แด่ทุกคนในช่วงการประท้วงปลายปีพ.ศ.2556

โพสต์นี้เป็นแบบฝึกหัดเพื่อให้มองโลกในหลายมิติและไม่กล่าวโทษผู้คนด้วยข้อหาใดๆ(โดยเฉพาะข้อหาที่กว้าง ไม่มีความหมาย และไม่สร้างสรรค์ เช่น’โง่’หรือ’เลว’) อย่างง่ายดายจนเกินไป ไว้สำหรับแก้อาการเส้นขาดง่ายในช่วงการประท้วงอันรุ่มร้อนและเต็มไปด้วยผู้คนที่ทำให้เราคันปากคันเท้าในหลายๆที โพสต์นี้ไม่ได้พยายามบอกว่าสิ่งนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นเพียงการมองโลกในมุมหนึ่งเท่านั้น

ข้อกำหนดที่เราให้ตัวเองคือให้เริ่มด้วยการขอบคุณต่อสิ่งที่เค้าทำหรือเป็น ซึ่งยากกว่าที่คิดในบางที แล้วตามด้วยสิ่งที่เราอยากให้เค้าทำต่างออกไปบอกกล่าวอย่างเพื่อนต่อเพื่อน

===============================================================

แด่ทุกคนในช่วงการประท้วงปลายปีพ.ศ.2556

สำหรับคนที่ทำงาน จะบอกว่าขอบคุณที่พยายามทำให้ชีวิตไม่ชะงักงันและเศรษฐกิจรวมทั้งชีวิตของคนอื่นๆยังดำเนินต่อไปได้ ขอบคุณที่ทำหน้าที่ของท่านต่อเพื่อนร่วมประเทศอย่างแข็งขัน ทราบว่าพวกท่านก็มีจุดยืนของตนเองที่ตอนนี้อาจยังไม่ได้แสดงออกแต่อยากแสดงออก ขอให้ระลึกว่าการเดินขบวนไม่ใช่ทางเดียว อินเตอร์เน็ตก็ไม่ใช่ทางเดียว เราเชื่อว่าท่านสามารถหาทางได้

สำหรับคนที่ไปม็อบ ขอบคุณที่แสดงพลังเพื่อให้ผู้อื่นได้ทราบจุดยืนของท่าน หลายคนบอกม็อบวุ่นวาย แต่ม็อบเป็นสิ่งจำเป็นเมื่อระบบเพิกเฉยต่อผู้คน แต่ให้ระลึกไว้ว่าระบบของประเทศไทยล้มเหลวเกินกว่าที่เพียงการแสดงออกจะแก้ปัญหาได้ ท่านได้พบผู้คนมากมาย อย่าฟังแต่แกนนำ เขาเป็นแค่คนๆเดียว อย่าเพียงบุกยึดสถานที่เพราะอย่างมากท่านก็แค่สร้างความเดือดร้อนต่อผู้คนที่พยายามดำเนินชีวิตต่อไปเท่านั้น หันไปคุยกันคนข้างๆท่าน เริ่มการสนทนาว่าพวกท่านเห็นสถานการณ์นี้อย่างไร รอบข้างอาจเร้าร้อน แต่ขอให้ท่านใจเย็น ท่านได้แสดงแล้วว่าท่านต้องการการเปลี่ยนแปลง สิ่งที่รัฐบาลอาจแก้ปัญหาให้ท่านไม่ได้ แต่ท่านอาจจะสามารถทำอะไรมากกว่าแค่ประท้วงก็เป็นได้

สำหรับทหารตำรวจ ขอบคุณที่ทำหน้าที่เพื่อควบคุมความวุ่นวายไม่ให้บานปลาย เรารู้ว่าท่านไม่อยากอยู่ที่นั่น ท่านอยู่ในฐานะลำบากเพราะหน้าที่อาจทำให้ท่านเสียหายทั้งขึ้นทั้งล่อง ถ้ายิงก็เป็นผู้ร้าย ถ้าไม่ยิงก็อาจเป็นการขัดคำสั่งหรือโดนทำร้าย เราเพียงขอให้ท่านและผู้บังคับบัญชาของท่านอย่าตกเป็นเหยื่อการยุยง อย่าพลั้งเผลอ สติคือเพื่อนของท่าน ในหลายครั้งสถานการณ์ไม่ให้ทางเลือกท่านมากนักแต่ของให้เลือกสิ่งที่รุนแรงน้อยที่สุดเสียหายน้อยที่สุด ท่านอาจไม่มีทางเป็นพระเอกได้แต่ขอให้รู้ว่ามีคนที่เข้าใจความซับซ้อนของสถานการณ์และพร้อมจะเข้าใจท่านอยู่

สำหรับนักการเมือง ขอบคุณที่พยายามให้ระบบการเมืองยังคงดำเนินต่อไปแม้จะชัดเจนแล้วว่าระบบนั้นล้มเหลวและตัวท่านเองก็ล้มเหลวในการดึงเสียงของประชาชนเข้าสู่กระบวนการที่มากกว่าแค่การออกนโยบายประชานิยม แต่ในความล้มเหลวท่านได้แสดงแล้วว่าอำนาจนั้นแท้จริงอยู่ที่ประชาชน เมื่อประชาชนพร้อมจะเป็นเจ้าของประเทศและเป็นผู้ใหญ่ในการตัดสินใจและการใช้อารมณ์เท่านั้นที่ระบบจะไปต่อได้ และมันชัดเจนว่าเรายังไม่ถึงจุดนั้น ขอให้เข้าใจว่าท่านต้องเปลี่ยนทัศนคติและวิธีการดำเนินงานเดิมๆทิ้งไปโดยเร็วเพื่อเอื้ออำนวยให้ประชาชนสามารถดูแลประเทศของตนเองได้ เรารู้ว่าหน้าที่นี้ลำบาก เราจักขอบคุณมากหากท่านพร้อมจะรับหน้าที่นี้

ท้ายที่สุดนี้ขอให้ทุกคนนึกถึงเสมอว่าไม่ว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้น มันไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะใครบางดีหรือเลว หรือเพียงเพราะรัฐบาลผิดพลาด ปัญหานั้นซับซ้อน หนทางแก้ปัญหาก็เช่นกัน อย่ายอมต่อความต้องการจะเข้าใจปัญหานี้อย่างง่ายๆ อย่ายอมต่อความต้องการจะชึ้นิ้วเอาผิดใครคนใดคนหนึ่ง อย่ายอมต่อความต้องการจะให้มันจบอย่างรวดเร็ว อย่ายินยอมต่อการแก้ปัญหาฉาบฉวย หนทางเรียนรู้ของเรายังยาวไกล และเราต้องเข้าใจว่ามันจำเป็น

Ideas For Grab: หนังผี Worse than Dead and Hated

Ideas For Grab เป็นเค้าร่างเขียนเล่นจากไอเดียที่มันลอยผ่านมาแล้วก็ผ่านไปไม่ได้เกิดอะไรเป็นรูปเป็นร่างซึ่งเอามาขึ้นเวปไซด์เพื่อให้คนที่สนใจเอาไปใช้ได้ตามต้องการ ถ้าใช้แล้วยังไงช่วยแปะลิงค์ไว้ให้ตามไปดูจะเป็นพระคุณยิ่ง

หนังผี

เตือนได้เต็มปากเต็มคำว่า ไอเดียนี้ลูกรัก ใครเอาไปทำต่อ ขอให้ทำให้ดี ถ้าทำเล่นๆไม่จริงจังออกมาไม่เวิร์ค เราอาจตามไปหลอกไปหลอนท่านในฝันทีเดียว

พูดได้เต็มปากเต็มคำว่าเราไม่ใช่คนที่ชอบหนังผี แต่เราก็ชอบเรื่องผีที่เล่าดีๆ อย่าง Shutter หรือ หลาวชะโอน จาก ห้าแพร่ง   (จริงๆต้องบอกว่าโดยเฉพาะหลาวชะโอน) เรื่องของเรื่องคือเราสนใจเรื่องก่อนความน่ากลัว ดังนั้นถ้าเรื่องไม่โดนใจก็เชิญบิวท์ไปเถอะครับ กระผมก็ว่ามันไม่สนุกอยู่ดีละฮะ

ถ้าถามว่าเราอยากได้อะไรในหนังผี คร่าวๆก็คงตามนี้ล่ะ

1. ผีที่มองไม่เห็น แต่เล่นกับบรรยากาศ
เราเป็นคนที่ถ้าเห็นผีในหนังแล้วจะไม่กลัว (ผีจริงไม่เคยเห็นดังนั้นอย่าถาม) สำหรับเราสิ่งที่จินตนาการไปเองน่ากลัวกว่าเพราะมันเข้าไปทำให้คนขนหัวลุกในหัวตัวเอง ถ้าโผล่มามันก็ตกใจตอนนั้นแล้วมันก็จบ

2. ผีที่มีตัวมีตน
หมายความว่า “เขียนบทดีๆให้ผีด้วย” ผีก็เคยเป็นคนนะครับ ทำไมกลายเป็นผีแล้วคลานลากขาแลบลิ้นปลิ้นตาซะงั้นน่ะ หนังผีส่วนมากที่ดูแล้วเซ็งคือไม่ให้บทดีๆกับผีนี่แหละ ถ้าใช้เขาแค่มาเขย่าขวัญ เจสันศุกร์สิบสามก็ใช้ได้เหมือนกันนะ

ทั้งนี้และทั้งนั้นพวกเรื่องเบื้องลึกเบื้องหลังของคุณผีนี่ไม่นับ เพราะส่วนมากมักเป็นการบอกเล่า นั่นขัดกับกฎของการเล่าเรื่องที่ว่า “จงแสดง อย่าบอก”

3.เนื้อเรื่องดีๆ
เราเชื่อว่าเรื่องเล่าเหนือธรรมชาติมีไว้สะท้อนคน ไม่ใช่เอาไว้ทำให้คนกลัวถ่ายเดียว ไม่งั้นมันไม่ค่อยมีแก่นสาร ดูก็ไม่สนุก ดังนั้นขอเนื้อเรื่องดีๆจะเป็นพระคุณ ถ้าคิดไม่ออก มีเรื่องนึงมาเสนอนะค้าบ

Worse than Dead and Hated…

ขออภัยที่ชื่อเรื่องดัดจริตเป็นภาษาอังกฤษ พยายามหาคำแปลดีๆอยู่เหมือนกัน

จริงๆชื่อเรื่องเต็มๆ (หรือธีมของเรื่อง) คือ “Worse than dead and hated… is to live and not forgiven” แปลออกมาแบบบ้านๆ(เพราะใช้คำหรูไม่เป็น) คือ “ที่เลวร้ายกว่าตายแล้วเป็นที่เกลียดชัง คือ มีชีวิตอยู่และไม่ได้รับการอภัย”

จริงๆธีมเรื่องนี้หนักไปอย่างหลังมากกว่า เพราะเรื่องหลักเป็นเรื่องของ แอร์ สาวน้อยวัยเรียนเรียบร้อยสดใสผู้อยากเป็นสไตลิสต์ด้วยความหลงใหลในแฟชั่น เธอทำงานพิเศษที่ร้านทำผมแถวบ้านเพื่อสนับสนุนการเรียนตัวเองเนื่องจาก 1.ชอบ 2.บ้านของเธอไม่ได้ฐานะดีอะไร ก็เรียกว่าธรรมดาๆ แต่เมื่อเธออยากจะไปไกลกว่าเปิดร้านทำผมแถวบ้าน เธอเลยต้องดิ้นรนเพื่อการศึกษาในอนาคตของตัวเอง

แอร์มีแฟนหนุ่มจบการช่างอายุมากกว่าเธอซักห้าหกปีซึ่งกำลังทำงานสร้างเนื้อสร้างตัว ทั้งสองคนวางแผนจะสร้างครอบครัวด้วยกันในวันหนึ่งข้างหน้าเมื่อการงานและการเงินพร้อม แต่ความฝันแสนหวานนั้นก็มาเจอปัญหาเมื่อทั้งสองคนมีความสัมพันธ์กันตามประสาหนุ่มสาวที่ห้ามตัวเองไม่ค่อยได้และแอร์ท้อง

แต่ถ้าคุณคิดว่าเราจะใช้เรื่องนี้เทศนาเรื่องเพศสัมพันธ์ในวัยเรียนละก็ คิดผิดนะครับ เพราะส่วนตัวเรารู้สึกว่าเรื่องของคนสองคนมันเรื่องของคนสองคน ถ้าสามารถรับผิดชอบผลของการกระทำของตัวเองได้ อยากทำอะไรทำไปเถอะ อายุไม่ใช่เรื่องใหญ่เพราะคนมีอายุความรับผิดชอบต่ำในเรื่องชู้สาวก็มากมี จุดสำคัญมันอยู่ตรงคำว่าความรับผิดชอบนี่แหละ ด้วยความที่ยังไม่เข้าใจผลของการกระทำของตัวเองอย่างถ่องแท้ ทั้งสองคนเลยไม่ได้คิดจะป้องกันและทำให้แอร์ท้อง แฟนหนุ่มของแอร์ที่เป็นห่วงอนาคตของพวกเขาทั้งสองคนเลยขอให้แอร์ไปทำแท้ง

แอร์ซึ่งคล้อยตามก็ไปคลีนิคทำแท้งเถื่อนตามที่แฟนหนุ่มไปสืบหามาให้ แต่หลังจากวันนั้นเองที่เรื่องแปลกๆเริ่มเกิดขึ้นรอบตัวเธอ

(บอกไว้ก่อนว่า ส่วนตัวเราไม่ได้คัดค้านการทำแท้ง แต่เราคิดว่ามันควรถูกทำให้เป็นทางเลือกของผู้หญิง เพียงแต่มันควรทางเลือกท้ายๆเมื่อไม่มีทางออกอื่นเพราะผลเสียของมัน รวมทั้งว่าการให้คนมีความรับผิดชอบรู้จักป้องกันที่เหตุจะดีกว่ามาแก้ที่ผล)

ผีทวงแค้น

ในสายตาของคนอื่นๆ แน่นอนว่านี่เป็นกรณีคลาสสิคของรักในวัยเรียน เด็กสองคนที่ไม่รู้จักคิด รักสนุกและหลงในความรัก ผลที่ตามมาทำให้ชีวิตต้องพลิกผันและต้องแก้ปัญหาด้วยการทำแท้ง

คนที่ทำอย่างนั้นได้เหมือนจะต้องเห็นเด็กในท้องเป็นมารหัวขน ไม่ใช่ลูก

เราจะปล่อยให้ท่านเชื่อไปเช่นนั้นก่อน

ทำไมต้องเป็นแบบนั้น นั่นเพราะนั่นจะเป็นสิ่งที่วิญญาณของเด็กรู้สึก

เนื่องจากเรื่องนี้เราจะเห็นผีจำกัดมาก(นับที่คิดไว้คือสามซีนเท่านั้น และไม่ได้เห็นเต็มๆ) ความกลัวทั้งหมดเกิดจากบรรยากาศและเหตุการณ์หลอนๆที่หาคำอธิบายหนักแน่นไม่ได้ เราเลยต้องเล่าเรื่องของผีผ่านความเข้าใจของคนดู นั่นคือชักนำด้วยการเล่าเรื่องให้คนดูคิดเหมือนที่ผีคิด

สำหรับตอนนี้คือการเข้าใจว่าพ่อแม่คิดว่าตัวเองเป็นมารหัวขนที่ไม่เป็นที่ต้องการ เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นชี้ไปที่วิญญาณเด็กตามมารังควานด้วยความอาฆาตที่ไปฆ่าเขาเสียตั้งแต่ยังไม่เกิด เหตุการณ์แรกคือฉากแรกที่เราได้เห็นผี มันเป็นสองสามคืนหลังจากแอร์ทำแท้งมา เธอดูซูบเซียวอิดโรยแต่แข็งแรงพอจะกลับมาทำงานที่ร้าน ค่ำวันนั้นคุณเจ้าของร้านที่มีเซนส์บอกว่าเธอพาใครมาด้วยยืนเลือดโชกรออยู่ข้างนอกตรงขอบถนน แอร์หันตาม กล้องตัดมาที่ระดับขอบถนนถ่ายกลับเข้าไปที่ร้านเราเห็นข้อเท้าเด็กอาบเลือดหยดติ๋งๆ แต่เมื่อตัดกลับมาที่มุมมองของแอร์เรารู้ว่าเธอไม่เห็นอะไรอยู่ตรงนั้น แน่นอนว่าเธอทำไม่รู้ไม่ชี้ แต่ในใจเธอแอบรู้ว่าคนที่คุณเจ้าของร้านพูดถึงเป็นใคร เพียงแต่ในตอนนั้นเธอยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง

แต่หลังจากนั้นแอร์ก็เจอเรื่องที่อธิบายไม่ได้เกิดขึ้นกับเธอบ่อยๆทั้งกลางวันและกลางคืน (ใครว่าผีต้องออกมาในที่มืด ถ้าผีมีจริงเราไม่เชื่อล่ะคนนึง เราจะหลอกกันกลางวันแสกๆนี่แหละ) แต่ละครั้ง เหตุการณ์พวกนั้นทำให้แอร์คิดถึงลูกและสิ่งที่เธอทำลงไป ความรู้สึกผิดค่อยๆเพิ่มขึ้น ไม่ใช่เพราะเธอกลัวเกรงบาปกรรมเท่านั้น แต่เพราะเด็กคนนี้ไม่ใช่ “มารหัวขน” แต่เป็น “ลูก” ของผู้ชายที่เธอรัก เธอไม่ได้มีโอกาสคิดถึงเรื่องนี้นักเพราะการตัดสินใจทำแท้งเกิดขึ้นอย่างเร่งรีบ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เธอยิ่งรู้ว่าเธอไม่ได้ต้องการเอาเด็กออก เธอแค่ไม่รู้ว่าจะทำยังไงกับชีวิตต่อไปเท่านั้น

เรื่องราวที่รุมเร้าทำให้แอร์เริ่มหมกมุ่นกับการชดใช้ให้ลูกด้วยวิธีต่างๆ แรกๆก็แค่ทำบุญอุทิศส่วนกุศล แต่ไปๆมาๆเธอเริ่มซื้อตุ๊กตาของเล่นเด็กมาไว้ในตู้ที่เหมือนค่อยๆกลายเป็นศาลเล็กๆ แฟนหนุ่มของเธอเริ่มใจคอไม่ดีกับพฤติกรรมของแอร์เลยพยายามเกลี้ยกล่อมให้เธอเอาของพวกนั้นไปทิ้งเสีย ที่เขาพลาดคือบอกว่าเด็กน่ะเขาทำให้เกิดอีกก็ได้ซึ่งเขาพูดจากความสิ้นหวังเมื่อเห็นว่าแอร์ไม่ยอมฟังเหตุผลแต่กลับทำให้เธอคิดว่าเขาไม่ได้รู้สึกเด็กคนนั้นเป็นลูกเหมือนเธอ ทั้งสองคนจึงมีปากเสียงกันและแอร์ยกเรื่องที่เขาเป็นคนบอกให้เธอไปทำแท้งขึ้นมา และว่าเขาเป็นคนที่อยากกำจัดเด็กไม่ใช่เธอ

หลังจากนั้นเหตุการณ์ประหลาดๆกลับไปเกิดรอบตัวแฟนหนุ่มของแอร์แทน แต่เขาไม่เชื่อว่าเป็นเพราะวิญญาณของเด็กตามมาล้างแค้นแค่ว่าเขาคิดไปเองหรือมีคำอธิบายอื่น ส่วนหนึ่งก็เพราะเขามีความสัมพันธ์ของเขากับแอร์ที่ต้องคิดถึง เรื่องราวค่อยๆเผยว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งจริงจังกว่าที่เราให้คนดูหลงเชื่อในครั้งแรก ทั้งเขาและแอร์ต่างต้องดิ้นรนด้วยตัวเองไม่ทางใดก็ทางหนึ่งและพวกเขาค้ำจุนกันและกันมาเป็นเวลาพอสมควร การตัดสินใจใช้ชีวิตร่วมกันแม้ด้วยวัยเพียงเท่านี้จึงไม่ใช่แค่เด็กวัยรุ่นฝันหวาน พูดตามตรงว่าเรารู้สึกว่าบางครั้งเราดูถูกความสามารถของเด็กวัยรุ่นที่จะโตกันมากไปหน่อย พวกเราไม่ค่อยคิดกันว่าเด็กวัยเท่านั้นจะสามารถคิดเรื่องแบบนี้จนทะลุได้ แต่ความคิดอ่านที่ลึกซึ้งเกิดจากประสบการณ์ ไม่ใช่มาเองตามอายุ สำหรับแอร์กับแฟนหนุ่มของเธอมันมาจากความยึดมั่นและเชื่อมั่นในกันและกันเป็นอย่างมากด้วย แฟนหนุ่มของแอร์จึงไม่ละความพยายามที่จะสื่อสารกับเธอและรักษาความสัมพันธ์นั้นไว้

