แด่ทุกคนในช่วงการประท้วงปลายปีพ.ศ.2556

โพสต์นี้เป็นแบบฝึกหัดเพื่อให้มองโลกในหลายมิติและไม่กล่าวโทษผู้คนด้วยข้อหาใดๆ(โดยเฉพาะข้อหาที่กว้าง ไม่มีความหมาย และไม่สร้างสรรค์ เช่น’โง่’หรือ’เลว’) อย่างง่ายดายจนเกินไป ไว้สำหรับแก้อาการเส้นขาดง่ายในช่วงการประท้วงอันรุ่มร้อนและเต็มไปด้วยผู้คนที่ทำให้เราคันปากคันเท้าในหลายๆที โพสต์นี้ไม่ได้พยายามบอกว่าสิ่งนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นเพียงการมองโลกในมุมหนึ่งเท่านั้น

ข้อกำหนดที่เราให้ตัวเองคือให้เริ่มด้วยการขอบคุณต่อสิ่งที่เค้าทำหรือเป็น ซึ่งยากกว่าที่คิดในบางที แล้วตามด้วยสิ่งที่เราอยากให้เค้าทำต่างออกไปบอกกล่าวอย่างเพื่อนต่อเพื่อน

===============================================================

แด่ทุกคนในช่วงการประท้วงปลายปีพ.ศ.2556

สำหรับคนที่ทำงาน จะบอกว่าขอบคุณที่พยายามทำให้ชีวิตไม่ชะงักงันและเศรษฐกิจรวมทั้งชีวิตของคนอื่นๆยังดำเนินต่อไปได้ ขอบคุณที่ทำหน้าที่ของท่านต่อเพื่อนร่วมประเทศอย่างแข็งขัน ทราบว่าพวกท่านก็มีจุดยืนของตนเองที่ตอนนี้อาจยังไม่ได้แสดงออกแต่อยากแสดงออก ขอให้ระลึกว่าการเดินขบวนไม่ใช่ทางเดียว อินเตอร์เน็ตก็ไม่ใช่ทางเดียว เราเชื่อว่าท่านสามารถหาทางได้

สำหรับคนที่ไปม็อบ ขอบคุณที่แสดงพลังเพื่อให้ผู้อื่นได้ทราบจุดยืนของท่าน หลายคนบอกม็อบวุ่นวาย แต่ม็อบเป็นสิ่งจำเป็นเมื่อระบบเพิกเฉยต่อผู้คน แต่ให้ระลึกไว้ว่าระบบของประเทศไทยล้มเหลวเกินกว่าที่เพียงการแสดงออกจะแก้ปัญหาได้ ท่านได้พบผู้คนมากมาย อย่าฟังแต่แกนนำ เขาเป็นแค่คนๆเดียว อย่าเพียงบุกยึดสถานที่เพราะอย่างมากท่านก็แค่สร้างความเดือดร้อนต่อผู้คนที่พยายามดำเนินชีวิตต่อไปเท่านั้น หันไปคุยกันคนข้างๆท่าน เริ่มการสนทนาว่าพวกท่านเห็นสถานการณ์นี้อย่างไร รอบข้างอาจเร้าร้อน แต่ขอให้ท่านใจเย็น ท่านได้แสดงแล้วว่าท่านต้องการการเปลี่ยนแปลง สิ่งที่รัฐบาลอาจแก้ปัญหาให้ท่านไม่ได้ แต่ท่านอาจจะสามารถทำอะไรมากกว่าแค่ประท้วงก็เป็นได้

สำหรับทหารตำรวจ ขอบคุณที่ทำหน้าที่เพื่อควบคุมความวุ่นวายไม่ให้บานปลาย เรารู้ว่าท่านไม่อยากอยู่ที่นั่น ท่านอยู่ในฐานะลำบากเพราะหน้าที่อาจทำให้ท่านเสียหายทั้งขึ้นทั้งล่อง ถ้ายิงก็เป็นผู้ร้าย ถ้าไม่ยิงก็อาจเป็นการขัดคำสั่งหรือโดนทำร้าย เราเพียงขอให้ท่านและผู้บังคับบัญชาของท่านอย่าตกเป็นเหยื่อการยุยง อย่าพลั้งเผลอ สติคือเพื่อนของท่าน ในหลายครั้งสถานการณ์ไม่ให้ทางเลือกท่านมากนักแต่ของให้เลือกสิ่งที่รุนแรงน้อยที่สุดเสียหายน้อยที่สุด ท่านอาจไม่มีทางเป็นพระเอกได้แต่ขอให้รู้ว่ามีคนที่เข้าใจความซับซ้อนของสถานการณ์และพร้อมจะเข้าใจท่านอยู่

สำหรับนักการเมือง ขอบคุณที่พยายามให้ระบบการเมืองยังคงดำเนินต่อไปแม้จะชัดเจนแล้วว่าระบบนั้นล้มเหลวและตัวท่านเองก็ล้มเหลวในการดึงเสียงของประชาชนเข้าสู่กระบวนการที่มากกว่าแค่การออกนโยบายประชานิยม แต่ในความล้มเหลวท่านได้แสดงแล้วว่าอำนาจนั้นแท้จริงอยู่ที่ประชาชน เมื่อประชาชนพร้อมจะเป็นเจ้าของประเทศและเป็นผู้ใหญ่ในการตัดสินใจและการใช้อารมณ์เท่านั้นที่ระบบจะไปต่อได้ และมันชัดเจนว่าเรายังไม่ถึงจุดนั้น ขอให้เข้าใจว่าท่านต้องเปลี่ยนทัศนคติและวิธีการดำเนินงานเดิมๆทิ้งไปโดยเร็วเพื่อเอื้ออำนวยให้ประชาชนสามารถดูแลประเทศของตนเองได้ เรารู้ว่าหน้าที่นี้ลำบาก เราจักขอบคุณมากหากท่านพร้อมจะรับหน้าที่นี้

ท้ายที่สุดนี้ขอให้ทุกคนนึกถึงเสมอว่าไม่ว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้น มันไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะใครบางดีหรือเลว หรือเพียงเพราะรัฐบาลผิดพลาด ปัญหานั้นซับซ้อน หนทางแก้ปัญหาก็เช่นกัน อย่ายอมต่อความต้องการจะเข้าใจปัญหานี้อย่างง่ายๆ อย่ายอมต่อความต้องการจะชึ้นิ้วเอาผิดใครคนใดคนหนึ่ง อย่ายอมต่อความต้องการจะให้มันจบอย่างรวดเร็ว อย่ายินยอมต่อการแก้ปัญหาฉาบฉวย หนทางเรียนรู้ของเรายังยาวไกล และเราต้องเข้าใจว่ามันจำเป็น

Advertisements

Project City Walk: Bangkok Trip 2 – December 2008

คราวที่แล้วเล่าไปแล้วว่าโปรเจ็คนี้ไปไงมาไง ตอนเริ่มเดินครั้งที่สองเดือนธันวาคมความคิดอะไรๆมันก็เปลี่ยนทั้งด้วยเวลาและความเข้าใจใหม่ๆ ดังนั้นท้ายที่สุดโปรเจ็คเลยโฟกัสอยู่ที่กรุงเทพฯและความเป็นไปของเมืองแทน

ทริปสองเราไปเจออะไรมาบ้าง เชิญรับชมครับ

– – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – –

project report 0.2 – Trip 2 ย้อนรอยชีวิต และเรื่องราวของPublic Space

ภาคต่อของรายงานonlineฉบับที่แล้ว เขียนขึ้นราวหนึ่งเดือนหลังจากออกเดินเหมือนฉบับที่แล้วเช่นกัน

การเดินครั้งที่สองไปด้วย mind set ที่ต่างจากครั้งก่อน ครั้งที่แล้วเป็นการเดินแบบไปสัมผัส หัวว่างๆตัวโล่งๆ ไปรับอะไรก็ตามที่เมืองรอบกายจะให้เรา ตอนที่นั่งพิมพ์รายงานการเดินครั้งที่แล้วทำให้ได้เรียบเรียงความคิดในหลายเรื่อง แล้วความสนใจก็เปลี่ยนจากการหาว่า “เมืองเป็นอย่างไร” เป็น “เมืองมีชีวิตอย่างไร” เป้าหมายของการไป “รับรู้ในชั่วขณะนั้น” กลายเป็นการไป “รับรู้ชีวิตของเมือง” ด้วยความรู้สึกว่าเราอยากเห็นความเคลื่อนไหวเติบโตของมันในฐานะสิ่งมีชีวิตประเภทหนึ่ง

ปัญหาคือชีวิตมนุษย์นั้นสั้นนักเทียบกับเมืองที่เราอาศัย ความเปลี่ยนแปลงใดๆมองไม่เห็นในวันสองวันหรือปีสองปี มันอาศัยเวลาเป็นสิบปีเพื่อให้มนุษย์น้อยๆรับรู้ความแตกต่างได้ชัดเจน นั่นคือตอนที่ตัดสินใจว่าการเดินครั้งที่สองจะเป็นการเดินเพื่อย้อนความทรงจำวัยเด็กของตัวเอง เพราะนั่นเป็นทางเดียวที่จะสามารถมองเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ด้วยความทรงจำที่มีอยู่ยี่สิบกว่าปี หรือน้อยกว่านั้น

