Ideas For Grab: หนังผี Worse than Dead and Hated

Ideas For Grab เป็นเค้าร่างเขียนเล่นจากไอเดียที่มันลอยผ่านมาแล้วก็ผ่านไปไม่ได้เกิดอะไรเป็นรูปเป็นร่างซึ่งเอามาขึ้นเวปไซด์เพื่อให้คนที่สนใจเอาไปใช้ได้ตามต้องการ ถ้าใช้แล้วยังไงช่วยแปะลิงค์ไว้ให้ตามไปดูจะเป็นพระคุณยิ่ง

หนังผี

เตือนได้เต็มปากเต็มคำว่า ไอเดียนี้ลูกรัก ใครเอาไปทำต่อ ขอให้ทำให้ดี ถ้าทำเล่นๆไม่จริงจังออกมาไม่เวิร์ค เราอาจตามไปหลอกไปหลอนท่านในฝันทีเดียว

พูดได้เต็มปากเต็มคำว่าเราไม่ใช่คนที่ชอบหนังผี แต่เราก็ชอบเรื่องผีที่เล่าดีๆ อย่าง Shutter หรือ หลาวชะโอน จาก ห้าแพร่ง   (จริงๆต้องบอกว่าโดยเฉพาะหลาวชะโอน) เรื่องของเรื่องคือเราสนใจเรื่องก่อนความน่ากลัว ดังนั้นถ้าเรื่องไม่โดนใจก็เชิญบิวท์ไปเถอะครับ กระผมก็ว่ามันไม่สนุกอยู่ดีละฮะ

ถ้าถามว่าเราอยากได้อะไรในหนังผี คร่าวๆก็คงตามนี้ล่ะ

1. ผีที่มองไม่เห็น แต่เล่นกับบรรยากาศ
เราเป็นคนที่ถ้าเห็นผีในหนังแล้วจะไม่กลัว (ผีจริงไม่เคยเห็นดังนั้นอย่าถาม) สำหรับเราสิ่งที่จินตนาการไปเองน่ากลัวกว่าเพราะมันเข้าไปทำให้คนขนหัวลุกในหัวตัวเอง ถ้าโผล่มามันก็ตกใจตอนนั้นแล้วมันก็จบ

2. ผีที่มีตัวมีตน
หมายความว่า “เขียนบทดีๆให้ผีด้วย” ผีก็เคยเป็นคนนะครับ ทำไมกลายเป็นผีแล้วคลานลากขาแลบลิ้นปลิ้นตาซะงั้นน่ะ หนังผีส่วนมากที่ดูแล้วเซ็งคือไม่ให้บทดีๆกับผีนี่แหละ ถ้าใช้เขาแค่มาเขย่าขวัญ เจสันศุกร์สิบสามก็ใช้ได้เหมือนกันนะ

ทั้งนี้และทั้งนั้นพวกเรื่องเบื้องลึกเบื้องหลังของคุณผีนี่ไม่นับ เพราะส่วนมากมักเป็นการบอกเล่า นั่นขัดกับกฎของการเล่าเรื่องที่ว่า “จงแสดง อย่าบอก”

3.เนื้อเรื่องดีๆ
เราเชื่อว่าเรื่องเล่าเหนือธรรมชาติมีไว้สะท้อนคน ไม่ใช่เอาไว้ทำให้คนกลัวถ่ายเดียว ไม่งั้นมันไม่ค่อยมีแก่นสาร ดูก็ไม่สนุก ดังนั้นขอเนื้อเรื่องดีๆจะเป็นพระคุณ ถ้าคิดไม่ออก มีเรื่องนึงมาเสนอนะค้าบ

Worse than Dead and Hated…

ขออภัยที่ชื่อเรื่องดัดจริตเป็นภาษาอังกฤษ พยายามหาคำแปลดีๆอยู่เหมือนกัน

จริงๆชื่อเรื่องเต็มๆ (หรือธีมของเรื่อง) คือ “Worse than dead and hated… is to live and not forgiven” แปลออกมาแบบบ้านๆ(เพราะใช้คำหรูไม่เป็น) คือ “ที่เลวร้ายกว่าตายแล้วเป็นที่เกลียดชัง คือ มีชีวิตอยู่และไม่ได้รับการอภัย”

