มายาคติ

Title: มายาคติ (Ideologies)
Author: vekin
Rate: G
Author Note: เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เขียนส่งประกวดเมื่อนานนนนนนนนมากแล้ว (แต่ก็ทำได้แค่ส่ง ฮา) และเคยลงตีพิมพ์ในหนังสือของค่ายวิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนม.ปลายที่สโมฯคณะวิทย์จัด มีคนบอกว่าอ่านแล้วงง ซึ่งคนเขียนก็เข้าใจ กลับมาอ่านก็ยังรู้สึกว่าอาร์ตนิดนึง (อาร์ตในแง่ที่ว่าคนเขียนอ่ะเก็ต คนอื่นไม่รู้ว่าไง) แต่ก็ยังเป็นเรื่องที่ชอบ

อ่านแล้วช่วยบอกด้วยนะครับว่าคิดว่าไง

[Written August 2005]

#####################################################

เขาคงไม่ได้เห็นทิวทัศน์ที่สวยงามขนาดนี้อีกแล้วในชั่วชีวิตนี้ เขาคิดเช่นนั้นขณะที่ทอดสายตาไปบนขอบฟ้าลิบๆที่เงาทะมึนของเนินทรายตัดกับแสงดาวระยิบระยับบนขอบฟ้า ท่ามกลางความเงียบที่มีเพียงสายลมเย็นพัดผ่านและความกันดารที่ไม่มีใครใฝ่ฝันจะมาถึง

แต่เขาก็อยู่ที่นี่ และเฝ้ามองดูขอบฟ้านั้นซึ่งดวงอาทิตย์ลาลับไปเมื่อหลายเพลาก่อน ไออุ่นจากพื้นทรายยังอบเท้าเปล่าของเขาที่ฝังอยู่ครึ่งหนึ่งในเนื้อเม็ดอันละเอียดจนกรุ่น แต่ความร้อนก็ไม่ได้ทำลายสุนทรีของการเฝ้ามองนี้แต่อย่างใด ดวงตาสีน้ำตาลเข้มยังเพ่งมองไปสู่ทิศเดิมเสมอ

จะมีวันที่เขาได้ออกไปจากที่นี่ไหม? เขาไม่แน่ใจ ชั่วชีวิตนี้อาจหมดไปกับความว่างเปล่าก็เป็นได้

“ หวัดดี “ ชายวัยกลางคนเดินเข้ามาทัก ในปากคาบซิการ์ที่ส่งควันฉุยออกมาตลอดเวลา “ ซักมวนไหม? “

“ ขอบคุณครับ แต่ผมไม่สูบ “

“ เบียร์? “

“ ผมไม่ดื่ม “

รอยยิ้มประหลาดปรากฏบนใบหน้า ชายคนนี้ยิ้มแปลกกว่าใครๆ เขาก็ไม่เข้าใจว่าทำไม แต่ดูราวกับรอยยับย่นของใบหน้ากำลังเริงร่าเวลาที่เขายิ้ม แสงไฟจากบริเวณที่พักสร้างเงาทาบทับตามร่องเนื้อยิ่งทำให้ริ้วรอยเด่นชัด “ ธรรมะธรรมโมจริงนะ “

“ เปล่าครับ “ เขาส่ายหน้า “ ผมแค่ไม่ชอบ “

“ ถ้าอย่างนั้นผมก็ต้องขอโทษ คุณคงรำคาญที่ผมมายืนสูบอยู่ใกล้ๆ “ ชายวัยกลางคนนั่งยองลงแล้วขยี้ปลายไหม้ไฟของซิการ์ลงบนทรายจนดับ เขาเก็บปลายมวนที่ยังอุ่นลงกระเป๋ากางเกงอย่างบรรจงราวเป็นของมีค่า

ชายหนุ่มมองดูชายคนนั้นด้วยความสงสัย

* * * * * * * * * * * * * *

เสียงกระดิ่งดังเบาๆในตอนที่ประตูร้านเปิดออก อากาศเย็นฉ่ำพุ่งเข้ามาปะทะใบหน้าจนทุกอณูหนาวสะท้าน ใช่ว่าตรงทางเดินจะไม่ได้ปรับอากาศไว้ แต่ความร้อนจากฝูงชนที่ผ่านไปมาอย่างเร่งรีบก็ทำให้ไอเย็นมลายไปเสียหมด เขานั่งลงบนเก้าอี้โค้งที่มุมร้านพลางสั่งอาหารเย็นอย่างไม่รีบร้อน วันนี้ร้านว่างกว่าทุกวัน หรืออาจเพราะเขามาเร็วกว่าทุกวันก็เป็นได้ นาฬิกาบนข้อมือกระดิกบอกเวลาทุ่มห้านาทีขณะที่ฝูงชนผู้หิวกระหายกำลังเคลื่อนตัวเข้ามา

“ อะไรกัน วันนี้นาฬิกาของนายเดินเร็วกว่าปกติหรือไง? “ เพื่อนของเขาร้องทักเมื่อเดินพ้นบานประตูกระจกเข้ามา ท่าทางและเสื้อผ้าที่รุ่มร่ามรวมทั้งเส้นผมที่ฟูกระเซิงทำให้รู้ว่าเขายุ่งแค่ไหน

“ วิทยานิพนธ์หรือ? “ เขาทักเมื่อแฟ้มแข็งวางโครมลงบนโต๊ะพร้อมกับกระเป๋าที่ถูกโยนไปริมเก้าอี้ รีมกระดาษและแผ่นแฟลชดิสก์อัดแน่นอยู่ในกล่องพลาสติกจนแทบจะปริเลยทีเดียว

เพื่อนของเขายิ้ม “ นายเถียงไม่ได้แล้วซิว่าเอกปรัชญามันง่าย “ เสียงตบแฟ้มดังปับๆ “ นักธรณีวิทยาอย่างนายอาจจะไม่เข้าใจ “ การสนทนาของพวกเขาถูกขัดจังหวะโดยบริกรสาวผู้มีใบหน้านิ่งเฉยที่มารับรายการสั่งอาหารเพิ่ม

“ พูดให้ถูกนะเกลอ “ เขาขัดจังหวะขึ้นเมื่อเห็นว่าเพื่อนวางแผ่นเมนูลงแล้ว “ ฉันเป็นว่าที่นักธรณีฟิสิกส์ต่างหาก “

“ วิทยานิพนธ์ไปได้สวยงั้นซิ? “

เขาเหยียดยิ้มที่มุมปาก “ งดงามทีเดียว “ ว่าพลางก็จิบน้ำมะตูมอึกใหญ่ “ อันที่จริงมีคนเสนองานให้ฉันแล้ว “

