แด่ทุกคนในช่วงการประท้วงปลายปีพ.ศ.2556

โพสต์นี้เป็นแบบฝึกหัดเพื่อให้มองโลกในหลายมิติและไม่กล่าวโทษผู้คนด้วยข้อหาใดๆ(โดยเฉพาะข้อหาที่กว้าง ไม่มีความหมาย และไม่สร้างสรรค์ เช่น’โง่’หรือ’เลว’) อย่างง่ายดายจนเกินไป ไว้สำหรับแก้อาการเส้นขาดง่ายในช่วงการประท้วงอันรุ่มร้อนและเต็มไปด้วยผู้คนที่ทำให้เราคันปากคันเท้าในหลายๆที โพสต์นี้ไม่ได้พยายามบอกว่าสิ่งนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นเพียงการมองโลกในมุมหนึ่งเท่านั้น

ข้อกำหนดที่เราให้ตัวเองคือให้เริ่มด้วยการขอบคุณต่อสิ่งที่เค้าทำหรือเป็น ซึ่งยากกว่าที่คิดในบางที แล้วตามด้วยสิ่งที่เราอยากให้เค้าทำต่างออกไปบอกกล่าวอย่างเพื่อนต่อเพื่อน

===============================================================

แด่ทุกคนในช่วงการประท้วงปลายปีพ.ศ.2556

สำหรับคนที่ทำงาน จะบอกว่าขอบคุณที่พยายามทำให้ชีวิตไม่ชะงักงันและเศรษฐกิจรวมทั้งชีวิตของคนอื่นๆยังดำเนินต่อไปได้ ขอบคุณที่ทำหน้าที่ของท่านต่อเพื่อนร่วมประเทศอย่างแข็งขัน ทราบว่าพวกท่านก็มีจุดยืนของตนเองที่ตอนนี้อาจยังไม่ได้แสดงออกแต่อยากแสดงออก ขอให้ระลึกว่าการเดินขบวนไม่ใช่ทางเดียว อินเตอร์เน็ตก็ไม่ใช่ทางเดียว เราเชื่อว่าท่านสามารถหาทางได้

สำหรับคนที่ไปม็อบ ขอบคุณที่แสดงพลังเพื่อให้ผู้อื่นได้ทราบจุดยืนของท่าน หลายคนบอกม็อบวุ่นวาย แต่ม็อบเป็นสิ่งจำเป็นเมื่อระบบเพิกเฉยต่อผู้คน แต่ให้ระลึกไว้ว่าระบบของประเทศไทยล้มเหลวเกินกว่าที่เพียงการแสดงออกจะแก้ปัญหาได้ ท่านได้พบผู้คนมากมาย อย่าฟังแต่แกนนำ เขาเป็นแค่คนๆเดียว อย่าเพียงบุกยึดสถานที่เพราะอย่างมากท่านก็แค่สร้างความเดือดร้อนต่อผู้คนที่พยายามดำเนินชีวิตต่อไปเท่านั้น หันไปคุยกันคนข้างๆท่าน เริ่มการสนทนาว่าพวกท่านเห็นสถานการณ์นี้อย่างไร รอบข้างอาจเร้าร้อน แต่ขอให้ท่านใจเย็น ท่านได้แสดงแล้วว่าท่านต้องการการเปลี่ยนแปลง สิ่งที่รัฐบาลอาจแก้ปัญหาให้ท่านไม่ได้ แต่ท่านอาจจะสามารถทำอะไรมากกว่าแค่ประท้วงก็เป็นได้