จริงๆธีมเรื่องนี้หนักไปอย่างหลังมากกว่า เพราะเรื่องหลักเป็นเรื่องของ แอร์ สาวน้อยวัยเรียนเรียบร้อยสดใสผู้อยากเป็นสไตลิสต์ด้วยความหลงใหลในแฟชั่น เธอทำงานพิเศษที่ร้านทำผมแถวบ้านเพื่อสนับสนุนการเรียนตัวเองเนื่องจาก 1.ชอบ 2.บ้านของเธอไม่ได้ฐานะดีอะไร ก็เรียกว่าธรรมดาๆ แต่เมื่อเธออยากจะไปไกลกว่าเปิดร้านทำผมแถวบ้าน เธอเลยต้องดิ้นรนเพื่อการศึกษาในอนาคตของตัวเอง

แอร์มีแฟนหนุ่มจบการช่างอายุมากกว่าเธอซักห้าหกปีซึ่งกำลังทำงานสร้างเนื้อสร้างตัว ทั้งสองคนวางแผนจะสร้างครอบครัวด้วยกันในวันหนึ่งข้างหน้าเมื่อการงานและการเงินพร้อม แต่ความฝันแสนหวานนั้นก็มาเจอปัญหาเมื่อทั้งสองคนมีความสัมพันธ์กันตามประสาหนุ่มสาวที่ห้ามตัวเองไม่ค่อยได้และแอร์ท้อง

แต่ถ้าคุณคิดว่าเราจะใช้เรื่องนี้เทศนาเรื่องเพศสัมพันธ์ในวัยเรียนละก็ คิดผิดนะครับ เพราะส่วนตัวเรารู้สึกว่าเรื่องของคนสองคนมันเรื่องของคนสองคน ถ้าสามารถรับผิดชอบผลของการกระทำของตัวเองได้ อยากทำอะไรทำไปเถอะ อายุไม่ใช่เรื่องใหญ่เพราะคนมีอายุความรับผิดชอบต่ำในเรื่องชู้สาวก็มากมี จุดสำคัญมันอยู่ตรงคำว่าความรับผิดชอบนี่แหละ ด้วยความที่ยังไม่เข้าใจผลของการกระทำของตัวเองอย่างถ่องแท้ ทั้งสองคนเลยไม่ได้คิดจะป้องกันและทำให้แอร์ท้อง แฟนหนุ่มของแอร์ที่เป็นห่วงอนาคตของพวกเขาทั้งสองคนเลยขอให้แอร์ไปทำแท้ง

แอร์ซึ่งคล้อยตามก็ไปคลีนิคทำแท้งเถื่อนตามที่แฟนหนุ่มไปสืบหามาให้ แต่หลังจากวันนั้นเองที่เรื่องแปลกๆเริ่มเกิดขึ้นรอบตัวเธอ

(บอกไว้ก่อนว่า ส่วนตัวเราไม่ได้คัดค้านการทำแท้ง แต่เราคิดว่ามันควรถูกทำให้เป็นทางเลือกของผู้หญิง เพียงแต่มันควรทางเลือกท้ายๆเมื่อไม่มีทางออกอื่นเพราะผลเสียของมัน รวมทั้งว่าการให้คนมีความรับผิดชอบรู้จักป้องกันที่เหตุจะดีกว่ามาแก้ที่ผล)

ผีทวงแค้น

ในสายตาของคนอื่นๆ แน่นอนว่านี่เป็นกรณีคลาสสิคของรักในวัยเรียน เด็กสองคนที่ไม่รู้จักคิด รักสนุกและหลงในความรัก ผลที่ตามมาทำให้ชีวิตต้องพลิกผันและต้องแก้ปัญหาด้วยการทำแท้ง