“ ว้าว! เฮ้ย! นายนี่เอาเรื่องนี่หว่า “

เขาเลิกคิ้วแล้วโน้มตัวไปด้านหน้า เสียงพูดของเขากลายเป็นเสียงกระซิบ “ นายรู้จักโครงการยูเรเชียใช่ไหม? “

สีหน้าของเพื่อนเปลี่ยนไปในทันที แววตาขี้เล่นจ้องขมึงราวกับไม่เชื่อสิ่งที่ตนได้ยิน “ พูดเป็นเล่น “

“ ฉันต้องไปทะเลทรายโกบีเพื่อร่วมการวิจัยขั้นต้นที่นั่นทันทีที่วิทยานิพนธ์ของฉันเสร็จ “

เพื่อนของเขาเอนกายพิงพนักนวมพลางลูบคางทรงตัดอันบึกบึนไปมา แววตาของเขาเหม่อมองไปไกลอย่างครุ่นคิด เขาทำท่าเหมือนจะพูดแต่กลับกลายเป็นคนบ้าใบ้ไปชั่วขณะ “ รวดเร็วขนาดนี้เชียว มันยังไม่ผ่านสภาไม่ใช่รึ ทำไมเงินงบประมาณถึงได้…. “

“ ประชามติยังไม่ลงตัว แต่ทางสภาล่างต้องการให้ลงมือสำรวจก่อนเพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจ “

เพื่อนรักนั่งเงียบ เขาเหลือบตามองอย่างครุ่นคิด “ และนายก็จะไป? “

“ จะให้ฉันทำยังไงล่ะ แขนงวิชานี้หางานได้ง่ายๆซะที่ไหนกัน “ เขาลูบหลังคออย่างลำบากใจภายใต้สายตาของสหายรัก ดวงตานั้นดูจะลุ่มลึกยิ่งกว่าที่เคยเป็นร้อยเท่า ความเงียบที่ก่อตัวนั้นทำให้เขารู้สึกลำบากใจเหมือนกำลังถูกพิพากษาโทษโดยที่เขาไม่อาจอุทธรณ์ “ เพื่อนรัก ฉันไม่เคยเห็นว่าสิ่งที่เราเคยพูดกันเป็นเรื่องเล่นนะ อีกหลายกลุ่มหลายคนก็คิดอย่างนั้น แม้มันก็ถูกมองว่า- “

“ ฉันเข้าใจ เกลอรัก นายต้องทำเพื่อตัวนายเองด้วย “ เพื่อนรักของเขาตัดบทพอดีกับที่อาหารที่สั่งไว้ถูกวางตรงหน้า

* * * * * * * * * * * * * *

ลมเย็นพัดผ่านใบหน้าของเขาไปกระทบเม็ดทรายให้ร่วงลงจากแนวสันตามแรงลม ส่งเสียงเสียดสีเหมือนดนตรีดังแผ่ว แสงดาวเริ่มแจ่มชัดขึ้นมากแล้ว แนวละอองของทางช้างเผือกทอดจางๆราวเป็นกลุ่มหมอกควันที่มีผู้บรรจงระบายไว้บนท้องฟ้า

เขาเงยขึ้นมองฟากฟ้าเบื้องบนพลางเปรยขึ้นว่า “ วันนี้เมฆน้อย “

“ หือ? “

เขาหันมายิ้มเล็กน้อยที่มุมปาก “ แสงดาวชัดเจนดีในคืนแบบนี้ “

“ คุณชอบดวงดาวหรือ? “ ชายคนนั้นเลิกคิ้ว

“ เป็นรองแต่พื้นดินเท่านั้นแหละครับ “ เขายักไหล่ “ ยังไงผมก็เป็นนักธรณีวิทยาวันยันค่ำ “

ชายวัยกลางคนพยักหน้าหงึก “ ผมก็ว่าอย่างนั้น เวลาคุณอยู่ในห้องวิจัยดวงตาคุณมีความสุขพอๆกับตอนนี้ “

ชายหนุ่มต้องเหลียวมองด้วยถ้อยคำนั้น “ คุณเห็นผมด้วยเหรอ? “

“ ผมดูทุกคนนั้นแหละ “ ชายคนนั้นยิ้มพราย “ ถึงผมจะเป็นหัวหน้าฝ่ายวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม มันก็เป็นเพราะความอุตริของผมพวกคุณถึงต้องมาระหกระเหินกลางทะเลทรายแบบนี้ ผมถือเป็นความรับผิดชอบโดยส่วนตัวที่จะคอยดูว่าพวกคุณมีความสุขดี “

เขาพยักหน้ารับอย่างลังเล ถึงเขาจะได้ยินกิตติศัพท์ความประหลาดของบุรุษผู้นี้มามากต่อมากแต่ดูเหมือนว่าคนๆนี้ยังเก็บความประหลาดเอาไว้มากกว่าที่แสดงให้เห็น ความชราไม่ได้พรากความเยาว์วัยช่างฝันไปจากจิตใจของเขา ชายหนุ่มถอนใจกับตัวเองเบาๆ คงมีเพียงความเยาว์วัยแบบนี้กระมังจึงคิดอะไรอย่างโครงการยูเรเชียออกมาได้

แต่ความฝันนี้จะเป็นจริงได้หรือ?

“ ไม่รังเกียจใช่ไหมถ้าผมจะเดินชมดาวกับคุณซักระยะ “ ชายวัยกลางคนเอ่ยถาม

“ ได้ครับ ด้วยความยินดี “

พวกเขาออกเดินทอดน่องไปอย่างไม่รีบร้อน รอยบนผืนทรายทอดตัวตามเส้นทางที่พวกเขาผ่าน ความร้อนของผืนทรายปะทะฝ่าเท้าจนร้อนผ่าวในทุกก้าวย่าง เขาหยุดเดินชั่วครู่แล้วเหลียวหลังไปมองเงาร่างทะมึนของชายวัยกลางคนซึ่งตัดกับแสงจากกระโจมทดลองที่สาดส่องมา สะเก็ดไฟจากเครื่องจุดไฟฟ้าส่องประกายวูบก่อนจะเปลี่ยนเป็นแสงสีแดงเรื่อตรงปลายมวน ชายคนนั้นหันมาพร้อมรอยยิ้ม

“ อดไม่ได้น่ะ แต่ผมจะยืนใต้ลมไว้ ไม่ต้องห่วง “

เขาเลิกคิ้ว “ คุณติดซิการ์หรือครับ? “

ชายวัยกลางคนยักไหล่ “ ยังไงเสียมันก็ไม่มีพิษมีภัย ขอบคุณนักวิจัยที่สกัดสารอันตรายพวกนั้นทิ้งไปได้ “

