ่านออกเขียนได้และอ่านแผนที่เป็น รู้มั้ยข้าคิดยังไง ข้าคิดว่าเจ้าเป็นคนของราชสำนัก ”

ชายหนุ่มต้องสูดหายใจลึกแล้วค่อยๆผ่อนลมหายใจพยายามให้ตัวเองผ่อนคลาย เพราะการเดาของนายท่านใกล้เคียงเสียเขาเกือบแสดงความแปลกใจออกไป ในตอนนั้นเองที่คำพูดหนึ่งลอยเข้ามาในหัว มาพร้อมทั้งน้ำเสียงที่แสดงความหงุดหงิดกังวลอย่างที่สุดขณะที่ก่นด่าความอ่อนหัดของเขา ว่าเขาจะล้มเหลวในงานแทรกซึม เขาต้องแปลกใจอีกครั้งที่ความแม่นยำของคำทำนายนั้นทำให้เขายิ้ม

แต่แน่นอนว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่คู่สนทนาของเขาคาดไว้ นายท่านมุ่นคิ้วนิ่วทันทีพลางถามเขาว่า ” มีเรื่องอะไรตลกอย่างนั้นหรือ ”

” เปล่าครับ ” เขาตอบ ดูเหมือนว่าตอนนี้ไม่มีอะไรดีไปกว่าความจริงอีกแล้ว ” ข้าแค่นึกถึงใครบางคน เขาเคยพูดเหมือนจะทำนายเหตุการณ์แบบนี้ไว้ เขาบอกว่าข้าเป็นคนอ่อนหัดใช้การไม่ได้ ไม่ควรให้ทำงานแบบนี้แต่ข้าก็ยังดันทุรังมา ”

” เจ้าทำงานให้ใคร ”

” เจ้าชายอาวดริค ”

ชื่อของรัชทายาทผู้เป็นกบฏทำให้ชายตรงหน้าเขาตัวแข็งทื่อขึ้นมาทันที นายท่านถามแทบจะในทันทีว่า ” เจ้าชายกบฏยังมีชีวิตอยู่อย่างนั้นหรือ ”

เขายักหน้าทีหนึ่ง ซึ่งทำให้นายท่านของเขาถึงกับต้องถอนใจเฮือก เขานวดหัวคิ้วอยู่สองสามทีเหมือนพยายามตัดสินใจว่าควรทำอย่างไรก่อนจะบอกเขาเพียงสั้นๆว่า ” เจ้าออกไปเดี๋ยวนี้ ” เมื่อชายหนุ่มยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม นายท่านย้ำอีกครั้ง ” ข้าบอกให้ออกไปเดี๋ยวนี้ ข้าจะไม่มีส่วนในการกบฏ ไม่ต้องมาใกล้ข้าหรือร้านของข้า ”

” แต่ท่านก็ไม่เอาด้วยกับราชสำนัก เพราะท่านไม่ได้คิดจะส่งข้าให้ทหารม้า ” เขาสวนกลับ นั่นคงจะตรงประเด็นกว่าที่เขาคาดไว้ เมื่อปากของนายท่านหุบสนิทและดวงตาของเขาเอาแต่จ้องตรงมา เขาหลบสายตาชั่วครู่หนึ่งราวจะแสดงความจำนนอีกครั้งเพียงแต่ครั้งนี้เขาเหลือบตากลับไปที่นายท่านแค่ไม่นานให้หลัง

ในที่สุดชายตรงหน้าเขาก็พูด ” สำหรับคนอย่างข้า แค่ค้าขายให้ได้ก็พอ ใครจะปกครองประเทศนี้อยู่มันไม่สำคัญทั้งนั้น สิ่งที่สำคัญคือให้ความวุ่นวายนี้มันจบโดยไว ”

” แต่มันจะไม่จบโดยไว ท่านก็ทราบ ตอนนี้ตะวันตกกำลังลุกเป็นไฟ ”

” นั่นเพราะกำลังทหารไร้วินัยถึงได้ทำเรื่องโง่ๆให้เวสต์เวลล์มีเหตุมารบกับพวกเราได้น่ะสิ ”

” ก็อาจใช่ แต่ท่านคิดว่าใครคือคนที่ปล่อยให้เกิดความไร้วินัยที่ว่า ”

อีกครั้งที่ในห้องคือความเงียบ แต่สายตาของพวกเขาที่สบกันคือการสนทนาทั้งหมดและไม่มีใครถอยให้ใครทั้งสิ้น ” ล้มนางแล้วจะได้อะไร ” นายท่านถาม ” เรื่องมันเลยเถิดมานานเกินไปแล้ว แค่เปลี่ยนผู้ปกครองไม่อาจทำให้อะไรดีขึ้นได้หรอก ”