คนที่ทำอย่างนั้นได้เหมือนจะต้องเห็นเด็กในท้องเป็นมารหัวขน ไม่ใช่ลูก

เราจะปล่อยให้ท่านเชื่อไปเช่นนั้นก่อน

ทำไมต้องเป็นแบบนั้น นั่นเพราะนั่นจะเป็นสิ่งที่วิญญาณของเด็กรู้สึก

เนื่องจากเรื่องนี้เราจะเห็นผีจำกัดมาก(นับที่คิดไว้คือสามซีนเท่านั้น และไม่ได้เห็นเต็มๆ) ความกลัวทั้งหมดเกิดจากบรรยากาศและเหตุการณ์หลอนๆที่หาคำอธิบายหนักแน่นไม่ได้ เราเลยต้องเล่าเรื่องของผีผ่านความเข้าใจของคนดู นั่นคือชักนำด้วยการเล่าเรื่องให้คนดูคิดเหมือนที่ผีคิด

สำหรับตอนนี้คือการเข้าใจว่าพ่อแม่คิดว่าตัวเองเป็นมารหัวขนที่ไม่เป็นที่ต้องการ เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นชี้ไปที่วิญญาณเด็กตามมารังควานด้วยความอาฆาตที่ไปฆ่าเขาเสียตั้งแต่ยังไม่เกิด เหตุการณ์แรกคือฉากแรกที่เราได้เห็นผี มันเป็นสองสามคืนหลังจากแอร์ทำแท้งมา เธอดูซูบเซียวอิดโรยแต่แข็งแรงพอจะกลับมาทำงานที่ร้าน ค่ำวันนั้นคุณเจ้าของร้านที่มีเซนส์บอกว่าเธอพาใครมาด้วยยืนเลือดโชกรออยู่ข้างนอกตรงขอบถนน แอร์หันตาม กล้องตัดมาที่ระดับขอบถนนถ่ายกลับเข้าไปที่ร้านเราเห็นข้อเท้าเด็กอาบเลือดหยดติ๋งๆ แต่เมื่อตัดกลับมาที่มุมมองของแอร์เรารู้ว่าเธอไม่เห็นอะไรอยู่ตรงนั้น แน่นอนว่าเธอทำไม่รู้ไม่ชี้ แต่ในใจเธอแอบรู้ว่าคนที่คุณเจ้าของร้านพูดถึงเป็นใคร เพียงแต่ในตอนนั้นเธอยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง

แต่หลังจากนั้นแอร์ก็เจอเรื่องที่อธิบายไม่ได้เกิดขึ้นกับเธอบ่อยๆทั้งกลางวันและกลางคืน (ใครว่าผีต้องออกมาในที่มืด ถ้าผีมีจริงเราไม่เชื่อล่ะคนนึง เราจะหลอกกันกลางวันแสกๆนี่แหละ) แต่ละครั้ง เหตุการณ์พวกนั้นทำให้แอร์คิดถึงลูกและสิ่งที่เธอทำลงไป ความรู้สึกผิดค่อยๆเพิ่มขึ้น ไม่ใช่เพราะเธอกลัวเกรงบาปกรรมเท่านั้น แต่เพราะเด็กคนนี้ไม่ใช่ “มารหัวขน” แต่เป็น “ลูก” ของผู้ชายที่เธอรัก เธอไม่ได้มีโอกาสคิดถึงเรื่องนี้นักเพราะการตัดสินใจทำแท้งเกิดขึ้นอย่างเร่งรีบ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เธอยิ่งรู้ว่าเธอไม่ได้ต้องการเอาเด็กออก เธอแค่ไม่รู้ว่าจะทำยังไงกับชีวิตต่อไปเท่านั้น