เรียกว่าเป็นเคราะห์ดี(ของเรา)หรือร้าย(ของเขา)ไม่ทราบ ในคืนก่อนที่จะออกเดิน เพื่อนรักที่เรียนอยู่คณะสถาปัตย์โทรมาคุยด้วย เราเลยได้ทีเล่าเรื่องโปรเจ็กของเราเพื่อขอความเห็นจากเขา ในฐานะบุคคลซึ่งสัมผัสเมืองแบบ first-handมายาวนานเกือบ 4 ปี

หลังจากนั้นก็เป็นการฟังmini-lecture ว่าด้วยว่าโปรเจ็คของเรามันบ้าอย่างไร (กับการพยายามเข้าใจเมืองทั้งเมืองด้วยเวลาที่จำกัดขนาดนี้) และพยายามกล่อมเราโดยนัยว่าหาหัวข้อที่เฉพาะกว่านี้เถอะ (ซึ่งเราเห็นด้วยเต็มร้อย แต่ยังไม่รู้ว่าทิศทางของตัวเองในตอนนั้น) แล้วจึงเล่าให้เราฟังเกี่ยวกับประสบการณ์ของเขาที่มีต่อกรุงเทพฯตลอดเวลาที่ต้องตะลอนๆไปตามsiteงาน พบปะผู้คนและค้นคว้ามากมาย

อย่างแรกที่เขาบอกคือ character ของกรุงเทพนั้นสับสน (เขาใช้คำว่าChaos ตอนคุยกัน) พื้นที่แต่ละพื้นที่มีcharacterเฉพาะตัวต่างกันไป characterทั้งหมดนั้นคือสิ่งที่ประกอบขึ้นเป็นกรุงเทพ แต่การจะหาให้เจอก็ลำบากหน่อย เพราะต้องเข้าไปดูในที่ซึ่ง character โดดเด่นไปทางหนึ่ง แต่ที่ไหนแสดง character อะไรก็ต้องอาศัยประสบการณ์พอควรในการมองให้เห็น

character ร่วมสำคัญอย่างหนึ่งซึ่งกรุงเทพมี หรือพูดให้ถูกคือขาดแคลนเหมือนกันทุกๆที่ คือ “Public Space” เป็นพื้นที่ของทุกคนไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่ง จึงเป็นที่ๆคนใช้ร่วมกันและก่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน สวนสาธารณะเป็นตัวอย่างที่มองเห็นง่ายที่สุด แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นสวนสาธารณะเสมอไป ความรู้สึกของเราคือวัดก็จัดเป็น Public Space หรือกระทั่งตลาดก็อาจมองว่ามีความเป็นPublic Space แต่ในเขตเมืองใหม่ที่ผู้คนโยกย้ายเข้ามาจากชุมชนภายนอก เช่นย่านลาดพร้าว(บ้านของเจ้าตัวเขาอยู่แถวนั้น) มี Public Spaceน้อยมาก ผลที่ตามมาคือบริเวณเหล่านั้นมีความผูกพันเป็นชุมชนน้อยลง ต่างคนต่างอยู่ต่างสนใจตัวเองเป็นหลัก

ชุมชนและPublic Space คือ keyword สองคำที่เขาบอกให้เราไปลองมองหาดู

ส่วนการพัฒนาของกรุงเทพเขาแยกให้เราเป็นสามเฟส : เป็นน้ำ, ถนน, และรถไฟฟ้า หมายความว่าเส้นเลือดของการคมนาคมมีสามยุค ยุคที่ใช้ทางน้ำ คือหน้าบ้านหันเข้าหาน้ำหลังบ้านหันทางพื้นดิน ต่อมาเมื่อมีการใช้ถนน หน้าบ้านจึงอยู่ที่ถนน คราวนี้ทางน้ำก็กลายเป็นหลังบ้าน ในปัจจุบันเส้นเลือดใหม่ที่เข้ามาก็คือการคมนาคมโดยใช้รถไฟฟ้า(จะลอยฟ้าหรือใต้ดินก็ตามแต่) และความเคลื่อนไหวใหม่ๆก็จะมาพร้อมเส้นเลือดพวกนี้ด้วย อันที่เห็นได้ชัดเจนคือการขึ้นของคอนโดมิเนียมจำนวนมากตามแนวBTS

เรื่องสุดท้ายที่เขาเล่าให้เราฟัง(ก่อนที่สมองน้อยๆของไอ้ปันจะถึงขีดจำกัด) คือ “Sustain” หรือยั่งยืน สิ่งที่ชัดเจนสำหรับเราในวูบแรกคือความยั่งยืนของสภาพแวดล้อม เรื่องของการแก้ไขปัญหามลภาวะ

แต่เขาบอกว่ามันถูกแค่ส่วนเดียว

ยั่งยืนอย่างแท้จริงไม่ได้มีแค่มิติของสภาวะแวดล้อม แต่มีมิติในเชิงสังคม ชุมชน วัฒนธรรม เศรษฐกิจและอื่นๆ แล้วขณะที่เขาพยายามอธิบายสมองของเราก็เริ่มดับ เพราะเราเริ่มพบว่าคอนเซปต์นี้ซับซ้อนเกินกว่าจะเข้าใจในเวลาสั้นๆและด้วยการอธิบายทางโทรศัพท์เพียงอย่างเดียว และดูเหมือนเพื่อนของเราคนนี้ก็รู้ เพราะหลังจากพูดไปซักระยะเขาก็หยุดแล้วบอกเราว่า “ ไว้มีโอกาสเจอกันเราจะอธิบายให้ฟังอีกที มันต้องใช้กระดาษเขียนแผนผังให้ดู” ตอนนี้ให้รู้ไว้ก่อนว่ามันเป็น trend ของการพัฒนาสมัยใหม่ที่จะใช้คอนเซปต์ของ Sustain เข้ามาในการออกแบบบ้านอาคารและพัฒนาเมือง

ส่วนกรุงเทพจัดว่าเป็นเมืองที่ไม่ Sustain ความจริงเราแอบมีความรู้สึกว่า เราไม่ได้แผนจะพัฒนาให้มันSustain ด้วยซ้ำมั้ง

เป็นเวลาราวครึ่งชั่วโมงที่พลิกสมองเรากลับเกือบทั้งหมดและทำให้เราเห็นความตื้นเขินและโง่เขลาของตัวเอง เราอยู่ในเมืองนี้มาเกือบยี่สิบปีแต่ไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้เลยซักนิด สิ่งที่เราได้จากการเดินครั้งแรกเป็นเหมือนเด็กน้อยไปเลยเทียบกับสิ่งที่เพื่อนเราเห็นมา ก็คงไม่แปลกในเมื่อเราไม่เคยถูกสอนให้มองแบบนั้น ส่วนเขาทั้งถูกสอนทั้งถูกสั่ง(งาน)เพื่อให้เจอกับเรื่องพวกนี้โดยตรง ความลุ่มลึกมันเลยต่างระดับกันมหาศาล

คารวะเพื่อนที่รักสามจอกน้ำชา เราจะนำวิชาอันท่านสั่งสอนมา (แม้เรารับได้น้อยนิด) ไปใช้ในการเดินแน่นอน

Trip 2 – หัวลำโพง, สะพานพุทธ, สำเหร่, สะพานตากสิน, สาธร, สวนลุมพินี, สยามฯ

บ้านเดิมของเราอยู่ที่สำเหร่ ในซอยบนถนนตากสินระหว่างวงเวียนใหญ่กับดาวคะนอง โรงเรียนแรกที่เราไปอยู่บนถนนสาธร ก่อนจะย้ายไปโรงเรียนราชินีที่ปากคลองตลาด ร้านหนังสือประจำ(ในสมัยที่ร้านหนังสือหาได้ยาก)คือศูนย์หนังสือจุฬาที่เดิมมีแต่ที่ชั้นล่างของศาลาพระเกี้ยว ตรุษจีนจะต้องไปเยี่ยมอาเหล่าม่าที่สี่พระยา สนามเด็กเล่นคือสวนลุมฯ สถานที่ๆรอคอยในเดือนเมษายนคือหัวลำโพง เพราะถ้าได้ไปหัวลำโพงแปลว่าคุณป้า(พี่สาวของแม่)มาเยี่ยม ไม่ก็เรานี่แหละจะไปเยี่ยมญาติๆที่สงขลา หนึ่งเดือนในบ้านนาเป็นความสวรรค์สำหรับเด็กที่ใช้ชีวิตอีก 11 เดือนที่เหลือกลางป่าคอนกรีต

นั่นคือเรื่องเมื่อประมาณสิบปีที่แล้ว เราย้ายออกมาจากบ้านห้องแถวที่สำเหร่มาตอนขึ้นม.3 โรงเรียนที่สาธรย้ายไปตั้งแต่เราอยู่ป.6 ร้านหนังสือก็เริ่มแพร่หลาย สยามฯคนเยอะจนไม่อยากไปเหยียบถ้าไม่จำเป็น การไปสงขลาเปลี่ยนจากรถไฟเป็นเครื่องบินเพราะเจ้าน้องชายยังเล็ก และบ้านที่สี่พระยาก็ไม่ได้ไปอีกตั้งแต่อาเหล่าม่าเข้าโรงพยาบาลจนท่านเสีย