” ท่านพูดถูก ” ชายหนุ่มตอบ ” แต่นั่นเพราะผู้คนในประเทศนี้เป็นเช่นเดิม ทุกอย่างจึงเหมือนเดิม และทุกอย่างจะพังพินาศไม่ว่านางจะอยู่ต่อไปหรือไม่ ไม่ว่าจะมีการกบฏหรือไม่ สิ่งที่ต้องเปลี่ยนก่อนจึงเป็นผู้คน ไม่ใช่ผู้ปกครอง ”

” เปลี่ยนผู้คนน่ะรึ ” นายท่านของเขาหัวเราะ ” ไร้สาระ ของแบบนั้นถ้าเปลี่ยนได้โดยง่ายวิกฤติการณ์ก็ไม่เกิดขึ้นแล้ว คนเราน่ะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แม้แต่เพื่อความอยู่รอดของตัวเองก็ตาม ”

” ข้าไม่เห็นด้วยเสียทั้งหมดแต่ข้ายอมรับว่าที่ท่านพูดนั้นก็มีส่วนจริง ” ชายหนุ่มตอบ “ แต่สำหรับตอนนี้ สำหรับสิ่งที่ประเทศนี้กำลังเผชิญอยู่นั้นแค่ทำลายภาพลวงตาของอำนาจทิ้งเท่านั้นก็พอ ”

ความหนักแน่นในสายตาและท่าทางของชายหนุ่มทำให้นายท่านถึงกับเงียบไปครู่ ” ภาพลวงตาของอำนาจอย่างนั้นหรือ ”

ในตอนนั้นเองที่ชายหนุ่มยกมือข้างหนึ่งขึ้นและชี้ตรงไปทางเขาอย่างที่ลูกน้องคนไหนก็ไม่บังอาจทำกับนายท่าน ” ทำไมผู้คนที่นี่จึงเรียกท่านว่า นายท่าน ท่านเคยคิดบ้างมั้ยครับ ”

นายท่านเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า ” เพราะข้าเป็นเจ้าของร้าน ข้าบริหารและดูแลความเป็นไปของร้าน ข้ารับคนเข้าทำงานและไล่พวกเขาออกได้ ”

” หน้าที่แบบนั้นเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ท่านทำก็ได้นี่ครับ จำเพาะด้วยหรือครับว่าต้องเป็นท่าน จำเพาะด้วยหรือครับว่าต้องเป็นท่านเพียงผู้เดียว เอ็ดเองก็จัดการหลายอย่างในร้านทำไมเขาถึงยังเป็นแค่เอ็ด ไม่ใช่นายท่านเอ็ด ” เมื่อเขาพูดจบห้องนั้นก็มีเพียงความเงียบงัน แต่เขามั่นใจว่านายท่านพอรู้ว่าเขาตั้งใจหมายความว่าอย่างไร เขาจึงพูดต่อไป ” ท่านเคยคิดบ้างไหมว่าทำไมเราจำเป็นต้องยำเกรงทหารม้า หรือจ่ายภาษีให้กับขุนนาง ทำไมเราต้องประเคนสิ่งที่เรามีให้ราชสำนักที่ดำรงตนอยู่บนหอคอยงาช้าง เราเรียกพวกเขาว่าผู้มีอำนาจ แต่อำนาจของพวกเขานั้นแท้จริงแล้วคืออะไร ”

ถึงตอนนั้นนายท่านก็ไม่ได้มองเขาอีกแล้ว บนใบหน้าที่ยับย่นด้วยทั้งภาระและความรับผิดชอบนั้นคือความเข้าใจที่แม้แต่เจ้าตัวก็ไม่อยากยอมรับ ” ข้าไม่เคยบอกให้ใครเรียกข้าว่านายท่าน ในตอนแรกร้านนี้มีแต่ข้า ทำงานทุกอย่างจนแทบไม่มีเวลากินเวลานอน นานทีเดียวกว่าจะมีคนเข้ามา กว่าข้าจะสามารถจ่ายเงินเป็นค่าแรงให้พวกเขาได้ หลังจากนั้น…ข้าไม่รู้ว่านานเท่าไหร่… พวกเขาถึงเรียกข้าว่านายท่าน ” แล้วพลันดวงตาคู่นั้นก็มองมาทางชายหนุ่ม ” เจ้ากำลังจะบอกข้าว่าอำนาจคือสิ่งซึ่งสถาปนาขึ้น อย่างนั้นใช่มั้ย ”