เรื่องราวที่รุมเร้าทำให้แอร์เริ่มหมกมุ่นกับการชดใช้ให้ลูกด้วยวิธีต่างๆ แรกๆก็แค่ทำบุญอุทิศส่วนกุศล แต่ไปๆมาๆเธอเริ่มซื้อตุ๊กตาของเล่นเด็กมาไว้ในตู้ที่เหมือนค่อยๆกลายเป็นศาลเล็กๆ แฟนหนุ่มของเธอเริ่มใจคอไม่ดีกับพฤติกรรมของแอร์เลยพยายามเกลี้ยกล่อมให้เธอเอาของพวกนั้นไปทิ้งเสีย ที่เขาพลาดคือบอกว่าเด็กน่ะเขาทำให้เกิดอีกก็ได้ซึ่งเขาพูดจากความสิ้นหวังเมื่อเห็นว่าแอร์ไม่ยอมฟังเหตุผลแต่กลับทำให้เธอคิดว่าเขาไม่ได้รู้สึกเด็กคนนั้นเป็นลูกเหมือนเธอ ทั้งสองคนจึงมีปากเสียงกันและแอร์ยกเรื่องที่เขาเป็นคนบอกให้เธอไปทำแท้งขึ้นมา และว่าเขาเป็นคนที่อยากกำจัดเด็กไม่ใช่เธอ

หลังจากนั้นเหตุการณ์ประหลาดๆกลับไปเกิดรอบตัวแฟนหนุ่มของแอร์แทน แต่เขาไม่เชื่อว่าเป็นเพราะวิญญาณของเด็กตามมาล้างแค้นแค่ว่าเขาคิดไปเองหรือมีคำอธิบายอื่น ส่วนหนึ่งก็เพราะเขามีความสัมพันธ์ของเขากับแอร์ที่ต้องคิดถึง เรื่องราวค่อยๆเผยว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งจริงจังกว่าที่เราให้คนดูหลงเชื่อในครั้งแรก ทั้งเขาและแอร์ต่างต้องดิ้นรนด้วยตัวเองไม่ทางใดก็ทางหนึ่งและพวกเขาค้ำจุนกันและกันมาเป็นเวลาพอสมควร การตัดสินใจใช้ชีวิตร่วมกันแม้ด้วยวัยเพียงเท่านี้จึงไม่ใช่แค่เด็กวัยรุ่นฝันหวาน พูดตามตรงว่าเรารู้สึกว่าบางครั้งเราดูถูกความสามารถของเด็กวัยรุ่นที่จะโตกันมากไปหน่อย พวกเราไม่ค่อยคิดกันว่าเด็กวัยเท่านั้นจะสามารถคิดเรื่องแบบนี้จนทะลุได้ แต่ความคิดอ่านที่ลึกซึ้งเกิดจากประสบการณ์ ไม่ใช่มาเองตามอายุ สำหรับแอร์กับแฟนหนุ่มของเธอมันมาจากความยึดมั่นและเชื่อมั่นในกันและกันเป็นอย่างมากด้วย แฟนหนุ่มของแอร์จึงไม่ละความพยายามที่จะสื่อสารกับเธอและรักษาความสัมพันธ์นั้นไว้

ด้วยความมั่นคงที่พวกเขามีให้กันและกันแอร์และแฟนหนุ่มก็กลับมาคืนดีกันได้ในที่สุด แต่เพียงไม่นานหลังจากนั้น ในวันหนึ่งที่สองคนนั้นออกไปข้างนอกด้วยกัน แฟนหนุ่มของเธอกลับประสบอุบัติเหตุที่ไม่มีคำอธิบาย (ตอนนี้คิดว่าคงมีบางอย่างร่วงใส่ทั้งที่มันไม่น่าร่วงได้) เขาเจ็บหนักปางตายแต่แอร์ที่อยู่ข้างๆกลับไม่มีกระทั่งรอยขีดข่วน ท่ามกลางความโกลาหลนั่นเราเห็นร่างของเด็กตัวอาบด้วยเลือดยืนมองเขาอยู่ ในที่นั้นมีแต่แฟนหนุ่มของแอร์ที่เห็นร่างนั้นและเขาเดาได้เลาๆว่าที่เขาเห็นนั้นเป็นใคร แต่แทนที่เขาจะโกรธหรือกลัว เขากลับขอบใจ”ลูก”ที่”ดูแลแม่”ก่อนจะหมดสติไป