สรุปคือสิ่งที่เรามีอยู่ เป็นความทรงจำของหลายปีก่อนเท่านั้นจริงๆ

กลับกลายเป็นว่านั่นเป็นข้อดี เพราะยิ่งทิ้งห่างเราจะยิ่งเห็นความแตกต่างได้ชัดเจน และด้วยความเป็นเด็ก ความทรงจำเหล่านั้นขาดรายละเอียดไปมากเปิดพื้นที่ให้สิ่งใหม่ๆจากการเดินได้มีที่อยู่ของมันด้วยเช่นกัน

เป้าหมายแรกของเราคือเดินจากหอไปหัวลำโพง และนี่คือสิ่งที่เจอระหว่างทาง

นี่เป็นบานประตูห้องน้ำในปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งซึ่งกลายเป็นสถานที่ประชาสัมพันธ์และแสดงความคิดเห็นทางการเมืองไป ตลอดการเดินทางนี้มีอะไรแบบนี้ปรากฏอยู่เรื่อยๆรายทาง

ทายได้หรือไม่ว่านี่คืออะไร? คำตอบจากการสังเกตของเราคือโรงงานแยกขยะรีไซเคิลแบบลูกทุ่ง เช่าตึกแถวเก่าๆไว้เก็บและใช้คนคัดแยกทำความสะอาด เห็นแล้วมีว้าวเล็กๆในใจ ถ้าคนเราอยากจะทำมันก็หาวิธีได้ทั้งนั้นแหละเนอะ

รับสารภาพว่าไม่ได้ถ่ายภาพอะไรในหัวลำโพงมาก เพราะส่วนมากมันเป็นข้อสังเกตจิปาถะเล็กน้อยเท่านั้น หัวลำโพงมีสภาพเหมือนเดิมมากทีเดียว เว้นแต่ร้านขนมปังเยอะขึ้นมา และมีศูนย์อาหารด้วย อาคารยังเหมือนเดิมแต่หน้าตาภายในสถานีใกล้เคียงศูนย์การค้าเข้าไปทุกที กระทั่งลานที่ปกติจะเป็นที่นั่งจับจองของผู้คนที่มารอขึ้นรถไฟก็ยังแปลงสภาพไปเป็นสถานที่จัดงาน เรานั่งมองจากด้านบนก็พาลงงว่าทำไมต้องจัดที่นี่ เดิมทีที่ทางก็น้อยมากอยู่แล้วแท้ๆ

นั่งชมบรรยากาศได้ซักพักก็เดินออกมา แล้วก็เลี้ยวเข้าเส้นพระรามสี่ ตรงโซนนั้นจะอยู่ใกล้ๆวงเวียน 22 และเยาวราช เว้นแต่ว่าเป็นเวลาเก้าโมงเช้าคนน้อยมาก ที่เดินไปมาก็เหมือนจะเป็นคนในละแวกนั้นเป็นส่วนใหญ่ คนที่มาเพื่อซื้อของก็มีบ้างแต่น้อย แม้ร้านค้าจะเปิดกันมากแล้ว ก็เลยทำให้ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงสำคัญอย่างหนึ่งในย่านนั้น เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เรานิยามว่า modernization

ถ้าเปรียบเมืองเป็นสิ่งมีชีวิต อาจจะเรียกว่าเป็นการ “ลอกคราบ” ก็ได้

เราเจอประเด็นนี้ครั้งแรกตอนที่ไปเมืองจีน ตอนนั้นได้ไปสองเมืองคือปักกิ่งและตุ้งหวง(Dunhuang เมืองโอเอซิสที่ริมทะเลทรายโกบี อยู่บนเส้นทางสายไหม) เป็นสองที่ที่ได้เห็น modernization ใน scale ที่ต่างกันแม้ตุ้งหวงจะเป็นเมืองที่เล็กมาก แต่การท่องเที่ยวนำการเปลี่ยนแปลงและการ “ลอกคราบ” มาให้ส่วนของเมืองที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจนและรุนแรง เราสามารถเดินอยู่ในตลาดสมัยใหม่ของตุ้งหวงที่ขนาบด้วยศูนย์การค้าในอึดใจหนึ่ง อีกไม่กี่ร้อยเมตรต่อมาก็เดินเจอชุมชนของชาวเมืองที่ประกอบด้วยบ้านดินเรียงราย ห้องน้ำสมัยใหม่ที่มีชักโครกอยู่ห่างจากห้องน้ำในตำนานที่มีแค่รางน้ำแค่ไม่กี่ช่วงตึก ถนนดินแคบๆห่างจากถนนลาดยางประดับไฟแค่ไม่กี่เลี้ยว

ส่วนในปักกิ่ง เป็นการลอกคราบขนาดมหึมา มีบ้างที่เราได้เห็นเงารางๆของวิถีชีวิตดั้งเดิม บ้านแบบเก่ามีเป็นกลุ่มๆเหมือนตั้งใจอนุรักษ์ในนักท่องเที่ยวชมยังไงไม่ทราบ เพราะคนอยู่ในอพารทเมนต์กันหมดแล้ว ส่วนที่เหลือของเมืองเป็นตึกสูง ตึกสูง ตึกสูง ถนน สายเล็ก สายใหญ่ highway แล้วก็ ตึกสูง ตึกสูง ตึกสูง อาหารฟาส์ตฟู้ดที่ขายกันเกร่อเป็นสูตรผสม จีน-ญี่ปุ่น-เกาหลี (ที่รสชาติพอประทังชีวิต แต่ขอกินมันเผารถเข็นจะดีกว่า)

ตอนเรากลับจากปักกิ่ง เรากลับมาด้วยความรู้สึกว่ามีบางอย่างน่ากลัวเกิดขึ้นที่นั่น แม้อธิบายไม่ได้ว่าอะไรแน่ อาจเป็นความรุนแรงของการเปลี่ยนแปลงทั้งในปักกิ่งและตุ้งหวงที่ทำให้นึกสงสัยไม่ได้ว่าใครบ้างที่ถูกทิ้งให้อยู่ข้างหลังในกระบวนการพัฒนาอันรวดเร็วนี้

เทียบไปแล้วmodernization ของประเทศไทยดูหน่อมแน้มไปเลย แต่ไม่ได้หมายความว่าเราล้าหลังหรือเชื่องช้าหรือดีกว่าเขา เราว่ามันควรจะไปพร้อมกับคน แต่คนของเราพร้อมหรือยังนี่ก็ไม่อยู่ในวิสัยจะตอบได้จริงๆ

แต่ถึงยังไงมันก็เกิดขึ้นตลอดเวลาช้าบ้างเร็วบ้าง และตลอดทางที่เราเดินจากหัวลำโพงถึงสะพานพุทธเราก็เห็นการเปลี่ยนแปลงนั้น ที่ชัดเจนที่สุดคือที่วิธี display ร้านค้าในย่านเยาวราชหรือสำเพ็ง ที่มีสลับทั้งร้านที่เอาtrendการจัดร้านแบบสมัยใหม่ (เสนอสินค้าอย่างอู้ฟู่แพรวพราวใส่เอฟเฟ็กส์เต็มพิกัด) และร้านแบบเก่า (ของก็วางไว้ให้เห็น แต่ไม่มีเอฟเฟ็กส์ประกอบแต่อย่างใด) ไม่แน่ใจนักว่าสิ่งนี้สามารถสะท้อนเข้าไปถึงวิธีทำการค้าที่อาจจะเปลี่ยนไปด้วยหรือเปล่า

ชายฝั่งแล้งๆของแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณสะพานพระปกเกล้า

ส่วนแรกหลังพ้นทางเข้าสวนสมเด็จย่าบริเวณชุมชนวัดอนงคาราม ที่มีทั้งสวนและพิพิธภัณฑ์และความเป็น public space เต็มเปี่ยม

เลยมาหน่อยเป็นสะพานพระปกเกล้าและสะพานพุทธซึ่งแล้งอย่างชัดเจน จริงๆบริเวณนั้นก็มีสวน แต่เป็นสวนสาธารณะเล็กๆ ต้นไม้เตี้ยๆและล้อมรั้ว เข้าใจว่าเพื่อกันไม่ให้คนไร้บ้านเข้าไปอาศัยเป็นที่หลับนอนเพราะบริเวณนั้นเคยเป็นที่อยู่อย่างเป็นกิจลักษณะของพวกเขาเลยทีเดียว (ทั้งสองฟากแม่น้ำ ตอนเด็กๆจะเห็นทุกเช้าที่มาโรงเรียน) ในแง่นั้นไม่ทราบเช่นกันว่าทำสำเร็จหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆคือลดความเป็นpublic ของ space ตรงนั้นลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่แน่ใจว่าคนในชุมชนได้ใช้พื้นที่ตรงนั้นมากแค่ไหน แต่ถ้าเป็นคนที่ผ่านมาอย่างเราไม่มีความรู้สึกว่าอยากเข้าไปแม้แต่น้อย