สำหรับทหารตำรวจ ขอบคุณที่ทำหน้าที่เพื่อควบคุมความวุ่นวายไม่ให้บานปลาย เรารู้ว่าท่านไม่อยากอยู่ที่นั่น ท่านอยู่ในฐานะลำบากเพราะหน้าที่อาจทำให้ท่านเสียหายทั้งขึ้นทั้งล่อง ถ้ายิงก็เป็นผู้ร้าย ถ้าไม่ยิงก็อาจเป็นการขัดคำสั่งหรือโดนทำร้าย เราเพียงขอให้ท่านและผู้บังคับบัญชาของท่านอย่าตกเป็นเหยื่อการยุยง อย่าพลั้งเผลอ สติคือเพื่อนของท่าน ในหลายครั้งสถานการณ์ไม่ให้ทางเลือกท่านมากนักแต่ของให้เลือกสิ่งที่รุนแรงน้อยที่สุดเสียหายน้อยที่สุด ท่านอาจไม่มีทางเป็นพระเอกได้แต่ขอให้รู้ว่ามีคนที่เข้าใจความซับซ้อนของสถานการณ์และพร้อมจะเข้าใจท่านอยู่

สำหรับนักการเมือง ขอบคุณที่พยายามให้ระบบการเมืองยังคงดำเนินต่อไปแม้จะชัดเจนแล้วว่าระบบนั้นล้มเหลวและตัวท่านเองก็ล้มเหลวในการดึงเสียงของประชาชนเข้าสู่กระบวนการที่มากกว่าแค่การออกนโยบายประชานิยม แต่ในความล้มเหลวท่านได้แสดงแล้วว่าอำนาจนั้นแท้จริงอยู่ที่ประชาชน เมื่อประชาชนพร้อมจะเป็นเจ้าของประเทศและเป็นผู้ใหญ่ในการตัดสินใจและการใช้อารมณ์เท่านั้นที่ระบบจะไปต่อได้ และมันชัดเจนว่าเรายังไม่ถึงจุดนั้น ขอให้เข้าใจว่าท่านต้องเปลี่ยนทัศนคติและวิธีการดำเนินงานเดิมๆทิ้งไปโดยเร็วเพื่อเอื้ออำนวยให้ประชาชนสามารถดูแลประเทศของตนเองได้ เรารู้ว่าหน้าที่นี้ลำบาก เราจักขอบคุณมากหากท่านพร้อมจะรับหน้าที่นี้

ท้ายที่สุดนี้ขอให้ทุกคนนึกถึงเสมอว่าไม่ว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้น มันไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะใครบางดีหรือเลว หรือเพียงเพราะรัฐบาลผิดพลาด ปัญหานั้นซับซ้อน หนทางแก้ปัญหาก็เช่นกัน อย่ายอมต่อความต้องการจะเข้าใจปัญหานี้อย่างง่ายๆ อย่ายอมต่อความต้องการจะชึ้นิ้วเอาผิดใครคนใดคนหนึ่ง อย่ายอมต่อความต้องการจะให้มันจบอย่างรวดเร็ว อย่ายินยอมต่อการแก้ปัญหาฉาบฉวย หนทางเรียนรู้ของเรายังยาวไกล และเราต้องเข้าใจว่ามันจำเป็น

Advertisements

Project City Walk: บทสรุปของเมืองและสิ่งแวดล้อม

ไม่ทันดูจริงๆว่าโพสต์สรุปของ Project City Walk จะมาลง Earth Day พอดีราวกับตั้งใจ จริงๆเราไม่เคยฉลองEarth Day เพราะสำหรับเรารักโลกควรรักทุกวันและรักในทุกลมหายใจ เพราะทุกลมหายใจของเรากระทบคนอื่นเรื่อยไป ไม่ใช่แค่จากวันใดวันหนึ่ง