ชายหนุ่มได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มน้อยๆ ” ราชสำนักเองก็อยู่ในสถานภาพไม่ต่างจากท่าน เพียงแต่เรื่องราวของการถือกำเนิดของประเทศนี้ หรือการสถาปนาอำนาจของกษัตริย์และราชสำนักนั้นยาวนานกว่าร้านของท่านไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า ตอนนี้ไม่มีใครที่จดจำเวลาเหล่านั้นได้แล้ว พวกเขาลืมเลือนว่าอำนาจที่พวกเขายำเกรงนั้นแท้จริงแล้วมาจากที่ใดหรือใครกันแน่ที่เป็นนายผู้สามารถบงการความเป็นไปของประเทศนี้ ทั้งทำลายและรักษามันได้ ”

ความแน่วแน่ในดวงตาของชายหนุ่มทำให้อีกฝ่ายถึงกับนิ่งงัน มันเป็นไปไม่ได้ ไม่สิ ต้องเรียกว่าเป็นไปได้ยากยิ่ง แต่กระนั้นสายตาของอาร์ธก็ไร้ความกังขา ไม่มีสิ่งใดสั่นไหวขณะที่เขากล่าวต่อไปว่า

” ข้าจะทำให้ประเทศนี้จดจำนายของมันได้อีกครั้งหนึ่ง ”

***
เขาไม่รู้จะเรียกรายงานในมือว่าอย่างไรดี เนื้อความในจดหมายนั้นไม่ได้ยืดยาวนักและบอกเล่าเหตุการณ์ที่ชายแดนตะวันตกเพียงสังเขปเท่านั้น หากสิ่งที่ปรากฏอยู่ในนั้นทำให้เขาต้องนึกหวั่นใจไม่น้อยทีเดียว

” ท่าทางท่านไม่สบายใจเอาซะเลยนะครับ ” เสียงที่กล่าวขึ้นทำให้ความคิดอันมืดมนของดยุคหนุ่มชะงักงัน กระดาษในมือวางลงกับโต๊ะขณะที่แก้วเหล็กวางลงตรงหน้าพร้อมกับชายหนุ่มที่หย่อนกายลงนั่งตรงข้ามเขา ” พวกเราเห็นท่านเคร่งเครียดมาหลายวันเลยนำเบียร์แก้วนี้มาให้ ท่านจะได้ผ่อนคลายบ้าง ”

คลอเดียสก็เพียงส่ายหน้าพลางถอนใจ ” เอาไว้ก่อน คีธ ข้ายังมีเรื่องต้องคิด ”

” ทั้งที่นี่มันจวนจะเที่ยงคืนแล้วอย่างนั้นหรือครับ ข้าไม่เห็นท่านเรียกตัวสาวงามคนไหนเข้ามาหลายวันแล้วด้วย ”

” ข้าไม่มีอารมณ์น่ะสิ ” แล้วเขาก็ยื่นจดหมายนั้นให้ชายหนุ่ม

ซึ่งคีธก็รับมาอ่านในทันที ” การปะทะเกิดขึ้นที่เวอร์วู้ดใกล้กับด่านที่มีการสังหารสายลับสิบสามคน คาดว่าฝ่ายเวสต์เวลล์มีกำลังสามสิบนาย เสียชีวิตในการปะทะแปดนาย ที่เหลือหลบหนีไปได้ ” แล้วเขาก็วางจดหมายลง ” สามสิบคนก็ต้องเรียกเป็นการโจมตีทางทหารแล้ว ”

” น่าเสียดายที่เราไม่อาจรู้ว่าเป็นกลุ่มใดในเวต์เวลล์ที่โจมตีไม่อย่างนั้นก็ยังพอจะหลีกเลี่ยงการประกาศสงครามตรงๆได้ แต่อย่างนี้เราไม่รู้เลยว่าพวกเขาอาจเป็นกองกำลังขนาดเล็กในเวสต์เวลล์ที่ตัดสินใจลองบุก หรืออาจเป็นแนวหน้าเพื่อมาประเมินกำลังของเราจากหลายกลุ่มในเวสต์เวลล์ที่รวมตัวกัน ”

ชายหนุ่มนิ่วคิ้วนั่งครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะบอกว่า ” ไม่ว่ายังไงเราก็ไม่สามารถนิ่งเฉยไม่ตอบโต้การโจมตีนี้ได้ ตัวข้าเองไม่เห็นเหตุผลที่จะไม่ทำสงคราม หากเราเตรียมตัวเสียแต่ตอนนี้สำหรับสงครามเต็มรูปแบบมันอาจจะจบได้เร็วกว่า และปลอดภัยกว่าก็เป็นได้ ”

แต่ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น ดยุคแห่งโดบรัมกลับหัวเราะลั่นจนแม้แต่คีธยังผงะไปแต่คลอเดียสก็ไม่อาจห้ามตัวเองได้ ราวกับว่าสิ่งที่เขาได้ยินนั้นเป็นเรื่องที่หฤหรรษ์อย่างที่สุด ” สงครามงั้นรึ เจ้าเคยอยู่ในสงครามอย่างนั้นหรือถึงรู้ว่าสงครามเป็นอย่างไร ”