ทั้งหมดอยู่ที่ความเข้าใจ

ฉากสุดท้ายของเรื่องเกิดขึ้นที่โรงพยาบาลซึ่งแอร์นั่งรออยู่หน้าห้องผ่าตัดทั้งน้ำตาด้วยเธอคิดว่าเขาอาจไม่รอด ในมือเธอถือถุงมือเด็กอ่อนที่เธอพกไว้ เธอเสียลูกไปแล้ว เธอไม่อยากเสียแฟนหนุ่มคนนี้ของเธอไปด้วย

หลังจากเวลาผ่านไปหมอในชุดฆ่าเชื้อก็ออกมาจากห้องผ่าตัดเพื่อบอกเธอว่าสามีของเธอปลอดภัย (แอร์บอกว่าตัวเองเป็นภรรยาเพื่อให้สามารถเยี่ยมหรือไปดูแลเขาได้ แต่นั่นหมายความว่าส่วนหนึ่งในความคิดของเธอ เธอเป็นคู่ชีวิตของเขาแล้วแม้ทั้งสองจะยังไม่ได้แต่งงานกัน) และเคสของเขานั้นพิเศษเพราะคนส่วนมากที่ประสบอุบัติเหตุแบบนี้นั้นไม่รอด

เมื่อหมอจากไป แอร์ที่โล่งใจก็เหลียวมองไปที่ทางเดินโรงพยาบาลและเห็นเด็กคนหนึ่งเหมือนจะวิ่งเล่นอยู่คนเดียวไม่มีผู้ปกครองดูแลและไม่มีใครสนใจราวกับว่าเขาไม่มีตัวตนอยู่ ใจหนึ่งเธอแอบเดาไว้ว่าเด็กคนนั้นเป็นใคร แต่ครั้งนี้วิญญาณลูกของแอร์ไม่ได้มาแบบโชกเลือด เมื่อเขารู้แล้วว่าพ่อแม่นั้นรักเขาและไม่ได้ต้องการกำจัดเขาถ้าไม่เพราะความกดดันรอบด้านที่พวกเขาเผชิญ วิญญาณของเด็กจึงไม่มีความแค้นใดๆกับทั้งสองคนอีก เขาหันมาโบกมือให้เธอแล้วยิ้มหวานให้ก่อนจะหันหลังแล้วหายไปท่ามกลางผู้คน

แอร์มั่นใจตอนนั้นเองว่านั่นคือลูกของเธอ เธอหันกลับไปมองถุงมือเด็กอ่อนในมือ ดึงมากอดไว้แนบอกแล้วหันไปยิ้มในทิศที่เธอเห็นเขาหายไป

จบ!

พูดตามตรงว่าโครงเรื่องหลักๆเกือบครบแล้ว เหลือแค่รายละเอียดของเรื่อง วิธีเล่าเรื่อง และลำดับรายการเหตุการณ์หลอนๆ ซึ่งพูดตามตรงว่าเรื่องสำคัญทั้งนั้น! เพราะถ้าพลาด มันจะไม่น่ากลัว ไม่ได้อารมณ์ ไม่เก็ต รวมทั้งกลัวว่าอาจจะไม่ซึ้งกับตอนจบด้วย อันนี้อยู่เกินวิสัยของเราแล้ว เชิญท่านผู้ใดสามารถเอาไปเกลาต่อเอาไปจัดการด้วย แต่อย่างที่เตือนไว้แต่แรกว่าเรื่องนี้ลูกรัก ช่วยดูแลด้วย แล้วถ้าใครจะเอาไปทำเป็นหนัง อย่าลืมบอกวันเข้าฉายด้วยนะ!

Advertisements

Ideas For Grab: I’m Bond, James Bond

Ideas For Grab are my jotters on ideas that I could not possibly develop into an end product and are put up on the web for anyone to use for anything they’d like to do. And if you’d be kind enough to leave links to what has become of them here, that would be very nice of you.

James Bond Movie

I really don’t think I should go about developing this project because I think I approach it for the wrong reason altogether: I don’t like James Bond. He’s the worst spy of all spies since everyone knows him. If a villain doesn’t recognize him by sight, that guy gotta be new.