“ คุณไม่กลัวมะเร็งหลอดลมหรือครับ? ยังไงควันก็ยังเคืองลำคอ “

เสียงทรายเรียงตัวดังเบาๆในจังหวะก้าวเดินของเขาล้อกับเสียงหัวเราะในลำคอ “ จะมีความสุขทั้งที่แค่นี้กลัวไปไย“

เขานิ่งเงียบพลางพิจารณาใบหน้าที่สงบและประดับด้วยความสุขอันน่าประหลาดโดยไม่อาจเฟ้นหาเหตุของความสงบนั้นได้ เขามักรู้สึกเหมือนกำลังจ้องมองทารกที่กำลังหลับใหลอย่างเป็นสุขในห้วงฝันพิสดาร รอยยิ้มอันพิสุทธิ์ไร้เดียงสานี้มักปรากฏเป็นเนืองนิตย์แม้ในขณะที่พวกเขากำลังผจญปัญหาที่ร้ายแรงที่สุดที่อาจเกิดขึ้น เป็นรอยยิ้มที่ช่วยเรียกขวัญและกำลังใจกลับมา

“ เราไม่ได้มากอบกู้โลกหรอกนะ “ เป็นประโยคที่เขาได้ยินในตอนที่ความหวังทั้งหลายในการแก้ไขปัญหาให้ทันการกำลังริบหรี่ แน่นอนว่าทุกคนอยากจะคิดเช่นนั้นแต่แม้มนุษย์ปัญญาทึบที่สุดก็มองเห็นความสำคัญของโครงการนี้

พวกเขากำลังพยายามกอบกู้โลกอยู่จริง

* * * * * * * * * * * * * *

เสียงโทรทัศน์ฟังไม่ได้ศัพท์เอาเสียเลยเมื่อเขาพยายามฟังมันจากหลังม่านน้ำหลาก กระจกใสกลายเป็นฝ้าจากไออุ่นของสายน้ำ เขาเงยขึ้นมองตัวเลขบนเครื่องทำน้ำอุ่น มันสงบนิ่งอยู่ที่ 35 องศาเซลเซียส

“ แอร์อยู่ที่กี่องศาน่ะ “ เขาตะโกนถาม

“ หา? อ้อ ฉันเปิดไว้ที่ 22 ”

“ หนาวจะตายชัก “เขาลูบต้นแขนขณะที่กำลังสวมชุดนอนตัวโคร่ง ในสภาพนี้บ่นไปก็เท่านั้น ถึงยังไงถ้าเปิดเครื่องปรับอากาศที่อุณหภูมิสูงกว่านี้ห้องจะเปลี่ยนสภาพจากรังนอนที่น่าอยู่กลายเป็นรังหนูอับๆได้โดยง่าย ไอร้อนจากภายนอกพร้อมจะทะลวงผนังคอนกรีตบุตัวกันความร้อนเข้ามาได้ทุกเมื่ออยู่แล้ว ห้องของเขามีช่องหน้าต่างเพียงนิดเดียวเพื่อให้เปิดระบายอากาศได้เมื่อต้องการ แต่น้อยครั้งนักที่เขาจะทำแบบนั้น ไม่มีใครอยากเสี่ยงสูดอากาศในเมืองมลพิษอย่างกรุงเทพฯเข้าไปทั้งที่ยังไม่ได้กรองหรอก

“ บอบบางจริงนะนาย “ เขาเพียงรับคำทักทายจากเพื่อนด้วยรอยยิ้ม เธอกำลังเอนกายอย่างสบายบนเตียงในมุมของเธอ ห้องพักของพวกเขาไม่ใหญ่โตอะไรนักเมื่อเทียบกับผู้เช่าถึงสองคน พื้นที่มีแค่พอจะแบ่งมุมส่วนตัวกันได้อย่างเบียดเสียด หลายครั้งที่ข้าวของของเขากระเด็นไปอยู่ในมุมของอีกคน โชคดีที่เธอไม่ถือสาและไม่เคยบ่นถึงความรกของห้อง จะว่ากันตามจริงแล้วการอยู่ห้องเดียวกันกับเธอก็ไม่เหมือนอยู่ร่วมห้องกับผู้หญิงเสียเท่าไหร่อยู่แล้ว มันกินเวลาไม่นานเลยกว่าที่เขาจะสืบรู้ว่าเธอนัดเที่ยวกับสาวสวยหลายคนจนทำให้เขาและเพื่อนคนอื่นมักแอบอิจฉาแกมหมั่นไส้อยู่เนืองๆ

“ มีโค้กเหลือบ้างไหม? “ เขาโก้งโค้งรื้อตู้เย็นซึ่งเป็นเครื่องใช้กลางของพวกเขาเช่นเดียวกับโทรทัศน์พลาสมาและเครื่องเรือนหลายชิ้นที่รวมเงินกันซื้อ

“ มีเหลือสองสามกระป๋องหลังกล่องข้าวไก่กระเพรา ลองหาดูซิ “

“ ฉันเจอแต่ขวดน้ำมะตูม “

“ ก็นายซื้อมาเองนี่หว่า กินซะก่อนก็ดีนะ รกตู้ “ เธอว่าพลางกระดกเบียร์ลงคอไปอีกอึกอย่างสบายอารมณ์

ความเงียบต่อจากนั้นทำให้เขาได้ยินรายงานข่าวทางโทรทัศน์อย่างชัดเจนแม้เมื่อกำลังค้นตู้เย็นสร้างเสียง     กรอบแกรบของกระป๋องและถุงพลาสติก โทนเสียงราบเรียบของผู้ประกาศข่าวสาวฟังดูไร้อารมณ์แม้เมื่อเธอกำลังพูดถึงสภาพอากาศที่ผันผวนอย่างหนักในช่วง15-20ปีที่ผ่านมา ไม่น่าแปลกใจเลยสำหรับเขาที่โตขึ้นมากับความวิปริตนี้ แค่น้ำสูงขึ้นซักนิ้วสองนิ้วก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าตื่นเต้นตกใจอะไร

“ เขาว่าที่นี่จะจมน้ำในอีกสิบห้าปีนี่จริงรึเปล่า? “ เธอเปรยขึ้นคั่นจังหวะกระดกเบียร์ “ ไม่มีประโยชน์ถ้าจะสร้างอนาคตแถวนี้ซินะ “

“ ตั้งใจจะพูดอะไรเรอะ “ เขาเอ่ยขึ้นหลังเสียงถอนใจ ในที่สุดก็ต้องยอมแพ้แล้วซดน้ำมะตูมกระป๋องอย่างหงุดหงิด

“ ฉันคิดว่าจะย้ายไปที่ไหนซักแห่ง “ เธอโยนขนมขาไก่เข้าปากเคี้ยวกร่วมๆเป็นกับแกล้ม “ อาจจะเป็นจีน หรือออสเตรเลีย ยังไม่แน่ใจ ขาไก่ไหม? ” เขารับน้ำใจเธอด้วยความยินดี ทั้งคู่นั่งเงียบอยู่บนโซฟาอยู่พักหนึ่งเธอจึงพูดขึ้นว่า “ นายกำลังจะไปโกบีงั้นซิ? “