” ไม่ครับ ” ชายหนุ่มตอบ ” แต่ข้าเคยฟังเรื่องสงครามจากตาเฒ่าคนหนึ่งที่เป็นทหารเก่า ”

” ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับสงคราม ” คลอเดียสพูดพลางยิ้มน้อยๆ ” เพราะอย่างนั้นเจ้าถึงสามารถพูดถึงการนำประเทศเข้าสู่สงครามเหมือนมันเป็นแค่หมากตาหนึ่ง เพราะสำหรับเจ้ามันเป็นแค่เรื่องเล่าจากความทรงจำของชายแก่ เรื่องเล่าที่อยู่แสนไกล คนที่รู้จักสงครามย่อมรู้ดีว่ามันไม่อาจบอกเล่าได้ด้วยถ้อยคำ ไม่ว่าเจ้าเห็นสิ่งใด ได้ยินอะไร หรือรู้สึกเช่นไร จะไม่มีใครเข้าใจ เพราะมันคือสิ่งที่เจ้ารู้ได้เมื่อเจ้าอยู่ที่นั่น ในวินาทีนั้น ” ปลายนิ้วที่เกาะกุมอยู่ข้างแก้วพลันชี้มาที่เขา ” คนอย่างเจ้าไม่มีคุณสมบัติจะพูดถึงสงคราม ” สายตาของเขาก็บ่งบอกเช่นนั้น เป็นสายตาที่ทั้งประนามหยามเหยียดและสมเพชเวทนาในเวลาเดียวกัน สายตานั้นไม่ต่างอะไรจากตาเฒ่าในตอนที่เล่าเรื่องราวของสงครามให้เขาฟัง จนในชั่วขณะหนึ่งพวกเขาดูราวกับเป็นคนๆเดียวกัน

” ท่านเคยร่วมสงครามกาลัทเทียร์หรือ? ” คีธต้องถามขึ้นอย่างช่วยไม่ได้

ดยุคหนุ่มยักหน้า ” ตอนนั้นข้าอายุแค่สิบแปด ความจริงมันไม่ใช่ความตั้งใจด้วยซ้ำ แต่พ่อของข้าเป็นขุนนางของโดบรัม ไม่ใหญ่พอที่จะมีหน้าที่ปกปักษ์เมืองเช่นท่านดยุค แต่ก็ไม่เล็กพอจะเล็ดรอดหูตาของราชสำนัก ท่านจึงเข้าสู่สงครามพร้อมกับพระราชา ” แล้วเขาก็ดื่มเบียร์ที่เหลือต่อจนหมด ” พ่อข้าตายที่กาลัทเทียร์ นั่นทำให้ข้าที่เป็นลูกชายคนเดียวของเขาต้องเข้ากองทัพแทนพ่อ ”

แล้วคลอเดียสก็เงียบไป เนิ่นนานทีเดียวที่เขาเพียงแค่มองตรงไปยังแก้วเบียร์ว่างเปล่าราวกับลืมไปแล้วว่าในห้องนั้นยังมีคีธอยู่ เหมือนเขาได้กลับเข้าสู่ห้วงเวลาในอดีตและไม่อาจกลับออกมาได้ แต่แล้วเขาก็เงยหน้าขึ้นราวกับคนที่ตื่นจากฝันหากสายตาของเขานั้นเลื่อนลอยราวกับคนที่เมามาย “ เมื่อสงครามเกิดขึ้นมันจะเผาผลาญทุกคน ไม่ว่าคนๆนั้นจะเป็นใคร ไม่ว่าเขาจะอยู่ใกล้ชิดหรือห่างไกล สงคราม…เมื่อเกิดขึ้น จะสร้างแต่รอยแผลที่ไม่มีวันหายตราเอาไว้ทั้งในผู้คนและแผ่นดิน… ”

แล้วเขาก็ก้มหน้านิ่งเงียบไปจนชายหนุ่มที่นั่งรอต้องชะโงกตัวดูว่าดยุคแห่งโดบรัมหลับไปแล้วหรือไม่ เขาไม่ทันได้เข้าใกล้คลอเดียสก็พึมพำขึ้นว่า ” ข้าจะไม่มีวันลืมน้ำตาของนาง ไม่มีวัน ” แล้วเขาก็ฟุ่บหน้าลงกับโต๊ะหลับไปทั้งอย่างนั้น

***
นางต้องแปลกใจที่เมื่อเปิดประตูออกมาแล้วใบหน้าที่คุ้นเคยยิ้มให้จากอีกฟากของประตู ” เจ้าเองหรือนี่ เข้ามาสิ ” ว่าพลางนางก็เปิดประตูให้เขาขนรถเข็นเข้ามา ” ไม่นึกว่าจะได้เจอเจ้าอีกทีเร็วขนาดนี้ แล้วเป็นอย่างไรบ้าง สบายดีหรือเปล่า ”