ด้วยความมั่นคงที่พวกเขามีให้กันและกันแอร์และแฟนหนุ่มก็กลับมาคืนดีกันได้ในที่สุด แต่เพียงไม่นานหลังจากนั้น ในวันหนึ่งที่สองคนนั้นออกไปข้างนอกด้วยกัน แฟนหนุ่มของเธอกลับประสบอุบัติเหตุที่ไม่มีคำอธิบาย (ตอนนี้คิดว่าคงมีบางอย่างร่วงใส่ทั้งที่มันไม่น่าร่วงได้) เขาเจ็บหนักปางตายแต่แอร์ที่อยู่ข้างๆกลับไม่มีกระทั่งรอยขีดข่วน ท่ามกลางความโกลาหลนั่นเราเห็นร่างของเด็กตัวอาบด้วยเลือดยืนมองเขาอยู่ ในที่นั้นมีแต่แฟนหนุ่มของแอร์ที่เห็นร่างนั้นและเขาเดาได้เลาๆว่าที่เขาเห็นนั้นเป็นใคร แต่แทนที่เขาจะโกรธหรือกลัว เขากลับขอบใจ”ลูก”ที่”ดูแลแม่”ก่อนจะหมดสติไป

ทั้งหมดอยู่ที่ความเข้าใจ

ฉากสุดท้ายของเรื่องเกิดขึ้นที่โรงพยาบาลซึ่งแอร์นั่งรออยู่หน้าห้องผ่าตัดทั้งน้ำตาด้วยเธอคิดว่าเขาอาจไม่รอด ในมือเธอถือถุงมือเด็กอ่อนที่เธอพกไว้ เธอเสียลูกไปแล้ว เธอไม่อยากเสียแฟนหนุ่มคนนี้ของเธอไปด้วย

หลังจากเวลาผ่านไปหมอในชุดฆ่าเชื้อก็ออกมาจากห้องผ่าตัดเพื่อบอกเธอว่าสามีของเธอปลอดภัย (แอร์บอกว่าตัวเองเป็นภรรยาเพื่อให้สามารถเยี่ยมหรือไปดูแลเขาได้ แต่นั่นหมายความว่าส่วนหนึ่งในความคิดของเธอ เธอเป็นคู่ชีวิตของเขาแล้วแม้ทั้งสองจะยังไม่ได้แต่งงานกัน) และเคสของเขานั้นพิเศษเพราะคนส่วนมากที่ประสบอุบัติเหตุแบบนี้นั้นไม่รอด

เมื่อหมอจากไป แอร์ที่โล่งใจก็เหลียวมองไปที่ทางเดินโรงพยาบาลและเห็นเด็กคนหนึ่งเหมือนจะวิ่งเล่นอยู่คนเดียวไม่มีผู้ปกครองดูแลและไม่มีใครสนใจราวกับว่าเขาไม่มีตัวตนอยู่ ใจหนึ่งเธอแอบเดาไว้ว่าเด็กคนนั้นเป็นใคร แต่ครั้งนี้วิญญาณลูกของแอร์ไม่ได้มาแบบโชกเลือด เมื่อเขารู้แล้วว่าพ่อแม่นั้นรักเขาและไม่ได้ต้องการกำจัดเขาถ้าไม่เพราะความกดดันรอบด้านที่พวกเขาเผชิญ วิญญาณของเด็กจึงไม่มีความแค้นใดๆกับทั้งสองคนอีก เขาหันมาโบกมือให้เธอแล้วยิ้มหวานให้ก่อนจะหันหลังแล้วหายไปท่ามกลางผู้คน

แอร์มั่นใจตอนนั้นเองว่านั่นคือลูกของเธอ เธอหันกลับไปมองถุงมือเด็กอ่อนในมือ ดึงมากอดไว้แนบอกแล้วหันไปยิ้มในทิศที่เธอเห็นเขาหายไป

จบ!

พูดตามตรงว่าโครงเรื่องหลักๆเกือบครบแล้ว เหลือแค่รายละเอียดของเรื่อง วิธีเล่าเรื่อง และลำดับรายการเหตุการณ์หลอนๆ ซึ่งพูดตามตรงว่าเรื่องสำคัญทั้งนั้น! เพราะถ้าพลาด มันจะไม่น่ากลัว ไม่ได้อารมณ์ ไม่เก็ต รวมทั้งกลัวว่าอาจจะไม่ซึ้งกับตอนจบด้วย อันนี้อยู่เกินวิสัยของเราแล้ว เชิญท่านผู้ใดสามารถเอาไปเกลาต่อเอาไปจัดการด้วย แต่อย่างที่เตือนไว้แต่แรกว่าเรื่องนี้ลูกรัก ช่วยดูแลด้วย แล้วถ้าใครจะเอาไปทำเป็นหนัง อย่าลืมบอกวันเข้าฉายด้วยนะ!

Project City Walk: บทสรุปของเมืองและสิ่งแวดล้อม

ไม่ทันดูจริงๆว่าโพสต์สรุปของ Project City Walk จะมาลง Earth Day พอดีราวกับตั้งใจ จริงๆเราไม่เคยฉลองEarth Day เพราะสำหรับเรารักโลกควรรักทุกวันและรักในทุกลมหายใจ เพราะทุกลมหายใจของเรากระทบคนอื่นเรื่อยไป ไม่ใช่แค่จากวันใดวันหนึ่ง

นั่นคือสิ่งที่เราได้จากการทำ Project City Walk ตอนปีสี่

ย้อนความซักนิดว่าโปรเจ็คนี้เกี่ยวกับอะไร เมื่อตอนปีสี่เราลงเรียนวิชาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ(ทั้งที่เรียนมาทางฟิสิกส์) หลักๆคือเพื่อต้องการพบปะมิตรสหายในสายอื่นและเพื่อได้ร่วมคลาสที่มีแนวการสอนแปลกใหม่ของอ.สรยุทธ รัตนพจนารถ รายละเอียดว่าการสอนของคลาสนี้ต่างอย่างไรเราเล่าให้ฟังคร่าวๆแล้วในโพสต์นี้ดังนั้นก็จะขอไม่เล่าซ้ำ งานอย่างหนึ่งในคลาสนี้คือการทำโปรเจ็คโดยออกไปสำรวจตามแนวทางของตัวเองเพื่อศึกษาหัวข้อของ Earth Charter ซึ่งเป็นข้อเขียนว่าเป็นแนวทางของการปฏิบัติตัวอันดีของมนุษยชาติ  เราเลือกหัวข้อที่ 6 ซึ่งบอกว่า

Earth Charter 6 : Prevent harm as the best method of environmental protection and, when knowledge is limited, apply a precautionary approach.

หรือแปลไทยแบบคร่าวๆได้ว่า จงใช้การป้องกันความเสียหายเป็นแนวทางหลักของการรักษาสิ่งแวดล้อมและเมื่อความรู้นั้นจำกัดให้ใช้วิธีที่มีผลกระทบน้อยที่สุด

การป้องกันเป็นวิธีที่ดีที่สุด เพราะ”สิ่งแวดล้อม”นั่นประกอบด้วยสายใยความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนและในหลายครั้งก็เปราะบาง สิ่งเหล่านี้มนุษย์ไม่สามารถสร้างทดแทนได้ วิธีที่ดีที่สุดจึงเป็นการรบกวนให้น้อยที่สุดแต่แรก

แต่พูดตามตรงว่าเวลาอ่านอะไรแบบนี้ เราจะนึกถึง”สิ่งแวดล้อม”ว่าเป็นลำห้วยป่าเขาลำเนาไพรเสือสิงห์กระทิงแรด ซึ่งมันก็ไม่เชิงว่าถูกและไม่เชิงว่าผิด เหตุผลที่เรานึกถึงป่าถึงเขาขึ้นมาก่อนเพราะเราเห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นการตัดไม้ทำลายป่า ทำไร่เลื่อนลอย หรือเขาหัวโล้นก็ดี มันจับต้องได้ เป็นรูปธรรม

แต่สิ่งแวดล้อมจริงๆคือ สิ่งที่แวดล้อม ไม่ใช่แค่ป่าเขาลำเนาไพรอันสำหรับเราชาวเมืองแล้วค่อนข้างจะไกลตัว แล้วเราชาวเมืองจะทำการป้องกันความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมกันได้อย่างไรเล่าในเมื่อเรายังไม่ได้มองสิ่งแวดล้อมของเรากันดีๆซักเท่าไหร่เลย

นั่นคือเหตุผลที่เราเริ่มเดินเมือง เดินเพื่อให้เข้าใจสิ่งแวดล้อม…หรือสิ่งมีชีวิต อันเรียกว่าเมือง

การเดินครั้งแรกทำให้เราเข้าใจว่าไฉนคนเมืองจึงไม่คิดถึงเมืองในฐานะสิ่งแวดล้อมกันซักเท่าไหร่ เมืองนั้นครอบครองพื้นที่และเปลี่ยนทั้งดินน้ำอากาศให้มาอยู่ในความควบคุมของมนุษย์โดยสมบูรณ์ ดังนั้นเราจึงไม่รู้สึกว่าเมืองเป็นอย่างอื่นนอกจากของๆเรา ปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการของเรา

แต่เมืองไม่ใช่สิ่งที่หยุดนิ่งตายตัว เมืองโดยตัวมันเองเหมือนสิ่งที่ชีวิต มันเกิด กิน โต ขับถ่าย เปลี่ยนแปลง(และหลายครั้งก็ลอกคราบ) รวมถึงตายได้ด้วย เพียงแต่มันเกิดขึ้นช้าๆ ช้ามากจนมนุษย์ไม่สามารถมองเห็นกระบวนการทั้งหมดได้โดยสะดวก

การเดินครั้งที่สองเลยมุ่งเน้นไปที่การเปลี่ยนแปลงหรือลอกครอบของเมือง รวมทั้งปัจจัยทางสภาพแวดล้อมที่ขับดันคนซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนเมือง ไม่มีคนไม่มีเมืองและไม่มีความเปลี่ยนแปลง

เมืองโตจากคน และคนต้องกินต้องขับถ่ายต้องการพลังงานต้องการพื้นที่สำหรับอยู่อาศัย นั่นคือเหตุผลที่เมืองก็ทำตัวคล้ายๆสิ่งมีชีวิตคือต้องการทรัพยากร พื้นที่และพลังงาน รวมทั้งขับถ่ายสิ่งปฏิกูลและมลภาวะออกมา

ดังนั้นแขนขาของเมืองก็ต้องรวมไปถึงพื้นที่ทางการเกษตร เขื่อน ทางน้ำชลประทาน ฯลฯ ซึ่งทำหน้าที่ค้ำจุนเมืองไว้ ไม่ใช่แค่ตัวเมืองเท่านั้น ถ้าไม่มีเมืองก็มักไม่มีความจำเป็นต้องผลิตอาหาร พลังงาน หรือจัดการปฏิกูลในระดับที่ต้องทำอยู่นี้

เมื่อการจัดการเหล่านั้นไม่อาจตามทันความต้องการของเมือง สิ่งที่ตามมาอาจเป็นความตายของเมือง

สิ่งนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าครั้งแล้วครั้งเล่าในประวัติศาสตร์แต่มักไม่ถูกเชื่อมโยงเข้ากับความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม ใน Collapse ผู้เขียน Jared Diamond สันนิษฐานว่าความล่มสลายที่เคยเกิดขึ้นเกิดจากความเสื่อมโทรมทางสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรเป็นปัจจัยหลักทั้งสิ้นแม้หลายที่จะถูกบันทึกในประวัติศาสตร์ว่าล่มสลายจากสงคราม นั่นเพราะการแพ้สงครามเกิดขึ้นจากการที่เมืองอ่อนแอ ความอ่อนแอนั้นเกิดจากความเสื่อมโทรมทางทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม

ส่วนว่ามันคือปัจจัยสำคัญที่สุดหรือไม่นั้นคงต้องถกเถียงกันต่อไป เพราะอย่างที่ว่าว่าความเปลี่ยนแปลงของเมืองเกิดขึ้นช้ามากจนมนุษย์แทบไม่รู้สึก ดังนั้นความล่มสลายจึงมักจะมาถึงโดยที่ไม่มีใครทันตั้งตัวหรือตั้งใจ หรือบางทีแม้รู้ว่ามันอาจมาถึง ความต้องการเร่งด่วนต่างๆในชีวิตที่เกิดขึ้นเร็วกว่าก็มักดึงความสนใจและทรัพยากรไปก่อนที่ใครจะได้ทันคิดแก้ไขสถานการณ์

จริงๆแล้วเราก็สามารถเห็นความเพิกเฉยหรือลังเลจะลงมือได้ในตอนนี้ เรารู้ว่าเราอยู่ภายใต้ผลกระทบของปรากฏการณ์โลกร้อนซึ่งเกิดจากการใช้ทรัพยากรอย่างฟุ่งเฟ้อของมนุษย์ แต่น้อยนักที่ใครจะลงมือทำอะไรอย่างจริงจัง หรือผลักดันให้เกิดความเคลื่อนไหวขนาดใหญ่เพื่อลดทอนผลกระทบลง อันที่จริงเราไปในทิศทางตรงกันข้ามด้วยซ้ำ เราซื้อหา gadget เช่น iPhone iPad หรือ Blackberry เพื่อความบันเทิงและการเข้าถึงข้อมูล รวมทั้งเปลี่ยนรุ่นกันแทบทุกปีเพื่อให้ก้าวทันเทคโนโลยีโดยไม่คิดถึง carbon footprint ที่เกิดจากการสร้างอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์หรือรีไซเคิลมัน การสร้างใช้พลังงานและทรัพยากร การรีไซเคิลหรือทำลายก็ใช้พลังงานและทรัพยากร ตราบเท่าที่เรายังไงเสพย์เทคโนโลยีตามกระแสไม่ใช่เพียงเพื่อการใช้งาน มันก็นำไปสู่ความเสื่อมโทรมทางทรัพยากรโดยไม่จำเป็นทั้งสิ้น

และเทคโนโลยีจะไม่ช่วย ถ้าลองคิดดูดีๆ ยิ่งเทคโนโลยีซับซ้อนมากเท่าไหร่ยิ่งต้องการพลังงานและทรัพยากรเพื่อสร้าง พัฒนา และจัดการ มากเท่านั้น ยิ่งเมื่อคิดว่าตอนนี้ประชากรโลกมีถึง 7 พันล้านคน หากคนเพียง 50%ของที่ว่าใช้ชีวิตที่สะดวกสบายรายล้อมด้วยเทคโนโลยีและความบันเทิงเช่นตอนนี้ เราก็มีทรัพยากรไม่เพียงพอจะตอบสนองพวกเขาแล้ว

ดังนั้นทางแก้ปัญหาจึงอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต ซึ่งเป็นเรื่องยากทีเดียว เพราะผลกระทบของมันไม่ชัดเจน เปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนทุกอย่างก็ดูเหมือนเดิม นั่นเพราะเราไปบงการให้คนทั้งหมดเปลี่ยนพร้อมๆกันไม่ได้ ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมอาจมากเกินกว่าที่พวกเราจะจัดการได้ทัน เรื่องนี้เราก็ต้องคำนึงถึงมากเท่าๆกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเพราะนี่คือสิ่งที่มนุษย์ในเมืองรู้สึกชัดเจนกว่าอย่างอื่น ถ้าเราเปลี่ยนแล้วคนจำนวนมากต้องตกงาน ความเปลี่ยนแปลงนั้นจะไม่จีรัง

อย่างเดียวที่ทำได้จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงทัศนคติของเราและการใช้ชีวิตของเราในฐานะปัจเจกบุคคลไปก่อน ไม่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนมือถือและครอบครอง gadget กันขนาดนั้นก็ไม่ต้อง มีแต่จำเป็น ใช้แต่จำเป็น ถ้ามีแล้วก็ใช้จนกว่ามันจะพินาศคามือกันไปข้าง พังนิดพังหน่อยก็อย่าไปทิ้ง ซ่อมใช้กันไปจนกว่ามันจะซ่อมกันไม่ไหวนั่นแหละ แล้วเมื่อนั้นเราค่อยส่งให้คนอื่นที่เขาอยากได้ จะเพื่อชิ้นส่วนที่เหลือหรือเพื่อขายต่อเป็นอะไหล่หรือเพื่อรีไซเคิลก็ดี ให้เขาเอาไปจัดการ

ไม่ใช่แต่อิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น รองเท้า เสื้อผ้า อาหาร เครื่องเรือน รักและรักษาในสิ่งที่มีให้อยู่ให้ได้นานที่สุดก็จะลด demand ของสินค้าซึ่งทำให้ผู้ขายลด supply ของสินค้า นั่นหมายถึงการลดการผลิต ลดการจัดการขยะ และโดยรวมคือลดการดึงทรัพยากรและพลังงานเข้าสู่วงจร นั่นคือการป้องกันความเสียหายที่จะเกิดต่อสิ่งแวดล้อมทั้งใกล้และไกลตัวเรา

เราคิดว่าท้ายที่สุดมันลงมาที่การมีชีวิตอยู่อย่างเคารพและรับผิดชอบ ทั้งต่อสังคมที่เราอยู่และต่อสิ่งแวดล้อมและเพื่อนร่วมโลก วิธีการเราขอเปิดให้แต่ละคนค้นหากันเองจะดีกว่าว่าแบบไหนที่เหมาะสมกับวิถีชีวิต เพียงแต่ก็ขอให้คิดว่าสิ่งที่คุณมีและได้มานั้นมาจากไหนและจะไปที่ไหนในวันข้างหน้า รวมถึงว่าเราต้องการมันเพื่ออะไร คนเราไม่ได้ต้องการอะไรมากมายหรอกในการมีชีวิตอยู่ เราแค่”อยาก”มากเท่านั้น ถ้าแยกความอยากจากความต้องการได้ เข้าใจความรับผิดชอบที่เรามีต่อคนอื่นได้ การเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิตมันไม่ได้ยากขนาดนั้นเลยจริงๆ เพราะไม่ใช่ว่าทุกคนต้องเป็น Colin Beavan แห่ง No Impact Man ที่พลิกวิธีใช้ชีวิตกลางนิวยอร์คจากหน้ามือเป็นหลังมือในชั่วไม่กี่เดือน แต่ถ้าผู้ชายคนหนึ่งและครอบครัวของเขาสามารถทำแบบนั้นได้ ทำไมเราจะค้นหาวิธีของเราบ้างไม่ได้

สุขสันต์วัน Earth Day ครับทุกคน

Project City Walk: Bangkok Trip 2 – December 2008

คราวที่แล้วเล่าไปแล้วว่าโปรเจ็คนี้ไปไงมาไง ตอนเริ่มเดินครั้งที่สองเดือนธันวาคมความคิดอะไรๆมันก็เปลี่ยนทั้งด้วยเวลาและความเข้าใจใหม่ๆ ดังนั้นท้ายที่สุดโปรเจ็คเลยโฟกัสอยู่ที่กรุงเทพฯและความเป็นไปของเมืองแทน

ทริปสองเราไปเจออะไรมาบ้าง เชิญรับชมครับ

– – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – –

project report 0.2 – Trip 2 ย้อนรอยชีวิต และเรื่องราวของPublic Space

ภาคต่อของรายงานonlineฉบับที่แล้ว เขียนขึ้นราวหนึ่งเดือนหลังจากออกเดินเหมือนฉบับที่แล้วเช่นกัน

การเดินครั้งที่สองไปด้วย mind set ที่ต่างจากครั้งก่อน ครั้งที่แล้วเป็นการเดินแบบไปสัมผัส หัวว่างๆตัวโล่งๆ ไปรับอะไรก็ตามที่เมืองรอบกายจะให้เรา ตอนที่นั่งพิมพ์รายงานการเดินครั้งที่แล้วทำให้ได้เรียบเรียงความคิดในหลายเรื่อง แล้วความสนใจก็เปลี่ยนจากการหาว่า “เมืองเป็นอย่างไร” เป็น “เมืองมีชีวิตอย่างไร” เป้าหมายของการไป “รับรู้ในชั่วขณะนั้น” กลายเป็นการไป “รับรู้ชีวิตของเมือง” ด้วยความรู้สึกว่าเราอยากเห็นความเคลื่อนไหวเติบโตของมันในฐานะสิ่งมีชีวิตประเภทหนึ่ง