นั่นคือสิ่งที่เราได้จากการทำ Project City Walk ตอนปีสี่

ย้อนความซักนิดว่าโปรเจ็คนี้เกี่ยวกับอะไร เมื่อตอนปีสี่เราลงเรียนวิชาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ(ทั้งที่เรียนมาทางฟิสิกส์) หลักๆคือเพื่อต้องการพบปะมิตรสหายในสายอื่นและเพื่อได้ร่วมคลาสที่มีแนวการสอนแปลกใหม่ของอ.สรยุทธ รัตนพจนารถ รายละเอียดว่าการสอนของคลาสนี้ต่างอย่างไรเราเล่าให้ฟังคร่าวๆแล้วในโพสต์นี้ดังนั้นก็จะขอไม่เล่าซ้ำ งานอย่างหนึ่งในคลาสนี้คือการทำโปรเจ็คโดยออกไปสำรวจตามแนวทางของตัวเองเพื่อศึกษาหัวข้อของ Earth Charter ซึ่งเป็นข้อเขียนว่าเป็นแนวทางของการปฏิบัติตัวอันดีของมนุษยชาติ  เราเลือกหัวข้อที่ 6 ซึ่งบอกว่า

Earth Charter 6 : Prevent harm as the best method of environmental protection and, when knowledge is limited, apply a precautionary approach.

หรือแปลไทยแบบคร่าวๆได้ว่า จงใช้การป้องกันความเสียหายเป็นแนวทางหลักของการรักษาสิ่งแวดล้อมและเมื่อความรู้นั้นจำกัดให้ใช้วิธีที่มีผลกระทบน้อยที่สุด

การป้องกันเป็นวิธีที่ดีที่สุด เพราะ”สิ่งแวดล้อม”นั่นประกอบด้วยสายใยความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนและในหลายครั้งก็เปราะบาง สิ่งเหล่านี้มนุษย์ไม่สามารถสร้างทดแทนได้ วิธีที่ดีที่สุดจึงเป็นการรบกวนให้น้อยที่สุดแต่แรก

แต่พูดตามตรงว่าเวลาอ่านอะไรแบบนี้ เราจะนึกถึง”สิ่งแวดล้อม”ว่าเป็นลำห้วยป่าเขาลำเนาไพรเสือสิงห์กระทิงแรด ซึ่งมันก็ไม่เชิงว่าถูกและไม่เชิงว่าผิด เหตุผลที่เรานึกถึงป่าถึงเขาขึ้นมาก่อนเพราะเราเห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นการตัดไม้ทำลายป่า ทำไร่เลื่อนลอย หรือเขาหัวโล้นก็ดี มันจับต้องได้ เป็นรูปธรรม

แต่สิ่งแวดล้อมจริงๆคือ สิ่งที่แวดล้อม ไม่ใช่แค่ป่าเขาลำเนาไพรอันสำหรับเราชาวเมืองแล้วค่อนข้างจะไกลตัว แล้วเราชาวเมืองจะทำการป้องกันความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมกันได้อย่างไรเล่าในเมื่อเรายังไม่ได้มองสิ่งแวดล้อมของเรากันดีๆซักเท่าไหร่เลย

นั่นคือเหตุผลที่เราเริ่มเดินเมือง เดินเพื่อให้เข้าใจสิ่งแวดล้อม…หรือสิ่งมีชีวิต อันเรียกว่าเมือง

การเดินครั้งแรกทำให้เราเข้าใจว่าไฉนคนเมืองจึงไม่คิดถึงเมืองในฐานะสิ่งแวดล้อมกันซักเท่าไหร่ เมืองนั้นครอบครองพื้นที่และเปลี่ยนทั้งดินน้ำอากาศให้มาอยู่ในความควบคุมของมนุษย์โดยสมบูรณ์ ดังนั้นเราจึงไม่รู้สึกว่าเมืองเป็นอย่างอื่นนอกจากของๆเรา ปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการของเรา

แต่เมืองไม่ใช่สิ่งที่หยุดนิ่งตายตัว เมืองโดยตัวมันเองเหมือนสิ่งที่ชีวิต มันเกิด กิน โต ขับถ่าย เปลี่ยนแปลง(และหลายครั้งก็ลอกคราบ) รวมถึงตายได้ด้วย เพียงแต่มันเกิดขึ้นช้าๆ ช้ามากจนมนุษย์ไม่สามารถมองเห็นกระบวนการทั้งหมดได้โดยสะดวก