“ ทันทีที่วิทยานิพนธ์เสร็จ “

“ นายโชคดี “

“ ทำไม? “

เธอเหลือบตามามองพลางกระดกเบียร์ย้อมใจ “ มีคนพานายไปจากที่นี่ ในขณะที่คนอีกเป็นล้านต้องดิ้นรนออกไปเอง “

“ การอยู่ที่นี่มันเลวร้ายนักรึ? “ เขาขมวดคิ้ว สำหรับเขาแล้วไม่ว่าที่ใดก็ล้วนไม่แตกต่างกัน

“ ตราบเท่าที่อนาคตคือทะเล “ เธอกระดกอึกสุดท้ายแล้วเดินเข้าห้องน้ำไป

* * * * * * * * * * * * *

ร่างอันแข็งแรงของชายหนุ่มไถลลงตามแนวสันทรายทิ้งแต่รอยฝุ่นตลบในอากาศ เสียงโรยตัวของทรายดังเหมือนน้ำหลากก่อนจะร่วงมากลบเท้าทั้งสองของเขาไว้มิด ไออุ่นของดวงอาทิตย์ยังไม่หายไปจากเนื้อเม็ดละเอียดที่อยู่โดยรอบ ความอบอุ่นนี้ส่งผ่านขึ้นมาถึงขาของเขาเหมือนจะดึงให้จมไปในความรู้สึกสงบและสบาย เขาเงยขึ้นมองชายวัยกลางคนซึ่งเห็นเป็นเพียงเงาเล็กๆตรงขอบสัน เสียงหายใจถี่ๆดังมาพร้อมกัน

“ เหนื่อยแล้วหรือครับ? “ เขาถาม

“ ยังหรอก “ ชายคนนั้นตะโกนตอบพลางเลื่อนตัวลงมาตามแนวลาดสู่เงามืดของสันทรายที่เหมือนห้วงเหวไร้ก้นบึ้ง ในเงานั้นพวกเขาเหมือนจะหายไปจากโลกโดยสิ้นเชิง ความเงียบที่รายล้อมนั้นมีเพียงเสียงโรยตัวของเม็ดทรายที่ลมอ่อนพัดร่วงลงสู่หุบเบื้องล่าง แสงเดียวที่ปรากฏคือแสงดาวจากทางช้างเผือกเหนือศีรษะขึ้นไป

“ คุณคิดถึงอะไรเวลามองดูดาวน่ะ “ ชายวัยกลางคนเอ่ยขึ้นลอยๆ

“ คุณละครับคิดถึงอะไร? “ เขาย้อนถาม

“ อืมมม บอกยากนะ แต่ละครั้งที่ผมมองดูมัน ความรู้สึกจะต่างออกไป “

“ เช่น? “

“ เช่นว่า ตอนเด็กๆผมจะนึกถึงหิ่งห้อย ผมไม่เคยเห็นหิ่งห้อยจริงๆหรอก ที่เคยเห็นก็มีแต่ภาพจำลองในงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์ก็เท่านั้น ดังนั้นผมมักจะจินตนาการดูว่าจะเป็นอย่างไรถ้าดวงดาวทั้งหมดลงมาลอยอยู่รอบๆตัวผมเหมือนเป็นฝูงหิ่งห้อยฝูงใหญ่ คงจะสวยดี “ ชายวัยกลางคนอมยิ้มแก้มปริเมื่อนึกถึงความสุขวัยเยาว์ “ แล้วคุณล่ะนึกถึงอะไร “

“ ผมเหรอ “ ชายหนุ่มเลิกคิ้วก่อนจะตอบไปว่า “ ผมถามตัวเองว่ามนุษย์จะเกิดขึ้นในที่อื่นแทนได้ไหม? “

ควันซิการ์พ่นพ้นริมฝีปากออกมาเป็นกลุ่มใหญ่ “ ลึกล้ำๆ “ เขาพึมพำ

“ หรือบางที ผมก็ถามตัวเองว่าชะตากรรมของมนุษย์คืออะไร? อยู่บนโลกแล้วสูญพันธุ์ไปแบบสัตว์ชนิดอื่น หรือออกไปข้างนอกนั่นแล้วเริ่มทุกอย่างกันใหม่ “ เขายักไหล่ “ เป็นคำถามที่ตลกสิ้นดี ว่าไหมครับ? “

ชายวัยกลางคนเงียบขรึมลง เขาปล่อยลมหายใจยาวก็จะเอ่ยขึ้นว่า “ ไม่หรอก เพื่อนรัก สรรพสิ่งคงร่ำไห้ถ้าไม่มีใครถามถึงชะตากรรมนี้เลย “

ฝีเท้าของชายหนุ่มชะงักงัน เขาจ้องมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยนั้นอย่างคลางแคลงใจ

* * * * * * * * * * * * * *

“ มาเล่นเกมอะไรกันหน่อยไหม? “ เพื่อนของเขาทักจากอีกฟากโต๊ะ เขาเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าที่ส่งยิ้มละไมมาให้อย่างหงุดหงิด

“ จะสอบแล้วยังจะเล่นอะไรอีก? “

เพื่อนของเขาโยนผลส้มให้ผลหนึ่งก่อนจะนั่งลงตรงข้าม สายตาที่ฉับไวมองปราดบนหน้ากระดาษเพียงครู่ก่อนจะกล่าวว่า “ นายไม่ค่อยมีสมาธิอ่านใช่ไหม? ฉันเดินผ่านมาสองสามรอบก็เห็นอยู่ที่หน้านี้ทุกที “

เขายกมือขึ้นทั้งสองข้าง “ ยอมแพ้แล้ว “

“ ถ้าอย่างนั้นมาเล่นเกมกัน “ สหายรักกล่าวพลางหยิบผลส้มอีกผลจากในถุง เขาแกว่งมันไปรอบๆ “ สมมติว่าฉันมีส้มผลใหญ่อยู่ผลหนึ่ง เป็นผลสุดท้ายในสายพันธุ์ ปัญหาโลกแตกคือมีคนครึ่งค่อนโลกกำลังกระหายใคร่กินผลส้มนี้ ถ้านายมีส้มผลนี้อยู่ในมือ นายจะทำยังไง “

“ ปัญหาเชาว์? “

เพื่อนของเขาหัวเราะร่วน “ อาจจะใช่หรืออาจจะไม่ “

“ โอเค “ เขาถือผลส้มของเขาไว้ในสองมือ “ ถ้าเก็บไว้ก็ไม่มีประโยชน์ อีกไม่นานมันก็เน่า “

