Photo Essay: Hidden Lives of Bangkok – set 2

This post is a followup of my first photo essay which are a set of photos I took from the old city of Bangkok. This set comes from my second walk on the same project. In this set, I visited places in downtown Bangkok I used to go in my childhood. The great bonuses were actually the small things I found walking from one place to the other. These pictures were taken using Nokia 5000d-2 mobile phone on December 10, 2008. This one concluded in the heart of the shopping district where I remember my first favorite bookstore was. It also houses my current favorites ones.




Advertisements

Photo Essay: Hidden Lives of Bangkok – set 1

So, this is supposed to be a photo essay, but I’m entirely sure what that supposed to mean. I can only warn you that they won’t be pretty, or would it convey something of importance. It’s simply a collection of photos I took around downtown Bangkok for my Project City Walk in which I explored places in the city where I had never been and tried to capture the corner where people rarely looked. While that resulted in a series of essays and a presentation (including a good passing grade for my forth year class), only a handful of photos ended up being used. I recently found the rest of the photos stashed away in a far corner of my external hard drive. Looking at them again, I found that while those essays have their own points to make, these photos have their own stories, too. And they are pretty loud about that, although I’m not entirely sure about what exactly. So here I’m just going to let them tell you.

These pictures were taken using Nokia 5000d-2 mobile phone on November 13, 2008. The walk mainly focused on exploring the old city and me finally seeing what my hometown is made of for the first time.

Easily one of the best thing I’ve ever done.




Project City Walk: Bangkok Trip 2 – December 2008

คราวที่แล้วเล่าไปแล้วว่าโปรเจ็คนี้ไปไงมาไง ตอนเริ่มเดินครั้งที่สองเดือนธันวาคมความคิดอะไรๆมันก็เปลี่ยนทั้งด้วยเวลาและความเข้าใจใหม่ๆ ดังนั้นท้ายที่สุดโปรเจ็คเลยโฟกัสอยู่ที่กรุงเทพฯและความเป็นไปของเมืองแทน

ทริปสองเราไปเจออะไรมาบ้าง เชิญรับชมครับ

– – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – –

project report 0.2 – Trip 2 ย้อนรอยชีวิต และเรื่องราวของPublic Space

ภาคต่อของรายงานonlineฉบับที่แล้ว เขียนขึ้นราวหนึ่งเดือนหลังจากออกเดินเหมือนฉบับที่แล้วเช่นกัน

การเดินครั้งที่สองไปด้วย mind set ที่ต่างจากครั้งก่อน ครั้งที่แล้วเป็นการเดินแบบไปสัมผัส หัวว่างๆตัวโล่งๆ ไปรับอะไรก็ตามที่เมืองรอบกายจะให้เรา ตอนที่นั่งพิมพ์รายงานการเดินครั้งที่แล้วทำให้ได้เรียบเรียงความคิดในหลายเรื่อง แล้วความสนใจก็เปลี่ยนจากการหาว่า “เมืองเป็นอย่างไร” เป็น “เมืองมีชีวิตอย่างไร” เป้าหมายของการไป “รับรู้ในชั่วขณะนั้น” กลายเป็นการไป “รับรู้ชีวิตของเมือง” ด้วยความรู้สึกว่าเราอยากเห็นความเคลื่อนไหวเติบโตของมันในฐานะสิ่งมีชีวิตประเภทหนึ่ง

ปัญหาคือชีวิตมนุษย์นั้นสั้นนักเทียบกับเมืองที่เราอาศัย ความเปลี่ยนแปลงใดๆมองไม่เห็นในวันสองวันหรือปีสองปี มันอาศัยเวลาเป็นสิบปีเพื่อให้มนุษย์น้อยๆรับรู้ความแตกต่างได้ชัดเจน นั่นคือตอนที่ตัดสินใจว่าการเดินครั้งที่สองจะเป็นการเดินเพื่อย้อนความทรงจำวัยเด็กของตัวเอง เพราะนั่นเป็นทางเดียวที่จะสามารถมองเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ด้วยความทรงจำที่มีอยู่ยี่สิบกว่าปี หรือน้อยกว่านั้น

เรียกว่าเป็นเคราะห์ดี(ของเรา)หรือร้าย(ของเขา)ไม่ทราบ ในคืนก่อนที่จะออกเดิน เพื่อนรักที่เรียนอยู่คณะสถาปัตย์โทรมาคุยด้วย เราเลยได้ทีเล่าเรื่องโปรเจ็กของเราเพื่อขอความเห็นจากเขา ในฐานะบุคคลซึ่งสัมผัสเมืองแบบ first-handมายาวนานเกือบ 4 ปี

หลังจากนั้นก็เป็นการฟังmini-lecture ว่าด้วยว่าโปรเจ็คของเรามันบ้าอย่างไร (กับการพยายามเข้าใจเมืองทั้งเมืองด้วยเวลาที่จำกัดขนาดนี้) และพยายามกล่อมเราโดยนัยว่าหาหัวข้อที่เฉพาะกว่านี้เถอะ (ซึ่งเราเห็นด้วยเต็มร้อย แต่ยังไม่รู้ว่าทิศทางของตัวเองในตอนนั้น) แล้วจึงเล่าให้เราฟังเกี่ยวกับประสบการณ์ของเขาที่มีต่อกรุงเทพฯตลอดเวลาที่ต้องตะลอนๆไปตามsiteงาน พบปะผู้คนและค้นคว้ามากมาย

อย่างแรกที่เขาบอกคือ character ของกรุงเทพนั้นสับสน (เขาใช้คำว่าChaos ตอนคุยกัน) พื้นที่แต่ละพื้นที่มีcharacterเฉพาะตัวต่างกันไป characterทั้งหมดนั้นคือสิ่งที่ประกอบขึ้นเป็นกรุงเทพ แต่การจะหาให้เจอก็ลำบากหน่อย เพราะต้องเข้าไปดูในที่ซึ่ง character โดดเด่นไปทางหนึ่ง แต่ที่ไหนแสดง character อะไรก็ต้องอาศัยประสบการณ์พอควรในการมองให้เห็น

character ร่วมสำคัญอย่างหนึ่งซึ่งกรุงเทพมี หรือพูดให้ถูกคือขาดแคลนเหมือนกันทุกๆที่ คือ “Public Space” เป็นพื้นที่ของทุกคนไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่ง จึงเป็นที่ๆคนใช้ร่วมกันและก่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน สวนสาธารณะเป็นตัวอย่างที่มองเห็นง่ายที่สุด แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นสวนสาธารณะเสมอไป ความรู้สึกของเราคือวัดก็จัดเป็น Public Space หรือกระทั่งตลาดก็อาจมองว่ามีความเป็นPublic Space แต่ในเขตเมืองใหม่ที่ผู้คนโยกย้ายเข้ามาจากชุมชนภายนอก เช่นย่านลาดพร้าว(บ้านของเจ้าตัวเขาอยู่แถวนั้น) มี Public Spaceน้อยมาก ผลที่ตามมาคือบริเวณเหล่านั้นมีความผูกพันเป็นชุมชนน้อยลง ต่างคนต่างอยู่ต่างสนใจตัวเองเป็นหลัก

ชุมชนและPublic Space คือ keyword สองคำที่เขาบอกให้เราไปลองมองหาดู

ส่วนการพัฒนาของกรุงเทพเขาแยกให้เราเป็นสามเฟส : เป็นน้ำ, ถนน, และรถไฟฟ้า หมายความว่าเส้นเลือดของการคมนาคมมีสามยุค ยุคที่ใช้ทางน้ำ คือหน้าบ้านหันเข้าหาน้ำหลังบ้านหันทางพื้นดิน ต่อมาเมื่อมีการใช้ถนน หน้าบ้านจึงอยู่ที่ถนน คราวนี้ทางน้ำก็กลายเป็นหลังบ้าน ในปัจจุบันเส้นเลือดใหม่ที่เข้ามาก็คือการคมนาคมโดยใช้รถไฟฟ้า(จะลอยฟ้าหรือใต้ดินก็ตามแต่) และความเคลื่อนไหวใหม่ๆก็จะมาพร้อมเส้นเลือดพวกนี้ด้วย อันที่เห็นได้ชัดเจนคือการขึ้นของคอนโดมิเนียมจำนวนมากตามแนวBTS