การเดินครั้งที่สองเลยมุ่งเน้นไปที่การเปลี่ยนแปลงหรือลอกครอบของเมือง รวมทั้งปัจจัยทางสภาพแวดล้อมที่ขับดันคนซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนเมือง ไม่มีคนไม่มีเมืองและไม่มีความเปลี่ยนแปลง

เมืองโตจากคน และคนต้องกินต้องขับถ่ายต้องการพลังงานต้องการพื้นที่สำหรับอยู่อาศัย นั่นคือเหตุผลที่เมืองก็ทำตัวคล้ายๆสิ่งมีชีวิตคือต้องการทรัพยากร พื้นที่และพลังงาน รวมทั้งขับถ่ายสิ่งปฏิกูลและมลภาวะออกมา

ดังนั้นแขนขาของเมืองก็ต้องรวมไปถึงพื้นที่ทางการเกษตร เขื่อน ทางน้ำชลประทาน ฯลฯ ซึ่งทำหน้าที่ค้ำจุนเมืองไว้ ไม่ใช่แค่ตัวเมืองเท่านั้น ถ้าไม่มีเมืองก็มักไม่มีความจำเป็นต้องผลิตอาหาร พลังงาน หรือจัดการปฏิกูลในระดับที่ต้องทำอยู่นี้

เมื่อการจัดการเหล่านั้นไม่อาจตามทันความต้องการของเมือง สิ่งที่ตามมาอาจเป็นความตายของเมือง

สิ่งนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าครั้งแล้วครั้งเล่าในประวัติศาสตร์แต่มักไม่ถูกเชื่อมโยงเข้ากับความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม ใน Collapse ผู้เขียน Jared Diamond สันนิษฐานว่าความล่มสลายที่เคยเกิดขึ้นเกิดจากความเสื่อมโทรมทางสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรเป็นปัจจัยหลักทั้งสิ้นแม้หลายที่จะถูกบันทึกในประวัติศาสตร์ว่าล่มสลายจากสงคราม นั่นเพราะการแพ้สงครามเกิดขึ้นจากการที่เมืองอ่อนแอ ความอ่อนแอนั้นเกิดจากความเสื่อมโทรมทางทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม

ส่วนว่ามันคือปัจจัยสำคัญที่สุดหรือไม่นั้นคงต้องถกเถียงกันต่อไป เพราะอย่างที่ว่าว่าความเปลี่ยนแปลงของเมืองเกิดขึ้นช้ามากจนมนุษย์แทบไม่รู้สึก ดังนั้นความล่มสลายจึงมักจะมาถึงโดยที่ไม่มีใครทันตั้งตัวหรือตั้งใจ หรือบางทีแม้รู้ว่ามันอาจมาถึง ความต้องการเร่งด่วนต่างๆในชีวิตที่เกิดขึ้นเร็วกว่าก็มักดึงความสนใจและทรัพยากรไปก่อนที่ใครจะได้ทันคิดแก้ไขสถานการณ์