คำทักทายราวคนคุ้นเคยนั้นทำให้อาร์ธยิ้มน้อยๆ เขาหยุดรถเข็นที่หน้าประตูครัวแล้วกันมาบอกนางว่า “ ข้าก็สบายดีครับแล้วท่านล่ะ “

“โอ๊ย ข้าก็สบายดีแหละ จะมีก็ปวดเนื้อปวดตัวบ้างตามประสาคนมีอายุน่ะ ”นางเล่าอย่างสดชื่นก่อนจะลงมือตรวจดูของจนพอใจแล้วขอให้เขาช่วยเอาไปเก็บไว้ในครัว “ หลังจากนั้นข้ามีอะไรให้เจ้าช่วยหน่อยนะ ข้าต้องย้ายตู้เพื่อทำความสะอาดแต่แรงคนแก่อย่างข้ามันไม่ไหวแล้วน่ะ “

“ นั่นสิครับ ทำไมนายท่านไม่จ้างคนอื่นมาช่วยแบ่งเบาภาระท่านบ้างล่ะครับ “ ชายหนุ่มถามขณะที่แบกกระสอบมันเข้าไปเก็บในห้องเก็บของก่อนจะตามนางเข้าไปที่ห้องรับแขก

ตลอดทางนั้นนางก็ยังจ้อเจรจาอย่างสดใส ราวกับว่ามันไม่ใช่เรื่องหนักหนาอะไรเลย “ นายท่านเห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องมีคนเยอะๆน่ะสิ ข้าคนเดียวก็ดูแลที่นี่ได้แล้ว ข้าเองก็ไม่ค่อยได้ทำอะไรมาก ส่วนมากก็ทำอาหารกับซักผ้า เรื่องทำความสะอาดห้องก็มีไม่มากเพราะนายท่านไม่รับแขกเลยไม่ยุ่งยาก ”

สภาพของห้องรับแขกเองก็บอกเช่นนั้น ข้าวของที่อยู่ในนั้นฝุ่นจับเสียจนเหมือนห้องนั้นร้างไปนาน จะมีก็แต่ร่องรอยของของที่ถูกยกออกไปและเก้าอี้นวมที่ถูกคลุมเหมือนเตรียมทำความสะอาดขนานใหญ่ กระนั้นก็ยังมีตู้ที่แม้ไม่ใหญ่มากก็หนักอึ้งเพราะล้วนทำมาจากไม้เนื้อแข็งที่อาจทำให้ดาบเนื้อดีบิ่นได้ การที่ผู้หญิงตัวเท่านี้ต้องทำงานใช้แรงงานขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย อาร์ธจึงเสนอว่า ” ส่วนมากข้าส่งของตอนเช้า ช่วงเย็นๆให้ข้ามาช่วยบ้างก็ได้นะครับ ”

แม่บ้านอ้ำอึ้งไปเมื่อเขาเสนอไปเช่นนั้นเหมือนนางเองก็ไม่รู้จะตอบว่าอย่างไร นั่นไม่แปลกเลยเมื่อนางไม่ได้มีอำนาจใดๆในการตัดสินใจ มิหนำซ้ำนายท่านของบ้านยังไม่คบค้าสมาคมกับใคร จะให้จ้างใครก็คงลำบาก

หรือมีอย่างอื่นที่ให้คนอื่นรู้ไม่ได้

ในตอนนั้นเองที่เขาได้ยินเสียงไม้เท้าเคาะเบาๆกับขั้นบันไดที่อยู่หน้าห้อง เสียงเท้าที่ลากตามมานั้นยากจะบอกว่าเป็นเสียงฝีเท้าของชายชราหรือคนซึ่งบาดเจ็บที่ขา แต่เขารู้ดีว่าคนๆนั้นจะเป็นใครดังนั้นเขาจึงเตรียมตัวหันไปทักทาย หากไม่เพราะดวงตาคมกริบนั้นจ้องตรงมา บนใบหน้าที่เหี่ยวย่นนั้นปราศจากแววยินดี เขารู้สึกเหมือนดวงตาคู่นั้นกำลังชำแหละเขาออกเป็นชิ้นๆทั้งที่พวกเขายังคงยืนห่างกันหลายช่วงตัว ตลอดเวลานั้นอาร์ธพยายามอย่างเต็มความสามารถที่จะเดาว่าคนตรงหน้าเขานั้นคือแวร์จิลคนไหน