เรื่องสุดท้ายที่เขาเล่าให้เราฟัง(ก่อนที่สมองน้อยๆของไอ้ปันจะถึงขีดจำกัด) คือ “Sustain” หรือยั่งยืน สิ่งที่ชัดเจนสำหรับเราในวูบแรกคือความยั่งยืนของสภาพแวดล้อม เรื่องของการแก้ไขปัญหามลภาวะ

แต่เขาบอกว่ามันถูกแค่ส่วนเดียว

ยั่งยืนอย่างแท้จริงไม่ได้มีแค่มิติของสภาวะแวดล้อม แต่มีมิติในเชิงสังคม ชุมชน วัฒนธรรม เศรษฐกิจและอื่นๆ แล้วขณะที่เขาพยายามอธิบายสมองของเราก็เริ่มดับ เพราะเราเริ่มพบว่าคอนเซปต์นี้ซับซ้อนเกินกว่าจะเข้าใจในเวลาสั้นๆและด้วยการอธิบายทางโทรศัพท์เพียงอย่างเดียว และดูเหมือนเพื่อนของเราคนนี้ก็รู้ เพราะหลังจากพูดไปซักระยะเขาก็หยุดแล้วบอกเราว่า “ ไว้มีโอกาสเจอกันเราจะอธิบายให้ฟังอีกที มันต้องใช้กระดาษเขียนแผนผังให้ดู” ตอนนี้ให้รู้ไว้ก่อนว่ามันเป็น trend ของการพัฒนาสมัยใหม่ที่จะใช้คอนเซปต์ของ Sustain เข้ามาในการออกแบบบ้านอาคารและพัฒนาเมือง

ส่วนกรุงเทพจัดว่าเป็นเมืองที่ไม่ Sustain ความจริงเราแอบมีความรู้สึกว่า เราไม่ได้แผนจะพัฒนาให้มันSustain ด้วยซ้ำมั้ง

เป็นเวลาราวครึ่งชั่วโมงที่พลิกสมองเรากลับเกือบทั้งหมดและทำให้เราเห็นความตื้นเขินและโง่เขลาของตัวเอง เราอยู่ในเมืองนี้มาเกือบยี่สิบปีแต่ไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้เลยซักนิด สิ่งที่เราได้จากการเดินครั้งแรกเป็นเหมือนเด็กน้อยไปเลยเทียบกับสิ่งที่เพื่อนเราเห็นมา ก็คงไม่แปลกในเมื่อเราไม่เคยถูกสอนให้มองแบบนั้น ส่วนเขาทั้งถูกสอนทั้งถูกสั่ง(งาน)เพื่อให้เจอกับเรื่องพวกนี้โดยตรง ความลุ่มลึกมันเลยต่างระดับกันมหาศาล

คารวะเพื่อนที่รักสามจอกน้ำชา เราจะนำวิชาอันท่านสั่งสอนมา (แม้เรารับได้น้อยนิด) ไปใช้ในการเดินแน่นอน

Trip 2 – หัวลำโพง, สะพานพุทธ, สำเหร่, สะพานตากสิน, สาธร, สวนลุมพินี, สยามฯ

บ้านเดิมของเราอยู่ที่สำเหร่ ในซอยบนถนนตากสินระหว่างวงเวียนใหญ่กับดาวคะนอง โรงเรียนแรกที่เราไปอยู่บนถนนสาธร ก่อนจะย้ายไปโรงเรียนราชินีที่ปากคลองตลาด ร้านหนังสือประจำ(ในสมัยที่ร้านหนังสือหาได้ยาก)คือศูนย์หนังสือจุฬาที่เดิมมีแต่ที่ชั้นล่างของศาลาพระเกี้ยว ตรุษจีนจะต้องไปเยี่ยมอาเหล่าม่าที่สี่พระยา สนามเด็กเล่นคือสวนลุมฯ สถานที่ๆรอคอยในเดือนเมษายนคือหัวลำโพง เพราะถ้าได้ไปหัวลำโพงแปลว่าคุณป้า(พี่สาวของแม่)มาเยี่ยม ไม่ก็เรานี่แหละจะไปเยี่ยมญาติๆที่สงขลา หนึ่งเดือนในบ้านนาเป็นความสวรรค์สำหรับเด็กที่ใช้ชีวิตอีก 11 เดือนที่เหลือกลางป่าคอนกรีต

นั่นคือเรื่องเมื่อประมาณสิบปีที่แล้ว เราย้ายออกมาจากบ้านห้องแถวที่สำเหร่มาตอนขึ้นม.3 โรงเรียนที่สาธรย้ายไปตั้งแต่เราอยู่ป.6 ร้านหนังสือก็เริ่มแพร่หลาย สยามฯคนเยอะจนไม่อยากไปเหยียบถ้าไม่จำเป็น การไปสงขลาเปลี่ยนจากรถไฟเป็นเครื่องบินเพราะเจ้าน้องชายยังเล็ก และบ้านที่สี่พระยาก็ไม่ได้ไปอีกตั้งแต่อาเหล่าม่าเข้าโรงพยาบาลจนท่านเสีย

สรุปคือสิ่งที่เรามีอยู่ เป็นความทรงจำของหลายปีก่อนเท่านั้นจริงๆ

กลับกลายเป็นว่านั่นเป็นข้อดี เพราะยิ่งทิ้งห่างเราจะยิ่งเห็นความแตกต่างได้ชัดเจน และด้วยความเป็นเด็ก ความทรงจำเหล่านั้นขาดรายละเอียดไปมากเปิดพื้นที่ให้สิ่งใหม่ๆจากการเดินได้มีที่อยู่ของมันด้วยเช่นกัน

เป้าหมายแรกของเราคือเดินจากหอไปหัวลำโพง และนี่คือสิ่งที่เจอระหว่างทาง

นี่เป็นบานประตูห้องน้ำในปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งซึ่งกลายเป็นสถานที่ประชาสัมพันธ์และแสดงความคิดเห็นทางการเมืองไป ตลอดการเดินทางนี้มีอะไรแบบนี้ปรากฏอยู่เรื่อยๆรายทาง

ทายได้หรือไม่ว่านี่คืออะไร? คำตอบจากการสังเกตของเราคือโรงงานแยกขยะรีไซเคิลแบบลูกทุ่ง เช่าตึกแถวเก่าๆไว้เก็บและใช้คนคัดแยกทำความสะอาด เห็นแล้วมีว้าวเล็กๆในใจ ถ้าคนเราอยากจะทำมันก็หาวิธีได้ทั้งนั้นแหละเนอะ

รับสารภาพว่าไม่ได้ถ่ายภาพอะไรในหัวลำโพงมาก เพราะส่วนมากมันเป็นข้อสังเกตจิปาถะเล็กน้อยเท่านั้น หัวลำโพงมีสภาพเหมือนเดิมมากทีเดียว เว้นแต่ร้านขนมปังเยอะขึ้นมา และมีศูนย์อาหารด้วย อาคารยังเหมือนเดิมแต่หน้าตาภายในสถานีใกล้เคียงศูนย์การค้าเข้าไปทุกที กระทั่งลานที่ปกติจะเป็นที่นั่งจับจองของผู้คนที่มารอขึ้นรถไฟก็ยังแปลงสภาพไปเป็นสถานที่จัดงาน เรานั่งมองจากด้านบนก็พาลงงว่าทำไมต้องจัดที่นี่ เดิมทีที่ทางก็น้อยมากอยู่แล้วแท้ๆ

นั่งชมบรรยากาศได้ซักพักก็เดินออกมา แล้วก็เลี้ยวเข้าเส้นพระรามสี่ ตรงโซนนั้นจะอยู่ใกล้ๆวงเวียน 22 และเยาวราช เว้นแต่ว่าเป็นเวลาเก้าโมงเช้าคนน้อยมาก ที่เดินไปมาก็เหมือนจะเป็นคนในละแวกนั้นเป็นส่วนใหญ่ คนที่มาเพื่อซื้อของก็มีบ้างแต่น้อย แม้ร้านค้าจะเปิดกันมากแล้ว ก็เลยทำให้ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงสำคัญอย่างหนึ่งในย่านนั้น เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เรานิยามว่า modernization