But it’s fun! The gadgets, gizmos, nice cars ,and gorgeous, gorgeous girls? That’s every guy’s dream. It’s a fantasy story, really, so I think I’ll be on the wrong to ask for something realistic – we can go to George Smiley for that. I still want the gadgets, gizmos, nice cars, and gorgeous, gorgeous girls to be there.

But here’s how I want it differently:

1. Characterization of James Bond
Honestly, I really don’t know who James Bond is like aside from being the irresistible and promiscuous spies with tons and tons of cool stuffs. He really kick asses for sure, but I never quite get him or why the girls like him. I’ve never seen any back story about him in the films I’ve watched.

I think that needs to be remedied. I want Bond that has a more human side to him than the kick-ass spy.

2. The villain
This is the problem for many Hollywood films. Villains are just bad. Period. I need a more convincing villain. Glorify and humanize him or her,. If you do it right, there will be a reason there for the hero to overtake them without having to make them outright baddies. The Dark Knight had done that beautifully!

3.More brain works along with the crazy stunts
I have a feeling that I saw James Bond being cool more than James Bond being smart. Time to show that side of him. He supposed to have gotten his job because of that, right?

My version of the Bond world

Let’s start with the big picture, what is the world of James Bond.

It used to be the mid-twenty century, but every films updated it which I think is brilliant and for the best. But then, it would seem like Bond is an immortal. He stays in his 40s-50s this entire time.

So I was thinking about James Bond as a code name,which is likely what it has always been anyway. It’s a code for one of the first top nine agents. It does not reflect their relative ranking; if you got to a single-digit code, you’re too good to be ranked.

These nine people differs by characteristics and functions rather than ranking. I would think someone like 001 would be working closely with the British government and specialized in politics while 007 is more of a field agent whose main job is to secretly eliminate great threats to the country. It does not necessary mean he has to kill the bad guys; it just means he has to permanently stop them from being harmful.

Each single-digit agent also has his/her own team, a smallish but self-sufficient back-up capacity, which means 007, aside from being a bad-ass, has to know how to lead.

My story starts with the death of 007 while on a very important mission. His team was left stranded until the HQ assigns another 007 to lead them. They have a feeling that 007’s number 2 in the team should take over since he knows about the mission as much as 007 had, but they are up for a surprise.

The succession of the single-digit agents is only assigned by HQ where they determine, probably a long time before they need to, who has the potentials and qualities to succeed. This allows them time to secretly train the said agent for the job. However, this tragedy has come unexpectedly and the new 007 is not quite ready to work with veteran team like this.

James Bond of thirty-something

What I like about setting the world of Bond this way is that we can have James Bond of any age, even a retired Bond (not that they normally gets to retired, though). For my story of under-prepared succession, my Bond is a thirty-something guy, still young, reckless and rather arrogant. HQ spotted him in his early twenties when he was still in college and known for his unreserved lifestyle and highly efficient problem-solving skill. He was at the top of his class and was known for his very competitive nature; he just has to excel in everything. He was also a soul searching for purpose (in the least religious sense) which was one of the reason he joined the service aside from the promise of an adventurous life.

But joining the service also does him a disservice. He is too smart to begin with and he knows it. He never has a fulfilling relationship with anyone because no one really gets him. This results in him being isolated and distrustful which only gets worst with having a secret life.

What he is afraid most (but never admit to it) is that he might be betrayed. He saw this happened a few times with other agents he had known or worked with which mostly result in death. He, therefore, prefers to go solo and keeps his doing secretive.

This trust issue results badly when he has to start his work with the team. His attitude has already made him infamous among agents, so everyone is not expecting HQ to choose him. But HQ insists on their decision and nothing could be done aside from trying to make it work.

His Number 2

Compared to Bond, Number 2 is twenty years older with at least ten years more experience as field agent. He is responsible for most of the management of the mission and thus is a crucial and trusty agent in the team. When the late 007 died, everyone expected Number 2 to take over given his experience and credibility. HQ, however, thought otherwise as they believe him too timid for the kind of mission James Bond takes.