ซึ่งต่างกันมากกับสวนสาธารณะที่ซ่อนอยู่อีกฟากของแม่น้ำเจ้าพระยาคือสวนสมเด็จย่า ต้องเรียกว่าซ่อนเพราะรอบบริเวณนั้นเป็นกลุ่มตึกทั้งหมด สวนนี้สร้างขึ้นช่วงงานถวายพระเพลิงพระบรมศพของสมเด็จย่าท่านเมื่อสิบกว่าปีมาแล้ว เรารู้จักที่นี่เพราะพ่อเคยขับรถเข้ามาในบริเวณนั้นเพื่อหลบรถติดบนถนนข้างนอก แต่ตลอดช่วงที่อยู่สำเหร่ก็ไม่ได้เข้ามา

ไหนๆก็เดินมาแล้ว ไม่มีทางที่เราจะไม่เข้าไปแน่นอน

ถ้าคิดว่าที่นี่สร้างมาสิบปีก็ต้องนับว่ากลางเก่ากลางใหม่สำหรับชุมชนบริเวณนั้น ดังนั้นก็ต้องบอกว่ามันโดดออกมาจากชุมชนมากพอสมควร แต่ในขณะเดียวกันมันก็มีฟังก์ชั่นสำหรับชุมชนตรงนั้นแล้ว

ขอสารภาพว่าตกหลุมรักที่นี่เต็มๆ อย่างแรกเพราะที่นั่นเป็นพิพิธภัณฑ์และสวน แต่ทั้งสองส่วนเป็นส่วนเดียวกัน (งงมั้ย เอาใหม่) กลุ่มอาคารซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์หรือห้องสมุดชุมชน หรือศาลา หรือลาน ถูกวางไว้กลมกลืนกับสวนมากจนไม่สามารถชี้ได้ว่านี่เป็นส่วนของสวนสาธารณะนะ นี่เป็นพิพิธภัณฑ์นะ คนออกแบบต้องเรียกว่าสุดยอด อย่างที่สอง สวนที่นี่เป็นสวนกึ่งป่า คือมีทั้งส่วนที่เป็นหญ้าเตียนๆที่ดูตั้งใจแบบสวนสาธารณะทั่วไป และส่วนที่เป็นต้นไม้ใหญ่แบบโตมาเอง ใต้ต้นไม้พวกนั้นจะมีต้นไม้เล็กๆที่อยู่ผิวดินที่เขาก็อารมณ์ปล่อยๆไว้ คือควบคุมให้อยู่ในขอบเขต แต่ก็ตามมีตามเกิดว่ามันจะอยู่ยังไง อย่างที่สาม ที่นี่เป็น public space ที่คนในชุมชนได้ใช้ วันที่ไปเป็นวันหยุดวันรัฐธรรมนูญพอดี เลยมีครอบครัวพาลูกพาหลานมาวิ่งเล่นเป็นแก็ง และด้วยบรรยากาศที่ดีมากเลยมีคนหิ้วกล้องมาถ่ายรูปสวนเสียจนพรุน นอกจากนั้นยังมีชาวต่างชาติจากที่ไหนไม่ทราบเข้ามาใช้พื้นที่นั่งพูดคุยกันอย่างออกรสออกชาติด้วย

ไม่อยากจะออกมาเลยจริงๆเพราะรู้ว่าต้องมาเจอกับอะไรแบบนี้


แต่ก่อนวงเวียนใหญ่เคยมีต้นไม้อยู่บ้าง

ไม่ทราบว่าใครเหมือนกันไปจัดการ reverse ภาพลักษณ์กลับไปสมัยอากงยังหนุ่มๆ โค่นไม้ใหญ่ที่เคยมีเสียเหี้ยนเตี้ยน

ทราบครับว่ากลางวงเวียนแบบนั้นทำสวนสาธารณะก็ไม่ได้ จะเป็นลานใช้งานจริงจังก็ไม่ได้ จะตั้งร้านตั้งรวงก็ไม่ได้ พูดง่ายๆคือเป็นพื้นที่ๆหมดประโยชน์ในแง่การใช้สอยในชุมชน

แต่ขอต้นไม้ไว้ดูหน่อยไม่ได้เหรอ

สถานีรถไฟฟ้าวงเวียนใหญ่ที่ใกล้จะเสร็จแล้ว นี่คือที่มาของระลอกความเปลี่ยนแปลงของแถบนี้หรือเปล่า

ถ่ายมาเอาขำ กับเอาบรรยากาศสวนข้างหลังซึ่งอยู่ใต้สะพานสมเด็จพระเจ้าตากสิน

ภาพข้างบนทางซ้ายเป็นภาพตอนขาเดินไปสำเหร่ นี่คือสถานีรถไฟฟ้าที่ข้ามมาจากสาธรสถานีแรกซึ่งมีข่าวว่าจะเปิดใช้งานราวเดือนพฤษภาคม(โปรดเช็คข่าวอีกครั้งหนึ่ง)

ขอย้อนบรรยากาศสมัยเมื่อสิบปีที่แล้วซักนิด เพราะถึงบริเวณนี้จะใกล้ย่านธุรกิจสำคัญอย่างสาธรและสีลม แต่ที่นี่ไม่ได้เฟื่องและตื่นตัวมากนัก ติดจะเงียบเหงาด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะถนนลาดหญ้า หรือบนถนนตากสินเองก็ดี บริเวณบ้านเดิมของเราเองก็เป็นแค่ซอยเล็กๆขนาดสองเลนซึ่งเป็นที่อยู่ของคนที่หาเช้ากินค่ำทำธุรกิจเล็กๆน้อยๆในบ้านตึกแถวที่ตัวเองอยู่ หลังจากฟองสบู่แตกมันก็เฉาลง

ตอนนี้ได้กลับไป ต้องบอกว่าแปลกใจ เพราะภาพย่านชุมชนที่เงียบๆเรื่อยๆมันกลับตาลปัตรหมดแล้ว ตอนนี้ที่นั่นมีกิจกรรมที่เกิดขึ้นอย่างครึกครื้น ไม่ว่าจะตลาดนัดตั้งใหม่ ร้านค้าใหม่ๆ ร้านอาหารใหม่ๆที่เพิ่มขึ้นซักสองเท่าตัวเห็นจะได้ โรงพยาบาลที่อยู่ที่นั่นสร้างตึกใหม่ใหญ่กว่าเดิมและทาสีตึกเก่า(แค่ด้านหน้า) บ้านคนมีอันจะกินเยอะขึ้น ที่ดินรกร้างเดิมถูกเปลี่ยนการใช้งานเป็นอพาร์ทเมนต์ก็มี ตึกสูงริมแม่น้ำมีเจ้าของใหม่ได้รับการปรับปรุงจนไฉไล ที่ตกใจที่สุดคือถนนลาดหญ้าอันสงบสุขกลายเป็นแหล่งของเด็กวัยรุ่นไปแล้ว

ไม่ค่อยแน่ใจว่ากระแส modernization ขนาดรุนแรงนี้มาจากไหน แต่คาดว่ารถไฟฟ้ามีส่วน เหมือนที่เพื่อนเราบอกว่ามันคือตัวชักนำการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันของกรุงเทพ อาจจะรวมถึงเศรษฐกิจที่หมุนได้คล่องพอควรในช่วงก่อนหน้าที่ทุกอย่างจะซบเซาลง และทำเลที่ย่านนั้นที่มีสีลมเป็นเพื่อนบ้านอยู่แล้ว

ดีใจที่ได้เห็นที่นี่กลับมามีชีวิตชีวาแม้ว่าเราจะไม่ได้โตมาโดยมีส่วนร่วมกับชุมชนที่นี่มากนัก เป็นความรู้สึกที่ดีที่ได้เห็นคนเก่าๆที่เขาคงลืมหน้าเราไปแล้วยังมีชีวิตอยู่อย่างที่เคยเป็น ไม่รู้ว่ามีอะไรดีขึ้นบ้างหรือเปล่า แต่การที่ได้เห็นว่ามันไม่ได้เลวลงก็เป็นเรื่องที่ดี

แล้วเราก็จากที่นั่นมาโดยเดินทะลุไปถนนเจริญนครตรงกลับมาที่สะพานสมเด็จพระเจ้าตากสิน(หรือที่เราชอบเรียกว่าสะพานสาธร)แล้วเดินข้ามกลับมาฝั่งพระนคร

บรรยากาศแม่น้ำเจ้าพระยาที่สะพานสมเด็จพระเจ้าตากสิน ต่างกันมากกับที่สะพานพุทธในแง่ของความพลุ่กพล่าน

หนึ่งในอาชีพที่พบบ่อยๆหลังจากข้ามสะพานมา

ข้ามมาฝั่งสาธรแล้วก็ได้พบความพลุกพล่านของจริง อะไรคนจะเยอะได้ปานนี้ ทั้งกิจกรรมที่ริมแม่น้ำ กิจกรรมกลางแม่น้ำ และบนบกเลยเข้ามาจากแม่น้ำ ความรู้สึกต่างจากบริเวณสะพานพุทธอย่างสิ้นเชิง ต้นไม้ก็อาจจะน้อยพอๆกันแต่ระดับของชีวิตมันต่างกันมาก