จริงๆแล้วเราก็สามารถเห็นความเพิกเฉยหรือลังเลจะลงมือได้ในตอนนี้ เรารู้ว่าเราอยู่ภายใต้ผลกระทบของปรากฏการณ์โลกร้อนซึ่งเกิดจากการใช้ทรัพยากรอย่างฟุ่งเฟ้อของมนุษย์ แต่น้อยนักที่ใครจะลงมือทำอะไรอย่างจริงจัง หรือผลักดันให้เกิดความเคลื่อนไหวขนาดใหญ่เพื่อลดทอนผลกระทบลง อันที่จริงเราไปในทิศทางตรงกันข้ามด้วยซ้ำ เราซื้อหา gadget เช่น iPhone iPad หรือ Blackberry เพื่อความบันเทิงและการเข้าถึงข้อมูล รวมทั้งเปลี่ยนรุ่นกันแทบทุกปีเพื่อให้ก้าวทันเทคโนโลยีโดยไม่คิดถึง carbon footprint ที่เกิดจากการสร้างอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์หรือรีไซเคิลมัน การสร้างใช้พลังงานและทรัพยากร การรีไซเคิลหรือทำลายก็ใช้พลังงานและทรัพยากร ตราบเท่าที่เรายังไงเสพย์เทคโนโลยีตามกระแสไม่ใช่เพียงเพื่อการใช้งาน มันก็นำไปสู่ความเสื่อมโทรมทางทรัพยากรโดยไม่จำเป็นทั้งสิ้น

และเทคโนโลยีจะไม่ช่วย ถ้าลองคิดดูดีๆ ยิ่งเทคโนโลยีซับซ้อนมากเท่าไหร่ยิ่งต้องการพลังงานและทรัพยากรเพื่อสร้าง พัฒนา และจัดการ มากเท่านั้น ยิ่งเมื่อคิดว่าตอนนี้ประชากรโลกมีถึง 7 พันล้านคน หากคนเพียง 50%ของที่ว่าใช้ชีวิตที่สะดวกสบายรายล้อมด้วยเทคโนโลยีและความบันเทิงเช่นตอนนี้ เราก็มีทรัพยากรไม่เพียงพอจะตอบสนองพวกเขาแล้ว

ดังนั้นทางแก้ปัญหาจึงอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต ซึ่งเป็นเรื่องยากทีเดียว เพราะผลกระทบของมันไม่ชัดเจน เปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนทุกอย่างก็ดูเหมือนเดิม นั่นเพราะเราไปบงการให้คนทั้งหมดเปลี่ยนพร้อมๆกันไม่ได้ ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมอาจมากเกินกว่าที่พวกเราจะจัดการได้ทัน เรื่องนี้เราก็ต้องคำนึงถึงมากเท่าๆกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเพราะนี่คือสิ่งที่มนุษย์ในเมืองรู้สึกชัดเจนกว่าอย่างอื่น ถ้าเราเปลี่ยนแล้วคนจำนวนมากต้องตกงาน ความเปลี่ยนแปลงนั้นจะไม่จีรัง

อย่างเดียวที่ทำได้จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงทัศนคติของเราและการใช้ชีวิตของเราในฐานะปัจเจกบุคคลไปก่อน ไม่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนมือถือและครอบครอง gadget กันขนาดนั้นก็ไม่ต้อง มีแต่จำเป็น ใช้แต่จำเป็น ถ้ามีแล้วก็ใช้จนกว่ามันจะพินาศคามือกันไปข้าง พังนิดพังหน่อยก็อย่าไปทิ้ง ซ่อมใช้กันไปจนกว่ามันจะซ่อมกันไม่ไหวนั่นแหละ แล้วเมื่อนั้นเราค่อยส่งให้คนอื่นที่เขาอยากได้ จะเพื่อชิ้นส่วนที่เหลือหรือเพื่อขายต่อเป็นอะไหล่หรือเพื่อรีไซเคิลก็ดี ให้เขาเอาไปจัดการ

ไม่ใช่แต่อิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น รองเท้า เสื้อผ้า อาหาร เครื่องเรือน รักและรักษาในสิ่งที่มีให้อยู่ให้ได้นานที่สุดก็จะลด demand ของสินค้าซึ่งทำให้ผู้ขายลด supply ของสินค้า นั่นหมายถึงการลดการผลิต ลดการจัดการขยะ และโดยรวมคือลดการดึงทรัพยากรและพลังงานเข้าสู่วงจร นั่นคือการป้องกันความเสียหายที่จะเกิดต่อสิ่งแวดล้อมทั้งใกล้และไกลตัวเรา