แล้วชายชราก็มาหยุดยืนตรงหน้าเขา สายตายังคงไม่ละจากเขา เหมือนไม่กะพริบด้วยซ้ำขณะที่ชายชราถามแม่บ้านว่า ” คนๆนี้หรือ ”

” คะนายท่าน ” คือคำตอบของนาง แล้วนางก็พลันถอยออกจากเขาไปยืนเงียบๆที่มุมห้องปล่อยให้นายท่านของนางพิจารณาคนตรงหน้าด้วยสายตาที่เหมือนกับเหยี่ยวจับจ้องเหยื่อไว้ในสายตาแม้เมื่ออยู่ห่างออกไป

แล้วชายชราก็เอ่ยขึ้น ” ท่าทางว่าพระองค์จะจำข้าพระองค์ไม่ได้สินะพะยะคะ คงไม่แปลก ตอนที่ข้าพระองค์ออกจากราชสำนักนั้นพระองค์ยังทรงพระเยาว์ยิ่งนัก คงไม่อาจจดจำตาแก่แวร์จิลที่คอยลงโทษพระองค์อยู่บ่อยๆได้ ”

นั่นเรียกเอาความทรงจำที่ห่างไกลของเจ้าชายกลับมา เมื่อครั้งทรงพระเยาว์นั้นพระองค์ได้เรียนกับพระอาจารย์มากมาย หลายคนก็แก่ชราพอจะเป็นชายคนที่อยู่ตรงหน้าเขานี้ได้ แต่แวร์จิล… แวร์จิลที่เป็นพระอาจารย์ ” อา… ” คือคำเดียวที่เจ้าชายกล่าวออกมาได้ เขารู้จักชายคนนี้ อดีตเคานท์แวร์จิลผู้ซึ่งเกษียณตัวเองจากภาระงานปกครองเข้ามาเป็นพระอาจารย์เมื่อเจ้าชายน้อยทรงพระเยาว์ยิ่ง ความเข้มงวดกับรัชทายาทพระองค์เดียวของไลน์นั้นเป็นที่เลื่องลือ

มิน่าเล่าเขาจึงสั่นกลัวขนาดนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อชายชราขยับเข้ามาใกล้ ชะเง้อใบหน้าเข้ามาจนเกือบชน ” พระองค์เปลี่ยนไปเยอะนะพะยะคะ ” ชายชรากล่าวเบาๆก่อนจะถอยออกมา ” ดูซูบซีดสกปรกโสโครกเป็นหนูนา หาได้มีสง่าราศีของขัตติยะแห่งไลน์แม้ซักน้อยนิดไม่ หากพระบิดาหรือพระปิตุลาทอดพระเนตรเห็นจะว่าอย่างไร”

” แต่ข้าไม่ใช่รัชทายาทแห่งไลน์แล้ว ” ชายหนุ่มตอบ

เขายังคงยืนนิ่งแม้เมื่อตาเฒ่าแวร์จิลนั่งลงบนเก้าอี้นวมที่มีผ้าคลุมพลางหัวเราะเบาๆอย่างหยามหยัน ” พระนางทำลายพระองค์ไปแล้วสินะ” ชายชรารำพึง “ ทำลายได้หมดจดเสียด้วย “

เรื่องนั้นชายหนุ่มไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ” ข้าอาจไม่ใช่รัชทายาทแห่งไลน์แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าข้าไม่ใช่คนของไลน์แล้ว ”

ชายชราหันมองเขาทันทีที่เขาพูดจบ ใบหน้าที่เหมือนเหยี่ยวนั้นทำให้ขนบนกายของเขาลุกชันด้วยความพรั่นพรึง แต่เขายังไม่ถอยหนีไม่หลบสายตา นั่นเพราะถ้ามีใครก็ตามที่เขาต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยก็คงไม่พ้นอดีตเคานท์แวร์จิล ” ข้าจำท่านได้แล้ว ท่านอาจารย์แวร์จิล ” เขากล่าว ” น่าอายจริงๆที่ข้าลืมท่านไปได้ทั้งที่ท่านคือคนที่ดีกับข้าที่สุด ”

ชายชราได้ฟังก็ส่ายหน้า ” ไม่ต้องมายอข้าพระองค์ให้เสียแรงหรอกพะยะคะ ตอนนั้นพระองค์น่ะดีแต่วิ่งหนีข้าพระองค์อย่างกับข้าพระองค์เป็นยักษ์มาร แต่เรื่องนั้นก็จริงใช่มั้ยล่ะพะยะคะ ”

” ตอนนั้นน่ะใช่ ” ชายหนุ่มตอบ ” แต่ตอนนี้ข้าเข้าใจท่านดีพอจะรู้ว่าท่านไม่ใช่ยักษ์มาร ”