รวมทั้งภาพลักษณ์ของสีลมและสาธรในหัวเราก็ต่างกันมาก ความรู้สึกที่มีต่อย่านนั้นคือ ย่านธุรกิจ ตึกสูง พื้นที่ซึ่งผ่านการ modernized มากแล้ว ปรากฏว่าพอได้เดินเข้าจริงๆ บางย่านบนสีลมกลับซอมซ่อกว่าที่คิด โดยเฉพาะตามซอยที่เป็นแหล่งร้านนวดคลับผับบาร์(ซึ่งเยอะมาก) แต่การเปลี่ยนแปลงก็มี ตอนนี้สุสานชาวจีนบนถนนสีลมก็กำลังถูกรื้อถอน คาดว่าคงจะใช้เพื่อสร้างตึกใหม่อีกตึกบนถนนเส้นนั้น

ตึกหุ่นยนต์ ที่สำหรับเราหมายถึง “ความฝัน” ด้วย

บรรยากาศของสวนลุมพินี สวนสาธารณะ/public space ที่ใหญ่ที่สุดที่เคยเดินผ่านมา แต่ก็อยู่ในที่ๆมันเป็นที่ต้องการที่สุดด้วยกระมัง

ทางเดินเหนือชุมชนเชื่อมจากข้างสวนลุมพินีไปจนถึงทางด่วนขั้นที่หนึ่ง ถ้าไม่ติดว่าเย็นแล้วคงเดินต่อว่ามันไปสุดจริงๆที่ไหน

ยืนยันอีกอย่างหนึ่งว่า public space มีน้อยมาก ตลอดทางที่เดิน แต่ไม่ใช่ว่าไม่มี เห็นความพยายามที่จะสร้างพื้นที่สำหรับชุมชนแต่มันก็ใช้ได้บ้างไม่ได้บ้าง และส่วนมากมีขนาดเล็ก ระดับที่เรียกว่าใหญ่มากแล้วอย่างสวนลุมฯวิ่งแค่รวดเดียวก็โผล่ไปที่อีกฟากได้สบายๆแม้ปกติจะไม่เคยวิ่งเลยก็ตาม

และเมื่อขาด คนก็ต้องหาสิ่งที่มาทดแทน ซึ่งเพื่อนของเราบอกว่า public space ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันคือห้างสรรพสินค้า

ลานเซ็นทรัลเวิร์ล ลานที่จัดเป็น public space ของคนรุ่นใหม่ ดังนั้นอย่าถามว่าทำไมพันธมิตรเขาต้องเดินขบวนผ่านสยามฯด้วย เพราะบริเวณนี้คือที่ซึ่งคนอยู่จริงๆ คุณจะเสียเวลาแหกปากทำไมถ้าข้อความของคุณจะไปไม่ถึงกลุ่มเป้าหมายจริงมั้ย

แต่หลังจากเราไปนั่งอยู่บริเวณลานนั้นครู่หนึ่ง เราก็รู้สึกว่ามันไม่เชิงจะเป็น public space เสียเท่าไหร่ ในแง่ที่ว่าคนที่มาที่นี่ไม่ได้ connect กัน มันไม่เหมือนเวลาเราไปนั่งในสวนรมณีฯหรือสวนลุมฯที่แม้ต่างคนจะต่างมาก็เหมือนไม่ได้ขาดจากกันมากขนาดนี้ และคนที่ผ่านเราไปก็ดูผ่อนคลายกว่าที่เซ็นทรัลเวิร์ล คุณพ่อคุณแม่สามารถปล่อยลูกไปวิ่งเล่นกับเด็กคนอื่นได้ แต่คุณคงไม่ทำอย่างนั้นในห้างสรรพสินค้า คุณมากับคนรู้จักและอยู่กับคนรู้จัก ซื้อบริการและสินค้า ร่วมกิจกรรมบางอย่างและจากไป ท้ายที่สุดพวกเขาก็อยู่กับตัวเองและพวกของตัวเองเท่านั้น

เราพอเข้าใจแล้วว่าทำไมการมี public space ในชุมชนจึงสำคัญต่อความเป็นกลุ่มเป็นก้อนและมีส่วนในการสร้างพลังให้กับชุมชนได้ การพบเจอและรู้สึกถึงความเกี่ยวพันคือสิ่งที่ทำให้เราใส่ใจเรื่องของกันและกันมากพอที่จะทำให้เรื่องของชุมชนเป็นเรื่องของเราเองได้

เรายังไม่รู้ว่ามันจะถูกสร้างได้อย่างไร แค่รู้สึกถึงความจำเป็น คนที่เป็น antisocial อย่างเรายิ่งคิดไม่ออกเข้าไปใหญ่


งานต่อจากนี้

จะพยายามอ่าน “Collapse” ให้จบ แต่พบว่ามันขยับได้ช้ามากกว่าที่คิด เพราะตอนนี้เรารู้สึกถึงความเชื่อมโยงระหว่าง “Sustain” และ “Collapse” ชัดเจนขึ้นแล้ว หวังว่าการอ่านหนังสือเล่มนี้จะให้ข้อมูลและไอเดียเพื่อขัดเกลาความเข้าใจของตัวเราเองให้ดีขึ้น

ส่วนมันเกี่ยวข้องกับ Earth Charter ข้อ 6 อย่างไร การเดินครั้งนี้ชี้ช่องบอกเราว่าอะไรที่สามารถเป็นกำลังป้องกันอันตรายของเมืองต่อสิ่งแวดล้อมอื่นๆได้

ก็คือชุมชนนั่นแหละ

อีกเช่นเคย รบกวนข้อเสนอแนะด้วยขอรับ

– – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – –

ตอนที่โพสต์ลงบล็อคของวิชาเรียนไปได้รับคำแนะนำมากมายทั้งโพสต์แรกโพสต์สอง เสียดายว่าไม่มีโอกาสไปเดินอีกซักครั้งก่อนปิดโปรเจ็ค เนื่องจากเวลาไม่อำนวยเราเลยจบลงที่การอ่าน Collapse ของ Jared Diamond เพื่อให้ได้เห็นการตายของเมืองซึ่งเราไม่ได้เห็น (จริงๆการเกิดก็ไม่ได้เห็น) เสียดายว่าไม่มีบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรเรื่องในส่วนสุดท้ายที่เราพรีเซนต์ไป หรือถ้ามีก็อยู่ในJournalของวิชาซึ่งไม่ได้อยู่กับตัว เราจะลองเรียบเรียงเท่าที่ยังจำได้ในใส่โพสต์ถัดไปเมื่อโอกาสอำนวย

Project City Walk: Bangkok trip 1 – November 2008

โพสต์ที่แล้วเป็นโพสต์ที่เคยเขียนลงบล็อคของวิชาเรียนเมื่อหลายปีก่อนที่เรายังประทับใจในการสอนและสิ่งที่เราได้เรียนรู้จนวันนี้อาจจะไม่ใช่ทั้งหมดที่เราน่าจะได้ แต่เรารู้สึกว่ามันก็ประสบการณ์ที่เปิดหูเปิดตาและเปิดใจเรามากขึ้น

เราเปรยๆไปเมื่อโพสต์ที่แล้วว่าวิธีการเรียนวิชานี้ต่างจากวิชาอื่นๆทั่วไปที่เราเข้าไปเอาความรู้แล้วก็จบ ความรู้นะ ไม่จำเป็นต้องเป็นความเข้าใจ สำหรับวิชานี้มันไม่ใช่แค่ความรู้หรือความเข้าใจในวิชาแต่เป็นความเข้าใจในตัวเองด้วย

เราคิดว่าการเรียนการสอนของไทยขาดสิ่งนี้ไปมาก จริงๆต้องบอกว่าเราคิดว่าการศึกษาไทยขาดเยอะ…มาก นอกจากไม่มองนักเรียนเป็นปัจเจกบุคคลซึ่งมีความสามารถที่ต่างกันแล้วบางครั้งก็เหมือนจะไม่มองเขาเป็นคนด้วยซ้ำ ไม่นับว่ายังชอบสอนเรื่องที่ไม่ค่อยติดกับดิน เป็นคอนเสปต์ สอนเรื่องไกลตัว เรื่องของตัวเรื่องของชุมชน เรื่องการลงไปเจอไปประสบไปลงมือทำหาประสบการณ์ด้วยตัวเองมันไม่ค่อยมี ซึ่งทำให้คนและสังคมพัฒนากันแบบพิกลพิการอย่างที่เห็น

โอเค โพสต์นี้ไม่ได้อยากพูดเรื่องว่าเราคิดว่าการศึกษาของไทยผิดอย่างไร เรื่องนั้นไว้คุยกันวันหลังแล้วกัน ที่อยากบอกคืออาจารย์สรยุทธพยายามสอนวิชานี้ให้ต่างด้วยการใส่การพัฒนาบุคคลที่เรียนด้วย สำหรับเรานั่นนับเป็นก้าวแรกที่สำคัญก่อนที่ก้าวอื่นใดจะตามมา