ปัญหาคือชีวิตมนุษย์นั้นสั้นนักเทียบกับเมืองที่เราอาศัย ความเปลี่ยนแปลงใดๆมองไม่เห็นในวันสองวันหรือปีสองปี มันอาศัยเวลาเป็นสิบปีเพื่อให้มนุษย์น้อยๆรับรู้ความแตกต่างได้ชัดเจน นั่นคือตอนที่ตัดสินใจว่าการเดินครั้งที่สองจะเป็นการเดินเพื่อย้อนความทรงจำวัยเด็กของตัวเอง เพราะนั่นเป็นทางเดียวที่จะสามารถมองเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ด้วยความทรงจำที่มีอยู่ยี่สิบกว่าปี หรือน้อยกว่านั้น

เรียกว่าเป็นเคราะห์ดี(ของเรา)หรือร้าย(ของเขา)ไม่ทราบ ในคืนก่อนที่จะออกเดิน เพื่อนรักที่เรียนอยู่คณะสถาปัตย์โทรมาคุยด้วย เราเลยได้ทีเล่าเรื่องโปรเจ็กของเราเพื่อขอความเห็นจากเขา ในฐานะบุคคลซึ่งสัมผัสเมืองแบบ first-handมายาวนานเกือบ 4 ปี

หลังจากนั้นก็เป็นการฟังmini-lecture ว่าด้วยว่าโปรเจ็คของเรามันบ้าอย่างไร (กับการพยายามเข้าใจเมืองทั้งเมืองด้วยเวลาที่จำกัดขนาดนี้) และพยายามกล่อมเราโดยนัยว่าหาหัวข้อที่เฉพาะกว่านี้เถอะ (ซึ่งเราเห็นด้วยเต็มร้อย แต่ยังไม่รู้ว่าทิศทางของตัวเองในตอนนั้น) แล้วจึงเล่าให้เราฟังเกี่ยวกับประสบการณ์ของเขาที่มีต่อกรุงเทพฯตลอดเวลาที่ต้องตะลอนๆไปตามsiteงาน พบปะผู้คนและค้นคว้ามากมาย

อย่างแรกที่เขาบอกคือ character ของกรุงเทพนั้นสับสน (เขาใช้คำว่าChaos ตอนคุยกัน) พื้นที่แต่ละพื้นที่มีcharacterเฉพาะตัวต่างกันไป characterทั้งหมดนั้นคือสิ่งที่ประกอบขึ้นเป็นกรุงเทพ แต่การจะหาให้เจอก็ลำบากหน่อย เพราะต้องเข้าไปดูในที่ซึ่ง character โดดเด่นไปทางหนึ่ง แต่ที่ไหนแสดง character อะไรก็ต้องอาศัยประสบการณ์พอควรในการมองให้เห็น

character ร่วมสำคัญอย่างหนึ่งซึ่งกรุงเทพมี หรือพูดให้ถูกคือขาดแคลนเหมือนกันทุกๆที่ คือ “Public Space” เป็นพื้นที่ของทุกคนไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่ง จึงเป็นที่ๆคนใช้ร่วมกันและก่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน สวนสาธารณะเป็นตัวอย่างที่มองเห็นง่ายที่สุด แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นสวนสาธารณะเสมอไป ความรู้สึกของเราคือวัดก็จัดเป็น Public Space หรือกระทั่งตลาดก็อาจมองว่ามีความเป็นPublic Space แต่ในเขตเมืองใหม่ที่ผู้คนโยกย้ายเข้ามาจากชุมชนภายนอก เช่นย่านลาดพร้าว(บ้านของเจ้าตัวเขาอยู่แถวนั้น) มี Public Spaceน้อยมาก ผลที่ตามมาคือบริเวณเหล่านั้นมีความผูกพันเป็นชุมชนน้อยลง ต่างคนต่างอยู่ต่างสนใจตัวเองเป็นหลัก

ชุมชนและPublic Space คือ keyword สองคำที่เขาบอกให้เราไปลองมองหาดู

ส่วนการพัฒนาของกรุงเทพเขาแยกให้เราเป็นสามเฟส : เป็นน้ำ, ถนน, และรถไฟฟ้า หมายความว่าเส้นเลือดของการคมนาคมมีสามยุค ยุคที่ใช้ทางน้ำ คือหน้าบ้านหันเข้าหาน้ำหลังบ้านหันทางพื้นดิน ต่อมาเมื่อมีการใช้ถนน หน้าบ้านจึงอยู่ที่ถนน คราวนี้ทางน้ำก็กลายเป็นหลังบ้าน ในปัจจุบันเส้นเลือดใหม่ที่เข้ามาก็คือการคมนาคมโดยใช้รถไฟฟ้า(จะลอยฟ้าหรือใต้ดินก็ตามแต่) และความเคลื่อนไหวใหม่ๆก็จะมาพร้อมเส้นเลือดพวกนี้ด้วย อันที่เห็นได้ชัดเจนคือการขึ้นของคอนโดมิเนียมจำนวนมากตามแนวBTS

เรื่องสุดท้ายที่เขาเล่าให้เราฟัง(ก่อนที่สมองน้อยๆของไอ้ปันจะถึงขีดจำกัด) คือ “Sustain” หรือยั่งยืน สิ่งที่ชัดเจนสำหรับเราในวูบแรกคือความยั่งยืนของสภาพแวดล้อม เรื่องของการแก้ไขปัญหามลภาวะ

แต่เขาบอกว่ามันถูกแค่ส่วนเดียว

ยั่งยืนอย่างแท้จริงไม่ได้มีแค่มิติของสภาวะแวดล้อม แต่มีมิติในเชิงสังคม ชุมชน วัฒนธรรม เศรษฐกิจและอื่นๆ แล้วขณะที่เขาพยายามอธิบายสมองของเราก็เริ่มดับ เพราะเราเริ่มพบว่าคอนเซปต์นี้ซับซ้อนเกินกว่าจะเข้าใจในเวลาสั้นๆและด้วยการอธิบายทางโทรศัพท์เพียงอย่างเดียว และดูเหมือนเพื่อนของเราคนนี้ก็รู้ เพราะหลังจากพูดไปซักระยะเขาก็หยุดแล้วบอกเราว่า “ ไว้มีโอกาสเจอกันเราจะอธิบายให้ฟังอีกที มันต้องใช้กระดาษเขียนแผนผังให้ดู” ตอนนี้ให้รู้ไว้ก่อนว่ามันเป็น trend ของการพัฒนาสมัยใหม่ที่จะใช้คอนเซปต์ของ Sustain เข้ามาในการออกแบบบ้านอาคารและพัฒนาเมือง

ส่วนกรุงเทพจัดว่าเป็นเมืองที่ไม่ Sustain ความจริงเราแอบมีความรู้สึกว่า เราไม่ได้แผนจะพัฒนาให้มันSustain ด้วยซ้ำมั้ง

เป็นเวลาราวครึ่งชั่วโมงที่พลิกสมองเรากลับเกือบทั้งหมดและทำให้เราเห็นความตื้นเขินและโง่เขลาของตัวเอง เราอยู่ในเมืองนี้มาเกือบยี่สิบปีแต่ไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้เลยซักนิด สิ่งที่เราได้จากการเดินครั้งแรกเป็นเหมือนเด็กน้อยไปเลยเทียบกับสิ่งที่เพื่อนเราเห็นมา ก็คงไม่แปลกในเมื่อเราไม่เคยถูกสอนให้มองแบบนั้น ส่วนเขาทั้งถูกสอนทั้งถูกสั่ง(งาน)เพื่อให้เจอกับเรื่องพวกนี้โดยตรง ความลุ่มลึกมันเลยต่างระดับกันมหาศาล

คารวะเพื่อนที่รักสามจอกน้ำชา เราจะนำวิชาอันท่านสั่งสอนมา (แม้เรารับได้น้อยนิด) ไปใช้ในการเดินแน่นอน

Trip 2 – หัวลำโพง, สะพานพุทธ, สำเหร่, สะพานตากสิน, สาธร, สวนลุมพินี, สยามฯ

บ้านเดิมของเราอยู่ที่สำเหร่ ในซอยบนถนนตากสินระหว่างวงเวียนใหญ่กับดาวคะนอง โรงเรียนแรกที่เราไปอยู่บนถนนสาธร ก่อนจะย้ายไปโรงเรียนราชินีที่ปากคลองตลาด ร้านหนังสือประจำ(ในสมัยที่ร้านหนังสือหาได้ยาก)คือศูนย์หนังสือจุฬาที่เดิมมีแต่ที่ชั้นล่างของศาลาพระเกี้ยว ตรุษจีนจะต้องไปเยี่ยมอาเหล่าม่าที่สี่พระยา สนามเด็กเล่นคือสวนลุมฯ สถานที่ๆรอคอยในเดือนเมษายนคือหัวลำโพง เพราะถ้าได้ไปหัวลำโพงแปลว่าคุณป้า(พี่สาวของแม่)มาเยี่ยม ไม่ก็เรานี่แหละจะไปเยี่ยมญาติๆที่สงขลา หนึ่งเดือนในบ้านนาเป็นความสวรรค์สำหรับเด็กที่ใช้ชีวิตอีก 11 เดือนที่เหลือกลางป่าคอนกรีต

นั่นคือเรื่องเมื่อประมาณสิบปีที่แล้ว เราย้ายออกมาจากบ้านห้องแถวที่สำเหร่มาตอนขึ้นม.3 โรงเรียนที่สาธรย้ายไปตั้งแต่เราอยู่ป.6 ร้านหนังสือก็เริ่มแพร่หลาย สยามฯคนเยอะจนไม่อยากไปเหยียบถ้าไม่จำเป็น การไปสงขลาเปลี่ยนจากรถไฟเป็นเครื่องบินเพราะเจ้าน้องชายยังเล็ก และบ้านที่สี่พระยาก็ไม่ได้ไปอีกตั้งแต่อาเหล่าม่าเข้าโรงพยาบาลจนท่านเสีย

สรุปคือสิ่งที่เรามีอยู่ เป็นความทรงจำของหลายปีก่อนเท่านั้นจริงๆ

กลับกลายเป็นว่านั่นเป็นข้อดี เพราะยิ่งทิ้งห่างเราจะยิ่งเห็นความแตกต่างได้ชัดเจน และด้วยความเป็นเด็ก ความทรงจำเหล่านั้นขาดรายละเอียดไปมากเปิดพื้นที่ให้สิ่งใหม่ๆจากการเดินได้มีที่อยู่ของมันด้วยเช่นกัน

เป้าหมายแรกของเราคือเดินจากหอไปหัวลำโพง และนี่คือสิ่งที่เจอระหว่างทาง

นี่เป็นบานประตูห้องน้ำในปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งซึ่งกลายเป็นสถานที่ประชาสัมพันธ์และแสดงความคิดเห็นทางการเมืองไป ตลอดการเดินทางนี้มีอะไรแบบนี้ปรากฏอยู่เรื่อยๆรายทาง

ทายได้หรือไม่ว่านี่คืออะไร? คำตอบจากการสังเกตของเราคือโรงงานแยกขยะรีไซเคิลแบบลูกทุ่ง เช่าตึกแถวเก่าๆไว้เก็บและใช้คนคัดแยกทำความสะอาด เห็นแล้วมีว้าวเล็กๆในใจ ถ้าคนเราอยากจะทำมันก็หาวิธีได้ทั้งนั้นแหละเนอะ

รับสารภาพว่าไม่ได้ถ่ายภาพอะไรในหัวลำโพงมาก เพราะส่วนมากมันเป็นข้อสังเกตจิปาถะเล็กน้อยเท่านั้น หัวลำโพงมีสภาพเหมือนเดิมมากทีเดียว เว้นแต่ร้านขนมปังเยอะขึ้นมา และมีศูนย์อาหารด้วย อาคารยังเหมือนเดิมแต่หน้าตาภายในสถานีใกล้เคียงศูนย์การค้าเข้าไปทุกที กระทั่งลานที่ปกติจะเป็นที่นั่งจับจองของผู้คนที่มารอขึ้นรถไฟก็ยังแปลงสภาพไปเป็นสถานที่จัดงาน เรานั่งมองจากด้านบนก็พาลงงว่าทำไมต้องจัดที่นี่ เดิมทีที่ทางก็น้อยมากอยู่แล้วแท้ๆ

นั่งชมบรรยากาศได้ซักพักก็เดินออกมา แล้วก็เลี้ยวเข้าเส้นพระรามสี่ ตรงโซนนั้นจะอยู่ใกล้ๆวงเวียน 22 และเยาวราช เว้นแต่ว่าเป็นเวลาเก้าโมงเช้าคนน้อยมาก ที่เดินไปมาก็เหมือนจะเป็นคนในละแวกนั้นเป็นส่วนใหญ่ คนที่มาเพื่อซื้อของก็มีบ้างแต่น้อย แม้ร้านค้าจะเปิดกันมากแล้ว ก็เลยทำให้ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงสำคัญอย่างหนึ่งในย่านนั้น เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เรานิยามว่า modernization

ถ้าเปรียบเมืองเป็นสิ่งมีชีวิต อาจจะเรียกว่าเป็นการ “ลอกคราบ” ก็ได้

เราเจอประเด็นนี้ครั้งแรกตอนที่ไปเมืองจีน ตอนนั้นได้ไปสองเมืองคือปักกิ่งและตุ้งหวง(Dunhuang เมืองโอเอซิสที่ริมทะเลทรายโกบี อยู่บนเส้นทางสายไหม) เป็นสองที่ที่ได้เห็น modernization ใน scale ที่ต่างกันแม้ตุ้งหวงจะเป็นเมืองที่เล็กมาก แต่การท่องเที่ยวนำการเปลี่ยนแปลงและการ “ลอกคราบ” มาให้ส่วนของเมืองที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจนและรุนแรง เราสามารถเดินอยู่ในตลาดสมัยใหม่ของตุ้งหวงที่ขนาบด้วยศูนย์การค้าในอึดใจหนึ่ง อีกไม่กี่ร้อยเมตรต่อมาก็เดินเจอชุมชนของชาวเมืองที่ประกอบด้วยบ้านดินเรียงราย ห้องน้ำสมัยใหม่ที่มีชักโครกอยู่ห่างจากห้องน้ำในตำนานที่มีแค่รางน้ำแค่ไม่กี่ช่วงตึก ถนนดินแคบๆห่างจากถนนลาดยางประดับไฟแค่ไม่กี่เลี้ยว

ส่วนในปักกิ่ง เป็นการลอกคราบขนาดมหึมา มีบ้างที่เราได้เห็นเงารางๆของวิถีชีวิตดั้งเดิม บ้านแบบเก่ามีเป็นกลุ่มๆเหมือนตั้งใจอนุรักษ์ในนักท่องเที่ยวชมยังไงไม่ทราบ เพราะคนอยู่ในอพารทเมนต์กันหมดแล้ว ส่วนที่เหลือของเมืองเป็นตึกสูง ตึกสูง ตึกสูง ถนน สายเล็ก สายใหญ่ highway แล้วก็ ตึกสูง ตึกสูง ตึกสูง อาหารฟาส์ตฟู้ดที่ขายกันเกร่อเป็นสูตรผสม จีน-ญี่ปุ่น-เกาหลี (ที่รสชาติพอประทังชีวิต แต่ขอกินมันเผารถเข็นจะดีกว่า)

ตอนเรากลับจากปักกิ่ง เรากลับมาด้วยความรู้สึกว่ามีบางอย่างน่ากลัวเกิดขึ้นที่นั่น แม้อธิบายไม่ได้ว่าอะไรแน่ อาจเป็นความรุนแรงของการเปลี่ยนแปลงทั้งในปักกิ่งและตุ้งหวงที่ทำให้นึกสงสัยไม่ได้ว่าใครบ้างที่ถูกทิ้งให้อยู่ข้างหลังในกระบวนการพัฒนาอันรวดเร็วนี้

เทียบไปแล้วmodernization ของประเทศไทยดูหน่อมแน้มไปเลย แต่ไม่ได้หมายความว่าเราล้าหลังหรือเชื่องช้าหรือดีกว่าเขา เราว่ามันควรจะไปพร้อมกับคน แต่คนของเราพร้อมหรือยังนี่ก็ไม่อยู่ในวิสัยจะตอบได้จริงๆ

แต่ถึงยังไงมันก็เกิดขึ้นตลอดเวลาช้าบ้างเร็วบ้าง และตลอดทางที่เราเดินจากหัวลำโพงถึงสะพานพุทธเราก็เห็นการเปลี่ยนแปลงนั้น ที่ชัดเจนที่สุดคือที่วิธี display ร้านค้าในย่านเยาวราชหรือสำเพ็ง ที่มีสลับทั้งร้านที่เอาtrendการจัดร้านแบบสมัยใหม่ (เสนอสินค้าอย่างอู้ฟู่แพรวพราวใส่เอฟเฟ็กส์เต็มพิกัด) และร้านแบบเก่า (ของก็วางไว้ให้เห็น แต่ไม่มีเอฟเฟ็กส์ประกอบแต่อย่างใด) ไม่แน่ใจนักว่าสิ่งนี้สามารถสะท้อนเข้าไปถึงวิธีทำการค้าที่อาจจะเปลี่ยนไปด้วยหรือเปล่า

ชายฝั่งแล้งๆของแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณสะพานพระปกเกล้า

ส่วนแรกหลังพ้นทางเข้าสวนสมเด็จย่าบริเวณชุมชนวัดอนงคาราม ที่มีทั้งสวนและพิพิธภัณฑ์และความเป็น public space เต็มเปี่ยม

เลยมาหน่อยเป็นสะพานพระปกเกล้าและสะพานพุทธซึ่งแล้งอย่างชัดเจน จริงๆบริเวณนั้นก็มีสวน แต่เป็นสวนสาธารณะเล็กๆ ต้นไม้เตี้ยๆและล้อมรั้ว เข้าใจว่าเพื่อกันไม่ให้คนไร้บ้านเข้าไปอาศัยเป็นที่หลับนอนเพราะบริเวณนั้นเคยเป็นที่อยู่อย่างเป็นกิจลักษณะของพวกเขาเลยทีเดียว (ทั้งสองฟากแม่น้ำ ตอนเด็กๆจะเห็นทุกเช้าที่มาโรงเรียน) ในแง่นั้นไม่ทราบเช่นกันว่าทำสำเร็จหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆคือลดความเป็นpublic ของ space ตรงนั้นลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่แน่ใจว่าคนในชุมชนได้ใช้พื้นที่ตรงนั้นมากแค่ไหน แต่ถ้าเป็นคนที่ผ่านมาอย่างเราไม่มีความรู้สึกว่าอยากเข้าไปแม้แต่น้อย

ซึ่งต่างกันมากกับสวนสาธารณะที่ซ่อนอยู่อีกฟากของแม่น้ำเจ้าพระยาคือสวนสมเด็จย่า ต้องเรียกว่าซ่อนเพราะรอบบริเวณนั้นเป็นกลุ่มตึกทั้งหมด สวนนี้สร้างขึ้นช่วงงานถวายพระเพลิงพระบรมศพของสมเด็จย่าท่านเมื่อสิบกว่าปีมาแล้ว เรารู้จักที่นี่เพราะพ่อเคยขับรถเข้ามาในบริเวณนั้นเพื่อหลบรถติดบนถนนข้างนอก แต่ตลอดช่วงที่อยู่สำเหร่ก็ไม่ได้เข้ามา

ไหนๆก็เดินมาแล้ว ไม่มีทางที่เราจะไม่เข้าไปแน่นอน

ถ้าคิดว่าที่นี่สร้างมาสิบปีก็ต้องนับว่ากลางเก่ากลางใหม่สำหรับชุมชนบริเวณนั้น ดังนั้นก็ต้องบอกว่ามันโดดออกมาจากชุมชนมากพอสมควร แต่ในขณะเดียวกันมันก็มีฟังก์ชั่นสำหรับชุมชนตรงนั้นแล้ว