Number 2 does not take this decision lightly, especially once he knows who the new Bond will be. However, he views himself as being above letting the bitterness getting in the way of their work. He tries to get along with Bond, but it is not like Bond does not see his jealousy. There is a mistrust between them right from the start.

But no matter how bitter, Number 2 is in fact very loyal to the service. He wouldn’t raised a finger against any agent no matter how infuriating the other might be. He lives to serve a purpose, but not himself. This is one quality Bond does not see until later.

The Bond’s Girl

A Bond movie won’t be a Bond movie if there aren’t pretty girls around, will it?

Bond, despite being rather unlikable as a colleague, can in fact be very charming. Like I said, he wants to excel in everything, that includes manipulation, especially with women. He can put on a facade of a player or a serious lover depends on what the situation calls for. In that sense, he’s rather psychopathic. He never actually cares about any of the women he bedded…aside from one. They don’t actually have a ‘normal’ relationship either.

Bond is very distrustful of people. This breeds paranoia towards anyone trying to get close to him. He is only comfortable if he has full control in his relationship, and you can imagine that it doesn’t work. The only person that has allow him such a control is a blind high-end call girl. Bond has been her client for years before his promotion. He feels safe with her since she does not know his face or his name. She knows right from the start that Underhill is his false name, but she never asks who he really is or what he does he. They talk of other things, mostly intangible ideas since Bond won’t have to tab into his experience for it. They, over time, form a bond and trust that Bond never got from anyone else.

He doesn’t have to feel bad about keeping secrets from her either since she never really told him anything about herself like how she was blinded. She would wear layers of black laces over her eyes (since it matches her hair and clothing) and never take it off even in bed. In a sense, Bond never knows her face either. They both are on equal ground in term of secrecy and promiscuity.

Another upside with her is she’ll always be there when he wants her. He pays support to her and her brothel to have her at beg and call since he never knows when he would have enough time to pay a visit.

What about the story?

Honestly, that’s the part I haven’t think about.

Like I said, I want something as clever as it is cool. No villain who want to conquer the world or hold the world in ransom. No secret baddies organization. I want something more realistic and, if possible, more like a conspiracy theory that can have a ground in reality. So Bond’s mission is not only to beat the bad guys but to put an end to a plot that might otherwise ruins relations between country or starts wars.

The other obstacle to overcome is to fit into the team. Bond had only been working solo most of the time, so he is outside his comfort zone for this one. Not to mention that they don’t actually like him to begin with. They support Number 2 quite a lot and it doesn’t help that Bond always challenges him. At one point in the thick of a chase, Bond accuses Number 2 of betraying the late 007. This is the lowest point in their relationship since Bond has insulted Number 2 most valued virtue: loyalty. They got into a big fight, of course, that end with Number 2, due to his years of experience, is able to kill Bond but doesn’t. He tells Bond that it is not because he doesn’t want to given how infuriating Bond is, but he will not do it because people’s lives would be at stake. Bond learns Number 2’s loyalty that day and learns to trust the man even a little. That is the start of their to-be fruitful friendship.

Learning to trust Number 2 and being allowed into his confidence allows Bond, for the first time in a long while, to connect with another human again. This eases his paranoia (but does not completely cure it) and shows him the possibility of connecting with another important person in his life. After the mission, he takes a break and visits his blind call girl. This time, it is not just to bed her, but for them to have a proper date.

So this Bond movie doesn’t end with an erotic snogging on a tropical beach, but a with them strolling together in a park which she hasn’t done in years. They sit down an a bench close to a pond, and Bond asks to remove her veil (substitute of a lace blindfold for public use). She protests, but he insists that nothing about her can put him off. She finally allows it, but the audience don’t get to see her face. We’ll see Bond smiling endearingly at her and says that she is, in fact, beautiful (add a kiss if you want).

So that’s all the idea I have for my own kind of Bond film. Nothing like a Bond film, I suppose. Sometimes I think of making it another agent altogether but somehow that just feels very wrong. Maybe it’s because I’ve always seen him as James Bond and I modeled him to be James Bond. So, I guess I’m just going to leave it as it is and let you guys, if anyone wishes, take it from here.