ถ้าเปรียบเมืองเป็นสิ่งมีชีวิต อาจจะเรียกว่าเป็นการ “ลอกคราบ” ก็ได้

เราเจอประเด็นนี้ครั้งแรกตอนที่ไปเมืองจีน ตอนนั้นได้ไปสองเมืองคือปักกิ่งและตุ้งหวง(Dunhuang เมืองโอเอซิสที่ริมทะเลทรายโกบี อยู่บนเส้นทางสายไหม) เป็นสองที่ที่ได้เห็น modernization ใน scale ที่ต่างกันแม้ตุ้งหวงจะเป็นเมืองที่เล็กมาก แต่การท่องเที่ยวนำการเปลี่ยนแปลงและการ “ลอกคราบ” มาให้ส่วนของเมืองที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจนและรุนแรง เราสามารถเดินอยู่ในตลาดสมัยใหม่ของตุ้งหวงที่ขนาบด้วยศูนย์การค้าในอึดใจหนึ่ง อีกไม่กี่ร้อยเมตรต่อมาก็เดินเจอชุมชนของชาวเมืองที่ประกอบด้วยบ้านดินเรียงราย ห้องน้ำสมัยใหม่ที่มีชักโครกอยู่ห่างจากห้องน้ำในตำนานที่มีแค่รางน้ำแค่ไม่กี่ช่วงตึก ถนนดินแคบๆห่างจากถนนลาดยางประดับไฟแค่ไม่กี่เลี้ยว

ส่วนในปักกิ่ง เป็นการลอกคราบขนาดมหึมา มีบ้างที่เราได้เห็นเงารางๆของวิถีชีวิตดั้งเดิม บ้านแบบเก่ามีเป็นกลุ่มๆเหมือนตั้งใจอนุรักษ์ในนักท่องเที่ยวชมยังไงไม่ทราบ เพราะคนอยู่ในอพารทเมนต์กันหมดแล้ว ส่วนที่เหลือของเมืองเป็นตึกสูง ตึกสูง ตึกสูง ถนน สายเล็ก สายใหญ่ highway แล้วก็ ตึกสูง ตึกสูง ตึกสูง อาหารฟาส์ตฟู้ดที่ขายกันเกร่อเป็นสูตรผสม จีน-ญี่ปุ่น-เกาหลี (ที่รสชาติพอประทังชีวิต แต่ขอกินมันเผารถเข็นจะดีกว่า)

ตอนเรากลับจากปักกิ่ง เรากลับมาด้วยความรู้สึกว่ามีบางอย่างน่ากลัวเกิดขึ้นที่นั่น แม้อธิบายไม่ได้ว่าอะไรแน่ อาจเป็นความรุนแรงของการเปลี่ยนแปลงทั้งในปักกิ่งและตุ้งหวงที่ทำให้นึกสงสัยไม่ได้ว่าใครบ้างที่ถูกทิ้งให้อยู่ข้างหลังในกระบวนการพัฒนาอันรวดเร็วนี้

เทียบไปแล้วmodernization ของประเทศไทยดูหน่อมแน้มไปเลย แต่ไม่ได้หมายความว่าเราล้าหลังหรือเชื่องช้าหรือดีกว่าเขา เราว่ามันควรจะไปพร้อมกับคน แต่คนของเราพร้อมหรือยังนี่ก็ไม่อยู่ในวิสัยจะตอบได้จริงๆ

แต่ถึงยังไงมันก็เกิดขึ้นตลอดเวลาช้าบ้างเร็วบ้าง และตลอดทางที่เราเดินจากหัวลำโพงถึงสะพานพุทธเราก็เห็นการเปลี่ยนแปลงนั้น ที่ชัดเจนที่สุดคือที่วิธี display ร้านค้าในย่านเยาวราชหรือสำเพ็ง ที่มีสลับทั้งร้านที่เอาtrendการจัดร้านแบบสมัยใหม่ (เสนอสินค้าอย่างอู้ฟู่แพรวพราวใส่เอฟเฟ็กส์เต็มพิกัด) และร้านแบบเก่า (ของก็วางไว้ให้เห็น แต่ไม่มีเอฟเฟ็กส์ประกอบแต่อย่างใด) ไม่แน่ใจนักว่าสิ่งนี้สามารถสะท้อนเข้าไปถึงวิธีทำการค้าที่อาจจะเปลี่ยนไปด้วยหรือเปล่า

ชายฝั่งแล้งๆของแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณสะพานพระปกเกล้า

ส่วนแรกหลังพ้นทางเข้าสวนสมเด็จย่าบริเวณชุมชนวัดอนงคาราม ที่มีทั้งสวนและพิพิธภัณฑ์และความเป็น public space เต็มเปี่ยม

เลยมาหน่อยเป็นสะพานพระปกเกล้าและสะพานพุทธซึ่งแล้งอย่างชัดเจน จริงๆบริเวณนั้นก็มีสวน แต่เป็นสวนสาธารณะเล็กๆ ต้นไม้เตี้ยๆและล้อมรั้ว เข้าใจว่าเพื่อกันไม่ให้คนไร้บ้านเข้าไปอาศัยเป็นที่หลับนอนเพราะบริเวณนั้นเคยเป็นที่อยู่อย่างเป็นกิจลักษณะของพวกเขาเลยทีเดียว (ทั้งสองฟากแม่น้ำ ตอนเด็กๆจะเห็นทุกเช้าที่มาโรงเรียน) ในแง่นั้นไม่ทราบเช่นกันว่าทำสำเร็จหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆคือลดความเป็นpublic ของ space ตรงนั้นลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่แน่ใจว่าคนในชุมชนได้ใช้พื้นที่ตรงนั้นมากแค่ไหน แต่ถ้าเป็นคนที่ผ่านมาอย่างเราไม่มีความรู้สึกว่าอยากเข้าไปแม้แต่น้อย

ซึ่งต่างกันมากกับสวนสาธารณะที่ซ่อนอยู่อีกฟากของแม่น้ำเจ้าพระยาคือสวนสมเด็จย่า ต้องเรียกว่าซ่อนเพราะรอบบริเวณนั้นเป็นกลุ่มตึกทั้งหมด สวนนี้สร้างขึ้นช่วงงานถวายพระเพลิงพระบรมศพของสมเด็จย่าท่านเมื่อสิบกว่าปีมาแล้ว เรารู้จักที่นี่เพราะพ่อเคยขับรถเข้ามาในบริเวณนั้นเพื่อหลบรถติดบนถนนข้างนอก แต่ตลอดช่วงที่อยู่สำเหร่ก็ไม่ได้เข้ามา

ไหนๆก็เดินมาแล้ว ไม่มีทางที่เราจะไม่เข้าไปแน่นอน

ถ้าคิดว่าที่นี่สร้างมาสิบปีก็ต้องนับว่ากลางเก่ากลางใหม่สำหรับชุมชนบริเวณนั้น ดังนั้นก็ต้องบอกว่ามันโดดออกมาจากชุมชนมากพอสมควร แต่ในขณะเดียวกันมันก็มีฟังก์ชั่นสำหรับชุมชนตรงนั้นแล้ว

ขอสารภาพว่าตกหลุมรักที่นี่เต็มๆ อย่างแรกเพราะที่นั่นเป็นพิพิธภัณฑ์และสวน แต่ทั้งสองส่วนเป็นส่วนเดียวกัน (งงมั้ย เอาใหม่) กลุ่มอาคารซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์หรือห้องสมุดชุมชน หรือศาลา หรือลาน ถูกวางไว้กลมกลืนกับสวนมากจนไม่สามารถชี้ได้ว่านี่เป็นส่วนของสวนสาธารณะนะ นี่เป็นพิพิธภัณฑ์นะ คนออกแบบต้องเรียกว่าสุดยอด อย่างที่สอง สวนที่นี่เป็นสวนกึ่งป่า คือมีทั้งส่วนที่เป็นหญ้าเตียนๆที่ดูตั้งใจแบบสวนสาธารณะทั่วไป และส่วนที่เป็นต้นไม้ใหญ่แบบโตมาเอง ใต้ต้นไม้พวกนั้นจะมีต้นไม้เล็กๆที่อยู่ผิวดินที่เขาก็อารมณ์ปล่อยๆไว้ คือควบคุมให้อยู่ในขอบเขต แต่ก็ตามมีตามเกิดว่ามันจะอยู่ยังไง อย่างที่สาม ที่นี่เป็น public space ที่คนในชุมชนได้ใช้ วันที่ไปเป็นวันหยุดวันรัฐธรรมนูญพอดี เลยมีครอบครัวพาลูกพาหลานมาวิ่งเล่นเป็นแก็ง และด้วยบรรยากาศที่ดีมากเลยมีคนหิ้วกล้องมาถ่ายรูปสวนเสียจนพรุน นอกจากนั้นยังมีชาวต่างชาติจากที่ไหนไม่ทราบเข้ามาใช้พื้นที่นั่งพูดคุยกันอย่างออกรสออกชาติด้วย