“ ใช่ “

“ จะแบ่งกันก็ไม่ได้เพราะไม่พอ “

“ ใช่ “

เขาเลิกคิ้วอีกครั้งก่อนจะวางส้มสุกลูกนั้นลงตรงหน้าสหายรัก “ เอาไปปลูกน่าจะได้ซักสิบต้น ผลพวกนั้นก็เอาไปปลูกอีกผลละสิบต้น ภายในศตวรรษหนึ่งคนซักครึ่งค่อนทวีปก็น่าจะได้กินส้มสมใจแล้ว เอาละเกลอ ช่วยแจงหน่อยเถิดว่าท่านจะอุปมาถึงสิ่งใดฤๅ?“

สหายรักหัวเราะร่วนพลางวางผลส้มของตนลงประจันกับผลของชายหนุ่มพลางตอบว่า “ ถ้าใช้อธิบายการสำรวจอวกาศล่ะ นายว่าเข้าท่าไหม? “

“ ขอโทษครับท่านปรมาจารย์ ต่อให้ข้าพเจ้าไปบำเพ็ญพรตมาดิบดีก็คงไม่เข้าใจเจตนาของท่านได้เองดอก “

เพื่อนของเขาพยักหน้ารับพลางกลิ้งผลส้มเล่นด้วยปลายนิ้ว “ มีคนอาสาเขียนบทความลงเน็ตแม็กกาซีนให้ แต่เขาต้องการคำอธิบายของพวกเราประกอบด้วย ฉันตั้งใจว่าจะใช้เรื่องผลส้มที่เคยพูดสดให้รุ่นน้องฟังใส่ลงไปด้วย ที่ว่า…. “

“ … ความต้องการของมนุษย์ต่อผลส้มแห่งชีวิตมีไม่จำกัด แต่ผลส้มนั้นมีเพียงหนึ่งคือพิภพโลกที่เราอาศัย ถึงวันหนึ่งน้ำเลี้ยงนี้จะเลี้ยงเราไม่พออีกต่อไป หากไม่คิดแพร่พันธุ์จากผลนี้ให้เกิดผลอื่นสืบไป ไหนเลยจะมีน้ำเลี้ยงมากพอให้เพลี้ยมากมายนี้กินได้ถ้วนทั่ว… “ ชายหนุ่มปรายยิ้มเมื่อเห็นสีหน้าตื่นตะลึงของเพื่อนรัก “ ครบถ้วนหรือเปล่า? ”

“ เข้าขั้นเอตทัคคะ “ เพื่อนของเขายิ้มหยอก “ ไม่คิดว่านายจะจำได้ “

ชายหนุ่มยิ้มรับพลางลงมือแกะผลส้มของตัว “ แต่บทความนี้อย่างเดียวคงไม่หยุดสภาสหพันธ์เอเชียหรือสหภาพยุโรปจากการสนับสนุนโครงการยูเรเชียแน่ พวกที่สถาบันอวกาศคงลำบาก “

สหายรักของเขาถอนใจอย่างปลงตก “ อาจจะแย่กว่าที่คิดก็ได้เกลอรัก ถ้าประชามติออกมาให้ทุ่มกับการสร้างนครยูเรเชียเต็มตัวละก็ งานวิจัยทางนั้นอาจจะต้องหยุด “

“ เงิน? “ เพื่อนของเขาไม่ตอบเพียงแค่พยักหน้ารับพลางยัดกลีบส้มเข้าปาก บรรยากาศของความตึงเครียดรายล้อมพวกเขาในบัดดลแม้รสส้มจะอร่อยลิ้น คิดว่าผลประชามติจะเป็นยังไง? “ เขาเปรยขึ้น

“ เดาได้ไม่ยากเลย เพื่อนรัก ”

พวกเขานั่งนิ่งเงียบขณะที่ความคิดต่างๆเริ่มปะติดปะต่อเข้ารูปเข้ารอย เขาเริ่มเห็นหนทางรางเลือนที่จะไล่คว้าความฝันของเขาและสหาย สิ่งสุดท้ายที่เขายังต้องกระทำคือการตัดสินใจ

* * * * * * * * * * * * * *

“ เชื่อหรือเปล่าครับว่านี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้ดูดาวแบบนี้ “

ชายวัยกลางคนเลิกคิ้วในเชิงถามก่อนจะกล่าวว่า “ คุณไม่เคยเลยหรือ? “

“ ผมไม่กล้าออกไปกลางแจ้งหรอกครับ ในเขตศูนย์สูตรแบบนั้นแม้แต่ในหน้าหนาวอากาศก็ร้อนมากจนผมทนไม่ไหว ที่สำคัญท้องฟ้าก็มัวมีแต่เมฆ พยายามยังไงก็มองไม่เห็น ถ้าจะดูดาวอย่างมากก็ได้ดูจากท้องฟ้าจำลองหรือเครื่องสกายซิมูเลชั่น “

“ แย่หน่อยนะ “ ชายคนนั้นกล่าว “ ผมเองก็เคยดูดาวแค่ไม่กี่ครั้งในชีวิต ส่วนมากก็ตอนผมยังเป็นเด็กเสียด้วย ครั้งที่น่าประทับใจที่สุดคงเป็นการดูจากบนยานชัตเตอร์ตอนที่ผมไปอเมริกาละมั้ง? “

“ สวยไหมครับ? “

“ อย่างที่สุด “ เขาอัดควันเข้าเต็มปอด “ คุณไม่มีทางรู้หรอกว่าชั้นบรรยากาศลดทอนความงามของมันไปมากน้อยเพียงใดจนกว่าคุณจะได้เห็นกับตา “

เขาหัวเราะหึในลำคอ “ ผมก็อยากอยู่หรอก ถ้าไม่ติดว่า….ผมคงไม่มีโอกาสได้เห็น “

“ ทำไมล่ะ? “

“ เพราะผมจะติดอยู่ที่กลางทะเลทรายนี่ไงครับ “ ชายหนุ่มเงียบไปครู่หนึ่ง “ ไม่เคยนึกรำคาญหรือครับที่ต้องอุดอู้อยู่ในบางที่นานๆ เป็นผมแค่คิดก็จะคลั่งแล้ว “

“ คุณไม่ชอบขีดจำกัดหรือ? “

“ แน่นอนครับ “

ชายวัยกลางคนเหลือบตาไปมองต้นเสียงที่นั่งอยู่ไม่ห่าง แต่ความมืดในเงาสันทรายกลับแยกพวกเขาห่างกันราวอยู่ต่างภพ เขาตระหนักดีแก่ใจว่าความมืดนี้ไม่ใช่สิ่งเดียวที่แบ่งแยกพวกเขา “ ผมชอบขีดจำกัด “ ชายคนนั้นเอ่ย    “ ถึงผมจะชอบทำลายมันในบางคราวแต่ผมก็ยังชอบที่โลกนี้มีขีดจำกัด “ เขายักไหล่ “ คนรุ่นผมเป็นแบบนี้แหละ พวกเราออกจะขี้กลัวไปบ้าง ถ้าคุณจะว่าอย่างนั้น “