ดังนั้นนอกจากหนังสือที่เราต้องอ่านแล้ว การบ้านที่เราต้องทำสำหรับวิชานั้นคือ

  • Journal เป็นการเขียนไดอารี่ความคิดอ่านต่างๆ
  • การสนทนาแบบ Dialogue ในวิชาเรียน (เราไม่ขอลงรายละเอียดวิธีการสนทนาแบบDialogueไว้ ณ ที่นี้แต่แนะนำให้อ่าน Learn  How to Learn ของอ.วรภัทร ภู่เจริญสำหรับผู้ที่สนใจ เราพบวิธีการสนทนานี้อีกครั้งตอนเราไปลงเรียนพื้นฐานการสอนของมหาวิทยาลัยที่Calgary ทำให้รู้ว่าเป็นวิธีที่ใช้กันค่อนข้างกว้างขวางทีเดียว…ยกเว้นที่ไทย)
  • นำเสนอโปรเจ็คจากหัวข้อของ Earth Charter อันเกี่ยวข้องกับความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งโปรเจ็คนี้ไม่มีแนวทางให้นอกจากว่าให้เป็นสิ่งซึ่งไปเจอ ไปลงมือทำด้วยตัวเอง ไม่ใช่แค่อ่านหนังสือเอา
  • พวกเรามีบล็อคไว้สำหรับสื่อสารกับคนอื่นๆในคลาสเรียนเดียวกัน ซึ่งพวกเราจะไปโพสต์ความคิดเห็นและประสบการณ์หรือเรื่องราวต่างๆที่อยากบอกเล่ากันไว้

กลับไปดูบล็อคนั้นพบว่าเราเคยเขียนลงไปจริงๆแค่ 3 โพสต์เท่านั้น คือโพสต์แนะนำตัว และรายงานความคืบหน้าโปรเจ็คที่เราต้องนำเสนอตอนปลายภาค บังเอิญว่าของเรา เรารู้สึกว่านำเสนอสิบนาทีคงไม่อาจจับสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดในโปรเจ็คนั้นได้ เลยเขียนลงบล็อคไว้เกือบจะทันทีหลังจากเสร็จสิ้นงานในหนึ่งวัน เรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดถูกบันทึกอยู่ใน Journal ซึ่งเราพกไปด้วยระหว่างทำโปรเจ็ค

วิธีทำโปรเจ็คของเราในตอนนั้นคือออกไปเดินในกรุงเทพฯด้วยความอยากรู้ว่าเมืองกรุงเทพฯจริงๆเป็นอย่างไร เราโตมาที่นี่แหละ แต่เราแค่ผ่านไปผ่านมาไม่ได้รู้จักเมืองกรุงเทพฯจริงๆเท่าไหร่หรอก การเดินเป็นทางเดียวที่เรารู้สึกว่าจะได้ทำให้เรารู้จักเมืองที่เราอยู่ดีขึ้น นั่นคือที่มาของสิ่งที่เราเรียกว่า Project City Walk

ต่อไปนี้จะเป็นโพสต์ที่เราเขียนรายงานการเดินภายในหนึ่งสัปดาห์หลังการเดินครั้งแรกโดยไม่ตัดต่อเพิ่มเติม แน่นอนว่าความเห็นของเราตอนนั้นอาจจะต่างจากตอนนี้ แต่เราชอบความสดใหม่ของมันดี

– – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – –

project report 0.1 – EC6 และการออกไปเดินเมืองครั้งแรก (ขออภัยที่มันยาวววว)

จริงๆเรื่องนี้เป็นเรื่องที่คุยกันในห้องเมื่อวันที่ 2 ธค.ที่ผ่านมา แต่คาบนั้นไม่ได้เข้า เนื่องจากไม่สามารถ“พร้อม”ได้ในวันนั้นจริงๆ เลยตัดสินใจว่าอย่าไปถ่วงคนอื่นจะดีกว่า (ลองคิดสภาพว่าเช็คอินแล้วพูดว่าไม่สามารถพร้อมได้ ชวนงงนิดๆว่ามาทำไม) แล้วจะรายงานความคืบหน้าผ่าน blog แทน

ซึ่งความจริงก็ดี พูดตามตรงว่าประสบการณ์ที่ได้จากการเดินอธิบายเป็นคำพูดลำบาก เลยเขียนได้ช้าหน่อยต้องขออภัย รับสารภาพว่าจับไม่ได้แน่ว่าสิ่งที่พบมีผลต่อเราอย่างไร แต่ที่แน่ๆคือมีบางอย่างที่กระทบใจเราชัดเจนกว่าอย่างอื่น ซึ่งพวกนั้นโดยส่วนมากเราถ่ายภาพเอาไว้ เขียนลงblogเราก็ได้แชร์ภาพพวกนั้นให้ดูได้ด้วย

ขอเล่าถึงproject คร่าวๆก่อนแล้วกัน

ที่มา

ความจริงคือ อยากเดิน ต่อให้ทำหัวข้ออะไรเราก็คงใช้การเดินเป็นตัวยืนอยู่ดี

ที่เลือกจะเดินมีเหตุจากเหตุการณ์ราวหนึ่งปีก่อนหน้านี้ ในตอนนั้นเราใช้การเดินเป็นการเดินทางไปมาละแวกหอและมหาวิทยาลัย เพราะด้วยเหตุอันใดไม่ทราบแม้ระยะทางจะใกล้แสนใกล้แต่ไม่มีรถประจำทางหรือกระทั่งรถสามล้อที่ยอมไปส่ง การเดินในตอนนั้นมีสองเป้าหมาย คือไปทำธุระใกล้ๆ(เป้าหมายภายนอก) และเดินเพื่อให้ได้ออกกำลังกายและสงบจิตใจของตัวเอง(เป้าหมายภายใน)

มีอยู่วันหนึ่งเพื่อนคนหนึ่งชวนไปพันธุ์ทิพย์ด้วย เธอกลัวจะไปคนเดียว เราเลยรับคำว่าจะไปเป็นเพื่อนเพราะยังไงก็ไปเป็นประจำ(ช่วงนั้นนะ) แต่เนื่องจากออกจากหอค่อนข้างเย็นคือราวสี่โมงรถบนถนนเพชรบุรีจะติดมากเราเลยถามเธอว่าเดินไปมั้ย เธอตอบว่าก็ได้ ก็เดินไป ซื้อของ แล้วก็เดินกลับมากินข้าวแถวหอ

ตอนนั่งกินข้าวเธอพูดขึ้นมาว่า เดินนี่ก็ดีนะ ทั้งๆที่อยู่แถวนี้ แต่เหมือนไม่เคยเห็นบริเวณรอบข้างมาก่อน เหมือนได้รู้จักที่ๆตัวเองอยู่ก็วันนี้เอง

นั่นคือจุดที่ทำให้ฉุกคิด ว่าถ้าแค่บริเวณโดยรอบที่เราอยู่อาศัยและใช้ชีวิต เรายังรู้สึกว่าเราไม่รู้จักมันแบบนี้ แล้วเรารู้จักเมืองที่ตัวเองอยู่มายี่สิบปีดีแค่ไหนกันเชียว

แล้วความอยากจะเดินก็เริ่มที่ตรงนั้น แต่ก็ไม่มีวาระซักที(คือไม่ขยับตัวจะทำซักทีนั่นเอง) ตอนที่คิดเรื่องproject ก็นึกถึงความอยากส่วนตัวนี้ขึ้นมา แล้วก็เลยตัดสินใจว่าโอกาสอันดีมาถึงแล้ว ลงมือเลยแล้วกัน

Earth Charter 6 : Prevent harm as the best method of environmental protection and, when knowledge is limited, apply a precautionary approach.