เราคิดว่าท้ายที่สุดมันลงมาที่การมีชีวิตอยู่อย่างเคารพและรับผิดชอบ ทั้งต่อสังคมที่เราอยู่และต่อสิ่งแวดล้อมและเพื่อนร่วมโลก วิธีการเราขอเปิดให้แต่ละคนค้นหากันเองจะดีกว่าว่าแบบไหนที่เหมาะสมกับวิถีชีวิต เพียงแต่ก็ขอให้คิดว่าสิ่งที่คุณมีและได้มานั้นมาจากไหนและจะไปที่ไหนในวันข้างหน้า รวมถึงว่าเราต้องการมันเพื่ออะไร คนเราไม่ได้ต้องการอะไรมากมายหรอกในการมีชีวิตอยู่ เราแค่”อยาก”มากเท่านั้น ถ้าแยกความอยากจากความต้องการได้ เข้าใจความรับผิดชอบที่เรามีต่อคนอื่นได้ การเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิตมันไม่ได้ยากขนาดนั้นเลยจริงๆ เพราะไม่ใช่ว่าทุกคนต้องเป็น Colin Beavan แห่ง No Impact Man ที่พลิกวิธีใช้ชีวิตกลางนิวยอร์คจากหน้ามือเป็นหลังมือในชั่วไม่กี่เดือน แต่ถ้าผู้ชายคนหนึ่งและครอบครัวของเขาสามารถทำแบบนั้นได้ ทำไมเราจะค้นหาวิธีของเราบ้างไม่ได้

สุขสันต์วัน Earth Day ครับทุกคน

“อยู่อย่างเคารพ อยู่อย่างรับผิดชอบ”

อันนี้เป็นบล็อคเอ็นทรี่แนะนำตัวเมื่อนานมาแล้วตอนที่ลงเรียนวิชาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพฯกับอ.สรยุทธ รัตนพจนารถ ตอนปีสี่ นึกถึงอาจารย์แล้วก็รู้สึกอยากแบ่งปันเรื่องราวตอนนั้นเหมือนกัน แต่ถ้าเล่าทั้งหมดมันจะยาวมาก แล้วพูดตามตรงว่าหลายอย่างที่กระทบโดนตัวมันเล่าให้เข้าใจไม่ได้ถ้าคนฟังไม่เคยประสบด้วยตัวเอง

เปรยไว้ก่อนว่าแนวการสอนของอาจารย์เป็นแนวทางเลือก คือไม่มุ่งเน้นความรู้แต่ให้เกิดความชื่นชมเข้าใจและให้นักศึกษาออกไปหาประสบการณ์คลุกโคลนกันด้วยตัวเองด้วยโปรเจ็ค รวมทั้งเน้นให้เรียนรู้ตัวเองควบคู่ไปด้วย

แต่เรียนรู้ตัวเองเรียนรู้ยังไง วิธีนึงที่อาจารย์ให้ใช้คือการเขียน (เสริมจากการพูดคุยกันในคาบ) เราขอยืนยันว่าเวลาเราพยายามเอาบางสิ่งออกมา มันได้เห็นสิ่งที่อยู่ข้างในชัดเจนขึ้นจริงๆ

ข้างล่างนี่เป็นเราเมื่อสี่ปีที่แล้ว ตอนนี้ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นยังไง อาจจะลองเขียนดูอีกซักที เพราะความเชื่อไม่ได้ต่างไป แต่ไม่ได้หมายความว่าตัวตนจะไม่แตกต่าง เพราะคนเราก็เติบโตนะ

[บทความแนะนำตัว : October 30, 2008]