ขอสารภาพว่าตกหลุมรักที่นี่เต็มๆ อย่างแรกเพราะที่นั่นเป็นพิพิธภัณฑ์และสวน แต่ทั้งสองส่วนเป็นส่วนเดียวกัน (งงมั้ย เอาใหม่) กลุ่มอาคารซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์หรือห้องสมุดชุมชน หรือศาลา หรือลาน ถูกวางไว้กลมกลืนกับสวนมากจนไม่สามารถชี้ได้ว่านี่เป็นส่วนของสวนสาธารณะนะ นี่เป็นพิพิธภัณฑ์นะ คนออกแบบต้องเรียกว่าสุดยอด อย่างที่สอง สวนที่นี่เป็นสวนกึ่งป่า คือมีทั้งส่วนที่เป็นหญ้าเตียนๆที่ดูตั้งใจแบบสวนสาธารณะทั่วไป และส่วนที่เป็นต้นไม้ใหญ่แบบโตมาเอง ใต้ต้นไม้พวกนั้นจะมีต้นไม้เล็กๆที่อยู่ผิวดินที่เขาก็อารมณ์ปล่อยๆไว้ คือควบคุมให้อยู่ในขอบเขต แต่ก็ตามมีตามเกิดว่ามันจะอยู่ยังไง อย่างที่สาม ที่นี่เป็น public space ที่คนในชุมชนได้ใช้ วันที่ไปเป็นวันหยุดวันรัฐธรรมนูญพอดี เลยมีครอบครัวพาลูกพาหลานมาวิ่งเล่นเป็นแก็ง และด้วยบรรยากาศที่ดีมากเลยมีคนหิ้วกล้องมาถ่ายรูปสวนเสียจนพรุน นอกจากนั้นยังมีชาวต่างชาติจากที่ไหนไม่ทราบเข้ามาใช้พื้นที่นั่งพูดคุยกันอย่างออกรสออกชาติด้วย

ไม่อยากจะออกมาเลยจริงๆเพราะรู้ว่าต้องมาเจอกับอะไรแบบนี้


แต่ก่อนวงเวียนใหญ่เคยมีต้นไม้อยู่บ้าง

ไม่ทราบว่าใครเหมือนกันไปจัดการ reverse ภาพลักษณ์กลับไปสมัยอากงยังหนุ่มๆ โค่นไม้ใหญ่ที่เคยมีเสียเหี้ยนเตี้ยน

ทราบครับว่ากลางวงเวียนแบบนั้นทำสวนสาธารณะก็ไม่ได้ จะเป็นลานใช้งานจริงจังก็ไม่ได้ จะตั้งร้านตั้งรวงก็ไม่ได้ พูดง่ายๆคือเป็นพื้นที่ๆหมดประโยชน์ในแง่การใช้สอยในชุมชน

แต่ขอต้นไม้ไว้ดูหน่อยไม่ได้เหรอ

สถานีรถไฟฟ้าวงเวียนใหญ่ที่ใกล้จะเสร็จแล้ว นี่คือที่มาของระลอกความเปลี่ยนแปลงของแถบนี้หรือเปล่า

ถ่ายมาเอาขำ กับเอาบรรยากาศสวนข้างหลังซึ่งอยู่ใต้สะพานสมเด็จพระเจ้าตากสิน

ภาพข้างบนทางซ้ายเป็นภาพตอนขาเดินไปสำเหร่ นี่คือสถานีรถไฟฟ้าที่ข้ามมาจากสาธรสถานีแรกซึ่งมีข่าวว่าจะเปิดใช้งานราวเดือนพฤษภาคม(โปรดเช็คข่าวอีกครั้งหนึ่ง)

ขอย้อนบรรยากาศสมัยเมื่อสิบปีที่แล้วซักนิด เพราะถึงบริเวณนี้จะใกล้ย่านธุรกิจสำคัญอย่างสาธรและสีลม แต่ที่นี่ไม่ได้เฟื่องและตื่นตัวมากนัก ติดจะเงียบเหงาด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะถนนลาดหญ้า หรือบนถนนตากสินเองก็ดี บริเวณบ้านเดิมของเราเองก็เป็นแค่ซอยเล็กๆขนาดสองเลนซึ่งเป็นที่อยู่ของคนที่หาเช้ากินค่ำทำธุรกิจเล็กๆน้อยๆในบ้านตึกแถวที่ตัวเองอยู่ หลังจากฟองสบู่แตกมันก็เฉาลง

ตอนนี้ได้กลับไป ต้องบอกว่าแปลกใจ เพราะภาพย่านชุมชนที่เงียบๆเรื่อยๆมันกลับตาลปัตรหมดแล้ว ตอนนี้ที่นั่นมีกิจกรรมที่เกิดขึ้นอย่างครึกครื้น ไม่ว่าจะตลาดนัดตั้งใหม่ ร้านค้าใหม่ๆ ร้านอาหารใหม่ๆที่เพิ่มขึ้นซักสองเท่าตัวเห็นจะได้ โรงพยาบาลที่อยู่ที่นั่นสร้างตึกใหม่ใหญ่กว่าเดิมและทาสีตึกเก่า(แค่ด้านหน้า) บ้านคนมีอันจะกินเยอะขึ้น ที่ดินรกร้างเดิมถูกเปลี่ยนการใช้งานเป็นอพาร์ทเมนต์ก็มี ตึกสูงริมแม่น้ำมีเจ้าของใหม่ได้รับการปรับปรุงจนไฉไล ที่ตกใจที่สุดคือถนนลาดหญ้าอันสงบสุขกลายเป็นแหล่งของเด็กวัยรุ่นไปแล้ว

ไม่ค่อยแน่ใจว่ากระแส modernization ขนาดรุนแรงนี้มาจากไหน แต่คาดว่ารถไฟฟ้ามีส่วน เหมือนที่เพื่อนเราบอกว่ามันคือตัวชักนำการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันของกรุงเทพ อาจจะรวมถึงเศรษฐกิจที่หมุนได้คล่องพอควรในช่วงก่อนหน้าที่ทุกอย่างจะซบเซาลง และทำเลที่ย่านนั้นที่มีสีลมเป็นเพื่อนบ้านอยู่แล้ว

ดีใจที่ได้เห็นที่นี่กลับมามีชีวิตชีวาแม้ว่าเราจะไม่ได้โตมาโดยมีส่วนร่วมกับชุมชนที่นี่มากนัก เป็นความรู้สึกที่ดีที่ได้เห็นคนเก่าๆที่เขาคงลืมหน้าเราไปแล้วยังมีชีวิตอยู่อย่างที่เคยเป็น ไม่รู้ว่ามีอะไรดีขึ้นบ้างหรือเปล่า แต่การที่ได้เห็นว่ามันไม่ได้เลวลงก็เป็นเรื่องที่ดี

แล้วเราก็จากที่นั่นมาโดยเดินทะลุไปถนนเจริญนครตรงกลับมาที่สะพานสมเด็จพระเจ้าตากสิน(หรือที่เราชอบเรียกว่าสะพานสาธร)แล้วเดินข้ามกลับมาฝั่งพระนคร

บรรยากาศแม่น้ำเจ้าพระยาที่สะพานสมเด็จพระเจ้าตากสิน ต่างกันมากกับที่สะพานพุทธในแง่ของความพลุ่กพล่าน

หนึ่งในอาชีพที่พบบ่อยๆหลังจากข้ามสะพานมา

ข้ามมาฝั่งสาธรแล้วก็ได้พบความพลุกพล่านของจริง อะไรคนจะเยอะได้ปานนี้ ทั้งกิจกรรมที่ริมแม่น้ำ กิจกรรมกลางแม่น้ำ และบนบกเลยเข้ามาจากแม่น้ำ ความรู้สึกต่างจากบริเวณสะพานพุทธอย่างสิ้นเชิง ต้นไม้ก็อาจจะน้อยพอๆกันแต่ระดับของชีวิตมันต่างกันมาก

รวมทั้งภาพลักษณ์ของสีลมและสาธรในหัวเราก็ต่างกันมาก ความรู้สึกที่มีต่อย่านนั้นคือ ย่านธุรกิจ ตึกสูง พื้นที่ซึ่งผ่านการ modernized มากแล้ว ปรากฏว่าพอได้เดินเข้าจริงๆ บางย่านบนสีลมกลับซอมซ่อกว่าที่คิด โดยเฉพาะตามซอยที่เป็นแหล่งร้านนวดคลับผับบาร์(ซึ่งเยอะมาก) แต่การเปลี่ยนแปลงก็มี ตอนนี้สุสานชาวจีนบนถนนสีลมก็กำลังถูกรื้อถอน คาดว่าคงจะใช้เพื่อสร้างตึกใหม่อีกตึกบนถนนเส้นนั้น

ตึกหุ่นยนต์ ที่สำหรับเราหมายถึง “ความฝัน” ด้วย

บรรยากาศของสวนลุมพินี สวนสาธารณะ/public space ที่ใหญ่ที่สุดที่เคยเดินผ่านมา แต่ก็อยู่ในที่ๆมันเป็นที่ต้องการที่สุดด้วยกระมัง

ทางเดินเหนือชุมชนเชื่อมจากข้างสวนลุมพินีไปจนถึงทางด่วนขั้นที่หนึ่ง ถ้าไม่ติดว่าเย็นแล้วคงเดินต่อว่ามันไปสุดจริงๆที่ไหน

ยืนยันอีกอย่างหนึ่งว่า public space มีน้อยมาก ตลอดทางที่เดิน แต่ไม่ใช่ว่าไม่มี เห็นความพยายามที่จะสร้างพื้นที่สำหรับชุมชนแต่มันก็ใช้ได้บ้างไม่ได้บ้าง และส่วนมากมีขนาดเล็ก ระดับที่เรียกว่าใหญ่มากแล้วอย่างสวนลุมฯวิ่งแค่รวดเดียวก็โผล่ไปที่อีกฟากได้สบายๆแม้ปกติจะไม่เคยวิ่งเลยก็ตาม

และเมื่อขาด คนก็ต้องหาสิ่งที่มาทดแทน ซึ่งเพื่อนของเราบอกว่า public space ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันคือห้างสรรพสินค้า

ลานเซ็นทรัลเวิร์ล ลานที่จัดเป็น public space ของคนรุ่นใหม่ ดังนั้นอย่าถามว่าทำไมพันธมิตรเขาต้องเดินขบวนผ่านสยามฯด้วย เพราะบริเวณนี้คือที่ซึ่งคนอยู่จริงๆ คุณจะเสียเวลาแหกปากทำไมถ้าข้อความของคุณจะไปไม่ถึงกลุ่มเป้าหมายจริงมั้ย

แต่หลังจากเราไปนั่งอยู่บริเวณลานนั้นครู่หนึ่ง เราก็รู้สึกว่ามันไม่เชิงจะเป็น public space เสียเท่าไหร่ ในแง่ที่ว่าคนที่มาที่นี่ไม่ได้ connect กัน มันไม่เหมือนเวลาเราไปนั่งในสวนรมณีฯหรือสวนลุมฯที่แม้ต่างคนจะต่างมาก็เหมือนไม่ได้ขาดจากกันมากขนาดนี้ และคนที่ผ่านเราไปก็ดูผ่อนคลายกว่าที่เซ็นทรัลเวิร์ล คุณพ่อคุณแม่สามารถปล่อยลูกไปวิ่งเล่นกับเด็กคนอื่นได้ แต่คุณคงไม่ทำอย่างนั้นในห้างสรรพสินค้า คุณมากับคนรู้จักและอยู่กับคนรู้จัก ซื้อบริการและสินค้า ร่วมกิจกรรมบางอย่างและจากไป ท้ายที่สุดพวกเขาก็อยู่กับตัวเองและพวกของตัวเองเท่านั้น

เราพอเข้าใจแล้วว่าทำไมการมี public space ในชุมชนจึงสำคัญต่อความเป็นกลุ่มเป็นก้อนและมีส่วนในการสร้างพลังให้กับชุมชนได้ การพบเจอและรู้สึกถึงความเกี่ยวพันคือสิ่งที่ทำให้เราใส่ใจเรื่องของกันและกันมากพอที่จะทำให้เรื่องของชุมชนเป็นเรื่องของเราเองได้

เรายังไม่รู้ว่ามันจะถูกสร้างได้อย่างไร แค่รู้สึกถึงความจำเป็น คนที่เป็น antisocial อย่างเรายิ่งคิดไม่ออกเข้าไปใหญ่


งานต่อจากนี้

จะพยายามอ่าน “Collapse” ให้จบ แต่พบว่ามันขยับได้ช้ามากกว่าที่คิด เพราะตอนนี้เรารู้สึกถึงความเชื่อมโยงระหว่าง “Sustain” และ “Collapse” ชัดเจนขึ้นแล้ว หวังว่าการอ่านหนังสือเล่มนี้จะให้ข้อมูลและไอเดียเพื่อขัดเกลาความเข้าใจของตัวเราเองให้ดีขึ้น

ส่วนมันเกี่ยวข้องกับ Earth Charter ข้อ 6 อย่างไร การเดินครั้งนี้ชี้ช่องบอกเราว่าอะไรที่สามารถเป็นกำลังป้องกันอันตรายของเมืองต่อสิ่งแวดล้อมอื่นๆได้

ก็คือชุมชนนั่นแหละ

อีกเช่นเคย รบกวนข้อเสนอแนะด้วยขอรับ

– – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – –

ตอนที่โพสต์ลงบล็อคของวิชาเรียนไปได้รับคำแนะนำมากมายทั้งโพสต์แรกโพสต์สอง เสียดายว่าไม่มีโอกาสไปเดินอีกซักครั้งก่อนปิดโปรเจ็ค เนื่องจากเวลาไม่อำนวยเราเลยจบลงที่การอ่าน Collapse ของ Jared Diamond เพื่อให้ได้เห็นการตายของเมืองซึ่งเราไม่ได้เห็น (จริงๆการเกิดก็ไม่ได้เห็น) เสียดายว่าไม่มีบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรเรื่องในส่วนสุดท้ายที่เราพรีเซนต์ไป หรือถ้ามีก็อยู่ในJournalของวิชาซึ่งไม่ได้อยู่กับตัว เราจะลองเรียบเรียงเท่าที่ยังจำได้ในใส่โพสต์ถัดไปเมื่อโอกาสอำนวย

Project City Walk: Bangkok trip 1 – November 2008

โพสต์ที่แล้วเป็นโพสต์ที่เคยเขียนลงบล็อคของวิชาเรียนเมื่อหลายปีก่อนที่เรายังประทับใจในการสอนและสิ่งที่เราได้เรียนรู้จนวันนี้อาจจะไม่ใช่ทั้งหมดที่เราน่าจะได้ แต่เรารู้สึกว่ามันก็ประสบการณ์ที่เปิดหูเปิดตาและเปิดใจเรามากขึ้น

เราเปรยๆไปเมื่อโพสต์ที่แล้วว่าวิธีการเรียนวิชานี้ต่างจากวิชาอื่นๆทั่วไปที่เราเข้าไปเอาความรู้แล้วก็จบ ความรู้นะ ไม่จำเป็นต้องเป็นความเข้าใจ สำหรับวิชานี้มันไม่ใช่แค่ความรู้หรือความเข้าใจในวิชาแต่เป็นความเข้าใจในตัวเองด้วย

เราคิดว่าการเรียนการสอนของไทยขาดสิ่งนี้ไปมาก จริงๆต้องบอกว่าเราคิดว่าการศึกษาไทยขาดเยอะ…มาก นอกจากไม่มองนักเรียนเป็นปัจเจกบุคคลซึ่งมีความสามารถที่ต่างกันแล้วบางครั้งก็เหมือนจะไม่มองเขาเป็นคนด้วยซ้ำ ไม่นับว่ายังชอบสอนเรื่องที่ไม่ค่อยติดกับดิน เป็นคอนเสปต์ สอนเรื่องไกลตัว เรื่องของตัวเรื่องของชุมชน เรื่องการลงไปเจอไปประสบไปลงมือทำหาประสบการณ์ด้วยตัวเองมันไม่ค่อยมี ซึ่งทำให้คนและสังคมพัฒนากันแบบพิกลพิการอย่างที่เห็น

โอเค โพสต์นี้ไม่ได้อยากพูดเรื่องว่าเราคิดว่าการศึกษาของไทยผิดอย่างไร เรื่องนั้นไว้คุยกันวันหลังแล้วกัน ที่อยากบอกคืออาจารย์สรยุทธพยายามสอนวิชานี้ให้ต่างด้วยการใส่การพัฒนาบุคคลที่เรียนด้วย สำหรับเรานั่นนับเป็นก้าวแรกที่สำคัญก่อนที่ก้าวอื่นใดจะตามมา

ดังนั้นนอกจากหนังสือที่เราต้องอ่านแล้ว การบ้านที่เราต้องทำสำหรับวิชานั้นคือ

  • Journal เป็นการเขียนไดอารี่ความคิดอ่านต่างๆ
  • การสนทนาแบบ Dialogue ในวิชาเรียน (เราไม่ขอลงรายละเอียดวิธีการสนทนาแบบDialogueไว้ ณ ที่นี้แต่แนะนำให้อ่าน Learn  How to Learn ของอ.วรภัทร ภู่เจริญสำหรับผู้ที่สนใจ เราพบวิธีการสนทนานี้อีกครั้งตอนเราไปลงเรียนพื้นฐานการสอนของมหาวิทยาลัยที่Calgary ทำให้รู้ว่าเป็นวิธีที่ใช้กันค่อนข้างกว้างขวางทีเดียว…ยกเว้นที่ไทย)
  • นำเสนอโปรเจ็คจากหัวข้อของ Earth Charter อันเกี่ยวข้องกับความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งโปรเจ็คนี้ไม่มีแนวทางให้นอกจากว่าให้เป็นสิ่งซึ่งไปเจอ ไปลงมือทำด้วยตัวเอง ไม่ใช่แค่อ่านหนังสือเอา
  • พวกเรามีบล็อคไว้สำหรับสื่อสารกับคนอื่นๆในคลาสเรียนเดียวกัน ซึ่งพวกเราจะไปโพสต์ความคิดเห็นและประสบการณ์หรือเรื่องราวต่างๆที่อยากบอกเล่ากันไว้

กลับไปดูบล็อคนั้นพบว่าเราเคยเขียนลงไปจริงๆแค่ 3 โพสต์เท่านั้น คือโพสต์แนะนำตัว และรายงานความคืบหน้าโปรเจ็คที่เราต้องนำเสนอตอนปลายภาค บังเอิญว่าของเรา เรารู้สึกว่านำเสนอสิบนาทีคงไม่อาจจับสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดในโปรเจ็คนั้นได้ เลยเขียนลงบล็อคไว้เกือบจะทันทีหลังจากเสร็จสิ้นงานในหนึ่งวัน เรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดถูกบันทึกอยู่ใน Journal ซึ่งเราพกไปด้วยระหว่างทำโปรเจ็ค

วิธีทำโปรเจ็คของเราในตอนนั้นคือออกไปเดินในกรุงเทพฯด้วยความอยากรู้ว่าเมืองกรุงเทพฯจริงๆเป็นอย่างไร เราโตมาที่นี่แหละ แต่เราแค่ผ่านไปผ่านมาไม่ได้รู้จักเมืองกรุงเทพฯจริงๆเท่าไหร่หรอก การเดินเป็นทางเดียวที่เรารู้สึกว่าจะได้ทำให้เรารู้จักเมืองที่เราอยู่ดีขึ้น นั่นคือที่มาของสิ่งที่เราเรียกว่า Project City Walk

ต่อไปนี้จะเป็นโพสต์ที่เราเขียนรายงานการเดินภายในหนึ่งสัปดาห์หลังการเดินครั้งแรกโดยไม่ตัดต่อเพิ่มเติม แน่นอนว่าความเห็นของเราตอนนั้นอาจจะต่างจากตอนนี้ แต่เราชอบความสดใหม่ของมันดี

– – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – –

project report 0.1 – EC6 และการออกไปเดินเมืองครั้งแรก (ขออภัยที่มันยาวววว)

จริงๆเรื่องนี้เป็นเรื่องที่คุยกันในห้องเมื่อวันที่ 2 ธค.ที่ผ่านมา แต่คาบนั้นไม่ได้เข้า เนื่องจากไม่สามารถ“พร้อม”ได้ในวันนั้นจริงๆ เลยตัดสินใจว่าอย่าไปถ่วงคนอื่นจะดีกว่า (ลองคิดสภาพว่าเช็คอินแล้วพูดว่าไม่สามารถพร้อมได้ ชวนงงนิดๆว่ามาทำไม) แล้วจะรายงานความคืบหน้าผ่าน blog แทน