ในตอนแรกเลยตั้งใจว่าจะไม่เลือกหัวข้อจนกว่าจะได้เดินครั้งแรก แต่ก็ดูจะสะดวกกับทุกฝ่ายมากกว่าถ้าเลือกไปเสียให้เสร็จ เลยตัดสินใจว่าเอาข้อหกน่าจะตรงที่สุดกับความพยายามจะมองเห็นเมืองที่เราอยู่ ขอใช้คำว่ามองเห็นเพราะเวลาส่วนใหญ่ของชีวิตเราของสารภาพว่าไม่ได้มองดูมันจริงๆเท่าไหร่เลย และเราเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ซึ่งก็มีภารกิจของตัวเองก็คงไม่ได้สนใจเท่าไหร่ (ภายใต้สมมติฐานว่าเราเป็นมนุษย์กรุงเทพมาตรฐาน)

มันก็น่าสงสัยว่าจริงๆเราเข้าใจชีวิตและผลกระทบของเมืองดีแค่ไหน ขอใช้คำว่าชีวิตเพราะมันเกิดและโตและตายได้ (สืบพันธุ์ได้มั้ย อันนี้ก็ไม่เคยคิดดูเหมือนกัน) และเช่นเดียวกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมามันต้องทิ้งร่องรอยบางอย่างเอาไว้ด้วยกับที่ๆมันอยู่ มันต้องกินต้องขับถ่ายและฝังตัวเองเอาไว้ที่ไหนซักแห่ง

และเราคือคนที่เลือกให้มันเกิดขึ้น เป็นปัจจัยที่ทำให้มันเติบโต กัดกิน ขับถ่าย และตาย

เราป้องกันผลกระทบของมันไม่ได้ถ้าเราไม่รู้ว่าเราทำอะไรลงไปที่ทำให้มันกัดกินและทำลายธรรมชาติรอบๆข้างแบบนั้น และเราอยากจะเชื่อว่าเมื่อความเข้าใจของเราถึงระดับหนึ่ง และจิตสำนึกของคนเราพัฒนากันขึ้นไปอีกหน่อย เราน่าจะสามารถเปลี่ยนมันจากสิ่งที่เห็นได้ชัดว่ากำลังกัดกินทรัพยากรธรรมชาติอย่างปรีเปรม เติบโตอย่างไม่มีข้อจำกัด เป็นสิ่งมีชีวิตที่ถ่อมตัวมากขึ้น สวาปามน้อยลง และขับถ่ายอย่างมีสุขลักษณะ

อืมม…. projectนี้แอบโตออกมาขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย

การเดินTrip 1 : นางเลิ้ง, บางลำภู,เยาวราช,ภูเขาทอง

ตอนเดินไม่ได้กำหนดเป้าหมายชัดเจนเป๊ะๆ แค่คิดว่าอยากไปในบริเวณนี้ซึ่งเป็นพื้นที่อยู่อาศัยมานาน แต่ไม่ได้กำหนดเส้นทาง อยากเดินไปไหนก็ไป เวลาส่วนมากจึงมีความสุขกับการหลงทาง

ยืนยันว่าการหลงทางเป็นเรื่องสนุก เพราะไม่ต้องคิดมาก เดินไปก่อน ผิดทางค่อยหาทางกลับก็ยังไม่สาย

คลองผดุงกรุงเกษม คลองกว้าง น้ำดำ อยากรู้มากว่าข้างล่างมีอะไรอยู่

บ้านบริเวณตลาดนางเลิ้ง บรรยากาศที่ทำให้เกิดความรู้สึกที่ดีโดยไม่รู้ว่าทำไม

วันนั้นเป็นวันหลังลอยกระทง เลยพยายามเดินเลียบคลองเป็นส่วนมากเพื่อดูร่องรอยที่เหลืออยู่ ต้องบอกว่าเจ้าหน้าที่ของกรุงเทพทำงานดีมาก เพราะแทบไม่มีร่องรอยใดๆเหลือ บางทีก็นึกสงสัยเหมือนกันว่าเดี๋ยวนี้ไม่ลอยในคลองเล็กๆกันแล้วเหรอ หรือปีนี้เงียบเหงากว่าปกติ

ซอกหลืบหนึ่งใจกลางเมือง ห่างจากตลาดนางเลิ้งไม่เท่าไหร่ ลมเย็นมาก

ถ่ายมาเพราะมีข้อสังเกตบางอย่างเกี่ยวกับ“ทางน้ำ”ในกรุงเทพ

ขอบตลิ่งแบบผสม(วัสดุ) ที่เห็นได้บ้างตามคลองใหญ่ๆ

ซอกตลิ่งริมแม่น้ำเจ้าพระยา เคยสงสัยมั้ยว่าลอยกระทงแล้วเป็นแบบนี้แล้วจะลอยกันอีกทำไม

จริงๆคอลเลคชั่นภาพเกี่ยวกับทางน้ำต้องมีอีกภาพแต่ตอนนั้นหน่วยความจำเต็มแล้ว คือคลองมหานาคตอนกลางคืนที่เราเดินผ่านหลังจากออกมาจากวัดภูเขาทอง ที่นั่นทำตลิ่งไว้เสียสวยและมีไฟประดับมากมาย ทำให้นึกถึงถนนราชดำเนินขึ้นมา แต่ในอีกมุมก็เห็นการควบคุมเบ็ดเสร็จที่มนุษย์ชอบทำกับสิ่งรอบๆตัว เราทำตลิ่งเพื่อให้เส้นทางน้ำคงเดิม ลอกมันเมื่อมันตื้นเขิน ประดับไฟเมื่อต้องการให้มันสวยงามในตอนกลางคืน เราเปลี่ยนสิ่งที่เคยมีให้กลายเป็นของๆเรา ทำตามอย่างที่เราต้องการ

นึกถึงข้อความหนึ่งจากหนังสือ คงเป็น“Lucifer Principles”(อ่านนานแล้ว แอบลืม) เขาเขียนประมาณว่าสิ่งที่มนุษย์หลงใหลที่สุดคือความรู้สึกว่าเราสามารถควบคุมสิ่งที่อยู่รายล้อมชีวิตเราได้ ที่ศาสนา การแพทย์และวิทยาศาสตร์ ถือกำเนิดขึ้นมาก็อยู่บนความต้องการจะควบคุมนั่นเอง

แต่เขาก็บอกว่าทั้งหมดนั้นเป็นมายา เราควบคุมอะไรไม่ได้แต่ก็หลอกตัวเองอยู่อย่างนั้น มาย้อนคิดดูรอบๆตัวเราก็เหมือนจะส่งสัญญาณว่าประมาณนั้นออกมากันอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว เป็นความรู้สึกที่แฝงอยู่ลึกๆในคำพูดและการกระทำของคน (อิชมาเอลเองก็เหมือนจะมีประเด็นใกล้ๆกันนี้ ไม่ได้พูดเหมือนกันเป๊ะ แต่ก็ประมาณเดียวกัน)

เราก็มีความรู้สึกทำนองนั้นบ่อยๆ

โดนที่สุด

ภาพข้างล่างนี่ภาพสถานที่ที่กระทบความรู้สึกของเราแรงที่สุดในการเดินวันนั้นอย่างหาเหตุผลมิค่อยได้ คือมันเหมือนจะรู้ว่าความรู้สึกนี้โยงมาจากอะไร แต่สาวหาต้นตอกันจริงๆลำบาก

บนถนนเล็กๆเส้นหนึ่งที่ออกมาจากถนนใหญ่อย่างราชดำเนินจะมีคลองที่คนจำนวนมากอาศัยพักผ่อน และในกรณีนี้ คือใช้สร้างบ้านอยู่ด้วย

ตอนแรกเกือบจะไม่เห็นแล้ว แต่เพราะถนนมันแคบเราเลยต้องแอบข้างทางเพื่อหลบรถ และจังหวะนั้นเองที่เราหันไปเห็นบ้านหลังน้อยหลังนี้ บ้านที่มีฟังก์ชั่นของความเป็นบ้านทุกอย่าง (บริเวณที่นอน บริเวณเก็บของ มีประตูหลังบ้านด้วย)

ที่รู้สึกในวูบแรกเลยคือ ทึ่ง!! นึกถึงตอนเด็กๆที่เล่นสร้างบ้านโดยใช้เชือกกับผ้าห่มและเสื่อ แต่อันนี้ของจริงบ้านจริงใช้จริง และทั้งหมดที่ใช้คือของเหลือใช้ ที่คนอื่นเรียกว่า“ขยะ” ขยะที่สร้างบ้านได้ทั้งหลังเลยนะเฟ้ย!!

จำได้ว่าเคยคุยกับเพื่อนคนหนึ่งที่เรียนสถาปัตย์ เขาอยากจะเรียนต่อทางผังเมืองและการจัดการทรัพยากรเมืองมาก ถามเขาว่าทำไม เขาก็เล่าว่ามันเกิดจากการออกไปเที่ยวแล้วเห็นภูเขาที่แหว่งจากการระเบิดหิน ตอนนั้นคือจังหวะฉุกคิดของเขา ว่าการทำลายนี้เกิดขึ้นจากคนที่ต้องการจะสร้างตึก และสถาปนิกที่พยายามสนองความทะเยอทะยานตัวเอง(ใครเคยเห็นเมืองปักกิ่งจะซึ้งถึงทรวง) และเขารู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ผิดมหันต์ เราควรจัดการจากทรัพยากรที่ใช้อยู่แล้วก่อนมากกว่า

เห็นบ้านหลังนี้แล้วนึกถึงเพื่อนคนนั้นขึ้นมาทันที

อันนี้อยู่ในซอยๆหนึ่งย่านเยาวราช เป็นร้านขายไก่….เป็นๆ

ทั้งร้านมีกรงอย่างที่เห็นอยู่นี้เรียงราย ไก่ทั้งหลายร้องกะป้อกๆๆๆๆ เดินไปมาในกรงสี่เหลี่ยมแคบๆที่มีจานข้าวจานน้ำไว้ให้