เราเองไม่รู้ว่าควรแนะนำตัวยังไงเหมือนกัน เพราะถ้าถามว่าเราคือ”ใคร” หรือ”อะไร” เราตอบไม่ได้ เราเปลี่ยนตลอดเวลา ตัวตนเป็นของที่dynamicมาก(คือเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงมาก) เราทุกวันคือคนอีกคนที่เกิดขึ้นมาจากคนเมื่อวาน มีร่องรอยซากเง้าของคนเมื่อวาน แต่คนเมื่อวานนี้ก็ไม่ใช่เราในวันนี้ คนพรุ่งนี้ก็จะไม่ใช่เราของวันนี้อีกเช่นกัน

คิดแบบนี้มันมีทั้งข้อ ดีและข้อเสียนะ แต่เราว่าข้อดีคือมันทำให้เราทิ้งอดีตได้ ใช้ร่องรอยความผิดพลาดของคนเมื่อวานเป็นบทเรียนของเราวันนี้ แต่ไม่ไปยึดติดกับสิ่งที่เป็นเมื่อวาน ไม่คาดหวังมากเกินไปกับสิ่งที่เป็นพรุ่งนี้ เราพร้อมจะเปลี่ยนจะแก้เสมอ

ข้อเสียคือ ข้อเสียเดียวกับวิธีคิดอื่นๆ คือถืออย่างไร้สติก็จะเสียสติเอา (คนเราไม่ได้พร้อมจะทิ้งตัวเองเสมอไปหรอก แต่กอดไว้แน่นแค่ไหนนั่นอีกเรื่อง)

เพราะอย่างนั้นเราขอแนะนำตัวด้วย แนวปฏิบัติของเราตอนนี้แล้วกัน จะเรียกว่าปรัชญาชีวิตก็คงได้มั้ง เพราะนั่นจะเป็นแกนกลางของเรา อย่างน้อยก็ตอนนี้

หน้าตาตอนปีสี่ น่าหวาดผวากว่านี้คงไม่มีอีกแล้ว

” อยู่อย่างเคารพ อยู่อย่างรับผิดชอบ “

เคารพ คือเคารพต่อสิ่งที่อยู่รอบตัว เราอยู่ได้เพราะเราเบียดเบียนคนอื่นสิ่งอื่น แต่ถ้าเราต้องการอยู่ก็ต้องทำแต่ทำด้วยความเคารพ ระลึกถึงผู้คนและสิ่งต่างๆที่เสียสละให้เราด้วยความขอบคุณ

รับผิดชอบ คือรับผิดชอบต่อสิ่งที่เรารับมาจากคนอื่นสิ่งอื่น เราช่วงชิงมาแล้ว ได้มาแล้วก็ต้องดูแลเหมือนที่คนอื่นเขาจะดูแล และเตรียมใจยอมรับผลของการกระทำและการตัดสินใจของเราไว้ ทุกการกระทำมีconsequence ดังนั้นทำอะไรก็ต้องเตรียมรับconsequenceเหล่านั้นด้วย

จะไม่บอกว่า เราทำตามได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ อาการหลุดก็มีบ้าง ละโมภไปบ้าง(โดยเฉพาะกับของกิน กินเยอะไปก็ไม่ได้อะไร แต่กินจังเล้ย) กระหายไปบ้าง(โดยเฉพาะกับความรู้ รู้เยอะแล้วโลกมันหายร้อนมั้ย? หยุดคนเขาตีกันได้มั้ย? แล้วจะอยากรู้ทำไมนักหนา) ขี้เกียจไปบ้าง(งานไม่ขยับ นั่งหลับในห้องเรียน เหนื่อยซ้ำซ้อน หาทางแก้ถาวรไม่ได้ หรือจริงจังกับการหาน้อยเกินไปก็ไม่รู้) หลงทางไปบ้าง (ด้วยเรื่องเรียนต่อ สอบGRE โปรเจ็ก สารพัดdistraction มาทีละอย่างจะไม่ว่า มาพร้อมกันนี่สิ)

การปฏิบัติในสิ่งที่เชื่อให้ได้ตลอดเวลานี่ใช้สติเยอะจริงๆนะ