ซึ่งความจริงก็ดี พูดตามตรงว่าประสบการณ์ที่ได้จากการเดินอธิบายเป็นคำพูดลำบาก เลยเขียนได้ช้าหน่อยต้องขออภัย รับสารภาพว่าจับไม่ได้แน่ว่าสิ่งที่พบมีผลต่อเราอย่างไร แต่ที่แน่ๆคือมีบางอย่างที่กระทบใจเราชัดเจนกว่าอย่างอื่น ซึ่งพวกนั้นโดยส่วนมากเราถ่ายภาพเอาไว้ เขียนลงblogเราก็ได้แชร์ภาพพวกนั้นให้ดูได้ด้วย

ขอเล่าถึงproject คร่าวๆก่อนแล้วกัน

ที่มา

ความจริงคือ อยากเดิน ต่อให้ทำหัวข้ออะไรเราก็คงใช้การเดินเป็นตัวยืนอยู่ดี

ที่เลือกจะเดินมีเหตุจากเหตุการณ์ราวหนึ่งปีก่อนหน้านี้ ในตอนนั้นเราใช้การเดินเป็นการเดินทางไปมาละแวกหอและมหาวิทยาลัย เพราะด้วยเหตุอันใดไม่ทราบแม้ระยะทางจะใกล้แสนใกล้แต่ไม่มีรถประจำทางหรือกระทั่งรถสามล้อที่ยอมไปส่ง การเดินในตอนนั้นมีสองเป้าหมาย คือไปทำธุระใกล้ๆ(เป้าหมายภายนอก) และเดินเพื่อให้ได้ออกกำลังกายและสงบจิตใจของตัวเอง(เป้าหมายภายใน)

มีอยู่วันหนึ่งเพื่อนคนหนึ่งชวนไปพันธุ์ทิพย์ด้วย เธอกลัวจะไปคนเดียว เราเลยรับคำว่าจะไปเป็นเพื่อนเพราะยังไงก็ไปเป็นประจำ(ช่วงนั้นนะ) แต่เนื่องจากออกจากหอค่อนข้างเย็นคือราวสี่โมงรถบนถนนเพชรบุรีจะติดมากเราเลยถามเธอว่าเดินไปมั้ย เธอตอบว่าก็ได้ ก็เดินไป ซื้อของ แล้วก็เดินกลับมากินข้าวแถวหอ

ตอนนั่งกินข้าวเธอพูดขึ้นมาว่า เดินนี่ก็ดีนะ ทั้งๆที่อยู่แถวนี้ แต่เหมือนไม่เคยเห็นบริเวณรอบข้างมาก่อน เหมือนได้รู้จักที่ๆตัวเองอยู่ก็วันนี้เอง

นั่นคือจุดที่ทำให้ฉุกคิด ว่าถ้าแค่บริเวณโดยรอบที่เราอยู่อาศัยและใช้ชีวิต เรายังรู้สึกว่าเราไม่รู้จักมันแบบนี้ แล้วเรารู้จักเมืองที่ตัวเองอยู่มายี่สิบปีดีแค่ไหนกันเชียว

แล้วความอยากจะเดินก็เริ่มที่ตรงนั้น แต่ก็ไม่มีวาระซักที(คือไม่ขยับตัวจะทำซักทีนั่นเอง) ตอนที่คิดเรื่องproject ก็นึกถึงความอยากส่วนตัวนี้ขึ้นมา แล้วก็เลยตัดสินใจว่าโอกาสอันดีมาถึงแล้ว ลงมือเลยแล้วกัน

Earth Charter 6 : Prevent harm as the best method of environmental protection and, when knowledge is limited, apply a precautionary approach.

ในตอนแรกเลยตั้งใจว่าจะไม่เลือกหัวข้อจนกว่าจะได้เดินครั้งแรก แต่ก็ดูจะสะดวกกับทุกฝ่ายมากกว่าถ้าเลือกไปเสียให้เสร็จ เลยตัดสินใจว่าเอาข้อหกน่าจะตรงที่สุดกับความพยายามจะมองเห็นเมืองที่เราอยู่ ขอใช้คำว่ามองเห็นเพราะเวลาส่วนใหญ่ของชีวิตเราของสารภาพว่าไม่ได้มองดูมันจริงๆเท่าไหร่เลย และเราเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ซึ่งก็มีภารกิจของตัวเองก็คงไม่ได้สนใจเท่าไหร่ (ภายใต้สมมติฐานว่าเราเป็นมนุษย์กรุงเทพมาตรฐาน)

มันก็น่าสงสัยว่าจริงๆเราเข้าใจชีวิตและผลกระทบของเมืองดีแค่ไหน ขอใช้คำว่าชีวิตเพราะมันเกิดและโตและตายได้ (สืบพันธุ์ได้มั้ย อันนี้ก็ไม่เคยคิดดูเหมือนกัน) และเช่นเดียวกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมามันต้องทิ้งร่องรอยบางอย่างเอาไว้ด้วยกับที่ๆมันอยู่ มันต้องกินต้องขับถ่ายและฝังตัวเองเอาไว้ที่ไหนซักแห่ง

และเราคือคนที่เลือกให้มันเกิดขึ้น เป็นปัจจัยที่ทำให้มันเติบโต กัดกิน ขับถ่าย และตาย

เราป้องกันผลกระทบของมันไม่ได้ถ้าเราไม่รู้ว่าเราทำอะไรลงไปที่ทำให้มันกัดกินและทำลายธรรมชาติรอบๆข้างแบบนั้น และเราอยากจะเชื่อว่าเมื่อความเข้าใจของเราถึงระดับหนึ่ง และจิตสำนึกของคนเราพัฒนากันขึ้นไปอีกหน่อย เราน่าจะสามารถเปลี่ยนมันจากสิ่งที่เห็นได้ชัดว่ากำลังกัดกินทรัพยากรธรรมชาติอย่างปรีเปรม เติบโตอย่างไม่มีข้อจำกัด เป็นสิ่งมีชีวิตที่ถ่อมตัวมากขึ้น สวาปามน้อยลง และขับถ่ายอย่างมีสุขลักษณะ

อืมม…. projectนี้แอบโตออกมาขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย

การเดินTrip 1 : นางเลิ้ง, บางลำภู,เยาวราช,ภูเขาทอง

ตอนเดินไม่ได้กำหนดเป้าหมายชัดเจนเป๊ะๆ แค่คิดว่าอยากไปในบริเวณนี้ซึ่งเป็นพื้นที่อยู่อาศัยมานาน แต่ไม่ได้กำหนดเส้นทาง อยากเดินไปไหนก็ไป เวลาส่วนมากจึงมีความสุขกับการหลงทาง

ยืนยันว่าการหลงทางเป็นเรื่องสนุก เพราะไม่ต้องคิดมาก เดินไปก่อน ผิดทางค่อยหาทางกลับก็ยังไม่สาย

คลองผดุงกรุงเกษม คลองกว้าง น้ำดำ อยากรู้มากว่าข้างล่างมีอะไรอยู่

บ้านบริเวณตลาดนางเลิ้ง บรรยากาศที่ทำให้เกิดความรู้สึกที่ดีโดยไม่รู้ว่าทำไม

วันนั้นเป็นวันหลังลอยกระทง เลยพยายามเดินเลียบคลองเป็นส่วนมากเพื่อดูร่องรอยที่เหลืออยู่ ต้องบอกว่าเจ้าหน้าที่ของกรุงเทพทำงานดีมาก เพราะแทบไม่มีร่องรอยใดๆเหลือ บางทีก็นึกสงสัยเหมือนกันว่าเดี๋ยวนี้ไม่ลอยในคลองเล็กๆกันแล้วเหรอ หรือปีนี้เงียบเหงากว่าปกติ

ซอกหลืบหนึ่งใจกลางเมือง ห่างจากตลาดนางเลิ้งไม่เท่าไหร่ ลมเย็นมาก

ถ่ายมาเพราะมีข้อสังเกตบางอย่างเกี่ยวกับ“ทางน้ำ”ในกรุงเทพ

ขอบตลิ่งแบบผสม(วัสดุ) ที่เห็นได้บ้างตามคลองใหญ่ๆ

ซอกตลิ่งริมแม่น้ำเจ้าพระยา เคยสงสัยมั้ยว่าลอยกระทงแล้วเป็นแบบนี้แล้วจะลอยกันอีกทำไม

จริงๆคอลเลคชั่นภาพเกี่ยวกับทางน้ำต้องมีอีกภาพแต่ตอนนั้นหน่วยความจำเต็มแล้ว คือคลองมหานาคตอนกลางคืนที่เราเดินผ่านหลังจากออกมาจากวัดภูเขาทอง ที่นั่นทำตลิ่งไว้เสียสวยและมีไฟประดับมากมาย ทำให้นึกถึงถนนราชดำเนินขึ้นมา แต่ในอีกมุมก็เห็นการควบคุมเบ็ดเสร็จที่มนุษย์ชอบทำกับสิ่งรอบๆตัว เราทำตลิ่งเพื่อให้เส้นทางน้ำคงเดิม ลอกมันเมื่อมันตื้นเขิน ประดับไฟเมื่อต้องการให้มันสวยงามในตอนกลางคืน เราเปลี่ยนสิ่งที่เคยมีให้กลายเป็นของๆเรา ทำตามอย่างที่เราต้องการ

นึกถึงข้อความหนึ่งจากหนังสือ คงเป็น“Lucifer Principles”(อ่านนานแล้ว แอบลืม) เขาเขียนประมาณว่าสิ่งที่มนุษย์หลงใหลที่สุดคือความรู้สึกว่าเราสามารถควบคุมสิ่งที่อยู่รายล้อมชีวิตเราได้ ที่ศาสนา การแพทย์และวิทยาศาสตร์ ถือกำเนิดขึ้นมาก็อยู่บนความต้องการจะควบคุมนั่นเอง

แต่เขาก็บอกว่าทั้งหมดนั้นเป็นมายา เราควบคุมอะไรไม่ได้แต่ก็หลอกตัวเองอยู่อย่างนั้น มาย้อนคิดดูรอบๆตัวเราก็เหมือนจะส่งสัญญาณว่าประมาณนั้นออกมากันอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว เป็นความรู้สึกที่แฝงอยู่ลึกๆในคำพูดและการกระทำของคน (อิชมาเอลเองก็เหมือนจะมีประเด็นใกล้ๆกันนี้ ไม่ได้พูดเหมือนกันเป๊ะ แต่ก็ประมาณเดียวกัน)

เราก็มีความรู้สึกทำนองนั้นบ่อยๆ

โดนที่สุด

ภาพข้างล่างนี่ภาพสถานที่ที่กระทบความรู้สึกของเราแรงที่สุดในการเดินวันนั้นอย่างหาเหตุผลมิค่อยได้ คือมันเหมือนจะรู้ว่าความรู้สึกนี้โยงมาจากอะไร แต่สาวหาต้นตอกันจริงๆลำบาก

บนถนนเล็กๆเส้นหนึ่งที่ออกมาจากถนนใหญ่อย่างราชดำเนินจะมีคลองที่คนจำนวนมากอาศัยพักผ่อน และในกรณีนี้ คือใช้สร้างบ้านอยู่ด้วย

ตอนแรกเกือบจะไม่เห็นแล้ว แต่เพราะถนนมันแคบเราเลยต้องแอบข้างทางเพื่อหลบรถ และจังหวะนั้นเองที่เราหันไปเห็นบ้านหลังน้อยหลังนี้ บ้านที่มีฟังก์ชั่นของความเป็นบ้านทุกอย่าง (บริเวณที่นอน บริเวณเก็บของ มีประตูหลังบ้านด้วย)

ที่รู้สึกในวูบแรกเลยคือ ทึ่ง!! นึกถึงตอนเด็กๆที่เล่นสร้างบ้านโดยใช้เชือกกับผ้าห่มและเสื่อ แต่อันนี้ของจริงบ้านจริงใช้จริง และทั้งหมดที่ใช้คือของเหลือใช้ ที่คนอื่นเรียกว่า“ขยะ” ขยะที่สร้างบ้านได้ทั้งหลังเลยนะเฟ้ย!!

จำได้ว่าเคยคุยกับเพื่อนคนหนึ่งที่เรียนสถาปัตย์ เขาอยากจะเรียนต่อทางผังเมืองและการจัดการทรัพยากรเมืองมาก ถามเขาว่าทำไม เขาก็เล่าว่ามันเกิดจากการออกไปเที่ยวแล้วเห็นภูเขาที่แหว่งจากการระเบิดหิน ตอนนั้นคือจังหวะฉุกคิดของเขา ว่าการทำลายนี้เกิดขึ้นจากคนที่ต้องการจะสร้างตึก และสถาปนิกที่พยายามสนองความทะเยอทะยานตัวเอง(ใครเคยเห็นเมืองปักกิ่งจะซึ้งถึงทรวง) และเขารู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ผิดมหันต์ เราควรจัดการจากทรัพยากรที่ใช้อยู่แล้วก่อนมากกว่า

เห็นบ้านหลังนี้แล้วนึกถึงเพื่อนคนนั้นขึ้นมาทันที

อันนี้อยู่ในซอยๆหนึ่งย่านเยาวราช เป็นร้านขายไก่….เป็นๆ

ทั้งร้านมีกรงอย่างที่เห็นอยู่นี้เรียงราย ไก่ทั้งหลายร้องกะป้อกๆๆๆๆ เดินไปมาในกรงสี่เหลี่ยมแคบๆที่มีจานข้าวจานน้ำไว้ให้

ยืนอึ้งอยู่หน้าร้าน 5 วินาทีเต็ม แล้วรีบหลบออกมา เพราะกลัวคนในร้านจะเริ่มมอง

เราก็แค่…สะเทือนใจ… แค่นั้นแหละ ไม่มีอะไร

ที่บ้านคุณตาของเราก็เลี้ยงไก่ แต่มันเป็นไก่บ้าน มันสามารถไปไหนมาไหนก็ได้ มีข้าวให้กิน ถึงเวลาก็ตายนั่นแหละ สิ่งมีชีวิตไหนบ้างที่ไม่ตาย แต่อย่างน้อยมันก็มีอิสระที่จะเลือกใช้ชีวิต แต่ไก่พวกนี้และญาติๆของมันในอุตสาหกรรมอาหารทำผิดอะไรมากเลยเหรอ

รู้อยู่เต็มอกหรอกนะว่าสำหรับการเลี้ยงประชากรหกพันล้านเราไม่ได้มีทางเลือกมากนักนอกจากจะปรับเกษตรเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรม สร้างอาหารแบบ mass product แต่เราก็ยังรู้สึกว่ามันไม่ถูกเสียทีเดียว คนหกพันล้านเลี้ยงด้วยโลกหนึ่งใบไม่พอก็จริง แต่ถ้าเพียงแค่สนองความต้องการนี้ต่อไปเรื่อยๆมันจะจบที่ไหนล่ะ ใช้ทั้งระบบสุริยะเลยมะ

กินข้าวมันไก่ไม่ลงไปหลายวัน

เราคงไม่รู้สึกอะไรกับนักถ้าไม่ใช่เพราะเราไม่ได้เห็น ภาพbeforeของภูเขาทองที่ถ่ายไว้สมัยรัชกาลที่ 5 จากคลองที่โอบล้อม แมกไม้ บ้านเรือน ละแวกภูเขาทองเป็นที่ๆสวยมากต่อให้เป็นแค่ภาพขาวดำ

ไม่เคยมาภูเขาทอง แต่มาแล้วก็…. สะเทือนเล็กน้อยถึงปานกลาง จริงๆมันก็ร้อยปีผ่านไป ร้อยปีในศตวรรษที่ความเปลี่ยนแปลงมาแบบติดเจ็ท มันยังเหลือเค้าเดิมได้ก็แปลกน่าดูแล้ว แต่ก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าไม่เหลือเลยวะ ไม่มีเหลือเค้าเลยจริงๆยกเว้นภูเขาทองกับแนวคลองที่ยังเหมือนเดิม

ทั้งหมดนี้เราคิดว่ามันคือความยึดติดในสิ่งที่คิดว่าสวยงามของตัวเราเอง และความงามมันก็คือมาตราวัดของคนเท่านั้นไม่ใช่เหรอ

เราเลยยืนอยู่ตรงนั้นพักหนึ่งแล้วพยายามหาความงามของมันให้เจอ


สรุป….เหรอ?

เขียนมาทั้งหมดนี้ รู้สึกว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับหัวข้อใน Earth Charter ยังไงก็ไม่ทราบ อาจเพราะมีอย่างอื่นที่สามารถกระทบเราได้ชัดเจนกว่า ส่วนหนึ่งคือตอนออกเดินครั้งแรกไปด้วยความตั้งใจว่าจะไปด้วยหัวเปล่าๆ หัวข้อไม่อยู่ในหัว ไม่อ่านอะไรไป ไม่คาดหวังอะไร ไปแบบว่างๆเพื่อรับทุกอย่างที่อาจจะผ่านเข้ามาโดยให้ตัวเราเป็นตัวแปรน้อยที่สุด แล้วดูว่าจะได้อะไรออกมาโดยปล่อยมันออกมาเองตามธรรมชาติ ซึ่งก็ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะตัวเรายังคงเป็นปัจจัยสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อไม่มีอะไรให้มันจดจ่อ มันจะเริ่ม“คิด” เมื่อเริ่มคิดก็เริ่มไม่รับ ตลอดทางก็มีมันโวยวายอยู่ในหัว เงียบไปบ้างบางที แต่ก็ไม่ค่อยเงียบนานๆ

กลับมาคิดดูคิดว่าแบบนี้น่าจะลำบากกว่าการมีโฟกัสในใจ เพราะสิ่งที่มีอยู่รอบตัวนั้นเยอะมาก มีพักหนึ่งที่ตั้งใจว่าจะรับให้ได้มากที่สุด แต่พอตั้งใจแบบนั้นมันก็เหมือนโดนสึนามิถล่ม เพราะมันมากเกินไปจนเรารู้สึกกลัวขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ ในที่สุดก็ต้องใช้กำแพงที่เรียกว่าความเคยชินช่วยบ้าง ไม่อย่างนั้นมันเหมือนสมองจะไม่สามารถกรองอะไรได้ทัน

ตอนขากลับจากภูเขาทองเมื่อความรับรู้เกือบเป็นศูนย์จากอาการเจ็บเท้าและความเหนื่อยก็เลยลองถามตัวเองว่าทำไมถึงไม่สะกิดใจกับประเด็นสิ่งแวดล้อมซักเท่าไหร่ คำตอบที่เสียงในหัวตอบเรามาคือ เพราะทุกอย่างที่เราเห็นกลายเป็น unit ของเมืองไปแล้วหรือเปล่า

อย่างที่ว่าว่าคนเราบ้าการควบคุม ในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพเราควบคุมทุกอย่างไปแล้วจริงๆ คลองต่างๆถูกทำตลิ่ง เราปูทุกที่ด้วยคอนกรีต เราล้อมต้นไม้และตัดแต่งมัน เทปูนไม่ให้มันล้ม ทุกอย่างเราบัญชา เหมือนเด็กเล่นต่อlego

แอบสลดเมื่อคิดแบบนั้น เพราะนั่นหมายความว่าเราเลือกจะแยกตัวออกมาจากส่วนที่เหลือ ทั้งที่ความเป็นจริงเราไม่อาจแยกขาดได้ แต่การทำตัวอย่างนี้ซักวันเราจะหลงลืม “เพื่อนร่วมโลก” ของเรา เพราะเรามองไม่เห็นเขา ไม่รับรู้ถึงเขาเห็นแต่ของที่เป็นของเรา สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าเมืองตัวใหญ่ๆก็จะโตขึ้นๆและคุกคามสิ่งรอบข้างไปเรื่อยๆ

กะบะทรายมันก็มีขนาดจำกัดน่ะนะ เราจะทำยยังไงให้เมืองเลิกเป็นอันธพาลแล้วอยู่กับ“เพื่อน”ดีๆซะที