ไม่อยากจะออกมาเลยจริงๆเพราะรู้ว่าต้องมาเจอกับอะไรแบบนี้


แต่ก่อนวงเวียนใหญ่เคยมีต้นไม้อยู่บ้าง

ไม่ทราบว่าใครเหมือนกันไปจัดการ reverse ภาพลักษณ์กลับไปสมัยอากงยังหนุ่มๆ โค่นไม้ใหญ่ที่เคยมีเสียเหี้ยนเตี้ยน

ทราบครับว่ากลางวงเวียนแบบนั้นทำสวนสาธารณะก็ไม่ได้ จะเป็นลานใช้งานจริงจังก็ไม่ได้ จะตั้งร้านตั้งรวงก็ไม่ได้ พูดง่ายๆคือเป็นพื้นที่ๆหมดประโยชน์ในแง่การใช้สอยในชุมชน

แต่ขอต้นไม้ไว้ดูหน่อยไม่ได้เหรอ

สถานีรถไฟฟ้าวงเวียนใหญ่ที่ใกล้จะเสร็จแล้ว นี่คือที่มาของระลอกความเปลี่ยนแปลงของแถบนี้หรือเปล่า

ถ่ายมาเอาขำ กับเอาบรรยากาศสวนข้างหลังซึ่งอยู่ใต้สะพานสมเด็จพระเจ้าตากสิน

ภาพข้างบนทางซ้ายเป็นภาพตอนขาเดินไปสำเหร่ นี่คือสถานีรถไฟฟ้าที่ข้ามมาจากสาธรสถานีแรกซึ่งมีข่าวว่าจะเปิดใช้งานราวเดือนพฤษภาคม(โปรดเช็คข่าวอีกครั้งหนึ่ง)

ขอย้อนบรรยากาศสมัยเมื่อสิบปีที่แล้วซักนิด เพราะถึงบริเวณนี้จะใกล้ย่านธุรกิจสำคัญอย่างสาธรและสีลม แต่ที่นี่ไม่ได้เฟื่องและตื่นตัวมากนัก ติดจะเงียบเหงาด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะถนนลาดหญ้า หรือบนถนนตากสินเองก็ดี บริเวณบ้านเดิมของเราเองก็เป็นแค่ซอยเล็กๆขนาดสองเลนซึ่งเป็นที่อยู่ของคนที่หาเช้ากินค่ำทำธุรกิจเล็กๆน้อยๆในบ้านตึกแถวที่ตัวเองอยู่ หลังจากฟองสบู่แตกมันก็เฉาลง

ตอนนี้ได้กลับไป ต้องบอกว่าแปลกใจ เพราะภาพย่านชุมชนที่เงียบๆเรื่อยๆมันกลับตาลปัตรหมดแล้ว ตอนนี้ที่นั่นมีกิจกรรมที่เกิดขึ้นอย่างครึกครื้น ไม่ว่าจะตลาดนัดตั้งใหม่ ร้านค้าใหม่ๆ ร้านอาหารใหม่ๆที่เพิ่มขึ้นซักสองเท่าตัวเห็นจะได้ โรงพยาบาลที่อยู่ที่นั่นสร้างตึกใหม่ใหญ่กว่าเดิมและทาสีตึกเก่า(แค่ด้านหน้า) บ้านคนมีอันจะกินเยอะขึ้น ที่ดินรกร้างเดิมถูกเปลี่ยนการใช้งานเป็นอพาร์ทเมนต์ก็มี ตึกสูงริมแม่น้ำมีเจ้าของใหม่ได้รับการปรับปรุงจนไฉไล ที่ตกใจที่สุดคือถนนลาดหญ้าอันสงบสุขกลายเป็นแหล่งของเด็กวัยรุ่นไปแล้ว

ไม่ค่อยแน่ใจว่ากระแส modernization ขนาดรุนแรงนี้มาจากไหน แต่คาดว่ารถไฟฟ้ามีส่วน เหมือนที่เพื่อนเราบอกว่ามันคือตัวชักนำการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันของกรุงเทพ อาจจะรวมถึงเศรษฐกิจที่หมุนได้คล่องพอควรในช่วงก่อนหน้าที่ทุกอย่างจะซบเซาลง และทำเลที่ย่านนั้นที่มีสีลมเป็นเพื่อนบ้านอยู่แล้ว

ดีใจที่ได้เห็นที่นี่กลับมามีชีวิตชีวาแม้ว่าเราจะไม่ได้โตมาโดยมีส่วนร่วมกับชุมชนที่นี่มากนัก เป็นความรู้สึกที่ดีที่ได้เห็นคนเก่าๆที่เขาคงลืมหน้าเราไปแล้วยังมีชีวิตอยู่อย่างที่เคยเป็น ไม่รู้ว่ามีอะไรดีขึ้นบ้างหรือเปล่า แต่การที่ได้เห็นว่ามันไม่ได้เลวลงก็เป็นเรื่องที่ดี

แล้วเราก็จากที่นั่นมาโดยเดินทะลุไปถนนเจริญนครตรงกลับมาที่สะพานสมเด็จพระเจ้าตากสิน(หรือที่เราชอบเรียกว่าสะพานสาธร)แล้วเดินข้ามกลับมาฝั่งพระนคร

บรรยากาศแม่น้ำเจ้าพระยาที่สะพานสมเด็จพระเจ้าตากสิน ต่างกันมากกับที่สะพานพุทธในแง่ของความพลุ่กพล่าน

หนึ่งในอาชีพที่พบบ่อยๆหลังจากข้ามสะพานมา

ข้ามมาฝั่งสาธรแล้วก็ได้พบความพลุกพล่านของจริง อะไรคนจะเยอะได้ปานนี้ ทั้งกิจกรรมที่ริมแม่น้ำ กิจกรรมกลางแม่น้ำ และบนบกเลยเข้ามาจากแม่น้ำ ความรู้สึกต่างจากบริเวณสะพานพุทธอย่างสิ้นเชิง ต้นไม้ก็อาจจะน้อยพอๆกันแต่ระดับของชีวิตมันต่างกันมาก

รวมทั้งภาพลักษณ์ของสีลมและสาธรในหัวเราก็ต่างกันมาก ความรู้สึกที่มีต่อย่านนั้นคือ ย่านธุรกิจ ตึกสูง พื้นที่ซึ่งผ่านการ modernized มากแล้ว ปรากฏว่าพอได้เดินเข้าจริงๆ บางย่านบนสีลมกลับซอมซ่อกว่าที่คิด โดยเฉพาะตามซอยที่เป็นแหล่งร้านนวดคลับผับบาร์(ซึ่งเยอะมาก) แต่การเปลี่ยนแปลงก็มี ตอนนี้สุสานชาวจีนบนถนนสีลมก็กำลังถูกรื้อถอน คาดว่าคงจะใช้เพื่อสร้างตึกใหม่อีกตึกบนถนนเส้นนั้น

ตึกหุ่นยนต์ ที่สำหรับเราหมายถึง “ความฝัน” ด้วย

บรรยากาศของสวนลุมพินี สวนสาธารณะ/public space ที่ใหญ่ที่สุดที่เคยเดินผ่านมา แต่ก็อยู่ในที่ๆมันเป็นที่ต้องการที่สุดด้วยกระมัง

ทางเดินเหนือชุมชนเชื่อมจากข้างสวนลุมพินีไปจนถึงทางด่วนขั้นที่หนึ่ง ถ้าไม่ติดว่าเย็นแล้วคงเดินต่อว่ามันไปสุดจริงๆที่ไหน

ยืนยันอีกอย่างหนึ่งว่า public space มีน้อยมาก ตลอดทางที่เดิน แต่ไม่ใช่ว่าไม่มี เห็นความพยายามที่จะสร้างพื้นที่สำหรับชุมชนแต่มันก็ใช้ได้บ้างไม่ได้บ้าง และส่วนมากมีขนาดเล็ก ระดับที่เรียกว่าใหญ่มากแล้วอย่างสวนลุมฯวิ่งแค่รวดเดียวก็โผล่ไปที่อีกฟากได้สบายๆแม้ปกติจะไม่เคยวิ่งเลยก็ตาม

และเมื่อขาด คนก็ต้องหาสิ่งที่มาทดแทน ซึ่งเพื่อนของเราบอกว่า public space ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันคือห้างสรรพสินค้า