“ ผมไม่เห็นว่าคุณจะขี้กลัวเลยนี่ครับ คุณกล้าพอจะทำโครงการนี้ได้ผมว่าคุณก็มีความกล้ามากพอจะทำอย่างอื่นได้เหมือนกัน “

ควันขาวลอยคลุ้งขึ้นสู่แสงดาวเบื้องบนขณะที่ชายวัยกลางคนรำพึง “ ผมใช้ความกล้าของผมหมดสิ้นแล้ว เพื่อนรัก“

* * * * * * * * * * * * * *

“ อาจารย์จะไปจริงๆหรือครับ? “ เป็นคำพูดที่ได้ยินจากปากลูกศิษย์ลูกหาเป็นประจำ ส่วนมากเขาจะยิ้มและไม่พูดอะไรมากไปกว่า….

“ อ้าว! แล้วถ้าผมไม่ไปใครจะไปดูแลโครงการล่ะ “

“ โธ่ ‘จารย์ คนอื่นก็ได้นี่ ‘จารย์ไปใครจะสอนพวกผมล่ะ “

ชายวัยกลางแย้มยิ้มจนใบหน้ายับย่น เขาหัวเราะหึในลำคอก่อนจะตบบ่าอันเก้งก้างของศิษย์ “ ผมสอนคุณได้แต่ทฤษฎีเท่านั้นแหละพ่อหนุ่ม ทฤษฎีแบบนี้ใครก็เรียนได้ทั้งนั้น ผมอยากเห็นที่อยู่ในนี้มากกว่า “เขาจิ้มหน้าผากเกลี้ยงๆของเจ้าหนุ่มสองสามที “ ทำวิทยานิพนธ์ซักเล่มแล้วผมอาจจะเลือกคุณไปร่วมงานด้วย ถ้าคุณคิดอยากจะทำงานกับผมนะ “ เขายิ้มกว้างก่อนจะหันกลับไปที่คอมพิวเตอร์ เครื่องจำลองสร้างเส้นสายโครงร่างโฮโลแกรม สามมิติบนเครื่องฉายสีเทาที่ติดตั้งขนาบกันจากพื้นและเพดาน

“ อาจารย์รู้ไหมว่ามันเสี่ยง “ น้ำเสียงแฝงแววขี้เล่นเปลี่ยนเป็นจริงจังเคร่งขรึม เขาเข้าประชิดตัวอาจารย์ที่เคารพรักพลางกระซิบเบาๆ สายตาเหลือบแลรอบกายซึ่งร้างไร้ผู้คน “ มีคนเคลื่อนไหวเพื่อหยุดยั้งโครงการยูเรเชียอยู่ อาจารย์ก็รู้ นั่นทำให้ประชามติไม่ลงตัว ผมรู้ว่ามันเป็นความฝันของอาจารย์ ผมรู้ว่ามันยิ่งใหญ่ แต่อาจารย์ลองนึกถึงเงินงบประมาณที่ต้องทุ่มลงมาและคนที่เสียประโยชน์จากมันซิ พวกจักรวาลนิยมต้องไม่ยอมแน่ “

ผู้เป็นอาจารย์เหลียวมองศิษย์รักแล้วยิ้ม “ ผมตระหนักแก่ใจดี แต่ผมไม่กลัวไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ดังนั้นผมไม่อยากให้คุณมากังวลใจแทนผม ผมเป็นคนกระโจนลงไปในเรื่องนี้เอง “ เขาก้มลงเคาะแป้น หน้าจอเต็มไปด้วยตัวอักษรและเครื่องหมายที่มองปราดแล้วเหมือนลายรายาวเป็นปื้น

“ อาจารย์ครับ “ ศิษย์รักกระซิบเสียงแผ่ว “ ชีวิตของอาจารย์อยู่ในอันตรายนะครับ “

อณูอากาศสั่นเป็นเสียงหวีดเบาๆในความเงียบ ชายวัยกลางคนเคาะปุ่มสุดท้ายก่อนจะก้าวไปยังเครื่องฉายโฮโลแกรม ภาพหยาบที่ลอยอยู่เปลี่ยนเป็นภาพของมหานครสูงใหญ่เสียดท้องฟ้า ขาแต่ละข้างที่หยั่งลงดินเป็นสิ่งก่อสร้างขนาดมหึมาค้ำยันโครงสร้างเรขาคณิตสมมาตรที่อยู่เบื้องบน โครงสร้างโค้งน้อยใหญ่สลับลดหลั่นทอประกายในแสงอาทิตย์เจิดจ้าของโลกเสมือนเหมือนประดับด้วยเพชรนิลจินดาอันประเมินค่ามิได้

“ ผมไม่กลัวตายหรอก เพื่อนรัก “ เขาปรายยิ้ม ดวงตาที่สดใสทอประกายแห่งความร่าเริงอยู่เต็มเปี่ยม “ ยูเรเชียจะขอแลกกับผมด้วยชีวิตอยู่แล้ว”

* * * * * * * * * * * * * *

ชายวัยกลางคนชะงักฝีเท้าเมื่อเขารู้สึกว่าเงาร่างที่เดินเคียงมาหายไป ชายหนุ่มก้มลงเก็บบางอย่างขึ้นจากพื้นแล้วพยายามเพ่งดูมันอย่างยากลำบาก “ กะโหลกกิ้งก่ามั้งครับ “ นิ้วหัวแม่มือไล้ไปตามแนวสันแข็ง “ แปลกจริง ผมไม่ยักรู้ว่าแถวนี้มีตัวแบบนี้อยู่ด้วย “

“ นี่แหละชีวิต โผล่ขึ้นมาได้แม้ในทะเลทรายแสนกันดาร “ ชายวัยกลางคนพ่นควันฉุย “ แต่ไม่มีใครบอกผมว่าเจอตัวอะไรแถวนี้เหมือนกันนะ “

“ หนีไปหมดแล้วมั้งครับ “ ชายหนุ่มยักไหล่พลางพึมพำ “ ในที่แบบนี้มีแค่หนีหรือตายก็เท่านั้น “

“ โหดร้ายจังนะ “

“ ก็เป็นอย่างเดียวที่เร็วกว่าวิวัฒนาการ “ เขาถอนใจ “ แต่กิ้งก่าพวกนี้ก็คงหนีไปได้ไม่ไกลหรอก ตอนนี้ทุกที่ในโลกก็มีสภาพไม่ต่างจากทะเลทรายนี่ซักเท่าไหร่ อาจจะโหดร้ายกว่าด้วยซ้ำ “