เท่าที่เรารู้ หลายคนกำลังพยายามอยู่ และเราตั้งใจจะลองศึกษางานของคนเหล่านั้นดู

แผนต่อจากนี้

ความจริงตั้งใจว่าควรไปเดินรอบที่สองได้แล้ว แต่ด้วยสถานการณ์บ้านเมืองและสถานการณ์ของตัวเอง(senior projectที่คลานอย่างช้า…ไปมั้ย) ทำให้แผนการณ์นั้นถูกระงับจนเลยเข้ามาธันวาคม อีกอย่างที่ทำให้ลังเลคือเราไม่แน่ใจว่าตัวเองมี mind set ที่ถูกต้องแล้วหรือยัง เพราะมีแนวโน้มว่าที่เคยคิดว่าเดินสี่ครั้งอาจจะทำได้ไม่ถึง แต่อย่างน้อยอยากให้ได้เดินซักสองครั้ง ดังนั้นครั้งนี้ควรจะได้ผ่านสถานที่ซึ่งทำให้เกิดการฉุกคิดมากๆหน่อย

ส่วนที่จะศึกษาเพิ่มเติม ตอนนี้ประเด็นสิ่งแวดล้อมกำลังร้อนแรงมาก เรื่องของความคิดเห็นและบทความคิดว่าสามารถเก็บรวบรวมได้ไม่ยาก ที่จะอ่านเพิ่มคือCollapse ของ Jared Diamond และศึกษาเรื่องของเมือง
Malmö เมืองใหญ่อันดับ 3 ของ Sweden ที่กำลังปฏิรูปตัวเองเป็น Green City แต่ไม่แน่ใจว่าจะสามารถลงลึกไปได้ขนาดไหน (ภาวนาว่าจะมีข้อมูลภาษาอังกฤษเยอะๆหน่อย)

จบการรายงานแต่เพียงเท่านี้ รบกวนขอข้อเสนอแนะด้วยคะ (โค้งงามๆหนึ่งครั้ง)

– – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – –

ตอนหน้าจะเป็นสรุปการเดินครั้งที่สองซึ่งต่างจากความคาดหวังในครั้งแรกแบบค่อนข้างพลิกโผ บอกได้อย่างเดียวตอนนี้ว่าตอนทำโปรเจ็คน่ะ คนทำน่ะมันส์ และตอนจบนั้นได้ความรู้สึกที่แปลกใหม่จากการทำโปรเจ็คอื่นๆมากทีเดียว

จริงๆถ้าให้ทำอย่างนี้อีกก็เอานะ

ปล. เคยจะลองที่Calgary แล้ว แต่สภาพเมืองไม่ค่อยอำนวยเพราะเป็นเมืองสำหรับรถ เราเลยเดินแบบเพื่อหลงทางไม่ค่อยได้

“อยู่อย่างเคารพ อยู่อย่างรับผิดชอบ”

อันนี้เป็นบล็อคเอ็นทรี่แนะนำตัวเมื่อนานมาแล้วตอนที่ลงเรียนวิชาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพฯกับอ.สรยุทธ รัตนพจนารถ ตอนปีสี่ นึกถึงอาจารย์แล้วก็รู้สึกอยากแบ่งปันเรื่องราวตอนนั้นเหมือนกัน แต่ถ้าเล่าทั้งหมดมันจะยาวมาก แล้วพูดตามตรงว่าหลายอย่างที่กระทบโดนตัวมันเล่าให้เข้าใจไม่ได้ถ้าคนฟังไม่เคยประสบด้วยตัวเอง

เปรยไว้ก่อนว่าแนวการสอนของอาจารย์เป็นแนวทางเลือก คือไม่มุ่งเน้นความรู้แต่ให้เกิดความชื่นชมเข้าใจและให้นักศึกษาออกไปหาประสบการณ์คลุกโคลนกันด้วยตัวเองด้วยโปรเจ็ค รวมทั้งเน้นให้เรียนรู้ตัวเองควบคู่ไปด้วย

แต่เรียนรู้ตัวเองเรียนรู้ยังไง วิธีนึงที่อาจารย์ให้ใช้คือการเขียน (เสริมจากการพูดคุยกันในคาบ) เราขอยืนยันว่าเวลาเราพยายามเอาบางสิ่งออกมา มันได้เห็นสิ่งที่อยู่ข้างในชัดเจนขึ้นจริงๆ

ข้างล่างนี่เป็นเราเมื่อสี่ปีที่แล้ว ตอนนี้ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นยังไง อาจจะลองเขียนดูอีกซักที เพราะความเชื่อไม่ได้ต่างไป แต่ไม่ได้หมายความว่าตัวตนจะไม่แตกต่าง เพราะคนเราก็เติบโตนะ

[บทความแนะนำตัว : October 30, 2008]

เราเองไม่รู้ว่าควรแนะนำตัวยังไงเหมือนกัน เพราะถ้าถามว่าเราคือ”ใคร” หรือ”อะไร” เราตอบไม่ได้ เราเปลี่ยนตลอดเวลา ตัวตนเป็นของที่dynamicมาก(คือเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงมาก) เราทุกวันคือคนอีกคนที่เกิดขึ้นมาจากคนเมื่อวาน มีร่องรอยซากเง้าของคนเมื่อวาน แต่คนเมื่อวานนี้ก็ไม่ใช่เราในวันนี้ คนพรุ่งนี้ก็จะไม่ใช่เราของวันนี้อีกเช่นกัน

คิดแบบนี้มันมีทั้งข้อ ดีและข้อเสียนะ แต่เราว่าข้อดีคือมันทำให้เราทิ้งอดีตได้ ใช้ร่องรอยความผิดพลาดของคนเมื่อวานเป็นบทเรียนของเราวันนี้ แต่ไม่ไปยึดติดกับสิ่งที่เป็นเมื่อวาน ไม่คาดหวังมากเกินไปกับสิ่งที่เป็นพรุ่งนี้ เราพร้อมจะเปลี่ยนจะแก้เสมอ

ข้อเสียคือ ข้อเสียเดียวกับวิธีคิดอื่นๆ คือถืออย่างไร้สติก็จะเสียสติเอา (คนเราไม่ได้พร้อมจะทิ้งตัวเองเสมอไปหรอก แต่กอดไว้แน่นแค่ไหนนั่นอีกเรื่อง)

เพราะอย่างนั้นเราขอแนะนำตัวด้วย แนวปฏิบัติของเราตอนนี้แล้วกัน จะเรียกว่าปรัชญาชีวิตก็คงได้มั้ง เพราะนั่นจะเป็นแกนกลางของเรา อย่างน้อยก็ตอนนี้

หน้าตาตอนปีสี่ น่าหวาดผวากว่านี้คงไม่มีอีกแล้ว

” อยู่อย่างเคารพ อยู่อย่างรับผิดชอบ “

เคารพ คือเคารพต่อสิ่งที่อยู่รอบตัว เราอยู่ได้เพราะเราเบียดเบียนคนอื่นสิ่งอื่น แต่ถ้าเราต้องการอยู่ก็ต้องทำแต่ทำด้วยความเคารพ ระลึกถึงผู้คนและสิ่งต่างๆที่เสียสละให้เราด้วยความขอบคุณ

รับผิดชอบ คือรับผิดชอบต่อสิ่งที่เรารับมาจากคนอื่นสิ่งอื่น เราช่วงชิงมาแล้ว ได้มาแล้วก็ต้องดูแลเหมือนที่คนอื่นเขาจะดูแล และเตรียมใจยอมรับผลของการกระทำและการตัดสินใจของเราไว้ ทุกการกระทำมีconsequence ดังนั้นทำอะไรก็ต้องเตรียมรับconsequenceเหล่านั้นด้วย

จะไม่บอกว่า เราทำตามได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ อาการหลุดก็มีบ้าง ละโมภไปบ้าง(โดยเฉพาะกับของกิน กินเยอะไปก็ไม่ได้อะไร แต่กินจังเล้ย) กระหายไปบ้าง(โดยเฉพาะกับความรู้ รู้เยอะแล้วโลกมันหายร้อนมั้ย? หยุดคนเขาตีกันได้มั้ย? แล้วจะอยากรู้ทำไมนักหนา) ขี้เกียจไปบ้าง(งานไม่ขยับ นั่งหลับในห้องเรียน เหนื่อยซ้ำซ้อน หาทางแก้ถาวรไม่ได้ หรือจริงจังกับการหาน้อยเกินไปก็ไม่รู้) หลงทางไปบ้าง (ด้วยเรื่องเรียนต่อ สอบGRE โปรเจ็ก สารพัดdistraction มาทีละอย่างจะไม่ว่า มาพร้อมกันนี่สิ)

การปฏิบัติในสิ่งที่เชื่อให้ได้ตลอดเวลานี่ใช้สติเยอะจริงๆนะ

มายาคติ

Title: มายาคติ (Ideologies)
Author: vekin
Rate: G
Author Note: เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เขียนส่งประกวดเมื่อนานนนนนนนนมากแล้ว (แต่ก็ทำได้แค่ส่ง ฮา) และเคยลงตีพิมพ์ในหนังสือของค่ายวิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนม.ปลายที่สโมฯคณะวิทย์จัด มีคนบอกว่าอ่านแล้วงง ซึ่งคนเขียนก็เข้าใจ กลับมาอ่านก็ยังรู้สึกว่าอาร์ตนิดนึง (อาร์ตในแง่ที่ว่าคนเขียนอ่ะเก็ต คนอื่นไม่รู้ว่าไง) แต่ก็ยังเป็นเรื่องที่ชอบ

อ่านแล้วช่วยบอกด้วยนะครับว่าคิดว่าไง

[Written August 2005]

#####################################################

เขาคงไม่ได้เห็นทิวทัศน์ที่สวยงามขนาดนี้อีกแล้วในชั่วชีวิตนี้ เขาคิดเช่นนั้นขณะที่ทอดสายตาไปบนขอบฟ้าลิบๆที่เงาทะมึนของเนินทรายตัดกับแสงดาวระยิบระยับบนขอบฟ้า ท่ามกลางความเงียบที่มีเพียงสายลมเย็นพัดผ่านและความกันดารที่ไม่มีใครใฝ่ฝันจะมาถึง

แต่เขาก็อยู่ที่นี่ และเฝ้ามองดูขอบฟ้านั้นซึ่งดวงอาทิตย์ลาลับไปเมื่อหลายเพลาก่อน ไออุ่นจากพื้นทรายยังอบเท้าเปล่าของเขาที่ฝังอยู่ครึ่งหนึ่งในเนื้อเม็ดอันละเอียดจนกรุ่น แต่ความร้อนก็ไม่ได้ทำลายสุนทรีของการเฝ้ามองนี้แต่อย่างใด ดวงตาสีน้ำตาลเข้มยังเพ่งมองไปสู่ทิศเดิมเสมอ

จะมีวันที่เขาได้ออกไปจากที่นี่ไหม? เขาไม่แน่ใจ ชั่วชีวิตนี้อาจหมดไปกับความว่างเปล่าก็เป็นได้

“ หวัดดี “ ชายวัยกลางคนเดินเข้ามาทัก ในปากคาบซิการ์ที่ส่งควันฉุยออกมาตลอดเวลา “ ซักมวนไหม? “

“ ขอบคุณครับ แต่ผมไม่สูบ “

“ เบียร์? “

“ ผมไม่ดื่ม “

รอยยิ้มประหลาดปรากฏบนใบหน้า ชายคนนี้ยิ้มแปลกกว่าใครๆ เขาก็ไม่เข้าใจว่าทำไม แต่ดูราวกับรอยยับย่นของใบหน้ากำลังเริงร่าเวลาที่เขายิ้ม แสงไฟจากบริเวณที่พักสร้างเงาทาบทับตามร่องเนื้อยิ่งทำให้ริ้วรอยเด่นชัด “ ธรรมะธรรมโมจริงนะ “

“ เปล่าครับ “ เขาส่ายหน้า “ ผมแค่ไม่ชอบ “

“ ถ้าอย่างนั้นผมก็ต้องขอโทษ คุณคงรำคาญที่ผมมายืนสูบอยู่ใกล้ๆ “ ชายวัยกลางคนนั่งยองลงแล้วขยี้ปลายไหม้ไฟของซิการ์ลงบนทรายจนดับ เขาเก็บปลายมวนที่ยังอุ่นลงกระเป๋ากางเกงอย่างบรรจงราวเป็นของมีค่า

ชายหนุ่มมองดูชายคนนั้นด้วยความสงสัย

* * * * * * * * * * * * * *

เสียงกระดิ่งดังเบาๆในตอนที่ประตูร้านเปิดออก อากาศเย็นฉ่ำพุ่งเข้ามาปะทะใบหน้าจนทุกอณูหนาวสะท้าน ใช่ว่าตรงทางเดินจะไม่ได้ปรับอากาศไว้ แต่ความร้อนจากฝูงชนที่ผ่านไปมาอย่างเร่งรีบก็ทำให้ไอเย็นมลายไปเสียหมด เขานั่งลงบนเก้าอี้โค้งที่มุมร้านพลางสั่งอาหารเย็นอย่างไม่รีบร้อน วันนี้ร้านว่างกว่าทุกวัน หรืออาจเพราะเขามาเร็วกว่าทุกวันก็เป็นได้ นาฬิกาบนข้อมือกระดิกบอกเวลาทุ่มห้านาทีขณะที่ฝูงชนผู้หิวกระหายกำลังเคลื่อนตัวเข้ามา

“ อะไรกัน วันนี้นาฬิกาของนายเดินเร็วกว่าปกติหรือไง? “ เพื่อนของเขาร้องทักเมื่อเดินพ้นบานประตูกระจกเข้ามา ท่าทางและเสื้อผ้าที่รุ่มร่ามรวมทั้งเส้นผมที่ฟูกระเซิงทำให้รู้ว่าเขายุ่งแค่ไหน

“ วิทยานิพนธ์หรือ? “ เขาทักเมื่อแฟ้มแข็งวางโครมลงบนโต๊ะพร้อมกับกระเป๋าที่ถูกโยนไปริมเก้าอี้ รีมกระดาษและแผ่นแฟลชดิสก์อัดแน่นอยู่ในกล่องพลาสติกจนแทบจะปริเลยทีเดียว

เพื่อนของเขายิ้ม “ นายเถียงไม่ได้แล้วซิว่าเอกปรัชญามันง่าย “ เสียงตบแฟ้มดังปับๆ “ นักธรณีวิทยาอย่างนายอาจจะไม่เข้าใจ “ การสนทนาของพวกเขาถูกขัดจังหวะโดยบริกรสาวผู้มีใบหน้านิ่งเฉยที่มารับรายการสั่งอาหารเพิ่ม

“ พูดให้ถูกนะเกลอ “ เขาขัดจังหวะขึ้นเมื่อเห็นว่าเพื่อนวางแผ่นเมนูลงแล้ว “ ฉันเป็นว่าที่นักธรณีฟิสิกส์ต่างหาก “

“ วิทยานิพนธ์ไปได้สวยงั้นซิ? “

เขาเหยียดยิ้มที่มุมปาก “ งดงามทีเดียว “ ว่าพลางก็จิบน้ำมะตูมอึกใหญ่ “ อันที่จริงมีคนเสนองานให้ฉันแล้ว “

“ ว้าว! เฮ้ย! นายนี่เอาเรื่องนี่หว่า “

เขาเลิกคิ้วแล้วโน้มตัวไปด้านหน้า เสียงพูดของเขากลายเป็นเสียงกระซิบ “ นายรู้จักโครงการยูเรเชียใช่ไหม? “

สีหน้าของเพื่อนเปลี่ยนไปในทันที แววตาขี้เล่นจ้องขมึงราวกับไม่เชื่อสิ่งที่ตนได้ยิน “ พูดเป็นเล่น “

“ ฉันต้องไปทะเลทรายโกบีเพื่อร่วมการวิจัยขั้นต้นที่นั่นทันทีที่วิทยานิพนธ์ของฉันเสร็จ “

เพื่อนของเขาเอนกายพิงพนักนวมพลางลูบคางทรงตัดอันบึกบึนไปมา แววตาของเขาเหม่อมองไปไกลอย่างครุ่นคิด เขาทำท่าเหมือนจะพูดแต่กลับกลายเป็นคนบ้าใบ้ไปชั่วขณะ “ รวดเร็วขนาดนี้เชียว มันยังไม่ผ่านสภาไม่ใช่รึ ทำไมเงินงบประมาณถึงได้…. “

“ ประชามติยังไม่ลงตัว แต่ทางสภาล่างต้องการให้ลงมือสำรวจก่อนเพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจ “

เพื่อนรักนั่งเงียบ เขาเหลือบตามองอย่างครุ่นคิด “ และนายก็จะไป? “

“ จะให้ฉันทำยังไงล่ะ แขนงวิชานี้หางานได้ง่ายๆซะที่ไหนกัน “ เขาลูบหลังคออย่างลำบากใจภายใต้สายตาของสหายรัก ดวงตานั้นดูจะลุ่มลึกยิ่งกว่าที่เคยเป็นร้อยเท่า ความเงียบที่ก่อตัวนั้นทำให้เขารู้สึกลำบากใจเหมือนกำลังถูกพิพากษาโทษโดยที่เขาไม่อาจอุทธรณ์ “ เพื่อนรัก ฉันไม่เคยเห็นว่าสิ่งที่เราเคยพูดกันเป็นเรื่องเล่นนะ อีกหลายกลุ่มหลายคนก็คิดอย่างนั้น แม้มันก็ถูกมองว่า- “

“ ฉันเข้าใจ เกลอรัก นายต้องทำเพื่อตัวนายเองด้วย “ เพื่อนรักของเขาตัดบทพอดีกับที่อาหารที่สั่งไว้ถูกวางตรงหน้า

* * * * * * * * * * * * * *

ลมเย็นพัดผ่านใบหน้าของเขาไปกระทบเม็ดทรายให้ร่วงลงจากแนวสันตามแรงลม ส่งเสียงเสียดสีเหมือนดนตรีดังแผ่ว แสงดาวเริ่มแจ่มชัดขึ้นมากแล้ว แนวละอองของทางช้างเผือกทอดจางๆราวเป็นกลุ่มหมอกควันที่มีผู้บรรจงระบายไว้บนท้องฟ้า

เขาเงยขึ้นมองฟากฟ้าเบื้องบนพลางเปรยขึ้นว่า “ วันนี้เมฆน้อย “

“ หือ? “

เขาหันมายิ้มเล็กน้อยที่มุมปาก “ แสงดาวชัดเจนดีในคืนแบบนี้ “

“ คุณชอบดวงดาวหรือ? “ ชายคนนั้นเลิกคิ้ว

“ เป็นรองแต่พื้นดินเท่านั้นแหละครับ “ เขายักไหล่ “ ยังไงผมก็เป็นนักธรณีวิทยาวันยันค่ำ “

ชายวัยกลางคนพยักหน้าหงึก “ ผมก็ว่าอย่างนั้น เวลาคุณอยู่ในห้องวิจัยดวงตาคุณมีความสุขพอๆกับตอนนี้ “

ชายหนุ่มต้องเหลียวมองด้วยถ้อยคำนั้น “ คุณเห็นผมด้วยเหรอ? “

“ ผมดูทุกคนนั้นแหละ “ ชายคนนั้นยิ้มพราย “ ถึงผมจะเป็นหัวหน้าฝ่ายวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม มันก็เป็นเพราะความอุตริของผมพวกคุณถึงต้องมาระหกระเหินกลางทะเลทรายแบบนี้ ผมถือเป็นความรับผิดชอบโดยส่วนตัวที่จะคอยดูว่าพวกคุณมีความสุขดี “

เขาพยักหน้ารับอย่างลังเล ถึงเขาจะได้ยินกิตติศัพท์ความประหลาดของบุรุษผู้นี้มามากต่อมากแต่ดูเหมือนว่าคนๆนี้ยังเก็บความประหลาดเอาไว้มากกว่าที่แสดงให้เห็น ความชราไม่ได้พรากความเยาว์วัยช่างฝันไปจากจิตใจของเขา ชายหนุ่มถอนใจกับตัวเองเบาๆ คงมีเพียงความเยาว์วัยแบบนี้กระมังจึงคิดอะไรอย่างโครงการยูเรเชียออกมาได้

แต่ความฝันนี้จะเป็นจริงได้หรือ?