ลานเซ็นทรัลเวิร์ล ลานที่จัดเป็น public space ของคนรุ่นใหม่ ดังนั้นอย่าถามว่าทำไมพันธมิตรเขาต้องเดินขบวนผ่านสยามฯด้วย เพราะบริเวณนี้คือที่ซึ่งคนอยู่จริงๆ คุณจะเสียเวลาแหกปากทำไมถ้าข้อความของคุณจะไปไม่ถึงกลุ่มเป้าหมายจริงมั้ย

แต่หลังจากเราไปนั่งอยู่บริเวณลานนั้นครู่หนึ่ง เราก็รู้สึกว่ามันไม่เชิงจะเป็น public space เสียเท่าไหร่ ในแง่ที่ว่าคนที่มาที่นี่ไม่ได้ connect กัน มันไม่เหมือนเวลาเราไปนั่งในสวนรมณีฯหรือสวนลุมฯที่แม้ต่างคนจะต่างมาก็เหมือนไม่ได้ขาดจากกันมากขนาดนี้ และคนที่ผ่านเราไปก็ดูผ่อนคลายกว่าที่เซ็นทรัลเวิร์ล คุณพ่อคุณแม่สามารถปล่อยลูกไปวิ่งเล่นกับเด็กคนอื่นได้ แต่คุณคงไม่ทำอย่างนั้นในห้างสรรพสินค้า คุณมากับคนรู้จักและอยู่กับคนรู้จัก ซื้อบริการและสินค้า ร่วมกิจกรรมบางอย่างและจากไป ท้ายที่สุดพวกเขาก็อยู่กับตัวเองและพวกของตัวเองเท่านั้น

เราพอเข้าใจแล้วว่าทำไมการมี public space ในชุมชนจึงสำคัญต่อความเป็นกลุ่มเป็นก้อนและมีส่วนในการสร้างพลังให้กับชุมชนได้ การพบเจอและรู้สึกถึงความเกี่ยวพันคือสิ่งที่ทำให้เราใส่ใจเรื่องของกันและกันมากพอที่จะทำให้เรื่องของชุมชนเป็นเรื่องของเราเองได้

เรายังไม่รู้ว่ามันจะถูกสร้างได้อย่างไร แค่รู้สึกถึงความจำเป็น คนที่เป็น antisocial อย่างเรายิ่งคิดไม่ออกเข้าไปใหญ่


งานต่อจากนี้

จะพยายามอ่าน “Collapse” ให้จบ แต่พบว่ามันขยับได้ช้ามากกว่าที่คิด เพราะตอนนี้เรารู้สึกถึงความเชื่อมโยงระหว่าง “Sustain” และ “Collapse” ชัดเจนขึ้นแล้ว หวังว่าการอ่านหนังสือเล่มนี้จะให้ข้อมูลและไอเดียเพื่อขัดเกลาความเข้าใจของตัวเราเองให้ดีขึ้น

ส่วนมันเกี่ยวข้องกับ Earth Charter ข้อ 6 อย่างไร การเดินครั้งนี้ชี้ช่องบอกเราว่าอะไรที่สามารถเป็นกำลังป้องกันอันตรายของเมืองต่อสิ่งแวดล้อมอื่นๆได้

ก็คือชุมชนนั่นแหละ

อีกเช่นเคย รบกวนข้อเสนอแนะด้วยขอรับ

– – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – –

ตอนที่โพสต์ลงบล็อคของวิชาเรียนไปได้รับคำแนะนำมากมายทั้งโพสต์แรกโพสต์สอง เสียดายว่าไม่มีโอกาสไปเดินอีกซักครั้งก่อนปิดโปรเจ็ค เนื่องจากเวลาไม่อำนวยเราเลยจบลงที่การอ่าน Collapse ของ Jared Diamond เพื่อให้ได้เห็นการตายของเมืองซึ่งเราไม่ได้เห็น (จริงๆการเกิดก็ไม่ได้เห็น) เสียดายว่าไม่มีบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรเรื่องในส่วนสุดท้ายที่เราพรีเซนต์ไป หรือถ้ามีก็อยู่ในJournalของวิชาซึ่งไม่ได้อยู่กับตัว เราจะลองเรียบเรียงเท่าที่ยังจำได้ในใส่โพสต์ถัดไปเมื่อโอกาสอำนวย

Project City Walk: Bangkok trip 1 – November 2008

โพสต์ที่แล้วเป็นโพสต์ที่เคยเขียนลงบล็อคของวิชาเรียนเมื่อหลายปีก่อนที่เรายังประทับใจในการสอนและสิ่งที่เราได้เรียนรู้จนวันนี้อาจจะไม่ใช่ทั้งหมดที่เราน่าจะได้ แต่เรารู้สึกว่ามันก็ประสบการณ์ที่เปิดหูเปิดตาและเปิดใจเรามากขึ้น

เราเปรยๆไปเมื่อโพสต์ที่แล้วว่าวิธีการเรียนวิชานี้ต่างจากวิชาอื่นๆทั่วไปที่เราเข้าไปเอาความรู้แล้วก็จบ ความรู้นะ ไม่จำเป็นต้องเป็นความเข้าใจ สำหรับวิชานี้มันไม่ใช่แค่ความรู้หรือความเข้าใจในวิชาแต่เป็นความเข้าใจในตัวเองด้วย

เราคิดว่าการเรียนการสอนของไทยขาดสิ่งนี้ไปมาก จริงๆต้องบอกว่าเราคิดว่าการศึกษาไทยขาดเยอะ…มาก นอกจากไม่มองนักเรียนเป็นปัจเจกบุคคลซึ่งมีความสามารถที่ต่างกันแล้วบางครั้งก็เหมือนจะไม่มองเขาเป็นคนด้วยซ้ำ ไม่นับว่ายังชอบสอนเรื่องที่ไม่ค่อยติดกับดิน เป็นคอนเสปต์ สอนเรื่องไกลตัว เรื่องของตัวเรื่องของชุมชน เรื่องการลงไปเจอไปประสบไปลงมือทำหาประสบการณ์ด้วยตัวเองมันไม่ค่อยมี ซึ่งทำให้คนและสังคมพัฒนากันแบบพิกลพิการอย่างที่เห็น

โอเค โพสต์นี้ไม่ได้อยากพูดเรื่องว่าเราคิดว่าการศึกษาของไทยผิดอย่างไร เรื่องนั้นไว้คุยกันวันหลังแล้วกัน ที่อยากบอกคืออาจารย์สรยุทธพยายามสอนวิชานี้ให้ต่างด้วยการใส่การพัฒนาบุคคลที่เรียนด้วย สำหรับเรานั่นนับเป็นก้าวแรกที่สำคัญก่อนที่ก้าวอื่นใดจะตามมา

ดังนั้นนอกจากหนังสือที่เราต้องอ่านแล้ว การบ้านที่เราต้องทำสำหรับวิชานั้นคือ

  • Journal เป็นการเขียนไดอารี่ความคิดอ่านต่างๆ
  • การสนทนาแบบ Dialogue ในวิชาเรียน (เราไม่ขอลงรายละเอียดวิธีการสนทนาแบบDialogueไว้ ณ ที่นี้แต่แนะนำให้อ่าน Learn  How to Learn ของอ.วรภัทร ภู่เจริญสำหรับผู้ที่สนใจ เราพบวิธีการสนทนานี้อีกครั้งตอนเราไปลงเรียนพื้นฐานการสอนของมหาวิทยาลัยที่Calgary ทำให้รู้ว่าเป็นวิธีที่ใช้กันค่อนข้างกว้างขวางทีเดียว…ยกเว้นที่ไทย)
  • นำเสนอโปรเจ็คจากหัวข้อของ Earth Charter อันเกี่ยวข้องกับความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งโปรเจ็คนี้ไม่มีแนวทางให้นอกจากว่าให้เป็นสิ่งซึ่งไปเจอ ไปลงมือทำด้วยตัวเอง ไม่ใช่แค่อ่านหนังสือเอา
  • พวกเรามีบล็อคไว้สำหรับสื่อสารกับคนอื่นๆในคลาสเรียนเดียวกัน ซึ่งพวกเราจะไปโพสต์ความคิดเห็นและประสบการณ์หรือเรื่องราวต่างๆที่อยากบอกเล่ากันไว้