ดูเหมือนว่ารอยยิ้มบนใบหน้าของเจ้าชายจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่ชายชราคาดว่าจะได้เห็นเพราะนั้นทำให้เขานิ่งงันราวกับต้องมนต์สะกด แต่เมื่อมนต์สะกดนั้นคลายออกชายชราก็พลันหัวเราะลั่น ” สายพระเนตรของพระองค์ดูดีขึ้นมากทีเดียวพะยะคะ ” เขาบอกก่อนจะถอนใจ ” เวลาผ่านไปรวดเร็วจริงๆ ไม่น่าเชื่อว่าเจ้าชายตัวเล็กๆพระองค์นั้นจะเจริญพระชันษาขึ้นมาขนาดนี้แล้ว ”

“ มีเรื่องเกิดขึ้นมากมาย “ เจ้าชายตอบ

“ มีเรื่องเกิดขึ้นมากมาย “ ชายชราทวนคำก่อนจะผายมือเชื้อเชิญให้เจ้าชายประทับนั่ง “ ห้องนี้อาจจะโสโครกไปเสียหน่อย ข้าพระองค์ไม่นึกว่าจะมีเหตุให้ได้รับแขกในเร็ววันขนาดนี้ หวังว่าพระองค์จะไม่ทรงถือสา “

เจ้าชายไม่ได้คิดจะปฏิเสธ อันที่จริงเขากำลังหาทางให้สิ่งนี้เกิดขึ้นหากไม่เพราะชายชราเดินมาพบเขาเสียเอง กระนั้นคำพูดของชายเฒ่าก็ยังทำให้เขาสงสัย “ แล้วท่านทราบได้อย่างไรว่าจะได้เจอข้า “

” พระองค์เลือกคนทำงานสืบข่าวได้แย่มากนะพะยะคะ พอพระองค์ทรงหายตัวไปเขาก็อยู่ไม่สุขขนาดมาตามหาที่นี่ แถมยังแต่งเรื่องได้ไม่น่าเชื่อถืออีก ปากก็ปิดไม่มิด ”

อาวดริคต้องนวดหัวคิ้วปอยๆเมื่อได้ยินเช่นนั้น มันจะเป็นใครไปเสียอีกนอกจาก “ ลูเชียส “ เจ้าชายคำรามต่ำ

ชายชราได้ยินชื่อนั้นก็ยักหน้า “ ข้าพระองค์รู้ว่าพระองค์ไม่มีคนให้เลือกมากนักถึงได้ใช้เจ้าหนุ่มพาซื่อคนนั้นสืบข่าวกับพวกขุนนาง คราวหน้าคราวหลังจะสืบข่าวลับใช้คนที่ฉลาดกว่านี้หน่อยนะพะยะคะจะได้ไม่หลุดปากเรื่องแผนของพระองค์ออกมายามร้อนรนเช่นนั้นแม้ว่าข้าเชื่อว่าสิ่งที่เขาพูดจะไม่ใช่ทั้งหมดก็ตาม “

เจ้าชายยักหน้าน้อยๆอย่างศิษย์ที่รับคำครูอย่างว่าง่ายก่อนจะเกาศีรษะและถอนใจหน่ายๆ อันที่จริงเขาจะโทษลูเชียสก็ไม่ได้ แม้แต่ขุนนางหลายคนที่เชี่ยวชาญในการเก็บงำความลับก็ไม่อาจหลบสายตาที่แหลมคมของแวร์จิลไปได้ เขาคงต้องคุยกับลูเชียสทีหลัง ตอนนี้คนที่เขาต้องใส่ใจคือคนที่อยู่ตรงหน้าเขา “ แล้วท่านไม่ได้คิดจะขัดขวางข้าหรือ “ เขาถาม

ชายชราส่ายหน้า “ นั่นเพราะข้าพระองค์ทราบดีว่าพระองค์กำลังพยายามทำสิ่งใด พระองค์ใช้คนสืบเอาท่าทีของเหล่าขุนนางเพื่อหวังโน้มน้าวให้ขุนนางที่จงชังพระราชินีมาอยู่ข้างพระองค์ เมื่อถึงเวลาพวกเขาจะช่วยหนุนพระองค์สู่บัลลังก์ได้ นับเป็นความคิดที่ชาญฉลาดพะยะคะ “ แล้วชายชราก็หัวเราะหึเมื่อเห็นเจ้าชายจ้องตรงมาด้วยความตกใจที่ปิดบังไว้มิได้ “ ข้าพระองค์ถึงจะหูตาฟ่าฟางเพียงใดก็ไม่ได้ตาบอดจนมองไม่ออกหรอกนะพะยะคะว่าพระนางกำลังทำสิ่งใดกับราชสำนักหรือกับประเทศนี้ แต่การล้มพระนางนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย พันธมิตรของพระนางมีอยู่ทั้งนอกในราชสำนัก การจะล้มล้างพระนางหมายถึงการกำจัดคนเหล่านั้นด้วย “