ยืนอึ้งอยู่หน้าร้าน 5 วินาทีเต็ม แล้วรีบหลบออกมา เพราะกลัวคนในร้านจะเริ่มมอง

เราก็แค่…สะเทือนใจ… แค่นั้นแหละ ไม่มีอะไร

ที่บ้านคุณตาของเราก็เลี้ยงไก่ แต่มันเป็นไก่บ้าน มันสามารถไปไหนมาไหนก็ได้ มีข้าวให้กิน ถึงเวลาก็ตายนั่นแหละ สิ่งมีชีวิตไหนบ้างที่ไม่ตาย แต่อย่างน้อยมันก็มีอิสระที่จะเลือกใช้ชีวิต แต่ไก่พวกนี้และญาติๆของมันในอุตสาหกรรมอาหารทำผิดอะไรมากเลยเหรอ

รู้อยู่เต็มอกหรอกนะว่าสำหรับการเลี้ยงประชากรหกพันล้านเราไม่ได้มีทางเลือกมากนักนอกจากจะปรับเกษตรเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรม สร้างอาหารแบบ mass product แต่เราก็ยังรู้สึกว่ามันไม่ถูกเสียทีเดียว คนหกพันล้านเลี้ยงด้วยโลกหนึ่งใบไม่พอก็จริง แต่ถ้าเพียงแค่สนองความต้องการนี้ต่อไปเรื่อยๆมันจะจบที่ไหนล่ะ ใช้ทั้งระบบสุริยะเลยมะ

กินข้าวมันไก่ไม่ลงไปหลายวัน

เราคงไม่รู้สึกอะไรกับนักถ้าไม่ใช่เพราะเราไม่ได้เห็น ภาพbeforeของภูเขาทองที่ถ่ายไว้สมัยรัชกาลที่ 5 จากคลองที่โอบล้อม แมกไม้ บ้านเรือน ละแวกภูเขาทองเป็นที่ๆสวยมากต่อให้เป็นแค่ภาพขาวดำ

ไม่เคยมาภูเขาทอง แต่มาแล้วก็…. สะเทือนเล็กน้อยถึงปานกลาง จริงๆมันก็ร้อยปีผ่านไป ร้อยปีในศตวรรษที่ความเปลี่ยนแปลงมาแบบติดเจ็ท มันยังเหลือเค้าเดิมได้ก็แปลกน่าดูแล้ว แต่ก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าไม่เหลือเลยวะ ไม่มีเหลือเค้าเลยจริงๆยกเว้นภูเขาทองกับแนวคลองที่ยังเหมือนเดิม

ทั้งหมดนี้เราคิดว่ามันคือความยึดติดในสิ่งที่คิดว่าสวยงามของตัวเราเอง และความงามมันก็คือมาตราวัดของคนเท่านั้นไม่ใช่เหรอ

เราเลยยืนอยู่ตรงนั้นพักหนึ่งแล้วพยายามหาความงามของมันให้เจอ


สรุป….เหรอ?

เขียนมาทั้งหมดนี้ รู้สึกว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับหัวข้อใน Earth Charter ยังไงก็ไม่ทราบ อาจเพราะมีอย่างอื่นที่สามารถกระทบเราได้ชัดเจนกว่า ส่วนหนึ่งคือตอนออกเดินครั้งแรกไปด้วยความตั้งใจว่าจะไปด้วยหัวเปล่าๆ หัวข้อไม่อยู่ในหัว ไม่อ่านอะไรไป ไม่คาดหวังอะไร ไปแบบว่างๆเพื่อรับทุกอย่างที่อาจจะผ่านเข้ามาโดยให้ตัวเราเป็นตัวแปรน้อยที่สุด แล้วดูว่าจะได้อะไรออกมาโดยปล่อยมันออกมาเองตามธรรมชาติ ซึ่งก็ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะตัวเรายังคงเป็นปัจจัยสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อไม่มีอะไรให้มันจดจ่อ มันจะเริ่ม“คิด” เมื่อเริ่มคิดก็เริ่มไม่รับ ตลอดทางก็มีมันโวยวายอยู่ในหัว เงียบไปบ้างบางที แต่ก็ไม่ค่อยเงียบนานๆ

กลับมาคิดดูคิดว่าแบบนี้น่าจะลำบากกว่าการมีโฟกัสในใจ เพราะสิ่งที่มีอยู่รอบตัวนั้นเยอะมาก มีพักหนึ่งที่ตั้งใจว่าจะรับให้ได้มากที่สุด แต่พอตั้งใจแบบนั้นมันก็เหมือนโดนสึนามิถล่ม เพราะมันมากเกินไปจนเรารู้สึกกลัวขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ ในที่สุดก็ต้องใช้กำแพงที่เรียกว่าความเคยชินช่วยบ้าง ไม่อย่างนั้นมันเหมือนสมองจะไม่สามารถกรองอะไรได้ทัน

ตอนขากลับจากภูเขาทองเมื่อความรับรู้เกือบเป็นศูนย์จากอาการเจ็บเท้าและความเหนื่อยก็เลยลองถามตัวเองว่าทำไมถึงไม่สะกิดใจกับประเด็นสิ่งแวดล้อมซักเท่าไหร่ คำตอบที่เสียงในหัวตอบเรามาคือ เพราะทุกอย่างที่เราเห็นกลายเป็น unit ของเมืองไปแล้วหรือเปล่า

อย่างที่ว่าว่าคนเราบ้าการควบคุม ในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพเราควบคุมทุกอย่างไปแล้วจริงๆ คลองต่างๆถูกทำตลิ่ง เราปูทุกที่ด้วยคอนกรีต เราล้อมต้นไม้และตัดแต่งมัน เทปูนไม่ให้มันล้ม ทุกอย่างเราบัญชา เหมือนเด็กเล่นต่อlego

แอบสลดเมื่อคิดแบบนั้น เพราะนั่นหมายความว่าเราเลือกจะแยกตัวออกมาจากส่วนที่เหลือ ทั้งที่ความเป็นจริงเราไม่อาจแยกขาดได้ แต่การทำตัวอย่างนี้ซักวันเราจะหลงลืม “เพื่อนร่วมโลก” ของเรา เพราะเรามองไม่เห็นเขา ไม่รับรู้ถึงเขาเห็นแต่ของที่เป็นของเรา สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าเมืองตัวใหญ่ๆก็จะโตขึ้นๆและคุกคามสิ่งรอบข้างไปเรื่อยๆ

กะบะทรายมันก็มีขนาดจำกัดน่ะนะ เราจะทำยยังไงให้เมืองเลิกเป็นอันธพาลแล้วอยู่กับ“เพื่อน”ดีๆซะที

เท่าที่เรารู้ หลายคนกำลังพยายามอยู่ และเราตั้งใจจะลองศึกษางานของคนเหล่านั้นดู

แผนต่อจากนี้

ความจริงตั้งใจว่าควรไปเดินรอบที่สองได้แล้ว แต่ด้วยสถานการณ์บ้านเมืองและสถานการณ์ของตัวเอง(senior projectที่คลานอย่างช้า…ไปมั้ย) ทำให้แผนการณ์นั้นถูกระงับจนเลยเข้ามาธันวาคม อีกอย่างที่ทำให้ลังเลคือเราไม่แน่ใจว่าตัวเองมี mind set ที่ถูกต้องแล้วหรือยัง เพราะมีแนวโน้มว่าที่เคยคิดว่าเดินสี่ครั้งอาจจะทำได้ไม่ถึง แต่อย่างน้อยอยากให้ได้เดินซักสองครั้ง ดังนั้นครั้งนี้ควรจะได้ผ่านสถานที่ซึ่งทำให้เกิดการฉุกคิดมากๆหน่อย

ส่วนที่จะศึกษาเพิ่มเติม ตอนนี้ประเด็นสิ่งแวดล้อมกำลังร้อนแรงมาก เรื่องของความคิดเห็นและบทความคิดว่าสามารถเก็บรวบรวมได้ไม่ยาก ที่จะอ่านเพิ่มคือCollapse ของ Jared Diamond และศึกษาเรื่องของเมือง
Malmö เมืองใหญ่อันดับ 3 ของ Sweden ที่กำลังปฏิรูปตัวเองเป็น Green City แต่ไม่แน่ใจว่าจะสามารถลงลึกไปได้ขนาดไหน (ภาวนาว่าจะมีข้อมูลภาษาอังกฤษเยอะๆหน่อย)

จบการรายงานแต่เพียงเท่านี้ รบกวนขอข้อเสนอแนะด้วยคะ (โค้งงามๆหนึ่งครั้ง)

– – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – –

ตอนหน้าจะเป็นสรุปการเดินครั้งที่สองซึ่งต่างจากความคาดหวังในครั้งแรกแบบค่อนข้างพลิกโผ บอกได้อย่างเดียวตอนนี้ว่าตอนทำโปรเจ็คน่ะ คนทำน่ะมันส์ และตอนจบนั้นได้ความรู้สึกที่แปลกใหม่จากการทำโปรเจ็คอื่นๆมากทีเดียว

จริงๆถ้าให้ทำอย่างนี้อีกก็เอานะ

ปล. เคยจะลองที่Calgary แล้ว แต่สภาพเมืองไม่ค่อยอำนวยเพราะเป็นเมืองสำหรับรถ เราเลยเดินแบบเพื่อหลงทางไม่ค่อยได้