กลับไปดูบล็อคนั้นพบว่าเราเคยเขียนลงไปจริงๆแค่ 3 โพสต์เท่านั้น คือโพสต์แนะนำตัว และรายงานความคืบหน้าโปรเจ็คที่เราต้องนำเสนอตอนปลายภาค บังเอิญว่าของเรา เรารู้สึกว่านำเสนอสิบนาทีคงไม่อาจจับสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดในโปรเจ็คนั้นได้ เลยเขียนลงบล็อคไว้เกือบจะทันทีหลังจากเสร็จสิ้นงานในหนึ่งวัน เรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดถูกบันทึกอยู่ใน Journal ซึ่งเราพกไปด้วยระหว่างทำโปรเจ็ค

วิธีทำโปรเจ็คของเราในตอนนั้นคือออกไปเดินในกรุงเทพฯด้วยความอยากรู้ว่าเมืองกรุงเทพฯจริงๆเป็นอย่างไร เราโตมาที่นี่แหละ แต่เราแค่ผ่านไปผ่านมาไม่ได้รู้จักเมืองกรุงเทพฯจริงๆเท่าไหร่หรอก การเดินเป็นทางเดียวที่เรารู้สึกว่าจะได้ทำให้เรารู้จักเมืองที่เราอยู่ดีขึ้น นั่นคือที่มาของสิ่งที่เราเรียกว่า Project City Walk

ต่อไปนี้จะเป็นโพสต์ที่เราเขียนรายงานการเดินภายในหนึ่งสัปดาห์หลังการเดินครั้งแรกโดยไม่ตัดต่อเพิ่มเติม แน่นอนว่าความเห็นของเราตอนนั้นอาจจะต่างจากตอนนี้ แต่เราชอบความสดใหม่ของมันดี

– – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – –

project report 0.1 – EC6 และการออกไปเดินเมืองครั้งแรก (ขออภัยที่มันยาวววว)

จริงๆเรื่องนี้เป็นเรื่องที่คุยกันในห้องเมื่อวันที่ 2 ธค.ที่ผ่านมา แต่คาบนั้นไม่ได้เข้า เนื่องจากไม่สามารถ“พร้อม”ได้ในวันนั้นจริงๆ เลยตัดสินใจว่าอย่าไปถ่วงคนอื่นจะดีกว่า (ลองคิดสภาพว่าเช็คอินแล้วพูดว่าไม่สามารถพร้อมได้ ชวนงงนิดๆว่ามาทำไม) แล้วจะรายงานความคืบหน้าผ่าน blog แทน

ซึ่งความจริงก็ดี พูดตามตรงว่าประสบการณ์ที่ได้จากการเดินอธิบายเป็นคำพูดลำบาก เลยเขียนได้ช้าหน่อยต้องขออภัย รับสารภาพว่าจับไม่ได้แน่ว่าสิ่งที่พบมีผลต่อเราอย่างไร แต่ที่แน่ๆคือมีบางอย่างที่กระทบใจเราชัดเจนกว่าอย่างอื่น ซึ่งพวกนั้นโดยส่วนมากเราถ่ายภาพเอาไว้ เขียนลงblogเราก็ได้แชร์ภาพพวกนั้นให้ดูได้ด้วย

ขอเล่าถึงproject คร่าวๆก่อนแล้วกัน

ที่มา

ความจริงคือ อยากเดิน ต่อให้ทำหัวข้ออะไรเราก็คงใช้การเดินเป็นตัวยืนอยู่ดี

ที่เลือกจะเดินมีเหตุจากเหตุการณ์ราวหนึ่งปีก่อนหน้านี้ ในตอนนั้นเราใช้การเดินเป็นการเดินทางไปมาละแวกหอและมหาวิทยาลัย เพราะด้วยเหตุอันใดไม่ทราบแม้ระยะทางจะใกล้แสนใกล้แต่ไม่มีรถประจำทางหรือกระทั่งรถสามล้อที่ยอมไปส่ง การเดินในตอนนั้นมีสองเป้าหมาย คือไปทำธุระใกล้ๆ(เป้าหมายภายนอก) และเดินเพื่อให้ได้ออกกำลังกายและสงบจิตใจของตัวเอง(เป้าหมายภายใน)

มีอยู่วันหนึ่งเพื่อนคนหนึ่งชวนไปพันธุ์ทิพย์ด้วย เธอกลัวจะไปคนเดียว เราเลยรับคำว่าจะไปเป็นเพื่อนเพราะยังไงก็ไปเป็นประจำ(ช่วงนั้นนะ) แต่เนื่องจากออกจากหอค่อนข้างเย็นคือราวสี่โมงรถบนถนนเพชรบุรีจะติดมากเราเลยถามเธอว่าเดินไปมั้ย เธอตอบว่าก็ได้ ก็เดินไป ซื้อของ แล้วก็เดินกลับมากินข้าวแถวหอ

ตอนนั่งกินข้าวเธอพูดขึ้นมาว่า เดินนี่ก็ดีนะ ทั้งๆที่อยู่แถวนี้ แต่เหมือนไม่เคยเห็นบริเวณรอบข้างมาก่อน เหมือนได้รู้จักที่ๆตัวเองอยู่ก็วันนี้เอง

นั่นคือจุดที่ทำให้ฉุกคิด ว่าถ้าแค่บริเวณโดยรอบที่เราอยู่อาศัยและใช้ชีวิต เรายังรู้สึกว่าเราไม่รู้จักมันแบบนี้ แล้วเรารู้จักเมืองที่ตัวเองอยู่มายี่สิบปีดีแค่ไหนกันเชียว

แล้วความอยากจะเดินก็เริ่มที่ตรงนั้น แต่ก็ไม่มีวาระซักที(คือไม่ขยับตัวจะทำซักทีนั่นเอง) ตอนที่คิดเรื่องproject ก็นึกถึงความอยากส่วนตัวนี้ขึ้นมา แล้วก็เลยตัดสินใจว่าโอกาสอันดีมาถึงแล้ว ลงมือเลยแล้วกัน

Earth Charter 6 : Prevent harm as the best method of environmental protection and, when knowledge is limited, apply a precautionary approach.

ในตอนแรกเลยตั้งใจว่าจะไม่เลือกหัวข้อจนกว่าจะได้เดินครั้งแรก แต่ก็ดูจะสะดวกกับทุกฝ่ายมากกว่าถ้าเลือกไปเสียให้เสร็จ เลยตัดสินใจว่าเอาข้อหกน่าจะตรงที่สุดกับความพยายามจะมองเห็นเมืองที่เราอยู่ ขอใช้คำว่ามองเห็นเพราะเวลาส่วนใหญ่ของชีวิตเราของสารภาพว่าไม่ได้มองดูมันจริงๆเท่าไหร่เลย และเราเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ซึ่งก็มีภารกิจของตัวเองก็คงไม่ได้สนใจเท่าไหร่ (ภายใต้สมมติฐานว่าเราเป็นมนุษย์กรุงเทพมาตรฐาน)

มันก็น่าสงสัยว่าจริงๆเราเข้าใจชีวิตและผลกระทบของเมืองดีแค่ไหน ขอใช้คำว่าชีวิตเพราะมันเกิดและโตและตายได้ (สืบพันธุ์ได้มั้ย อันนี้ก็ไม่เคยคิดดูเหมือนกัน) และเช่นเดียวกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมามันต้องทิ้งร่องรอยบางอย่างเอาไว้ด้วยกับที่ๆมันอยู่ มันต้องกินต้องขับถ่ายและฝังตัวเองเอาไว้ที่ไหนซักแห่ง

และเราคือคนที่เลือกให้มันเกิดขึ้น เป็นปัจจัยที่ทำให้มันเติบโต กัดกิน ขับถ่าย และตาย

เราป้องกันผลกระทบของมันไม่ได้ถ้าเราไม่รู้ว่าเราทำอะไรลงไปที่ทำให้มันกัดกินและทำลายธรรมชาติรอบๆข้างแบบนั้น และเราอยากจะเชื่อว่าเมื่อความเข้าใจของเราถึงระดับหนึ่ง และจิตสำนึกของคนเราพัฒนากันขึ้นไปอีกหน่อย เราน่าจะสามารถเปลี่ยนมันจากสิ่งที่เห็นได้ชัดว่ากำลังกัดกินทรัพยากรธรรมชาติอย่างปรีเปรม เติบโตอย่างไม่มีข้อจำกัด เป็นสิ่งมีชีวิตที่ถ่อมตัวมากขึ้น สวาปามน้อยลง และขับถ่ายอย่างมีสุขลักษณะ

อืมม…. projectนี้แอบโตออกมาขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย

การเดินTrip 1 : นางเลิ้ง, บางลำภู,เยาวราช,ภูเขาทอง

ตอนเดินไม่ได้กำหนดเป้าหมายชัดเจนเป๊ะๆ แค่คิดว่าอยากไปในบริเวณนี้ซึ่งเป็นพื้นที่อยู่อาศัยมานาน แต่ไม่ได้กำหนดเส้นทาง อยากเดินไปไหนก็ไป เวลาส่วนมากจึงมีความสุขกับการหลงทาง

ยืนยันว่าการหลงทางเป็นเรื่องสนุก เพราะไม่ต้องคิดมาก เดินไปก่อน ผิดทางค่อยหาทางกลับก็ยังไม่สาย

คลองผดุงกรุงเกษม คลองกว้าง น้ำดำ อยากรู้มากว่าข้างล่างมีอะไรอยู่

บ้านบริเวณตลาดนางเลิ้ง บรรยากาศที่ทำให้เกิดความรู้สึกที่ดีโดยไม่รู้ว่าทำไม

วันนั้นเป็นวันหลังลอยกระทง เลยพยายามเดินเลียบคลองเป็นส่วนมากเพื่อดูร่องรอยที่เหลืออยู่ ต้องบอกว่าเจ้าหน้าที่ของกรุงเทพทำงานดีมาก เพราะแทบไม่มีร่องรอยใดๆเหลือ บางทีก็นึกสงสัยเหมือนกันว่าเดี๋ยวนี้ไม่ลอยในคลองเล็กๆกันแล้วเหรอ หรือปีนี้เงียบเหงากว่าปกติ

ซอกหลืบหนึ่งใจกลางเมือง ห่างจากตลาดนางเลิ้งไม่เท่าไหร่ ลมเย็นมาก

ถ่ายมาเพราะมีข้อสังเกตบางอย่างเกี่ยวกับ“ทางน้ำ”ในกรุงเทพ

ขอบตลิ่งแบบผสม(วัสดุ) ที่เห็นได้บ้างตามคลองใหญ่ๆ

ซอกตลิ่งริมแม่น้ำเจ้าพระยา เคยสงสัยมั้ยว่าลอยกระทงแล้วเป็นแบบนี้แล้วจะลอยกันอีกทำไม

จริงๆคอลเลคชั่นภาพเกี่ยวกับทางน้ำต้องมีอีกภาพแต่ตอนนั้นหน่วยความจำเต็มแล้ว คือคลองมหานาคตอนกลางคืนที่เราเดินผ่านหลังจากออกมาจากวัดภูเขาทอง ที่นั่นทำตลิ่งไว้เสียสวยและมีไฟประดับมากมาย ทำให้นึกถึงถนนราชดำเนินขึ้นมา แต่ในอีกมุมก็เห็นการควบคุมเบ็ดเสร็จที่มนุษย์ชอบทำกับสิ่งรอบๆตัว เราทำตลิ่งเพื่อให้เส้นทางน้ำคงเดิม ลอกมันเมื่อมันตื้นเขิน ประดับไฟเมื่อต้องการให้มันสวยงามในตอนกลางคืน เราเปลี่ยนสิ่งที่เคยมีให้กลายเป็นของๆเรา ทำตามอย่างที่เราต้องการ

นึกถึงข้อความหนึ่งจากหนังสือ คงเป็น“Lucifer Principles”(อ่านนานแล้ว แอบลืม) เขาเขียนประมาณว่าสิ่งที่มนุษย์หลงใหลที่สุดคือความรู้สึกว่าเราสามารถควบคุมสิ่งที่อยู่รายล้อมชีวิตเราได้ ที่ศาสนา การแพทย์และวิทยาศาสตร์ ถือกำเนิดขึ้นมาก็อยู่บนความต้องการจะควบคุมนั่นเอง

แต่เขาก็บอกว่าทั้งหมดนั้นเป็นมายา เราควบคุมอะไรไม่ได้แต่ก็หลอกตัวเองอยู่อย่างนั้น มาย้อนคิดดูรอบๆตัวเราก็เหมือนจะส่งสัญญาณว่าประมาณนั้นออกมากันอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว เป็นความรู้สึกที่แฝงอยู่ลึกๆในคำพูดและการกระทำของคน (อิชมาเอลเองก็เหมือนจะมีประเด็นใกล้ๆกันนี้ ไม่ได้พูดเหมือนกันเป๊ะ แต่ก็ประมาณเดียวกัน)

เราก็มีความรู้สึกทำนองนั้นบ่อยๆ

โดนที่สุด

ภาพข้างล่างนี่ภาพสถานที่ที่กระทบความรู้สึกของเราแรงที่สุดในการเดินวันนั้นอย่างหาเหตุผลมิค่อยได้ คือมันเหมือนจะรู้ว่าความรู้สึกนี้โยงมาจากอะไร แต่สาวหาต้นตอกันจริงๆลำบาก

บนถนนเล็กๆเส้นหนึ่งที่ออกมาจากถนนใหญ่อย่างราชดำเนินจะมีคลองที่คนจำนวนมากอาศัยพักผ่อน และในกรณีนี้ คือใช้สร้างบ้านอยู่ด้วย

ตอนแรกเกือบจะไม่เห็นแล้ว แต่เพราะถนนมันแคบเราเลยต้องแอบข้างทางเพื่อหลบรถ และจังหวะนั้นเองที่เราหันไปเห็นบ้านหลังน้อยหลังนี้ บ้านที่มีฟังก์ชั่นของความเป็นบ้านทุกอย่าง (บริเวณที่นอน บริเวณเก็บของ มีประตูหลังบ้านด้วย)

ที่รู้สึกในวูบแรกเลยคือ ทึ่ง!! นึกถึงตอนเด็กๆที่เล่นสร้างบ้านโดยใช้เชือกกับผ้าห่มและเสื่อ แต่อันนี้ของจริงบ้านจริงใช้จริง และทั้งหมดที่ใช้คือของเหลือใช้ ที่คนอื่นเรียกว่า“ขยะ” ขยะที่สร้างบ้านได้ทั้งหลังเลยนะเฟ้ย!!

จำได้ว่าเคยคุยกับเพื่อนคนหนึ่งที่เรียนสถาปัตย์ เขาอยากจะเรียนต่อทางผังเมืองและการจัดการทรัพยากรเมืองมาก ถามเขาว่าทำไม เขาก็เล่าว่ามันเกิดจากการออกไปเที่ยวแล้วเห็นภูเขาที่แหว่งจากการระเบิดหิน ตอนนั้นคือจังหวะฉุกคิดของเขา ว่าการทำลายนี้เกิดขึ้นจากคนที่ต้องการจะสร้างตึก และสถาปนิกที่พยายามสนองความทะเยอทะยานตัวเอง(ใครเคยเห็นเมืองปักกิ่งจะซึ้งถึงทรวง) และเขารู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ผิดมหันต์ เราควรจัดการจากทรัพยากรที่ใช้อยู่แล้วก่อนมากกว่า

เห็นบ้านหลังนี้แล้วนึกถึงเพื่อนคนนั้นขึ้นมาทันที

อันนี้อยู่ในซอยๆหนึ่งย่านเยาวราช เป็นร้านขายไก่….เป็นๆ

ทั้งร้านมีกรงอย่างที่เห็นอยู่นี้เรียงราย ไก่ทั้งหลายร้องกะป้อกๆๆๆๆ เดินไปมาในกรงสี่เหลี่ยมแคบๆที่มีจานข้าวจานน้ำไว้ให้

ยืนอึ้งอยู่หน้าร้าน 5 วินาทีเต็ม แล้วรีบหลบออกมา เพราะกลัวคนในร้านจะเริ่มมอง

เราก็แค่…สะเทือนใจ… แค่นั้นแหละ ไม่มีอะไร

ที่บ้านคุณตาของเราก็เลี้ยงไก่ แต่มันเป็นไก่บ้าน มันสามารถไปไหนมาไหนก็ได้ มีข้าวให้กิน ถึงเวลาก็ตายนั่นแหละ สิ่งมีชีวิตไหนบ้างที่ไม่ตาย แต่อย่างน้อยมันก็มีอิสระที่จะเลือกใช้ชีวิต แต่ไก่พวกนี้และญาติๆของมันในอุตสาหกรรมอาหารทำผิดอะไรมากเลยเหรอ