“ ไม่รังเกียจใช่ไหมถ้าผมจะเดินชมดาวกับคุณซักระยะ “ ชายวัยกลางคนเอ่ยถาม

“ ได้ครับ ด้วยความยินดี “

พวกเขาออกเดินทอดน่องไปอย่างไม่รีบร้อน รอยบนผืนทรายทอดตัวตามเส้นทางที่พวกเขาผ่าน ความร้อนของผืนทรายปะทะฝ่าเท้าจนร้อนผ่าวในทุกก้าวย่าง เขาหยุดเดินชั่วครู่แล้วเหลียวหลังไปมองเงาร่างทะมึนของชายวัยกลางคนซึ่งตัดกับแสงจากกระโจมทดลองที่สาดส่องมา สะเก็ดไฟจากเครื่องจุดไฟฟ้าส่องประกายวูบก่อนจะเปลี่ยนเป็นแสงสีแดงเรื่อตรงปลายมวน ชายคนนั้นหันมาพร้อมรอยยิ้ม

“ อดไม่ได้น่ะ แต่ผมจะยืนใต้ลมไว้ ไม่ต้องห่วง “

เขาเลิกคิ้ว “ คุณติดซิการ์หรือครับ? “

ชายวัยกลางคนยักไหล่ “ ยังไงเสียมันก็ไม่มีพิษมีภัย ขอบคุณนักวิจัยที่สกัดสารอันตรายพวกนั้นทิ้งไปได้ “

“ คุณไม่กลัวมะเร็งหลอดลมหรือครับ? ยังไงควันก็ยังเคืองลำคอ “

เสียงทรายเรียงตัวดังเบาๆในจังหวะก้าวเดินของเขาล้อกับเสียงหัวเราะในลำคอ “ จะมีความสุขทั้งที่แค่นี้กลัวไปไย“

เขานิ่งเงียบพลางพิจารณาใบหน้าที่สงบและประดับด้วยความสุขอันน่าประหลาดโดยไม่อาจเฟ้นหาเหตุของความสงบนั้นได้ เขามักรู้สึกเหมือนกำลังจ้องมองทารกที่กำลังหลับใหลอย่างเป็นสุขในห้วงฝันพิสดาร รอยยิ้มอันพิสุทธิ์ไร้เดียงสานี้มักปรากฏเป็นเนืองนิตย์แม้ในขณะที่พวกเขากำลังผจญปัญหาที่ร้ายแรงที่สุดที่อาจเกิดขึ้น เป็นรอยยิ้มที่ช่วยเรียกขวัญและกำลังใจกลับมา

“ เราไม่ได้มากอบกู้โลกหรอกนะ “ เป็นประโยคที่เขาได้ยินในตอนที่ความหวังทั้งหลายในการแก้ไขปัญหาให้ทันการกำลังริบหรี่ แน่นอนว่าทุกคนอยากจะคิดเช่นนั้นแต่แม้มนุษย์ปัญญาทึบที่สุดก็มองเห็นความสำคัญของโครงการนี้

พวกเขากำลังพยายามกอบกู้โลกอยู่จริง

* * * * * * * * * * * * * *

เสียงโทรทัศน์ฟังไม่ได้ศัพท์เอาเสียเลยเมื่อเขาพยายามฟังมันจากหลังม่านน้ำหลาก กระจกใสกลายเป็นฝ้าจากไออุ่นของสายน้ำ เขาเงยขึ้นมองตัวเลขบนเครื่องทำน้ำอุ่น มันสงบนิ่งอยู่ที่ 35 องศาเซลเซียส

“ แอร์อยู่ที่กี่องศาน่ะ “ เขาตะโกนถาม

“ หา? อ้อ ฉันเปิดไว้ที่ 22 ”

“ หนาวจะตายชัก “เขาลูบต้นแขนขณะที่กำลังสวมชุดนอนตัวโคร่ง ในสภาพนี้บ่นไปก็เท่านั้น ถึงยังไงถ้าเปิดเครื่องปรับอากาศที่อุณหภูมิสูงกว่านี้ห้องจะเปลี่ยนสภาพจากรังนอนที่น่าอยู่กลายเป็นรังหนูอับๆได้โดยง่าย ไอร้อนจากภายนอกพร้อมจะทะลวงผนังคอนกรีตบุตัวกันความร้อนเข้ามาได้ทุกเมื่ออยู่แล้ว ห้องของเขามีช่องหน้าต่างเพียงนิดเดียวเพื่อให้เปิดระบายอากาศได้เมื่อต้องการ แต่น้อยครั้งนักที่เขาจะทำแบบนั้น ไม่มีใครอยากเสี่ยงสูดอากาศในเมืองมลพิษอย่างกรุงเทพฯเข้าไปทั้งที่ยังไม่ได้กรองหรอก

“ บอบบางจริงนะนาย “ เขาเพียงรับคำทักทายจากเพื่อนด้วยรอยยิ้ม เธอกำลังเอนกายอย่างสบายบนเตียงในมุมของเธอ ห้องพักของพวกเขาไม่ใหญ่โตอะไรนักเมื่อเทียบกับผู้เช่าถึงสองคน พื้นที่มีแค่พอจะแบ่งมุมส่วนตัวกันได้อย่างเบียดเสียด หลายครั้งที่ข้าวของของเขากระเด็นไปอยู่ในมุมของอีกคน โชคดีที่เธอไม่ถือสาและไม่เคยบ่นถึงความรกของห้อง จะว่ากันตามจริงแล้วการอยู่ห้องเดียวกันกับเธอก็ไม่เหมือนอยู่ร่วมห้องกับผู้หญิงเสียเท่าไหร่อยู่แล้ว มันกินเวลาไม่นานเลยกว่าที่เขาจะสืบรู้ว่าเธอนัดเที่ยวกับสาวสวยหลายคนจนทำให้เขาและเพื่อนคนอื่นมักแอบอิจฉาแกมหมั่นไส้อยู่เนืองๆ

“ มีโค้กเหลือบ้างไหม? “ เขาโก้งโค้งรื้อตู้เย็นซึ่งเป็นเครื่องใช้กลางของพวกเขาเช่นเดียวกับโทรทัศน์พลาสมาและเครื่องเรือนหลายชิ้นที่รวมเงินกันซื้อ

“ มีเหลือสองสามกระป๋องหลังกล่องข้าวไก่กระเพรา ลองหาดูซิ “

“ ฉันเจอแต่ขวดน้ำมะตูม “

“ ก็นายซื้อมาเองนี่หว่า กินซะก่อนก็ดีนะ รกตู้ “ เธอว่าพลางกระดกเบียร์ลงคอไปอีกอึกอย่างสบายอารมณ์

ความเงียบต่อจากนั้นทำให้เขาได้ยินรายงานข่าวทางโทรทัศน์อย่างชัดเจนแม้เมื่อกำลังค้นตู้เย็นสร้างเสียง     กรอบแกรบของกระป๋องและถุงพลาสติก โทนเสียงราบเรียบของผู้ประกาศข่าวสาวฟังดูไร้อารมณ์แม้เมื่อเธอกำลังพูดถึงสภาพอากาศที่ผันผวนอย่างหนักในช่วง15-20ปีที่ผ่านมา ไม่น่าแปลกใจเลยสำหรับเขาที่โตขึ้นมากับความวิปริตนี้ แค่น้ำสูงขึ้นซักนิ้วสองนิ้วก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าตื่นเต้นตกใจอะไร

“ เขาว่าที่นี่จะจมน้ำในอีกสิบห้าปีนี่จริงรึเปล่า? “ เธอเปรยขึ้นคั่นจังหวะกระดกเบียร์ “ ไม่มีประโยชน์ถ้าจะสร้างอนาคตแถวนี้ซินะ “

“ ตั้งใจจะพูดอะไรเรอะ “ เขาเอ่ยขึ้นหลังเสียงถอนใจ ในที่สุดก็ต้องยอมแพ้แล้วซดน้ำมะตูมกระป๋องอย่างหงุดหงิด

“ ฉันคิดว่าจะย้ายไปที่ไหนซักแห่ง “ เธอโยนขนมขาไก่เข้าปากเคี้ยวกร่วมๆเป็นกับแกล้ม “ อาจจะเป็นจีน หรือออสเตรเลีย ยังไม่แน่ใจ ขาไก่ไหม? ” เขารับน้ำใจเธอด้วยความยินดี ทั้งคู่นั่งเงียบอยู่บนโซฟาอยู่พักหนึ่งเธอจึงพูดขึ้นว่า “ นายกำลังจะไปโกบีงั้นซิ? “

“ ทันทีที่วิทยานิพนธ์เสร็จ “

“ นายโชคดี “

“ ทำไม? “

เธอเหลือบตามามองพลางกระดกเบียร์ย้อมใจ “ มีคนพานายไปจากที่นี่ ในขณะที่คนอีกเป็นล้านต้องดิ้นรนออกไปเอง “

“ การอยู่ที่นี่มันเลวร้ายนักรึ? “ เขาขมวดคิ้ว สำหรับเขาแล้วไม่ว่าที่ใดก็ล้วนไม่แตกต่างกัน

“ ตราบเท่าที่อนาคตคือทะเล “ เธอกระดกอึกสุดท้ายแล้วเดินเข้าห้องน้ำไป

* * * * * * * * * * * * *

ร่างอันแข็งแรงของชายหนุ่มไถลลงตามแนวสันทรายทิ้งแต่รอยฝุ่นตลบในอากาศ เสียงโรยตัวของทรายดังเหมือนน้ำหลากก่อนจะร่วงมากลบเท้าทั้งสองของเขาไว้มิด ไออุ่นของดวงอาทิตย์ยังไม่หายไปจากเนื้อเม็ดละเอียดที่อยู่โดยรอบ ความอบอุ่นนี้ส่งผ่านขึ้นมาถึงขาของเขาเหมือนจะดึงให้จมไปในความรู้สึกสงบและสบาย เขาเงยขึ้นมองชายวัยกลางคนซึ่งเห็นเป็นเพียงเงาเล็กๆตรงขอบสัน เสียงหายใจถี่ๆดังมาพร้อมกัน

“ เหนื่อยแล้วหรือครับ? “ เขาถาม

“ ยังหรอก “ ชายคนนั้นตะโกนตอบพลางเลื่อนตัวลงมาตามแนวลาดสู่เงามืดของสันทรายที่เหมือนห้วงเหวไร้ก้นบึ้ง ในเงานั้นพวกเขาเหมือนจะหายไปจากโลกโดยสิ้นเชิง ความเงียบที่รายล้อมนั้นมีเพียงเสียงโรยตัวของเม็ดทรายที่ลมอ่อนพัดร่วงลงสู่หุบเบื้องล่าง แสงเดียวที่ปรากฏคือแสงดาวจากทางช้างเผือกเหนือศีรษะขึ้นไป

“ คุณคิดถึงอะไรเวลามองดูดาวน่ะ “ ชายวัยกลางคนเอ่ยขึ้นลอยๆ

“ คุณละครับคิดถึงอะไร? “ เขาย้อนถาม

“ อืมมม บอกยากนะ แต่ละครั้งที่ผมมองดูมัน ความรู้สึกจะต่างออกไป “

“ เช่น? “

“ เช่นว่า ตอนเด็กๆผมจะนึกถึงหิ่งห้อย ผมไม่เคยเห็นหิ่งห้อยจริงๆหรอก ที่เคยเห็นก็มีแต่ภาพจำลองในงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์ก็เท่านั้น ดังนั้นผมมักจะจินตนาการดูว่าจะเป็นอย่างไรถ้าดวงดาวทั้งหมดลงมาลอยอยู่รอบๆตัวผมเหมือนเป็นฝูงหิ่งห้อยฝูงใหญ่ คงจะสวยดี “ ชายวัยกลางคนอมยิ้มแก้มปริเมื่อนึกถึงความสุขวัยเยาว์ “ แล้วคุณล่ะนึกถึงอะไร “

“ ผมเหรอ “ ชายหนุ่มเลิกคิ้วก่อนจะตอบไปว่า “ ผมถามตัวเองว่ามนุษย์จะเกิดขึ้นในที่อื่นแทนได้ไหม? “

ควันซิการ์พ่นพ้นริมฝีปากออกมาเป็นกลุ่มใหญ่ “ ลึกล้ำๆ “ เขาพึมพำ

“ หรือบางที ผมก็ถามตัวเองว่าชะตากรรมของมนุษย์คืออะไร? อยู่บนโลกแล้วสูญพันธุ์ไปแบบสัตว์ชนิดอื่น หรือออกไปข้างนอกนั่นแล้วเริ่มทุกอย่างกันใหม่ “ เขายักไหล่ “ เป็นคำถามที่ตลกสิ้นดี ว่าไหมครับ? “

ชายวัยกลางคนเงียบขรึมลง เขาปล่อยลมหายใจยาวก็จะเอ่ยขึ้นว่า “ ไม่หรอก เพื่อนรัก สรรพสิ่งคงร่ำไห้ถ้าไม่มีใครถามถึงชะตากรรมนี้เลย “

ฝีเท้าของชายหนุ่มชะงักงัน เขาจ้องมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยนั้นอย่างคลางแคลงใจ

* * * * * * * * * * * * * *

“ มาเล่นเกมอะไรกันหน่อยไหม? “ เพื่อนของเขาทักจากอีกฟากโต๊ะ เขาเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าที่ส่งยิ้มละไมมาให้อย่างหงุดหงิด

“ จะสอบแล้วยังจะเล่นอะไรอีก? “

เพื่อนของเขาโยนผลส้มให้ผลหนึ่งก่อนจะนั่งลงตรงข้าม สายตาที่ฉับไวมองปราดบนหน้ากระดาษเพียงครู่ก่อนจะกล่าวว่า “ นายไม่ค่อยมีสมาธิอ่านใช่ไหม? ฉันเดินผ่านมาสองสามรอบก็เห็นอยู่ที่หน้านี้ทุกที “

เขายกมือขึ้นทั้งสองข้าง “ ยอมแพ้แล้ว “

“ ถ้าอย่างนั้นมาเล่นเกมกัน “ สหายรักกล่าวพลางหยิบผลส้มอีกผลจากในถุง เขาแกว่งมันไปรอบๆ “ สมมติว่าฉันมีส้มผลใหญ่อยู่ผลหนึ่ง เป็นผลสุดท้ายในสายพันธุ์ ปัญหาโลกแตกคือมีคนครึ่งค่อนโลกกำลังกระหายใคร่กินผลส้มนี้ ถ้านายมีส้มผลนี้อยู่ในมือ นายจะทำยังไง “

“ ปัญหาเชาว์? “

เพื่อนของเขาหัวเราะร่วน “ อาจจะใช่หรืออาจจะไม่ “

“ โอเค “ เขาถือผลส้มของเขาไว้ในสองมือ “ ถ้าเก็บไว้ก็ไม่มีประโยชน์ อีกไม่นานมันก็เน่า “

“ ใช่ “

“ จะแบ่งกันก็ไม่ได้เพราะไม่พอ “

“ ใช่ “

เขาเลิกคิ้วอีกครั้งก่อนจะวางส้มสุกลูกนั้นลงตรงหน้าสหายรัก “ เอาไปปลูกน่าจะได้ซักสิบต้น ผลพวกนั้นก็เอาไปปลูกอีกผลละสิบต้น ภายในศตวรรษหนึ่งคนซักครึ่งค่อนทวีปก็น่าจะได้กินส้มสมใจแล้ว เอาละเกลอ ช่วยแจงหน่อยเถิดว่าท่านจะอุปมาถึงสิ่งใดฤๅ?“

สหายรักหัวเราะร่วนพลางวางผลส้มของตนลงประจันกับผลของชายหนุ่มพลางตอบว่า “ ถ้าใช้อธิบายการสำรวจอวกาศล่ะ นายว่าเข้าท่าไหม? “

“ ขอโทษครับท่านปรมาจารย์ ต่อให้ข้าพเจ้าไปบำเพ็ญพรตมาดิบดีก็คงไม่เข้าใจเจตนาของท่านได้เองดอก “

เพื่อนของเขาพยักหน้ารับพลางกลิ้งผลส้มเล่นด้วยปลายนิ้ว “ มีคนอาสาเขียนบทความลงเน็ตแม็กกาซีนให้ แต่เขาต้องการคำอธิบายของพวกเราประกอบด้วย ฉันตั้งใจว่าจะใช้เรื่องผลส้มที่เคยพูดสดให้รุ่นน้องฟังใส่ลงไปด้วย ที่ว่า…. “

“ … ความต้องการของมนุษย์ต่อผลส้มแห่งชีวิตมีไม่จำกัด แต่ผลส้มนั้นมีเพียงหนึ่งคือพิภพโลกที่เราอาศัย ถึงวันหนึ่งน้ำเลี้ยงนี้จะเลี้ยงเราไม่พออีกต่อไป หากไม่คิดแพร่พันธุ์จากผลนี้ให้เกิดผลอื่นสืบไป ไหนเลยจะมีน้ำเลี้ยงมากพอให้เพลี้ยมากมายนี้กินได้ถ้วนทั่ว… “ ชายหนุ่มปรายยิ้มเมื่อเห็นสีหน้าตื่นตะลึงของเพื่อนรัก “ ครบถ้วนหรือเปล่า? ”

“ เข้าขั้นเอตทัคคะ “ เพื่อนของเขายิ้มหยอก “ ไม่คิดว่านายจะจำได้ “

ชายหนุ่มยิ้มรับพลางลงมือแกะผลส้มของตัว “ แต่บทความนี้อย่างเดียวคงไม่หยุดสภาสหพันธ์เอเชียหรือสหภาพยุโรปจากการสนับสนุนโครงการยูเรเชียแน่ พวกที่สถาบันอวกาศคงลำบาก “

สหายรักของเขาถอนใจอย่างปลงตก “ อาจจะแย่กว่าที่คิดก็ได้เกลอรัก ถ้าประชามติออกมาให้ทุ่มกับการสร้างนครยูเรเชียเต็มตัวละก็ งานวิจัยทางนั้นอาจจะต้องหยุด “

“ เงิน? “ เพื่อนของเขาไม่ตอบเพียงแค่พยักหน้ารับพลางยัดกลีบส้มเข้าปาก บรรยากาศของความตึงเครียดรายล้อมพวกเขาในบัดดลแม้รสส้มจะอร่อยลิ้น คิดว่าผลประชามติจะเป็นยังไง? “ เขาเปรยขึ้น

“ เดาได้ไม่ยากเลย เพื่อนรัก ”

พวกเขานั่งนิ่งเงียบขณะที่ความคิดต่างๆเริ่มปะติดปะต่อเข้ารูปเข้ารอย เขาเริ่มเห็นหนทางรางเลือนที่จะไล่คว้าความฝันของเขาและสหาย สิ่งสุดท้ายที่เขายังต้องกระทำคือการตัดสินใจ

* * * * * * * * * * * * * *

“ เชื่อหรือเปล่าครับว่านี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้ดูดาวแบบนี้ “

ชายวัยกลางคนเลิกคิ้วในเชิงถามก่อนจะกล่าวว่า “ คุณไม่เคยเลยหรือ? “

“ ผมไม่กล้าออกไปกลางแจ้งหรอกครับ ในเขตศูนย์สูตรแบบนั้นแม้แต่ในหน้าหนาวอากาศก็ร้อนมากจนผมทนไม่ไหว ที่สำคัญท้องฟ้าก็มัวมีแต่เมฆ พยายามยังไงก็มองไม่เห็น ถ้าจะดูดาวอย่างมากก็ได้ดูจากท้องฟ้าจำลองหรือเครื่องสกายซิมูเลชั่น “

“ แย่หน่อยนะ “ ชายคนนั้นกล่าว “ ผมเองก็เคยดูดาวแค่ไม่กี่ครั้งในชีวิต ส่วนมากก็ตอนผมยังเป็นเด็กเสียด้วย ครั้งที่น่าประทับใจที่สุดคงเป็นการดูจากบนยานชัตเตอร์ตอนที่ผมไปอเมริกาละมั้ง? “

“ สวยไหมครับ? “

“ อย่างที่สุด “ เขาอัดควันเข้าเต็มปอด “ คุณไม่มีทางรู้หรอกว่าชั้นบรรยากาศลดทอนความงามของมันไปมากน้อยเพียงใดจนกว่าคุณจะได้เห็นกับตา “

เขาหัวเราะหึในลำคอ “ ผมก็อยากอยู่หรอก ถ้าไม่ติดว่า….ผมคงไม่มีโอกาสได้เห็น “

“ ทำไมล่ะ? “

“ เพราะผมจะติดอยู่ที่กลางทะเลทรายนี่ไงครับ “ ชายหนุ่มเงียบไปครู่หนึ่ง “ ไม่เคยนึกรำคาญหรือครับที่ต้องอุดอู้อยู่ในบางที่นานๆ เป็นผมแค่คิดก็จะคลั่งแล้ว “

“ คุณไม่ชอบขีดจำกัดหรือ? “

“ แน่นอนครับ “

ชายวัยกลางคนเหลือบตาไปมองต้นเสียงที่นั่งอยู่ไม่ห่าง แต่ความมืดในเงาสันทรายกลับแยกพวกเขาห่างกันราวอยู่ต่างภพ เขาตระหนักดีแก่ใจว่าความมืดนี้ไม่ใช่สิ่งเดียวที่แบ่งแยกพวกเขา “ ผมชอบขีดจำกัด “ ชายคนนั้นเอ่ย    “ ถึงผมจะชอบทำลายมันในบางคราวแต่ผมก็ยังชอบที่โลกนี้มีขีดจำกัด “ เขายักไหล่ “ คนรุ่นผมเป็นแบบนี้แหละ พวกเราออกจะขี้กลัวไปบ้าง ถ้าคุณจะว่าอย่างนั้น “

“ ผมไม่เห็นว่าคุณจะขี้กลัวเลยนี่ครับ คุณกล้าพอจะทำโครงการนี้ได้ผมว่าคุณก็มีความกล้ามากพอจะทำอย่างอื่นได้เหมือนกัน “

ควันขาวลอยคลุ้งขึ้นสู่แสงดาวเบื้องบนขณะที่ชายวัยกลางคนรำพึง “ ผมใช้ความกล้าของผมหมดสิ้นแล้ว เพื่อนรัก“

* * * * * * * * * * * * * *

“ อาจารย์จะไปจริงๆหรือครับ? “ เป็นคำพูดที่ได้ยินจากปากลูกศิษย์ลูกหาเป็นประจำ ส่วนมากเขาจะยิ้มและไม่พูดอะไรมากไปกว่า….