“ เพราะอย่างน้อยเราก็ยังหายใจได้ที่นี่ “

“ แต่ก็ไม่ตลอดไปหรอกครับ “

ชายวัยกลางคนเหลือบมองดูชายหนุ่มที่เพ่งมองกะโหลกกิ้งก่าในอุ้งมือ เขาเห็นความมุ่งมั่นที่พลุ่งพล่านอยู่ภายในโดยไม่อาจสกัดกั้น รอยยิ้มน้อยๆผุดขึ้นบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยย่น “ คุณมีทางหนีของคุณอยู่ในใจอย่างนั้นซิ “

ชายหนุ่มพยักหน้า “ ครับ แต่ทางหนีนั้นถูกปิดลงเพราะว่าคนอื่นเห็นว่าทางที่เดินง่ายมีปลายทางแน่นอนนั้นดีกว่า “

ควันซิการ์ลอยคลุ้งออกมาพร้อมเสียงหัวเราะในลำคอ “นี่ล่ะมนุษย์ สัตว์ความจำสั้นที่มักลืมว่าอะไรก็ไม่ได้มาง่ายๆ“

ดวงตาสีน้ำตาลตวัดมองแสงเรืองของปลายซิการ์ ในชั่วขณะหนึ่งเขาเชื่อเหลือเกินว่าเขาสามารถทำในสิ่งที่ต้องการได้ การกระทำที่เล็กน้อยเพื่อหยุดยั้งทุกสิ่งที่อาจเกิดขึ้นต่อมา แต่แม้ในชั่วขณะนั้นเขาก็ยังไม่อาจตัดสินใจ

“ ผมก็ว่าอย่างนั้น “ เขาตอบ

* * * * * * * * * * * * * *

“ อาจารย์อ่านบทความนี้หรือยังคะ? “ สาวคอมพิวเตอร์ทักเขาเมื่อวันก่อนพร้อมกับส่งแผ่นหนังสือดิจิตอลขนาดA4ให้ ชายวัยกลางไม่คุ้นเคยกับการที่ใครๆเรียกเขาว่าอาจารย์เสียเท่าไหร่ มันเริ่มขึ้นที่แผนกวิศวะ-สถาปัตย์ก่อนแล้วค่อยๆกระจายไปสู่แผนกอื่นๆ ตอนนี้ทั้งโครงการเรียกเขาว่าอาจารย์แม้แต่แผนกคอมพิวเตอร์ที่เขาไม่ค่อยได้เกี่ยวข้องด้วย

บทความที่เขาถืออยู่ในมือโหลดมาจากเน็ตแมกกาซีนต้นฉบับภาษาอังกฤษ แต่ก็สามารถใช้โปรแกรมแปลภาษาอัตโนมัติให้แสดงผลเป็นอีก 8 ภาษามาตรฐานได้อย่างสละสลวย สายตาของเขาหยุดที่หัวข้อเรื่องตัวโตที่ด้านบน

สปาร์ตันแห่งยูเรเชีย มันเกี่ยวอะไรหรือ? “

“ บทความโจมตียูเรเชียคะ ” เธอเบ้หน้าทำเสียงฮึดฮัด “ มือไม่พายเอาเท้าราน้ำแท้ๆ “

ชายวัยกลางคนพยักหน้า เขาขบฟันพลางนึกตงิดถึงซิการ์ที่นอนนิ่งอยู่ในกระเป๋า แต่ภายในกระโจมวิจัยนี้เขาจะสูบก็ไม่ได้ ชายคนนั้นนั่งลงบนเก้าอี้ใกล้ๆพลางขยับปากพึมพำตามตัวอักษรบนหน้ากระดาษจำลองเพื่อบรรเทาอาการเหงาปาก เสียงงึมงำเงียบหายกลายเป็นการอ่านเต็มเสียงเมื่อเขาพบกับข้อความท่อนหนึ่งซึ่งไม่อาจปล่อยผ่านเลยไปได้

“… แต่ไหนแต่ไรมาความเสมอภาคเป็นเพียงอุดมการณ์ที่แทบจะปราศจากตัวตนในพิภพนี้ มีเพียงความเหลื่อมล้ำและการกดขี่ที่อยู่ยั่งยืนในทุกยุคสมัย กฎเกณฑ์ข้ออ้างอาจต่างไปแต่การกระทำนั้นไม่ต่าง คนกลุ่มหนึ่งจะเสียเปรียบอยู่ตลอดกาลไม่อาจลืมตาอ้าปากขึ้นได้ ยูเรเชียนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับกรอบใหม่ๆเพื่อให้เกิดการกระทำเดิมๆ คนที่มีเงินเท่านั้นที่มีปัญญาเข้าสู่นครนี้ได้ในขณะที่คนยากไร้จะได้เข้าสู่นครนี้ในฐานะแรงงานที่ดูแลรับใช้นครให้คงอยู่ได้ ไม่ต่างอะไรกับข้าทาสของชาวสปาร์ตาที่ต้องรับใช้นายเหนือเกล้าซึ่งดำรงชีวิตอย่างเสถียรเหนือความยากแค้นทั้งมวลโดยไม่คำนึงถึงสิ่งใดแม้กระทั่งมนุษยธรรม…… “ เขาเลิกคิ้วสูงพลางถอนใจเฮือก “ โจมตีกันรุนแรงจริงๆ ”

“ อาจารย์ตอบโต้บ้างซิคะ “ สาวคอมพิวเตอร์กล่าวอย่างมีอารมณ์ “ ถ้าปล่อยเขาโจมตีเราท่าเดียวโครงการอาจจะล้มก็ได้ “

เขาส่ายหน้าพลางปรายยิ้ม “ ไม่ต้องหรอก “

นัยน์ตาสดใสของเธอเบิกกว้างด้วยความไม่เข้าใจ เธอกล่าวตอบด้วยเสียงแหลมสูงว่า “ ทำไมละคะ? “

ชายคนนั้นลุกขึ้นพลางตบบ่าบอบบางของเธออย่างอ่อนโยน “ อย่ากังวลไปเลย ทำงานของคุณให้ดีที่สุดเถอะ “แล้วเขาก็เดินออกจากห้องโดยเหน็บแผ่นหนังสือดิจิตอลติดตัวไปอย่างรื่นเริง สาวคอมพิวเตอร์มองตามด้วยความกังวล เธอรู้ดีว่าจะมีมากกว่านั้น คนเรายินดีทำทุกอย่างเพื่อให้อนาคตเป็นไปตามที่ตนต้องการ