รู้อยู่เต็มอกหรอกนะว่าสำหรับการเลี้ยงประชากรหกพันล้านเราไม่ได้มีทางเลือกมากนักนอกจากจะปรับเกษตรเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรม สร้างอาหารแบบ mass product แต่เราก็ยังรู้สึกว่ามันไม่ถูกเสียทีเดียว คนหกพันล้านเลี้ยงด้วยโลกหนึ่งใบไม่พอก็จริง แต่ถ้าเพียงแค่สนองความต้องการนี้ต่อไปเรื่อยๆมันจะจบที่ไหนล่ะ ใช้ทั้งระบบสุริยะเลยมะ

กินข้าวมันไก่ไม่ลงไปหลายวัน

เราคงไม่รู้สึกอะไรกับนักถ้าไม่ใช่เพราะเราไม่ได้เห็น ภาพbeforeของภูเขาทองที่ถ่ายไว้สมัยรัชกาลที่ 5 จากคลองที่โอบล้อม แมกไม้ บ้านเรือน ละแวกภูเขาทองเป็นที่ๆสวยมากต่อให้เป็นแค่ภาพขาวดำ

ไม่เคยมาภูเขาทอง แต่มาแล้วก็…. สะเทือนเล็กน้อยถึงปานกลาง จริงๆมันก็ร้อยปีผ่านไป ร้อยปีในศตวรรษที่ความเปลี่ยนแปลงมาแบบติดเจ็ท มันยังเหลือเค้าเดิมได้ก็แปลกน่าดูแล้ว แต่ก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าไม่เหลือเลยวะ ไม่มีเหลือเค้าเลยจริงๆยกเว้นภูเขาทองกับแนวคลองที่ยังเหมือนเดิม

ทั้งหมดนี้เราคิดว่ามันคือความยึดติดในสิ่งที่คิดว่าสวยงามของตัวเราเอง และความงามมันก็คือมาตราวัดของคนเท่านั้นไม่ใช่เหรอ

เราเลยยืนอยู่ตรงนั้นพักหนึ่งแล้วพยายามหาความงามของมันให้เจอ


สรุป….เหรอ?

เขียนมาทั้งหมดนี้ รู้สึกว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับหัวข้อใน Earth Charter ยังไงก็ไม่ทราบ อาจเพราะมีอย่างอื่นที่สามารถกระทบเราได้ชัดเจนกว่า ส่วนหนึ่งคือตอนออกเดินครั้งแรกไปด้วยความตั้งใจว่าจะไปด้วยหัวเปล่าๆ หัวข้อไม่อยู่ในหัว ไม่อ่านอะไรไป ไม่คาดหวังอะไร ไปแบบว่างๆเพื่อรับทุกอย่างที่อาจจะผ่านเข้ามาโดยให้ตัวเราเป็นตัวแปรน้อยที่สุด แล้วดูว่าจะได้อะไรออกมาโดยปล่อยมันออกมาเองตามธรรมชาติ ซึ่งก็ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะตัวเรายังคงเป็นปัจจัยสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อไม่มีอะไรให้มันจดจ่อ มันจะเริ่ม“คิด” เมื่อเริ่มคิดก็เริ่มไม่รับ ตลอดทางก็มีมันโวยวายอยู่ในหัว เงียบไปบ้างบางที แต่ก็ไม่ค่อยเงียบนานๆ

กลับมาคิดดูคิดว่าแบบนี้น่าจะลำบากกว่าการมีโฟกัสในใจ เพราะสิ่งที่มีอยู่รอบตัวนั้นเยอะมาก มีพักหนึ่งที่ตั้งใจว่าจะรับให้ได้มากที่สุด แต่พอตั้งใจแบบนั้นมันก็เหมือนโดนสึนามิถล่ม เพราะมันมากเกินไปจนเรารู้สึกกลัวขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ ในที่สุดก็ต้องใช้กำแพงที่เรียกว่าความเคยชินช่วยบ้าง ไม่อย่างนั้นมันเหมือนสมองจะไม่สามารถกรองอะไรได้ทัน

ตอนขากลับจากภูเขาทองเมื่อความรับรู้เกือบเป็นศูนย์จากอาการเจ็บเท้าและความเหนื่อยก็เลยลองถามตัวเองว่าทำไมถึงไม่สะกิดใจกับประเด็นสิ่งแวดล้อมซักเท่าไหร่ คำตอบที่เสียงในหัวตอบเรามาคือ เพราะทุกอย่างที่เราเห็นกลายเป็น unit ของเมืองไปแล้วหรือเปล่า

อย่างที่ว่าว่าคนเราบ้าการควบคุม ในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพเราควบคุมทุกอย่างไปแล้วจริงๆ คลองต่างๆถูกทำตลิ่ง เราปูทุกที่ด้วยคอนกรีต เราล้อมต้นไม้และตัดแต่งมัน เทปูนไม่ให้มันล้ม ทุกอย่างเราบัญชา เหมือนเด็กเล่นต่อlego

แอบสลดเมื่อคิดแบบนั้น เพราะนั่นหมายความว่าเราเลือกจะแยกตัวออกมาจากส่วนที่เหลือ ทั้งที่ความเป็นจริงเราไม่อาจแยกขาดได้ แต่การทำตัวอย่างนี้ซักวันเราจะหลงลืม “เพื่อนร่วมโลก” ของเรา เพราะเรามองไม่เห็นเขา ไม่รับรู้ถึงเขาเห็นแต่ของที่เป็นของเรา สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าเมืองตัวใหญ่ๆก็จะโตขึ้นๆและคุกคามสิ่งรอบข้างไปเรื่อยๆ

กะบะทรายมันก็มีขนาดจำกัดน่ะนะ เราจะทำยยังไงให้เมืองเลิกเป็นอันธพาลแล้วอยู่กับ“เพื่อน”ดีๆซะที

เท่าที่เรารู้ หลายคนกำลังพยายามอยู่ และเราตั้งใจจะลองศึกษางานของคนเหล่านั้นดู

แผนต่อจากนี้

ความจริงตั้งใจว่าควรไปเดินรอบที่สองได้แล้ว แต่ด้วยสถานการณ์บ้านเมืองและสถานการณ์ของตัวเอง(senior projectที่คลานอย่างช้า…ไปมั้ย) ทำให้แผนการณ์นั้นถูกระงับจนเลยเข้ามาธันวาคม อีกอย่างที่ทำให้ลังเลคือเราไม่แน่ใจว่าตัวเองมี mind set ที่ถูกต้องแล้วหรือยัง เพราะมีแนวโน้มว่าที่เคยคิดว่าเดินสี่ครั้งอาจจะทำได้ไม่ถึง แต่อย่างน้อยอยากให้ได้เดินซักสองครั้ง ดังนั้นครั้งนี้ควรจะได้ผ่านสถานที่ซึ่งทำให้เกิดการฉุกคิดมากๆหน่อย

ส่วนที่จะศึกษาเพิ่มเติม ตอนนี้ประเด็นสิ่งแวดล้อมกำลังร้อนแรงมาก เรื่องของความคิดเห็นและบทความคิดว่าสามารถเก็บรวบรวมได้ไม่ยาก ที่จะอ่านเพิ่มคือCollapse ของ Jared Diamond และศึกษาเรื่องของเมือง
Malmö เมืองใหญ่อันดับ 3 ของ Sweden ที่กำลังปฏิรูปตัวเองเป็น Green City แต่ไม่แน่ใจว่าจะสามารถลงลึกไปได้ขนาดไหน (ภาวนาว่าจะมีข้อมูลภาษาอังกฤษเยอะๆหน่อย)

จบการรายงานแต่เพียงเท่านี้ รบกวนขอข้อเสนอแนะด้วยคะ (โค้งงามๆหนึ่งครั้ง)

– – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – –

ตอนหน้าจะเป็นสรุปการเดินครั้งที่สองซึ่งต่างจากความคาดหวังในครั้งแรกแบบค่อนข้างพลิกโผ บอกได้อย่างเดียวตอนนี้ว่าตอนทำโปรเจ็คน่ะ คนทำน่ะมันส์ และตอนจบนั้นได้ความรู้สึกที่แปลกใหม่จากการทำโปรเจ็คอื่นๆมากทีเดียว

จริงๆถ้าให้ทำอย่างนี้อีกก็เอานะ

ปล. เคยจะลองที่Calgary แล้ว แต่สภาพเมืองไม่ค่อยอำนวยเพราะเป็นเมืองสำหรับรถ เราเลยเดินแบบเพื่อหลงทางไม่ค่อยได้