แต่เจ้าชายกลับส่ายหน้า “ การกำจัดพวกเขาไม่มีประโยชน์อะไรรังแต่จะทำให้ไลน์อ่อนแอลงเท่านั้น เมื่อนั้นเวสต์เวลล์จะโจมตีเราด้วยกำลังทั้งหมดที่พวกเขามี “

” พระองค์จึงหวังจะตัดแต่หัวเท่านั้นหรือพะยะคะ ” อีกครั้งที่ชายชราหัวเราะในลำคอ ” พระองค์ยังอ่อนหัดนัก ”

นั่นไม่ใช่ครั้งแรกที่เจ้าชายได้ยินคำปรามาสเช่นนั้นและทุกครั้งเขาจะยิ้มรับราวกับมันคือคำชมเชยที่ดีที่สุด “ สิ่งเดียวที่ข้าทำได้คือตัดที่หัว เพราะข้ามีตัวคนเดียวท่านอาจารย์ แม้ข้าอาจจะขึ้นเป็นกษัตริย์ได้ไม่ได้หมายความว่าข้าจะสามารถรักษาไลน์ไว้ได้ นั่นคือเหตุผลที่ข้าต้องการกำลังของขุนนาง ไม่ใช่แค่คนที่จงเกลียดจงชังนางแต่ทุกคนที่สามารถเข้าถึงผู้คนในที่ดินได้ คนที่เป็นที่รักและไว้ใจของชาวบ้านมากพอที่จะช่วยนำพวกเขาได้เมื่อเวลาแห่งความวุ่นวายมาถึง ลำพังขุนนางหรือราชสำนักอย่างเดียวไม่อาจหยุดทหารม้าที่เป็นมือเท้าของนางหรือกระทั่งเวสต์เวลล์หากเรื่องเลวร้ายที่สุดเกิดขึ้น แต่ถ้าเป็นพวกเขา…ถ้าเป็น‘พวกเรา’ต้องทำได้แน่” แล้วเจ้าชายก็ยิ้มน้อยๆ ” ที่สำคัญไม่ว่าอย่างไรพวกท่านก็เป็นคนของไลน์ ถ้าข้าไม่ขอความช่วยเหลือจากพวกท่านแล้ว จะให้ข้าเริ่มมองหาความช่วยเหลือที่ไหนได้ ”

แม้เมื่อเขาเงียบไปแล้วชายชราก็ยังคงจ้องเขานิ่งราวกับว่าเขากลายเป็นสิ่งแปลกใหม่ในสายตาของผู้เป็นอาจารย์ ชั่วครู่หนึ่งบรรยากาศในห้องนั้นเหมือนจะหนักอึ้งจนหายใจไม่ได้จนกระทั่งชายชราเอ่ยปากขึ้นว่า “ข้าพระองค์ไม่เคยนึกว่าพระองค์จะคิดอ่านได้ขนาดนี้”

ชายหนุ่มก็ได้แต่น้อมรับคำชมนั้น อาจจะเป็นคำชมเชยแรกที่เจ้าชายได้รับจากอาจารย์ผู้นี้ “ อย่างที่ข้าว่า มีเรื่องเกิดขึ้นมากมาย ”

ชายชรายักหน้ารับน้อยๆอย่างครุ่นคิดก่อนจะเปรยว่า “ เห็นทีข้าพระองค์คงต้องไปขอบคุณหัวหน้าโจรกบฏเหยี่ยวป่าเป็นการส่วนตัวเสียแล้วกระมัง ”

อาวดริคได้ยินชื่อนั้นก็ต้องเพ่งมองชายชราอย่างช่วยไม่ได้ แต่แล้วพระองค์ก็แย้มพระโอษฐ์อีกครั้งเพราะนั่นยืนยันว่าเสือเฒ่าตัวนี้ยังไม่สิ้นลายจริงๆ ” ดูเหมือนว่าท่านจะรู้เรื่องของข้านอกราชสำนักพอสมควรนะ ”

“ ข้าพระองค์ก็มีวิธีการของข้าพระองค์พะยะคะ “ ชายชราตอบพลางตบหน้าขาน้อยๆ นั่นอาจเป็นครั้งแรกที่เจ้าชายได้เห็นความพึงพอใจอย่างเต็มเปี่ยมบนใบหน้าของพระอาจารย์จนเรียกได้ว่าเขาเปล่งประกาย ดวงตาคู่นั้นพลันกลายเป็นดวงตาของคนหนุ่ม ดวงตาของเคานท์แวร์จิล ขณะที่เขารำพึงว่า ” วันนี้เป็นวันดีของไลน์จริงๆ ”

***
TBC in Chapter 8