แม้จะแลกด้วยอนาคตของตนเองก็ตาม

* * * * * * * * * * * * * *

มือของเขาสัมผัสโดนโลหะเย็นเยียบในกระเป๋า ปลายนิ้วของเขาไล้ไปบนผิวชืดชาของมันอย่างเหม่อลอย รูปทรงและน้ำหนักช่างกระชับอุ้งมือของเขาได้อย่างน่าประหลาด เขาปล่อยให้มันดึงเอาความร้อนจากกายไปอย่างเชื่องช้า ลดทอนความหนาวเย็นด้วยความอบอุ่น

เขาสะดุ้งเมื่อมีเสียงเรียกจากจากคนข้างๆ “ คุณพกนาฬิกามาหรือเปล่า? “

ชายหนุ่มก้มมองนาฬิกาควอนตัมบนข้อมือ “ สามทุ่มแล้ว มีอะไรหรือครับ? “

“ เราเดินมานานเหมือนกันนะ ผมไม่ทันสังเกตเลย “

“ คุณไม่พกนาฬิกาหรือครับ “ เขาถาม

“ ความเคยชินน่ะ ตอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยผมมีนาฬิกาอยู่ในห้องทำงานก็เลยไม่ค่อยใช้นาฬิกาพก ที่นี่ก็มีนาฬิกาอยู่ทุกห้อง ผมยิ่งไม่ต้องใช้เข้าไปใหญ่ “ ชายวัยกลางคนหัวเราะหึ “ ที่กลางทะเลทรายอย่างนี้ เวลาเหมือนจะไม่สำคัญเสียเท่าไหร่ทั้งที่เราเคยวิ่งไล่ตามมันเกือบตาย “

“ แต่ชั่วนิรันดรก็ไม่มีจริง แม้เรานั่งอยู่ในความว่างเปล่าเวลาก็หมุนผ่านเราไป “

ชายคนนั้นพ่นควันจางๆสีขาวออกมาตามแนวริมฝีปากที่ยิ้มกริ่ม “ ใครพูดไว้หรือ? “

“ เพื่อนของผม “ ชายหนุ่มตอบ “ เขาชอบทำอะไรที่ผมไม่เข้าใจอยู่เรื่อย “

“ แต่ก็ความไม่เข้าใจนี่ไม่ใช่หรือที่ทำให้คุณไล่ตามความฝันจนสุดล้า โดยมีเขาอยู่ในใจ “ ชายวัยกลางคนขยี้ซิการ์ลงบนพื้นทราย แสงเรืองสุดท้ายดับวูบลงทิ้งแต่ความมืดที่สมบูรณ์แบบไว้รอบกายพวกเขา ชายหนุ่มไม่ได้ขยับกายแม้แต่น้อยนอกจากอุ้งมือที่บีบกระชับเข้า

“ เคยวิ่งตามฝันของคุณจนเหนื่อยไหมครับ? “

“ แน่นอน “

“ ผมก็เช่นกัน “ เขายิ้มเครียด “ และผมจำเป็นต้องหาทางออก “

ชายวัยกลางคนหยุดนิ่งราวกับไม่ใส่ใจคำพูดเหล่านั้น เพียงพยักพเยิดกับท้องฟ้าที่ดารดาษด้วยดวงดาว “ ผมคงแก่เกินไป แต่ซักวันคนหนุ่มสาวอย่างคุณคงทำได้ “ รอยยิ้มพิสุทธิ์แบบเดิมปรากฏบนใบหน้ายับย่นเพียงแต่ถูกความมืดรอบกายบดบังไว้ “ แล้วเมื่อถึงเวลานั้น ถ้าพวกคุณเหนื่อยล้ามากละก็ ขอให้นึกถึงบ้านหลังน้อยที่ผมสร้างไว้ ผมจะดีใจมากถ้าคุณได้นอนหลับใต้หลังคานี้อย่างสบายใจ “

ทรายโรยตัวเบาๆในความเงียบ สายตาของพวกเขามองทอดออกไปสู่ขอบฟ้าลิบๆที่ทางช้างเผือกสีขาวสว่างบรรจบลงกับแนวสันทรายดำทะมึน ในที่สุดชายคนนั้นก็ยิ้มน้อยๆกับตัวเองพลางหันไปพูดกับชายหนุ่มว่า  “ คุณยิงผมไม่ได้แล้วหรือ? “

ฝุ่นกระจายตัวออกเมื่อปืนโลหะเบาร่วงจากมือลงกระทบพื้นทรายพร้อมกับความหนักใจที่เคยค้างคาอยู่ในอก อุ้งมือที่เคยหนักอึ้งพลันเบาหวิวราวกลายเป็นอากาศธาตุราวกับหายวับไปในพริบตา

ชายวัยกลางคนดึงซิการ์ขึ้นจุด ประกายแสงน้อยๆนั้นช่างกระจิริดเมื่อเทียบกับแสงดาวบนฉากหลัง ควันสีขาวที่ลอยคลุ้งก็เล็กน้อยเมื่อเทียบกับเนบิวลาที่อยู่แสนไกล พวกเขาทั้งสองเป็นเพียงเงาเล็กๆในความมืดอันธการของจักรวาลเบื้องนอก

ในความเงียบอันกะจ้อยร่อยของทะเลทรายนั้น เงาร่างสองเงาเดินตัดสันทรายซ้ำบนรอยเท้าที่พวกเขาเดินมา แสงอบอุ่นของกระโจมวิจัยทอดอยู่เบื้องหน้าลิบๆ ความสงบนี้กลายเป็นเพื่อนของเขาอีกครา

ยังหรอก ยังไม่ถึงเวลา มนุษย์ยังเป็นทารกแห่งจักรวาล อีกยาวนานนักกว่าที่พวกเขาจะยุรยาตรไปในหมู่ดาว

พวกเขาทั้งสองจะกลายเป็นแค่เศษเสี้ยวเล็กๆที่ถูกฝุ่นทรายกลบฝังไปกับกาลเวลา แต่นั่นไม่สำคัญเลย จารึกใดจะมีความหมายเท่าสิ่งที่พวกเขาตระหนักอยู่แก่ใจในขณะนี้ สายลมที่พัดผ่านกระซิบบอกเขาให้เงยหน้าขึ้นทันพอดีกับที่ดาวดวงหนึ่งตกลงจากฟากฟ้า รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าที่เริ่มส่อเค้าแห่งความชราแต่ระบายไว้ด้วยความเยาว์วัย  ณ ตรงนี้พื้นทรายอาจกลายเป็นมหานครแห่งมหานครที่สูงเสียดดวงดารา โดมใสอาจทอประกายกับแสงดาวเดียวกันนี้ในอีกหลายร้อยปีข้างหน้า

เขาจะไม่ได้เห็นมัน แต่นั่นไม่สำคัญ แค่เขาได้ทำงานที่เขารักนี้ไปจนตายก็พอ

-จบ-