“ อ้าว! แล้วถ้าผมไม่ไปใครจะไปดูแลโครงการล่ะ “

“ โธ่ ‘จารย์ คนอื่นก็ได้นี่ ‘จารย์ไปใครจะสอนพวกผมล่ะ “

ชายวัยกลางแย้มยิ้มจนใบหน้ายับย่น เขาหัวเราะหึในลำคอก่อนจะตบบ่าอันเก้งก้างของศิษย์ “ ผมสอนคุณได้แต่ทฤษฎีเท่านั้นแหละพ่อหนุ่ม ทฤษฎีแบบนี้ใครก็เรียนได้ทั้งนั้น ผมอยากเห็นที่อยู่ในนี้มากกว่า “เขาจิ้มหน้าผากเกลี้ยงๆของเจ้าหนุ่มสองสามที “ ทำวิทยานิพนธ์ซักเล่มแล้วผมอาจจะเลือกคุณไปร่วมงานด้วย ถ้าคุณคิดอยากจะทำงานกับผมนะ “ เขายิ้มกว้างก่อนจะหันกลับไปที่คอมพิวเตอร์ เครื่องจำลองสร้างเส้นสายโครงร่างโฮโลแกรม สามมิติบนเครื่องฉายสีเทาที่ติดตั้งขนาบกันจากพื้นและเพดาน

“ อาจารย์รู้ไหมว่ามันเสี่ยง “ น้ำเสียงแฝงแววขี้เล่นเปลี่ยนเป็นจริงจังเคร่งขรึม เขาเข้าประชิดตัวอาจารย์ที่เคารพรักพลางกระซิบเบาๆ สายตาเหลือบแลรอบกายซึ่งร้างไร้ผู้คน “ มีคนเคลื่อนไหวเพื่อหยุดยั้งโครงการยูเรเชียอยู่ อาจารย์ก็รู้ นั่นทำให้ประชามติไม่ลงตัว ผมรู้ว่ามันเป็นความฝันของอาจารย์ ผมรู้ว่ามันยิ่งใหญ่ แต่อาจารย์ลองนึกถึงเงินงบประมาณที่ต้องทุ่มลงมาและคนที่เสียประโยชน์จากมันซิ พวกจักรวาลนิยมต้องไม่ยอมแน่ “

ผู้เป็นอาจารย์เหลียวมองศิษย์รักแล้วยิ้ม “ ผมตระหนักแก่ใจดี แต่ผมไม่กลัวไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ดังนั้นผมไม่อยากให้คุณมากังวลใจแทนผม ผมเป็นคนกระโจนลงไปในเรื่องนี้เอง “ เขาก้มลงเคาะแป้น หน้าจอเต็มไปด้วยตัวอักษรและเครื่องหมายที่มองปราดแล้วเหมือนลายรายาวเป็นปื้น

“ อาจารย์ครับ “ ศิษย์รักกระซิบเสียงแผ่ว “ ชีวิตของอาจารย์อยู่ในอันตรายนะครับ “

อณูอากาศสั่นเป็นเสียงหวีดเบาๆในความเงียบ ชายวัยกลางคนเคาะปุ่มสุดท้ายก่อนจะก้าวไปยังเครื่องฉายโฮโลแกรม ภาพหยาบที่ลอยอยู่เปลี่ยนเป็นภาพของมหานครสูงใหญ่เสียดท้องฟ้า ขาแต่ละข้างที่หยั่งลงดินเป็นสิ่งก่อสร้างขนาดมหึมาค้ำยันโครงสร้างเรขาคณิตสมมาตรที่อยู่เบื้องบน โครงสร้างโค้งน้อยใหญ่สลับลดหลั่นทอประกายในแสงอาทิตย์เจิดจ้าของโลกเสมือนเหมือนประดับด้วยเพชรนิลจินดาอันประเมินค่ามิได้

“ ผมไม่กลัวตายหรอก เพื่อนรัก “ เขาปรายยิ้ม ดวงตาที่สดใสทอประกายแห่งความร่าเริงอยู่เต็มเปี่ยม “ ยูเรเชียจะขอแลกกับผมด้วยชีวิตอยู่แล้ว”

* * * * * * * * * * * * * *

ชายวัยกลางคนชะงักฝีเท้าเมื่อเขารู้สึกว่าเงาร่างที่เดินเคียงมาหายไป ชายหนุ่มก้มลงเก็บบางอย่างขึ้นจากพื้นแล้วพยายามเพ่งดูมันอย่างยากลำบาก “ กะโหลกกิ้งก่ามั้งครับ “ นิ้วหัวแม่มือไล้ไปตามแนวสันแข็ง “ แปลกจริง ผมไม่ยักรู้ว่าแถวนี้มีตัวแบบนี้อยู่ด้วย “

“ นี่แหละชีวิต โผล่ขึ้นมาได้แม้ในทะเลทรายแสนกันดาร “ ชายวัยกลางคนพ่นควันฉุย “ แต่ไม่มีใครบอกผมว่าเจอตัวอะไรแถวนี้เหมือนกันนะ “

“ หนีไปหมดแล้วมั้งครับ “ ชายหนุ่มยักไหล่พลางพึมพำ “ ในที่แบบนี้มีแค่หนีหรือตายก็เท่านั้น “

“ โหดร้ายจังนะ “

“ ก็เป็นอย่างเดียวที่เร็วกว่าวิวัฒนาการ “ เขาถอนใจ “ แต่กิ้งก่าพวกนี้ก็คงหนีไปได้ไม่ไกลหรอก ตอนนี้ทุกที่ในโลกก็มีสภาพไม่ต่างจากทะเลทรายนี่ซักเท่าไหร่ อาจจะโหดร้ายกว่าด้วยซ้ำ “

“ เพราะอย่างน้อยเราก็ยังหายใจได้ที่นี่ “

“ แต่ก็ไม่ตลอดไปหรอกครับ “

ชายวัยกลางคนเหลือบมองดูชายหนุ่มที่เพ่งมองกะโหลกกิ้งก่าในอุ้งมือ เขาเห็นความมุ่งมั่นที่พลุ่งพล่านอยู่ภายในโดยไม่อาจสกัดกั้น รอยยิ้มน้อยๆผุดขึ้นบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยย่น “ คุณมีทางหนีของคุณอยู่ในใจอย่างนั้นซิ “

ชายหนุ่มพยักหน้า “ ครับ แต่ทางหนีนั้นถูกปิดลงเพราะว่าคนอื่นเห็นว่าทางที่เดินง่ายมีปลายทางแน่นอนนั้นดีกว่า “

ควันซิการ์ลอยคลุ้งออกมาพร้อมเสียงหัวเราะในลำคอ “นี่ล่ะมนุษย์ สัตว์ความจำสั้นที่มักลืมว่าอะไรก็ไม่ได้มาง่ายๆ“

ดวงตาสีน้ำตาลตวัดมองแสงเรืองของปลายซิการ์ ในชั่วขณะหนึ่งเขาเชื่อเหลือเกินว่าเขาสามารถทำในสิ่งที่ต้องการได้ การกระทำที่เล็กน้อยเพื่อหยุดยั้งทุกสิ่งที่อาจเกิดขึ้นต่อมา แต่แม้ในชั่วขณะนั้นเขาก็ยังไม่อาจตัดสินใจ

“ ผมก็ว่าอย่างนั้น “ เขาตอบ

* * * * * * * * * * * * * *

“ อาจารย์อ่านบทความนี้หรือยังคะ? “ สาวคอมพิวเตอร์ทักเขาเมื่อวันก่อนพร้อมกับส่งแผ่นหนังสือดิจิตอลขนาดA4ให้ ชายวัยกลางไม่คุ้นเคยกับการที่ใครๆเรียกเขาว่าอาจารย์เสียเท่าไหร่ มันเริ่มขึ้นที่แผนกวิศวะ-สถาปัตย์ก่อนแล้วค่อยๆกระจายไปสู่แผนกอื่นๆ ตอนนี้ทั้งโครงการเรียกเขาว่าอาจารย์แม้แต่แผนกคอมพิวเตอร์ที่เขาไม่ค่อยได้เกี่ยวข้องด้วย

บทความที่เขาถืออยู่ในมือโหลดมาจากเน็ตแมกกาซีนต้นฉบับภาษาอังกฤษ แต่ก็สามารถใช้โปรแกรมแปลภาษาอัตโนมัติให้แสดงผลเป็นอีก 8 ภาษามาตรฐานได้อย่างสละสลวย สายตาของเขาหยุดที่หัวข้อเรื่องตัวโตที่ด้านบน

สปาร์ตันแห่งยูเรเชีย มันเกี่ยวอะไรหรือ? “

“ บทความโจมตียูเรเชียคะ ” เธอเบ้หน้าทำเสียงฮึดฮัด “ มือไม่พายเอาเท้าราน้ำแท้ๆ “

ชายวัยกลางคนพยักหน้า เขาขบฟันพลางนึกตงิดถึงซิการ์ที่นอนนิ่งอยู่ในกระเป๋า แต่ภายในกระโจมวิจัยนี้เขาจะสูบก็ไม่ได้ ชายคนนั้นนั่งลงบนเก้าอี้ใกล้ๆพลางขยับปากพึมพำตามตัวอักษรบนหน้ากระดาษจำลองเพื่อบรรเทาอาการเหงาปาก เสียงงึมงำเงียบหายกลายเป็นการอ่านเต็มเสียงเมื่อเขาพบกับข้อความท่อนหนึ่งซึ่งไม่อาจปล่อยผ่านเลยไปได้

“… แต่ไหนแต่ไรมาความเสมอภาคเป็นเพียงอุดมการณ์ที่แทบจะปราศจากตัวตนในพิภพนี้ มีเพียงความเหลื่อมล้ำและการกดขี่ที่อยู่ยั่งยืนในทุกยุคสมัย กฎเกณฑ์ข้ออ้างอาจต่างไปแต่การกระทำนั้นไม่ต่าง คนกลุ่มหนึ่งจะเสียเปรียบอยู่ตลอดกาลไม่อาจลืมตาอ้าปากขึ้นได้ ยูเรเชียนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับกรอบใหม่ๆเพื่อให้เกิดการกระทำเดิมๆ คนที่มีเงินเท่านั้นที่มีปัญญาเข้าสู่นครนี้ได้ในขณะที่คนยากไร้จะได้เข้าสู่นครนี้ในฐานะแรงงานที่ดูแลรับใช้นครให้คงอยู่ได้ ไม่ต่างอะไรกับข้าทาสของชาวสปาร์ตาที่ต้องรับใช้นายเหนือเกล้าซึ่งดำรงชีวิตอย่างเสถียรเหนือความยากแค้นทั้งมวลโดยไม่คำนึงถึงสิ่งใดแม้กระทั่งมนุษยธรรม…… “ เขาเลิกคิ้วสูงพลางถอนใจเฮือก “ โจมตีกันรุนแรงจริงๆ ”

“ อาจารย์ตอบโต้บ้างซิคะ “ สาวคอมพิวเตอร์กล่าวอย่างมีอารมณ์ “ ถ้าปล่อยเขาโจมตีเราท่าเดียวโครงการอาจจะล้มก็ได้ “

เขาส่ายหน้าพลางปรายยิ้ม “ ไม่ต้องหรอก “

นัยน์ตาสดใสของเธอเบิกกว้างด้วยความไม่เข้าใจ เธอกล่าวตอบด้วยเสียงแหลมสูงว่า “ ทำไมละคะ? “

ชายคนนั้นลุกขึ้นพลางตบบ่าบอบบางของเธออย่างอ่อนโยน “ อย่ากังวลไปเลย ทำงานของคุณให้ดีที่สุดเถอะ “แล้วเขาก็เดินออกจากห้องโดยเหน็บแผ่นหนังสือดิจิตอลติดตัวไปอย่างรื่นเริง สาวคอมพิวเตอร์มองตามด้วยความกังวล เธอรู้ดีว่าจะมีมากกว่านั้น คนเรายินดีทำทุกอย่างเพื่อให้อนาคตเป็นไปตามที่ตนต้องการ

แม้จะแลกด้วยอนาคตของตนเองก็ตาม

* * * * * * * * * * * * * *

มือของเขาสัมผัสโดนโลหะเย็นเยียบในกระเป๋า ปลายนิ้วของเขาไล้ไปบนผิวชืดชาของมันอย่างเหม่อลอย รูปทรงและน้ำหนักช่างกระชับอุ้งมือของเขาได้อย่างน่าประหลาด เขาปล่อยให้มันดึงเอาความร้อนจากกายไปอย่างเชื่องช้า ลดทอนความหนาวเย็นด้วยความอบอุ่น

เขาสะดุ้งเมื่อมีเสียงเรียกจากจากคนข้างๆ “ คุณพกนาฬิกามาหรือเปล่า? “

ชายหนุ่มก้มมองนาฬิกาควอนตัมบนข้อมือ “ สามทุ่มแล้ว มีอะไรหรือครับ? “

“ เราเดินมานานเหมือนกันนะ ผมไม่ทันสังเกตเลย “

“ คุณไม่พกนาฬิกาหรือครับ “ เขาถาม

“ ความเคยชินน่ะ ตอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยผมมีนาฬิกาอยู่ในห้องทำงานก็เลยไม่ค่อยใช้นาฬิกาพก ที่นี่ก็มีนาฬิกาอยู่ทุกห้อง ผมยิ่งไม่ต้องใช้เข้าไปใหญ่ “ ชายวัยกลางคนหัวเราะหึ “ ที่กลางทะเลทรายอย่างนี้ เวลาเหมือนจะไม่สำคัญเสียเท่าไหร่ทั้งที่เราเคยวิ่งไล่ตามมันเกือบตาย “

“ แต่ชั่วนิรันดรก็ไม่มีจริง แม้เรานั่งอยู่ในความว่างเปล่าเวลาก็หมุนผ่านเราไป “

ชายคนนั้นพ่นควันจางๆสีขาวออกมาตามแนวริมฝีปากที่ยิ้มกริ่ม “ ใครพูดไว้หรือ? “

“ เพื่อนของผม “ ชายหนุ่มตอบ “ เขาชอบทำอะไรที่ผมไม่เข้าใจอยู่เรื่อย “

“ แต่ก็ความไม่เข้าใจนี่ไม่ใช่หรือที่ทำให้คุณไล่ตามความฝันจนสุดล้า โดยมีเขาอยู่ในใจ “ ชายวัยกลางคนขยี้ซิการ์ลงบนพื้นทราย แสงเรืองสุดท้ายดับวูบลงทิ้งแต่ความมืดที่สมบูรณ์แบบไว้รอบกายพวกเขา ชายหนุ่มไม่ได้ขยับกายแม้แต่น้อยนอกจากอุ้งมือที่บีบกระชับเข้า

“ เคยวิ่งตามฝันของคุณจนเหนื่อยไหมครับ? “

“ แน่นอน “

“ ผมก็เช่นกัน “ เขายิ้มเครียด “ และผมจำเป็นต้องหาทางออก “

ชายวัยกลางคนหยุดนิ่งราวกับไม่ใส่ใจคำพูดเหล่านั้น เพียงพยักพเยิดกับท้องฟ้าที่ดารดาษด้วยดวงดาว “ ผมคงแก่เกินไป แต่ซักวันคนหนุ่มสาวอย่างคุณคงทำได้ “ รอยยิ้มพิสุทธิ์แบบเดิมปรากฏบนใบหน้ายับย่นเพียงแต่ถูกความมืดรอบกายบดบังไว้ “ แล้วเมื่อถึงเวลานั้น ถ้าพวกคุณเหนื่อยล้ามากละก็ ขอให้นึกถึงบ้านหลังน้อยที่ผมสร้างไว้ ผมจะดีใจมากถ้าคุณได้นอนหลับใต้หลังคานี้อย่างสบายใจ “

ทรายโรยตัวเบาๆในความเงียบ สายตาของพวกเขามองทอดออกไปสู่ขอบฟ้าลิบๆที่ทางช้างเผือกสีขาวสว่างบรรจบลงกับแนวสันทรายดำทะมึน ในที่สุดชายคนนั้นก็ยิ้มน้อยๆกับตัวเองพลางหันไปพูดกับชายหนุ่มว่า  “ คุณยิงผมไม่ได้แล้วหรือ? “

ฝุ่นกระจายตัวออกเมื่อปืนโลหะเบาร่วงจากมือลงกระทบพื้นทรายพร้อมกับความหนักใจที่เคยค้างคาอยู่ในอก อุ้งมือที่เคยหนักอึ้งพลันเบาหวิวราวกลายเป็นอากาศธาตุราวกับหายวับไปในพริบตา

ชายวัยกลางคนดึงซิการ์ขึ้นจุด ประกายแสงน้อยๆนั้นช่างกระจิริดเมื่อเทียบกับแสงดาวบนฉากหลัง ควันสีขาวที่ลอยคลุ้งก็เล็กน้อยเมื่อเทียบกับเนบิวลาที่อยู่แสนไกล พวกเขาทั้งสองเป็นเพียงเงาเล็กๆในความมืดอันธการของจักรวาลเบื้องนอก

ในความเงียบอันกะจ้อยร่อยของทะเลทรายนั้น เงาร่างสองเงาเดินตัดสันทรายซ้ำบนรอยเท้าที่พวกเขาเดินมา แสงอบอุ่นของกระโจมวิจัยทอดอยู่เบื้องหน้าลิบๆ ความสงบนี้กลายเป็นเพื่อนของเขาอีกครา

ยังหรอก ยังไม่ถึงเวลา มนุษย์ยังเป็นทารกแห่งจักรวาล อีกยาวนานนักกว่าที่พวกเขาจะยุรยาตรไปในหมู่ดาว

พวกเขาทั้งสองจะกลายเป็นแค่เศษเสี้ยวเล็กๆที่ถูกฝุ่นทรายกลบฝังไปกับกาลเวลา แต่นั่นไม่สำคัญเลย จารึกใดจะมีความหมายเท่าสิ่งที่พวกเขาตระหนักอยู่แก่ใจในขณะนี้ สายลมที่พัดผ่านกระซิบบอกเขาให้เงยหน้าขึ้นทันพอดีกับที่ดาวดวงหนึ่งตกลงจากฟากฟ้า รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าที่เริ่มส่อเค้าแห่งความชราแต่ระบายไว้ด้วยความเยาว์วัย  ณ ตรงนี้พื้นทรายอาจกลายเป็นมหานครแห่งมหานครที่สูงเสียดดวงดารา โดมใสอาจทอประกายกับแสงดาวเดียวกันนี้ในอีกหลายร้อยปีข้างหน้า

เขาจะไม่ได้เห็นมัน แต่นั่นไม่สำคัญ แค่เขาได้ทำงานที่เขารักนี้ไปจนตายก็พอ

-จบ-